ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:36 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 1

“…นายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา…”


ไม่ใช่คำกล่าวหรือคำเชลียร์ของบริวารลิ่วล้อของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ยืนอยู่รายล้อ เพื่อรอเศษเนื้อ หรือเศษอำนาจ ในไทยรักไทย หรือชินคอร์ปที่เราเคยได้ยินจนชินหูหากแต่เป็นคำกล่าวด้วยสีหน้า ท่าทางและแววตาที่จริงจังเป็นอย่างยิ่งของสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ในครั้งหนึ่ง และถูกย้ำเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เช่นเดียวกัน เป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่มีผู้ดำเนินรายการนาม สนธิ ลิ้มทองกุล นักวิเคราะห์ผู้เปี่ยมด้วยมุมมองลึกซึ้งในทุกๆ กรณีปัญหาของไทยและของโลก และสโรชา พรอุดมศักดิ์ พิธีกรสาว ซึ่งสมควรอย่างยิ่งกับรางวัล นักชง ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงสุด

เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังออกอาการเกรี้ยวกราดต่อการดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัคร นอเมนี่ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังปลุกระดมประชาชนนับหมื่น นับแสนโค่นล้มรัฐบาลสมัคร นอเมนี่ของ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใหม่ เป็นระบบอะไรยังไม่รู้ (ตัวนายสนธิเองก็ยังไม่แน่ใจ) เพราะรับรู้ รับฟังแพล่ม ๆ จากแกนนำอย่างกระปริบกระปรอยว่า คือระบบ 70/30 แต่ยังไม่รู้ที่มาที่ไป ว่าใครคือเจ้าของระบบความคิดนี้ และไอ้ระบบ70/30 ที่ว่านี้ ได้เคยทดสอบใช้บนพื้นโลกมนุษย์ ณ ที่ใด ประเทศใดบ้าง ไม่มีคำอธิบาย นอกจาก...คำว่า ...พี่น้อง เอ้ย...มารวมกันให้เยอะ ๆ ใกล้ แล้ว...ใกล้อะไรยังไม่รู้ ...ใกล้จุดหมาย หรือว่า ...ใกล้จุดจบ ของนายสนธิ แอนเดอะแก๊งส์

เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไม่มีความจำเป็นต้องพูดจาเยี่ยงนั้นแม้แต่คิดก็ไม่พึงคิด เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยช่วยเหลือ ไม่เคยมีบุญคุณ ตรงกันข้ามยังติดหนี้บุญคุณทางธุรกิจแก่เขาอีกมากมายมหาศาล

เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังพิพากษาว่ารัฐบาลสมัครนี้เป็นรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ และสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เป็นนอเมนี่ของทักษิณ

ระยะเวลาเพียงสองปีเศษ ทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล นักหนังสือพิมพ์ผู้เจนจบกับทุกกลยุทธ์ทางการเมือง ประหนึ่งเป็นผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งในแวดลงอำนาจรัฐ เสมือนเกมที่เล่นอยู่บนฝ่ามือตัวเอง เปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาจากดีที่สุด รักที่สุด ชอบที่สุด เชียร์ที่สุด กลายเป็นเลวร้ายที่สุด เกลียดที่สุด ชิงชังที่สุด และต้องกำจัดให้ได้ในที่สุด

อารมณ์ และอาการเยี่ยงนี้ ไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องประสบกับภาวะผิดหวังอย่างรุ่นแรงที่สุด ต่อ พ ต ท ทักษิณ ชินวัตร ผิดหวังรุนแรงชนิดที่มิอาจจะอภัยต่อกันได้ มีเพียงเส้นทางเดียวที่ต้องกระทำ คือการ ฆ่า ให้พ้นจากเส้นทางของตนเอง ไม่แปลกที่ผู้คนซึ่งอยู่ห่างไกลจากปริมณฑลของ เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จะเข้าใจว่าสนธิ ผิดหวัง พตท ทักษิณ ที่สำแดงธาตุแท้ของตนเองออกมาว่า ที่จริงแล้ว เขาก็ไม่แตกต่างจาก นักการเมืองทั่วไป ที่ใช้อำนาจเป็นประโยชน์กับพวกพ้อง ญาติมิตรและไม่จริงใจกับประชาชน เพราะ 10 ครั้งของเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร สนธิพร่ำพูดและตอกย้ำเช่นนี้จริงๆ

แต่ทว่า ผู้คนในแวดวงหนังสือพิมพ์ที่รู้จัก สนธิดี รวมไปถึงผู้คนที่เคยเฉียดใกล้ปริมณฑลเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่างคาดเดาว่าความผิดหวังรุนแรงที่บังเกิดขึ้น เป็นเพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ โอบอุ้ม ช่วยเหลือ สนธิมากเท่าที่ควร หรือมากเท่าที่สนธิคาดหวัง มิหนำซ้ำยังมีทีท่าเฉยเมยต่อความยากลำบากของสนธิ ที่ประสบอยู่ตรงหน้า

ร่ำลือกันว่าความคาดหวังที่สนธิลิ้มทองกุล มีต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และต้องผิดหวังนั้นหากคำนวณเป็นมูลค่าทางธุรกิจแล้วมีจำนวนไม่น้อยกว่าหลักสามถึงสี่ร้อยล้านบาทซึ่งอาจจะเป็นเงินไม่มากนักสำหรับ พตท ทักษิณ ในวันนี้ และสำหรับสนธิ ในวันวานแห่งอดีตที่รุ่งเรือง แต่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับคนที่เพิ่งพ้นสภาพบุคคลล้มละลายอย่างสนธิ ในวันนี้

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:37 pm

ร่ำลือกันว่า จากความผิดหวังที่เกิดขึ้น ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความโกรธ และความแค้นตามลำดับ แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีความเชื่อของผู้คนที่รู้จักสนธิดีว่า ความโกรธและความแค้นของสนธิที่มีต่อ พตท ทักษิณ ยังคงสามารถที่จะเคลียร์กันได้ ตามประสานักธุรกิจด้วยกัน แต่อาจจะต้องมีราคาแพงถึงหลักพันล้านบาท เลยทีเดียว ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจำนวนหัวของผู้ที่มาชุมนุมกันอยู่ในสวนลุมพินี ทุกเย็นวันศุกร์

ยิ่งมีจำนวนหัวมาก ราคาเคลียร์ก็ยิ่งสูง แต่หากมีจำนวนหัวไม่มากตามที่ประกาศไว้ราคาเคลียร์ก็อาจจะต้องมาตกลงกันใหม่

ควรทราบด้วยว่า นอกเหนือจากสถานภาพนักหนังสือพิมพ์แล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล มีคุณลักษณ์ที่ชัดเจนประการหนึ่ง คือความเป็นนักธุรกิจ ที่ยึดมั่นในปรัชญา การทำกำไรสูงสุดกับสิ่งที่ได้ลงทุนไป และไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาฟรี

นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่สนธิ ต้องการ 5 แสนคน ในเย็นวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2548

นี่อาจจะเป็นราคาต้นทุนของการระดมพลังมวลชน และผลประกอบการที่อาจจะได้รับที่มิอาจประเมินได้ แต่แน่นอนถ้าหากการเจรจาทางธุรกิจบรรลุผล ย่อมมีผู้จ่ายและผู้รับ และมีผลกำไรเกิดขึ้นตามปรัชญาการทำงานของนักธุรกิจที่ต้องได้กำไรสูงสุด

เรื่องทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมืองไทยที่มากด้วยกลเกมของผู้เล่นที่ช่ำชองประสบการณ์ โดยมีประชาชนเป็นเบี้ยด้วยความสมัครใจ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แต่ไม่ว่าจะด้วยสมัครใจ เต็มใจ จำใจ หรือจนใจก็ตาม สิ่งที่เราพึงครุ่นคิดและใคร่ครวญให้จงหนักก็คือ เป็นไปได้หรือ ที่คนคนหนึ่งซึ่งมีมันสมองอันปราดเปรื่องและสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ มีข้อมูล ข้อเท็จจริงอยู่เต็มสองมือ มีสำนึกถูกผิด อยู่เต็มหัวใจ มีสำนึกแห่งคุณธรรมดีชั่ว อยู่ทั่วทุกอณูของร่างกาย จะตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งมนต์เสน่ห์ของคนอีกคนหนึ่งมาอย่างยาวนานถึง 3 ปี ชนิดโงหัวไม่ขึ้น จนถึงกับยกย่องให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา จะกลับกลายเป็นคนคนหนึ่งที่รังเกียจ ชิงชัง นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของตัวเอง ถึงขนาดต้องโค่นล้มและขับไล่ให้พ้นจากแผ่นดินไทย

หากอาการที่เกิดขึ้นกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนี้ มิได้มีผลประโยชน์ส่วนตนมาเคลือบแคลงหรือแอบแฝง ก็ต้องบอกว่า สินธิ ลิ้มทองกุล กำลังตกอยู่ในสภาวะต่อมคุณธรรมอักเสบอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน เพราะโกหกตัวเอง และผู้คนมาตลอด 3 ปีเต็มของการจัดทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เนื่องเพราะจริงๆ แล้ว “นายกฯ ทักษิณไม่ใช่นายกรัฐมนตรีดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา” ในทัศนะของสนธิตามที่ได้พร่ำพูด พร่ำบอกกับผู้ชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เรื่อยมา

ที่พูดไปทั้งหมดเป็นเพียงการโกหกไปในแต่ละสัปดาห์ เพื่อแสวงหา การักษาและดำรงอยู่ ของตนเท่านั้นเอง

แต่ด้วยมันสมองและสติปัญญาระดับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ซึ่งสถาปนาตัวเองเป็น “โมกุลแห่งวงการสื่อสารมวลชนของเอเชีย” เป็นผู้บริหารธุรกิจระดับหมื่นล้านบาท เคยเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่สื่อตะวันตก ให้ความสนใจมากที่สุด เคยเป็นผู้จัดการรัฐบาล เคยผ่านวันอันแสนสุข ผ่านคืนที่อมทุกข์มาแล้วหลายช่วงในชีวิต รวยที่สุดก็เคยมี จนที่สุดก็เคยเป็น จึงมิอาจเชื่อได้ว่า ทั้งหมดที่สำแดงออกมานั้น เป็นเพราะ “ต่อมคุณธรรมอักเสบ” เพียงสาเหตุเดียว หากแต่จะต้องมีสาเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

แต่จะเป็นสิ่งใดนั้น มีแต่สนธิ ลิ้มทองกุล เท่านั้นที่จะตอบได้ว่า…

มันคืออะไร? และราคาเท่าไร?

และการเจรจาทางธุรกิจ โดยมีประชาชนที่มาชุมนุมกันในสวนลุมพินีเป็นราคาและมีอำนาจรัฐเป็นเดิมพัน หรือตัวชี้วัดว่าเกมนี้ใครจะกำไร ใครจะขาดทุน จะลงเอยด้วยตัวเลขสิบหลักอย่างที่นักการเมืองระดับวงในและนักหนังสือพิมพ์ระดับผู้ใหญ่ร่ำลือกันจริงหรือไม่

เหล่าเบี้ยทั้งหลายอย่างพวกเรา ต้องติดตามกันดูต่อไป…

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:42 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 2

"หลังจากพังพาบไปกับพิษไข้ต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเคยประกาศความยิ่งใหญ่ของชนชาติผิวเหลือง ให้นักธุรกิจสื่อในซีกโลกตะวันตกได้ประจักษ์ในความสามารถเหมือนกับครั้งหนึ่งในอดีตกาลที่ เจงกีสข่าน ได้ยกพลบุกตะลุยไปจนถึงยุโรป ก่อนจะสิ้นชีพ เพราะความทะเยอทะยานที่เกินกำลังของตัวเอง"

“โมกุลแห่งสื่อของเอชีย” อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักรพรรดิเจงกีส ข่าน คือต้องถึงกาลดับชีพในโลกธุรกิจ ด้วยสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวหลายหมื่นล้านบาท อาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เสกเป่าขึ้นมาด้วยลมปากและปลายลิ้น ก็ล่มสลายพังครืนลงมาจนยากจะรับมือไหว เมื่อหมดสิ้นหนทางที่จะต้านพิษไข้ต้มยำกุ้งได้ และไม่อายทานพายุเศรษฐกิจที่พัดผ่านประเทศไทยไปได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ประกาศทฤษฎี “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” พร้อมกับประกาศตนเป็นลูกหลาน (นอกรีต) พระเจ้าตาก ด้วยการ “ชักดาบ” เจ้าหนี้ทุกรายประดามี กระบวนท่าของสนธิ บังเกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกระดับ ทั้งในประเทศแลต่างประเทศ เนื่องจากมีนักธุรกิจจำนวนมาก ยึดสนธิเป็นแบบอย่างในการต่อสู้กับเจ้าหนี้ด้วยทฤษฎี 3 ไม่ ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ต่างชาติเข็ดขยาดไปตามๆ กัน กล่าวกันว่าเฉพาะบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีหนี้สินมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่มากเกินกว่าสนธิจะเยียวยาได้ จึงต้องปล่อยให้เจ้าหนี้เข้ามาจัดการแบ่งสันปันส่วนหนี้ที่สนธิ สร้างเอาไว้ ในขณะที่สนธิก็หมดสภาพที่จะยื้อยุดฉุดกระชากหนี้กับเจ้าหนี้ทั้งหลายจนต้องยอมรับสภาพบุคคลล้มละลายในวันหนึ่ง เมื่อธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องให้ชำระหนี้จำนวน 151 ล้านบาท สนธิไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารนครหลวงไทย ก็ดำเนินการในชั้นศาลให้ศาลสั่งสนธิเป็นบุคคลล้มละลาย

