วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

หน้า 2 จาก 3 Previous  1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 06, 2010 10:36 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1262783079&grpid=&catid=02


รูปหล่อภิกษุณี วัดเทพธิดาราม


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1


สมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส


วันที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:05:09 น.
มติชนออนไลน์


คณะสงฆ์ไทย

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(หมายเหตุบทความชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับประจำวันที่ 4 มกราคม 2553 เว็บไซต์มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ
จึงนำมาเผยแพร่ต่ออีกครั้งหนึ่ง)


ในที่สุด ก็ไม่มีพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทย เพราะพระคุณเจ้าที่บวชให้ผู้หญิงในวัดไทยสาขาวัดป่าพง ในออสเตรเลีย
ถูกขับออกไปจากสาขาของวัดป่าพง ส่วนคณะสงฆ์ไทยก็ประกาศไม่ยอมรับการอุปสมบทนั้น และยังถือว่าโชคดี
ที่ไม่ได้ขับพระคุณเจ้ารูปนั้นจากคณะสงฆ์ไทยเสียด้วย

ประตูที่ผู้หญิงจะได้บวชเป็นพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทยเป็นอันปิดตาย

แต่นอกคณะสงฆ์ไทย ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทด้วยกัน ประตูดังกล่าวกลับกำลังเปิดกว้างขึ้นตามลำดับ
มีพระภิกษุณีในลังกาแล้วเป็นไปได้มากว่า คณะสงฆ์ลาวจะไม่ขัดข้องกับการบวชพระภิกษุณี เมื่อเกิดความต้องการในประเทศนั้น
ในภายหน้า เช่นเดียวกับคณะสงฆ์กัมพูชาและพม่า

คณะสงฆ์ไทยจะร่วมสังฆกรรมกับพระสงฆ์ลังกา, ลาว, กัมพูชา และพม่าได้หรือไม่ หากคณะสงฆ์ของประเทศเหล่านั้น
ล้วนมีภิกษุณีหมดแล้ว หรือจะร่วมสังฆกรรมได้เฉพาะพระภิกษุ แต่กีดกันมิให้พระภิกษุณีร่วมสังฆกรรมด้วย

เรื่องนี้ทำให้อดคิดถึงกรณีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัย ร.1 ไม่ได้ ภิกษุสามเณรของลาวซึ่งเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ
ถูกตั้งข้อรังเกียจว่า
เมื่อตอนขอบรรพชาอุปสมบทไม่ได้เปล่งคำบาลีได้ถูกต้อง (ตามสำเนียงไทย)
จึงจำเป็นต้องให้ภิกษุสามเณรเหล่านั้นบรรพชาอุปสมบทใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มีรับสั่งว่า
ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะการขอบวชนั้นมาจากเจตนา หากมีเจตนาที่จะขอบวชด้วยใจจริง
แม้จะเปล่งคำบาลีไม่ตรงกับไทย ก็ไม่เป็นเครื่องกีดขวางให้ภิกษุสามเณรเหล่านั้นขาดจากความเป็น
ภิกษุสามเณรของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด


นี่คือจิตวิญญาณของผู้ตั้งราชวงศ์ใหม่ คือพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
โดยไม่ทิ้งหลักการสำคัญ ปราศจากจิตวิญญาณเช่นนั้น ราชวงศ์ใหม่คงไม่อยู่ยั่งยืนมาถึงปัจจุบัน
เช่นเดียวกับสถาบันทั้งหลายที่จะดำรงรอดไปได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนรับสถานการณ์ใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งหลักการสำคัญเสมอไป
ทำไม่ได้เมื่อไร ก็คาดได้เลยว่าสถาบันนั้นจะไม่สามารถดำรงความสำคัญในสังคมต่อไปได้นานนัก

อันที่จริง กรณีนี้มีความกำกวมบางอย่างซึ่งคณะสงฆ์ไทยอาจใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือการอุปสมบทภิกษุณีทำในต่างแดน
แม้ทำในนามของคณะสงฆ์ไทยก็ตาม จะถือความกำกวมนี้เพื่อเป็นต้นทางของการปรับเปลี่ยนก็ได้
(โดยยังไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นปัญหาขัดแย้งในสังคม และโดยไม่มีใครเสียหน้า) นั่นคือถึงไม่ประกาศรับรอง
แต่ก็ไม่แสดงการคัดค้านต่อต้าน ปล่อยให้เป็นกรณีที่จะสังเกตศึกษาปฏิกิริยาของสังคมไทย

การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้เป็นไปตามโลกาธิปไตย แทนที่จะเป็นธรรมาธิปไตย
เพราะอย่าลืมว่าโดยหลักการแล้ว การมีพระภิกษุณีเป็นส่วนหนึ่งของพุทธบริษัทนั้นไม่มีข้อขัดข้องอย่างใด
ในพุทธธรรมโดยสิ้นเชิง ที่ยังมีพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทยไม่ได้ เกิดจากการตีความกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
เพื่อไม่ให้มีแทนที่จะอ่านกฎเกณฑ์เหล่านั้นอย่างที่เอื้อต่อหลักการ เพื่อให้มีพุทธบริษัทครบถ้วน

"คณะสงฆ์ไทย" ถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ.2445 ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแรก จุดมุ่งหมายก็คือต้องการใช้คณะสงฆ์
เป็นเครื่องมือในการรวมศูนย์ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น นับตั้งแต่แรก คณะสงฆ์ไทยจึงมีหน้าที่รับใช้รัฐนั้น
กล่าวคือช่วยขยายอำนาจของรัฐไปยังท้องถิ่นห่างไกล และควบคุมพระสงฆ์หลากหลายนิกายและวัตรปฏิบัติที่มีอยู่
ในสยามประเทศ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้การกำกับของรัฐอีกทีหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน คณะสงฆ์ภายใต้การนำของบุคคลที่มีการศึกษาดีสุดคนหนึ่งในสมัยนั้น
คือสมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทำให้คณะสงฆ์ไทยเผชิญกับการท้าทายของยุคสมัยได้อย่างรู้เท่าทันพอสมควร
นั่นคือทำให้คณะสงฆ์ไทยเป็นหลักของการตีความพระพุทธศาสนา ให้สอดคล้องกับระบบเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์
ให้สมกับเป็นศาสนาของสยามอันเป็นรัฐสมัยใหม่รัฐหนึ่งของโลกยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม ครั้นมาถึงโลกยุคปัจจุบัน การท้าทายเก่าเช่นนั้นได้ยุติไปนานแล้ว เกิดคำท้าทายใหม่ๆ แก่ศาสนาต่างๆ
ที่ยังดำรงอยู่ เพื่อพิสูจน์คุณค่าของศาสนธรรมในโลกยุคปัจจุบัน

อาจสรุปคำท้าทายใหม่ที่มีนัยยะสำคัญ และศาสนาของโลกปัจจุบันต้องมีคำตอบ ได้ดังต่อไปนี้

1/ ความยากจนที่แผ่ขยายไปกว้างขวาง และการเอารัดเอาเปรียบกันในเชิงระบบ อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในอดีต

2/ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ขนาดที่เผ่าพันธุ์มนุษย์แทบจะไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

3/ สำนึกที่แหลมคมและขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิทธิเสมอภาคระหว่างเพศ และระหว่างชาติพันธุ์กับวัฒนธรรมต่างๆ

4/ ความจำเป็นที่จะต้องมีสันติภาพถาวร ซึ่งตั้งอยู่บนความเป็นธรรมและความไพบูลย์ร่วมกัน
ในขณะเดียวกันบุคคลในอารยธรรมปัจจุบันก็เรียกร้องหาสันติภาพภายใน หรือความสงบภายในอีกด้วย

หากจะถามว่า คณะสงฆ์ไทยได้ทำอะไรเพื่อตอบสนองการท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ ในฐานะองค์กรศาสนา คำตอบคือ
ไม่ได้ทำอะไรเลย

จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นหากมองไปถึงความเคลื่อนไหวทางศาสนาซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก
รวมทั้งหลายสำนักของพระพุทธศาสนาเองด้วย

นอกจากเทววิทยาแห่งการปลดปล่อยแล้ว คณะสงฆ์คาทอลิกดูเหมือนจะมีสำนึกถึงปัญหาความยากจน

และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่างแหลมคม สองเรื่องนี้จะเป็นประเด็นหลักในเทศนาของสันตะปาปา
ต่อกันมาหลายองค์ สิทธิการบวชเป็นพระสงฆ์ของสตรีคาทอลิกและนักเทศน์ในนิกายแองกลิคัน
(รวมถึงสิทธิของเพศที่สาม) เป็นประเด็นที่ศาสนิกถกเถียงกันไปทั่วโลก โดยองค์กรศาสนายอม "เปิด"
ให้ประเด็นเหล่านี้ยังมีโอกาสของการโต้เถียงกันได้ แม้ว่าอาจไม่ยอมรับก็ตาม

องค์กรศาสนาเข้าไปมีบทบาทถ่วงอำนาจของระบอบเผด็จการ และพยายามเข้าไปแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์
ในกรณีพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ หลายครั้งหลายหน

กลับมาสู่คำถามเดิมว่า คณะสงฆ์ไทยรับการท้าทายใหม่ๆ ของโลกปัจจุบันเหล่านี้อย่างไร?

การดำรงอยู่ของศาสนาในโลกปัจจุบันเป็นเรื่องยาก จริงอยู่มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์เหมือนเดิม
และยังคงต้องการคำตอบบางอย่างในชีวิตที่ไม่อาจหาได้ที่ไหนนอกจากในศาสนา แต่ทุกศาสนาดำรงอยู่ได้
ไม่ใช่เพราะมีคำตอบเช่นนั้นเพียงอย่างเดียว ยังจำเป็นต้องมีคำตอบให้แก่ปัญหาที่ผู้คนเผชิญอยู่ในชีวิตจริงอีกมาก
จะตอบปัญหาความยากจนแต่เพียงให้ขยันและอดออมอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ความยากจน
ที่ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง ทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน จะบอกผู้หญิงที่มีสำนึกถึงสิทธิเสมอภาคระหว่างเพศแล้วว่า
ผู้หญิงอาจบรรลุธรรมได้เท่ากับผู้ชาย เพียงแต่ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาวิถีดำรงชีวิตอย่างนักบวชได้เท่านั้น
คำตอบเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า ถ้าเช่นนั้นผู้ชายก็อาจบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องบวชเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้
เราจะมีคณะสงฆ์เพื่ออะไร?

คณะสงฆ์ไทยนั้นเป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญของระบอบ "ขวา" ในเมืองไทย
และเช่นเดียวกับสถาบันสำคัญอื่นๆ ของระบอบนี้ ต่างกำลังเผชิญกับการท้าทายใหม่ๆ เพราะสังคมเปลี่ยนไป
และโลกเปลี่ยนไป สถาบันเหล่านี้ต้องปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้
แต่ดูเหมือนยังไม่มีสักสถาบันเดียวที่อาจปรับตัวได้ และผมได้เขียนถึงมาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุน, พรรคการเมือง,
อุดมการณ์ทางการเมือง, ระบบศีลธรรม, ระบบการศึกษา, วัฒนธรรมด้านอื่นๆ ฯลฯ

ระบอบ "ขวา" นั้นตั้งอยู่มานาน อีกทั้งมีความสืบเนื่องกับสิ่งที่บรรเจิดในอดีตหลายต่อหลายอย่าง เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้
ด้วยการรู้จักปรับตัวอย่างรู้ผ่อนหนักผ่อนเบา มีคนที่ฉลาดลึกซึ้งคอยเตือนสติ และสร้างฐานอุดมการณ์ไว้ให้

ภูมิปัญญาของระบอบ "ขวา" จะเหลืออยู่เพียงเสื้อสีเท่านั้นหรือ?




สุดท้ายก็ต้องถูกกลืน ใครขวางจะต้องถูกกำจัดทิ้ง
ขวา หรือ ซ้าย ก็ถูกควบคุมมาจากที่เดียวกัน
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 12:10 pm

Candidate for Nobel Peace Prize 2010: Thich Nhat Hanh


This Facebook group was started December 11th 2009 as an initiave to propose that
Thich Nhat Hanh be nominated as a Candidate for the Nobel Peace Prize 2010.

“Breathing in, I calm my body.
Breathing out, I smile.”
-- Thich Nhat Hanh (1987)

ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อ:Candidate for Nobel Peace Prize 2010: Thich Nhat Hanh

หมวดหมู่:ความสนใจร่วมกัน - การเมือง

รายละเอียด:Thich Nhat Hanh is a Vietnamese Buddhist monk, poet, scholar, and an activist for human rights and world peace.
In 1967, Nhat Hanh was nominated by Dr. Martin Luther King, Jr., for the Nobel Peace Prize. Nhat Hanh is
the author of more than 100 books, including "Being Peace" and "Peace is Every Step".
This Facebook group was started to propose that Thich Nhat Hanh should be nominated
as a Candidate for the Nobel Peace Prize 2010.

ลักษณะความเป็นส่วนตัว:เปิดกว้าง : เนื้อหาทั้งหมดเผยแพร่สู่สาธารณะ

ข้อมูลการติดต่อ

อีเมล์:
สถานที่:Hamar, Norway

ข่าวล่าสุด

ข่าว:We have gone from 100 to 1000 members (!) in just three days in the Facebook group proposing that
hich Nhat Hanh should be nominated for the Nobel Peace Prize 2010!
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 12:12 pm



http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/01/02.php

ใครคือผู้นำพุทธในระดับโลก ?


ข่าวการคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ซึ่งมีกำหนดขึ้น ณ วิหารซิสทีน
อันศักดิ์สิทธิ์ ในนครวาติกัน โดยพระคาร์ดินัล โจเซฟ รัตซิงเกอร์ จากเยอรมนี ได้รับเลือกให้
ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปาลำดับที่ ๒๖๕ และได้รับการขนานพระนามว่า
"สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ ๑๖" สื่อมวลชนทั้งโลกรวมทั้งสื่มมวลชนไทยด้วย

ในทางตรงกันข้าม "เมื่อถามถึงผู้นำพุทธในระดับโลกคือใคร ?"
คนไทยน้อยคนนักที่จะตอบได้ อย่าว่าแต่คนไทยเลย สื่อมวลชนคนทำข่าวสารก็ไม่รู้อีกเช่นกัน

พระ ดร.มโน (เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ) ที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่ องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติภาพโลก
(ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา) และอาจารย์พิเศษทางพุทธศาสนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บอกว่า ผู้นำชาวพุทธที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับของชาวตะวันตกนั้นคือ องค์ทะไลลามะ
ประมุขทางจิตใจและทางการเมืองของชาวทิเบต ในฐานะที่เป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาและเป็นประทีปทางปัญญาได้เท่าเทียม
กับ สมเด็จพระสันตะปาปาของคริสตจักรโรมันคาทอลิก
อย่างไรก็ตามแม้ว่าท่านทะไลลามะ จะได้รับความยากลำบาก
ไม่มีอำนาจในการบริหารทางการเมือง แต่ชาวตะวันตกในยุโรปและอเมริกาหลายร้อยล้านคน แม้ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา
ก็ประกาศตนว่าเคารพบูชาองค์ทะไล ลามะ เป็นผู้นำสูงสุดในจิตใจของตนเองอย่างเปิดเผย


รองจากองค์ทะไล ลามะ คือ ท่าน ติช นัท ฮันห์ (Thich nhat hanh's) พระมหาเถระชาวเวียดนาม
ผู้มีสำนักของตนในประเทศฝรั่งเศส ท่านผู้นี้ฝรั่งนับถือในฐานะอาจารย์เซน ผู้นำภูมิปัญญาของพุทธให้ชาวตะวันตก

ได้ชื่นชม เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วท่านเป็นผู้นำในการต่อต้านสงครามเวียดนาม แต่ต่อมาเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ในการสอนสมาธิภาวนาแบบเซนแก่ชาวตะวันตก


ท่าน ติช นัท ฮันห์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสอน เป็นกวี เป็นนักเขียนที่มีภูมิความรู้สูง
และมิได้จำกัดเฉพาะความรู้ของพระพุทธศาสนาแบบมหายานเท่านั้น ท่านยังแตกฉานในหลักการปฏิบัติของเถรวาท
และความรู้ในภาษาอีกหลายภาษา ได้แก่ บาลี สันสกฤต อักษรจีน ฝรั่งเศส และมีความรู้เรื่องคัมภีร์ไบเบิลเป็นอย่างดี
ความรู้รอบตัวที่กว้างขวางและลึกซึ้งนี้เอง ทำให้เกียรติศัพท์ของท่านติช นัท ฮันห์ เผยแพร่ไปทั่วในโลกตะวันตก
ในฐานะพระธรรมทูตผู้ที่ก้าวข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรม สามารถนำพุทธธรรมไปเผยแผ่ในหมู่ชาวตะวันตก
ได้อย่างเป็นที่ซาบซึ้ง ยิ่งกว่านักบวชรูปใดๆ ที่เคยมีในอดีต


"รองจากทั้งสองท่านนี้แล้ว คงไม่มีชาวพุทธคนใดที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลต่อจิตใจ
และการเมืองเท่ากับ นายไดซะกุ อิเคดะ ผู้นำองค์กรโซกะกาไก ผู้มีสาวกทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้านคน
โดยการเผยแผ่คำสอนตามคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรในพระพุทธศาสนามหายานที่มีชาวพุทธ
นับถือมากที่สุดในโลก และเป็นจุดสูงสุดของปรัชญามหายาน
" พระ ดร.มโน กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า

นาย ไดซะกุ อิเคดะ เป็นผู้บริหารงานทางศาสนาที่มีความคิดสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล เป็นนักคิด นักเขียน
ซึ่งมีผลงานที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นในยุคแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความภาคภูมิใจในชาติของตนเองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
รวมเหล่าสาวกเป็นองค์กรที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีสาขาไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ส่วนในสหรัฐ โซกะกาไก
ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ขณะเดียวกัน นายไดซะกุ ยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคโคเมโตะ อันเป็นพรรคการเมืองใหญ่อันดับ ๓ ของญี่ปุ่นอีกด้วย
นิกายที่นิยมพระสูตรนี้เรียกว่า “นิชิเรน” และมีสาขามากมาย ทั้งที่เป็นนักบวชและฆราวาส แต่สาขาที่ใหญ่โตที่สุดของ
นิกายนี้คือ โซกะกาไก นอกจากจะมีมหาวิทยาลัยของตนเองแล้ว ยังมีสถาบันอนาคตศึกษาที่เมืองเคมบริดจ์
มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ดึงเอานักวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาร่วมงานอยู่ด้วยเป็นประจำ และมีศิษยานุศิษย์
ที่เป็นชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้คือนักร้องสตรีผิวดำ ทีน่า เทอร์เนอร์ รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวการเผยแผ่ของโซกะกาไกนี้ ในญี่ปุ่นมีคนรักพอๆ กับคนชัง แต่สิ่งที่โซกะกาไกนี้แตกต่าง
จากสำนักพุทธที่มีอยู่มากมายในญี่ปุ่นคือ การจัดองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ มีสมาชิกภายในที่ภักดี และมีความกล้าหาญ
ที่จะแหวกม่านของจารีตประเพณีของตนสู่สังคมระดับสากล พุทธศาสนาในรูปแบบนี้ได้เผยแผ่ไปอย่างรวดเร็ว
โดยมุ่งการสวดมนต์สำคัญฟังด้วยหูคนไทยว่า "นัม โย โฮ เรง เง เกียว"
(ความนอบน้อมจงมีแด่สัทธรรมปุณฑริกสูตร)



พระ ดร.มโน บอกด้วยว่า รองจากนายไดซะกุ อิเคดะ คงไม่มีใครที่จะมีบารมีเกิน ปรมาจารย์ซิงหยุน
ผู้ก่อตั้งวัดโฟกวงซานอันมีชื่อเสียงแห่งไต้หวัน ท่านเป็นนักบวชที่มีคนศรัทธาทั่วโลก เนื่องจากมีบุคลิกเหมือนกับ
พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากของชาวจีน มีน้ำเสียงที่กังวาล และลีลาการพูดที่ลึกซึ้ง สร้างความซาบซึ้งยินดีแก่
ผู้ที่ได้สัมผัสและพบเห็นท่านยังดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
และมีวัดสาขาของท่านอยู่ทั่วโลกเกือบจะเรียกได้ว่าทุกประเทศ นอกจากวัดหลายร้อยแห่งแล้ว ท่านยังบริหาร
โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ทั้งในไต้หวันและสหรัฐอเมริกา


คำสอนของท่านซิงหยุน เน้นพุทธธรรมเชิงมนุษย์นิยม (Humanistic Buddhism) ซึ่งมุ่งให้มนุษย์มีความรัก
และสามัคคีกลมเกลียวกันเพื่อให้โลกนี้เป็นแดนสุขาวดี ตามความเชื่อในสุขาวดียุหสูตร อันเป็นพระสูตรที่สำคัญ
และเป็นที่ศรัทธามากในจีน เกาหลี และญี่ปุ่น แม้ท่านซิงหยุน จะพูดแต่ภาษาจีนเท่านั้น แต่ท่านมีคณะศิษยานุศิษย์
ที่ชำนาญในภาษาต่างๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก ทำหน้าที่แปลสดๆ ให้แก่ผู้ฟังได้อย่างดี


ทั้งนี้ พระ ดร.มโน ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไดซะกุ อิเคดะ กับท่านทะไล ลามะ และท่านติช นัท ฮันห์
คือ สองท่านสุดท้ายนี้มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสูง ในขณะที่อิเคดะ ไม่เคยใช้ภาษาอังกฤษเลย
ในการปราศรัยแต่ละครั้งในต่างประเทศ ด้วยเลือดนิยมญี่ปุ่นที่รุนแรง แต่กระนั้นรูปแบบของคำสอนของเขาที่รู้จักกัน
ในสหรัฐและประเทศต่างๆ จะอยู่ในภาษาของชาตินั้นๆ และมีความเป็นสากลสูงมุ่งให้มนุษย์มีสันติสุขและสนับสนุน
การพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

ส่วนพระเถระจากประเทศไทยนั้น ผู้ที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางมากที่สุดในระดับสากลนั้น
พระ ดร.มโน บอกว่า มีอยู่ ๒ รูป แต่ท่านทั้งสองได้มรณภาพไปแล้ว คือ หลวงพ่อชา สุภทฺโท
อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง พระอาจารย์สายพระป่า ที่มีลูกศิษย์เป็นพระภิกษุชาวอเมริกันและยุโรป
ได้ประกาศเกียรติคุณของท่าน ให้ชาวต่างประเทศได้รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
แต่คณะสงฆ์ที่ท่านได้สร้างไว้ก็ยังเติบโต และแตกกิ่งก้านสาขาในโลกตะวันตก จนทำให้ผลงานการเทศนาของท่าน
แพร่หลายไปอย่างมาก ส่วนอีกรูปหนึ่งคือ พระอาจารย์พุทธทาส ผู้ที่ชาวต่างประเทศรู้จักกันมากในด้านปรัชญา
และการตีความพระพุทธศาสนา ที่มีลักษณะที่ใหม่และทันสมัย


เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 4:11 pm

att พิมพ์ว่า:

http://thaipriest.cbct.net/

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000002609


โบสถ์ที่ถูกโจมตีและได้รับความเสียหายมากที่สุด


ชาวมุสลิมประท้วงคัดค้านไม่ให้ชาวคริสต์ใช้คำว่าอัลเลาะห์เรียกพระเจ้า


ชุมนุมประท้วงใหญ่

โบสถ์ 3 แห่งในมาเลย์ถูกปาระเบิดก่อนมุสลิมประท้วงค้านศาสนาอื่นใช้ “อัลเลาะห์”

8 มกราคม 2553 15:38 น.

เอเอฟพี - โบสถ์ 3 แห่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียถูกโจมตีด้วยระเบิดเพลิงในเช้าวันนี้
(Cool โดยโบสถ์แห่งหนึ่งได้รับความเสียหายหนัก ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น
เกี่ยวกับความต้องการใช้คำว่า “อัลเลาะห์” เรียกพระเจ้าของคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม


ขณะที่กลุ่มชาวมุสลิมกำลังเตรียมการสำหรับการประท้วงทั่วประเทศในวันนี้ (Coolเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ระดมกำลัง
รักษาความปลอดภัยโบสถ์หลายแห่งทั่วประเทศ หลังโบสถ์แห่งหนึ่งย่านชานกรุงกัวลาลัมเปอร์เกิดไฟไหม้
เนื่องจากถูกโจมตีด้วยระเบิดเพลิง

ผู้บัญชาการตำรวจกรุงกัวลาลัมเปอร์กล่าวว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โบสถ์เดซา เมลาวาตี เมื่อเวลาประมาณ 00.25 น.
ตามเวลาท้องถิ่นในเช้าวันนี้ ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ และกำลังสอบสวนสาเหตุ ซึ่งคาดว่าเป็นการวางเพลิง
โดยมีผู้เห็นคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์เข้ามา และปาระเบิดเพลิงใส่ ทำให้พื้นที่ชั้นล่างเสียหายร้อยละ 90

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการปาระเบิดขวดดังกล่าวเข้าไปในบริเวณโบสถ์อีก 2 แห่ง ทว่า
ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด

ด้านฮิชัมมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีมหาดไทยของมาเลเซียวอนขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ
ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้คำว่า “อัลเลาะห์” เรียกศาสดาของชาวคริสต์
พร้อมการเคลื่อนไหวเพื่อให้ชนกลุ่มน้อยในมาเลเซียมั่นใจว่าพวกเขาจะปลอดภัย

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาตัดสินอนุญาตให้หนังสือพิมพ์เดอะ เฮรัลด์ ในเครือคาทอลิก
ใช้คำว่า “อัลเลาะห์” เรียกพระเจ้าของชาวคริสต์ได้ด้วย
ซึ่งรัฐบาลชี้ว่าคำๆ นี้
ควรใช้กันเฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น ทั้งยังยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อให้พิจารณาคดีดังกล่าวใหม่อีกครั้ง

ประเด็นดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิม ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
กับชาวจีน และชาวอินเดีย ซึ่งเป็นชนส่วนน้อย ที่มีทั้งศาสนาคริสต์ ฮินดู และพุทธ
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 24, 2010 10:39 am

http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=14887

ลพบุรี-เจ้าอาวาสชูระเบิดขู่สีกา หลุดมือตูมดับสยอง 2 ศพ

24/1/2553








เจ้าอาวาส วัย 59 ปี ตกลงปัญหารักกับสีกาสาวที่หวังจะแต่งงานด้วยไม่ได้ ควักระเบิดออกมาข่มขู่
แต่เกิดพลาดหลุดมือ หรือยื้อแย่งกันจนระเบิดตกลงพื้น ระเบิดเสียชีวิตทั้งคู่

เมื่อเวลา 19.00 น.คืนวานนี้ (23 ม.ค.) พ.ต.ท.ภุชงค์ ศรีวิสิฐศักดิ์ สารวัตรเวร สภ.พัฒนานิคม
ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดรถยนต์ มีผู้เสียชีวิตทันที 2 คน บริเวณลานจอดรถบ้านเลขที่ 28/1
หมู่ 4 ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อนิสสันทีด้า ทะเบียน กฉ 4920 ลพบุรี
สภาพรถพังยับเยินจากแรงระเบิด ภายในรถพบผู้เสียชีวิต 2 คน ทราบชื่อต่อมาคือ
นางสาวศุวดี พนาศรี อายุ 37 ปี เป็นคนขับ และบริเวณเบาะด้านหน้าคู่กับคนขับ พบผู้เสียชีวิต
เป็นพระภิกษุ ชื่อ พระธีระศักดิ์ เกิดแก้ว บ้านเลขที่ 27 ม.10 ต.แสวงหา อ.แสวงหา จ.อ่างทอง
หรือพระกันตะสิโร อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดกัณฑพฤกษ์ ตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

พลตำรวจตรีชาติชาย แตงเอี่ยม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง
ระบุทราบแต่เพียงว่า ระเบิดเกิดขึ้นจากภายในรถ แรงระเบิดสร้างความเสียหายจากภายในออกสู่ภายนอก
จากการสอบถามผู้ที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ ทราบว่ารถคันดังกล่าวได้วิ่งเข้ามาจอดบริเวณดังกล่าว
โดยยังไม่ทันดับเครื่องยนต์ ก็ได้ยินเสียระเบิดดังขึ้น เมื่อวิ่งมาดูก็พบกลุ่มควันสีดำออกมาจากรถ
และมีผู้เสียชีวิตแล้ว

สำหรับพระธีระศักดิ์ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เจ้าอาวาสวัดกัณฑพฤกษ์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
และได้รู้จักกับฝายหญิงมานานกว่า 1 ปี เพราะว่าฝ่ายหญิงมักให้พระธีรศักดิ์ดูหมอให้เป็นประจำ
และพระธีระศักดิ์เคย ส่งผู้ใหญ่มาเจรจาเพื่อสู่ขอ น.ส.สุวดี แต่งงาน โดยมีกำหนดลาสิกขา
ในวันที่ 9 ก.พ. นี้ แต่น่าจะเกิดมีปากเสียงกัน และพระธีรศักดิ์ นำระเบิดขึ้นมาขู่หรือเกิดยื้อแย่งระเบิดกัน
จนระเบิดหลุดมือ ระเบิดตูมทำให้เสียชีวิตทั้งคู่ อย่างไรก็ตามตำรวจจะรวบรวมหลักฐานไปตรวจสอบ
เพื่อหาสาเหตุให้แน่ชัด

นางสำรวย พนาศรี แม่ของผู้ตาย เล่าว่าลูกสาวเป็นโสด ยังไม่เคยผ่านการแต่งงาน ปัจจุบันมีอาชีพ
นำกากถั่วเหลืองส่งตามฟาร์มวัวในพื้นที่ มีรายได้ดี และมีผู้มาชอบพอจำนวนมาก และวันในวันเกิดเหตุ
ลูกสาวกับพระธีรศักดิ์ไปทำธุระกัน แต่ไม่ทราบว่าไปไหน มาพบก็เสียชีวิตแล้ว

พระหวังแต่งสีกาตกลงกันไม่ได้ระเบิดขู่บึ้มดับ2ศพ

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2553

คมชัดลึก :เจ้าอาวาสใหม่หลงรักสาวมีแผนจะแต่งงานในเดือนหน้า แต่เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
พระควักระเบิดขู่เกิดพลัดตกจากมือระเบิดร่างดับคาเก๋งทั้งคู่

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 23 มกราคม พ.ต.ท.ภุชงค์ ศรีวิสิฐศักดิ์ สารวัตรเวร สภ.พัฒนานิคม
ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดขึ้นที่ลานจอดรถภายในบ้านเลขที่ 28/1 หมู่ 4 ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี
มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ศพ หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรถยนต์นิสสันทีด้า สีบรอนซ์เงิน
ทะเบียน กฉ 4920 ลพบุรี สภาพรถพังยับเยิน ภายในรถพบศพ น.ส.ศุวดี พนาศรี อายุ 37 ปี
อยู่ในที่นั่งคนขับ และพบศพ พระกันตะสิโร อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดกัณฑพฤกษ์ ต.มะนาวหวาน
อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี หรือพระธีระศักดิ์ เกิดแก้ว อยู่ในที่นั่งคู่กับคนขับ เบื้องต้นทราบว่า
น.ส.ศุวดีขับรถเข้ามาจอด โดยมีพระกันตะสิโรนั่งมาด้วย หลังจากนั้นก็เกิดระเบิดขึ้น
พล.ต.ต.ชาติชาย แตงเอี่ยม ผบก.ภ.จว.ลพบุรี กล่าวว่า พระกันตะสิโร เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง
ให้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา โดยทั้งสองคบหากันมาระยะหนึ่ง
และมีแผนจะแต่งงานกันในเดือนกุมภาพันธ์นี้
โดยพระกันตะสิโรเตรียมตัวที่จะสึก
จากการเป็นพระในเร็วๆ นี้ คาดว่าทั้งสองคงจะเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างนั้นพระกันตะสิโร
อาจจะหยิบระเบิดขึ้นมาขู่ฝ่ายหญิง แต่ระเบิดเกิดพลัดตกจากมือกระแทกกับพื้นรถ
ทำให้เกิดระเบิดขึ้นทันที นางสำรวย พนาศรี แม่ของผู้ตายเล่าว่า ลูกสาวยังไม่ได้แต่งงาน เป็นโสด
ปัจจุบันประกอบอาชีพนำกากถั่วเหลืองส่งตามฟาร์มวัวในพื้นที่มีรายได้ดี และมีผู้มาชอบพอ
เป็นจำนวนมาก ลูกสาวได้ออกไปธุระกับพระกันตะสิโรตั้งแต่เช้า แต่ไม่ทราบว่าไปไหนกัน
กระทั่งมาเกิดเหตุร้ายขึ้น

ถ้าไม่ได้ศรัทธา จงอย่าทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมเสีย
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 24, 2010 5:40 pm

สมัยสุดท้าย ฤาคำนายของพระเจ้าจะเป็นจริง?

