วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

หน้า 3 จาก 3 Previous  1, 2, 3

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Feb 05, 2010 5:23 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/book02/p17.html


การวิเคราะห์หนังสือของ
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
ทำลายความหมายของคำว่า สมาธิ

ข้อความที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึง การปฏิบัติสมาธิ อันเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนานั้น
เป็นลักษณะของการ ไม่ให้ความสำคัญ แต่อย่างใด ทำให้ดูประหนึ่ง เรื่องของสมาธิ เป็นการกระทำ
เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วในหลักพระพุทธศาสนานั้น ถือว่า ต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง
ประกอบด้วยวิริยะอุตสาหะซึ่งเราจะพบเห็นได้ ในพระสูตรต่างๆ ที่กล่าวถึง การปฏิบัติทางสมาธิจิต
ของพระอริยสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ในสายตาของ พระธรรมปิฎก กลับไม่ให้ความสำคัญ
คล้ายกับเป็นถ้อยคำ ของชาวคริสเตียนอีกด้วย ซึ่งปรากฏถ้อยความ ในหน้า ๘๓๗ ดังนี้

"สมาธิเป็นเพียงวิธีการ เพื่อเข้าถึงจุดหมาย ไม่ใช่ตัวจุดหมาย ผู้เริ่มปฏิบัติอาจต้องปลีกตัวออกไป
มีความเกี่ยวข้องกับชีวิต สังคมน้อยเป็นพิเศษ เพื่อการปฏิบัติช่วงพิเศษระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงออกมา
มีบทบาทในสังคม ตามความเหมาะสมต่อไป อีกประการหนึ่ง การเจริญสมาธิโดยทั่วไป
ก็มิใช่จะต้องมานั่งเจริญอยู่ทั้งวันทั้งคืนและวิธีปฏิบัติก็มีมากมาย เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม"


ซึ่งข้อความของพระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) ดังกล่าวนี้ เป็นแนวทาง ปฏิบัติของคริสเตียน
ปรากฏใน พระไตรปิฎก ฉบับชาวคริสต์ โดย บาทหลวงกีรติ บุญเจือ หน้า ๗๐-๗๓
ซึ่งว่าด้วยเรื่อง การเข้าเงียบดังนี้

"การเข้าเงียบได้แก่การใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๑ วัน เพื่อปลีกตัว ออกไปจากงานประจำ
เพื่ออยู่อย่างสงบ กับพระเจ้า ในสถานที่สำหรับการนี้ โดยเฉพาะสวดมนต์มากขึ้น
อ่านหนังสือเร้าใจมากขึ้น....คริสตชนแต่ละคน มีสิทธิเสรีภาพที่จะพอใจกับวิธีที่มีผู้พบไว้แล้ว.."


จากข้อความที่ได้ขีดเส้นใต้ไว้นั้นจะเห็นได้เป็นอย่างดีว่า เหมือนกันในความหมายทุกประการ
ด้วยเหตุว่า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "วิถีแห่งชาวคริสต์" ที่ต้องยึดถือปฏิบัติ และสั่งสอนอยู่แล้ว
จึงเป็นที่น่าแปลกเป็นอย่างยิ่ง ที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ระดับพระราชาคณะ กลับเขียนหนังสือ
เพื่อสั่งสอนในแนวแห่งคริสเตียน

ก็เพราะว่า ตนเองมิได้มีความศรัทธา ในพระพุทธศาสนา แม้กระทั่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังถูกนำมาเหยียบย่ำ ดึงลงมาต่ำ เทียบเท่ากับ บุคคลธรรมดา ดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น

ซึ่งนับว่า เป็นการเหยียบย่ำหยามหยัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหากเป็นปกติธรรมดา แม้สื่อมวลชน
ที่กล่าวถึงบุคคลระดับสูง เขาก็ไม่กระทำหากมิใช่เป็นเจตนา ในการหมิ่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุใด
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)ซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจึงกล้าทำเช่นนั้น

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/book02/p11.html


การวิเคราะห์หนังสือของ
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
หนังสือ "พุทธธรรม"
เหยียดหยามจาบจ้วง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อความอันปรากฏอยู่ในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๔๒๕ ซึ่งกล่าวถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ว่าด้วยเรื่อง "ตถาคตโพธิสัทธา" ความเชื่อในธรรม อันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ต้องกล่าวกันก่อนนะครับว่า
คำว่า ตรัสรู้ นั้นหมายถึง การรู้แจ้งแทงตลอด ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งเป็นปัญญา อันได้มาจากฌาน คือ
ต้องบรรลุฌานแล้วจึงจะได้ปัญญา แตกต่างจากคำว่า ปัญญา ในความหมายของ พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต)
คือ การเรียนรู้ธรรมดาในทางโลก หรือเรียนรู้ทางมหาวิทยาลัย นี่คือความแตกต่าง
และการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้นจะรู้ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
รวมถึงธรรมทั้งปวงซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่อาจปฏิบัติ ได้โดยง่าย จึงเป็นสิ่งที่ควรเคารพยกย่อง ของพุทธบริษัท
เป็นอย่างยิ่ง ข้อความอันเป็นการ เหยียดหยามจาบจ้วงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในหนังสือ พุทธธรรม ปรากฏดังนี้

"ตถาคตโพธิสัทธาก็คือความเชื่อ ในปัญญาที่หยั่งรู้ สัจจธรรมของมนุษย์...หรือความมั่นใจในตนเองของมนุษย์
ในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง...ความเชื่อในมนุษย์อย่างเป็นกลางๆ..."


และยังให้หมายเหตุไว้เสียอีก กลัวจะเหยียบย่ำพระพุทธองค์ไม่พอ โดยยกเอาความหมายของคำว่า ตถาคต
มาอ้างว่า แปลว่า สัตว์ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว อยู่ในคนละความหมายกันกับที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)
กำลังเขียนหรือกำลังกล่าวถึงอยู่ เพราะข้อความ หรือวรรคตอนในขณะที่กล่าวถึงอยู่นี้เป็นเรื่องของ
ตถาคตโพธิสัทธา ซึ่งว่าด้วย ความเชื่อในการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระสูตรต่างๆ ที่นำมากล่าวอ้างนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับการตรัสรู้และโดยเฉพาะ การตรัสรู้ เป็นเรื่องของ
พระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องอะไร กับเรื่องของ สัตว์ประเภทอื่นซึ่งไม่สามารถตรัสรู้ได้
ที่กล่าวอ้างคำเช่นนั้นก็เพื่อต้องการให้เห็นว่า ตถาคตโพธิสัทธา ไม่ได้มีความวิเศษ มหัศจรรย์
แต่อย่างไรเลยเป็นความสามารถของ "สัตว์" และคำว่า "ตถาคต ก็มิใช่คำที่เรียก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อการยกย่องอะไร เพราะเจตนาจะให้ผู้อ่านเข้าใจว่า เป็นคำที่หมายถึง สัตว์ เท่านั้น เพราะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้เรียกพระองค์เองในทุกครั้ง ที่แสดงพระธรรมเทศนาว่า ตถาคต และ
พระสาวกของพระองค์ ก็เรียกพระศาสดาว่า "พระตถาคต" หากจะให้ผู้อ่าน เข้าใจความหมาย
ตามที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ก็จะต้องให้ผู้อ่าน แปลความหมายในทุกครั้งที่ได้เห็นคำว่า
ตถาคต ว่า สัตว์ และผู้ที่บวชในพระพุทธศาสนา สมัยพุทธกาล ซึ่งพระบรมศาสดา เรียกว่า บุตรตถาคต
ก็ต้องการให้หมายความว่า ลูกสัตว์ อย่างนั้นใช่หรือไม่ ที่กล่าวเช่นนี้มิใช่มีเจตนาจะหาเรื่อง
ให้ท่านผู้อ่านเกิดความรังเกียจในตัวของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) อย่างใดเลย
แต่เนื่องจากพฤติกรรม และเจตนา มันฟ้องครับว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) มีเจตนาดูหมิ่นจาบจ้วง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ ด้วยเหตุที่ว่า ในพระไตรปิฎก ได้ให้ความกระจ่างที่มาและ
คำจำกัดความของคำว่า "ตถาคต" ดังปรากฏเป็นพุทธพจน์ ในบาลี ปาสาทิกสูตร ปา.ที.๑๑/๑๔๘/๑๑๔
เมื่อตรัสกับ จุนทณุทเทส ณ อัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะ พวกเวธัญญา ความว่า

"จุนทะ แม้เป็นเรื่องในอดีต ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต
ย่อมไม่พยากรณ์เรื่องนั้นฯลฯ


จุนทะ แม้เป็นเรื่องในอดีต ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต
ย่อมเป็นผู้รู้กาลอันสมควร ในเรื่องนั้น ย่อมพยากรณ์ปัญหานั้น


จุนทะ แม้เป็นเรื่องในอนาคต ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ตถาคตย่อมไม่พยากรณ์ ซึ่งเรื่องนั้นฯลฯ


จุนทะ แม้เป็นเรื่องอนาคต ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต
ย่อมเป็นผู้รู้กาลอันสมควร ในเรื่องนั้น ย่อมพยากรณ์ปัญหานั้น


จุนทะ แม้เป็นเรื่องในปัจจุบัน ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต
ย่อมไม่พยากรณ์เรื่องนั้น ฯลฯ


จุนทะ ด้วยเหตุดังนี้แล ตถาคต จึงเป็น กาลวาที ภูตวาที อัตวาที ธัมมวาที วินยวาที ในธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า "ตถาคต"


ก็สิ่งที่นำมากล่าวนี้เป็นพระสูตรระดับสูงสุด เรียกว่า ชั้นสุตตะ ซึ่งได้กล่าวถึงที่มาของคำว่า ตถาคต
ไว้อย่างชัดแจ้ง เหตุใดหาก พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) มีความศรัทธาเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในฐานะพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา มิใช่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แล้วละก็ เหตุใดจึงไม่อ้าง
พระไตรปิฎกส่วนนี้ เหตุใดจึงไม่นำมากล่าว แต่กลับไปขุดเอาคำแปลหรือความหมายอันไม่เกี่ยวข้องใดๆ
กับการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อประสงค์อะไรช่วยบอกหน่อยเถอะครับว่า
ผลดีที่เกิดขึ้นในทางบวกมีมากหรือน้อยกว่าทางลบ

นำพิสูจน์ทราบ

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าเนื้อหาสาระในส่วนที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึงนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องสัตว์โลก หรือกล่าวถึงเวไนยสัตว์ แต่อย่างใด
ดังนั้นการนำเชิงอรรถมากล่าวว่า ตถาคต แปลว่า สัตว์ จึงเป็นคนละเรื่องที่จะนำมาอธิบาย
เพราะมิได้มีเจตนา ขยายความว่าที่มาของคำว่า "ตถาคต" นั้น หมายความว่าอย่างไร เกี่ยวข้องอย่างไร
กับการตรัสรู้เลยทั้งสิ้น หากอ่านอย่างพิจารณาจะเห็นเจตนาของพระธรรมปิฎก ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้ของสัตว์เท่านั้นหากไม่ใช่เหตุใดจึงใส่เชิงอรรถเช่นนั้น

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังถูกพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ถูกดึงลงมาจากฐานะอันควรยกย่อง
ข้อความที่เหยียดหยามพุทธองค์ปรากฏในหนังสือ "พุทธธรรม"เขียนโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)
หน้า ๘๓๘-๘๓๙ ความว่า

"ผู้ใดปฏิบัติเพื่อจุดหมายทางปัญญา ผ่านวิธีทางสมาธิ และได้ปาฏิหาริย์ด้วย ก็ถือเป็นความสามารถพิเศษไป
พระพุทธองค์เอง ก็ทรงมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง คือ ฌายี และ ฌานสีลี หมายความว่า ทรงนิยมฌาน
ทรงพอพระทัย ประทับในฌานแทนการพักผ่อนอย่างธรรมดา ในโอกาสว่าง เช่นเดียวกับ
พระสาวกเป็นอันมาก อย่างที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร คือเพื่อการอยู่เป็นสุข ในปัจจุบัน ที่ปรากฏว่า
ทรงปลีกพระองค์ ไปอยู่ในที่สงัด เป็นเวลานานๆ ถึง ๓ เดือน เพื่อเจริญสมาธิก็เคยมี และการนิยมหาความสุข
จากฌานนี้....เป็นเหตุความละเลย ความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม ย่อมถูกถือเป็นเหตุตำหนิได้"


ข้อความในส่วนนี้นับว่า เป็นการเหยียบย่ำ จาบจ้วงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจตนาแสดงให้เห็นว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวมและแสวงหาความสุขส่วนตัว
โดยใช้ณาน ด้วยความกลัวว่า ผู้อ่านจะไม่คล้อยตามหรือไม่มีความคิดอย่างเดียวกัน
จึงยกเอาพวกฤาษีชีไพร มาอ้างว่า เป็นฌานกีฬา ซึ่งความจริง พวกฤาษีชีไพรเหล่านั้น
ล้วนแล้วแต่อยู่ในขั้น โลกิยฌานทั้งสิ้น ไม่สามารถนำมาเปรียบได้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งทรงอยู่ในระดับโลกุตร แม้ในพุทธพจน์ ก็ปรากฏอยู่ถึง วิหารธรรม ว่าปราศจากกิเลส ตัณหา
อาสวะทั้งปวง (บาลีจตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕) ว่า

"...เราแลเป็นผู้ทำให้แจ้ง ได้ซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นแล้ว
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วอยู่ในวิหารธรรมนั้นในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้"


ดังนั้นการที่ พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต)ใช้คำกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือ
ฌายี และ ฌานสีลี พร้อมกับมีคำอธิบาย หมายเหตุว่า เป็นการนิยมเอาฌานเป็นกีฬา หมายความว่า
ฌานอันเป็นเครื่องเล่นสนุกหรือสิ่งสำหรับหาความเพลิดเพลินยามว่าง ของพวกนักพรต นำมาเปรียบเทียบ
กับพระพุทธองค์ นับว่าเป็นเจตนาจาบจ้วงทำลายความเป็นจริง ในพระไตรปิฎกและเหยียบย่ำองค์บรมศาสดา
ว่ามิได้วิเศษไปกว่าพวกฤาษีชีไพร แต่ประการใดโดยแท้ เป็นการดูหมิ่นและไม่ให้ความสำคัญต่อ "ฌาน"

ซึ่งเป็นทางสู่พระนิพพานอันเป็นโลกุตรธรรม เป็นแนวการเขียนตามแบบของคริสเตียน
ปรากฏอยู่ในเอกสาร พระไตรปิฎกฉบับชาวคริสต์ โดยกีรติ บุญเจือ บาทหลวงคาทอลิค หน้า
๖๘ ความว่า


"ความสามารถเข้าฌาน ถือว่าไม่จำเป็นสำหรับชีวิตที่สมบูรณ์ของชาวคริสต์
แต่เป็นพรสวรรค์ส่วนเกินในสหชีวมรรค ชาวคริสต์ที่ปรารถนาจะบรรลุถึงชีวิต ที่สมบูรณ์
ไม่ใฝ่ฝันถึงการเข้าฌานหากสามารถเข้าฌานได้เอง ก็ให้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ส่วนเกิน
ซึ่งพระเจ้าประทานให้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ยิ่งกว่าเพื่อประโยชน์ตนเอง ผู้สามารถเข้าฌาน
หรือนักเข้าฌาน (Mystic) ถือว่า อยู่ในฌานมรรค (Mysticel Way)"


ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าใจว่า ผมเขียนใส่ความ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กระมัง เพื่อยืนยันเจตนา
การปลอมปนพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการกระทำของพระภิกษุรูปนี้
จึงขอยกข้อความ ในหน้า ๘๓๘ ซึ่งระบุไว้ชัดแจ้งถึงความต้องการในพุทธธรรม ว่า

"ประโยชน์ของสมาธิและฌานที่ต้องการใน พุทธธรรม ก็คือภาวะจิต ที่เรียกว่า "นุ่มนวลควรแก่การงาน"
...ส่วนการใช้สมาธิและฌานเพื่อประโยชน์อื่นจากนี้ถือเป็นผลได้พิเศษ"

นำพิสูจน์ทราบ

ท่านผู้อ่านโปรดอ่านข้อความในส่วนนี้ซ้ำอีกครั้ง และเทียบเคียงกับข้อความส่วนบนที่มาจากหนังสือ
พระไตรปิฎก ฉบับชาวคริสต์ ด้วยใจเป็นธรรม วิเคราะห์แล้ว ท่านจะเห็นว่าความหมายของ ข้อความทั้งสองนี้
เหมือนกันไม่มีอะไรที่ผิดเพี้ยนหากมิใช่เป็นคำเผยแพร่ศาสนาของคริสเตียนที่แทรกเข้าไปในพุทธศาสนา

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Feb 05, 2010 5:39 pm

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%884

อริยสัจ ๔ ประการนี้ เป็นหลักคำสอนที่สำคัญของพระพุทธเจ้า
ซึ่งพระองค์ทรงแสดงไว้อย่างชัดแจ้งในธรรมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจักวัคคีย์ทั้ง ๕
ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันนี้เรียกว่า "สารนาถ"
ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ที่เราเรียกวันนี้ว่า "อาสาฬหบูชา"พระธรรมเทศนากัณฑ์นี้
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ปฐมเทศนา" คือ การเทศกัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว
ปฐมเทศนามีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างสมบูรณ์

คำว่า "สัจจะ" แปลว่า ความจริง มี ๔ ประการ คือ
๑. สมมุติสัจ ความจริงโดยการสมมุติ คือความจริงที่ไม่เป็นจริง เพียงแต่เราสมมุติขึ้นเท่านั้น
๒. สภาวสัจ ความจริงโดยสภาวะ คือความจริงที่เป็นจริง ซึ่งได้มาจากการค้นคว้าวิจัย
ทดลองจนสามรถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นต้น
๓. อันติมสัจ ความจริงขั้นสุดท้าย หมายถึงความจริงที่ได้วิเคราะห์จนถึงที่สุดแล้วไม่มีอะไรจริงยิ่งไปกว่านั้น
๔. อริยสัจ ความจริงอันประเสริฐทำให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากกองกิเลสทั้งหลายกลายเป็นหระอริยเจ้า

อริยสัจ มีความจริงอยู่ ๔ ประการ ได้แก่
๑. ทุกข์ การมีอยู่ของทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ที่ชื่อว่าทุกข์เพราะทนได้ยาก
๒. สมุทัย เหตุเกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา คือความทะยานอยาก
๓. นิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ดับตัณหาให้สิ้นเชิง
๔. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่อริยมรรค ๘ ประการ

http://www.abhidhamonline.org/boss_files/ariyas/ariyas.htm

http://www.nkgen.com/11.htm


http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/cafe/library/topicstock/K2294393/K2294393.html

อริยสัจ ๔ และ มรรค ๘ โดยนักวิชาการชาวคริสต์ชื่อดัง
จากหนังสือ คริสตศาสนาเชิงวิชาการ
โดย กีรติ บุญเจือ

อ่านคำนำแล้วจะเห็นว่าคุณกีรติ บุญเจือ ชี้แจงไว้อย่างชัดเจนว่าบรรยายอย่างนักปรัชญา
ไม่สนับสนุนหรือโจมตีฝ่ายใด ตั้งใจทำดีเพื่อความสามัคคีของทุกศาสนา

ความคิดเห็นที่ 22

ที่ต้องย้ำก็คือการสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 ประกาศเป็นทางการวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2505
ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่คุณกีรติ จะเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นเวลา 13 ปี 3 เดือน
รวมทั้งเอกสารต่างๆที่แนบไว้ในกระทู้
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K2294427/K2294427.html
มีความชัดเจนมากว่าสิ่งที่คุณกีรติ กระทำลงไปนั้น สอดคล้องกับนโยบายที่ทางวาติกัน
มอบหมายหน้าที่ให้บาทหลวงในประเทศต่างๆนำแผน"กลมกลืน"ไปปฏิบัติ


http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/Y3669228/Y3669228.html

พุทธ คริสต์ อิสลาม มีการทำสมาธิ เพื่อให้จิตรวม สงบใจ หรือไม่อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 63


คุณขัณฑ์ครับ โปรดอ่านตรงนี้ด้วยครับ (ว่าจะไม่เอามาลงแล้วนะเนี่ย)

(จากหนังสือ “แผนทำลายพระพุทธศาสนา” พระโสภณคณาภรณ์ (ระแบบ จิตญาโณ) – พ.ศ.2526)

...กรมการศาสนาจึงขอให้ราชบัณฑิตยสภาช่วยบัญญัติศัพท์เพื่อใช้เรียกนักบวชของศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิกขึ้น เช่น เรียกหัวหน้าของนักบวชว่า “มุขนายก” เป็นต้น แต่พอทางราชการเผลอ
โรมันคาทอลิกกลับนำเอาชื่อต่าง ๆ ที่เรียกว่า สมณศักดิ์บ้าง ชื่อเฉพาะในพระพุทธศาสนาบ้าง
นำไปใช้เรียกพวกของตน เช่น ชี สามเณร พระสงฆ์ สังฆราช เผลอ ๆ เปลี่ยนมุขนายกมาเป็น
“อัครสังฆราช” ไปเลย ...... ทั้งที่ชื่อเหล่านั้นเป็นการกดฐานะของสมเด็จพระสังฆราช
พระในพระพุทธศาสนาให้ต่ำลง โดยเขามีสังฆราชถึง 10 กว่าท่าน และมี อัครสังฆราช คือ
จอมหรือยอดแห่งสังฆราช ซึ่งในความรู้สึกของคนที่เข้าใจภาษาไทย แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องพระพุทธศาสนา
อาจมีความรู้สึกว่า อัครสังฆราชนั้นใหญ่กว่าสมเด็จพระสังฆราชของพระพุทธศาสนาได้เหมือนกันนี่
คือการผสมผสานในลักษณะที่ข่มสถาบันสงฆ์อยู่ในที และโดยเจตนาด้วย เรื่องนี้ทราบกันในตอนหลังว่า
เป็นแผนที่สั่งตรงมาจกกรุงวาติกันทีเดียว ในหนังสือวารสารแถลงกิจจากการสังคายนาครั้งที่ 2 ของวาติกัน
เล่มที่ 10 หน้า 25-27 บ่งไว้ชัดเจนว่า

“งานด้านสมณเพศเราจะต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมาก ในการที่จะเรียนรู้จาก
พระพุทธศาสนาเกี่ยวกับความหวัง ความโน้มเอียงทางจิตใจ และจิตวิทยาเกี่ยวกับสมณเพศ
ของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อที่ว่าเราจะได้ตั้งหมู่สมณะแบบคริสต์ขึ้นมาบ้าง ...
คริสตศาสนจักรของเรา จะไม่ใช่เป็นเพียงประดิษฐานมั่งคงด้วย “ระบบสมณศักดิ์
ที่เป็นของท้องถิ่นเท่านั้น แต่จะต้องประดิษฐานด้วยวัฒนธรรมคริสต์ที่เป็นของท้องถิ่นเช่นกันด้วย”


... อดีตบาทหลวงกีรติ บุญเจือ เขียนไว้ในหนังสือ พระไตรปิฎกสำหรับชาวคริสต์
หน้า 63 ตอนหนึ่งว่า
“พระเยซูมิได้ประทานหรือทรงกำหนดลัทธิ ปรัชญา เช่นเดียวกับมิได้ประทาน
หรือทรงกำหนดวิธีบำเพ็ญพรตและบำเพ็ญฌาน สาวกของพระองค์เริ่มเสาะแสวงหา
และทดลองใช้ปรัชญารวมทั้งวิธีบำเพ็ญพรตและวิธีบำเพ็ญฌาน สานุศิษย์ต่อมา
ได้แสวงหาและแต่งเติมจากประสบการณ์เรื่อยมา บางท่านได้รวบรวมเนื้อหานิพนธ์
ขึ้นเป็นตำราให้เล่าเรียนและทดลองใช้เป็นการแบ่งปัน ความรู้และประสบการณ์
เรื่องวิธีบำเพ็ญพรตและวิธีบำเพ็ญฌานนั้นกล่าวได้ว่าได้มีผู้ริเริ่มนิพนธ์ควบคู่กันมา
กับการนิพนธ์ตำราปรัชญาและศาสนศาสตร์ทีเดียว”


ในหน้า 64 ยังได้บอกไว้ว่า
“คริสตชนผู้ใด แสวงหาทางของตนตามเจตนารมณ์ของพระเยซูอยู่
ย่อมได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากพระไตรปิฎกสูตรี้และสูตรอื่น
ที่จะพิจารณาต่อไปตามลำดับ”


ข้อความในตอนต้น (หน้า 63) มีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้าคำสอนของพระเจ้า
ที่มอบให้แก่พระเยซูสมบูรณ์จริงแล้ว ทำไมจึงต้องแสวงหาเพิ่มเติมจากที่อื่นเล่า ?
เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว นักบวชในศาสนาคริสต์
ตลอดถึงนักปราชญ์ทั้งหลายในศาสนาคริสต์ ได้นำเอาปรัชญาของนักปรัชญากรีก
เช่น โสเครตีส เพลโต อาริสโตเติ้ล เข้ามาอธิบายหลักคำสอนของตนเป็นอันมาก
และยังได้จากนักปราชญ์ในส่วนอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งเมื่อว่ากันโดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว
คำกล่าวของอดีตบาทหลวงกีรติ บุญเจือ ในกรณีนี้เป็นความจริง แม้ปัจจุบันก็กำลังทำอยู่
แก่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีหลักฐาน เอกสารที่พึงเห็นเป็นตัวอย่าง เช่น
- วารสารแถลงกิจของวาติกัน เล่มที่ 10 มี.ค.1964 หน้า 26 บอกว่า
“แต่การร่วมงานที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คืองานที่ผู้เชี่ยวชาญของเราจะไปจัดหา
เอากับคัมภีร์และตำราทางพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้ดูดกลืนเอาหลักธรรมที่ดี ๆ
เข้ามาไว้ในวัฒนธรรมคริสต์ของท้องถิ่น.


- วารสารเล่มเดียวกันในหน้า 26 บอกว่า
“ถ้าหากจะนำวิธีปฏิบัติกรรมฐานของพระพุทธศาสนา มาดัดแปลงอย่างเหมาะสม
และสุขุมรอบคอบ แล้วเอามาใช้ในชีวิตพรตภาวนาของชาวคริสต์ ไยเล่าเราจะทำไม่ได้?”


- แสงธรรมปริทัศน์ ฉบับที่ 2 พ.ค. – ส.ค. 2524 หน้า 33 เขียนโดยบาทหลวงสำราญ วงศ์เสงี่ยม ว่า
“การดัดแปลงพิธีกรรมในที่นี้ หมายถึงการดัดแปลงพิธีกรรมโรมันคาทอลิก
ที่เราชาวไทยคาทอลิกนับถือยู่ในขณะนี้ให้มีลักษณะเข้ากับประเพณีของชาวไทยให้มากที่สุด
เท่าที่กฏเกณฑ์ต่าง ๆ ทางเทววิทยา และที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกจะอนุญาตให้ทำได้”


- วารสารแถลงกิจ เล่มที่ 11 มิ.ย.1969 หน้า 114 – 115 เขียนโดยบาทหลวง ยอห์น อุลลิอานา ว่า
“ประเทศไทยมีวิถีชีวิตแบบพระภิกษุ การบวชเป็นพระภิกษุ เป็นการทรงภาวะ
ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง แต่เราชาวคาทอลิกไม่ได้มีส่วนร่วมในวิถีชีวิตแบบนั้นเลย
เราไม่มีระบบที่คล้ายคลึงกันเช่นนั้น ที่จะเสนอให้แก่ประชาชนชาวไทย
ดังนั้น จะไม่เป็นการดีแก่เราหรือ ในการที่ดัดแปลงให้เกิดระบบเช่นนั้นของเราขึ้น
เพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของชาวพุทธ”


ทั้ง ๆ ที่พยายาม เลียนแบบ บิดเบือน ดูดกลืนเอา หลักธรรม วัฒนธรรม รูปแบบต่าง ๆ
จากพระพุทธศาสนาอยู่เช่นนี้ แต่ยังคงเชิดชูศาสนาของตนว่าสมบูรณ์ที่สุดอยู่อีกแปลกดีไหม?
แต่เรื่องนี้ถ้าเรามองไปที่วารสารแถลงกิจ ของกรุงวาติกัน เล่มที่ 11 มิ.ย.1969 หน้า 122
จะพบข้อความที่แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ในการทำงานของเขาได้เป็นอย่างดี เขาบอกไว้ว่า

“นักเผยแพร่ศาสนาจะต้องไม่เริ่มทำงานด้วยการกระทบกระทั่ง สร้างความระคาย
ในการทำศาสนสัมพันธ์นั้น นักเผยแพร่ศาสนาจำเป็นจำต้องค้นให้พบคุณค่าที่แท้จริง
ซึ่งมีอยู่ในศาสนาอื่น เพื่อจะได้ชำระให้บริสุทธิ์ และส่งเสริมให้สูงขึ้น ด้วยการสอดแทรก
พระวรสารของพระเยซูลงไปอย่างเหมาะสมและในค่านิยมและคุณธรรม ของศาสนาอื่น ๆ
เมื่อทำได้อย่างนั้น ก็จะเป็นการแสดงให้ผู้ที่มิใช่คริสตศาสนิกชน ได้รู้จักพระเยซู
อย่างมิใช่ผู้แปลกหน้า แต่เป็นผู้มาโปรดที่พวกเขากำลังกระเสือกระสนแสวงหา
มาโดยตลอดนั่นเอง”...


...วารสารแถลงกิจของวาติกัน เล่มที่ 7 มี.ค.1969 หน้า 15 ได้บอกเป้าหมายในการทำงานทั้งหมด
ของเขาไว้ชัดมาก เพราะเขาบอกไว้อย่างเด่นชัดว่า

“ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การเปลี่ยน ในปัจเจกบุคคล
ให้มาถือคริสต์ศาสนาอีกต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือการเปลี่ยนตัวศาสนาอื่น ๆ
ทั้งศาสนาให้มาเป็นคริสตศาสนา


ผมไม่รู้จะพูดยังไงนะครับ พิจารณากันเอาเองแล้วกัน ...


จากคุณ : สุธี
จากคุณ : Anotsu Kagehisa

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Feb 07, 2010 12:25 pm

Unknown พิมพ์ว่า:

[/size]http://www.oknation.net/blog/outofreason/2009/08/12/entry-3

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม 2552

พระเยซูไม่ได้บอกให้เปลี่ยนศาสนา แต่ทรงบอกให้เปลี่ยนแปลงจิตใจของตน


Posted by
physigmund_foid

ทุกวันนี้ มีชาวคริสต์จำนวนมากออกเดินไปหาคนเพียงเพื่อบอกให้เขาเปลี่ยนศาสนา
บอกให้พวกเขารู้จักพระเจ้าและหันมานับถือพระเยซูคริสต์ จริงๆ แล้วในสมัยที่พระเยซูทรงมี
พระชนม์ชีพอยู่พระองค์ไม่ได้สร้างศาสนา พระองค์ไม่ได้สร้างอะไรเลย และทรงไม่สนับสนุน
ให้สร้างอะไรเลยด้วยซ้ำ แม้แต่รูปปั้น รูปเคารพของพระองค์ท่านก็ไม่ให้ทรงหลงงมงาย
จัดสร้างบูชาเลย ดังนี้ จึงกล่าวได้ว่าพระเยซูมิได้ทรงสร้างศาสนา พระเจ้าต่างหาก
ที่ทรงสร้างทุกอย่างแล้วรวมทั้งพระคริสต์ศาสนาด้วย
ทว่า สิ่งใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าสร้างขึ้น
บนโลกแห่งบาปกรรมนี้ จะถูกบาปกรรมทำลายความดีงามของมันลงเสียส่วนหนึ่ง มารซาตานทั้งหลาย
มีความสามารถที่จะทำลายได้โดยไม่ต้องกระทำเองนี่เป็นผลจากบาปของมวลมนุษย์ที่ก่อขึ้นทำให้พวกเขา
ไม่สามารถจะได้รับสิ่งดีงามต่างๆ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นได้จากโลกแห่งบาปกรรมใบนี้ หากพระคริสต์ศาสนาถูกสร้างขึ้น
บนสวรรค์ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้แก่เราตั้งแต่ แรก ศาสนานั้นก็จะบริสุทธิ์ ไม่ถูกมารซาตานรอบงำได้แน่นอน
ดังนั้น เราจึงต้องเข้าใจให้ตรงกันอย่างนี้ พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นผู้ประกาศและทรงให้พระสาวกผู้อื่นๆ
ช่วยกันสร้างคริสต์ศาสนา และแน่นอนว่ามารซาตานย่อมไม่ยอมให้ศาสนาบริสุทธิ์แน่นอน นี่เป็นต้นเหตุ
ให้มีบางอย่างที่แทรกเข้ามาในศาสนานั้น


นักปราชญ์ชาวสังคมนิยมมักคัดค้านศาสนา กลายเป็นต้นเหตุให้ประเทศคอมมิวนิสต์
ไม่มีศาสนา เพราะพวกเขามองว่าศาสนาคือยาเสพติด ทำให้คนหลงเหมือนติดยาเสพติด
และถูกนำไปเป็นเครื่องมือของชนชั้นสูงในการครอบงำชนชั้นล่างให้ยอมสยบอยู่ภายใต้
การปกครองที่เหลื่อมล้ำของพวกเขา

ซึ่งก็มีส่วนถูกต้อง ในบางสมัย คริสตจักรมีอำนาจทางการเมืองมาก ถึงขนาดที่ชนชั้นกษัตริย์
ยังต้องยอมทำตามผู้นำศาสนาคริสต์ เพราะผู้นำศาสนาสามารถบงการผู้คนได้มากมาย
จนกลายเป็นสงครามในที่สุด

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเยซูต้องการเลย พระเยซูไม่ได้สร้างอะไรเลย แม้แต่ศาสนาคริสต์ก็ไม่ได้ทรงสร้าง
ทรงทำหน้าที่ประกาศเรื่องราวการได้รับความรอดพ้นจากบาปกรรมผ่านพระเจ้าต่างหาก
เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ไป คนมากมายเข้ามาร่วมมือกันสร้างสิ่งที่เรียกว่าศาสนาคริสต์
พวกเขาบางส่วนทำตามคำสั่งพระเจ้า บางส่วนถูกมารซาตานครอบงำให้กระทำ ดังนี้ ความบริสุทธิ์ของศาสนา
จึงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ การครอบงำและแทรกแซงของมารซาตาน ผ่านผู้อ่อนแอที่อยู่ในวงการศาสนาย่อมมี
ปรากฏอยู่เสมอ แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทอดทิ้ง แม้มารซาตานจะมีความสามารถในการครอบงำผู้คนได้
โดยไม่ต้องออกมาจากนรกเลยก็ตาม


พระเจ้าทรงเป็นได้ทุกอย่างและผ่านมาสู่มนุษย์ได้ทุกทาง
เพราะทรงมีอานุภาพที่ไม่อาจคาดคิดได้ ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงถูกจำกัดให้อยู่
แต่ในคริสต์ศาสนา ท่านทรงอยู่ในทุกๆ สรรพสิ่ง ในทุกศาสนา

แม้ศาสนานั้นๆ จะไม่กล่าวคำว่าพระเจ้าเลย ศาสนานั้นก็ไม่อาจห้ามอำนาจของพระเจ้าในการที่
พระองค์จะทรงยื่นพระหัตถ์ไป ช่วยผู้คนในศาสนานั้นๆ ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะนับถืออะไร กล่าวพระนาม
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือว่าอะไรก็ตาม พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่เสมอ ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ที่ชาวคริสต์จะต้องไปร้องขอให้เพื่อนๆ ในศาสนาอื่นๆ เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เพราะพวกเขา
ก็ได้รับการดูแลจากพระเจ้าผ่านศาสนาของพวกเขาอยู่แล้วด้วยเหตุ ดังที่ได้กล่าวมานี้ พระเจ้าทรงสร้าง
และประทานศาสนาที่เหมาะสมแก่เขาแล้ว จึงไม่ใช่หน้าที่ของชาวคริสต์ที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือ
ทำลายการนับถือศาสนาอื่นๆ เลย สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำอย่างมากคือ
ทรงบอกให้ผู้คนทั้งหลายล้างบาปเสียและวิธีที่ง่ายที่สุด คือ
การขอความรอดพ้นจากบาปกรรมจากพระเจ้า

ซึ่งก็คือการล้างมือจากการก่อบาปกรรม หรือเลิกก่อบาปกรรมนั้นเอง เมื่อเลิกก่อบาปกรรมแล้ว
จะได้รับความรอดพ้นจากทุกข์ที่ได้รับจากบาปกรรมนั้น ซึ่งก่อนที่จะได้รับความรอดนี้ จะมีช่วงเวลา
ที่พวกเขาต้องผ่านการทดสอบจากพระเจ้าก่อน พวกเขาจะต้องอดทนรอด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง
ไม่ว่าพระเจ้าจะอยู่ในรูปใด แบบใด พระนามใดก็ตาม เช่น ในพุทธศาสนามหายาน
ก็มีพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ที่รอฉุดช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากเวรกรรมต่างๆ เหมือนกัน

นี่แสดงว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์ในศาสนาอื่นเลย

Posted by
physigmund_foid
สรุปว่าเป็นชาวคริสต์ นี่เอง
วิธีการกลืนศาสนาซับซ้อนดี



บิ๊กจิ๋ว ทำบุญ


วันที่ 30 มกราคม 2553 23:33

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างศาลาหอประชุมศูนย์กลาง
คณะสงฆ์ธรรมยุตมุกดาหาร ณ วัดป่าศิลาวิเวก อ.เมืองมุกดาหาร งบ 12ล้านบาท


http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=nutty&id=161

ศาสนาพุทธฝ่ายมหานิกายกับฝ่ายธรรมยุต ต่างกันอย่างไร

ศาสนาพุทธในประเทศไทยอยู่ในนิกายเถรวาท ซึ่งยังสามารถแบ่งเป็น 2 สาย คือ
สายมหานิกาย กับสายธรรมยุต ผมอยากทราบว่าทั้ง 2 สายมีแนวคิดและแนวปฏิบัติต่างกันอย่างไร ,
จะทราบว่าวัดหรือพระสงฆ์รูปใดเป็นสานมหานิกายหรือสานธรรมยุต

ศาสนาพุทธในบ้านเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นนิกายเถรวาทสืบสายจากลังกาวงศ์ครับ

เดิมทีนั้นไม่ได้แบ่งแยกออกมาเป็น 2 สาย อดีตกาลนั้นพุทธศาสนาในไทยนั้นยึดถือตามแบบเถรวาท
สายลังกาวงศ์เพียงอย่างเดียว แต่ได้มาแยกออกเป็น 2 สาย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ครับ
ตามที่กระผมซึ่งได้บวชเรียนและศึกษามาบ้างก็พอจะให้คำตอบได้บ้างพอสมควรครับ
คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกผนวชนั้น พระองค์ทรงเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา
เป็นอันมากครับและได้ทรงตั้งพระทัยที่จะครองสมณเพศให้ถึงแก่นพระพุทธศาสนา ทรงถือปฏิบัติตาม
พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด อันเป็นแบบอย่างของสมณเพศอันประเสริฐ จึงทำให้บังเกิดความเลื่อมใส
และเป็นแบบอย่างปฏิบัติของพระภิกษุที่ดีครับ ในสมัยนั้นเอง พระภิกษุบางจำพวกได้หย่อนยานต่อ
การปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ จึงเป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยก
ออกเป็น 2 ฝ่ายครับ ซึ่งฝ่ายที่เคร่งครัดปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ซึ่งชอบปฏิบัติบำเพ็ญเพียรเพื่อธรรม
อันประเสริฐก็ยืดตามหลักธรรมเดิมคือต้องอยู่ตามป่าเขาหรือที่เรียกกันว่าพระป่า
ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยครับ แต่ก็ยังมีพระส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่ในเขตบ้านเรือนเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ
และสั่งสอนพุทธศาสนิกชนหรือที่เรียกกันว่า พระบ้านครับ ถ้าเทียบอัตราส่วนนะครับ
พระสายมหานิกายในบ้านเรานั้นมีมากถึง 70 % ส่วนพระสายธรรมยุตนั้นมีเพียง 30 % ครับ


พิพิธภัณท์พระมหาชนกสานพระราชปณิธานในหลวง


จากเรื่องราวของ มหาชนกชาดก ซึ่งมีที่มาจากวรรณคดีในพระพุทธศาสนาที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
เมื่อ
พ.ศ. 2520 ได้กลายเป็นพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานเป็นคำสอนที่ล้ำค่าในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล
ให้เป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของปวงชนชาวไทย และขจรขจาย
เป็นพระเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่จนเลื่องลือไปทั่วโลก


กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางเขน และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ได้ร่วมกับวัดพระศรีมหาธาตุ นำโดย พระธรรมเจติยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ
เป็นประธานอำนวยการ มีพระราชสารเวที ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นแม่งาน อัญเชิญมาจัดสร้างเป็น
"พิพิธภัณฑ์พระมหาชนก" เพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนา พัฒนาท้องถิ่น ถวายพ่อหลวงของแผ่นดิน
และเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่จะทรงเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554

เหตุที่เลือกสร้าง "พิพิธภัณฑ์พระมหาชนก" เพราะพระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรัก เป็นวรรณกรรมล้ำค่า และเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
พระองค์ทรงรื้อฟื้นธรรมะเรื่องความเพียรมาแสดงใหม่ โดยทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เหมาะสม
กับสังคมปัจจุบัน ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ได้ทรงมีพระราชดำริให้นำศิลปะมาสอดแทรก
เนื้อหาหลักธรรม จนเรื่องพระมหาชนกกลายเป็นคุณธรรมนำชีวิต เป็นคติธรรมที่สามารถสอนคน
ได้ทุกสาขาอาชีพ สอนคนไทยได้ทั้งชาติ และสอนประชากรได้ทั้งโลก


พระธรรมเจติยาจารย์ เจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ
ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่จัดทำโครงการ "พระมหาชนก" ฉบับพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเน้นความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนสุวรรณภูมิ กรณีที่พระมหาชนกทรงมุ่งเดินเรือมาค้าขาย
แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเมือง พยากรณ์ทางอุตุนิยมวิทยาและโหราศาสตร์ ด้วยแผนที่ฝีพระหัตถ์ถึง 4 แผ่น
ทรงปรารภเรื่องการเกษตรกรรม และการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแพร่หลาย ทรงแสดงให้เห็นว่า
ความเพียรที่บริสุทธิ์เป็นคุณธรรมสำคัญที่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
และเป็นมรดกธรรมแก่กุลบุตรกุลธิดาชาวไทยในอนาคตกาล

พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ทรงสร้างสรรค์ใหม่ ต่างสำนวนจากที่เคยปรากฏในวงวรรณคดีไทยให้ทันสมัย
เพื่อพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย และจะเป็นแบบอย่างแก่ชาวโลกด้วย


ความเพียรที่บริสุทธิ์เป็นคุณธรรมอันประเสริฐที่ต้องรื้อฟื้น ขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
ทรงพัฒนาเมืองอวิชชา เป็นเมืองคนดี มีวิชชา มีคุณธรรม "คุณธรรมนำชีวิต" ให้เป็นมรดกธรรมแก่กุลบุตร
กุลธิดาชาวไทยสืบไปด้วยดี "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแปลมหาชาดกเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2531
และทรงพระกรุณาโปรดฯ ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์"

พระมหานิรุตต์ ฐิตสํวโร
เลขานุการโครงการ กล่าวว่า "พระมหาชนก ถือเป็นวรรณคดีระดับโลก
หากผู้ใดได้ศึกษาก็จะได้บทเรียนแง่คิดเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่ศึกษา งานวรรณกรรมเรื่องพระมหาชนกนี้
จึงเปรียบเสมือนเพชรที่เจียระไนด้วยช่างฝีมือประณีต สูงคุณค่า แต่ละเหลี่ยม แต่ละมุม ล้วนดึงดูดใจ
ให้หยุดคิด พินิจพิจารณา นักพัฒนาก็ได้แง่คิดมุมมองในวิถีทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน...
นักภาษาศาสตร์ก็จะได้เห็นถึงความไพเราะงดงามของภาษา และการเปรียบเทียบระหว่าง
ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ.. ผู้รู้ทางด้านศาสนาก็จะได้แง่คิดทั้งในแง่จารีตของการสืบทอดพระศาสนา
เป็นลายลักษณ์อักษรและความลุ่มลึกของปรัชญาชีวิตที่เป็นพุทธปรัชญา.. ท่านที่เป็นครูก็จะเห็น
แง่มุมมากมายในการสั่งสอน เรียนรู้ และอบรมบ่มนิสัยเยาวชนของเรา"


ดังนั้น เมื่อได้แนวทางในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว พระธรรมเจติยาจารย์ และ พระราชสารเวที
จึงร่วมกับทีมงานเสาะหาต้นแบบที่จะนำมาสร้างพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะต้องมีลักษณะงดงามวิจิตรตระการตา
เป็นแหล่งศึกษาธรรมะที่ล้ำค่า ยืนยงเป็นสมบัติของชาติและประกาศพระเกียรติคุณให้เป็น
ที่ปรากฏประจักษ์ไปตลอดชั่วกาลนาน


ซึ่งจากการศึกษาข้อมูล พบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงดัดแปลงให้
"พระมหาชนก" เป็นเรื่องของธรรมะร่วมสมัยแล้ว
ยังทรงโปรดฯ ให้ศิลปินช่วยเขียนภาพประกอบเรื่อง
เป็นศิลปะไทยร่วมสมัย และ
ทรงพระราชทานพระราชดำริให้ออกแบบคล้ายเทพนิยายของฝรั่ง
แต่ก็ให้ปรับปรุงให้เป็นศิลปะไทยร่วมสมัย ถึงพร้อมด้วยความงดงามและเข้าถึงธรรมะที่เป็นแก่นสาร
ประกอบกับการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เห็น
ว่า มีสถาปัตยกรรมที่เข้าข่าย สามารถนำมาเป็นต้นแบบ
อยู่ 2-3 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วาติกัน มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และ มหาวิหารแห่งมิลาน (ดูโอโม)
ทั้งหมดอยู่ในประเทศอิตาลี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะอันงดงาม และเป็นมรดกโลก


http://en.wikipedia.org/wiki/St._Peter%27s_Basilica


The interior of St. Peter's Basilica by Giovanni Paolo Pannini

http://en.wikipedia.org/wiki/Duomo_of_Milan


Duomo di Milano from the Square.