ถึงแม้จะตกอยู่ในสภาพบุคคลล้มละลาย แต่สนธิก็คงมีบทบาทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในฐานะที่ปรึกษาบริษัทแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และการดำเนินชีวิตของสนธิ ก็ยังคงเป็นไปอย่างมีสีสัน ไม่แตกต่างจากก่อนจะเป็นบุคคลล้มละลายมากนัก นักการเมือง นักวิชาการจำนวนมากยังคงแวะเวียนไปหา ไปขอความเห็นต่างๆ อยู่เป็นประจำ ไม่เพียงเท่านั้น สนธิยังอยู่เบื้องหลังการขยายกิจการของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อทำธุรกิจสื่อเว็บไซต์และสื่อโทรทัศน์ ในนามผู้จัดการด้วยเงินทุนหลายร้อยล้านบาท ถึงแม้จะอยู่เบื้องหลังและรั้งตำแหน่งเพียงที่ปรึกษาบริษัท แต่ก็ไม่อาจจะปกปิดสถานภาพที่แท้จริงของตัวเองต่อสายตาของนักลงทุน และเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการสื่อมวลชนได้ เนื่องจากการเดินหมากทางธุรกิจของสนธิ เป็นหมากที่ดุดัน กว้านซื้อตัวบุคลากรมือดีจากค่ายต่างๆ เข้ามาอยู่ในคอกของตัวเอง อย่างไม่พรั่นพรึงต่อราคาที่มีการเสนอเข้ามา ขุนพลข่าวมือดีจากโทรทัศน์ทั้ง 6 ช่อง ถูกอำนาจเงินดูดเข้าไปอยู่ใต้ชายคาบ้านเจ้าพระยา และบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นป้อมค่ายหลักของสนธิในการหวนคืนกลับมาสู่สังเวียนธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการลงทุนหลายร้อยล้านบาท เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ ที่มีเว็บไซต์ manager.co.th และโทรทัศน์ 11 news 1 เป็นหัวหอกหลักนี้เอง จึงทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นในวงการธุรกิจ และวงการสื่อมวลชนในประเทศว่าแท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้บาดเจ็บจากพิษไข้ต้มยำกุ้งจริง ไม่ได้ล้มจริงตามที่เป็นข่าวจริงอยู่บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ล้มไปแล้ว แต่สนธิยังคงยืนได้อย่างผ่าเผย ซึ่งพฤติกรรมดั่งนี้ไม่อาจเรียกเป็นอื่นได้ นอกจากการล้มบนฟูก กล่าวคือ บริษัทเจ๊ง แต่สนธิไม่ได้เจ๊งตามไปด้วย เพราะความชาญฉลาดในการทำธุรกิจ และความเจนจัดในการใช้บริษัท และตลาดหลักทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง

เชื่อกันว่าสนธิได้ใช้กระบวนท่าดูดเงินบริษัทมหาชนเข้าไปอยู่ในเซฟของตัวเองจำนวนมหาศาล หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 สนธิได้หลบลี้หนีหน้าออกจากวงการธุรกิจนานพอสมควร ก่อนจะกลับมาปรากฎในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ที่ทำให้มิตรรักอย่างธารินทร์ นินมานเหมินทร์ ต้องจดจำไปอีกนานด้วยลีลาการเปลือยธารินทร์อย่างเจ็บแสบ เพียงเพราะนายธารินทร์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น มีท่าทีเมินเฉยต่อความเดือดร้อนของสนธิที่กำลังซมพิษไข้ต้มยำกุ้ง ชนิดที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด สนธิใช้ข้อมูลวงในที่เคยคลุกคลีตีโมงอยู่กับสองพี่น้อง “นิมมานเหมินทร์” คือธารินทร์และศิรินทร์ มาย้อนถล่มธารินทร์อย่างรุนแรงหนักหน่วง กระทั่งภาพลักษณ์ขุนคลังไร้เทียมทานของธารินทร์ที่ประชาชนฝากความหวัง ต้องเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว และกลายเป็นขุนคลังไร้ราคา โดยเฉพาะเรื่องการขายทรัพย์สินของปรส. ให้แก่บรรษัทข้ามชาติ ในราคาถูกๆ แบบเลหลัง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีนายธารินทร์ เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ และเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน กระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล และทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาในที่สุด

ต้องยอมรับว่าสนธิเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ยากให้เข้าใจง่ายได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนติดตามงานของเขาเป็นจำนวนมากหลายคนตกอยู่ใต้มนต์ของตัวหนังสือที่สนธิ ร่ายให้ฟังชนติที่ไม่อยากคิดอะไรเองอีกแล้ว พากันหลงเชื่อคล้ายตามตรรกะแบบสนธิไปได้ง่ายๆ มีการสืบสาวราวเรื่องกันในเวลาต่อมาว่า เหตุที่สนธิในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ตั้งหน้าตั้งตาไล่ถล่มธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ชนิดที่ไม่เห็นแก่คุณธรรมน้ำมิตรแต่เก่าก่อนซึ่งเคยกินอยู่หลับนอนมาด้วยกัน ก็คือกรณีที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 มีผู้ร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ว่าบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอนจิเนียริ่ง จำดัด (มหาชน) หรือ IEC ปกปิดข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ให้แก่บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,078 ล้านบาท และจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าการกู้เงินรายนี้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วย

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:45 pm

ทั้งนี้จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าสัญญกู้ยืมเงินที่เดอะเอ็มกรุ๊ป กู้จากธนาคารกรุงไทย และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของ MGR นั้น ลงนามโดยคน 4 คนได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล สุรเดช มุขยางกูร เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และยุพิน จันทนา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม แต่เรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากคนทั้ง 4 ได้กระทำทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง รวมทั้งในการทำสัญญาประกันดังกล่าว บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่าคณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวในนาม MGR การกระทำดังกล่าวเป็นการลวงให้ผู้อื่นหลงผิดจนก่อให้เกิดภาระและความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นของ MGR และ MGR ด้วย นอกจากนี้บุคคลทั้ง 4 รายได้ร่วมกระทำผิดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ MGR โดยตรงแล้ว บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการให้ MGR เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาระค้ำประกันเงินกู้ยืมให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ปในงบการเงินของ MGR ที่ต้องส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ลง ทุนขาดข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน

จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ดังกล่าว จึงนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับสนธิ และพวกรวม 4 คน ต่อกองบังคับการตำรวจคดีเศรษฐกิจ กรณีรว่มกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทให้กับเดอะเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยคณะกรรมการ MGR ไม่ได้ทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา ข้อกล่าวหาของ ก.ล.ต. ที่มีต่อสนธิกับพวก หากพูดกันภาษาชาวบ้าน หรือภาษาข่าวก็คือ อาชญกรเศรษฐกิจ หรือ โจรเสื้อนอก นั่นเอง ซึ่งข้อกล่าวหานี้ ได้ รับการยืนยันว่าเป็นความจริงจากนายพีรศักดิ์ วรสุนโอสถ กรรมการอิสระ บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (ไออีซี) ในฐานะประธานคณะทำงาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบริษัทไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปจำกัด ที่เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตามคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสรุปว่า การค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป กับธนาคารกรุงไทยจำกัดระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 มูลค่า 1,198 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานโดยการรู้เห้ฯของนายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนายการบริษัท ไออีซี เพียงผู้เดียว

“คณะกรรมการมีการสอบถามนายสุรเดช ได้รับชี้แจงว่า บริษัทไออีซีค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2539 ทั้งที่การยืมของเดอะเอ็มกรุ๊ป มูลค่า 1,198 ล้านบาท มีการวางหลักประกันเป็นที่ดินและใบหุ้นมูลค่ารวมประมาณ 1,632 ล้านบาท แต่ธนาคารกรุงไทยต้องการให้มีการค้ำประกันเพื่อความมั่นในในเงินกู้ บริษัทจึงเข้าค้ำประกันร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และบริษัทแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด” นายพีรศักดิ์กล่าว สำหรับสาเหตุของการเข้าค้ำประกันเงินกู้ ได้รับการชี้แจงจากนายสุรเดชว่า บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางนายสุรเดช และตัดสินใจเข้าค้ำประกัน เนื่องจากเห็นว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของไออีซี เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะเอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทในเครือเดียวกัน โดยในช่วงที่ไออีซีจำเป็นต้องหาเงินทุนก็จะได้รับความช่วยเหลือจากเดอะเอ็มกรุ๊ปจึงตัดสินใจด้วยความสุจริตลงนามเข้าค้ำประกันเงินกู้

กล่าวกันว่ากรณีของไออีซีนี้ ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล เสียหายอย่างหนัก ทั้งทางเครดิต และหาแหล่งเงิน ที่จะเข้ามากอบกู้อาณาจักรเดอะเอ็มกรุ๊ป จึงเป็นเหตุให้เกิดรายการ “แค้นสั่งฟ้า” ขึ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน แล้วในที่สุดก็ฟาดไปที่ก้านคอ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ จนแทบสลบ หลังจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สูญสิ้นอำนาจ เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งตั้งแต่ต้นปี 2544 ให้กับพรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อย่างชนิดหมดรูปมวย สนธิในฐานะนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะได้รับผลบวกหรือผลลบอะไรมากนักกับการเลือกตั้งที่เพิ่งจบลงไป กลับออกอาการดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัด อาการดีอกดีใจกับชัยชนะของพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการอธิบายในเวลาต่อมาไม่นานนัก เมื่อบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่คุ้นเคยใกล้ชิด และเคยอยู่ใต้ร่มเงาของสนธิ ในอาณาจักรเดอะเอ็มกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) มาแล้ว อาทิ

ิสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกรรมการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน)
ทะนง พิทยะ เพื่อนรักผู้ทราบซึ้งบุญคุณสนธิ ไม่เสื่อมคลาย
พันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอเชียไทม์
กนก อภิรดี อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน)

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:45 pm

ไม่เว้นแม้แต่ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล (มารดาสนธิ) ซึ่งเข้ามา เป็นมือไม้ให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ให้กับรัฐบาลไทยรักไทยการดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ของบุคคลที่เคยทำงานให้กับสนธิ ทำให้เกิดภาพซ้อนขึ้นมาทันทีว่า ระหว่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กับ สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์พิเศษระดับสูงสุด และมาตอกย้ำให้เห็นว่าภาพซ้อนที่เห็นกันนั้น เป็นภาพที่ถูกต้อง ก็คือการเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของสนธิ ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของ พ.ต.ท. ซึ่งสร้างความฮือฮาให้แก่วงการสื่อสารมวลชนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมองไปถึงการหวนกลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างคึกคักของสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการก็ยิ่งมั่นใจได้ว่า รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐได้ทุ่มงบโฆษณาเข้าไปในสื่อเครือผู้จัดการของสนธิ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาทิ ธนาคารกรุงไทย การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปตท. ฯลฯ

โดยเฉพาะรายธนาคารกรุงไทย เจ้าหนี้รายใหญ่ของเดอะเอ็มกรุ๊ปและเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป ถึงกับทำแผนลดหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับ ลูกหนี้รายนี้ด้วยการรับชำระหนี้ เป็นสื่อโฆษณาในสื่อเครือผู้จัดการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และ เว็บไซต์ซึ่งนับว่าเป็นลูกหนี้ที่ได้รับการปฎิบัติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น ก็คือ เพื่อนรักและผู้มีอุปการคุณรายใหญ่ของสนธิมาโดยตลอด การหวนกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเปรียบเสมือนการกลับคืนสู่รากเหง้าของตัวเอง ของนักธุรกิจสื่อข้ามชาติ ที่พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมา จึงต้องหลบเลียแผลในบ้านตัวเอง ถูกโจมตีอย่างหนักจากเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกในช่อง 9 อ.ส.ม.ท. และช่อง 11 อยู่หลายรายการ แต่ต้องถูกเตะออกมา เพื่อเอาเวลาไปให้แก่สนธิเป็นผู้ดำเนินรายการแทน นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐในทุกสื่อของเครือผู้จัดการ จนแทบเก็บเงินเก็บทองกันไม่ทัน บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปก็ยังได้รับการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ จากเจ้าหนี้ให้เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย

ตัวเลขการปรับลดหนี้ให้กับเดอะเอ็มกรุ๊ป ถึง 6 พันล้านบาท เรียกได้ว่าในช่วงต้นของรัฐบาลไทยรักไทย สนธิในฐานะบุคคลล้มละลายและผู้ต้องหาของ ก.ล.ต. ได้รับการปฏิบัติจากกลไกของรัฐ ในฐานะ “คนพิเศษ” จนเป็นที่ครหานินทาไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ก็ไม่อาจสะท้านความรู้สึกของสนธิ และอดีตผู้ร่วมงาน ที่ได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนาในรัฐบาลอย่างเนืองแน่น พร้อมๆ กับความยิ่งใหญ่ของพรรคไทยรักไทย ก็คือการตื่นจากหลับของเครือผู้จัดการและสนธิ และออกก้าวเดินอย่างไม่สนใจคำทักท้วงของใครหน้าไหน ทั้งสิ้น รายการวิทยุ 97.5 MHz ของ อ.ส.ม.ท. รายการโทรทัศน์ก่อนจะถึงจันทร์ เมืองไทยรายวัน ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. คือการเปิดเกมอุ่นเครื่องบนธุรกิจสื่ออีก ครั้งของสนธิ ก่อนจะเปิดเกมรุกอย่างจริงจังกับสถานีข่าว 11 News1 หรือ 11/1 ที่สนธิมีความหวังอย่างมากว่า เขาจะมาแทนที่สุทธิชัย หยุ่น และเครือผู้จัดการ จะมาทดแทนเนชั่นแชนเนล ที่ถูกรุกไล่จนตกจากจอโทรทัศน์ ทั้งแบบฟรีทีวี และเคเบิลทีวี

ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ สนธิจึงเดินหน้าทำธุรกิจสื่ออีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะกล้บมาเป็นเบอร์หนึ่งของวงการอีกครั้งให้ได้ พร้อมๆ กับการเดินหน้าปก ป้องเป็นอาสาเป็นกองเชียร์ให้กับรัฐบาล และนายกฯทักษิณทุกเวที ทุกสถานที่ และทุกสื่อในเครือผู้จัดการ ในรูปแบบที่เรียกว่า “นายกฯข้า ใครอย่าแตะ” ใครจะมาแตะต้องนายกฯทักษิณไม่ได้ สนธิจะใช้หน้าหนังสือพิมพ์ที่เขามี รายการโทรทัศน์ที่เขาจัด และรายการวิทยุที่เขาพูด ตอบโต้แก้ต่างให้กับนายกฯทักษิณ โดยไม่สนใจว่าใครจะครหานินทาว่ากล่าวเขาถูกซื้อตัวแต่อย่างใด เนื่องเพราะการเกิดของ รัฐบาลไทยรักไทย และนายกฯทักษิณ ก็คืออนาคตที่สดใสของผู้จัดการ และสนธิในวันนั้นเช่นเดียวกัน

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:46 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 3

"การเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เป็นความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิต ของสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะนักสื่อสารมวลชน และในฐานะนักธุรกิจ การเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ และการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งใหญ่ในการจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเอง ทั้งเพื่อการล้างหนี้เก่า และสร้างหนี้รายได้ใหม่"

สนธิสนใจที่จะทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์มานานแล้ว และเคยได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมประมูลสถานีโทรทัศน์ไอทีวีมาแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการทำให้เขาไม่มีส่วนในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ก็เกือบจะได้เป็นผู้บริหารไอทีวีหลังจากที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำเร็จ

มีข่าวคราวมากมายที่ร่ำลือกันในวงการสื่อว่า สนธิจะยกทีมงานผู้จัดการเข้าไปบริหารไอทีวี เพื่อให้ไอทีวีเป็นเกราะป้องกันภัยแก่รัฐบาลและนายกฯทักษิณ แต่จนแล้วจนรอด ข่าวก็คือข่าวไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากสนธิไม่พร้อมที่จะเป็นลูกน้องใคร จึงตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ผลิตข่าวให้กับบริษัทอาร์เอ็นที (RNT) ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ ในนาม 11/1 และเผยแพร่ภาพทาง UBC9 ด้วย