ศึกษาหมดทุกศาสนาเท่าที่จะพอศึกษาได้ครับ (เรียนรู้เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่าง
และลดความแตกต่าง เพื่อลดความขัดแย้ง) แต่ผมเป็นชาวพุทธ ครับ

เวลาสอนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะบอกนักเรียนครับว่า "ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
แต่มีบางคนบิดเบือนคำสอน(อาจเป็นเจตนา หรือ ความไม่รู้)ทำให้คนที่นับถือศาสนานั้นเป็นคนไม่ดี" ครับ

meethai พิมพ์ว่า:น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบครับ แต่รู้สึกเหมือนว่าสมาชิกในเวปนี้
น่าจะเป็นชาวพุทธเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมก็เป็นชาวพุทธเหมือนกันแต่กำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับ
ศาสนาคริสต์เบื้องต้นอยู่
ศาสนาคริสต์เขาก็มีเรื่องราวที่น่าศึกษาน่าสนใจเหมือนกันครับ
ต้องขออนุญาตชาวคริสต์ด้วยถ้าเผื่อว่า ผมล่วงเกินหรือโพสต์ข้อความไม่เหมาะสม
คือว่าเท่าที่อ่านหนังสือเรื่อง "คัมภีร์ไบเบิลสอนอะไรจริงๆ?"
รู้สึกว่าศาสนาคริสต์นอกจากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์แล้ว ยังเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลด้วยครับ

meethai พิมพ์ว่า:« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 22, 2010, 03:56:08 PM »
ผมก็ชอบอ่านเช่นเดียวกันครับ อยากจะขอแนะหนังสือดีสักเล่นหนึ่ง เกี่ยวกับศาสนาพุทธของเรานี่แหละครับ
ชื่อหนังสือ "แก่นพุทธศาสน์" ไม่ทราบว่าคุณสิทธิพงศ์ได้เคยอ่านแล้วหรือยัง ถ้าอ่านแล้วก็ต้องขออภัย
อย่างแรงเลยครับที่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน หนังสือเล่มนี้เขียนโดยท่านพุทธทาสภิกขุ ครับผม

meethai พิมพ์ว่า:« ตอบ #11 เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:09:43 PM »
สมัยเด็กๆ ผมก็เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมมาบ้าง
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องบุญกรรมที่มนุษย์ได้กระทำไว้แล้วจะได้รับผลตามมาในภายหลัง
ซึ่งก็คือกฎของกรรมดีกรรมชั่ว ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
แต่ในหนังสือเรื่อง "แก่นพุทธศาสน์" ท่านพุทธทาสสอนถึงแก่นหรือใจกลางของศาสนาพุทธเลยทีเดียวครับ
ถ้าคุณสุทธิพงศ์ได้อ่านบ้างแล้วบางที่อาจจะทำให้คุณเลิกแขวนพระเลยก็ได้ แล้วผมจะคัดบางตอนมาลงให้อ่าน
เผื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เพื่อนสมาชิกหันมาสนใจเรื่องศาสนากันบ้าง

แก่น หรือ ใจกลาง ศาสนาพุทธ คืออะไร

พระเจ้าสร้างจักรวาล พระพุทธเจ้า คือ สิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาหรือ


http://cu-banna.is.in.th/?md=content&ma=show&id=26

ธรรมะสหกรณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ
"สหกรณ์ เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง แม้แต่ชีวิตที่ตั้งอยู่ได้ และมีความเจริญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
โดยมากแล้วเป็นเรื่องที่เราหลับหูหลับตาทำกันหรือทำอย่างเด็กเล่น
จึงขอให้เป็นเรื่องใหญ่โตมหาศาล เหมือนระบบจักรวาล"


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Mon Feb 01, 2010 10:51 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 25, 2010 1:36 pm

http://www.thaipost.net/news/230110/16829

คู่มือเปิด "ปฏิทินธรรม-ปฏิทินกรรม"

เปลว สีเงิน

23 มกราคม 2553 - 00:00

ทั้งสัปดาห์ หรือเดือนนี้เกือบทั้งเดือน "ร้อนเน้อะ" อากาศน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่บรรยากาศนี่ซิถึงขั้นระอุ
แต่สำหรับที่ไทยโพสต์ "เย้นนนนนเย็น" เพราะมีแต่คนนำหนังสือพระหนังสือเจ้าที่เรียกว่า "หนังสือธรรมะ"
มาให้อ่านแทบไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากที่นำมาให้แล้ว ที่มารับเอาไปก็มากคือมาขอรับหนังสือ
"กาลานุกรม" ของพระพรหมคุณาภรณ์ หรือท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ซึ่งก็น่าดีใจ ที่คนนิยมให้และรับ
"หนังสือธรรม" แทนของกิน-ของใช้-ของดื่ม และของดู มากขึ้น

ปฏิทินธรรมคำกลอนพุทธกาล พุทธศักราช ๒๕๕๓ ชนิดตั้งโต๊ะ
"มองแต่แง่ดีเถิด" ของท่านพุทธทาส ภิกขุ

ที่บริษัท เอมี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผลิต และบริษัท บุ๊ค ไทม์ จำกัด จัดจำหน่าย เขานำมาให้ผมตั้งแต่
ตุลา-พฤศจิกาโน่นมั้ง ได้มา ใครมาผมก็แจกต่อไปบ้าง วานซืนคนที่ได้รับไปโทร.เสียงใสมาว่า

"ยังพอมีเหลือบ้างมั้ย ตัวใหญ่ดี แถมมีบอกวันพระ พี่สาวอยากได้ไปหาที่ไหนๆ มีแต่วันที่
ไม่มีวันขึ้น-แรม วันพระ วันโกน เหมือนปฏิทินท่านพุทธทาสเลย"

ผมก็บอกว่า "มี...ที่ใช้อยู่ไง มาเอาไปเลย" ก็ตั้งใจจะให้จริงๆ เพราะปีนี้ผมได้ปฏิทินใหญ่ที่สุดในโลกมาก้อนหนึ่ง
เป็นปฏิทินปูนอินทรีของปูนซีเมนต์นครหลวง แบบฉีกทีละแผ่น แผ่นละวันอย่างสมัยโบราณ ครบเครื่อง
ทั้งภาษาไทย-จีน-ฝรั่ง แต่ที่ปฏิทันสมัยโบราณไม่มี สมัยนี้มีก็คือ นอกจากตัวเลขโตเท่าหม้อแกงแล้ว

ดูหมอรายวันให้ด้วย แถมพอใกล้หวยจะออก มีตัวยึกยือ "ใบ้" ให้ฮาอีกตะหาก!

แต่ของใครจะกิ๊บเก๋ยูเรก้าเหมือนของรายนี้เห็นจะยาก คือมีพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง ท่านคงไม่ประสงค์ให้ผม
นำมาเอ่ยอะไร ฝากถุงผ้าที่มีข้อความพิมพ์ไว้ว่า "อยู่ให้เหมือนวันสุดท้าย ตายให้เหมือนยังคงอยู่"
-ว.วชิรเมธี ข้างในบรรจุหนังสือธรรมะของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ๔-๕ เล่ม ให้คนมามอบให้

อีกรายเขียนกำกับว่ามาจาก "คุณเสาวภาค" ไปจ่ายตลาดหนังสือธรรมะนานาชนิดแล้วจ้างมอเตอร์ไซค์
แบกหลังแอ่น เพราะแต่ละเล่มหนาเตอะ ใช้กระดาษอย่างดีพิมพ์ อย่างเรื่อง "นรก สวรรค์ ท่านเลือกได้"
ที่ธรรมสภาจัดพิมพ์ เป็นต้น ต้องชมว่าช็อปหนังสือธรรมได้เก่งมาก

แต่ที่ถูกอาชีพ เพราะผมต้องใช้ประกอบทำมาหากินประจำมีอยู่เล่มหนึ่งคือ "ถาม-ตอบกับ มีชัย ฤชุพันธุ์"
ซึ่งเป็นหนังสือรวมคำถาม-ตอบด้านกฎหมายที่ท่านอาจารย์มีชัยตอบเป็นประจำให้ ผมแอบอ่านอยู่
ในเว็บไซต์ http://www.meechaithailand.com

เมื่อวันพุธ ท่าน ว.วชิรเมธี มอบหมายให้ศิษย์นำ "ตะกร้าธรรม" มาให้ น่าจะเป็นหนังสือออกใหม่ๆ เห็นแล้วทึ่ง
มีสำนวนเปรียบเทียบใครที่ทำอะไรด้วยความเร็วสูงอยู่คำหนึ่งว่า "เหมือนจักรผัน" การทำงานด้วยการนำธรรม
จากโอษฐ์พระพุทธองค์มาสานโลกสู่ศานติของท่าน ว. ผมก็ว่าปานนั้น

ส่วนหนึ่งที่สังคมวันนี้ไม่ทรุดก็เพราะ "เสาเข็มธรรม" ที่ท่านผลิตผ่านสื่อต่างๆ ออกมาหนุนใจ
โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ชนิดไม่รู้จักคำว่าเหน็ดว่าเหนื่อยนั่นแหละ!

ผมเห็นท่าน ว. เป็นดาราขึ้นปกสะดุดตาอยู่เล่ม ก็หยิบขึ้นมาดู ศิษย์ธรรมของท่านก็บอกว่า
"มองลึก นึกไกล ใจกว้าง เล่มนี้กำลังขายดีมาก พิมพ์ไปแล้ว ๑๕ ครั้ง และคงต้องพิมพ์อีกเรื่อยๆ"

ครับ...หิวเมื่อไหร่...ก็แวะไปที่เซเว่น ถ้าต้องการบำบัดหิวทางใจด้วยละก็ ซื้อหนังสือท่าน ว. ได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่น
ทุกแห่ง ท่าน ว.วชิรเมธี นี่ถือเป็น "สมบัติของชาติ" ที่ต้องช่วยกันดูแลปฏิบัติวัตรถากให้ดี เพราะทุกวันนี้
จะหา "พระพูดได้" และสอนให้ "พระ-เณรพูดได้" เหมือนอย่างท่าน

ก็คงพอมี แต่หายาก!

แรกๆ ผมเห็นท่านโด่งดังเหมือนเป็น "พระดารา" มีคนนิมนต์ไปนั่น-ไปนี่ คิวยาวเป็นเดือน เป็นปี เป็นแฟชั่น
ก็หวั่นๆ อยู่ว่า เมื่อเป็นพระเนื้อหอม แมลงภู่ แมลงผึ้งก็จะรุมกันตอม ในดงเกียรติยศ ชื่อเสียง ลาภ สักการะ
เมื่อฆราวาสนำไปคลุกคลีกับพระ สุดท้ายจะเป็นตัว "สึกพระ" ไปอย่างน่าเสียดาย

เพราะเท่าที่สังเกต พระที่มีวิชาความรู้ ความสามารถทั้งทางโลก-ทางธรรม เรียกว่าพระวิชาแน่น
แต่ด้วย "ใจที่ไม่แน่น" ลงท้าย ก็ต้องออกไปเป็น "มหานอกวัด" มากต่อมาก!

แต่กับท่าน ว.วชิรเมธี ใครที่ไปสัมผัสธรรมคำสอนของท่านชนิดเห็นหน้า-เห็นตา
ได้สังเกตอินทรียสังวร อันหนักแน่นด้วยใจนิ่งของท่าน กราบท่านจนหมดหัวใจเถอะครับ

อาจพูดได้ว่า พระประหนึ่งไม้ที่แห้งแล้ว เปลื้องออกแล้วจากยางชุ่ม จะมาสานภาระ
เป็นเสาหลักพระธรรม คำสอนพระพุทธองค์ให้ตรงกรอบ-ตรงแนวสืบๆ
ต่อไปจากพระพรหมคุณาภรณ์


ก็ท่าน ว.วชิรเมธี นี่แหละครับ!

นอกจากโรงเรียนสอนพระ-เณรพูดได้ ที่วัดครึ่งใต้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ท่านรับภาระหนักอยู่เวลานี้
อีกงานพระศาสนาที่ท่านกำลังทำที่ "คลอง ๑๔ รังสิต" คือ การสร้าง "โลกะธรรมสถาน" เพื่อชาวโลกทั้งผอง
พูดให้เห็นภาพคือ ท่านจะยก "สวนโมกข์" ของท่านพุทธทาส ภิกขุ ที่สุราษฎร์ธานี มาไว้ชานกรุงเทพฯ
คือที่คลอง ๑๔ รังสิต


เป็นธรรมเจตนาของท่าน แต่วิธีการทำ "โลกะธรรมสถาน" ของท่านจะเจริญตามรอยพระพุทธองค์
คือพระมีหน้าที่สอนธรรม ฉะนั้น หน้าที่หาเงิน-หาทองมาสร้างวัตถุ ไม่ใช่หน้าที่พระท่านจะไม่ลงไปคลุกโคลนตม
เป็นเรื่องของสถาบันวิมุตตยาลัย และญาติโยมโดยตรง

"พระ-เณรพูดได้" หมายความว่าอะไร บางท่านอาจสงสัย คือท่าน ว. เคยอธิบายให้ชาวคณะผมฟังว่า
ทุกวันนี้ พระ-เณรรู้ธรรมนั้นไม่ขาดแคลน แต่พระ-เณรที่รู้แล้วสามารถนำธรรมที่รู้นั้นไปสอน
ไปเผยแผ่กับญาติโยมทั่วไป ขาดแคลนมาก!

โรงเรียนสอนพระ-เณรพูดได้จึงเกิดขึ้นด้วยแนวคิดนี้ พระ-เณรทุกรูปในโรงเรียนนี้ เมื่อจบออกไปก็หมายความว่า
จะเป็นกำลังพระพุทธศาสนา กระจายกันไปเผยแผ่คำสอนพระพุทธองค์ด้วยการสอน การพูดถูกต้องตามแก่นแท้
พุทธธรรม เป็นพระ-เณรพูดได้-สอนได้ ทั้งในและนอกประเทศ ไม่ใช่แค่พระ-เณรสวดหน้าศพได้อย่างเดียว

ครับ...ก็เล่ามาซะยาว ขณะเล่าแหม็บๆ อยู่นี่ ก็พอดี "คุณทอฟฟี่" หอบหนังสือธรรมะมาให้ ๓ ชุด ให้ผม ๑ ชุด
ฝากเจ้าอาวาสวัดพญาไม้ ๑ ชุด และคุณสะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ ๑ ชุด เป็นหนังสือ
"สัมภารวิบาก กว่าจักเป็นพระพุทธเจ้า" จัดพิมพ์โดยคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร และพุทธศาสนิกชนทั่วไป
ไม่ได้พิมพ์ขาย แต่ผู้ปฏิบัติธรรมรวมเงินพิมพ์แจกจ่ายกันเอง

และอีกเล่ม "ร้อยธัมมรส สหัสสนัย จาริก ๔๕ พรรษา" โครงการธัมมะศึกษาและปฏิบัติ โดยเบนซ์ทองหล่อ
นัยว่า สาระในพระไตรปิฎกทั้งหมด เขารวบรวมมาพิมพ์ ตั้งเจตนาพิมพ์ปีละเล่ม ทั้งหมดมี ๙ เล่ม
ก็คงใช้เวลา ๙ ปี จึงจะครบ!

เอาละมังครับ อีกหลายเรื่อง-หลายเล่ม อ่านเป็นปีก็คงไม่ครบทุกเล่ม น่าเสียดายตรงนี้แหละ ตอนมีหนังสือดีๆ อ่าน
ก็มีงาน (ไม่ดี) มาแย่งเวลา แต่ตอนไม่มีหนังสือดีๆ ให้อ่าน กลับมีเวลาให้ผลาญ (เปล่าประโยชน์) เยอะเลย

เนี่ย...สภาพผมมันเป็นอย่างนี้ ถึงได้บอกว่า ที่นี่...เย็นเจี๊ยบ แต่ที่ข้างนอกเขาร้อนฉ่าด้วยบรรดามารเริงเมือง
ผมก็บอกคนที่ชอบมาถามเหมือนเห็นผม "หยั่งรู้อดีต-อนาคต" เรื่องบ้าน-เรื่องเมืองอยู่ประจำว่า

"...นั่นแหละ ดีแล้ว ต้องขอบใจท่านทักษิณ และพวกเสื้อแดงเขาให้มาก อย่าไปว่าเขา
เพราะมีพวกเขาจึงทำให้พวกเราได้สติคิดถึงบ้าน-ถึงเมือง"

รึว่าไม่จริง?

ท่านเข้าใจคำว่า "ธรรมะ" อย่างไร ส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่า อะไรที่ดีๆ อย่าง คิดดี-พูดดี-ทำดี
การทำอย่างนั้นแหละเรียกว่าธรรมะ ผมอยากจะบอกว่า...ก็ใช่
แต่อะไรที่ คิดชั่ว-ทำชั่ว-พูดชั่ว อย่างนั้น ก็เรียกว่าเขาเหล่านั้นปฏิบัติธรรมะเช่นกัน!

เพราะคำว่า "ธรรมะ" เป็นคำกลางๆ ใช้เรียกกับทุกอย่าง อะไรที่เป็นด้านดี ทำแล้วไม่เป็นโทษ
ไม่เบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่น เรียกธรรมเช่นนี้ว่า "กุศลธรรม" คือธรรมด้านดี ด้านบุญ

แต่อะไรที่เป็นด้านตรงข้าม ทำแล้วเป็นโทษ เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
เรียกธรรมเช่นนี้ว่า "อกุศลธรรม" คือธรรมด้านเลว ด้านบาป

แล้วก็ดูซี สิ่งที่ทักษิณและเสื้อแดงทำ เป็นโทษมั้ย-คำตอบคือ เป็นเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นมั้ย
-คำตอบคือเบียดเบียน เรียกว่าทั้งทักษิณและเสื้อแดงกำลังประกอบอกุศลกรรม คือกรรมด้านเลว
กำลังทำบาปต่อบ้าน-ต่อเมืองอยู่ใช่มั้ย-คำตอบคือ...ใช่!

ฉะนั้น คำตอบตรงนี้ก็คือ สูตรมีอยู่ว่า "ใครทำอย่างไร ต้องได้รับผลจากการกระทำอย่างนั้น" ดังนั้น
ผลจากการกระทำของทักษิณกับคณะเสื้อแดงที่เขาจะได้รับคือ สิ่งเลว-สิ่งบาป

บทพิสูจน์เฉพาะหน้า ทุกข์ เร่าร้อน ทุรนทุราย ใกล้จะลงหม้อไฟนรกอยู่ขณะนี้นั่นไง!

ส่วนคนที่ไม่ได้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอย่างทักษิณกับคณะเสื้อแดง ผลจากการประพฤติปฏิบัติตน
ไม่เป็นโทษ-ไม่เบียดเบียน สังคมชาติบ้านเมือง สิ่งที่จะได้รับคือ สิ่งดี-สิ่งบุญ

บทพิสูจน์เฉพาะหน้า สุข สงบ เย็น เหมือนเปิดหน้าต่างยามเช้าแล้วเย็นจากหยาดน้ำค้าง-ค้างฟ้าโชยมาลูบ!

แต่มีคนแย้งว่า ไม่เห็น สุข-สงบ-เย็น เลย มีแต่ร้อนรุ่มกลุ้มใจ ยิ่งได้ยินพวกเสื้อแดงประกาศว่า
"จะไปล้อมศิริราช" ก็เหมือนมีไฟสุมอก ผมขอบอกว่า ก็นั่นไง..คิดไม่ดีต่อเขาใช่มั้ย การคิดอย่างนั้น-เป็นบาป
ก็ต้องเสวยผลบาป "ร้อนรุ่ม" เป็นธรรมดา ตั้งสติคิดใหม่ คิดให้เป็นกุศลซีครับ แล้วประเทศไทย-คนไทย
จะนั่งลุกสุขสบายทุกทิวาราตรีกาล

ปฏิทินนั้น ต้องเปิดทีละแผ่น-ทีละวัน ใจร้อนเปิดล่วงหน้า วันเวลานัดหมาย "เห็นได้"
แต่จะให้มาถึงตามใจในวันที่เปิดล่วงหน้านั้นหาได้ไม่ เพราะถึงอย่างไร กาลเวลานั้นมันก็ต้องมา
"ทีละแผ่น-ทีละวัน" ตามปฏิทินกรรม ไม่มีอะไรจะมาตาม "เวลาพยาบาท" ได้หรอก

http://www.thaipost.net/news/250110/16898

"คำสอนพุทธศาสน์"คำตอบสังคมใหม่

เปลว สีเงิน

25 มกราคม 2553 - 00:00

เมื่อวาน-เมืองไทยร่มเย็น ฝนจงใจอาบกรุงเทพฯ ให้สะอาดสะอ้าน เป็นเวลาเดียวกับที่ผมมีโอกาส
ได้รับมงคลชีวิตชนิดที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้ รับวันเดียวพร้อมๆ กัน คือได้กราบทั้ง "พระราชสุเมธาจารย์"
หรือพระฝรั่งศิษย์ "หลวงพ่อชา" ที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ "สุเมโธ" ผู้เป็น "พระสุปฏิปันโน" และทั้งได้กราบ
"คุณแม่วาณี ล่ำซำ" พุทธบริษัทรัตตัญญูชน ผู้เป็นกำลังสำคัญอีกท่านหนึ่งในการตั้งมั่นของ
พระพุทธศาสนาในต่างแดน

พระสุเมโธ ท่านมีอายุร่วม ๘๐ ปี บวชมาแล้วร่วม ๕๐ พรรษา ร่างกายท่านสูงใหญ่เหมือนฝรั่งทั่วไป
แต่เหนือกว่าฝรั่งทั่วไป คือท่านรู้แจ้งในอริยสัจจะ ในขณะที่ฝรั่งทั้งหลายยังเวียนว่ายคลำทางออก
ผมกราบภายใต้รัศมีเมตตาบารมีจากรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้าของท่าน และด้วยธรรมอันเจริญดีแล้ว
ทำให้วรรณะท่านผ่องใส ถ้าใครไม่ทราบว่าท่านวัยใกล้จะ ๘๐ ก็คงเดาว่าประมาณ ๖๐ ต้นๆ

ส่วนมากคนไทยเราซึมซับความเป็น "พระสุเมโธ" กันเพียงว่า "เป็นพระฝรั่ง" ศิษย์หลวงปู่ชา
วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี น้อยคนที่จะรู้ว่าท่านเป็นนักรบธรรมร่วมกับหลวงปู่ชา นำธงธรรมจักร
ไปลงหลักปักฐานในต่างแดน และเมื่อสิ้นหลวงปู่ชา ท่านสุเมโธก็รับหน้าที่ "จอมทัพธรรม" นำต่อ

ถึง ณ วันนี้ คำสอนพระพุทธศาสนาชนิด "แก่นแท้แห่งธรรม" กำลังขจรขจายกลายเป็นประทีป
"บอกทางชีวิตใหม่" ให้ชาวต่างชาติ-ต่างภาษา เป็นที่ตื่นตา-ตื่นใจด้วยศรัทธาในสัจธรรม
กันกว้างขวางยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

พระราชสุเมธาจารย์ หรือท่านสุเมโธพระฝรั่งรูปนี้แหละครับ คือกำลังสำคัญในการนำพระพุทธศาสนา
ไปตั้งมั่นอยู่ในสหรัฐและยุโรปขณะนี้ และนับวัน "วัด" ในพระพุทธศาสนาเบ่งบานขึ้นหลายต่อหลายแห่ง
ตามแรงศรัทธาของคนต่างชาติ-ต่าง ภาษา ผู้แสวงหาจนพบแล้วว่า

พุทธศาสนาคือ "กุญแจไขปัญหาชีวิต" อันไร้ทางออกของเขาทั้งหลาย!

คนยุโรป คนอเมริกาเดี๋ยวนี้ รู้จักมหาสติปัฏฐาน รู้จักอาณาปานสติ รู้จักบริกรรมภาวนา รู้จักลด-ละ-เลิก
ชนิดเคร่งครัดกว่าคนพุทธในประเทศไทย ซึ่งเดี๋ยวนี้คนไทยบางส่วนมีพระไว้ในความหมายสำหรับ
ใช้ประกอบพิธีกรรม เงินถึงพระ แต่ใจไม่ถึงธรรม แบบนี้ก็ไม่แน่นะครับว่า ในอนาคต.....

ความเป็น "ประเทศไทย-ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา" อาจต้องย้ายไปอยู่แถวๆ ยุโรปก็เป็นได้!?

พระฝรั่งสุเมโธ ที่กลายเป็น "หลวงพ่อสุเมโธ" ของคนไทยวันนี้ ท่านเคยตอบญาติโยมที่นมัสการ
ถามท่านเกี่ยวกับอนาคตของพระพุทธศาสนาในโลกตะวันตกไว้ว่า

"เรามีความคิดว่า ต่อไปคำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีประโยชน์ช่วยชาวตะวันตกมากขึ้น เพราะทุกวันนี้
ในประเทศอังกฤษ หรือทางยุโรป อเมริกา คนชาวตะวันตกมีศรัทธา มีความสนใจเรื่องการปฏิบัติ
ความทุกข์ก็มีอยู่ เป็นเรื่องความคิด ความเห็นของชาวตะวันตกที่ไม่มีทางที่จะพ้นได้ เดี๋ยวนี้ปัญญาชน
ทางตะวันตกก็เห็นประโยชน์ที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อชาเป็นอาจารย์ที่เลิศ
ที่แนะนำทางที่เป็น practical เป็นสิ่งที่จะทำได้ จะอยู่ในลักษณะเป็นฆราวาสก็ได้ หรือมีโอกาสได้บวช
เป็นพระเป็นเณร เป็นแม่ชีก็ได้ เพื่อจะถวายชีวิต เพื่อจะรักษาจิตตลอด ตามระเบียบและประเพณี
ทางพระพุทธศาสนาที่เอามาจากเมืองไทย หลวงพ่อชาส่งอาตมาเองมาเมืองอังกฤษนี่
เพื่อจะสร้างประโยชน์ช่วยเหลือคนที่มีศรัทธาที่จะมาฟังเทศน์ฟังธรรม และปฏิบัติตามด้วย
นี่ก็เป็นโอกาสดีที่เมืองไทยส่งพระฝรั่งออกจากเมืองไทย มีปัญญาพอสมควรที่จะออกไปได้
เพื่อที่จะเผยแผ่ศาสนาทางยุโรป ทางอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จนถึงทั่วโลก"

กับที่มีคนนมัสการถามถึงประเด็นเมืองไทย ท่านสุเมโธซึ่งเป็นชาวอเมริกัน อดีตเป็นทหารในสงคราม
เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นผู้นำธงธรรมจักรสู่ต่างแดนตอบไว้ตอนหนึ่งว่า

"ขอให้คนไทยพิจารณาในสิ่งที่ดี สิ่งที่สำคัญในชีวิต ในการเป็นมนุษย์ ในการเป็นคนไทย
ทุกวันนี้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงอย่างไร บางทีรัฐบาลก็เปลี่ยนอย่างที่เราชอบ อยากให้มันเป็น
แล้วอีกไม่นานมันก็เปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
นี้ก็เป็นเรื่องโลกียธรรมที่เราไม่มีความสามารถจะบังคับตามความต้องการของเรา
แต่สิ่งที่ใช้ได้ทุกๆ เวลา ทุกๆ ขณะจิต คือให้มีสติอยู่ รู้ตัว รู้ทางพ้นทุกข์ แสดงความเคารพอย่างสูง
ถวายในหลวง ทุกวันนี้ท่านก็เป็นในหลวงที่ดี ที่รักษาพระองค์ รักษาจิตของท่านเอง
ให้เป็นในหลวงที่ดีที่สุด ที่จะนำทางดี ทางโลกียธรรม ทางปฏิบัติด้วย เพื่อจะพ้นทุกข์ได้
คนไทยมีโชคดีที่มีหัวหน้าอย่างนี้ ในหลวงที่มีทศพิธราชธรรม ที่ท่านพยายามรักษาให้เป็นประโยชน์
แก่ประเทศชาติและประชาชนในเมืองไทย ทุกวันนี้ท่านมีอายุมากแล้ว ขอให้ในหลวงทรงพระเจริญต่อไป
อยู่นานๆ เพื่อจะเป็นแรงดลใจของชาวไทยต่อไป เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร...."

บางท่านอาจอยากถาม ที่ว่าพระพุทธศาสนาแผ่กว้างไปในยุโรป สหรัฐนั้น มีที่ไหนบ้าง เอาที่ท่านสุเมโธ
ตอบไว้นะครับ ที่อังกฤษมีวัดใหญ่ ๔ แห่ง วัดอมราวดี ทางตอนเหนือกรุงลอนดอน วัดป่าจิตตวิเวก ใกล้ลอนดอน
มีวิหารอยู่ทางเหนือชายแดนสกอตแลนด์ แล้วก็มีวิหารในอังกฤษ ในสกอตแลนด์ ในเวลส์ ในฝรั่งเศส โปรตุเกส
มีสาขาอยู่ในอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงวัดที่นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ สหรัฐที่แคลิฟอร์เนีย ซานฟราสซิสโก
กระทั่งออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ท่านสุเมโธเล่าไว้ถึงสาขาในอิตาลีว่า "อาจารย์ปรีชาก็อยู่ อาจารย์ฉันทปาโลเป็นลูกศิษย์อาตมา
เป็นเจ้าอาวาสที่นั่น อิตาลีเป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกมาก สันตะปาปาอยู่ที่นั่น
เราก็สงสัยว่าอยู่เป็นชาวพุทธในอิตาลี คงจะลำบากนะ กลัวโรมันคาทอลิกมาก แต่ก็อยู่ได้
คนอิตาลีกำลังจะสนใจ สิ่งที่จับใจชาวอิตาลีคือการปฏิบัติทางจิตใจ นี่สำคัญมาก

ทุกวันนี้คนยุโรปไม่ยอมเชื่อง่ายๆ นะ ต้องพิสูจน์ มีหนทางที่จะพิสูจน์ที่จะเข้าใจชีวิตมนุษย์เป็นอย่างไร
ความทุกข์มันเกิดจากอะไร เราก็เป็นประเทศที่รวยแล้ว จะเป็นทุกข์อยู่ทำไม เพราะเหตุอะไร
บางคนชี้ไปถึงรัฐบาลก็ได้ ให้ดูอารมณ์ ดูจิต เพื่อจะได้เห็นความทุกข์ เป็นเรื่อง
ความคิด ความเห็น ยึดมั่นถือมั่น...."

ครับ...ตั้งแต่เปลี่ยนศักราชใหม่-ปีใหม่ ท่านอาจสังเกตว่าผมจะ "หนักไปทางพระ-ทางวัด" ก็ไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ
แต่ "ไปเอง" อย่างไรก็ไม่ทราบ บ้านเรา-คือเมืองไทยอยู่ระหว่างการเดินทางไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
ในรอบ ๒ ศตวรรษครึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ผมเห็นนิมิตดีสู่อนาคตที่ดี

อย่าเอาเหตุการณ์ปัจจุวันนี้เป็น "ตัวตั้ง" อนาคตใหม่เลยครับ เพราะอนาคตไทยเป็นอนาคตยิ่งใหญ่-สดใส
เพราะจะไม่มีเชื้อร้าย "มารประเทศ-มารสถาบัน" เหลือปะปนแน่นอน!

คนไทย โดยเฉพาะวัยรุ่นขณะนี้ ปีใหม่-เทศกาลใหม่ "หันหน้าเข้าวัด" กันหลามไหล เจ้าตัวแต่ละคน
ก็คงตอบไม่ถูกเหมือนกันว่า "เพราะอะไร?" แต่ทราบไว้เถอะครับว่า นั่นเพราะจิตประเภท Supur Subconscious
มันกระตุ้นเตือนผู้มีเชื้อกุศลกรรมเก่าให้เข้าหา "ที่พึ่งประเสริฐ" เป็นภูมิคุ้มกันภัยที่จะกรายมาถึง
ในอนาคตอันใกล้ เพียงแต่ตัวเองไม่รู้

เหมือนมดคาบไข่หนีขึ้นที่สูง เหมือนวาฬที่เห็นยกฝูง "หลงทะเล" เกยหาด ความจริงปลาไม่มีหลง
แต่เพราะสัญชาตญาณรับรู้ภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำแข็งขั้วโลกละลาย
อากาศจะร้อน-หนาวมหาวิบัติ ทำให้ว่ายเบี่ยงทิศหนีภัย แต่สัตว์มีเพียงชีวิต
ไม่มีวิญญาณคือการรับรู้ด้วยสติ จึงเพ่นพ่านเกยตื้น

ฉะนั้น ในความสับสนทิศทาง เราเป็นคน ทำอย่างที่ท่านสุเมโธบอก คือ "มีสติทุกขณะจิต"
แล้วทางออกจะเปิดอ้าให้เห็นเอง!

หลายท่านอาจทราบแต่เพียงว่า "ที่อังกฤษมีวัดไทยชื่ออมราวดี" ผมจะนำประวัติย่อๆ จากหนังสือ
"สู่เมธาธรรม-พระราชสุเมธาจารย์" ที่หลวงพ่อสุเมโธตอบไว้กับญาติโยม ๒-๓ ปีก่อนมาให้ท่าน
ได้รู้จักมากขึ้น ดังนี้

"วัดอมราวดีเป็นศูนย์กลางการศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
แบบเถรวาทจากประเทศไทย ก่อตั้งปี ๒๕๒๗ ทางตอนเหนือกรุงลอนดอน มีชาวต่างชาติจากประเทศต่างๆ
แทบทุกทวีปมาศึกษาและปฏิบัติธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงสร้างพระอุโบสถขึ้นเพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ
" สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จทรงเป็นประธาน
ในพิธีผูกพัทธสีมาและฉลองพระอุโบสถเมื่อ ๔ ก.ค.๔๒

โบสถ์วัดอมราวดีนี้ แบบเป็นสถาปัตยกรรมรูปทรงสมัยใหม่ ประยุกต์ศิลปะไทยและศิลปะตะวันตก
จุคนได้ประมาณ ๔๐๐ หลังคาโบสถ์ทรงยอดแหลม ส่วนยอดเป็นทองคำ ทำโดยช่างไทย
"คุณแม่วาณี ล่ำซำ" เป็นผู้บริจาคค่าใช้จ่าย รอบอุโบสถที่เป็นบานกระจกแกะสลักภาพพุทธประวัติ
"แม่ชีเรณู โอสถานุเคราะห์" เป็นผู้ออกแบบ

"ตลอดเวลาที่มาเผยแผ่ศาสนาพุทธในประเทศนี้ พวกเราได้รับความช่วยเหลืออย่างดีทั้งคนอังกฤษ
และกลุ่มคนไทย เคยมีเศรษฐีท่านหนึ่งเป็นคนอังกฤษ อายุมากแล้ว หลังจากเสียชีวิตก็ได้มอบมรดกไว้
เป็นของวัดชิตเฮิร์สต์....ท่านเจ้าคุณปัญญา นันทภิกขุก็เคยช่วยเหลือหลายครั้ง ท่านมาเยี่ยมวัดเราแทบทุกปี
เมื่อท่านกลับเมืองไทยก็มักจะไปเล่าเรื่องความคืบหน้าต่างๆ ของวัดชิตเฮิร์สต์

คนไทยที่นี่ก็ให้ความสนใจและช่วยเหลือกิจการของวัดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคุณวาณี ล่ำซำ
เป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นพุทธบริษัทเป็นอย่างยิ่ง ให้ความอุปถัมภ์บำรุงในการก่อสร้างวัดอมราวดี
จนเกือบจะสมบูรณ์ในไม่ช้า ได้ช่วยเหลือทุ่มเทให้มาตั้งแต่วัดชิตเฮิร์สต์ (วัดป่าจิตตวิเวก)
แม้แต่หนังสือธรรมะสิ่งพิมพ์ต่างๆ ก็ได้รับความอุปการะจัดพิมพ์ไม่เคยขาด"

ครับ...ก็เอามาเล่าให้ท่านฟัง ขณะที่ในประเทศเรากำลังเบื่อ "อลัชชีในคราบพระ" แต่นอกประเทศ
เขากำลังตื่นตัวศรัทธาด้วยเข้าถึง "พระสุปฏิปันโน" พระพุทธศาสนาเหี่ยวเฉาในตะวันออก
แต่กำลังไปเบ่งบานในตะวันตก โดยเฉพาะที่อังกฤษ
แต่น่าดีใจ วัดไทยสำเร็จได้ด้วยเงินบุญ-เงินบริสุทธิ์
เหตุนี้ "คนเสนียดจัญไร" จึงอยู่ใกล้พระ-ใกล้พุทธทั้งในอังกฤษและในไทยไม่ได้

เพราะสวรรค์ปิดสำหรับเขา นรกรอเปิดให้เข้าเสียแล้ว!


สร้างสถานการณ์ ทำลายศรัทธาดั้งเดิม
ให้คนหันไปหาศรัทธาใหม่ เพื่อเกลื่อนกลืน
รวมเป็น ศาสนาหนึ่งเดียวของโลก

รองรับการจัดระเบียบโลกใหม่ (NEW WORLD ORDER)
ONE WORLD GOVERNMENT ,
ONE WORLD RELIGION ,
ONE WORLD EMPEROR


http://en.wikipedia.org/wiki/Emperor
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 25, 2010 4:13 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=96&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.grailcode.net/

http://en.wikipedia.org/wiki/Solar_eclipse_of_August_11,_1999





THE AUGUST 1999 SOLAR ECLIPSE CONNECTION TO KING ARTHUR AND THE MYSTICAL 11:11






In the year 1999 after Seven full months From the sky will come the Great King of Terror
who will bring back the Great King of Angolmois Before and after this, shall Mars reign supreme


-Nostradamus Century 10 Quatrain 72

New Age speakers and metaphysical authors of late have been telling their ignorant
sheep to look for and meditate on the numerical
phenomena of 11:11. One of these self-inflated sages who goes by the solar name Solara
informs us that "11:11 has long been our preordained signal that our time of earthly
completion is near. There is no turning back as it is our key to unlock the portal of Ascension.
As the 11:11 is activated, the seventh star is made manifest and the Dove returns.
What we are called to do is quickly take our positions within the Body of the Dove.
This must be done in a state of full surrender and total commitment to the One.
For we are being called to serve a far greater purpose than any of us could achieve on our own.
This is deeper, more vast and more profound than anything we can yet imagine."