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm




ดังนั้น คณะกรรมการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ นำโดยพระธรรมเจติยาจารย์เป็นหัวหน้าคณะ
จึงได้เดินทางไปดูต้นแบบการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอิตาลีให้เห็นของจริงกับตา


และภาพที่พบก็ไม่ผิดหวัง เริ่มตั้งแต่ "พิพิธภัณฑ์วาติกัน" ตั้งอยู่ในส่วนหนึ่งของวังแห่งองค์สันตะปาปา
เป็นที่เก็บและแสดงงานศิลปะ ภายในมีจุดเด่นของ ภาพเขียน ทั้งแบบธรรมดาทั่วไป ภาพนูน
และภาพแกะสลัก อีกทั้งยังมีไหมพรมปักเป็นรูปภาพเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ศิลปะภาพวาดนั้น
เป็นฝีมือศิลปินชื่อดัง ไมเคิล แองเจโล


พระมหานิรุตต์ ฐิตสังวโร เลขานุการเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต)
หนึ่งในกรรมการและเป็น ผู้ประสานงานหลักของโครงการซึ่งเดินทางไปด้วย
พูดถึงความงดงามของสถานที่แต่ละแห่งที่จะนำมาเป็นต้นแบบในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พระมหาชนกว่า
จากการได้พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ สวยงามเหล่านี้ ทำให้คณะกรรมการฝ่ายการออกแบบพิพิธภัณฑ์พระมหาชนก
พอจะสรุปได้ถึงรูปแบบที่จะนำมาเป็นต้นแบบในการสร้างพิพิธภัณฑ์พระมหาชนก ดังนี้


อันดับแรก รูปแบบทางเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ สนใจในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์วาติกัน
ที่มีหลังคาทางเดินเป็นทรงโดม เพดานโดมวาดเป็นภาพสวยงาม อีกทั้งสองข้างทางเดิน
ยังประดับด้วยภาพวาดอันทรงคุณค่า

http://www.pak8dhammayut.com/
http://www.watphrasri.org/index.php?option=com_content&view=article&id=33:---&catid=7&Itemid=25
พลัง..จตุคามรามเทพ เกิดได้..อยู่ที่ใครศรัทธาแค่ไหน

อีกครั้งในพิธีกรรม รุ่นเสาร์ 5 มหาเศรษฐี เพื่อสร้าง วัดเฉลิมพระเกียรติฯ 200 ปี พระจอมเกล้าฯ
โดย พระมหานิรุตต์ ฐิตสังวโร (พระมหากอล์ฟ) วัดพระศรีมหาธาตุฯ กทม.
ซึ่งพระเทพภาวนาวิกรม (เจ้าคุณธงชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร เป็นผู้ให้การสนับสนุน

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm

นับตั้งแต่วันนั้น วันที่ 24 มิถุนายน ก็กลายเป็นวันชาติ มีการแต่งเพลงวันชาติ และใช้วันที่ 24 มิถุนายน
จัดงานฉลองวัน ชาติ หรือเปิดอาคารสำคัญต่างๆ เปิดอนุสาวรีย์ ฯลฯ ซึ่งมันัยสำคัญเพื่อให้วันที่ 24 มิถุนายนถูกจดจำไว้
รวมไปถึงสถานที่ สำคัญต่างๆด้วย

ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2482 รัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อประเทศ"สยาม"เป็นประเทศ"ไทย"
มีผลทำให้เพลงชาติเดิมเปลี่ยน แปลงไปด้วย เพลงชาติไทย ที่ประกาศใช้วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482
ซึ่งมีคำร้องเป็นของพันเอก หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) และใช้ทำนองเดิม เหตุการณ์ต่างๆในปีต่างๆ
ในช่วงที่คณะราษฎรขึ้นปกครองบ้านเมืองได้ใช้วันที่ 24 มิถุนายน เกือบทุกปี
คือ

  1. ปี พ.ศ. 2482 ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
  2. ปี พ.ศ. 2483 ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำพิธีเปิดตึกที่ทำการกรมรถไฟ
    ทำพิธีเปิดโรงเรียนเตรียมอุดม ทำพิธีเปิดตึกกรมไปรษณีย์โทรเลข บางรัก
    ทำพิธีเปิดตึกเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  3. ปี พ.ศ. 2484 ทำพิธีเปิดตึกแถวบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ทำพิธีเปิดกระทวงยุติธรรม
  4. ปี พ.ศ. 2485 ทำพิธีเปิดวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน (วัดประชาธิปไตย) ทำพิธีเปิดอนุสาวรย์ชัยสมรภูมิ
  5. ปี พ.ศ. 2486 มีการสวนสนามอนุสารีย์ประชาธิปไตย จัดให้มีการวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทำพิธีเปิดโรงแรมรัตนโกสินทร์
วันที่ 4 มิถุนายน 2552เดอะเรดนิวส์ดีเดย์5มิ.ย.ไร้"ทักษิณ"



นปช.จัดชุมนุมใหญ่ฟื้นวันชาติ24มิ.ย.

นายสมยศ กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในปลายเดือน มิ.ย.นี้
ทาง นปช.ภาค ประชาชน จะจัดกิจกรรมชุมนุม "ทวงคืนประชาธิปไตย รื้อฟื้นวันชาติไทย 24 มิ.ย."
ที่ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. นี้ เพื่อ เป็นการปลุกจิตสำนึกความรักชาติ รื้อฟื้นความสำคัญของ
วันที่ 24 มิ.ย. 2475 ซึ่งเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย กลับคืนมาหลังจากที่
ถูกรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัตน์ สั่งยกเลิกให้ไปใช้วันที่ 5 ธ.ค.
ซึ่งแทน นอกจากนี้ยังจะเป็นการโหมโรง
ก่อนการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงของกลุ่มความจริง วันนี้ ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.

ที่มาของการเรียกร้องให้ 24 มิ.ย. เป็นวันชาติ
เหมือนกับกลุ่มฟรีเมสันที่อเมริกาและนัดชุมนุมวันที่ 27 มิ.ย.
เป็นการทำลายความหมายของ ชาติไทยโดยสมบูรณ์
กลายเป็นอาณานิคมของกลุ่มฟรีเมสัน


The Ole South...


'Presiding in the East'Uncle Samael...



http://www.oknation.net/blog/buddhabath/2009/09/29/entry-1

พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ

หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลกและในหนังสือเล่มใด
เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2552

สงครามล้างพันธุ์ “พรรคอสูร
(ฟรีเมสัน) และพรรคมาร (อิลูมินาติ)”

Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 337 , 09:26:21 น.


ยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์
sunny พิมพ์ว่า:แสงธรรม...

ธรรมประยุกต์...

คริสตจักร...

พอจะมองเห็นหรือยังจ๊ะ

http://www.catholic.or.th/service/multimedia/vdoclip/ctvstm51/



http://www.saengtham.ac.th/






The Day After Tomorrow : 2012

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Feb 07, 2010 2:51 pm

ซึ่งจากการศึกษาข้อมูล พบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงดัดแปลงให้
"พระมหาชนก" เป็นเรื่องของธรรมะร่วมสมัยแล้ว
ยังทรงโปรดฯ ให้ศิลปินช่วยเขียนภาพประกอบเรื่อง
เป็นศิลปะไทยร่วมสมัย และ
ทรงพระราชทานพระราชดำริให้ออกแบบคล้ายเทพนิยายของฝรั่ง
แต่ก็ให้ปรับปรุงให้เป็นศิลปะไทยร่วมสมัย ถึงพร้อมด้วยความงดงามและเข้าถึงธรรมะที่เป็นแก่นสาร
ประกอบกับการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เห็น
ว่า มีสถาปัตยกรรมที่เข้าข่าย สามารถนำมาเป็นต้นแบบ
อยู่ 2-3 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วาติกัน มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และ มหาวิหารแห่งมิลาน (ดูโอโม)
ทั้งหมดอยู่ในประเทศอิตาลี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะอันงดงาม และเป็นมรดกโลก

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-60.htm




ดูเหมือนจะผิดแนวทางไปหรือเปล่า

ปี พ.ศ. 2485 ทำพิธีเปิดวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน (วัดประชาธิปไตย)
ทำพิธีเปิดอนุสาวรย์ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เสื้อแดงยึดอนุสาวรีย์ชัยฯแทนสี่เสาฯ

"เสื้อแดง"เคลื่อนพลปิดล้อมอนุสาวรีย์ชัยฯ
ขณะที่เมื่อเวลา14.00น. กลุ่มคนเสื้อแดงได้รวมตัวกันอยู่บริเวณหน้ากระทรวงต่างประเทศมจำนวนผู้ชุมนุม
ประมาณ 1,000 คน เพื่อเป็นการกดดันนายกษิต ภิรมย์ รมต.ต่างประเทศ โดยระหว่างที่ชุมนุมได้มีถุงขยะ
ร่วงลงมาจากบนทางด่วนมาโดนกลุ่มคนเสื้อแดงสร้างความแตกตื่นให้กับผู้ชุมนุม จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดง
ได้ใช้ยุทธการดาวกระจายปิดถนนสายหลักรอบอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีการใช้แท๊กซี่และจักรยานยนต์
มากั้นกีดขวางเส้นทางจราจรทั้งนี้แท๊กซี่ทั้งหมดมีการเปิดฝากระโปรงหลัง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่า
จะมีการใช้มาตรการอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำสั่งจากทางแกนนำ

ต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนตัวมายังจุดต่างๆของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมทั้งโห่ร้องและเป่าแตร
เพื่อเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับผู้มาชุมนุม และกลุ่มคนเสื้อแดงได้เดินวนอยู่รอบๆอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
พร้อมทั้งขี่จักรยานยนต์ถือธงสีแดงและธงชาติขี่วนรอบๆอนุเสาวรีย์ เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความแตกตื่น
ให้กับผู้ที่สัญจรไปมาและแม่ค้า โดยประชาชนได้หันมาใช้จักรยานยนต์รับจ้างแทนรถประจำทางและรถส่วนตัว

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=84&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://en.wikipedia.org/wiki/Mary_Magdalene
http://www.thenazareneway.com/life_of_st_mary_magdalene.htm
http://www.cinemagonline.com/article_detail_new.php?id=76

สมมุติฐานหลักของ Dan Brown ที่เป็นต้นกำเนิดของนิยาย The Da Vinci Code คือ...
...พระเยซูแต่งงานและมีลูกกับ Mary Magdalene !?...


คำถาม Mary Magdalene เป็นใคร?..
คำตอบ ในพระคัมภีร์ใหม่ (New Testament ที่เขียนโดยอัครสาวก 4 คน ได้แก่ Matthew, Mark,
Luke และ John) ซึ่งใช้เป็นหลักในการเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิกทุกวันนี้
ระบุว่า Mary Magdalene เป็นหญิงโสเภณีที่พระเยซูช่วยชีวิตไว้จากการถูกรุมประชาทัณฑ์
ขว้างด้วยก้อนหิน (ใน The Passion of Christ ฉากที่พระเยซู ก้มลงใช้นิ้วขีดเส้นบนพื้นดิน)
หลังจากนั้น Mary ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มอัครสาวก 12 คน ที่คอยติดสอยห้อยตาม
ปรนนิบัติพระเยซู (หญิงที่ร้องเพลง I Don’t Know How to Love Him ใน Jesus Christ Superstar)
เธอกับพระนาง Mary มารดาของพระเยซู และอัครสาวก John อยู่เฝ้าพระเยซูถูกตรึงกางเขน
จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ (ใน The Passion of Christ) และเธอยังเป็นคนแรกที่พบว่าพระเยซู
กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย
ว่าไปแล้ว Mary Magdalene เป็นบุคคลที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับ
ชีวิตพระเยซูไม่น้อยและความใกล้ชิดก็สามารถทำให้มองในแง่ความสัมพันธ์ลึกซึ้งได้ (หากต้องการ)


ใน The Da Vinci Code ตัวละครที่ชื่อ Sir Leigh Teabing เปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ภาพวาด
The Last Supper ของ Leonardo da Vinci ให้นางเอก Sophie Neveu รับรู้...บุคคลที่อยู่ทางขวามือของพระเยซู
ไม่ใช่อัครสาวก John อย่างที่เข้าใจ แต่เป็น Mary Magdalene อีกทั้งในภาพยังไม่มีจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Grail)
และหากลากเส้นจากพระเยซูไปยัง Mary ที่ซบไหล่ Peter จะได้เป็นตัวอักษร M



มีการอธิบายเพิ่มเติมโดยอ้างอิงถึงพระวรสารฉบับ Mary Magdalene ที่ระบุว่า Mary Magdalene
เป็นภรรยาของพระเยซู และตั้งครรภ์ในช่วงที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน การที่ภาพ The Last Supper
ไม่มีจอกศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บรรจุพระโลหิตของพระเยซู เป็นความตั้งใจหาใช่ความเผอเรอของ Da Vinci ผู้วาด
ด้วยเพราะเขาต้องการบอกเป็นนัยว่าร่างกายของ Mary Magdalene นั่นแหละคือที่รองรับสายพระโลหิต
ของพระเยซู ส่วนจอกศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องหลอกลวงให้เหล่าอัศวินออกตามหา (Indiana Jones and the Last Crusade)


เท่านั้นยังไม่พอ Da Vinci ยังขีดเส้นใต้ในสารที่ต้องการเสนอถึง 2 เส้น เส้นแรกคืออักษร M
ซึ่งแทนชื่อ Mary Magdalene กับการนำ Mary มาแทนที่อัครสาวก John ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเป็นศิษย์
ที่พระเยซูรักมากที่สุด (The Disciple Jesus Loved)
สีเสื้อซึ่งประกอบด้วยฟ้ากับแดงของพระเยซูและ John/Mary
ในภาพก็ยังถูกนำมาเป็นหลักฐาน
อ้างอิงในฐานะสัญลักษณ์ที่สะท้อนความผูกพันในฐานะสามีภรรยาของคนทั้งคู่

ก่อนก้าวต่อไป จำเป็นอธิบายบางอย่างเพิ่มเติม ตามหลักฐานทางโบราณคดีมีการค้นพบพระวรสาร
ฉบับ Mary Magdalene จริงในประเทศอียิปต์ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีการตีพิมพ์ในปี 1955 อย่างไรก็ตาม
ต้นฉบับที่ค้นพบไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขาดหายไปหลายหน้าและชื่อผู้เขียนที่ระบุไว้ในหลักฐานต้นฉบับ
ก็มีแค่ Mary เฉยๆ ส่วนที่ระบุว่าเป็นของ Mary Magdalene ก็เป็นการอนุมานกัน เพราะมี Mary ในพระคัมภีร์ใหม่
ถึง 6 คน อาจเป็น Mary ไหนก็ได้!?


เนื้อหาสำคัญของพระวรสารฉบับ (ที่อ้างว่าเป็นของ) Mary Magdalene
เป็นความขัดแย้งระหว่าง Peter กับ Mary อัครสาวกหญิงคนเดียวผู้เขียน
โดย Peter ปฏิเสธอำนาจในการเผยแพร่คำสั่งสอนของพระเยซูโดยผู้หญิง!!


ตามหลักฐานที่ค้นพบไม่มีการกล่าวอ้างถึงการตั้งครรภ์ระหว่างพระเยซูกับ Mary Magdalene!

สำหรับเรื่องสีเสื้อผ้าในรูป The Last Supper บรรดานักประวัติศาสตร์ศิลปะส่วนใหญ่
ไม่เห็นด้วยกับการตีความตาม The Da Vinci Code
Dan Brown ผูกเรื่องใน The Da Vinci Code ว่า
หลังพระเยซูถูกตรึงกางเขน Mary ซึ่งกำลังตั้งครรภ์อพยพไปอยู่ในดินแดนซึ่งเป็นประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน
โดยไปอาศัยอยู่กับชาวยิวในเมือง Marseille เธอคลอดบุตรสาวชื่อ Sarah ซึ่งในภายภาคหน้า Sarah จะเป็น
ผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ Merovingian แห่งประเทศฝรั่งเศส (Merovingian เป็นชื่อตัวละครใน The Matrix Reloaded)


เรื่องทายาทพระเยซูยังมีการแตกแขนงออกไปอีก บางแหล่งบอกว่าพระเยซูมีลูก 3 คน
คนแรกเป็นหญิงชื่อ Tamar เกิดก่อนพระองค์ถูกตรึงกางเขน อีก 2 คนเป็นชายชื่อ Jesus กับ Josephes ทั้งคู่
เกิดหลังจากพระองค์ฟื้นคืนชีพสายเลือดพระเยซูใน The Da Vinci Code เป็นสายเลือดของ Josephes

ไม่ว่าจะสายไหน เรื่องราวชีวิตครอบครัวของพระเยซูถูกเก็บเป็นความลับมานานร่วม 1,000 ปี
ก่อนที่จะถูกค้นพบโดยเหล่าอัศวิน Templar ใต้วิหาร Temple of Solomon
หลังจากชาวคริสต์ชนะสงครามครูเสดยึดกรุงเยรูซาเลมจากกองทัพมุสลิมในปี 1099


หน้าที่ในการรักษาความลับของสายเลือดพระเยซูตกเป็นของ
เหล่าอัศวิน Templar
กับกลุ่มองค์กรลับ The Priory of Sion
จาก
พระนักรบทหารของพระเยซู (The Poor Fellow-Soldiers of Christ)

สัญลักษณ์กางเขนบนอกเสื้อที่เข้าร่วมรบในสงครามครูเสดครั้งแรก
กลายมาเป็นอัศวิน Templar (Knights Templar) ที่ก่อตั้งในปี 1118 โดยขุนนางฝรั่งเศส
Hughes de Payens อดีตนักรบผ่านสงครามครูเสด โดยมีภารกิจคุ้มครองผู้แสวงบุญ
ที่เดินทางสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลม ชื่อ Templar มาจากวิหาร The Temple Mount
ที่เชื่อกันว่าสร้างบนซากปรักหักพังของ วิหาร The Temple of Solomon ที่
กษัตริย์ King Baldwin II แห่งเยรูซาเลมมอบให้เป็นกองบัญชาการ


ในภารกิจสู้รบบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อัศวิน Templar ขึ้นตรงต่อ
สันตะปาปาแห่งกรุงโรมพระองค์เดียว แถมยังได้รับการสนับสนุน
ทั้งการเงิน ได้รับบริจาคที่ดิน รวมไปถึงกำลังพลจาก
เหล่าขุนนางทั่วยุโรป นอกจากภารกิจสู้รบ อัศวิน Templar
ยังประกอบธุรกิจคล้ายธนาคารในปัจจุบัน

รับฝากทรัพย์สินของผู้ต้องการเดินทางแสวงบุญทั่วยุโรป ออกใบรับในรูปตั๋ว
ที่สามารถนำไปแลกเป็นทรัพย์สันที่กองบัญชาการอัศวิน Templar ในกรุงเยรูซาเลม
โดยใช้เวลาไม่นาน กลุ่มอัศวิน Templar กลายเป็นกลุ่มอิทธิพลผลประโยชน์สำคัญในยุโรป
มีอำนาจที่ประมุขแห่งคริสตจักรรับรอง และมีกำลังเงินมากมหาศาลใช้ไม่หมด


ขาลงของอัศวิน Templar เริ่มต้นหลังฝ่ายคริสต์เสียกรุงเยรูซาเลมให้กับ Saladin ในปี 1187
(ดู Kingdom of Heaven) เวลาผ่านไปจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 1300 อัศวิน Templar
ในฐานะเจ้าหนี้เกิดพิพาททางการเงินกับกษัตริย์ฝรั่งเศส King Philip IV ซึ่งเป็นลูกหนี้
และในวันที่ 13 ตุลาคม 1307 อัศวิน Templar นับร้อยถูกจับด้วยข้อหาฉกรรจ์หมิ่นศาสนา
พวกเขาถูกทรมานจนต้องยอมรับสารภาพ เข้าสู่ปี 1312 สันตะปาปา Clement V
มีคำสั่งเลิกสนับสนุนกลุ่มอัศวิน Templar จุดจบของพวกเขาเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 1314
เมื่อบรรดาผู้นำถูกกษัตริย์ Philip IV สั่งเผาทั้งเป็น


แม้ชีวิตเหล่าอัศวิน Templar จะจบสิ้นแต่เรื่องราวลึกลับของพวกเขากลับไม่หมดตามไปด้วย
ว่ากันว่าความลับเกี่ยวกับสายเลือดพระเยซูที่พวกเขาค้นพบใต้กองบัญชาการในกรุงเยรูซาเลม
กลายเป็นเครื่องต่อรองชั้นดีกับประมุขคริสตจักรในกรุงโรม พวกเขาตกลงที่จะเก็บสิ่งที่ค้นพบ
เป็นความลับแลกกับอำนาจและความร่ำรวยและส่วนหนึ่งของการล่มสลายของอัศวิน Templar
มาจากความต้องการปิดตายความลับสายเลือดพระเยซูแบบถาวรของคริสตจักร


เรื่องเล่าลือหลังกลุ่มอัศวิน Templar ล่มสลายคือทรัพย์สมบัติมากมายของพวกเขารวมถึง
ความลับเกี่ยวกับสายเลือดพระเยซูพลอยสูญหายตามไปด้วย
Rosslyn Chapel โบสถ์คาธอลิก
ที่ตั้งอยู่ในเมือง Roslin ประเทศ Scotland ออกแบบโดย William Sinclair
(หรือจะสะกดนามสกุลเป็น St. Clair ก็ได้) ผู้สืบทอดสายเลือดขุนนางที่ตามตำนานเล่าว่า
เกี่ยวโยงกับอัศวิน Templar ชาวสก็อตติช เริ่มก่อสร้างในปี 1440 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 40 ปี
ความที่มีตำนานเชื่อมโยงกับอัศวิน Templar ทำให้เกิดเสียงเล่าขานว่าโบสถ์แห่งนี้มีห้องลับ
ที่เคยใช้เป็นสถานที่สุดท้ายสำหรับเก็บสมบัติของอัศวิน Templar ที่ว่ากันว่าอยู่ดีๆก็สูญหาย
แล้วก็มีการพูดจาเลยเถิดไปว่าใต้โบสถ์เป็นที่ซ่อนของจอกศักดิ์สิทธิ์ !
ไม่เพียงเท่านั้น
ยังมีหลักฐานหลายอย่างที่เชื่อมโยงโบสถ์ Rosslyn Chapel เข้ากับทวีปอเมริกา อาทิหลุมศพเก่าแก่ที่สุด
ใน Nova Scotia (New Scotland) มีรูปกางเกนของนักรบครูเสด, รูปแกะสลักหินอัศวิน Westford Knight
บนพื้นที่ Massachusetts ก็สันนิษฐานว่าเป็นรูปของอัศวินชาวสก็อตติช และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
โบสถ์ Rosslyn Chapel สร้างเสร็จก่อนที่ Christopher Columbus จะออกเดินทางสำรวจพบโลกใหม่ 6 ปี
แต่บนกำแพงของ Rosslyn Chapel กลับมีรูปแกะสลักหินเป็นรูปข้าวโพดซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกา

ก็เลยลงตัวกับบางสมมุติฐานที่บอกว่าอัศวิน Templar
นำสมบัติไปซ่อนในอเมริกา!! (ดู National Treasure ที่เอ่ยอ้างถึง
สมบัติของอัศวิน Templar ที่ซุกซ่อนในสหรัฐ)

National Treasure 1&2 ภาพยนตร์ของ กลุ่มฟรีเมสันและอิลลูมิเนติ

Dan Brown กล่าวถึง The Priory of Sion ต้นกำเนิดเรื่องราวใน The Da Vinci Code ว่า
เป็นองค์กรลับในยุโรปที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1099 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ชาวคริสต์ยึดกรุงเยรูซาเลม
โดยอ้างหลักฐานเอกสารชื่อ The Secret Dossiers ที่หอสมุด Bibliotheque Nationale กรุงปารีส
ค้นพบในปี 1975 ในเอกสารระบุว่าสมาชิกของ The Priory of Sion มีอาทิ Sir Isaac Newton,
Sandro Botticelli, Victor Hugo และ Leonardo da Vinci และในหนังสือ The Holy Blood and The Holy Grail
ที่เขียนโดย Michael Baigent กับ Richard Leigh ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นธารแรงบันดาลใจของ Dan Brown
ในการเขียน The Da Vinci Code ก็ระบุว่า The Priory of Sion เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้ง
กลุ่มอัศวิน Templar โดยมีจุดประสงค์จะทำให้ราชวงศ์ Merovingian (447-751) ทายาทพระเยซู
ซึ่งเคยครองราชย์ในฝรั่งเศสช่วงปี 447-751 ได้เป็นใหญ่ครองแผ่นดินยุโรปและเยรูซาเลม


ในแง่ของการเมืองเรื่องอำนาจ การมีสายเลือดพระเยซูขึ้นมาอีกหนึ่งสถาบัน
ย่อมสั่นคลอนอำนาจของคริสตจักรที่กรุงโรม ทางออกจึงเหลือให้เลือกไม่กี่ทาง?

ตามหลักฐานปัจจุบัน The Priory of Sion ก่อตั้งโดย Pierre Plantard กับคณะที่ประเทศฝรั่งเศส
เมื่อปี 1956 นาย Plantard กล่าวอ้างว่าสมาคมของตนสืบต่อเนื่องมาจาก Order of Sion
หรือชื่อที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ The Abbey of Notre Dame of Mount Sion ซึ่งก่อตั้ง
ในอาณาจักรเยรูซาเลมในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 1 ไม่เท่านั้น เขาหวังยกระดับสมาคมของเขา
ว่าเก่าแก่ด้วยการทำเอกสาร The Secret Dossiers ใน Bibliotheque Nationale ปลอม


และถ้า The Secret Dossiers เป็นของปลอม นั่นหมายความว่า Leonardo da Vinci
ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ The Priory of Sion และการตีความภาพวาด The Last Supper
ตามที่ปรากฏใน The Da Vinci Code ก็เป็นเรื่องคิดเอาเอง!!!


ไม่เพียงเท่านั้น ข่าวลือที่ว่าบาทหลวงชาวฝรั่งเศส Berenger Sauniere เจ้าอาวาสโบสถ์
ในเมือง Rennes-le-Chateau ที่กลายเป็นเศรษฐีข้ามคืนเพราะค้นพบเอกสารระบุถึงเชื้อสายกษัตริย์
Merovingian ที่ยังมีชีวิต ก็ยังเป็นผลงานการปลอมแปลงของนาย Plantard เช่นกัน


ที่น่าสังเกต ใน The Da Vinci Code ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ Louvre
ที่ปารีสนามสกุล Sauni?re !!


Opus Dei องค์กรคาธอลิกก่อตั้ง ขึ้นในปี 1928 ในประเทศสเปน
โดยบาทหลวง Josemaria Escriva (หลังจากเสียชีวิตได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ)
ปัจจุบัน Opus Dei มีสมาชิก 85,000 คนทั่วโลก โดยเป็นบาทหลวง 2,000 คน
ภารกิจของสมาชิกคือการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานให้สอดคล้องกับ
คำสอนของพระเยซู และอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสันตะปาปาในกรุงโรม
ใน The Da Vinci Code สังฆราช Manuel Aringarosa นั่งเก้าอี้ประธาน Opus Dei ทั่วโลก
ห้าเดือนก่อนเหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้น Aringarosa ได้รับแจ้งว่าสันตะปาปา
จะตัดการช่วยเหลือ Opus Dei ในอีก 6 เดือนข้างหน้า สังฆราช Aringarosa
ที่เชื่อว่ามีแตองค์กรของตนเท่านั้นที่สามารถช่วยไม่ให้ศาสนจักรไม่เสียศูนย์
ในโลกยุคใหม่ที่มีแต่การฉ้อฉลและเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะปกป้ององค์กร
ความคิดนี้ทำให้ Aringarosa ถลำตัวสู่ด้านมืดในที่สุด


พูดถึงสังฆราช Aringarosa แล้วต้องพูดถึง Silas สมาชิกที่อุทิศตัวเองแบบเกินร้อย
ให้กับ Opus Dei ปูมหลังของ Silas เป็นเด็กกำพร้าปากกัดตีนถีบแถวเมืองท่า Marseilles
ชีวิตหลงเข้าไปในวังวนของอาชญากรรม ถูกจับขังเรือนจำที่ Andorra แถบเทือกเขา Pyrenees
แต่ก็แหกคุกออกมาได้ในขณะเกิดแผ่นดินไหว เขาได้ที่พักพิงจากพระหนุ่มชาวสเปน
ชื่อ Aringarosa ซึ่งเป็นคนตั้งชื่อ Silas ให้กับเขา และทำให้ Silas ยอมรับทำภารกิจที่เขาเชื่อว่า
จะทำให้ศาสนาคริสต์ไม่ล่มสลาย
เรื่องต้องรู้ยังมีอีกเยอะ แต่จะไม่สาธยายต่อ รอไปดูเองในโรงแล้วกัน...
สัญลักษณ์ ไพรเออรี่ ออฟไซออน

สัญลักษณ์ ไพรเออร์รี่ ออฟไซออน อันแรกนี้ ถ้าใครเข้ามาบลอคผมตอนธีมเก่า
ก็คงเคยเห็นกันแล้ว มันเป็นสัญลักษณ์ ของไพรเออร์รี่ ออฟไซออน เป็นดาว ห้าแฉก (pentacular)
สัญลักษณ์นี้เชื่อกันมาแต่โบราณ เป็นโครงสร้างอย่างหนึ่งที่ทรงพลังอำนาจในโลกสิ่งเร้นลับ
เช่นเดียวกับรูปทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ด้านบรรจบพบกันที่ยอดแหลม



ดาว 5 แฉก นี้ปรากฏมากมายทั่วดินแดนตะวันตกและตะวันออกกลาง
บางแห่งเรียกว่า เงื่อนปมไม่รู้จบ (Endless Knot) บางแห่งเรียกว่า ดาวแห่งโซโลมอน
เชื่อกันว่าสามารถปกป้องรักษาตนเองจากสิ่ง ่ชั่วร้าย แต่ในสมัยหนึ่งสัญลักษณ์นี้
ถูกกล่าวหาว่าเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจ ที่พวกพ่อมดหมอผี ใช้ในการเรียกวิญญาณชั่วร้าย
แต่สิ่งที่ อัศวินนักรบ ค้นพบเป็นวิทยาศาสตร์ ยารักษาโรคที่สูญหายไปนาน เรียกกันว่า
ยาอายุวัฒนะ ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลให้หายได้ และฟื้นคืนกำลังอย่างรวดเร็ว
จากการเล่นแร่แปรธาตุ

แต่ในสมัยกลางของยุโรปกลับเรียกผู้ที่มีความรู้ในการปรุงยา และนักเล่นแร่แปรธาตุ นี้ว่า
พ่อมด หรือ แม่มดจนป้ายสีพวกเหล่านี้เป็นผู้ใช้ไสยเวทย์หรือมนต์ดำและเป็นสาวกของ
วิญญาณชั่วร้ายหรือ ซาตาน




รูปเคารพบูชา ของ อัศวินนักรบ คือ บาโฟเมต (Baphomet) คือ
เทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ แต่ในคริสตจักรกล่าวหาว่าเป็นลัทธินอกรีต

บาโฟเมต มีศีรษะเป็นแพะที่มีเขางอกออกมา 2 ข้าง ของแพะในโบราณเป็นสัตว์
ที่ให้นมเป็นอาหารของมนุษย์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

การค้นพบกลุ่ม อัศวินนักรบ นิยมใช้ อักาะ แอตบาซ เป็นรหัสนัยเพื่อ
ปกปิดความลับให้เป็นปริศนา เป็นอักษรแบบเล่นคำ ที่ชาวเฮบรูว์ โบราณใช้กัน


เมื่อนำอักษร Baphomet มาเทียบตามหลักการของอักษรแอตแบช จะได้คำว่า Sofia ในภาษากรีก
แปลว่า สติปัญญา หรือความเฉลียวฉลาด รวมทั้งความสมบูรณ์พูนสุข และชีวิตที่ยืนยาวด้วย

ภายหลังมีการกล่าวหาว่ากลุ่มอัศวินนักรบ เป็นกลุ่มศาสนานอกรีต และบูชา ซาตาน การบูชา
บาโฟเมต นี้เอง ทำให้คริสตจักรสร้างเรื่อง ว่าบูชา ซาตาน โดยใช้รูปสัญลักษณ์หัวแพะ
เป็นภาพเดียวกับซาตาน และมีพิธีกรรมประหลาด จึงทำให้เชื่อกันได้ง่าย
ต่อสายตาของประชาชนผู้ไม่ทราบความจริง




สัญลักษณืเกี่ยวกับ ไพรเออร์รี่ ออฟไซออน บางอันผมก็ไม่รู้จักครับ
แต่มันอยู่ด้วยก็เลย เอามาหมดเลย

เคยมีคนถามในบอร์ดผมว่า ไสยศาสตร์กับ วิทยาศาสตร์ต่างกันอย่างไร
อันที่จริงดูเหมือนต่างแต่มันก็ต่างกันในแบบเหมือนกัน ฟังแล้วงง แฮะ เช่นเดียวกับ
สิ่งต่าง ๆ มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด มี ขั้วบวก ก็ต้องมี ขั้วลบ อะไรประมาณนั้นนะ
อันที่จริงมันเป็น ตรรกะ บางครั้งเรามองไปข้างหน้า เรามักจะเห็นอดีต ฟังเหมือนปรัชญา
แต่มันไม่ใช่ปรัชญา สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว จากที่ไหน? เมื่อไหร่?
ก็มีหลักวิธีอธิบายได้ทั้ง 2 อย่าง เป็น ตรรกะ" ขอ งโลก มี 2 ด้านเสมอ

แต่ ทั้งสองมีพื้นฐานมาจากที่เดียวกัน คือ ความเชื่อ เท่านั้น ที่ผู้ใดจะทำให้เชื่อตามฝ่ายนั้น
ได้มากกว่า มีสัดส่วน น้ำหนัก และแนวความคิดนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งนั้น
ก็อาจกลายเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็เป็นได้




อันนี้เป็นดวงดาวแห่งโซโลมอนครับ เป็นที่ตั้งของเมืองแต่ละเมือง
เมื่อตีเส้นระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลของ อัศวินนักรบ (Knights templar)
ในฝรั่งเศส จะได้รูปดาว 5 แฉกครับ


http://lionardo.exteen.com/category/Priory-of-sion


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Feb 08, 2010 9:44 pm

http://www.skyd.org/html/links.html
เว็บธรรมะที่น่าสนใจ

พุทธทาสศึกษา
| เครือข่ายชาวพุทธฯ
| สำนักข่าวชาวพุทธฯ
| พระไทย.เน็ต
| ห้องพระสมาคมคนน่ารัก | พุทธศาสนา | ห้องสมุดพระธรรมปิฎก
| ห้องสมุดธรรมะ
| พจนานุกรมพุทธศาสน์ (ฉบับประมวลศัพท์)
| ลานธรรมเสวนา
| มหาเถรสมาคม
| ตามหาแก่นธรรม
| ธรรมะร่วมสมัย
| พุทธไอที
| ดักแด้แก้ดักดาน
| อสีติมหาสาวก
| เมตตาโฮมเพจ
| เสถียรธรรมสถาน
| วัดป่าสุนันทวนาราม
| ลิ้งค์ธรรมะ (ภาษาอังกฤษ)
| www.buddhanet.net
| รวมลิ้งค์เว็บไซต์พุทธศาสนา
| รวมลิ้งค์เวบไซต์พุทธศาสนาโดยกรมการศาสนา
| Linksโฮมเพจพระพุทธศาสนา
| ประวัติพระพุทธศาสนาในไทย
|ท่าน ก.เขาสวนหลวง
| ธรรมะปรารภ ก. เขาสวนหลวง
| ธรรมะเพื่อชีวิต
| ห้องสมุดไทย
| ซีดีธรรมะ | ต้นไม้ในพุทธประวัติ | ชีวิตสดใสด้วยธรรมะ Dhammalife | ธรรมจักร | วัดป่าธรรมชาติ | มูลนิธิสวนแก้ว | โรงมหรสพทางวิญญาณ
พระไตรปิฎก : ฉบับมหาจุฬาฯ
| ฉบับมหามกุฏฯ
| พระไตรปิฎก OnLine
| พระไตรปิฎกดาวน์โหลด
| พระสุตตันตะปิฎกออนไลน์
| ประวัติพระไตรปิฎก
| สังคายนาพระธรรมวินัย
| พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษและบทความที่น่าสนใจที่อ้างอิงพระไดรปิฎก
| ประวัติพระไตรปิฎกฉบับจีนพากย์
| Tipitaka.net
| ดาวน์โหลดพระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน

พระเถรานุเถระ : มหาเถรสมาคม
| กองทัพพระกรรมฐาน
| แก้วมณีอีสาน (พระวิปัสสนาจารย์สายวัดป่า)
| หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
| หลวงตามหาบัว
| หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
| หลวงปู่เทสก์ เทสรงฺสี
| หลวงพ่อพุธ €านิโย
| หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
| หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
| อาจารย์ชา
มหาวิทยาลัยสงฆ์ :
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
- มจร. วิทยาเขตขอนแก่น | หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านพระพุทธศาสนา
มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย

ลิ้งค์น่าสนใจอื่นๆ

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน | วิทยาลัยวันศุกร์ | อินเทอร์เน็ตสีขาว
| Thai Parents NET | EarthRights International |
มูลนิธิสุขภาพไทย | Kalathai
| น่ารัก.คอม | อ.ส.ม.ท.
| carefor.org
| อาศรมวงศ์สนิท
| รวมน้ำใจ | WWF (World Wide Fund For Nature) ประเทศไทย | Nobel e-Museum | มูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์ | มูลนิธิโกมลคีมทอง | เครือข่ายแม่น้ำเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ | ประชาไทดอทคอม | คณะำกรรมการคาทอลิกเพื่อยุติธรรมและสันติ | ข้อมูลผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสำหรับประชาชน

http://www.skyd.org/html/priest/Rama4.html


พระมหากษัตริย์ผู้ให้กำเนิด "ธรรมยุต"

สกู๊ปศาสนา นสพ.ไทยรัฐ ปีที่ ๕๕ ฉบับที่ ๑๗๐๗๐ วันเสาร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๗

๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๗นับเป็นวันสำคัญของชาติและคนไทย เนื่องเพราะเป็นวันพระราชสมภพ
ครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยม ไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อ ปวงชนชาวไทยและ
ประเทศชาติเป็นล้นพ้น
พระอิจฉริยภาพในด้านต่างๆ เป็นที่ปรากฏแก่สายตาชาวโลก
ถึงขนาดที่องค์การยูเนสโก ประกาศยกย่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นบุคคลสำคัญของโลก ประจำปี ๒๕๔๗
ขณะที่คนไทยทั้งประเทศได้
ถวายการเทิดทูนพระเกียรติ ว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”
โดย คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ เมื่อวันที่ ๑๔ เม.ย. ๒๕๒๕ จากพระปรีชาสามารถ
ในการทรงคำ-นวณการเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๑๘ ส.ค. ๒๔๑๑
โดยไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว นับเป็นการพิสูจน์ การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่
และครั้งแรกของชาติไทยต่อชาวต่าง ประเทศ และเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจยิ่งของชาติ



ด้าน พระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงให้ความสำคัญ
ไม่ยิ่งหย่อนกว่าด้านอื่น ด้วยทรงใฝ่พระทัยในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างยิ่ง และ
ทรงเป็นผู้ ให้กำเนิดคณะสงฆ์ธรรมยุตนิกาย ขึ้นมาในประเทศไทยด้วย
คณะสงฆ์ไทยคณะธรรมยุต ทั่วประเทศ และวัดธรรมยุตไทยทุก ภูมิภาคทั่วโลก
จึงร่วมกันจัดงานเฉลิม พระเกียรติ แด่ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกอย่างเป็นทางการของคณะสงฆ์คณะธรรมยุตไทย พระพรหมมุนี
วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสครบ ๒๐๐ ปี วันพระราชสมภพ กล่าวว่า
“การจัดงานเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรง บำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
อันเป็นคุณูปการแก่ พระพุทธศาสนา คณะธรรมยุต และคณะสงฆ์ทั่วไป และประเทศชาติ
โดยเฉพาะงานด้านพระศาสนา ทรงพระราชนิพนธ์ตำราต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นภาษามคธ
และภาษาไทยและที่รู้จักแพร่หลายกันไปทั่วโลก คือบทสวดทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นที่พระภิกษุสามเณร
และพุทธศาส�นิกชน ชาวไทยใช้สวดกันทั่วไปในปัจจุบัน



ที่สำคัญ คือทรงแนะนำสั่งสอน คณะสงฆ์ ให้รู้จักนับถือและปฏิบัติพระพุทธศาสนา
ด้วยปัญญา หรือด้วยเหตุผล ไม่ใช่งมงาย” “สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้กัน คือ
ทรงตั้งโรงพิมพ์ขึ้น ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อ พิมพ์หนังสือทางพระพุทธศาสนา
นับเป็นโรงพิมพ์ของคนไทย แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมทั้งได้ทรงประดิษฐ์อักษรแบบใหม่
ขึ้นสำหรับ ใช้แทนอักษรขอม เรียกว่า “อักษรอริยกะ” มีทั้งแบบตัว พิมพ์และตัวเขียน
ใช้ทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย และยังทรงพระราชดำริแบบ อักษรไทย
สำหรับเขียนภาษาบาลีขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย เรียกว่าแบบ “การยุต” ซึ่งได้ใช้เป็น
แบบในการพิมพ์พระไตรปิฎกอักษรไทยครั้งแรกในประเทศไทย” พระพรหมมุนี
เล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ทรงมีต่อพุทธศาสนิกชนชาวไทย
การคิดค้นหรือประดิษฐ์อักษรแบบใหม่ คืออักษรแบบไทย
ขึ้นใช้แทนอักษรขอม คือการ แสดงความเป็นชาติไทย ที่หมายถึงอิสระ เพราะการมีตัวอักษรของตัวเอง
คือสัญลักษณ์ของชาติ ที่ไม่ต้องใช้อักษรของชาติอื่นมาเป็นอักษรประจำชาติ ทั้งการคิดค้นอักษรไทย
สำหรับเขียนแทนอักษรภาษาบาลี การแปลภาษาบาลี เป็นภาษาไทย ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ
และยังประโยชน์ต่อพระภิกษุสามเณรให้ศึกษาเล่าเรียน ในพระธรรมวินัย ทั้งด้านคันถธุระและ
วิปัสสนาธุระได้อย่างถูกต้องจริงจัง และเข้าใจง่าย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็น
ต้นแบบการนำ พระภิกษุสามเณรจาริก สู่ป่าเขาแสวงหาสถาน ที่วิเวกเจริญกรรมฐาน
และนับเป็นจุดเริ่มต้นของพระฝ่ายกรรมฐาน ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
ทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุธาวาส จ.สกลนคร
พระโพธิญาณเถร (สุภัทโท) หรือหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี



นอกจากนั้นยัง ทรงเป็นผู้นำ ในการปกครองคณะสงฆ์ไทยซึ่งเป็นแบบแผนในการปกครอง
ที่ใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ คือมี สมเด็จพระสังฆราช เป็นประมุขสงฆ์ มี เจ้าคณะใหญ่
หนเหนือ หนใต้ หนกลาง และหนตะวันออก ปกครองในแต่ละภาค

งานเฉลิมพระเกียรติครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่
ภายใต้การขับเคลื่อนของ คณะสงฆ์คณะธรรมยุต โดย พระพรหมมุนี เป็นประธานจัดงาน พระพรหมเมธี
วัดเทพศิรินทราวาส เลขาธิการคณะสงฆ์ คณะธรรมยุต พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศ์ พระธรรมวรเมธี
วัดราชบพิธฯ ผช.เลขาธิการฯ เป็นกำลังสำคัญประสานงานกับฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะกับรัฐบาลและมหาเถรสมาคม
พระธรรมกิตติเมธี ในฐานะประธานฝ่ายเลขานุการ และประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า “การ จัดงานดังกล่าว
ถือเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
ให้การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสครบ ๒๐๐ ปี
วันพระราชสมภพอยู่ใน พระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง
ตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติ ๒๐๐ ปีด้วย และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คณะสงฆ์กับรัฐบาลประสานร่วมกันทำงาน
โดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับเป็นประธานกรรมการอำนวยการ จัดงานสมโภช ๒๐๐
ในส่วนของฆราวาส จัดงานเฉลิมฉลองนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๘-๒๔ ต.ค.นี้ ที่เมืองทองธานี”



สำหรับคณะสงฆ์นั้น งานจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนของคณะธรรมยุต ซึ่งนอกจาก
วัดธรรมยุตทั่วประเทศ จะจัดงานสมโภชตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ๒๕๔๗ จนถึง
สิ้นเดือน ธ.ค. ๒๕๔๗ แล้ว วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งถือเป็นวัด ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสถาปนาขึ้นเป็น วัดธรรมยุตวัดแรก จะมีงานสำคัญวันที่ ๑๘ ต.ค.นี้ ที่ตึกมนุษยนาควิทยาทาน
โดยพระสงฆ์คณะธรรมยุต และพระสงฆ์ร่วมกันแสดง ความกตัญญูกตเวที และมีนิทรรศการ
แสดงถึงพระราชกรณียกิจ ทั้งในคดีทางโลกและคดีธรรม ขณะที่อีกส่วน คือ
มหาเถรสมาคมร่วมเฉลิมฉลองจัดปฏิบัติธรรม ๓ วัน เริ่มวันที่ ๑๘ ต.ค. นี้ ที่พุทธมณฑล
และให้วัดทั่วประเทศจัดสวดมนต์ถวายพระพรพร้อมกัน
พระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อประชาชนคนไทย รวมถึงพระปรีชาสามารถ
ในการผสมผสานความเป็นเลิศทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ศีล สมาธิ
กับวิทยาศาสตร์ ที่เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อย่างลงตัว ทั้งที่ศาสตร์ทั้ง ๒ ชนิด
เปรียบเสมือนด้านคู่ขนานกัน
นับเป็นโอกาสอันเป็นมหามงคล ที่คนไทยจะได้รวมพลัง
น้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้
...

http://www.dhammayutusa.iirt.net/


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Mon Feb 08, 2010 10:58 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Feb 08, 2010 10:10 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-60.htm

อืมม...ก็คงอีกไม่นานนักจริงๆ พระสยามเทวาธิราช ตามความเชื่อสมัย ร.4
คงช่วยไม่ได้ทั้งหมดหรอก ต้องปล่อยให้มันทำลายตัวเองกันบ้างแหละ


พระสยามเทวาธิราช



พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเลียนแบบพระสยามเทวาธิราชแต่แปลงเค้าพระพักตร์ให้เหมือน
สมเด็จพระชนกาธิราช
เพื่อทรงสักการะ พระบรมรูปองค์นี้ปัจจุบันประดิษฐานอยู่
พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ประวัติ

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ทรงมีพระราชดำริว่าประเทศไทย
มีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ
คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่า
พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า
"...ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้นๆ
ศตวรรษที่ ๑๙ ของคริสต์ศักราชนั้น พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า
ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดายจึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย
ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้นก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน
แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้นมหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษ
มาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว
แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้นชาวต่างประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้
ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพัก ๆ การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง

ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ ๑ แล้ว ถึงรัชกาลที่ ๒ ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า
เพื่อขอทำสัญญาค้าขาย ใน พ.ศ. ๒๓๖๓ โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟ
จากชาวตะวันตกอยู่ ต่อมาอีก ๒ ปี มิสเตอร์ จอน ครอเฟิด (John Grawford) ทูตอังกฤษเข้ามา
ขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ. ๒๓๖๕
ถึงรัชกาลที่ ๓ อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่า
เป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘
ทูตอเมริกัน มิสเตอร์ เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Robert) เข้ามาทำสัญญา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕
มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๑
และเซอร์เจมส์ บรู้ค (Sir Jame Brooks) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัค (Sarawak)
เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๓ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง ๔ ครั้ง แต่ก็ได้ทำ
แต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยน
สินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่น ๆ ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใคร
เชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้ บางคนนึกเลยไปว่า เหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร ในเมื่อมีใครมาเล่าว่า
ทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใด ๆ ทั้งสิ้น
เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค
ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ ๓ ว่า
‘..พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต
และพระองค์ที่จะทรงเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น
จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน...’


ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว
เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุถึง ๒๗ ปี พอเสวยราชย์ได้ ๔ ปี
ซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า
คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจาก
ผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร
และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้
..เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว
ทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพ มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว
แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่
จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชาแล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ
(หม่อมเจ้ารัชกาลที่ ๑) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์
ในพระหัตถ์ขวา ขนาด ๘ นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วนแล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม
"พระสยามเทวาธิราช" แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลาง พระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้
ท่านผู้ใหญ่ชั้นคุณย่าของข้าพเจ้าเล่าว่า ในรัชกาลที่ ๔ ทรงถวายเครื่องสังเวย

เป็นราชสักการะทุกวันและเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก บัดนี้เนื่องแต่ทางพระราชสำนัก
ต้องตัดทอนรายจ่ายมากมายมาแต่ในรัชกาลที่ ๗ จึงคงยังมีเครื่องสังเวยถวายแต่เฉพาะวันอังคาร
และวันเสาร์ อาทิตย์ละ ๒ ครั้ง และในเวลาปีใหม่ ก็มีการบวงสรวงสังเวยเป็นพิธีใหม่ มีละครรำของ
กรมศิลปากรในเวลาเช้าวันสังเวยนั้น..
..อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง
ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่าพระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐาน ด้วยกุศลผลบุญ
ที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย
และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ.."


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะเป็นประจำวัน
เครื่องสังเวยที่ถวายเป็นประจำนั้น จะถวายเฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ก่อนเวลาเพล
โดยจะมีพนักงานฝ่ายพระราชฐานชั้นใน เป็นผู้เชิญเครื่องตั้งสังเวยบูชา เครื่องสังเวยประกอบด้วย
ข้าวสุกหนึ่งถ้วยเชิง หมูนึ่งหนึ่งชิ้น พร้อมด้วยน้ำพริกเผา ปลานึ่งหนึ่งชิ้นพร้อมด้วยน้ำจิ้ม ขนมต้มแดง
และขนมต้มขาว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนหนึ่งผล ผลไม้ตามฤดูกาลสองอย่าง และน้ำสะอาดอีกหนึ่งถ้วย
ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดา ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า
พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียรและพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูน
ที่ได้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก
ยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงทั้งหมด
และอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิมานทองสามมุขเหนือลับแล
บังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตราบจนถึงทุกวันนี้ พระราชพิธีบวงสรวงใหญ่
พระสยามเทวาธิราช ตามประเพณีกำหนดไว้ ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี อันเป็นวันขึ้นปีใหม่
ตามจันทรคติแบบโบราณ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จแทนพระองค์
มาทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะพระสยามเทวาธิราชและมีละครในจากกรมศิลปากรรำถวาย

ระหว่างวันที่ ๗ - ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์
๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เชิญพระสยามเทวาธิราชจากพระวิมานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ขึ้นเสลี่ยงโดยประทับบนพานทอง ๒ ชั้น สู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ประดิษฐาน ณ บุษบกมุขเด็จ เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบวงสรวง ในวันพุธที่ ๗
เมษายน ๒๕๒๕ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สาธุชนเข้าถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชหลัง
เสด็จฯ กลับ จนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๕
นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีโอกาสได้เข้าถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชเฉพาะ
พระพักตร์
Arrow "ป๋าเปรม"อวยพร"มาร์ค"ทำงานแก้ปัญหาประเทศสำเร็จ ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง ชมเปราะ"เก่ง-หนุ่ม"

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Feb 08, 2010 10:39 pm

วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2

มหานิกาย เป็นคำเรียกนิกายของพระสงฆ์ไทยสายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นฝ่ายคันถธุระ
เดิมนั้น คำเรียกแบ่งแยกพระสงฆ์สายเถรวาทในประเทศไทยออกเป็น "มหานิกาย" และ "ธรรมยุตินิกาย" ยังไม่มี เนื่องจากคณะพระสงฆ์ไทยในสมัยโบราณ ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น ไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่พระสงฆ์ไทยนั้นล้วนแต่เป็นเถรวาทสายลังกาวงศ์ ซึ่งสืบทอดมาแต่สมัยสุโขทัยทั้งสิ้น
ต่อมาเมื่อพระวชิรญาณเถระ หรือเจ้าฟ้ามงกุฏ ( พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ) ได้ก่อตั้งนิกายธรรมยุติขึ้น ในปี พ.ศ. 2376 แยกออกจากคณะพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่เดิมซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในสมัยนั้น จึงทำให้เกิดคำเรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่เป็นสายเถรวาท (สายลังกาวงศ์เดิม) ว่า "พระส่วนมาก" หรือ "มหานิกาย" นั่นเอง ซึ่งคำ "มหานิกาย" มาจากธาตุศัพท์ภาษาบาลี มหา + นิกาย แปลว่าพวกมาก กล่าวโดยสรุป มหานิกายก็คือ "พระสงฆ์ฯ ส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ไม่ใช่พระสงฆ์ธรรมยุตินิกาย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2

วัดไทยในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย


  • ที่พักสงฆ์บ้านหนองบัว
  • ที่พักสงฆ์บ้านเด่นกระต่าย


  • วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร


  • วัดกลางธรรมสาคร
  • วัดคลองโพธิ์
  • วัดคุ้งตะเภา
  • วัดชายเขา
  • วัดชำสอง
  • วัดดงสระแก้ว
  • วัดดอยท่าเสา
  • วัดทุ่งเศรษฐี (อุตรดิตถ์)
  • วัดท่าถนน (อุตรดิตถ์)
  • วัดธรรมาธิปไตย
  • วัดบ่อพระ
  • วัดป่ากล้วย
  • วัดป่าสักเรไร
ว (ต่อ)

  • วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม
  • วัดพระธาตุโป่งนก
  • วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง
  • วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ
  • วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
  • วัดพระยืนพุทธบาทยุคล
  • วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
  • วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
  • วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
  • วัดยางโทน (อุตรดิตถ์)
  • วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
  • วัดวังสะโม
  • วัดสระแก้วปทุมทอง
  • วัดสันปูเลย (สะหลี๋เวียงแก้ว)
  • วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
  • วัดหนองคันธมาศ
ว (ต่อ)

  • วัดหนองปล้อง
  • วัดหน้าพระธาตุ (อุตรดิตถ์)
  • วัดหมอนไม้
  • วัดหาดเสือเต้น
  • วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
  • วัดเกษมจิตตาราม
  • วัดเจดีย์คีรีวิหาร
  • วัดเจดีย์แดง
  • วัดเสาหิน
  • วัดแหลมคูณ
  • วัดใหญ่ท่าเสา
  • วัดใหม่เจริญธรรม (อุตรดิตถ์)
  • วัดไชโยวรวิหาร
  • วัดไทยพุทธคยา
http://board.dserver.org/e/easydharma/00000378.html

มหานิกายคืออะไรครับ

คือผมพยายามหาความสัมพันธ์ของ ธรรมยุตกับมหานิกายว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
มีต้นตอมาจากไหน เอาแค่มหานิกายก็พอครับ ผมหาระหว่าง เถรวาทกับมหายานได้แล้ว
และหาแหล่งกำเนิดธรรมยุตได้แล้ว เหลือมหานิกายที่ไม่ได้จริงๆครับ กรุณาด้วยครับ
อีกอย่างนึงครับ แล้วธรรมกายเนี่ย ถ้าจะจัด จัดเป็นแบบไหนครับ หรือทางธรรมกายเอง
คิดว่าตัวเองเป็นแบบไหน ในนิกายพวกนี้ครับ

โดยคุณ : mini - 11/10/2005 23:14
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า มหานิกาย เถรวาท หินยาน คือ อันเดียวกันนะครับ
เป็นศาสนาพุทธดั้งเดิมปฏิบัติตามพระไตรปีฏกโดยไม่แก้ไขพระไตรปีฎก
แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปก็จะไม่แก้ไขพระไตรปีฎก เช่นพระวินัยห้ามพระจับเงินจับทอง
พระมหานิกาย ก็จับเงิน แล้วปลงอาบติทีหลัง คือรู้ว่าผิดแต่ก็ต้องทำ เพราะขึ้นรถถ้าไม่จ่ายเงิน
เขาก็ไม่ให้ขึ้น ส่วนธรรมยุติ ก็นับถือเคร่งกว่ารับเงินเหมือนกันแต่ให้ไปฝากไว้ที่ฆราวาส
เมื่อจะซื้ออะไร ก็บอกฆราวาสให้ซื้อให้ ส่วนวัดธรรมกาย คือพระฝ่ายมหานิกาย
แต่แปลกกว่าตรงที่ไปตีความพระไตรปีฎก ไม่เหมือนมหานิกาย เช่น เรื่องนิพพาน

มหานิกายเชื่อว่า ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีอะไรยั่งยืนอยุ่ตลอดไปได้
แม้ดวงอาทิตย์สักวันก็ต้องดับไปเหมือนกัน ซึ่งเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

แต่ธรรมกายไปสอนว่า พระนิพพานเป็นอัตตา พระพุทธเจ้าปัจจุบันนี้ไปอยู่ที่แดนนิพพาน
ซึ่งไม่มีวันเสื่อมสลาย ก็เลยเกิดเรื่องกับพระสายมหานิกายส่วนใหญ่ที่เรียนมาว่า
นิพพานคืออนัตตา เพราะในพระไตรปีฎกบอกว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา แปลว่า
ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น นิพพานต้องเป็นอนัตตาด้วย

โดยคุณ : นิน - 21/10/2005 21:59

ศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็น หินยาน หรือเถรวาท กับ มหายาน พุทธสายเถรวาท หรือหินยาน
มีใน ประเทศไทย ลาว เขมร ศรีลังกา เป็นต้น ส่วนพุทธมหายาน มีใน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น

นิกายธรรมยุติ มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มี ประเทศอื่นไม่มี นิกายธรรมยุติ
เกิดจากรัชกาลที่ 4 ตั้งขึ้นใหม่เพราะเห็นว่าพระสงฆ์ไทยในสมัยนั้น ความประพฤติหย่อนยาน
เลยตั้งนิกายใหม่ขึ้นมา แต่นับถือศีล 227 ข้อ เหมือนกัน


ตอบข้อที่ 1 สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีการแบ่งนิกายนะครับ การแบ่งนิกายเกิดขึ้นภายหลัง
โดยยึดถือเอาพระดำรัสของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า หากพระองค์สิ้นไปแล้ว ข้อห้ามของพระพุทธศาสนา
เล็กๆน้อยๆ ถ้าไปขัดกับบ้านเมืองอื่นหรือเหตุการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปก็สามารถแก้ไขได้
แต่พระองค์ไม่ได้ตัสว่าข้อห้ามเล็กๆน้อยๆ ได้แก่อะไรบ้าง

ทางมหายานเช่นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เขาก็ไปปรับให้เข้ากับประเทศของเขา ส่วนไทย ไม่ปรับ
ไม่เปลี่ยนแปลงข้อห้าม ยอมทำผิด แต่ไม่แก้พระวินัย เพราะถ้าแก้ไปแก้มา จะเพี้ยนไปหมด
ไม่เหลือร่องรอยของเดิม

มหายาน เกิดหลังหินยานครับ เพราะหินายานเชื่อตามพระเถระ (เถรวาท)ส่วนมหายาน
เชื่อตามอาจารย์ที่ตนนับถือ ( อาจาริยวาท ) อาจารย์มาทีหลังพระเถระ

2 ประเทศไทย มีสองนิกาย คือ มหายาน และธรรมยุติ มีศีล 227 เหมือนกัน

แต่ธรรมยุติเขาดูเหมือนว่าจะเคร่งวินัยกว่า ของมหานิกาย พระสังฆราช แต่งตั้งจากพระ
ที่มีพรรษามากที่สุดจากมหานิกายและธรรมยุต มีรูปเดียว ไม่มีสังฆราชของมหานิกาย
หรือ สังฆราชของธรรมยุติ

ที่ขัดแย้งกันก็คือ ทางธรรมยุติ เขาก็อยากให้ธรรมยุติเป็นสังฆราช ส่วนมหานิกายต้องการให้
พระที่มีพรรษามากที่สุดเป็นสังฆราช เช่นหลวงตาบัว อยากให้ธรรมยุติเป็นสังฆราช
ก็เลยทะเลากันทุกวันนี้


3. ทำไมธรรมกาย ไม่เป็นมหายาน เพราะเป็นเป็นหินยานมาตั้งแต่แรกแล้ว เพี้ยงแต่สอนไม่ตรงพระไตรปีฎก
จะไปเปลี่ยนแปลงเป็นมหายานก็ต้องสึกออกไป ที่ดินวัดที่วัดธรรมกายจะเอาไปไม่ได้ต้องเป็นของมหายาน
ออกไปตั้งเป็นมหายานก็ต้องนับหนึ่งใหม่ แบบพระจีน คนไทยจะยอมรับหรือเปล่า

มหายาน เขาไม่ยอมไปนิพพานเขายังปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ เช่นเจ้าแม่กวนอิม
จะได้ช่วยคนทุกข์ร้อนได้อีกมาก ถ้านิพพานแล้วจะไม่เกิดเลย

4 นอกจากธรรมกายแล้ว คิดเหมือนธรรมกายมีไหมนะหรือ ในเมืองไทยคงไม่มีมีแต่สันติอโศก
ที่ท่านจำลองนับถือ เคร่งกว่าธรรมยุติอีก แต่ถูกกำจัดไปแล้ว ห้ามห่มสีเหลือง สันติอโศก เลยแต่งสีกรัก
เรียกตัวเองว่าสมณะ ไม่เรียกตัวเองว่าพระ เพราะมหานิกายและธรรมยุติ เขาไม่คบหาด้วย

PS คนดี ไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนา ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ก็ใช้ได้แล้ว
ถ้าคิดแบบธรรมกาย

โดยคุณ : นิน - 22/10/2005 14:22

ก่อนอื่นขอชี้แจงกก่อนนะครับ ว่าการตอบเป็นความเห็นของผม

คนอื่นที่เขาเก่งกว่าผมอาจจะเข้ามาตอบก็ได้

1. เพราะวัดธรรมกาย เป็นวัดฝ่ายมหานิกาย ( ธรรมยุติก็เช่นกัน ) การได้ที่ดินมาส่วนมากได้รับจาก
การบริจาคจากชาวบ้านและการสร้างวัดมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการสร้างวัดตามกฎหมายไทยว่าต้องโอนที่ดิน
ให้เป็นของวัด และที่ดินของวัด เป็นศาสนสมบัติที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดูแลอยู่ หมายความว่า
รัฐบาลดูแลอยู่จะจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้

ตอนนี้อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกายก็ถูกดำเนินคดีอยู่ เรื่องเอาเงินญาติโยมซื้อที่ดินแล้วใส่ชื่อตัวเอง
เพระแยกไม่ออกว่าคนบริจาคให้วัดหรือบริจาคส่วนตัว

2. การคิดเลือกพระสังฆราช นอกจากพรรษาแล้วต้องดู สมณศักดิ์ ด้วยส่วนมากจะแต่งตั้ง สมณศักดิ์ชั้น
" สมเด็จ" และสมเด็จส่วนมากจบเปรียญ 9 ทั้งนั้นฉะนั้น สมเด็จรุปใดพรรษามากที่สุด
โอกาสที่จะได้แต่งตั้งเป็นพระสังฆราช ก็มีมากไปด้วย

3. พระสังฆราชปัจจุบัน ชื่อว่า สมเด็จพระญาณสังวร ฯ เป็นพระวัดบวรฯ ที่เป็นธรรมยุติ ท่านอาพาธ

ทำหน้าที่พระสังฆราชไม่สะดวก มหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์ จึงแต่งตั้ง
สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งเป็นฝ่ายมหานิกาย รักษาการแทนไปก่อน

ที่มีปัญหาตอนนี้คือหลวงตาบัว ซึ่งเป็นธรรมยุติ ไม่ยอมให้ สมเด็จพระพุฒาจารย์
ฝ่ายมหานิกายรักษาการแทนครับ เลยส่งนายทองมาประท้วง


4. สันติอโศก ต้องการปกครองตนเองโดยไม่ขออยู่ในการปกครอง มหาเถรสมาคม สันติอโศก
จึงถูกกำจัดออกไป เพราะพระในประเทศไทยที่ห่มสีเหลือง ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาถรสมาคม
เมื่อสันติอโศกอยากปกครองตนเอง ต้องห้ามใส่เลียนแบบการนั่งห่มของสงฆ์ไทย เพราะมีกฎหมายลงโทษไว้
ห้ามเลียนแบบเครื่องนุ่งห่มของพระสงฆ์ไทย ส่วนวัดของสันติอโศก ที่ดินก็เป็นของส่วนบุคคล
เพราะมหาเถรสมาคมไม่ถือว่าสันติอโศก เป็นคณะสงฆ์ไทย

5. ประเทศอื่นๆ ถ้าเป็นเถรวาท หรือ หินยาน ส่วนมากไม่แยกย่อยอีก

เพราะต้องนับถือตามพระไตรปีฎก ถ้าแบ่งย่อยออกไปอีกส่วนมากเป็นพระมหายาน
เพราะขอยกเลิกกฎบางอย่างที่ปฏิบัติไม่สะดวกอยากให้ปฏิบัติให้สะดวกของแต่ละประเทศ

6. พระมอญไม่ใช่ธรรมยุติครับ เพราะพระสงฆ์สมัยนั้นความประพฤติหย่อนยาน ร.4 เห็นว่า
พระธรรมยุติเคร่งจึงนำมาเป็นแบบอย่าง โดยตั้งคณะธรรมยุติขึ้น เพื่อให้พระสงฆ์ในปกครองของท่าน
มีความเคร่งเหมือนธรรมยุติ ธรรมยุติ มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะ ร 4 เป็นคนตั้ง

พระมอญก็คือพระที่มาจากพม่า พระพม่าไม่น่ามีธรรมยุติ เพราะพระพม่านั่งรถโดยสารเบียดกับผู้หญิงได้

พระพม่า ถือธรรมเป็นใหญ่ ไม่ค่อยถือวินัย เช่นพระไทยห้ามนั่งกับผู้หญิง

แต่พระพม่านั่งรถเบียดกับผู้หญิงได้ เพราะท่านถือว่า ท่านไม่ได้มีความกำหนัด หรือมีอารมณ์ไทางเพ
เมื่อนั่งกับผู้หญิง ฉะนั้น ท่านจึงไม่อาบัติหรือมีความผิด เพราะตามกฏหมายพระจะผิดต่อเมื่อ
มีคววามรู้สึกทางเพศเท่านั้น

โดยคุณ : นิน - 24/10/2005 20:21


1. ถ้าเขามาบริจาคที่ดินให้พระเป็นการส่วนตัวก็รับได้ครับ แต่คนบริจาคต้องบอกว่าบริจาคให้เป็นการส่วนตัว
พระรับได้ตามกฎหมายไทยแต่ในทางธรรมไม่สมควร เพราะเป็นพระต้องไม่มีสมบัติอะไรติดตัว
แต่พระบางท่านยังไม่หมดกิเลสยังอยากได้อยู่ พระอยู่ใต้วินัยพระและอยู่ใต้กฎหมายไทยด้วย
ผิดวินัยพระอย่างมากก็สึก แต่ผิดกฎหมายไทยอาจจะติดคุกได้ เป็นไปตามกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา
พระบางรูปท่านก็ตีความเข้าข้างตนเอง เช่น โยมเอาเงินมาให้ ถ้าไม่บอกว่าถวายวัด ท่านก็คิดว่าถวายท่าน
เป็นเฉพาะพระที่ไม่หมดกิเลสนะครับ

2. การสอบเปรียญหมายถึง การสอบภาษาบาลีครับ มีตั้งแต่ ประโยค 1-2 จนถึงประโยค 9
การสอบได้เปรียญจะได้สมณศักดิ์ง่ายกว่าการไม่เป็นเปรียญ การได้สมณศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องได้เปรียญ
พระที่ไม่ได้เปรียญก็สามารถได้สมณศักดิ์ ได้ ถ้าทำประโยชน์ให้ทางพระพุทธศาสนา เช่น
หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ พระพยอม ไม่ได้เป็นเปรียญ ก็มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณได้ โดยมหาเถรสมาคม
เสนอให้ ในหลวงแต่งตั้ง ถ้าสอบตามพระไตรปีฎก เขาเรียกสอบนักธรรมครับ คือมีตั้งแต่นักธรรมตรี
นักธรรมโท นักธรรมเอก เขาเนื้อหาในพระไตรปํฎกมาถาม ไม่มีการแปลบาลีนะครับ
เพราะแปลบาลี ใช้สำหรับสอบบาลีเท่านั้น

การออกข้อสอบบาลี ออกโดยแม่กองบาลีสนามหลวง

http://www.watpaknam.org/

การออกข้อสอบนักธรรม ออกข้อสอบโดย แม่กองธรรมสนามหลวง

http://www.gongtham.net/

ส่วนการตรวจปัญหาแม่กองทั้งสองจัดพระมาตรวจครับตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้

3. คุณสนธิ บอกว่า ไม่อาพาธ ก็อาจจะเป็นได้ แต่ท่านไม่สามารถทำงานได้แล้วเพราะชราภาพมาก
คุณเห็นเมื่อวันเกิดสังฆราชที่แล้วมาไหมท่านลุกขึ้นยังไม่ไหวเลย แล้วท่านจะไปตรวจงานได้อย่างไร
คุณรู้หรือเปล่าว่าพระเลขาหรือบริวารที่แวดล้อมของท่านสังฆราช หาประโยชน์จากสังฆราชมากเลย
จับมือท่านเซ็นโดยท่านก็ไม่ทราบ หาผลประโยชน์เป็นสิบๆล้าน ตอนนี้รัฐบาลกำลังตามจับอยู่
ทางมหาเถรสมาคม จึงแต่งตั้งสมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ รักษาการแทนอยู่ หากสังฆราชท่านแข็งแรง
สามารถเดินได้สะดวกแล้ว สมเด็จเกี่ยวก็ไม่ต้องรักษาการ วันนี้หลวงตาบัว ก็ออกโรงทวงคืนอีกแล้ว
เรื่องบางอย่างพูดไม่ได้ อย่างเช่นหลวงตาบัว คิดว่า เบื้องสูงต้องสนับสนุนธรรมยุติไง

4 ตำแหน่งพระสังฆราช ไม่มีวาระครับ อยู่จนมรณภาพไปเลย

เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค อยู่ได้ถึง 80 ปี

แต่เจ้าคณะหน พระสังฆราช อยู่จนมรณภาพ

5. มหายาน ไม่กี่ยวกับหรือไม่ได้ขึ้นกับสำนักงานพระพุทธศาสนแห่งชาติครับ
ความจริงสำนักงานพระพุทธศาสนาไม่ได้ควบคุมพระนะครับ เป็นแค่ผู้รับใช้เท่านั้น
พระทั้งหมดทั้งมหานิยกาย และธรรมยุติ อยู่ใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม

ตอนนี้มีผู้หญิงอยากบวชเป็นพระภิกษุณี พระไทยไม่บวชให้เพราะถือว่าพระภิกษุณีหมดไปนานแล้ว
ผู้หญิงเหล่านั้นก็ไปบวชเป็นพระภิกษุณีที่ใต้หวันแล้วกลับมาอยู่ เมืองไทย แต่ต้องอยู่บ้านตัวเอง
อยู่วัดไม่ได้ เพราะบวชพระภิกษุณีในสายมหายาน พระไทยถือว่าศาสนาพุทธไม่มีภิกษุณีแล้ว

6. ปัจจุบันคนนับถือพุทธมหายาน มากกว่าหินายานมากกว่ากันเยอะเลย แค่จีนก็เกือบห้าหกร้อยล้าน
แล้วทิเบต ญี่ปุน เกาหลี อีกล่ะ

หินยาน มีแค่ ไทย พม่า ศรีลังกา เท่านั้น

โดยคุณ : นิน - 27/10/2005 20:33

การจะตำหนิวัดหรือบุคคลใด ถามตัวเองก่อนว่า ตัวเราเข้าถึงความบริสุทธิ์ตามที่พระพุทธองค์สอนหรือยัง
ไม่ใช่เขาว่าๆ ตามโดยไม่มีภูมิธรรม ร.4 ตั้งธรรมยุต เพราะท่านเห็นว่าบ้านเมืองกำลังวุ่นและที่สำคัญที่สุด
พระไทยยังไม่เคร่งครัด พอตามที่พระพุทธองค์สอน ร.4 เห็นว่าพระพม่าเคร่งมาก ท่านจึงไปเรียนรู้ด้วย
แต่พระพม่าไม่ให้เรียน เพราะเห็นว่าพระไทยพระวินัยหย่อนยาน ไม่เครัดครัด ถ้า ร.4 อยากจะศึกษา
ต้องลาสิขาก่อน แล้วมาบวชใหม่ตามแบบพระพม่า จะสังเกตว่า เวลาพระในบ้านเราจะเข้ารับพระราชทาน
สมณะศักดิ์ ต้องแต่งกายแบบธรรมยุตหมดทุกรูป ตามแบบที่ ร. 4 ได้ปฏิบัติมา สำหรับการที่ว่า
วัดอื่น มีที่ดินมาก เราควรทำใจเป็นกลางๆ ดูว่า ที่ดินนั้น วัดเอาเป็นของวัด หรือเป็นส่วนตัวของเจ้าอาวาส
บางครั้งถ้าไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง มันจะทำให้เรากลายเป็นคนบาปบริสุทธิ์ แต่ตามข้อมูลที่ทราบ
การบริจาค ผู้บริจาคก็อยากได้บุญ คือเป็นการสร้างเหตุของการได้ที่ดิน คือในภพชาติต่อไป
จะได้มีที่ดินเป็นของตัวเองสำหรับสร้างบารมี และผู้รับคือ พระท่านก็นำไปทำประโยชน์เพื่อพระศาสนา
เช่น สร้างวัด สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม เพื่อให้คนเข้าถึงธรรมภายใน มิได้เอาเป็นส่วนตัว
แม้ผู้ให้ตั้งใจให้เป็นการส่วนตัว แต่พระก็ไม่ได้เอาไปเป็นส่วนตัว

คิดว่า มนุษย์ เราควรทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนดีที่สุด ดีกว่า กล่าวตำหนิ ด้วยใจอคติ แม้จะบอกว่าเป็นกลาง
คิดว่าสิ่งที่เราควรจะทำและทำอย่างต่อเนื่อง คือ รักษาเบญจศีล เบญจธรรม เทวะธรรม และนั่งธรรมะ
ให้มากๆ จะได้รู้ด้วยตัวของเราเองจะได้รับความสุขภายในและมีประสบการณ์ภายใน ดังโอวาท 3
ของพระพุทธองค์ ที่ว่า

1.การไม่ทำบาปทั้งปวง
2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม
3.การชำระจิตของเราให้ขาวบริสุทธิ์

ธรรม 3 อย่างนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

นี่แหละ......ทำให้ได้..... ทำทุกวัน.....ทำอย่างต่อเนื่องและจะรู้ว่ามนุษย์ธรรมดาๆ
ก็เป็นคนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างมหัศจรรย์ และในที่สุดสังคมก็จะดีและสิ่งดีอื่นๆ ก็จะดีตามขึ้นเรื่อยๆ

โดยคุณ : นายใบลาน ธรรมอักษร - อีเมล์ Tamma@sanook.com - ไอซีคิว - - 27/02/2007 13:35

http://lpg.onab.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=151&Itemid=150

โครงสร้างคณะสงฆ์ จ.ลำปาง (มหานิกาย)


โครงสร้างการบริหารงานคณะสงฆ์ จังหวัดลำปาง (มหานิกาย)


พระราชจินดานายก
วัดพระเจดีย์ซาวหลัง อ.เมือง
รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดลำปาง







รองเจ้าคณะจังหวัดลำปาง


พระวิสุทธิธรรมพิลาส
วัดต้นธงชัย อ.เมือง
รองเจ้าคณะจังหวัดลำปาง


พระครูสุวิิมลธรรมานุสิฐ
วัดคะตึกเชียงมั่น
อ.เมือง
เจ้าคณะอำเภอเถิน


พระครูสิริกิจจาภรณ์
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
อ.เมือง
เจ้าคณะอำเภอเมืองลำปาง


พระครูโกศลพิพัฒนกิจ
วัดศรีเกิด
อ.เมือง
เจ้าคณะอำเภอเมืองปาน


พระครูพิพัฒน์ปัญญาคุณ
วัดสันหลวง อ.ห้างฉัตร
เจ้าคณะอำเภอห้างฉัตร


พระครูโสภณบุญญารักษ์
วัดบุญยืน อ.งาว

เจ้าคณะอำเภองาว


พระครูโสภณจริยานุวัตร
วัดนาปราบ อ.สบปราบ
เจ้าคณะอำเภอสบปราบ


พระครูวรธรรมานุสิฐ
วัดบ้านใหม่ อ.วังเหนือ
เจ้าคณะอำเภอวังเหนือ


พระครูปัญญาวโรดม
วัดแม่ตั๋ง อ.แม่พริก

เจ้าคณะอำเภอแม่พริก


พระครูวินิตวรการ
วัดดงนั่งคีรีชัย อ.แจ้ห่ม

เจ้าคณะอำเภอแจ้ห่ม


พระครูอุปถัมภ์ปุญญาคม
วัดห้วยคิง อ.แม่เมาะ

เจ้าคณะอำเภอแม่เมาะ


พระครูนันทวรคุณ
วัดป่าเหมี้ยง อ.แม่ทะ

เจ้าคณะอำเภอแม่ทะ


พระครูนิวิฐศาสนธรรม
วัดศรีบุญโยง อ.เมือง
เจ้าคณะอำเภอเสริมงาม


พระครูพิสุทธิ์พัฒนพิธาน
วัดศาลาดงลาน อ.เกาะคา
เจ้าคณะอำเภอเกาะคา


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Tue Feb 09, 2010 11:19 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Feb 08, 2010 10:43 pm

เจ้าคณะภาค(มหานิกาย)

http://satuk.tripod.com/pokkong/pokkong4.htm

ภาค 1

เจ้าคณะภาค พระพรหมโมลี วัดยานานา กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค พระเทพสุธี วัดสามพระยา กรุงเทพฯ


ภาค 2

เจ้าคณะภาค พระราชวรมุนี วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค -


ภาค 3

เจ้าคณะภาค พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค พระราชปริยัติดิลก วัดบพิตรพิมุข


ภาค 4

เจ้าคณะภาค พระวิสุทธาธิบดี วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะจังหวัด พระราชวิจิตรโมลี วัดโพนทะเล จ.พิจิตร
รองเจ้าคณะภาค พระราชวิสุทธิดิลก วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ


ภาค 5

เจ้าคณะภาค พระเทพมุนี วัดปากน้ำ กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค พระเทพรัตนกวี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก


ภาค 6
เจ้าคณะภาค พระธรรมวโรดม วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค พระเทพรัตนมุนี วัดพระแก้ว จ.เชียงราย

http://www.alittlebuddha.com/html/Thai%20Monk/Thaimonk04.html

รายนามเจ้าคณะภาค-รองเจ้าคณะภาค นิกายธรรมยุต พ.ศ. 2552



ตำแหน่ง

ชื่อ-ที่อยู่

เขตปกครอง

เจ้าคณะภาค


1-2-3-12-13

พระพรหมเมธี
(สมชาย วรชาโย ป.ธ.Cool
วัดเทพศิรินทราวาส
แขวงเทพศิรินทร์
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
กรุงเทพมหานคร 10100
โทรศัพท์ (02) 843-6079


เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระมหาสิงห์ณรงค์ นรสีโห ป.ธ.3
วัดเทพศิรินทราวาส
โทรศัพท์ (02) 222-1862, 225-8402


รองเจ้าคณะภาค
พระธรรมไตรโลกาจารย์
(พูนศักดิ์ วรภทฺโท ป.ธ.Cool

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
แขวงพระบรมมหาราชวัง
เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ (02) 222-0855

เลขานุการรองเจ้าคณะภาค

พระชินวงศเวที

(
อาชว์
อาชฺชวปเสฏฺโฐ ป.ธ.7)
วัดตรีทศเทพ
โทรศัพท์ (01) 779-0179


ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 1-2-3-12-13 รวม 5 ภาค จำนวน 19 จังหวัด 24 เขต/อำเภอ 49
แขวง/ตำบล
ได้แก่

ภาค 1
กรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ
นนทบุรี
ปทุมธานี

หมายเหตุ
:

กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน

ภาค 2
พระนครศรีอยุธยา
อ่างทอง
สระบุรี-ลพบุรี

หมายเหตุ

:

สระบุรี-ลพบุรี รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน
ภาค 3
สิงห์บุรี-อุทัยธานี-ชัยนาท

หมายเหตุ

:

สามจังหวัดนี้รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน

ภาค 12
ปราจีนบุรี-สระแก้ว
นครนายก-ฉะเชิงเทรา

หมายเหตุ

:


ปราจีนบุรี-สระแก้ว รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน
นครนายก-ฉะเชิงเทรา รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน

ภาค 13
ชลบุรี
ระยอง
จันทบุรี
ตราด

เจ้าคณะภาค


4-5-6-7

พระธรรมกิตติเมธี
(จำนงค์ ธมฺมจารี)
วัดสัมพันธวงศ์
แขวงสัมพันธวงศ์
เขตสัมพันธวงศ์
กรุงเทพฯ 10100


เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระศรีวิสุทธิกวี
(ไฉน จิตฺตสุทฺโธ ป.ธ.9)

วัดบวรนิเวศวิหาร
โทรศัพท์ (02) 281-7781, (01) 665-5516


รองเจ้าคณะภาค
อันดับที่ 1

พระธรรมวราลังการ
(ชลอ กิตฺติสาโร

น.ธ.เอก
ป.ธ.5
)

วัดเพชรวราราม
ต.ในเมือง
อ.เมือง
จ.เพชรบูรณ์ 67000
โทรศัพท์ (056) 711-115

เลขานุการรองเจ้าคณะภาค
พระนิวัฒน์ กิตฺติเมธี
วัดเพชรวราราม
โทรศัพท์ (05) 672-2589

รองเจ้าคณะภาค
อันดับที่ 2
พระเทพวิสุทธิญาณ
(ไพบูลย์ สุมงฺคโล) ป.ธ.6 น.ธ.เอก
วัดอนาลโยทิพยาราม
อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 4-5-6-7 รวม 4 ภาค จำนวน 17 จังหวัด 15 อำเภอ 60 ตำบล
ได้แก่
ภาค
4-5-6-7

นครสวรรค์-ชัยนาท
เพชรบูรณ์

ตาก-อุตตรดิตถ์-พิษณุโลก-สุโขทัย-กำแพงเพชร-พิจิตร

ลำปาง-แพร่-น่าน-พะเยา-เชียงราย


เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน

หมายเหตุ
:

นครสวรรค์-ชัยนาท รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน
ตาก-อุตรดิตถ์-พิษณุโลก-สุโขทัย-กำแพงเพชร-พิจิตร
รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน


ลำปาง-แพร่-น่าน-พะเยา-เชียงราย รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน


เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน

เจ้าคณะภาค 8

พระเทพญาณกวี
วัดพระศรีมหาธาตุ

แขวงอนุสาวรีย์

เขตบางเขน

กรุงเทพมหานคร
10220
โทรศัพท์ (
02)
986-
0832

เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระมหา
นิรุตต์
ฐิตสํวโร

วัด
พระศรีมหาธาตุ
โทรศัพท์ (
02)
521-
7300

(01) 625-4715


รองเจ้าคณะภาค
พระเทพวรคุณ

วัดบรมนิวาส
แขวงรองเมือง
เขตปทุมวัน
กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ (02) 214-4134
โทรศัพท์

เลขานุการรองเจ้าคณะภาค
พระครูสุจินต์ธรรมปยุต
วัดบรมนิวาส
โทรศัพท์ (02) 613-6872, 216-8176
ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 8 จำนวน 5 จังหวัด 44 อำเภอ 165 ตำบล ได้แก่
อุดรธานี
เลย
หนองคาย
สกลนคร
หนองบัวลำภู

เจ้าคณะภาค 9

พระธรรมดิลก
(สมาน สุเมโธ ป.ธ.9)

วัดป่าแสงอรุณ
ต.พระลับ
อ.เมือง
จ.ขอนแก่น 40000
โทรศัพท์ (043) 221-132


เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระมหาวิศักดิ์ ชาตสุโภ

วัดป่าแสงอรุณ

รองเจ้าคณะภาค
พระเทพกวี
(สฤษดิ์ โชติปญฺโญ ป.ธ.Cool


วัดพระยายัง
แขวงถนนเพชรบุรี
เขตราชเทวี
กรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ (02) 216-0606


เลขานุการรองเจ้าคณะภาค
พระมหาสาคร
ธมฺมสาคโร ป.ธ.4

วัดพระยายัง
โทรศัพท์ (02) 613-7104
ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 9 จำนวน 4 จังหวัด 33 อำเภอ 119 ตำบล
ได้แก่
ขอนแก่น
มหาสารคาม
กาฬสินธุ์
ร้อยเอ็ด

เจ้าคณะภาค 10

พระธรรมฐิติญาณ
(ศรีจันทร์ ปุญฺญรโต น.ธ.เอก)

วัดบึงพระลานชัย
ต.ในเมือง
อ.เมือง
จ.ร้อยเอ็ด 45000
โทรศัพท์ (043) 511-190


เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระ
ปริยัติธีรวงศ์
(
บุญเกิด กิตฺติปาโล
ป.ธ.6)

วัดบึงพระลานชัย
โทรศัพท์ (043) 5
19-903


รองเจ้าคณะภาค
พระเทพสังวรญาณ
(พวง สุขินฺทฺริโย)

วัดศรีธรรมาราม
ต.ในเมือง
อ.เมือง
จ.ยโสธร 35000
โทรศัพท์ (045) 711-1872

เลขานุการรองเจ้าคณะภาค
พระครูญาณโพธิคุณ
วัดศรีธรรมาราม

โทรศัพท์ (045) 711-872
ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 10 จำนวน 6 จังหวัด 55 อำเภอ 87 ตำบล ได้แก่
อุบลราชธานี
ยโสธร
นครพนม
มุกดาหาร
อำนาจเจริญ
ศรีสะเกษ

เจ้าคณะภาค 11

พระธรรมบัณฑิต
วัดนรนาถสุนทริการาม
แขวงวัดสามพระยา
เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ (02) 282-7238


เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระครูปลัด
เมธาวัฒน์

(ชวน จนฺทูปโม)

วัดนรนาถสุนทริการาม
โทรศัพท์ (02) 282-3543, (01) 805-2899


รองเจ้าคณะภาค
พระธรรมวราภรณ์


วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
แขวงราชบพิธ
เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ (02) 225-7835
เลขานุการรองเจ้าคณะภาค
ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 11 จำนวน 4 จังหวัด 29 อำเภอ 51 ตำบล
ได้แก่

นครราชสีมา
ชัยภูมิ
บุรีรัมย์
สุรินทร์

เจ้าคณะภาค 14-15

พระธรรมวรเมธี
(
สุชิน
อคฺคชิโน
)

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
แขวงราชบพิธ
เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร 10200


เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระราชมงคลสุธี

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
โทรศัพท์ (02) 221-0077


รองเจ้าคณะภาค
พระเทพเมธาภรณ์
(เอื้อม ชุตินฺธโร)

วัดสนามพราหมณ์
ต.ท่าราบ
อ.เมือง
จ.เพชรบุรี 76000
โทรศัพท์ (033) 425-348

เลขานุการรองเจ้าคณะภาค
พระมหาวิสุด ฐิตวิสุทฺโธ
ป.ธ.4

วัดสนามพราหมณ์
โทรศัพท์ (032) 415-597 (06) 609-1937

ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 14-15 รวม 2 ภาค จำนวน 8 จังหวัด 9 อำเภอ 13 ตำบล
ได้แก่

นครปฐม-กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี

สมุทรสาคร
สมุทรสงคราม
ราชบุรี
เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์

หมายเหตุ
:


นครปฐม-กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน

เจ้าคณะภาค
16-17-18

พระสาสนโสภณ
(พิจิตร ฐิตวณฺโณ ป.ธ.9)

วัดโสมนัสวิหาร
แขวงโสมนัส
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
กรุงเทพมหานคร 10100
โทรศัพท์ (02) 281-7944


เลขานุการเจ้าคณะภาค
พระมหาเจิม อตฺถวีโร ป.ธ.4
วัดโสมนัสวิหาร
โทรศัพท์ (02) 281-1206


รองเจ้าคณะภาค รูปที่
1

พระธรรมวราจารย์
(แบน กิตฺติสาโร ป.ธ.5)

วัดบวรนิเวศวิหาร
แขวงบวรนิเวศน์
เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ (02) 280-3490

เลขานุการรองเจ้าคณะภาค
รูปที่ 1

พระครูประสาทพุทธปริต
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ (02)
282-9692 (06) 761-4136



รองเจ้าคณะภาค รูปที่
2

พระเทพวราจารย์
(สุขี อภโย ป.ธ.9)

วัดธรรมบูชา
ต.ตลาด
อ.เมือง
จ.สุราษฎร์ธานี 84000
โทรศัพท์ (077) 273-125


เลขานุการรองเจ้าคณะภาค รูปที่ 2

พระมหาสมชัย
ขนฺติกฺขโม ป.ธ.3

วัดธรรมบูชา

โทรศัพท์ (07) 721-3433


ปกครองพระภิกษุ-สามเณร


ธรรมยุติกนิกาย
ในภาค 17-18-19 รวม 3 ภาค จำนวน 13 จังหวัด 36 อำเภอ 30 ตำบลได้แก่
นครศรีธรรมราช
สุราษฎร์ธานี
ชุมพร

ภูเก็ต-พังงา-กระบี่-ระนอง

สงขลา-สตูล
พัทลุง

ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส

หมายเหตุ
:


ภูเก็ต-พังงา-กระบี่-ระนอง รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน

สงขลา-สตูล รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน

ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส รวมเป็นจังหวัดเดียวกัน


ปรับปรุงล่าสุด วันที่ 5 ธันวาคม 2552

เจ้าคณะภาค(ธรรมยุติ)

ภาค 1-2-3 และ 12-13
เจ้าคณะภาค พระธรรมวรเมธี วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค พระเทพมงคลสุธี วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

ภาค 4-5-6-7
เจ้าคณะภาค พระธรรมดิลก วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่
รองเจ้าคณะภาค พระเทพรัตนดิลก วัดเพชรวราราม จ.เพชรบูรณ์


ภาค 8
เจ้าคณะภาค พระธรรมโสภณ วัดสุทธิจินดา จ.นครราชสีมา
รองเจ้าคณะภาค พระราชมงคลบัณฑิต วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ


ภาค 9
เจ้าคณะภาค พระเทพวรคุณ วัดป่าแสงอรุณ จ.ขอนแก่น
รองเจ้าคณะภาค พระราชดิลก วัดพระยายัง กรุงเทพฯ


ภาค 10
เจ้าคณะภาค พระเทพบัณฑิต วัดบึงพระลานชัย จ.ร้อยเอ็ด
รองเจ้าคณะภาค พระราชธรรมสุธี วัดศรีธรรมาราม จ.ยโสธร


ภาค 11
เจ้าคณะภาค พระอุดมญาณโมลี วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค พระเทพรัชมงคเมธี วัดนรนาถสุนทริการาม

ภาค 14-15
เจ้าคณะภาค พระธรรมเมธาภรณ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
รองเจ้าคณะภาค พระราชสารสุธี วัดสนามพราหมณ์ จ.เพชรบุรี


ภาค 16-17-18
เจ้าคณะภาค พระเทพวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
รองเจ้าคณะภาค พระราชวรญาณมุนี วัดธรรมบูชา จ.สุราษฏร์ธานี
รองเจ้าคณะภาค พระราชกวี วัดราชาธิวาส กรุงเทพฯ

วัดไทยในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย



  • วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
  • วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร


  • วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 11:51 am

http://newweb.bpct.org/content/view/151/33/

บทสัมภาษณ์พระเทพวิสุทธิกวี
โดยหนังสือพิมพ์ โพสต์ TODAY คอลัม สว่าง ณ กลางใจ
วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐





สถานการณ์ความมั่นคงของพระพุทธศาสนาที่อยู่ในภาวะสั่นคลอน
เพราะเหตุปัจจัยทั้งภายนอก และภายใน (ประเทศ) โดยไม่มีชาวพุทธหรือองค์กรใด
มาเผชิญหน้า ตอแย หรือปกป้อง ขณะที่สถานการณ์ลุกลามเรื่อยมาจนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๔๓
รัฐบาลยกร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ออกมาส่วนหนึ่ง พ.ร.บ. นั้น
มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง ทำให้ผู้เห็นภัยที่มีต่อพระพุทธศาสนานิ่งเฉยไม่ได้
ต้องรวมตัวกันออกมาต่อต้าน คัดค้าน และนี่คือที่มาของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
ที่ปัจจุบันทำหน้าที่เข้มแข็ง เป็นแนวหน้าในการปกครอง คุ้มครองพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดก็กำลังชนกับศิลปินวาดรูปภิกษุสันดานกา และหมา-มนุษย์ เพราะเป็นภาพที่ดูอย่างไงๆ
ก็เป็นศิลปะที่เหยียดหยามพระพุทธศาสนา


นักปกป้องพุทธศาสนาแนวหน้า

บทบาทศูนย์พิทักษ์ฯ ที่เคลื่อนไหวจับกระแสการดูหมิ่นพระพุทธศาสนาได้ทันท่วงทีนั้น
นอกจากเพื่อนร่วมงานแล้ว ยังอยู่ที่พระเถระรูปหนึ่งที่กุมบังเหียน ขับเคลื่อนศูนย์พิทักษ์ฯ มาแต่ต้น
ท่านคือ พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สัญฺญโต) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส
รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
รองเจ้าคณะภาค ๑๖ ๑๗ ๑๘ (ธรรมยุต) คณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ซึ่งต้องร่วมประชุมกับมหาเถรสมาคมในฐานะเลขาด้วย ท่านมีวุฒิการศึกษาทางธรรมจบ ป.ธ. ๙
ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด จบปริญญาโทคนแรกของมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ และได้ปริญญาเอก
ที่มหาวิทยาลัยเบนาราส ฮินดู ยูนิเวอร์ซิตี พาราณสี อินเดียโดยใช้เวลาเรียนและเขียนวิทยานิพนธ์
เพียง ๒ ปีครึ่งเท่านั้น ชื่อเต็มของท่าน เกษม นามสกุล ลักษณะวิลาส
เกิดวันที่ ๑๑ เดือน กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ (ตามสูจิบัตร) ที่ ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ปัจจุบันอายุ ๕๒ ปี พรรษา ๓๒


เกิดศูนย์พิทักษ์ฯ

พระเทพวิสุทธิกวีเล่าให้ฟังถึงบทบาทและหน้าที่หลังจาก ต่อสู้ป้องกันไม่ให้
สมเด็จพระสังฆราชและพระสงฆ์ตกไปอยู่ใต้อำนาจของฆราวาสที่มาจาก ๕ ศาสนา คือ
พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู และซิก จำนวน ๓๙ คน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓

ตามแผนปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมของรัฐบาล ได้แล้วว่า ต่อมาคณะที่ร่วมงาน
มีการประชุมหารือกันว่าต้องมีองค์กรอิสระขึ้นมาทำงาน จึงตั้ง
ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยขึ้นมา และได้ประกาศจัดตั้งที่ห้องประชุม
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๓ หลังจากนั้นมีภารกิจ
และปัญหาให้แก้ตลอดปี


ท่านเล่าว่าเมื่อต่อสู้กับการปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรม ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ
ไม่ถูกยุบ แต่โครงสร้างส่วนหนึ่งคือ สำนักงานเลขาธิการศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่เสนอมา
พร้อมกับ พ.ร.บ. ปฏิรูปฯ ต้องล้มไป ถือว่าเป็นผลงานชิ้นแรก จากนั้นก็ตามมาอีกหลายงาน
ที่ศูนย์พิทักษ์ฯเข้าไปแก้ไข เช่น
เรื่องที่มีการเสนอหลักสูตรพระพุทธศาสนาสำหรับใช้สอนในโรงเรียนเข้ามาโดยให้
แต่ละโรงเรียนเข้ามาโดยให้แต่ละเขตการศึกษาจัดหลักสูตรเอง
ทางศูนย์พิทักษ์ฯ เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าหากจัดหลักกสูตรเอง หากมี
๒๕๐ หลักสูตร ศาสนาพุทธจะมี ๒๕๐ นิกายทันที
เราจึงต่อสู้ให้มีหลักสูตรกลางโดยให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เป็นประธานร่างหลักสูตรขึ้นมา ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้ในชั้น ป.๑-ม.๖
ถึงปัจจุบัน


เกิดสำนักพุทธฯ

อีกเรืองหนึ่งที่ศูนย์พิทักษ์ฯ ต่อสู้อย่างเข้มข้น คือ การที่รัฐบาลจะยุบกรมการศาสนา
แล้วตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาขึ้นมา แต่พอถึงเวลาจริงๆ สำนักพุทธฯ ก็ไม่ตั้ง กรมการศาสนาก็ไม่มี
ศูนย์พิทักษ์ฯ จึงพาพระออกไปนั่งหน้ารัฐสภา ๑๕วัน ๑๕ คืน ตั้งแต่วันที่ ๕-๒๑ ก.ย. ๒๕๔๕
นาทีนั้นไม่ขอสำนักพุทธฯแล้ว ขอกระทรวงพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยเลย ก็เกือบได้


ในที่สุดได้สำนักพุทธฯ มาก็ถือว่าทำได้ เป็นสิ่งที่คณะสงฆ์ภูมิใจ เพราะตั้งแต่มี
คณะสงฆ์ไทยมา เพิ่งมีหน่วยงานที่ทำงานเพื่อศาสนาพุทธโดยเฉพาะ ไม่ต้องยุ่งกับคนอื่น
ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดง ของศูนย์พิทักษ์ฯชิ้นหนึ่ง


ป้องกัน ๑๑ วัดไม่ให้ถูกยุบ

ต่อจากนั้นก็มีเรื่องต้องไปชี้แจงคัดค้านอยู่เรื่อยๆรวมทั้งการที่รัฐจะออกพระราชบัญญัติ
จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ซึ่งต้องไปที่หน้ารัฐสภาอีก ๓ วัน ๓ คืน ในปี พ.ศ.๒๕๔๗
เพราะ พ.ร.บ. นี้กระทบพระพุทธศาสนาโดยตรง และเราก็ทำสำเร็จ


ท่านอธิบายเฉพาะพระราชบัญญัตินี้ระบุพื้นที่จะจัดรูปโดยรวมที่วัด ที่ธรณีสงฆ์
ที่ศาสนสมบัติกลางเข้าไป เมื่อเรามาอ่านก็สงสัยว่าทำไมไม่มีที่มัสยิดของอิสลาม ที่โบสถ์คริสต์
มีแต่ของศาสนาพุทธ ก็มานึกดูว่าปู่ย่าตาทวด ยกมือจบกันไม่รู้กี่จบทำเป็นวัดเป็นวาขึ้นมา
แต่นี่จะออกกฎหมายเอาที่วัดไปเฉยๆ คิดว่าไม่ถูกต้อง เราก็ออกไปสู้กัน ผลสุดท้าย
ก็ต้องตัดออกไปทั้งหมด เราประสบความสำเร็จงดงาม มิเช่นนั้นวัดคงถูกยึดไปหมด


ต่อมายังมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เริ่มจากเขตแรก คือ ศูนย์คมนาคมตากสิน
แถววัดราชโอรส ซึ่งมี ๑๑ เขตวัดอยู่ในเขตนั้นจะถูกกระทบ ถ้าพวกเขาทำตรงนั้น หมายความว่า
วัดเก่า วัดใหม่ต้องรื้อหมด ก็เลยต้องไปต่อสู้ ซึ่งก็ได้ผล (เรื่องนี้เกิดในสมัยรัฐบาลทักษิณ)
นี่คือเรื่องหลักๆที่เราไปทำ


ประท้วงเว็บไซต์

เรื่องย่อยๆก็ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องการ์ตูนพระพุทธเจ้า เรื่องเอาพระพุทธเจ้า
ไปทำสิ้นค้าบางครั้งมาทางเว็บไซต์ เอาพระพุทธรูปตัดเศียรออกประกาศขายทางเว็บไซต์
ก็ต้องไปประท้วงกับสถานฑูตสหรัฐ ซึ่งเขาก็ยอมรับฟัง และปิดไป


ส่วนเรื่องเรียกร้องให้บทบัญญัติพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็ผิดหวังอยู่บ้าง
แต่ไม่ใช่ว่าผิดหวังว่าได้หรือไม่ได้ แต่ผิดหวังกับคนมากกว่า โดยเฉพาะชาวพุทธที่อยู่ในตำแหน่ง
ที่มีอำนาจ แต่กลับมาย้อนกระแสความคิด เป็นผู้ใหญ่แล้วแต่พูดไม่ถูกต้อง เช่น
ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความรู้ แต่ก็อวดว่ามีความรู้ เช่น บอกว่า
รัฐธรรมนูญเป็นของต่ำ พระพุทธศาสนาเป็นของสูงไม่ควรมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ
แต่กลับเอาพระเจ้าแผ่นดินมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แสดงว่าพระเจ้าแผ่นดินต่ำกว่า
รัฐธรรมนูญใช่ไหม ซึ่งอาตมามองว่านี่เป็นความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย
เพราะว่ามองรัฐธรรมนูญเป็นของต่ำ


รัฐธรรมนูญของสูง

ความจริงรัฐธรรมนูญเป็นของสูง ชาติอื่นๆไม่มีใครล้ม แต่ของเรามองว่า
เป็นของต่ำ ไม่เคารพกฏเกณฑ์ตรงนี้ และประชาธิปไตยก็ไม่เดินหน้า เพราะฉะนั้น
ถ้าหากจะถามว่าเสียใจไหม ?


ไม่เสียใจหรอก เมื่อพูดโดยรวมแล้วก็ถือว่าสิ่งที่ได้เยอะ ได้บอกความจริง
ให้โลกรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ชาวพุทธจะได้ตื่นขึ้น


คนในกรุงเทพก็ช่วยอะไรได้ไม่เท่าไหร่ คนในกรุงเทพค่อนข้างวัตถุนิยมสูง เอาตัวรอด
แต่คนในต่างจังหวัดปลุกขึ้น เราแพ้เพราะประชามติในต่างจังหวัดที่แพ้เพราะถูกข่มขู่ ใช้อำนาจรัฐ
ข่มขู่ประชาชน มีที่ไหนบอกว่าให้ไปลงประชามติ แต่พอไปลงว่าไม่เห็นด้วย กลายเป็นว่าผิด




เป็นห่วงชาวพุทธพม่า


ตอนนี้มีความเคลื่อนไหวล่าสุด หลังจากรัฐธรรมนูญคือเรื่อง
๑.ภิกษุสันดานกา ๒.การทารุณชาวพุทธในพม่า


เมื่อถามว่าเรื่องภิกษุสันดานกาจะเป็นเรื่องจะยาวไหม ?

ท่านตอบว่า โดยส่วนตัวอาตมาอยากให้คนเรายอมรับความจริง อย่าทิฏฐิ
ให้ยอมรับสภาพความเป็นจริง เด็กก็จะมีกำลังใจ อาจปี่ลยนความคิดก็ได้ แต่ดูเหมือนว่า
คนเรามีการรวมหัวดันทุรังหนักขึ้นไปอีก อันนี้แหละที่เป็นปัญหา แล้วจะแก้อย่างไรได้บ้าง


อันนี้คงต้องดูไปอีกระยะหนึ่งว่า ทางออกที่ดีที่สุดในช่วงนั้นๆ จะเป็นทางไหน
อาตมาเองไม่กำหนดตายตัวว่าต้องออกทางนี้เท่านั้น อยากให้เรื่องสงบมากกว่า


ส่วนที่มาเคลื่อนไหวทารุณกรรมชาวพุทธพม่านั้น จริงๆแล้วรอมานานแล้วว่า
ที่เขาประชุมกันหมดเงินในการประชุมชาวพุทธโลกไปตั้งกี่สิบล้าน ท่านเหล่านี้น่าจะออกมา
แสดงบทบาทบ้าง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องออกมาประณาม แต่สามารถออกมาเรียกร้อง
ความสงบก็ได้


เท่าที่ฟังมา ท่านเหล่านี้อาจจะรู้สึกหวาดหวั่นว่าไปพม่าแล้วอาจจะถูกจับติดอยู่
จริงๆแล้วไม่ใช่ การเรียกร้องสิ่งที่ดีงามให้แก่กันไม่ได้แปลว่าจะไปเรียกร้อง ไปรุกราน
ก้าวก่าย ล่วงล้ำภายใน เราอยากเห็นความสงบเกิดขึ้น แถลงการณ์ไปโลกเขาก็รู้
ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ตวามรุนแรง


จะมีการสร้างเครือข่ายกับนานาชาติอย่างไร ?

มันเกิดขึ้นมาเรื่อย ถือว่าเราสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารเช่นอินเตอร์เน็ตได้
อินเตอร์เน็ตของเรามีทั่วไป เรตติ้งไม่แพ้ใคร ตั้งมา ๒ ปีกว่าๆคนเข้ามาเกือบล้านคน
ต่างประเทศจะเข้ามาดูตลอด


พ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนา

เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของเราดูเหมือนว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว
โดยใช้มวลชนมากกว่ากฎหมาย สำหรับตัวกฎหมายจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง ?
เช่นการที่จะให้มี พ.ร.บ.ปกป้องพระพุทธศาสนา ?


ท่านตอบว่า ว่ากันจริงๆแล้ว ตอนนี้ก็มีชื่อจำกัดอยู่ ถ้าในช่วงวิกฤตเราก็จะถูกต้านมาก
โดยหาเงื่อนไขว่าเราไปฝักใฝ่การเมือง แต่เราต้องการความชอบธรรมในสังคมเท่านั้น
แต่ว่ากฎหมายก็เหมือนกัน ก็ต้องมีจังหวะผลักดันที่เหมาะที่ควร แล้วเมื่อเรามีส่วนร่วม
ในการร่างเราก็ต้องไปตรวจดู


ตอนนี้อาตมาเป็นที่ปรึกษาของอนุกรรมาธิการการศาสนา จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม
ของอาจารย์วรเดช อมรวรพิพัฒน์ (สนช.)


แล้วมีพ.ร.บ.ที่จะออกมาตามรัฐธรรมนูญพื่อคุ้มครองปกป้องพระพุทธศาสนา
ตามรัฐธรรมนูญ ได้ข่าวว่าในสัปดาห์นี้จะเข้าสู่ที่ประชุม สนช. ชื่อ
พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาเสนอโดยอนุกรรมาธิการศาสนา
ผู้แทนอนุกรรมการกลั่นกรองไปเรียบร้อยแล้ว ไปสู่ชั้นกรรมาธิการศาสนาแล้ว
เหลือแต่เสนอที่ประชุมใหญ่ สนช. เท่านั้น (พ.ร.บ.นี้ สนช.อภิปรายเมื่อวันที่ ๒๔ ต.ค.
ส่งให้รัฐบาลพิจารณาแล้วส่งคืนภายใน ๓๐ วัน


ห่วงศาสนา

เมื่อถามว่าเวลาเราออกไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภา คำนึงถึงภาพพจน์
ในสายตาของคนไทย ว่าอาจมองว่าไม่เหมาะ ไม่สม ?


ท่านตอบว่าก็มีคิดเหมือนกัน เพราะทุกครั้งก็ต้องคิดทั้งบวก ลบ แต่หากเรามองว่า
นั่นคือหายนะของพระพุทธศาสนา แล้วถามว่าเราจะอยู่ได้ไหม เราต้องมองภาพรวม
พระพุทธเจ้าเองก็เคยถูกด่าถูกว่า เราจะอยู่เฉยๆ ไปได้อย่างไร ศาสนาล่มเราก็ล่มไปด้วย


เมื่อถามว่าพระเดชพระคุณออกมาเคลื่อนไหวอย่างงี้ ได้รับการสนับสนุน
จากวงการคณะสงฆ์ หรือสำนักที่สังกัดมากน้อยอย่างไร ?
ท่านว่าสำนักที่สังกัดไม่มีปัญหาเลย วัดนี้ไม่มีปัญหาเพราะหลวงพ่อ (เจ้าอาวาส)
เข้าใจอาตมาเองก็มีตำแหน่งคณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็ตพระสังฆราช
ต้องเข้าไปประชุมร่วมกับพระมหาเถรสมาคมทุกครั้ง ก็ (มส.) ไม่เคยบอกไม่เคยว่า (กล่าว)
อาตมายืนยันเสมอว่าถ้าหากว่าทำไม่ถูกท่านกึคงบอก


เมื่อถามว่าทำงานวิตกไหม เมื่อปฏิบัติโดยไม่มีนโยบายจากเบื้องสูง ?

ท่านบอกว่าไม่ได้เป็นห่วงตรงนั้น ถือว่าเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด
เพื่อพระพุทธศาสนาที่เราได้อาศัยได้เติบโต ถ้าหากว่าไม่ได้บวชเข้ามาพึ่งพระรัตนตรัย
ก็ไม่แน่ว่าชีวิตนี้จะได้เข้ามากรุงเทพหรือยัง


สุดท้ายท่านพูดว่ารู้สึกหนักใจกับความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา
เพราะพวกเรายังตื่นไม่พอ สถานการณ์ข้างนอกก็หนัก หนักใจที่สุดคือทางการเมือง
เพราะการเมืองเป็นตัววางกรอบ วางนโยบาย ออกกฎหมายให้คนต้องปฏิบัติตาม



หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์
วันที่ ๒๘ ตุลาคม 2550


ชงปลด-ไล่ออก พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดี มมร. ผิดวินัยร้ายแรง ใช้ตำแหน่งเรียกรับบริจาค
11 ส.ค. 52 06.28 น.


พระเทพวิสุทธิกวี

กก.สอบข้อเท็จจริงได้ข้อสรุป.ปลด-ไล่ออก "พระเทพวิสุทธิกวี" รองอธิการบดี มมร.
เข้าข่ายทำผิดวินัยร้ายแรงเหตุใช้ตำแหน่ง-หน้าที่-ขอรับบริจาค สร้างภาพยนตร์
พระไตรปิฎกและโครงการพระพุทธโสธร"รุ่นเจริญสุข" ที่ปรึกษากม.เผยอธิการบดี
ถูก"พระผู้ใหญ่-นักการเมือง"บีบให้ยุติเรื่อง
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม
นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ที่ปรึกษากฎหมายของพระเทพปริยัติวิมล
อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
เปิดเผยกรณีเข้าร้องทุกข์
ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนบริษัทเอกชน และกลุ่มบุคคล
ที่แอบอ้างนำชื่อและตราสัญลักษณ์ของ มมร.และสถาบันพระมหากษัตริย์
ไปแอบอ้างในโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข"
ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ
บุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)
ว่า
ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงบุคคลภายในของ มมร.มีมติเอกฉันท์
ให้นำผลสอบสวนเสนอ พระเทพปริยัติวิมลพิจารณาเห็นชอบปลดออก หรือไล่ออก
ผู้บริหารระดับสูงของ มมร. 2 ราย และโยกย้ายเจ้าหน้าที่อีก 20 ราย
ทั้งนี้ ภายหลัง มมร.เข้าร้องทุกข์ต่อดีเอสไอให้สอบสวนเรื่องนี้ มีประชาชน
ที่เคยบริจาคเงินจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
รายละ 50,000-100,000 บาท รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
เข้าร้องทุกข์ต่อ มมร.จำนวนมากและจากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ
บริษัทผลิตภาพยนตร์ดังกล่าวพบว่าสำนักงานที่ได้จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์
เลขที่ 555 ถนนนวมินทร์ 28 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
เป็นบ้านร้างสภาพทรุดโทรม ซึ่ง มมร.จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ดีเอสไอ
ได้เร่งตรวจสอบต่อไป นอกจากนี้ ทีมกฎหมายยังได้ตรวจสอบกระบวนการ
จัดสร้างภาพยนตร์ดังกล่าว พบมีนักการเมือง ข้าราชการ และผู้มีอิทธิพล
เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากด้วย นายสงกรานต์กล่าวว่า ส่วนโครงการพระพุทธโสธร
"รุ่นเจริญสุข" ของ สกสค.
ที่ แอบอ้างชื่อ มมร. ขณะนี้ มมร.ได้ประสานให้
ทางดีเอสไอช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้บริหาร สกสค.และกลุ่มบุคคล
ที่เกี่ยวข้องด้วย ขณะเดียวกัน มมร.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับบุคคลภายใน มมร.ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก
และโครงการเช่าวัตถุมงคลของ สกสค.ซึ่งมีนายสุทธิ ผลสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา
และอธิบดีกรมอาชีวศึกษา เป็นประธาน และกรรมการประกอบด้วย
นายสมภาพ หงส์กิตติยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย
นายอาทิฐ ศรีมุข ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และ น.ส.นวรัตน์ พัชราวุธ เลขานุการ
ได้ข้อสรุปผลสอบเกี่ยวกับบุคคลภายในมหาวิทยาลัยที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการนำชื่อและตราสัญลักษณ์ของ มมร.และสถาบันพระมหากษัตริย์
ไปแอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของ สกสค.
รวมทั้งกรณีการลงนามแทนอธิการบดีในหนังสือรับบริจาค และเอกสารต่างๆ
ที่ส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนด้วย


"คณะกรรมการสอบสวนมีมติเอกฉันท์ให้นำผลสอบสวนทั้งหมดเสนอให้
พระเทพปริยัติวิมลพิจารณาเห็นชอบ ดังนี้
1.ขอให้โยกย้ายเจ้าหน้าที่ภายใน มมร.จำนวน 20 ตำแหน่ง
เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินคดีทั้งทางวินัย และอาญา และ

2.เสนอให้ปลดออก หรือไล่ออก ผู้บริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย
เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง ในการใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่
เพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบที่สำคัญพบว่าเอื้อประโยชน์กับบริษัท
จัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎกและกลุ่มบุคคล ก่อให้เกิดความเสียหาย
ต่อสถาบันเบื้องสูง และ มมร. รวมทั้งกรณีไปลงนามแทนอธิการบดีในเอกสารต่างๆ
เพื่อขอรับบริจาคในการจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก และโครงการเชิญชวน
เช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของ สกสค.เป็นการกระทำ
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิการบดี" นายสงกรานต์กล่าว
ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินคดีทางอาญากับกลุ่มบุคคล หน่วยงานภาครัฐ
นายสงกรานต์กล่าวว่า ทราบว่าในเร็วๆ นี้ ดีเอสไอจะพิจารณารับคดีดังกล่าว
เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเห็นว่ากรณีนี้เป็นการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงมาทุจริต
เพื่อหาผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม มมร.จะรวบรวมเอกสารและหลักฐานต่างๆ
จัดทำรายงานเสนอให้มหาเถรสมาคม (มส.) รับทราบด้วย

"จากหลักฐานต่างๆ มีผู้บริหาร 2 รายที่จะถูกดำเนินการเอาผิดในข้อหา

1.สร้างพยานหลักฐานเอกสารเท็จที่ส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
2.กระทำการแทนอธิการบดีโดยไม่ได้รับมอบหมาย และ
3.ใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต ทั้งนี้
หากผู้กระทำผิดเป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ถึงขั้นปาราชิกต้องสึกจากการเป็นพระสงฆ์
เพราะต้องรับโทษทางคดีอาญา ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1-10 ปี
ปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ คณะกรรมการจะนำข้อสรุปเสนอให้อธิการบดีลงนามเห็นชอบ
เพื่อจะได้สามารถดำเนินคดีทั้งทางวินัย และตามกฎหมายต่อไป"
นายสงกรานต์กล่าว
นายสงกรานต์กล่าวว่า ขณะนี้ มมร.ถูกข่มขู่จากพระเถระผู้ใหญ่
และนักการเมืองอย่างหนัก เพื่อให้หยุดดำเนินคดีอาญาและแพ่ง
อย่างไรก็ตาม
หากทำตามคำขู่ก็ถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จะมีความผิดตามกฎหมาย
ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ขอยืนยันว่า มมร.จะดำเนินการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
"ตอนนี้อธิการบดีถูกกดดันอย่างหนักจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดในกรุงเทพฯ
ไม่ให้ตัดสินโทษ และล็อบบี้ดีเอสไอไม่ให้ดำเนินคดีคนใน มมร.ที่มีส่วนรู้เห็น
และแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัย รวมทั้งลงนามในเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ คาดว่า
ทุกอย่างจะได้ข้อยุติเร็วๆ นี้" นายสงกรานต์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า
สำหรับผลสรุปผลสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
บุคคลภายใน มมร.ที่จะเสนอให้พระเทพปริยัติวิมลลงนาม ในส่วนของ
ผู้บริหารระดับสูง 2 ราย ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอให้ปลด
หรือไล่ออก เนื่องจากอาจเข้าข่ายว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงนั้น ได้แก่
พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน มมร. และนิติกรของ มมร.

ส่วนจะดำเนินการเอาผิดตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอหรือไม่
ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพระเทพปริยัติวิมล



  • สนับสนุนเนื้อหา


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 12:09 pm

http://www.mbu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=48&Itemid=74

ความคืบหน้าในการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับ "ภาพยนตร์" ได้ดำเนินการมาถึงขั้นตอน
การขอให้เรียบเรียงเสียงดนตรีประกอบคำร้องของบทเพลง บทเพลงประกอบภาพยนตร์
ประพันธ์เนื้อร้องโดย พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
เพื่อขอความช่วยเหลือในการเรียบเรียงเสียงดนตรีประกอบบทเพลงภาพยนตร์
(เอกสารประกอบ)

http://www.thairath.co.th/content/edu/25797

โชว์หลักฐานมัดทุจริตหนังพระไตรปิฎก

กรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมนำกรณีการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ เข้าเป็นคดีพิเศษ
ด้านที่ปรึกษากฎหมายอธิการบดี มมร.แสดงหลักฐานสำคัญ คือ เอกสารเท็จขอรับบริจาคเงิน ...

กรณีปัญหาการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ ที่มีการแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ไปเรี่ยไรเงิน ทั้งยังนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ไปใช้โดยไม่ขออนุญาตสำนักราชเลขาธิการ
โดยล่าสุดทาง มมร.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและพบว่าผู้บริหารระดับสูงของ มมร. มีส่วนเกี่ยวข้อง
ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะนำคดีนี้เข้าเป็นคดีพิเศษนั้น เมื่อวันที่ 11 ส.ค.
นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ที่ปรึกษากฎหมายอธิการบดี มมร. กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการสอบสวน
ของ มมร. มีมติเสนอให้ปลดออก หรือไล่ออก 2 ผู้บริหารระดับสูง พร้อมทั้งให้โยกย้ายเจ้าหน้าที่ 20 ตำแหน่ง
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีนั้น ขณะนี้รายชื่อทั้งหมดได้ถึงมืออธิการบดี มมร. แล้ว เหลือเพียงให้
อธิการบดี มมร. ลงนามเท่านั้น ทั้งนี้หลักฐานสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการสอบสวนมีมติดังกล่าว คือ
การทำเอกสารเท็จไปขอรับบริจาคเงินจากกองทัพบก ลงนามโดยผู้บริหารระดับสูงของ มมร.
เอกสารดังกล่าวระบุว่าการจัดสร้างพระไตรปิฎกฉบับภาพยนตร์เริ่มดำเนินการมา ตั้งแต่ พ.ศ.2542
แต่ความจริงแล้วเริ่มดำเนินการเมื่อ พ.ศ.2549 ที่สำคัญยังมีการส่งหนังสือแผนการปรับปรุงการใช้
งบประมาณไปยัง พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ รอง ผบ.ทบ. ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของ มมร. อยู่บนหนังสือด้วย
ทำให้ มมร.เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ ตนยังนำข้อมูลทั้งหมดไปให้ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์
รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เพื่อหาทางดำเนินการอีกทางหนึ่งด้วย

พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการฯฝ่ายวิชาการ มมร. ในฐานะประธานกรรมการโครงการจัดสร้าง
พระไตรปิฎกฉบับภาพยนตร์ กล่าวว่า อธิการบดี มมร. เคยนิมนต์ไปหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว
และถามว่าให้เลิกโครงการได้หรือไม่ ก็บอกไปว่าได้ แต่ก็ต้องมีการลงนามเลิก
หลังจากนั้นก็ไม่ได้หารือกันอีกเลยก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าที่ผ่านมาทำงานปกป้องพระพุทธศาสนา
มาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับมาโดนปัญหาภายใน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัญหาต่างๆย่อมแก้ได้
ถ้าถามว่าเครียดไหม ก็ต้องมีเครียดบ้าง แต่ไม่มาก เพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้.



ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 12 สิงหาคม 2552, 05:45 น.
http://www.siamdara.com/Column/00001989.html

ก่อนอื่น...มาทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่า

สนจ.เขียนถึงเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจาก ''ข่าว'' ที่ปรากฏตีพิมพ์ใน นสพ.ไทยรัฐ
ฉบับวันพฤหัสที่ 9 ส.ค. กรอบแรก ซึ่งวางแผงบ่ายวันพุธ และ สนจ. อ่านพบเข้า...

''เนื้อข่าว'' ก็คือ จะมีการจัดสร้างนำเอา ''พระไตรปิฎก'' มาจัดสร้างเป็นภาพยนตร์
ใช้งบประมาณในการถ่ายทำทั้งหมด 1,219 ล้านบาท ระยะเวลาในการถ่ายทำ
จะเปิดกล้องเดือนตุลาคม ปี 50 ไปปิดกล้องกันปี 55 ผ่านขั้นตอนปรีโปรหรือ
เตรียมการเพื่อถ่ายทำมาแล้ว 3 ปี โลเคชั่นอยู่ที่เมืองกาญจน์ทั้งหมดจะมี 255 ตอน

งบประมาณ 1,291 ล้านบาทที่ว่านี่...รัฐบาล ''จะ'' ควัก... 774 ล้านบาท
แค่อยู่ในขั้นจะ...เท่านั้นนะครับ เรื่องมันยังไม่ผ่านเพราะยังไม่ผ่านการพิจารณา
ของ ''สภานิติบัญญัติ'' ที่เหลือจะหามาจาก ''การบริจาค'' นั่นหมายความว่า
โครงการนี้แถลงข่าวว่า จะสร้าง...ทั้งๆ ที่ยังไม่มีเงินอยู่ในมือเลย...แม้แต่บาทเดียว...ฮา

งานนี้มีผู้เกี่ยวข้องเป็นทั้งสงฆ์ทั้งฆราวาสครับ

ฝ่ายสงฆ์คือ...พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน
มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย เป็นโปรเจกต์ไดเรกเตอร์ และ
มีมหาเถระสมาคมเป็นแบ็กอัพ

ฝ่ายฆราวาส ที่ปรากฏชื่อในข่าวคือ นายสนั่นพงษ์ สุขดี เป็นโปรดิวเซอร์

มีการเปิดตัว...พระเอกที่จะเล่นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าด้วย
โดยนาง ณภควดี กองผาพา...ประชาสัมพันธ์กองถ่าย เป็นคนแนะนำ
นายสงกรานต์ ทัพมณี นักเรียนนอกจากนิวซีแลนด์ ว่าคือพระเอกที่จะมารับบท
เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ...หรือพระพุทธเจ้า

ไอ้ที่เห็นข่าว ไอ้อ่านข่าว...แล้วถึงขั้นต้องเอามาเขียนถึงก็คือ...

มันคัน...ตามประสาผู้กำกับหนังไทยที่ยังว่างงาน...

คือ ตัวเลขงบประมาณนี่มัน ''ล่อตาล่อใจ'' หรือเกิน 1,219 ล้านบาท
คิดเป็นยูเอส ดอลลาร์นี่ ปาเข้าไป...(เอา 35 หาร ) เกือบๆ 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


ถ้า สนจ. ได้เป็นผู้กำกับหนังพระไตรปิฎกชุดนี้ รับประทาน...สบายไปอีกสี่ซ้าห้าปี
ไม่ต้องดิ้นรนหา ''หนังไทย'' กำกับเลยแหละ แถมไม่ต้องดิ้นรนเขียนหนังสือขาย
หรือเลิกเป็น คอลัมนิสต์ให้สยามดารา...ก็ยังได้...ฮา

ตามข่าว...ไม่มีรายละเอียดว่า จะถ่ายกันแบบ เสียงในฟิล์มด้วยฟิล์ม หรือว่าจะใช้
ระบบถ่ายทำแบบละครทีวี แล้วค่อยไปแปลงสัญญาณ และวัสดุเป็นฟิล์มทีหลัง
แต่ก็เอาเถอะ...ไม่ว่าจะถ่ายกันด้วยระบบฟิล์ม หรือระบบ HD. ด้วยกล้องดิจิตอล
ก่อนแล้วค่อยไปแปลงเป็นฟิล์ม จะระบบไหน มีเงินทุนขนาดนี้นี่...
รูดปื๊ด รูดปื๊ด สบายๆ เบิร์ด เบิร์ด เลยแหละ

แต่ถ้าจะให้ สนจ. จับ ''ประเด็น'' จากถ้อยแถลง โครงการนี้ น่าจะเป็นโครงการ
ที่ถ่ายทำกันด้วยระบบดิจิตอลวีดิโอ เป็น ซีรีส์...ทั้งหมด 250 ตอน แบ่งเผยแพร่
ทีละ 10 ตอน...โดยแจกฟรี รวมทั้ง ''หาเวลา'' ทางทีวีเพื่อนำไปออกอากาศ

ในเนื้อข่าว...ไม่ได้บอกว่า ใครเป็น ''คนเขียนบท'' หรือเป็น ''ผู้กำกับฯ''
หรือรายละเอียดตัวละครหลักๆ อื่น ๆ รู้แค่คนเล่นเป็นพระพุทธเจ้า คนเดียว ฯลฯ

ไอ้ที่มัน แม่งๆ ตามประสา... ผู้กำกับหนังว่างงาน...ก็คือ

การแถลงข่าวโครงการถ่ายทำ ไม่ว่าจะหนังหรือ ละคร...

อย่างแรกเลยก็คือ...โปรเจกต์มันต้อง ''ผ่านแล้ว'' คือรู้แล้วว่า
นายทุน ''โอเค'' กับโครงการหนังเรื่องนี้...ด้วยงบประมาณ ''เท่าไหร่''
หมายถึงมีเงินอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว มันถึงจะ ''เปิดกล้อง'' กันได้
รวมไปถึงตัวละครหลักทั้งหมดก็ต้อง ''ได้ตัว'' หมดแล้ว


ทีมงาน คนเขียนบท ผู้กำกับฯ ต้องเปิดตัวพร้อมกันหมด

แต่ถ้าอ่านจากเนื้อข่าว...โครงการนี้ยังไม่เห็น ''เม็ดเงิน'' เลยนะครับ...
เพราะก็ยังไม่รู้ว่า ไอ้ 774 ล้านนี่...สนช. จะอนุมัติให้ผ่านหรือเปล่า...ที่สำคัญ...
ไอ้อีกเกือบ 500 ล้านที่เหลือนี่...มัน ''เงินบริจาคของประชาชน'' นะครับ...


ฟังแล้วมันเลี่อนๆ ลอยๆ แล้วก็แม่งๆ พิกล ตามประสาคนเคยทำหนังมาก่อน...
มันผิด ''ธรรมชาติ'' ที่เขาทำๆ เป็นๆ กันอยู่ในวงการ ทั้งหนังทั้งละคร.

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ''ซัพพลายเออร์'' หรือบริษัทที่จะได้เป็นผู้ดำเนินงาน ''สร้าง'' นี่
ใครได้โปรเจกต์นี้ไป...ก็สบายไปแปดอย่าง...ฮา สนจ. หมายถึงว่า
ถ้ามันได้มีการทำออกมาจริงๆ นะน่ะรับรองว่า ตอมกันหึ่งหมดแหละ ไม่ว่าจะสตูดิโอไหนๆ
ตั้งแต่ เวิร์คพอยท์, กันตนา, เจเอสแอล...ยันลูกเล็กเด็กแดงอย่าง เอ็กแซ็กท์,
บรอสคาสท์, ทีวีทันเดอร์, รัชฟิล์ม ฯลฯ


ตั้ง 1,219 ล้านบาท

สนจ. ไม่ได้เดือดร้อนอะไรด้วยหรอก...เพราะ สนจ. ไม่ค่อยจะถนัดเรื่องพระเรื่องเจ้าอยู่แล้ว
ให้ทำก็คงจะไม่ทำ...เพราะ สนจ. มันพวกโลกียชน...พวกรักทั้งดีทั้งชั่ว กินถั่วแกล้มเหล้า...

แต่อ่านข่าวแล้วมัน แม่งๆ พิกลๆ

พระเอก...ยังเรียน ปี 1 อยู่ที่นิวซีแลนด์ แต่หนังชุดนี้ต้องถ่ายทำกันถึงเกือบ 5 ปี...
อะไรจะเกิดขึ้น หากจะมีเหตุทำให้ ''พระพุทธเจ้า'' ต้องเปลี่ยนตัว?


ใครจะเป็นคน ''เขียนบทดัดแปลง'' จากพระไตรปิฎกมาเป็น ''หนัง''

ใครจะเป็นคน ''ออกแบบงานสร้าง'' กับฉากที่คุยว่ามีตั้ง 3,500 ฉาก

แล้วโลเคชั่นเหนือเขื่อนเขาแหลม...มันกลางแจ้ง ไม่มีโรงถ่าย เจอ ''ฝน'' เข้าก็เรียบร้อย...

ไม่รู้นะ...หรือว่า สนจ. เกิดอากาศ อาฟเตอร์ช็อก หลังเจอ ''โลกร้อน'' และ
ว่างงานไม่มีหนังทำมาสามปี...เลยเกิดอาการ ฟุ้งซ่าน เหวอ...เวอร์ และเพี้ยน
ไปตามโลกที่มัน ''ร้อนรุ่ม''

มันแม่งๆ น่ะ ''ขอบริจาคเงินประชาชน''

เอาไป ''สร้างหนังพระไตรปิฎก ''

เปิดแถลงข่าวสร้าง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีเงินในกระเป๋าเลยสักบาทเดียว?


ผู้อ่านว่ามัน แม่งๆ ไหมล่ะ...ฮา

http://www.siamdara.com/column/00001950.html

พระไตรปิฎกฉบับภาพยนตร์


วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับธรรมะบ้าง บางคนพอเอ่ยถึงเรื่องธรรมะ
หรือเกี่ยวข้องกับศาสนาแล้วทำหน้าเบื่อหน่าย เพราะพูดถึงทีไรก็ต้องมีเรื่องให้ชวนงวงนอนทุกที


แต่คราวนี้ได้รับทราบข่าวคราวโครงการสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
ที่จะมีการจัดสร้างเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระ
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย

งานนี้สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
เป็นประธานในการดำเนินการโดยหวังว่าโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎกฉบับภายนตร์
นี้จะเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทุกคนควรสนับสนุน

ถ้าว่ากันให้เข้าใจง่ายๆ คือการนำหลักคําสอน จากพระไตรปิฎกมาถ่ายทอด
เป็นภาพยนตร์โดยมีผู้แสดง ตามเนื้อหาในพระไตรปิฎกที่มีกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์

ดังนั้นโครงการจัดสร้างในครั้งนี้ จึงมีระยะในการทำงานยาวนานกว่า 5 ปี
และต้องมีการถ่ายทำทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการจัดสร้างโรงถ่ายไว้แล้ว
ที่ จ.กาญจนบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ทั้งการเตรียมความพร้อมในเรื่อง
การเขียนบทและคัดเลือกนักแสดง

โดยการคัดเลือกนักแสดงหลักนั้นต้องเน้นความสำคัญไปที่ผู้ที่จะมา
สวมบทเป็นพระพุทธเจ้า และเหล่าพระสงฆ์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
อาทิ พระสารีบุตร, พระโมขลาฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละครที่จะมารับบทเด่นในเรื่องนี้
ต้องมีรูปร่างหน้าตาออกไปทางชมพูทวีป หรือหน้าตาออกไปทางแขกขาวทำนองนั้น

เพราะฉะนั้นการเฟ้นหานักแสดงที่ตรงกับเรื่องอดีตกาลนั้นจึงเป็นสิ่งที่มีข้อจำกัด
มากมายเหมือนกัน ล่าสุดได้ทราบข่าวว่ามีการคัดเลือกลงตัวแล้วบางส่วน โดยเฉพาะ
คนที่จะมารับบทเป็นพระพุทธเจ้า ที่หายากมาก สุดท้ายมาได้หนุ่มจากเวทีเอ็มไทยแลนด์

ประเด็นความน่าสนใจของการจัดสร้างครั้งนี้ คือการนำคำสอนตามหลักศาสนา
มาสร้างเป็นหนังเพราะต้องการนำไปแจกตามวัด และโรงเรียนทั้วประเทศไทย
เพื่อให้ประชาชนได้ดูแล้วไม่รู้สึกเบื่อหน่าย หนีความซํ้าซากกับการเรียนรู้พุทธศาสนา
แบบเดิมๆ และตอบสนองข้อจำกัดทางเทคโนโลยีการเรียนรู้ของประชาชนส่วนใหญ่
ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธศาสนามากขึ้นและเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

การสร้างเป็นภาพยนตร์ในครั้งนี้มีกำหนดสร้างทั้งหมด 250 ตอน โดยมีความยาว
ตอนละ 60 นาที บันทึกลงในดีวีดี แจกตามสถานศึกษาและตามวัดเพื่อให้
พุทธศาสนิกชนเข้าใจในหลักธรรมตามพระไตรปิฎกมากขึ้น เรียกว่าเป็นการจัดทำ
ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลกกันเลยทีเดียว

ดังนั้นการจัดสร้างครั้งนี้จึงได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งจากคณะสงฆ์ รัฐบาล
คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยถึงแม้ว่างบประมาณในการสร้างครั้งนี้
จะสูงกว่าหลายร้อยล้านบาททีเดียว แต่ได้มีการประชุมหารือเตรียมการสร้างมานาน
จนเป็นรูปเป็นร่างอย่างจริงจังในวันนี้และจะมีการบวงสรวงเปิดกล้องกันราว
กลางเดือน ก.ย.นี้

ทีนี้นอกจากฟังเทศน์ฟังเรื่องราวคำสอนของพระพุทธเจ้าและจากการอ่านศึกษา
ตามตำรา ต่อไปก็จะสามารถศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ออกมาโลดแล่น
เป็นภาพยนตร์ให้ดูชมง่ายยิ่งขึ้น เพราะคงไม่ต่างจากการดูหนังละครชีวิตของคนเราว่า
ต้องเจอปัญหา ทุกข์สุขอย่างไร และต้องแก้ปัญหา ดับทุกข์อย่างไรเพื่อให้หลุดบ่วง
ของความทุกข์นั้น

หากมองในแง่ที่ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า มีบทบาทอย่างไรกับชีวิตคนในปัจจุบัน
พิจารณากันง่ายๆ พระพุทธเจ้าช่วยชี้แนะทางสว่าง ว่าสิ่งใดที่เป็นปมปัญหาชีวิต
ที่แต่ละคนเผชิญอยู่ และให้รู้จักคิดแก้ไขอย่างไร เหมือนสังคมในยุคปัจจุบันบางที
เจอปัญหาล้มละลาย เครียดจัด ปัญหาจากการเรียน การทำงาน
เชื่อว่าการรู้จักอย่างมีสติและรู้จักการสร้างสมาธิ ก็จะก่อให้เปิดปัญหา
มองเห็นทางออกของปัญหา ก็จะช่วยทำให้เลิกว้าวุ่นเครียดน้อยลง

เชื่อว่า การนำหลักธรรมคำสอนมาถ่ายทอด เป็นภาพยนตร์ ก็คงจะเห็นมุมมอง
ชีวิตของคนอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งแน่นอนดูแล้วก็คงเกิดประโยชน์ให้แง่คิดมากว่า
จะดูเพื่อความรื่นรมย์สะใจ เฉกเช่นดูหนังละครทั่วไป...

จิรัฐ ฐิติกาล



สยามดารา SMS update ข่าววงการบันเทิงก่อนใคร
AIS : กด *48903086111
DTAC : กด *19891916111
True Move : พิมพ์ DARA ส่งมาที่ 4890308



Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 12:30 pm

วัดในจังหวัดลพบุรี



  • วัดนครโกษา


  • วัดพระบาทน้ำพุ


  • วัดไลย์


  • วัดกวิศรารามราชวรวิหาร
  • วัดกัทลีพนาราม
  • วัดคีรีบัววนาราม (ถ้ำคูหาสวรรค์)
  • วัดคุ้งท่าเลา
  • วัดตองปุ (ลพบุรี)
  • วัดท่าโขลง
ว (ต่อ)

  • วัดท้องคุ้ง (ลพบุรี)
  • วัดธรรมิการาม (ลพบุรี)
  • วัดป่าธรรมโสภณ
  • วัดพรหมทินใต้
  • วัดพรหมรังษี (ลพบุรี)
  • วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี
  • วัดพานิชธรรมิการาม
  • วัดพุน้อย
  • วัดมณีชลขัณฑ์
ว (ต่อ)

  • วัดยาง ณ รังสี
  • วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร
  • วัดเกริ่นกฐิน
  • วัดเขาจีนแล
  • วัดเขาสมอคอน
  • วัดเขาสมโภชน์
  • วัดเชิงท่า (ลพบุรี)
  • วัดเสาธงทอง (ลพบุรี)
รายชื่อวัดในจังหวัดชลบุรี

เนื้อหา

  • 1 พระอารามหลวงในจังหวัดชลบุรี

    • 1.1 พระอารามหลวงมหานิกาย
    • 1.2 พระอารามหลวงธรรมยุติกนิกาย

  • 2 วัดราษฏร์ในจังหวัดชลบุรี

    • 2.1 วัดราษฏร์ในกิ่งอำเภอเกาะจันทร์

      • 2.1.1 วัดราษฏร์มหานิกาย
      • 2.1.2 วัดราษฏร์ธรรมยุติกนิกาย

    • 2.2 วัดราษฏร์ในอำเภอเกาะสีชัง

      • 2.2.1 วัดราษฏร์มหานิกาย

    • 2.3 วัดราษฏร์ในอำเภอบ่อทอง

      • 2.3.1 วัดราษฏร์มหานิกาย

    • 2.4 วัดราษฏร์ในอำเภอบางละมุง

      • 2.4.1 วัดราษฏร์มหานิกาย
      • 2.4.2 วัดราษฏร์ธรรมยุติกนิกาย

    • 2.5 วัดราษฏร์ในอำเภอบ้านบึง

      • 2.5.1 วัดราษฏร์มหานิกาย
      • 2.5.2 วัดราษฏร์ธรรมยุติกนิกาย

    • 2.6 วัดราษฏร์ในอำเภอพนัสนิคม

      • 2.6.1 วัดราษฏร์มหานิกาย
      • 2.6.2 วัดราษฏร์ธรรมยุติกนิกาย

    • 2.7 วัดราษฏร์ในอำเภอพานทอง

      • 2.7.1 วัดราษฏร์มหานิกาย
      • 2.7.2 วัดราษฏร์ธรรมยุติกนิกาย

    • 2.8 วัดราษฏร์ในอำเภอเมืองชลบุรี

      • 2.8.1 วัดราษฏร์มหานิกาย
      • 2.8.2 วัดราษฏร์ธรรมยุติกนิกาย

    • 2.9 วัดราษฏร์ในอำเภอศรีราชา

      • 2.9.1 วัดราษฏร์มหานิกาย
      • 2.9.2 วัดราษฏร์ธรรมยุติกนิกาย
      • 2.9.3 วัดราษฏร์จีนนิกาย

    • 2.10 วัดราษฏร์ในอำเภอสัตหีบ

      • 2.10.1 วัดราษฏร์มหานิกาย

    • 2.11 วัดราษฏร์ในอำเภอหนองใหญ่

      • 2.11.1 วัดราษฏร์มหานิกาย



  • 3 ดูเพิ่ม

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 1:02 pm

http://hilight.kapook.com/view/30424

พธม. ชลฮือบุกทุบ รูปปั้นคนดังในวัด ช่างโต้ศิลปะแท้ๆ


สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 29 ตุลาคม ที่วัดบางละมุง ม.1 ต.บางละมุง จ.ชลบุรี
ได้มีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ชลบุรี ประมาณ 1,000 คน
บุกเข้าล้อมอุโบสถของวัดซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หลัง จากที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล
ปราศรัยบนเวทีในทำเนียบว่ามีการสร้างพระประธานชินวัตรมุนีในอุโบสถ เพื่อสะกดดวงเมือง
และยังใช้คุณไสยมนต์ดำปั้นรูปนักการเมืองชื่อดังอีกหลายคน ติดตั้งอยู่บนฐาน ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ
เกิดความไม่พอใจและเห็นว่าไม่เหมาะสม
ทั้งนี้แกนนำได้มีการปลุก ระดมและกล่าวโจมตี
เจ้าอาวาสวัดและคณะกรรมการวัดอย่างดุเดือด พร้อมที่จะฮือเข้าไปในอุโบสถเพื่อทำลาย
รูปปูนปั้นดังกล่าว แต่มีบรรดาแกนนำบางส่วนมีความเห็นว่าควรปรึกษากันหลายๆ ฝ่ายเสียก่อน

ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปตรวจสอบภายในอุโบสถ ซึ่งก่อสร้างไปแล้วประมาณร้อยละ 70
เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 งบประมาณที่ตั้งไว้ประมาณ 25 ล้านบาท

ส่วนบริเวณฐานพระประธานพบว่านอกจากจะมีรูปปั้นของสัตว์หิมพานต์แล้ว
ยังมีรูปนักการเมืองหลายคน อาทิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ในอิริยาบถกำลังถือโทรศัพท์มือถือ นายเนวิน ชิดชอบ กำลังถือมีดเชือดคอไก่
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายบรรหาร ศิลปอาชา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
นายสนธยา คุณปลื้ม นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถือค้อนปอนด์ และหม่ำ จ๊กมก ดาราตลกชื่อดัง

ต่อมาเวลา 09.30 น. พ.ต.อ.ไพรัช สุภาสวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.ชลบุรี นายมงคล ธรรมกิตติคุณ
นาย อำเภอบางละมุง พ.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผกก.สภ.บางละมุง
ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและอปพร.จำนวน 100 นาย มาควบคุมดูแลสถานการณ์
เกรงว่าเรื่องจะลุกลามบานปลาย ซึ่งในขณะเดียวกันพระครูสุวัฒน์ชลธารหรือหลวงพ่อเจริญ
เจ้าอาวาสวัดบางละมุง เห็นท่าไม่ดี ได้โทรศัพท์เรียกคนใกล้ชิดขึ้นรถยนต์หลบหนีออกจากวัด
โดยไม่ทราบจุดหมายปลายทาง โดยกลุ่มพันธมิตรทั้งหมดต่างทยอยเข้าไปในอุโบสถ
ยืนดูแท่นฐานประดิษฐพระประธาน ซึ่งพบว่าช่างได้ก่อสูงขึ้นประมาณ 2 เมตร
รอบฐานปั้นเป็นลายดอกไม้ประดิษฐ์และตัวครุฑล้อมเรียงรายลดหลั่นกันไป
โดยรอบฐานที่ 4 พบว่ามีรูปปูนปั้นนักการเมืองหลายคน อาทิ พ.ต.ท.ทักษิณ
นายบัญญัติ นายเนวิน ชิดชอบ และนายชูวิทย์ในท่าอิริยาบถต่างๆ

นายมงคล ธรรมกิตติคุณ นายอำเภอบางละมุง ได้ลุกขึ้นชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับ
กลุ่มพันธมิตรฯ และชาวบ้านว่า อุโบสถหลังดังกล่าวได้ก่อสร้างเมื่อปี 2546
โดยว่าจ้างช่างฝีมือจากจ.เพชรบุรี มาดำเนินการปั้นรูปทั้งหมด โดยทางวัดไม่มีเจตนา
ที่จะปั้นรูปนักการเมืองให้ประชาชนมากราบไหว้แต่อย่างใด แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อ
บันทึกเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี 2546 เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มพันธมิตรฯ
ได้เรียกร้องให้ทางวัดทำลายรูปนักการเมืองเหล่านั้นเสีย

จนกระทั่งเวลา 14.00 น. แกนนำพันธมิตรฯ คณะกรรมการวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
ได้ประชุมเพื่อรับข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรที่เรียกร้องให้ทำลายรูปนักการเมือง
ซึ่งทางวัดได้ยินยอมให้ทุบทำลาย สร้างความพอใจให้กับกลุ่มพันธมิตรก่อนที่จะสลายการชุมนุม
โดยที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น


ด้านนายสำรวย เอมโอษฐ์ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65/1 ม.3 ต.บ้านหาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
เปิดเผยถึงรูปปั้นที่ปั้นไว้ใต้ฐานพระประธานวัดบางละมุงว่า มันเป็นวิธีบอกและเล่าเรื่องด้วยภาพ
บนฐานพระ เพราะศิลป์จะต้องมีองค์ประกอบ เช่น พระเอก นางเอก ตัวโกง มีเสนา และมีตัวโจ๊ก เป็นต้น
เหมือนกับเราดูภาพยนตร์หรือละคร จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ประกอบ ถ้านำเอาพระเอกคนเดียวมาแสดง
เพียงอย่างเดียว รับรองไม่มีคนดู ต้องเข้าใจองค์ประกอบตรงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นในการปั้น
จึงต้องใส่ตัวละครดังที่กล่าวมาด้วย อาทิ หม่ำ จ๊กมก ทักษิณ ชินวัตร เพราะในยุคที่ปั้นคุณทักษิณ
เป็นนายกฯ ก็ต้องปั้นทักษิณ ลักษณะการปั้นมือหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือ อีกมือหนึ่งถือถุงเงิน
เป็นการบ่งบอกถึงเส้นทางทำมาหากินของเขา มันไม่เกี่ยวกับคุณไสยเวทมนตร์ต่างๆ แต่ประการใด
ได้ปั้นรูปทั้งหมดในปี 2546 เสร็จสิ้นปี 2547 โดยทางเจ้าอาวาสได้ว่าจ้างให้ไปทำลวดลาย
และฐานของพระประธานและให้ออกแบบตามใจชอบ การปั้นจะไม่มีร่างแบบ ปั้นตามจินตนาการทั้งหมด

"อย่างนายบรรญัติ บรรทัดฐาน ได้ปั้นโดยการใส่ชุดมโนราห์ที่บ่งบอกถึงความเป็นชาวใต้
ไม่ใช่อย่างที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวอ้างเพราะไม่มีใครเขาไปปั้นรูปอย่างนั้นหรอก
ช่างเขาจะปั้นพระนารายณ์ขี่ครุฑแทน
โดยครุฑจะเป็นผู้แบกทั้งพระนารายณ์และ
แบกฐานพระฐานโบสถวัดพระแก้วเขาก็ทำไม่เห็นเกิดปัญหา" ช่างทองร่วงกล่าว และว่า
กรณีที่บอกว่าเป็นการทำคุณไสยนั้น หากเป็นการทำคุณไสยจริงๆ แล้วทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ
ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ทำไมไม่ดีขึ้น จะลองไหม เดี๋ยวตนจะปั้นนายสนธิแบกฐานพระบ้าง
แล้วคุณจะต้องถูกพระกราบไหว้ทุกวันบ้าง ถ้าคุณไม่ดีจริง ถ้าคุณเป็นคนพูดปดแบบนี้
คุณซวยแน่นอน และตนเตรียมปั้นนายสนธิเฝ้าป่าช้าไว้แล้ว และก็มีสถานที่ปั้นแล้ว
แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นสถานที่ใด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก



"ไม่เว้นพระ"--->นี่หรือ คือพันธมิตร..!!!

เงินสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร...ที่ประชาชนคนไทย ต้องรู้!!!!




http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=21&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://72.14.235.104/search?q=cache:wZiwg1iebKgJ:www.ramps6nb.com/images/data/PS714/PS714_tanasarit_5_july_2008_line4(2).doc+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C,cia&hl=th&ct=clnk&cd=63&gl=th&client=firefox-a

http://209.85.175.104/search?q=cache:VCL8ZDwjmsYJ:www.sameskybooks.org/wp-content/uploads/2008/04/59-thongchai-Nonviolence.pdf+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C,cia&hl=th&ct=clnk&cd=77&gl=th&client=firefox-a

http://episodedhamma.blogspot.com/

http://www.moe.go.th/webpr/somchai/news/m061351/edu1.html


ชีวิตนี้...เพื่อ...ชาติ...และชีวิตนิรันดร ศ.นายแพทย์บุญสม มาร์ติน
“ถ้าตัดสินด้วยอารมณ์ จะประสบแต่ความโกรธแค้น เอาธรรมเข้าแทนจะสุดแสนสบายใจ”
คติประจำใจของศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น
“บิดาแห่งการพลศึกษาสมัยใหม่ของไทย” (กลุ่มสารนิเทศ 06/13/51)


“ค่ำวันที่ 12 มิถุนายน 2551 : นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการ ดร.จรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายบุญรัตน์ วงศ์ใหญ่
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคารวะและร่วมพิธี
สวดภาวนาอุทิศให้แก่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน อดีตรัฐมนตนรีว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ผู้ล่วงลับไปสู่ชีวิตนิรันดร ณ วัดเซนต์หลุยส์ ถนนสาธรใต้ ยานนาวา กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน อดีตรัฐมนตนรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ควรแก่การคารวะของ
วงการศึกษาไทย และข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง ครู อาจารย์ และนักเรียนทุกคนในแผ่นดิน
ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2465 ที่ตำบลหัวเวียง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอร์ลิก
บิดาท่านคือ นาย เอช.อี.เอ็ม มาร์ติน อาชีพคหบดี
มารดาชื่อ นางจันทร์หอม มาร์ติน อาชีพคหปตานี เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนบุญวาทย์
จังหวัดลำปาง จากนั้นได้มาศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพมานคร และเข้าศึกษาต่อ
ที่คณะแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล) เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้เป็นแพทย์ประจำบ้าน
โรงพยาบาลศิริราช เป็นอาจารย์แผนกอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล
จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยทูเลน ประเทศสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จการศึกษาระดับ
ปริญญาโท ทางสาธารณสุขศาสตร์ และโรคเมืองร้อน เมื่อปี 2493


ในเวลาต่อมาศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน กับบทบาทหน้าที่ในการเป็น “ครู”
ที่ต้องประสิทธิ์ปะสาทวิชาความรู้ เป็นผู้บริหารจัดการสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยได้รับการยอมรับว่า
มีประสิทธิภาพ คุณภาพ มุ่งส่งเสริมทั้งในด้านการศึกษาและการพลศึกษา ให้มีความเจริญก้าวหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพลศึกษา ได้นำวิชาการแพทย์และวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ใช้
ในวิชาพลศึกษา ทำให้เกิดการพลศึกษาแผนใหม่ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่ง
การพลศึกษาสมัยใหม่ของไทย” ทั้งนี้ท่านได้เป็นอาจารย์โทโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา กรมพลศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาได้เป็นอาจารย์ให้โรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา กรมพลศึกษา เป็นผู้อำนวยการ
วิทยาลัยพลศึกษา กรมพลศึกษา (คนแรก) และเป็นหัวหน้า ภาควิชาการพลศึกษา คณะคุรุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในขณะเดียวกันยังเป็นอาจารย์ให้กับโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย คณะบดี
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย จนเมื่อปี 2523 ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน
ได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายกสภาการฝึกหัดครู นายกสภาวิทยาลัยเทคโนโลยี
และอาชีวศึกษาและนายกสมาคมมหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากหน้าที่ราชการแล้วท่านยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อีกมากมาย
รวมทั้งได้ร่วมรับเชิญและดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระหว่าง พ.ศ. 2515 – 2516 และ
พ.ศ. 2516 – 2517 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระหว่าง พ.ศ. 2520 – 2522
และ 2523 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2522 – 2523
ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2524 – 2530 ได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

ทางด้านชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ได้สมรสครั้งแรกกับนางเพ็ญ มาร์ติน
(ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา 3 คน คือ นางธิดา ชลวร นางวนิดา เหมะรัต นายแพทย์ ธาดา มาร์ติน
ต่อมาได้สมรสกับนางวิภาววรรณ มาร์ติน สกุลเดิม อิศรางกูล ณ อยุธยา มีธิดา 2 คน คือ
นางบุญวิภา มาร์ติน (พึ่งวงษ์) สมรสกับนายนราธร พึ่งวงษ์ นางสาวสมวิภา มาร์ติน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ได้รับใช้ราชการสนองพระเดชพระคุณ รับใช้ชาติ
ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยมาด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วยความรัก ความศรัทธาและ
ความซื่อสัตย์ ณ เวลานี้ท่านได้ดำเนินชีวิตมาจนถึงจุดสุดท้ายของชีวิต แล้วเพื่อก้าวสู่ทาง
แห่งชีวิตนิรันดรของพระคริสตเจ้า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2551 ณ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
ถนนสาธร กรุงเทพมหานคร สุดท้ายแห่งชีวิตนิรันดร ของศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน
ได้กำหนด สวดภาวนาอุทิศให้ท่าน ระหว่างวันที่ 9 – 13 มิถุนายน 2551 และในวันที่ 14 มิถุนายน 2551
จะจัดพิธีมิสซา จากนั้นจึงนำศพ ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ไปยังสุสานสันติภาพ
อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

เหนืออื่นใดสำหรับท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ผู้มีชีวิตนิรันดรท่านนี้นับเป็น
บุคคลสำคัญของวงการศึกษาไทยที่ทำให้การศึกษาไทยมุ่งสู่ระดับสากล พร้อมด้วยมุมมอง
ความคิดที่คนทุกคนควรจดจำท่านว่าเป็นผู้ยึดคติประจำใจว่าคน เราต้องมีจิตใจสะอาด
ไม่พยาบาทใคร ใจกว้าง มุ่งหน้าช่วยเหลือเกื้อกูลในสิ่งที่ถูกต้อง ส่งเสริมให้ความเมตตากรุณา
แก่ทุกคน มองทุกคนในแง่ดี ผู้ผิดพลาดมีโอกาสจะทำความดีได้ มีจิตใจมั่นคง ไม่สั่นสะเทือน
อ่อนไหว ต่อคำติชมหมั่นฝึกคนที่จะสืบทอดการปฏิบัติงานแทนเราได้ และที่สำคัญ
“ถ้าตัดสินด้วยอารมณ์ จะประสบแต่ความโกรธแค้น เอาธรรมเข้าแทนจะสุดแสนสบายใจ”
ด้วยคติของผู้ประพฤติธรรมเฉกเช่นท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน นี่เอง
จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้มีการศึกษาในหัวใจจะประพฤติและปฏิบัติตามตลอดไป


เพื่อชาติ แต่เป็นชาติของใครดี? ของชาวคริสต์หรือเปล่า!
ศาสนา(พุทธ) กับ พระมหากษัตริย์ คงไม่มี เพราะเพื่อชิวิตนิรันดร...



แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Feb 10, 2010 11:59 am, ทั้งหมด 4 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 3:24 pm

ศธ.มอบมจร.รื้อวิชาพระพุทธศาสนาใหม่ป.1-ม.6

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553

คมชัดลึก :ศธ. มอบ มจร.รื้อวิชาพระพุทธศาสนาใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ ป.1-ม.6 เน้นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ให้เรียนรู้จริง แก้ปัญหาเด็กเบื่อเรียน ไม่ซึมซับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
พระธรรมโกศาจารย์เผยหลักสูตรจัดทำเสร็จแล้ว เตรียมใช้สอนจริงทั่วประเทศ พ.ค.นี้

(9ก.พ.) พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.)เปิดเผยว่า
กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้มอบหมายให้มจร.ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่
เพื่อให้การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องกับ
สภาพของท้องถิ่นนั้นๆ เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละโรงเรียนได้พบปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน
พระพุทธศาสนา 2 เรื่อง คือ

1.การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา ให้เวลาน้อย และในระดับม.ปลาย โดยเฉพาะชั้นม. 5-6
มีการสอนสังคมศึกษาแบบร่วมๆโดยไม่ได้มีการสอนวิชาพระพุทธศาสนาเป็นการเฉพาะ
2.หลักสูตรควรจะต้องมีการปรับปรุงให้เกิดความทันสมัย เพราะเด็กเรียนแล้วรู้สึกเบื่อ
ซึ่งขณะนี้หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนา ฉบับใหม่มจร.ได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
และจะเริ่มใช้งานได้จริงในเดือน พฤษภาคม นี้

พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา
ฉบับใหม่ มจร.จะใช้หลักของภาวนา 4 คือ

กายภาวนา หมายถึง พฤติกรรม ร่างกายที่แข็งแรง
ศีลภาวนา หมายถึง หลักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
จิตภาวนา หมายถึง สุขภาพจิตที่ดี
ปัญญา หมายถึง การรู้ เข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้นและทางแก้ปัญหา

เป็นแกนหลัก ควบคู่กับการทำกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น รวมทั้งจะมีการฝึกวิธีคิดให้แก่เด็ก
ซึ่งในระดับชั้นป.1-3 จะเน้นเรื่องการบริหารจิตเจริญปัญญา เช่น การร้องเพลงสร้างสมาธิ เป็นต้น
ชั้นป.4-6 เน้นการปฏิบัติตนเองการเป็นชาวพุทธที่ดี การเป็นคนดีควรทำอย่างไร ม.1-3
เรียนรู้เรื่องของการเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่น และระดับชั้นม..4-6 จะเน้นนักเรียนให้เรียนรู้
เพื่อพัฒนาตนเองศึกษาต่อ ทั้งนี้ ในหลักสูตรใหม่ยังคงจะต้องมีเรียนพุทธประวัติ หน้าที่ชาวพุทธ
หลักธรรมคำสอน เป็นความรู้พื้นฐาน เพื่อให้เด็กเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วย

“สิ่งที่เราจะเน้นในหลักสูตรใหม่ คือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่มีมากขึ้น ที่จะฝึกให้เด็กได้ปฏิบัติจริง
ได้เห็นของจริงที่จะนำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3
หลักสูตรใหม่จะเน้นให้เด็กได้เรียนรู้ให้ได้ว่าอะไรควรเชื่อและอะไรไม่ควรเชื่อ ซึ่งจะต้อง
นำหลักเหตุผลทางพระพุทธศาสนามาสอนให้เขาเข้าใจ พร้อมตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้เด็กได้เห็น
เช่น การไม่หลงเชื่อคนในเว็บไซต์จนเป็นเหตุให้ไปสู่การหลอกลวง เป็นต้น ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 ถึง 6 จะเน้นกิจกรรมที่ทำให้เด็กรู้ตัวตนของตนเองมากขึ้น เช่น ให้เด็กได้คิดว่าตนเองชอบอะไร
อยากเป็นอะไร อยากที่จะศึกษาต่อด้านไหน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาตมาหวังว่าการปรับหลักสูตร
วิชาพระพุทธศาสนาครั้งนี้น่าจะช่วยให้เด็กไทย มีคุณธรรม จริยธรรม และรู้จักคิดแก้ปัญหาของตนเอง
ได้มากขึ้น”อธิการบดีมจร.กล่าว



http://www.skyd.org/html/hot/visakha-2.html

มหายันอุ้มสันติอโศก โต้ 'มหาเถร' พุทธมณฑลเป็นของพุทธบริษัท

ไทยโพสต์ การเมือง - ข่าว
๑๓ เมษายน ๒๕๔๘ กองบรรณาธิการ

'จำลอง' ลั่น มส.ไม่มีสิทธิห้ามสันติอโศกร่วมงานวิสาขบูชา เพราะพุทธมณฑลเป็นของพุทธบริษัท
ไม่ใช่เฉพาะของสงฆ์ ยันเดินหน้าตามบัญชานายกฯ เผย "ทักษิณ" ฝันไทยยิ่งใหญ่เหมือนเมกกะ
"ทองขาว" เตือนสำนักพุทธรู้อะไรควรไม่ควร ถ้าไม่ฟัง มส.ก็มองหน้ากันไม่ได้
เตรียมระดมชาวพุทธเคลื่อนไหวใหญ่ รอมติมหาเถรสมาคม ๒๐ เม.ย.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
ประธานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อพลังแผ่นดิน
หรือศูนย์คุณธรรม ชี้แจงเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ถึงการจัดงานวันวิสาขบูชา
ระหว่างวันที่ ๒๒-๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ว่าเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ตนได้ชวน น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์
ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บุตรชายนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ไปกราบนมัสการรักษาการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกราบทูลถึงการเตรียมงานวันวิสาขบูชา
ซึ่งเป็นไปตามดำริของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ที่ต้องการให้ศูนย์คุณธรรมเป็นผู้ดำเนินการจัดงานครั้งนี้
เพื่อให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ ตามแนวทางของท่านพุทธทาส

ให้ถึงขนาดว่ามีชาวพุทธที่เป็นคนต่างชาติเข้ามาร่วมด้วย โดยให้ผู้อำนวยการ พศ.เป็นแม่งาน
และนิมนต์พระผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ร่วมกับฆราวาส ขณะที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/book02/p7.html

การแผ่อิทธิพลสร้างเครือข่ายยึดพื้นที่ทางสมองประชาชน

การกลืนศาสนา ไม่ใช่เรื่องที่กระทำได้ง่ายๆ ต้องใช้ความอดทน และใช้เวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การเลือกสรรตัวบุคคล ต้องรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนไทยส่วนใหญ่ ขณะนั้นเกือบ ๑๐๐%
นับถือพุทธศาสนา และยังมีกฎหมายคอมมิวนิสต์ ไว้สำหรับลงโทษ ผู้ที่ทำลายพุทธศาสนาอีกด้วย
ดังนั้นการทำงาน จึงต้องรอบคอบเป็นพันเท่า ดังนั้นเป้าหมายหลัก ในชั้นแรกคือ กระทรวงศึกษาธิการ
อันมีกรมวิชาการและกรมการฝึกหัดครู ซึ่งจะเป็นตัวจักรสำคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนาแนวคริสเตียน
ได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต การวางแผนงานกลืนศาสนา ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ

๑. จริงในเท็จ
คือ การถอดถอนหลักสูตร ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ
การศึกษาออกไปเพื่อให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ในภายหน้าเพราะได้วิเคราะห์ไว้แล้วว่า
จะต้องได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธที่ไม่เห็นด้วย

แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ การขยายเครือข่าย อำนาจบารมี ในกระทรวงศึกษาธิการ โดยการวางตัวบุคคล
ที่จะสานต่อแผนงานไว้ในตำแหน่งสำคัญ
เพื่อประสานงาน ในอนาคตต่อไป

๒. เกาะติดซึมลึก
เมื่อเป็นไปตาม ๑. ให้ส่งบุคลากรที่ได้จัดวางไว้พร้อมแล้วนั้น เข้าศึกษาโครงสร้างการศึกษาทุกระดับ
เพื่อร่างแผนการศึกษา ให้เอื้อประโยชน์ตามแผนการ

๓. ยาพิษชุบน้ำผึ้ง
ใช้บุคลากรที่ได้สร้างไว้นั้น ควบคุมการดำเนินการ สนับสนุน สร้างภาพและสถานการณ์ เพื่อนำคำสอน
ของพระพุทธศาสนาแนวคริสเตียน (สัทธรรมปฏิรูป) ใช้เป็นหลักสูตรบังคับเผยแพร่ ในสถานศึกษา
ทั้งประเทศให้บรรลุตามเป้าประสงค์ ยึดครองพื้นที่ทางสมอง ตามที่ระบุไว้ ในคำสั่งวาติกัน ๒ นั่นเอง

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๑ "จริงในเท็จ"


ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ได้ใช้ระบบการเมืองระหว่างประเทศ
(ความลับทางทหารกรณีการว่าจ้างคนไทย ไปรบในลาว ไทยการ์ด) โดยให้ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมนันท
แต่งตั้ง นายบุญสม มาร์ติน ซึ่งเป็นคริสเตียน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเปลี่ยนหลักสูตร
การศึกษาด้านศาสนาใหม่โดยถอดวิชาศีลธรรมออกจากหลักสูตรบังคับทุกระดับชั้น ยกเลิกการบังคับ
การสวดมนต์เช้าก่อนเรียน (ดูโครงสร้างการศึกษาภาคผนวก) เพื่อกำจัดการเจริญเติบโตของ
พระพุทธศาสนา กลืนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดี ของประเทศชาติ พร้อมทั้งกัดเซาะ
ทำลายคุณธรรมพื้นฐานของสังคมไทย เป็นผลให้เยาวชนไทยไม่ได้รับการศึกษาวิชาศีลธรรมและ
พระพุทธศาสนา มาตราบเท่าทุกวันนี้และเยาวชนในขณะนั้น ปัจจุบันกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบ
บ้านเมือง (ปัจจุบันประเทศชาติจึงมีบุคคลประเภทไร้ศีลธรรม ขาดความละอายต่อบาป เป็นจำนวนมากมาย)
ทุกขั้นตอนล้วนแล้ว แต่เป็นการวางแผนอย่างแยบยลที่สุด พร้อมกันนั้น ยังมีการปูพื้นฐานบุคลากร
ในกระทรวงศึกษาฯ ไว้รองรับชุดทำงานต่อเนื่อง ตามนโยบายของวาติกัน ได้อย่างมากมาย จวบจนปัจจุบัน
(๒๕๔๒) ซึ่งขณะนี้บุคลากรเหล่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในตำแหน่ง บริหารระดับสูง ของทุกกรมกอง
ในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งสิ้น

วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓ รัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกประกาศอภัยโทษ เรียกว่า
ประกาศ ๖๖/๒๓ ให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เข้ามาเป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยไม่มีความผิด
ทำให้สมาชิกของ มูลนิธิโกมลคีมทอง สามารถกลับเข้าสู่ ประเทศไทยได้ ทั้งนี้รวมถึง พระราชวรมุนี
(ป.อ. ปยุตโต) ก็กลับสู่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า คริสต์ศาสนา ในประเทศไทย
เปิดฉากโจมตีบุคลากร
ในองค์กรปกครอง คณะสงฆ์ไทย รวมไปถึงการปลอมปนคำสอน ดูหมิ่น
เหยียดหยาม พระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างเป็นรูปธรรม เป็นลักษณะ "มิชชั่น"
แต่ก็ถูกต่อต้านและตอบโต้อย่างรุนแรง จากพุทธศาสนิกชน จึงเปลี่ยนแผนใหม่ โดยเลือกเอาพระราชวรมุนี
(ป.อ. ปยุตโต) ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของมูลนิธิโกมลคีมทอง ออกมาเป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้หนังสือ "พุทธธรรม"
เป็นเครื่องมือ พร้อมกับสมาชิกมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือ "พุทธธรรม" ร่วมกับบุคลากร
ในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้วางตัวไว้แล้วนั้น ร่วมกันผลักดันดำเนินการเผยแพร่และส่งเสริม พระราชวรมุนี
(ป.อ.ปยุตโต) ให้เป็นที่ยอมรับ แก่นักวิชาการโดยกลุ่ม BOSTON จะให้การสนับสนุนทางด้านการเมือง
อย่างใกล้ชิด ภายใต้การควบคุม ของสภาคริสตจักรฯ โดยมีเป้าหมาย ทำลายรากฐาน พระพุทธศาสนา
อันเป็นหลักแห่งสังคมประชาชาติให้ได้


สรุปภารกิจ แผนขั้นที่ ๑

ได้ผลตามเป้าประสงค์และเป็นบททดสอบว่า สามารถใช้การเมืองเป็นแกนนำในการปฏิบัติภารกิจ
ได้ผลอย่างดีมาก ทำให้สามารถ ถอดหลักสูตรศีลธรรม ออกไปได้พร้อมกับสามารถวางระเบิดเวลา
สร้างปมปัญหาให้เกิดการเรียกร้อง จากพุทธศาสนิกชน เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงหลักสูตร
การศึกษาพุทธศาสนาใหม่ อันจะเป็นการเปิดทางให้บุคลากรที่เตรียมไว้ สามารถแทรกตัว
เข้าในองค์กรการศึกษาได้อย่างง่ายดาย ไร้ข้อพิรุธ

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๒ "เกาะติดซึมลึก"

แผนงาน "จริงในเท็จ" สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตามที่ได้วางไว้ มีการต่อต้านคัดค้าน ทั้งทางคณะสงฆ์ไทย
และครูบาอาจารย์ ผู้สอนวิชาศีลธรรมเอง ปรากฏในเอกสารรายงาน "การพัฒนาหลักสูตรสังคมศึกษา
ในส่วนที่ว่าด้วยพุทธศาสนา" ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ ๒๕๒๔ หน้า ๑๐

"หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช ๒๕๒๑ ได้นำไปใช้ครบ ๑ รอบ ปรากฏว่า มีผู้ห่วงใยต่อ
ประเทศชาติ ศาสนา ทั้งในรูปขององค์กรและบุคลากรต่างๆ ให้ข้อสังเกตุว่า หลักสูตรใหม่
เน้นเรื่องศีลธรรมและจริยศึกษาน้อยเกินไป จนถึงกับกล่าวว่าไม่สอนพุทธศาสนาแล้วหรืออย่างไร?


ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงได้มอบหมายให้กรมการศาสนา เชิญผู้แทนของหน่วยงานต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มาประชุมหารือเพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไข"



ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา


จึงจัดประชุมขึ้นเรียกว่า "การประชุมหารือเกี่ยวกับหลักสูตร พระพุทธศาสนา ครั้งที่ ๑/๒๕๒๔"
โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ๒๖ คน มีผู้น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต)

ผลการประชุมได้ให้ ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา นายสิริ เพชรไชย ผู้อำนวยการกองศาสนศึกษา
จัดพิมพ์หนังสือส่งเสริมเผยแพร่พุทธจริยธรรม (โปรดสังเกตุคำว่า "พุทธจริยธรรม") เพื่อเป็นคู่มือ
ในการพัฒนาจริยศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ มีจำนวน ๔ เล่ม คือ
๑. คำอธิบายหลักจริยธรรมสำหรับชั้นมัธยมศึกษา
๒. พุทธธรรม
๓. การจัดจริยศึกษาในโรงเรียน
๔. ตอบปัญหาทางพุทธศาสนา
๕. หลักการปลูกฝังศีลธรรมและจริยธรรมแก่นักเรียน
หนังสือ "พุทธธรรม" นี้ กรมการศาสนาได้มอบให้ พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นผู้เรียบ เรียง
โดยได้มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความในต้นฉบับ เปรียบเทียบกับ พระไตรปิฎกเถรวาท
โดยท่านอธิบดีกรมการศาสนาและผู้กล่าวนามข้างต้น ซึ่งนับว่าเป็นฉบับที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา
มีทั้งหมด ๒๐๖หน้า
โดยหนังสือ "พุทธธรรม" จะใช้เป็น คู่มือครูสอนจริยธรรม ในโรงเรียนและ
หน่วยเผยแพร่ศีลธรรม และเป็นหนังสืออ่านประกอบการศึกษาด้านศีลธรรม ของนักเรียนนักศึกษา
และประชาชนผู้สนใจทั่วประเทศ



ด้วยความถูกต้องของ "พุทธธรรม" ฉบับพิมพ์โดยกรมการศาสนานี้เอง ทำให้ฉบับนี้ ไม่มีการอ้างอิง
ถึงในการพิมพ์ครั้งต่อๆ มาทั้งสิ้น เพราะไม่มีการปลอมปน อาจเป็นเพราะ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
กลัวว่า หากมีผู้นำฉบับนี้มาเทียบเคียงกับฉบับใหม่ จะมีข้อความที่ขัดแย้งกันเอง ไม่เพียงไม่อ้างอิงนั้นเท่านั้น
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ยังเผยแพร่ข้อความว่า "...หนังสือพุทธธรรม ที่กรมการศาสนาจัดพิมพ์นี้
มีข้อความไม่ถูกต้องและเป็นการถือวิสาสะจัดพิมพ์เองโดยไม่บอกกล่าวต่อเจ้าของลิขสิทธิ์" ???

(ปรากฏตามคำนำ การพิมพ์หนังสือพุทธธรรม ครั้งที่ ๕ (๒๐๖ หน้า) ลงนามโดย พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต)
๒๒ ก.ค.๒๖) จึงนับเป็นเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่ง และไม่ปรากฏว่า มีการอ้างอิงหนังสือ "พุทธธรรม" ๒๐๖ หน้า
ซึ่งจัดพิมพ์ในปี ๒๕๒๖ ณ ที่ใดอีกเลย (ยิ่งไปกว่านั้น ในการพิมพ์ ๒๐๖ หน้า ซึ่งไม่มีการปลอมปนนั้น
มีการพิมพ์เกินกว่า ๑๐ ครั้ง เช่นที่นำมาแสดงนี้ก็ไม่มีการอ้างถึงในฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗

โดยมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและ มูลนิธิพุทธธรรม พิมพ์ พ.ศ.๒๕๔๑ จึงไม่ปรากฏ
ข้อความอ้างอิงในการพิมพ์ทั้ง ๖ ครั้งที่ผ่านมาข้างต้นนั้น ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการเพิ่มเติมข้อความ
อันมิใช่เป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนาเข้าไปอย่างมากมาย คือจากเดิม ๒๐๖ หน้า กลายเป็น ๑๑๔๕ หน้า

ซึ่งมิได้มีการตรวจทานความถูกต้อง โดยผู้รู้ทางพุทธศาสนาหรือหน่วยงานทางราชการแต่อย่างใด
และสิ่งที่มีพิรุธอย่างยิ่ง ก็คือ ได้ระบุเพียงว่า การพิมพ์ฉบับเดิมที่มีเพียง ๒๐๖ หน้านั้น มีเพียง ๒ ครั้งเท่านั้น
คือ พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๑๔ และ พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๒๘ นี่คือสิ่งที่พึงสังเกตไว้ ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียด
การปลอมปนพระพุทธศาสนาให้เป็นสัทธรรมปฏิรูป อันเป็นเหตุให้ไม่มีการอ้างถึง การพิมพ์ฉบับที่ถูกต้อง
ตามพระธรรมวินัยของพุทธศาสนาไว้เลย

ในการประชุมวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมกรมการศาสนา (ชั้น ๒)
เรื่อง "รายงานการปรึกษาหารือ เกี่ยวกับหลักสูตร พระพุทธศาสนา ครั้งที่ ๑/๒๕๒๔ " ที่น่าสนใจคือ
นายธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานการประชุม พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต)
ที่ปรึกษา นายพงษ์เชษฐ์ จิระชุณห์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ นายปรีชา วรรณขจร แทนอธิบดี
กรมประมวลข่าวกลาง สิ่งที่น่าจะสังวรณ์ สำหรับในคำกล่าวเตือนของที่ประชุม คือ


นายพงษ์เชษฐ์ จิระชุณห์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอว่า "ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ในด้านสังคมจิตวิทยา คือการที่ประชาชน
ไม่รู้ไม่เข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นช่องทางให้เกิดการแทรกแซง โดยอาศัยลัทธิศาสนาอื่น
อย่างเช่นการแอบอ้างเข้าไปเผยแพร่ลัทธิศาสนาแล้วยุยงพวกชาวเขา....
อีกอย่างหนึ่งการที่ประชาชนในสังคมมีการศึกษาสูงอย่างเดียวนั้น ไม่เป็นการเพียงพอ ถ้าขาดศีลธรรม
ก็จะเป็นอันตรายคือมีแต่ความรู้ แต่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ก็จะก่อให้เกิดความวุ่นวายทางสังคมได้
การที่เรามีการส่งเสริมให้มีการจัดหลักสูตรทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ แก่คนในชาติ
จะช่วยให้รักษาความมั่นคงของชาติอยู่ได้ ดังนั้นในแง่ของความมั่นคงแล้ว ผมคิดว่า การจัดให้มีหลักสูตร
ทางด้านศาสนาพุทธเพื่อให้เยาวชนของชาติ ได้ศึกษา เป็นสิ่งที่ควรแก่การกระทำเป็นอย่างยิ่ง
อันจะก่อให้เกิดความมั่นคงแก่ประเทศชาติสืบไป"


นายปราโมทย์ สัตยากร สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอว่า "ในทัศนะของความมั่นคงของชาติ
ที่จะจัดหลักสูตรพุทธศาสนาอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาถกเถียงกันว่าควรหรือไม่ควร
แต่เป็นสิ่งที่ต้องกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า นโยบายความมั่นคงของชาติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
กำหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาฯที่จะต้องทำ


อนึ่งในปัจจุบันได้มีการนำเอาลัทธิศาสนาอื่นเข้ามาปลอมปน แอบอ้าง บังหน้าหาผลประโยชน์"

อธิบดีกรมการศาสนายืนยันมีการปลอมปนคำของพุทธศาสนาในหลักสูตรการสอนวิชาศีลธรรม

ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ศ.ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ
เรื่อง "หลักสูตรพระพุทธศาสนา" ว่า



"ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ (๒๕๒๕) ถ้ากล่าวโดยส่วนรวมแล้ว
เรื่องของ พระพุทธศาสนาไม่ว่าระดับประถม มัธยมตอนต้น ตอนปลาย มีปรากฏให้เรียนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และถ้าจะใช้ความสังเกตสักเล็กน้อย จะเห็นว่าคำว่า พระพุทธศาสนา ก็ดี คำว่า ศีลธรรมก็ดี ไม่ค่อยจะมีใช้
แต่จะมีคำว่า
จริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม ลักษณะนิสัย ฯลฯ ไม่ใช่คำในพุทธศาสนา เป็นคำซึ่งแปลมาจาก
ภาษาต่างประเทศ มาใช้แทนจึงดูขัดกับหลักการใหญ่ ที่ว่า



คนไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่หลักสูตรที่ให้นักเรียนเรียนไม่มีคำทางพุทธศาสนา
เข้าไปใช้อีกไม่นานเกินรอ เยาวชนไทย จะไม่มีความรู้ทางพุทธศาสนาเพียงพอและนั่นหมายถึง
ความไม่มั่นคงของ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันที่เป็น
รากฐานสำคัญของชาติ คือคนไทยทั้งปวงจะอยู่ร่วมกันได้อย่าง ร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าคนไทย
ไม่เห็นความสำคัญ ของพุทธศาสนาก็เรียกว่า ล้มลงแล้วทั้ง ๒ สถาบัน...
"


สรุปภารกิจ แผนขั้นที่ ๒


ดังได้กล่าวไปแล้วว่านี้เป็นแผน "เกาะติดซึมลึก" ดังนั้นการประชุมเพื่อปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา
เพื่อนำเอาพุทธศาสนากลับเข้ามาให้นักเรียนได้เรียนนั้น จึงเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ พระราชวรมุนี
(ป.อ.ปยุตโต) บุคลากรที่ได้จัดวางตัวไว้แล้วนั้น สามารถแทรกเข้าสู่ที่ประชุมและยิ่งไปกว่านั้น
สามารถที่นำเอาหนังสือ "พุทธธรรม" ที่ขบวนการล้มพุทธต้องการปลอมปน ในอนาคต
มาใช้เป็นคู่มือครูในการสอนพุทธศาสนาได้สำเร็จ

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓ "ยาพิษชุบน้ำผึ้ง"


ในปี ๒๕๒๕ ซึ่งประเทศมหาอำนาจประสานงานกับองค์การคริสเตียนฯ เริ่มโครงการ
Change Human Mankind Project
โดยแยกการทำงาน ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ ๑ เรียกว่า
"กลุ่ม BOSTON ทำหน้าที่กลืนเศรษฐกิจ การเมือง ส่วนกลุ่มที่ ๒ ทำหน้าที่กลืนด้านศาสนา
กลุ่มที่ ๑ จะสนับสนุนกลุ่มที่ ๒ ทางด้านการเมือง ในการออกกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มที่ ๒
และทั้งนี้กลุ่มที่ ๒ จะต้องมีหน้าที่นำเสนอ แนวทางสร้างความเชื่อ ทั้งนี้ต้องเอื้อประโยชน์
ให้กลุ่มที่ ๑ พร้อมกันไปด้วย โดยทั้งสองกลุ่ม ใช้รหัสร่วมคือ "เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน"
ในการเคลื่อนไหว ในด้านการเงิน บุคลากรและแผนงาน การวิเคราะห์ จะได้รับการสนับสนุนเต็มที่

สถาบันเทววิทยาแห่งประเทศไทย (คริสเตียน) วิทยาลัยพระคริสตธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้
นาย ส.ศิวรักษ์ ไปเป็นวิทยากรสัมมนาในวันนักบุญซิลแคลร์ ทอมสัน (แหล่งเดียวกันกับที่ออกหนังสือ
แอบอ้างและปลอมปนพระสัทธรรมในพุทธศาสนา ชื่อ "คริสตธรรม- พุทธธรรม" ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว
ตั้งแต่ต้น) ในหัวข้อ "ศาสนากับการพัฒนา" และจัดตั้ง คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา (ศพพ.)
อันมีจุดมุ่งหมายในการปรับปรุงพระธรรมวินัยและองค์กรของ พุทธศาสนาเสียใหม่ ให้รองรับกับสถานการณ์
ในอนาคต ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้วางไว้เรียบร้อยสำหรับอนาคตพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่ง ศพพ.
นี้มีพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาเข้าไปร่วมกับองค์กร ที่จัดตั้งของคริสเตียนนี้ด้วยเช่น พระธรรมปิฎก
(ป.อ.ปยุตฺโต), พระศรีปริยัติโมลี, พระไพศาล วิสาโล, นายประเวศ วะส
ี และอีกหลายๆ คนที่มีอุดมการณ์วิบัติ
ที่ทำให้รัฐธรรมนูญในประเทศไทยปัจจุบัน ไม่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติและรัฐจะต้องสนับสนุน
ศาสนาอื่นด้วยซึ่งแต่ก่อนมาไม่เคยมี พร้อมกันนั้น จะต้องออกกฎหมายเปลี่ยนแปลง
ระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทย (มหาเถรสมาคม) กฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองฯ
มีการสร้างสถานการณ์ทำลายคณะสงฆ์และพระราชาคณะทุกรูปแบบ
อันสร้างความแตกแยก ในพุทธศาสนาอยู่ในเวลานี้ (๒๕๔๒)

ซึ่งสิ่งน่าสังเกตุก็คือ ภายหลังมีการจัดตั้ง ศพพ. ขึ้น พุทธศาสนาได้ถูกโจมตีทุกรูปแบบ
พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาที่ได้รับการยอมรับนับถือศรัทธาจากประชาชน
ถูกกล่าวโทษจับสึก หนังสือพิมพ์หลายฉบับ เริ่มโจมตี และลงข่าวบุคลากรในพุทธศาสนา
อย่างจาบจ้วงเสียหาย ตลอดเรื่อยมาและทวีความรุนแรง ขึ้นเรื่อยๆ

จึงเจือสมกับการให้สัมภาษณ์ของนาย ส.ศิวรักษ์ (อ้างไปแล้วแต่ต้น) ว่า มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้รับ
การสนับสนุนจากองค์กรคริสเตียน นี่คือการเปลี่ยนแผนงานและการเริ่มดำเนินการทางด้านพุทธศาสนา
อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งก็คือ ในปีเดียวกันนั้น (๒๕๒๕)
เป็นปีที่ประเทศมหาอำนาจ เริ่มใช้แผน Change Human Mankind Project
โดยเป็นนโยบายของ สันตปาปา ได้จัดตั้งรางวัล "สันติภาพ" (ปรากฏตาม
คำแถลงของ Mr. A. Badran รองผู้อำนวยการใหญ่ Unesco วันที่ ๒๐ ธ.ค.๒๕๓๗)
ซึ่งช่วงเวลาปี ๒๕๒๕ นั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็ได้รับ
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
(มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย) ด้วย


ปี ๒๕๒๕
เป็นระยะเดียวกับที่มีการโจมตีพุทธศาสนาโดยกลุ่มศาสนาคริสเตียนนั้นได้มีการปลอมปน
คำสอนของคริสเตียน ลงในหนังสือ "พุทธธรรม" ด้วยการปรับแปลงนั้น ทำให้มีความหนาถึง ๑๑๔๕ หน้า
ซึ่งเดิมมีเพียง เนื้อหา ๒๐๖ หน้าเท่านั้น และได้ทำการพิมพ์ ออกสู่สาธารณะ แต่เน้นหนักในด้าน
สถาบันศึกษาโดยเฉพาะวิทยาลัยครู โดยมีบริวารของ นายบุญสม มาร์ติน อดีต รมว. ศึกษาธิการ
ซึ่งเป็นคริสเตียนเป็นผู้ประสานงาน

ที่สำคัญและน่าสนใจซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำหรับท่านผู้อ่าน สามารถนำไปค้นคว้าหาความจริงได้
ก็คือ พ.ศ.๒๕๒๗ สันตปาปา จอนห์ ปอลล์ ที่ ๒ ประมุขแห่งคริสต์ศาสนาคาทอลิค
ได้เดินทางมายังประเทศไทย ผู้ที่ถูกกำหนดโดยเฉพาะเจาะจงให้เป็น ล่ามฝ่ายสงฆ์ คือ
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)


ปีต่อมา ๒๕๒๘
พระอุดรคณาภิรักษ์ (กิตฺติวุฑฺโฒ ภิกขุ) ผู้อำนวยการจิตตภาวันวิทยาลัย จ.ชลบุรี
ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านอภิธรรม อย่างหาตัวจับได้ยากยิ่งในประเทศไทยยุคนั้น
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติทางจิต (สมาธิจิต)

เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนได้ถูกแจ้งข้อหาว่า ปฏิบัติผิดพระธรรมวินัย
มีหนังสือพิมพ์มติชน เป็นแกนนำ ได้เสนอข่าวโจมตีจนเป็นที่เสื่อมเสียในวงการ
เป็นการทำลายภาพพจน์ของพระพุทธศาสนาโดยองค์รวม

(โดยเน้นหนักเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องการเงิน หรือกรณี ปรับอาบัติปาราชิก พระภิกษุในพุทธศาสนา
ซึ่งใช้กรณีนี้เป็นเครื่องมือทำลายคณะสงฆ์ไทยตลอดมา) เป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งต่อมา
ได้มีการทำลายพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ซึ่งสั่งสอนการปฏิบัติทางสมาธิจิตทุกองค์

ที่เป็นที่ศรัทธาของประชาชนตลอดมาอย่างต่อเนื่อง นี่คือผลงาน การทำลายพุทธศาสนา
เจตนาจะให้มีการ สึกพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการทำลายชื่อเสียง
และภาพพจน์ในพุทธศาสนา แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากมิได้มีความผิด
แต่อย่างใด (ตรวจสอบข้อมูลได้ที่หอสมุดแห่งชาติ) เรื่องก็เงียบหายไป นสพ. ดังกล่าวนั้น
ก็มิได้ขอขมาลาโทษต่อพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งตนและพรรคพวกนำความเสียหายมาให้

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นไปตามขั้นตอน และ Time Table ของแผนงาน เป็นการทดสอบ
ปฏิกริยาของประชาชน ที่เป็นพุทธศาสนิกชน อันเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ทั้งยังเป็นการทดสอบอำนาจพลังของสื่อมวลชน ในการยึดครองพื้นที่ทางสมอง
ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในอนาคตอีกด้วย


ใน พ.ศ.๒๕๒๘
สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ได้ขอจัดพิมพ์ "พุทธธรรม" โดยระบุว่าเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒ (เฉพาะครั้งนี้เท่านั้น
ที่มีการอ้างอิงถึงในหนังสือพุทธธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๗ พ.ศ.๒๕๔๑)

ในปี ๒๕๒๙
บุคคลร่วมในการดำเนินการพิมพ์ครั้งที่ ๓ (๑๑๔๕ หน้า) ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มสำคัญ
เพราะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการร่วมจัดทำหนังสือ "พุทธธรรม" และทำความเสื่อมเสียภาพพจน์
ต่อคณะสงฆ์และพุทธศาสนาทั้งประเทศทั้งโดยตรง แเละโดยรวมซึ่งจะเริ่มจากจุดนี้ เป็นหลัก คือ
๑. นายระวี ภาวิไล
๒. นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ ปัจจุบันคือ อนุกรรมการร่าง พรบ.สงฆ์ฉบับใหม่
๓. นายณรงค์ หอมจันทร์
๔. พ.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธ์ (เริ่มจัดรายการ"ธรรมร่วมสมัย" ๒๕๔๐)
๕. นายทรงวิทย์ แก้วศรี
๖. มูลนิธิพุทธธรรม



แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Feb 10, 2010 10:47 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 4:23 pm

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9530000018621

ซ้ำรอยอัลไพน์!ร้อง"ถาวร"เจ้าอาวาสโอนขายที่วัด


9 กุมภาพันธ์ 2553 14:55 น.


นายกิตติศักดิ์ แสนทวีกุล



ใบบอกบุญซื้อที่ดินถวายวัด

ตัวแทนคณะศรัทธาธรรมชาวลำพูน เข้ายื่นหนังสือร้องขอให้ "ถาวร เสนเนียม" ช่วยสั่งการ
สนง.ที่ดินอำเภอป่าซาง โอนที่ดินคืนวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ตามศาลสั่งเป็นที่ดินโฆฆะ
หลังพระครูวิธานวรการโกงที่ดินบริจาควัดนำไปขายให้กับคนอื่นแทนที่จะโอนให้
วัดตามที่ประชาชนมีจิตศรัทธานำถวาย


วันนี้(9 ก.พ.)นายกิตติศักดิ์ แสนทวีกุล ได้รับมอบหมายจากนายสุรศักดิ์ ณ เชียงใหม่ ให้เป็นตัวแทน
เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
กรณีพระครูวิธานวรการ (พระครูสมาน ธรรมหมื่นยอง) เจ้าอาวาสวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว
ต.บ้านเรือน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน กระทำการอันเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการร้ายแรง
โดยได้โอนขายที่ดินที่ชาวบ้านร่วมกันซื้อเพื่อถวายวัด อันเป็นที่ธรณีสงฆ์จำนวน 7 แปลง
เนื้อที่ 21 ไร่ ไปให้บุคคลอื่น ผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค มีเจตนาทุจริต

โดย นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีแล้ว โดยคณะศรัทธาธรรม
ได้มีการออกใบบอกบุญเชิญชวนซื้อที่ดินถวายวัด ณ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว
ต.บ้านเรือน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เนื่องจากบริเวณวัดคับแคบไม่เป็นสัดส่วนจนบางครั้งทำให้
ญาติโยมไม่สะดวกแก่ การปฏิบัติศาสนกิจ ซึ่งได้มีเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงเขตธรณีสงฆ์
วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ได้แสดงความจำนงค์ขายที่ให้วัด เพื่อประโยชน์จากที่ดินแปลงนี้
จนมีการบอกบุญและรวบรวมเงินซื้อที่ดินถวายวัด ซึ่งเมื่อได้ซื้อที่ดินมาบางส่วนก็ได้ทยอย
โอนให้กับพระครูวิธานวรการ เนื่องจากพระครูฯได้แจ้งว่าให้ญาติโยมโอนเป็นชื่อพระครูฯ ก่อน
เมื่อซื้อได้ครบตามจำนวนที่ต้องการแล้วพระครูฯ จะโอนให้กับทางวัดเอง แต่เมื่อครบจำนวน
พระครูฯบ่ายเบี่ยง ทางเราจึงไปร้องเรียนต่อเจ้าคณะจังหวัดลำพูน เพราะมองว่าพระครูวิธานวรการ
มีเจตนาทุจริต ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดลำพูนได้เรียกพระครูฯไปพบและ พระครูฯได้รับสารภาพยอมรับว่า
กระทำการขายที่ดินให้บุคคลภายนอกไปแล้ว จำนวน 7 แปลง จึงให้เซ็นต์ยอมรับว่าได้ขายที่ไปจริง
และมีการฟ้องร้องในคดีอาญาต่อศาลจังหวัดลำพูน และศาลได้พิพากษาสั่งให้การโอนที่ดินดังกล่าว
เป็นโฆฆะให้ส่งมอบคืนวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว

นายกิตติศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เวลาได้ล่วงเลยมากว่า 10 ปีแล้วแต่พระครูวิธานวรการยังคงอยู่ในผ้าเหลือง
ไม่มีการลงโทษให้สึกหรือมีการกระทำใดทั้งทางอาญา และทางวินัยสงฆ์ ตนจึงเป็นตัวแทนเข้ายื่นหนังสือ
ต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ช่วยติดตามที่ดินวัดคืน โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังสำนักงาน ที่ดินอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
เพื่อพิจารณาเร่งรัดดำเนินการโอนที่ดินคืนวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียวโดยเร็ว

"คณะศรัทธาธรรมมีความคลางแคลงใจกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ดิน และเสื่อมศรัทธา
ต่อพระครูวิธานวรการ ทั้งที่มีความผิดแต่เพราะเหตุใดพระชั้นผู้ใหญ่ไม่ลงโทษ หรือดำเนินการอะไร
กับพระครูธวิธานวรการเลย เราต้องการให้สึกออกไป และให้ลงโทษทางอาญาด้วย และเอาที่ดินคืนกลับมา
ให้เป็นของวัดตามที่ศาลสั่งด้วย"นายกิตติศักดิ์ กล่าว

http://www.saddhadhamma.org/aboutme.php


http://www.saddhadhamma.org/Eagle/pand13.htm
กิจกรรมของมูลนิธิกลุ่มศรัทธาธรรม


มูลนิธิฯ มีโครงการส่งเสริมและเผยแผ่ธรรมในหลายรูปแบบ
ทั้งโครงการเผยแผ่ธรรมทางหนังสือ “อริยธรรม”
ออกเผยแผ่ปีละ ๒ ครั้ง ในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม การเผยแผ่ธรรมทางวิทยุในรายการ
แสงธรรมนำชีวิต” ออกอากาศทุกวันเสาร์- อาทิตย์ เวลา
๐๕. ๓๐ - ๐๖. ๐๐ น. ทางสถานีวิทยุ ทหารอากาศเชียงใหม่
เอ. เอ็ม ๑๓๒๓ กิโลเฮิร์ท
การเผยแผ่ธรรมทางอินเตอร์เน็ตทางเว็บไซด์
www.geocities.com/cmdsg.geo/index.htm. โครงการ
ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันเสาร์
โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชน


http://www.saddhadhamma.org/Eagle/noun.htm

http://www.banruan.org/NewsInfo.aspx?NewsID=00000002&NewsGroupID=0004

ประวัติและความสำคัญของวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว
:: 02/12/2007

วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ตั้งอยู่เลขที่ 102 หมู่ที่ ตำบลบ้านเรือน อำเภอ
ป่าซาง จังหวัดลำพูน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดนี้มีตำนานบอกเล่าประวัติของ
วัดว่าเป็นที่บรรจุพระเกศาของสมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า และภายในวัด
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งเดิมมีชื่อเรียกองค์พระพุทธรูปหลายชื่อ ต่อ
มารองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มีหนังสือลงวัน
ที่ 25 เมษษยน 2537 ขอพระราชทานนามพระพุทธรูป ซึ่งราชเลขาธิการ สำนัก
ราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง มีหนังสือลงวันที่ 29 มกราคม 2538 แจ้งมา
ว่า “มีพระราชกระแสว่านาม “พระเจ้าตาเขียว” เป็นนามที่ประชาชนนิยม
มากกว่า” จึงเห็นควรให้ใช้เป็นชื่อของพระประธานประจำวัดบ้านเหล่า

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://72.14.235.132/search?q=cache:SL3s5Xw6q5EJ:www.saengtham.ac.th/index.php%3Foption%3Dcom_content%26view%3Darticle%26id%3D72%26Itemid%3D74+%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1,%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C,%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&cd=2&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

วิสัยทัศน์ สาขาเทววิทยา
เขียนโดย Administrator
วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2008 เวลา 16:%i น.

คณะศาสนศาสตร์ สาขาวิชาเทววิทยา
วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย เป้าประสงค์
วิสัยทัศน์

คณะศาสนศาสตร์ วิทยาลัยแสงธรรม
เป็นแหล่งข้อมูลทางเทววิทยามุ่งพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวทางพระศาสนจักร
เพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นผู้นำด้านศาสนา มีความเข้าใจในวัฒนธรรม มีคุณธรรม จริยธรรม
ในการอภิบาล การประกาศข่าวดี และการอุทิศตนรับใช้พระศาสนจักรและสังคม


พันธกิจ

  1. พัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ตามแนวศาสนาคริสต์อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. พัฒนาและเสริมสร้างบุคลากรให้มีความเข้าใจในวัฒนธรรม มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีในการอภิบาลและการประกาศข่าวดี
  3. ส่งเสริมการค้นคว้าและวิจัยศาสนาคริสต์และเนื้อหาต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีในศาสนา
นโยบาย

  1. พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเป็นระบบโดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
  2. ส่งเสริมการใช้สื่อ เทคโนโลยี นวัตกรรม ตำราที่ทันสมัยและเอื้อต่อการเรียนรู้
  3. สนับสนุนการแสวงหาความรู้ และการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นผู้นำด้านศาสนา และให้บริการแก่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น ในการพัฒนาด้านจิตใจด้วยกระบวนการที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาปัจจุบัน
  5. ส่งเสริมให้รู้จักสิทธิและหน้าที่การเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
    ตามระบอบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ดำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย

  6. เสริมสร้างให้บุคลากรและนักศึกษามีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันและต่อสถาบันการศึกษาอื่น บนพื้นฐานของการให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกัน
เป้าประสงค์

  1. มีหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอนตามแนวศาสนาคริสต์
  2. บุคลากรทุกคนมีการพัฒนาตนเองให้มีความเข้าใจในวัฒนธรรม มีคุณธรรม จริยธรรมและเป็นแบบอย่างที่ดีในการอภิบาล และการประกาศข่าวดี
  3. เป็นแหล่งรวบรวมผลงานวิจัยทางด้านศาสนาและเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่สนใจศึกษา


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Tue Feb 09, 2010 10:35 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 9:30 pm

ยื่นคำร้องศาลห้ามวิจารณ์คดียึดทรัพย์
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 12:57
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร เดินทางไปศาลฎีกา
เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลคำสั่งห้ามไม่ให้คณะบุคคล วิพากษ์วิจารณ์ในคดียึดทรัพย์


ใคร มี ประวัติ ลูกสาวทักษิณ บ้าง น้อง พิณ หรือ แพร หวา

ดีลชินคอร์ป-เทมาเส็ก โมฆะ !?!

“สุวรรณ วลัยเสถียร”จากมือกฎหมายสู่ถนนการเมือง

หากจะถามว่าเมื่อครั้งที่ “ สุวรรณ วลัยเสถียร ” มีบทบาทโดดเด่น สะดุดตามากเท่ากับบทบาท
ในฐานะ “โฆษกประจำตระกูลชินวัตร ”หรือไม่ คงต้องบอกว่าต่างกันลิบลับ..!

แม้คนอย่างสุวรรณ วลัยเสถียร จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย
เมื่อ 8 ปีก่อนก็ตาม
แต่แวดวงการเมือง กลับไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดหรือทำได้ดีที่สุด
หากเทียบกับความรู้ ความช่ำชองในเรื่อง “หลบเลี่ยงภาษี”จนสามารถสร้างความร่ำรวย
ให้เศรษฐีจากชั้นกลางก้าวขึ้นสู่ระดับ “มหาเศรษฐี”นั้น มีมากกว่าหลายเท่าตัวนัก
จนบรรดานักธุรกิจในประเทศไทยต่างให้การยอมรับอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม ดร.สุวรรณ เคยได้รับโอกาสทองจากนายกฯทักษิณ ให้เข้ามานั่งบริหารงาน
ในครม. ในช่วง เดือนก.พ. 2544 ฐานะ รมช.พาณิชย์ ว่ากันว่าเก้าอี้สำคัญด้านเศรษฐกิจครั้งนั้น
เสมือน “รางวัล” การปูนบำเหน็จหลังจากที่ดร.สุวรรณ ปฏิบัติภารกิจใหญ่สำเร็จ นั่นคือ
การช่วยนายกฯทักษิณ และครอบครัวชินวัตรจากคดี “ซุกหุ้นรอบแรก”
โดยซุกซ่อนทรัพย์สินและหุ้นฝากไว้ในมือ คนรับใช้ คนสวน คนในบ้าน
อย่างแนบเนียน
ซึ่งการเข้ารับตำแหน่งที่กระทรวงพาณิชย์ของดร.สุวรรณ
ในช่วง “ทักษิณ1”นั้นต้องบอกว่ามีผลงานที่โดดเด่นไม่เสียชื่อเซียนการเงิน

...