ในขณะที่สนธิเริ่มฟอร์มทีมทำข่าวโทรทัศน์นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เนชั่นแชนเนลภายใต้การนำของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งปักหลักอยู่ที่ UBC8 กำลังประสบปัญหาถูกแรงกดดันอย่างหนักจาก UBC เนื่องจากนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหากระทบการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่ง UBC ในฐานะเคเบิลทีวีที่ได้รับสัมปทานจาก อ.ส.ม.ท. หน่วยงานของรัฐไม่สบายใจกับท่าทีและข่าวของเนชั่นที่นับวันจะแรงขึ้นทุกวัน สุดท้ายจึงมีการเชิญเนชั่นแชนเนลออกจาก UBC8

ขณะที่เนชั่นแชนเนลต้องระหกระเหินไปหาบ้านใหม่อยู่ที่ TTV ก็มีข่าวปรากฎอยู่เนืองๆ ว่าสนธิกับทีมงานผู้จัดการ จะได้รับเชิญเข้ามาทำข่าวแทนเนชั่น ซึ่งข่าวนี้มีการตอบรับจากการโยกย้ายเปลี่ยนที่ทำงานของขุนพลข่าวมือดีจากทุกค่าย ทุกช่องเข้าไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ภายใต้การกุมบังเหียนของสนธิ ลิ้มทองกุล

หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวลือที่ออกมาสะพัดในวงการก็เป็นความจริง เมื่อสนธิพร้อมทีมงานได้เข้าไปปักหลักที่ UBC9 ในนามของ 11News1 ซึ่งทำให้ภาพของสนธิกับรัฐบาลมีความแนบแน่นกันมากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก เนื่องจาก 11News1 ก็คือระบบโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง 11 ที่เรียกกันว่า 11/1 นั่นเองหากไม่ได้รับการเห็นชอบจากกรมประชาสัมพันธ์และรัฐบาลย่อมไม่มีทางที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้

การเกิดของ 11News1 ส่งผลให้เนชั่นแชนเนลของสุทธิชัย หยุ่น ต้องซวนเซไปพักใหญ่ เนื่องจากถูกพลังดูดของสนธิ ดูดคนเก่ง คนมีฝีมือเข้าไปเกือบหมด

ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าวโทรทัศน์ ประมาณการว่าการลงทุนของสนธิ ในการสร้าง 11News1 ขึ้นมานั้น น่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากสนธิทุ่มเต็มที่สำหรับการกลับมาเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องคนที่มีความสามารถ มีการเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ตัวมา ตามสไตล์นักลงทุนใจใหญ่

ก่อนที่จะเกิด 11 News1 นั้น สนธิได้อุ่นเครื่องและทดสอบตัวเองกับรายการโทรทัศน์ด้วยการทำรายการก่อนจะถึงจันทร์ เป็นรายการสด ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยมีแขกรับเชิญร่วมรายการคนแรก คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ซึ่งเนื้อหารายการในวันนั้น เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีของเพื่อนรัก 2 คน ที่มานั่งจับเข่าสนทนากัน ด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัย และเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะ เมื่อมีการรำลึกความหลังของทั้งผู้ดำเนินรายการและผู้รับเชิญร่วมรายการ

นอกจากรายการก่อนจะถึงจันทร์แล้ว รายการเมืองไทยรายวันที่ดำเนินรายการโดยสนธิซึ่งได้เวลาจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เป็นกรณีพิเศษ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นรายการข่าวที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานโฆษณาการผลงานของรัฐบาล และหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่าสนธิทำได้ดีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก

ไม่ใช่เพียงแค่รายการโทรทัศน์ สนธิยังมีวิทยุคลื่นวิทยุ 97.5 MHz ในมืออีก 1 คลื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อ ที่มีเครือข่ายพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ และจัดได้ว่าสื่อในเครือข่ายผู้จัดการเป็นสื่อที่มีพลังมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลังจากกลุ่มเนชั่นต้องพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของตัวเอง

อาจจะกล่าวได้ว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่มเนชั่นกับกลุ่มผู้จัดการ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งทางตรงในธุรกิจสื่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือในวันที่เนชั่นอยู่ในภาวะขาลง ทอแสงเรื่อเรืองด้วยความอ่อนล้า กลุ่มผู้จัดการกลับมีอาการขาขึ้นลำแสงจากป้อมค่ายบ้านพระอาทิตย์ เปล่งประกายจนยากที่ใครๆ จะขันแข่ง

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:46 pm

มีการร่ำลือกันว่าวงการสื่อแบบผูกติดกับจินตนาการที่น่าฟังอีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้จัดการคือผู้อยู่เบื้องหลังการจำกัดกลุ่มเนชั่น ออกไปจากจอโทรทัศน์ ในขณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ทาง UBC8 โดยมีข้อสันนิษฐานว่า สนธิได้ร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล วางแผนกดดันกลุ่มเนชั่น ด้วยการ ”เล่น” หรือเสนอข่าว UBC ปล่อยให้เนชั่นแชนเนล มีโฆษณาแฝงอยู่เกือบทุกรายการ และหลายรายการของ UBC ก็มีโฆษณาแฝงดอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการดำเนินรายการที่ขัดต่อกฎหมายขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ได้รับจาก อ.ส.ม.ท.

ในระยะนั้นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนำเสนอข่าวโจมตี UBC อย่างเป็นระยะจนกระทั่ง UBC เอง เริ่มแน่ชัดในสัญญาณบางอย่างที่ถูกส่งผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และต้องตัดสินใจที่จะรักษาตัวรอด ด้วยการตัดเนชั่นแชนเนลออกไป และปิดช่อง UBC8 จนถึงวันนี้ ทั้งๆ ที่ การเข้ามาของแนเชั่นแชนเนลเป็นแม่เหล็กที่ดึงลูกค้ามาให้กับ UBC จำนวนมาก

ผู้สันทัดกรณีบางคนวิเคราะห์ไปถึงขั้นที่ว่ามีการสมคบคิดกันว่าหากกำจัดสุทธิชัยและเนชั่นออกไป จากการับร็ของประชาชนได้จะมีรางวัลใหญ่ เป็นสิ่งตอบแทนนั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่าอยู่ดๆ ทำไมสนธิจึงได้เป็นส่วนหนึ่งของ 11News1 โทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 และได้ไปอยู่ใน UBC9 เคเบิลทีวีสังกัด อ.ส.ม.ท.

การได้เข้าไปอยู่ในสององค์กรสื่อสารของประเทศพร้อมๆ กันเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไมใช่ว่าบุคคลธรรมสามัญทั่วไปจะมีโอกาสเช่นนี้

แต่ทว่า…วันเวลาแห่งความสุขไม่ยืนยาวนัก

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งรายการเมืองไทยรายวันและสถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1 ก็ปรากฎเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตของสนธิและคณะอีกครั้ง เมื่อช่อง 9 มีการปรับผังรายการ ขอลดเวลาเมืองไทยรายวันเป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ จากที่ออกอากาศสัปดาห์ละ 5 วัน เหลือเพียง 1 วัน รายได้ที่เคยได้สัปดาห์ละ 5 วัน ก็เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน เนื่องจากต้องสร้างเรตติ้งให้แก่ช่อง 9 และเห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิงอื่นๆ มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าช่อง 9 จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อเตรียมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง การดำเนินรายการข่าวสถานีโทรทัศน์ 11News1 ที่ออกอากาศอยู่ทาง UBC9 ก็ประสบปัญหาขึ้นมา เนื่องจากมีการจับได้ไล่ทันว่า สถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1 ใช้วิธีการอันแยบยลในการทำธุรกิจสถานีข่าว โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายหาโฆษณาเข้าสู่สถานีได้จำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ UBC ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณ และเรียกร้องที่จะขอให้มีโฆษณามานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีโฆษณาได้

วิธีการอันแยบยลในการหารายได้จากโฆษณาของ 11News1 ที่กุมบังเหียนโดยสนธิ ก็คือการใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโทรทัศน์ดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์โฆษณา สนธิจึงใช้วิธีการสร้างสถานีข่าว 11News1 บนโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งสามารถหาโฆษณามาสนับสนุนการดำเนินงานได้ จากนั้นก็เจรจาให้ UBC ถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 ซึ่งเท่ากับลูกค้าของ UBC ที่มีอยู่ประมาณ 4 แสนรายในกรุงเทพฯ จะสามารถรับชมรายการของ 11News1 ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้เองที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจการขายโฆษณาในรายการของ 11News1

จากการตรวจสอบรายการซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พบว่าได้มีการทำสัญญาลงโฆษณาใน 11News1 เป็นเงินถึง 60 ล้านบาท ในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาโดยรวมของปตท. แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ 1 ช่อง ที่ยังไม่รู้ว่าจะดูอย่างได้อย่างไร ดูได้สักกี่วัน ปตท. ถึงกับสัญญาทุ่มงบประมาณไปสนับสนุนมากถึง 60 ล้านบาท ย่อมพิสูจน์ได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไมใช่ “ธรรมดา” ในวงการนี้

แต่วิธีการอันแสนแยบยลที่สนธิ นำมาใช้กับ 11News1 นั้น ทำได้ไม่นานนัก ก็ถูก UBC ถอดสัญญาณไม่ให้ใช้ UBC9 เป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมกับ UBC อีกต่อไป

การถูก UBC ตัดสัญญาณภาพ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจของ UBC ในฐานะเจ้าของช่องสัญญาณ เป็นเหตุให้ช่องทางหารายได้จากการโฆษณาของสถานีข่าว 11News1 ได้รับผลกระทบอยางหนัก เนื่องจากเมื่อไม่ได้เผยแพร่หรือออกอากาศทาง UBC ก็เท่ากับว่าลูกค้าในตลาดกรุงเทพฯ หดหายไปในทันที ถึงแม้ว่าจะยังออกอากาศได้ในต่างจังหวัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก เช่น ปตท. ซึ่งทำสัญญาสนับสนุนงบโฆษณาไว้ 60 ล้านบาท ก็บอกเลิกสัญญาณเช่นกัน หลังจากที่จ่ายเงินไปประมาณ 10 ล้านบาท

สนธิพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ 11News1 ได้กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC9 และเฝ้าอดทนรอให้ความฝันของเขากลับมาเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดฝันของสนธิ ก็ไม่อาจบรรลุเป็นจริงได้ เนื่องจาก UBC ไม่เชื่อมสัญญาณ 11News1 ไม่ว่าจะโดยกรณีใดก็ตาม

ว่ากันว่ามีการเจรจากันหลายครั้งทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ ระหว่างสนธิกับบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจใน UBC และ อ.ส.ม.ท. เจ้าของสัมปทาน แต่การเจรจาทุกครั้งก็มีคำตอบเพียงแค่ “รอ” ซึ่งไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่สนธิได้

เมื่อมั่นใจว่าหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว 11News1 ไม่มีโอกาสกลับขึ้นไปอยู่บน UBC9 ได้อีก การบันทึกบัญชีเพื่อรอวันชำระในวันข้างหน้าจึงบังเกิดขึ้น และผู้ถูกบันทึกลงไปในบัญชีอันดับหนึ่งก็คือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล กรมประชาสัมพันธ์ และอ.ส.ม.ท. และแน่นอนว่าย่อมปรากฎชื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในนั้น ในฐานะไม่ให้ความช่วยเหลือ

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:47 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 4

"ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมารองนายกฯวิษณุ จะชี้แจงว่าด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมายและด้วยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของ UBC ทาง UBC จึงต้องยกเลิกการถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 ตลอดไป "

แต่เหตุผลนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลสำหรับสนธิและเครือข่ายผู้จัดการ แต่สนธิก็ยังคง “รอ” ด้วยความอดทนต่อไป เพียงแต่ว่าการ “รอ” ในครั้งหลังนี้เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ “รอ” เพื่อชำระบัญชีแค้น

เนื่องจากสนธิเข้าใจ และเชื่อมั่นอย่างมีอคติว่า เภทภัยทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับเขามีที่มาจากการที่นายกรัฐมนตรีไม่สนับสนุน ไม่ช่วยเหลือ มิหนำซ้ำยังคิดไปเองอีกว่านายกฯทักษิณเป็นคนสั่งให้กระทำต่อเขา เพราะเชื่อข้อมูลของบริวารคนใกล้ชิด ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯทักษิณเลย แต่เป็นเรื่องของ UBC ว่าเขาจะถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 หรือไม่ ในฐานะเอกชนด้วยกัน และอาจจะเกี่ยวไปถึง อ.ส.ม.ท. ในฐานะเจ้าของสัมปทาน หรือหากจะสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอคนสั่ง ก็คงจะหยุดเพียง ผู้อำนายการ อ.ส.ม.ท. และรองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. เท่านั้นเอง

แต่สนธิไม่เชื่อเช่นนี้ กลับมั่นใจว่าการกระทำกับคนระดับตนเอง เพียงแค่ผู้อำนาจการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรีอย่าง วิษณุ เครืองาม ไม่กล้าลงมือแน่นอน หากไม่ได้รับไฟเขียวจากนายกฯทักษิณ

ต้นรักที่เคยปลูกร่วมกันได้กลายเป็นต้นพันธุ์ความแค้นในวันนั้นเอง
จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครยืนยันได้ว่าสนธิ คิดถูกหรือผิด แต่สำหรับสนธิเขามั่นใจว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้ง
เมื่อทางที่เคยเปิด ถูกปิดลงโอกาสจะหวนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะสื่อสารมวลชนมืออาชีพ และนักธุรกิจสื่อสารมวลชนก็ดับวูบลงทันที แต่กระนั้นก็ตาม สนธิไม่ได้ลดละความพยายามที่จะปั้นฝันของตัวเองต่อไป โดยเลือกแนวทางที่จะสร้างสถานีข่าวโทรทัศน์ดาวเทียมขึ้นมาใหม่ ในหนาม ASTV และได้เข้าไปเจรจาให้เครือข่ายเคเบิลทีวีต่างจังหวัดถ่ายทอดสัญญาณให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งเป็นการสู้แบบไม่มีทางเลือกของสนธิ

อย่างไรก็ตาม อ.ส.ม.ท. ยังเปิดช่องให้สนธิ ได้หายใจด้วยการให้สนธิได้ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวันศุกร์อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่อการทำรายการในระยะหลังของสนธิ ซึ่งมักจะพาดพิงไปถึงบุคคลที่สามให้เป็นที่น่าหวาดเสียวจะถูกฟ้องของผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เป็นประจำ และแน่นอนว่าการพูดชื่นชมมีถี่ในช่วงต้นของการดำเนินรายการ ก็เริ่มจากหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็นการโจมตี อภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคนในบางเรื่องอีกด้วย

