วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

หน้า 1 จาก 3 1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 20, 2009 9:45 am

att พิมพ์ว่า:http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000140167

ให้ประกัน “หมอทัศพร” จ่อคิวจับพระวัดดังร่วมทุบหุ้น

19 พฤศจิกายน 2552 15:42 น.

ตำรวจให้ประกันหลักทรัพย์ 1 แสน “หมอทัศพร” รับสารภาพโพสต์ข้อความมิบังควรปั่นหุ้น
เร่งรวบรวมหลักฐานไล่บี้จับพระวัดดังร่วมขบวนการชั่วต่อไป


วันนี้(19 พ.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก.
กล่าวถึงการจับกุมตัวพญ.ทัศพร รัตนวงศา ผู้ต้องหารายที่ 4 ในคดีโพสต์ข้อความอัปมงคลว่า
ผู้ต้องหารายนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหารายที่1-3 ที่จับกุมก่อนหน้านี้ แต่เป็นสมาชิกเว็บไซต์ประชาไท
เช่นเดียวกันและทำให้คนในเว็บเชื่อถือได้เนื่องจากเป็นแพทย์ ส่วนสำนวนคดีจะสรุปได้ต้องรอการตรวจสอบ
คำพูดและการส่งข้อความเชื่อมโยงของผู้ต้องหาทุกราย ซึ่งขณะนี้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรม
ทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) อยู่ระหว่างการตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงไอซีที
ส่วนความเชื่อมโยงกับการเมืองนั้นขณะนี้ยังไม่ปรากฎ

ด้านพ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม
ทางเทคโนโลยี(รองผบก.ปอท.) เปิดเผยความคืบหน้าจับกุมแพทย์หญิง(พญ.)ทัศพร รัตนวงศา อายุ 42 ปี
แพทย์ประจำโรงพยาบาลธนบุรี ข้อหานำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติ ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 โทษจำคุก 5 ปี
ปรับ 1 แสนบาท ว่าสอบสวนแพทย์หญิง(พญ.)ทัศพร ให้การรับสารภาพ จากนั้นผู้ต้องหาได้ใช้หลักทรัพย์
เงินสด 100,000 บาทประกันตัวออกไป

ส่วนการสืบสวนหาผู้ร่วมขบวนการปล่อยข่าวทุบหุ้นจนส่งผลให้เป็น
บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ
อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ร่วมขบวนการอีก 1 ราย
เป็นพระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง


กำลังจะประกาศสงครามครูเสดหรือ

ก่อนอื่นต้องของขอบคุณ พี่ att ที่ช่วยนำข้อมูล/ข่าวต่างๆ มาแจ้งบอกกล่าวตลอดเวลา

ทำให้เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายในบอร์ดนี้ ได้รู้และระวังตัวอย่างทันสถานการณ์

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 20, 2009 10:20 am

หากเราติดตามอ่านข่าวจากเว็บบอร์ดต่างๆที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกที่นั้น

หลายๆฝ่ายต่างมองว่า พระภิกษุวัดดัง น่าจะหมายถึงวัดธรรมกาย

เพราะเป็นวัดที่มีชื่อเสียง และมีศิษยานุศิษย์เป็นจำนวนมหาศาล

ในความคิดเห็นส่วนตัว(ของเด็กคนหนึ่ง) มีความคิดเห็นว่าเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นวัดพระธรรมกาย

ในทางเป็นไปได้

-ประชาธิปัตย์เป็นศัตรูถาวรกับวัดพระธรรมกาย เนื่องจากเข้าใจว่า วัดธรรมกายคือฐานกำลังของทักษิณ ชินวัตร

และเป็นโต้โผใหญ่ในการเคลื่อนกำลังเพื่อต่อต้านรัฐบาล หากสามารถกำจัดวัดธรรมกายได้ก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

*ไม่ว่าจะเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มเสื้อแดงที่กำลังจะเดินขบวนใหญ่ไม่กี่วันนี้

**สามารถกลบข่าวที่ประเทศไทยกำลังมีปัญหารุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาได้สนิท

***สั่นคลอนสถาบัน โดยการโยงว่าสถาบันศาสนาเป็นตัวบ่อนทำลายประเทศชาติ


-วัดธรรมกายเป็นศูนย์เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีระบบฐานการเงินที่มหาศาล หากเล่นงานได้ด้วยคดีเกี่ยวกับการปล่อยข่าว

อันเป็นเหตุให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน ก็ดูเจือสมกับข้อหาที่ตั้งขึ้น เพราะลูกศิษย์ของธรรมกายหลายๆคน

ก็อยู่วงการตลาดหุ้นและก็เป็นระดับบิ๊กๆทั้งนั้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 20, 2009 10:32 am

ในทางเป็นไปไม่ได้

-วัดธรรมกายเป็นวัดที่มีลูกศิษย์เป็นใหญ่เป็นโตทั้งสิ้น และแทรกซึมอยู่ในทุกวงการ

ด้วยศักยภาพของทางวัดธรรมกายที่มีนั้น เราเชื่อว่ากลุ่มตำรวจที่จัดตั้งขึ้นมากลุ่มนี้คงไม่พร้อมที่จะต่อกรกับผลที่จะตามมา

-ทางวัดธรรมกาย เป็นศูนย์รวมของพวกบรรดาหัวกะทิ โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ

เราเชื่อว่าตำรวจคงไม่สามารถที่จะตามรอยไปได้ถึงในวัด

หากตำรวจตามรอยได้ถือว่าทางวัดธรรมกายคงมีหนอนบ่อนไส้หรือไส้ศึกที่น่ากลัวมากๆแฝงตัวอยู่

(สงสัยเราจะดูถูกความสามารถตำรวจไปหรือเปล่าเนี่ย)

-การทำงานของทางวัดธรรมกาย ส่วนใหญ่จะเป็นศิษยานุศิษย์ที่กระทำการ น้อยครั้งนัก(หรืออาจแทบไม่มี)ที่พระสงฆ์จะออกตัว

กระทำการ โดยเฉพาะการปล่อยข่าวทางอินเตอร์เน็ต ดูไม่น่าจะเป็นไปได้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 20, 2009 10:59 am

แล้วทำไมข่าวถึงได้กระจายตัวเร็วเช่นนี้ว่าเป็นธรรมกาย

-อย่างที่บอกว่าธรรมกายเป็นวัดที่มีลูกศิษย์เยอะมากๆกระจายตัวทั่วประเทศ การที่ข่าวกระจายตัวเร็วได้เช่นนี้

เราเชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นการที่ทางกลุ่มคนของธรรมกายปล่อยข่าวกระจายเพื่อบอกข่าวกลุ่มของพวกตน

ให้รับรู้ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการเรียกพลังมวลชนได้เร็วและได้ผลกว่าการกระจายข่าวในด้านอื่นๆ

ไม่ต้องมีการมานั่งอธิบายว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง เพราะจริงๆแล้วก็ยังไม่รู้ว่ากลุ่มตำรวจต้องการที่จะเล่นธรรมกายหรือเปล่า

ก็ยังไม่มีใครรู้ เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

-อาจเป็นการปล่อยข่าวลวง เพื่อเป็นการเบี่ยงประเด็นเป้าหมายที่แท้จริง เพื่อให้เป้าหมายที่แท้จริงละความระวังตัว

นอกจากธรรมกายแล้ว คิดว่ามีที่อื่นหรือ

-การปล่อยข่าวออกมาว่าจะมีการจับกุมพระวัดดัง สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้นั่นคือ

การโยงสถาบันศาสนา(โดยเฉพาะศาสนาพุทธ)เข้ามา


เพื่อทำให้คนทั่วไปมองว่าพระสงฆ์ในศาสนาพุทธนั้นไม่ดี

ก่อให้เกิดความสั่นคลอนในความศรัทธาต่อศาสนาพุทธ เมื่อคนเริ่มสั่นคลอนในสิ่งที่เราศรัทธา

การเข้าครอบงำหรือทำลายย่อมเป็นการง่ายที่จะดำเนินการเพื่อให้สำเร็จเป้าประสงค์




งานนี้คงจะมีการจับพระมาเป็นแพะ ใส่สีตีไข่ว่าวัดนั้นดังอย่างนั้นอย่างนี้ทีหลังก็อาจเป็นไปได้ทั้งนั้น

-พระอาจารย์เราเองก็เป็นหนึ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้ จากกระทู้ต่างๆ(หากได้ติดตามเรื่องราวกันมา)

จะเห็นได้ว่าพระอาจารย์เราก็ถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มตำรวจกลุ่มนี้ และอยู่ในระหว่างธุดงค์

การที่จะออกหมายจับ นั่นหมายถึงมีหลักฐานชัดเจนว่ากระทำความผิด

ซึ่งคราวที่แล้วกลุ่มตำรวจได้มีการนำเอาคอมพิวเตอร์ของพระอาจารย์ไป เป็นไปได้ว่าอาจมีการยัดข้อมูลอันเป็นเท็จ

เพื่อยัดเยียดความผิดให้กับพระอาจารย์ก็เป็นได้

พระอาจารย์เราอยู่วัดดังหรือ

จิตตภาวันคือวิทยาลัยสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในอดีต(ตั้งแต่เจ้าอาวาสคนเก่ายังอยู่) ลองดูประวัติพระสงฆ์ต่างๆ จะพบว่าหลายๆรูป

ล้วนผ่านการอบรมจากจิตตภาวันวิทยาลัยและมีชื่อเสียง อีกทั้งศิษยานุศิษย์ก็มีไม่ใช่น้อย


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Nov 20, 2009 11:18 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 20, 2009 11:03 am

att พิมพ์ว่า:http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



ประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี..อายุสั้นเพราะเหตุใด?

บทวิจารณ์
ครั้งที่ ๒ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ได้มีการฆ่าพระภิกษุสงฆ์เผาทำลายวัดมากมาย
ทำให้นายทหารอากาศ ที่นับถือพุทธศาสนาทนไม่ได้ ได้ขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำเนียบรัฐบาล
ขณะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหยุดพฤติกรรมอันชั่วร้าย ที่กระทำต่อพุทธบริษัทของรัฐบาล
แต่กลุ่ม โง ดินห์ เดียม ก็รอดไปได้ การแสดงออกของกองทัพและทหารนี้แทนที่รัฐบาล โง ดินห์ เดียม
จะเปลี่ยนนโยบายทำลายพุทธ กลับเร่งการเข่นฆ่าพระและนางชี รวมทั้งผู้นับถือพุทธศาสนามากขึ้น
เนื่องจากเป็นคำสั่งโดยตรงจากวาติกัน ซึ่ง โง ดินห์ ถึก อันเป็นสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค
ได้ไปร่วมประชุมสังคายนาวาติกัน ๒ ที่กรุงวาติกัน (เริ่มประชุมปี พ.ศ. ๒๕๐๕) ซึ่งนับว่าเป็นการใช้
แผนปราบปรามชาวพุทธครั้งแรกของ VATICAN COUNCIL 2 ทีเดียว

นายทหารระดับผู้นำทัพผู้นำเหล่าจึงถูกขึ้นบัญชีดำ และติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
ในฐานะอาจเป็นบุคคลที่ก่อกบฎ มีนายทหารที่นับถือพุทธศาสนาหลายคนถูกตำรวจลับ
ซึ่งเป็นคริสเตียนยิงทิ้ง โดยอ้างสาเหตุว่ามีพฤติกรรมเป็นกบฏ

การกลั่นแกล้งในวงการทหารโดยการใส่ความเพื่อมิให้เลื่อนยศเกิดขึ้นมากมาย
แม้ว่านายทหารที่นับถือพุทธเหล่านี้จะถูกสะกดรอย โดยตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก
สังฆราชคริสเตียนและอธิบดีกรมตำรวจ ทุกฝีก้าวแต่วิญญาณของนักรบความตายเป็นเรื่องเล็ก
ความชำนาญในการรบ ที่แตกต่างจากประสพการณ์อันอ่อนด้อย ของพวกตำรวจสอพลอ

จึงเทียบกันไม่ได้ทำให้ผู้นำทหารเหล่านี้ สามารถจัดประชุมลับกัน จนได้ซึ่งมี
นายพลทราน วัน ดง หัวหน้ากองเสนาธิการ, นายพลเดือง วัน มินทร์, นายพลวัน คิม และ
นายพลทราน เทียน เคียม สำหรับนายพลเดือง วัน มินทร์ ได้เสียสละถึง ๕ ปี เพื่อเข้าแทรกซึม
อยู่ในหน่วยของ CIA เพื่อหาข่าวข้อมูล

การทำลายล้าง พุทธบริษัท ไม่เว้นแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ การเผาทำลายวัดพุทธสถาน
การเข่นฆ่าพระภิกษุ ขณะสวดมนต์ทำสมาธิ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ถือศีลประกอบศาสนกิจ
ก็ถูกตำรวจยิงกราดตายมากมาย เอารถยนต์วิ่งชนดื้อ ๆ นี่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์

มันเป็นวิสัยของพวกภูตผีปีศาจ เสียงของพุทธศาสนิกชนที่เรียกร้องหาความชอบธรรม
ความยุติธรรมถูกตอบกลับด้วยเสียงปืน พระสงฆ์องค์เจ้าถูกโยนลงจากเจดีย์ร่างแหลกเละตายกับพื้น
หลายรูปต้องเผาตัวเองตาย เพื่อประท้วงการกระทำอันผิดมนุษย์ ของเหล่าคริสเตียนโรมันคาทอลิค
โดยคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2

ฉะนั้นเพื่อชีวิตของประชาชนเวียตนาม จึงจำเป็นต้องหยุดยั้งการกระทำอันบ้าคลั่งของ
กลุ่มโรมันคาทอลิคในทันที นายพลทั้ง ๔ จะรอช้าต่อไปไม่ได้เพราะทุกวินาทีหมายถึงชีวิตของ
ชาวพุทธเวียตนามที่จะสิ้นไป ที่ประชุมพร้อมใจกันดำเนินการรัฐประหาร

บ่าย ๑.๓๐ น.ของวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๖ กลุ่มรัฐประหารได้ติดต่อกับ CIA หลายครั้ง
เพื่อให้อเมริกาวางตัวเฉยในเหตุการณ์นี้ ทางไวท์เฮ้าท์ได้ส่งคำแนะนำมายัง ทูต ลอดจ์ ประจำไซ่ง่อน
ลงวันที่ ๕ ตุลาคม มีใจความว่า "ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่อเมริกาไม่อยากถูกมองว่าเป็น
ตัวอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล" กลุ่มรัฐประหารได้ใช้ชื่อนายพลดง เรียกประชุมผู้บัญชาการ
และเสนาธิการทหารหน่วยต่างๆ ให้มาพร้อมกันที่กรมเสนาธิการทหารเวลา ๑๑ โมงเช้าตรง
และได้จับกุมพวกนายพลและนายทหารยศสูงๆ ซึ่งเห็นด้วยกับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม
(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกคริสเตียนสอพลอ) ที่นี่ โดยให้นายพลมินท์เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ภายนอก
เวลาบ่ายโมงตรง หน่วยนาวิกโยธิน หน่วยพลร่ม และทหารจากกองพลที่ห้า อยู่บริเวณตอนเหนือ
ของเวียตนามใต้ หน่วยละสองพัน ได้นำรถถังจำนวน ๓๖ คัน เข้าสู่กรุงไซ่ง่อน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด
ระหว่างทหารคริสเตียน ที่รักษาทำเนียบประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม พี่น้องโง ดินห์ เดียม และ โง ดินห์ ถึก
ได้หนีลงทางลับใต้ดินภายในทำเนียบ ออกสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง และซ่อนตัวอยู่ในเมืองโซลอง ซึ่งเป็นย่านคนจีน
ที่นับถือคริสเตียน แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ภายในโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิค ในระหว่างทางที่นำตัว
โง ดินห์ เดียม,โง เดียน คาน,โง ดินห์ ถึก (สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิคพี่ชายผู้สร้างกรรมไว้กับชาวพุทธ)
ก็ถูกพลขับยิงทิ้งเสียทั้งสามคน และเอาเชือกผูกศพ ลากกลับไปยังทำเนียบประธานาธิบดี
สำหรับตำรวจลับและข้าราชการ ที่ได้ใช้อำนาจเข่นฆ่าทำลายพุทธบริษัท และวัดในพุทธศาสนา
ก็ถูกพิพากษาลงโทษประหารทั้งหมด เรียกว่า "ล้างบาง" ส่วนประธานาธิบดี จอนห์ เอฟ เคเนดี้
ของสหรัฐอเมริกาผู้สนับสนุน โง ดินห์ เดียม ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกลอบสังหาร

รวมทั้งวงศาคณาญาติอื่นๆ นับตั้งแต่ เคเนดี้ เป็นวุฒิสมาชิก ก็ถูกลอบสังหารที่มลรัฐเท็กซัส
พี่น้องตระกูลเคเนดี้ทั้งหมด ล้วนถูกลอบสังหาร และกระทั่งลูกชายของประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี้
ก็เครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกตายในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เช่นกัน ผลกรรมที่ได้กระทำต่อชาวพุทธ
ได้สนองต่อบุคคลผู้มีส่วนในการทำลายล้างพระพุทธศาสนาอย่างถ้วนหน้า นี่คือหลักฐานข้อพิสูจน์
การปฏิบัติการ และความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ กับคริสต์จักรโรมันคาทอลิค
รวมถึงการใช้คำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

หากจะนับระยะเวลาที่ โง ดินห์ เดียม ล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วขึ้นครองอำนาจเป็นประธานาธิบดี
ร่วมกับพรรคพวกก่อกรรมทำเข็ญ แก่พุทธบริษัทเวียตนาม ถือว่าสั้นมาก เพียง ๙ ปีเท่านั้น
ผลกรรมดังกล่าวตามทัน สมจริงดังพุทธพจน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "กมฺมุนา วตตี โลโก
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" (ที่มาของข้อมูลจาก คำสัมภาษณ์ของผู้เขียน กับ นายเตรือง นู
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เวียตนาม และ พลเอก เหงียน เกา กี อดีต ประธานาธิบดีเวียตนาม
ที่มลรัฐ California USA. ๑๙๘๕)

จากความล้มเหลวในการใช้แผนแบบ "มิชชั่น" ในประเทศเวียตนาม อันทำให้เกิดภาพพจน์เสียหายแก่วาติกัน
ซึ่งสนับสนุนการกระทำของพวกบาทหลวงและรัฐบาล โง ดินห์ เดียม นั่นเอง ทำให้มีการปรับกลยุทธ์ทำลาย
พระพุทธศาสนาใหม่ โดยเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นประเทศไทยแทน
เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางคริสต์จักรโรมันคาทอลิคในภาคพื้นเอเซีย


http://gotoknow.org/blog/peacewarrior/90249
http://www.baanmaha.com/isan-variety/profile/lukhin_inter/?sa=showPosts;start=45



ยุทธการล้างพุทธศาสนา-ล้มสถาบันกษัตริย์ในเวียตนาม


ในช่วงการรบระหว่างฝรั่งเศสกับกองทัพกู้ชาติเวียตนามนั้น ได้มีการวิเคราะห์
สถานการณ์ดังกล่าวขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๓ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ
(National Security Council (NSC) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองเห็นว่า เป็นช่วงที่จะต้อง
รีบฉกฉวยโอกาส ที่ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำนี้ เข้ายึดครองเวียตนามเสียเองจึงได้มีความเห็น
ร่วมกันว่า

"ประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มที่ประเทศเวียตนามนี้
ให้ได้โดยฉับพลันและไม่ต้องคำนึงถึงรูปแบบวิธีการในการปฏิบัติการแต่ให้บรรลุเป้าประสงค์
คือการ ยึดครองให้ได้หมดทั้งภูมิภาค ทั้งนี้ให้ถือเป็นนโยบายถาวรของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามนี้
(PANTAGONConfidential Report, Feb ๑๙๕๐) เป็นนโยบายถาวรมหาอำนาจ
"
ไม่สนับสนุนระบบกษัตริย์" ทุกกรณี ในลักษณะเดียวกันจึงให้การสนับสนุนในการโค่นล้ม
ระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม โดยร่วมมือกับองค์กรคริสเตียนคาทอลิค
ให้การสนับสนุน โง ดินห์ เดียม ให้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ในประเทศเวียตนาม
ในทันทีที่จังหวะและเวลาเอื้ออำนวย


จากการพ่ายแพ้ในยุทธการ "เดียนเบียนฟู" นั่นเอง ทำให้ประเทศฝรั่งเศส
วางแผนการใหม่ ที่จะใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อประโยชน์ทางการค้า
ในทรัพยากรธรรมชาติของเวียตนามต่อไป จึงได้มีการเสนอให้มีการลงนาม ในสัญญาเจนีวา
เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศขึ้น (รวมเหนือใต้) โดยฝรั่งเศส
จะใช้เงินลงทุนที่จะสนับสนุนคนของตน ให้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และครองเสียงข้างมาก
ในรัฐบาลประเทศเวียตนาม


ก่อนที่เราจะดำเนินเรื่องต่อไป ขอพาผู้อ่านมารู้จักกับบุคคลซึ่งต่อไปจะมีบท
บาทในการทำลายล้างพระพุทธศาสนา ตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ดังนี้




๑. โง ดินห์ เดียม
เกิด เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๔๔ ในครอบครัวคริสเตียนโรมันคาทอลิคที่เคร่งศาสนามาก
ที่เมือง ไดฮอน มลฑลวานบินซึ่งเป็นตอนกลางของประเทศเวียตนาม โง ดินห์ เดียม
ลักษณะภายนอกจะเห็นเป็นคนที่เรียบร้อย สุขุม พูดจาเจ้าหลักการเชือดเฉือนฝ่าย ตรงข้าม
แต่ไม่หยาบคาย มองดูแล้วจะมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่โดยนิสัยแท้จริงกลับตรงกันข้าม
เป็นบุคคลที่มีความคดในข้องอในกระดูก พร้อมที่จะหักหลัง หรือเหยียบย่ำทันที่ที่บุคคลใด
ก็ตามไร้ประโยชน์ หรือจะทำให้เกิดโทษกับเขา ทำลายทุกคนที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง
ในทุกวิถีทาง นี่คือลักษณะที่ตรงกันข้ามในคนๆ เดียวกันนับถือและเคร่งในศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิคที่สุด




๒. มาดาม โง ดินห์ นู
ภรรยาของ โง ดินห์ นู เป็นผู้นับถือคริสต์โรมันคาทอลิคและมีความพอใจในการกระทำทุกอย่าง
ที่จะก่อความสูญเสียให้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา เพราะเธอเชื่อว่า "ผู้ไม่นับถือในพระเจ้าคือ
สาวกซาตานที่ต้องถูกกวาดล้างทำลาย"
และมีความเห็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาว่า
"คุณไม่คิดหรือว่าพวกที่เป็นพุทธน่ะ คือพวกอันธพาลนี่เอง แต่อาศัยห่มผ้าเหลืองเท่านั้น"



๓. โง ดินห์ ถึก เป็นพี่ชายของ โง ดินห์ เดียม
ได้รับแต่งตั้งจากวาติกัน ให้มีตำแหน่งเป็น สังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิค
จากผลงานการปราบปรามและฆ่าล้างศาสนาพุทธ
โดยควบคุมกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงมหาดไทยและตำรวจลับที่เป็นชาวเวียตนามที่เข้ารีตคริสเตียนแล้ว
ทั้งยังมีอิทธิพลต่อกองทัพเวียตนามด้วย


ช่วงปี ๒๔๙๔ ถึง ๒๔๙๖ โง ดินห์ เดียม ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา
เพื่อรับการอบรมในหลักสูตรลับเฉพาะโดยการสนับสนุนจาก "วุฒิสมาชิก แมนฟิล
(ซึ่งต่อมาได้ถูกย้ายมาเป็นเอกอัคราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่น)และวุฒิสมาชิกจอนห์ เอฟ. เคเนดี้
(ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐเอมริกา) และบุคคลผู้นำของสหรัฐอเมริกาอื่นๆ
อันเป็นการปูทางวางตัวบุคคล ที่จะเป็นผู้นำในการโค่นล้มระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม


วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๗ เป็นช่วงก่อนสัญญาเจนีวาจะถูกลงนามโดยจักรพรรดิเบ๋าได๋
กษัตริย์เวียตนาม ได้มอบหมายให้ โง ดินห์ เดียม จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๗
จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เป็นรัฐบาลตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกา
ได้จัดส่ง นายพลรันเดล คริสเตียนโรมันคาทอลิคผู้เคร่งศาสนา หัวหน้าซี.ไอ.เอ มาเป็นที่ปรึกษา
ทางการทหารให้กับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ซึ่งวางแผนให้รัฐบาลใช้กลยุทธ์จิตวิทยาหลอก
พุทธศาสนิกชนชาวเวียตนาม เพื่อสร้างกระแสความนิยมของประชาชน ให้ยอมรับมหาอำนาจ
คือ สหรัฐอเมริกา และ โง ดินห์ เดียม โดยประกาศว่า จะยกเลิกพระราชกฤษฏีกาที่กดขี่
พุทธบริษัท ชาวเวียตนาม ซึ่งฝรั่งเศสประกาศมีผลใช้บังคับอยู่นั้นโดยเร็วที่สุด




ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ชาวพุทธในเวียตนามได้ก่อตั้งวัดซาลอย และพุทธสมาคมมหายานขึ้นที่
ปลายถนนแวร์ดัง ห่างไปทางด้านทิศใต้ของทำเนียบรัฐบาล ๑ กม. พร้อมกับได้ร่วมกัน
ก่อสร้างเจดีย์สูงสง่า ๙ ชั้นขึ้น นับว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดจัดเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวพุทธในเวียตนาม เจดีย์นั้นภายในแบ่งเป็นห้องๆ หลายร้อยห้องใช้เป็นที่ปฏิบัติภาวนา
ของพระภิกษุสงษ์ และพุทธบริษัทโดยทั่วไป ซึ่งสามารถบรรจุคนได้เป็นจำนวนพัน
นับว่าเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธ กลับมารุ่งเรืองในประเทศเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง โดยมีผู้สร้างวัด
ฝ่ายเถรวาทขึ้นอีกถึง ๔๐ กว่าวัดในปีเดียวกันนั้นเอง โดยชาวเวียตนามที่ศรัทธาในพุทธศาสนา
และเข้ามาอุปสมบทในประเทศไทย กลับไปเป็นเจ้าอาวาสในวัดเหล่านี้แต่ใครจะรู้บ้างว่า
นี่คือแสงสว่างของเทียนวูบสุดท้ายเมื่อใกล้ดับของ พระพุทธศาสนาในประเทศเวียตนาม
การรวมตัวอย่างเข้มแข็งของชาวพุทธนี้เอง สร้างความไม่พอใจให้กับ นายพลรันเดล
และบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพุทธศาสนากำลังจะกลับมา
มีอิทธิพลในประเทศเวียตนามอีกครั้ง โดยการสนับสนุนของสถาบันพระมหากษัตริย์

และพุทธศาสนิกชนอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อันจะทำให้ผลประโยชน์
ซึ่งคริสจักรจะได้รับจากคริสต์ชน ซึ่งผูกขาดธุรกิจในเวียตนามจะลดน้อยลงไปด้วย


ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมของคริสต์จักรโรมันคาทอลิคและประเทศมหาอำนาจ
จึงมีความเห็นร่วมกัน ที่จะต้องโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ลงไปให้ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
เพราะสถาบันกษัตริย์ยังมีกองทัพ ที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์อยู่ การวางแผนจึงต้องแนบเนียน
และได้ผล จึงเป็นหน้าที่ของบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะต้องดำเนินการ โดย CIA
จะให้เงินทุนสนับสนุนในการปฏิบัติการดังกล่าวนี้ ในเวียตนามขณะนั้น กองทัพที่สนับสนุน
สถาบันกษัตริย์จักรพรรดิเบ๋าได๋ มีอยู่ ๓ กองทัพด้วยกันคือ


๑. กองทัพปิ่นเชวียง ซึ่งนำโดยนายพลเวียน จัดว่ามีกำลังมากที่สุด และดูแลกรมตำรวจด้วย
๒. กองทัพก๋าวด่าย มีกำลังพลพอประมาณ
๓. กองทัพหว่าหาว นำโดยนายพลบากัด มีกำลังน้อยที่สุด

ทั้งสามกองทัพนี้ล้วนมีทหารที่นับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้นจัดเป็นศัตรูตัวสำคัญ
ของการขยายตัว และผลประโยชน์ของคริสต์ศาสนาอย่างยิ่งการวางแผนดังกล่าวนั้น
ได้กำหนดเอาตัวบุคคลคือ โง ดินห์ เดียม ซึ่งเป็นผู้ใต้อาณัติของอเมริกันและเป็นคริสเตียน
โรมันคาทอลิค ขึ้นปกครองประเทศแทน การดำเนินงานต้องทำอย่างรวดเร็วฉับพลัน
โดยอาศัยจังหวะเวลาที่ จักรพรรดิเบ๋าได๋เสด็จเยือนยุโรป เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี
และประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศเวียตนามจะมีการเลือกตั้ง ตามที่พระองค์ได้ทรงลงนามไว้
ในสัญญาเจนีวากับฝรั่งเศส เพื่อให้ประเทศเวียตนามมีสันติสุขเสียที หลังจากที่รบทัพขับสู้กัน
มาเป็นร้อยปี ดังนั้นการปฏิบัติการสลายกองทัพทั้งสาม และสถาบันกษัตริย์จึงเกิดขึ้น
โดย
ทหารเวียตนามคริสเตียน ภายใต้การวางแผนของ CIA ส่วนหนึ่ง
ทำหน้าที่เผาทำลายหมู่บ้านที่นับถือพุทธศาสนา แล้วประกาศว่าเป็นคำสั่งของราชวงศ์เบ๋าได๋
ให้มากวาดล้างชาวพุทธ และในการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง จะประสานกับชาวเวียตนาม
ที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน จะกระจายข่าวให้กับผู้นับถือพุทธว่า วันไหนทหารของพวกราชวงศ์เบ๋าได๋
จะเผาวัดพุทธศาสนาที่ใดหมู่บ้านไหนบ้าง ซึ่งก็เกิดขึ้นตามนั้นเพราะเป็นการวางแผนโดย CIA
เพื่อทำลายความจงรักภักดีของประชาชน และสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์


ทหารอีกส่วนหนึ่งได้ส่งคนปลอมใส่เครื่องแบบกองทัพปิ่นเชวียงหลายสิบคน
ทำเป็นเมาแล้วไปทำร้าย และฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่ายตายหลายคน จากนั้นใช้สาย CIA
ชาวเวียตนามที่อยู่ภายในกองทัพก๋าวด่าย ปลุกกระแสให้ล้างแค้นกองทัพปิ่นเชวียง
ซึ่งก็ได้ผลกองทัพก๋าวด่ายส่งทหารออกไปล้อมกรมตำรวจ ทหารทั้งสองกองทัพสู้รบกันอยู่ ๓ วัน
ในที่สุดฝ่ายก๋าวด่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จาก CIA ได้รับชัยชนะ เป็นอันว่า
กองกำลังที่รักษาราชบัลลังค์กษัตริย์สลายไปหนึ่งกอง ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทำให้จักรพรรดิเบ๋าได๋
ไม่สามารถเสด็จกลับประเทศเวียตนามได้ จึงยังคงพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป
กระแสของประชาชนเวียตนามเริ่มสับสนต่อสถาบันกษัตริย์




ในด้านของ CIA หากยังไม่สามารถทำลายกองทัพที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์ได้หมดแล้ว
ก็นับว่าอุปสรรคของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค และประเทศมหาอำนาจที่ต้องการยึดครอง
เวียตนามยังไม่หมดไป ฉะนั้นการกวาดล้างกองทัพของกษัตริย์ที่เหลือจึงถูกดำเนินการ
อย่างเร่งด่วนก่อนที่จะมีผู้ไหว ตัวรู้เท่าทันในแผนการไม่มีอะไรใหม่คงใช้แผนเดิม คือ
ใช้พรรคพวกปลอมเป็นทหารของกองทัพหว่าหาว ไปฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่าย
ก็เกิดสู้รบกันขึ้น และช่วงนี้เอง CIA ได้มีคำสั่ง ให้ โง ดินห์ เดียม แสดงผลงาน
โดยสั่งให้กองทัพออกช่วยกองทัพก๋าวด่าย อันที่จริงคือการทดสอบการใช้อำนาจสั่งการว่า
ทหารจะเชื่อฟัง โง ดินห์ เดียม หรือไม่ เพราะตามกฎหมายแล้ว โง ดินห์ เดียม
ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการและไม่มีอำนาจสั่งการทหารเลย แต่เนื่องจากว่ากองกำลังของอเมริกัน
ขณะนั้นมีอยู่ในเวียตนามบ้างแล้ว และ โง ดินห์ เดียม ได้ถูกสร้างภาพว่า เป็นผู้สามารถเรียกใช้
กองทัพต่างชาติได้ ซึ่งเป็นการวางแผนปูทางให้กับ โง ดินห์ เดียม ไว้ตั้งแต่ต้น
ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกลายๆ ของกองทัพเวียตนามไปด้วยในการสั่งการต่อกระทรวงกลาโหม

แน่นอนที่สุด โง ดินห์ เดียม ย่อมได้รับชัยชนะ เพราะกองทัพหว่าหาว เป็นกองทัพที่เล็กที่สุด
และปราศจากอาวุธอันทันสมัย จึงถูกตีแตกไปเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ โง ดินห์ เดียม
สามารถกลายเป็นผู้นำของกองทัพไปโดยปริยาย เพราะไม่มีกองทัพใดเหลืออยู่พอที่จะแข็งข้อ
ได้อีกต่อไปนับเป็นแผนการชั้นประถมแต่ใช้ได้ผลนั่นเพราะมีบุคคลที่ขายชาติร่วมด้วยนั่นเอง


ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจักรพรรดิเบ๋าได๋ ยังไม่สามารถกลับสู่ประเทศเวียตนามได้
เพราะมีการสร้างสถานการณ์ว่า มีการสู้รบอยู่แทบทุกพื้นที่ ในขณะเดียวกัน CIAและบาทหลวง
คริสเตียนก็ร่วมกันปล่อยข่าวว่า "
จักรพรรดิเบ๋าได๋ ผู้ทำลายพุทธ เป็นผู้ละทิ้งแผ่นดินและประชาชน
ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองชาวเวียตนามต่อไป
"