As you can clearly determine by her own words, something very cult-like and strange is going on
in the New Age world. They are fully expecting 'The One' to arrive shortly after the year 2012,
of whom they are to willingly surrender themselves, without hesitation, to join him in whatever
he does no matter the sacrifice or cost. The code 11:11 in their own words is to awaken them
as it is an Ascension number, and his Ascension number, and they already see themselves
as joining into his body, which interestingly enough, is represented by the Dove,
the symbol of peace, the same symbol for the Holy Spirit which was present at Christ's Baptism.
Now, to the Satanist, 11:11 is coded language to convey the 'Age of Aquarius,'
an astrological term representative of the time when the entire world will be
under the Antichrist's rule and subjection. To the new spiritulist 'seeker' movement on
the internet, 11:11 is a point of synchronicity that will unite the planet.
Perhaps all of this New Age musing and cultish prophecy is to make cult-like members of believers in
a New World Order now, based on one-worldism, and for the 2012 Antichrist 'One' to come.
Clearly 11:11 is connected to the beginning of the so-called New Age to come,
yet being that it is ultimately connected to Satan and his"Once and Future" Antichrist,
it is more than likely the Occult the esoteric 11:11 also has something to do with the distant past.

It is believed that the nine original Knights Templar, carriers of Cainitic lineage in league with Satan,
were formed in the year 1111 AD, yet the origins of the number travel much further back in time to
the very Beginning. At some point after the Creation, when all was yet perfect even as Lucifer
was still perfect, and before the ruination of earth (after the Fall of Lucifer), this annointed Cherub
was befit with a Messianic role and seated in the highest of Heavenly offices called the Morning Star.
As such, Lucifer was 'the Light of the World,' a 'god' of light, (as Freemasonry and
other secret societies worship him as the Lightbearer still).
We also know that Christ likewise
held this office, as Morning Star, and that these two Suns of God goverened over all of Creation,
namely over the Earth and its pre-adamic inhabitants. They were as the 'Tree of Life' to that first world,
healers of the nations; the Twin Towers of God, represented as Two Towers in the ancient Tarot,
each having the Kabbalistic master number of 11, the number of the Aquarian Messiah.


According to this thinking, since 11-11 is the splitting of Heavenly forces, in effect representing
the cosmic duality, the principal forces of good and evil in complete disharmony and chaos.
The number 22 therefore represented their once-bound unison and perfect harmony and this is why,
for example, the Hebrew language of God was founded using 22 letters, the Kaballah and
its Sefiroth Tree of Life are connected upon 22 paths, 22 cards exist in the Major Arcana of the Tarot, etc.
Interestingly, people sensitive to the paranormal and those deep into the New Age enigma around
the world are seemingly having strange visions of dual Suns in the sky, and all connected to 11:11.
Ancient Sumerian, Egyptian, and Aztec myth speak to us of similar accounts of twin heavenly brothers,
Enki and Enlil, Xbalanque and Hunahpu, Seth and Osiris, yet as most ancient cultural myths inform us,
somewhere in the dateless past, one of them became evil.

When Prince William is finally given the title 'Prince of Wales,' he will in fact be the 22nd
person to have been born into such prestige. In the book, The Templar Revelation
by Clive Prince, he reminds us that "There is a good reason for the emphasis on eleven and
twenty-twos: these numbers are both "Master numbers" within the Occult work.
They are particularly significant in Cabalistic studies."

The Necronomicon refers to the spirit of Antichrist rising up from its ancient abyss to possess
the one who would become his Son and reign as a World King. 11:11 therefore represents
the coming Antichrist and his ascension. That said, perhaps the actual interpretation of the Quatrain
about a King of Terror coming from the sky above, bringing forth the "King of Angolmois"
from below was too easily overlooked. While everyone at that time searched for the most obvious thing
falling from the sky in July 1999, perhaps it was actually a more subtle event going on with the Sun
and its effect on earth which should have been investigated. This fourth Stargate opened on
the morning of August 11, 1999 at precisely 11:11 am [GMT; London time] in the already
blackening skies over England,
when a dark shadow from the 'last Total Solar Eclipse
of the Millennium' first cast itself upon earth over Tintagel, Cornwall in England.
Now, this would mean very little to anyone if it weren't for a few things. First, the Solar Eclipse itself
is a powerfully wrought and ancient occult portent relating directly to the omen of Satan's Antichrist.
Second, 11:11 is Satanic numberology relating directly to Antichrist himself.
Third, and perhaps most interesting of all is where this shadow of the Eclipse was first cast
upon earth that morning of August 11th, at Tintagel, birthplace of King Arthur, at precisely 11:11am GMT.

Consider also the Grand Cross Alignment appearing exactly one week later on August 18 1999
in the skies over Britain within the astrological signs of the Lion, Eagle, Bull, and Aquarius/Man.
Take careful notice, as those are the same four (1+1+1+1) Holy Beasts of Revelation (see Rev. 4:7),
pre-cursors to the four horseman of the Apocalypse, who pour out Hell on earth.
The actual Cross shape itself formed was an equal sided 'Celtic Cross,' the Solar Cross of Britain
at the time of King Arthur and found everywhere throughout the ancient British isles.
Many in the occult attribute this cross to not being a Christian symbol at all, yet a very ancient pagan
rune of their Sun God. Others have likened Grand Cross Alignment to an imperfect 'crooked cross'
or Solar Swastika, therefore relating it to the Antichrist. The reference to Mars reigning supreme
before and after the 1999 event alludes to the fact that in both 1988 and 2003,
Mars was closer to earth than ever before in modern history. In the occult, Mars being so near
represents a sign of great change about to take place, catastrophe, upheaval, war,
and in the ancient world, the Devil himself. Mars being this close is said to signal the time of Satan
and his Antichrist King being chosen. Evidence is virtually everywhere, if you know where to look,
and all signs point to centuries of British involvement being intertwined with the spirit world,
hastening the end of the current age (Christ's Age of Pisces), to be replaced supernaturally by
a new age (Satan's Age of Aquarius), and more than any other place in all of Britain,

is (Arthur's Avalon) Glastonbury constantly referenced as being that place from which
the entire world is to be transformed. This fact, is even seen built into the English countryside itself,
a puzzle unlocked by various methods of science, not least of which extends even beyond Britain,
beyond earth. Recent research into the 19.5 degree/Mars connection relating to
the planet Mars and its area known as Cydonia seems to reflect back to the same areas of Britain
where time and again, history meets the paranormal, as if some strange and
otherworldly involvement had its hand in all of this from the very beginning.
As such from Avalon to Avebury, all have their time & place.

In summary, the 11:11 synchronicity and the 1999 Total Solar Eclipse corresponding with it,
as well as casting its first solar shadow upon King Arthur's ancient birthplace,
connected to a celestial Celtic Cross, both above and below, linked to the Antichrist King of Revelation
as well as a Nostradamian future Antichrist King enigmatically called Angolmois, heralded by Mars
(the Devil) must mean something, and it does. Occult author and practicing Dianic New Age witch
Kathy Doore, stated "The August 1999 Cross in the heavens will form the Hebraic Tau which is
the emblem of the Initiate who has triumphed over death. It also signifies the 22nd and last letter of
the Hebrew alphabet denoting the end and perfection of the Kabbalistic Great Work,
as well as the soon rebuilding of the Third Jewish Temple in Jerusalem, and the return of a Grail King
to oversee the world's own anscension to the Godhood.

In addition, the Grand Cross Alignment corresponds directly with the Tribes of Israel,
the British people themselves, who have the Royal Blood of the Ancient Hebrew Kings.
" Therefore taking all of these epic signs into account, the stunning celestial events of
August 11, 1999 were many and clearly meant to be noticed by our generation and taken as a warning,
leaving no more question as to the meaning behind the now infamous Quatrain above about
'the Great King of Terror' whose planet is represented by Mars (Satan) who comes to
bring back the spirit of "King Angolmois," other than who or what is the Angolmois?
To the Occult mindset, Satan is the Sun God; Diana is the Moon Goddess, and their tantric union
is represented by the symbol of the Baphomet, yet also by the symbol of the Solar Eclipse
which symbolizes the Antichrist Child, that Once and Future King who according to the prophet
Nostradamus is to be born under the Astrological sign of Cancer with Mars active and Sagittarius rising.

KING ANGOLMOIS = ANGLO [KING] + LION + SANG + SOLOMON
The British King Descendant [supposedy] of the Bloodline of Solomon





When the Eclipse of the Sun will then be The Beast's Omen will be seen
in the daylight One will interpret it much different from the rest High price
unguarded: many are ill-prepared for it.

Nostradamus Century III Quatrain 34

The sign of this transition will be the astro[logical] Star of Bethlehem,
which contains three "mystic rectangles", a Star of David, a Seal of Solomon,
a Grand Sextile, superimposed upon another to form three sets
of six (666) with a "Grand Cross."

http://www.seekgod.ca/myths.htm

Behold the Radiant Child of the Two! Bright Space, Son of Dark Space
Who emerges from the Depths of the Great Dark Waters!
He shines forth as the Sun - He is the blazing Voice, Dragon of Wisdom!

HP Blavatsky: Stanzas of Dyzan





Eclipses/events in Diana/William's Life/Death

Prince Charles and Diana married July 29, 1981: Solar Eclipse
Prince William born at St. Mary's June 21, 1982: Solar Eclipse
Prince Charles and Diana announce divorce Dec. 9, 1992: Lunar Eclipse
Princess Diana killed in suspect crash August 31, 1997: Next day Solar Eclipse
The King Arthur Solar Eclipse: Last Solar Eclipse of the Millennium: August 11, 1999




ARTHUR 11:11 | ARTHUR'S ECLIPSE AND 11:11 | ATHENA'S WEB~ECLIPSE 99 | STARGATE 11:11 | SOLAR ECLIPSE | HAPPEN | PRINCE WILLIAM | NEW AGE MERLIN | THE 11:11 OCTAVE MATRIX | THE 11 SOLAR GATES | ARK OF THE COVENANT 11:11

This Solar Eclipse on August 11, 1999 at 11:11am over Tintangel, England was considered
by many in the occult to be the literal "seeding moment" for the spiritual [re]birth of the
"New Aquarian Messiah" (what us Christians call the Antichrist). According to one new age author,
this event "is the representative or rebirth of the Arthurian archetype,
an old Avatar for a New Age."

How fitting is that description, because according to their modern neo-prophets,
the rising of Arcturus represents the cosmic return of King Arthur. Furthermore, many in their ranks
agree that the most startling piece of evidence relating the Solar Eclipse of August 11, 1999 to
King Arthur is that his star of Arcturus rose precisely to its highest point during mid-eclipse.
(Arcturus is also known as the Star(s) of Satan [see 7th paragraph here].) Revelation 9:11 makes very clear '
...they had a king over them, which is the Angel of the Abyss, whose name in the Hebrew tongue is
Abaddon but in the Greek tongue hath his name Apollyon (the Destroyer),' and no wonder,
for September 11, 2001 was a Satanic calling card and portal leading us down a short path towards
a final countdown ending in Antichrist and Armageddon. To occultists, the King to return is Thoth,
the etherial King of Atlantis, bringing with him the Emerald Tablets to change thru metaphysical alchemy,
men into gods, heralding a new enlightenment for mankind. Important to modern Freemasons are
the rites and rituals of the star Sirius for it is represented in the symbol of the blazing star
who came from the heavens to enlighten mankind. This same 'star' was earlier depicted as Horus,
the 'Conquering Child King' or starchild who, according to occult and Masonic belief,
shall yet speak thru and embody one man, one King, who will rule and reign and be seen as
the great restorer of the nations.

In Masonic writings, the constellation Orion is also very important and sacred, representing the
"Return of a Conquering Messiah," just as it was for the ancient Egyptians.
The Egyptians believing that their great dying King Pharaoh 'being possessed of the Sun' had
ascended to the stars to be reborn in the future.
Prince William has also recently been connected to the Demon Star Angol.
The now obvious omen that occurred on August 11th 1999, took place on the 222nd day of the year
and exactly 144 days before the year 2000. Nine months after this 11th day of August 1999 came
May 5 2000 when nearly all the planets of our solar system were perfectly aligned all in a row
behind the Sun. This portent combined with the 9/11:11 symbology and its own connections to
the Eclipse was ultimately to send a powerful message to Satanists telling them their long awaited
Aquarian Age has finally arrived and their ancient British God-King had been spiritually reborn.
Eleven months after the August 11, 1999 Arthurian Solar Eclipse brought the eclipse of July 1 2000,
on what should have been the 39th birthday of Princess Diana. One year and one month
after the alignment of the planets on May 5th 2000, was the Druid Summer Solstice on June 21 2001,
Prince William's day of birth. On that same day there was a rather unique Solar Eclipse over Africa
with a unusually bright corona. Coincidentally enough, Prince William was visiting Africa
at the time completing a three-month 'gap year' there, yet something just as interesting occurred
a few months earlier when Prince William was in Chile, the dark shadow of another eclipse blighted
the landscape there, as well. In addition to these events on June 21 2001, there were also a number of
giant solar flares striking the earth as well as a comet called Linear C/2001 A2 burning through the sky,
all on the same day, while those Druids and others back in England continued to worship
at Stonehenge on into the night.

Exactly one year later, on June 21, 2002 saw a day very much like the 1999 King Arthur Solar Eclipse,
with Mars [Red Dragon] shining unusually bright in the sky, it reportedly being closer to earth
that it had been in thousands of years, shining from the constellation of the Sword, yet June 21, 2002
is perhaps more infamous for being the day when Nostradamus predicted a new King would arise
in stature, who would later lead the world in global peace, and that a unexpected star falling would
herald this event. Strangely enough, it was reported precisely on June 21, 2002 that a 'killer asteroid'
just missed our planet, coming within 1/3 of the distance between earth and the moon.
Scientists admitted that had it struck earth, we would already be living in a very different world already.
Again, all these strange events happen directly on or around Prince William's day of birth, this notable
future King of our time. His day of birth is one of the most important and certainly most celebrated,
holidays in the Satanic/Pagan calendar. As we steadily approach the Occult banner year of 2012-2013,
we shall see all manner of strange signs and events relating to the coming Antichrist,
yet of these most recent occurrences which transpired, it could not be any clearer that even now,
the Beast already lives among us.

Yet another sign in the heavens that did prove disastrous was the 1997 Comet Hale-Bop
as it seemingly cut right through the constellation of Cassiopeia (the Queen). In ancient times,
comets were always known to spell doom for a certain Royal or Royal family living on the earth
at the time of its sighting, not just in Europe, yet in Egypt, China, and most of the ancient world.
In China, comets were even known as "broom-stars" for the way they were said to 'sweep away'
the ruling family or emperor of the time. In 1997, as Hale-Bop silently burned through Cassiopeia,
an omen which seemed to spell death for a Queen, Princess Diana was killed in Paris.
There is so much overwhelming esoteric meaning all relating to this unique mother (Diana/Moon Goddess)
as well as her first son (William/Sun God) within the writings of Occultists, like Aliester Crowley,
who penned "Moonchild" years before even Princess Diana was born, and yet it is so utterly prophetic.
With the surviving Sun-Child remembered against the template of the Moon-Mother, it can be easily seen
how and why the Antichrist symbol is both of the Sun, and the Black Sun (Eclipsed Sun).
More recently, some in the Occult have even added on to the Eclipse symbology, displayed around it
a circular Serpent eating its own tail, known as the Ouroboros. Occultists seen it as a symbol of renewal.
Satanists see it as sign of their Messiah, yet its very real scientific interpretation is related to the Milky Way
galaxy keeping a great time cycle that ends in catastrophic change at the point where the serpentine
galaxy devours itself, which many ancient cultures attribute to be a death of this present age making way
for the next. Another related Occult symbol, the Suntelia Aion, gives hope for a New Age rising
out of the old, and depicts our Sun rising out of the mouth of the Ouroboros, which is to occur precisely
on the Winter Solstice (December 21st) 2012 at 11:11-11:18 AM GMT. More importantly,
whatever disasters would have befallen the earth by 2012 and after, the planet will be forced to
rebuild those nations, a three year period of time I call earth's Great Reconstruction from 2012-2015
with 2015 possibly being the start of the Tribulation period.




I. The Years Leading Up to the Seven Year Tribulation Under the Antichrist-King
a. Increased Falling Away from Christianity as New Age/Luciferian Religions Rise
b.
Global Warming Affects Weather Patterns Causing Weather Related Disasters
c.
Dramatic Increase in Earthquakes, Floods, Drought, Disease Strains, and War
d.
A Seven Year Peace Treaty is Accomplished for Israel; Broken within a Month

II. The Epic Disaster Which Forces the World to Change Under the "Great Work"
a. A Comet Devastates Much of the U.S. While Other Disasters Plague Globally
b.
The Russia-Iran Alliance (Gog/Magog) Attempts to Invade Israel; "World War III"
c.
Raptured Souls Counted Among the Millions of "Missing Persons" Worldwide
d.
Without America, the European Union Ascends to Global Police/Power Status

III. The People Begin to Rebuild; A Global Tax and Reconstruction Period is Enacted
a. Israel Turns to its National Religious Roots, Recognizing God; Temple Rebuilt
b.
Strange Angelic Beings, False Teachers, and a "Raiser of Global Taxes" Arise
c.
The Antichrist is Crowned King in England, His Global Power Greatly Increased
d.
Antichrist reconfirms the Peace Treaty between Israel and its Arab Neighbors
e.
After Many False Signs and Miracles, Antichrist Accepted as Israel's Messiah
f.
Three Years of Relative Global Peace; Solar Mark of the Beast; World Prospers

IV. 3 1/2 Years into the Reign of Antichrist, the Peace Covenant w/ Israel is Broken
a. The Antichrist is Assassinated yet Ressurrects in 40 hours Stunning World
b.
In One Day European Armies Under the Antichrist Conquer and Take Jerusalem
c.
Lucifer within Antichrist Enters the Third Temple and Claims to be God Himself
d.
The Two Witnesses who were Killed by Antichrist Suddenly Ascend into Heaven

V. The Great Tribulation Period Begins; Earth's Last Forty-Two Months of Great Evil
a. God Pours Out His Great Wrath Upon the Wickedness of Earth in 7 Final Stages
b.
News of Invasion from the North (Russia) and East (China) Troubles Antichrist
c.
Antichrist Plans a Final War with the Worlds Armies in the Valley of Megiddo
d.
Christ Returns; Antichrist is Defeated; Israel Finally Accepts its True Messiah

VI. The Seventh Millennial Period; 1000 Years of Sabbath Rest; The Earth at Peace
a. The Third Temple is Cleansed; Millennial Reign of Christ from Jerusalem Begins
b.
Entire Planet at Rest; Earth is Taught of God by Christ Himself; A True 'New Age'
c.
The Final and Last War Waged by GogMagog/Satan is Put Down by God Himself

VII. Age of Man's Testing Finally Ended; A New Heaven Descends upon a New Earth
a. The Great White Throne Judgment as God and Christ Judge Every Created Soul
b.
The Faithful Enter the Kingdom of God; The Damned are Cast into Hell with Satan
c.
A New Heaven Descends Upon a New Earth and The Trinity Dwells with Mankind

avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 25, 2010 9:11 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156099

ภาพหายาก! ควีนอังกฤษเสด็จนั่งรถไฟ

21 ธันวาคม 2552 16:26 น.


เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส


เดลิเมล์ - ภาพหญิงสูงวัยขณะะก้าวขึ้นรถไฟภาพนี้ ไม่ใช่ภาพของสุภาพสตรีทั่วๆ ไป
แต่เป็นสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งทรงซื้อตั๋วโดยสาร(ในราคาผู้สูงอายุ)
เดินทางออกนอกเมืองเพื่อเตรียมฉลองเทศกาลคริสมาต์กับพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นนอร์ฟอล์ก


แม้ไม่มีหมายกำหนดการประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ แต่ผู้โดยสารที่กระจัดกระจาย
อยู่ที่สถานีคิงครอสในกรุงลอนดอน กลับมาออกันที่ชานชลา 11บี เมื่อทราบว่า
หนึ่งในผู้โดยสารที่ตีตั๋วชั้นหนึ่งนั้น คือ พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งกำลังจะเสด็จแปรพระราชฐาน
ไปยังพระตำหนักแซนดริงแฮม ในช่วงคริสตมาส์นี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี(17) ที่ผ่านมา แอนดรูวส์ สมิธ ผู้โดยสารเที่ยวเดียวกัน
กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "เหลือเชื่อ ภรรยาผมคงไม่เชื่อผมแน่ๆ " ขณะที่นักเดินทางบางส่วน
รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เมื่อตำรวจปิดกั้นพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระองค์เพียง 5 นาที
ก่อนที่รถไฟจะออกเดินทาง

ประมุขแห่งอังกฤษมีข้าราชบริพารติดตามเพียงไม่กี่คนในการเสด็จครั้งนี้ ทรงประทับนั่งในตู้โดยสารที่มี 8 ที่นั่ง
โดยพระองค์ทรงพระองค์นั่งเคียงข้างองค์รักษ์ในห้องโดยสารที่มีบานประตูกั้น แยกจากที่นั่งห้องอื่นๆ
ทรงมีท่าทางผ่อนคลายอย่างเป็นที่สุด ขณะที่มีปฏิสันถารกับองค์รักษ์ ในการเดินทางบนขบนรถไฟ
เฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ไปยังสถานีคิงสลิน สถานีที่ใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮมที่สุด

และมีเพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้นที่ฝ่าด่านความปลอดภัยเข้าไปได้ เมื่อเด็กน้อยวิ่งไปตามทางเดิน
ขณะที่พ่อวิ่งไล่ตาม แต่เด็กน้อยก็ได้แต่เพียงชะเง้อหน้าขึ้นมองบานกระจกรถไฟ เขาตัวเล็กเกินไป
ที่จะเอื้อมกดปุ่มเปิดประตู อย่างไรก็ตาม เด็กชายได้รับรอยยิ้มสดใสจากสมเด็จพระราชินี
ผู้มีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้วในปีนี้

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานียืนยันว่า สมเด็จพระราชีนีอลิซาเบธที่ 2
และข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดได้จ่ายเงินซื้อตั๋วโดยสาร โดยราคาตั๋วไป-กลับ(ยังไม่ระบุเที่ยวกลับ)
สำหรับวันนั้น คือ 86 ปอนด์ (4,655 บาท)แต่เขากล่าวติดตลกว่า พระองค์จะทรงได้ประหยัดเงินมาก
เพราะซื้อตั๋วในราคาผู้สูงอายุได้และจากการซื้อตั๋วล่วงหน้า ทั้งนี้ ราคาตั๋วล่วงหน้าสำหรับรถไฟชั้นหนึ่ง
ในราคาลดแล้วอยู่ที่ 44.40 ปอนด์(2,403 บาท)

ทั้งนี้ หลังจากถึงสถานคิงสลิน เมื่อเวลา 12. 20 น. รถแรนโรเวอร์ก็มารถรับพระองค์ต่อไปยังซานดริงแฮม
การเดินทางครั้งนี้ พระองค์เสด็จเพียงลำพัง โดยดยุคแห่งเอดินเบอระ พระสวามี เสด็จเดินทางไปก่อนหน้านี้
สองสามวัน โฆษกของเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ระบุว่า พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษ
เหนือกว่าผู้โดยสารธรรมดาและพระองค์ก็ซื้อตั๋วล่วงหน้าด้วย

ด้านโฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เผยว่า พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระราชินีทรงเดินทาง
ด้วยโรถไฟสาธารณะอยู่บ่อยๆ

"เราต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่นความคุ้มค่าและความปลอดภัย และเราจะลองหากทุกอย่างเหมาะสม"

แน่นอนว่า สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ทรงมีสิทธิ์ใช้ขบวนรถไฟส่วนพระองค์ แต่การเดินทางแต่ละครั้ง
ต้องใช้ภาษีของประชาชนถึง 57,142 ปอนด์ (3,090,000 บาท)เลยทีเดียว







ทรงทอดพระเนตรออกมาจากหน้าต่างชั่วขณะก่อนออกเดินทาง



เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส

http://en.wikipedia.org/wiki/London_King%27s_Cross_railway_station

London King's Cross railway station





ถ้าจะแปลตรงๆ คือ สี่แยกของกษัตริย์
(หมายเหตุ : แต่อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ไม้กางเขน
คือ การกลับมาของพระเยซูครั้งที่สอง)


ชานชาลาที่ 11
ทำไมถึงต้องเดินเหยียบตัวเลข 11 ก่อนขึ้นรถไฟ
และทำไมต้องมี บี ต่อท้าย

ดูเหมือนกำลังทำพิธีแก้เคล็ด ข่มอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า!
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 2:51 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000011933

มือมืดส่งหัวหมูเซ่นมัสยิดมาเลย์ หลังขัดแย้งเรื่องใช้คำ "พระอัลเลาะห์"

27 มกราคม 2553 14:06 น.


ตำรวจกำลังนำซากหัวหมู 2 หัวออกไปจากมัสยิด อัล อิหม่าม อัล ทีร์มีซี ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

เอเอฟพี - ตำรวจเผยว่า พบหัวหมูที่มัสยิดสองในกรุงกัวลาลัมเปอร์
นับว่าจะเป็นการโจมตีล่าสุดต่อศาสนสถานในมาเลเซีย เนื่องจากความตึงเครียดทางศานา
หลังศาลสูงอนุญาติให้ศาสนาอื่นนอกเหนือจากอิสลามสามารถใช้คำว่า "พระอัลเลาห์ะ" ได้


ตำรวจเผยว่า พบหัวหมู 3 หัวในมัสยิดแห่งหนึ่ง และที่โรงละหมาด 2 แห่ง ชานกรุงกัวลาร์ลัมเปอร์
โดยหมูเป็นสัตว์ที่ชาวมุสลิมพิจารณาว่าเป็นสัตว์สกปรก และการพบหัวหมูดังกล่าวเกิดขึ้น
ท่ามกลางความขัดแย้งในการใช้คำว่า "พระอัลเลาะห์" หลังจากศาลสูงมาเลเซียมีคำตัดสิน
เมื่อวันที่ 31 ธํนวาคมที่ผ่านมาให้ยกเลิกคำสั่งของรัฐบาลที่ห้ามคนต่างศาสนาใช้คำว่า
พระอัลเลาะห์ เพื่อสื่อความหมายถึงพระเจ้าในศาสนาของตน


ตำรวจมาเลเซียขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ โดยระบุว่า ผู้ก่อกวนอาจจะพยายามก่อให้เกิด
ความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์ในมาเลเซีย ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม
แต่ก็คนเชื้อสายจีนเป็นจำนวนมาก และมีชาวอินเดียเป็นชนกลุ่มน้อย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซียระบุว่า กลุ่มคนร้ายน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับการโจมตีครั้งก่อนๆ
ซึ่งศาสนสถานต่างๆ ถูกปาระเบิดขวด ก้อนหิน และถูกละเลงทาสี ขณะที่โบสถ์ของชาวคริสต์
ก็ถูกโจรกรรมด้วย นับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดสืบเนื่องจากคำตัดสินของศาล เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมดังกล่าว
โดยมีผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีที่เกิดขึ้นแล้ว 19 คน

ด้านซุลกีฟลี โมฮาหมัด อิหม่ามผู้นำทำพิธีละหมาดที่มัสยิดที่พบหัวหมู 2 หัว เรียกร้องให้ชาวมุสลิม
อยู่ในความสงบเช่นกัน และระบุว่า พวกมุสลิมชอบบ่อนทำลายอาจจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้

"นี่เป็นผลงานของคนบางคนที่พยายามจะก่อให้เกิดความคิดสุดโต่งในประเทศ
เราช็อกกับการกระทำนี้มาก" โมฮาหมัดกล่าว และเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินการอย่างเร็วที่สุด
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 3:32 pm

sunny พิมพ์ว่า:หากเราติดตามอ่านข่าวจากเว็บบอร์ดต่างๆที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกที่นั้น

หลายๆฝ่ายต่างมองว่า พระภิกษุวัดดัง น่าจะหมายถึงวัดธรรมกาย

เพราะเป็นวัดที่มีชื่อเสียง และมีศิษยานุศิษย์เป็นจำนวนมหาศาล

ในความคิดเห็นส่วนตัว(ของเด็กคนหนึ่ง) มีความคิดเห็นว่าเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นวัดพระธรรมกาย

ในทางเป็นไปได้

-ประชาธิปัตย์เป็นศัตรูถาวรกับวัดพระธรรมกาย เนื่องจากเข้าใจว่า วัดธรรมกายคือฐานกำลังของทักษิณ ชินวัตร


ตรงแถบสีแดง ขอให้ความเห็นแย้งกับ sunny ตรงที่ว่า
ทั้งสองฝั่งมาจากทุนเดียวกัน ไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่ที่เป็น ศัตรูที่แท้จริงของทั้งสองฝั่ง

คือ พระภิกษุ ที่ถูกกล่าวอ้างในกระทู้นี้ต่างหาก


สังเกตจากข้อมูลข้างล่างนี้ นั่นคือ ทาง สทท. NBT ซึ่งขึ้นอยู่กับ กรมประชาสัมพันธ์
http://nbttv.prd.go.th/ เป็นผู้ทำการถ่ายทอดสดงานของธรรมกาย และ จะมีโฆษณาทางช่องนี้เป็นหลัก
แล้วตอนนี้ ปชป. เป็นรัฐบาล ถามว่าถ้าเป็นศัตรูถาวร จะเอามาโฆษณาเพื่อช่วยทักษิณทำไม?
และทั้ง ทักษิณ หรือ อภิสิทธิ์ เมื่อขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็อ้างคำสอนของพุทธทาส เหมือนกัน
และผ่านทาง กรมประชาสัมพันธ์ เหมือนๆ กัน และตอนนี้เกือบทุกช่วงเบรค ของ NBT
จะมีคำสอนของ พระที่อยู่ในกลุ่มนี้ ออกมาให้ฟังตลอด


http://province.prd.go.th/mahasarakham/index.php?ct=newsDetail&id=2010-00046&tk=vbBxu



คณะกรรมาธิการศาสนาฯ สภาผู้แทนราษฎรขอเชิญสมัครร่วม
“ โครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย ” ร่วมกับคณะสงฆ์ทั่วประเทศ
วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และชมรมพุทธศาสตร์สากลในอุปถัมภ์ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
ได้มีมโนปณิธานสานสัมพันธ์จัด “ โครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย ”
นางชนัดดา แฮร์รีส ประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม ได้รับแจ้งจาก นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์
ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรว่า
คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกับคณะสงฆ์ทั่วประเทศ วัดพระธรรมกาย
มูลนิธิธรรมกาย และชมรมพุทธศาสตร์สากลในอุปถัมภ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
ได้มีมโนปณิธานสานสัมพันธ์จัด “ โครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย ”
เพื่อให้กระแสธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แผ่ปกคลุมทั่วผืนแผ่นดินไทยให้ดับร้อน
ฝ่าภัยวิกฤติไปสู่ความเข้มแข็ง เจริญรุ่งเรือง ดังสมญาว่า “ แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ”

คณะกรรมาธิการจึงขอเชิญชวนชายไทยผู้สนใจเข้าร่วมอุปสมบท โครงการดังกล่าวซึ่งรับสมัคร
ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 17 มกราคม 2553 รายละเอียดสอบถามได้ที่สำนักงานพุทธศาสนา
และอำเภอทุกอำเภอหรือที่สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม โทร 043-777231

สำหรับสถานที่จัดอบรมในจังหวัดมหาสารคามมี ดังนี้1. วัดมหาชัย อำเภอเมือง โทร 085-16372332.
วัดบรบือสราราม อำเภอบรบือ โทร 081-54477113. วัดสว่างวารี อำเภอกันทรวิชัย โทร 084-51473014.
วัดพยัคฆภูมิวราราม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย โทร 085-00078065. วัดกลางโกสุม อำเภอโกสุมพิสัย
โทร 085-00078066. วัดราษฏร์สังคม อำเภอเชียงยืน โทร 086-2355472, 086-8647662
…………………… ชนัดดา ข่าว / นิรชา นศ.ฝึกงานพิมพ์ / ส.ปชส.มค. / 13 ม.ค.53

จังหวัดมหาสารคาม ขอเชิญชมการถ่ายทอดสด พิธีกรรมบูญเบิกฟ้า

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2553 เวลา 09.00 – 10.00 น.