จุดแตกหักระหว่างสนธิกับช่อง 9 ก็คือ การออกมาตำหนินายกรัฐมนตรีว่ากระทำการอันไม่บังควร มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและบริหารประเทศชาติโดยไม่เคารพเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ดำเนินรายการคนใดเคยพูดเช่นนี้มาก่อนทางสถานีโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม และทำให้เกิดการแตกแยกในแผ่นดินได้ หากว่ามีการนำไปขยายผล อ.ส.ม.ท. จึงสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการยุติการดำเนินธุรกิจของสนธิบนสื่อของรัฐอย่างบริบูรณ์ ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งถูก อ.ส.ม.ท. เรียกคลื่นคืนไปตามนโยบายการบริหารงานของ อ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นมา

มีการตั้งคำถามกันค่อนข้างมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนธิ ทำไมวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่รอบนี้ช่างสั้นนัก ทั้งๆ ที่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้คนที่เคยอยู่ใต้อาณัติบัญชา ดำรงตำแหน่งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมากมาย

คำเฉลยที่ไม่อาจหาใครยืนยันได้ว่าจริงเท็จมีอยู่กี่ส่วนก็คือ เพราะความต้องการอันไม่จำกัด และความทะเยอทะยานอยากที่จะกลับมา ในอัตราเร่งจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเสี่ยงต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจและกลายเป็นความบาดหมาง พัฒนาเป็นความโกรธและความแค้น ที่มีต่อกันในที่สุด

เมื่อสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงในทางลบเช่นนี้ แนวทางที่อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องเลือกดำเนินและกระทำก็คือ การไม่ปล่อยให้ใครมาใช้สื่อของรัฐ จัดรายการด่ารัฐบาล เพราะเป็นการละเมิดกติกาที่ยากจะยอมรับได้ และทุกยุคทุกสมัยก็จะดำเนินการเช่นนี้

หากสนธิจะลองมองย้อนกลับไป ก็จะพบว่าการเข้ามาแผ่อิทธิพลบารมีของตนเองในช่อง 9 นั้น มีเสียงร้องโอดครวญจาก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของหลายรายการในช่อง 9 ในนามบริษัทว๊อชด็อก ว่าต้องถูกยกออกจากผังรายการช่อง 9 ก็เพราะการเข้ามาของสนธิ ซึ่งในวันนั้นสนธิได้กล่าวฝากไปยังเจิมศักดิ์ว่า มีแต่หมาเท่านั้นที่ร้อง เสือไม่เคยร้อง

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยรายสัปดาห์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ 11News1 จึงเป็นรายการบ่มเพาะความแค้นในหัวใจของสนธิที่รอวันชำระ แต่คราวนี้เขาไม่สามารถรอได้นาน เพราะแหล่งทุนที่เคยส่งปัจจัยมาให้ เริ่มทยอยปิดเก๊ะ ไม่ให้เขาเข้ามาหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบอีกแล้ว และนำมาสู่การสะสาง “แค้นสั่งฟ้า” ภาคสองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:47 pm

แต่ก่อนที่จะไปถึงรายการ “แค้นสั่งฟ้า” ภาคสอง ต้องไม่ละเลยที่จะพูดถึงปรากฎการณ์หนึ่งที่สนธิ ก่อให้เกิดคุณูปการแก่วงการข้อมูลข่าวสารของประเทศไทย ก็คือเว็บไซต์แมนเนเจอร์ออนไลน์ หรือ www.manager.co.th ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตัวกับนักท่องโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะในแวดวงนักข่าว ผู้อยู่ในวิชาชีพสื่อสารมวลชน เว็บไซต์ manager.co.th ได้รับความนิยมสูงสุดกว่าทุกเว็บข่าว เนื่องจากความฉับไวของข่าวที่นำเสนอ มีความหลากหลายแง่มุมที่น่าอ่าน น่าติดตาม

แต่เชื่อหรือไม่ การบุกตะลุยธุรกิจของเว็บไซต์ manager.co.th กลับมิได้ครองใจแฟนๆ ที่เข้าไปติดตามอ่านข่าวทุกวัน ด้วยข่าวสาระที่นำเสนอ ในรูปลักษณ์เดียวกับสื่ออื่นๆ ของเครือผู้จัดการ หากแตกเป็นข่าวคาวโลกีย์ ที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาดุจดั่งนิยายโดย “ซ้อเจ็ด” คอลัมนสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเว็บไซต์ผู้จัดการ ซึ่งเป็นบุคคลที่กลุ่มดาราศิลปิน นักร้อง ต้องการพบตัวเป็นอย่างยิ่งถึงกับมีการตั้งค่าหัว ให้กับใครก็ได้ ที่สามารถกระชากหน้ากาก “ซ้อเจ็ด” ออกมาได้

ข่าวคาวโลกีย์ที่ซ้อเจ็ดนำเสนอใน manager.co.th หากเปรียบเทียบกับข่าวฆาตกรรม ข่าวฆ่าข่มขืนที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำเสนออยู่เป็นประจำแล้วล่ะก็ ต้องถือว่าไทยรัฐยังห่างชั้นมากนัก เนื่องเพราะข้อมูลข่าวคาวโลกีย์ นิยายบนเตียง ใต้เตียง ในรถ และกลางแจ้งที่ซ้อเจ็ดนำมารายงานให้กับผู้อ่าน ผู้ชมเว็บไซต์ manager.co.th ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่นั่งเทียนขึ้นมาทั้งสิ้น ด้วยวิธีการนำเสนอแบบเรื่องเล่า ว่าดาราคนไหนไป “เอา” กับคนไหนมาบ้าง แต่ไม่กล้าเปิดเผยชื่อ ใช้วิธีหลบเลี่ยงไปมาด้วยการบอกรูปพรรณสัณฐานของดาราที่กล่าวถึง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดารานักร้อง และสื่อมวลชนด้วยกัน

วิธีการเช่นนี้ สร้างความเสียหายให้แก่ดารานักร้องที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก และเดือดร้อนกันไปทั่วหน้า แรกๆ ก็ไม่มีใครถือสา เพราะเห็นว่าเขียนแบบนั่งเทียน แต่ในระยะหลัง มีการเฉลยชื่อจริงของดาราที่เขียนถึงในเว็บไซต์ด้วย เพื่อให้คอลัมน์ของซ้อเจ็ดเป็นที่ฮือฮา ฮิตติดลมบนมากขึ้นไปอีก แต่ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิและความเสียหายของดาราที่ถูกกล่าวถึงแม้แต่น้อย

ซ้อเจ็ดจึงเป็นคอลัมนีสต์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเว็บไชต์ผู้จัดการหรือ manager.co.th ได้มากกว่าเซี่ยงเส้าหลงหรือพายัพ วนาสุวรรณ และถือว่าเป็นผู้มีคุณูปการต่อเว็บไซต์ manager.co.th อย่างยิ่ง

ด้วยลีลาการเขียนชนิดดิบ เถื่อน ถ่อย ที่ก่อร่างสร้างเว็บไซต์ manager.co.th ขึ้นมาตามนโยบายสนธิ ที่เน้นการสร้างเรตติ้งเพื่อเรียกลูกค้าโฆษณา โดยมิได้คำนึงถึงศีลธรรม และความเดือดร้อนของบุคคลอื่นที่ถูกเขียนถึง พาดพิงถึงแม้แต่น้อย

ทุกวันนี้ซ้อเจ็ดก็ยังคงอยู่สุขสบายดีในผู้จัดการ และได้ดิบได้ดีจากการเขียนเรื่องราวแบบนี้ ด้วยการรับตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเครือผู้จัดการ

เชื่อไหมว่า ด้วยลีลาการเขียนที่บ่งบอกสันดานและสัญชาตญาณดิบแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้ manager.co.th ได้รับการสนับสนุนจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ไปถึง 1,100,000 บาท ด้วยการโฆษณาแบนเนอร์ อัตรา 48,000 บาทต่อสัปดาห์หรือวันละ 6,857 บาท

นี่ไงล่ะ! แหล่งที่มาของรายได้ที่สนธิ เอามาเลี้ยงดูและขับเคลื่อนเว็บไซต์ manager.co.th

นี่ไงล่ะ! พฤติกรรมของสนธิ ที่ประกาศเป็นผู้อาสานำประชาชนสร้างสังคมใหม่โดยใช้ธรรมนำหน้า

นี่ไงล่ะ! พฤติกรรมของสนธิ ที่ประณามการนำเสนอข่าวคาวโลกีย์ของไทยรัฐแต่คนในบ้านของตัวเอง กลับทำในสิ่งที่เลวร้ายยิ่งหลายร้อยพันเท่า

แบบนี้หากจะเรียกว่าใช้ธรรมบังหน้า น่าจะใกล้เคียงกว่าธรรมนำหน้า กระมังท่านโมกุล

เกือบลืมไป สื่อคุณภาพที่มีสาระอีกเล่มในเครือผู้จัดการ ที่ต้องเอามาเชียร์กันให้เห็นว่า การทำธุรกิจค่ายนี้คิดกันอย่างไร ก็คือนิตยสาร CAMPUS นิตยสารที่สนับสนุนค่านิยมเสื้อรัดกระโปรงสั้นของนักศึกษาอย่างเปิดเผย เรียกว่าเอานักศึกษาสาวๆ และชุดนักศึกษามาเป็นสินค้าให้ได้ชมกันอย่างเปิดเผย

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:49 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 5

ด้วยปรัชญาการทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำหนดบทบาทและหน้าที่อันชัดเจนของสื่อว่า “ต้องรับใช้ทุน” และสื่อต้องทำหน้าที่แสวงหารายได้มาให้คุ้มค่ากับการลงทุน สื่อจึงจะยืนอยู่ได้ สื่อในทัศนะของสนธิ จึงเสมอเพียงสินค้าทั่วๆ ไป เท่านั้น มิได้มีความหมายพิเศษดังเช่นสื่อในมุมมองของนักวิชาการ และนักวิชาชีพคนอื่นๆ

ด้วยวิธีคิดแบบนี้ จึงไม่แปลกอะไร กับการปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ manager.co.th ของคอลัมน์ซ้อเจ็ดอย่างยาวนาน เพราะเว็บไซต์ manager.co.th ก็มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน และแสวงหาผลประโยชน์ หารายได้มาเลี้ยงดูตัวเอง และซ้อเจ็ดก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ทุนเช่นเดียวกัน ประจวบเหมาะกับซ้อเจ็ดนี่ล่ะที่เป็นนางกวักเรียกแฟนๆ เข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์ manager.co.th อย่างล้นหลาม จึงเป็นจุดขายที่สำคัญของเว็บไซต์ นั่นหมายความว่าสปอนเซอร์ส่วนหนึ่งเข้ามาถึงสนธิก็เพราะซ้อเจ็ดนี่เอง

แน่นอนว่าทุนทีกำลังอ้างถึงอยู่ในขณะนี้ก็คือ “ผู้ลงทุน” นั่นเอง ซึ่งโดยนิตินัยแล้ว สื่อในเครือผู้จัดการ ก็ย่อมต้องรับใช้บริษัทไทยเดย์ดอทคอมและเดอะแมนเนเจอร์กรุ๊ปจำกัด แต่ในทางพฤตินัยแล้ว พูดกันให้ชัดถ้อยชัดคำและชัดเจนในเจตนารมณ์ ก็ต้องบอกว่าสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ต้องมีหน้าที่รับใช้สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะผู้ลงทุน ในฐานะผู้ที่ไปกู้เงินมาหลายร้อยหลายพันล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจชนิดนี้

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน หากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ที่เราจะได้เห็นการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของข่าวสารที่ปรากฎอยู่บนสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกคลื่น และทุกรายการที่นำเสนอต่อสาธารณะ

อีกทั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้ยุ่งยากว่าการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของสื่อเครือผู้จัดการ เป็นข้อมูลด้านใด และมีเจตนารมณ์ชนิดใด จึงต้องทำเช่นนี้

ก็แม้แต่คำเตือนที่ทรงคุณค่ายิ่งของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยขององคมนตรี ซึ่งก็คือผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่นกระแสของสนธิ ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ตามสำนวนของเปลวสีเงิน แห่งไทยโพสต์ที่สะบัดปากกาสใส่ว่า “กำลังโหนกำแพงสู่เป้าหวังของตัวเอง” ซึ่งได้รับการนำเสนอเผยแพร่ ทางสื่อสารมวลชนทุกประเภท ทุกรายการและทุกสังกัด กลับไม่ได้รับการนำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบจากสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการแม้แต่คำเดียว

“คงไม่ใช่กองทัพอย่างเดียว ในส่วนที่เป็นองคมนตรีเห็นว่า มีการอ้างอิงสถาบันจากหลายๆ ฝ่าย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควร เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุดที่ไม่ควรอ้างอิง และเกี่ยวข้องกับทางการเมือง เมื่อเป็นสถาบันที่เรายกย่อง ศรัทธา เป็นสถาบันที่เราเคารพนับถือ ก็ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง การเมืองก็ควรจะแก้ด้วยการเมือง”

ข้อความที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและห่วงใยจากองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เช่นนี้ไม่มีสาระที่สื่ออย่างสนธิ สื่อเครือผู้จัดการ จะนำเสนอหรืออย่างไร คงอาจจะเป็นเพราะว่า ขณะนี้สื่อในผู้จัดการ สื่อในสังกัดสนธิ ลิ้มทองกุลมิได้มีหน้าที่ที่ต้องนำข้อเท็จริงใดๆ หากแต่มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน รับใช้เงินที่สนธินำมาฟาดหัวและจ่ายแจก รับใช้สนธิที่กำลังมีความพยาบาท อาฆาตมาดร้ายต่อ พตท ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ทำงานตามที่สนธิต้องการถามว่าระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พูด กับนายสนธิ ลิ้มทองกุลพูด ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีเจตนาซ่อนเร้น ควรจะรายงานคำพูดของใครก่อน ด้วยเหตุใด และคำพูดของใครมีคุณค่าสำหรับประชาชนมากกว่ากัน ถามว่าระหว่างคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และสถาบันกษัตริย์ขององคมนตรี กับคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความแค้น การปลุกระดม เพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของตนเอง โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติบังหน้า ของนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่มุ่งแสวงหากำไรจากการลงทุนเป็นลำดับแรกของความคิด ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะเสนอคำพูดของใครให้ประชาชนได้รับทราบก่อน และคำพูดของใครมีหน้าหนัก มีสาระมากกว่ากัน และคำพูดของใครมีคุณค่าแก่ประเทศชาติ และภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่ทุนที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ สนธิต่างหากเล่าคือทุนที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ หรือสนธิ ลิ้มทองกุล จะถาม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกสักคนไหมว่า

“ใครจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน”
เพราะสื่อในเครือผู้จัดการไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงอขงสื่อสารมวลชนแล้ว หากแต่ทำหน้าที่สื่อที่ต้องรับใช้สนธิเพียงผู้เดียว เพราะสนธิคือ “ทุน” ของเครือผู้จัดการ