สื่อมวลชนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ CIA ออกข่าวต่อเนื่องซึ่งไม่ตรงต่อความจริง
เพราะโดยความเป็นจริงแล้วจักรพรรดิ ไม่เคยทอดทิ้งราษฏรของพระองค์เลย

ทรงดูแลไพร่ฟ้าประชาชน อย่างเต็มพระสติกำลัง ข้าราชการของพระองค์คนใด
ที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ก็จะเสด็จไปสอบสวนลงโทษ ด้วยพระองค์เอง(ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ
ข้าราชการที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค) การเสด็จตรวจราชการ ก็ไม่มีพิธีรีตรอง
ไม่มีกำหนดการจึงสามารถจับทุจริตข้าราชการ ที่ร่วมมือกับต่างชาติได้เสมอ ทำให้พลเมือง
ทั้งประเทศเวียตนามทั้งสิ้น รวมทั้งกองทัพทั้งสามนั้น ถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนย่อมเคารพเทิดทูนท่านอย่างที่สุด แต่กลับกลายเป็นศัตรูที่สำคัญ
ของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะคริสต์จักรโรมันคาทอลิค จะมีอุดมการณ์ว่า
"
พระเจ้าย่อมมีความสำคัญสุด ส่วนกษัตริย์ไร้ความหมาย" จึงจะเห็นได้ในทุกประเทศ
ที่เป็นคริสเตียนนั้นจึงทำลายสถาบันกษัตริย์ จนเกือบหมดสิ้น
เพราะเชื่อว่าสันตะปาปา
ย่อมอยู่เหนือกษัตริย์ในโลกนี้

ดังนั้นการสร้างกระแสรุนแรงทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวียตนามจึงดำเนินไป
อย่างต่อเนื่อง อันเป็นไปตามแผนที่มหาอำนาจและคริสต์จักรโรมันคาทอลิคได้วางไว้ทำให้
พระราชวงศ์ซึ่งล้วนนับถือพระพุทธศาสนา ต้องพากันอพยพเดินทางออกจากประเทศเวียตนาม
เพื่อความปลอดภัย ส่วนจักรพรรดิเบ๋าได๋ก็ไม่สามารถเสด็จ นิวัติกลับสู่ประเทศเวียตนามได้


และในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๙ โง ดินห์ เดียม ประกาศไม่ยอมรับการลงนาม
สัญญาเจนีวา และไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ตามสัญญาเจนีวา โดยอ้างเหตุผลว่า
"
รัฐบาลเวียตนามไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญาที่เจนีวา ผู้ลงนามไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาล
(จักรพรรดิเบ๋าได๋ เป็นผู้ลงนาม) ดังนั้นข้อตกลงในสัญญาที่ให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น
จึงไม่มีสิทธิ์มาผูกมัดรัฐบาล (โง ดินห์ เดียม) ได้
"

http://www.onec.go.th/publication/4210042/c1.htm

และนี่คือคำพูดที่ทำให้ประเทศเวียตนามแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ โดยเขตเส้นขนานที่ ๑๗
เหนือเมืองเว้ ๘๐ กม. ตามแผนที่ยุทธศาสตร์ฝรั่งเศสได้ทำไว้ เป็นการเริ่มต้นของ
สงครามเวียตนาม นับแต่นั้นเป็นต้นมา โง ดินห์ เดียม จึงกลายเป็นประธานาธิบดี
โดยการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จากการสนับสนุนของ CIA และคริสต์จักรโรมันคาทอลิคซึ่ง
เป็นผู้วางแผนการขึ้นนั่นเอง สถาบันกษัตริย์ของเวียตนามที่สืบเนื่องนับเป็นพันปี
ก็หายไปจากประวัติศาสตร์เวียตนามชั่วนิรันดรนับแต่นั้นมา


จากการแบ่งประเทศเวียตนามโดย โง ดินห์ เดียม นี้เอง ทำให้พุทธศาสนิกชน
และประชาชนผู้รักชาติ พากันอพยพขึ้นสู่ภาคเหนือ (เวียตนามเหนือ) นับล้านคนเป็นชาวเขา
ซึ่งติดตามจักรพรรดิเบ๋าได๋ประมาณ ๒ แสนคน และเขาเหล่านี้เอง ที่ได้กลายเป็นผู้ที่ถูก
ประเทศมหาอำนาจ ตั้งให้เป็น "
ผู้ร้าย" ไปในที่สุด สำหรับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม
เข้าปกครองประเทศภายใต้การบริหารของอเมริกา และสภาคริสต์จักรโรมันคาทอลิค
จึงเป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิดเท่านั้น


การปราบปรามผู้ต่อต้านนี้เองจึงเป็นโอกาสให้คริสเตียนโรมันคาทอลิค
อันมี โง ดินห์ ถึก อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเป็นพี่ชายของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม
ทำการทำลายล้างพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาทุกท้องที่ ตำรวจลับทั้งหมดล้วนเป็น
ชาวเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน มีหน้าที่กำจัดพระสงฆ์ และชาวพุทธเท่านั้น
และมีรางวัลในการฆ่า หรือกวาดล้างชาวพุทธโดยการให้เงินหรือเลื่อนขั้น

ทำให้พุทธบริษัทเวียตนามอยู่อย่างหวาดผวา แม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ทำการสวดมนต์
หากตำรวจลับได้ยินจะฆ่าทิ้งในข้อหาสวดมนต์สาปแช่งรัฐบาลจากผลงานในการ
กวาดล้างพุทธศาสนิกชนอย่างหฤโหดนี้เอง ทำให้วาติกันพอใจและแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก
เป็นสังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม พร้อมกับแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก
ควบคุมกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยเป็นผู้มีอำนาจ กำหนดตำราเรียน
แก่เยาวชนในประเทศเพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมบทเรียนที่สนับสนุนพระพุทธศาสนา

และคุมสมองเยาวชนของชาติให้ยอมรับ เฉพาะคริสต์ศาสนาเท่านั้น ในส่วนหนังสือที่เป็น
หลักสูตรพุทธศาสนานั้น ก็แก้ไขแทรกคำสอนคริสเตียนเข้าไปโดยบาทหลวงโรมันคาทอลิค
เป็นผู้จัดทำขึ้น


กลุ่มคริสเตียนโรมันคาทอลิคยังได้ตัดโค่นป่าไม้ตามโครงการเกษตรของ โง ดินห์ เดียม
และเงินทั้งหมดที่ขายไม้ได้ ถูกนำไปให้กับองค์กรคาทอลิคทั้งหมด โดยคำสั่ง โง ดินห์ เดียม


การทำลายขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับแต่บรรพบุรุษ
ระดมผ่านเข้ามาโดยนักธุรกิจอเมริกัน ทั้งยาเสพย์ติด และซ่องโสเภณี เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

โดยข้าราชการที่เป็นคริสเตียนให้การสนับสนุน แม้กระทั่งใช้วัด เพื่อจัดงานสังสรรค์ พร้อมหญิงโสเภณี
และบังคับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำหน้าที่เสริฟอาหารบริการข้าราชการเหล่านี้


บาทหลวงหรือผู้เข้ารีตนับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะได้รับประโยชน์พิเศษ
หลายประการ เช่นสามารถทำอะไรก็ได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาต โดยเฉพาะของกินของใช้
ในตลาดเมืองเว้ ซึ่งติดป้ายไว้ว่า "
ห้ามขายหรือแลกเปลี่ยน - ของสำหรับแจกคนยากจนเท่านั้น"
ก็ปรากฏว่าบาทหลวงคาทอลิคก็นำออกขายเก็บรายได้เป็นของตนเป็นปกติ ในขณะที่พระสงฆ์ใน
พุทธศาสนาไม่สามารถจะหาซื้อสินค้าได้ในตลาด เพราะจะถูกตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก
จับในข้อหาสะสมเสบียงไว้ต่อต้านรัฐบาล


http://www.geocities.com/ben007_us/book03/p11.html

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 20, 2009 1:08 pm


นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการ ดำเนินงาน
ชุมนุม สหกรณ์เครดิตยูเนียน ประเทศไทย จำกัด
ในฐานะไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย


http://www.semsikkha.org/review/index.php?option=com_content&task=view&id=41&Itemid=65&date=2006-12-01

การไปสัมมนาที่เชียงใหม่นี้นับว่าสำคัญมากสำหรับงานและชีวิตของมนัสและ
ผมจำได้ว่าก่อนจะขึ้นรถบัสที่หน้าร้านศึกษิตสยาม สามย่านนั้น มีการถามกันว่า
ตกลงจะไปหรือเปล่าเพราะรัฐบาลถนอม-ประภาสปฏิวัติตนเองไม่กี่วันก่อนหน้านั้น
พี่จรัล(จรัล ดิษฐาอภิชัย) ยังพูดให้ฟังว่า วันที่ปฏิวัตินั้นต้องมีคนด่า “......แม่” ผู้นำสองคนนี้
พร้อมๆกันทั้งเมืองแน่ ถ้าใครสามารถได้ยินได้ เมื่อมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้น อาจารย์สุลักษณ์
ก็เป็นคนชี้แจงว่าได้โทรไปถามเจ้าชื่น เจ้าของสถานที่และเจ้าเมืองแล้ว ทางโน้นไม่ขัดข้องอะไร
แม้ว่าจะมีการล้มรัฐสภาเกิดขึ้น

ผมอาจนั่งใกล้อาจารย์สุลักษณ์ก็ได้ จำได้ว่าถามแกว่าเวลาแกพูดนี่ต้องเตรียมหรือเปล่า
แกบอกต้องเตรียมตลอดเวลา แกว่าแกนั่งเตรียมตลอดทางที่ไปเชียงใหม่
ตอนนั้นนักกิจกรรมจากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาพบกันที่นั่น เรียกว่ารวมดาวก็ได้
เราเป็นสองคนที่อยู่ในระดับนักเรียน สนุกมากกับการฟังการถกเถียงต่างๆ
เจ้าคุณประยุทธ ปยุตโต และ สังฆราชบาทหลวงบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ก็ไปด้วย
ท่านหลังนี้ตอนนั้นเป็นบาทหลวงธรรมดา ได้ไปโฆษณา “เครดิตยูเนี่ยน” ที่ตอนนั้นใหม่มาก
สำหรับสังคมไทย ผมได้คุยกับเจ้าคุณประยุทธตัวต่อตัวด้วย ตอนนั้นไม่ค่อยศรัทธาท่านนัก
เพราะเรานิยมสวนโมกข์จัด และท่านเจ้าคุณยังมีลักษณะอนุรักษ์นิยมมาก จำได้ว่าเถียงกับท่าน
เรื่องวัฒนธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่ ที่เราเห็นว่าใช้ไม่ได้แล้ว อย่างมากควรแค่รับฟังไว้เท่านั้น
ผมเข้าใจในภายหลังว่าอาจารย์สุลักษณ์ต้องการให้พระทันสมัย ให้รู้เท่าทันความคิดอ่าน
ของคนรุ่นใหม่ ให้รู้ว่าคนรุ่นใหม่คิดอะไร สนใจอะไรทำนองนั้น จึงนิมนต์ท่านไปร่วมด้วย







ปัจจุบันธรรมกายถูกควบคุมโดย กลุ่มทุนวาติกันไปแล้ว

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm#4332

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=2&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.acassoc.com/o2/Newsdetail.asp?id=2464
“อนันต์”เฟื่องยุค “ทักษิณ”เปิดความสัมพันธ์ไทยรักไทย
“อนันต์”เฟื่องยุค “ทักษิณ”เปิดความสัมพันธ์ไทยรักไทย

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 22 ธันวาคม 2548 16:15 น.

“อนันต์ อัศวโภคิน” บนเส้นทางทางการเมือง

ย้อนไปในราวปี 2531 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งพรรคพลังธรรมโดยแกนนำการจัดตั้งพรรคในครั้งนั้น
ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และต้องการเข้ามาแก้ปัญหาและช่วยชาติอย่างจริงจัง
จนทำให้พรรคนี้เป็นพรรคที่ได้รับการขานถึงว่า เป็นพรรคน้ำดี

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า
อนันต์ อัศวโภคิน บิ๊กบอส แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลัก
และให้เงินอุดหนุนการจัดตั้งพรรค และยืนหยัดอยู่เคียงคู่กับพลตรี จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคคนแรก
ทำให้อนันต์ และพลตรีจำลอง มีความสนิมสนม และสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น


ในปี 2540 เป็นช่วงลอยตัวค่าบาท ทำให้ภาวะเศรษฐกิจล่มสลายรวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งก็หนีไม่พ้นภาวะวิกฤต ผู้ประกอบการหลายรายทยอยกันตายและบางส่วนรอการเยียวยา ทำให้อนันต์ ต้องตัดสินใจ
ยุติบทบาททางการเมืองชั่วคราว เพื่อมากู้วิกฤตที่เกิดขึ้นกับแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก่อนและเป็นช่วงที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรม

ในช่วงนั้นเอง อนันต์ เกิดความศรัทธาในวัดธรรมกายมาก เพราะเห็นพนักงานแลนด์ฯ และอีกหลายคน
ที่เข้าไปศึกษาในวัดธรรมกาย จากอดีตที่เป็นคนไม่สนใจการงาน ดื่มเหล้า เล่นการพนัน กลับตัวเป็นคนดีหมด
จุดนั้นเอง ทำให้อนันต์ ลองเข้าไปคลุกคลีกับวัดธรรมกายอย่างใกล้ชิด และยังคงให้ความศรัทธาอย่างมากมาถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้วัดธรรมกายเองก็ให้ความสำคัญกับอนันต์อย่างออกนอกหน้า เห็นได้จากงานสำคัญที่วัดธรรมกายจัดขึ้น
จะต้องปรากฏกายของอนันต์ ร่วมในงานพิธีเสมอ และทางวัดจะจัดที่นั่งระดับ VIP หรือแถวหน้าไว้ให้เสมอ

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า
เหตุผล ที่อนันต์ ให้ความสำคัญกับวัดธรรมกาย เพราะลูกศิษย์วัดธรรมกาย
ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีระดับ มีตำแหน่ง มีเงิน มีทอง ร่ำรวย ซึ่งการเข้าไปใกล้ชิดกับวัดธรรมกาย
นอกจากอนันต์ จะได้ศึกษาธรรมะแล้ว อีกส่วนหนึ่ง อนันต์ยังได้เพื่อนที่มีโอกาสแปรมาเป็นลูกค้า
ในโครงการบ้านของแลนด์ฯ หรืออาจจะได้งานต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องมาจากวัดธรรมกาย


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=787&forum=4&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://cu-banna.is.in.th/?md=content&ma=show&id=12http://cu-banna.is.in.th/?md=content&ma=show&id=26
ธรรมะสหกรณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ
"สหกรณ์ เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง แม้แต่ชีวิตที่ตั้งอยู่ได้ และมีความเจริญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
โดยมากแล้วเป็นเรื่องที่เราหลับหูหลับตาทำกันหรือทำอย่างเด็กเล่น จึงขอให้เป็นเรื่องใหญ่โตมหาศาล
เหมือนระบบจักรวาล" เป็นคำบรรยายธรรมเรื่องธรรมะสหกรณ์ ของพระธรรมโกศาจารย์
หรือที่รู้จักกันดีในนาม ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้บรรยายให้กับคณะกรรมการ สหกรณ์/กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนในเขตภาคใต้
จำนวน 60 คน
เมื่อวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2534



และบังเอิญอีกเหมือนกันที่มาพร้อมกับข่าวนี้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258547698&grpid=&catid=10

วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 19:31:46 น.
มติชนออนไลน์

ปาฐกถาประจำปี ๒๕๕๒ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ “สื่อมวลชน เพื่อนร่วมสร้างโลก” 22-23พ.ย.


เชิญร่วมงาน ปาฐกถาประจำปี ๒๕๕๒ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ “สื่อมวลชน เพื่อนร่วมสร้างโลก”
ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยพหลโยธิน 5 (อารีย์สัมพันธ์-ราชครู) ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร
ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 22 – วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2552

วันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เวลา ๑๓.๐๐ น. เพลงธรรมะ โดย พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

เวลา ๑๔.๐๐ น. เสวนา “สื่อมวลชน เพื่อนร่วมหน้าที่"โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา – โอเพ่นบุ๊ค
ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ – นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย วีรณัฐ โรจนประภา – มูลนิธิบ้านอารีย์ /
พิชัย ตั้งสิน – สวนหนังสือเจริญกรุง

เวลา ๑๖.๐๐ น พิธีเปิดนิทรรศการส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติธรรม ณ ลานด้านหน้าและใต้หอประชุม ฯ
โดย นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นิทรรศการสารธรรมเพื่อมวลชน โดย บมจ.อสมท. และ กรมประชาสัมพันธ์

นิทรรศการสื่อมวลชนในทัศนะของพุทธทาส โดย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

นิทรรศการจดหมายเหตุ การปาฐกถาธรรมทางวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของพุทธทาสภิกขุ
ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๑ – ๒๕๒๙

-นิทรรศการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ -นิทรรศการของธรรมภาคีส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติธรรม
-แนะนำสถานปฏิบัติธรรมทั่วไทย
-ซุ้มหนังสือธรรมจากสำนักพิมพ์

เวลา ๑๖.๑๕ น. เปิดตัวหนังสือ “สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส”
โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ ผู้แทนหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เวลา ๑๐.๐๐ น.นิทรรศการ ณ บริเวณหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

เวลา ๑๒.๓๐ น.ดนตรีและเพลงกับ ศุ บุญเลี้ยง

เวลา ๑๓.๓๐ น.ความคืบหน้าและการเปิดหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย และ คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม

เวลา ๑๓.๕๕ น.ปาฐกถาเกียรติยศหัวข้อ “เขาหาว่าพุทธทาสบ้า...ที่จะทำให้สื่อมวลชนเป็นปูชนียบุคคล”
โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เสียงและภาพประกอบ

เวลา ๑๔.๑๕ น. การเสวนา “สื่อมวลชน ...ผู้ทำได้ดีกว่าใคร ๆ” โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี คุณบัณฑูร ล่ำซำ
คุณเทพชัย หย่อง ดำเนินการโดย คุณนิรมล เมธีสุวกุล

เวลา ๑๖.๐๐ น. “สื่อทำได้ ถ้าสมัครจะทำ” โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091122/87671/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%AA.html
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2552 19:35
หนังสือดีของท่านพุทธทาส

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดงานและปาฐกถา"เขาหาว่าพุทธทาสบ้า
จะทำสื่อมวลชนให้เป็นปูชนียบุคคล" หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีสัมพันธ์

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm
พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง
ตัดตอนและเรียบเรียงจากการปาฐกถาพิเศษ


เรื่อง"พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง"
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

จัดโดยมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒
ณ หอประชุมกรมประชาสัมพั
นธ์

“ทักษิณ”อ้างศึกษา“พุทธทาส”ลึกซึ้ง-ใช้“ธรรมนำการเมือง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

“ทักษิณ” ได้ทุกเรื่อง วันนี้ลึกซึ้งหลักธรรมคำสอนพระพุทธองค์ ระบุก่อนตั้งพรรคไทยรักไทยได้ศึกษาคติธรรมของ
“พระพุทธทาส” อย่างลึกซึ้งจึงสามารถ “ปล่อยวาง” ทำให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่น ใช้ธรรมนำการเมือง

วันนี้ (22 ต.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน”
โดยเล่าให้ฟังว่า พระพุทธทาส ภิกขุ เป็นพระที่มีคุณูปการต่อชีวิตของตนเป็นการส่วนตัว
เพราะก่อนที่จะตั้งพรรคไทยรักไทย ไม่ค่อยมีความลึกซึ้งกับธรรมะเท่าที่ควร จึงใช้เวลาก่อนตั้งพรรคอ่านหนังสือของ
ท่านพุทธทาสเป็นสิบเล่ม และทำความเข้าใจ ซึ่งในรอบแรกยังไม่ค่อยเข้าใจ จึงอ่าน 2 รอบและบางเล่มก็อ่านถึง 3 รอบ
ทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง มีความเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น รู้จักคำว่าปล่อยวางคืออะไร

“คำหนึ่งที่พระพุทธทาสพูดไว้ ในหนังสือธรรมะกับการเมือง คือ ท่านให้ความสนใจต่อบุคลากรทางการเมืองมาก
ประชาธิปไตยจะรุ่งเรืองหรือไม่อยู่ที่คุณภาพของบุคลากรทางการเมืองเป็นหลัก ระบบอย่างเดียวไม่พอ ท่านพูดว่า
ถ้านักการเมืองไม่เป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ ถ้านักการเมืองไม่รักเพื่อนมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์คือ
เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ามีนักการเมืองแบบนั้นมาก ๆ ประชาธิปไตยจะกลายเป็น
ประชาธิปตาย
เป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านให้สติมาก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องที่องค์การยูเนสโก ยกย่องพุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระชาตกาล
ครบ 100 ปี ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 นี้ว่า สาเหตุที่พุทธทาสภิกขุ ได้รับการยกย่องเพราะได้ตั้งปณิธาน
ของชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ

ข้อ 1.ให้ศาสนิกชนไม่ว่าศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งแห่งศาสนาของตน เพราะว่าเวลานี้บางคน
ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจศาสนาของตนอย่างลึกซึ้ง ชาวพุทธก็เช่นกัน ชาวพุทธก็ไปเข้าใจว่า
ศาสนาพุทธนั้นก็คือความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในสิ่งที่มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ
เพราะศาสนาพุทธนั้นอยู่ที่หลักธรรมะเป็นหลัก

การบูชาอะไรทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนพระพุทธเจ้าตัวแทนของธรรมะ
แต่การปฏิบัติตนตามธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมากกว่า
เพราะฉะนั้นอย่างนี้เราก็จะต้องเข้าใจ


ข้อ 2.พุทธทาสภิกขุ ตั้งใจว่าจะทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา ต้องอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่ว่า จะต้องอยู่คนเดียว ศาสนาอื่นอย่ามาอยู่ร่วมด้วย
แล้วก็ไปรังแกเขา เหมือนที่พวกคนบ้า ๆ

ที่ตามจังหวัดภาคใต้ที่พยายามรังแกเขาอย่างนี้ โดยอ้างศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นของสูง
สูงกว่าที่ใครจะมาใช้เป็นประโยชน์แห่งตน หรือการใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เพราะศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ
ที่ต้องการทำให้คนเป็นคนดี อันนี้คือสิ่งที่พุทธทาสตั้งปณิธานไว้แต่ต้น

ข้อ 3. คือดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาจากวัตถุนิยม แน่นอนการอยู่ในโลกของวัตถุนิยมจะต้องรู้เท่าทัน
และไม่ถูกมันมอมเมาด้วยกิเลสและตัณหาที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งชั่งใจได้


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2548 14:40 น.

http://www.se-ed.com/eShop/%28A%285TDAjLmAygEkAAAAYTZhOGEyNWUtM2MyZS00YmI4LWJhNWItNGYzZmE2M2M2YWE0NkkxjIb_2Z05-VG4nfqSUtyy6w81%29%29/Products/Detail.aspx?No=9789744973467&AspxAutoDetectCookieSupport=1

http://www.buddhadasa.org/html/articles.html

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000026543
สหายเก่าปลุกเสื้อแดงอุบลฯ ช่วย"แม้ว"กลับมาเปลี่ยนการปกครองประเทศ



อุบลราชธานี
-อดีตสหายเก่าที่เคยเปิดศีกรบกับรัฐบาลไทย เปิดตัวปลุกคนเสื้อแดงช่วย“ทักษิณ”
กลับมาเปลี่ยนแปลงการปกครองประชาธิปไตยแบบคนเสื้อแดง พร้อมใช้สำนวนโวหารโจมตีสถาบัน
ทำให้คนเสื้อแดงบางคนทนฟังคำจาบจ้วงไม่ไหวลุกเดินออกไปจากที่ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่คริสตจักรข่าวดีอุบลราชธานี สภาคริสตจักรลูเธอร์แรนท์ประเทศไทย
หลังที่ทำการพรรคเพื่อไทย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุบลราชธานี
ซึ่งปัจจุบันแยกตัวจากกลุ่มชักธงรบมาตั้งกลุ่มใหม่ชื่อกลุ่มเสรีชน จัดประชุมคนเสื้อแดง โดยอ้างว่า
จะจัดงานขายบัตรโต๊ะจีน เพื่อหาเงินทุนใช้สนับสนุนการเคลื่อนไหว
แต่มีพฤติกรรมปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังสถาบันหลักๆ ของชาติไทย

โดยนายประยุทธ ชุ่มนาเสียว ประธานเครือข่ายวัฒนธรรมชุมชนภาคอีสาน ซึ่งเป็นวิทยากรในที่ประชุมได้ระบุว่า
ปัจจุบันมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เคยสู้รบกับอำนาจรัฐในป่าในอดีต ได้เข้ามารวมตัว
กับกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อขับเคลื่อนขบวนการคนเสื้อแดงให้มีพลังสามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการปกครอง

ที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
กลุ่มคนเสื้อแดง จึงต้องเข้าใจว่า “คนบางคนต้องการให้พวกเรารัก แต่ไม่เคยทำอะไรให้กับชาวบ้าน
ตรงกันข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเอาโครงการดีๆ มาให้ชาวบ้าน ทำให้คนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ
แล้วจะให้พวกเราไปรักคนบางคนได้อย่างไร เพราะรักแล้วไม่มีจะกิน”

นาย ประยุทธยังกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมวลชนคนเสื้อแดงมีคนเข้าร่วมมากขึ้น ทั้งในภาคอีสาน ภาคเหนือ
ภาคตะวันออก ซึ่งทั้ง 3 ภาคนี้ถือเป็นฐานกำลังสำคัญที่คนเสื้อแดงต้องรวมตัวกันให้ได้
ส่วนภาคใต้ยกให้พรรคประชาธิปัตย์เขาไป พร้อมกล่าวอย่างมั่นใจว่าถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกันเคลื่อนไหวต่อไป
จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ต้องการได้แน่นอน เพราะการบุกเข้าตรวจค้นและจับกุมบรรณาธิการ
เว็บไซต์ประชาไทยแสดงว่า อำนาจรัฐเริ่มหวั่นไหวพลังของคนเสื้อแดง จึงใช้อำนาจไม่เป็นธรรมกลั่นแกล้ง
ผู้ไม่เห็นด้วยในการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของเมืองไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ระหว่างที่นายประยุทธ ชุ่มนาเสียว ได้กล่าวพาดพิงสถาบัน โดยใช้คำพูดให้ผู้ฟัง
เข้าใจเอาเองว่าพูดถึงใคร ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดง 7-8 คน ซึ่งเข้าใจเนื้อหาได้ลุกเดินออกไปจากห้องประชุม
ด้วยท่าที่ไม่พอใจคำพูดของ นายประยุทธ์ และไม่กลับเข้ามาในห้องประชุมอีกเลย

สำหรับนายประยุทธคนนี้ อดีตเคยเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรบกับรัฐบาลไทย
โดยสังกัดเขตงาน 444 ภูสระดอกบัว ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงคำเดือย อาณาเขตครอบคลุม
หลายจังหวัดในเขตอีสานใต้ หลังจากนั้นได้ออกจากป่ามาทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน(เอ็นจีโอ)
และประกาศตัวเป็นเป็นนักวิชาการสายคนเสื้อแดงเช่นเดียวกับ
นายใจ อึ้งภากรณ์ ที่ออกแถลงการณ์สยามแดง
ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย ก่อนหลบหนีไปประเทศอังกฤษ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm#top

สาขาที่ ๓ จัดตั้ง องค์กรพุทธศาสนิกชนเอเซียเพื่อสันติภาพ” ตั้งขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๐๒
จากกรณีความผิดพลาดในการขยายอิทธิพลในประเทศไทยและเพื่อบั่นทอนอิทธิพลของจีนในย่านเอเซีย
สนับสนุนปฏิบัติการและประสานผลประโยชน์กับประเทศมหาอำนาจในย่านภูมิภาคเอเซีย
ทั้งนี้เนื่องจากประเทศจีนซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้น เมื่อเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว
โรมันคาทอลิก” กลับถูกกำจัดจนเกือบสิ้นซาก บาทหลวงโรมันคาทอลิก ได้ถูกส่งให้บวชเป็นพระลามะ
และใช้วัดอีโวเจน เป็นศูนย์บัญชาการ จากนั้นได้เคลื่อนไหวโดยใช้ศาสนาพุทธมหายาน นิกายลามะเป็นตัวนำ
แทรกซึมเข้าไปในองค์กรพุทธเกือบทั้งหมด
โดยเฉพาะในปัจจุบันในอเมริกาได้มีผู้เป็นศาสนิก “ลามะ
ขององค์กรนี้กว่า ๑๐ ล้านคน


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ผลปฏิบัติการในประเทศไทย เหยื่อที่ถูกกำจัดเป็นพระราชาคณะของไทยคือ พระพิมลธรรม
(อาจ อาภาสภเถร) ดังได้กล่าวไปแล้ว องค์กรนี้ได้จัดตั้ง คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา(ศพพ.)
ศูนย์ศาสนสัมพันธ์ กลุ่มประสานงานเพื่อศาสนา(กศน.)”
ขั้นแรกดำเนินการโดย นาย ส.ศิวลักษณ์
นายประเวศ วสี นายรวี ภาวิไล นายพิภพ ธงชัย นายโคทม อารียา
ฯลฯ มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่
วัดอุโมงค์ ในเขตมิชซัง เชียงใหม่ อำนวยการด้านมวลชนคาทอลิกโดย นายวิโรจน์ ศิริอัฐ
แห่งมูลนิธิเผยแพร่ธรรมประเสริฐ
โดยมีพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาที่หลงผิดเข้าร่วมปฏิบัติการ
คือพระประยุทธ ต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก “วาติกัน” ให้ไปรับการอบรมที่เพ็นซิลวาเนียในวิชา
พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ” เพื่อรับหน้าที่เปลี่ยนแปลงแนวคำสอนของพุทธศาสนา โดยการเขียนหนังสือ
พุทธธรรม” และเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในพระไตรปิฏกเถรวาททั้งหมด ใช้การประสานงานต่างประเทศ
กับสภาคริสตจักรฯ มีศูนย์บัญชาการอยู่ในประเทศอังกฤษ
ดูแลโดย นายโจ อึ้งภากร บุตรของนายป๋วย อึ้งภากร
(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ใจ” และกลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อเข้าเป็น “วุฒิสมาชิก
เมื่อ เมษายน๒๕๔๓)


พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติฉบับเต็ม

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=354768
ธรรมสถานอิทัปปัจจยตา ตั้งอยู่ ณ ตำบลพุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี (ติดที่ดินสวนพฤกษศาสตร์ ด้านทิศตะวันออก)
มีเนื้อที่ ๒๐ ไร่เศษ คุณวิโรจน์ ศิริอัฐ ประธานมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ (ผชป.) ซื้อไว้เป็นสมบัติของมูลนิธิฯ
โดยประสงค์จัดเป็นที่อบรมวิธีการเผยแพร่พุทธศาสนาแก่พระสงฆ์ ตามโครงการอบรมพระธรรมทายาท
ท่านพุทธทาสได้มาเยี่ยมและตั้งชื่อให้ว่า “ธรรมสถานอิทัปปัจจยตา”

http://www.theology.ac.th/bit/index.php?option=com_content&task=view&id=343&Itemid=68
ประวัติศาสตร์การเผยแผ่ข่าวประเสริฐ

เนื้อหา เนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 3 ตอน
1.ประวิติศาสตร์การเผยแผ่ข่าวประเสริฐในอดีต ( ในพระคัมภีร์ )
2. ประวัติศาสตร์การเผยแผ่ ข่าวประเสริฐในเอเชีย และประเทศไทย
3. ประวัติศาสตร์การเผยแผ่ ข่าวประเสริฐในปัจจุบัน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Nov 25, 2009 10:40 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 24, 2009 10:10 am

เครดิตยูเนี่ยน




จาก bebo ถึง att, Yesterday at 4:18 pmใน
การโพสกระทู้ของคุณนั้น มันไม่เกี่ยวกันเลย กับ สหกรณ์เครดิตยูนี่ยน และ
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านนาเดิม จำกัด และรูปที่ชื่อว่า
"มหาภัยที่คนไทยไม่รู้ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน"
จริงๆแล้วคุณควรศึกษาระบบสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนให้ดีเสียก่อน
ว่าเขามีวัตถุประสงค์อะไร จัดตั้งเพื่ออะไร
...นี้คุณมาโยงกันมั่วทำให้ขบวนการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเสียหายมาก
โดยเฉพาะ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านนาเดิม จำกัด

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 24, 2009 10:13 am

http://cu-banna.is.in.th/?md=content&ma=show&id=12http://cu-banna.is.in.th/?md=content&ma=show&id=26
ธรรมะสหกรณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ
"
สหกรณ์ เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง แม้แต่ชีวิตที่ตั้งอยู่ได้ และมีความเจริญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
โดยมากแล้วเป็นเรื่องที่เราหลับหูหลับตาทำกันหรือทำอย่างเด็กเล่น จึงขอให้เป็นเรื่องใหญ่โตมหาศาล
เหมือนระบบจักรวาล" เป็นคำบรรยายธรรมเรื่องธรรมะสหกรณ์ ของพระธรรมโกศาจารย์
หรือที่รู้จักกันดีในนาม ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้บรรยายให้กับคณะกรรมการ สหกรณ์/กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนในเขตภาคใต้ จำนวน 60 คน
เมื่อวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2534


[b]1. ความหมายและความสำคัญของสหกรณ์

ท่านได้เปรียบเทียบความหมายของสหกรณ์ว่า “ระบบสุริยะจักรวาลมันใหญ่โตแค่ไหนก็ตั้งอยู่ได้ด้วยความหมายของสหกรณ์
แต่เป็นสหกรณ์ที่ละเอียด มีความลึกลับของความเป็นสหกรณ์ในแต่ละส่วนของระบบสุริยะจักรวาล มีแรงดึงดูด ยึดหน่วงผลักดัน
กันอย่างดีมันจึงตั้งอยู่ได้ ในโลกนั้น มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ แผ่นดิน มีความเป็นสหกรณ์อย่างน่าประหลาด การที่โลกมีความเหมาะสม
เป็นที่ตั้งที่เกิดแห่งชีวิตก็เพราะมีความเป็นสหกรณ์ ” นั่นคือความสำคัญของคำว่าสหกรณ์ในระดับที่กว้างใหญ่ และไกลตัว