ทาง สทท. NBT เนื่องในงานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาดจังหวัดมหาสารคาม

13 – 22 มกราคม 2553



ความลับ...ที่เสือกรั่ว


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091122/87671/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%AA.html
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2552 19:35
หนังสือดีของท่านพุทธทาส

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดงานและปาฐกถา"เขาหาว่าพุทธทาสบ้า
จะทำสื่อมวลชนให้เป็นปูชนียบุคคล" หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีสัมพันธ์

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm
พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง
ตัดตอนและเรียบเรียงจากการปาฐกถาพิเศษ


เรื่อง"พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง"
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

จัดโดยมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒
ณ หอประชุมกรมประชาสัมพั
นธ์

“ทักษิณ”อ้างศึกษา“พุทธทาส”ลึกซึ้ง-ใช้“ธรรมนำการเมือง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

“ทักษิณ” ได้ทุกเรื่อง วันนี้ลึกซึ้งหลักธรรมคำสอนพระพุทธองค์ ระบุก่อนตั้งพรรคไทยรักไทยได้ศึกษาคติธรรมของ
“พระพุทธทาส” อย่างลึกซึ้งจึงสามารถ “ปล่อยวาง” ทำให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่น ใช้ธรรมนำการเมือง

วันนี้ (22 ต.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน”
โดยเล่าให้ฟังว่า พระพุทธทาส ภิกขุ เป็นพระที่มีคุณูปการต่อชีวิตของตนเป็นการส่วนตัว
เพราะก่อนที่จะตั้งพรรคไทยรักไทย ไม่ค่อยมีความลึกซึ้งกับธรรมะเท่าที่ควร จึงใช้เวลาก่อนตั้งพรรคอ่านหนังสือของ
ท่านพุทธทาสเป็นสิบเล่ม และทำความเข้าใจ ซึ่งในรอบแรกยังไม่ค่อยเข้าใจ จึงอ่าน 2 รอบและบางเล่มก็อ่านถึง 3 รอบ
ทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง มีความเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น รู้จักคำว่าปล่อยวางคืออะไร

“คำหนึ่งที่พระพุทธทาสพูดไว้ ในหนังสือธรรมะกับการเมือง คือ ท่านให้ความสนใจต่อบุคลากรทางการเมืองมาก
ประชาธิปไตยจะรุ่งเรืองหรือไม่อยู่ที่คุณภาพของบุคลากรทางการเมืองเป็นหลัก ระบบอย่างเดียวไม่พอ ท่านพูดว่า
ถ้านักการเมืองไม่เป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ ถ้านักการเมืองไม่รักเพื่อนมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์คือ
เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ามีนักการเมืองแบบนั้นมาก ๆ ประชาธิปไตยจะกลายเป็น
ประชาธิปตาย
เป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านให้สติมาก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องที่องค์การยูเนสโก ยกย่องพุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระชาตกาล
ครบ 100 ปี ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 นี้ว่า สาเหตุที่พุทธทาสภิกขุ ได้รับการยกย่องเพราะได้ตั้งปณิธาน
ของชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ

ข้อ 1.ให้ศาสนิกชนไม่ว่าศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งแห่งศาสนาของตน เพราะว่าเวลานี้บางคน
ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจศาสนาของตนอย่างลึกซึ้ง ชาวพุทธก็เช่นกัน ชาวพุทธก็ไปเข้าใจว่า
ศาสนาพุทธนั้นก็คือความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในสิ่งที่มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ
เพราะศาสนาพุทธนั้นอยู่ที่หลักธรรมะเป็นหลัก

การบูชาอะไรทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนพระพุทธเจ้าตัวแทนของธรรมะ
แต่การปฏิบัติตนตามธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมากกว่า
เพราะฉะนั้นอย่างนี้เราก็จะต้องเข้าใจ


ข้อ 2.พุทธทาสภิกขุ ตั้งใจว่าจะทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา ต้องอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่ว่า จะต้องอยู่คนเดียว ศาสนาอื่นอย่ามาอยู่ร่วมด้วย
แล้วก็ไปรังแกเขา เหมือนที่พวกคนบ้า ๆ

ที่ตามจังหวัดภาคใต้ที่พยายามรังแกเขาอย่างนี้ โดยอ้างศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นของสูง
สูงกว่าที่ใครจะมาใช้เป็นประโยชน์แห่งตน หรือการใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เพราะศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ
ที่ต้องการทำให้คนเป็นคนดี อันนี้คือสิ่งที่พุทธทาสตั้งปณิธานไว้แต่ต้น

ข้อ 3. คือดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาจากวัตถุนิยม แน่นอนการอยู่ในโลกของวัตถุนิยมจะต้องรู้เท่าทัน
และไม่ถูกมันมอมเมาด้วยกิเลสและตัณหาที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งชั่งใจได้


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2548 14:40 น.

http://www.se-ed.com/eShop/%28A%285TDAjLmAygEkAAAAYTZhOGEyNWUtM2MyZS00YmI4LWJhNWItNGYzZmE2M2M2YWE0NkkxjIb_2Z05-VG4nfqSUtyy6w81%29%29/Products/Detail.aspx?No=9789744973467&AspxAutoDetectCookieSupport=1
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sat Jan 30, 2010 10:53 pm

http://www.oknation.net/blog/buddhabath/2010/01/09/entry-2

physigmund_foid

มหาธรรม เรื่อง นิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์และสยามวงศ์
พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ไม่มีนิกาย มีแต่การปฏิบัติเถรตรง คือ ตรงไป, ตรงมา
ไม่มีเพิ่มสิ่งใหม่ ไม่มีลดสิ่งเดิม เดินตามคำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไปตรงมา
เมื่อหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วประมาณสองร้อยปีก็เริ่มมีนิกายเกิดขึ้น
นิกายต่างๆ มีแนวการปฏิบัติที่แตกต่างไปเล็กน้อย ในต่างประเทศจำนวนมากที่นับถือ
นิกายมหายานลัทธิต่างๆ เช่น นิกายมหายาน ลัทธิสุขาวดี, นิกายมหายาน ลัทธิเซน,
นิกายมหายาน ลัทธิตันตระ, นิกายมหายาน ลัทธิวัชระยาน ฯลฯ นิกายมหายานเหล่านี้
มุ่งเน้นการโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นก่อนตนเองเป็นสำคัญ ยังมีนิกายอีกนิกายหนึ่งที่ไม่มุ่งเน้น
การโปรดสัตว์โดยตรงแต่เน้นการรักษาพระธรรมวินัยไว้ให้ได้มากที่สุด โดยการท่องบ่น
จดจำ สวดมนต์ บันทึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ให้ได้มากที่สุด
นิกายนี้คือ นิกายเถรวาท


ลัทธิลังกาวงศ์ มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศศรีลังกา ในสมัยสุโขทัย ได้มีการอัญเชิญพระสงฆ์สายนี้
มาทำการบวชเพื่อสืบทอดสายธรรม ทำให้พระธรรมคำสอนของพุทธศาสนาในประเทศไทยมีมาก
และรวบรวมไว้ได้มาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่นับถือมหายาน ซึ่งไม่เน้นการรู้ทั้งหมดของพระไตรปิฎก
แต่เน้นการใช้พระสูตรสำคัญๆ เพียงบางพระสูตรเพื่อการเข้าถึงธรรมอย่างรวดเร็วฉับพลันเป็นสำคัญ
ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีพระธรรมในคัมภีร์ไตรปิฎกที่สมบูรณ์มาก ในขณะที่ต่างประเทศที่มีพระพุทธศาสนา
จะมีคำสอนใหม่ๆ ที่เกิดจากพระสงฆ์ที่บรรลุธรรมออกมาเพิ่มเติมตามยุคตามสมัย เช่น งานเขียนเรื่อง
ชีวิตช่วงเข้าสู่ความตาย (บาร์โด) ของลามะทิเบต เป็นต้น ในสมัยหลังๆ ศรีลังกาเองมีปัญหาทางการเมือง
และส่งผลให้พระสงฆ์นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์สูญสิ้นลง
เมื่อเหตุการณ์สงบลง
จึงได้อัญเชิญพระสงฆ์ไทยกลับไปบวชสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ในประเทศศรีลังกา
และเรียกพระสงฆ์กลุ่มที่เกิดใหม่นี้ว่าพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์เหตุที่ไม่เรียกว่า
เป็นลัทธิลังกาวงศ์ดังเก่าก่อนเพราะแนวทางการปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
กล่าวคือ เดิมลัทธิลังกาวงศ์ ใช้การสวดมนต์ เป็นเครื่องบันทึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้ใช้การสวดมนต์ในการทำพิธีการต่างๆ ของประชาชนในทางโลกเลย แต่ในสยามประเทศ
มีความนิยมแพร่หลายมาก ที่จะนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดตามบ้านเรือนในกิจต่างๆ ในพิธีต่างๆ
เพื่อการสนับสนุนพระพุทธศาสนา สนับสนุนกิจกรรมการสวดมนต์ทำวัตรของพระสงฆ์ในลัทธิลังกาวงศ์
ทว่า ผลจากการสนับสนุนนี้ ทำให้พระสงฆ์ในสยามประเทศ มีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับทางโลกมากขึ้น
มีเรื่องพิธีกรรมทางโลกมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แนวทางเดิมของลัทธิลังกาวงศ์ ดังนี้ ทางศรีลังกาจึงไม่ยอมรับว่า
พระพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นลัทธิลังกาวงศ์ดังเดิมอีกต่อไป และเรียกว่า
“ลัทธิสยามวงศ์”
เพราะมีการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากเดิมดังกล่าวมาแล้ว

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยยุคก่อนกรุงรัตนโกสิน นับได้ว่าเป็น
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์
ทว่า เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยรัตนโกสิน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก
กล่าวคือ ในสมัยรัชการที่สี่เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น ประเทศไทยรับเอาวิทยาการใหม่ๆ เข้ามามากมาย
ทั้งศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีการรับเอาพระพุทธศาสนานิกายมหายานลัทธิจีนนิกาย
เข้ามาด้วย การเกิดขึ้นของพุทธศาสนานิกายมหายาน ลัทธิจีนนิกาย เริ่มจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย
ทำให้มีการสร้างวัดจีนขึ้น ไม่เท่านั้น เข้าสู่รัชการที่เก้าแห่งกรุงรัตนโกสิน การเปลี่ยนแปลงประเทศเกิดขึ้นมากมาย
ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นประชาธิปไตย พระพุทธศาสนาส่วนหนึ่งจากทิเบต
ก็แพร่เข้ามาประเทศไทย โดยท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดธรรมและแต่งตั้งตำแหน่งผ่าน
พระลามะทิเบตมาโดยตรงให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยก่อนที่ประเทศทิเบตจะล่มสลาย
และสูญเสียเอกราชให้แก่ประเทศจีน ดังนั้น สายธรรมของท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง จึงเป็นพระพุทธศาสนา
นิกายมหายาน ลัทธิใหม่ ไม่ใช่ลัทธิจีนนิกาย เพราะไม่ได้มาจากทางจีน แต่มาทางทิเบต แม้เราจะไม่มีชื่อเรียก
แต่ขอใช้สมมุติเบื้องต้นไปก่อนเป็น
“ลัทธิทิเบต” ก็แล้วกัน ผู้เขียนได้ลองไปฝึกสมาธิสายท่านเจ้าคุณมาแล้ว
พบว่าแตกต่างจากในนิกายมหายาน ลัทธิจีนนิกาย ในพระพุทธศาสนามหายาน ลัทธิจีนนิกายนั้น
ส่วนใหญ่ถ่ายทอดผ่านฆราวาส และมีเรื่องการฝึกกังฟู และลมปราณด้วย ซึ่งเป็นแนวทางแบบดั้งเดิมของพระสงฆ์จีน
ที่จะมีการถ่ายทอดการฝึกกังฟูเป็นกรรมฐานอย่างหนึ่ง กรรมฐานที่แตกต่างจากกรรมฐานสี่สิบนี้ จึงพอเรียกได้ว่า
เป็น “จีนนิกาย” ผู้เขียนได้พบท่านผู้หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดกำลังภายในสายนี้มา ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้ฝึก
ผ่านครูบาอาจารย์ท่านอื่นพบว่าวิธีการทำสมาธิของจีนและทิเบตนั้น แตกต่างกันมาก จึงจะนับเป็นลัทธิเดียวกันไม่ได้

จริงๆ แล้วหากจะจำแนกดีๆ ในประเทศไทยเราเองก็เกิดการแตกแยกเป็นลัทธิต่างๆ อีกมากในช่วงหลังๆ
เช่น พระสายครูบาศรีวิชัย ซึ่งสมัยก่อนพระสงฆ์ไทยเราห้ามเด็ดขาดเรื่องการเรี่ยไรเงิน
แต่ยุคของครูบาศรีวิชัยเป็นยุคบุกเบิก ท่านไม่ได้เรี่ยไรเงิน แต่บุญบารมีของท่าน ส่งผลให้ชาวบ้านเก็บรวมเงิน
มาให้ท่านใช้พัฒนาพุทธศาสนา การต่อสู้ของท่านนำมาซึ่งแนวทางพระพุทธศาสนาแบบใหม่
ที่ไม่เหมือนพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์แต่เดิม กลายเป็น
“สายครูบา” ไป คือ
สายที่รับเงินและนำเงินมาพัฒนาพุทธศาสนาได้นั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้ เดิมทีไม่มีมาก่อน
แต่ปัจจุบัน ต้นนิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ไม่เหมือนเดิมอีก
ค่อยๆ ผ่อนปรนลงในบางเรื่อง และเพิ่มเติมกฎบางส่วนขึ้นใหม่ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น
“ลัทธิสยามวงศ์” ได้อีก ผู้เขียนอยากขอใช้คำว่า “รัตนโกสินวงศ์” มากกว่า เพราะแตกต่างจาก
สมัยก่อนเก่าจริงๆ เราได้แตกแยก แตกต่าง จากบรรพบุรุษของเรามามากมายแล้ว
(แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผิดหรือจะไม่ดีแต่อย่างใด สิ่งนี้เป็นเรื่องอนิจจัง)

นอกจากนี้ ยังมีพระสงฆ์สายสมณะโพธิรักษ์ ที่แยกตัวออกไปปฏิบัติอีกแบบ
และเรียกตัวเองว่า “สมณะ” เพื่อเลี่ยงการปะทะกับมหาเถรสมาคม กลุ่มนี้เรียกว่า
“สันติอโศก” อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองด้วย ไม่ได้ปกปิดแต่อย่างใด
เพราะมีการทำอาหารเลี้ยงคนเสื้อเหลืองอย่างโจ่งแจ้ง จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายใหม่
คล้ายพระลามะทิเบต คือ เล่นการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองได้
ให้กำเนิดโดยท่านสมณะโพธิรักษ์
น่าจะเรียกได้ว่าเป็นนิกายมหายาน ลัทธิสันติอโศก อนึ่ง การเกิดขึ้นของลัทธินี้มีเสมอ ตามหลักอนิจจัง
เราไม่อาจบอกได้ว่าลัทธิเก่าหรือใหม่ที่ถูกต้องมากกว่ากันเพราะต่างก็มีแนวทางต่างกัน มีข้อดีและด้อยทั้งสิ้น
แต่หากเราต้องการของดั้งเดิมแท้ ก็ต้องปฏิบัติแบบไม่มีนิกายคือ เถรตรง ตรงไป ตรงมา ไม่ทำอะไรใหม่เพิ่ม
ไม่ลดทอนของเก่า พระธรรมวินัยมีเท่าไร ทำเท่านั้น ให้ได้มรรคได้ผล พระธรรมจะให้ปัญญาแก่เราเองว่า
อะไรควรไม่ควรในยุคสมัยใหม่นี้ และพระวินัย ๒๒๗ ข้อนั้น แม้ไม่ครอบคลุมสิ่งใหม่ๆ ไม่ทันโลกยุคปัจจุบัน
แต่หากเราใช้ประคองตนเองแล้วเร่งปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผลโดยพลัน ก็จะทราบเองว่าอะไรควรไม่ควรในท้ายที่สุด

อนึ่ง การปฏิบัติแบบเถรตรงไม่มีนิกายนั้น ผู้ปฏิบัติจะไม่เพิ่มเติมอะไรใหม่ลงไป และไม่ลดทอนของเก่าด้วย
แต่จะมุ่งปฏิบัติให้ได้มรรคได้ผลก่อนเป็นสำคัญ ที่เหลือก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ท่านผู้ปฏิบัติได้ก่อน
เมื่อถ่ายทอดแก่ผู้ปฏิบัติตามหลัง จะไม่มีการสร้างรูปแบบ, แนวทาง, หรือสิ่งใดๆ ใหม่มาให้ผู้ปฏิบัติตาม
แนะนำได้บ้าง ที่เหลือก็ให้ไปดูเอาเองจากไตรปิฎก มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น ก็ไม่มีกรรม เพราะไม่มีการสั่งใช้,
การห้าม, การชี้ใช้ ให้ผู้ปฏิบัติตามหลังต้องทำหรือไม่ทำอะไรตามความคิดเห็นของตน เรียกว่าเลี่ยงการใช้ทิฐิ
หรือความคิดเห็นส่วนตนในพระพุทธศาสนา ตนปฏิบัติได้อย่างไร มีคนถามก็ตอบไป แต่ก็พยายามบอกเสมอว่า
อย่าเชื่อตนมาก เพราะตนอาจไม่ถูกต้องก็ได้ ให้ไปดูเอง ศึกษาเอง ให้สำเร็จมรรคผลด้วยตนเอง ก็จะรู้เอง
เป็นสำคัญ ดังนั้น จึงไม่มีการทำสิ่งใหม่ ถ่ายทอดแนวคิดใหม่ๆ อะไรลงไปเลย ทั้งยังไม่ลดทอนของเก่าด้วย
ผู้ถ่ายทอดใช้วิธีนี้ ก็ปลอดภัยจากกรรม ไม่เกิดลัทธินิกายใหม่ๆ ซึ่งผู้ปฏิบัติตามนั้น อาจทำได้ไม่เหมือนกัน
เพราะความเข้าใจของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ผิดปกติจากธรรมชาติแต่อย่างใด เราไม่อาจชี้ถูกชี้ผิด
ให้ใครได้ เราได้แต่แสดงความคิดเห็นเฉพาะตัวเมื่อถูกถาม และไม่ผูกมัดให้ใครต้องมาเหมือนตน
เพราะตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทิฐิส่วนตนนี้ใช่สิ่งที่ถูกต้องตรงทางหรือไม่ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติตามจึงต้อง
พยายามด้วยตนเอง ถูกหรือผิดก็ขึ้นอยู่กับตนเอง แตกต่างกันไปตามกรรม ผู้ถ่ายทอดจึงไม่ต้องรับกรรมในการนี้


–จบ-

มหาธรรม เรื่อง วิชชานพเก้า (เก้าดาวนพเคราะห์)
คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ แต่แล้วก็ทำๆ ไป ไม่คิดดีกว่า ไม่มีสาระอะไร ทั้งดีไม่ดี
ถูกหรือผิด ทำๆ ไปอย่างนั้นเอง แล้วแต่เวรแต่กรรมก็แล้วกัน ไม่ได้บังคับให้ใครอ่าน
และไม่ได้ห้ามใครเห็น กรรมใครกรรมมัน เขียนทิ้งไว้อย่างนั้นเอง ไม่มีสาระอะไร


จิตวิญญาณในกายสังขารของคนมีได้มากกว่าหนึ่งดวง เมื่อมีดวงจิตมากๆ มนุษย์เราจะสับสน
และตัดสินใจไม่ค่อยถูก ทำให้ทำสิ่งต่างๆ เรรวนปรวนแปรได้ การบริหารดวงจิตในกายสังขารให้ได้
ทำให้สามารถใช้พลังความสามารถของดวงจิตหลายๆ ดวงพร้อมกันได้ ทำให้ความสามารถเพิ่มขึ้นมาก
เป็นเท่าตัว ทั้งสติปัญญา, อิทธิฤทธิ์, บุญบารมี ฯลฯ


ในประเทศไทยคนที่มีจิตวิญญาณในกายสังขารมากๆ มีไม่กี่คน เท่าที่สำรวจพบเจอ มีอาจารย์หญิงของ
ผู้เขียนทว่า ท่านรับได้แต่จิตวิญญาณฝ่ายหยิน ทำให้มีความสามารถด้านเดียว ในประเทศไทยอีกท่านเป็นชาย
มีจิตวิญญาณในกายสังขารมาก ทำให้ท่านมีบุญบารมีมากมาย เรารู้จักกันดีขอไม่เอ่ยนาม แต่ภายหลัง จิตวิญญาณ
ในกายสังขารของท่านจุติออกไปมากทำให้สุขภาพท่านแย่ลง อนึ่ง ท่านนี้ก็รับได้แต่จิตวิญญาณฝ่ายหยาง
ไม่มีฝ่ายหยินเลย เมื่อจิตวิญญาณมีแต่ฝ่ายหยินหรือหยางอย่างเดียว ทำให้มีคู่ปรับได้ด้วยพลังฝ่ายตรงข้าม
ยังไม่ถึงที่สุด ก็ยังต้องประสบปัญหาชีวิตได้อีกเช่นกัน การฝึกรับจิตวิญญาณทั้งสองฝ่าย คือ
ทั้งหยินและหยาง ทำให้ประสานความสามารถ ลดช่องโหว่ของกันและกันได้ แต่กว่าจะสำเร็จ
จะเกิดการกระทบกระทั่ง ยื้อกันไปมา และสับสนในตัวเองมาก หากไม่สำเร็จ ก็อาจกลายเป็นโรคประสาทได้
แต่หากสำเร็จก็จะสามารถฝึกขั้นต่อไปได้ คือ การรับจิตวิญญาณหลายๆ ดวง จิตวิญญาณแต่ละดวง
จะเข้ามาแบบตรงข้ามกัน สลับไปมา ซึ่งจะตรงข้ามในแง่ใดแง่หนึ่งก็ได้ เช่น จิตวิญญาณหญิงกับชาย
หรือจิตวิญญาณชั้นบนกับชั้นล่างก็ได้ ฯลฯ พลังตรงข้ามจะดึงดูดจิตวิญญาณให้เข้ามาสู่กายสังขาร
สลับกันอย่างนี้ เป็นคู่ๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ ดวงจิตวิญญาณชั้นนอกสุดจะดึงจิตวิญญาณที่ตรงข้ามกับตนเข้ามา
จิตวิญญาณดวงใหม่ ก็จะดึงจิตวิญญาณที่ตรงข้ามกับตนเข้ามาอีก ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราทำกิจครั้งหนึ่ง จะมีพลังมาก
เหมือนคนหลายคนทำพร้อมๆ กัน หากมีความสามัคคีรวมใจกันได้ ก็จะมีพลังเพิ่มทวีคูณไม่อาจนับได้เลย


การฝึกจิตวิญญาณลักษณะนี้ คือ การฝึกโดยเอาดาวนพเคราะห์ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์
มาเป็นแนวทางในการฝึกกล่าวคือ ดาวเคราะห์หลายดวง สามารถหมุนรอบกันได้
ไม่มีปัญหาเพราะเหตุไฉน ดังนี้ ดวงจิตจำนวนมากในร่างกายของเรา ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้
ในกายสังขารฉันนั้นเหมือนกัน ทว่า ก่อนที่จะเข้าถึงขั้นนั้น จำต้องเริ่มจากการฝึกจิตสองดวง
ที่แตกต่างกันก่อน เมื่อประสานหยินหยางได้แล้ว จึงค่อยพัฒนาไปสู่ การฝึกจิตหลายดวงต่อไป
โดยจิตดวงในสุด ทำหน้าที่เหมือนพระอาทิตย์ คือ ให้แสงสว่างแห่งปัญญา ทำให้จิตดวงอื่น
ไม่หลงทาง และหลุดพ้นได้เช่นเดียวกัน จิตทั้งหลายเมื่อประชุมในกายสังขารแล้ว
หากเราไม่ดูแลให้ดี ไม่ชี้ทางนำปัญญาแล้ว จิตบางดวงจะนำพาร่างกายเราไปทำกรรมชั่ว
ที่เรียกว่า
“ถูกแทรก” ด้วยพลังด้านมืดต่างๆ ดังนั้น จิตหลักดวงในสุดจึงต้องทำหน้าที่
เป็นดั่งดวงอาทิตย์ฉะนั้น เคล็ดการฝึกจิตแบบนี้ ขอเรียกว่า “วิชชานพเก้า”


วิธีการฝึกคือ ต้องให้จิตหลักสำเร็จธรรมขั้นสูงสุดก่อน คือ พุทธะ คือ สำเร็จยูไลนั่นเองจากนั้น
จึงใช้ความสามารถของจิตพุทธะนั้น โปรดจิตดวงที่สอง ให้สำเร็จ
“โพธิสัตว์” เป็นอย่างต่ำ
เมื่อจิตดวงที่สองสำเร็จได้ถึงโพธิสัตว์แล้ว วิบากกรรมที่เราต้องรับจะเป็นวิบากกรรมของโพธิสัตว์ด้วย
แต่ถ้าจิตดวงที่อยู่ชั้นนอกสุด (จิตจะอยู่ในกายทิพย์ กายทิพย์จะเรียงกันเป็นชั้นๆ) เป็นจิตชั้นต่ำ
เช่น อสูร เราก็จะต้องรับวิบากกรรมอสูรด้วยแต่จะมีพลังบุญบารมีจากจิตดวงที่อยู่ชั้นในๆ ช่วยค้ำไว้
เหมือนน้ำกับเกลือเจือจางลงฉะนั้น เมื่อโปรดดวงจิตไปเรื่อยๆ จะได้ดวงจิตเพิ่มมากขึ้น
โดยพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงเข้าไว้ ก็จะทำให้กายสังขารรับวิบากกรรมดี และมีความสามารถ
ในการทำกิจการต่างๆ เพิ่มขึ้น

สมมุติกันง่ายๆ นักการเมืองคนหนึ่ง มีองค์เทพเสริมบารมีเป็นพระพิฆเนศองค์เดียว กับอีกคนหนึ่งมีหลายองค์
ทั้งยังประสานพลังในกายเขาด้วย ไล่เรียงมาตั้งแต่พุทธะ, พระโพธิสัตว์, มหาเทพ, เทพ, พรหม ฯลฯ แบบนี้
ย่อมเห็นชัดว่าเหนือกว่าแน่ใช่ไหม แต่ในความเป็นจริง คนเรา ใครเล่าจะรับพลังประสานที่แตกต่างกันมากมาย
เหล่านั้นได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ถ้าเราคิดจะฝึก ฝึกให้มันได้ ให้มันสำเร็จ มันก็ได้ ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องของการฝึก
ต้องฝึก ถ้าฝึกก็ได้ ถ้าไม่ฝึกก็ไม่ได้ แค่นั้นเอง เหมือนพวกพราหมณ์ฮินดู บางพวกก็นับถือเทพเจ้าองค์เดียว
บางพวกก็นับถือเทพเจ้าหลายองค์ อะไรแบบนั้นละ ทีนี้ เราต้องระวัง จิตวิญญาณทุกดวงมีลักษณะครอบงำ
และชี้นำเราทั้งสิ้น ถ้าเราไม่แก่กล้าจริง เราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองแน่ เราจะถูกครอบงำ และควบคุมอยู่ตลอดเวลา
ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย แลกกับการได้เป็นสาวกชั้นพิเศษของเทพองค์นั้นๆ ไป นี่คือเล่นกับจิตวิญญาณ
ก็ไม่ใช่ของเล่นๆ ไม่ใช่ของง่ายๆ ดังนั้น จิตหลักของเราจึงต้องให้สำเร็จธรรมและมีบารมีสูงสุดไปเลย
คือ พุทธะ เสียก่อน ดังที่กล่าวมาแล้ว ทว่า พุทธะหรือยูไลนี้ก็ไม่ได้มีบารมีล้นฟ้านะ พุทธะ แต่ละองค์
บารมีไม่เท่ากันแล้วแต่จะบำเพ็ญกันแค่ไหน พุทธะบางองค์ก็คุมได้แต่โพธิสัตว์, บางองค์ก็คุมได้แต่เทพ,
บางองค์คุมได้แต่กุมารก็มี อันนี้ เป็นพุทธะขั้นเริ่มต้น คือ อนุพุทธะ สำหรับพุทธะที่โปรดพระโพธิสัตว์
บริหารงานได้แล้ว ค่อยนับเป็นพุทธะเต็มตัว เต็มบารมี การบำเพ็ญบารมีของพุทธะหรือยูไลนั้น
ไม่ได้แค่บนโลก บนโลกยังไม่พอ ยังมีอะไรให้บำเพ็ญเยอะมาก เวลาบนโลก และเงื่อนไขต่างๆ
ไม่เอื้อให้ผ่านทุกแบบทดสอบของพุทธะ เช่น การปราบมังกร นี่ก็งานของพุทธะ
ถ้าโลกยามนั้นไม่มีมังกรอาระวาดเลย ก็ชวดไป ไม่ได้บำเพ็ญบนโลก ขึ้นไปรอบนสุขาวดี
รอจนกว่าจะถึงคิวที่มีมังกรตัวที่มีบุญกรรมสัมพันธ์กับตนเองอาระวาด ก็จะได้แสดงฝีมือปราบกันเสียที
บารมีก็จะเพิ่มขึ้น ดังนี้ การบำเพ็ญยูไล ส่วนใหญ่ กายสังขารมนุษย์ทำได้แค่ขึ้นกายยูไลไว้ก่อน
ที่เหลือก็ไปบำเพ็ญต่อบนสุขาวดีกันอีกยาวนานทั้งนั้น ยูไลบางองค์ได้ทำคนตายให้ฟื้นได้
ก็หมดหน้าที่ต้องจุติแล้ว ยูไลบางองค์ช่วยหญิงให้ได้เกิดเป็นชายได้ก็หมดภาระบนโลกแล้ว
ยูไลบางองค์ปราบพญามารทีเดียว สุขาวดีเรียกตัวเลย ต้องจุติจากสังขารไปแล้ว เรียกได้ว่าพระยูไล
ทำกิจสำคัญๆ บนโลกได้ไม่มาก เขาไม่ให้ทำมาก ทำแค่ผลงานหนึ่งอย่างใหญ่ๆ ก็พอ ขึ้นสุขาวดี
ไปทำต่อข้างบนได้เลย ที่เหลือให้คนอื่นเขาได้เล่น ได้เก็บบารมีบ้าง แบ่งๆ กันเท่านั้นเอง ไม่มีสาระอะไร

ถ้าอยากอยู่นานบนโลก ก็ทำกิจกระจ้อยร่อยเข้าไว้ คือ อย่าเพิ่งให้บารมีมากพอตัว มากพอตัวเมื่อไร
เขาจะดึงตัวขึ้นไปเลย ที่เหลือไปเก็บบารมีต่อข้างบน ทำแบบออมๆ แรงไว้ หรือทำกับคนที่มีบุญบารมีน้อยๆ ไว้
ก็จะเก็บบารมีได้ช้า ทีนี้ ก็อยู่ได้นาน ถ้าเก็บบารมีได้เร็วก็ตายเร็ว ไม่มีสาระเลยอายุจะยาวจะสั้นนี่เสร็จกิจเร็ว
ก็กลับบ้าน(สวรรค์) เร็วแค่นั้นเอง เสร็จกิจช้าก็ยืดยาดอยู่นาน ทรมานร่างกาย แก่แล้วยังต้องทำงานมากมาย
ป่วยแล้วยังไม่วายทำงานต่ออีก อันนี้ คือ งานยังไม่เสร็จ เขายังไม่ให้ตาย ตายยังไม่ได้ ทรมานกันเล่นๆ
อีกแบบหนึ่งคือ บำเพ็ญเร็วเกิน มากเกิน แบบนี้ ลูกน้องบริวารตามไม่ทัน ต้องรอก่อน รอจนกว่าลูกน้อง,
บริวารจะบำเพ็ญบุญบารมีมาถึงตัว ได้ทำบุญกรรมเชื่อมโยงกันแล้วครบถ้วนหน้าก็ค่อยตายได้ถ้ายังไม่มี
บุญกรรมพัวพันกันไว้ บริวารของเขาจะไม่สมใจปรารถนา เขาก็จะลากสังขารเอาไว้ ยังไม่ให้ตาย
โทรมขนาดไหนก็ช่าง ยังตายไม่ได้อีกแหละ เบื่อแล้วเบื่ออีก เข้าโรงพยาบาลแล้วเข้าอีกไม่รู้กี่รอบ
ก็ไม่ตายเสียที แบบนี้มีเยอะ


เอาเป็นว่าไม่มีหลักการอะไรจะบอก บอกแค่นี้ ใครมีบุญวาสนาไปหาวิธีฝึกเอาเองละกัน
ที่ทำมาก็มีแค่บูชาดาวเทพนพเคราะห์ทั้งเก้า คือ พระอาทิตย์, พระจันทร์,... ไปจนถึงพระราหู
และพระเกตุ รวมเก้าองค์ เอาเป็นพลังใจก่อนฝึกหน่อย แล้วก็ฝึกๆ ไปก็ได้เอง ถ้ามันจะได้
ถ้ามันไม่ได้ก็ช่างมัน แต่ปัญหามันจะเกิด เวลาจิตวิญญาณตกค้างในร่างกาย ไม่ยอมออกไป
คือ ได้ร่างมนุษย์แล้วเพลินไปยอมละไป แบบนี้ก็ต้องหาทางออก ไปฝึกจิตแบบสุญตา ว่างๆ
ละกาย ละจิต ไม่ยึดกาย ไม่ยึดจิต แบบนี้ ออกได้เหมือนกัน เขียนบอกไว้เผื่อใครฝึกแล้วพลาด
จะได้หาทางแก้ไขได้ บทความนี้ขอจบลงเพียงเท่านี้

–จบ-

มหาธรรม เรื่อง วิชชาเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ
จิตวิญญาณในกายสังขารของเรามีหลายจิตวิญญาณในบางขณะ มากขึ้น ลดลงได้ ตามเหตุปัจจัย
ในช่วงที่เรามีจิตวิญญาณมาก จะมีกรรมมาก เจ้ากรรมนายเวรก็มาก ชีวิตจึงสับสน ผู้คนมากหลาย
เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ในวัยเรียน สับสน หลายความคิด พบเพื่อนมากมาย พอแก่ลง จิตน้อยลง
แน่วแน่ทางเดียว ไม่ค่อยสับสนชีวิตแล้ว แต่ทว่าก็ได้พบผู้คนน้อยลงด้วย เพราะเจ้ากรรมนายเวรของจิตเดียว
เลยน้อยกว่าที่มีดวงจิตมาก อนึ่ง จิตวิญญาณที่อยู่นอกตัวเรากระจายอยู่ในสามภพจบจักรวาล
สามารถเคลื่อนย้ายเข้ามาประสานในร่างกายของเราได้ ในขณะเดียวกันจิตวิญญาณในร่างกายของเรา
ก็สามารถเคลื่อนย้ายออกไปสู่สามภพจบจักรวาลได้ หมุนเวียนเข้าออกตามเหตุตามปัจจัย ปกติ
เราไม่อาจควบคุมได้ แต่ถ้าเราฝึกใจให้ควบคุมจิตวิญญาณได้สำเร็จ มันก็จะควบคุมได้ ให้จิตวิญญาณดวงใด
อยู่ก็ได้ ไปก็ได้ ตามใจต้องการ นอกจากนี้ ยังดึงจิตวิญญาณจากสามภพเข้ามาประสานในกายสังขารได้ด้วย
หรือเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณระหว่างคนสองคนได้อีกด้วย จากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งก็ได้ สลับจิตวิญญาณกันก็ได้
ทำให้มีความคิดจิตใจเปลี่ยนแปลงไป คนที่ร้ายกาจมากๆ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ โดยไม่ต้องเข่นฆ่ากันเลย
แต่วิธีนี้ เป็น
“มโนกรรม” หนัก คือ ทำให้จิตจุติออกจากร่างกาย กรรมหนักรองๆ จากฆ่าเทวดาหนึ่งองค์ทีเดียว
แต่ก็ยังน้อยกว่าการทำลายสังขารของมนุษย์ให้ตายลง

การเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณนอกจากเรื่องกำลังจิตแล้วยังต้องมีพลังปราณด้วย ลมปราณจะเป็น
พลังขับเคลื่อนดวงจิตให้เข้าออกจากกายสังขารได้ บางท่านมีบารมีมาก เช่น มีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์
สามารถเรียกกุมารเข้าตัวคนได้ ไม่ยากเลย ทำตัวเป็นเหมือนพ่อหรือแม่เข้าไว้ แล้วเลี้ยงดูหรือ
ให้การดูแลคนอื่น ราวกับบุตร คนผู้นั้นนับถือ เปิดใจนับถือเหมือนพ่อ ก็จะถูกกุมารแทรกเข้าทันที
คนนั้น ก็จะนับถือท่านเหมือนพ่อหรือแม่ทีเดียว การสร้างบริวารก็เกิดขึ้นได้ในฉับพลัน
บางท่านมีกุมารเป็นบริวารมากเช่น ผู้ที่มีกายทิพย์แบบเมตตรัยโพธิสัตว์ เมื่อท่านผู้นี้โปรดคน
กุมารจำนวนมาก เข้ามาแทรกเข้ากายเขา ทำให้คนจำนวนมากเชื่อง และเชื่อฟังอย่างง่ายดายก็มี
ในคนบางคน มีจิตวิญญาณพญามารอยู่ ก็นำพาบริวารมารเข้ามาแทรกในกายสังขารคนจำนวนมาก
ทำให้คนจำนวนมากเหล่านั้น นับถือเขาเป็นดั่งเทพเจ้าเลยทีเดียว ทั้งยังยอมถวายเงิน และถวายสิ่งต่างๆ
ให้มากมาย ถ้าในกายสังขารของเขา บริสุทธิ์มากๆ จะไม่มีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นได้ ชีวิตของเขาจะรายเรียบ
สมถะ สันโดษ สงบ เหมือนน้ำนิ่ง ไม่มีเรื่องราวกวนใจทั้งร้ายและดีเลย


การฝึกเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ ให้ฝึกเดินลมปราณภายในร่างกายก่อน แล้วฝึกถ่ายเทลมปราณ
จากร่างกายออกภายนอก และจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย สลับไปมาให้ชำนาญ ระหว่างนี้
ร่างกายอาจได้รับผลกระทบบางอย่างจากพลังภายในและภายนอกที่เข้าออก เช่น
ถ้าภายในเราเป็นพลังขาว เมื่อพลังดำเข้าตัว จะปะทะกัน เพราะตรงข้ามกัน เข้ามาทางไหน
เราอาจรู้สึกปวดหรือเจ็บได้ตรงนั้น ช่วงฝึกถ่ายเทลมปราณเข้าออกจากร่างกายนี้
ร่างกายจะแปรปรวนหน่อย แต่ก็ต้องฝึกให้ชิน ให้ร่างกายทนได้ และรับสภาพนั้นๆ ได้
ในที่สุด แต่ละอย่างที่เข้าๆ ออกๆ นั้น แตกต่างกัน ทำให้ร่างกายแปรปรวน ซึ่งต้องแก้ไขไปตามสภาพ
ฝึกอย่างระวังทีละน้อยๆ จากนั้น จึงค่อยๆ มากขึ้นๆ จนในที่สุด สามารถเคลื่อนย้ายได้ทั้งจิตวิญญาณ
ไม่ใช่แค่พลังบางส่วนหรือลมปราณบางส่วนอีกต่อไปแล้ว