เมื่อสนธิคือ “ทุน” ของเครือผู้จัดการแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดไม่ว่าจะเป็นกำไรทางตรง กำไรทางอ้อม กำไรทางธุรกิจ กำไรทางสังคม และที่น่ากลัวยิ่งก็คือ เป็นการเสาะแสวงหากำไรมาตอบแทนการลงทุน โดยไม่เลือกวิธีการ

บิดเบียน ปกปิด ปลุกระดม ฉวยโอกาสขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ทำได้ทั้งนั้น เพื่อตอบแทนและรับใช้ “ทุน”

แรงจูงใจที่ทำให้นักสื่อมวลชนมืออาชีพ ต้องฉีกทฤษฎี ฉีกตำราสื่อสารมวลชนขั้นพื้นฐาน ที่ว่าด้วยการนำเสนอข้อมูลที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม เป็นสิ่งที่พึงกระทำก่อนการนำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน และไม่ควรนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ทั้งแน่นอนว่าต้องยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ หากไม่เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ก็คงเป็นเพราะผิดหวังอย่างยิงใหญ่ ก็คงเป็นเพราะผิดหวังอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนหน้าที่จะเกิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร การทำหน้าที่ของสนธิในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ หลายครั้งหลายตอน ที่นำเสนอให้อ่านกันแล้วบางส่วนในข้างต้น นั่นแสดงให้เห็นว่าในห้วงเวลานั้น สื่อแบบสนธิก็เคยรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลมาก่อน เพราะเห็นว่ารัฐบาลเป็นแหล่งทุนที่จะเสาะแสวงหาเงินไปใส่ให้กับเครือผู้จัดการ เป็นทั้งทุนที่ให้โอกาสในการทำมาหากิน เป็นทั้งทุนที่ให้เงินสนับสนุนโดยตรง เป็นทั้งทุนที่ทำให้สื่อแบบสนธิ มีเครดิตขึ้นมาอีกครั้งในการชุบชีวิตเครือผู้จัดการ

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:49 pm

จวบจนกระทั่งรัฐบาล หยุดการสนับสนุนสื่อเครือผู้จัดการนั่นเอง สื่อแบบสนธิจึงเห็นว่าหมดหน้าที่ต้องรับใช้ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือโจมตี แว้งกัดอย่างรุนแรงและหนักหน่วง อันเนื่องเพราะผิดหวังอย่างรุนแรงกับรัฐบาลนั่นเอง

และความผิดหวังที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้สนธิต้องเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเพื่อชำระ “แค้นสั่งฟ้า” ที่อยู่ในใจตัวเองเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ชำระแค้นครั้งแรกมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นคู่แค้นที่ถูกชำระไปเรียบร้อยแล้ว

ย้อนเวลาเส้นทางการเดินกลับคืนสู่ประเทศไทยของสนธิรอบนี้ จะพบว่าการรับใช้ทุนของสื่อผู้จัดการยุคใหม่ หลังสงครามเศรษฐกิจปี 2540 สงบลงนั้น ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งว่ามีการเลือกข้างมาแต่ต้น ในการรับใช้ทุนการเมือง

กลุ่มหนึ่งโจมตีใส่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นจนเสียศูนย์ และเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญของกลุ่มทุนการเมืองในพรรคไทยรักไทย ซึ่งฉายภาพชัดแจ้งเป็นอย่างยิ่งภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 สิ้นสุดลง ด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคไทยรักไทย ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมือง

หลังจากพรรคประชาธิปัตย์หลุดวงโคจรของอำนาจ และพรรคไทยรักไทยได้เข้ามาสวมต่อการใช้อำนาจรัฐแทน สถานการณ์ในขณะนั้น พรรคไทยรักไทยยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างมากในแวดวงการเมือง ในขณะที่สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เตรียมตัวที่จะกลับสู่ยุคความยิ่งใหญ่ในแวดวงธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้ง ด้วยเหตุที่ผู้บริหารคนสำคัญของรัฐบาลล้วนแต่ผูกพันกับสนธิมาช้านาน ทั้งแบบเพื่อนฝูง พรรคพวกและลูกจ้าง

“น้ำขึ้นให้รีบตัก” เป็นภาษิตที่นำมาใช้ได้ดีกับสนธิ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยครองอำนาจรัฐใน 4 ปีแรก สื่อในเครือผู้จัดการและไทยเดย์ดอทคอมเร่งทยอยเปิดตัวเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน นิตยสาร สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และสถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1 ซึ่งสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกรายการได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหน่วยงานรัฐ ทั้งรัฐวิสาหกิจและราชการ ชนิดที่สื่อสำนักอื่นๆ ไม่แต่มองตาปริบๆ พร้อมกับทำปากขมุบขมิบด้วยความอิจฉา

การอุดหนุนสื่อในเครือผู้จัดการของหน่วยงานรัฐ จนแทบจะไม่มีพื้นที่ และเวลาให้ออกโฆษณา ส่งผลให้สนธิตกเป็นเป้าของสมาชิกวุฒิสภา เจิมศักดิ์ ปิ่นทองและนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่าการสนับสนุนอย่างมากมายและคับคั่งเช่นนี้ไมใช่ภาวะปกติ หากแต่ต้องมี “คำสั่ง” ในหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนและอุดหนุนเป็นพิเศษแก่สื่อเครือผู้จัดการ ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของสนธิ ลิ้มทองกุล

แน่นอนว่าหลักฐาน “คำสั่ง” ย่อมหาไม่ได้ และจะมี “คำสั่ง” จริงหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ หากแต่สิ่งที่มีแน่นอน และปรากฏขึ้นในภายหลังก็คือ คำบอกเล่าของผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่ตกเป็นจำเลยของ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็คือ “คำแอบอ้าง” ที่มีไปถึงรัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่ง

รัฐวิสาหกิจทั้งหมดในกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสังเคราะห์ โรงงานยาสูบ การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ต่างทยอยเข้าคิวทำสัญญาซื้อพื้นที่ และเวลาโฆษณากับเครือผู้จัดการ เป็นเงินรวมกันแล้วหลายร้อยล้านบาท และแน่นอนว่าความพร้อมใจกันซื้อสื่อโฆษณาแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

จากการตรวจสอบห้วงเวลา “น้ำขึ้น” นั้น สนธิได้ตักเข้าไปใส่ในเครือผู้จัดการแบบไม่หยุดหย่อน และไม่แบ่งให้ใครได้ตักบ้างเลย พบว่ามีรายงานการซื้อขายที่น่าสนใจอยู่ 2 รายการ (เท่าที่ตรวจสอบพบ) คือ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ ตั้งแต่ปี 2545-2548 รวมทั้งสิ้น 54,637,987 บาท นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ทำสัญญาซื้อขายโฆษณากับ 11News1 อีก 60 ล้านบาท แต่เนื่องจาก 11News1 ต้องมีอันเป็นไป ถูกสั่งระงับการออกอากาศเสียก่อน ส่งผลให้สัญญาการซื้อขายเวลาโฆษณาระหว่าง ปตท. กับ 11News1 ต้องสิ้นสุดลงไปด้วย ในขณะที่เพิ่งใช้จ่ายเงินไปเพียง 10 ล้านบาท

การซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสงสัย เพราะเป็นสื่อที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายกันมานานแล้ว และ ปตท. ก็เคยซื้อสื่ออยู่เป็นประจำ แต่กับการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาใน 11News1 ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ และสนธิก็เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวให้กับบริษัท RNT เจ้าของสถานีโทรทัศน์ผ่านเดียวเทียม 11/1 ตัวจริง (ตามคำบอกเล่าของสนธิ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร) นั้น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและต้องสงสัย

การทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาจำนวน 60 ล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยนิด สำหรับบริษัทที่กระทรวงการคลัง ถือหุ้นอยู่ 52.48 เปอร์เซ็นต์ (ณ วันที่ 20/07/2548) เหตุใดจึงมีการใช้วิจารณญาณหรือใช้การพิจารณาบนพื้นฐาน

ข้อมูลใด ว่าสมควรจะใช้จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ระบบดาวเทียม 11/1 มากถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า 11/1 ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และ 11News1 ของสนธิจะได้ออกอากาศนานเพียงใด เพราะสนธิเป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวเท่านั้นเอง และเมื่อสนธิไม่ใช่เจ้าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ทำไม ปตท. จึงไปทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณากับสนธิ หรือในนามของไทยเดย์ดอทคอม

คำถามเหล่านี้มีการซักไซ้ไล่เลียงกันใน ปตท. ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ชัดเจนทุกคนทราบแต่ว่าการจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ ต้องมี “ผู้ใหญ่” สั่งมา แต่เป็น ”ผู้ใหญ่” คนใดไม่มีใครทราบ และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า “ผู้ใหญ่” คนนั้นคือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะ “ผู้ใหญ่” นั้นมาสั่งในรูปของคำบอกเล่า คำอ้าง ไม่ได้มาด้วยตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่ง “เสียง” แต่ความน่าเชื่อถือของผู้อ้าง มีสูงมากจำทำให้มีการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณา 60 ล้านบาทเกิดขึ้น

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:50 pm

การทำสัญญาครั้งนั้นมีมูลค่า 60 ล้านบาท แต่สนธิในนามของไทยเดย์ดอทคอมหรือ 11News1 ได้รับเงินไปเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจาก 11News1 ประสบปัญหาสะดุดขาตัวเอง จนต้องปิดตัวลง

แม้จะเคยให้การสนับสนุนมากมายขนาดนี้ แต่ ปตท. ก็ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษใดๆ จากสนธิ และเครือผู้จัดการสักครั้งเดียว หากจะมีก็แต่ได้รับเชิญขึ้นเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรค่อนข้างบ่อยครั้ง ในฐานะจำเลยของสังคม ในฐานะบริษัทมหาชนที่หลอกต้นคนไทยให้ซื้อน้ำมันแพง หลอกต้มคนไทยผู้ถือหุ้นรายย่อยให้เสียผลประโยชน์ หลอกต้นคนไทยให้เชื่อมั่นการบริหารงานเป็นธรรมาภิบาล และสำคัญที่สุดก็คือ การกล่าวประฌาม ปตท. ว่าเป็นบริษัทที่เห็นแก่การทำกำไร ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน และเห็นว่ากำไรที่เกิดจากการบริหารของ ปตท. เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปตท. เอาเปรียบประชาชน รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่จริงใจต่อประชาชน

กล่าวโดยสรุปก็คือ การมีกำไรจากการบริหารงานของ ปตท. คือความผิดพลาดของ ปตท. ในทัศนะของนักธุรกิจแบบสนธิ

ความผิดพลาดของ ปตท. ในสายตาของสนธิและสื่อเครือผู้จัดการ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ปตท. ซื้อสื่อโฆษณาในเครือผู้จัดการน้อยลงกว่าเดิมเมื่อไม่นานมานี้เอง

เหตุที่ ปตท. ถูกด่า ถูกประฌามบนเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก็มีเหตุมาจากเรื่องการตัดงบซื้อสื่อโฆษณาเครือผู้จัดการเท่านั้นเอง

เป็นเหตุเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนายกฯที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาของสนธิ ถูกชี้หน้ากล่าวประฌามว่าเป็นนายกฯที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพียงเพราะไม่ช่วยเหลือ ไม่ใช้อำนาจ “สั่งการ” ให้ 11News1 กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC9 อีกครั้งหนึ่ง

ตัวอย่างที่ 2 ของการสนับสนุนสนธิ และเครือผู้จัดการก็คือ…

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ เฉพาะรายการโทรทัศน์ 2 รายการ คือ ”เมืองไทยรายสัปดาห์” กับ “พบคนพบธรรม” ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 ทั้ง 2 รายการ ตั้งแต่ปี 2544-2548 ธนาคารกรุงไทยใช้เงินซื้อสื่อในเครือผู้จัดการมากถึง 276 ล้านบาท ปีละ 77.04 ล้านบาท ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 6.42 ล้านบาท

ยังไม่นับถึงพื้นที่โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน รวมไปถึงเว็บไซต์ manager.co.th ที่ลงกันอย่างถี่ยิบ ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ที่กำหนดให้เดอะแมนเนเอจร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด ชำระหนี้ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์แทนเงินสุด ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิพิเศษของลูกหนี้ที่ไม่ธรรมดา อย่างสนธิ และเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด ที่วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีความสนิทสนมแนบแน่น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดกับสนธิ เอื้อเฟื้อจัดให้ชนิดที่ลูกหนี้รายอื่นได้แต่มอง แต่ไม่มีความสามารถจะทำตามได้ ความเป็น “ลูกหนี้รายพิเศษ” ที่ได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ “พิเศษ” แบบนี้เป็นเหตุที่ทำให้ สนธิกับวิโรจน์มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นลึกซึ้งยิ่งนัก จนถึงขนาดที่ว่าเมื่อวันที่วิโรจน์ไม่ได้รับการต่ออายุให้นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยจำกัดวาระที่ 2 คนที่เจ็บแค้นยิ่งกว่าวิโรจน์เสียอีกก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล

นับแต่นั้นมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็คือขึ้นบัญชีแค้นรอชำระของสนธิเพิ่มขึ้นอีก 1 ชื่อ ด้วยเหตุที่สนธิแน่ใจว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คือคีย์แมนคนสำคัญในการขวางทาง การนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยวาระที่ 2 ของวิโรจน์ ซึ่งนั่นหมายความความพิเศษที่สนธิ เคยได้รับ ย่อมไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป ทั้งในฐานะลูกหนี้และในฐานะคู่ค้า ในฐานะลูกหนี้ที่ไม่ต้องชดใช้หนี้ด้วยเงินสด แต่สามารถชดใช้ด้วยกระดาษหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งตีราคากันไว้ที่หน้าละ 286,600 บาท เดือนละ 12 หน้า สำหรับผู้จัดการรายวัน ก็คิดเป็นเงิน 3,432,000 บาท หากคิดเป็นปีก็เท่ากับ 41,184,000 บาท 10 ปีผ่านไปก็เท่ากับ 410,184,000 บาท หากใช้วิธีการกันแบบนี้ไม่นานนัก หนี้จำนวนมหาศาลของผู้จัดการ ก็จะหมดลงได้ยังพอเห็นแสงเทียนที่ปลายอุโมงค์ นี่ยังไม่นับสื่ออื่นๆ อีก เช่น ผู้จัดการรายสัปดาห์ ผู้จัดการรายเดือน และเว็บไซต์ที่ก็มีเงื่อนไขการชดใช้หนี้ด้วยหน้ากระดาษเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากจะมีใครสักคนที่เสกกระดาษเป็นเงินได้จริงๆ คนคนนั้นย่อมชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยเงื่อนไขพิเศษนี้เองที่ทำให้สนธิ เป็นเดือดเป็นร้อนแทนวิโรจน์ นวลแข และโกรธแค้นผู้ว่าแบงค์ชาติ โกรธแค้นนายกรัฐมนตรีที่ไม่สนับสนุนคนที่สนธิสนับสนุน