และท่านก็ได้ให้ความหมายกระชับและที่ใกล้ตัวว่า “ในระบบชีวิตของคนๆหนึ่งก็เต็มไปด้วยความหมายแห่งสหกรณ์
อวัยวะ แขนขา มือ เท้า ก็เป็นระบบสหกรณ์ของกันและกัน ส่วนอวัยวะภายใน ตับไตไส้พุง เซลส์เป็นล้านๆเซลส์
หรือแม้แต่ธาตุทั้งหลายมันก็อยู่ได้ด้วยระบบสหกรณ์ มันเกี่ยวเนื่องกันเป็นระบบชีวิต ถึงจะอยู่ได้
ถ้าไม่มีการกระทำร่วมกันมันอยู่ไม่ได้ก็หมายถึงตาย ถ้ามีการกระทำร่วมกันมันจึงไม่ตาย และมีความเจริญขึ้นไปตามลำดับ
ในตัวเราร่างกายอัตภาพหนึ่งก็มีตัวธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นเอ็น เป็นกระดูก มันก็เป็นธรรมชาติทุกส่วน
ของร่างกาย มีกฎธรรมชาติบังคับอยู่มันจึงเจริญงอกงาม และเป็นตามกฎนี้ทุกประการ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตับไตไส้พุง
ก็มีหน้าที่ ฉะนั้นมีชีวิตอยู่รอดเพราะแต่ละส่วนทำหน้าที่อย่างถูกต้องนี้คือความลับของ ธรรมชาติที่เราเรียกว่า “สหกรณ์”
สรุปได้ว่า อย่างไรเสีย ชีวิตทั้งหลาย ก็ไม่พ้นไปจากระบบสหกรณ์ของระบบธรรมชาติ”

ท่านได้มองระบบสหกรณ์ที่กว้างใหญ่ของสุริยจักรวาลมองสหกรณ์ในร่างกายมนุษย์ และยังมองต่อไปในสิ่งที่เล็ก ๆ ว่า
“เส้นด้ายเส้นหนึ่งประกอบด้วยเส้นไหมใยฝ้ายในลักษณะของสหกรณ์จึงเอามาทำเป็นผ้านุ่งห่มได้และมีความเหนี่ยวแน่นเกินตัว
ไม่ขาดง่าย เมื่อประกอบเข้าเป็นหลายเส้นมันก็มีความทน มีกำลังประกอบกันเป็นผืนผ้าได้ ฉะนั้นเส้นด้ายเส้นหนึ่งก็มีวิญญาณ
แห่งความเป็นสหกรณ์ คือสหกรณ์ที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติของตัวมันเอง มนุษย์จึงเพียงเกี่ยวข้องในเรื่องการจัดการมากกว่า
จึงได้รับประโยชน์”

ท่านจึงสรุปเปรียบเทียบความหมายของสหกรณ์ว่า “สหกรณ์ จึงมีความหมายดังกล่าว คนโง่ คนเห็นแก่ตัวจะนำมาใช้ไม่ได้
ทำให้สหกรณ์กลายเป็น “สหโกง” ไปหมด มันรวนเร ล้มลุกคลุกคลานเพราะมันไม่รู้คุณค่า และความหมายแท้จริงของคำว่า
สหกรณ์”

2. ข้าศึกของสหกรณ์

ท่านได้บรรยายถึงสิ่งที่ทำให้สหกรณ์ไม่ประสบความสำเร็จว่า “สิ่งแรกสุดที่เป็นศัตรูหรือข้าศึกของสหกรณ์ คือ
” ความเห็นแก่ตัว “ภาษาฝรั่งเรียกว่า SELFISH ภาษาบาลี อตฺถพฺต ปัญญา อสุจีมนุสสา คือปัญญาที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน
เป็นมนุษย์จิตใจสกปรก เป็นความเลวทรามที่ทำลายทุกอย่าง สหกรณ์ที่รวมกันไม่ได้ ล้มกิจการไปมาก
ก็เพราะความเห็นแก่ตัวของคน

ลักษณะของคนเห็นแก่ตัว คือ เกียจคร้าน ชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น อิจฉาริษยา ไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีจามกตัญญู
ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา คอยจ้องเอาแต่กอบโกยผลประโยชน์ ทำลายความสามัคคี สร้างความแตกแยก
คนแบบนี้จะทำระบบสหกรณ์ได้อย่างไร มีแต่ความมืดบอด จนเกิดวิกฤตการณ์อันเลวร้าย ครูเป็นแก่ตัว
ก็ทำนาบนหลังลูกศิษย์ หมอเห็นแก่ตัวก็ทำนาบนหลังคนไข้ ตุลาการเห็นแก่ตัวก็ทำนาบนหลังจำเลย
พระเจ้าพระสงฆ์เห็นแก่ตัวก็ทำนาบนหลังอุบาสก อุบาสิกา ศาสนาจึงเกิดขึ้นเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว

ความเห็นแก่ตัวมันเลวร้ายจนไม่มีคำจะพูด ความไม่เห็นแก่ตัวมันก็ประเสริฐจนไม่มีคำจะพูดเช่นกัน
หากทุกคนไม่เห็นแก่ตัวศาลหรือกฎหมายก็ยกเอาไปทิ้งทะเลรวมไปถึงสิ่งที่เรียก ว่า ศาสนา เพียงแต่ไม่เห็นแก่ตัว
มันก็เกิดระบบสหกรณ์ ถ้าสมาชิกเห็นแต่ตัว สหกรณ์ก็กลายเป็น “สหโกง” ภายในพริบตามเดียว แม้แต่ประธานเพียงคนเดียว
ถ้าเห็นแก่ตัว สหกรณ์ก็พังพินาศ คนเห็นแก่ตัว ถ้าเรียกมาพัฒนาให้มีความสามัคคี หรือชวนมาทำสหกรณ์ให้สำเร็จ
“ชวนช้างลอดรูเข็ม” ยังง่ายยิ่งกว่าชนคนเห็นแก่ตัวมาทำสหกรณ์” ทั้งท่านได้เคยเทศนาไว้ว่า “ต่อให้ฝนทุกเม็ดบนท้องฟ้า
ตกลงมาเป็นทองคำก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของ คนเห็นแก่ตัว” ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก


3. ธรรมะสหกรณ์

ท่านได้ชี้แนะทางออกในเรื่องนี้ว่า ความเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องของความอยากจะได้อย่างจะเอา ทางแก้ของความเห็นแก่ตัว
เป็นสิ่งที่ง่ายมาก คือการให้ ซึ่งในเครดิตยูเนี่ยนคือ คุณธรรม และจิตตารมณ์ นั่นเอง
“ธรรมะช่วยแก้ไขความเห็นแก่ตัวให้กลายเป็นความไม่เห็นแก่ตัว ในพุทธศาสนามีธรรมะที่ทำลายความเห็นแก่ตัวมากมาย
เช่น ระบบ
สหวัตถุ คือ การเสียสละ
ทาน คือ การสงเคราะห์ที่ลดความเห็นแก่ตัว
ปิยวาจา คือ คำพูดที่ไพเราะ
อัตถจริยา คือ ประพฤติประโยชน์แก่กันและกันตลอดเวลา
สมานัตตา คือ การวางแผนกลกลมเกลียวกัน ความเสมอกัน

หรือธรรมที่บังคับให้เป็นไป คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความพอใจที่ยะยึดสิ่งนี้เป็นที่พึ่ง มีความพากเพียร
หมั่นศึกษาค้นคว้าใคร่ครวญอยู่เสมอ ให้ปัญญาหรือใช้อิทธิบาทให้สำเร็จประโยชน์หรือทำให้ละเอียดเข้มแข็งก็ใช้
“ฆราวาสธรรม” ซึ่งเป็นธรรมะสำหรับฆราวาสแท้ ๆ คือสัจจะ คือ ความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อความเป็นมนุษย์ของตน
อย่างให้คนเลวกว่าสัตย์ ถ้าซื่อสัตย์ต่อความเป็นมนุษย์แล้ว ความซื่อสัตย์อย่างอื่นก็จะตามมาเอง เช่น ซื่อสัตย์ต่อวาจา
ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อหน้าที่การงาน เป็นบุตรที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
เป็นสาวกที่ดีของศาสนา เป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมในความเป็นมนุษย์

ทมะ
คือ การบังคับ กาย วาจา ใจ ให้อยู่ในความถูกต้องใจที่คิดจะโกงก็ต้องบังคับไว้ให้ได้แม้จะรู้สึกเจ็บปวดก็ต้องทน
ทำให้เป็นสหกรณ์ให้ได้

ขันติ คือ การอดทนจนกว่าสมควรจะได้รับประโยชน์ จาคะ แปลว่า รูรั่วหรือการระบายความเลว ความเห็นแก่ตัวออกไป
สละสิ่งที่ไม่ดีในตัวออกไป

หากฆราวาส ประพฤติปฏิบัติในเรื่องฆราวาสธรรมได้ เรื่องสหกรณ์ก็ง่ายเป็นเรื่องเด็กเล่น มีความถูกต้องของความเป็นสหกรณ์
ร่วมมือกันทุกอย่างทุกระดับ ที่จะทำในสิ่งที่ควรเพื่อให้รอดพ้นจากปัญหาทั้งปวง ร่วมกันขจัดศัตรูข้าศึกของสหกรณ์ได้”

ธรรมะอีกบท ที่ท่านบรรยายให้สำหรับฆราวาสผู้ศรัทธาในธรรม คือ สัปปุริสธรรม 7 ได้แก่

ธัมมัญญุตา คือ รู้เหตุว่าที่ทำไปจะเกิดผลอะไร
อตัญญุตา คือ รู้ผลว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร
อัตตัญญุตา คือ รู้ตนว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร
อนัตตัญญุตา คือ รู้ประมาณมีความดี ไม่มากไม่น้อย
กาลัญญุตา คือ รู้เวลาควรจะทำอะไร
ปริสัญญุตา คือ รู้บริษัท รู้สังคมทั้งหลายว่าปฏิบัติอย่างไรจึงสำเร็จประโยชน์
บุคคลปโรปรัญญุตา คือ รู้บุคคลว่าเกี่ยวข้องอย่างไร

เมื่อรู้จักครบทั้ง 7 อย่างก็ไม่มีปัญหาอุปสรรค เพราะแก้ไขได้หมด การที่ธรรมะหรือความถูกต้องทั้งหลายมารวมกัน
มันก็เป็นสหกรณ์ได้โดยอัตโนมัติ


บทส่งท้าย

“ธรรมะช่วยแก้ไขความเห็นแก่ตัวให้กลายเป็นความไม่เห็นแก่ตัว สหกรณ์จึงดำรงอยู่ได้ จะเกิดอุดมคติโดยอัตโนมัติ
มีธรรมะมีความถูกต้อง เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องปัญหาก็หมดไป ขอให้ใช้ประโยชน์ของธรรมะในการที่จะสร้างสรรค์สหกรณ์
ป้องกันข้าศึกของสหกรณ์ มีแต่ความถูกต้องของความเป็นสหกรณ์โดยธรรมชาติก็ดี ที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ดี ก็ขอให้สำเร็จ
ความหมายนี้ทุกประการ นี่เป็นธรรมที่ใช้ในการปฏิบัติ หรือตั้งอยู่แห่งสหกรณ์ ถ้าเข้าใจนำไปใช้ก็จะเกิดประโยชน์เหลือหลาย
ถ้าไม่เห็นแก่ตัวแล้วจะเกิด “แผ่นดินเพชร” ที่สูงกว่าแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ทุกคนรักใคร่ ช่วยเหลือต่อกันเสมอ
ขอให้คณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน รู้จักธรรมะทั้งหลายที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคง แก่สหกรณ์ทุกๆอย่างทุกๆประการ”


รวบรวมบทความโดย นายสหพล สังข์เมฆ ผู้จัดการใหญ่ ช.ส.ค.



http://www.cad.go.th/news_25480402_1.html

รมว.เกษตร สุดารัตน์ฯ เปิดการประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย

ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ช.ส.ค.) เป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติ
ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบรรดาสหกรณ์และกลุ่มเครดิตยูเนี่ยนทั่วประเทศ จดทะเบียนเป็นสหกรณ์
ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์
มีการดำเนินงานภายใต้อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ มีเป้าหมายหลัก
ในการเผยแพร่ จัดตั้ง ส่งเสริมและพัฒนาขบวนการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง
และยั่งยืน เป็นที่ยอมรับของรัฐบาล หน่วยงานราชการและภาคประชาชน รวมถึงขบวนการสหกรณ์ด้วยกัน
จนทำให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้รับการประกาศให้เป็นสหกรณ์ประเภทใหม่ คือ
ประเภท “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน”


เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2548 นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2548 และกล่าวแสดงความยินดีกับสมาชิก
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ได้เสียสละ ทำงานให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนจนมีความเจริญก้าวหน้ามีความมั่นคง
และเป็นสถาบันหลักในการช่วยประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ณ ห้องประชุม
ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด


นายทรงพล พนาวงศ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมในวันดังกล่าวด้วย
และมีผู้แทนจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน สมาชิกต่างก็ให้ความสนใจและร่วมอภิปรายอย่างสร้างสรรค์


http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=80&Itemid=4



ช่วงกลางวัน เวลา ๑๒.๓๐ น.พบกับรายการ “สู้ต่อไป” ซึ่งวันนี้เหล่าลูกพระธัมฯ ต่างรู้สึกปิติยินดีเป็นอย่างมาก
เมื่อได้ให้การต้อนรับบุคคลสำคัญ ระดับประเทศเป็นแขกรับเชิญพิเศษคือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เดินทางมาพบปะพูดคุยกับเหล่ากัลยาณมิตรอย่างเบิกบานเป็นกันเอง



"งานมหาสังฆทาน วันที่ 20 กรกฎาคม 2551

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธาน

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075992

“สุดารัตน์” ร้อนตัวแจงจัดงาน “มหาสังฆทาน รวมพลังไทยเพื่อพ่อของแผ่นดิน”
ไม่มีอะไรในกอไผ่ ปัดวุ่น “111 ซาก ทรท.” ไร้เอี่ยวชักใยปรับ “ครม.หมัก” ยันไม่เคยต่อสายตรง
ถึง “แม้ว” วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง

วานนี้ (27 มิ.ย.) รายงานข่าวแจ้งจากกองบัญชาการทหารสูงสุดว่า พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
แถลงข่าวการจัดงาน “มหาสังฆทาน รวมพลังไทยเพื่อพ่อของแผ่นดิน” โดยจะมีการตักบาตรพระ 9,999 + 9 รูป
(จากวัดประจำรัชกาลที่ 9 รัชกาล แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เนื่องในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 62 ปี
เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี สร้างความสามัคคี และสันติสุขสู่สังคมไทย ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมงาน
ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน เพราะงานดังกล่าวเป็นงานมหาสังฆทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Nov 24, 2009 11:31 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 24, 2009 10:37 am

อุปถัมภ์และคุ้มครอง...หรือทำลายพระพุทธศาสนา

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=618&forum=6&page=2&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


ท่าน aaa ครับปัจจุบันนี้มีเงินสะพัดในประเทศ ไทย เงินจำนวนมากมาจากองค์กรที่เรียกว่า
เครดิตยูเนี่ยน องค์กรนี้ให้การสนับสนุนเกือบ ทุกพรรคการเมือง.....ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น....แล้ว
องค์กรนี้มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร............


แล้วองค์กรนี้มีผลประโยชน์อะไรกับพรรคการเมือง เขาคาดหวังอะไรจากพรรคการเมือง.......
ต้องขอให้ท่านบิ๊ก att ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมหน่อย ครับ เพราะผมเชื่อว่า ท่าน บิ๊ก att คงจะมีข้อมูล เหล่านี้อยู่


และก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า องค์กรนี้มีส่วนอย่างยิ่งที่ ให้การสนับสนุนกลุ่มที่ผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับพระ
พุทธศาสนาทั้งปวง ทั้ง การสะกัดกั้นไม่ให้บรรจุ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ และ
เรื่อง ร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" ด้วย....................
รวมถึง การให้การสนับสนุนพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการ หาเสียงที่กำลังทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้..........


ตามทัศนะของผู้นำเสนอเองมอง ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" แล้ว เห็นว่า
ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนอย่างถ่องแท้ก็จะไม่เข้าใจ ร่าง พ.ร.บ.นี้
และจะไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ประเด็นด้านความ มั่นคงต่าง ๆ ได้ จึงอยากที่จะให้มาทำความเข้าใจ
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนกันก่อน...................


เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ผู้นำเสนอได้ไปบรรยายเรื่อง พระพุทธศาสนากับความมั่นคงแห่งชาติ
ที่วัดแถว ๆ จังหวัดสมุทรปราการ ....ถ้าจำไม่ผิด ผู้นำเสนอ ได้กล่าวถึง องค์กรสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขึ้นมา
เนื่องจากองค์กรนี้มีส่วนอย่างยิ่งต่อการจะเสียหาย และอยู่รอดหรือไม่ของพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ
บังเอิญว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งที่ท่านเพิ่งกลับจากวัด ในสหรัฐอเมริกาไปนั่งฟังด้วย หลังจากที่บรรยาย
เสร็จท่านก็เข้ามาคุยด้วย...
และกล่าวถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนว่า องค์กรนี้ในสหรัฐอเมริกามีอิทธิพล
กว้างขวางมาก....เป็นองค์กรด้านศาสนาและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทางศาสนาในสหรัฐฯ
และในยุโรป ...อิทธิพลขององค์กรนี้ยังแผ่ไปถึงกลุ่ม ประเทศในยุโรป....
มีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของ ศาสนิกคาทอลิก และ บรรดานักการเมือง
และนักธุรกิจทั้งหลายเกือบทั่วโลก

.....ท่านกล่าวอย่างนั้น อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำสนทนาที่ผู้นำเสนอได้สนทนา
กับพระภิกษุที่เพิ่งเดินทางกลับจากวัดในสหรัฐอเมริกา


ถ้าท่านจำได้เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นต้นมา เกิดวิกฤตการณ์วัดใหญ่แห่งหนึ่ง
แถว ๆ ปทุมธานี บริเวณข้างรั้วของวัดใหญ่แห่งนี้ก็มีสถานที่ตั้งของ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน
.....
ซึ่งต่อมาทำให้เกิดปัญหา ที่วัดดังกล่าวอันเป็นที่ทราบกันทั่วประเทศอยู่แล้ว จนทุกวันนี้


โดย Special Force [4 ธ.ค. 2550 , 15:47:52 น.]

ในรูปนี้มีคำว่า เครดิตยูเนี่ยนอยู่ ท่านลองสังเกต ให้ดี.........................
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขบวนการของเครดิตยูเนี่ยน เป็นขบวนการที่ฝังรากลึกมานานในวงการศาสนา
และแม้แต่ในวงการของการเมือง ดังเช่นลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีต
........................


องค์กรนี้ยังถูกนำไปจัดตั้งอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่ว ประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ที่คอยดูแล
ความทุกยากของประชาชนผู้ยากไร้ ในลักษณะของการ ปล่อยเงินกู้ ลูกหนี้บางรายอับจนหนัก ไม่สามารถ
ผ่อนชำระหนี้สินได้ เครดิตยูเนี่ยนก็ยกหนี้ให้ ด้วยความกรุณาปรานีเช่นนี้ทำให้กลายเป็นที่พึ่งของ ประชาชน
ในระดับรากหญ้าในเกือบทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล...... และในที่สุดประชาชนก็กลายเป็น
ลูกหนี้ของเครดิต ยูเนี่ยนกันเกือบหมดเมือง.... คำว่าลูกหนี้ถ้าอับจน....เจ้าหนี้จะสั่งซ้ายหันขวาหัน ได้ตามใจชอบ
เพื่อแลกกับการประนอมหนี้หรือ การผ่อนผันการชำระหนี้ทั้งต้นและดอก............ เมื่อเป็นเช่นนั้น เครดิตอยูเนี่ยน
ก็ใช้ทั้งพระเดช พระคุณในเวลาเดียวกันในพื้นที่ชนบททั้งหลาย ที่ชาวบ้านต่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ใครมีเงินมา
ให้กู้ได้ก็ดีใจ กู้ทันทีโดยไม่ได้คิดถึงอะไร ในที่สุด เมื่อกู้เงินไปแล้วบริหารไม่เป็น....
ตกเป็นหนี้ที่ไม่อาจที่จะผ่อนชำระได้ ที่ไร่ที่นาก็ตกเป็นของเครดิต ยูเนี่ยนไป.....
แล้วภาพรวมของชาวบ้านในชนบทเป็นอย่างนี้ เครดิตยูเนี่ยนมีอิทธิพลต่อชาวบ้านของไทยไหมครับ
ท่านผู้มีเกียรติ.................................................


อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการล่อด้วยผลประโยชน์ แล้วเข้าควบคุมรากหญ้าอย่างเบ็ดเสร็จ
ลงทุนสักหน่อยสิ่งที่ได้คุ้มเหลือคุ้ม ได้ทั้งอสังหาริมทรัพย์ของ ชาวบ้าน ได้ทั้งการควบคุม จะให้ลูกหนี้ทำอะไร
ก็เต็มใจทุกเรื่อง


เรื่องนี้ดูแล้วไม่หวือหวาน่าสนใจและน่าติดตาม แต่มันเป็นเหมือนงูเหลือม ที่ค่อย ๆ กลืนกินเหยื่อของมัน
จนกลืนหมด แล้วมันจะค่อย ๆ ย่อย จนเหยื่อนั้นหมดไป มันไม่ได้รีบร้อนอะไร เหมือนไม่ ได้ตั้งใจทำอะไร
แต่ผลมันร้ายกาจมาก ถ้าไม่อยู่ในวงการของงานความมั่นคงที่เข้าใจเรื่อง ความมั่นคงอย่างจริงจังก็จะไม่รู้สึกอะไร.....


โดย Special Force [5 ธ.ค. 2550 , 22:10:07 น.]

ผมว่าน่าสนใจติดตามครับ ท่าน SF โพสต์ไปเรื่อย ๆ เถอะครับเดี๋ยวมีคนตามอ่านเองครับ ให้มีข้อมูลไว้
ในอินเตอร์เน็ตเดี๋ยวก็มีคนมาอ่านหรือนำไปอ้างอิงได้ครับ


โดย ปัญญา [6 ธ.ค. 2550 , 00:01:26 น.]




http://www.kaeharassadaphuket.com/history.php

มิสเตอร์ ฟริดริก วิลแฮม ไรฟไฟเซน์ (Mr.Friedrich Wilhelm Raiffeisen ) บิดาเครดิตยูเนี่ยนโลก

เครดิตยูเนี่ยนเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเยอรมันนี โดยท่านไรฟไฟเซน ด้วยเหตุที่ท่านเกิดมาในระหว่างประเทศ
ประสบปัญหาต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจ และเมืองเกิดของท่านคือ แคว้นไรน์ ซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรม ท่านจึงมีโอกาสคลุกคลี
อยู่กับชาวนาตั้งแต่เล็กๆ สภาพความเดือดร้อน ความอดอยากของชาวนาที่ท่านได้เห็น ทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับต้องประสบ
ความเดือดร้อนด้วยตัวเอง ต่อมาท่านไรฟไฟเซนได้รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเวเยอบัช ซึ่งในเมืองนั้นชาวบ้านต้องประสบ
กับความขาดแคลนอาหารอย่างมาก ท่านได้พยายามติดต่อขอแป้งสาลีจากรัฐบาลมาช่วยบรรเทาทุกข์ประชาชนจนสำเร็จ
ต่อมาอีก 2 ปี คือในปี พ.ศ. 2390 ท่านได้เริ่มจัดตั้งสหพันธ์ขนมปัง ขึ้นคือทำขนมปังและขายให้ชาวบ้านในราคาถูก
ซึ่งก็พอจะแก้ปัญหาเรื่องอาหารไปได้บ้าง ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2392 ท่านได้ย้ายไปเป็นนายกเทศมนตรีเมืองแฟรมเมอร์เฟลด์
เยอรมันตะวันตก ณ เมืองนี้ท่านได้จัดตั้งสหพันธ์ปศุสัตว์ขึ้น ทำกิจกรรมรับซื้อและขายสัตว์เลี้ยงในราคาถูกจากประสบการณ์เหล่านี้
ท่านไรฟไฟเซนได้เริ่มมองเห็นแนวทางที่จะ ช่วยเหลือชาวบ้านได้ โดยตั้งข้อสรุปไว้ว่า ความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านนั้นคือ เงิน
แน่นอนสหพันธ์ขนมปังและสหพันธ์ปศุสัตว์นั้นเป็นสิ่งที่ดี

แต่ชาวบ้านนั้นมีความแตกต่างกัน สหพันธ์ขนมปังก็สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องอาหารได้ สหพันธ์ปศุสัตว์สามารถแก้ปัญหาเรื่อง
เครื่องมือในการประกอบการเกษตรกรรมได้ แต่ทั้ง 2 อย่างนั้นไม่สามารถจะแก้ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วย เสื้อผ้าที่อยู่อาศัย
และปัญหาอื่นๆ ดังนั้นเงินจึงเป็นสื่อกลางที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งประสงค์เหล่านั้นได้ ดังนั้นเองใน ปี พ.ศ. 2395 ณ เมือง เฮดเดสดอฟ
ท่านไรฟไฟเซนได้พยายามไปขอร้องพวกนายทุนต่างๆ ให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่ให้ชาวนากู้ ให้ถูกลงกว่าเดิม
ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนั้นท่านยังชักชวนผู้ใจบุญ ที่มีฐานะดีได้ 60 คน ร่วมกันบริจาคเงินและจัดตั้ง
“สมาคมผู้ใจบุญ” ขึ้นเพื่อให้เงินกู้แก่ผู้ที่ประสบความเดือดร้อน โดยสมาคมนี้มีจุดประสงค์เมื่อแรกตั้ง 4 ข้อคือ

1.เพื่อบริการเงินกู้แก่ประชาชน ผู้ประสบความเดือดร้อน โดยไม่มีดอกเบี้ย
2.ดูแลเด็กกำพร้า และ เด็กที่ถูกทอดทิ้ง
3.จัดหางานให้ผู้ว่างงาน
4.ให้ความรู้แก่ผู้สนใจ

เมื่อเปิดดำเนินการใหม่ๆ ชาวบ้านต่างพากันมากู้ยืมเงินกันมากมาย บ้างก็กู้เอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
ครั้นเมื่อถึงกำหนดชำระคืนก็ไม่มีใครชำระคืน เพราะไม่มีเงิน ท่านไรฟไฟเซนได้เห็นความบกพร่องนี้ และ
ประกอบกับผู้ใจบุญเริ่มถอนตัวออกทีละคนสองคน ต่อไปจะหาเงินจากที่ไหนมาให้ชาวบ้านกู้ได้
สาเหตุของความล้มเหลวอีกประการหนึ่งก็คือ สมาคมนี้มิใช่เป็นของชาวบ้าน แต่เป็นของผู้ใจบุญ ชาวบ้านมิได้มีส่วนร่วมเลย
ทำให้ชาวบ้านไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของสมาคม ต่อมาท่านไรฟไฟเซนก็ได้พยายามหาทางเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีโอกาส
เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการสมาคมนี้เอง โดยใช้หลัก “ช่วยเหลือตนเอง” ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2407 ท่านได้เปลี่ยนแปลงหลักการ
ของสมาคม และ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เฮดเดสดอฟเครดิตยูเนี่ยน” ซึ่งนับเป็นเครดิตยูเนี่ยนแห่งแรกของโลก
หลังจากที่ท่านประสบความ สำเร็จในการตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแล้วท่านก็ใช้ชีวิตของท่านในบั้นปลายบุกเบิกขยายงาน
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนออกไป ตามเมืองต่างๆ เมื่อท่านถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2431 ได้เกิดมีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศเยอรมัน
ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและพัฒนาความเป็นอยู่ของ ประชาชนชาวเยอรมันนี้ให้ดีขึ้นได้ จะสังเกตได้ว่า
แม้ประเทศเยอรมัน จะพ่ายแพ้สงครามโลกถึงสองครั้งสองคราว ต้องสูญเสียคน ทรัพย์สินเงินทองไปอย่างมากมาย
แต่ประเทศเยอรมัน ก็สามารถฟื้นตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะประชาชนในชาติมีความสามัคคี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
มีความประหยัด และมีอุดมการชาตินิยมร่วมกัน

ทุกวันนี้โลกเราเป็น หนี้บุญคุณท่านไรฟไฟเซนเป็นอย่างมาก ถึงกับมีผู้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเครื่องเตือนความทรงจำให้ระลึกถึง
บุญคุณของท่านไว้ ณ แคว้นไรน์ บ้านเกิดของท่านและ จารึกข้อความที่ฐานว่า “ฟริดริกวิลเลี่ยม ไรฟไฟเซน บิดาเครดิตยูเนี่ยน
หลังจากประสบความสำเร็จในประเทศเยอรมันนีขบวนการเครดิตยูเนี่ยนก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทุกทวีปทั่วโลก





บาทหลวงอัลเฟรด บอนแนงค์ (Father Alfred Bonninque) บิดาเครดิตยูเนี่ยนไทย

บาทหลวงอัลเฟรด บอนแนงค์ ท่านเป็นชาวฝรั่งเศส และเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์
นิกายโรมัน คาทอลิก ซึ่งมีพระสันตประปาเบเนดิกซ์ที่ 16 เป็นประมุขในปัจจุบัน

(ไม่ใช่ คริสต์เตียน หรือคริสตจักร) ก่อนเข้ามาเมืองไทยท่านประจำอยู่ประเทศจีน
ท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง คณะพลมารี ซึ่งเป็นกลุ่มกิจกรรมของศาสนาคริสต์ในประเทศจีน
ซึ่งเป็นข้อห้ามจัดตั้งกลุ่มประชาชน ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองอยู่ในสมัยนั้น
ท่านจึงถูกจับและติดคุกนาน 3 ปี จากนั้นถูกขับไล่ให้ออกจากประเทศจีนในข้อหาเป็นขบถ
ท่านได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และและทำงานอยู่กับคนยากจนในสลัมต่างๆของกรุงเทพฯ

ท่านทำงานกับทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ และศาสนา

สลัมห้วยขวาง เป็นจุดกำเนิดของขบวนการเครดิตยูเนี่ยนในเมืองไทย บาทหลวงอัลเฟรด บอนแนงค์

ได้ส่ง คุณอัมพร วัฒนวงศ์ ไปศึกษาที่ สถาบันเซียร์โซลิน ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของ มหาวิทยาลัยเซเวียร์
ประเทศฟิลิปปินส์ แผนกที่ศึกษานั้นสอนเรื่องการพัฒนาคนโดยวิธีการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน
ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณอัมพร ได้กลับมาทำงานกับคนในชุมชนสลัมห้วยขวางต่อไป บาทหลวงอัลเฟรด บอนแนงค์
ท่านได้ทุ่มเทชีวิตของท่าน ในการทำงานกับคนจน ท่านคิดเสมอว่าการให้ความช่วยเหลือ โดยที่ชาวบ้าน
ในชุมชนคอยรับการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นความคิด และปฏิบัติไม่ถูกต้อง

เป็นการทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นคนมากกว่า ท่านจึงให้ชาวบ้านในชุมชนนั้นมารวมตัวกัน
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และสอนให้รู้จักการเก็บออมเงิน เพื่อช่วยเหลือกันในรูปแบบเครดิตยูเนี่ยน
กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนแห่งแรกนี้ จึงเกิดขึ้นด้วยคนเพียง 13 คน เงินรวมกันครั้งแรก จำนวน 360 บาท
ใช้ชื่อว่า “กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนแห่งศูนย์กลางเทวา” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2508
ขบวนการเครดิตยูเนี่ยนในเมืองไทยจึงกำหนดให้วันนี้ เป็นวัน “เครดิตยูเนี่ยนไทย” จึงนับได้ว่า
บาทหลวงอัลเฟรด บอนแนงค์ นั้นเป็นบิดาแห่งเครดิตยูเนี่ยนในเมืองไทยอย่างแท้จริง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 24, 2009 3:20 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=13&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm









att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 24, 2009 11:22 pm

http://www.oknation.net/blog/sanu292002/2007/12/11/entry-7

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม 2550
เวียดนาม...สงครามรำลึก: ย้อนรอย

Posted by
sanu292002


สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน

เหงียน เกา กี อดีตนายพลอากาศแห่งกองทัพอากาศเวียดนามใต้ได้เขียนหนังสือ บอกเล่าประสบการณ์แห่งสงครามเวียดนาม
ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเขาเอง ชื่อ Twenty Yearsand Twenty Days ซึ่งได้ตีพิมพ์ในเมืองไทยภายในชื่อ เรื่อง สิ้นชาติ
แปลโดย พงษ์ พินิจ ในปี 2520 เขาได้กล่าวเล่าชีวิตในวันสุดท้าย ที่เขากล่าวขานว่า วันสิ้นชาติสำหรับเขาและประชาชน
ชาวเวียดนามว่า

" ... ผมเรียกพรรคพวกเพื่อนได้ราว สิบกว่าคน ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของผมหมด เมื่อติดเครื่องหมุนใบพัด
ผมเกือบไม่ได้เหลียวไปมองบ้าน ที่อยู่มาอย่างมีความสุขอีก เลย บ้านที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้
ลูกผมยัง หัวเราะกันสนุกสนานอยู่ ..." ถนนเบื้องล่างเต็มไปด้วยความพลุกพล่านของคนที่กำลังหนี แสงไฟแดงฉาน
สลับสีมืดทึมของควันและความขมุกขมัวของเมือง

" ... ผมเห็นไซ่ง่อนอีกแว่บหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนบินออกทะเลเรือจำนวนมาก ทั้งเล็ก ใหญ่ ทั้งเรือพาย
เรือสินค้าเต็มไปหมด ล้วนมุ่งออกจากฝั่งทั้งสิ้น
..." กีนำเครืองลงบนเรือบรรทุกเครื่องบิน มิดเวย์ ของสหรัฐ
ซึ่งจอดลอยลำอยู่นอกฝั่ง

เขาถูกค้นอาวุธและได้รับการต้อนรับอย่างหยาบกระด้างและหวาดระแวง ทั้งที่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของทหารเวียดนามใต้้
ที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา

" ... ผมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากบอกเขาว่า..ผมรู้ว่าพวกคุณอาจสงสัยเรา แต่ขอให้ระลึกด้วยว่าเราทุกคนได้เสียสละทุกอย่าง
มาร่วมกันในสงครามนี้ เราอาจจะเป็น ผู้แพ้ แต่เราก็ไม่ได้แพ้ฝ่ายเดียว คุณ...อเมริกันก็แพ้ด้วย
สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมคุณต้องทำกับนายทหารของเราอย่างนี้"

ความขัดแย้งทางศาสนา


... วันที่ 11 มิถุนายน 1963 พระภิกษุดิ๊ก กวง ดุ๊ก อายุ 66 ปีได้ทำการเผาตัวเองบริเวณกลางกรุงไซ่ง่อน เพื่อประท้วง
การบริหารของประธานาธิบดีโง ดิน เดียม ในกรณีความขัดแย้งทางศาสนาพุทธและคริสต์
เดียมบอกหลังเกิดเหตุว่า
"เผาเข้าเถอะ เดี้ยวจะตบมือให้"
"Let them burn, and we shall clap our hands."
...