การทำให้คนเปิดรับจิตวิญญาณนั้นไม่ยาก เราใช้การพูดภาษาธรรมดาได้เลย เราพูดให้ใจเขาเผลอเปิดรับ
เราจะดึงแต่จิตวิญญาณดีๆ ให้เขา เราก็พูดสิ่งดีๆ เขาจะเปิดรับได้ง่าย พอใจเขาเปิดรับ เราจะใช้พลังปราณ
ขับเคลื่อนน้อย ในทางกลับกัน ถ้าเราทราบว่าผู้อื่น ได้มีจิตวิญญาณที่ไม่ดี เลี้ยงไว้ใช้งาน เราต้องการปลดปล่อย
จิตวิญญาณดวงนี้ เราก็ใช้การพูดเช่นกัน พูดอ้อมๆ อย่าพูดเรื่องจิตวิญญาณ เช่น ล่อให้เขาไม่เอาจิตวิญญาณดวงนั้น
เช่น ถ้าเขาเลี้ยงผีสมิงไว้ใช้ทำร้ายคน เราล่อให้เขาออกปากไม่เอาเสือ หรือมีของที่มีสัญลักษณ์เสือ
ไปให้เขาแบบไม่ดี พอเขาไม่เอา เราออกปากขอ ก็จะได้จิตวิญญาณดวงนั้นมาโปรดได้ ถ้าพลังจิต
พลังภายในของเราพอๆ กับเขา วิธีนี้ได้ผล แต่ถ้าพลังภายในเรามากกว่าเขามาก ก็กำหนดในจิตได้เลย
ไม่ต้องใช้คาถาอะไรเลย แต่ถ้าพลังภายในเราน้อยกว่าเขามาก จิตวิญญาณดวงนั้น เราจะดึงออกมาไม่ได้
ต้องไปฝึกให้กำลังเรามากขึ้นไปอีก จึงจะทำได้ ปกติ ถ้าเราเคยเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณแบบไหนได้
เราจะทำได้หมดทุกดวงในแบบเดียวกัน ยกเว้น ดวงนั้นๆ มีกำลังแรงมากกว่าดวงอื่นๆ


จิตวิญญาณนั้น ส่งผลต่อวิบากกรรมของคนด้วย เช่น จิตวิญญาณของสัตว์นรก ถ้าถูกดึงเข้าตัวคนแล้ว
คนๆ นั้น จะต้องกรรมเหมือนตกนรกทันที เช่น บางท่านล้มป่วยลง, บางท่านเหมือนคนบ้า เป็นต้น
หมอผีอิสลามบางคน ทำคุณไสยแบบนี้คือ เอาจิตวิญญาณชั้นต่ำจากนรกมาใส่ตัวคน
ทำให้คนๆ นั้นเป็นบ้าหรือล้มป่วยลงได้ หมออิสลามเรียนทำไม่เรียนแก้ ไม่มีวิชชาแก้
ทำแล้วทำเลย ทำให้คนตายได้ง่าย จากคนที่แข็งแรง เช่น ทหารมีจิตวิญญาณดี
ไม่มีกรรมต้องถูกฆ่า ถ้าเขาเอาจิตวิญญาณจากนรกที่เคยถูกฆ่าตาย เข้าไปในกายสังขาร
ของทหาร วิบากกรรมก็เข้าตัวทหารคนนั้นด้วย ทำให้ทหาร ถูกฆ่าตายง่ายๆ
โจรร้ายกลับลอยนวล ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ที่คนร้ายจำนวนไม่มากและเป็นวัยรุ่น
มือสมัครเล่น ที่ยอมเข้ากลุ่มโจรใต้เพียงเพราะต้องการยาเสพติดก็ดี หรือด้วยเหตุอื่นก็ดี

กลับเอาชนะทหารจำนวนมากมาย ที่ร่ำเรียนมาทางทหารโดยตรงได้ อันนี้ แปลก เพราะสถิติการตายนั้น
โจรใต้ตายน้อย ทหารตายมาก ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น อันนี้ ถ้าเป็นเพราะจิตวิญญาณเข้าตัวดังกล่าว
ก็ต้องเอาออก จิตวิญญาณพวกนี้ เข้ามาแทรกโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว และทำให้ชะตาขาดถึงฆาต หรือตายได้ง่ายๆ เลย
วิธีการคือ ถ้าจิตวิญญาณที่มีกรรมต้องถูกฆ่าตาย มาเข้าตัวแล้ว ให้ทำสมาธิถึงขั้นตายคือ
ให้จิตวิญญาณสลายในขณะทำสมาธิ จิตวิญญาณดวงนั้น จะสลายคือตายตามวิบากกรรม
ไม่ฝืนกรรม แต่เขาจะเกิดใหม่ ด้วยอานิสงค์ของภาวนานั้น เขาจะปรับภพภูมิไปสู่ภพภูมิสูงขึ้น
ส่วนทหารผู้ทำสมาธิ ก็จะพ้นวิบากกรรมที่ต้องตายได้
นอกจากนี้ การลงพื้นที่ของผู้นำคนสำคัญๆ
มีผลมาก เพราะผู้นำจะมีบุญบารมี มีบริวารในโลกทิพย์อยู่ บริวารจะเข้าแทรกในกายสังขารของทหารได้
ทำให้ส่งผลต่อวิบากกรรมของทหาร เช่น ถ้ามารแทรก ก็รอดตายได้ (กรณีมารมีฤทธิ์มาก)แต่อาจมีจิต
อาฆาตแค้นโจรใต้ได้ ถ้าทหารเหล่านั้น เปิดใจยอมรับผู้นำที่ลงไปเยี่ยม กายสังขารของเขาจะเปิดรับ
จิตวิญญาณของบริวารในโลกทิพย์ของผู้นำคนนั้นทันที และเวรกรรมของเขาก็จะเปลี่ยนแปลงไป
ตามจิตวิญญาณนั้นๆ


จิตวิญญาณที่มักมีกรรมถูกฆ่าตาย มักมีความกลัวตายเป็นเหตุ เมื่อทหารมีความกลัวตายใจของเขา
ได้ดึงเอาจิตวิญญาณที่กลัวตายเข้ามาแล้ว และจิตวิญญาณที่กลัวตายนี่แหละที่มีกรรมต้องถูกฆ่าตาย
จิตวิญญาณจะมีกรรมต้องถูกฆ่าตายมาก หลายชาติภพ บางดวงต้องถูกฆ่าตายห้าร้อยชาติก็มี
ดังนั้น จิตวิญญาณเหล่านั้น เมื่อเข้าสู่ทหารคนหนึ่ง ทำให้ทหารตายแล้ว ก็เข้าสู่ร่างกายของทหารคนใหม่ได้อีก
ทำให้ทหารตายได้อีกเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด การตัดไฟแต่ต้นลม คือ การไม่ให้ความกลัวครอบงำตนเอง
ทำให้จิตวิญญาณนั้นเข้าสู่ร่างกายไม่ได้และการไม่ก่อกรรมเป็นเครื่องเปิดช่องให้จิตวิญญาณเข้าตัว
ซึ่งการไม่ก่อกรรมนั้น คือ กรรมจากการฆ่าสัตว์ เป็นสำคัญ อนึ่ง
สมาธิที่เหมาะสมกับการตายก่อนตาย คือ ช่วยให้จิตวิญญาณตายแล้วเกิดใหม่
ในภพภูมิที่สูงขึ้น และทหารเองไม่ต้องรับกรรมถูกฆ่าตายนั้นคือ
สมาธิแบบหลวงพ่อคง คือ การใช้ลมหายใจประสานลมปราณทั่วร่างทั้งหมด
หายใจเข้าออกแรงๆ สุดแรง สุดกำลัง พลังทั้งหมดรวบรวมพร้อมๆ กัน จะทำให้รู้สึก
ทรมานเหมือนจะตายได้ แต่ไม่ถึงขั้นตายจริง เอาแค่ให้จิตวิญญาณรู้สึกถึงความตาย
และพร้อมยอมตายในกรรมฐาน ก็จะตายก่อนตาย จิตวิญญาณสลาย
แล้วเกิดใหม่ดีขึ้นไป หลุดพ้นกรรมเก่าได้ อันนี้ มีถ่ายทอดให้ไปฝึกกันได้
ไว้ใช้ตัดกรรมก่อนตาย


สำหรับการฝึกเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณนั้น มีคนทำได้มากมาย พระสงฆ์ไทย ก็ทำกันมาก เช่น
เรียกกุมารของคนอื่น หรือในกายสังขารคนอื่น เอาไปเป็นของตน (เอาไปเลี้ยง) แต่ไม่ค่อยถึงขั้นสูง
บางท่านเรียกกุมารมาทีเป็นร้อยเข้าตัวลูกศิษย์ ทำให้คุมง่าย สอนง่ายก็มี อันนี้ เริ่มเข้าขั้นสูงแล้ว
ขั้นสูงมากจริงๆ ก็เคลื่อนย้ายจิตวิญญาณได้ทุกชนิด


–จบ-

http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=3458.0











http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=chakkraret&month=09-2008&date=10&group=8&gblog=12

หลักฐานในคัมภีร์และหลักฐานจากผู้ปฏิบัติที่ชี้ว่า “พระพุทธเจ้ายังมีตัวตนอยู่”

...

หลวงพ่อคง ยืนยันว่า

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมโลกเขษฐ์ ได้ทรงประทานพุทธานุญาต
ให้หลวงพ่อคงโปรด แสดงธรรมะเปิดโลก แก่พสกนิกรพุทธบริษัทได้”

และหลวงพ่อคงยืนยันอีกด้วยว่า พระพุทธเจ้ายังทรงอยู่ จากข้อความที่ว่า

“ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต”
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 31, 2010 9:30 am

http://www.oknation.net/blog/outofreason

http://www.oknation.net/blog/outofreason/2009/08/12/entry-4

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม 2552

โลกไม่ใช่ที่อาศัยถาวรของเรา พระเจ้าทรงรอเราอยู่ในที่ที่ดีกว่าโลกนี้

Posted by
physigmund_foid

เราเคยหลงเพลินกับโลกที่เต็มไปด้วยวัตถุปรนเปรอต่างๆ นี้ จนเมื่อถึงวันหนึ่งเราเริ่มตื่นขึ้นมาพบว่า
โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว บางคนว่าโลกป่วย บางคนว่าโลกร้อน อันที่จริงนั้น
โลกเป็นอย่างนี้เอง ธรรมชาติหรือพระเจ้าไม่ได้สร้างโลกนี้ให้เราอยู่อาศัยอย่างถาวร ธรรมชาติหรือพระเจ้า
ได้สร้างโลกที่ดีกว่าไว้รอเราอยู่ตั้งแต่ต้นแล้ว เพียงแต่เราได้กระทำบาปกรรมจนต้องลงมารับบาปกรรมต่างๆ
บนโลกปัจจุบันนี้เท่านั้น ดังนั้น โลกไม่ได้ดีหรือเลว แต่มันไม่เหมาะที่เราจะยึดอยู่ตลอดไปเท่านั้นเอง


ฉันกล่าวอย่างนี้กับเธอไม่ใช่เพื่อให้เธอตกใจ หรืออยากหนีไปจากโลก หาโลกจากดาวดวงใหม่
หรือรีบปลิดชีพไปหาพระเจ้าก็หาไม่ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าต้องการ มนุษย์ที่อ่อนแออย่างนั้น
จะหาทางกลับคืนสู่ที่ๆ พระเจ้าทรงสร้างไว้ให้แต่เริ่มแรกนั้นได้อย่างไร เหมือนนกที่อ่อนแอย่อม
ไม่อาจบินขึ้นที่สูงได้ฉันใด คนที่อ่อนแอและไม่ผ่านการทดสอบจากพระเจ้าก็จะไม่ได้รับความรอด
จากพระองค์ฉันนั้น พระเจ้าทรงเตรียมความรอดไว้แก่คนทุกคนแล้ว แต่ทุกคนต้องผ่านการทดสอบให้ได้ก่อน
จึงจะได้รับความรอดนั้น และได้กลับคืนสู่ที่ที่ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นที่ที่เราทั้งหลายได้เคยอยู่อย่าง
มีความสุขสงบมาก่อนนั่นเอง


หลายคนยังคงหลงยึดถือโลกนี้เป็นที่มั่นถาวร ทั้งๆ ที่ภัยอันตรายต่างๆ ได้รุมล้อมพวกเขา
เข้ามาทุกวัน พวกเขาก็เหมือนกับ อดัมและอีวา ที่ถูกลงโทษให้ออกจากสวนเอเดน และต้องมาอยู่
ในที่ๆ ลำบาก ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเอาตัวรอด ทว่าพวกเขายังหลงอยู่ว่า
โลกที่เขาอยู่นี้นั้นเป็นโลกที่ดีสำหรับเขา พวกเขาหลงลืมไปว่าโลกที่พระเจ้าสร้างให้พวกเราแต่แรกนั้น
ดีกว่านี้มากนัก เป็นโลกที่สงบสุขและไม่เต็มไปด้วยบาปกรรมอย่างนี้ พระเจ้าไม่ได้มอบหมายให้เรา
มาสร้างโลกที่เต็มไปด้วยบาปกรรมนี้ให้กลายเป็น โลกในแบบของพระเจ้า แต่ทรงรอพวกเรากลับคืน
สู่โลกที่พระองค์สร้างไว้แล้ว สำเร็จแล้ว ดีงามพร้อมอยู่แล้วต่างหาก เพียงแต่พวกเราผ่านการทดสอบ
และมีความเข้มแข็งพอที่จะกลับคืนสู่โลกที่พระเจ้าสร้างไว้ให้เท่านั้น โลกนี้ก็เป็นเพียงสถานที่ทดสอบเท่านั้นเอง
ไม่ใช่ที่ยึดมั่นอาศัยถาวรของเราเลย ยิ่งเรากระทำสิ่งใดกับโลกใบนี้มาก ก็จะยิ่งเร่งให้โลกป่วยมากขึ้น
ร้อนมากขึ้นและย้อนกลับมาทำร้ายพวกเราเองมากขึ้น


หลายคนเริ่มอยากไปสู่โลกใหม่แต่อ่อนแอเกินไปที่จะรับการทดสอบจากพระเจ้าพวกเขา
ร้องหาโลกใหม่ที่ดีกว่าโลกนี้ บ้างอยากหนีจากโลกไป ตายจากโลกไปก็มี นี่คือ ความอ่อนแอ
ไม่ใช่มนุษย์ที่เข้มแข็งและพร้อมกลับคืนสู่โลกที่พระเจ้าสร้างไว้ให้ที่ดี กว่าโลกนี้เลย หลายคนที่อ่อนแอ
เริ่มกลับไปยึดมั่นถือมั่นโลกแห่งบาปกรรมนี้ไว้อย่างเดิม ในขณะที่หน้าที่ของเราที่มายังโลกใบนี้คือ
การอดทนต่อบาปกรรมต่างๆ พัฒนาจิตวิญญาณของเราให้เข้มแข็งพร้อมที่จะกลับคืนสู่โลกที่พระเจ้า
เตรียมไว้ให้ พร้อมทั้งฉุดช่วยเพื่อนสัตว์ด้วยกัน นี่คือ
“ความรอด” ที่ พระองค์ทรงรอพวกเราและ
ทรงยื่นพระหัตถ์มาสู่เราทั้งหลาย เพียงเราปลดปล่อยมือที่ยึดมั่นถือมั่นในโลกใบนี้ลง
เราก็จะมีมือเหลือพอที่จะเปิดรับและสัมผัสกับพระหัตถ์ของพระเจ้า และได้รับการฉุดออกจากโลก
แห่งบาปกรรมนี้ ไปสู่โลกที่ดีกว่าของพระเจ้านั้น นี่คือ การได้รับ “ความรอด” จากโลกแห่งบาปกรรมนี้
จากพระเจ้า


ขอจงเชื่อเถิดว่าพระเจ้าได้สร้างโลกที่ดีกว่าไว้รอเราแล้ว เราไม่จำเป็นต้องกระทำสิ่งใดๆ
มากมายต่อโลกใบนี้ให้เหมือนโลกที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ให้เราอีก เพราะยิ่งเป็นการทำร้ายโลกใบนี้
โลกใบนี้เป็นโลกแห่งบาปกรรมที่พระเจ้าทรงส่งเราลงมาเพื่อชำระบาป เมื่อชำระบาปกรรมและ
ผ่านการทดสอบจากพระเจ้าแล้ว เราจะได้รับความรอดพ้นจากโลกแห่งบาปกรรมนี้ไปสู่โลกที่ดีกว่า
ที่พระเจ้าได้สร้างขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่มีหน้าที่ใดๆ ที่จะกระทำต่อโลกแห่งบาปกรรมใบนี้เลย
เรามีหน้าที่เพียงชำระบาปด้วยความเข้มแข็ง จนผ่านการทดสอบก็จะได้รับ
“ความรอด”
พ้นจากบาปกรรมของโลกนี้ไปตามลำดับ และสิ่งนี้สามารถพิสูจน์เห็นผลได้จริง
ตั้งแต่ยามที่เรายังมีชีวิตชีวิตที่รอดจากบาปนั้นมีอยู่จริง



http://www.oknation.net/blog/outofreason/2009/08/12/entry-3

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม 2552

พระเยซูไม่ได้บอกให้เปลี่ยนศาสนา แต่ทรงบอกให้เปลี่ยนแปลงจิตใจของตน


Posted by
physigmund_foid

ทุกวันนี้ มีชาวคริสต์จำนวนมากออกเดินไปหาคนเพียงเพื่อบอกให้เขาเปลี่ยนศาสนา
บอกให้พวกเขารู้จักพระเจ้าและหันมานับถือพระเยซูคริสต์ จริงๆ แล้วในสมัยที่พระเยซูทรงมี
พระชนม์ชีพอยู่พระองค์ไม่ได้สร้างศาสนา พระองค์ไม่ได้สร้างอะไรเลย และทรงไม่สนับสนุน
ให้สร้างอะไรเลยด้วยซ้ำ แม้แต่รูปปั้น รูปเคารพของพระองค์ท่านก็ไม่ให้ทรงหลงงมงาย
จัดสร้างบูชาเลย ดังนี้ จึงกล่าวได้ว่าพระเยซูมิได้ทรงสร้างศาสนา พระเจ้าต่างหาก
ที่ทรงสร้างทุกอย่างแล้วรวมทั้งพระคริสต์ศาสนาด้วย
ทว่า สิ่งใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าสร้างขึ้น
บนโลกแห่งบาปกรรมนี้ จะถูกบาปกรรมทำลายความดีงามของมันลงเสียส่วนหนึ่ง มารซาตานทั้งหลาย
มีความสามารถที่จะทำลายได้โดยไม่ต้องกระทำเองนี่เป็นผลจากบาปของมวลมนุษย์ที่ก่อขึ้นทำให้พวกเขา
ไม่สามารถจะได้รับสิ่งดีงามต่างๆ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นได้จากโลกแห่งบาปกรรมใบนี้ หากพระคริสต์ศาสนาถูกสร้างขึ้น
บนสวรรค์ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้แก่เราตั้งแต่ แรก ศาสนานั้นก็จะบริสุทธิ์ ไม่ถูกมารซาตานรอบงำได้แน่นอน
ดังนั้น เราจึงต้องเข้าใจให้ตรงกันอย่างนี้ พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นผู้ประกาศและทรงให้พระสาวกผู้อื่นๆ
ช่วยกันสร้างคริสต์ศาสนา และแน่นอนว่ามารซาตานย่อมไม่ยอมให้ศาสนาบริสุทธิ์แน่นอน นี่เป็นต้นเหตุ
ให้มีบางอย่างที่แทรกเข้ามาในศาสนานั้น


นักปราชญ์ชาวสังคมนิยมมักคัดค้านศาสนา กลายเป็นต้นเหตุให้ประเทศคอมมิวนิสต์
ไม่มีศาสนา เพราะพวกเขามองว่าศาสนาคือยาเสพติด ทำให้คนหลงเหมือนติดยาเสพติด
และถูกนำไปเป็นเครื่องมือของชนชั้นสูงในการครอบงำชนชั้นล่างให้ยอมสยบอยู่ภายใต้
การปกครองที่เหลื่อมล้ำของพวกเขา

ซึ่งก็มีส่วนถูกต้อง ในบางสมัย คริสตจักรมีอำนาจทางการเมืองมาก ถึงขนาดที่ชนชั้นกษัตริย์
ยังต้องยอมทำตามผู้นำศาสนาคริสต์ เพราะผู้นำศาสนาสามารถบงการผู้คนได้มากมาย
จนกลายเป็นสงครามในที่สุด

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเยซูต้องการเลย พระเยซูไม่ได้สร้างอะไรเลย แม้แต่ศาสนาคริสต์ก็ไม่ได้ทรงสร้าง
ทรงทำหน้าที่ประกาศเรื่องราวการได้รับความรอดพ้นจากบาปกรรมผ่านพระเจ้าต่างหาก
เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ไป คนมากมายเข้ามาร่วมมือกันสร้างสิ่งที่เรียกว่าศาสนาคริสต์
พวกเขาบางส่วนทำตามคำสั่งพระเจ้า บางส่วนถูกมารซาตานครอบงำให้กระทำ ดังนี้ ความบริสุทธิ์ของศาสนา
จึงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ การครอบงำและแทรกแซงของมารซาตาน ผ่านผู้อ่อนแอที่อยู่ในวงการศาสนาย่อมมี
ปรากฏอยู่เสมอ แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทอดทิ้ง แม้มารซาตานจะมีความสามารถในการครอบงำผู้คนได้
โดยไม่ต้องออกมาจากนรกเลยก็ตาม


พระเจ้าทรงเป็นได้ทุกอย่างและผ่านมาสู่มนุษย์ได้ทุกทาง
เพราะทรงมีอานุภาพที่ไม่อาจคาดคิดได้ ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงถูกจำกัดให้อยู่
แต่ในคริสต์ศาสนา ท่านทรงอยู่ในทุกๆ สรรพสิ่ง ในทุกศาสนา

แม้ศาสนานั้นๆ จะไม่กล่าวคำว่าพระเจ้าเลย ศาสนานั้นก็ไม่อาจห้ามอำนาจของพระเจ้าในการที่
พระองค์จะทรงยื่นพระหัตถ์ไป ช่วยผู้คนในศาสนานั้นๆ ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะนับถืออะไร กล่าวพระนาม
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือว่าอะไรก็ตาม พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่เสมอ ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ที่ชาวคริสต์จะต้องไปร้องขอให้เพื่อนๆ ในศาสนาอื่นๆ เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เพราะพวกเขา
ก็ได้รับการดูแลจากพระเจ้าผ่านศาสนาของพวกเขาอยู่แล้วด้วยเหตุ ดังที่ได้กล่าวมานี้ พระเจ้าทรงสร้าง
และประทานศาสนาที่เหมาะสมแก่เขาแล้ว จึงไม่ใช่หน้าที่ของชาวคริสต์ที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือ
ทำลายการนับถือศาสนาอื่นๆ เลย สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำอย่างมากคือ
ทรงบอกให้ผู้คนทั้งหลายล้างบาปเสียและวิธีที่ง่ายที่สุด คือ
การขอความรอดพ้นจากบาปกรรมจากพระเจ้า

ซึ่งก็คือการล้างมือจากการก่อบาปกรรม หรือเลิกก่อบาปกรรมนั้นเอง เมื่อเลิกก่อบาปกรรมแล้ว
จะได้รับความรอดพ้นจากทุกข์ที่ได้รับจากบาปกรรมนั้น ซึ่งก่อนที่จะได้รับความรอดนี้ จะมีช่วงเวลา
ที่พวกเขาต้องผ่านการทดสอบจากพระเจ้าก่อน พวกเขาจะต้องอดทนรอด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง
ไม่ว่าพระเจ้าจะอยู่ในรูปใด แบบใด พระนามใดก็ตาม เช่น ในพุทธศาสนามหายาน
ก็มีพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ที่รอฉุดช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากเวรกรรมต่างๆ เหมือนกัน

นี่แสดงว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์ในศาสนาอื่นเลย

Posted by
physigmund_foid
สรุปว่าเป็นชาวคริสต์ นี่เอง
วิธีการกลืนศาสนาซับซ้อนดี



บิ๊กจิ๋ว ทำบุญ


วันที่ 30 มกราคม 2553 23:33

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างศาลาหอประชุมศูนย์กลาง
คณะสงฆ์ธรรมยุตมุกดาหาร ณ วัดป่าศิลาวิเวก อ.เมืองมุกดาหาร งบ 12ล้านบาท


http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=nutty&id=161

ศาสนาพุทธฝ่ายมหานิกายกับฝ่ายธรรมยุต ต่างกันอย่างไร

ศาสนาพุทธในประเทศไทยอยู่ในนิกายเถรวาท ซึ่งยังสามารถแบ่งเป็น 2 สาย คือ
สายมหานิกาย กับสายธรรมยุต
ผมอยากทราบว่าทั้ง 2 สายมีแนวคิดและแนวปฏิบัติต่างกันอย่างไร ,
จะทราบว่าวัดหรือพระสงฆ์รูปใดเป็นสานมหานิกายหรือสานธรรมยุต

ศาสนาพุทธในบ้านเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นนิกายเถรวาทสืบสายจากลังกาวงศ์ครับ

เดิมทีนั้นไม่ได้แบ่งแยกออกมาเป็น 2 สาย อดีตกาลนั้นพุทธศาสนาในไทยนั้นยึดถือตามแบบเถรวาท
สายลังกาวงศ์เพียงอย่างเดียว แต่ได้มาแยกออกเป็น 2 สาย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ครับ
ตามที่กระผมซึ่งได้บวชเรียนและศึกษามาบ้างก็พอจะให้คำตอบได้บ้างพอสมควรครับ
คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกผนวชนั้น พระองค์ทรงเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา
เป็นอันมากครับและได้ทรงตั้งพระทัยที่จะครองสมณเพศให้ถึงแก่นพระพุทธศาสนา ทรงถือปฏิบัติตาม
พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด อันเป็นแบบอย่างของสมณเพศอันประเสริฐ จึงทำให้บังเกิดความเลื่อมใส
และเป็นแบบอย่างปฏิบัติของพระภิกษุที่ดีครับ ในสมัยนั้นเอง พระภิกษุบางจำพวกได้หย่อนยานต่อ
การปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ จึงเป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยก
ออกเป็น 2 ฝ่ายครับ ซึ่งฝ่ายที่เคร่งครัดปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ซึ่งชอบปฏิบัติบำเพ็ญเพียรเพื่อธรรม
อันประเสริฐก็ยืดตามหลักธรรมเดิมคือต้องอยู่ตามป่าเขาหรือที่เรียกกันว่าพระป่า
ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยครับ แต่ก็ยังมีพระส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่ในเขตบ้านเรือนเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ
และสั่งสอนพุทธศาสนิกชนหรือที่เรียกกันว่า พระบ้านครับ ถ้าเทียบอัตราส่วนนะครับ
พระสายมหานิกายในบ้านเรานั้นมีมากถึง 70 % ส่วนพระสายธรรมยุตนั้นมีเพียง 30 % ครับ

ส่วนแนวทางปฏิบัตินั้นก็ไม่ต่างกันมากครับ ถือซะว่าคล้ายๆกันครับ

สำหรับการจะดูว่าวัดใดเป็นวัดมหานิกายหรือธรรมยุตนั้น บางวัดก็จะมีบอกครับ เช่น วัดเขื่อนขันธ์
(มหานิกาย) หรือ วัดเจดีย์ยอดทอง (ธรรมยุต) หรือบางวัดใช้อักษรย่อ เช่น ธ คือ ธรรมยุต ม คือ มหานิกาย
ครับ แต่ถ้าไม่ได้มีป้ายเขียนบอกก็คงต้องดูจากการปฏิบัติของพระในวัดครับ หรือไม่ก็ดูจากสีของจีวร
ซึ่งสีของจีวรนั้นพระสายธรรมยุตกว่า 99% มักใช้สีกรัก(ออกสีน้ำตาลเข้ม) และพระสายมหานิกายกว่า 90%
ใช้สีเหลืองทองหรือสีออกส้ม และยังมีพระสายมหานิกายบางวัดใช้สีกรักอ่อน(น้ำตาลอ่อน) ก็มีครับ

สำหรับการดูว่าพระรูปใดเป็นสายใดนั้นอาจจะดูคร่าวๆ จากการครองจีวรครับ ภายในวัดหรือ
สำหรับปฏิบัติศาสนกิจนั้น พระสายมหานิกายมักจะครองจีวรแบบห่มดอง พาดสังฆาฏิที่ไหล่ซ้าย
มีผ้ารัดอกมัดไว้ ส่วนพระสายธรรมยุติจะครองจีวรแบบเฉวียงบ่าแล้วพาดสังฆาฏิที่ไหล่ซ้ายเหมือนกัน
แต่มัไม่มัดผ้ารัดอก สำหรับภายนอกวัดนั้น ส่วนใหญ่พระฝ่ายมหานิกายซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
ให้ครองจีวรแบบห่มมังกร ส่วนพระสายธรรมยุตนั้นครองจีวรแบบลูกบวบ ครับ ไม่ทราบว่า
จะเข้าใจมั้ยสำหรับการครองจีวร เอาไว้ผมจะหารูปมาให้ดูในภายหลังแล้วกัน จะได้ไม่งง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสายธรรมยุตหรือมหานิกาย ต่างก็ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่บัญญัติไว้เหมือนกัน
การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่ปฏิบัติดีไม่ปฏิบัติชอบนั้นขึ้นอยู่กับตัวสมมติสงฆ์หรือพระสงฆ์ในปัจจุบันครับ

" ดอกไม้ที่ปักแจกันบูชาพระยังมีหลายหลากสีหลายหลากชนิด ผู้คนนั้นมีมากมายจำพวกมากกว่า
ดอกไม้ซะอีก เช่นกันพระสงฆ์ นั้นก็มาจากคนจึงไม่แปลกอะไรที่จะต้องเจอพระที่ดีและไม่ดี
ใช่ว่าในสมัยพุทธกาลจะมีแต่พระที่ดีเพียงอย่างเดียว ถ้าเราได้ศึกษาในพุทธประวัติแล้วจะทราบว่า
ในสัมยพระพุทธเจ้ายังทรง ดำรงอยู่นั้นก็มีพระบางจำพวกที่ปฏิบัติไม่ดีก็มี ดังนั้น ขอให้พุทธศาสนิกชน
จงอย่าเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุเพราะการปฏิบัติของพระสงฆ์เลย จงศรัทธาต่อองค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงศรัทธาต่อพระธรรมที่จะนำเราสู่ ความหลุดพ้น และจงศรัทธาต่อพระสงฆ์
ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเถิด"
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Feb 01, 2010 10:58 pm

Thai national Anthem



大悲咒(簡體)



Relax Music



阿弥陀佛在心间 buddha song



Relaxing - Chinese Buddhist music



เสียเงินเช่าพระเป็นล้าน ใช่ว่าจะคุ้มครองทุกคน
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 02, 2010 10:24 pm

http://www.bp.or.th/webboard/index.php/topic,13594.html

ประวัติ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (จนฺทสโร หมายถึง ผู้นำแสงสว่างมาสู่โลก
ประดุจพระจันทร์ส่องสว่างยามราตรี) เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระมงคลเทพมุนี ศรีรัตนปฏิบัติ
สมาธิวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เดิมชื่อ สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2427 ตรงกับ
วันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๒๔๖ ในรัชสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง
อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย
มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 5 คน ท่านนับเป็นองค์ปฐมบรมครูแห่งวิชชาธรรมกายในยุคปัจจุบัน



ชีวิตในช่วงต้น
เริ่มเรียนหนังสือกับพระภิกษุผู้เป็นน้าชาย ณ วัดสองพี่น้อง แล้วมาอยู่ ณ วัดบางปลา
อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในความปกครองของพระอาจารย์ทรัพย์ ปรากฏว่า
เป็นผู้สามารถเรียน-อ่านภาษาขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้กลับไปช่วย
บิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย ด้วยความวิริยะอุตสาหะเพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง

เมื่อท่านอายุได้ 14 ปีโยมบิดาได้ถึงแก่กรรมลงท่านจึงรับภาระดูแลการค้าแทน
ท่านฉลาดในการปกครอง ลูกเรือต่างก็รักนับถือท่านและเนื่องจากท่านเป็นคนขยันขันแข็ง
ในการทำงาน อาชีพการค้าจึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง
วันหนึ่งเมื่อท่านนำเรือเปล่ากลับบ้านพร้อมเงินรายได้จากการขายข้าวผ่านลัดคลองเล็ก
ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า คลองบางอีแท่น มีโจรผู้ร้ายชุกชุมท่านนึกถึงความตายขึ้นมา
และได้อธิษฐานจิตในขณะนั้นว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน
เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปจนตลอดชีวิต การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก
บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี
ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา
บุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ ก็คงทำอยู่อย่างนี้
ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน
เราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า ท่านบอกว่า
เริ่มอธิษฐานมาตั้งแต่อายุ 19 ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าต่อไปว่า
เมื่อตกลงใจบวชไม่สึกแล้ว จิตคิดเป็นห่วงมารดาเกิดขึ้น จึงขะมักเขม้นทำงานสะสมทรัพย์
เพื่อให้มารดาเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิต

อุปสมบท
เดือนกรกฎาคม 2449 ขณะมีอายุย่างเข้า 22 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง
อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีฉายาว่า สด จนฺทสโร พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร
อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต)
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
คู่สวดทั้งสองรูปอยู่วัดเดียวกัน คือวัดสองพี่น้อง ในการเรียนด้านคันถธุระในพรรรษาแรก
ท่านสงสัยอยากรู้คำแปลคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา ซึ่งไม่มีใครทราบ ท่านจึงเกิดความดำริ
ที่จะไปเรียนคันถุระต่อที่กรุงเทพ เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนากับ
องค์อนุสาวนาจารย์ นับแต่วันบวช เมื่อบวชแล้วพอรุ่งขึ้นอีกวัน หลวงพ่อก็เริ่มลงมือปฏิบัติ
พระกรรมฐานต่อกับ พระอาจารย์เนียม วัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
ได้จำพรรษาอยู่วัดสองพี่น้อง 1 พรรษา เมื่อออกพรรษาที่วัดสองพี่น้องแล้ว
ท่านจึงเดินทางมาจำพรรษา ณIวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อศึกษาด้านคันถธุระต่อ
ในสมัยนั้นนิยมใช้หนังสือขอมที่จารลงในใบลาน ขณะที่ท่านเรียนทางด้านคันถธุระอยู่นั้น
ก็ได้ปฏิบัติวิปัสสนาธุระควบคู่ไปด้วย โดยการศึกษากับพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสำนักต่างๆ
ท่านได้ไปศึกษากับ ท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)
ท่านพระครูฌาณวิรัติ วัดพระเชตุพน และสำนักของพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ
จนได้ผลการปฏิบัติเป็นที่พอใจของพระอาจารย์ เมื่อได้ศึกษาภาวนาวีธีจนมีความรู้ความเข้าใจ
ทั้งจากพระอาจารย์ทั้งจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ มีวิสุทธิมรรค เป็นต้น
ได้แสวงหาที่หลีกเร้น มีความวิเวก เป็นสัปปายะต่อการปฏิบัติธรรมดังนั้นในพรรษาที่ 11
จึงได้กราบลา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เข้ม ) อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ
เพื่อไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนบุรี

เข้าถึงธรรมกาย
ในพรรษาที่ 11 ท่านได้ไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย
จ.นนทบุรี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ท่านได้มีความคิดที่จะกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์
ตั้งแต่เช้าตรู่ “เราบวชมาจวนจะครบ 12 พรรษาแล้ว วิชชาของพระพุทธเจ้าเรายังไม่ได้บรรลุเลย
ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดเลยสักวันทั้งคันถธุระและวิปัสนาธุระอย่าเลย
ควรจะรีบกระทำความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเสียที”

เมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้วท่านก็รีบจัดการภารกิจต่างๆให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ ไม่มีเรื่องกังวลใจ
เสร็จแล้วก็ได้เข้าเจริญภาวนาในอุโบสถ โดยตั้งใจว่าหากไม่ได้ยินเสียงกลองเพลจะไม่ยอมลุกจากที่
เมื่อตั้งใจแล้วก็หลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” เรื่อยไปจนกระทั่งความปวดเมื่อยและ
อาการกระสับกระส่ายเริ่มติดตามมา จิตก็ซัดส่ายกระวนกระวายจนเกือบจะหมดความอดทน
แต่ได้ตั้งสัจจะไว้แล้วจึงทนนั่งต่อไป เมื่อไม่สนใจความปวดเมื่อยของสังขาร ในที่สุดใจก็ค่อยๆ
สงบลงทีละน้อยแล้วรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่
ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายใจชุ่มชื่นเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก


เย็นวันนั้นหลังจากได้ฟังพระปาฏิโมกข์กับเพื่อนสหธรรมิกแล้ว ท่านได้รีบทำภารกิจส่วนตัว
สรงน้ำให้ร่างกายสดชื่นดีแล้ว จึงเข้าไปในอุโบสถแต่เพียงรูปเดียว เมื่อกราบพระประธานแล้ว
ก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า
“ขอให้พระองค์ทรงพระเมตตาโปรดประทานธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า
แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดก็ยินดี ถ้าหากการบรรลุธรรมของข้าพระองค์ฯจักเกิดโทษ
แก่พระศาสนาก็ขออย่าได้ทรงประทานเลย แต่ถ้าจะเป็นคุณแก่พระศาสนาแล้ว
ขอได้โปรดประทานแก่ข้าพระองค์ฯด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับเป็น
ทนายพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต”

เมื่อได้ตั้งสัตยาธิษฐานแล้วท่านก็เริ่มนั่งหลับตา ขณะนั้นมีมดอยู่ในช่องแผ่นหินที่ท่านนั่ง
กำลังไต่ขึ้นมารบกวนท่าน จึงหยิบขวดน้ำมันก๊าดขึ้นมา เพื่อจะทากันมด แต่แล้วก็คิดได้ว่า
ชีวิตของเรา เราได้สละแล้วเพื่อการบำเพ็ญเพียรแต่เหตุไฉนจึงยังกลัวมดอยู่อีก
จึงวางขวดน้ำมันก๊าดลง เจริญกัมมัฏฐานต่อไป จนถึงยามดึกจึงได้เริ่มเห็นดวงปฐมมรรค
หรือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เมื่อได้รู้เห็นธรรมะแล้วท่านจึงได้เข้าใจว่า
“พระธรรมนี้เป็นของลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่มนุษย์จะเข้าถึง การจะเข้าให้ถึงได้ต้องรู้ตรึก
รู้นึก รู้คิด ต้องหยุดเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด
ถ้าไม่ดับก็ไม่เกิดนี่เป็นของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ถ้าไม่ถูกส่วนนี้เป็นไม่เห็นเด็ดขาด”


เมื่อมองเรื่อยไปก็เห็นดวงใหม่ผุดซ้อนขึ้นมาแทนที่ดวงเก่า แต่ใสสว่างมากยิ่งขึ้น
จนในที่สุดก็เห็นกายต่างๆ ตามลำดับจนกระทั่งถึง ธรรมกาย



ได้เริ่มเห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า ( ธรรมกายโคตรภู ) ในระหว่างมัชฌิมยามกับปัจฉิมยาม
ติดต่อกัน ท่านได้รำพึงว่า ธรรมเป็นของลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ใครจะไปคาดคะเนเอาได้
พ้นวิสัย ของความตรึก นำ คิด ถ้ายังตรึก นึก คิด อยู่ก็ไม่ถึง ที่จะเข้าให้ถึงต้องทำให้รู้ตรึก
รู้นึก รู้คิด นั้นหยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วก็ไม่เกิด
ตรองดูเถิดท่านทั้งหลายนี่เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด
รำพึงอย่างนี้สักครู่ใหญ่ เกรงว่า ความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสียจึงเข้าที่ ดำรงสมาธิมั่น
ต่อไปตลอดปัจฉิมยาม ในขณะดำรงสมาธิมั่น อยู่อย่างนั้น เห็นวัดบางปลา ปรากฏขึ้นในนิมิต
จึงเกิดญาณทัสสนะขึ้นอยู่ว่า ธรรมที่รู้ว่าได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้ จะต้องมีผู้รู้เห็น ได้อย่าง แน่นอน
ออกพรรษาแล้วได้ไปสอนที่วัดบางปลา 4 เดือน มีพระทำเป็น ได้พระธรรมกาย 3 รูป คือ
พระสังวาลย์ พระแบน และพระอ่วม กับคฤหัสถ์ 4 คน นับแต่นั้นมาหลวงพ่อ
ก็เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ที่คนเคารพ รู้จักและยกย่องบูชากันทั่วไป คำว่า

ธรรมกาย นี้ มีพระบาลี รับรองว่า
ตถาคตสส วาเสฏฐ เอตํ ธมมกาโยติ วจนํ ดูกรวาเสฏฐะ
ธรรมกายนี้เป็นชื่อของพระตถาคต และมีพระบาลีปรากฏใน อัคคัญญสูตร ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย
พระสุตตันตปิฎกรับรองว่า
ตถาคตสส เหตํ วาเสฏฐา อธิวจนํ ธมมกาโย อิติปิ ดูกรวาเสฏฐะ และภารทวาชะ
เพราะคำว่าธรรมกายนี้เป็นชื่อของ ตถาคต


ได้รับสมณศักดิ์
1.ในปี พ.ศ. 2464 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน
2.ในปี พ.ศ. 2492 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่
พระภาวนาโกศลเถร ถือพัดยอดพื้นขาวอันเป็นตำแหน่งวิปัสสนาธุระ
3.ในปี พ.ศ. 2494 ได้รับพระราชทานพัดยศเทียบเปรียญ
4.ในปี พ.ศ. 2498 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระมงคลราชมุนี
5.ในปี พ.ศ. 2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระมงคลเทพมุนี

คติธรรม
เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม
อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตมันเป็นห่วงเป็นใย
เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป
เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า "นิพพาน" ก็ได้


ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก ไม่หยุดไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ
ผลไม้ดกนกชุม น้ำเย็นปลาชอบอาศัย ละสังขาร เมื่อ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๐๒
เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ ตึกมงคลจันทสร วัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อท่านมีอายุย่าง ๗๕ โดยปี
รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา

ของแท้ ไม่ใช่เวอร์ชั่น คริสต์
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 9:07 pm

ถ้าเวอร์ชั่น คริสต์ หรือ วาติกัน ต้องแบบนี้

http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t226.htm
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการ ดำเนินงานชุมนุม
สหกรณ์เครดิตยูเนียน ประเทศไทย จำกัด ในฐานะไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย







วิมานลอย



เทพีเบญจกัลยาณีวิสาขา





http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

หลวงพ่อสด ถูกนำไปอ้างเพื่อบิดเบือน
หลักในการเข้าถึงธรรมกายที่แท้จริง
ถูกนำไปเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธพาณิชย์
และ ทำลายภาพพจน์ของพระสงฆ์ไทยไปในตัว
เมื่อวัดธรรมกายถูกโจมตีจากอีกฝั่ง
ซึ่งก็เป็นกลุ่มทุนเดียวกัน แต่แยกกันเดิน ร่วมกันตี
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:14 pm

สังเกตง่ายๆ ว่าทั้งเหลือง และ แดง เป็นพวกเดียวกันคือ
ทั้งสองฝั่งล้วนอ้างคำสอน พุทธทาส เป็นสรณะ เสมอ


http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=21864&st=125

dol

Posted 20 January 2009 - 08:19 PM

ถือว่าเป็นสิ่งที่ประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ให้ต่างชาติเห็นใจประชาชนของประเทศไทยได้นะผมว่า
ถ้าเราจะมองกันในแง่ดีนะต่างชาติจะพากันสวดมนต์ให้คนไทยทุกคน พ้นบ่วงกรรมนี้ สาธุ

อิสรภาพในการใช้สติปัญญา
โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

ถ้าท่านไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพในการคิดนึก นอกไปจากที่เคยเรียนมาอย่างปรัมปรา ท่านก็ไม่อาจเข้าใจความจริงแท้ใดๆ ได้ ถึงที่สุด
พุทธบริษัท หากยอมตกเป็นทาสทางสติปัญญาเสียแล้ว ย่อมถูกตีกรอบจำกัดประเด็น จนไม่กล้าแสวงหาแนวทางของตน
เป็นการยอมจำนนอย่างขัดกับหลักที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวพุทธ ได้แก่ หลักโพชฌงค์เจ็ดประการ ซึ่งประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ
ธัมมวิจัย

http://www.buddhadas...s/politic/3.php

Posted 21 January 2009 - 11:12 AM
ผมไม่ใช่ “คนไทย” ภูมิใจเป็นจีนปนอังกฤษ

Posted 21 January 2009 - 11:54 AM
ต้องดูให้ดีว่า อ.ใจ พูดในบริบทไหน
ผมพูดแทนท่านไม่ได้

แต่ผมรังเกียจ ความรู้สึกรักชาติแบบความรู้สึกตอนดูหนังนเรศวร ความรู้สึกรักชาติตอนเชียร์กีฬา
ผมชอบความรู้สึกรักคนด้วยกันอย่างแม่ต้อย ถ้าจะบอกว่าเป็นคนไทยต้องมีความรู้สึกอย่างแรก ผมรังเกียจคนไทยแบบนั้น
แล้วทำไม ผมไม่ดีตรงไหน

พระพุทธเจ้าสอนให้มีเมตตา รักอย่างแม่ต้อยคือเมตตา
รักชาติอย่างตอนดูหนังนเรศวร เชียร์กีฬา
มันเป็นแค่อารมณ์วูบวาบชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง

รักแบบแม่ต้อยไม่มีพิษภัย แต่รักชาติแบบนั้น ดูตัวเองไม่เป็นก็ดูเขมรตอนมันเผาสถานฑูตไทย ซี
ไอ้ที่ไปร้องเหยง ๆ จะเอาเขาพระวิหาร คืน นั่นแหละ หน้าตาท่าทางเหมือนเขมรบ้าคลั่งเมื่อหลายปีก่อนเลย
ภูมิใจหรือครับไทยแบบนั้น

Posted 21 January 2009 - 03:16 PM
"ผมไม่ใช่ “คนไทย” ภูมิใจเป็นจีนปนอังกฤษ"
ถ้าจะเล่นกันเรื่องเชื้อชาติ ก็ขอบอกว่า อ.ใจ คนนี้ทำความดี มีความกล้าเพื่อแสดงความจริงในสังคมไทย
มากกว่าคนไทยหลายๆ คน โดยเฉพาะไอ้คุณคนที่พูดประโยคข้างบนนั่น

พ่อของ อ.ใจ คือ อ.ป๋วย (ลูกจีน) ก็ทำงานให้ประเทศชาติ (วางหลักเศรษฐกิจ ธนาคารชาติ มธ.)
มากกว่าคนบางครอบครัวซะอีก ถ้ามองเรื่องส่วนตัว อย่างน้อยๆ เรื่องการเลี้ยงลูก
ลูก อ.ป๋วย ก็นับว่าเป็นคน (พลโลก) ที่มีคุณภาพมากกว่าบางบ้านแน่ๆ
(ถ้าจะแถ เถียง หรือเห็นต่าง - โปรดมีหลักฐานและข้อมูล - อย่ามาพ่น บลา ๆ ๆ)

นี่ขนาดไม่ใช่ไทยแท้ ยังรักเมืองไทยขนาดนี้
แล้วพวกแท้ๆ มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน และทำลายประชาธิปไตย
บิดเบือนความจริงในสังคมน่ะ เป็นคน (ไทย?) ประเภทไหนกัน?!?!?!? (ตอบได้ไหม)

Posted 27 January 2009 - 08:57 PM
พระพุทธเจ้าคนยังด่าเลย แล้วทำไม.......

http://www.boybdream.com/manager-news-content.php?newid=76653

“พิภพ” ยกคำสอนท่านพุทธทาส สอนนักการเมืองให้ใช้ธรรมคู่ไปกับการเมือง ขณะที่พรรคการเมือง
ต้องขึ้นกับศาสนา ชี้นักการเมืองวันนี้ตกเป็นทาสกิเลส


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย

วันนี้ (17 ก.ค.) เมื่อเวลา 20.45 น. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่
สะพานมัฆวานฯ กล่าวถึงการเกี่ยวข้องกันระหว่างศาสนาพุทธกับการเมือง โดยนำคำเทศนาของท่านพุทธทาสภิกขุ
ที่เคยกล่าวไว้ เรื่อง ธรรมมิกกับสังคมนิยม มากล่าวในวันอาสาฬหบูชาว่าการเมืองกับศาสนา นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน
หากเมื่อใดที่การเมืองกับศาสนาแยกจากกันจะส่งผลเสียหายไปถึงขั้นที่สามารถทำลายโลกได้เลย
เช่นเดียวกันการชุมนุมของพันธมิตรที่ขับไล่รัฐบาลมาจนขณะนี้เป็นเพราะการเมืองในปัจจุบันไม่ได้มีธรรมเข้ามาใช้
ในการบริหารบ้านเมืองจึงทำให้เกิดความวุ่นวาย

ขณะเดียวกัน คำเทศนาของท่านพุทธทาสยังกล่าวไว้ว่า ให้นักการเมืองก็เป็นสัตว์สังคมเหมือนกันเหมือนกับประชาชนทั่วไป
แต่ปัจจุบันนักการเมืองไม่ได้เป็นอย่างนั้น กลับนำพาความขัดแย้ง ทำให้เกิดการประหัดประหารกัน และ เรื่องของการเมืองนั้น
คือหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องทำให้เกิดความถูกต้อง เพื่อความผาสุข แต่เมื่อไม่ทำตามก็ส่งผลให้เกิดความไม่สงบสุขขึ้น
จนทำให้นักการเมืองกลายเป็นสัตว์ไปจริงๆ คือสนใจแต่เรื่องของ กิน กาม และเกียติ ดังนั้น การไม่นำการเมืองกับศีลธรรมมาคู่กัน
ทำให้คนกลายเป็นสัดว์ไปจริงๆ

นายพิภพ ยังยกคำกล่าวของท่านพุทธทาสต่อว่า
นักการเมืองนั้นต้องมีพรรคการเมืองแต่พรรคการเมืองนั้นต้องขึ้นกับพระเจ้า
ของทางศานาที่ตนเองนับถือ เพราะศาสนาทุกศาสนามีคำสอนที่เหมือนกัน ดังนั้นนักการเมืองจะต้องไม่ขึ้นกับเรื่องของกิเลส
แต่ปัจจุบันนักการเมืองขึ้นอยู่กับกิเลสกันและขณะเดียวกันการมาชุมนุมของพันธมิตรเป็นการชุมนุมที่ต้องการให้การเมือง
ปราศจากกิเลส และต้องมีศีลธรรมกำกับ ดังนั้นการเมืองที่แท้จริงต้องขึ้นอยู่กับหลักศาสนา

ทั้งนี้ นอกจากความไม่ถูกต้องทางการเมือง ที่ทำให้เกิดความไม่สันติสุขขึ้นนั้นการมืองที่ถูกต้องคือต้องนำการเมืองไปสู่
ระบบนิติรัฐและถ้าการเมืองมีความเกี่ยวข้องกับธรรมมากเท่าไรก็จะเกี่ยวกับพุทธบริษัทด้วย และการเมืองที่มีพุทธบริษัท
อยู่กันมากๆ จะต้องมีการจัดระเบียบ เพื่อให้เกิดความสงบสุข รวมทั้งนักการเมืองต้องมีธรรมเป็นใหญ่ด้วย

“การเมืองในปัจจุบันมีแต่อสัตบุรุษ เพราะการเมืองที่ไม่ได้มีธรรมะจึงทำให้นักการเมืองกลายเป็นสัตว์ไปจริงๆตามที่
ท่านพุทธทาสระบุไว้” นายพิภพ กล่าว

santiasoke2



http://www.skyd.org/html/hot/visakha-2.html

มหายันอุ้มสันติอโศก โต้ 'มหาเถร' พุทธมณฑลเป็นของพุทธบริษัท

ไทยโพสต์ การเมือง - ข่าว
๑๓ เมษายน ๒๕๔๘ กองบรรณาธิการ


'จำลอง' ลั่น มส.ไม่มีสิทธิห้ามสันติอโศกร่วมงานวิสาขบูชา เพราะพุทธมณฑลเป็นของพุทธบริษัท
ไม่ใช่เฉพาะของสงฆ์ ยันเดินหน้าตามบัญชานายกฯ เผย "ทักษิณ" ฝันไทยยิ่งใหญ่เหมือนเมกกะ
"ทองขาว" เตือนสำนักพุทธรู้อะไรควรไม่ควร ถ้าไม่ฟัง มส.ก็มองหน้ากันไม่ได้
เตรียมระดมชาวพุทธเคลื่อนไหวใหญ่ รอมติมหาเถรสมาคม ๒๐ เม.ย.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
ประธานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อพลังแผ่นดิน
หรือศูนย์คุณธรรม ชี้แจงเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ถึงการจัดงานวันวิสาขบูชา
ระหว่างวันที่ ๒๒-๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ว่าเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ตนได้ชวน น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์
ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บุตรชายนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ไปกราบนมัสการรักษาการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกราบทูลถึงการเตรียมงานวันวิสาขบูชา
ซึ่งเป็นไปตามดำริของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ที่ต้องการให้ศูนย์คุณธรรมเป็นผู้ดำเนินการจัดงานครั้งนี้
เพื่อให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ ตามแนวทางของท่านพุทธทาส

ให้ถึงขนาดว่ามีชาวพุทธที่เป็นคนต่างชาติเข้ามาร่วมด้วย โดยให้ผู้อำนวยการ พศ.เป็นแม่งาน
และนิมนต์พระผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ร่วมกับฆราวาส ขณะที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา

http://www.asoke.info/

http://www.bunniyom.com/newbiography.samanabhodhirak.html

http://www.buddhadasa.org/html/life-work/bio/tell_TOC.html


ท่านพุทธทาส ภิกขุ


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Feb 06, 2010 12:33 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:15 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.sangthip.com/ovat_prabida.htm

องค์สมเด็จพระบรมธรรมบิดาวิสุทธิพุทธโอวาท

พลังแสงทิพย์อริยธรรมเป็นวิถีธรรมทางลัดตัดตรงเข้าอริยมรรคอริยผล
ได้รวดเร็วง่ายดาย ลูกรักทั้งหลายอย่าได้ระแวงสงสัยในความรักเมตตาอย่างแท้จริงของพ่อ
พ่อได้สร้าง นรกโลก มนุษย์ เทวพรหมโลก สามโลกนี้รวมกันเข้าเป็น สรรพโลกียธรรม
หรือ สุญตาธรรม เป็นความว่างเปล่า (เป็นเลขศูนย์ 0)

ส่วน มหาอมตะอริยธรรม เป็นเลขหนึ่ง 1 คือ จิตทิพย์นิพพานของลูกที่ไม่ยึดติดทั้งสามโลก
จิตของลูก ก็เป็นอิสระเสรีภาพ ไม่ต้องเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อวิชชา พ้นเวียนว่าย ตายเกิด
อย่าลืมลูกรักทั้งหลายพ่อขอย้ำ อย่าเอาจิตนิพพานของเรา ตัวจริงเราไปหลงรัก กายคน กายเทพ
กายพรหม เป็นของมายาสมมุติทั้งนั้น ถ้าหลงรัก จิตเจ้า จะเศร้าหมองรู้ไม่เท่าทันกิเลส ตัณหา
อุปาทานบาปกรรม ทำให้จิตลูก เป็นทุกข์ พ่อช่วยเจ้ามากที่สุดแล้วคือ ประทานพลังแสงทิพย์อริยธรรม
ปิดกั้นประตูอบายภูมิทั้ง 4 คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน นำจิตทิพย์นิพพานที่มีอภิญญา
สมาบัติเลิศล้ำ กลับบ้านนิพพาน ตลอดกาลนาน

จิต เป็นต้นกำเนิดของสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก อริยธรรมคือ จิตสะอาด จิตพระอริยเจ้า โลกียธรรมคือ
ร่างกาย จำเอาไว้แยกจิตออกจากร่างกายได้ก็ไปนิพพาน ร่างกายทุกอย่างที่ตามองเห็นคือรูป
แตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่า จิตเป็นรัตนะดวงแก้วแววสดใส องค์พระบรมธรรมบิดา
โปรดประทานให้ลูกเก็บรักษา เป็นจิตพุทธะ รู้ชัดแจ้งแห่งปัญญา องค์พระบรมธรรมบิดา
โปรดประทานพลังแสงทิพย์นำจิตทิพย์ลูกรักกลับนิพพาน

ในความว่าง ไม่ว่างเปล่า มีจิตองค์พระบรมธรรมบิดาเจ้า พระผู้สร้างสุริยะจักรวาลทั้ง 3 โลก
คือ ศูนย์พลังธรรมชาติ ทุกศาสนาได้กำหนดหมายถวายพระนาม ต่างๆ นาๆ คือ
องค์พระผู้เป็นเจ้า (GOD)

, พระอนุตตรธรรมมารดา,องค์สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา , องค์สมเด็จพระปฐมพุทธะ,
องค์สมเด็จ พระธรรมบิดา , องค์สมเด็จพระทรงปราบมาร หรือท่านพ่อเกิดแม่เกิด


ทั้ง3 ภพ ทั่วทิศ องค์สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษี ทรงเสกสร้าง และสั่งงาน ดูแลปกป้อง
เหนือกฎแห่งกรรม ถ้าทุกท่าน รีบรับรู้แจ้งแหล่งกำเนิดของจิตตน คือนิพพาน ทั้ง 3 โลก
เป็นสุญตา เป็นความว่าง
จิตไม่สูญสิ้นสลาย จิตนิพพานเป็นความว่างจากกิเลส แต่ไม่ว่างจากปัญญา
จิตนิพพานเป็นความสุขอย่างยิ่ง สูงกว่าความสุขของเทพพรหม เมื่อรู้แท้ ยับยั้งจิตตน มีสติมั่นคง
ในพระนิพพาน ไม่มี ดี ชั่ว สงบสดชื่น จิตรู้ว่า รูป นาม ขันธ์ 5 ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย
จิตนิ่งเฉยมีมโนมยิทธิใกล้ชิดพระนิพพาน

ญาณชีวิตจิตพุทธะแท้ เป็นของจริงมีอยู่ในกายปลอมของสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก ไม่ยืดหดไม่ขยาย
ไม่กลับกลายใหญ่เล็กกว่าเดิม แม้ปุถุชนคนธรรมดา หรือจะเป็นอริยหรือเป็นพระอรหันต์
สภาวะจิตก็เท่าเดิม เพราะกำเนิดเกิดมาจาก

แหล่งองค์พระธรรมบิดาหรือองค์พระธรรมมารดาหรือพระเจ้า พระผู้เป็นเจ้าของศาสนาต่างๆ เช่นกัน
จิตของใครหลงวกวนผิดศีลผิดธรรมอันดีงาม จิตของผู้นั้น ก็ได้รับทุกภัยอันตรายจาก บาปกรรม
มีนรกเป็นต้น เป็นความฝันที่ร้ายแรง


ผู้ใดตื่นก่อนก็เตือนผู้ยังหลงอยู่ในความฝันทั้ง 3 โลก เข้าสู่สัมมาโพธิมรรค
เข้าใจหนทางปลอดภัยคือพระนิพพาน เป็นจิตอริยธรรมญาณเดิมแท้ บุคคลใดเข้าใจนิพพาน
ธรรมญาณเดิม ตัดความหลงใหลไม่ใยดีใน 3 โลกนี้แล้ว อย่าได้แต่ เอาตัวรอดว่าสบายไม่สนใจผู้อื่น
เวลานี้ภัยพิบัติใกล้เข้ามาเหมือนเงา ติดตามเรา เดือดร้อนวุ่นวายผู้คนล้มตาย ให้รีบเร่งปลุกผู้อื่น
ตื่นจากความฝันร้ายให้ขอรับพลังแสงทิพย์อริยธรรมยกระดับจิตรีบเร่งลัด กลับบ้านนิพพานกัน

พระบรมธรรมบิดาเตือนทุกดวงจิต รีบเร่งคิดพิจารณา ความจริงของชีวิตว่าโลกนี้เป็นทุกข์
ท้ายสุดก็ต้องตาย อย่ามัวหลงงมงายกับ ลาภ ยศ สรรเสริญเจริญสุข ของสมมุติ
ให้รีบเร่งเผยแพร่พลังแสงทิพย์อริยธรรม ไหว้พระสวดมนต์

ภาวนามุ่งมั่นชักชวนญาติพี่น้อง กลับบ้านนิพพาน จะเป็นบุญบารมีใหญ่ แผ่ไพศาลไปถึง
บรรพชนถึง7 ชั้น ลูกหลาน 9 ชั้นได้รับ ทุกๆหลายๆ แสนชาติที่ร่วมญาติกันมาก่อน แม้ยังไม่ตาย
ก็มีความสุขกายสบายใจในโลกมนุษย์นี้

ให้พุทธบุตร ลูกรักทั้งหลาย ตั้งใจกำหนดจิต น้อมนำเอาพลังแสงทิพย์อริยทรัพย์
และพลังฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ เข้าไปชำระล้าง กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
บาปกรรมให้เบาบางลง ชำระล้างตลอดเวลายิ่งดีด้วยการแผ่เมตตาไปให้ปวงสรรพสัตว์ทั้งหมด
มีนรกโลก มนุษย์โลก เทวพรหมโลก ขอให้ทุกท่านได้รับพลังแสงทิพย์อริยธรรม โดยที่จิตเรา
เป็นสื่อให้ต่อ ๆ กันไป ขอให้ทุก ๆ ท่านโมทนาบุญโดยฝากพลังเมตตาไปกับพลังแสงทิพย์อริยธรรม
เป็นวิธีที่ง่ายทำได้ตลอดเวลาไม่ว่าหลับหรือตื่นให้ร่างกายทำตามหน้าที่ของ โลก ส่วนจิตใจ
ก็แผ่เมตตา ด้วยการนึกอธิษฐานว่า ขอให้สรรพสัตว์ทุกๆ ท่านเป็นสุขๆ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเถิด

หนทางเดินเข้านิพพานของจิต คือ วิถีชีวิตที่ดีงาม จิตสำรวม กาย วาจา ใจ ให้มีศีล 5 ครบ
คารพพระศาสดาทุกศาสนา มีเมตตาช่วยสงเคราะห์ คน สัตว์ มีความกตัญญูต่อ
ชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ คุณพ่อ คุณแม่ มีสมาธิ

จิตตั้งมั่นในพระนิพพาน มีความจริงใจต่อคนทั่วไป มีปัญญารู้ว่าโลกนี้เป็นทุกข์ภัย
มีแต่ของชั่วคราวเป็นของมายาสมมุติ จิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นของจริง คือ
จิตเราที่เป็นจิตพุทธะนิพพานตลอดกาล

บัดนี้และกาลต่อไป ไม่มีสถานที่ใดๆ ในโลกที่เป็นสุขและปลอดภัยจากภยันอันตรายร้ายใหญ่
จากภัยธรรมชาติ จากโรคภัยหลายหมื่นชนิด รวมถึงภัยจากนิวเคลียร์ที่มนุษย์สร้าง
ระเบิดร้ายแรงขีปนาวุธเป็นอาวุธเข่นฆ่ากันเอง

คนและสัตว์ล้มตายกันก่อนอายุขัย พ่อได้ประทานพลังแสงทิพย์อริยธรรม
รวมกับแสงฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาปกป้องคุ้มครองภัยอันตราย น้อยใหญ่ให้แก่ลูกๆ ทุกชาติ ศาสนา ไม่ว่า คนหรือสัตว์
ให้รีบบอกสิ่งประเสริฐสุดนี้ต่อๆกันไป ลูกจะอยู่ในโลกนี้อย่างเป็นสุข ไม่ทุกข์เดือดร้อนจนเกินไป
ก่อนตายพลังแสงทิพย์อริยธรรม ของพ่อจะนำลูก เข้าสู่ สวรรค์นิพพานได้ง่ายๆ เป็นการปิดกั้นประตู
อบายภูมิทั้ง 4 บาปกรรมไม่สามารถติดตาม หรือฉุดกระชากลูกลง นรก เปรต อสุรกาย
สัตว์เดรัจฉานได้ ให้ลูกทั้งหลายมั่นใจในพลังแสงทิพย์อริยธรรมนี้เถิด ลูกจะประสบพบแต่
ความสุขกายสุขใจ กิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทาน อกุศลกรรม ก็จะเบาบางลง ตามบุญบารมี
คือกำลังใจที่ดีงาม ในความตั้งใจที่จะเข้าพระนิพพานของลูกทุกคนที่มีจิตเป็นพุทธะ
อนัตตา คือ สรรพสิ่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ธรรมชาติ คน สัตว์ สิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญ
เจริญสุขทางโลกทั้งหมด รวมทั้งรูป รส กลิ่น เสียง เป็นอนัตตา
เพราะแปรปรวนบังคับไม่ได้ แตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่าในที่สุด


อมตะธาตุ คือ จิตพุทธะประภัสสร รวมกับแดนทิพย์นิพพาน เป็นธาตุ อมตะ
มีอยู่ทั่วๆไป ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ แต่ผู้ที่ฉลาด มีศีล 5 ครบ เคารพพระรัตนตรัย
มองเห็นโทษทุกข์ภัย ในการเวียนว่ายตายเกิด ได้รับพลังแสงทิพย์ ไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อม
จะเข้าใจมองเห็นด้วยตาใจ หรือตาจิตที่สะอาด เป็นจิต ของท่านผู้รู้เข้าใจดีว่านิพพานแดนอมตะทิพย์
เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นผู้ตื่นจาก ความหลงใหล ในโลกมนุษย์ สวรรค์ พรหม เป็นผู้มีจิตสดชื่น เบิกบาน
เพราะมั่นใจในพระรัตนตรัย มีจุดมุ่งหมายปลายทาง คือ พระนิพพาน เป็นที่ไปในชาตินี้
จิตนิพพานอยู่ภายในกายมนุษย์ วิเศษสุดล้ำเลิศประเสริฐยิ่ง จิตนิพพานคงอยู่ทั่ว ชั่วฟ้าดิน
ไม่สูญสิ้นสลายเหมือนกายคน

พลังแสงทิพย์อริยธรรมองค์พระบรมธรรมบิดามีพระมหาเมตตา ส่องแสงทิพย์พระนิพพานลงมา
เตือนดวงจิตลูกให้พัฒนาอย่าได้ลุ่มหลงในภาพมายา ของสมมุติ รูปที่เห็นปรากฏ เป็นของจิตกำหนด
หลงคิดนึกทั้งดีชั่ว จิตจึงเกลือกกลั้ว ลุ่มหลงเข้ากงวัฏฏะสงสาร เป็นกงบ่วงมารคอยทำลายล้าง
ให้เกิดๆ ตายๆ ไม่มีวันจบสิ้น บัญชีบาป บัญชีบุญ เป็นของจริง รีบน้อมรับพลังแสงทิพย์นิพพาน
เป็นพลังเหนือบัญชีบุญและบาปกลับบ้านเก่าของเราทุกคน

พระพุทธโอวาทนี้ให้ลูกรีบเร่งรัดจัดพิมพ์ให้มากที่สุดเร็วที่สุด เพื่อบรรดา พี่ๆ น้องๆ ชาวมนุษย์
จะได้ตื่น จากความฝันสลายใน 3 โลก ธรรมะ คือ ความจริงธรรมะ คือ เรื่องของจิตนิพพาน
เป็นบุญกุศล อันสูงสุด จิตเป็นตัวจริงของ เราจะเข้านิพพานได้ก็ด้วยจิตไม่ติดใน รูปร่างกาย
เรา-เขา รส กลิ่น เสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ เจริญสุข ซึ่งเป็นของชั่วครู่ชั่วคราวทั้งหมดทั้งสิ้น
พ่อขอเตือน พุทธบุตร ให้รู้ตัวจริงคือจิตพุทธะในร่างกาย ผี คน เทวดา พรหม
ให้รีบตื่นจากความหลงอย่าได้วกวน รีบเร่งรัดตัดตรง เข้าพระนิพพาน
ด้วยธรรมญาณเดิม ที่มี ศีล สมาธิ ปัญญา ให้รู้ว่าโลกคือของปลอมของแปรปรวน

พลังแสงทิพย์อริยธรรม เป็นงานเก็บธรรมญาณครั้งใหญ่ ปิดประตูอบายภูมิ ให้ลูกทั้งหลาย
ได้รับอริยมรรคอริยผล เป็นอริยบุคคลในพระศาสนา ตามบุญบารมีของจิตแต่ละคน ให้ลูกๆ
ร่วมสร้างบุญกุศลเผยแพร่พลังแสงทิพย์อริยธรรม ผลบุญนำถึงบรรพชน 7 ชั้น ลูกๆ หลานๆ 9 ชั้น
ในหลายๆ แสนชาติ ที่เคยเกิดร่วมญาติกันมา พ่อก็จะดีใจยิ่งที่ลูกๆปลอดภัยจากการเวียนว่ายตายเกิด

พลังแสงทิพย์แห่งวิปัสสนาญาณ คือ ธรรมญาณจิตพุทธะอันเดิมที่ตื่นจากความฝัน ความหลงใหล
ใน 3 โลก เมื่อลูกเปิดจิตเปิดใจรีบขอรับพลังแสงทิพย์นิพพาน เอาไว้ในใจ โดยนึกถึงองค์พระศาสดา
องค์ใดก็ได้ทั้งนั้นเพื่อปิดกั้นประตูนรกไว้ก่อน จิตลูกจะมีปัญญาฉลาดรู้ว่าโลกเป็นทุกข์
เป็นเทวดาพรหมก็เป็นสุขชั่วคราว ลูกตั้งจิตใจไปนิพพาน จิตลูกจะเข้าถึงพระโสดาบันกันง่ายๆ