การหวนคืนสู่วงการธุรกิจสื่อในประเทศของสนธิในรอบนี้ สนธิในฐานะผู้ประกอบการที่มี “หนี้เน่า” จำนวนมากที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ และลูกหนี้รายอื่นๆ ด้วยแต้ต่อ ที่เรียกว่าการแฮร์คัทหนี้ หรือการลดหนี้ที่ตัวเองก่อไว้มากกว่า 6 พันล้านบาท

ด้วยหนี้จำนวน 6 พันล้านบาท ที่สนธิได้รับประโยชน์ไปนี้ เป็นเงินที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีประชาชนมาชดใช้แทน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่วมก่อหนี้ และไม่ได้รับประโยชน์จากเงิน 6 พันล้านบาท ทั้งขาที่ก่อหนี้ และขาที่ชดใช้หนี้ แม้แต่สลึงเดียว การแฮร์คัทหนี้ หรือลดหนี้ในครั้งนั้น เป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่าสนธิ ได้รับปฏิบัติจากธนาคารเจ้าหนี้ซึ่งเป็นธนาคารรัฐบาล ในมาตรฐานที่พิเศษกว่าลูกหนี้ทุกรายและ…ธนาคารรัฐบาลที่เป็นผู้นำในการแฮร์คัทหนี้ จำนวนนี้ให้แก่สนธิ ก็ไม่ใช่ธนาคารไหนเลย ก็คือธนาคารกรุงไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับของวิโรจน์ นวลแข นั่นเอง

การได้รับแต้มต่อจำนวนนี้ทำให้สนธิ มีพลังใจอย่างยิ่งที่ทำให้เขากลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความเป็นคนพิเศษของเขาที่ยังหาประโยชน์ได้ในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถหาได้จากสนามธุรกิจใดๆ ในโลกนี้ นอกจากนี้ผู้คนบริวารแวดล้อมของเขาในอดีต ยังได้ดิบได้ดีไปกุมอำนาจสำคัญด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลไว้เกือบหมด จึงเป็นแต้มต่ออีกชั้นหนึ่งที่ได้เปรียบทุกๆ คน บนเวทีการแข่งขันรอบใหม่นี้

การกลับมารอบใหม่ครั้งนี้ สนธิพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโทรทัศน์เป็นสำคัญ เขาวางยุทธศาสตร์ให้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อเพื่อการชดใช้หนี้และสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อเพื่อการหารายได้เนื่องจากเวลาโฆษณาบนสถานีโทรทัศน์ มีราคาสูงกว่าราคาหน้ากระดาษมาก

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:51 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 6

เห็นได้จากการที่ธนาคารกรุงไทยซื้อเวลาโฆษณารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ด้วยงบประมาณปีละ 38,520,000 บาท หากทอนออกมาเป็น 52 สัปดาห์ก็เท่ากับว่ารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ มีรายได้จากธนาคารกรุงไทยเพียงรายเดียวมากถึง 740,769 บาท ต่อการจัดรายการ 1 ครั้ง ทั้งๆ ที่มีเวลาจัดรายการเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

นี่ยังไม่นับรวมถึงรายได้จากผู้สนับสนุนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ รายอื่นๆ อีกมีเวลาเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขายังทำรายได้ ได้มากมายขนาดนี้ หากเขาเป็นเจ้าของสถานีเสียเอง จะมีรายได้มากมายขนาดไหน แต่เมื่อยังไม่เป็นเจ้าของสถานี ก็ขอให้ตัวเองได้มีโอกาสออก “จอ” ไว้ก่อน เพื่อรักษาเรตติ้งของตัวเอง จนถึงวันที่พร้อมตั้งสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง ก็น่าจะเป็นผลประโยชน์สูงสุดสำหรับสนธิ ในสถานการณ์ยามนี้

หากมองย้นกลับไปในวันที่ยังมีรายการเมืองไทยรายวัน ซึ่งจัดกันสัปดาห์ละ 5 วัน แล้วก็ยิ่งจะเห็นถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ที่ออกจากกระเป๋ารัฐวิสาหกิจอย่างธนาคารกรุงไทย และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่มีน้ำใจให้กับสนธิ ในยามนั้น หลั่งไหลเข้าไปในกระเป๋าของสนธิ ว่ามากน้อยเพียงใด คิดกันงายๆ ก็ต้องคูณ 5 เข้าไปของรายได้ที่ได้จากเมืองไทยรายสัปดาห์

การปรับผังรายการของช่อง 9 และเปลี่ยนจากเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ เป็นการหย่อนเมล็ดพันธ์ความแค้นไว้ในใจของสนธิ โดยที่คนใน อ.ส.ม.ท. ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เพราะเป็นการทำตามหน้าที่และทำเพื่อเรตติ้ง เพื่อที่จะปรับแต่งตัวเองสำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับสนธิ เขาเก็บคิดเรื่อยมาว่าเป็นการกลั่นแกล้งและตัดรายได้ แต่ไม่ได้แสดงออกมาให้ใครเห็น จนถึงวันที่เมืองไทยรายสัปดาห์ถูกถอดจากผังรายการของช่อง 9 เพราะความไม่เหมาะสมของเนื้อหาหมดหนทางทำมาหารายได้ในช่อง 9 อีกต่อไป

11News1 ก็เดินหน้าต่อไม่ได้ เมืองไทยรายสัปดาห์ก็ถูกถอดออกจากช่อง 9 ธุรกิจโทรทัศน์ที่ตั้งใจหวังไว้ต้องล่มสลายลงทันที เส้นทางการหารายได้เพื่อความมั่งคั่งให้กับตนเองที่เคยเปิดโล่งกลายเป็นตีบตัน จนถึงอุดตันในที่สุด ทำให้สนธิเก็บอาการไว้ไม่อยู่

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สนธิต้องเดือดร้อน ต้องดิ้นรน ต้องโกรธแค้นเมื่อถูกตัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เพราะรายได้สัปดาห์ละมากกว่า 1 ล้านบาท (ประมาณการจากการขายโฆษณาได้ 10 ต่อการจัดรายการ 1 ครั้ง) ต้องมลายหายไปในพริบตา และตัดสินใจเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรขึ้น โดยอาศัย “เราจสู้เพื่อในหลวง” มาเป็นเครื่องหมายการค้าของตนเอง และหารายได้จากการขายเสื้อ ขาย CD ขายหนังสือเมืองไทยรายสัปดาห์แทน

2 ตัวอย่างที่นำเสนอมานี้ คงพอจะทำให้เห็นภาพแล้วว่า สนธิได้รับสิทธิพิเศษเพียงใด จากการทำธุรกิจโทรทัศน์ และในวันที่เขาได้รับสิทธิพิเศษ เขาปกป้องรัฐบาลอย่างไร แต่ในวันที่สิทธิพิเศษที่เคยได้ถูกตัด เขามีอาการเช่นไร และแสดงอาการอย่างไรต่อ “ทุน” ที่เขาเคยรับใช้ และแสวงหาประโยชน์จากการเป็น “ผู้รับใช้” ในอดีต เมื่อ “ทุน” เหล่านั้นไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา คำถามชวนคิด นักธุรกิจสื่อรุ่นเดียวกับสนธิ และเคยโรมรันพันตูถีบสนธิ มาแล้วในสนามแข่งขันธุรกิจ ตั้งคำถามที่ชวนให้คิดว่า…

“เคยคิดกันบ้างไหมว่าทำไมสนธิ จึงเล่นบทหนักต่อสู้เพื่อเคเบิลทีวีท้องถิ่น ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีผู้ชมรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 5 ล้านราย”

“เคยคิดกันบ้างไหมว่าทำไมสนธิ จึงเรียกร้องให้เคเบิลทีวี ถ่ายทอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และสร้างกระแสเคเบิลทีวีท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา”
เคยคิดบ้างไหมว่าทำไมสนธิ จึงต้องการเคเบิลทีวีท้องถิ่นเป็นพันธมิตรในสถานการณ์เช่นนี้”

“เคยคิดบ้างไหมว่าหากสนธิ ยึดกุมหัวใจของเคเบิลทีวีท้องถิ่นได้แล้ว เขาจะได้รับประโยชน์มหาศาลเพียงใด หากว่าเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั้งประเทศ พร้อมใจกันเดินตามสนธิ และให้สนธิเป็นผู้นำในการต่อสู้กับรัฐ เพื่อผลประโยชน์ของเคเบิลทีวีท้องถิ่นเอง”

“เคยคิดบ้างไหมว่าวันนี้สนธิ ได้เป็นผู้นำในการต่อสู้ทางธุรกิจของเคเบิลทีวีท้องถิ่นไปแล้ว ซึ่งจำนวนผู้ชมเคเบิลทีวีท้องถิ่นนั้น เมื่อรวมกันแล้ว มีจำนวนไม่น้อยกว่าโทรทัศน์ ระบบฟรีทีวี คือ 3, 5, 7, 9, 11 และไอทีวี ที่ออกอากาศอยู่ในขณะนี้เลย หากเปรียบเทียบกับ UBC แล้ว ผู้ชมของเคเบิลทีวีท้องถิ่น มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว”

“เคยคิดกันบ้างไหมว่าสนธิ แปลงสภาตัวเองจากผู้นำการต่อสู้ของเคเบิลทีวีท้องถิ่น มาเป็นผู้ผลิตรายการป้อนเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั้งประเทศ โดยอาศัยเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเป็นหัวหอก สนธิจะมีอิทธิพลในวงการสื่อเคเบิลทีวีมากน้อยเพียงใด และจะมีรายได้มากเพียงใดในวันที่เคเบิลทีวี รวมตัวกันเรียกร้องกดดันรัฐบาลให้เคเบิลทีวีมีโฆษณาได้”

“เคยคิดบ้างไหมว่าสนธิกำลังเล่นเกมธุรกิจอยู่ ไม่ใช่เกมการเมือง”

“เคยคิดบ้างไหมว่าสนธิกำลังใช้สถานการณ์เมืองไทยรายสัปดาห์ และความไม่ทันเกมของผู้คนในรัฐบาล เป็นตัวเร่งเพื่อให้เกิดเคเบิลทีวีท้องถิ่นเสรี เพื่อผลประโยชน์ธุรกิจของตัวเอง”

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:51 pm

“ลองคิดดูสิว่า หากวันนี้รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ บนเคเบิลทีวีท้องถิ่นสามารถมีโฆษณาได้ สนธิจะมีรายได้เท่าไร จากการสร้างกระแสเคเบิลทีวีท้องถิ่นเสรีในครั้งนี้”

คำถามเหล่านี้เป็นแง่มุมใหม่ที่น่าคิด ถึงแม้จะเป็นคำถามที่สวนกระแสการเมืองเนื่องจากเป็นคำถามเชิงธุรกิจ แต่ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าแท้จริงแล้ว สนธิเป็นนักธุรกิจหรือนักการเมือง และในอดีตที่ผ่านมาสนธิ สนใจความมั่งคั่งของตนเอง หรือความมั่นคงของประเทศชาติมากกว่ากัน

คำถามทิ้งท้ายที่ชวนให้คิดจากนักธุรกิจสื่อที่รู้จักไส้สนธิ ตบท้ายแบบขำๆ ว่า…

“เห็นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับเมืองไทยรายสัปดาห์หรือยัง นั่นล่ะคือตัวอย่างการเทสต์กระแส เป็นกระบวนท่าธรรมดาของการทำธุรกิจบนยอดคลื่นมวลชน ซึ่งสนธิเขาเก่งมากในเรื่องนี้ นี่ขนาดเพิ่งปลุกกระแสได้ไม่นานเท่าไร ก็สามารถทำสินค้าได้แล้ว ยังไม่นับเสื้อที่ขายกันไปแล้วหลายแสนตัว ซีดีที่ปั๊มทั้งขายทั้งแจก หมดไปแล้วไม่น้อยกว่า 2 ล้านแผ่นนี่เป็นตัวเลขจริงๆ จากโรงงานปั๊มแผ่นแจ้งมา ไม่ใช่ตัวเลขเมกเป็นหลายล้านแผ่นอย่างที่พูดคุยกัน ลองคิดดูกันเองว่าเป็นเงินเท่าไรแล้ว”

ชวนให้คิด ชวนให้เกิดสติ ชวนให้เกิดปัญญากันบ้างไหม กับการเดินแห่ตามสนธิไปที่สวนลุมพินีทุกเย็นวันศุกร์อย่างน้อยก็น่าจะชวนให้คิดบ้างว่าเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” นั้นรายได้จากการจำหน่ายเสื่อที่ใช้ “สถาบัน” มาเป็นเครื่องหมายการค้านั้น สนธิได้นำไปใช้ในทางใดบ้าง เคยคิดที่จะทูลเกล้าถวายรายได้จากการจำหน่ายเสื้อบ้างหรือไม่ อย่างน้อยก็น่าจะชวนคิดบ้างว่า เหตุใดสนธิจึงนำ “สถาบัน” มาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าเช่นนี้ บอกไว้ตั้งแต่ต้นแล้วไงว่า ปรัชญาของนักธุรกิจแนวสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีของฟรีในโลกนี้ สรรพสิ่งทุกอย่างล้วนมีราคาค่าใช้จ่ายของตัวมันเองรวมทั้งการชุมนุมของคนที่มาด้วยใจบริสุทธิ์ ก็มีราคาเช่นเดียวกัน!