แอนโธนี เกรย์ นักข่าวชื่อดังชาวอเมริกาได้บันทึกประวัติศาสตร์ตอนนี้ไว้ในนวนิยายเรื่อง “ไซ่ง่อน” ของเขาว่า

“รถคันที่บรรทุกพระสงฆ์ชาวพุทธหยุดลงกระทันหันกลางสี่แยก ผู้เดินขบวนกำลังเดินผ่านรถไปด้วยจุดหมายบางอย่าง
แล้วกระจายกำลังเรียงรายเป็นวงกลมล้อมหัวมุมถนนทั้งสองสายเอาไว้ ขณะเดียวกัน พระสงฆ์ต่างลงจากรถออสตินสีเขียว
ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
พระสงฆ์รูปหนึ่งเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ ชะโงกตัวเข้าไปข้างใน ยกถังพลาสติกขนาด 5 แกลลอน
บรรจุน้ำมันเหลวสีดำแล้วค่อยๆ เดินไปกลางสี่แยก หยุดยืนข้าง ดิ๊ก กวง ดุ๊ก พระอีกรูปถือเบาะนั่งไปด้วย
เมื่อทั้งหมดเดินไปถึงจุดที่กำหนดไว้ เขาวางเบาะลงบนพื้นถนนราดยาง
ดิ๊ก กวง ดุ๊ก " ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะ
ในท่าโยคะพับขารองก้น วางมือซ้อนกันบนตักนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่คล้ายเป็นการเข้าฌาณแล้วเขาลืมตาขึ้น พยักหน้าเรียก
บรรดาผู้ช่วยพระสงฆ์ที่ถือถังน้ำมันพลาสติกเริ่มสาดน้ำมันใส่ศีรษะของ ทิช
กวง ดุ๊ก ของเหลวไหลย้อยไปตามคอและไหล่
เปื้อนจีวรสีส้ม เขาเทน้ำมันรดรอบๆ
ร่างของดุ๊ก ลมโชยยามเช้าพัดกลิ่นเหม็นของน้ำมันมาทางคนดูบนบาทวิถีและ
เมื่อคนมุงเริ่มรู้ว่าพวกเขากำลังจะได้เห็นอะไร
หลายคนส่งเสียงแสดงความหวาดหวั่นอยู่ในคอ...
ท่ามกลางความเงียบที่น่าระทึกใจ ผู้ช่วยของ ดิ๊ก กวง ดุ๊ก วางถังพลาสติกเปล่าบนพื้นไกลออกไปสองสามฟุต
แล้วถอยหลังออกไปอยู่ในกลุ่มคนมุง ดิ๊ก กวง ดุ๊ก นั่งในท่าเดิมไม่ไหวติง หลายวินาที


ฝูงชนเห็นปากของเขาขยับกล่าวคำสวดคำสุดท้าย ก่อนจะขยับมือเล็กน้อยบนตัก
เปลวไฟลุกฟู่ท่วมตัวเมื่อเขาจุดไม้ขีด มันเต้นระยับอยู่บนศีรษะและไหล่ของเขาราวกับไม่ได้
ทำอันตรายใดๆ ในไม่ช้าใบหน้าและจีวรเริ่มไหม้เกรียมเป็นสีดำ
แม้กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงลอดจากปากของเขาเลย เขายังคงนั่งนิ่งในท่าเดิมเช่นนั้น...
เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีนับตั้งแต่่ดิ๊ก กวง ดุ๊ก จุดไม้ขีดเผาตัวเอง ในที่สุดร่างของเขาเริ่มโอนเอนไปมา
ฝูงชนที่เฝ้าดูเหตุการณ์กรีดร้องและคร่ำครวญอีก ทันใดนั้นร่างของพระล้มหงายลงจมกองไฟแขนและ
ขาของเขากระตุกเป็นพักๆ อยู่หลายวินาที นิ้วมือหงิกงอเหมือนจะกำอากาศที่อยู่เหนือกองไฟ
จากนั้นเขาสะบัดแขนกางออก เหมือนกับแสดงอาการอ้อนวอนครั้งสุดท้าย ร่างทั้งร่างกระตุกอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนจะแน่นิ่งไปในที่สุด


ย้อนประวัติศาสตร์

เมษายน1975 รถถังของกองทัพปฎิวัติเวียดนามเหนือพุ่งเข้าชนประตูทำเนียบรัฐบาล ยึดไซ่ง่อนเมืองหลวงของ
ประเทศเวียดนามใต้ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามที่ไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการ ระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้
และอเมริกาผู้อยู่เบื้องหลัง หลังจากใช้เวลาในการต่อสู้มาเป็นเวลานาน

ชัยชนะและพ่ายแพ้ของทั้งสองฝ่ายได้รับการยอมรับและเฝ้ามอง รอยยิ้มซื่อๆของนักรบเวียดนามเหนือบนรถถังและ
เสียงโห่ร้องตะโกนก้องของประชาชนชาวเวียดนามในวันนั้นปรากฎหราบนหน้าหนังสือพิมพ์ ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง
และความกล้าหาญของเวียดนามเหนือได้รับการกล่าวถึงไปทั่วโลก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดหวั่น ให้กับโลกเสรี
โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีการพูดถึงทฤษฎี
"โดมิโน" ที่หมายถึงหลักและวิธีการรวมกลุ่มประเทศต่างๆที่มีอาณาเขตติดต่อ
ใก้ลเคียงกันหรือมีการปกครองที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อรวมตัวกันสร้างความสัมพันธ์ให้เป็นปึกแผ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์
ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ต่อกลุ่มประเทศบริวารด้วยกัน

เพราะฉะนั้นการที่เวียดนามใต้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้นั้น ทำให้โลกเสรีกลัวกันว่าระบบคอมมิวนิตส์จะแพร่ขยายลุกลามไปทั่วเอเชีย
โดยมีประเทศไทยเป็นด่านต่อไป ท่ามกลางสงครามเย็นที่เร่าร้อนรุนแรงของโลกเสรีและโลกคอมมิวนิตส์
ที่ยังดำเนินอย่างต่อเนื่องและท้าทาย สงครามครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสังคมอเมริกา รวมถึงเป็นการเปลี่ยนแปลง
ทางการเมืองการปกครองครั้งที่สำคัญครั้งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สงครามเพื่อป้องกันลัทธิคอมมิวนิตส์ได้สิ้นสุดลงแล้ว
อเมริกากับโลกเสรีกลายเป็นฝ่ายแพ้

ความพ่ายแพ้ของเวียดนามใต้ไ่ม่เพียงแต่เป็นบทเรียนทางการทหารเท่านั้น หากยังเป็นบทเรียนทางการเมืองอีกด้วย
เพราะระบบการเมืองที่ฉ้อฉลกับนักการเมืองที่ชั่วร้าย ระบบอุปถััมป์ที่เกื้อกูลระหว่างขุนศึกกับเครือว่านตามเหล่าพงศ์
ที่แย่งชิงทำเนียบผู้นำ ล้วนแต่ทำให้ความเลวร้ายขยายวงกว้าง จนพบจุดจบที่คาดไม่ถึง


เวียดนามในสมัยก่อนอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส การปกครองที่เข้มงวดและเอาเปรียบทำให้เกิดแนวร่วม
ในการต่อสู้เพื่ีออิสรภาพขึ้นในเวียดนาม การพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในสงครามเดียน เบียน ฟู ทำให้ทั้งสองฝ่าย
มีการทำข้อตกลงเจนีวา

กำหนดให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นเขตแบ่งให้เวียดนามปกครองทางเหนือ
ส่วนใต้เส้นขนานที่ 17 นั้น ให้อยู่ภายใ้ต้การปกครองของฝรั่งเศสชั่วคราว


หลังจากปี คศ.1954 ฝรั่งเศสใ้ห้"จักรพรรดิเบาได๋ "ราชวงศ์คนสุดท้ายของราชวงศ์เวียดนามขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดในการปกครอง
เพื่อหวังว่าชื่อเสียงและบารมีเก่าๆคงสามารถปกครองเวียดนามทางใต้ได้ แต่ด้วยความที่ไม่สนใจและหลงใหลกับความเป็นอยู่
ที่ฟุ้งเฟ้อ หูรุหราตามแบบผู้ดีเก่า ทำให้"เบาได๋"ไม่สามารถปกครองเวียดนามได้


ประกอบกับอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนฝรั่งเศสและขับไล่"เบาได๋"ออกจากบัลลังก์ พร้อมอุปโลกป์"โง ดิน เดียม"

เข้ายึดอำนาจ เปลี่ยนชื่อดินแดนทางใต้ว่า"สาธารณรัฐเวียดนามหรือเวียดนามใต้ มี"ไซ่ง่อน"เป็นเมืองหลวง "โง ดิน เดียม"
ไม่มีภรรยา มีน้องสะใภ้ภรรยาของ"โง ดิน นู"น้องชายเข้ามามีบทบาทแทนในฐานะ"สตรีหมายเลขหนึ่ง"
โดยมีชื่อเสียงที่รู้จักกันในนาม"มาดามนู"
การกดขี่ทางศาสนามีมากขึ้นเนื่องจาก"โง ดิน เดียม"เป็นคาธอลิก

Madame Nhu, wife of the head of the secret police, disdained the suicides by fire
as using "imported gasoline" to "barbecue" themselves.
She fiercely promoted
the Catholicization of South Vietnam even after it became evident that the backing of
the U.S. was in jeopardy.
She then made a promotional tour of the U.S. to "explain"
the true situation to the Americans. Her first call was upon Cardinal Spellman,
the principal sponsor of the Diem regime.
The vast Catholic machinery in the U.S. went into
action to make her campaign a success. Catholic papers joined influential individuals and
organizations who came to the fore to sponsor, support and promote Madame Nhu's
advocacy of the Diem regime. After the assassination of President Diem and her husband,
Ngo Dinh Nhu, she retired to Rome in 1964.

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=12&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ทำให้ พระภิกษุชื่อดิ๊ก กวง ดุ๊ก อายุ 66 ปี.ได้จุดไฟเผาตัวเองประท้วงกลางกรุงไซ่ง่อน
"มาดามนู"กล่าวถึงเหตุการณ์นี่ว่า"เป็นบาร์บีคิว ที่งี่เง่า" เดียมบอกว่า
"เผาเข้าเถอะ เดี้ยวจะตบมือให้""Let them burn, and we shall clap our hands."...


The mutilated bodies of President Diem and his brother Ngo
after their assassination by Buddhist officers November 2, 1963.

Assassination of President Kennedy in Dalles, Texas, November 22, 1963.
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=11&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

อเมริกาเห็นท่าไม่ดีเลยทำการสำเร็จโทษ"โง ดิน เดียม"โดยส่งเสริมนายทหารกลุ่มหนึ่งทำการปฎิวัติยึดอำนาจและ
สังหารสองพี่น้อง"ตระกูลโง"อย่างโหดเหี้ยมหลังจากที่หนีไปจนมุมกลางเมืองและถูกจับได้


หลังจากนั้นอเมริกาได้ส่งเสริมเหล่าขุนพลที่ควบคุมได้ ปกครองเวียดนามตลอดจนกระทั่งถึงยุคของ"เหงียน วัน เทียว"
เป็นประธานาธิบดีและมี"เหงียน เกา กี" เป็นนายกรัฐมนตรี

คศ.1960 การต่อสู้เริ่มรุนแรงขึ้นมีการจัดตั้ง"แนวร่วมปลดปล่อยเวียดนามใต้"หรือ"เวียดกง"
อเมริกาเริ่มส่งทหารเข้ามาในเวียดนามเพิ่มมากขึ้นและได้ชักชวนพันธมิตรเข้าสู่สงครามเช่น เกาหลี และไทย

คศ.1964 เรือยนต์เตอร์ปิโดจำนวน 3 ลำของทหารเวียดนามเหนือโจมตีเรือพิฆาต Uss Maddox ของอเมริกา
ในเขตน่านน้ำสากล บริเวณอ่าวตองกิน ประมาณ 30 ไมล์จากชายฝั่งของประเทศเวียดนามเหนือ


คศ.1965 นาวิกโยธินหน่วยแรกของอเมริกากำลังเดินทางเข้าสู่เมืองท่าดานังเป็นครั้งแรกทางเรือถูกกองกำลังฝ่ายเวียดกง
ดักซุ่มโจมตีแต่ว่าไม่ปรากฎการสูญเสีย นาวิกโยธินของอเมริกาหน่วยนี้มีหน้าที่ในการคุ้มครองสนามบินของอเมริกาในเมืองดานัง

คศ.1966 อเมริกา ใช้เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด B 52เข้าโจมตีเวียดนามเหนือเป็นครั้งแรกเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัย
สายโฮจิมินห์เข้าสู่ประเทศลาวและประเทศเวียดนามใต้

คศ.1967 กองทัพอเมริกาจำนวน 16.000 นายร่วมกับทหารเวียดนามใต้จำนวน 14.000 นาย ร่วมกันเปิดยุทธการทำลาย
การสนับสนุนเวียดกงใก้ลกับกรุงไซ่ง่อน สามารถค้นพบ อุโมงค์สำคัญของฝ่ายเวียดกง หรือที่เป็นรู้จักกันในนาม
" The Iron Triangle "



คศ.1968 เวียดนามเหนือและเวียดกงเปิดยุทธการเข้าตีที่ตั้งทางทหารในหลาย เมืองรวมทั้งกรุงไซ่ง่อนซึ่งเป็นเมืองหลวง
เพื่อข่มขัวญและสร้างจิตวิทยาในการต่อสู้ เนื่องจากเป็นการโจมตีในวันหยุดทางศาสนาหรือวันตรุษญวนอเมริกาและ
เวียดนามใต้ใช้เวลา26วันในการกวาดล้างฝ่ายเวียดกงที่เมืองเว้ซึ่งเป็นเมือง สำคัญทางศาสนาซึ่งอยู่ในใจกลางพื้นที่สงคราม

เวียดนามเหนือและเวียดกงประสบความสำเร็จในการเปิดยุทธการครั้งนี้มาก ถือเป็นการรบที่สำคัญครั้งหนึ่งในสงครามเวียดนาม
และเป็นการทำลายขัวญในการต่อสู้ของฝ่ายเวียดนามใต้เป็นอย่างมาก

คศ.1968 ข่าวใหญ่ที่โลกรับรู้คือการที่กองทัพอเมริกาไ้ด้ทำการกวาดล้างและทำลายหมู่บ้านไมลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้
ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

" ร้อยโท วิลเลี่ยม เคลลี่ สั่งให้ทุกคนยิงเข้าใส่ชาวบ้านให้ฆ่าทุกคนที่เห็นคนแก่บางคนถูกแทงตายด้วยดาบปลายปืน
ผู้หญิงและเด็กหลายคนถูกยิงที่ศรีษะ ผู้หญิงบางคนถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งในภายหลัง บางคนถูกสั่งให้คลานลงไปในร่องคูน้ำ
ในหมู่บ้านก่อนจะถูกกราดยิงอย่างบ้าคลั่งจากปืนกลมือของทหาร " การเจรจาสันติภาพที่เมืองปารีสเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม
โดยมี W.Averell Harrimanเป็นผู้แทนเจรจาฝ่ายอเมริกา และ Xuam Thuy รัฐมนตรีต่างประเทศของเวียดนามเหนือ
เป็นผู้แทนฝ่ายเวียดนาม แต่ปรากฎว่าไม่สามารถตกลงกันได้

คศ.1972 เครื่อง บินโจมตีทิ้งระเบิด B.52โจมตีเมืองท่าไฮฟอง และเมืองฮานอยเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ
เพื่อเป็นการทำลายคลังน้ำมันก่อนการเจรจาหยุดยิงกำลังจะเริ่มขึ้น ประธานาธิบดีนิกสัน ประกาศลดจำนวนทหารอเมริกา
ในเวียดนามใต้ให้คงเหลือไม่เกิน 70.000 นาย


ในอเมริกาการเดินขบวนประท้วงสงครามยังคงดำเนินต่อไปสงครามใกลเกินกว่าจะสงบและยุติได้ในเร็ววันแล้ว

Henry Kissenger และ Le duc Tho บรรลุข้อตกลงหลายข้อหลังร่วมกันเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีส

Kissenger ว่า" ขณะนี้สันติภาพอยู่ในมือ " Kissenger เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกา

คศ.1975 นายพล ดุง แม่ทัพใหญ่เวียดนามเหนือกำหนดเป้าหมายปลดปล่อยเวียดนามใต้ไม่เกินเดือนเมษายน
เขมรแดงภายใต้การนำของ พลพต เข้ายึดครองกัมพูชาจากรัฐบาลของ ลอน นอล ได้ในเดือนสิงหาคม


ประธานาธิบดี Doung Van Minhประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเวียดนามใต้ประกาศยอมแพ้ต่อคอมมิวนิสต์์
เมื่อวันที่ 30 เมษายน ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามเวียดนามอันยาวนานเป็นเวลาหลายปีและสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน
ของสองฝ่ายเป็นจำนวนมาก

ประธานาธิบดี Gerald Ford ได้แถลงที่มลรัฐ นิว ออลีนส์ ประเทศอเมริกาว่าสงครามเวียดนาม " Finished "
ทหารอเมริกา 2 นายสุดท้ายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้หลังจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ตก
นับเป็นการพ่ายแพ้สงครามที่เสื่อมเกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

ประธานาธิบดีฟาม วัน ดุง ได้ประกาศรวมเวียดนามเหนือและใต้ภายใต้ชื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนเวียดนาม
มีเมืองหลวงคือเมือง ฮานอย และเมืองไซ่ง่อนเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโฮจิมินส์ชิตี้ ปิดฉากสงครามอันยาวนาน

บทเรียน ...




เนื่องจากการต่อสู้ในสนามรบได้มีถ่ายทอดเป็นภาพข่าว ส่งออกกระจายข่าวไปทั่วโลก ความโหดเหี้ยม ความรุนแรง
ของสงครามที่ผู้คนทั้งโลกได้รับรู้ทั้งภาพและเสียงจากสนามรบ ได้ทำร้ายจิตใจของผู้คนมากมายเหลือคณานับ
โดยเฉพาะสังคมอเมริกาที่มีความเจริญทางวัตถุมากกว่าใคร ภาพความสูญเสียของทหารอเมริกาถูกส่งผ่านจอโทรทัศน์
ทั้งวันทั้งคืนความโหดร้ายจากสงครามที่ไม่เคยได้เห็น กลับกลายเป็นความคุ้นเคยและชินตา




ภาพของพลจัตวา เหงียน ง็อก โลน อธิบดีกรมตำรวจเวียดนามใต้ลั่นกระสุนสังหารผู้ต้องสงสัยเป็นเวียดกงใจกลางกรุงไซ่ง่อน
หลังจากมีการโจมตีและจับผู้ต้องสงสัยได้ ถูกตีพิมพ์ภาพและถ่ายทอดไปทั่วโลก ความบ้าเลือดของกองทัพอเมริกา
ที่สังหารชาวบ้าน 300 กว่าศพที่
หมู่บ้านไมลาย หรือกระทั่งข้อมูลด้านมืดของสงครามที่ถูกเปิดเผยออกมา อย่างการทำลายป่า
เพื่อทำลายล้าง
ชีวิตทั้งคน และธรรมชาติโดยการใช้"สารเหลือง" การโจมตีในวันตรุษ เมืองเว้ ที่เป็นเมืองหลวงเก่า
การโจมตีสถานฑูตอเมริกาสิ่งต่างๆและเหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับการกระจายข่าวซ้ำแล้ว ซ้ำอีกไปทั่วโลก

อเมริกันชนได้เห็นภาพลูกหลานอเมริกัน ศพแล้ว ศพเล่า ทางหน้าจอ ไม่ว่างเว้นแม้กระทั่งยามกินอาหาร



หนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างหนังสือพิมพ์ Life ไดัตีพิมพ์และทำรายงานพิเศษครั้งแล้วครั้งเล่า

ทหารอเมริกาส่วนมากเป็นทหารเกณฑ์ ความรู้น้อย การเข้าสงครามที่ไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้วันตาย
ความห่างไกลจากครอบครัว ทำให้ยาเสพติดระบาดในกองทัพ
การเข้าสู่สงครามทำให้ประสิทธิภาพในการรบต่ำเกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมากแทบทุกสนาม



นักบินอเมริกาถูกควบคุมตัว หลังจากถูกยิงตกนั่งเกวียนแห่แหนบนท้องถนนในชนบทของเวียดนาม ถูกนำภาพเผย
แพร่ทั่วโลก ทหารเวียดนามเหนือและชาวบ้านตัวเล็กๆข่นแค้นคุมทหารตัวใหญ่ประเทศใหญ่เจ้าโลก

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายเวียดนามเหนือ เพื่อต้องการสร้างกระแสแรงต่อต้านจากสังคมอเมริกา
ที่กำลังเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามหลายมลรัฐทั่วอเมริกา


สังคมอเมริกันที่สมบรูณ์ด้วยสุขนิยมจะทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรได้อย่างไร
คำถามที่เพิ่มมากขึ้นว่าอเมริกาทำสงครามนี้เพื่อใคร และเพื่ออะไร มีมากขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ด้วยความต้องการที่จะยุติสงครามที่ยืดเยื้อและสิ้นเปลืองนี้ ทำให้ประธานาธิบดีริชาร์ดิ นิกสัน เคยมีแผนการ
ที่จะใช้้ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มเวียดนามเหนือภายใต้ระหัส"ดั้ก ฮุก"
แต่ก็ไม่ได้รับการเห็นชอบของรัฐมนตรีต่างประเทศ

สังคมอเมริกาเริ่มเข้าสู่ความระส่ำระสาย แรงดึงดูด ความหวาดกลัวจากสงครามจากที่ต้องเป็นทหาร ทำให้สังคม
วัฒนธรรมอเมริกาเริ่มแปรเปลี่ยนเข้าสู่ยุคแสวงหา "ฮิปปี้"ผู้ประกาศตนต่อต้านสงครามและพเนจรไปวันๆ ด้วยไม่รู้เป้าหมาย
หรือไม่ก็ต้องการปลดปล่อยชีวิตเป็นอิสระ เนื่องจากไม่ทราบว่าวันไหนตนเองต้องถูกส่งไปรบที่สงครามเวียดนามมีมากขึ้น
เยาวชนอเมริกากลายเป็น"ขบถสังคม"



ภาพดอกคาร์เนชั่นที่นักศึกษาเสียบที่ปลายปืน ที่มอบให้กับทหารในระหว่างการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงคราม
ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ทั่วโลกบ่งบอกถึงความรู้สึกของชาวอเมริกันเป็นอย่างดีในการที่ต้องการใ้ห้รัฐบาลยุติสงครามครั้งนี้
การประท้วงต่อต้านสงครามเป็นปัญหาหลักและยืดเยื้อยาวนานที่เกิดขึ้นในอเมริกา คำขัวญหลายคำมีความหมายเช่น
Makelove not Warเป็นต้น

เดือนเมษายน 2514 ที่กรุงวอชิงตัน วิลเลียม ไซแมน นักรบผู้สูญเสียขาทั้งสองข้างจากการไปรบในเวียดนาม
เอาเหรียญกล้าหาญและอิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯขว้างที้งต่อหน้าผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน



ทหารผ่านศึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกา พวกเขาว่างงานสังคมไม่ยอมรับกลายเป็นภาระมีปัญหาทางจิตใจ
พวกเขาเหมือนวัตถุเหลือใช้จากสงคราม มันเป็นความปวดร้าวและข่มขื่นเป็นอย่างยิ่ง

30เมษายน1975 รถถังของกองทัพปฎิวัติเวียดนามเหนือพุ่งเข้าชนประตูทำเนียบรัฐบาล


ภาพสุดท้ายที่ปรากฎไปทั่วโลกคือ"การอพยพครั้งสุดท้าย"เฮลิคอปเตอร์บนหลังคาตึกสถานทูตสหรัฐวันไซ่ง่อน
แตกที่พึ่งสุดท้ายของฝ่ายขวาหลังสนามบินถูกถล่ม



อเมริกันและชาวเวียดนามมุ่งหน้าไปที่สถานทูตเพื่อต้องการหนีออกจากเวียดนามทางเครื่องบินเพื่อไปลงเรือ
ที่จอดรออยู่ทางทะเล หลายคนผิดหวัง หลายคนสมหวัง

สงครามเวียดนามบอกอะไรได้หลายอย่าง การต่อสู้ การไม่ยอมแพ้ต่อการกดขี่ความเลวแหลกของ
ระบอบนักการเมือง รวมถึงความเยี่ยมยุุทธของด้านการรบและยุทธวิธีเวียดนามเหนือเป็นสิ่งที่น่าศึกษา
และเป็นบทเรียนชั้นดีเยี่ยม


พิษณุ จามพัฒน์


.....................................................................................................................


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Nov 25, 2009 9:55 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 25, 2009 11:03 am


คศ.1964 เรือยนต์เตอร์ปิโดจำนวน 3 ลำของทหารเวียดนามเหนือโจมตีเรือพิฆาต Uss Maddox ของอเมริกา
ในเขตน่านน้ำสากล บริเวณอ่าวตองกิน ประมาณ 30 ไมล์จากชายฝั่งของประเทศเวียดนามเหนือ

http://aryaforum.freeforums.org/indochine-s-portraits-t229-60.html
ต้องกลับมาถามทางฝั่งไทยเองว่าหวังจะมีเอกภาพกับอินโดจีนสักแค่ไหน โอกาสนั้นมีมานานกว่า 60 ปี
นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีมาตั้งแต่ยุคเสรีไทยเคยพยายาม แม้แต่ช่วยเวียดมินปลดแอก
แต่นั่นเล็กน้อยเกินไป แล้วขาดตอนไปนานเกินไปที่ทั้งสามชาติที่อยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจะเห็น
ความจริงใจจากผู้นำไทย

พอมาถึงสงครามเวียดนาม เจ๊ตทุกลำที่มุ่งหน้าถล่มเวียดนามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2508
(หลังจากสหรัฐหาเรื่องสำเร็จจากกรณีเรือแม๊ดด๊อกซ์ที่อ่าวตังเกี๋ย) ก็เป็นไปตามบัญชาของบันทึก
Dean-Rusk Thanat Communique 1962
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=12&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังต้องหาทางติดต่อประสานงานผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการ "คท."
เพื่อให้สามารถตกลงใจได้รวดเร็วทันเหตุการณ์ โดยข้าพเจ้าต้องทำความรู้จักและคุ้นเคยกับ
ฝ่ายเสนาธิการประจำตัว (คนสนิท) ของท่าน เช่น "ไพฑูรย์" คนสนิทของ พลเอกถนอม กิตติขจร
"สม" คนสนิทของ พลเอกประภาส จารุเสถียร "สรรเสริญ" คนสนิทของ พลอากาศเอก บุญชู จันทรุเบกษา และ
"อานันท์ คนสนิทของ พันเอกถนัด คอมันตร์เพราะ การส่งเอกสารทางราชการเพื่อการประสานงานนั้น
ย่อมจะไม่ทันกับเหตุการณ์ นอกจากเป็นเรื่องสำคัญก็จะยืนยันทางเอกสารภายหลัง การปฏิบัติเช่นนี้
ต้องอาศัยความเชื่อถือซึ่งกันและกันเท่านั้น ซึ่งนับเป็นโชคดีที่ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยกับฝ่ายเสนาธิการ
ที่เป็นคนสนิทของท่านผู้ใหญ่เหล่านี้มาก่อน จึงทำให้สามารถปฏิบัติงาน "ลับ" นี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี
แต่ข้าพเจ้าก็ต้องประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ตลอดเวลา
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.acassoc.com/o2/Newsdetail.asp?id=4635
เส้นทาง สู่ อำนาจ เส้นทาง อานันท์ ปันยารชุนเส้นทาง ถนัด-รัสก์

คอลัมน์ หักทองขวาง

ต้องยอมรับว่าการเรียบเรียงหนังสือ "อานันท์ ปันยารชุน ชีวิตความคิดและการงาน" โดย ประสาร มฤคพิทักษ์
มิได้เป็นการเรียบเรียงไปเรื่อยๆ ในลักษณะอนุกรม

ประการ 1 เป็นการเรียบเรียงจากคำบอกเล่าโดยตรงของ นายอานันท์ ปันยารชุน

ขณะเดียวกัน ประการ 1 เป็นการเรียบเรียงในลักษณะที่ผ่านการสังเคราะห์ วิเคราะห์จาก 2 ส่วนประสานเข้าด้วยกัน

ส่วนหนึ่ง เป็นของ นายอานันท์ ปันยารชุน เอง ส่วนหนึ่ง เป็นของ ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะ

การเรียนรู้ของ นายอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูงเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนนั้น คือ นายถนัด คอมันตร์

อย่าลืมเป็นอันขาดว่าในคณะทูตของไทยที่เดินทางไปประจำ ณ กรุงโตเกียว ภายหลังไทยประกาศสงครามกับ
สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปี 2485 นั้น เลขานุการประจำคณะคือ นายถนัด คอมันตร์

การที่ นายถนัด คอมันตร์ เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นเลขานุการทำงานใกล้ชิดกับตน
จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

ทรงความหมายมากน้อยเพียงใดขอให้ศึกษาจากข้อเขียนของ ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะในหนังสือ
"อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต ความคิดและการงาน" เล่มนี้ ดังนี้ วัน ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2505 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ พร้อมคณะ
คือ พล.ท.วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ เจ้ากรมข่าวทหาร และ นายอานันท์ ปันยารชุน ได้เดินทางไปพบ
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้


โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับไทยไว้พร้อมสรรพถึง 12 เรื่องด้วยกัน
รวมทั้งจดหมายถึง "จอมพล" ของไทย

ที่สำคัญ คือ "แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์" ลงวันที่ 6 มีนาคม 2505 ซึ่งระบุว่า

"สหรัฐอเมริกายืนยันอย่างหนักแน่นและเปิดเผยที่จะรักษาเอกราชและบูรณภาพของราชอาณาจักรไทย
เป็นสิ่งสำคัญขั้นชีวิต พร้อมทั้งแสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีแห่งสนธิสัญญาซีโต้
เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลประเทศไทยในการต่อต้านการรุกรานทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย
"

ในด้านหนึ่งนั้น คือ การเล่นเกม มีทางเลือก กับสหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่งเป็นการงัดข้อกับฝ่ายทหาร

นายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีโอกาสศึกษาวิทยายุทธ์จากบรมครู พ.อ.ถนัด คอมันตร์ อย่างใกล้ชิด และมีความหมายยิ่ง
กับตนเองในเวลาต่อมา
ไม่ว่าจะประเมินว่าการลงนามใน "แถลงการณ์ถนัด-รัสก์" จะเป็นการเล่นเกมมีทางเลือก
กับสหรัฐและนำเอาไพ่สหรัฐอเมริกามาต่อรองกับฝ่ายทหาร

แต่นายดีน รัสก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยืนยันต่อ
พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยว่า

"พันธกรณีของสหรัฐมิได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของประเทศภาคีสนธิสัญญาอื่นๆ ทั้งหมดก่อนหน้านี้
ทั้งนี้เพราะพันธกรณีตามสนธิสัญญานี้ เป็นทั้งเรื่องของแต่ละประเทศและทุกประเทศร่วมกันก็ได้
"

บทสรุปของ จุลชีพ ชินวรรโณ ก็คือ

แถลงการณ์ ถนัด-รัสก์ทำให้รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ซึ่งยึดอำนาจ
ทางการเมืองจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม) มีความมั่นใจในพันธกรณีของสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น


และได้ขยายขอบเขตความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา โดยประเทศไทยยอมให้สหรัฐอเมริกาสร้างและใช้ฐานทัพ
ในประเทศอีกหลายแห่งนอกเหนือจากฐานทัพอากาศที่ตาคลีและโคราชในค.ศ.1962 และนครพนมในค.ศ.1963


ต่อมา เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาททางการทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในเวียดนามเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากที่รัฐสภาสหรัฐอเมริกามอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจอห์นสัน
ดำเนินการทางการทหารตาม "มติอ่าวตังเกี๋ย" ใน ค.ศ.1964 แล้ว


รัฐบาลไทยภายใต้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจาก
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่กรรมก็ได้ร่วมกับสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น

จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2506

นั่นไม่เพียงแต่ นายถนัด คอมันตร์ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หาก
นายอานันท์ ปันยารชุน ก็ยังเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ


นายอานันท์ ปันยารชุน อยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2510

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=13&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อย่าแปลกใจที่วันนี้ ไทยกำลังเผชิญกับปีศาจอินโดจีนหลอกหลอน กี่หมื่นกี่แสนศพเวียดนามที่สังเวยให้
กับระเบิดที่หย่อนลงไปจากเครื่องบินที่ขึ้นไปจากอู่ตะเภา อุดร ตาคลี โคราช เริงนกทาอุบล เอ็นเคพี
นครพนม เปล่า ผมไม่ห่วงว่าเขาจะมาแก้แค้น แค่สักวันหนึ่ง เขาอาจมาขอให้ไทยกล่าวคำขอโทษเหมือน
คนจีน เกาหลีเรียกร้องให้นายกญี่ปุ่นคนแล้วคนเล่าออกมาขอโทษ แค่นั้นก็เป็นชะ นักบาปติดตัวไปจนตายแล้ว
และผมก็ยังนึกไม่ออกว่า เมื่อถึงวันนั้นผู้นำไทยรุ่นหลังๆจะตอบว่าอย่างไร อาจบอกว่าไม่เห็นมีคนญวนตายสักคนก็ได้

วันนี้เราต้องเปลี่ยนนโยบายทั้งระบบการศึกษาและการทูต เพื่อจะได้ทำให้ไทยตามกระแสความเปลี่ยนแปลง
ของประเทศเพื่อนบ้านให้ทัน ทุกวันนี้คนเวียดนามรู้ภาษาไทยเพียบ เยาวชนของเขาสนใจไทย
ในขณะที่เด็กไทยในมหาวิทยาลัยกำลังจะมืดบอดกับโลกทัศน์รอบตัวอย่างน่าวิตกยิ่ง
ขนาดสองวันก่อน ที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศลงมติว่า ภาษาอังกฤษไม่ต้องใช้เป็นเกณฑ์ทดสอบในการเข้าเรียน
ในมหาวิทยาลัย แล้วสัมมะหาอะไรกับภาษามาลายู พม่า เวียดนาม ที่ในอนาคต ไทยจะหาผู้เชี่ยวชาญกิจการของ
ประเทศในอินโดจีนไม่ได้เลยเพราะถ้าไม่รู้ภาษาพื้นเมืองของเขาแล้ว ก็อย่าหวังจะเข้าใจกุศโลบาย
และยุทธศาตร์ของเขาได้

ผมไม่ทราบว่า อะไรที่อยู่เบื้องหลังความคิดตื้นๆเช่นนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความมีชาตินิยมแบบราคาถูก
ที่เกิดจากความรู้สึกเดียดฉันท์ชนชาติลาว เขมร ญวนว่าต่ำต้อยกว่าไทย (ชาติพันธุนิยม=ethnocentrism)

หรือไม่ก็เป็นความเขลาที่หลงไปว่าถ้ารู้ภาษาคนอื่นแล้วจะทำให้ถูกหลอมเข้ากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
หรือทั้ง 2 อย่างรวมกัน เหมือนกับในยุคจอมพล ป.ที่แอนตี้การมีโรงเรียนจีน สุดท้ายวันนี้ก็เห็นสอนกันเกร่อ
เป็นเพราะอะไร คงต้องรอจนกว่าจะเห็นว่าชาติใดเป็นมหาอำนาจก่อน ถึงจะยอมรับกระมัง

ทำเป็นเล่นไป เวียดนามรู้ถึงค่านิยมเชิงอำยาจของคนไทยดี
เขาจึงทำการเปิดสอนภาษาไทย การเมือง สังคมและวัฒนธรรมไทย อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
โดยมีเป้าหมายว่า สักวันจะแสดงให้เมืองไทยยอมรับว่าเวียดนามคือมหาอำนาจในอินโดจีน
แน่นอนว่า เมื่อถึงวันนั้น โรงเรียนไทยจะได้เปิดสอนภาษาเวียดนามกันเป็นล่ำเป็นสัน

เราอยากเปิดสอยเพราะสถานการณ์บังคับ หรือเราจะจัดหลักสูตรเองอย่างเสรี มันต่างกันนะครับ
ฝากถึงที่ประชุมสภาอาจารย์ทั่วประเทศให้ทราบว่า พวกฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยบัดนี้เฟอะฟะ
เพี้ยนกันไปหมดแล้ว

พอหันมาดูกระทรวงการต่างประเทศ เจอทั้งบอดทั้งเหล่ งานแรกของรัฐมนตรีปัจจุบันคือ
ทำพาสปอร์ตแดงไปให้นายเก่าได้มีสิทธิพิเศษทางการทูต ดูวิสัยทัศน์คนระดับนี้แล้วต้องร้องว่า พระเจ้า!