ลูกๆอย่าได้วิตก กังวลสงสัย ให้ตั้งใจทำความดีต่อไป ด้วยการเป็นสื่อกลางให้พลังแสงทิพย์
ไปยังสรรพจิตวิญญาณทั้ง 3โลก แผ่เมตตาให้ทุกๆชาติศาสนา รวมถึงโลกนรก โลกสวรรค์
ให้ได้รับพลังแสงทิพย์ ต่อๆ กันไปจากลูก จิตของลูกเปรียบเสมือนเทียนไขที่จุดไฟได้แล้ว
ส่วนผู้อื่นที่จิตมีแต่เทียนไข แต่ไฟยังไม่มี ให้ลูกเอาไฟ คือพลังแสงทิพย์อริยทรัพย์รวมกับ
ฉัพพรรณรังสีขององค์พระบรมศาสดา ขอแผ่เมตตา ไปยังสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลกให้ได้โมทนา
บุญกุศลต่อจากลูกอีกที เขาจะมีวาสนา บารมี ได้รับพลังแสงทิพย์อริยธรรม
โดยให้จิตลูกเป็นสื่อกลาง อุทิศส่วนกุศลไปยังทุกๆท่าน ที่เวียนว่ายตายเกิด
ยังหาหนทางกลับบ้านเก่านิพพานไม่พบ เพราะอวิชชาคือไม่รู้ว่าจิตพุทธะมีอยู่
ในกายสมมุติของ คน ผี เทวดา พรหม

ทุกคนจงทำจิตระลึกรู้เสมอว่าจิตเราอยู่ในพระวรกายพระผู้มีพระภาคเจ้า และ
พระบรมธรรมบิดาเจ้า เป็นทั้งปัญญาสมาธิ เป็นยอดธรรม มองดูทั้ง 3 โลก
นรก สวรรค์ พรหม เป็นความว่างเปล่าในที่สุด ผู้ที่มีจิตเมตตาจะช่วยแก้ปัญหา
ลดภัยพิบัติทั้งปวงในโลกนี้ การบำเพ็ญจิตใจให้ใสสะอาดทำได้โดยยกจิตของเจ้าเข้าไว้
ในพระวรกายทิพย์นิพพาน ของพ่อหรือของพระศาสดาองค์ใดๆก็ได้
แล้วแผ่เมตตา
ไปทั้ง 3 โลก ฝากไปกับฉัพพรรณรังสีและพลังแสงทิพย์อริยธรรม จะช่วยชักนำ สรรพสัตว์
ทั้ง 3 โลก ให้ได้รับบุญ กุศล โดยมีจิตร่างกายขันธ์ 5 ของเจ้าเป็นสื่อกลาง ให้พลังแสงทิพย์ผู้อื่นได้

ลูกเกษร ที่ลูกทำงานพระศาสนา เขียนหนังสือธรรมประทานพร หนังสือพลังแสงทิพย์
อริยธรรม นำจิตวิญญาณของสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลกได้สัมผัสเข้าใจ ในพลังแสงแห่งปัญญา
ให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตามองเห็นเป็นของแปรปรวนสูญสลาย ท้ายที่สุดก็คือความว่างเปล่า
พระบรมธรรมบิดาควบคุม ดูแลช่วยเหลือเจ้าตลอดเวลาไม่ว่าหลับหรือตื่น ให้ลูกมั่นใจ
ในกิจการงานของลูกเป็นบุญบารมีสูงล้น ให้ลูกสู้เพื่อฉุดช่วยคนพ้นนรกต่อไป
พ่อได้มองดูลูกทุกคนในโลกนี้

ไม่มีใครทำได้ดีเช่นเจ้า ลูกเกษร ลูกนั่นแหละเป็นผู้นำเป็นหัวหน้า
ในพลังแสงทิพย์อริยธรรม ใครจะทำงานยิ่งใหญ่วิเศษสุดแบบเจ้าได้
จิตลูกอย่าหวั่นไหวว่าใครจะว่าเจ้าเพี้ยนออกนอกลู่นอกทาง จากพระธรรมคำสอน
ลูกจงสังวรไว้ ไม่ช้า เขาจะเห็นคุณงามความดีของ เจ้า เจ้ามีจิตเข้มแข็งทำงานได้อย่างจริงจัง
ให้ลูกทำต่อไปจนกว่าจะหมดอายุขัย พ่อสำรวจดูลูกๆแล้ว ไม่มีใครที่จิตใจสะอาด มีเมตตา
มีพลังปัญญาเช่นเจ้า ใครเขาไม่เห็นดีตำหนิ ติเตียน ผู้นั้นจะมีผลบาปกรรม ตามสนองในชาตินี้
พอเขาตายไป เขาจะรู้สำนึกถึงพระคุณความดีของลูก ถ้าเขานึกถึงลูกได้หลังจากตายแล้ว
เขาจะพ้นนรกได้ง่ายมาก ให้ลูกแผ่เมตตา ไปยัง สรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก ขอฝากไปกับ
พลัง แสงทิพย์ อริยธรรมพ่อมองเห็นลูกๆ


ทุกคนที่ยกจิตสดใสไปกราบไหว้พ่อและพ่อประทานอนุญาตให้จิตสะอาด
อยู่ในกายทิพย์นิพพานพ่อได้ตลอดเวลา โลกุตระธรรม อริยธรรม อนุตตรธรรม
คือธรรมเพื่อพระนิพพาน ควรทำให้แจ้งมีวิปัสสนาญาณอยู่ในนั้นครบถ้วน 100%
เป็นพลังแสงทิพย์อริยทรัพย์ที่องค์พระบรมธรรมบิดาทรงมีพระมหาเมตตาประทานให้มา
แก่มวลมนุษย์ เป็นสิ่งประเสริฐสุดในโลกทั้ง 3 องค์สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา
ส่งพระโพธิสัตว์เจ้ามาหลายแสนพระองค์ ลูกเกษรก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ปรารถนามาช่วย
ปวงมนุษย์ มีลูกหลานบริวารอธิษฐานติดตามเจ้า มามากมายหลายด้าน เป็นผู้ที่มีบุญวาสนา
บารมีสูงกันทุกคน ลูกเกษรเจ้าต้องฉุดช่วยคน 2 สาย 2 รูปแบบ คือ

1. แบบสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน คือมโนมยิทธิที่ลูกฝึกจิตคนไปกราบไหว้และฝากจิต
ไว้กับพระผู้มีพระภาคเจ้าเบื้องบน
2.แบบพลังแสงทิพย์อริยธรรม คือฝึกให้ทุกคนไม่ว่าชาติศาสนาไหน สามารถเปิดจิตเปิดใจ
รับพลังแสงทิพย์อริยธรรมจากพระบรมศาสดาได้ทุกศาสนาเป็นการเปิดจิตใจให้มีปัญญา
ให้รู้ว่าทั้ง 3 โลก เป็นของชั่วคราว ของสมมุติ แตกสูญสลาย กลายเป็นความว่างเปล่าในที่สุด

กำลังใจของลูกทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าลูกตั้งจิตสัจจะอธิษฐาน ขอทำงาน ฉุดช่วยคนพ้นนรก
งานลูกก็จะสำเร็จด้วยพระบารมีขององค์สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา บารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า เทพพรหมทุกพระองค์

ท่านก็เต็มใจช่วยเหลือลูกได้อย่างเต็มที่เพราะบารมีความตั้งใจเป็นกำลังใหญ่
ของลูก งานพลังแสงทิพย์อริยธรรมนอกจากฉุดช่วยคนดีมีบุญพ้นนรกแล้วยังเป็นงานใหญ่
เตรียมจิตใจผู้คนไว้ไปเกิด

ในยุคองค์พระศรีอาริยเมตไตรย
ในยุคสมัยนั้นจะมีศาสนาเดียว จะมีแต่คนดีมีบุญ
คือผู้ได้รับพลังแสงทิพย์อริยธรรม ได้รับอนุตตรธรรม
ผู้มีจิตเคารพศรัทธาในพระเจ้า (GOD)
ผู้ที่อธิษฐานจิตติดตามองค์พระศาสดาเข้าพระนิพพาน
แดนสุขเกษมสำราญ ตลอดกาล

avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:16 pm

http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=buddha-dhammacom&thispage=1&No=1178370

http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=7345

http://board.palungjit.com/f10/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-92781.html

http://www.pantown.com/board.php?id=13834&area=1&name=board1&topic=319&action=view

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=12334

http://gotoknow.org/blog/papangkorn/268824

http://www.sangthipnipparn.com/prasobkarn%20html/wiroj.html

http://buddharangsi.is.in.th/?md=webboard&ma=showtopic&id=81

http://www.sangthip.com/sangthip_photo.htm

สอนกรรมฐานชาวบ้าน อ.เวียงชัย จ.เชียงราย 22 ตุลาคม 2547

พิธีบูชาคุณพระรัตนตรัย บวงสรวงพระผู้เป็นใหญ่ในไตรภพ ณ บ้านวัชรานานันท์ จ.กรุงเทพฯ 14 กรกฏาคม 2549

พิธีบูชาคุณพระรัตนตรัย บวงสรวงพระผู้เป็นใหญ่ในไตรภพ ณ บ้านพลังแสงทิพย์ อ.พัทยา จ.ชลบุรี 24 พฤศจิกายน 2550

พิธีบูชาคุณพระรัตนตรัย บวงสรวงพระผู้เป็นใหญ่ในไตรภพ ณ บ้านธรรมพร จ.ปทุมธานี 14 ตุลาคม 2551
พิธีบูชาคุณพระรัตนตรัย บวงสรวงพระผู้เป็นใหญ่ในไตรภพ ณ บ้านแสงทิพย์นิพพาน จ.เชียงใหม่ 7 กุมภาพันธ์ 2552


http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=buddha-dhammacom&thispage=8&No=410874



พระอาจารย์ใหญ่แสงทิพย์ถูกโจมตีอีกแล้ว!!!
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:23 pm

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่วัดยานนาวา พระอาจารย์ใหญ่แสงทิพย์ฯคุณแม่เกษร
ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง โดยผู้ปรารถนาพุทธภูมิวิริยะธิกะ(ไม่น่าเชื่อ) ผู้เป็นหัวหน้าทัวร์ธรรมะ
และโจมตีจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือห้องเครื่องที่เลขาธิการ(ผมเอง) จุดที่โจมตีก็เหมือนๆกับที่บางเว็บฯ
และสาวใหญ่ใจกล้าที่เคยกล่าวโจมตีแสงทิพย์ไม่นานมานี้เอง เหมือนกันทุกอย่าง กล่าวหาว่า
อาจารย์คุณแม่เกษรฯ.....


1.เพี้ยน
2.อกตัญญูต่อหลวงพ่อฤาษีฯ
3.ตกนรกคนเดียวไม่พอ ยังนำพาพรรคพวกตามไปอีกด้วย
4.พระเจ้า หรือGod ของแสงทิพย์น่ะเป็นของคริสต์
และแสงทิพย์ก็เป็นของคริสต์ด้วยไม่ใช่ของพุทธ

5.เคารพนับถือพระบิดาใหญ่กว่าสมเด็จองค์ปฐม ผิด ไม่ถูกต้อง หลวงพ่อฤาษีฯไม่เคยสอนหรือพูดถึง
6.ห้ามแจกหนังสือแสงทิพย์ ยิ่งแจกยิ่งตกนรก
7.หนังสือให้ส่งคืนที่เชียงใหม่.....


เขากล่าวว่าอาจารย์คุณแม่เกษรฯเมื่อก่อนนั้นดี แต่เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปแล้ว หนังสือธรรมะ
ประทานพรเขาอ่านมาหมดแล้วทุกเล่มจบแค่เล่มแรกก็รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้เพี้ยน!!!.....

อะไรคือข้อพิสูจน์ หรือบทพิสูจน์ ?ที่พอจะมองเห็นได้ สัมผัสได้ นอกจากมโนมยิทธิ หรือกาลเวลา.....

ผมตอบเขาไปอย่างไร อยากรู้ไหมครับ?....ผมตอบไปว่า ขอบคุณที่ปรารถนาดีกับตัวผม
มาตักเตือนบอกกล่าว แต่ความคิดและระดับความคิดของคนไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน ความเชื่อก็ไม่เหมือนกัน
เขาก็ว่าฝากให้คุณพ่อไปคิดเอาเองว่าควรจะทำอย่างไร? แน่นอนผมคิดแน่ๆ และก็คิดได้มานานแล้วด้วย
ความคิด-ความเห็นของเราสวนทางกันเสียแล้ว ความคิดแบบมนุษย์กับแบบไม่ใช่มนุษย์ย่อมแตกต่างกันแน่ๆ
.....ใครเล่าเป็นคนที่น่าสงสารกันแน่? คุณหรืออาจารย์คุณแม่เกษรฯ? คุณหรือผม? การทำความดี ทำบุญกุศล
เสียสละทุกอย่าง โดยช่วยคนจำนวนมากให้ไปสู่มรรค-ผล-นิพพาน รักษาศีล 5 กันให้มากๆนี่ กลับต้องตกนรกด้วยหรือ?......
พระบรมธรรมบิดา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอได้โปรดรับทราบและได้โปรดประทานพร
กำลังใจช่วยคณะผู้ทำงานเผยแพร่แสงทิพย์อริยธรรมด้วยครับ.......


ชัย แสงทิพย์ (ChaiSangthip@yahoo.com) :: 07-11-2006 07:39:38
ความเห็นที่ 1 (1286895)

อ.คุณแม่เกษรฯเป็นคนเชียงใหม่ อดีตเป็นพยาบาล แต่งงานกับคุณหมอบุญมี
แพทย์ทางกระดูก ไปทำงานอยู่ที่อเมริกานานประมาณ 40 ปีแล้ว คนนามสกุลยาวกว่าท่านก็มี
ได้รับมอบหมายจากพระบรมธรรมบิดาให้เป็นหัวหน้าผู้นำเผยแพร่แนะนำถ่ายทอด
แสงทิพย์อริยธรรม ช่วยผู้คน สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณทั้งหลาย ให้พ้นจากอบายภูมิ
และมุ่งไปสู่อริยมรรค อริยผล พระนิพพานตามวาสนาบารมี เริ่มตั้งแต่ปี 2547-2548
เป็นผู้เสียสละมากที่สุด ใช้เงินส่วนตัวไปแล้วในการนี้มากกว่า 6 ล้านบาท
เผยแพร่แสงทิพย์ไปแล้วประมาณ 3 ล้านคน สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณ เทพพรหม
อีกมากกว่า 30 ล้านวิญญาณจนถึงขณะนี้ และจะมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบันและอนาคต
อ.วิโรจน์ฯทำงานวิทยุการบินอยู่ที่สนามบินเชียงใหม่ เป็นลูกศิษย์และเป็นเลขานุการส่วนตัว
ช่วยท่านทำงานด้านหนังสือแสงทิพย์ วัตถุมงคล เว็บไซต์และช่วยเผยแพร่แนะนำ
ถ่ายทอดแสงทิพย์ด้วย ผมเองก็เป็นลูกศิษย์ท่าน ทำงานการกุศลเต็มตัวเต็มเวลาและ
ช่วยเผยแพร่แนะนำถ่ายทอดแสงทิพย์ สร้างครูอาจารย์ ศูนย์ถ่ายทอดแสงทิพย์ให้กับ
แสงทิพย์ ทำงานเผยแพร่แสงทิพย์เป็นหลักและทำเว็บไซต์ต่างๆออกไปทั่วโลกด้วย


ถ้าถามว่าใครบรรลุธรรมขั้นไหนบ้าง ? คงต้องเป็นหน้าที่ของท่านต้องค้นหา
สอบถามจากพระเบื้องบนเอง แต่บอกได้ว่า อ.คุณแม่เกษรฯพระอาจารย์ใหญ่ของแสงทิพย์นั้น
ท่านมีจิตบริสุทธิ์ และได้รับมอบหมายจากเบื้องบนด้วยคุณสมบัติเหมาะสมทุกๆประการ
ให้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดนี้ พวกเราทุกคนไม่ใช่เฉพาะผม อ.วิโรจน์ฯ ยังมีครูบาอาจารย์
อีกเป็นร้อยๆท่าน มีทั้งพระและฆราวาส ที่ช่วยเหลือทำงานให้กับแสงทิพย์อยู่ขณะนี้
แบบอาสาสมัคร ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยไม่หวังผลตอบแทนจากใคร หรืออะไรๆใดๆทั้งสิ้น......


ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย แสงทิพย์ 085-1637455 วันที่ตอบ 2007-12-04 11:19:26
http://www.sangthip.com/sangthip.htm
พลังแสงทิพย์อริยธรรมนำทุกท่านเข้าพระนิพพานทันใจ

เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ 6 สันติรักษ์ ช้างเผือก เชียงใหม่
10 South 308 Birnam Trail โทร 053-219-831,08-4707-8877
Willow brook, Illinois 60527 U.S.A.
www.phranippan.com
E-mail:
kaysornnippan@gmail.com www.sangthip.com


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Thu Feb 04, 2010 11:08 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:32 pm


Vatican II; to create a one-world religion.

แผ่นปั๊มพระศรีอารยเมตไตรย วัดไลย์

http://www.komchadluek.net/detail/20090310/4475/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%95.html

พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕

คมชัดลึก :ในภัทรกัปนี้ จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ และโปรดสัตว์ ๕ พระองค์ คือ
๑.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กกุสันธะ
ทรงมีพระวรกายสูงสี่สิบศอก พระรัศมีจากพระวรกายแผ่ซ่านไปสิบ
สองโยชน์ ทรงมีพระชนมายุสี่หมื่นปี
๒.พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระวรกายสูงสามสิบศอก ทรงมีพระชนมายุสามหมื่นปี
๓.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ทรงมีพระรัศมี ทรงมีพระวรกายสูงยี่สิบศอก
ทรงมีพระชนมายุสองหมื่นปี
๔.พระพุทธเจ้า ของเรา พระโคตมะ พระสมณโคดม (เจ้าชายสิทธัตถะ) ทรงมีพระวรกายสูงสิบแปดศอก
(ในพุทธวงศ์บาลีทรงแสดงไว้ว่า ทรงมีพระวรกายสูง ๑๖ ศอก) และ

๕.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า เมตเตยยะ ทรงมีฤทธิ์มาก
พระศรีอารยเมตไตรย (พระ-สี-อา-ระ-ยะ-เมด-ไต)
ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พระศรีอารย์ (พระ-สี-อาน) ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ที่เชื่อกันว่า จะเป็นผู้มีบารมีสูง
ที่จะเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ ก่อนโลกจะแตกดับ โดยจะอุบัติขึ้นในภายหน้า หลังจากสิ้นศาสนาพระโคดมแล้ว
หรือ พ.ศ. ๕๐๐๐ ซึ่งถ้านับจากปีนี้ อายุของพระพุทธศาสนา จะเหลือเพียง ๒,๔๔๘ ปี
อย่างไรก็ตาม
แม้จะยังไม่สิ้นศาสนาของพระโคดม แต่ปรากฏว่า มีผู้ให้ความเคารพนับถือพระศรีอารย์กันอย่างกว้างขวาง
ชนิดที่เรียกว่า นับถือไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะอุบัติขึ้นด้วยซ้ำ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ลัทธิโยเร
ขณะเดียวกัน
ก็มีคนจำนวนไม่น้อย แอบอ้างว่าตนเองเป็นพระศรีอารย์ อย่างกับกรณีศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่ อ.วังน้อย
จ.พระนครศรีอยุธยา มีผู้หญิงคนหนึ่ง อ้างตนว่าเป็นพระศรีอารย์
พระดร.มโน (เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ)
ที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา)
และอาจารย์พิเศษ คณะศาสนาวิชาศาสนาและปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า
พระศรีอารย์ ชื่อที่แท้จริงในภาษาสันสกฤตคือ “ไมเตฺรยะ” (Maitreya) หรือในบาลี คือ “เมตฺเตยฺย”

ความเชื่อในเรื่องพระไมตริยะ ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณในลักษณะนี้ มิใช่มีเฉพาะใน
พระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่มีปรากฏในศาสนาฮินดู เชน ยูดาย คริสต์ และอิสลาม
พระไตรปิฎก นั้น เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ ที่สุดของโลก ว่าด้วยเรื่องพระไมตริยะ ดังปรากฏใน
พุทธพยากรณ์หลายแห่ง เช่น ในทีฆนิกาย จักกวัตติสีหนาทสูตร


แม้ใน คัมภีร์ไบเบิล ในส่วนของพระคัมภีร์พันธสัญญาเก่า (Old Testament) ทั้งของศาสนายูดาย
และคริสต์ศาสนา ก็ปรากฏชื่อของ Messiah ซึ่งจะเป็นศาสดาพยากรณ์คนสุดท้ายของโลก

ที่พระผู้เป็นเจ้าจะส่งลงมาโปรดโลก ก่อนวันโลกแตก
ในคริสต์ศาสนาเชื่อว่า
พระเยซูคริสต์ คือ Messiah ผู้นั้น ส่วนในศาสนาอิสลามเชื่อว่า พระนะบี มูฮะหมัด คือ Messiah
ปัจจุบัน
มีผู้ที่ตั้งตัวว่า เป็นพระไมตริยะ หรือเกี่ยวข้องกับพระไมตริยะ ในฐานะเป็นทูตสวรรค์บ้าง เป็นศาสดา
ที่มาโปรดชาวโลก ให้รอท่าพระไมตริยะบ้าง บางรายตั้งสำนักใหญ่โต มีสาขานับร้อย และลูกศิษย์นับหมื่น

ในยุโรปและอเมริกาในขณะนี้ บางรายถึงกับประกาศตัวเป็นพระพุทธเจ้า หรือถึงขนาดว่า
เก่งกว่าพระพุทธเจ้าเลยก็มี
นอกจากนี้แล้ว ยังมีสำนักพระไมตริยะระดับสากล
เป็นศาสนาไฮเทคซึ่งมีความพยายามที่จะรวบรวมความเชื่อของศาสนาต่างๆ เข้ามาด้วยกัน
เพื่อหล่อหลอมเป็นศาสนาเดียว ภายใต้พระไมตริยะ โดยจะอยู่ในฐานะของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ของกัลป์
แต่กลายเป็นองค์อวตาร คือ เป็นพระผู้เป็นเจ้าตัวจริงอวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เหมือนพระวิษณุ
หรือพระนารายณ์ เพื่อลงมาปราบยุคเข็ญ ปิดกลียุค ก่อนวันสิ้นโลก เป็นทั้งพระเยซูคริสต์ด้วย
และเป็นทั้งพระ Messiah ด้วย ในตัวคนเดียว

"สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งทางอักษรศาสตร์ คือ หากนำคำว่า Maitreya ในภาษาสันสกฤตปริวัฏอักษร
เป็นภาษาฮีบรู จะได้คำว่า Messiah ตรงตัว เรื่องนี้คงไม่ใช่เหตุบังเอิญที่จะมีคำพ้องทั้งเสียงและ
ความหมายในศาสนาที่มีต้นกำเนิดห่างกันหลายพันไมล์ และสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ
ระหว่างชาวยิวและชาวพุทธ คือศาสนิกชนของทั้งสองศาสนานั้น กำลังรอคอยการอุบัติขึ้น
ของ Maitreya หรือ Messiah ด้วยกันทั้งคู่
ศาสนาพระศรีอารย์จึงมิได้มีอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น
และไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานกว่าสองพันปีแล้ว และเป็นรากฐานของความเชื่อในศาสนาที่เกิดขึ้น
ในอินเดียทั้ง ๓ ศาสนาใหญ่ คือ ฮินดู พุทธ และเชน"ดร.มโน กล่าว
อ.ราม วัชรประดิษฐ์ อาจารย์ประจำสาขา
วิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร บอกว่า คติความเชื่อในการสร้างพระศรีอารยเมตไตรย
เริ่มเป็นที่แพร่หลายหลังกึ่งพุทธศตวรรษ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสร้างพระศรีอารยเมตไตรย
อันเป็นที่เลื่องชื่อ อยู่ ๒ องค์ คือ องค์แรกประดิฐษฐาน ที่วัดไลย์ ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
ที่มีผู้คนทั้งใกล้และไกลให้ความเคารพบูชา กราบไหว้มาแต่ครั้งโบราณกาลทุกๆ ปีจะมีประชาชน
มาร่วมชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น วัดจึงจัดสร้างเหรียญและรูปหล่อ แผ่นทองแดงปั๊มพระสี่เหลี่ยมเนื้อชิน ฯลฯ
เพื่อสำหรับไว้แจกเป็นที่ระลึก และเป็นอนุสรณ์ในการที่ได้มาร่วมทำบุญกับวัดบ้าง
ส่วน พระศรีอารยเมตไตรย
อีกองค์หนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่และเก่าแก่มากที่สุด ประดิษฐานอยู่ที่วัดปราโมทย์ ม.๒ บ้านบางสะแก
ต.บ้านปราโมทย์ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม จากปูนปั้นขนาดหน้าตักกว้าง ๙ ศอก สูง ๘
โดยชาวบ้านจะเรียกว่า หลวงพ่อโต น่าจะมีอายุประมาณ ๑๖๐ ปี ซึ่งชาวบ้านนับถือมากว่าศักดิ์สิทธิ์
และจะแก้บนด้วยประทัดและดอกไม้รูปเทียน พวงมาลัย ทุกปีจะมีงานประจำปีในเดือนตุลาคม
ทำบุญออกพรรษา มีตักบาตรรอบโบสถ์ ประกวดแต่งกายชุดไทย แข่งเรือ ชกมวยและมีงิ้วแสดงถวาย

“ในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา หรือไตรภูมิฉบับหลวง กล่าวว่า ในยุคของศาสนาพระศรีอารยเมตไตรยนั้น
ผู้คนจะมีแต่ความสุข ปราศจากกลียุคทุกข์ยาก ไม่มีผู้ร้ายฆ่าฟันกันเหมือนเช่นทุกวันนี้
ความสงบสุขจะแผ่ไปทั่ว คนในศาสนาพระศรีอารย์นั้น ไม่ต้องพึ่งพาโรงพยาบาล ไม่ต้องกังวลว่า
จะไม่มีค่ารักษาพยาบาล เพราะคนทั้งปวงจะปราศจากโรคาพยาธิ ดินฟ้าอากาศก็ได้รับการควบคุม
ให้อยู่ในระดับที่สบาย คนยุคปัจจุบัน เมื่อเห็นว่าในศาสนาพระศรีอารย์มีแต่ความสุข ก็พากันปรารถนา
ที่จะไปเกิดใหม่ในศาสนานั้น โดยนิยมสร้างพระศรีอารย์ เพราะมีคติความเชื่อกันว่า เมื่อตายไปแล้ว
จะได้ไปเกิดในยุคศาสนาของพระศรีอารย์” อ.รามกล่าว


เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:38 pm


ในความว่างไม่ว่างเปล่า มีจิตองค์พระบรมธรรมบิดาเจ้า พระผู้สร้างสุริยะจักรวาลทั้ง 3 โลก
คือ ศูนย์พลังธรรมชาติ ทุกศาสนาได้กำหนดหมายถวายพระนาม ต่างๆ นาๆ คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า (GOD)


http://www.catholic.or.th/service/multimedia/sound/songaugust08/12.html

12.สรรเสริญพระผู้สร้าง
(**) เชิญมาสรรเสริญพระเจ้า
ผู้ทรงสร้างเราและสรรพสิ่งมากมาย
เชิญมาขอบคุณพระองค์
และรักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด

1.แยกความสว่างออกจากความมืด
ดังที่เราเรียกวันและคืนเรื่อยมา
สร้างฟ้าที่กว้างใหญ่นักหนา
สุดสายตาแสนโสภาเหลือเกิน (**)

2.ให้น้ำรวมกันเรียกว่าทะเล
ส่วนพื้นที่แห้งนั้นเรียกว่าแผ่นดิน
มีพืชผลต้นไม้มากมายสิ้น
ให้ได้เก็บกินอิ่มหนำสำราญใจ(**)

3.สร้างดวงอาทิตย์ให้อยู่บนฟากฟ้า
ส่องสว่างทั่วหล้าในเวลากลางวัน
มีดวงจันทราและดวงดาราพร้อมสรรพ์
ส่องสว่างทั่วกันในยามค่ำคืน(**)

4.สร้างนกให้บินไปมาในฟากฟ้า
และยังทรงสร้างปลาให้ว่ายไปมาในนที
สัตว์บกและน้ำอีกมากมายที่เห็นว่าดี
และยังทำให้มีลูกดกเต็มแผ่นดิน(**)

5.สุดท้ายเป็นวันสำคัญ
วันที่หกนั้นทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา
สร้างเธอและฉันเป็นเหมือนพระฉายา
ดูแลรักษาสรรพสิ่งมากมาย(**)


http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a

หลักคำสอนของศาสนาคริสต์
1. หลักคำสอน เรื่องตรีเอกานุภาพ คือ การนับถือพระเจ้าองค์เดียว แบ่งเป็น 3 ภาค คือ
- พระบิดา หมายถึง พระเจ้า
- พระบุตร หมายถึง พระเยซู
- พระจิต หมายถึง วิญญาณบริสุทธิ์ในจิตใจของชาวคริสต์ที่มีศรัทธา


http://www.vcharkarn.com/vcafe/101887/1

ทำไมพระพุทธเจ้าไม่สอนเรื่อง “พระเจ้า” และ “พระผู้สร้าง

พระพุทธเจ้าเปรียนเหมือนหมอผ่าตัดผู้ป่วยที่ถูกลูกศรปักอก หมอไม่จำเป็นต้องใส่ใจว่าคนยิงเป็นใคร
ทำไมคนร้ายจึงยิงหมอทำหน้าที่เพียงเร่งผ่าตัดช่วยชีวิตให้เร็วที่สุด....แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมให้ผ่าตัด
โดยตั้งเงื่อนไขว่า “ต้องหาคนยิงให้ได้ก่อน ..เขาหน้าตาเป็นอย่างไร? ผู้หญิงหรือผู้ชาย...
ต้องให้เขาบอกเหตุผลที่ยิงให้ได้ก่อน...ผมจึงจะยอมให้ หมอผ่าเอาลูกศรออก” ถ้าเป็นเช่นนี้
ก็รับรองได้ว่า “ผู้ป่วยตายแหง๊แก๊ !???”

ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฏก ดังนี้ “หาก มีใครกล่าวว่า ‘ตราบใดที่พระผู้มีพระภาค
ยังไม่ทรงตอบเราว่า ‘โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง? ฯลฯ (..โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร )’ ตราบนั้นเราก็จัก
ยังไม่ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นสิ้นชีวิตไปตถาคตก็ไม่ตอบเรื่องนั้น
เปรียบเหมือนบุรุษต้องลูกศรที่อาบยาพิษอย่างร้ายแรง มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น
พึงไปหาแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมารักษาบุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักคนที่ยิงเรา เราก็จักไม่ให้ถอนลูกศรนี้ออกไป’ ฯลฯ
บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าว อย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักลูกธนูที่เขาใช้ยิง เราว่า
เป็นลูกศรธรรมดา ลูกศรคม ลูกศรหัวเกาทัณฑ์ ลูกศรหัวโลหะ ลูกศรหัวเขี้ยวสัตว์ หรือลูกศรพิเศษ
ตราบนั้นเราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ ต่อให้บุรุษนั้นตายไป เขาก็จะไม่รู้เรื่องนั้นเลย

อ้างอิง...พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย จูฬมาลุกยสูตร เล่ม ๑๓ ข้อ ๑๒๖ หน้า ๑๓๘

“เราไม่ตอบปัญหาว่า ‘โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง? ฯลฯ (..โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร)’
เราไม่ตอบเพราะเหตุไร?
เราจึงไม่ตอบเพราะปัญหานั้นไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความคลายทุกข์
เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่ตอบ
ปัญหาอะไรเล่าที่เราตอบ คือปัญหาว่า

‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ เราตอบเพราะเหตุไร?
เราตอบเพราะปัญหานั้นมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความคลายทุกข์
เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงตอบ
เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่าเป็นปัญหาที่เราไม่ตอบ และจงจำปัญหา
ที่เราตอบว่าเป็นปัญหาที่เราตอบเถิด”

อ้างอิง...พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย จูฬมาลุกยสูตร เล่มที่ ๑๓ ข้อ ๑๒๘ หน้า๑๔๑
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:49 pm




http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/21/news_296475.php

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล...'แพ้ชนะถึงที่สุดแล้วก็เป็นสุญญตา'


"ความรักบ้านรักเมืองไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างเดียว
บางครั้งการยอมแพ้กลับเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่าแสดงความรักบ้านรักเมืองได้มากกว่า"


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : พรชัย จันทโสก : รายงาน

คงไม่บ่อยครั้งนักที่ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสถานการณ์การเมืองขณะนี้
และที่ผ่านมาดูเหมือนจะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ ความยัดแย้งที่ถาโถมอยู่
ทุกวันนี้สักเท่าไร


แต่ ล่าสุดในงาน เปิดประตู...สวนโมกข์กรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2551 ณ
หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ อันถือเป็นวันรวมปราชญ์เมธีระดับประเทศและ
ลูกศิษย์ลูกหาท่านพุทธทาส อินทปัญโญ
โดยภายในงานมีปาฐกถาเกียรติยศชุด พุทธธรรมนำไทยพ้นวิกฤติ
นำโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี), ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
พร้อมด้วย ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย และอานันท์ ปันยารชุน
เป็นผู้ปรารภเปิดปาฐกถา


แม้ว่า ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จะออกตัวก่อนว่าการปาฐกถาหัวข้อเรื่อง
อำนาจแห่งความว่าง-ความว่างแห่งอำนาจ นี้ประเด็นหลักมุ่งเรื่องธรรมะ ไม่ยุ่งการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ
หลายประเด็นกลับเป็นเรื่องที่นักการเมืองเองต้องนำไปขบคิด เพราะอย่างน้อยก็เกี่ยวโยงกับ
สถานการณ์ปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


"การพูดถึงหลักธรรมไม่ได้หมายความว่าต้องตัดเรื่องทางโลกทิ้งไป เพราะธรรมะโอบอุ้มโลก
ทั้งโลกไว้แล้วในฐานะกฎเกณฑ์ที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติ เราจะเข้าใจธรรมะได้ก็โดยผ่านการพิจารณา
ประสบการณ์ทางโลกเป็นสำคัญ 'ปรมัตถ์สัจจะ' กับ 'สมมุติสัจจะ' แม้จะเป็นความจริงต่างระดับแต่ก็เกี่ยวโยงกัน
ดังนั้น ที่ผมกล่าวว่าจะต้องพูดเรื่องธรรมะเท่านั้น จึงไม่ได้หมายถึงการตัดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ออกไป
หากหมายถึงการพิจารณาเรื่องราวทั้งหลายประดามีโดยผ่านมุมมองของหลักธรรม" ดร.เสกสรรค์ กล่าว


จากนั้นได้ยกหลัก ธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาสที่เคยกล่าวไว้ว่า
'ธรรมะที่ลึกที่สุดคือเรื่อง สุญญตา หรือ ความว่าง นอกนั้นเป็นเรื่องตื้นเขิน'


" ถามว่า 'ความว่าง' หรือ 'สุญญตาธรรม' คืออะไร? ผมจะขออนุญาตทบทวนสั้นๆ
ดังนี้ว่าความว่างในภาษาธรรมไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่าโล่งเตียนไม่มีอะไร เลยตามที่เข้าใจกัน
ในภาษาสามัญหากหมายถึงสภาพความจริงที่สรรพสิ่งในโลกล้วนอิงอาศัยกัน เกิดอยู่และมีอยู่
ด้วยเหตุนี้แต่ละสิ่งจึงปราศจากแก่นสารในตัวเอง (self-nature) หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ
ไม่มีอัตลักษณ์แยกต่างกัน (separate identity)


การไม่มีแก่นสารในตัวเองภาษาสันสกฤตเรียกว่าไม่มี 'สวภาวะ' แต่ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า
สิ่งทั้งหลายในโลกไม่มีอยู่จริง หากมีอยู่โดยสัมพัทธ์และสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ ไม่มีสิ่งใดอุบัติขึ้นได้โดยอิสระ"