ชื่อเสียงของดร.สุวรรณยังไปปรากฏตามข่าวหน้าสังคมทั้งในฐานะกิจกรรมส่วนตัว
และต่อมาได้เปิดตัว “ชมรมคนออมเงิน”ครั้งแรกในวันที่ 14 ธ.ค.2547 เพื่อมุ่งหวังส่งเสริมสมาชิกออมเงิน
ให้ครอบครัวมีเงินออมที่พอเพียง ผ่านการเผยแพร่ความรู้ในเชิงทรัพย์สินทางปัญญาและ IT
กิจกรรมดังกล่าวค่อนข้างได้รับการขานรับเป็นอย่างดี จากสังคม เนื่องจากประธานชมรมฯ
อย่างดร.สุวรรณ สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดีในการนำ “เงินต่อเงิน”จนได้ผลกำไรงอกงาม

ขณะที่เวลาอีกส่วนหนึ่งได้ใช้ไปกับการเขียนหนังสือ คู่มือสร้างความร่ำรวย
หลายต่อหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “พ่อรวยสอนลูก”, “พ่อสอนลูกให้รวย”
หรือเล่มล่าสุด “สอนเมียให้รวย” ที่ล้วนแล้วแต่เปิดเผยกลยุทธ์การออม
อย่างชาญฉลาดและเทคนิคการเสียภาษีให้น้อย....คุณได้อ่านกันบ้างรึยัง ?!


http://www.cabinet.thaigov.go.th/pol44_1127.htm

มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ในท้องที่แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

ให้แก่นายกวี อังศวานนท์ ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ พ.ศ. ....
คณะ รัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนที่ดิน
ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน


ในท้องที่แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ให้แก่นายกวี อังศวานนท์

ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ พ.ศ. ....(โอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ในท้องที่แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๘๔ ตารางวา
ให้แก่นายกวี อังศวานนท์ ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพื่อดำเนินโครงการพระราชดำริ

ตามทฤษฎีใหม่ในการปลูกผักปลอดสารพิษ) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว

ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอและให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎาพิจารณา
แล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป


สุวรรณ วลัยเสถียร เป็นนักกฎหมาย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพานิชย์ ... ศ. 2488
อายุ 61 ปี สมรสกับคุณดวงใจ มีบุตรชาย 2 คน นับถือศาสนาคริสต์คาทอลิก


http://keytorich.tripod.com/page3.htm
http://keytorich.tripod.com/download/kingword1.pdf

พระราชดำรัสในหลวง

30 ข้อคิดของการดำเนินชีวิต น่าสนใจและยังทันสมัยมากๆ
หลายคนสงสารเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่ไปฟังคนดัง
ผู้สังสอนในทางศาสนาและพวกลัทธิเทียมเท็จที่ไร้ยางอาย
เอาคำพูดของพระองค์ท่านมาอ้างเป็นคำพูดตัวเอง


หัวข้อ : พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต"
ข้อความ : > >Subject: พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับปล่อย เขาฟุ้งไปตามสบาย
3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น
4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดีให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง"แต่อย่าให้ถึง"สาม"
11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือ สิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
17. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
18. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
19. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
20. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้"
ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
21. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอเพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ ,
ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน
หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
22. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจ ในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ
มากกว่าเสียใจใน สิ่งที่ทำไปแล้ว
23. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
24. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
25. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้ง สิ้น
26. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
27. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
28. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
29. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
30. คุณกำลังทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?

http://www.ee43.com/board/topic/1180.html

http://board.palungjit.com/f13/36-%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-6815.html

36 แผนที่ชีวิตของพ่อ( พระบรมราโชวาทจากในหลวง)


1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
http://www.newmana.com/yabb/index.php?action=printpage;topic=1698.0

2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญา และความกล้าหาญ
3. เพื่อนใหม่ คือของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อนเก่า หรือ มิตร คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า ขอบคุณให้มากๆ
7. รักษา ความลับ ให้เป็น
8. ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง
9. ฟังให้มาก แล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่า เป็นจริง
11.หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน
15. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า ขอโทษ
16. อย่าอายหากจะบอกใครว่า ไม่รู้
17 ระยะทางนับพันกิดลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
19 การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
23. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด
25. เหรีญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับล้มเหลว
26. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ ( อย่าใจร้อน)
29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด
31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ
32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33. ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน บันไดสูง
34. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36. ระเบียบวินัย คือคุณสมบัติ ที่สำคัญในการดำเนินชีวิต
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ของปลอมครับ ข้อความ แปลมาจากบทความจากหนังสือต่างประเทศ
ชื่อ Life's Little Instructions ของ H. Jackson Brown Jr.
ซึ่งเขียนเป็นคำแนะนำเป็นข้อๆ
ให้แก่ลูกชายชื่อ "อดัม" เมื่อคราวจากบ้านไปเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

อ้างอิง:
http://www.ee43.com/board/topic/1180.html

ความคิดเห็นที่ 2
100 | อ่าน คิด พิจารณา เคยเข้าพันทิป.คอมกันไหมครับ ผมว่าในฐานะคนเล่นเน็ต
คงไม่ต้องอธิบายว่าเว็บนี้ยิ่งใหญ่และเป็นแรงเคลื่อนให้กับสังคมไทยในยุคข้อมูลข่าวสารได้ขนาดไหน
ถ้าใครไม่เคยเข้าไปคุยในคาเฟ่ ไม่ว่าจะเฉลิมไทย จตุจักร ราชดำเ้นิน ฯลฯ ว่างๆ ก็ลองแวะเข้าไปอ่านสิครับ
แล้วจะรู้ว่าอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีแค่ MSN

ส่วนคนที่เข้าไปอ่านบ่อยๆ ก็คงเข้าใจความหมายของย่อหน้าแรกดีแล้ว ดังนั้นผมจะไม่อธิบายละกันว่า
ที่นั่นมันเจ๋งยังไง มันน่าสนใจเพียงใด แต่วันนี้ ในฐานะสื่อเล็กๆแห่งนี้ ผมขอทำหน้าที่สื่อที่ดีสักครั้งครับ
ด้วยการช่วยกระจายข่าวเล็กๆ ที่คุณจะไม่มีวันได้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือทีวี
(เพราะเขาอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับไม้บรรทัดของผมบอกว่า ..เรื่องนี้สำคัญมากๆ)

นั่นคือ เรื่องกระแสพระราชดำรัสปลอม ที่ถูกส่งต่อกันทางอีเมลครับ
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนยิ่ง พอๆ กับกรณีพระราชอำนาจเลยทีเดียว

เพียงแต่ว่ามันไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง ไม่มีใครได้เสียผลประโยชน์
แต่กลับมีผลกระทบยิ่งใหญ่แบบที่คุณเองก็ไม่มีทางรู้ตัว
เหมือนเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวแหละครับ

ดังนั้น ย้ำอีกทีว่าในฐานะที่บล็อกนี้ก็เป็นสื่อก็จะขอเผยแพร่ความจริงให้คุณที่นั่งอยู่หน้าคอม
ให้ช่วยเอาไปบอกต่อๆ กันด้วย

ข้อความข้างล่างนี้ผมแทรกลิงค์อ้างอิงไว้เยอะแยะ เพื่ออรรถรสในการทำความเข้่าใจ
เวลาเอ่ยถึงข้อมูลตรงไหนก็ให้คลิกลิงค์เข้าไปดูกันเอง

ผมอาจใช้เวลาเขียนไม่มาก จึงมิได้ขัดเกลาความสุภาพของภาษา
หากผิดพลาดประการใดช่วยชี้แจงไว้ด้วยนะครับ



เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงก่อนหน้านี้ ได้มีการเผยแพร่ Forward Email ที่จ่าหน้าซองอ้างว่าเป็น
พระราชดำรัสของในหลวง ข้อคิดในการดำเนินชีวิต ๓๗ ประการ ผมก็ได้รับจดหมายฉบับนั้นครับ
อ่านครั้งแรกก็บอกตามตรงว่า.. แปลก (ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า) ผมแปลกใจตรงที่ว่า
รูปแบบของสำนวนหลายๆ ข้อในนั้น
ทำไมช่างขัดกับพระราชดำรัสของพระองค์

และแนวคิดต่างๆ ในการดำเนินชีวิต ที่ทรงพระราชทานมาให้คนไทยรู้จักกินอยู่อย่างพอเพียงเหลือเกิน
เพราะบางข้อ ผมว่าแปลกเกินไป และสำนวนเหมือนแปลมาจากหนังสือขายตรงจริงๆ
อย่างข้อ ๑๑ ที่ว่า “อย่าวิจารณ์นายจ้าง
ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกซะ”
นี่… นี่มันสำนวนฝรั่งชวนไปขายแอมเวย์นี่นา!


ผมเคยอ่านพ่อรวยสอนลูกจนจบ ก็สรุปได้ว่า ผมโคตรไม่ชอบแนวคิดแบบในหนังสือเลยครับ
ในนั้น ผู้เขียนเหยียดแนวคิดการอยู่อย่างสมถะ ย้ำซ้ำๆ หลายครั้ง (เหมือนสะกดจิตคนอ่าน)
แล้วบอกให้นำเงินไปลงทุน! เอาไปเสี่ยงกับการเล่นหุ้นสิ! แล้วคุณจะพบความรวย-รวย-รวย

ไอ้หนังสือแบบนี้แม่งขายดีได้ไงวะ :08:

ต่อมา ผมก็ยังคงได้รับอีเมลที่แนบเนื้อหาเดียวกันส่งมาอีกเรื่อยๆ เพียงแต่มาในรูปแบบที่ต่างๆ กัน
กล่าวคือ บางฉบับมีแนบพระบรมฉายาลักษณ์มาด้วย บางฉบับดูรู้เลยว่าสแกนมาจากโปสเตอร์
ที่เขาคงเอาไปพิมพ์แปะผนังบ้านเป็นมงคลชีวิต อันนั้นไม่แปลกหรอกครับ .. ที่แปลกก็คือ
ทำไมจำนวนข้อของพระราชดำรัสจึงลดลงเรื่อยๆ
แต่เดิมผมว่า ผมอ่านเวอร์ชั่น ๓๗ ข้อ ทำไมต่อมา
ก็ลดลงเหลือ ๓๐ ข้อบ้าง ๒๐ กว่าข้อบ้าง


จนในที่สุด มีบริษัทเอกชนบริษัทนึงครับ ชื่อ King Power
ได้จัดทำสายรัดข้อมือขึ้นมา แน่นอนครับว่าเพื่อการกุศล
(ใครบังอาจหากินกับเรื่องนี้ก็ไม่รู้จะได้ขึ้นมาจากนรกเมื่อไหร่)
แล้วในนั้นก็มีแผ่นพับที่บอกว่าเป็นพระราชดำรัส ๑๙ ข้อ
ของในหลวง แนบมาด้วย


อ้าว.. ไหงเหลือ ๑๙ ข้อล่ะ?

แผ่นพับที่แนบไปกับสายรัดข้อมือจำนวน ๑ ล้านเส้นนี้ถูกผลิตและเผยแพร่ไปทั่วประเทศไทย
เพียงชั่วข้ามคืน.. ข้อความดังกล่าวก็เหมือนกับถูกประทับตรารับรองมาตรฐานว่า เป็นของแท้
แน่นอน.. ทุกคนคิดเหมือนกันว่า งานระดับนี้
ใครจะไปกล้าทำอะไรชุ่ยๆ จริงไหมครับ..แต่ King Power ทำ!!


การนี้เองจึงเกิดเป็นคดีป่วนหนึ่งคดี ที่มีนายคนนึง (ใช้หลายชื่อล็อกอินมาก) เข้ามาโต้แย้งกับใครๆ
ว่าตนได้โทรไปถามทาง King Power แล้วและได้รับการยืนยันว่านั่นเป็นของจริง
ก็เลยพยายามจะบอกกับทุกคนทั้งด้วยเหตุผลและด้วยโทสะ ว่าเฮ้ย มันเป็นของจริงนะ
ก็เถียงกันไปเถียงกันมาแบบข้างๆ คูๆ กับชาวพันทิปที่เหลือทั้งหมดแหละครับ

แล้วความจริงก็ปรากฎ คือมีคนพยายามบอกว่า
มันเป็นคำแปลมาจากแผ่นพับให้ข้อคิดของฝรั่งนี่นา
ประมาณว่าเป็นคำคมแบบโฆษณาเหล้า
ยี่ห้อจอห์นนี่เดินเล่นนั่นแหละ


ถึงแม้หลักฐานในกระทู้ที่ว่า จะโคตรชัดเลย แต่นายคนนี้ก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองเข้าใจผิด
(จริงๆ แล้วเข้ามาขอโทษซะก็จบ) ยังมีการเปลี่ยนชื่อ เข้ามางุ้งงิ้งในคาเฟ่ต่างๆ จนคุณ PANTIP.COM
ต้องเข้ามาปิดคดีด้วยตนเอง (คลิกอ่านความเห็นที่ ๓๖) จนกระทู้ปิดคดีนี้ ก็กลายเป็นกระทู้ในตำนาน
ของพันทิปไปอีกครา (คิดดู เล่นเน็ตมากี่ปี เพิ่งเคยเห็นผู้ใช้ล็อกอินชื่อ PANTIP.COM เข้ามาโพสต์ .. โอ้ววว)

ผมอ่านติดตามดูแล้วก็ไม่เห็นว่านายคนนี้จะมีความผิดร้ายกาจอะไรนักหนา ก็แค่คนนึงที่ยึดมั่น
กับข้อมูลที่ตนได้รับมา และพยายามปกป้องความคิดอันนั้น เราทุกคนรักในหลวงครับ
ผมว่าผมไม่ต้องเขียนประโยคนี้ เราก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ก็อย่างที่แนบรูปประกอบไปว่ารักได้
แต่ต้องแสดงออกให้เป็น สิ่งนี้สำคัญพอที่จะทำให้ตาคนนั้นหมดอนาคตทางสังคมอินเทอร์เน็ตไปเลย

เรื่องของเรื่องมันก็เป็นอย่างที่เล่ามานี่แหละครับ ผมอยากให้ช่วยกันเผยแพร่ บอกต่อกันเยอะๆ
นิสัยคนเราเรียนกันแต่ผูก ไม่ค่อยมีใครเรียนแก้กันครับ เพราะมันเหนื่อย สายรัดข้อมือ ๑ ล้้านเส้น
ที่มีข้อความดังกล่าว (ซึ่งผิด) ถูกกระจายไปแล้วทั่วประเทศ อย่างน้อยๆ ก็พวกเรานี่แหละครับ
ที่จะช่วยเป็นแรงเบรคให้ แม้สักนิดก็ยังดี
ที่ผมเขียนมานี่ (ด้วยเรื่องที่เสี่ยงขนาดนี้)
ก็ถือเป็นการทำอะไรสักอย่างเพื่อพระองค์ท่าน
หวังว่าคงดีกว่า การไปประกาศปาวๆ ว่ารักในหลวง
แต่ก็ยังนั่งหน้าด้านหน้ามันอยู่บนเก้าอี้
โกงบ้านกินเมืองไปวันๆ ใช่ไหมครับ


นับวัน เราก็ได้เห็นกรณีศึกษาเรื่องผลเสียของการอ่านแล้วไม่คิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งในวงการอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่มผู้ใช้ในบ้านเรามาขยายวงกว้างเอาในวัยที่ยังคิดไม่สุก
จึงทำให้บรรดา fwd mail ลูกโซ่แบบแนบเนียนๆ หลอกลวงที่มาพร้อมโวหารน่าเชื่อถือ
และจุดชนวนให้คนไทยเกลียดมาเลย์บ้าง เกลียดขั้วตรงข้ามทางการเมืองบ้าง ฯลฯ
เราในฐานะผู้ใช้ จึงควรมีวัคซีนป้องกันกันหน่อย ซึ่งวิธีรับมือง่ายๆ ก็แค่คำสั้นๆ


อ่าน
คิด
พิจารณา

.

ป.ล.
วันนี้ เพียงส่ง SMS เว้นวรรค ตามด้วยห่าเหว แล้วส่งไปที่รายการข่าวทางทีวีที่มีอยู่ทุกช่อง
ทั้งวันและทุกวัน ก็ทำให้ใครๆ ก็เป็นสื่อมวลชนได้ … แต่! จะเป็นสื่อที่ดีหรือเปล่า ตรงนี้สิน่าห่วงครับ
ความเสรีในการแสดงออกทางความคิดเห็นนั้นมันวิ่งล้ำหน้าเส้นวิจารณญาณไปแล้ว
ดังนั้นทีวีในวันนี้ก็ไม่ต่างจากเว็บบอร์ด ที่ใครก็พ่นอะไรก็ได้ แล้วก็ปัดตูดหนีไปซะ
ดังนั้นดูแลกันดีๆ หน่อยนะครับทั่นๆ

ป.อ.
ขอบคุณสโลแกน “อ่าน คิด พิจารณา” ของพี่โอ้เอ้ครับ ดูเป็นแคนโต้ที่ต้องหยุดคิดดี
ผมเลยขอยืมคำนี้มาใช้เป็นหัวข้อบล็อกหน่อยนะ (วันไหนพี่เข้ามาอ่านจะได้สะดุ้งไง)

ป.ฮ.
- ประกาศเตือนจากฮอตเมว ว่าบริษัทจะปิดให้บริการแอคเคาท์ของคุณ
วิธีแก้ก็คือจะต้องทดสอบว่าจดหมายฉบับนี้จะถูกส่งต่อได้ไหม
ทางเล็กนิ่ม (Micr๐s๐ft) จึงขอให้คุณส่งต่อไปอีก ๑๘ ฉบับ บลา บลา บลา
- เล่าเรื่องผีมาจนจบ แล้วบอกให้ส่งต่ออีกหลายๆ ฉบับ ไม่งั้นตาย
- มีของดีให้ดู แต่ต้องส่งจดหมายนี้ต่อไปอีก พอส่งแล้วให้กด Alt+8 แล้วจะโอ้เย
- ช่วยกันแบนสินค้าของประเทศนั้นประเทศนี้ และช่วยกันส่งต่อๆ หน่อยนะ
- ส่งต่อจดหมายฉบับนี้อีก ๒๐ ฉบับ แล้วรอรับจดหมายตอบกลับ เอาไปแลกเงินได้
- ฯลฯ
เคยเห็นกันไหมครับข้อความลักษณะเดียวกันนี้ ..ใครเชื่อและทำตาม ถือว่าควายครับ
รู้ไว้ด้วยว่าคนที่เขาได้รับน่ะ (โดยเฉพาะผม) แม่งโคตรรำคาญเลย


ที่มา :
http://www.iannnnn.com/?p=102

ความคิดเห็นที่ 13
ความคิดเห็นที่ 12

คุณแอ๊ดปากเกร็ดครับ ผมทำงานอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เช็คข้อความข้างต้นกับ
สำนักพระราชวังแล้ว ขอยืนยันว่าไม่มีพระราชดำรัสแบบนี้ครับ

ที่มาของข้อความทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากกลุ่มขายตรงเมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว
โดยคัดลอกแปลบทความ จากที่ต่างๆ มาเป็น forward mail
และอ้างเป็นพระราชดำรัส แม้จะไม่ประกาศจุดประสงค์อย่างชัดแจ้ง
แต่ประเมินได้ว่าพยายามโยงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เข้ามาสนับสนุนข้อความ ซึ่งเป็นแนวทางการขายของกลุ่มขายตรงเหล่านี้

ขอยืนยันไว้ที่นี้ว่าเป็นของปลอมครับ

หากคุณแอ๊ดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ก็จิ้มอมยิ้มเมล์มานะครับ

จากคุณ : หมู4X - [ 21 มิ.ย. 47 11:54:46 ]

ที่มา
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K2875994/K2875994.html#12


จริงครับน้องคิว ทาง pantip เองก็เคยมีเรื่องมีราวกัน ถึงขนาดว่าโทรไปถามที่สำนักพระราชวังเลย
ว่าจริงมั้ย ปรากฏว่าไม่เคยมีพระราชดำรัสนี้ครับ ความจริงค่อยปรากฏออกมา

ส่วนใหญ่แล้วคนที่เคยเผยแพร่ พอได้รู้ความจริง อย่างมากก็แค่ลบเว็บเพจ หรือ email
ที่เผยแพร่ออกไป แต่ไม่ยักมีใครกลับไปแก้ข่าว โดยการบอกความจริงกับคนที่เราเคยส่ง
ข้อมูลให้ผิดๆ ทำให้เรื่องนี้ยังมีอยู่ทุกวันนี้ หรืออาจเป็นเพราะพวกเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดกลุ่มนึง
ยังคงต้องการให้เผยแพร่อยู่ก็เป็นไปได้ อาจจะนะ

http://topicstock.pantip.com/library.../K2875994.html
]http://garun.exteen.com/20051024/entry




http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/P3829093/P3829093.htmlhttp://www.nangdee.com/title/?movie_id=603

แล้วความจริงก็ปรากฎ คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์

โพสต์ทูเดย์ — คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์ เรารักพระเจ้าอยู่หัว บกพร่อง
นักท่องเว็บแฉเป็นข้อเขียนฝรั่ง ไม่ใช่พระราชดำรัส จี้ให้แจ้งสังคม หวั่นอ้างผิดต่อไม่รู้จบ

นักท่องเว็บนับร้อยคนได้เข้าไปโพสต์ ข้อความในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แสดงความกังขาว่า
ข้อความซึ่งมูลนิธิคิงเพาเวอร์ได้นำมาตีพิมพ์ในใบรับรองสายรัดข้อมือ หรือริสต์แบนด์เฉลิมพระเกียรติ
เรารักพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้ผลิตออกมาจำนวน 1 ล้านเส้น เพื่อตอบแทนผู้บริจาครายละ 100 บาท
นำรายได้ 100 ล้านบาทขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาส
ที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2549 นั้นไม่ใช่พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้ ตั้งกระทู้ซักถามหลายคนได้ระบุว่า ข้อคิดการใช้ชีวิต 19 ประการที่อ้างมา เช่น อย่าทำลายความหวังของใคร
เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
, ใช้เวลาน้อยในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากกว่าในการคิดว่า
“อะไร” คือสิ่งที่ถูก ฯลฯ นั้น แท้จริงแล้วเป็นข้อเขียนจากหนังสือเรื่อง Life’s Little ซึ่งเขียนโดย

เอช.แจ็คสัน บราวน์ ซึ่งเคยเป็นหนังสือขายดี ตีพิมพ์มาแล้ว 35 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย

บางคนได้ให้ข้อมูลโดย นำตัวอย่างข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาเปรียบกัน
ซึ่งก็พบว่ามีหลายข้อความที่ตรงกัน บางข้อความที่เป็นภาษาไทยก็ตรวจสอบไม่ได้ว่ามีที่มาจากแหล่งใด

ผู้ โพสต์ข้อความจำนวนมากหลายคนได้ระบุว่า ยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมนี้ต่อไป เพราะมีเจตนาดี
แต่ก็ได้ตำหนิมูลนิธิคิงพาวเวอร์ว่า ก่อนจะดำเนินการเรื่องนี้น่าจะตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางมูลนิธิฯ รับผิดชอบ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ เพราะทางมูลนิธิฯ
ได้จัดทำคู่มือนี้ออกไปถึง 1 ล้านเล่ม เกรงว่าจะมีการอ้างอิงกันผิดๆ ต่อไปอีก บางคนระบุว่า
ข้อคิด 19 ประการนั้นบริษัทขายตรงบางแห่งได้นำมาเผยแพร่และอ้างกันต่อๆ มาว่าเป็นพระราชดำรัส

ด้านแหล่งข่าวจากมูลนิธิคิงเพาเวอร์ เปิดเผยว่า ได้นำข้อความเหล่านั้นมาจาก “ในหลวงกับ คึกฤทธิ์”
ของนายสละ ลิขิตกุล ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2546 และยอมรับว่า ไม่ได้มีการขอพระบรมราชานุญาต
จัดทำข้อความเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ หากแต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในบริษัทได้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ได้มีการตรวจทาน ข้อความต่างๆ ในใบแทรกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างที่มูลนิธิฯ
ทำขึ้นนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด

ที่มา http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=57504&PHPSESSID=3e1b5a1223e95b9ddf1dd6c8901ec648

จากคุณ : cheese - [ 24 ต.ค. 48 11:46:30 A:58.10.171.66 X: TicketID:067100 ]

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-20.htm#3825

แอบอ้าง บิดเบือนคำสอนของทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อจุดประสงค์อะไร?


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Thu Feb 11, 2010 2:02 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 11:42 pm

ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

http://www.alienresistance.org/coopermj12.htm

THE SECRET GOVERNMENT
The Origin, Identity, and Purpose of MJ-12
By Milton William Cooper
May 23, 1989


The events at Fatima in the early part of the century were scrutinised.
On suspicion that it was alien manipulation, an intelligence operation was put
into motion to penetrate the secrecy surrounding the event. The United States
utilised its Vatican moles that had been recruited and nurtured during WWII
and soon obtained the entire Vatican study which included the prophecy.
This prophecy stated that if man did not turn from evil and place himself
at the feet of Christ the planet would self-destruct and the events described
in the book of Revelations would indeed come to pass. It stated that a child
would be born who would unite the world with a plan for world peace
and a false religion beginning in 1992.
By 1995 the people would discern that
he was evil and was indeed the Anti-Christ. World War III would begin
in the Middle East in 1995 with an invasion of Israel by a United Arab nation
using conventional weapons which would culminate in a nuclear holocaust
in the year 1999. Between 1999 and 2003 most of the life on this planet would
suffer horribly and die as a result.
The return of Christ would occur in the year 2011.


When the aliens were confronted with this finding they confirmed that
it was true. The aliens explained that they had created us through hybridisation
and had manipulated the human race through religion, Satanism, witchcraft, magic,
and the occult
. They further explained that they were capable of time travel and
the events would indeed come to pass. Later exploitation of alien technology
by the United States and the Soviet Union utilising time travel confirmed the prophecy.
The aliens showed a hologram which they claimed was the actual crucifixion of Christ,

which the government filmed. We did not know whether to believe them or not.
Were they using GENUINE religions to manipulate us?
Or, were they indeed the source of our religions with which they had been
manipulating us all along? Or, was this the beginning of the genuine END TIMES
and the RETURN OF CHRIST which had been predicted in the Bible?
No one knew the answer.


...

"Alternative 2" was to build a vast network of underground cities
and tunnels in which a select representation of all cultures and occupations
would survive and carry on the human race. The rest of humanity would be left
to fend for themselves on the surface of the planet. "Alternative 3" was to exploit
the alien and conventional technology in order for a select few to leave the earth
and establish colonies in outer space. I am not able to either confirm or deny
the existence of "Batch Consignments" of human slaves which would be used
for manual labour in the effort as part of the plan. The Moon, code named "Adam",
would be the object of primary interest followed by the planet Mars,
code named "Eve". As a delaying action, ALL THREE ALTERNATIVES included
birth control, sterilisation, and the introduction of deadly microbes to control or slow
the growth of the Earth's population. AIDS is only ONE result of these plans.


att พิมพ์ว่า:
hacksecrets พิมพ์ว่า:



http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm#4788



ILLUMINATI 2012 SECRETS of RELIGION EVOLUTION 3 3

The source of most if not all our woes, revealed (from the present to the past):
Connecting the dots through 5000 years of revisionist human history, spanning from the time of the pharaohs,
all the way up to the present dynasties creating the New World Order, in a quest to perfect
the enslavement of mankind. From pirates to banksters, to the ruling elite, who run the world's finances,
the media and cover both side of nearly every conflict or war: the world may make more sense
after watching all the videos on this 911investigator You Tube channel.

About the Producer of The Secret Rulers of the World - As a child, she had many arguments
between her parents over her father's ring, inscribed with "G", a compass and square. At a later age,
years of intensive research led her to the identity , history and plans of a power "so organized, so subtle,
so watchful, so interlocking, so complete, so pervasive" that even the known 'leaders' of the world are
careful not to speak in "condemnation" of it.

"Protocols of Zion" is the NWO Blueprint
http://www.savethemales.ca/000205.html

THE PROTOCOLS OF THE LEARNED ELDERS OF ZION
http://www.biblebelievers.org.au/przion1.htm

THE ROTHSCHILD DYNASTY
http://www.biblebelievers.org.au/slavery.htm

The Rothschild Bloodline
http://www.theforbiddenknowledge.com/hardtruth/the_rothschild_bloodline.htm

The power of the Rothschilds
http://www.rense.com/general77/POWERS.HTM

The Truth Seeker - The Rothschilds
http://www.thetruthseeker.co.uk/category.asp?ID=39

Did Rothschild Write The Protocols of Zion?
http://www.the7thfire.com/new_world_order/illuminati/Henry_Makow/did_rothschild_write_the_protocols.htm

The Money Masters - How International Bankers Gained Control of America
http://video.google.com/videoplay?docid=-515319560256183936#

http://www.911truth.org/
Scholars for 9/11 Truth
http://911scholars.org/

Why Doubt 9/11? by James H. Fetzer
http://twilightpines.com//index.php?o...

Scholars for 9/11 Truth & Justice
http://stj911.org/



Obama Calls For New World Order In Berlin




Taken from another vid site...

Friday, July 25, 2008 The media hailed Obama's Berlin speech in front of hundreds of thousands
yesterday as a call for a vision of America as part of a "new world order".

Excerpts from The International Herald Tribune:

"I come to Berlin as so many of my countrymen have come before," Obama said,
confronting the delicate issue of campaigning abroad.
"Tonight, I speak to you not as a candidate for President, but as a citizen —
a proud citizen of the United States, and a fellow citizen of the world."

Obama was warmly embraced by the German press, which frequently referred to his aura,
or as the newspaper Bild put it in Thursday's paper, the "political pop star."

"Yes, there have been differences between America and Europe," Obama said.
"No doubt, there will be differences in the future. But the burdens of global citizenship
continue to bind us together. A change of leadership in Washington will not lift this burden.
In this new century, Americans and Europeans alike will be required to do more — not less.
Partnership and cooperation among nations is not a choice; it is the one way,
the only way, to protect our common security and advance our common humanity."


http://www.nytimes.com/2008/07/24/world/americas/24iht-sub25obamacnd.14772845.html?_r=1

THE EMPIRE OF "THE CITY" (World Superstate) part 1.avi

2:23:30-2 years ago

City of London +City of Vatican + City of columbia are the 3 independant states within states
wich composes the empire of the city. The first is financial control over earth economy,
the second is religion control over the earth and the third one is military control over the earth.
Together they make the very unholy trinity which forms the egyptian pyramid that we can see
on the back of the privately owned federal reserve note that is used as american dollar to maintain
the colony in debt and under the Queen. Many people realize that this mystifying situation,
in which an alleged democratic and self-governing nation is actually controlled against
the will of the people, is a clear indication that there must be a very powerful and well-financed
occult organization which plans and directs world affairs, and for lack of a more specific
identification thie suspected secret organization is popularly referred to as the International
Financiers, Banksters cartel or "The Crown corporation".

THE EMPIRE OF "THE CITY" (World Superstate) part 1.avi

[googlevideo] [/googlevideo]


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Feb 13, 2010 6:05 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 12:09 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

http://www.newmana.com/yabb/index.php?action=printpage;topic=9006.0
วาติกันไม่ขวางความเชื่อ "เอเลียน" มีจริง เพราะพระเจ้าสร้างจักรวาล
โดย ผู้จัดการออนไลน์15 พฤษภาคม 2551 15:29 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
บาท
หลวงนักดาราศาสตร์แห่งวาติกันเชื่อมั่นว่าพระเจ้ามิได้สร้างสรรค์สิ่งมี
ชีวิตให้มีอยู่แค่เฉพาะบนโลกใบนี้เท่านั้น
แต่ยังมีอีกหลากหลายชีวิตที่วิวัฒนาการอยู่บนดาวดวงอื่น
หนังสือพิมพ์ L'OSSERVATORE ROMANO ของวาติกันในฉบับภาษาอังกฤษ
เอพี/เอเยนซี - นักดาราศาสตร์แห่งสำนักวาติกันเชื่อเรื่อง "เอเลียน" ไม่ขัดแย้งกับศาสนา
เพราะ "พระเจ้า" สร้างจักรวาล เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายทั้งมวลเชื่อว่า "บิกแบง"
เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล พร้อมเผยวิทย์และคริสต์ไปด้วยกันได้ ถ้านักวิทยาศาสตร์ศึกษาไบเบิลลึกซึ้งยิ่งขึ้นและนักบวชตามทันโลกวิทยาการมากขึ้น


สาธุคุณโฮเซ กาเบรียล ฟูเนส (Rev. Jose Gabriel Funes) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจากหนังสือพิมพ์ลอสเซอร์วาโตเร โรมาโน (
L'Osservatore Romano) ของวาติกัน และลงบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 13 พ.ค. 2551 ซึ่งพาดหัวว่า "มนุษย์ต่างดาว พี่น้องของพวกเรา" (The extraterrestrial is my brother) โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างดาว และเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและวิทยาศาสตร์

สาธุคุณฟูเนส ผู้เป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (Pope Benedict XVI) และดำรงตำแหน่ง ผอ.หอดูดาววาติกัน (
Vatican Observatory) ซึ่งอยู่นอกกรุงโรม ประเทศอิตาลี ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่าจะต้องมีมนุษย์ต่างดาวอยู่นอกพิภพอย่างแน่นอน และบางทีอาจมีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลกว่ามนุษย์โลกด้วยซ้ำ

"ฉันเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นเพราะยังมีดาวเคราะห์อีกมากมายที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของกาแลกซีอีกจำนวนมากในจักรวาลที่พวกเขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ได้" พระนักดาราศาสตร์วัย 45 ปีเผย

"พวกเราจะปฏิเสธการที่สิ่งมีชีวิตอาจกำลังมีวิวัฒนาการอยู่ที่ไหนสักแห่งได้อย่างไรกัน?หากพิจารณาสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราก็ล้วนเกี่ยวข้องเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น ทำไมพวกเราไม่พูดถึงมนุษย์ต่างดาวว่าเป็นพี่น้องของพวกเรา (extraterrestrial brothers) บ้างล่ะ? เพราะเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งต่างๆ" คำให้สัมภาษณ์ของนักบวชนักวิทย์

ท่านสาธุคุณยังบอกอีกว่า โลกของเรายังมีสิ่งมีชีวิตหลากชนิดได้เลยฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตต่างชนิดอยู่บนดาวดวงอื่นและอาจเป็นสิ่งมีชีวิตฉลาดล้ำที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยพระเจ้า ซึ่งเราก็ไม่อาจยึดถือกับข้อจำกัดของความอิสระในการสร้างสรรค์ของพระเจ้าได้

เป็นไปได้อย่างไรที่นักบวชโรมันคาทอลิกผู้เคร่งในพระคริสต์ธรรมมีความเห็นเป็นไปในทางเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ส่วนมากที่เชื่อกันว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นในจักรวาลเพราะตั้งแต่อดีตมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์มักถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีตและถูกต่อต้านจากคริสตจักร เช่นกรณีของ กาลิเลโอ (Galileo)ที่ค้นพบตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ว่าโลกกลมและโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่นักบวชแห่งโรมันคาทอลิกเพิ่งยอมรับเขาเมื่อปี 2535 นี้เอง และยังมีกรณีความขัดแย้งของทฤษฎีพระเจ้าสร้าง (creationism)
กับทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolution) ที่บัดนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ

สาธุคุณฟูเนสกล่าวว่า การเชื่อว่ามีเอเลียนดำรงอยู่บนดาวดวงอื่นนั้นไม่ขัดกับความศรัทธาที่มีต่อพระ
เจ้าเลยแม้แต่น้อย เพราะพระเจ้าคือผู้สร้าง และเป็นผู้สร้างแห่งจักรวาล
ซึ่งก็เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากอธิบายว่าจักรวาลเริ่มต้นขึ้นจากปรากฏการณ์บิกแบงตั้งแต่เมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว

"ฉันเชื่อมาเสมอว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาลและพวกเราก็ไม่ได้เป็นแค่สิ่งของที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดประสงค์ แต่เป็นเด็กน้อยที่มีพ่อผู้แสนดีและมีจิตใจรักเราอย่างเต็มเปี่ยม" สาธุคุณฟูเนสกล่าว และยังบอกด้วยว่า การสนทนากันระหว่างความศรัทธาและวิทยาศาสตร์สามารถปรับเข้าหากันและให้เป็นไปในทางเดียวกันได้ ถ้านักวิทยาศาสตร์ศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ส่วนนักบวชก็ต้องก้าวตามให้ทันโลกวิทยาศาสตร์ที่หมุนไปข้างหน้า

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 12:32 pm

http://www.nytimes.com/2008/05/14/world/europe/14iht-vat.4.12885393.html

Vatican astronomer cites possibility of extraterrestrial 'brothers'

VATICAN CITY — The Vatican's chief astronomer says there is no conflict
between believing in God and in the possibility of extraterrestrial "brothers"
perhaps more evolved than humans. "In my opinion this possibility exists,"
said the Reverend José Gabriel Funes, head of the Vatican Observatory and
a scientific adviser to Pope Benedict XVI, referring to life on other planets.
"How can we exclude that life has developed elsewhere," he said in an interview
with the Vatican newspaper L'Osservatore Romano, published in its
Tuesday-Wednesday edition. The large number of galaxies with their own
planets makes this possible, he noted.Asked if he was referring to beings
similar to humans or even more evolved than humans, he said:
"Certainly, in a universe this big you can't exclude this hypothesis.
"In the interview headlined, "The extraterrestrial is my brother," he said
he saw no conflict between belief in such beings and faith in God."Just
as there is a multiplicity of creatures on earth, there can be other
beings, even intelligent, created by God. This is not in contrast with
our faith because we can't put limits on God's creative freedom," he said.
"Why can't we speak of a 'brother extraterrestrial'? It would still be part of creation.
"Funes, who runs the observatory that is based south of Rome and in Arizona,
held out the possibility that the human race might actually be the "lost sheep"
of the universe.There could be other beings "who remained in full friendship
with their creator," he said.Christians have sometimes been at odds with scientists
over whether the Bible should be read literally and issues such as creationism
versus evolution have been debated for decades.The Inquisition condemned Galileo
in the 17th century for insisting that the Earth revolved around the Sun.
The Roman Catholic Church did not rehabilitate him until 1992.Funes said dialogue
between faith and science could be improved if scientists learned more about the Bible
and the church kept more up to date with scientific progress.He said he believed
as an astronomer that the most likely explanation for the start of the universe was
"the big bang," the theory that it sprang into existence from dense matter
billions of years ago. But he said this was not in conflict with faith in God as creator.
"God is the creator," he said. "There is a sense to creation. We are not children of
an accident. "He added: "As an astronomer, I continue to believe that God is the creator
of the universe and that we are not the product of something casual but children of
a good father who has a project of love in mind for us."



http://www.findingdulcinea.com/news/science/May-June-08/Vatican--Believing-in-Aliens-Is-OK.html



Vatican: Believing in Aliens Is OK

May 14, 2008 03:27 PM
by findingDulcinea Staff

The belief that extraterrestrial life exists in the universe does not contradict faith in God,
according to the Vatican’s head astronomer.

30-Second Summary

The Rev. Jose Gabriel Funes, the Jesuit director of the Vatican Observatory,
was quoted in Vatican newspaper L’Osservatore Romano on Tuesday
as saying that it is possible that there could be intelligent life forms on other planets.

“How can we rule out that life may have developed elsewhere?”
Funes said. “Just as we consider earthly creatures as ‘a brother,’ and ‘sister,’
why should we not talk about an ‘extraterrestrial brother?’
It would still be part of creation.”

However, blogger Donklephant wonders about the timing of the announcement, writing,
“Obviously I don’t want to sound like a conspiracy nut, but why come out with this now?”

Two recent news reports regarding the existence of alien life may provide an answer.

On Monday, a crew of U.S. astronauts returning from their latest mission said that
humanity will eventually find life elsewhere in the universe,
according to an Agence France-Presse report.

“If we push back boundaries far enough, I’m sure eventually we’ll find something out there,”
said Mike Foreman, a mission specialist on the Endeavour, which returned to Earth in March.
“Maybe not as evolved as we are, but it’s hard to believe that there is not life somewhere else
in this great universe,” he said.

In addition, the British government today released to the public its most comprehensive files
on UFO activity, revealing that even air traffic controllers and police officers claim
to have seen mysterious spacecraft hovering in the skies.


Headline Link: ‘It’s OK To Believe in Aliens’

In an interview headlined “The extraterrestrial is my brother,” Rev. Jose Gabriel Funes
says that a belief in aliens does not contradict a faith in God because aliens
would still be creatures created by God.

Source: http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2008/05/13/AR2008051301332.html
The Washington Post (registration may be required)


Related Topics: Do extraterrestrials exist?

The crew of the Endeavor spacecraft thinks that there must be life in space,
although people have not yet found it. “I personally believe that we are going
to find something that we can’t explain,” said astronaut Gregory Johnson.
“There is probably something out there but I’ve never seen it.

Source: http://rawstory.com/news/afp/Astronauts_say_there_must_be_life_i_05122008.html
The Raw Story (Agence France-Presse)


The British government’s comprehensive files on UFO activity were compiled
by the Ministry of Defense from 1978 to 2002. The files include a report of
a 1984 incident in which three air traffic controllers tried to communicate with a UFO,
described as a “brilliant solid ball of light, bright silvery in colour,” which landed on their
runway and then departed at a fast speed.

Source: http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/1952867/British-Government-releases-UFO-files.html
The Telegraph


In March, findingDulcinea reported that the building blocks of life were found on
a moon of Saturn. The exploratory spacecraft Cassini found carbon-based molecules
in water vapor over Saturn’s moon Enceladus, raising the possibility that life could exist there.

Source: http://www.findingdulcinea.com/news/science/March-April-08/Organic-Compounds-Found-on-Saturn-Moon.html
findingDulcinea


Opinion & Analysis: Blogger questions timing of Vatican announcement

Blogger Donklephant speculates that the timing of the Vatican’s announcement
may be related to a recent announcement that NASA has found an object that
astronomers have been searching for more than 50 years.

Source: http://donklephant.com/2008/05/14/vatican-gives-belief-in-aliens-a-thumbs-up/
Donklephant


Background: L’Osservatore Romano

The L’Osservatore Romano is a weekly English-language edition of the Vatican newspaper,
which covers the Pope’s activities and is available on the Web.

Source: http://www.vatican.va/news_services/or/or_eng/index.html
L’Osservatore Romano


Reference: findingDulcinea’s Web Guide to Astronomy

FindingDulcinea’s Web Guide to Astronomy is the best and brightest resource on
the Internet for those looking for planetary data, celestial gifts, or fellow star seekers.

Source: http://www.findingdulcinea.com/guides.html?topic=/categories/science/Astronomy
findingDulcinea

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 5:03 pm

http://www.thaipost.net/news/100210/17718

วังวนการเมือง"ดูดชาติล่ม"จมในการเมือง

เปลว สีเงิน

10 กุมภาพันธ์ 2553 - 00:00

ดูรายชื่อ ๔๗ กุนซือเศรษฐกิจของรองนายกฯ "นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี" แล้วน่าจะขาดไป ๒ คน
ที่ลืมตั้ง คือ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล และนายชาลี นพวงศ์ ที่เป็นเหมือนมือซ้าย-มือขวานายไตรรงค์
และเคยรับใช้ประชาธิปัตย์อย่างเข้มข้นมาก่อน ถ้าจะว่าไปแล้ว ประชาธิปัตย์นี่ก็คล้ายสำนักเส้าหลิน
เพราะนักบู๊ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพตอนนี้ ส่วนใหญ่ล้วนผ่านการเป็นศิษย์สำนักนี้มาก่อนเกือบทั้งนั้น

แต่น่าแปลก นักบู๊ที่ออกไปจากสำนักประชาธิปัตย์ แทนที่เขาจะประกาศนามว่าเป็นศิษย์สำนักนี้
ในการท่องยุทธจักร แต่การณ์กลับตรงกันข้าม เมื่อออกไปต่างไปเข้าสำนักเพื่อไทย
โขกศีรษะคารวะเรียกทักษิณเป็น "ซือแป๋" และฝากตัวเป็นศิษย์อยู่ในสำนักที่เป็นปฏิปักษ์กัน!?

สำนักเพื่อไทยก็เป็นที่รู้กันทั้งยุทธจักรว่าเป็นสำนักคู่แข่งประชาธิปัตย์ เคล็ดลับวิชาและ
แนวทางการสอน-การฝึก มีทั้งเหมือน ทั้งต่าง ที่สำคัญคือ ทั้งเจ้าสำนักและศิษย์ต่างมีปณิธานแน่วแน่

ประชาธิปัตย์-อยู่ เพื่อไทยก็ไม่ขออยู่

ถ้าเพื่อไทย-อยู่ ประชาธิปัตย์ก็ต้องไม่มีอยู่!

หมายความว่า สำนักทั้ง ๒ นี้จะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ต้องอยู่ข้าง ล้มหายตายจากไปข้าง อะไรประมาณนั้น

สำนักประชาธิปัตย์ เขาวางตำแหน่งพรรคตัวเองเป็น...พรรคฝ่ายธรรมะ

ส่วนสำนักเพื่อไทย ซึ่งเปลี่ยนป้ายยี่ห้อมาแล้วถึง ๓ ครั้ง คือจากไทยรักไทย ถูกยุบไปเป็น "พลังประชาชน"
ถูกยุบอีก เปลี่ยนไปเป็นเพื่อไทยในปัจจุบัน ถูกวางตำแหน่งพรรคเป็น...พรรคกึ่งธรรมะ-กึ่งอธรรม!