เรือพิฆาตแม๊ดด๊อกซ์ (USS Maddox : DD-731) ภายใต้บังคับบัญชาของ น.ท.เด็มสเตอร์ แจ๊คสัน
ได้รับคำสั่งให้เข้าไปลาดตระเวนเลียบชายฝั่งเวียดนามเหนือ ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๐๗





จนกระทั่งวันที่ ๒ สิงหาคม ประมาณสี่โมงเย็น เรือแม๊ดด๊อกซ์ ถูกโจมตี
โดยเรือยนต์ตอร์ปิโดเวียดนาม(Patrol Torpedo Boat :PT ) ๓ ลำ ในเขตน่านน้ำสากล



เกิดการปะทะกันด้วยปืนเรือและตอร์ปิโด ฝ่ายอเมริกาได้รับการสนับสนุนเครื่องบินโจมตี
จากเรือบรรทุกเครื่องบินติคอนเดอโรกา(USS Ticonderoga :CVA-14)







ฝ่ายอเมริกาเสียหายเล็กน้อย ฝ่ายเวียดนามเหนือ เสียเรือไปหนึ่งลำ
เรือพิฆาตแม๊ดด๊อกซ์ ยังคงลาดตระเวนต่อไป


วันที่ ๓ สิงหาคม เรือพิฆาตเทอร์เนอร์ จอย(USS Turner Joy:DD-951)
เข้าเสริมกำลังร่วมกับเรือแม๊ดด็อกซ์

วันที่ ๔ สิงหาคม เวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง หมู่เรือได้ตรวจพบเป้าจากเรดาร์ คาดว่าเป็นเรือยนต์ตอร์ปิโดเวียดนามเหนือ
จึงได้ทำการยิงไปยังเป้าที่ถูกระบุด้วยเรดาร์ มีรายงานว่าจมเรือเวียดนามเหนือได้ ๒ ลำ (??)



แต่เรื่องความเสียหายของเวียดนามเหนือนี้ ภายหลังมีลูกเรือแม๊ดด๊อกซ์เอง ออกมาเปิดเผย
ว่าที่ยิงไปตอนกลางคืนน่ะ ไม่เห็นเป้า ไม่แน่ใจว่ามีการโจมตีจริงหรือไม่ ??


--------------------------------------------------------------------


โดยความเห็นส่วนตัวผม ผมเชื่อว่าวิกฤติการณ์นี้ เป็นเจตนาของอเมริกา ที่ต้องการให้เกิด
การส่งเรือแม๊ดด๊อกซ์เข้าไปในระยะขนาดนั้น พร้อมกับการใช้เรดาร์กวาดทั่วชายฝั่งเวียดนามเหนือ
เหมือนกับเป็นการ " ล่อเป้า " กลายๆ ให้เวียดนามเหนือจับได้ จึงส่งเรือยนต์ตอร์ฯ ออกมาถูกที่
เพราะเรือยนต์ตอร์ฯ มีรัศมีปฏิบัติการไม่ไกลนัก ต้องรู้จุดรู้ตำแหน่งเป้าหมายคร่าวๆ

ผมอยากเสนอบันทึกเหตุการณ์กว้างๆ อย่างนี้นะครับ

พฤศจิกายน ๒๕๐๖(1963) ปธน. เคเนดี้ ถูกลอบสังหาร, รอง ปธน.จอห์นสันเป็น ปธน. แทน
สิงหาคม ๒๕๐๗(1964) วิกฤติการณ์อ่าวตังเกี๋ย
มกราคม-มีนาคม ๒๕๐๘(1965) Operation Rolling Thunder , Operation Starlight
อเมริกา เข้าร่วมสงครามเวียดนามเต็มตัว


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 26, 2009 10:54 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 25, 2009 11:20 am

http://www.crma.ac.th/histdept/news/tonkingulfincident.htm

อุบัติการณ์ที่อ่าวตังเกี๋ย
(Tonkin Gulf Incident)


4 สิงหาคม 1964 อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริงการศึกษาของ Edwin E. Moise จากหนังสือ
Tonkin Gulf and the Escalation of the Vietnam War (Chapel Hill: University of North Carolina Press, 1996)
ยืนยันว่า อุบัติการที่อ่าวตังเกี๋ยในวันที่ 5 สิงหาคม 1964 ซึ่งทำให้สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือนั้น
ไม่ได้เกิดขึ้นจริง วันที่ 5 สิงหาคม 1964 เครื่องบินสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดถล่มเวียดนามเหนือเป็นการโต้ตอบ
ที่เรือพิฆาตของสหรัฐฯ ชื่อ Maddox และ Turner Joy ถูกโจมตีจากเรือลาดตระเวนของเวียดนามเหนือ
ในวันที่ 4 สิงหาคมในน่านน้ำสากลบริเวณอ่าวตังเกี๋ย การโจมตีของเวียดนามเหนือดังกล่าวนับเป็นครั้งที่สอง
ในรอบสามวัน ก่อนหน้านี้ในวันที่ 2 สิงหาคม เรือ Maddox เคยถูกโจมตีในบริเวณเดียวกัน
การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ภายใต้รหัสว่า Pierce Arrow ในวันที่ 5 สิงหาคมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สหรัฐฯ
เพิ่มการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในเวียดนามมากขึ้นอย่างฉับพลัน วันที่ 7 สิงหาคม สภาคองเกรสมีมติ
อ่าวตังเกี๋ยให้อำนาจประธานาธิบดี Lyndon Johnson เพิ่มขึ้นในการสกัดกันการคุกคามจากเวียดนามเหนือ
หนังสือพิมพ์ให้การสนับสนุนทัศนะของรัฐบาลที่มีต่ออุบัติการณ์ที่อ่าวตั้งเกี๋ย สาธารณชนอเมริกันให้การสนับสนุน
การโจมตีตอบโต้เวียดนามเหนือ แต่ครั้งถึงปี 1967 ข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏออกมาว่า
การโจมตีวันที่ 4 สิงหาคมของเวียดนามเหนือนั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง Moise เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 กรกฎาคม
เรือ Maddox แล่นออกจากไต้หวันไปอ่าวตังเกี๋ยเพื่อสอดแนม และเข้าไปใกล้ชายฝั่งเวียดนามเหนือมากเกินกว่า
ที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ จะกล้ายอมรับอย่างเปิดเผยเป็นการเข้าไปปฏิบัติการในอ่าวตั้งเกี๋ยหลังความตึงเครียด
ระหว่างสหรัฐฯและเวียดนามเหนือเพิ่มสูงขึ้น ไม่มีข้อโต้แย้งว่า ในวันที่ 2 สิงหาคม เรือ Maddox ถูกเรือเวียดนามเหนือ
3 ลำโจมตี แต่ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นกับเรือปฏิบัติการสอดแนมยังดำเนินต่อมาอีก โดยมีเรือ Turner Joy เข้ามาร่วม
ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม เรือทั้งสองลำรายงานว่ากำลังถูกโจมตี จึงมีการส่งเครื่องบินจากกองเรือ Ticonderoga และ
Constellation ออกบินคุ้มครอง หลังเหตุการณ์สงบลงแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากสงสัยว่า
การโจมตีเกิดขึ้นจริงหรือไม่

Moise ยืนยันว่า มีหลักฐานแสดงว่า ไม่มีการโจมตีจากเวียดนามเหนือเกิดขึ้นในคืนวันที่ 4 สิงหาคม
ประธานาธิบดีจอห์นสันสั่งให้ตอบโต้เพราะเชื่อว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อปรากฎว่า
การโจมตีอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง สหรัฐฯ ก็ยากที่จะถอย Moise มีความรู้สึกว่า เหตุการณ์วันที่ 4 สิงหาคม
เป็นข้ออ้างที่ง่ายดีสำหรับการเพิ่มการเข้าไปยุ่งเกี่ยวของสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม
เป็นการยากที่จะโต้แย้งว่า หากไม่มีอุบัติการณ์ดังกล่าว ประธานาธิบดีจอห์นสันจะไม่มีคำสั่งให้ทิ้งระเบิด
ถล่มเวียดนามเหนือเป็นการตอบโต้หลังเกิดเหตุการณ์อื่นๆ และนำไปสู่การรณรงค์ให้มีการทิ้งระเบิด
เวียดนามเหนืออย่างเป็นกิจลักษณะ

ที่มา: พ.ต. ศรศักร ชูสวัสดิ์สรุปจาก David H. Eyman. "Review of Edwin E. Moise,
Tonkin Gulf and the Escalation of the Vietnam War," H-War, H-Net Reviews, January, 1997.
URL:
http://www.h-net.msu.edu/reviews/showrev.cqi?path=11845862319294. 30/11/44.

http://socialitywisdom.blogspot.com/2009/04/blog-post_7224.html
Thursday, April 23, 2009

ลำดับ๕๘๓.สหรัฐสร้างสถานการณ์เพื่อประกาศสงคราม

๓๕๐ ไมล์ทางทิศตะวันออกของทุ่งไหหินในอ่าวตังเกี๋ยใกล้แนวชายฝั่งเวียดนามเหนือ
เรือเร็วของหน่วยคอมมานโดเวียดนามใต้และเรือพิฆาตลำหนึ่งของอเมริกากำลังเล่นเกมแมวจับหนู
อยู่กับกองกำลังป้องกันชายฝั่งขอฮานอย จากความพยายามหาพิกัด และคลื่นความถี่ของสถานีเรดาห์
ที่พวกโซเวียตได้มาสร้างไว้ให้

๓๐ กรกฎาคม ๒๕๐๗ หน่วยคอมมานโดเวียดนามใต้เปิดฉากระดมยิงที่ตั้งทางทหารเวียดนามเหนือ
ที่ต้ัง อยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในอ่าวตังเกี๋ย ไม่กี่วันต่อมา เรือลาดตระเวนของเวียดนามเหนือ ได้เปิดฉากยิงเข้าใส่
เรือพิฆาต ที่ชื่อว่าแมดด็อกของอเมริกา เรือพิฆาตอเมริกันอีกลำหนึ่งจึงได้ช่วยยิงตอบโต้ใส่เรือลาดตระเวนตอร์ปิโด
เวียดนามเหนือ เพื่อเป็นการแก้เผ็ด ต่อมาเครื่องบินรบอเมริกันบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าโจมตีคลังเก็บน้ำมัน
และเรือรบเวียดนามเหนือจำนวน ๒๕ ลำ ในภารกิจนี้อเมริกาเสียเครื่องบินไปสองลำ

๗ สิงหาคม รัฐสภาอเมริกาได้ผ่านกฎหมาย กัฟ ออฟ ตังเกี๋ย ที่เปรียบเหมือนไฟเขียวให้ประธานาธิบดีจอห์นสัน
ทำสงครามกับเวียดนามเหนืออย่างเป็นทางการ


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอ่าวตังเกี๋ย ทำให้วอชิงตันหันมาให้ความสนใจสถานการณ์ในเวียดนามเพิ่มมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ในวอชิงตันไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในลาวเหมือนแต่ก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นในลาวจึงกลับเข้าสู่เงามืดอีกครั้ง

ฉะนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯในเวียดนามใต้ ซีไอเอจึงได้รับคำสั่งให้เร่งเสริมสร้าง
กองทหารชาวเขาและขยายพื้นที่ปฏิบัติการเข้ายังเขตแดนเวียดนามเหนือและทางตอนใต้ของจีน

โดยเป้าหมายแรกคือ หาข่าวแล้วทหารกองโจรชาวเขาจะเข้าโจมตีก่อนกวนข้าศึกไปพร้อมกัน

โทนี โพ ได้จัดตั้งทหารกองโจรบริเวณซำเหนือขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพราะซำเหนืออยู่นอกเขตพื้นที่ดูแลของวังเปา
และในการสู้รบกับทหารปเทดลาวที่พวกอเมริกันมักอ้างว่าเป็นกองทหาร เวียดนามเหนืออยู่เสมอๆ ทหารกองโจร
ภายใต้การนำของโทนี โพ-ทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐ ก็ถูกทหารฝ่ายปเทดลาวโจมตีอย่างหนักจนพารูชาวไทย
ที่ไปด้วยถูกสังหารจนหมด โทนี โพถูกยิงที่ตะโพกอาการสาหัส ต้องเรียก ชอปเปอร์บินมารับกับฐานที่มั่นล่องแจ้ง
และนั่นเป็นสัญญาณการต่อสู้จากฝ่ายปเทดลาวต่อพวกต่างชาติที่เข้ามาทำลาย ประเทศชาติของผู้อื่น.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 25, 2009 9:18 pm

http://www.thaioctober.com/smf/index.php?topic=2533.70;wap2
เปิดโปงสหรัฐฯ ''กุข่าว'' เพื่อเปิดศึกเวียดนาม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 ธันวาคม 2548 22:30 น.

เพิ่งจะมีการเปิดเผยในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ความจริงแล้วไม่ได้มี "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" เกิดขึ้น
อันเป็นสาเหตุให้สหรัฐฯ อ้างความชอบธรรมในการโจมตีทางอากาศเวียดนามเมื่อ 40 กว่าปีก่อน

ทั้งหมดนั้นเป็นข้อมูลผิดๆ ไม่ต่างกับเมื่อสหรัฐฯ เปิดศึกในอิรัก โดยอ้างว่าอดีตประธานาธิบดี
ซัดดัม ฮุสเซน มีอาวุธทำลายล้างอานุภาพสูงในครอบครอง

การข่าวที่อ้างว่า "เวียดนามเหนือยิงเรือรบสหรัฐฯ ด้วยตอร์ปิโดในวันที่ 4 สิงหาคม 2507" นั้น
ปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องจริง ข้อมูลนี้เพิ่งจะได้รับการเปิดเผยหลังจากถูกเก็บไว้เป็นความลับมานาน
โดยองค์การความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (USNSA)

เอกสารที่สำคัญที่สุดซึ่งเปิดเผยเรื่อง ข่าวเท็จที่สหรัฐฯ อ้างเพื่อก่อสงครามในเวียดนามนั้น
เป็นรายงานของนายโรเบิร์ต ฮันโยค นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่ปฏิบัติงานให้กับ USNSC
เมื่อปี 2544 แต่รายงานชิ้นนี้ก็ถูกเก็บเป็นความลับมานาน

นายฮันโยคได้ศึกษาเอกสารลับเมื่อปี 2507 และได้สรุปว่า ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายเวียดนามโจมตี
เรือรบสหรัฐฯ ในวันที่ 4 ส.ค. 2507 ตามที่มีการกล่าวอ้าง


องค์การความมั่นคงแห่งชาติ ได้พยายามเลื่อนเวลาการเผยแพร่รายงานชองนายฮันโยค
เพื่อมิให้เกิดการเปรียบเทียบกันระหว่าง กรณีสหรัฐฯ เปิดฉากสงครามในเวียดนามเมื่อกว่า 40 ปีก่อน
กับกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากสงครามในอิรัก เมื่อปี 2544

ฝ่ายเวียดนามเรียกสงครามครั้งนั้นว่า "สงครามสหรัฐฯ" ซึ่งกินเวลานานถึง 10 ปี ในช่วงนั้นสหรัฐฯ
ส่งทหารเข้ารบในเวียดนามกว่า 3 ล้านคน มีประชาชนพลเรือนชาวเวียดนามเสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน
และทหารอเมริกันล้มตายไปกว่า 58,000 คน

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า สงครามอิรักในวันนี้ก็จะจบลงอย่างล้มเหลว
เช่นเดียวกันกับสงครามเวียดนามที่ยุติลงลงเมื่อ 30 ปีก่อน.

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลับที่สุด!! เวียดกงหลอกสหรัฐฯ ถล่มกันเอง

โดย ผู้จัดการออนไลน์13 มกราคม 2551 22:12 น.

เอกสารลับที่เคยเป็นเรื่องลับสุดยอดจากยุคสงครามเวียดนามได้เปิดเผยความลับออกมาหลายอย่าง
รวมทั้งการที่หน่วยรบของกองทัพสหรัฐฯ บางหน่วยเคยถูกฝ่ายเวียดนามเหนือแสร้งเป็นพวกเดียวกัน
ส่งวิทยุหลอกแจ้งพิกัดให้ช่วยยิงถล่ม "ศัตรู" ซึ่งต่อมาได้ปรากฏว่า เป็นการยิงที่ตั้งฝ่ายสหรัฐฯ เอง

มีเรื่องราวที่ฝ่ายสหรัฐฯ ถูกหลอกแบบนี้ในหลายเหตุการณ์

ส่วนใหญ่ในเอกสารเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการถอดรหัสลับและการดักฟังการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม
FAS เปิดเผยสัปดาห์ที่แล้วว่า ในปี 2488 หน่วยดักฟังของสหรัฐฯ เคยดักสัญญาณโทรเลขที่
อดีตประธานโฮจิมินห์ของเวียดนามเหนือ ส่งถึงจอมพลโจเซฟ สตาลิน แห่งอดีตสหภาพโซเวียตได้

เอกสารจำนวนหนึ่งยังได้ตอกย้ำการโกหกของอดีตประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน เกี่ยวกับกรณี
ที่เรียกว่า "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" (Gulf of Tonkin Incident) เมื่อปี 2507 ซึ่งเป็นเรื่องที่
ผู้นำสหรัฐฯ กุขึ้นมาเพื่ออ้างเป็นสาเหตุเข้าแทรกแซงในเวียดนาม


เอกสารลับที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency) ยอมเปิดเผยนี้
เป็นไปตามกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ที่ร้องขอโดยสมาคมนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน
(Federation of American Scientists) หรือ FAS
เอกสารที่เคยเป็นความลับชุดนี้
มีความยาวกว่า 500 หน้ากระดาษ เป็นการดักฟังตั้งแต่ปี 2488 จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย
ที่สหรัฐฯ ต้องถอนหน่วยข่าวนี้ออกจากกรุงไซ่ง่อนในปี 2518 รวมเวลา 30 ปีเต็ม

ในช่วงสงครามนั้นมีบางครั้งที่ฝ่ายเวียดนามเหนือประสบความสำเร็จในการแทรกเข้าไปในระบบสื่อสาร
ของฝ่ายสหรัฐฯ สามารถตรวจจับการส่งสารต่างๆ ของฝ่ายสหรัฐฯ ได้จากภายในโดยตรง

และมีหลายโอกาสฝ่าย คอมมิวนิสต์ "ซึ่งติดต่อโดยใช้เครือข่ายวิทยุสื่อสารของพันธมิตรได้ร้องขอให้
หน่วยปืนใหญ่หรือหน่วยทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ไปถล่มที่ตั้งหน่วยทหารสหรัฐฯ เอง" สมาคมฯ กล่าว

เจ้าหน้าที่ของ FAS คนหนึ่งกล่าวว่า มันเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยในชีวิต

อย่างไรก็ตามเอการลับไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีครั้งต่างๆ
ตลอดจนความเสียหายที่กองทัพสหรัฐฯ ได้รับจากการถล่มกันเอง

เอกสารที่เพิ่งเปิดเผยนี้ได้โยงไปถึงเรื่อง "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" โดยรัฐบาลประธานาธิบดีจอห์นสัน
ได้กุเรื่องรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ในครั้งโน้นว่า เรือพิฆาตลำหนึ่งของสหรัฐฯ ถูกฝ่ายเวียดนามเหนือ
ใช้เรือเร็วเข้าโจมตี

รัฐบาล สหรัฐฯ กุเรื่องนี้ขึ้นมา ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สงครามในเวียดนามแบบถลำลึกลงไปทุกขณะ
แต่เอกสารลับนี้ระบุชัดไม่มีการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนที่รัฐบาลอ้างถึง


เจ้าหน้าที่ FAS กล่าวว่า เคยมีข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น
เอกสารลับยืนยันการโกหกพกลมอย่างเป็นทางการ
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000004948



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=6&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ภาพที่สะเทือนใจคนทั้งโลก และต่อมาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์

ในฉากจริงๆ ของสงครามนั้นไม่มีอะไรสนุก ภาพจากคลังของทางการสหรัฐฯ
แสดงให้เห็นย่านหนึ่งของกรุงไซ่ง่อนในช่วงสงครามวัoตรุษเมื่อ 40 ปีก่อน
ควันดำปกคลุมไปทั่ว
ขณะที่รถดับเพลิงวิ่งขวักไขว่เพื่อดับไฟที่เกิดจากการโจมตีของฝ่ายเวียดกง
(ภาพ: AFP)

ภาพจากแฟ้มถ่ายวันที่ 26 ก.พ.2511 ทหารเวียดนามใต้ปั่นจักรยาน
ผ่านย่านตลาดเกียนฮวา (Kiem Hoa)
ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามวันตรุษ
ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากการตีโต้กลับแบบเกินเลยของฝ่ายสหรัฐฯ
ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจแก่ชาวเวียดนามทั่วไป
ผู้เชี่ยวชาญกองทัพบกอเมริกันบันทึกเรื่องนี้ในรายงาน (ภาพ: AFP)

ภาพจากแฟ้มถ่ายวันที่ 14 มี.ค.2511
ทหารเวียดนามใต้ที่บาดเจ็บคนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหายร่วมรบของเขา
ที่บริเวณสุสานแห่งหนึ่งในนครด่าหนัง (Danang)
อาณาบริเวณข้างหลังโน้นถูกทำลายราบจากสงครามในยุทธการวันตรุษที่
ดำเนินต่อ
เนื่อง ชาวเวียดนามเข่นฆ่ากันเอง (ภาพ: AFP)

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 26, 2009 2:04 pm

http://www.thaipost.net/news/241109/14013

ตำนานฉบับยาจก"รอบ ๕๐ ปีของประเทศไทย"

เปลว สีเงิน

24 พฤศจิกายน 2552 - 00:00

หมู่นี้การ "ตัดเศียรพระพุทธรูป" ตามวัดต่างๆ เกิดเป็นรายวัน เท่าที่ฟังจากข่าว ไม่ใช่ตัดกันเป็นแฟชั่น
เฉพาะที่อยุธยาเท่านั้น แต่ตัดกันชนิดปูพรมถางป่าชนิดที่ว่า มีพระพุทธรูปอยู่ที่ไหน ขบวนการตัดเศียรพระ
ก็ไปถึงที่นั่น ทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก ภาพพระพุทธรูป "เศียรขาด" ที่เห็นจากข่าวทางโทรทัศน์ และหน้าหนังสือพิมพ์
ผมบอกได้เลยว่า ใครก็ตามไม่ว่าศาสนาไหน ชาติไหน "ด้วยความเป็นอารยชน" เห็นแล้วต้องสะเทือนใจ!

เรื่องพระพุทธรูป ถ้าบอกว่าเป็นสมบัติ ก็ต้องบอกว่าเป็น "สมบัติมนุษยชาติ" และถ้าบอกว่ามีคุณค่า
ก็ต้องบอกว่าเป็นคุณค่าทางใจ เพราะพระพุทธรูปเป็นรูปเคารพสัญลักษณ์ถึง "พระสัพพัญญู"
แห่งพุทธศาสนา ฉะนั้น ความสูญเสียจากที่พระพุทธรูปถูก "ตัดเศียร"

ไม่ได้อยู่ที่น้ำหนัก-ปาง-รุ่น และวัตถุที่หล่อเป็นเศียรในแต่ละองค์ว่า เป็นดิน เป็นปูน
เป็นทองเหลือง หรือเป็นทองคำ แต่อยู่ที่ "ความรู้สึก" ของคนไทย-คนพุทธ

เพราะเศียรนั้น คือ "เศียรใจ" คนไทยโดยตรง!

ดังนั้น การตัดเศียรพระที่เป็นข่าวในแต่ละวัน เมื่อฟังแล้ว-เห็นแล้ว
มีคนไทยคนไหนบ้างล่ะที่ไม่รู้สึกเหมือนว่าถูกตัดลงที่คอ-ที่ใจตัวเอง?!


อยากให้ตำรวจตามจับโจรแก๊งตัดเศียรพระมาให้ดูหน้า-ดูตากันบ้างว่าเป็นใคร
เป็นคนละแวกวัด เป็นคนไทย หรือเป็นคนชาติไหน-ศาสนาไหน-มาจากประเทศไหน
เพราะเบื่อแล้วครับ กับภาพที่ ตำรวจ-พระ-ชาวบ้าน แค่ไปยืนถ่ายรูปหมู่คู่กับพระพุทธรูปไร้เศียรให้เป็นภาพ

ฉาวแล้วเฉยๆ วันแล้ว-วันเล่า

ไม่ใช่อะไรหรอก เรื่องนี้มันก็หนีเรื่อง "ธุรกิจข้ามชาติ" ไปไม่พ้น มันไม่ได้ลึกลับ-ซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญา
และวิชาการสืบสวน-สอบสวนของตำรวจจะสืบจับ และสืบสาวไปจับถึงต้นแหล่ง-ต้นตอ ที่เรียกว่า "ผู้จัดหา"
ตามที่ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติออเดอร์มานั่นแหละ!

ลำพังแก๊งโจร ถ้าไม่มีตลาดรับซื้อ ไม่มีใบสั่งจากพ่อค้าวัตถุโบราณที่มีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ-ต่างภาษา-ต่าง
ศาสนาแล้วละก็ มันพอใจขโมยฝาท่อน้ำ ขโมยตัดสายไฟ รับซื้อ-รับขาย "สายโทรศัพท์" จากคนใน

ง่ายกว่า สะดวกใจกว่า ไปยืนเลื่อย ยืนบั่นเศียรพระตามวัด เชื่อเถอะ!

ที่ต้องการให้จับโจรมาให้ได้ ก็เพื่อให้เค้นไปให้ถึงว่า เอาไปขายให้ "ร้านไหน-เอเย่นต์ไหน" และร้านไหน-ใครบ้าง
เป็นผู้สั่งให้ไปตัดเศียรพระมาขายให้?

แล้วไปขอหมายศาลมาค้น มาจับ พวกร้านขายของเก่า "ตัวการ" สั่งตัดเศียรพระ เอาหน้ามาประจานแล้วจับใส่คุก
อย่าให้ประกัน ว่ากันจริงๆ แล้ว ร้านขายของเก่าประเภท "วัตถุโบราณ" น่าจะมีการตรวจสอบที่มา-ที่ไปแต่ละรายการสินค้า
และให้แจ้งเป็นรายไตรมาสด้วยซ้ำ


เพราะพวกแก๊งโจรบางรายมันก็ร้านค้าของเก่า-ร้านค้าวัตถุโบราณบังหน้า แต่เนื้อแท้เป็นทั้ง "ผู้จ้างวาน"
และเป็นทั้ง "ค้าของโจร" ขายตรง-ขายส่งครบเครื่อง!

ที่พูดนี่ ระเบียบปฏิบัติอาจมีอยู่แล้วก็ได้ ยังไงละก็ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง "น้อยๆ หน่อย" ละกัน กวดขันเอาจริงกันบ้าง
ผมทนเห็นพระพุทธรูป "เศียรขาด" คาเมืองไม่ไหว แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เพียงแต่มีความคิดเห็นว่า "ตีงูต้องตีที่หัว
จับโจรต้องจับที่หัวหน้า"

ในกรณีอย่างนี้ ถ้าจะระงับ-ยับยั้งขบวนการตัดเศียรพระให้มีผลชะงัด ต้องกวดขัน-เอาจริงที่ต้นตอ คือ
"ร้านค้าวัตถุโบราณ-กรมศุลกากร-ด่านตรวจคนเข้าเมือง"

ต้องไม่ลืมว่า ธุรกิจค้าของเก่านั้น ถ้าใครไม่เจ๋งจริง เงินไม่ถึง ไม่มีปลอกคอ และสร้างกระบวนการนำเข้า-ส่งออก
ไม่ครบวงจร ยากจะอยู่ได้ โดยนัยนี้ เราก็จะเห็นว่า พวกค้าวัตถุโบราณ "ขาใหญ่" จะมีอยู่ไม่กี่ราย และว่ากันไปแล้ว
เผลอๆ พวกบ่าใหญ่ๆ นั่นแหละตัวดีนัก!

ซื้อร้อย-ขายล้าน แถมไม่ต้องเสียภาษี มันจะมีอะไรรายได้ดีเท่า "ค้าของโจร" ประเภทสินค้าศาสนา
ขโมยกันมาจากวัด-จากวาทั้งหลาย

เราเป็นคนไทย โดยเฉพาะคนพุทธ ย่อมตอบกับตัวเองได้ว่า นอกจากไม่สั่ง-ไม่ซื้อแล้ว คนที่ซื้อเศียรพระพุทธรูปไป
ย่อมไม่ได้ซื้อไปกราบไหว้บูชาเหมือนเราแน่ๆ

แต่ซื้อไปเป็นเครื่องประดับ-เครื่องตกแต่ง บ้าน อาคาร ร้านค้า ค่าที่ว่าเป็นงั่งในคราบฝรั่งมีเงินเท่านั้น

เพราะมีงั่งต่างชาติจำพวกนี้อยู่ มันก็เลยเกิด "ดีมานด์-ซัพพลาย" สั่งซื้อไปในความหมาย "หัวใจมีศิลป์"

แต่เป็นศิลป์ในสมองของสัตว์ที่จิตใจยังไม่พัฒนาถึงขั้นศาสนาอันเป็นชั้นของอารยมนุษย์!

ขณะนี้ สถาบันชาติ ก็กำลังถูกคนไทยด้วยกันขายชาติ สถาบันกษัตริย์ ก็กำลังถูกคนไทยด้วยกันสั่นคลอน
และสถาบันศาสนา ก็กำลังถูกคนไทยด้วยกันบั่นเศียรขาย

แล้วยังมีอะไรเหลือให้คนไทยได้โค่นล้มทำลายกันเองอีกมั้ยนี่!?