กล่าวอีกแบบนัยยะหนึ่งสุญญตาหมายถึงสภาพความเป็นจริงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัยและหมายถึงความจริงแบบองค์รวมมากกว่าความจริงแบบแยกส่วน
หลายคงจะนึกออกทันทีว่าหลักธรรมเรื่องความว่างนั้นเกี่ยวโยงกับคำสอนของพระ พุทธองค์เรื่อง อิทัปปัจจยตา
หรือ ปฏิจจสมุปบาท จนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน


พร้อมทั้งอธิบายว่า "การที่คนมองไม่เห็นสุญญตา ทำให้ชอบแบ่งโลกออกเป็นคู่ขัดแย้งต่างๆ
ชอบบัญญัติลงไปว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้สวยสิ่งนั้นอัปลักษณ์ สิ่งนี้บริสุทธิ์สิ่งนี้มีมลทิน ฯลฯ การมองโลก
แบบ 'ทวิภาวะ' เช่นนี้แท้จริงแล้วมักผูกโยงอยู่กับ 'อัตตา' ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันขัดแย้งอยู่เนืองๆ
เพราะต่างฝ่ายต่างอยากกำหนดความเป็นไปของโลกด้วยปัจจัยเดียวคือตัวเอง และโทษผู้อื่นเป็นต้นเหตุโดดๆ
แบบไม่มีที่มาที่ไป


แต่กฎแห่งความว่างเป็นกฎเหล็ก ละเมิดแล้วก็มีแต่หาทุกข์ใส่ตัว ตรงนี้เองคือ
อำนาจแห่งความว่าง.
..อำนาจแห่ง 'พระเจ้าอิทัปปัจจยตา'


ความจริงของโลกคือภาวะแยกเป็นคู่ๆ แบบขาวล้วนดำล้วนนั้น เป็นแค่เรื่องสมมุติเป็นบัญญัติทางโลก
ที่อาจทำได้กระทั่งมีประโยชน์หากอยู่ในระดับพอเหมาะพอสมไม่ยึดติด อีกทั้งรู้เท่าทันมัน แต่ถ้าใครก็ตาม
พาทัศนะเช่นนี้เตลิดไปอย่างไร้ขอบเขตสุดท้ายย่อมติดกับอยู่กับความขัดแย้งชนิดหาทางออกไม่ได้
ทั้งขัดแย้งในตัวเองและขัดแย้งกับผู้อื่น"


ด้วยเหตุนี้ การหยั่งเห็นความว่างจึงเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับหลักธรรมสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทา หรือที่เราเรียกกันว่าทางสายกลางนั่นเอง


"ธรรมข้อนี้ไม่ได้หมายถึงทางที่อยู่ตรงกลางระหว่างทางสองสาย ไม่ได้หมายถึงทรรศนะ
ไม่เลือกข้างเพื่อเอาตัวรอดและยิ่งไม่ใช่หมายถึงการหาประชามติจากคนกลางๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่ความขัดแย้ง
กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด 'มัชฌิมาปฏิปทา' หมายถึง การถอนอุปาทานจากความคิดสุดโต่งทั้งปวง
หมายถึงการมองเห็นสมมุติของทวิภาวะ เห็นความไม่จริงของบัญญัติต่างๆ ที่ผู้คนมักยกอ้างมาขัดแย้งกัน


ยกตัวอย่างเช่นในเวลานี้ พี่น้องชาวไทยเราจำนวนหนึ่งกำลังถูกพัดพาให้ไปยึดถือบัญญัติว่า
อะไรเป็น ประชาธิปไตย อะไรไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วเถียงกันเอาเป็นเอาตายโดยลืมไปว่าทั้งหมด
เป็นแค่ 'สมมุติสัจจะ' เป็นความจริงสัมพัทธ์ที่ขึ้นต่อนานาปัจจัยและไม่มีอันใดเที่ยงแท้ถาวร อย่างนี้เรียกว่า
ติดกับอยู่ในทวิภาวะซึ่งเป็นบ่วงทุกข์อันหนักหน่วง และคงเปลื้องทุกข์ไม่ได้ถ้าไม่ถอนตัวกลับมาสู่มัชฌิมาปฏิปทา"


นัก วิชาการด้านพุทธศาสนาท่านหนึ่งได้เขียนไว้ว่า 'จิตที่ติดอยู่ในข่ายความคิดนั้นเป็นความหลง
ภาษาพระเรียก สัญญาวิปลาส ซึ่งไม่ได้หมายถึงอาการบ้า แต่หมายถึงการยึดติดความคิดบางอย่าง
ที่เนื่องกับอัตตา
เป็นการสนับสนุนอัตตาในระดับเหตุผล'


"เนื่องจากผมอยู่ในแวดวงปัญญาชนมานาน เคยเห็นคน 'คลอดลูก' เป็นความคิดมามาก
อีกทั้งหวงความคิดของตนราวลูกในอุทร ใครแตะไม่ได้ ใครค้านไม่ได้ ผมเองก็เคยหลงอยู่ในกับดักเช่นนี้
เคยออกอาการสัญญาวิปลาสอยู่พักใหญ่เหมือนกัน จะเห็นได้ว่าความคิดสุดโต่งว่าจะมาจากขั้วไหน
ล้วนหนีไม่พ้นเรื่องของอัตตา ตราบใดที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลยึดถือความเห็นของตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมถอน
อุปาทานจากทวิภาวะ ความขัดแย้งก็จะดำเนินไปสู่ความรุนแรง เกิดเป็นความทุกข์ในรูปใดรูปหนึ่งจนได้
จะว่าไปนี่ก็นับเป็นการแสดงอำนาจอีกแบบหนึ่งของสุญญตาที่ลงโทษลงทัณฑ์ผู้ละเมิดกฎ"


ในวิถีสู่ความหลุดพ้นตามหลัก ธรรมนั้น อันดับแรกของมรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
เรื่องนี้หากนำมาศึกษาประกอบกับหลักธรรมเรื่องสุญญตา ปฏิจจสมุปบาท และมัชฌิมาปฏิปทา
ก็จะสรุปได้ไม่ยากว่าสัมมาทิฏฐิคือการก้าวพ้นทิฏฐิ (ความเห็นหรือทฤษฎี) นั่นเอง


"อันที่ จริงการก้าวพ้นทิฏฐิหรือทัศนะเป็นเรื่องเดียวกับการก้าวพ้นทวิภาวะ ดังท่านจะเห็นได้ว่า
ทุกวันนี้การติดค้างอยู่ในทวิภาวะในบ้านเราทำให้มีการผลิตทัศนะความคิดเห็นออกมาอย่างมากมายเหลือเชื่อ
มีผู้แสดงถ้อยแถลงแข่งกันอย่างต่อเนื่องนับเป็นร้อยวัน ซึ่งถ้ายังออกจากความขัดแย้งไม่ได้ การสร้างทฤษฎี
(ทิฏฐิ)โจมตีฝ่ายตรงข้ามก็คงจะดำเนินต่อไปอีก ดังนั้นใครก็ตามที่อยากจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง คงต้องขอให้
คู่กรณีหยุดพูดหรือหยุดผลิตความคิดเห็นสักพักหนึ่งก่อน อันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
เป็นก้าวแรกที่จะออกจากสัญญาวิปลาส"


การหยั่งถึงความว่างจะทำได้ยากยิ่ง หากไม่มีการหยุดพูดหยุดโต้แย้งกัน..."ความเงียบบ่อยครั้ง
ไม่ได้หมายความว่าเป็นการสยบยอม หรือไม่มีวิจารณญาณ หากเป็นการตั้งมั่นอยู่ในสัมมาสติ เพื่อพิจารณา
ความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างรอบด้าน ยกตัวอย่างเช่นในสถานการณ์ที่เป็นวิกฤติการเมืองอยู่ในปัจจุบัน
เราจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังครองตนอยู่ในความนิ่งเงียบ แต่ความเงียบเช่นนี้แท้จริงแล้วอาจดังกึกก้อง
เหมือนฟ้าคำรามผู้ใดอ่านสัญญาณไม่ออก กระทำการผลีผลามย่ามใจ ก็เท่ากับหาทุกข์ใส่ตัว"


จากการที่ตั้งหัวข้อปาฐกถา อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นสำนวน
แม้แต่น้อย หากดึงมาจากเนื้อหาความเป็นไปของโลกที่เกี่ยวโยงกันอย่างแท้จริง แต่ปัญหามีอยู่ว่า
ถ้าผู้ปกครองหรือผู้ถืออำนาจการเมืองหยั่งไม่ถึงสุญญตาแห่งอำนาจแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?


"เรื่องนี้ถ้าจะให้ผมตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็คงต้องบอกว่าผู้กุมอำนาจท่านนั้นคงจะอยู่ได้ไม่นาน
ไม่ช้าก็เร็วก็คงถูกกฎเหล็กแห่งอิทัปปัจจยตาเล่นงานเอาจนเสียผู้เสียคนไป"


ท่าน อาจารย์พุทธทาสเคยสอนไว้ว่า
การเมืองต้องไม่แยกออกจากธรรมะและนักการเมืองที่แท้จริง
จะต้องเป็นนักการ เมืองโพธิสัตว์หรือ นักการเมืองของพระเจ้า
(อิทัปปัจจยตา) ซึ่งมีชีวิตอยู่ เพื่อผู้อื่น หายใจเป็นประโยชน์ของผู้อื่น


"ในเมื่ออำนาจเป็นปรากฏการณ์แห่งความว่าง ผู้กุมอำนาจก็ควรหยั่งถึงความว่างในดวงจิตของตนด้วย
ใครก็ตามที่นำอัตตาตัวตนขึ้นสู่เวทีอำนาจ ใครก็ตามที่นำผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นสู่เวทีอำนาจ และยืนยัน
ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นเอก ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ หรือสรรเสริญท้ายที่สุดแล้วก็จะไปไม่รอดทั้งสิ้น
เพราะกฎแห่งอำนาจเป็นกฎเดียวกับอิทัปปัจจยตา


ถึงตรงนี้ ผมคงต้องอธิบายเล็กน้อยว่าการต้านอำนาจนั้นถือเป็นการแสดงอำนาจชนิดหนึ่ง
ซึ่งก็ต้องอยู่ภายใต้กฎอิทัปปัจจยตาเช่นกัน มีสภาพเป็นความว่างเช่นเดียวกัน ดังนั้นใครก็ตามที่คิด
จะตั้งศูนย์อำนาจใหม่หรือต่อต้านอำนาจเก่า ควรจะต้องรู้ว่าอำนาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
และอิงอาศัยนานาปัจจัย อำนาจไม่ได้บรรจุอยู่ในอาคารสถานที่ การยึดอำนาจรัฐไม่ได้เกิดจาก
การยึดตัวอาคารหากจะต้องยึดครองที่หัวใจคน"


ถ้าเข้าใจอำนาจแห่งความว่างและเข้าถึงความว่างแห่งอำนาจ ก็จะรู้ว่าการขัดแย้งทางการเมือง
ล้อมรอบสมมุติสัจจะนั้นควรจะมีขอบเขตอยู่ตรงไหนและอาศัยวิธีการเช่นใด


"ถ้าเราหยั่งถึงอิทัปปัจจยตา (หรือปฏิจจสมุปบาท) ก็จะมองเห็นว่าความรักบ้านรักเมือง ไม่จำเป็นต้อง
แสดงออกด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างเดียว บางครั้งการยอมแพ้กลับเป็นการเสียสละ ที่ยิ่งใหญ่กว่า
แสดงความรักบ้านรักเมืองได้มากกว่า เหมือนมารดาพร้อมยกบุตรให้ผู้อื่นในยามที่ ตัวเองดูแลปกป้องไม่ได้
แพ้ชนะถึงที่สุดแล้วก็เป็นสุญญตา ไม่มีความจริงยอมรับ มีแต่เราเองไปบัญญัติมันขึ้นมา


ถ้าพูดกันตามหลักรัฐศาสตร์ อำนาจนั้นเปลี่ยนมือได้เสมอ ถ้าผู้ปกครองไม่สามารถแก้ปัญหา
ให้ผู้อยู่ใต้การปกครองได้หรือมีวิกฤติฉันทานุมัติอย่างต่อเนื่อง แต่เปลี่ยนแล้วจะดีขึ้นหรือไม่
ยังไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวเสมอไป มันขึ้นอยู่กับผู้นำการเปลี่ยนแปลงว่ามีปัญญาญาณมากน้อยเพียงใด
คนในสังคมเห็นพ้องต้องกันในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน หากสังคมยังไม่เห็นพ้องต้องกัน
ในทิศทางการเปลี่ยนแปลง การล้มลงของระบอบเก่าหรืออำนาจเก่าก็รังแต่จะนำไปสู่สภาพกลียุค
และอนาธิปไตย"


จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ บางครั้งอำนาจใหม่กลับฆ่าคนเสียยิ่งกว่าอำนาจเก่าที่ล่มสลาย
เนื่องจากทิฏฐิ ที่ยึดติดในการเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการรอคอยให้ผู้คนเห็นด้วย เรื่องเช่นนี้เคยเกิดมาแล้ว
ในหลายประเทศ ซึ่งควรถือเป็นบทเรียน


"ดังนั้น ในทัศนะของท่านอาจารย์พุทธทาส ระบอบการเมืองแบบไหนยังไม่สำคัญเท่ากับว่า
มีธรรมะหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีธรรมะ ถึงอย่างไรก็สร้างสันติสุขให้บังเกิดมิได้ และท่านถือว่าภาวะ
ไร้สันติภาพเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดของมนุษย์ การไม่ได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขนับเป็นเคราะห์กรรม
อย่างยิ่งของแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้ ความพยายามที่จะรักษาระบอบการเมืองก็ดี ความพยายามที่จะปรับปรุง
หรือเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองก็ดี จึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยความชัง ไม่อาจใช้โลภะ โทสะ โมหะ
มาขับเคลื่อน เราจะสร้างสังคมที่สันติสุขได้อย่างไร หากวิธีการขัดแย้งกับจุดหมายเสียตั้งแต่ต้น
สำหรับชาวพุทธแล้วมรรควิถีมีค่าเท่ากับจุดหมายปลายทาง"


ก่อนที่ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จะกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า...

"วันนี้ ผมได้เอ่ยถึงปรมัตถ์สัจจะไว้ในแทบทุกวรรคตอน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
สิ่งที่ผมพูดเป็นปรมัตถ์สัจจะ แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับปรมัตถ์ธรรมมากกว่า
และเช่นเดียวกับความคิดเห็นของผู้คนในเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดที่ผมพูดมาจึงเป็นแค่สมมุติเท่านั้นเอง"
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:54 pm

http://www.larndham.net/index.php?showtopic=24724&st=138

การปลอมปนนั้น เป็นหัวใจที่เขาใช้รุกรานทุกประเทศเลยเชียว


ในมือเราตอนนี้เป็นบันทึกทางวิชาการเรื่อง
การทำลายล้างพระพุทธศาสนาในเอเชีย เล่ม 1” พิมพ์ ปี 2543

พิมพ์มา 7 ปีแล้ว เนื้อหายังร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรัฐธรรมนูญเขียนดีมาก
ไม่มีอารมณ์ สมคำบรรยายว่า บันทึกวิชาการ

หนังสือเล่มนี้หน้า 29 ระบุชัด โดยยกภาพถ่ายของ วารสารวาติกันขึ้นมาให้เห็น


(7:15) “ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนใจบุคคลทีละคน
ให้มานับถือคริสตศาสนาต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือ
การเปลี่ยนตัวศาสนาทั้งศาสนาให้มาเป็นคริสต์ศาสนา


(7:7) “บรรดาปิตาจารย์ จงใช้ความพยายามอย่างสุดกำลัง
สุดความสามารถ ทุกวิถีทาง ทั้งโดยการพูด การเขียนในอันที่จะกำจัดศาสนาอื่นๆ
อันมิใช่คริสต์ศาสนาให้หมดสิ้นไป อีกทั้งต้องใช้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าร่วมทำการกับตนด้วย


(10:7) “ท่านจงไปทำให้ประชาชาติทั้งหมด ให้เป็นสาวกของพระเยซู”

(10:25:27)“ในประเทศพระพุทธศาสนา คริสต์ศาสนาจะต้องนำเอาองค์ประกอบต่างๆของพุทธ
มาใช้และเปลี่ยนรูปแบบเสียใหม่ด้วยการให้ความหมายทางคริสต์ศาสนาลงไป
เพื่อดัดแปลงให้เข้ากับคริสต์ศาสนาให้ได้”



นอกจากนี้ ในหน้า 27 เขียนไว้ว่า...

..เนื่องจากผู้นับถือพระพุทธศาสนาของเวียดนามมีถึง 99.74 % (มากกว่าไทยในปัจจุบันอีกนะคะ)
ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ดังนั้นการล้มล้างพุทธศาสนานอกจากจะปราบปรามชาวพุทธ
แล้วยังใช้การทำให้คลาดเคลื่อนโดยสร้างคำสอนพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่
สัทธรรมปฏิรูปใน
ด้านของการศึกษาฝ่ายปริยัติและบังคับให้พระภิกษุสงฆ์สามเณรนางชี เรียนคำสั่งสอนใหม่นี้
โดยเป็นคำสั่งของ โง ดิน ถึก (โห...ชื่อเก๋ มีไม้เอก ยี๊งเก๋ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ) ซึ่ง
คุมกระทรวงศึกษาธิการ……

เห็นความคล้ายกันของแผนดังกล่าวในไทยมะคะ ?
บนโน้นได้เขียนถึงบุญสม มาร์ตินมาแล้วตอนที่เขาคุมกระทรวงศึกษาธิการของไทยนะคะ

นอกจากความเหมือนกันตรงนี้แล้วนะคะ ยังมีอีกน่ะค่ะ ในหน้า 14 เขียนไว้ว่า….
....นับแต่ฝรั่งเศสเข้าปกครองประเทศเวียดนามในปี พ.ศ. 2489 ถึงปี พ.ศ. 2494 นั้น
ได้จัดระบบศาสนาใหม่
บังคับให้รัฐบาลเวียดนาม ออกกฏหมายไม่มีพระพุทธศาสนา
เป็นศาสนาประจำชาติ
.....
ผู้ที่ต้องการเข้ารับราชการต้องเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิกเท่านั้น
ไม่ยอมรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเข้าทำงานในทุกตำแหน่งทางราชการ
และจัดให้เป็นประชาชนชั้นต่ำสุดของประเทศตลอดมา...

ฟังมาถึงตรงนี้ ใครจะบอกไหมคะว่า โอยยยย เรื่องเก่า สมัยก่อน
งั้นขอเรียนให้ทราบตรงนี้ว่าในบางบริษัทในประเทศไทย มีลักษณะอย่างนี้อยู่
ฟังจากเพื่อนๆเล่าอะนะคะ จะให้ไปหิ้วมาเป็นพยานคงยากน่ะค่ะ
แต่เราจะโกหกไปไย เขาบอกว่า ถ้าเขาอยากเลื่อนตำแหน่ง
นายเขาสั่งให้เปลี่ยนศาสนาจากพุทธเป็นศาสนาอื่นตามนายเขาก่อน!!!!

เส.........รี๊ ....รีมากเลยเนี่ยะ

ต่อนะคะ

ประเทศเกาหลีในปัจจุบันเป็นคริสต์ไปหมดแล้ว จากเดิมที่เป็นพุทธกว่า 90 % เช่นกัน
มีข่าวล่าอะนะคะ คนประเทศนี้กำลังหลบมาไทย เพราะประเทศเขาร้อน เขากลัวสงครามนิวเคลียร์น่ะค่ะ
เขาหนีมาตามชายแดน ตอนนี้มาแถวเหนือๆขงไทย ปริมาณพอประมาณนะ..
ถ้าเป็นแดนพุทธอย่างเก่าคงเย็นกว่านั้น

ในหน้า 58

กลืนชาติ พิฆาตพระพุทธศาสนา

............ เมื่อประเทศเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายแล้ว ประเทศมหาอำนาจไก้จัดการ
ระบอบการปกครองเกาหลีใต้เสียใหม่และแน่นอนที่สุดย่อมเป็นความเห็นชอบของ
องค์กรคริสเตียนผู้วางแผนแต่แรกนั้นด้วย
ที่ดินซึ่งเคยเป็นธรณีสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
ถูกเวนคืนเป็นของรัฐเกินกว่า 80%
สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือ การกำหนดสิทธิให้คริสต์ศาสนา
เข้ามาเผยแผ่ในประเทศเกาหลีโดยเสรี
ซึ่งส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแห่ง
สาธารณรัฐเกาหลีไม่มีคำว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:57 pm

http://www.thaipost.net/news/040210/17439

ด้วยบุญญาพระบารมีพ่อนี้ปกเมือง

เปลว สีเงิน

4 กุมภาพันธ์ 2553 - 00:00

เฉลิม - "ดร.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" เพื่อนเลิฟผมนี่จ๊าบจริงๆ กล้าชน-กล้าถามได้ว่า "สุดารัตน์เป็นใคร?"
ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ไปถามคนชื่อ "ทักษิณ" เค้าดูซี นี่...โทรทัศน์รายงานข่าวแจ๋วๆ เปิดสภาฯ ได้นัดเดียว
เมื่อวาน (๓ ก.พ.๕๓) สภาฯ ล่มซะแล้ว แล้วอย่างนี้จะเอาปลากะพงไปคลุกข้าวให้หมากิน
ทำนองว่า "สร้างรัฐสภาใหม่" ตั้ง ๒-๓ หมื่นล้านเพื่ออะไรกัน เก็บแบบ "สัปปายสถาน" ไว้ก่อนเถอะ
ถึงยุคพระศรีอาริย์ค่อยไปสร้างพร้อมๆ กรุง NEW BANGKOK โน่น!

บ้านเมืองน่ะ-ดี แต่คนเล่นการเมือง มีส่วนหนึ่งที่-เลว เผอิญส่วนนี้มีมากซักหน่อย ดังนั้น
ใครที่มองสถานการณ์บ้านเมืองแบบขยำรวมกันไป ก็จะเกิดความคิดแบบจับฉ่ายคือ สรุปว่าบ้านเมืองไม่ดี

ความจริงมันดี คือบ้านเมืองไทยดีอยู่แล้ว และอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ดีเฉยๆ
แต่จะถึงระดับ "มหาดี" เลยทีเดียว เชื่อผมเถอะ ไม่ใช่พูดปลอบใจเรื่อยเปื่อย
แต่คนที่จะได้อานิสงส์จากภาวะบ้านเมืองดีนั้น ไม่ใช่ว่าใครเป็นคนไทย
หรืออยู่ในขอบเขตขัณฑสีมาเมืองไทยก็จะพลอยได้ดิบ-ได้ดีไปหมดเสียทุกคน

เหมือนตอนนี้ "ต้นหน้าแล้ง" ถ้าใครเตรียมตุ่ม เตรียมภาชนะไว้ล่วงหน้า
พอถึงมิถุนา-กรกฎา ถึงหน้าฝน ฝนตกปุ๊บ แค่เปิดฝาตุ่มก็จะได้น้ำฝนไว้ดื่มกินปั๊บ

แต่คนที่ไม่เตรียมอะไรไว้เลย ยิ่งหน้าแล้ง คนที่พอมีตุ่มอยู่บ้างกลับขายไปซะอีก เพราะเห็นแห้งแกรก
เก็บไว้ก็เกาะกะ คนในสภาพนี้ พอถึงตอนนั้นต่อให้ฝนตก ๗ วัน ๗ คืน อย่างเก่งก็ได้แค่แค่
ยืนแหงนหน้า-อ้าปากรอน้ำ จะได้บ้าง ก็ได้เท่าที่เปียกและเท่าที่กระเซ็นเข้าปากเท่านั้น!

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ คนที่จะได้รับอานิสงส์จากภาวะบ้านเมืองฟื้นคืนสู่
ความรุ่งเรืองไพศาลทันที-ทันใด ก็คือคนที่จรรโลง-รักษาชาติ พระศาสนา
และสถาบันพระมหากษัตริย์ มั่นคงและดำรงวิถีชีวิตอยู่ด้วย
กายสุจริต วาจาสุจริต และใจสุจริต


นี้คือการเตรียม "ตุ่มน้ำ" หรือภาชนะในความหมายที่ผมพูดถึง!

ด้วยพลังใจภักดิ์ของพสกที่พร้อมพรั่ง ณ ลานโรงพยาบาลศิริราช มิเว้นวาย ขณะนี้
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และแข็งแรงดีแล้ว เมื่อวานซืนนี้ (๑ ก.พ.)
พระองค์ท่านเสด็จออก ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช
เพื่อพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะผู้พิพากษา

เป็นวัน "มหาประชาปีติ" พร้อมเพรียงกันอีกวันหนึ่งจริงๆ!

เพราะอะไรน่ะหรือครับ ก็เพราะว่าทุกคนที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์ เห็นชัดกันทุกคนว่า สีพระพักตร์
และแววพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปล่งปลั่ง สมบูรณ์ สดใส อาจพูดได้ว่า
"พระพักตร์พ่อ" ณ วันนี้ ประหนึ่งทอแสงทองแรกแห่งรุ่งสุริยะสาดส่องสู่ลูกคือพสก

อาบผืนปฐพีไทย เป็นแสงให้ชีวิตใหม่อีกครั้งอย่างแท้จริง!

หาใช่ว่าผมรับรู้สิ่งนั้นได้เพียงคนเดียว ผมนั่งทำงานอยู่ตอนช่วง "ข่าวในพระราชสำนัก"
ทางกองบรรณาธิการยังโทร.มาบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ "ในหลวงออกโทรทัศน์
ในหลวงทรงหายประชวรแล้ว" คือโทร.มาในความหมายให้ผมรีบเปิดดู ความจริงผมนั่งดูอยู่แล้ว
และในวันรุ่งขึ้น ผมก็ได้สดับตรับฟังคำโจษขานไปในทางเดียวกันว่า

"ในหลวงทรงหายประชวร ในหลวงทรงสมบูรณ์แข็งแรงดีแล้ว" เพราะมีพระราชดำรัสกับ
คณะผู้พิพากษาที่เข้าเฝ้าฯ ได้แจ่มใส ชัดเจนดังปกติดีทุกประการ

พระองค์ประทับอยู่ในวัง ถึงใกล้-ก็เหมือนไกลจากประชาชนของพระองค์ แต่เมื่อเสด็จฯ มาประทับ
ณ โรงพยาบาลศิริราช สูง-แต่ใกล้ ประหนึ่งศีรษะพสกซบนบอยู่เบื้องพระบาทของพระองค์ ทั้งวัน
ประชาชนทุกหมู่เหล่า ใจคนรวย ใจคนจน ใจผู้ดี ใจไพร่ ใจคนมีอาการครบ ๓๒ ใจคนพิการ
เรียกว่าจะต่างชั้น วรรณะ และฐานะ-อาชีพขนาดไหน

แต่เท่ากัน......

คือ ใจรักและภักดี "พ่อของฉัน" เหมือนกันหมด!

ชาวบ้านแท้ๆ อันเป็นสมบัติของแผ่นดิน สมบัติของพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงรักและทรงปกปักรักษา
โน่น....รอนแรมจากแดนไกลมา จากต่างถิ่น ต่างจังหวัด ผมเห็นในโทรทัศน์
ขนมห่อด้วยใบไม้ ชาวบ้านยังประคองแนบกาย-แนบใจ นำมาถวายให้พ่อหลวงของฉัน
พระองค์ท่านประชวร เกรงว่าพระองค์ท่านจะไม่มีพระกระยาหารเสวยถูกพระราชหฤทัย

ดูซิ...คุณย่า คุณยาย กระทั่งนักเรียนตัวเล็กๆ มาไหว้ มากราบ มาอธิษฐานใจ ใครมีอะไรที่
"ดีที่สุด" ในสภาพฐานะของตนเอง ก็พยายามถนอมประคองสิ่งนั้นมาทูลเกล้าฯ ถวาย
ด้วยบริสุทธิ์แห่งใจอย่างเดียวว่า สิ่งนี้แทนหน้า-แทนใจ มาเยี่ยมพระอาการไข้ในหลวง

มะโนปุพพัง คะมา ธัมมา ในตัวเรามีใจเป็นใหญ่

มะโนเสฏฐา มะโน มะยา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นธรรมชาติถึงก่อน

มะนะสา เจ ปะสันเนนะ ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จแล้วแต่ใจ

นี่แหละ...ตรงนี้แหละ ตรงกระแสจิตบริสุทธิ์ของมวลพสกที่ส่งตรงจากลาน ณ โรงพยาบาลสู่ชั้น ๑๔
ด้วยหวังอภิบาลรักษาพระอาการประชวร เป็น "จิตตานุภาพ" กอปรด้วยพลังมหาศาลที่ต่อติดจริงๆ

ประชาชนคนไทยทั้งหลาย จงยึดมั่นไว้เถิด แล้วความประเสริฐทั้งมวลจะบังเกิดกับชาติ-ประชาชน
เพราะพระองค์มิเพียงทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่พร้อมด้วยทศพิธราชธรรมเท่านั้น หากแต่พระองค์
ทรงบำเพ็ญพระบารมีธรรมขั้นอุดม ทรงเป็น "เนื้อนาบุญประเสริฐ" ของพสกผู้เคารพนบนอบกราบไหว้

ผมถึงบอกว่า "ประเทศไทย-คนไทย" ดีแน่ ถ้าจะแย่ ก็แย่เฉพาะคนที่ใจประเภท "บัวใต้น้ำ"!

ตอนนี้ พูดกันมาก พูดกันทุกวัน จะนองเลือดบ้าง ทหารจะปฏิวัติบ้าง เท่าที่ฟัง ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรก
ที่ทั้งนักวิชาการและนักโหราจารย์เห็นตรงกันว่า "ปีนี้-ต้องเกิดกลียุคไทย"
สาเหตุใหญ่จากเสื้อแดงทักษิณจะกลืนกินเมือง

ผมไม่ได้เป็น "นัก" อะไรกับเขา จึงไม่มีศาสตร์ด้านไหนเป็นฐานรับหรือปฏิเสธ แต่ผมยอมรับ
ด้วยเชื่อตามหลัก อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา คือมันไม่มีอะไร ถ้าไปทึกทักว่ามีอะไรเป็นอะไร
มันก็ทุกข์ เหตุที่ผมว่าไม่มีอะไร เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ไม่มีตัวตนถาวร
ให้จับต้อง-ยึดถือได้คงที่ตลอดกาล ตลอดไปเลย

แม่น้ำ ภูเขา ดิน ฟ้า อากาศ กระทั่งจักรวาล มันยังเปลี่ยน ยังสูญสลาย แล้วจะมีอะไรล่ะคงที่?

เมื่อใช้หลักนี้เป็นแกนในมองเหตุการณ์บ้านเมือง ผมก็เกิดความรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลง
เป็นเรื่องธรรมชาติ การตีกัน การนองเลือด เป็นเรื่องธรรมชาติของสัตว์ แล้วแค่รัฐบาล
แค่ระบบบ้านเมือง ถ้าจะเปลี่ยนแปลง มันแปลกตรงไหน ซึ่งความจริงก่อนจะมีวันนี้
มันก็เปลี่ยนแปลงมาแล้วร้อยอย่าง-พันแบบ

มนุษย์ทุกคน อยู่กับการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ไม่เชื่อเอากล้องส่องเซลล์ผิวหนังตัวเองดูก็ได้
ฉะนั้น อย่าหวั่นไหว!

เมื่อเข้าใจว่า "การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ" เราก็จะเข้าใจเองว่า อ้อ...
ที่มันนองเลือดก็เพราะ "เราไปฝืนธรรมชาติ" ฉะนั้น เราควรอนุวัตร คือหมุนไปกับธรรมชาติ
การหมุนนี่แหละที่เราควบคุมได้ เราต้องการให้หมุนไปทิศไหน-ที่ไหน-อย่างไร-แบบไหน
เราก็ควบคุมไปสู่เป้าหมายนั้น

เห็นมั้ย...ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ จงยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่จงอย่ายอมรับ
การเปลี่ยนแปลงที่เราไม่ควบคุมทิศทาง!


ผมคุยกะท่านหลายหนแล้วเรื่อง "ดาวเสาร์ทับเสาร์" ในดวงเกิดของใครบางคนที่ราศีกันย์
แถมเล็งกับดาวมฤตยูที่ราศีมีน พูดถึงดาวเสาร์ โหรไหนเป็นโหรนั้น ท่องเป็นกลอนไว้เลยว่า
"เสาร์ทับลัคน์ทับจันทร์จะพลันร้าย เกิดวิบัติฉิบหายลูกเมียหนี" ผมไม่ปฏิเสธตามตำราครูบาอาจารย์

แต่อยากจะบอกว่า ดาวเสาร์อันเป็น "ดาวร้าย" นั้นไม่สามารถให้คุณ-ให้โทษใครได้เลย
เสาร์ก็แค่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ในระบบสุริยจักรวาล ๑,๔๓๐ ล้านกิโลเมตร
ใช้เวลา ๒๙ ปี ๔ เดือน พูดกันตัวกลมๆ ว่า ๓๐ ปีจึงจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ ๑ รอบ

นี่แหละ "ทีเด็ด-เคล็ดลับ" มันอยู่ตรงนี้ คุณ-โทษที่เกิดกับคน มาจากอิทธิพล "วงโคจร" ของดาวเสาร์
ไม่ใช่จากตัวดาวเสาร์ ฉะนั้น พูดในภาพรวม เสาร์จะให้คุณ-ก็คุณมหันต์ จะให้โทษ-ก็โคตรฉิบหาย
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น อยู่ที่ว่า ณ ช่วงนั้นๆ ตามวงรอบดาวเสาร์โคจรถึง เขาหรือเรา...
ทำอะไรไว้ หรือกำลังทำอะไรอยู่?

เคยบอกแล้วว่า คนที่ลัคนาอยู่ราศีกันย์ อย่างคนที่เกิดวันที่ ๒๖ กรกฎา คนหนึ่ง รอบนี้เป็น "เสาร์เช็กบิล"
เพราะเสาร์รอบใหม่โคจรมาทับเสาร์รอบเดิมพอดี เหมือนนายตรวจ หรือตำรวจมาแล้ว
และเจ้าตัวกำลังทำอะไรอยู่ รักษาบ้าน-รักษาเมือง หรือว่ากำลังเผาบ้าน-เผาเมือง
และที่ทำซุกๆ ซ่อนๆ ไว้ก่อนนายตรวจมาถึง ไหน...เอามาดูซิ เป็นกรรมดี หรือกรรมบาปอะไรบ้าง

ใครทำดี วงโคจรดาวเสาร์มาถึง "เหมือนชิงช้า" พาหมุนขึ้นสวรรค์ไปเลย!

ใครระยำ อย่างทำป่วนบ้าน-ป่วนเมืองอยู่ขณะนี้ เรียกว่า
"คาหนัง-คาเขา" นายตรวจดาวเสาร์มารอบนี้ "นรก-อเวจี" รออยู่แล้วสถานเดียว!

ฉะนั้น นอนซู้ดน้ำแข็งกดราดน้ำหวานสีธงชาติกันให้สบายเถอะ ไม่มีทหารคนไหนจะมาปฏิวัติหรอก
เพราะอะไร แล้วผมจะบอกให้วันหลัง ก่อนหลับก่อนนอนก็ไหว้พระสวดมนต์บท "พุทธชัยมงคลคาถา"
บทพาหุงนั่นแหละ จะไม่มีมาร-ไม่มีแมว-ไม่มีแม้ว ตัวไหนมากล้ำกรายทำร้ายประเทศไทยได้
เพราะ "นายตรวจ" มา...เผลอๆ จะพาลงนรกไปเลย.

avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 3 Previous  1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