แต่ไม่ใช่ราคาการจัดจ้างผู้คนมายืนฟังดั่งที่เข้าใจกัน หากแต่เป็นราคาเพื่อการต่อรองในการกลับคืนสู่ “ทุน” อีกครั้งหนึ่ง

วิเคราะห์กันว่า หากสนธิไม่สะดุดขาตัวเองล้มเสียก่อน หาก 11News1 สามารถเดินหน้าไปได้ตามที่สนธิวางแผนไว้ โอกาสที่เขาจะกลับมาเป็นโมกุลแห่งวงการสื่ออีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นเช่นที่คาดคิดไว้ สถานการณ์ของสนธิ ในวันนี้จึงยากลำบากมาก เพราะโอกาสที่จะล้างหนี้เก่า ก็ทำไม่ได้ โอกาสที่หารายได้ใหม่ก็หดหายไป

หากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ผู้ได้รับผลกระทบเป็นสนธิ ลิ้มทองกุล เหมือนเช่นในปี 2540 ก็คงไม่ก่อให้เกิดปัญหามากนัก แต่เนื่องจากสนธิ ได้ส่งมอลภารกิจในกิจการสร้างผู้จัดการ ยุคใหม่ขึ้นมาแก่จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายคนเดียวของเขา แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ย่อมเป็นธรรมดาสำหรับผู้เป็นพ่อ ที่จะต้องปัดเป่าทุกข์ร้อนให้แก่ลูก และช่วยแก้ปัญหาให้กับลูก เนื่องเพราะไม่มีพ่อคนไหนอยากเห็นลูกลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำบากกับมรดกที่พ่อยกให้

สนธิเชื่อว่าสถานการณ์ที่บีบรัดตัวเขา เกิดขึ้นจากการกระทำของคนในรัฐบาลเริ่มจากปรับรายการเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ การถอดสัญญาณภาพ 11News1 ออกจาก UBC9 และการถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์อีกด้วย

การถูกปรับออกจากรายการโทรทัศน์ช่อง 9 นั้น ในขณะที่ 11News1 ก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสนธิ ลิ้มทองกุล เพราะเป็นการปิดช่องทางรายได้หลักของเขา อันนำมาสู่ความโกรธเคือง และพัฒนาเป็นความแค้นในที่สุดเป็นความแค้นที่เรียกกันในสำนวนของสนธิว่า “แค้นสั่งฟ้า” เช่นเดียวกับที่เคยแค้น นายธารินทร์และนำไปสู่การเปลือยธารินทร์ในที่สุด เป็นความแค้นที่เกิดขึ้นในขณะที่รู้สึกว่าตัวเองถูกโดดเดี่ยว มิตรสหายผู้มากมีอำนาจไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เป็นความแค้นที่พร้อมจะพัฒนาเป็นการมุ่งทำลายล้าง เพื่อให้พ้นไปจากเส้นทางเดินของตน เป็นความแค้นที่เกิดจากความขัดแย้งทางธุรกิจ

การถูกตัดแหล่งรายได้เหล่านี้เอง ทำให้สนธิถึงกับฟิวส์ขาด เพราะสื่อแบบเขา สื่อของเขา เป็นสื่อที่มักจะมีคนจัดงบประมาณมาให้ ด้วยความเกรงอกเกรงใจ แต่เมื่อเปลี่ยนจาก “จัด” เป็น “ตัด” ทำให้สนธิที่มีความหวังอย่างมากกับการหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งของเขา ต้องฝันสลายไปในที่สุด เพราะการดำเนินรายการโทรทัศน์หรือสถานีข่าวโทรทัศน์ จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากไม่มีแหล่งรายได้เข้ามาสนับสนุน ก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์

สนธิจึงบังเกิดอาการคับแค้นเป็นยิ่งนัก กับรัฐบาลไทยรักไทย และนายกฯทักษิณ ด้วยความที่ไม่เข้าด้วยช่วยเหลือ ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาล ทั้งของเก่าที่ยังไม่ลด และของใหม่ที่เพิ่มพูนขึ้นอันนำมาสู่การเกิดเป็น “แค้นสั่งฟ้า” ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ขณะดำรงำตแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สำหรับ “แค้นสั่งฟ้า” ที่เกิดขึ้นมารอบนี้ มีเป้าหมายมุ่งไปที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ซึ่งจะต้องติดตามกันดูต่อไปว่า โอกาสที่จะชำระแค้นมีสักกี่ครั้ง และจะลงเอยอย่างไร เพื่อป้องกันผลกระทบสู่วงกล้าง อันจะนำไปสู่เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ของประชาชนทั้งประเทศตลอด จนต้องระคายเบื้องพระยุคลบาท เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกันอีกสักกี่ครั้ง

มีแต่สนธิเท่านั้นที่ตอบได้ว่า เพียงเพื่อจะชำระแค้นกันเป็นการส่วนตัวกับนายกฯทักษิณ และบริวารรอบตัวนายกฯทักษิณ เขาถึงกับจะทำให้ประชาชนและประเทศชาติต้องอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียดไปอีกนานเท่าไร

มีแต่สนธิเท่านั้นที่จะตอบได้ว่า เขามีแผนการที่จะชำระความแค้นที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามแผน ด้วยการปลุกประชาชน ที่อยู่ในกรอบแห่งกฎหมายให้มาร่วมกันใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ที่ไม่ช่วยเหลือการทำธุรกิจของเขาจริงๆ หรือ??

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:52 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 7

เมื่อต้องระเห็จออกมาจากช่อง 9 สนธิก็ปรับเปลี่ยนปรัชญาของสื่อมวลชน แบบสนธิที่ต้องรับใช้ทุน มาเป็นสื่อที่ต้องรับใช้ประชาชน และเรียกร้องหาเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเชื่อถือมาก่อนอาจจะเป็นเพราะว่าแท้จริงแล้ว เขาก็ไม่ใช่เสือ เช่นเดียวกับที่ เจิมศักดิ์ก็ไมใช่เสือ เมื่อถูกอัปเปหิออกมาจากช่อง 9 เพื่อใหสนธิเข้าไปแทนที่การถูกสั่งให้พ้นจากช่อง 9 คือฟางเส้นสุดท้ายที่ตกใส่บนความสัมพันธ์ที่หลงเหลือบางเฉียบระหว่างสนธิกับทักษิณ เนื่องจากแผนการปลดหนี้ยังไม่สำเร็จ แผนการแสวงหารายได้ใหม่ ก็ยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย สถานภาพของอาณาจักรธุรกิจไทยเดย์ดอทคอม ที่แปลงกลายมาจากแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป และกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้กลับเข้าไปอยู่บนกระดานซื้อขายหลักทรัพย์อีกรอบหนึ่ง ประสบกับวิกฤติง่อนแง่นขึ้นมาทันที เนื่องจากโอกาสที่จะไปหยิบจากตลาดหุ้นมาใช้ต้องถูกปิดลงทันทีหากใครที่ตกอยู่ในอาการเดียวกับสนธิ ย่อมต้องแค้นกระอักเลือด เหมือนๆ กัน จะต่างกันตรงที่ปฏิกิริยาโต้ตอบของแต่ละคนจะเป็นเช่นไรเท่านั้นเองสำหรับสนธิแล้วเขาเลือกที่จะสู้

สู้ด้วยการสวมใส่เสื้อ "เราจะสู้เพื่อในหลวง"

แต่ยังไม่ชัดว่า ในหลวงที่พูดถึงนั้นหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเคารพสักการะเทิดทูนของประชาชนคนไททั้งประเทศ หรือมีความนัยไปถึงธนบัตรที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านกันแน่ สำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

มีการตั้งคำถามกันมากมายจากทุกสารทิศว่า...

"ทำไมต้องสู้เพื่อในหลวง"

"ทำไมไม่รู้รักสามัคคีเพื่อในหลวง"

"พระองค์ท่านมาเกี่ยวอะไรด้วยกับความขัดแย้งระหว่างสนธิกับทักษิณ"

พระองค์ท่านจะทรงทราบหรือไม่ว่ามีการแอบอ้างพระองค์ท่าน เป็นเครื่องมือโจมตีให้ร้ายกัน"

"พระองค์ท่านจะทรงทราบหรือไม่ว่ามีการแอบอ้างพระองค์ท่านเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ได้แก่ เสื้อเราจะสู้เพื่อในหลวง ที่ขายกันไปแล้วหลายแสนตัว ในราคาตัวละ 150-200 บาทนั้น นำเงินไปใช้ในธุรกิจของใคร นำไปใช้เพื่อความสุขสบายในชีวิตของใคร"

"พระองค์ท่านจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเพียงใดกับการดึงพระองค์ท่านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง การขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ" ฯลฯ

คำถามเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคำถามที่ออกจากปากของพสกนิกร ประชาชนในพระองค์ท่าน ที่ปราศจากและปลอดวาระซ่อนเร้น ทั้งในเชิงอำนาจการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจจะหาคำตอบได้ จากผู้จุดประเด็นคือ สนธิ ลิ้มทองกุล

ถึงแม้ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีจะออกมาตักเตือนและขอให้หยุดการกระทำที่แอบอ้างสถาบัน แต่ทว่าสนธิและพรรคพวกก็ยังคงสวมใส่เสื้อ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ออกมากล่าวโจมตีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ตลอดจนข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนปกป้อง รักษาและไม่ก้าวล่วง หรือใช้สถาบันเป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง

การต่อสู้ของสนธิ มีการกำหนดยุทธวิธีไว้ชัดเจนว่าการจะกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปรียบเสมือนการกำจัดขวากหนามทางธุรกิจของตน และเครือผู้จัดการจะต้องทำลายความน่าเชื่อถือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนมากถึง 19 ล้านคน ซึ่งเป็นศรัทธาประชาชนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากศรัทธาประชาชนไม่ลงตัว โอกาสที่จะล้มนายฯทักษิณ เป็นเรื่องที่ยากเกินไป

การทำลายความน่าเชื่อถือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีอยู่สองทางด้วยกัน คือการโจมตีเรื่องการทำงาน และการโจมตีเรื่องส่วนตัว

การดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 1-2 จึงเป็นการวิพากย์วิจารณ์การทำงาน และเครือญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างรุนแรง ด้วยการแสดงท่าทีที่ใช้ความก้าวร้าว แสดงออกถึงความกล้าหาญที่จะท้าทาย ท้าชนกับอำนาจรัฐ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี อย่างไม่เกรงกลัว เป็นแรงดึงดูดใจประชาชนให้สนใจฟังและติดตามฟัง เนื่องจากความก้าวร้าว การท้าทายต่ออำนาจรัฐ และท้าชนนายกรัฐมนตรี อย่างรุนแรงในลักษณะนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ขาดหายไปนานหลายปีจากสังคมการเมืองไทย

หลังจากการดำเนินรายการครั้งที่ 2 ผ่านไป จึงมีการทบทวนกันอีกครั้งว่าหากดำเนินยุทธวิธีเช่นนี้ จำต้องรบยืดเยื้อแน่ และการยืดเยื้อไม่ดีกับสนธิ ซึ่งมีปัจจัยการรบอันจำกัด ในขณะที่ไม่สามารถคาดเดาจิตใจประชาชนได้ว่าจะเชื่อถือข้อมูล และตรรกะที่สร้างขึ้นใหม่เพียงใด เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยสร้างตรรกะเชลียร์ทักษิณไว้อย่างหนักแน่น

มีการกล่าวกันในทีมงานของเมืองไทยรายสัปดาห์ว่า หากยังพูดถึงการบริหารของรัฐบาลแบบนี้ เสียงของสนธิที่พูดอยู่ในหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คงไม่ดังไปถึงตึกไทยคู่ฟ้า และประชาชนที่ติดตามฟัง คงจะร่อยหรอลงทุกที จึงมีการปรับยุทธวิธีใหม่ ด้วยการพูดถึงเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องหยุดฟัง และนายกฯทักษิณจำเป็นต้องฟัง

ข้อสรุปที่ได้จึงนำมาสู่การพูดเรื่องสถาบัน

เป็นการพูดเพื่อเรียกความสนใจจากประชาชน

เป็นการพูดเพื่อความอยู่รอด ใช้สถาบันมาขู่ไม่ให้ทางรัฐบาลใช้อำนาจเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม
เป็นการพูดเพื่อที่จะได้พูดต่อไป

เป็นการพูดปลุกระดมมวลชนเพื่อชักจูงให้เห็นว่า สถาบันเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่มีอยู่ปัจจุบัน ไปเป็นระบอบ 70/30 หรือ ที่ นายพิภพ ธงชัย แกนนำประกาศเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า " New Order" ซึ่งมาจากคำว่า " New World Oder " (ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ จอร์จ บูช ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาประเทศไทย) มันเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ ?? นี่คือคำถาม

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่นายสนธิ ได้พยายามสุดความสามารถ ที่จะสร้างความแตกแยกแก่ชนในชาติ โดยบังคับให้ประชาชนไทย เลือกข้าง เลือกฝ่าย ไม่ให้เป็นกลาง !! คำถามคือ เพื่ออะไร ? เป้าประสงค์แท้จริงอยู่ที่ตรงไหน ? และความสามัคคีของชนในชาติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ในพฤติกรรม การเคลื่อนไหวของรายได้ และการติดต่อในเครือข่ายของนายสนธิ กำลังได้รับการรวบรวม และจะนำเสนอให้ประชาชนไทยทราบต่อไป

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:53 pm

เมื่อตัดสินใจที่จะดำเนินการด้วยยุทธวิธีนี้แล้ว จึงมีการนำเสนอประเด็นภาพนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประกอบพิธีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระศรีรันตนศาสดาราม

การฉกฉวยโอกาสกล่าวถึงการแปรพระราชฐานของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ว่าไม่ได้รับความสนใจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานและสนองพระราชเสาวณีย์อยู่เป็นประจำ

ต้องยอมรับว่ายุทธวิธีของสนธิได้ผล ประกอบกับความเป็นนักพูดชั้นเลิศ นักสร้างตรรกะชั้นเยี่ยมของสนธิ ทำให้ประชาชนทั้งประเทศต้องหยุดฟัง และเกิดคำถามขึ้นมามากมาย เพราะข้อมูลที่ได้รับจากสนธิ ทำให้ประชาชนทั้งประเทศสับสน และสงสัยว่านายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมไม่บังควรจริงหรือไม่

ต่อเมื่อมีการชี้แจงจากสำนักพระราชวังว่าทุกขั้นตอน ในการประกอบพิธีทำบุญประเทศไทย เป็นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักพระราชวัง มิได้เป็นไปตามที่สนธิกล่าวอ้าง หรือยกมาให้เป็นความผิด เป็นการกระทำที่ไม่บังควรของนายกฯทักษิณ นั่นล่ะสนธิจึงยอมเงียบเสียงลงไป แต่ก็ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้แต่คำเดียวว่า...