เท่าที่ผมสังเกต...นี่พูดกันเล่นๆ ไม่มีอะไรเป็นข้อมูลในเชิงสถิติ เพียงแต่เป็นข้อสังเกตจากความจำผมเอง
คือผมสังเกตว่า ในแต่ละรอบ ๕๐ ปี ไทยเราจะมีปัญหาจากการถูกรุกรานทางลัทธิ-ศาสนา-และดินแดนชนิดแรงๆ
ครั้งหนึ่ง ผมเกิดทันยุค ๒๕๐๐ และอีก ๕๐ ปีต่อมา ในยุค ๒๕๕๐ ตรงนี้พอแคะความจำเล่าได้

แต่ถ้าเลยขึ้นไปจาก ๒๕๐๐ อีก ๕๐ ปี เป็นยุค ๒๔๕๐ ผมยังเป็นอะไร อยู่ในภพ-ในจักรวาลไหน ก็ยังไม่รู้เลย
แต่เท่าที่เรียนๆ อ่านๆ พอจำได้ว่า เป็นยุค "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๕ ช่วงนั้น
สยามประเทศถูกนักล่าอาณานิคมชาติตะวันตก "อังกฤษ-ฝรั่งเศส" รุมทึ้งจนแทบเอาตัวไม่รอด


ถ้าอยากทราบรายละเอียด ไปหาอ่านง่ายๆ จาก "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน" เล่มที่ ๔ การเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศส
ในรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๕๓) โดยท่านอาจารย์วิมล พงศ์พิพัฒน์ ท่านอาจารย์แถมสุข นุ่มนนท์
และท่านอาจารย์แม้นมาส ชวลิต ผมจะยกในช่วง พ.ศ.๒๔๕๐ มาให้อ่านเป็นการเรียกน้ำย่อยซักนิด

หลังจากการทำสัญญากับฝรั่งเศสแล้ว ไทยปฏิบัติตามทุกข้อ แต่ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมคืนจันทบุรีที่ยึดไว้เป็นประกัน
ยังคงยึดไว้อีก ๑๐ ปีต่อมา ก่อนฝรั่งเศสจะถอนทหารออกไป ไทยได้ทำสัญญายกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง และทางใต้ตรงข้ามเมืองปากเซให้ฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗
ฝรั่งเศสกลับไปยึดเมืองตราดไว้แทน ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากตราดหลังจากที่ไทยยอมยกพระตะบอง
เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสตามสัญญาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐

พร้อมกับสัญญานี้ได้ตกลงกันเรื่องอำนาจศาล คือให้มีศาลต่างประเทศ ผู้พิพากษาเป็นคนไทย
แต่กงสุลมีอำนาจถอนคดีไปพิจารณาในศาลกงสุลได้

อนึ่ง ใน พ.ศ.๒๔๕๒ ไทยได้ทำสัญญาทำนองเดียวกันนี้กับอังกฤษ คนในบังคับอังกฤษทั้งหมดขึ้นศาลต่างประเทศ
และไทยยอมยก กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะลิสและเกาะใกล้เคียงให้อังกฤษ ในการติดต่อกับต่างประเทศในรัชกาลนี้
ไทยได้ที่ปรึกษาราชการ คือ นายเอ็ดเวิร์ด สโตรเบล (Edward Strobel) ชาวอเมริกัน และเมื่อเขาถึงแก่กรรม
ผู้ช่วยของเขาชื่อ นายเจนส์ ไอ เวสเตนการ์ด (Jens I. Westengard) ต่อมาได้เป็นพระยากัลยาณไมตรีคนแรก
ก็ได้ตำแหน่งที่ปรึกษาสืบมา

นี่คือย่อๆ ใน ๕๐ ปี เมื่อ ๒๔๕๐ อันว่าด้วยเรื่องดินแดน เรื่องการรุกราน เรื่องกิจการต่างประเทศ เราจะเห็นว่าในยุคนี้
มีต่างชาติ-ต่างภาษาเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากมาย "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
เสด็จประพาสยุโรปรอบ ๒ ก็ในปี พ.ศ.นี้

ขึ้นอีก ๕๐ ปีต่อมาที่ ๒๕๐๐ จอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติ ปิดฉากเชื้อสายอำนาจเก่า"คณะก่อการ ๒๔๗๕"
เข้าสู่อำนาจทหารใหม่ ๒๕๐๒ เขมรฟ้องศาลโลกเรื่องปราสาทพระวิหาร ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสิน
เราเสียปราสาทพระวิหารให้เขมร

ในช่วงเดียวกันนี้ ๒๔๙๒ กองทัพแดงของ "เหมาเจ๋อตง" ยึดประเทศจีน "แดงทั้งแผ่นดิน"
สหรัฐโดย "สำนักข่าวยูซิส" มาแพร่ข่าวในเมืองไทยให้คนแตกตื่น หวาดกลัวคอมมูนิสต์หนักขึ้น

สัญลักษณ์ "ค้อน-เคียว" เคี่ยวกระหน่ำจิตใจคนไทยจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ

วัดวาอาราม พระสงฆ์องคเจ้าอยู่ไม่เป็นสุข เพราะสำนักข่าวยูซิสออกเอกสารแจกจ่ายเป็นรูป-เป็นข่าว
คอมมูนิสต์กำลังเผาวัด
เฆี่ยนตีพระวิ่งหนีจีวรปลิว ไล่ให้ไปไถนา ชาวบ้าน-ชาวช่องตายคาคมเคียว
เป็นเถือกเป็นแถว หน้าปกเขาพาดตัวหนังสือใหญ่ๆ ไว้ว่า "ตื่นเถิดชาวไทย"


พระพุทธรูปย่านอยุธยากรุงเก่า โดยเฉพาะรอบๆ ระเบียงพระวิหารวัดพุทไธสวรรค์เป็นร้อยๆ องค์ถูกตัดเศียร
ให้เห็นเป็นภาพพระพุทธรูป "เศียรขาด" เรียงยาวพรึ่ดเป็นแถวสุดลูกตา

พ.ศ.๒๔๙๗ เหมาเจ๋อตงขึ้นเป็นประธานาธิบดีจีนแผ่นดินใหญ่ จากนั้นเรื่อยมา จน ๑๔ ตุลา และ ๖ ตุลา
ประเทศไทยเต็มไปด้วยกลิ่นอายไฟแดง จนกระทั่ง "นายกฯ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" ไปแหวกม่านไม้ไผ่
จับไม้จับมือกับท่านประธานเหมา เปิดสัมพันธภาพไทย-จีนกันเมื่อปี ๒๕๒๐ นั่นแหละ

แดงก็เลยมีความหมายเท่ากับ "ไอติมไม้แดง" แต่นั้นมา!

แล้วกาลเวลาก็ล่วงเลยมาอีก ๕๐ ปี จนถึงยุค พ.ศ.๒๕๕๐ วงจรของประเทศไทยอันว่าด้วยเรื่องดินแดน
เรื่องแบ่งแยกประเทศ เรื่องกิจการสัมพันธ์ต่างประเทศ และเรื่องศาสนา ก็เวียนกลับมาตามวัฏฏะ
ไม่ต้องให้ผมเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนกะท่านตรงนี้อีก เพราะมันคืออะไรบ้าง ทุกท่านก็รู้-ก็เห็นอยู่

ส่วนอีก ๕๐ ปีต่อไปข้างหน้า เมื่อถึง พ.ศ.๒๖๐๐ แล้วผมจะเอามาจาระไนให้ท่านฟังว่า "ไทย-วันนั้น"
มันจะลงล็อก ๕๐ ปี ของ "ไทย-วันนี้" อีกหรือไม่ แม้ว-จิ๋ว จะกลับชาติมาเกิดเป็นอะไร
ฮุน เซน กะอภิสิทธิ์ จะได้ติ๊ดชึ่งกันหรือไม่ ท่านอย่าเพิ่งไปไหน

อยู่-รอดูให้ได้เชียวนะครับ.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ใครอยู่เบื้องหลัง คำตอบอยู่ในกระทู้นี้แหละ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 26, 2009 2:59 pm

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=38&contentID=30791

ทส.ขอพระราชทานชื่อป่าสักปาย 3หมื่นไร่

วันอาทิตย์ ที่ 08 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13:40 น

พร้อมผลักดันโครงการพุทธอุทยาน กำหนด 2 ธ.ค. นิมนต์พระป่าร่วมปฎิบัติธรรมถวายในหลวง
วันนี้(8 พ.ย.) นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า จากการที่กรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ทำการสำรวจพบผืนป่าสักกว่า 3 หมื่นไร่ที่ยังคงสมบูรณ์ ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ความสำคัญ
กับการอนุรักษ์ผืนป่าทางภาคเหนือ ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรฯ จึงเตรียมจะขอพระราชทานชื่อ จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เพื่อความเป็นสิริมงคลและช่วยรักษาผืนป่าสักแห่งนี้ต่อไป

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นกระทรวงทรัพยกรฯ ยังมีโครงการสำคัญหลายโครงการที่เกี่ยวเนื่อง
กับโครงการจากวันแม่สู่วันพ่อ โดยเฉพาะโครงการพุทธอุทยาน ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้
กับวัดป่าทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ป่ากับพื้นที่ของวัด ซึ่งจะช่วยงานป้องกันและอนุรักษ์พื้นที่ป่า
ที่สำคัญๆของประ เทศ โดยในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ทางกระทรวงทรัพยากรฯ จะนิมนต์เจ้าอาวาสวัดป่าทุกวัด ปฏิบัติธรรม
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บนพื้นที่กว่า 2 หมี่นไร่ ใน จ.นครราชสีมา
เพื่อทำเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก


ด้านนายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า กรมอุทยานฯได้ทำหนังสือถึงสำนักพระราชวัง
เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อขอพระบรมราชานุญาตให้ป่าสักที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย จ.แม่ฮ่องสอน
ซึ่งถือเป็นผืนป่าสักสมบูรณ์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีอายุกว่า 100 ปีเข้าเป็นโครงการในพระราชดำริ
โดยขณะนี้ได้รับทราบว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงรับเป็นโครงการพระราชดำริแล้ว
นอกจากนั้นยังทรงพระราชทานนามโครงการป่าสักดังกล่าวให้ด้วย ขณะนี้กำลังรอหนังสืออย่างเป็นทางการ
จากสำนักพระราชวัง คาดว่าจะได้รับข่าวดีในเร็วๆนี้.


http://www.giggog.com/politic/cat3/news32946/

ครม.เห็นชอบสร้างวัดในเขตอุทยาน3แห่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ส.ค.) นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เสนอให้เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติบางส่วน เพื่อดำเนินการจัดตั้งวัดจำนวน 3 แห่ง ดังนี้

1.ให้เพิกถอนอุทยานแห่งชาติผาแต้ม บางส่วน จำนวน 15 ไร่ เพื่อจัดตั้งวัดบ้านทุ่งนาเมือง จ.อุบลราชธานี

2.ให้เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย บางส่วน จำนวน 15 ไร่ เพื่อจัดตั้งวัดดอยปุย จ.เชียงใหม่

และ 3.ให้เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูซาง บางส่วน จำนวน 14 ไร่ 2 งาน 50
ตารางวา เพื่อจัดตั้งวัดพระธาตุขุนบง จ.พะเยา


และระหว่างการพิจารณา นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้เสนอว่า กระทรวงฯ มีโครงการพุทธอุทยาน ที่จะให้ศาสนากับป่าอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องขับไล่วัดออกจากป่า
หรือให้เพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ แต่จะให้วัดกับป่าอยู่ร่วมกัน โดยพระสงฆ์จะทำหน้าที่ดูแลอนุรักษ์พื้นที่ป่า
ในส่วนที่เป็นสำนักสงฆ์และบริเวณโดยรอบ ดังนั้น ยืนยันว่า ไม่มีการไล่พระสงฆ์ออกจากป่าที่ขึ้นทะเบียนเป็น
อุทยานแห่งชาติตามที่มีกระแสข่าวออกมาอย่างแน่นอน.

เนื้อหาโดย : เดลินิวส์


https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.dmc.tv/pages//2548-10-15.html

CASE STUDY
พุทธอุทยาน นานาชาติ
เรียบเรียงจากรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ทาง DMC



กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงค่ะ


ลูกรู้สึกดีใจหลาย ที่คุณครูไม่ใหญ่จะจัดให้มี การสถาปนาพุทธอุทยานนานาชาติ ขึ้น
ในวันออกพรรษา นี้ เพราะพื้นที่บริเวณนี้ อยู่ติดกับพื้นที่ที่ลูกอาศัยอยู่ในปัจจุบันค่ะ ลูกเป็นคนบ้านน้ำเป
อำเภอกิ่งรัตนวาปี จ.หนองคาย

http://www.managerradio.com/radio/webboard/Question.asp?GID=78760&Mbrowse=1

ก็อบจากบทความเก่าของธุลีพระบาท ธรรมกาย อันตราย !!!


ลัทธิบูชาทักษิณ ชินวัตร จากรากฐานจากวิธีการสร้างลัทธิธรรมกาย
สู่ความฝันที่จะแทนที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย


รายงานของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ที่ทำรายงานเรื่อง เปิดแฟ้มคดีธรรมกายได้แสดงถึงบทบาทพระธรรมชโย
ผู้ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการนำตัวมาดำเนินคดีและยังอยู่สุขสบายดี ณ ที่ไหนสักแห่ง และเปลี่ยนหน้าชนโดยนำคนของตนเอง
เข้าสู่สถาบันสงฆ์ในนามของ พระสังฆราชซ้อน ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลไทยรักไทย ดังจะพบได้จากการที่ สมเด็จเกี่ยววัดสระเกศ
คือ พระสังฆราชโดยการแต่งตั้งตาม มติ ครม.

หากจะว่าไปคนไทยที่มีความรู้น้อย เมื่อเจอสื่อที่ไม่ยอมทำหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมไทย
ด้วยการให้ความรู้ ก็ทำให้ทุกสิ่งในประเทศกลายสภาพมาเป็น วิถีการดำรงชีวิตแบบตัวใครตัวมัน
และเมื่อโครงสร้างสำคัญ 3 ประการของประเทศไทยถูกยึดกุมด้วยทุน และเทคนิคทางการตลาด ตอนนั้น
นักการเมืองก็จะเข้ามาแทนที่ทุกส่วนของสังคม กลายเป็น "สถาบันการเมือง" นำหน้า
สถาบันฃาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์


วันนี้สิ่งที่การตลาดและการควบคุมสื่อของนายทุนทำให้ ลัทธิทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นเครื่องหมายแสดงถึง
การมีอำนาจที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเนื่องจากการล่มสลายของปัญญาของ
ผู้ที่อยู่ในสังคมทุนนิยม

ทำให้เกิดการสร้างกฏเกณฑ์ใหม่ในการ วางตำแหน่งของสถาบันกษัตริย์ให้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการปกครอง
และสร้างฐาน การตลาดของลัทธิทักษิณ ชินวัตร ให้ขึ้นมาเป็นโครงสร้างที่ 4 ดังที่ได้เห็นกันในเวลานี้คือ

สถาบันชาติ สถาบันพระศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และลัทธิทักษิณ ชินวัตร (เคยประกาศจะสร้างพรรคไทยรักไทย
ให้กลายเป็นสถาบันการเมือง)

ซึ่งเป็นอันตรายอย่างที่สุดเมื่อโครงสร้างของอำนาจสูงสุดของการเป็นชาติ มีการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพไปจากที่เคยเป็นมา

และก็เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ไม่ต่างกับการที่นักลงทุนไปช้อนซื้อหุ่นของกิจการ ใดกิจการหนึ่ง แบบค่อยๆแอบซื้อ
ค่อยๆแทรกซึม และทำการ ซื้อคนในองค์กรที่อยู่ในฐานราก เสนอผลประโยชน์และได้อำนาจในการแทรกแซง
กิจการภายในสถาบันต่างๆ มาทีละน้อย จนกระทั่งเมื่อผู้ดำรงอยู่ในฐานะสูงสุดของโครงสร้างอำนาจเดิมจะรู้ตัว
ก็มาถึงวันที่ตนเองถูกยึดอำนาจไปหมดเรียบร้อยแล้ว

ดังจะพบได้จาก กรณีการยึดอำนาจการบริหารประเทศ และการซื้อข้าราชการ รวมทั้งกุมอำนาจในการชี้เป็นตาย
ของข้าราชการในประเทศไทย และที่เห็นชัดกว่านั้น คือการยึดกุมอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อันเป็นต้นธารของความยุติธรรม เปรียบได้กับการควบคุมเม็ดเลือดขาวที่คอยกำจัดเชื้อโรคให้สังคม แต่วันนี้
กลายเป็นพิษภัยกับรางกายเสียเองด้วยการทำลายโครงสร้างส่วนที่ดีของตนเอง

เห็นกันได้จากการที่ ไม่เคยดำเนินคดีกับนักการเมืองที่เป็นฝ่ายรัฐบาล และปล่อยให้การกระทำความผิดกฎหมาย
ของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลกลายเป็นบรรทัดฐานที่นำความไม่พอใจมาสู่ประชาชนทุกภาคส่วน

กลับมาที่โครงสร้างลัทธิธรรมกาย เกี่ยวโยงกับสมเด็จเกี่ยว และ กลายเป็นรากฐานของลัทธิบูชาทักษิณ ชินวัตร

เพราะเป้าหมายสำคัญของธรรมชโย คือ การวางตนเองเทียบเท่าพระพุทธเจ้า หรือ ศาสดา

จนถึง การวางตนเองเป็นที่เคารพสักการะของ สถาบันกษัตริย์

การสร้าง ภาพและวางเครือข่ายเต็มพื้นที่สื่อสารมวลชนและนำบุคคลในสังคมเข้าสู่กระบวนการล้างสมอง
และพัฒนามาเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ร่วมมหาศาลและเกือบทำสำเร็จ
เมื่อได้พยายามกราบทูลเชิญระดับพระราชวงศ์ของไทยเข้าร่วมในการสร้างภาพของวัดธรรมกาย

ซึ่งจากจุดนี้ธรรมกายที่ซึ่งกลายเป็นอาชญากรทางพุทธศาสนา ได้เปลี่ยนแปลงตนเองไปเป็นอย่างอื่น
ที่ออกนอกคำสอนเพื่อการหลุดพ้นของพระพุทธเจ้า และดำเนินการต่อมาอย่างไม่เป็นทางการ
แต่มีบทบาทสำคัญต่อการกดดันและหรือการพยายามทำลายล้างพระราชสถานภาพของ สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปรินายก และว่ากันว่า พระองค์เคยถูกกลุ่มบุคคลที่หวังยึดครองอำนาจในการบัญชาการ
คณะสงฆ์ทั่วประเทศ ลอบปลงพระชนม์ !!! จนทำให้ต้องมีการจัดพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่ถวายการดูแลเป็นพิเศษ
รวมทั้งผู้ที่จะถวายการรับใช้ที่เป็นฆราวาสก็จะได้รับการเลือกมาโดยเฉพาะ จากผู้ที่ทรงไว้วางพระทัย


ตลอด 5 ปีกับการเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ อาศัยพื้นฐานของ ลัทธิธรรมกายที่ได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่
วางกลยุทธเคลื่อนไหวใหม่ จากนักการตลาดมืออาชีพที่เคยมีผลงานครั้งอดีตที่ทุกวันนี้ก็อยู่ในเครือธุรกิจของ
ชินคอร์ป แทบทั้งสิ้น ทำการเคลื่อนไหว ในชื่อ พุทธอุทยาน


พุทธอุทยาน ที่ บรรดานักการเมืองในรัฐบาลไทยรักไทย ต่างได้อาศัยเป็นใบเบิกทางเข้าสู่กลุ่มฐานเสียงทั่วประเทศ
โดยการสร้างอัตลักษณ์แบบเดียวกับที่เคยทำสำเร็จมาก่อนกับลัทธิธรรมกาย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป
เป็น การทำงานผ่านเว็บยุวสงฆ์และเครือข่ายนักการเมืองกับข้าราชการท้องถิ่นจับมือกัน อาศัยผ้าเหลือง
อาศัยทุนรอน อาศัยเครือข่ายข้าราชการ ท้องถิ่น วันนี้ หากจะระดมคนในเครือข่ายเข้าสู่ กทม.
ย่อมไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย
ที่จะเกณฑ์คนนับล้านมาแสดงพลัง ในนามของ ลัทธิธรรมกาย
ในชื่อใหม่ว่า พุทธอุทยานนานาชาติ เพื่ออะไรก็ตามแต่


และด้วยวิการเดียวกัน ทำให้วันนี้ มีการประดับภาพของทักษิณ ชินวัตร ไว้เสมอเท่าเทียมกับภาพของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด้จพระบรมราชินีนาถ ในสถานที่สำคัญของทางราชการ และบ้านเรือนของประชาชน
ซึ่งจะพบได้ที่จังหวัดที่ห่างไกล เช่น สระแก้ว หรือร้อยเอ็ด หรือชัยภูมิ และรวมถึงอุบลราชธานี ในเขตอีสานตอนล่าง

นี่เองที่ทำให้ลัทธิบูชา ทักษิณ ชินวัตร มีตัวตนอยู่จริงและมีการพยายามแสดงบทบาททุกอย่างผ่านสื่อที่คุมได้
เป็นไปในทางเดียวกับ ลัทธิธรรมกาย เพราะมีที่มาของการเอื้อกันครอบครองฐานอำนาจของชาติ สองใน 3 ส่วน
ไปแล้วดังที่ทราบกันดีในหมู่ผู้มีความรู้ในระดับชนชั้นกลางของประเทศ และผู้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ผ่านเครือข่ายทุกประเภท
ในประเทศไทย แม้จะมีความพยามปิดกั้นจากรัฐบาลเต็มที่ แต่ก็ปิดกั้นได้ไม่หมด และโดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ

ทำให้ความน่าวิตกสำหรับประเทศชาติของเราวันนี้อยู่ที่ การที่นักการเมืองคิดการใหญ่ มีทางเป้นไปได้โดยง่าย
เพราะระบบเตือนภัยไม่ทำงาน เช่นเดียวกับสารพัดปัญหาระดับชาติที่นักการเมืองไม่ได้สนใจจะแก้ไข
เช่นกรณีการแก้ปํญหาโจรผู้ก่อความไม่สงบที่เข้าไปทำร้ายครูจูหลิน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เสนอให้ของบประมาณ 800 ล้านบาท สร้างกำแพงไว้ป้องกันโจร !!!

สำหรับประเทศไทยที่อ่อนแอเพราะ รากฐานทางการศึกษาชาติมีคนประเภท รมต.ศึกษา
ที่เป็นอดีตคอมมิวนิสต์
รวมไปถึงตัวนายกที่มีที่ปรึกษาคอมมิวนิสต์ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และในประเทศไทย
วันนี้ไม่ต้องการอะไรไปมากกว่า สร้างบทบาทของตนเองให้สู่ระดับจุดสุงสุด นั่นคือ
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ออกไปจากรากฐานอำนาจ
ที่คำจุนประเทศไทยมาเป็น นักการเมืองในสถาบันการเมือง แทนที่


ซึ่งผู้โง่เขลาและอ่อนแอด้วยการมอมเมาจากสื่อของรัฐบาลจะไม่เคยสนใจตั้งคำถามอะไรทั้งสิ้น
เกี่ยวกับความอยู่รอดปลอดภัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยคิดว่าเป้นเรื่องห่างไกลตัวเองและ
ห่างไกลชีวิตประจำวัน

เหมือนที่ท่านอาจจะเคยพบเจอบนท้องถนนทั่วไปกับการตอบคำถามที่ว่า

ท่านคิดอย่างไรหากประเทศไทยไม่มีในหลวง ?

ท่านคิดอย่างไรกับการเมืองไทย ?

ท่านคิดอย่างไรกับอนาคตของชาติ ?


เมื่อผู้คนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำถูกถามคำถามโดยไม่เคยสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคำถามเหล่านี้มาก่อน

คำตอบที่จะได้รับคือ

ไม่เห็นจะเป็นอะไรมีหรือไม่ดีก็ไม่ต่างกัน การเมืองปวดหัวอย่าไปยุ่ง และอนาคตจะเป็นยังไงก็อีกเรื่องวันนี้หากินดีกว่า

นี่คือ ความสิ้นหวังของประชากรของประเทศไทยต่อการมีชีวิตภายใต้การเมืองการปกครอง
ในระบอบลัทธิบูชาทักษิณ ชินวัตร


ที่อันตรายอย่างสุงสุดต่อความคงอยู่หรือสูญสลายไปของ สถาบันพระมหากษัตริย์
Copy มา

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-40.htm



การที่จะทำให้ประเทศชาติมีความมั่งคั่ง มั่นคง และรุ่งเรืองขึ้นก็จะต้องส่งเสริมให้สถาบันอันเป็น
รากฐานของประเทศมีความเข้มแข็ง มั่นคง ในทางตรงกันข้าม ถ้าต้องการที่จะทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง
หรือถูกทำลายไปได้ง่าย ก็ต้องบ่อนทำลายทำให้สถาบันอันเป็นพื้นฐานดังกล่าว อ่อนแอลงไป
ฉะนั้น การกระทำการใด ๆ ที่ทำให้สถาบันอัน เป็นรากฐานของชาติเสื่อมถอยลงไป นั่นก็คือ
การทำลายความมั่นคงของชาตินั่นเอง " นั่นคือเหตุที่จะกล่าวถึงภาพ ภิกษุสันดานกา...." ว่า
ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างไร.....


เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เมื่อมีการจาบจ้วงพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงแล้ว ถูกปล่อยผ่านไป
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในทางจิตวิทยา และสงคราม จิตวิทยาแล้ว เมื่อครั้งแรกอาจจะถูกต่อต้านมาก
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ....ครั้งต่อไปเมื่อจาบจ้วงพระพุทธศาสนาอีกครั้ง การต่อต้านจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ
ในที่สุดเมื่อจาบจ้วงครั้งต่อ ๆ ไปก็จะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปในที่สุดใครจะจาบจ้วง ด่าว่าพระพุทธศาสนาอย่างไร
ก็ได้
....เรื่องอย่างนี้ถ้าชาวบ้านคิดอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าคิดทางด้านความมั่นคงแล้ว นั่นคือ
การมีกระบวนการที่กระทำการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า .....


ขณะที่เขียนความเห็นอยู่นี้กำลังมีการโต้เถียงกัน เรื่องนี้ในรรายการทีวี ซึ่งผู้ที่เป็นตัวแทนฝ่ายศิลปิน
ก็ให้เหตุผลในการนำเสนอไปอย่างข้าง ๆ คู ๆ เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีเจตนาร้ายกับพระพุทธศาสนา
ก็ลองเขียนภาพของศาสนาอื่นในทางเสียหาย เช่นนี้บ้างแล้วนำเสนอไปพร้อม ๆ กันจะได้เป็นการพิสูจน์
ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจ ไม่เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


คนวาดบอกว่า.... นา ยอนุพงษ์กล่าวว่า ภาพที่วาดขึ้นเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
ได้แนวคิดจากนิทานทางพุทธศาสนาเรื่องเปรตภูมิ โดยต้องการนำเสนอภาพดังกล่าว
เพื่อกระตุ้นให้สังคมช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้แสวงหาประโยชน์จากพุทธศาสนา
เช่นเดียวกับคนโบราณที่มักสอนลูกหลานไม่ให้พูดโกหก เพราะจะมีปากเท่ารูเข็มหรือไม่ให้ตบตีพ่อแม่
เพราะทำให้มือโตซึ่งเป็นกุศโลบายที่ได้รับการสั่งสอนจากผู้ปกครองมาในวัยเด็ก

แล้วก็บอกต่อว่า....

'สาเหตุที่ผมนำจีวรของพระมาขึงในการเขียนภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับงานเขียนเท่านั้น
ไม่ได้เหยียบย่ำผ้าจีวร แต่กลับบูชาไว้อย่างดี นอกจากนี้ภาพที่ผมวาดไม่ได้ระบุสถานที่
จึงไม่ได้เหมารวมว่าเป็นพระสงฆ์ไทย ดังนั้นผมถือว่างานที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นการปกป้องพุทธศาสนามากกว่า
ทำให้ศาสนาเสื่อม เพราะต้องการปลูกจิตสำนึกที่ดีให้สังคม จึงอยากให้มองที่เจตนาของผมด้วย
ซึ่งผมพร้อมจะชี้แจงทุกเรื่อง' นายอนุพงษ์กล่าว

ผู้ส่ง พลเรือน email url ip 58.136.94.206 ตอบเมื่อ 01 ต.ค.50 - 14:56


อย่าลืมว่าภาพในลักษณะอย่างนี้หรือภาพนี้ ได้ถูกนำเสนอและประกวดแล้วโดยชาวคริสต์
ในสิงคโปร์มาก่อนแล้วก่อนที่จะเข้ามาในประเทศ ไทย หลังจากที่ได้ดำเนินการในสิงคโปร์อย่างได้

ผลมาแล้วจึงเริ่มมานำเสนอต่อในประเทศไทย เรื่องนี้จึงไม่ใช่เป็นการแสดงผลงานของศิลปิน
อย่างบริสุทธิ์อย่างแน่นอน


ส่วนที่ฝ่ายศิลปิน ได้ให้เหตุผลถึงการพิจารณา เห็นว่าสมควรนำเสนอภาพเหล่านี้ว่า ได้มีพระผู้ใหญ่
และบุคคลอันเป็นที่นับถือของสังคมที่อยู่ในวงการ พระพุทธศาสนาออกมารับรองว่าสมควรให้เผยแพร่ได้นั้น
ตามสายข่าวของงานความมั่นคงแล้ว พระที่กล่าวถึง รวมทั้งผู้ที่มีชื่อเสียงดังกล่าวนั้นล้วน แล้วแต่มีสายสัมพันธ์ที่ดี
และได้รับการสนับสนุนจาก "วาติกัน" ทั้งนั้น ย้ำว่า " ไม่มียกเว้นแม้แต่คนเดียว" สายข่าวความมั่นคงยืนยันเช่นนั้น


ยกตัวอย่างของพระบางรูปในอดีต.....ที่ว่าเป็นผู้ มีชื่อเสียง......
และข้อความต่อไปนี้โดนใจอย่างแรง....จะถือว่าเป็นการเคลียร์ก็ได้ 5555555

"พระพุทธรูปที่มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งคร่อมบนตัก อยู่ในอาการกำลังเสพสังวาสอยู่ด้วยอย่างมีความสุข"
ซึ่งอาจเรียกว่า "พระพุทธรูปปางเสพสม" อาจทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทย รู้สึกโกรธว่าเป็นการหมิ่นพระพุทธศาสนา
อย่างสุดที่จะทนทาน อยู่ในอาการที่รับไม่ได้ และสาปแช่งว่า "ใครหนอที่ใจบาปหยาบช้า ดูหมิ่นพระพุทธศาสนา
ได้ถึงขนาดนี้"

****"เพราะชาวพุทธไม่เรียนรู้พุทธ เพราะคนไทยเป็นพุทธตามบัตรประชาชนเท่านั้น และคิดว่าการนับถือพุทธ
ตามแนวทางของตนเท่านั้นถูกต้อง ความจริงแล้วมีพระพุทธรูปปางเสพสมซึ่งขัดความรู้สึกของคนไทย" *****

"พระพุทธรูปปางเสพสมไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากผลงานของศิลปินยุคสมัยนี้ผู้มีจิตลามก และผู้สร้างก็มิได้มีเจตนา
ที่จะลบหลู่ พระพุทธศาสนาแต่ประการใด แต่สร้างขึ้นด้วยความเคารพบูชาในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปปางนี้
เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๖๐๐-๙๐๐ หรือไม่ต่ำกว่า ๑,๒๐๐ ปี มาแล้ว "

"การไปโกรธต่อว่าหาว่าเขาดูหมิ่นพระพุทธเจ้านั้นย่อมทำให้เขาเกิดความรู้สึก ว่า เราไม่เข้าใจความละเอียดอ่อน
ของสภาวะธรรมและมรดกธรรมที่บรรพบุรุษเขารับตกทอดกันมากว่าพันปี"

คัดลอกจากบทสัมภาษณ์ พระ ดร.มโน (เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ) (ที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่องค์การสมัชชา
ศาสนาเพื่อสันติภาพโลก ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา)


ผู้ส่ง นวลบงกช ของแท้ email url ip 203.155.228.3 ตอบเมื่อ 04 ต.ค.50 - 04:34


นี่คือ เมตตานันโท.....ที่ฝ่ายความมั่นคงรู้มาตลอด ว่าคนผู้นี้รับเงินมาจากไหนแล้วทำงานเพื่อใคร
คราวที่โด่งดังพูดให้ใครฟังก็หาว่าใส่ความแล้วในที่ สุดก็เปิดเผยออกมา........

ความคิดเห็นที่ 28

ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

สำหรับ " พระ ดร.มโน (เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ) " ตอนนี้เป็นอดีตไปแล้วค่ะ เคยอ่านข่าวว่า สึกแล้วสมัครเป็น
สมาชิกพรรคชาติไทยไปแล้วค่ะ (เดลินิวส์ 4 สิงหาคม 2550) ประวัติ เล็กน้อย .... ท่านจบแพทย์ จุฬา ค่ะ
สมัยเรียนเคยอยู่ชมรมธรรมกาย ตอนบวช เคยอยู่วัดธรรมกายค่ะ


ตอนหลังได้ตัดสินใจบวชพระที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อ พ.ศ.2525 ศึกษาจนจบนักธรรมชั้นเอก และเรียนบาลี
สอบได้ประโยค 1-2 และต่อมาก็เข้าสังกัดวัดพระธรรมกาย ซึ่งได้รับทุนการศึกษาจากพระธัมมชโย
และได้รับการส่งเสริมให้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ในช่วงปี พ.ศ.2535-3537
เคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาจนกลับมาสู่ประเทศไทย
แล้วเกิดเหตุการณ์พลิกผัน ไม่สามารถเดินทางเส้นเดียวกับเจ้าอาวาสผู้มีพระคุณคือพระธัมมชโยได้
พระเมตตานันโทประกาศลาออกจากวัดพระธรรมกาย แล้วไปสังกัดวัดราชโอรสารามของพระธรรมกิตติวงศ์

พระมโนมาดังสุดขีดเมื่อออกหนังสือเล่มที่ชื่อ "เหตุเกิด พ.ศ.01" ในปี พ.ศ.2545 โดยเนื้อเรื่องนั้นเขียนถึงปีสุดท้าย
แห่งพระชนมชีพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เล่าเรื่องการเสวยสุกรมัททวะเป็นพื้นก่อนเข้าสู่สาลวโนทยาน
ที่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระมโนใช้ความเป็นทั้งพระทั้งแพทย์ วิเคราะห์เจาะลึกถึงความเป็นไปได้
ในเรื่องการปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ต่อจากนั้น พระมโนหันไปใช้
การเมืองมาเขียนขมวดปม เริ่มจากการทำสังคายนาครั้งที่ 1 ภายหลังพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานได้ 3 เดือน
โดยพระมโนระบุว่า "การทำสังคายนาครั้งนั้น เป็นการวางแผนปฏิวัติยึดอำนาจของพระมหากัสสปะ และพระสงฆ์ในสังกัด
และเป็นการวางแผนกำจัดภิกษุณีให้สูญสิ้นไปจากโลกด้วย" ฯลฯ

ผู้ส่ง พลเรือน email url ip 58.136.57.12 ตอบเมื่อ 04 ต.ค.50 - 08:16

แล้วพวกที่ออกมาสนับสนุน.....นั้นข้อมูลยังอีกมาก อย่าเพิ่งหลงดีใจไป.....ว่าใครไม่รู้ว่าท่านทั้งหลายทำ เพื่อใคร



คำตอบก็คือ สงครามข่าวสาร ที่บ่อนทำลายชื่อเสียง และเกียรติคุณของพระพุทธศาสนาอย่างถาวรนั่น
เอง การเห็นภาพติดตาในทางที่ไม่ดีของพระพุทธ ศาสนาบ่อยครั้งในทางสงครามจิตวิทยาทำให้เกิด
ความเชื่อ เหมือนวิธีการล้างสมอง เห็นบ่อยเข้า ก็กลายเป็นความเชื่อ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เมื่อมีพระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดในโลกอยู่ในขณะนี้
แต่ศูนย์กลางของความนับถือที่แข็งแกร่งที่สุดคือ ที่ประเทศไทยและพม่า แต่พม่าเผยแพร่ออกไป
ไม่ได้เพราะเป็นประเทศปิด ศูนย์กลางที่แท้จริงของ พระพุทธศาสนาจึงกลายเป็นประเทศไทย
ดังนั้น การดำเนินการต่อพระพุทธศาสนา เป้าหมาย จึงเป็นที่ประเทศไทย....นั่นคือสาเหตุหลักที่ว่า
ทำไมต้องมีภาพ " ภิกษุสันดานกา" ในปัจจุบัน


http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000059506
243 ผลงาน จากศิลปินทั่วโลก ศิลปะภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 2
27 พฤษภาคม 2552 22:50 น.