จะแสดงความรับผิดชอบอย่างใดกับสิ่งที่ได้พูดออกไป

ทำให้ประชาชนสับสนทั้งประเทศ

ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท

ทำให้เกิดความเสียหายต่อนายกรัฐมนตรี

ทำไม ไม่ขอโทษต่อประชาชนที่พูดโกหก

ทำไม ไม่มีการนำเสนอคำชี้แจงของสำนักพระราชวัง ในสื่อเครือผู้จัดการ

ทำไมไม่นำเสนอคำชี้แจงของสำนักพระราชวังให้ประชาชนที่มาฟังการอภิปรายได้ทราบ

อะไรกันแน่ คือสิ่งที่สนธิต้องการ?
สนธิอาจหาญถึงขั้นอธิบายความแทนความในพระทัยของทั้งสองพระองค์หลายครั้งหลายหน ว่ามีความรู้สึกเช่นไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ และยังกล่าวพาดพิงสถาบันอีกหลายครั้งจนกระทั่งทหารในกองทัพ มีอาการอึดอัด เพราะไม่ต้องการเห็นการ "ดึงฟ้าต่ำ" และไม่ต้องการให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น หรือเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ในกรณีที่ทำผิด รวมไปจนถึงการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

แต่การตอบกลับของสนธิก็คือการบริภาษอันหยาบคายต่อข้าราชการในพระเจ้าอยู่หัวที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาราชบัลลังก์

สาระหลักที่สนธิที่นำเสนอ ทำให้เห็นได้ว่าสนธิกำลัง "รบ" ด้วย "สัญลักษณ์" มากกว่าเนื้อหา และสนับสนุนด้วย "ตรรกะแบบสนธิ" มากกว่าข้อเท็จจริง ความหมายของการรบด้วย "สัญลักษณ์" ที่นำเสนอก็คือ สนธิจะว่ายวนอยู่กับประเด็กหลัก 2 ประเด็นคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยกล่าวหาและสร้างตรรกะให้ประชาชนเห็นว่า นายกรัฐมนตรีมีแนวคิด มีพฤติกรรม ที่แสดงให้เห็นได้ว่าไม่จงรักภักดี ไม่เคารพ ไม่เทิดทูน มิหนำซ้ำยังประพฤติตนไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระสังฆราช ซึ่ง 2 ประเด็นหลักนี้ สะท้อนให้เห็นว่า สนธิ กำลังรบด้วย "สัญลักษณ์" 3 สถาบันหลักของประเทศไทย ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยการประดิษฐ์ถ้อยคำและสร้างตรรกะมานำเสนอต่อประชาชนว่า นายกรัฐมนตรีกระทำอันไม่สมควรต่อ 3 สถาบันหลักของชาติไทย

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:54 pm

ในกรณีของการรบด้วย "สัญลักษณ์" นี้ สนธิได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่การนำเสนอเสื้อสีเหลือง "เราจะสู้เพื่อในหลวง" อันเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการแนวนี้มาแต่ต้น เนื่องจากเข้าใจลักษณะของสังคมไทย และคนไทยเป็นอย่างดีว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันเดียวที่คนไทยจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาล่วงละเมิด หรือลบหลู่ดูหมิ่น แม้กระทั่งกระทำการอันเป็นการเสนอเท่าก็ตาม

นอกจากนี้สนธิ ยังฉายให้เห็นภาพความสัมพันธ์ลักษณะจาก "มิตรกลายเป็นศัตรู" และเป็นมิตรที่รู้ข้อมูลภายใน ข้อมูลขั้นลึก ขั้นความลับของนายกรัฐมนตรีดีที่สุดคนหนึ่ง เมื่อมาเป็นศัตรูต่อกัน ข้อมูลที่ถูกปิดลับทั้งหมด ก็จะค่อยๆ ถูกนำเสนอให้ประชาชนทีละเรื่องๆ ซึ่งประชาชนที่อยากจะรู้อีกด้านหนึ่งของนายกรัฐมนตรีทั้งวิธีคิด วิธีการทำงานจะต้องติดตามจากสนธิ ซึ่งเป็น "ผู้รู้ดี" และมีข้อมูลเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย

จะเห็นได้ว่ารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทั้ง 10 ครั้งที่ผ่านมา มีการลำดับการพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งในด้านของรูปแบบและเนื้อหา กล่าวคือ จากการจัดในสถานที่ปิด คือหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่เปิดคือ สวนลุมพินี และจากการอภิปรายเพียงอย่างเดียว เป็นการอภิปรายโดยมีดนตรีเพื่อชีวิตเป็นแนวร่วมและเริ่มมีพิธีกรรม การจุดเทียน การชูธงเหลือง อันเป็นการสร้างกิจกรรมร่วม เพื่อให้มีผลทางจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นคือการยอมรับนายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่ได้แล้ว ในขณะที่ทางด้านเนื้อหา มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากการวิพากย์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเป็นการกล่าวหาโจมตีเรื่องส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ด้วยประเด็นหลักเพียง 2 ประเด็นดังกล่าวข้างต้น

การอภิปรายจะเป็นลักษณะการปลุกเร้าให้เกลียดชังนายกรัฐมนตรี และไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรี โดยเพิ่มระดับความรุนแรงของข้อกล่าวหา และถ้อยคำมากขึ้นทุกสัปดาห์ ซึ่งสร้างความสะใจให้แก่ประชาชนที่ติดตามฟังและเริ่มคล้อยตามตรรกะแบบสนธิไปแล้ว

เมื่อถูกเบรกการพูดพาดพิง แอบอ้างสถาบัน ทั้งจากองคมนตรีและกระแสสังคม ที่เริ่มตั้งคำถามมากมายกับการเคลื่อนไหว ในประเด็นนี้สนธิก็เปลี่ยนประเด็นการนำเสนอ มาเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ว่ารัฐบาลปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่สนธิไม่เคยเชื่อมาก่อนว่าสื่อมีเสรีภาพ และสื่อมีความเป็นกลาง สำหรับสนธิแล้วสื่อมีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน เพราะสื่อมีกำหนดมาจากทุน เมื่อมีการลงทุนก็ต้องแสวงหากำไร

แต่ด้วยวาทศิลป์ชั้นเลิศของสนธิ ก็ยังทำให้การกลืนน้ำลายของตัวเองต่อหน้าประชาชนเรือนหมื่น ในสวนลุมพินีกลายเป็นกระเด็นที่ทำให้ประชาชนหลงเชื่อไป โดยไม่ทันได้ฉุกใจคิดว่า ครั้งหนึ่งสนธิเคยดูถูกสื่อมวลชนอาชีพ และนักวิชาการที่เรียกร้องเสรีภาพของสื่อ ในวันที่สนธิยืนแอบอิงอยู่ข้างผู้มีอำนาจในรัฐบาล และกำลังกอบโกยรายได้จากค่าโฆษณาในรายการเมืองไทยรายวัน และเมืองไทยรายสัปดาห์ทางช่อง 9 อย่างมีความสุข ว่ากำลังพูดในเรื่องที่ "เหม็นขี้ฟัน"

ไม่เป็นไรเมื่อสนธิกลับมาเชื่อว่าสื่อต้องรับใช้ประชาชน ก็น่าจะเป็นผลดีกับประชาชนบ้าง เพียงแต่อย่าได้ทำให้ประชาชนทำในสิ่งที่ผิดๆ อีกครั้งก็แล้วกัน และอย่าได้เห็นประชาชนที่มาชุมนุมกันในสวนลุมพินีเป็นเพียงคนโง่ ที่พูดอะไรก็เชื่อไปหมดก็แล้วกัน

การจุดประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อของสนธิ ทำให้สื่อมวลชนจำนวนมากมีอาการรู้ร้อนรู้หนาวจนต้องสำแดงอาการมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ของสนธิ ด้วยการนำเสนอข่าวการต่อสู้ของสนธิไปด้วย ซึ่งก็เข้าทางสนธิอีกเช่นกัน เพราะแผนการปลุกระดมสื่อให้เข้ามาเป็นแนวร่วมเพื่อไปปลุกระดมมวลชนสำเร็จไปแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้สนธิต้องสู้เพื่อผลประโยชน์ของเขาอยู่เพียงลำพัง แต่วันนี้สื่อทั้งหลายได้ตามก้นสนธิ เพื่อช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ของสนธิ และช่วยกันรักษาสิทธิเสรีภาพของสื่อที่สนธิ ไม่เคยเชื่อว่ามีอยู่จริงกันอย่างแข็งขัน

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Sep 10, 2008 3:54 pm

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 8

นอกเหนือจากประเด็นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่สนธิอ่อยเหยื่อจนทั้งเพื่อนเสื่อและประชาชนติดเบ็ดของเขาแล้ว สนธิก็นำเสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ลดอำนาจของนายกรัฐมนตรีลงไป เพื่อให้มีองค์กรภาคประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้
สนธิกล่าวราวกับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร. เชียงใหม่ด้วยซ้ำไป และพรรคไทยรักไทยก็ก่อตั้งขึ้นมาหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว

บุคคลที่สนธิควรจะปลุกระดมประชาชนไปสอบถาม และให้แสดงความรับผิดชอบต่อผลต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า ว่าในขณะที่เขียนรัฐธรรมนูญนั้น คิดหรือไม่ว่าจะเปิดผลอย่างไรต่อประเทศชาติ

หนทางที่ประเสริฐ สนธิควรจะต้องปลุกระดมมวลชนไปเรียกร้อง นายเสนาะ เทียนทอง ให้มาเป็นผู้นำการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้ เพราะมีเพียงนายเสนาะ คนเดียวเท่านั้น ที่ออกมาคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และได้อธิบายความสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไว้ตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ก่อนที่นักวิชาการทั้งหลายจะรู้สึกตัวถึง 8 ปี แต่ในวันนั้นทั้งนักวิชาการ และนักหนังสือพิมพ์อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล นี่ล่ะที่ประณามว่านายเสนาะ เทียนทอง เป็นไดเนาเสาร์เต่าล้านปี แต่วันนี้กลับจะมาทำตามที่ไดโนเสาร์เต่าล้านปีพูดไว้ทั้งหมด นั่นหมายความว่าสนธิยังเดินตามหลังไดโนเสาร์เต่าล้านปีอีก 8 ปีเป็นอย่างน้อย

การปลุกระดมประชาชนให้มารวมตัวกันที่สวนลุมพินี ในวันที่ 9 ธันวาคม 2548 เป็นการวัดใจและพิสูจน์ความกล้าหาญครั้งสำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล ว่ามีมากน้อยเพียงใด และจะแสดงความรับผิดชอบต่อพลังมวลชนที่ตัวเองเรียกร้องออกมาอย่างไร หลังจากก่อนหน้านี้ ได้พิสูจน์ความกล้าหาญให้เห็นแล้วด้วยการส่งสโรชา พรอุดมศักดิ์ไปศาลแพ่งเพียงลำพัง ในขณะที่ตัวเองแอบหลบไปพึ่งชายผ้าเหลืองหลวงตาบัวที่วัดป่าบ้านตาด

ถัดมาอีกไม่กี่วันสนธิก็แสดงให้เห็นความกล้าหาญอีกครั้งด้วยนัดประชาชนนับหมื่นให้มารอที่สวนลุมพินี แต่ตัวเองกลับหลบไปอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด

วันที่ 9 ธันวาคม จึงเป็นการพิสูจน์ความกล้าหาญของสนธิเป็นครั้งที่ 3 ว่า เขาจะกล้าพอที่จะออกมาเผชิญทุกข์ เผชิญสุขกับประชาชนที่เขาเรียกร้องให้ออกมาแสดงพลังมากน้อยเพียงใดหรือไม่ หรือยังจะให้วิธีหลบซ่อนตัวแล้วเอาประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาร่วมด้วยศรัทธา มาร่วมด้วยหลงเชื่อในวาทศิลป์ของตัวเองเพราะเกราะเป็นโล่มนุษย์ปกป้องตัวเองอีกหรือไม่

ผู้นำมวลชนแบบสนธิ ผิดแผกแตกต่างจากผู้นำมวลชนทุกคนที่ผ่านมาในอดีตทั้งในประเทศไทย และในทุกประเทศทั่วโลก เพราะสนธิเลือกที่จะอยู่ในที่สบาย ในที่ปลอดภัย แล้วให้ประชาชนอยู่ในที่ที่ลำบากเผชิญอันตรายมากกว่า เทียบไม่ได้กับเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ธีรยุทธ บุญมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่มีความกล้าหาญและรับผิดชอบต่อประชาชนที่มาร่วมแสดงพลังมากกว่ากันหลายเท่าตัว

ขณะนี้ได้เกิดกระแสห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองว่า ขบวนการสนธิจะมีบทยุติอย่างไรจึงจะสวยงาม และเป็นประโยชน์แต่บ้านเมืองและประชาชนมากที่สุด ที่สำคัญคือจะต้องไม่มีสิ่งหนึ่งที่ไปกระทบสถาบันให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หรือไม่สร้างภาระปัญหาให้พระองค์ท่านต้องเหน็ดเหนื่อย กับการแก้ปัญหาที่สนธิก่อขึ้น

แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เลวร้าย ส่งผลเสียต่อประเทศไทย เว้นแต่กลุ่มที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

การปรากฎตัวอยู่ร่วมขบวนการสนธิของ ประสงค์ สุ่นศิริ ประพันธ์ คูณมี สนั่น ขจรประศาสน์ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมๆ กับจำนวนกลุ่มคนที่ส่อแสดงให้เห็นว่าถูกจ้างมาฟัง อย่างชัดเจนใน 2-3 ครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความไม่สบายใจแก่ประชาชนผู้มาแสดงพลังด้วยความบริสุทธิ์จำนวนมาก เพราะรูปการณ์ทำนองนี้เคยเป็นชวนก่อให้เกิดการนองเลือดและสูญเสียในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมาแล้ว

ฉะนั้น การใช้วิจารณญาณจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน ในการตัดสินใจที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไร

มีคำพูดหนึ่งของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทุกคนอาจจะไม่ได้ฟังกันทั่วถึง ในวันที่พระป่า 600 รูปไปให้พร และให้กำลังใจกับการต่อสู้ของสนธิ ที่บ้านพระอาทิตย์ ว่า

“เดือนมกราคม ผมจะบวช”

จากวันที่ 9 ธันวาคม ถึงเดือน มกราคม จะมีอะไรเกิดขึ้น มากน้อยเพียงใดไม่มีใครคาดเดาได้ นอกจากผู้ที่วางแผนและกำหนดรูปเกมการต่อสู้ไว้แล้วเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะมีใครรู้ดีเท่ากับสนธิ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และขบวนการสนธิ จะยุติลงอย่างไรจะมีประชาชนบาดเจ็บ ล้มตาย หรือไม่ ประเทศไทยจะสูญเสียหรือได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด จากการเคลื่อนไหวของขบวนการสนธิ


แต่สำหรับสนธิเขาได้กำหนดเส้นทางชีวิต และวางแผนสำหรับตัวเองไว้แล้วว่า “เดือนมกราคม ผมจะบวช” นั่นหมายความว่า สนธิรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และหากมีอะไรเกิดขึ้น เขาก็จะยังคงปลอดภัย พอที่จะไปบวชได้

บวชเพื่อปิดฉากตัวเอง หรือบวชเพื่อไถ่บาปยังไม่กล้าถาม

ส่วนประชาชนคนอื่นๆ ที่เดินตามมาร่วมกับสนธิ ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่ต้องคิด ต้องวางแผนกันเอง ว่าแต่ละคนจะใช้ชีวิตเช่นไร กับการเข้าร่วมขบวนการสนธิ

เป้าหมายหมายของสนธิ จะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์

แต่เป้าหมายของประชาชนผู้บริสุทธิ์ จะบรรลุผลหรือไม่ต้องอยู่ที่ตัวเอง

สนธิไม่ได้เข้าร่วมรับผิดชอบด้วย เนื่องเพราะเขามีเส้นทางที่แจ่มชัดสำหรับตัวเองแล้ว นั่นคืออาศัยผ้าเหลืองห่อหุ้มกายไว้ เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

นี่จึงเป็นการปลุกระดมมวลชนที่ประหลาดที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

ref:http://wehatesondhi.com/forum/viewtopic.php?t=30

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