ประเภทวาดเส้น รางวัล Grand Prize ตกเป็นของ ธนากร บัวปรอด ศิลปินจากประเทศไทย,
รางวัล Triennale Prize
ตกเป็นของ อนุพงษ์ จันทร จากประเทศไทย


http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=181418&st=241
" วาดเพื่อการค้า " ชาวพุทธชาติอื่นก็รู้เท่าทัน..ถูกประณามให้ขนงานกลับไทย
ชาว พุทธในประเทศสิงคโปร์ เคยร้องเรียนภาพ “ภิกษุสันดานกา” ในการแสดงศิลปกรรม
“อาร์ต เอเชีย 2007” ซึ่งจัดแสดงที่คอมเพล็กซ์ ซิตี้ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 4-8
ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการตั้งราคาภาพไว้ที่ประมาณ 1 ล้านบาท


http://www.angkor.com/2bangkok/2bangkok/forum/showthread.php?p=18085


Nov 15, 2007 Crow art has Thai monks flapping By Prangtip Daorueng

BANGKOK- Few would have thought that a painting would have the power to shakethe foundations
of modern-day temple life in Thailand, a country which prides itself as a center of Buddhism.


But before painter Anupong Chanthorn started working on his masterpiece,
Bhikku Sandan Ka (Monks With Traits of a Crow)
, he spent time seeking meaningful messages in Buddhist texts.
That diligence paid off when the painting bagged the country's most prestigious national art award in September.


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01tec01090552§ionid=0143&day=2009-05-09
วันที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11382 มติชนรายวัน
"ไซเบอร์ วอร์" เมื่อ"อินเตอร์เน็ต"คือ"สมรภูมิ"!
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th
[





แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 26, 2009 11:05 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 26, 2009 3:04 pm



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 27, 2009 10:54 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 26, 2009 4:58 pm

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000143350

350 ปี คาทอลิกเวียดนามหวังประสานความเข้าใจรัฐ

26 พฤศจิกายน 2552 15:34 น.



เอเอฟพี - พระคาดินัลและชาวเวียดนามที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกนับหมื่น
เดินทางจากทั่วประเทศมาร่วมฉลอง "ปีศักดิ์สิทธิ์" เมื่อวันอังคาร (24 พ.ย.) ที่ผ่านมา
ด้วยความหวังที่ต้องการให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามหายคลางแคลงใจในความ
สัมพันธ์กับบรรดาเหล่าคริสชนในประเทศ


ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกจากทั่วประเทศเวียดนามและพระคาดินัลที่เดินทางมาจากฝรั่งเศส
สหรัฐ และกรุงโรม
ได้รวมตัวกันที่โบสถ์เสอเคียน (So Kien) ในหมู่บ้านฝูลี่ (Phu Ly) ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้
ประมาณ 60 กม. เพื่อร่วมฉลองวันสถาปนานี้

โดยปี 2552 ถือเป็น "ปีศักดิ์สิทธิ์" ในวาระครบรอบ 350 ปี การก่อตั้งสังฆมณฑลแห่งแรกในเวียดนาม
(ขอบเขตการปกครองของสังฆราช)
และยังเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกของเวียดนามด้วย
ซึ่งทางโบสถ์หวังว่างานเฉลิมฉลองดังกล่าวนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการประนีประนอมความขัดแย้งที่มีกับรัฐบาล
และอาจนำไปสู่การเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปา รวมถึงความก้าวหน้าในการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต
และการบูรณะทรัพย์สินที่ถูกยึดไ



ผู้เลื่อมใสในคริสตศาสนาเดินแถวร่วมขบวนเพื่อฉลองปีศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนั้นโบสถ์ยังต้องการอิสรภาพที่มากขึ้นสำหรับการทำงานในด้านมนุษยธรรมและ
การให้การศึกษาต่อผู้คนในประเทศนี้

"ในวาระของปีศักดิ์สิทธิ์เราหวังใจว่าความคิดเห็นและความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลและโบสถ์
และเรายังหวังใจสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่าง 2 ฝ่ายด้วย"
คุณพ่อเหวียนจองติ่งห์ (Nguyen Trong Tinh) จากโบสถ์จ.นามดิ่งห์ กล่าว

ความหวังที่รัฐบาลเวียดนามและโบสถ์จะประนีประนอมต่อกันเพิ่มสูงขึ้น เมื่อนายเหวียนเติ๋นยวุ๋ง
นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้เดินทางไปเยือนนครรัฐวาติกันในปี 2550 ที่ผ่านมา

ซึ่งการพบปะกันระหว่าง 2 ฝ่าย ที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะเป็นไปตามแนวทางที่ดีและเพิ่มระดับความสัมพันธ์ยิ่งขึ้น
เมื่อมีความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีเหวียนมิงเจี๊ยต (Nguyan Minh Triet) จะเดินทางไปเยือนนครรัฐวาติกัน
ในเดือนธ.ค. นี้ เช่นกัน

"ผมไม่รู้สึกแปลกใจ ถ้าหากพระองค์จะเสด็จมาที่เวียดนาม ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง" ทูตต่างชาติ
ที่ไม่เปิดเผยชื่อนายหนึ่ง กล่าว โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ที่สมเด็จพระสันตะปาปา
อาจจะเสด็จเยือนเวียดนาม ในปี 2553



ชาวเวียดนามผู้นับถือคริสต์นิการโรมันคาทอลิกจากทั่วประเทศมารวมตัวกันในงานพิธีที่ยิ่งใหญ่

โดยรัฐบาลเวียดนามและโบสถ์ได้มีปัญหาความขัดแย้งมาอย่างยาวนานในประเด็น เรื่องทรัพย์สินของทางโบสถ์
ซึ่งทรัพย์สินหลายอย่างของโบสถ์ต้องเสียไปในช่วงเวลาหลังจากที่เวียดนามสิ้น สุดการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ในปี 2497 และเรื่อยมาจนถึงการรวมประเทศ หลังยุติสงครามเวียดนามในปี 2518

ในเดือนธ.ค. 2551 คริสตศาสนิกชนคาทอลิกได้เริ่มทำการประท้วงขึ้นหลายครั้งโดยมีศูนย์กลางการประท้วง
ที่ตึกสถานทูตวาติกันเดิมในกรุงฮานอย และกระจายไปทั่วทุกแห่งในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทางการ
คืนทรัพย์สินของโบสถ์ ซึ่งการประท้วงเรียกร้องบางครั้งนำไปสู่การปะทะกับตำรวจด้วย

รัฐบาลเวียดนามได้ยอมรับว่าครอบครองทรัพย์สินบางอย่างของโบสถ์แต่ไม่ใช่สถานที่สำคัญทั้งหมด
ซึ่งประเด็นเรื่องการยึดครองทรัพย์สินนี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขและยังเป็น ประเด็นอ่อนไหวในเวียดนาม

"เราต้องการเพียงแค่สามารถที่จะทำตามความศรัทธาและไม่ขัดแย้งกับรัฐ ศาสนาเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป
และคาทอลิกก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่กลับไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริงในเวียดนาม รัฐบาลยังคงเคลือบแคลงสงสัยเราอยู่
"
คุณพ่อโวดึ๊กตว่าน (Vo Duc Toan) จากโบสถ์เมืองดาลัท ภาคกลางของเวียดนาม กล่าว.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 27, 2009 10:17 pm


http://thaipriest.cbct.net/


http://trak.in/news/church-of-england-head-meets-pope-to-protest-mass-conversion/26472/
http://www.timesonline.co.uk/tol/comment/faith/article1403702.ece
http://www.catholicnews.com/data/stories/cns/0606567.htm
http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/6176030.stm
Thursday, 23 November 2006, 17:44 GMT
Archbishop and Pope admit strains

Dr Williams and the Pope agreed to address materialism
http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/8371807.stm
15:12 GMT, Saturday, 21 November 2009
Archbishop of Canterbury and Pope to 'seek closer ties'

he Archbishop of Canterbury and the Pope agreed to seek closer relations between
Anglicans and Catholics at a meeting in Rome, the Vatican has said.


It follows tensions over the Vatican's offer to welcome disenchanted Anglicans into the Catholic fold.
Pope Benedict's proposal would allow Anglicans to convert while preserving many of their traditions
and practices. A Vatican statement said the "cordial" talks reiterated "the shared will" to move toward
closer relations. It said the discussions, which lasted around half an hour, "also focused on recent events
between the Catholic Church and the Anglican Communion."

It was the first meeting between the Pope and the Archbishop, Dr Rowan Williams, since the Vatican initiative.
The archbishop, who is head of the 70 million-strong worldwide Anglican Communion, has said he does not believe
the initiative will harm relations. Some Anglicans have accused the Pope of interfering at a sensitive time for
the Church of England. 'Negative' issuesThe Vatican says its invitation came in response to pleas from
Anglicans unhappy about the creation of women bishops. BBC Rome correspondent Duncan Kennedy said:
"The way the commentators are looking at this is that it is good the two men are talking,
but really one meeting is not going to resolve the differences between the two sides over these really large issues
that separate them." Dr Williams has signalled he would like to build a new relationship, emphasising shared
fundamental beliefs rather than "negative" secondary issues such as women clergy, our correspondent added.
Another cause of discord in the worldwide Anglican communion has been the election of an openly gay bishop
and the blessing of same-sex unions. Under the terms of the Pope's proposed Apostolic Constitution,
groupings of Anglicans would be able to join "personal ordinariates". This would allow them to enter
full communion with the Catholic Church, which has more than one billion members worldwide,
but also preserve elements of the Anglican traditions. The first English clergy could convert early next year.



http://uk.geocities.com/palangjai2004/CatholicNews26.html

ดาไล ลามะรับปริญญาที่กรุงโรม,ท่าน เรียกร้องให้มีความปรองดองระหว่างศาสนา


ROME
- ดาไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณของธิเบตได้รับรางวัลและปริญญากิติมศักดิ์เมื่อวันเสาร์ที่ กรุงโรม
ท่านได้มาแวะที่นี่เพื่อสนับสนุนให้มีความปรองดองกันในระหว่างศาสนาต่างๆ.
ท่านได้พบปะพูดคุย
กับพระสันตะปาปาเบเนดิกส์ และมีความเห็นพ้องกันว่าจำเป็นต้องมีความสมานสามัคคีกันในระหว่างศาสนา

ท่านไม่เห็นด้วยกับชาวมุสลิมที่เข้าใจผิดกลุ่มเล็กๆที่พยายามจุดประกายไฟ ความเข้าใจผิดกัน และกล่าวว่า
"ผลลัพท์ที่ดีที่สุดได้จากการเป็นหนึ่งเดียวกันของความเชื่อและเหตุผล"
ท่าน ให้ข้อสังเกตุในระหว่างการให้สัมภาษณ์
ผู้สื่อข่าวเมื่อเดือนก่อนว่า "คนที่ประสงค์ร้ายพวกนั้นมักจะใช้ความเชื่อทางศาสนาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของ
พวกเขาเองและสร้างความขัดแย้งขึ้น
"
กลุ่มนักเคลื่อนไหวบอกว่าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา, กองทัพทหารของจีน
ได้ยึดทรัพย์ชาวธิเบตและมีชาวธิเบตคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะกำลังพยายามหลบหนีไปเนปาลโดยผ่านทางภูเขาหิมาลัย


เมื่อถูกถามเกี่ยวกับกรณีนี้, ท่านดาไล ลามะบอกกับสำนักข่าวโทรทัศน์ AP ว่า "เป็นเรื่องน่าเศร้าใจมาก
เราผ่านประสพการณ์แบบนี้มาร่วม 50 ปีแล้ว.น่าเศร้ามาก" ท่านตอบ.
[/size]


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&
forum=6&page=16&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/01/02.php

ใครคือผู้นำพุทธในระดับโลก ?


ข่าวการคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ซึ่งมีกำหนดขึ้น ณ วิหารซิสทีน
อันศักดิ์สิทธิ์ ในนครวาติกัน โดยพระคาร์ดินัล โจเซฟ รัตซิงเกอร์ จากเยอรมนี ได้รับเลือกให้
ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปาลำดับที่ ๒๖๕ และได้รับการขนานพระนามว่า
"สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ ๑๖" สื่อมวลชนทั้งโลกรวมทั้งสื่มมวลชนไทยด้วย


ในทางตรงกันข้าม "เมื่อถามถึงผู้นำพุทธในระดับโลกคือใคร ?"
คนไทยน้อยคนนักที่จะตอบได้ อย่าว่าแต่คนไทยเลย สื่อมวลชนคนทำข่าวสารก็ไม่รู้อีกเช่นกัน


พระ ดร.มโน (เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ) ที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่ องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติภาพโลก
(ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา) และอาจารย์พิเศษทางพุทธศาสนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บอกว่า ผู้นำชาวพุทธที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับของชาวตะวันตกนั้นคือ องค์ทะไลลามะ
ประมุขทางจิตใจและทางการเมืองของชาวทิเบต ในฐานะที่เป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาและเป็นประทีปทางปัญญาได้เท่าเทียม
กับ สมเด็จพระสันตะปาปาของคริสตจักรโรมันคาทอลิก
อย่างไรก็ตามแม้ว่าท่านทะไลลามะ จะได้รับความยากลำบาก
ไม่มีอำนาจในการบริหารทางการเมือง แต่ชาวตะวันตกในยุโรปและอเมริกาหลายร้อยล้านคน แม้ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา
ก็ประกาศตนว่าเคารพบูชาองค์ทะไล ลามะ เป็นผู้นำสูงสุดในจิตใจของตนเองอย่างเปิดเผย


รองจากองค์ทะไล ลามะ คือ ท่าน ติช นัท ฮันห์ (Thich nhat hanh's) พระมหาเถระชาวเวียดนาม
ผู้มีสำนักของตนในประเทศฝรั่งเศส ท่านผู้นี้ฝรั่งนับถือในฐานะอาจารย์เซน ผู้นำภูมิปัญญาของพุทธให้ชาวตะวันตก

ได้ชื่นชม เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วท่านเป็นผู้นำในการต่อต้านสงครามเวียดนาม แต่ต่อมาเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ในการสอนสมาธิภาวนาแบบเซนแก่ชาวตะวันตก



ท่าน ติช นัท ฮันห์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสอน เป็นกวี เป็นนักเขียนที่มีภูมิความรู้สูง
และมิได้จำกัดเฉพาะความรู้ของพระพุทธศาสนาแบบมหายานเท่านั้น ท่านยังแตกฉานในหลักการปฏิบัติของเถรวาท
และความรู้ในภาษาอีกหลายภาษา ได้แก่ บาลี สันสกฤต อักษรจีน ฝรั่งเศส และมีความรู้เรื่องคัมภีร์ไบเบิลเป็นอย่างดี
ความรู้รอบตัวที่กว้างขวางและลึกซึ้งนี้เอง ทำให้เกียรติศัพท์ของท่านติช นัท ฮันห์ เผยแพร่ไปทั่วในโลกตะวันตก
ในฐานะพระธรรมทูตผู้ที่ก้าวข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรม สามารถนำพุทธธรรมไปเผยแผ่ในหมู่ชาวตะวันตก
ได้อย่างเป็นที่ซาบซึ้ง ยิ่งกว่านักบวชรูปใดๆ ที่เคยมีในอดีต


"รองจากทั้งสองท่านนี้แล้ว คงไม่มีชาวพุทธคนใดที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลต่อจิตใจ
และการเมืองเท่ากับ นายไดซะกุ อิเคดะ ผู้นำองค์กรโซกะกาไก ผู้มีสาวกทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้านคน
โดยการเผยแผ่คำสอนตามคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรในพระพุทธศาสนามหายานที่มีชาวพุทธ
นับถือมากที่สุดในโลก และเป็นจุดสูงสุดของปรัชญามหายาน
" พระ ดร.มโน กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า


นาย ไดซะกุ อิเคดะ เป็นผู้บริหารงานทางศาสนาที่มีความคิดสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล เป็นนักคิด นักเขียน
ซึ่งมีผลงานที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นในยุคแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความภาคภูมิใจในชาติของตนเองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
รวมเหล่าสาวกเป็นองค์กรที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีสาขาไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ส่วนในสหรัฐ โซกะกาไก
ประสบความสำเร็จอย่างมาก


ขณะเดียวกัน นายไดซะกุ ยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคโคเมโตะ อันเป็นพรรคการเมืองใหญ่อันดับ ๓ ของญี่ปุ่นอีกด้วย
นิกายที่นิยมพระสูตรนี้เรียกว่า “นิชิเรน” และมีสาขามากมาย ทั้งที่เป็นนักบวชและฆราวาส แต่สาขาที่ใหญ่โตที่สุดของ
นิกายนี้คือ โซกะกาไก นอกจากจะมีมหาวิทยาลัยของตนเองแล้ว ยังมีสถาบันอนาคตศึกษาที่เมืองเคมบริดจ์
มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ดึงเอานักวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาร่วมงานอยู่ด้วยเป็นประจำ และมีศิษยานุศิษย์
ที่เป็นชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้คือนักร้องสตรีผิวดำ ทีน่า เทอร์เนอร์ รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวการเผยแผ่ของโซกะกาไกนี้ ในญี่ปุ่นมีคนรักพอๆ กับคนชัง แต่สิ่งที่โซกะกาไกนี้แตกต่าง
จากสำนักพุทธที่มีอยู่มากมายในญี่ปุ่นคือ การจัดองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ มีสมาชิกภายในที่ภักดี และมีความกล้าหาญ
ที่จะแหวกม่านของจารีตประเพณีของตนสู่สังคมระดับสากล พุทธศาสนาในรูปแบบนี้ได้เผยแผ่ไปอย่างรวดเร็ว
โดยมุ่งการสวดมนต์สำคัญฟังด้วยหูคนไทยว่า "นัม โย โฮ เรง เง เกียว"
(ความนอบน้อมจงมีแด่สัทธรรมปุณฑริกสูตร)




พระ ดร.มโน บอกด้วยว่า รองจากนายไดซะกุ อิเคดะ คงไม่มีใครที่จะมีบารมีเกิน ปรมาจารย์ซิงหยุน
ผู้ก่อตั้งวัดโฟกวงซานอันมีชื่อเสียงแห่งไต้หวัน ท่านเป็นนักบวชที่มีคนศรัทธาทั่วโลก เนื่องจากมีบุคลิกเหมือนกับ
พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากของชาวจีน มีน้ำเสียงที่กังวาล และลีลาการพูดที่ลึกซึ้ง สร้างความซาบซึ้งยินดีแก่
ผู้ที่ได้สัมผัสและพบเห็นท่านยังดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
และมีวัดสาขาของท่านอยู่ทั่วโลกเกือบจะเรียกได้ว่าทุกประเทศ นอกจากวัดหลายร้อยแห่งแล้ว ท่านยังบริหาร
โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ทั้งในไต้หวันและสหรัฐอเมริกา


คำสอนของท่านซิงหยุน เน้นพุทธธรรมเชิงมนุษย์นิยม (Humanistic Buddhism) ซึ่งมุ่งให้มนุษย์มีความรัก
และสามัคคีกลมเกลียวกันเพื่อให้โลกนี้เป็นแดนสุขาวดี ตามความเชื่อในสุขาวดียุหสูตร อันเป็นพระสูตรที่สำคัญ
และเป็นที่ศรัทธามากในจีน เกาหลี และญี่ปุ่น แม้ท่านซิงหยุน จะพูดแต่ภาษาจีนเท่านั้น แต่ท่านมีคณะศิษยานุศิษย์
ที่ชำนาญในภาษาต่างๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก ทำหน้าที่แปลสดๆ ให้แก่ผู้ฟังได้อย่างดี


ทั้งนี้ พระ ดร.มโน ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไดซะกุ อิเคดะ กับท่านทะไล ลามะ และท่านติช นัท ฮันห์
คือ สองท่านสุดท้ายนี้มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสูง ในขณะที่อิเคดะ ไม่เคยใช้ภาษาอังกฤษเลย
ในการปราศรัยแต่ละครั้งในต่างประเทศ ด้วยเลือดนิยมญี่ปุ่นที่รุนแรง แต่กระนั้นรูปแบบของคำสอนของเขาที่รู้จักกัน
ในสหรัฐและประเทศต่างๆ จะอยู่ในภาษาของชาตินั้นๆ และมีความเป็นสากลสูงมุ่งให้มนุษย์มีสันติสุขและสนับสนุน
การพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง


ส่วนพระเถระจากประเทศไทยนั้น ผู้ที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางมากที่สุดในระดับสากลนั้น
พระ ดร.มโน บอกว่า มีอยู่ ๒ รูป แต่ท่านทั้งสองได้มรณภาพไปแล้ว คือ หลวงพ่อชา สุภทฺโท
อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง พระอาจารย์สายพระป่า ที่มีลูกศิษย์เป็นพระภิกษุชาวอเมริกันและยุโรป
ได้ประกาศเกียรติคุณของท่าน ให้ชาวต่างประเทศได้รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
แต่คณะสงฆ์ที่ท่านได้สร้างไว้ก็ยังเติบโต และแตกกิ่งก้านสาขาในโลกตะวันตก จนทำให้ผลงานการเทศนาของท่าน
แพร่หลายไปอย่างมาก ส่วนอีกรูปหนึ่งคือ พระอาจารย์พุทธทาส ผู้ที่ชาวต่างประเทศรู้จักกันมากในด้านปรัชญา
และการตีความพระพุทธศาสนา ที่มีลักษณะที่ใหม่และทันสมัย


เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=18&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=89&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
http://www.archbishopofcanterbury.org/
http://en.wikipedia.org/wiki/Archbishop_of_Canterbury
http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_Archbishops_of_Canterbury
http://en.wikipedia.org/wiki/George_Leonard_Carey
http://www.glcarey.co.uk/
Welcome to the official web-site of Lord Carey of Clifton.

In this web-site you will find an extensive collection of the most important speeches
and sermons given by George Carey, both during and after his time as Archbishop of Canterbury.
You will also have access to a biography, photo archive and a list of publications
written by Lord Carey who, after positions as parish priest and Bishop of Bath and Wells,
became the 103rd Archbishop of Canterbury serving 70 million Anglicans worldwide
from 1991 to 2002.
All the contents of this site are © copyright protected 2008
Last updated October 2008


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=10&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&forum=6&No=620&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm#top
ปี ค.ศ. 1953 ผอ. อัลเลน ดูลเลส (Allen Welsh Dulles)

สั่งให้มีการทดลองการควบคุมจิตใจมนุษย์ Mind control
ภายใต้ชื่อการทดลอง MKULTRA

Headed by Dr. Sidney Gottlieb, the MK-ULTRA project was started on the order of CIA director Allen Dulles
on April 13, 1953,[11] largely in response to Soviet, Chinese, and North Korean use of mind-control techniques
on U.S. prisoners of war in Korea.[12]
The CIA wanted to use similar methods on their own captives.
The CIA was also interested in being able to manipulate foreign leaders with such techniques,[13

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



เครดิตยูเนียน เป็นของประเทศวาติกัน ระบุชัดเจนว่า เงินสนับสนุนการปฏิบัติการ ออกไปจากเครดิตยูเนียน

ศพพ.
ถูกจัดตั้งและบริหารโดยบุคคลสัญชาติวาติกัน เป็นคนของประเทศวาติกัน
และสนับสนุนเงินทุนโดยเครดิตยูเนียน จากการเปิดเผยของนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์
ซึ่งเป็นผู้บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
ตามนโยบายของประเทศวาติกันอยู่แล้ว




อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น จงเชื่อในสิ่งที่เป็น


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Jan 07, 2010 5:54 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 10:03 am

http://www.thairath.co.th/content/edu/53976

ไทยรัฐออนไลน์


  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 19 ธันวาคม 2552, 23:35 น.
ตัดวัดไทยในออสซี่ บวชภิกษุณี ละเมิดระเบียบสงฆ์



มหาเถรสมาคม มีมติถอดวัดโพธิญาณ ประเทศออสเตรเลีย ออกจากการเป็นสาขาวัดหนองป่าพง
และไม่ร่วมสังฆกรรม หลังละเมิดระเบียบคณะสงฆ์ไทย บวชให้ภิกษุณี ...

นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เปิดเผยว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม ที่ประชุมได้รับทราบมติของคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
ที่มีมติให้ถอดวัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ออกจากการเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง

ทั้งนี้เนื่องจากคณะสงฆ์วัดโพธิญาณ ซึ่งมีพระวิสุทธิสังวรเถร (พระพรหมวังโส) เป็นเจ้าอาวาส
ได้ดำเนินการอุปสมบทให้กับภิกษุณี ซึ่งถือว่าขัดกับระเบียบของคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาท
ทางคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงจึงมีมติให้ถอดวัดโพธิญาณ ออกจากการเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง
ดังนั้นจะหมายความว่าวัดดังกล่าวไม่มีต้นสังกัดดูแล และจะส่งผลให้ไม่ได้รับการดูแลจากทาง
สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และมหาเถรสมาคมด้วย หรือเรียกได้ว่าจะไม่มีการร่วมสังฆกรรม
เพราะถือว่าวัดโพธิญาณไม่เชื่อฟัง ไม่อยู่ในโอวาทของวัดต้นสังกัด

อย่างไรก็ตามสถานภาพของวัดจะยังคงอยู่ เพราะได้รับการอนุญาตจากทางประเทศออสเตรเลียแล้ว
แต่หลังจากที่มีมติของคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงออกไปวัดดังกล่าวก็จะไม่ได้รับการ ช่วยเหลือจากทางฝั่งไทย

นายอำนาจ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของพระธรรมทูตจากไทยหากต้องการที่จะไปจำพรรษาที่วัดโพธิญาณ
ก็จะไม่ได้รับการอนุญาต ขณะเดียวกันทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ
จะมีการแจ้งไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศออสเตรเลีย ให้ทราบด้วย

พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เจ้าอาวาสวัดเป็นถึงพระราชาคณะชั้นสามัญ ไม่น่าที่จะดำเนินการในเรื่องที่ขัดกับระเบียบของคณะสงฆ์แบบนี้
อีกทั้งวัดโพธิญาณ เป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นวัดที่ก่อตั้งโดยหลวงปู่ชา สุภัทโท
ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเคร่งครัดในเรื่องการปฏิบัติมากที่สุด รูปหนึ่งของประเทศไทยด้วย
แต่กลับมีการกระทำที่ละเมิดระเบียบของคณะสงฆ์เสียเอง การกระทำของพระวิสุทธิสังวรเถร
ถือว่าเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ เพราะไม่อยู่ในโอวาทของครู อาจารย์ที่เคยตักเตือนมาแล้ว

ส่วนจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น ต้องรอดูการพิจารณาของทางคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงอีกครั้ง
แต่เบื้องต้นทางมหาเถรสมาคมก็รับทราบมติของทางวัดหนองป่าพงแล้วว่าได้ถอดวัดโพธิญาณ
ออกจากการเป็นวัดในสังกัดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์การอุปสมบทภิกษุณีที่วัดโพธิญาณ ได้มีผู้นำมาเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ www.alittlebuddha.com
โดยลงรายละเอียดว่า เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนต.ค.2552 โดยมีการอุปสมบทให้กับผู้หญิงชาวต่างประเทศ 4 คน
โดยมีภิกษุณีอยยา ทถาโลก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวิสุทธิสังวรเถร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสุชาโต
เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับระเบียบของคณะสงฆ์ไทยเพราะได้มี
พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พ.ศ. 2471 ห้ามภิกษุสงฆ์ในประเทศไทยทำการอุปสมบท
ให้แก่สตรีและคำวินิจฉัยของมหาเถรสมาคมในการประชุมครั้งที่ 28/2527 และครั้งที่ 18/2530 ห้ามภิกษุสงฆ์
ทำพิธีอุปสมบทให้สตรีเป็นภิกษุณี ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว

http://www.alittlebuddha.com/



พระพรหมวังโส

ปัจจุบันยังไม่มีใครรู้ว่า ชื่อจริงชื่ออะไร

รู้แต่ว่า เคยถือมาแล้ว 3 สัญชาติ
เป็นบทเรียนอันเจ็บแสบ ก่อนจะให้
"เจ้าคุณ"แก่พระต่างชาติ ต้องคิดให้ดี เขาเป็นพุทธ
แต่มิใช่เป็นไทย ขณะที่พุทธแบบไทยๆ เรานั้น มันคนละแบบ แต่คนไทยเรากลับทึกทักเอาเองว่า
ฝรั่งมาบวชกับคนไทยก็คือพระไทย ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ ถามว่า ถ้าวันนี้จะยึดพัดพระราชาคณะคืน
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเขาประกาศว่า ยินดีคืน เพราะไม่อยากได้อยู่แล้ว แบบนี้มิใช่เสียหายเฉพาะคณะสงฆ์ไทย
แต่จะกระทบถึงพระบรมเดชานุภาพด้วย นี่ไงที่เรียกว่า กรณีประวัติศาสตร์ ที่มหาเถรสมาคมและคนไทย
ต้องจดจำไว้ ถ้ายัง..รักชาติไทย อย่าแค่สวมเสื้อเหลือง แต่ก่อนจะให้อะไรใครก็ต้องถามว่า คนไทยหรือเปล่า ?


คิดแบบฝรั่ง กับคิดแบบไทย ต่างกันตรงไหน

คิดแบบไทยๆ

คนไทยนิยมชมชอบพระฝรั่ง หรือพระไทยพูดฝรั่ง กระแดะลิ้น กินฮอตดอก ทำยังกะว่าฟังภาษาไทยไม่ออก
ทั้งๆ ที่ เป็นภาษาพ่อแม่แท้ๆ ต้องเทศน์เป็นภาษาอังกฤษถึงจะซึ้ง แม้ว่าจะเข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่งก็ตามเถิด
ทั้งๆ ที่พระไทยก็เทศน์เป็นไทยและฟังง่ายกว่าเยอะ แต่พวกไทยใจฝรั่งที่ยกก้นตนเองเป็นไฮโซ-ไฮซ้อ นั้น ฟังไม่เป็น
ต้องฟังธรรมะเวอร์ชั่นฝรั่งถึงจะเข้าใจ สุดท้ายจึงเห่อพระฝรั่ง ทั้งๆ ที่ฝรั่งก็ยังต้องยอมตัวมาขอเป็นลูกศิษย์พระไทย
เช่นพระพรหมวังโส เป็นต้น


คิดแบบฝรั่ง

มิได้สนใจซักหน่อยว่าคนไทยคิดอย่างไร มองอย่างไร สนแต่อย่างเดียวคือ
ไทยมีดีอะไรที่ฝรั่งจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้บ้าง ดังเช่นพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ ยิ่งสายวัดป่าด้วยแล้ว
ยิ่งน่าสนใจ ถ้าได้รูปแบบพระวัดป่า ไปเป็นใบเบิกทางในต่างประเทศ พอดังแล้วก็ไม่ต้องสนใจไทย
อาจจะมองด้วยซ้ำไปว่า คนไทยกระจอก มองเมืองไทยแคบแค่แม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำโขงเท่านั้น
เอาสองสายนี้รวมกันยังสู้แม่น้ำมิสซิสซิปปี้ไม่ได้เลย


คิดแบบไหน ใครผิด-ใครถูก ?

จริงแล้ว เรื่องความคิดนั้น มันไม่มีใครผิดหรือถูก เพียงแต่ว่าบทบาทที่แสดงออกนั้นสำคัญกว่า
คณะสงฆ์ไทยภูมิใจนักหนา ที่ได้ฝรั่งมาเป็นศิษย์ ขณะเดียวกันคนไทยก็เห่อพระฝรั่ง นิยมชมชอบ
กระทั่งเสนอพระเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงโปรดแต่งตั้งเป็นพระเจ้าคุณฯ ทั้งๆ ที่ฝรั่งนั้นเขามิได้สนใจ
ในเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ของไทยๆ เราหรอก เชื่อได้เลยว่าเขามิได้บวชมาเพื่อเป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ
เหมือนพระไทยเราอยากเป็น


โอเค มอบเจ้าคุณให้พระฝรั่งดูมันไม่เสียหาย ดีด้วยซ้ำไปในสายตาของสังคม
แต่ผลกระทบเรื่องพระวิสุทธิสังวรเถรในครั้งนี้ ก็ตีกระหน่ำซะคณะสงฆ์ไทยกระเทือน แบบว่า
ไอไม่สนใจว่ายูจะให้เจ้าคุณอะไรแก่ไอ แต่ไอสนใจว่าไอจะใช้สิ่งที่ไอได้มาทำอะไรมากกว่า
understand ?


บทสรุปจึงอยู่ที่คนไทย คณะสงฆ์ไทยเราเอง จะให้อะไรแก่ใครก็ควรพิจารณาให้ดีๆ
อย่าเห่อของนอกให้มากนัก ประเดี๋ยวจะช้ำใจรอบสอง เหมือนเรื่องวัดโพธิญาณและพรหมวังโส ในวันนี้


อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม




พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)

วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

ปฐมอาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักวัดหนองป่าพง

และวัดหนองป่าพงนานาชาติ


ชวน ม่วน ชื่น

เทศน์ปนอีเดี้ยมของพระฝรั่ง




9 มิถุนายน 2549

พระพรหมวังโส ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็น พระวิสุทธิสังวรเถร



พระพรหมวังโส ไปเทศน์ที่ซีแอ๊ตเติ้ล

มีพระครูฤทธิ์ วัดอตัมมยตาราม เป็นผู้ดูแล

พระไทยให้เกียรติพระฝรั่งนั่งสูงกว่าเป็นศอก

"วัดโพธิญาณ" แดนจิงโจ้ "บวช" ภิกษุณี ถูกเลิกสังฆกรรม ชี้เจ้าอาวาสละเมิดเอง
ทั้งที่ดูแลสาย "หลวงปู่ชา"



"วัดโพธิญาณ" เมืองจิงโจ้ ละเมิดระเบียบสงฆ์ไทย "บวช" ให้ "ภิกษุณี" คณะสงฆ์วัดหนองป่าพง
มีมติถอดออกจากวัดสาขา เลิกสังฆกรรม โฆษก มส. ชี้เจ้าอาวาสวัดละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ
ทั้งที่เป็นถึงพระราชาคณะชั้นสามัญ ดูแลวัดสาย "หลวงปู่ชา"


นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้รับทราบ
มติของคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี ที่มีมติให้ถอดวัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย
ออกจากการเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง เนื่องจากคณะสงฆ์วัดโพธิญาณ
ซึ่งมีพระวิสุทธิสังวรเถร (พระพรหมวังโส) เป็นเจ้าอาวาส ดำเนินการอุปสมบทให้กับภิกษุณี
ซึ่งถือว่าขัดกับระเบียบของคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาท ทางคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง
จึงมีมติให้ถอดวัดโพธิญาณออกจากการเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง


นายอำนาจ กล่าวว่า ดังนั้นจะหมายความว่า วัดดังกล่าวไม่มีต้นสังกัดดูแล
และจะส่งผลให้ไม่ได้รับการดูแลจากทาง พศ. และ มส.ด้วย หรือเรียกได้ว่าจะไม่มีการร่วมสังฆกรรม
เพราะถือว่าวัดโพธิญาณไม่เชื่อฟัง ไม่อยู่ในโอวาทของวัดต้นสังกัด อย่างไรก็ตาม สถานภาพของวัดยังคงอยู่
เพราะได้รับการอนุญาตจากทางประเทศออสเตรเลียแล้ว แต่หลังจากที่มีมติของคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงออกมา
วัดดังกล่าวจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทางฝั่งไทย ในส่วนของพระธรรมทูตจากไทย หากต้องการไปจำพรรษา
ที่วัดโพธิญาณ ก็จะไม่ได้รับการอนุญาต ขณะเดียวกันทาง พศ.จะแจ้งไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย
ประจำประเทศออสเตรเลียให้ทราบด้วย


ด้านพระธรรมกิตติเมธี โฆษก มส.กล่าวว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เจ้าอาวาสวัดเป็นถึงพระราชาคณะชั้นสามัญ ไม่น่าที่จะดำเนินการในเรื่องที่ขัดกับระเบียบของคณะสงฆ์แบบนี้
อีกทั้งวัดโพธิญาณเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ที่ก่อตั้งโดยหลวงปู่ชา สุภัทโท ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับว่า
เคร่งครัดในเรื่องการปฏิบัติมากที่สุดรูปหนึ่งของประเทศไทยด้วย แต่กลับมีการกระทำที่ละเมิดระเบียบของคณะสงฆ์เสียเอง



"การกระทำของพระวิสุทธิสังวรเถร ถือว่าเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ
เพราะไม่อยู่ในโอวาทของครู อาจารย์ที่เคยตักเตือนมาแล้ว
ส่วนจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น
ต้องรอดูการพิจารณาของทางคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงอีกครั้ง แต่เบื้องต้นทาง มส.
รับทราบมติของทางวัดหนองป่าพงแล้วว่า
ได้ถอดวัดโพธิญาณออกจากการเป็นวัดในสังกัดแล้ว" พระธรรมกิตติเมธี กล่าว



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการอุปสมบทภิกษุณีที่วัดโพธิญาณ
มีผู้นำมาเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์




www.alittlebuddha.com

โดยลงรายละเอียดว่าเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2552
โดยมีการอุปสมบทให้กับผู้หญิงชาวต่างประเทศ 4 คน มีภิกษุณีอยยา ทถาโลก
เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวิสุทธิสังวรเถร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสุชาโต
เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับระเบียบของคณะสงฆ์ไทย
เพราะมีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พ.ศ.2471
ห้ามภิกษุสงฆ์ในประเทศไทยทำการอุปสมบทให้แก่สตรี และคำวินิจฉัยของ มส.ในการประชุมครั้งที่
28/2527 และครั้งที่ 18/2530 ห้ามภิกษุสงฆ์ทำพิธีอุปสมบทให้สตรีเป็นภิกษุณี ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว


เว็บไซต์วัดโพธิญาณ ออสเตรเลีย


ข่าว : ไทยรัฐ-มติชน-คมชัดลึก


20ตุลาคม 2552

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 10:21 am

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm#5011

รมว.รัฐวาติกัน เยือนศูนย์สันถวไมตรี อ.แม่สอด

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150997

ชาวคริสต์ตากดึงศาสนาจารย์ชื่อดังอินเดียขึ้นเวทีชายแดนแม่สอด

11 ธันวาคม 2552 10:37 น.





ตาก - ชมรมคริสต์สนิกชนชายแดนจังหวัดตากดึง “Dr.Mattew” ศาสนาจารย์ชื่อดังชาวอินเดีย
ขึ้นเวทีเทศนา พร้อมรักษาโรคชาวบ้าน คืนแรกมีประชาชนกว่า 3,000 คนเข้าร่วม


รายงานข่าวจากจังหวัดตาก แจ้งว่า Dr.Mattew (นายแมตทิว) ศาสนาจารย์ชาวอินเดีย วัย 50 ปี ที่เป็นศิษยาภิบาล
ผู้เทศนาและเผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์นิกายโปแตสแตนท์ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้มาจัดงาน
“ฝ่าวิกฤต....ชีวิตมหัศจรรย์” เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ออกจากปัญหาและรักษาโรค ต่างๆ
รวมทั้งการเทศนาให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์ในจังหวัดตากได้ฟัง เมื่อคืนวันที่ 10 ธ.ค.52
ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

งานครั้งนี้ดำเนินโครงการโดยชมรมคริสต์สนิกชนชายแดนจังหวัดตากและคณะกรรมการชีวิตมหัศจรรย์โดยมีประชาชน
ทั้งชาวคริสต์และประชาชนทั่วไปมาร่วมงานกว่า 3,000 คน มีการแสดงดนตรีเพื่อสัมผัสบทเพลงแห่งพระคริสต์
การแจ้งข่าวประเสริฐที่ทรงพลานุภาพ แนวทางการปฏิบัติและการเชื่อในพระคริสต์

ปรากฏว่าได้มีประชาชนส่วนหนึ่งที่เจ็บป่วยได้มาขอรับการรักษาทางจิตวิญญาณ
และบางส่วนหายจากอาการป่วยในทันทีหลังรับคำอธิษฐานจิต



สำหรับการจัดงาน “ฝ่าวิกฤต....ชีวิตมหัศจรรย์” จะดำเนินการเป็นเวลา 3 วันจนถึงวันที่ 13 ธ.ค.52
โดยจะจัดฝนช่วงเวลากลางคืนเพราะชาวคริสต์ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ประเสริฐและเกิดสิ่งมหัศจรรย์ในช่วงค่ำคืน
สำหรับในเวลากลางวันตลอด 3 วันนั้นจะมีการสัมมนาและประชุมอธิฐานที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏแม่สอด

นายสมพล ศรีวิชัย หรืออาจารย์จอนห์ ศาสนาจารย์ทำหน้าที่ศิษยาภิบาลคริสตจักรโฟร์สแควร์ อ.แม่สอด จ.ตาก
กล่าวว่า การจัดงานโครงการ “ชีวิตมหัศจรรย์ ปลดปล่อยมนุษย์ออกจากปัญหา” เป็นโครงการระดับนานาชาติ
ที่จะจัดขึ้นใน อ.แม่สอด โดยสมาคมชาวคริสต์จังหวัดตากได้เชิญ Dr.Mattew มาเทศนาและรักษาโรคให้ผู้ป่วย
เนื่องจาก Dr.Mattew เป็นที่รู้จักและปลดปล่อยปัญหาของมนุษย์มาแล้วทั่วโลก เช่น การรักษาคนไข้
โดยใช้เพียงฝ่ามือกับคำอธิฐาน


คริสต์ทุกนิกาย รวมกันเรียกว่า สภาคริสตจักรโลก

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151958

"เหวียนมิงเจี๊ยต" พบโป๊ปในวาติกันความสัมพันธ์ไปโลด

15 ธันวาคม 2552 12:36 น.


นายเหวียนมิงห์เจี๊ยตถวายของที่ระลึกให้กับองค์พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ระหว่างการเยือนนครรัฐวาติกัน
อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีจากเวียดนาม เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์
ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เอเอฟพี - ประธานาธิบดีแห่งเวียดนาม เหวียนมิงห์เจี๊ยต ลั่นวาจาที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์กับนครรัฐวาติกันมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เป็นรายงานของสื่อทางการเวียดนามเมื่อวันเสาร์ (12 ธ.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากการพบกันระหว่างผู้นำประเทศ
คอมมิวนิสต์กับองค์พระสันตะปาปาเบเนดิคต์ ที่ 16 ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก


ทั้งสองฝ่ายได้ระงับความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เริ่มกลับมา
สานสัมพันธ์ทางการทูตกันอีกครั้ง

"เวียดนามพร้อมที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับทางวาติกันบนพื้นฐานของความเคารพในหลักการของกฎหมายนานาชาติ
ในเรื่องของสันติภาพ ความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกัน" สื่อเวียดนามอ้างคำกล่าวของนายเจี๊ยต

นครรัฐวาติกันได้เรียกการพบกันระหว่างนายเจี๊ยตและผู้นำศาสนาคริสต์ โรมันคาทอลิกในครั้งนี้ว่าเป็น "ขั้นที่สำคัญ"
ในความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย และรู้สึกยินดีในการเดินทางมาเยือนครั้งนี้ของนายเจี๊ยต

รัฐบาลเวียดนามและคาทอลิกมีปัญหาความขัดแย้งมาอย่างยาวนานในประเด็น เรื่องทรัพย์สินของทางโบสถ์ในเวียดนาม
ซึ่งทรัพย์สินหลายอย่างของฝ่ายคาทอลิกต้องเสียไปในช่วงเวลาหลังจากที่เวียดนามสิ้นสุดการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ในปี 2497 และเรื่อยมาจนถึงการรวมประเทศ หลังยุติสงครามเวียดนามในปี 2518 ในเดือนธ.ค. 2550
คริสตศาสนิกชนคาทอลิกได้เริ่มทำการประท้วงขึ้นหลายครั้งโดยมีศูนย์กลางการประท้วงที่อาคารสถานทูตวาติกันเดิม
ในกรุงฮานอยและกระจายไปทั่วทุกแห่งในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทางการคืนทรัพย์สินของโบสถ์

การประท้วงเรียกร้องบางครั้งนำไปสู่การปะทะกับตำรวจด้วย จนคุณพ่อเหวียนวันหลี (Nguyen Van Ly)
ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 8 ปี ฐานโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ

กรณีตัดสินความผิดจำคุกนี้กลายเป็นประเด็นทางการทูตและการละเมิดสิทธิมุษยชนในเวียดนาม
ทำให้ในต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภา 37 คนของสหรัฐได้มีหนังสือถึงประธานาธิบดีเจี๊ยต
ให้ปล่อยตัวสาธุคุณเหวียนวันหลี


เวียดนามมีชุมชมชาวคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้รองจากฟิลิปปินส์

โดยมีผู้นับถือศานาคริสต์ประมาณ 6 ล้านคนจากประชาชนในประเทศทั้งหมด 86 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในการเดินทางไปเยือนวาติกันในปี 2550
นับตั้งแต่คณะผู้แทนจากวาติกันหลายคณะเดินทางมายังเวียดนามเพื่อสร้างความ สัมพันธ์ตั้งแต่ปี 2512
และเมื่อต้นปี 2552 ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนครรัฐวาติกันได้เดินทางมาเยือนอย่างเป็น ทางการกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม
ในกรุงฮานอยเพื่อพูดคุยถึงความสัมพันธ์ทางการทูต แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนายังคงอยู่
ภายใต้การควบคุมดูแลจาก รัฐบาลเช่นเดิม.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 2:43 pm

http://www.komchadluek.net/detail/20091217/41525/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88...%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88.html






วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2552

บรรพชาสามเณรี
'หลวงแม่'...คิดการใหญ่อะไรอยู่?

คมชัดลึก :โครงการบรรพชาสามเณรี ของ วัตรทรงธรรมกัลยาณี ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม
ซึ่งมี ภิกษุณีธัมมนันทา หรือชื่อที่เหล่าบรรดาลูกศิษย์ใช้เรียกแทนว่า “หลวงแม่” (รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์)
เป็นเจ้าอาวาสนั้น ในพ.ศ.๒๕๕๒ มีการบรรพชาสามเณรีไปแล้วถึง ๓ ครั้ง มีสตรีที่ได้เข้าโครงการนี้แล้วกว่า
๘๐ คน ข้อมูลทางการศึกษาของผู้ร่วมโครงการนั้น การศึกษาทางโลกส่วนใหญ่จะมีความรู้ระดับปริญญาตรี
ถึงปริญญาเอก ส่วนการศึกษาทางธรรมนั้น ทุกคนล้วนเป็นผู้ใฝ่ปฏิบัติธรรมมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี บางรายปฏิบัติธรรม
มากว่าค่อนชีวิต ครั้งแรก เป็นโครงการบรรพชาสามเณรีภาคฤดูร้อน จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๖-๑๔ เมษายน ๒๕๕๒
การจัดการบรรพชาครั้งนี้ เป็นการชิมลางว่า จะได้รับการตอบสนองจากสังคมไทยอย่างไร ปรากฏว่า
ในการประกาศรับสมัครครั้งแรก เพียง ๓๐ ท่าน มีผู้แสดงความประสงค์เข้ามาประมาณ ๕๐ ท่าน
จึงมีการคัดกรองลงตัวที่ ๓๖ ท่าน กลุ่มผู้ที่ออกบรรพชาครั้งนี้ มีการศึกษาระดับสูง ปริญญาเอกและโท ๘ รูป
ปริญญาตรี ๑๘ รูป ปวส.และอนุปริญญา ๔ รูป, ม.๓ เพียง ๑ รูป ป.๔ เพียง ๒ รูป
ในจำนวนสามเณรีเหล่านี้ มีต่างชาติ ๒ รูป คือ จากออสเตรีย และฮอลแลนด์ ส่วนสามเณรีชาวไทยมาจาก ๑๕ จังหวัด
กระจายจากทุกภาค ทั้งเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก อย่างไรก็ตาม จากความสำเร็จในการบรรพชาสามเณรีภาคฤดูร้อน
มีเสียงเรียกร้องให้จัดการบรรพชาเป็นประจำ เพราะเป็นพื้นที่แห่งเดียวที่เปิดโอกาสให้สตรีได้เข้ามาบวชเรียนอย่างแท้จริง
ทางวัตรจึงทดลองโครงการที่ ๒ เป็นการบรรพชาในพรรษา ประจำปี ๒๕๕๒ วันที่ ๕ กรกฎาคม-๑๙ ตุลาคม
โดยมีวัตถุประสงค์

๑.เพื่อเปิดโอกาสให้สตรีได้มีโอกาสบรรพชาตามเจตจำนงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒.เพื่อเปิดโอกาสให้สตรีได้ศึกษาพระธรรมวินัยช่วงเข้าพรรษา
๓.เพื่อเป็นการสร้างฐานสตรีชาวพุทธที่มีคุณภาพ และ
๔.เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เนื่องจากระยะเวลายาวถึง ๓ เดือน จึงมีผู้สมัคร ๑๒ คน แต่ก็ได้อยู่ร่วมศึกษา และปฏิบัติจนครบตามกำหนด
จากการประเมินผล พบว่า ประสบความสำเร็จพอควร คนอายุน้อยที่สุด ๒๔ ปี อายุมากที่สุด มาไกลจาก จ.สตูล อายุ ๗๒ ปี
และครั้งที่ ๓ โครงการบรรพชาสามเณรี เพื่อ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
ในระหว่างวันที่ ๕-๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ ด้วยการให้ลูกผู้หญิงมีโอกาสถวายพระราชกุศลโดยการบรรพชา
และศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเข้มข้น และปฏิบัติธรรมตลอดระยะเวลา ๙ วัน มีผู้รับการบรรพชาเป็นสามเณรี ๓๔ รูป
อายุมากที่สุด ๘๓ ปี คือ นางกัลยา สาคริก และอีกท่านหนึ่ง คือ พลตรีหญิงวธนี สุนทรเสณี อายุ ๖๔ ปี
ผู้อาวุโส ๒ ท่านนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้อง และรุ่นลูกหลาน ท่านเข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่าง โดยไม่มีข้อยกเว้น
รวมทั้งออกบิณฑบาต ที่ต้องเดินไกลถึง ๒ กม.ด้วย คนที่อายุน้อยที่สุด ๒๔ ปี ทั้ง ๓๕ คน มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ ๔๗
มีผู้ที่จบปริญญาเอก ๑ ท่าน จบปริญญาโท ๑๑ ท่าน จบปริญญาตรี ๑๕ ท่าน นอกนั้นจบประกาศนียบัตร
นับว่า เป็นกลุ่มสตรีที่มีการศึกษา และมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี
“ตั้งใจที่จะประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ โดยสนับสนุนการบวชระยะยาวมาโดยตลอด แต่เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑
ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนภิกษุณีในสายเถรวาท ที่อินโดนีเซีย ซึ่งมีภิกษุณีเพียง ๒ รูปในประเทศอินโดนีเซีย
ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม มีชาวพุทธเพียง ๑% และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะภิกษุณีด้วยกัน
ภิกษุณีสันตินี คนหัวหน้า ท่านเล่าให้ฟังว่า งานของท่านนั้น ท่านจัดการบรรพชาสามเณรีภาคฤดูร้อนทุกปี
เป็นการปลูกฝังพระศาสนาในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่ละปีได้ ๖-๗ คน แต่ก็จัดการบรรพชามาอย่างต่อเนื่อง
จนเป็นโครงการที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรู้จักกันดี ท่านแนะนำอาตมาว่า ควรจะจัดบรรพชาให้สตรีนะ
ตรงนี้เองที่เป็นที่มาของประกายความคิดเรื่องโครงการบรรพชาสามเณรี” นี่คือ เหตุผลในการจัดบรรพชาสามเณรี
ภาคฤดูร้อนของหลวงแม่ พร้อมกันนี้ หลวงแม่ยังบอกด้วยว่า เดิมทีนั้น คิดว่าผู้หญิงที่จะออกบวชเพื่อสืบพระศาสนานั้น
ควรจะคัดสรรเฉพาะคนที่มีความตั้งใจจริง และอุทิศตนให้แก่พระศาสนาอย่างแท้จริง นั่นหมายถึง บวชตลอดชีวิต
หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเป็นการบวชระยะยาว ฉะนั้น โอกาสที่ผู้หญิงจะบวช จึงมีจำกัดมาก
เพราะผู้หญิงที่จะได้ทบทวนชีวิตของตน ชัดเจนในเป้าหมาย และเส้นทางชีวิต ก็ต้องเป็นสตรีที่มีวุฒิภาวะมากพอควร
อย่างน้อยก็อยู่ในวัย ๓๐-๔๐ ที่จะพิจารณา และเกิดความคิดที่จะอยากบวช แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงตอนนั้น ถึงวัยนั้นของชีวิต
ก็ได้สร้างเงื่อนไข ผูกพันชีวิตด้วยครอบครัว สามี ลูก และหน้าที่การงานไปแล้ว สตรีบางคนไม่มีครอบครัวของตนเอง
แต่อยู่ในฐานะผู้สร้างรายได้หลักให้แก่ครอบครัว ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งมารดาและบิดา ซึ่งมาถึงตอนนี้
ก็แก่เฒ่าชราลงแล้ว สตรีที่จะบวชได้จริงในระยะยาว จึงเป็นความคิดที่ไม่สมจริง
สำหรับกิจกรรมตลอดการบรรพชานั้น ผู้บวชจะได้รับความรู้เรื่องพุทธศาสนาครอบคลุมทุกด้าน เช้าและเย็น ๔ ชั่วโมง
เพราะตระหนักว่า ชาวพุทธในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธเพียงในทะเบียนบ้าน เนื่องจากผู้เข้าบวช
เป็นผู้หญิงทำงาน มีความรู้ มีประสบการณ์ จึงเกิดการตระหนักรู้ที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระหว่างที่บวชนั้น
สามเณรีได้ทั้งองค์ความรู้ การฝึกซ้อมสวดมนต์ การฝึกซ้อมออกบิณฑบาต ทำความเข้าใจกับพิธีกรรมต่างๆ ในพุทธศาสนา
ซึ่งตามปกติแล้ว มักทำตามกันโดยประเพณี และขาดความรู้ความเข้าใจ "การที่ผู้หญิงออกบวช แม้เป็นช่วงเพียง ๙ วัน
ก็นำไปสู่ความคลี่คลายอย่างเห็นได้ชัดเจน ครอบครัวที่มีแต่ลูกสาว ก็ไม่ต้องเสียใจ บัดนี้ สามารถบวชลูกสาวได้แล้ว
ครอบครัวหนึ่งมีลูกสาว ๖ คน เมื่อตอนที่พ่อแม่มาขริบผมก่อนที่จะปลงผมนั้น ได้เห็นภาพที่ตรึงตราตรึงใจ ทั้งพ่อแม่
และนาคิณี (นาคหญิง) ร่ำไห้ด้วยความปลื้มปีติ เป็นภาพที่ตรึงใจผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง การบรรพชาสามเณรีชั่วคราวนี้
แม้ไม่ได้อยู่เพื่อที่จะอุปสมบทภิกษุณี อาตมาก็ไม่ได้หวังอะไรมาก นอกจากเป็นการสร้างฐานชาวพุทธที่มีคุณภาพขึ้น
ซึ่งจะส่งผลต่อสังคมในภาพกว้าง ที่ผู้หญิงเปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน จะมีความสามารถในการดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น
มีความเข้าใจในพุทธศาสนามากขึ้น และใช้ชีวิตเยี่ยงชาวพุทธที่ดีขึ้นนั่นเอง" หลวงแม่ กล่าวทิ้งท้าย

"การบรรพชาสามเณรีชั่วคราวนี้ อาตมาไม่ได้หวังอะไรมาก นอกจากเป็นการสร้างฐานชาวพุทธ ที่มีคุณภาพขึ้น
ซึ่งจะส่งผลต่อสังคมในภาพกว้าง ที่ผู้หญิงเปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน จะมีความสามารถในการดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น"

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 22, 2009 6:14 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261473471&grpid=&catid=02



วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:15:09 น.
มติชนออนไลน์


กาง "ชวนม่วนชื่น" หนังสือธรรมะดีกรี "พระอังกฤษ" ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญ

P { margin: 0px; }
"ชวนม่วนชื่น" หรือ "The Opening the Door of Your Heart" ของพระอาจารย์พรหมวังโส พระชาวอังกฤษ
เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ที่ได้ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์มากกว่า 30 ปี
เป็นหนังสือการแสดงธรรมในลักษณะเล่าเรื่องหรือเล่านิทาน ช่วงเวลาการเดินทางมาบวชในเมืองไทย วัดสระเกศ
และไปมอบตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อชา รวมทั้งนิทานสอนใจในพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติภาวนาในต่างประเทศ
มาถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าผ่านหน้ากระดาษ หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นไทยโดย คุณ ศรีวรา อิสสระ

"ชวนม่วนชื่น" ไม่ได้มีเพียงหนังสือเท่านั้น แต่ยังมี E - Book และแผ่น CD ออกมาให้ผู้ที่สนใจได้อ่าน
และชมกันอย่างจุใจ โดยแผ่น CD นั้นได้จัดทำโดยพระกฤช นิมฺมโล และ คุณวิรังรอง ทัพพะรังสี
ผู้มีจิตศรัทธาสองท่าน ได้ร่วมจัดทำสำเนาเผยแผ่ เพื่อนำเงินบริจาคตามกำลังศรัทธาทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย
มอบให้โรงพยาบาลนำไปรักษาพระภิกษุสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลสงฆ์

ด้าน E - Book เผยแพร่โดยมูลนิธิปัญญาประทีป โรงเรียนทอสี โรงเรียนวิถีพุทธแห่งหนึ่งในประเทศไทย
แก่พุทธศาสนิกชนและบุคคลที่สนใจ ซึ่งจะหาอ่านในตอนนี้คงเป็นเรื่องยาก
หากมีความสนใจสามารถติดต่อได้ที่มูลนิธิปัญญาประทีป โรงเรียนทอสี
หรือดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์http://www.dhamaforlife.com/audio/BeHappy/Chaun.pdf ได้ไม่อั้น

เนื้อหาของทั้ง E - Book และ แผ่น CD ธรรมเทศนาแบ่งออกเป็นหลายหมวด
มีทั้งหมด 11 บท คือ
บทที่ 1 ความสมบูรณ์แบบและความรู้สึกผิด ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน,
บทที่ 2 ความรักและการอุทิศตน ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข,
บทที่ 3 ความหวาดกลัวและความเจ็บปวด อิสระจากความหวาดกลัว,
บทที่ 4 ความโกรธกับการให้อภัยความโกรธ,
บทที่ 5 สร้างความสุข การยกย่องชมเชยพาเราไปได้ทุกแห่ง,
บทที่ 6 ปัญหาวิกฤติและการแก้ไขด้วยเมตตา กฏแห่งกรรม,
บทที่ 7 ปัญญาและความสงบภายใน ปัญญานำ น้ำใจตาม,
บทที่ 8 จิตกับสัจธรรม หมอผี,
บทที่ 9 คุณค่าและการปฏิบัติธรรม เสียงที่ไพเราะที่สุด,
บทที่ 10 อิสรภาพและความอ่อนน้อมถ่อมตน อิสระสองประเภท และ
บทที่ 11 ความทุกข์และการปล่อยวาง คิดยากกว่าทำ

หากได้ลองอ่านในบทแรกคือเรื่อง "ความสมบูรณ์แบบและความรู้สึกผิด ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน"
จะพบว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ซึ่งเป็นตอนที่พระอาจารย์พรหมวังโสต้องก่ออิฐสร้างกำแพงวัดด้วยตนเอง
ท่านทำด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้า เมื่อกำแพงเสร็จพลันไปพบอิฐสองก้อนที่ไม่เข้าที่เข้าทางในกำแพง
ท่านเสียใจมากและต้องการจะทุบกำแพงทิ้งและสร้างใหม่ให้สมบูรณ์ แต่เจ้าอาวาสไม่อนุญาต หลังจากนั้น
เวลามีคนมาชมวัดก็จะพาเลี่ยงกำแพงนั้น

จนวันนึงมีคนบังเอิญไปเห็นเข้าและก็ชมว่า กำแพงนี้เยี่ยมมาก ท่านก็แปลกใจ ถามว่า
ไม่เห็นอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อนนั้นหรือ
คนนั้นก็บอกว่า
"แต่อันที่เหลืออีกเกือบพันก้อนนี่มันเรียงได้อย่างเพอร์เฟคมากเลยนะ"
บัดนั้นก็ตาสว่างว่า เพราะเหตุถูกอิฐสองก้อนนั้นบังความดีงามของทั้งกำแพงเอาไว้นี่เอง

ท้ายที่สุดท่านเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการใช้ชีวิตปกติและการใช้ชีวิตคู่ ว่าแม้จะเจอจุดบกพร่องก็ต้องไม่ลืมว่า
ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากมายในชีวิต ตัวเราหรือคู่ของเราก็ยังมีเรื่องดีๆ อีกมากมาย นอกเหนือจากเรื่องที่ทำให้เราขุ่นใจ

ส่วนเรื่อง "ขอบคุณข้อบกพร่อง" เป็นเรื่องราวงานแต่งของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง พ่อของเจ้าสาวได้ให้ข้อคิดแก่ลูกเขยของตนว่า
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ชายหนุ่มจะเริ่มเห็นข้อบกพร่องในตัวลูกสาวของเขา เมื่อใดที่ชายหนุ่มผู้นั้นเริ่มจะสังเกตเห็น
ข้อบกพร่องของภรรยา พ่อเจ้าสาวได้สั่งให้ชายหนุ่มจดจำไว้ว่า
"ถ้าลูกสาวของฉันไม่ได้มีข้อบกพร่องเหล่านี้มาตั้งแต่เริ่มแรกล่ะก็...
พ่อลูกเขยเอ๋ย... เขาก็คงได้สามีดีกว่าเธอเยอะไปซะแล้วล่ะ !!!"

ดังนั้น เราจึงควรจะขอบคุณข้อบกพร่องต่างๆ ในตัวคู่ชีวิตของเรา เพราะถ้าเขาไม่มีข้อบกพร่องเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น
เขาก็คงสามารถเลือกแต่งงานไปกับใครสักคนที่ดีกว่าเรามากเป็นแน่

จะเห็นได้ว่า เรื่องเล่าทั้งสองนี้ชี้ให้เห็นว่า ทุกสิ่งบนโลกล้วนมีข้อบกพร่องทั้งสิ้น การตัดสินใจว่าสิ่งอื่นถูกแล้ว
สิ่วอื่นผิดหมด ไม่ใช่การตัดสินด้วยปัญญา ข้อบกพร่องต่างๆ ก็ล้วนไม่ใช่ความผิดพลาดในการตัดสินใจ
บางครั้งสิ่งที่แฝงอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้น ก็ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่คนอื่นไม่สามารถเอาไปได้
และการจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีต ก็เป็นตัวขัดขวางการประสบความสำเร็จในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ อย่าเพิ่งคิดว่าหนังสือเล่มนี่เป็นเพียงหนังสือธรรมะ
ที่มากด้วย "ภาษาพระ" ยากจะหยั่งถึงเพียงได้ลองอ่านดูบทแรกก็จะพบว่าสนใจที่จะอ่านบทต่อๆ ไป
และพบว่าหนังสือเล่มนี้ให้ข้อคิดที่ดีมากมาย ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกเหมือนกับชื่อหนังสือ "ชวนม่วนชื่น"


สลายศรัทธาเดิม สร้างศรัทธาใหม่

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 04, 2010 9:34 pm




แฉเจ้าอาวาสลวนลามผ่านสื่อ ร้อง ป.คุ้มครองถูกคุกคาม!


สาวเมืองกรุงร้อง ตร.กองปราบ ถูกชาย-หญิงลึกลับ ตามคุกคาม เกรงได้รับอันตราย
หลังออกมาแฉว่าถูกเจ้าอาวาสวัดดังในจังหวัดนครปฐม ลวนลามและปลุกปล้ำ
จนเป็นข่าวดังในรายการโทรทัศน์ เจ้าตัวระบุมีคนมาถามหาจนทำให้รู้สึกกลัว
เชื่อสาเหตุน่ามาจากที่ออกมาเปิดโปงเรื่องพฤติกรรมของเจ้าอาวาสวัด


วันนี้ (4 ม.ค.)เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ดวงพร พระเกีรยติขจร อายุ 32 ปี
เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ไพรินทร์ แจ่มจำรัส พงส.(สบ 2) กก.1 บก.ป.เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกรณีที่
ถูกกลุ่มชายและหญิงลึกลับ คุกคามเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย

น.ส.ดวงพร ให้การว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ขณะที่เดินทางไปทำบุญที่วัดไผ่หูช้าง อ.บางเลน จ.นครปฐม
ซึ่งมีพระครูพัทธกิจไพศาลเป็นเจ้าอาวาส ระหว่างที่พบพระครูรูปดังกล่าว ได้ถูกลวนลามและปลุกปล้ำ
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 จึงพาทีมงานรายการ “ประเด็นเด็ด 7 สี” เข้าไปทำสารคดีข่าวเปิดโปงพฤติกรรม
มั่วสีกาของพระครูรูปนี้ กระทั่งพระครูรูปดังกล่าวได้หลบหนีไป

น.ส.ดวงพร ให้การอีกว่า หลังจากรายการ “ประเด็นเด็ด 7 สี” นำสารคดีข่าวที่ถ่ายทำไว้นำมาออกอากาศ
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 รวม 4 วัน จากนั้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2552 ทางเจ้าอาวาสวัดบางเตย
ตั้งอยู่ถนนนวมินทร์ ซอย 60 ได้แจ้งกับตนว่ามีชาย 2 คน มาถามหาและต่อมาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552
มีหญิงอีก 3 คน มาตามหาตน
จึงทำให้รู้สึกหวาดกลัวเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย โดยเชื่อว่าสาเหตุที่ถูกคุกคามเช่นนี้
น่าจะมาจากเรื่องที่ตนเปิดโปงพฤติกรรม ของพระครูรูปดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีศัตรูหรือมีเรื่องบาดหมางกับใคร
จึงขอลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และขอให้ตำรวจดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9530000000337

ภาพประกอบมันเกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย ดูเหมือน วงการสงฆ์
จะถูกสร้างภาพให้กลายเป็นกลุ่มมาเฟียไปแล้วนะ

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 3 1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