แต่จริงๆ แล้ว มันต่างกันแค่ลีลา ส่วนพฤติกรรมทั้ง ๒ พรรคนี้ พอเข้ามาบริหารประเทศชาติ
ไม่มีคำว่าธรรมะ หรือคำว่ากึ่งธรรมะ-กึ่งอธรรม เพราะมัน "อะยำ" ล้วนๆ เหมือนกันเด๊ะ!?

นอกจาก เสธ.แดงที่เคยเป็น "เด็กในบ้าน" ประชาธิปัตย์มาก่อนแล้ว บรรดานักบู๊-นักบุ๋นระดับ
"อัศวินดาวแดง" ของทักษิณ ก็นี่เลย...นพดล ปัทมะ ก็ศิษย์ประชาธิปัตย์ ใหญ่ขนาดเคยเป็นเลขาฯ
ข้างกายอดีตนายกฯ ชวนนั่นแหละ

ขุนพลอัตคัดเกศา "นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" นั่นก็หัวหมู่ทะลวงฟันมาจากแถวหน้าสำนักประชาธิปัตย์

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้ครบเครื่องทั้งบู๊-ทั้งบุ๋น จนได้รับทั้งฉายา "ยุทธ ตู้เย็น" และฉายา
"ท่านประธานสภาที่เคารพ" นี่จัดอยู่ในแถวยอดขุนพลประชาธิปัตย์ ด้วยฝีมือถูกวางตัวอยู่ในระดับ
"จับโป้ย ล้อฮั่นติ่ง"

มีใครอีกล่ะ มือดีจากประชาธิปัตย์ที่ "แปรพักตร์และแปรพรรค" ไปอยู่กับเพื่อไทย แล้วกลับมาใช้วิชา
โค่นล้มสำนักเดิมเป็นการสร้างความดี-ความชอบให้ซือแป๋ ทักษิณประทับใจ

อ้อ...แหม...เกือบลืม แต่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ "นายวีระ มุสิกพงศ์" ประมุขแห่ง ๓ เกลอหัวขวด!

คนนี้ตอนที่จะออกจากสำนักต้องถือว่ามีตำแหน่งสูงเทียบชั้นเจ้าสำนักเลยทีเดียว เพราะนายวีระ
มีตำแหน่งเป็น "เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" เหมือนอย่างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นอยู่เวลานี้
เป็นอยู่เกือบปี แล้วต้นมกรา ๓๐ นายวีระกับสหายร่วมแนวทางส่วนหนึ่งก็ทนอยู่ร่วมสำนัก
ประชาธิปัตย์ไม่ได้ นับจากบัดนั้น จนบัดนี้

หมดหรือยังล่ะ ศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ที่ออกไปในสไตล์ "แค้นนี้ต้องชำระ" เดี๋ยว...นึกดูก่อน
ไม่พูดถึงท่านอดีตนายกฯ สมัครผู้จากไปแล้ว ชะอุ๊ย...คนสำคัญอีกคน เพื่อนเลิฟผมเอง
"ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง" ท่านเกิดจากประชาธิปัตย์ "เกิดแรง-เกิดเร็ว" เหมือนผีพุ่งไต้
ไปปราศรัย-ไฮด์ปาร์กกับพรรคกลางสนามหลวงเที่ยวเดียว ได้ฉายามาจนทุกวันนี้เลยว่า

"เหลิม ดาวเทียม"!

เอ้า...ลองเอามาทบทวนดูซิว่าผมพูดถึง "ศิษย์เก่า" ประชาธิปัตย์คนไหนที่ไปเป็น
"ศิษย์เอกทักษิณ" บ้างแล้ว มี ๑.นายนพดล ปัทมะ ๒.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
๓.นายยงยุทธ ติยะไพรัช ๔.พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ๕.นายวีระ มุสิกพงศ์ ๖.ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง
เอาเท่าที่ออกมาแสดงบทบาททหารเอกอาสาทักษิณเท่านั้นนะครับ ใครจำใครได้มากกว่านี้
บอกมาอีกทีก็ได้ ผมจะได้ขึ้นทำเนียบให้

ที่นำมาเอ่ยทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าอยู่ประชาธิปัตย์แล้วเป็นคนดี แต่พอไปอยู่ค่ายสำนักอื่น
แล้วเป็นคนไม่ดี ผมยกมาเป็นข้อสังเกตให้ท่านได้ใคร่ครวญ-วินิจฉัยเท่านั้นเองว่า

-ทำไม คนเหล่านั้นจึงอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ได้?

-ทำไม เมื่อออกไปแล้วจึงหมดเยื่อใยทั้งไมตรีและใบบุญจากพรรคเดิมได้?

ปัญหาที่ต้องขบคิดเพื่อใคร่ครวญหาคำตอบก็วนอยู่ในประเด็น เพราะอะไร ประชาธิปัตย์จึงเลี้ยงใจคนไม่อยู่
และประชาธิปัตย์ไปทำอะไร เขาเหล่านั้นจึงออกไปด้วยความแค้นที่จะต้องล้างแค้น?

-กลไกบริหารภายในประชาธิปัตย์มีปัญหา หรือว่าคนที่ออกไปมีปัญหา?

และเมื่อพูดถึงตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" ประชาธิปัตย์ ระยะสี่ซ้าห้าวันมานี้ จะด้วยมีคนปล่อยข่าว
หรือว่าเป็นกลิ่นคาวมาจากของจริงก็ไม่ทราบทำนองว่า จะมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
พูดกันชัดๆ คือ

จะปลดนายสุเทพ แล้วเอาคนอื่นมาเป็นแทน!?

ก็ได้ยินเสียงปฏิเสธกันให้รึ่มไปหมด ทั้งตัวนายสุเทพ และตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ เหตุผลประกอบข่าวลือ
เพื่อการเชื่อถือ ก็พูดทำนองว่า นายสุเทพ-ตัวประชาธิปัตย์ แต่ใจ-ภูมิใจไทย คือภาพเป็นฝ่ายเทพ
แต่การกระทำเป็นฝ่ายมาร ยอมรับกันไม่ได้ อะไรประมาณนั้น

ไอ้เรื่องนี้ ถึงผมเป็นคนนอก แต่ฟันหัวขาดได้เลยว่า ความคิดนั้น-อาจมี แต่การทำตามคิดนั้น-ไม่กล้า!?

เพราะบ้าน่ะซี...อุตส่าห์ทนแดด-ทนฝน จนสีด้านแล้วด้านอีกกว่าจะตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ จู่ๆ
จะยอมให้ถูกเขี่ยทิ้งไปจากตำแหน่ง "ผู้จัดการรัฐบาล" นั่นมันไม่ใช่ "เทพ-เทือก" แล้ว เป็น
"เทพ โพธิ์งาม" มากกว่า ฮ่ะๆๆๆๆ!

ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟังสนุกๆ เรื่องหนึ่ง เท็จ-จริงอยู่ที่คนเล่า ผมไม่เกี่ยว คือมีอยู่วัน ผมร่วมนั่งกินข้าว
กับนักข่าวและที่ไม่ใช่นักข่าวหลายคน ก็มีชายคนหนึ่งเอาเป็นว่า "คนรุ่นใหม่" ไฟแรงของพรรคว่างั้นเถอะ
มานั่งร่วมโต๊ะด้วย ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ทราบภายหลังว่าเขาเป็นมือขวาที่พรรคส่งมาประกบ
ผู้ใหญ่ที่นั่งหัวโต๊ะนั้น

ก็ไม่รู้ใครโม้อะไรกันไปสัพเพเหระเรื่อง ตามประสาคนกินข้าว ก็กินกันไป-คุยกันไป ใครเอ่ยถึง
พรรคประชาธิปัตย์อันว่าด้วยเรื่องการได้มาเป็นรัฐบาลก็ไม่ทราบ พ่อไฟแรงคนนั้นเขาพูดเสียงดังขึ้นมาทันที
ดังประมาณว่าเป็นการ "ระเบิดอารมณ์" คนทั้งโต๊ะต้องปากอมโต๊ะไปชั่วขณะ

อารมณ์ที่ระเบิดนั้น ผมจำแต่ละคำไม่ได้หรอก แต่จำความได้ คือเขาพูดถึงว่าในช่วงที่ประชาธิปัตย์
อดอยากปากแห้งร่วม ๘ ปี ที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ภาระภายในพรรคเหมือน "ผี" ญาติมี แต่ต่างหนีหน้า
ไม่ว่าจะค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรของพรรค ใครล่ะจ่าย?

แล้วค่านมเลี้ยง ส.ส.ทารกรายเดือนของพรรค คนละตั้งเท่าไหร่ล่ะ ขี้หมู-ขี้หมาก็ครึ่งแสนนั่นแน่ะ
๕-๖ ปีที่ผ่านมา ใครล่ะรับหน้าที่หามาป้อน?

สุเทพ only one ล้วนๆ!?

เรียกว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์คือบ้านหลังหนึ่ง ในช่วงที่คนทั้งบ้าน "ตกงาน" กันทั้งหมด ๖-๗ ปี
ก็มีแต่ท่านเลขาฯ สุเทพคนเดียวนี้แหละเหมือน "ตัวเดียว-ร้อยเต้า" ให้ลูกร้อยตัวดูด!

ประมาณว่า "กลั่นเลือดสุเทพ" เป็นน้ำนมมาเลี้ยงดู ส.ส.ภายในพรรคประชาธิปัตย์กัน
จนถึงวันเนวินร้องไห้ "ทรยศนาย-เพื่อชาติ" นั่นแหละ จึงได้พลิกขั้วมาเป็นรัฐบาล จากที่ซี่โครงบาน
มาเป็นอิ่มหมีพีมันอ้วนท้วนหน้าบาน ทั้งสุเทพ-ทั้งเนวิน ดังที่เห็นทุกวันนี้

Thank you Navin

Thank you King Power!


ถ้าไม่มีเนวินวันนี้ ก็ไม่มีคิงเพาเวอร์ ถ้าไม่มีคิงเพาเวอร์วันนี้ ก็ไม่มีทั้งเนวินและสุเทพ
และถ้าไม่มีทั้งสุเทพ ทั้งเนวิน ทั้งคิงเพาเวอร์ ก็ไม่มีรัฐบาลประชาธิปัตย์วันนี้


ว้า...นัวเนียปวดหัวจังวุ้ย!

บ้านเมืองยุคนี้ ก็เหมือนนิทานอีสปเรื่อง "เหลือบฝูงใหม่" ไล่ฝูงเก่าไป ที่มาใหม่นึกว่าจะเป็น
ผึ้งหลวง-ผึ้งโพรงให้น้ำหวาน ที่ไหนได้ มันก็ไอ้เหลือบหิวเลือด สูบจากประเทศชาติกันต่อไป
แถมจะซ้ำร้ายหนักขึ้นเพราะฝูงที่แล้วยังเห็นชัดว่าเหลือบ แต่ฝูงใหม่ มันมาแบบผึ้งแปลงเป็น
"จำแลงเหลือบ"

แบ่งกันเขมือบหน้าด้านๆ จากโครงการ ลามไปถึงตำแหน่งแห่งที่ราชการทุกงานหลวง!

ตามกรม ตามกระทรวง เดี๋ยวนี้มันเอากันถึงขนาด ส่งคนไปตั้งโต๊ะ "บัญชาข้าราชการ"
โกงงบในระบบให้มันถึงขนาดนั้นแล้ว!!

ขุนคลังกรณ์น่ะ เด็กสร้างสุเทพเขา รู้ไว้ด้วย ฉะนั้น ที่ปล่อยข่าวว่า "จะเอากรณ์มาเป็นเลขาฯ แทน" นั้น
ป่านนี้สุเทพหัวเราะฟันหักไปแล้ว ในเมื่อเลขาฯ สุเทพต้องทำหน้าที่ "หนึ่งตัว-ร้อยเต้า เลี้ยงร้อยตัว"
ก็ต้องเห็นใจกัน ถ้าใครอยากเป็นเลขาฯ ก็ต้องแจ้งคุณสมบัติมาให้ชัดด้วยว่า สามารถทำหน้าที่
ร้อยเต้ากลั่นนมเลี้ยงลูกร้อยตัวได้อย่างเขา

การเมืองอาชีพมันเป็นอย่างนี้แหละพี่น้องเอ๋ย มันเป็นเรื่อง "หลอกแดกประชาชน" ชัดๆ!

แค่เปลี่ยนพรรค-เปลี่ยนขั้วรัฐบาล มันไม่สามารถพาชาติขึ้นจากหล่มได้หรอก คนไทยสบายมานาน
สบายจนคิดอะไรไม่เป็น ไม่กล้าเจ็บปวดร่วมกัน ไม่กล้าต่อสู้เพื่อ "อนาคตใหม่" ของชาติร่วมกัน
ไม่เคยอดทน-อดกลั้น "เพื่อเป้าหมาย" ที่คนทั้งโลกไม่สามารถอดทน-อดกลั้นได้ แต่เราต้องทน
คนไทยมีแต่ขอสบาย โดยยอมให้นักการเมืองปั่นหัวชนกัน เพื่อพวกมัน "ไม่กี่คน" เสวยสุข

แถมมีเกียรติประดับกาย เพราะ "เงินซื้อได้" และพวกมันซื้อให้เห็นแล้วด้วย!?

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-20.htm?sid=c40c2d2111fb99f38a700b2b4a94ad42


http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=51936
[size=12]ผู้จัดการรายวัน12 กันยายน 2549
เอื้อคิงเพาเวอร์โกย2หมื่นล.
***ให้สิทธิ์2แบงก์ตอบแทนคุณ**

http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=56868
หนุ่มเสกเปิดใจเรื่องป๋า โต้ไม่เคยมีอะไรกับป๋า มากสุดป๋าแค่หอมแก้ม


เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว
"หนุ่มเสก" ได้ เดินไปส่ง "เจเจ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง
คณะกรรมการบริหารสถานทีโทรทัศน์กองทัพบกและรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
http://www.oknation.net/blog/black/2009/05/30/entry-1
http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=4580

6 ปีไม่ได้พบ ป๋า ทรมานใจ รักเหมือนพ่อ

"ถ้ากล้าถามก็กล้าตอบและยืนยันว่าไม่มีแน่นอนเอ้า...พูดกันตรงๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม
เพราะมีเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ" ความในใจของ
"หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังคนแรกของคีตา เรดคอร์ดส ซึ่งเข้าได้เปิดเผย
ให้ "เรา" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
เป็นครั้งแรกที่เขาได้ระบายความในใจต่อสาธารณะชน หลังหลายปีที่ผ่านมา "หนุ่มเสก" กลายเป็น
ตัวละครสำคัญ ที่ถูกหยิบใช้เป็นเครื่องมือโจมตีและทำลายความน่าเชื่อถือของ "ป๋า" โดยเฉพาะห้วงเวลา
ของความขัดแย้งทางสังคม-การเมือง หลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ พล.อ.เปรม ถูกระบุว่า
อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ความเคารพรักเหมือนพ่อ-ลูก
ที่ "หนุ่มเสก" มีให้กับ "ป๋า" ได้ถูกกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม แปลงนิยามคำว่า "เคารพรักเหมือนพ่อ" ใหม่
เป็นความรักระหว่าง "ฉันและเธอ" หรือ "เด็กป๋า" อันเป็น "ศาสตราวุธ" ทรงแสนยานุภาพ ของกลุ่มที่
ผลิต-คิดค้นขึ้นบนฐานของความเกลียดชัง และไม่สนใจข้อเท็จจริงเป็นเช่นใด หวังเพียงแค่
"ล้มป๋า-ทำลายป๋า" เพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็น สัญลักษณ์ของ "อำมาตย์" เรามีโอกาสได้ยืนคุย
อย่างเป็นกันเองกับ "หนุ่มเสก" ในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงละครอักษรา ระหว่างที่เขานำคณะ
หุ่นละครเล็กอักษรา ภายใต้การดูแลของบริษัทคิงเพาเวอร์ ไปแสดงในพิธีเปิดโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจ
ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
แม้มีโอกาสคุยกันไม่กี่สิบนาที แต่ทุกประโยคทมุกคำพูดที่ "หนุ่มเสก" เปิดใจให้เราฟังนั้น
น่าจะทำให้เกิดความกระจ่างชัด ต่อข้อกล่าวหาความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบ "ฉันรักเธอ" หรือแบบ "เด็กป๋า"
ระหว่างเขากับ พล.อ.เปรม ในรอบปลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง "หนุ่มเสก" บอกว่า "ยินดีให้เราเผยแพร่
ความรู้สึกของเขาต่อสาธารณะได้" หนุ่มเสกเล่าว่า "ในช่วงที่มีการชุมนุมและมีการโจมตีป๋าอย่างรุนแรง
รุมสงสารท่าน ในขณะนั้น รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับท่าน อยากจะออกมาตอบโต้หรือขึ้นเวทีปกป้องอ
เพราะสิ่งที่พูดนั้น ไม่เป็นความจริงท่านเป็นปูชนียบุคคลที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมาตลอด
แต่ไปพูดถึงท่าน เสียๆ หายๆแถมไปก้าวล่วงถึงเรื่องส่วนตัว ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย"
"แถมยังมีพาดพิงถึงผมด้วย ว่าทำนองว่าไปมีอะไรกับท่านเป็นเรื่องที่ไม่จริงและน่าเกลียดที่สุด
แต่ว่าผู้ใหญ่ที่ผมนับถือห้ามไว้ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อป๋าหากออกไปก็จะยิ่งทำให้กลุ่มที่ชุมนุม
นำไปเป็นประเด็นโฟกัส โจมตีถึงท่านอีก ซึ่งมันไม่แฟร์" เราถามไปว่า ไม่ได้มีอะไรอย่างที่กล่าวหาหรือ
"หนุ่มเสก" ตอบตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่า
ไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดกันตรงๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ
ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ ส่วนท่านก็คิดว่าผมเป็นลูก ท่านน่ารักมาก ท่านรักผม
เหมือนลูกนี่ผมพูดได้เลยนะ ผมไม่เคยพูดที่ไหน เพราะผมอยากให้เลิกพูดกันเสียๆ หายๆ สักที"
"ผมดูได้เต็มปากเลยว่าผมเองก้เป็น "ลูกป๋า" คนหนึ่ง เพราะทำงานใกล้ชิดรับใช้ท่าน
ท่านมีความเมตตาสูงให้โอกาสทุกอย่าง เคยกราบเท้าท่านคือผู้มีพระคุณ เปรียบเหมือนพ่อ"
"ผมยืนยัน ไม่เคยขอเงินท่านแต่ท่านเคยให้ เพราะเมตตา แต่เมื่อสิ่งที่ท่านให้โอกาสและเรา
ไม่สามารถทำมันให้ประสบความสำเร็จได้ เราก็รู้สึกละอาย แต่ก็จำคำที่ท่านสั่งสอนตลอดว่า
คนเราเมื่อล้มแล้วต้องลุกขึ้นให้ได้ ทุกวันนี้ผมยืนอยู่ได้เพราะกำลังใจและคำสอนของท่าน
จึงยืนอยู่ด้วยขาตัวเอง" อย่างไรก็ตาม กว่า 6 ปีแล้วที่ "หนุ่มเสก" ไม่เคยได้เข้าพบกับ
พล.อ.เปรม โดยเจ้าตัวเข้าใจว่ามีบางคนกีดกันไม่ให้เข้าพบเพียงแต่ไม่ได้บอกว่าคนที่กีดกันคือใคร?
"เป็นเวลา 6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ พล.อ.เปรม บุคคลที่มีบุญคุณและเคารพรักที่สุดในชีวิต
เพราะถูกคนใกล้ชิดของ พล.อ.เปรมกีดกันโดยไม่ทราบสาเหตุ การพบกันครั้งสุดท้ายก็เมื่อตอนที่
ผมดำรงสมณเพศเป็นพระบวชอยู่ที่วัดทุ่งเศรษฐี ย่านบางนา ซึ่งพล.อ.เปรมได้แจ้งให้ไปรับบาตร
ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งผมก็ถ่ายภาพในควงามทรงจำครั้งนั้นเก็บไว้ จากนั้นผมก็ไม่ได้รับอนุญาต
ให้เข้าพบท่านอีกเลย" "ณ วันนี้ยังคิดถึงตลอดเวลา และรักท่านเสมอ ก็รู้สึกทรมานใจ
แต่ไม่มีโอกาสไปพบท่าน เพราะถูกกีดกัน แม้ทุกวันนี้จะไม่ได้พบ แต่ก็ระลึกถึงท่านเสมอ
และถ้าชีวิตนี้ยังไม่สิ้น ต้องกลับไปหาท่านให้ได้ กลับไปให้ป๋าได้ภูมิใจ ไม่ได้คิดจะไปรบกวน
ท่านเลย ทุกวันนี้เป็นตนและมาถึงขนาดนี้ได้เพราะกำลังใจจากป๋า"

ปัจจุบัน เขามีความสุขและทุ่มเทกับงานในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงละครอักษรา
"จะดูแลคณะหุ่นละครเล็ก ที่สืบทอดศิลปะจากครูสาคร ยังเขียวสด โดย คณะลูกศิษย์
ให้ประสบความสำเร็จให้ได้ถ้ายังล้มเหลว ผมก็คงไม่กล้าไปหาท่าน แต่ถ้าเมื่อวันนั้นมาถึง
ผมจะไปหาท่านและกราบเท้าท่านอย่างเต็มภาคภูมิ" ส่วนข่าวลือที่ระบุว่ากำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง
ในฐานะผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสถานบันเทิงกลางคืนนั้น เขาบอกว่า "เป็นธรรมดาของคน
ที่เคยประกอบธูรกิจด้านนี้ เขาต้องพบปะคนมากและประสานงานในการนำเสนอการแสดง
อย่าไปมอง่าเป็นมาเฟียหรือผู้ทรงอิทธิพล" เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว "หนุ่มเสก" ได้ เดินไปส่ง
"เจเจ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการบริหารสถานที
โทรทัศน์กองทัพบกและรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ที่เขาบอกว่า
"เป็นนายที่มีพระคุณ"

นี่อาจจะเป็นเพราะอัธยาศัย มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ช่างพูด ประกอบกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส
ของ "หนุ่มเสก" แม้จะอายุเลยวัย "ทีนเอจ" มาแล้ว แต่ด้วยเอกลักษณ์เก่าผสมลุคส์ใหม่
จนกลายเป็น "หนุ่มเสก สกินเฮด" ล้วนแต่เป็นลักษณะที่ทำให้ "ผู้ใหญ่" ไม่ว่าอาชีพใด วัยใด
ต่างก็เอ็นดูเป็นธรรมดา

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


การร่วมมือกันของ ๒ กลุ่มคน ในการล้มล้างสถาบัน

สายสัมพันธ์สนธิญาณ+จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ+บุญชัยอดีตเจ้าของDTAC

นักข่าว100ล้าน-ต้อยกับครอบครัวในคฤหาสถ์เนื้อที่เกือบ1ไร่ติดทะเลสาบ

ต้อยสนธิญาณเล่าให้นิตยสารwho? magazine ฟังถึงชีวิตเขาจากกุ๊ยมาเป็นนักข่าวรวยระดับ100 ล้านในวันนี้
ก็เพราะได้ไปมีความสัมพันธ์กับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
และบุญชัย เบญจรงคกุล อดีตนายใหญ่ยูคอม เจ้าของDTAC คู่แข่งคู่กัดมือถือของทักษิณ ชินวัตร ดังความข้างล่างนี้


สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้ ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
และการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ

เส้นทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สมัยที่ประชา มาลีนนท์
ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์ เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก
ร่วมกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ
จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (INN) บุกเบิกการนำเสนอข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมาก
ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

จวบจนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ” ในนามของสยามทีวี แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น
เขาได้รับมอบหมายจาก ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้ ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ
ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่งสามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด สู่สยามทีวี
และเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาสทำสำเร็จ เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้ ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็น
ไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัสก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่ 2

ไม่นานสนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม
แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับเรื่องเงินลงทุน เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ
เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและโทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด
เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน

และเป็นเวลาเดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง ยูคอมจึงกลายมาเป็น
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้งสถานีวิทยุ
BUSINESS RADIO FM 96.5 จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ คลื่นหญิงพลังหญิง
และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม สำนักข่าว T-NEWs, บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด
และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ FM101 MHz, 102.5 MHz, 103.5 MHz, 104.5 MHz

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1456

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=2119

http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=968C7ACDD9C5E1D62C050EE13283F867

ภาพข่าว: เลี้ยงรุ่นศิษย์เก่า วปรอ. 355

วันที่ 20 สิงหาคม 2552 10:38 น.


คุณจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ (ที่ 4 จากขวา)
ให้เกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ “เลี้ยงรุ่นศิษย์เก่า วปรอ. 355”
โดยมี พลเอก ชำนาญ พาสุนันท์ (ที่ 3 จากขวา) เลขารุ่นฯ ประสานการจัดงาน ณ ห้องอินฟินิตี้
โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น อาทิ คุณพรเทพ พรประภา,
พลเอกจตุฤทธิ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, คุณสมใจนึก เองตระกูล, คุณสมชาย กรุสวนสมบัติ
และ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวาณิช เข้าร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ โทร 0-2680-9999

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-40.htm?sid=c40c2d2111fb99f38a700b2b4a94ad42

หากไม่เพราะพลเอกเปรม คือ ประธานที่ปรึกษาของ
บริษัทคิงพาวเวอร์ หนุ่มเสกหรือจะได้นั่งในตำแหน่ง รองประธาน
บริ
ษัทคิงพาวเวอร์ และ จงใจใช้ชื่อ บริษัทปานประหนึ่งว่า
เป็นบริษัทของ พระเจ้าอยู่หัว !!!

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 1:53 pm

Unknown พิมพ์ว่า:
ในความว่างไม่ว่างเปล่า มีจิตองค์พระบรมธรรมบิดาเจ้า พระผู้สร้างสุริยะจักรวาลทั้ง 3 โลก
คือ ศูนย์พลังธรรมชาติ ทุกศาสนาได้กำหนดหมายถวายพระนาม ต่างๆ นาๆ คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า (GOD)


http://www.catholic.or.th/service/multimedia/sound/songaugust08/12.html

12.สรรเสริญพระผู้สร้าง
(**) เชิญมาสรรเสริญพระเจ้า
ผู้ทรงสร้างเราและสรรพสิ่งมากมาย
เชิญมาขอบคุณพระองค์
และรักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด

1.แยกความสว่างออกจากความมืด
ดังที่เราเรียกวันและคืนเรื่อยมา
สร้างฟ้าที่กว้างใหญ่นักหนา
สุดสายตาแสนโสภาเหลือเกิน (**)

2.ให้น้ำรวมกันเรียกว่าทะเล
ส่วนพื้นที่แห้งนั้นเรียกว่าแผ่นดิน
มีพืชผลต้นไม้มากมายสิ้น
ให้ได้เก็บกินอิ่มหนำสำราญใจ(**)

3.สร้างดวงอาทิตย์ให้อยู่บนฟากฟ้า
ส่องสว่างทั่วหล้าในเวลากลางวัน
มีดวงจันทราและดวงดาราพร้อมสรรพ์
ส่องสว่างทั่วกันในยามค่ำคืน(**)

4.สร้างนกให้บินไปมาในฟากฟ้า
และยังทรงสร้างปลาให้ว่ายไปมาในนที
สัตว์บกและน้ำอีกมากมายที่เห็นว่าดี
และยังทำให้มีลูกดกเต็มแผ่นดิน(**)

5.สุดท้ายเป็นวันสำคัญ
วันที่หกนั้นทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา
สร้างเธอและฉันเป็นเหมือนพระฉายา
ดูแลรักษาสรรพสิ่งมากมาย(**)


http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a

หลักคำสอนของศาสนาคริสต์
1. หลักคำสอน เรื่องตรีเอกานุภาพ คือ การนับถือพระเจ้าองค์เดียว แบ่งเป็น 3 ภาค คือ
- พระบิดา หมายถึง พระเจ้า
- พระบุตร หมายถึง พระเยซู
- พระจิต หมายถึง วิญญาณบริสุทธิ์ในจิตใจของชาวคริสต์ที่มีศรัทธา


http://www.vcharkarn.com/vcafe/101887/1

ทำไมพระพุทธเจ้าไม่สอนเรื่อง “พระเจ้า” และ “พระผู้สร้าง

พระพุทธเจ้าเปรียนเหมือนหมอผ่าตัดผู้ป่วยที่ถูกลูกศรปักอก หมอไม่จำเป็นต้องใส่ใจว่าคนยิงเป็นใคร
ทำไมคนร้ายจึงยิงหมอทำหน้าที่เพียงเร่งผ่าตัดช่วยชีวิตให้เร็วที่สุด....แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมให้ผ่าตัด
โดยตั้งเงื่อนไขว่า “ต้องหาคนยิงให้ได้ก่อน ..เขาหน้าตาเป็นอย่างไร? ผู้หญิงหรือผู้ชาย...
ต้องให้เขาบอกเหตุผลที่ยิงให้ได้ก่อน...ผมจึงจะยอมให้ หมอผ่าเอาลูกศรออก” ถ้าเป็นเช่นนี้
ก็รับรองได้ว่า “ผู้ป่วยตายแหง๊แก๊ !???”

ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฏก ดังนี้ “หาก มีใครกล่าวว่า ‘ตราบใดที่พระผู้มีพระภาค
ยังไม่ทรงตอบเราว่า ‘โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง? ฯลฯ (..โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร )’ ตราบนั้นเราก็จัก
ยังไม่ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นสิ้นชีวิตไปตถาคตก็ไม่ตอบเรื่องนั้น
เปรียบเหมือนบุรุษต้องลูกศรที่อาบยาพิษอย่างร้ายแรง มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น
พึงไปหาแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมารักษาบุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักคนที่ยิงเรา เราก็จักไม่ให้ถอนลูกศรนี้ออกไป’ ฯลฯ
บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าว อย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักลูกธนูที่เขาใช้ยิง เราว่า
เป็นลูกศรธรรมดา ลูกศรคม ลูกศรหัวเกาทัณฑ์ ลูกศรหัวโลหะ ลูกศรหัวเขี้ยวสัตว์ หรือลูกศรพิเศษ
ตราบนั้นเราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ ต่อให้บุรุษนั้นตายไป เขาก็จะไม่รู้เรื่องนั้นเลย

อ้างอิง...พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย จูฬมาลุกยสูตร เล่ม ๑๓ ข้อ ๑๒๖ หน้า ๑๓๘

“เราไม่ตอบปัญหาว่า ‘โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง? ฯลฯ (..โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร)’
เราไม่ตอบเพราะเหตุไร?
เราจึงไม่ตอบเพราะปัญหานั้นไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความคลายทุกข์
เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่ตอบ
ปัญหาอะไรเล่าที่เราตอบ คือปัญหาว่า

‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ เราตอบเพราะเหตุไร?
เราตอบเพราะปัญหานั้นมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความคลายทุกข์
เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงตอบ
เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่าเป็นปัญหาที่เราไม่ตอบ และจงจำปัญหา
ที่เราตอบว่าเป็นปัญหาที่เราตอบเถิด”

อ้างอิง...พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย จูฬมาลุกยสูตร เล่มที่ ๑๓ ข้อ ๑๒๘ หน้า๑๔๑

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=4&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


**บทสัมภาษณ์ระหว่างนายแพทย์ไทยกับมนุษย์ต่างดาวจากดาวอังคาร
ชื่อ พาราซิทัลและดาวศุกร์ ชื่อ เอ็ดดี้**

1.ถาม-(หมอเทพนมฯ) ทำไมท่านจึงมาติดต่อกับผม เพราะบังเอิญหรือเพราะอะไร?

ตอบ-การมาติดต่อกับท่าน ไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ พวกเราติดต่อกับสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้น
หรือจะเรียกตามภาษามนุษย์ว่า มีกรรมพัวพันกันก็ได้ มนุษย์ต่างดาวจะมาที่โลกนี้ใน 3 รูปแบบ คือ

1)มาในรูปมนุษย์ต่างดาว อย่างพวกเราขณะนี้

2)มาในแบบถูกส่งมาจุติให้เป็นมนุษย์ ท่านได้ถูกส่งลงมายังโลกนี้ห้าพันกว่าปีแล้ว
มีหน้าที่ประสานงานระหว่างมนุษย์กับต่างดาว

3)วิญญาณของมนุษย์ต่างดาวเข้าสิงอยู่ในตัวมนุษย์

2.ถาม-วิญญาณหรือจิต มีจริงหรือไม่?

ตอบ- วิญญาณ หรือจิต หรือพลังงานชีวิต มีจริง ในสิ่งที่มีชีวิตทั่วจักรวาล พลังชีวิตนี้ ไม่มีใครทำลายได้
เมื่อมนุษย์ตาย ร่ายกายเน่าเปื่อยไป แต่วิญญาณยังคงอยู่ และจะต้องไปจุติตามการกระทำ หรือกรรม
ที่ตนทำไว้ อาจไปเกิดเป็นสัตว์ก็ได้ พวกที่เกิดเป็นมนุษย์อีก มักเกิดใกล้สถานที่ที่กำเนิดในชาติก่อน
มีจำนวนน้อยที่ไปเกิดข้ามทวีป และมีจำนวนน้อยมากอย่างยิ่ง ที่ไปเกิดในอีกดาวหนึ่ง......

3.ถาม-ท่านนับถือศาสนาอะไร? มีศาสนาแบบมนุษย์ไหม?

ตอบ-พวกเรานับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเหมือนกัน มีองค์เดียวที่สูงสุดและทุกชีวิตมาจากหนึ่งเดียวนี้
ตามความจริงซึ่งท่านจะได้เรียนรู้และทราบในศตวรรษใหม่ที่จะมาถึง ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้
มีพระผู้สร้าง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอยู่ 1 องค์ ที่สร้างทุกอย่างในจักรวาลขึ้นมาแต่เริ่มแรก
แต่การบริหารจัดการกับสิ่งมีชีวิตต่างๆนั้น มีคณะกรรมการจัดการระหว่างดวงดาว ซึ่งบรรดาศาสดาต่างๆ
ของโลกมนุษย์ก็เป็นกรรมการอยู่ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนทำดี ไม่ควรมาเปรียบเทียบกันว่า
ศาสนาของฉันดีกว่าศาสนาของเธอ เพราะศาสดาทุกท่านก็มาจากที่เดียวกันหมด
และถูกส่งลงมาช่วยพัฒนาจิตใจมนุษย์เป็นระยะๆไป.....

4.ถาม-ท่านอายุเท่าใด? และพวกท่านมีตายบ้างไหม?

ตอบ(ท่านพาราซิทัล)-เราอายุหลายพันปี ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงปัจจุบัน เคยเห็นพวกเราตายแค่ 3 คน
ตายจากอุบัติเหตุยานอวกาศตก ทางด้านโรคต่างๆ เราสามารถพิชิตได้หมดแล้ว
ขอให้ถามท่านเอ็ดดี้ ผู้ตรวจจักรวาลบ้าง

ท่านเอ็ดดี้- ท่านพาราซิทัลพูดถูกต้องแล้ว พวกเราอายุยืนมาก......

5.ถาม-ขอให้ท่านให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับมนุษย์คู่แรกบนโลกนี้ว่า มาจากไหนกันแน่?
มาจากลิงใช่หรือไม่?

ตอบ-มนุษย์ไม่ได้พัฒนามาจากลิงอย่างที่เข้าใจกัน ตามความเป็นจริง
มนุษย์เพศชายคนแรกที่พวกท่านเรียกว่า"อาดัม"นั้น ถูกสร้างขึ้นมา
ที่ดาวนพเคราะห์ดวงหนึ่งนอกระบบสุริยะของท่าน พระผู้สร้างได้ให้พวกเรา
นำมนุษย์ผู้นั้นมาไว้ยังโลกนี้และต่อมาได้สร้างมนุษย์เพศหญิง
ที่พวกท่านเรียกว่า "อีฟ" ขึ้นมาอีกคนหนึ่งและให้นำมาอยู่ด้วยกัน

จนสืบเชื้อสายมีลูกหลานกันมากมายไปทั่วโลก พวกเราเปรียบเสมือนบรรพบุรุษของ
พวกท่านเหมือนกันมีหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือพวกท่านอยู่เสมอมา ในระยะ 200 กว่าปีที่ผ่านมา
มนุษย์เจริญทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมามาก แต่ทางด้านศีลธรรม และจริยธรรม กลับพัฒนาได้น้อยมาก
เมื่อมนุษย์ค้นพบพลังงานใหม่ เช่นพลังปรมาณู ก็นำไปใช้สร้างอาวุธทำลายล้างกัน
แทนที่จะนำไปใช้ในด้านพัฒนาสุขภาพและสันติภาพ......

6.ถาม-ถ้าพระผู้สร้างมีจริง และเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
ขึ้นมาจริง อย่างที่ท่านบอกสิ่งนี้ขัดแย้งกับกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนาหรือไม่?


ตอบ- พระผู้สร้างได้สร้างทุกอย่างในจักรวาลขึ้นมา แต่ท่านได้ให้อิสระเสรีภาพกับมนุษย์ทุกคน
ที่จะทำดี หรือทำชั่วก็ได้ หากทำดี ก็ได้รับผบตอบแทนที่ดี ทำชั่วก็ได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดี
นับว่ายุติธรรมที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ? ฉะนั้นไม่ขัดแย้งกับกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนาเลย
และนี่คือ ความจริงของกฎจักรวาล........

7.ถาม-สิ่งมีชีวิตในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ แบ่งเป็นระดับอย่างไรบ้าง?
และพวกท่าน(มนุษย์ต่างดาว)เป็นผี หรือเทวดา หรืออะไรกันแน่?

ตอบ-พลังงานชีวิต หรือจิตวิญญาณในจักรวาลนี้ แบ่งเป็นระดับต่างๆมากมาย จะเรียกว่า
"ภพภูมิ" หรือ"มิติ"ก็ได้ มนุษย์อยู่ในมิติที่ 3 มีความกว้าง ยาว ลึก แต่ไม่สามารถควบคุม"เวลา"ได้
พวกเราอยู่ในมิติสูงกว่าพวกท่านหลายมิติ เราอยู่สูงกว่ามิติ"ผี" แต่เราก็ยังไม่ใช่พวกเทพ หรือพรหม
อย่างที่พวกท่านเชื่อว่ามี เราเป็น"มนุษย์"อีกชนิดหนึ่ง ที่อยู่ยังดาวดวงอื่น มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์
และศีลธรรมสูงกว่าพวกท่านมาก ความโกรธ โลภ หลง ในพวกเรา แทบไม่มีเหลืออยู่เลย
เรามีจิตวิญญาณที่เป็นอมตะแบบพวกท่าน แต่เราก็มี"ร่าง" ที่ไม่คล้ายกับพวกท่านนัก และมี"ยานบิน"
ที่ทำให้เราเดินทางไปยังดาวต่างๆได้อย่างรวดเร็วกว่าแสง พวกเราเป็นสมาชิกของสมาคมระหว่างดวงดาว
ซึ่งมนุษย์ยังไม่ได้เป็น แต่คาดว่า มนุษย์คงสามารถพัฒนาตัวเองให้เข้าเป็นสมาชิกได้ในศตวรรษที่ 21 นี้
หากมนุษย์สามารถลดกิเลส โกรธ โลภ หลง ลงได้ เทวดาและพรหมนั้นมีจริง เราสามารถติดต่อได้ทางจิต
แต่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกัน พวกเขามักเรียกพวกเราว่า"มนุษย์พิเศษ" ส่วนผีนั้น ไม่มีร่างถาวร มีแต่จิตและส่วนมาก
ไม่สามารถออกไปจากโลกนี้ได้เกิน 50 กม. เพราะมีสิ่งที่บังคับควบคุมไว้ แต่"มนุษย์ต่างดาว"ไม่มีข้อจำกัดนี้......

8.ถาม-มนุษย์ต่างดาว จะมายังโลกนี้ ต้องได้รับอนุญาตจากใครก่อนหรือเปล่า?

ตอบ- มนุษย์พิเศษจากดาวอื่นๆ จะมายังโลกนี้ ต้องขออนุญาตจากสมาคมระหว่างดวงดาวก่อนเสมอ
หรือถูกส่งให้มาช่วยเหลือในบางเรื่อง แต่เมื่อมาถึงโลกนี้ ก็ยังต้องรายงานกับ"ผู้ตรวจโลก"
ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ มนุษย์ต่างดาวที่แอบมาก็มีเหมือนกัน คือ มาโดยไม่ขออนุญาตก่อน
ส่วนมากพวกนี้เป็นพวก"ไม่ดี" ซึ่งมีอยู่เหมือนกัน แต่เป็นจำนวนน้อย ปีที่แล้ว มีพวกกลุ่มไม่ดี
ได้แอบเข้ามาในโลกของท่าน ด้วยยานอวกาศลำใหญ่ขณะมิติเปิด ขณะนี้สำหรับประเทศไทย
กลุ่มไม่ดีลอยอยู่ในบริเวณเขาผีปันน้ำ ในภาคเหนือของประเทศท่าน
หากพบยานบินสีดำ อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อันตรายมาก......

9.ถาม-มนุษย์ต่างดาวเช่นพวกท่าน หน้าตาคล้ายพวกเราไหม? หายใจด้วยออกซิเจนหรือไม่?
กินอาหารและขับถ่ายอย่างไร?

ตอบ-ผู้ที่มาจากดาวดวงอื่น ที่มีหน้าตาคล้ายมนุษย์มากที่สุด คือ พวกที่มาจากกลุ่มดาวลูกไก่
และดาวพระศุกร์ เราจากดาวอังคาร(ท่านพาราซิทัล) หน้าตาไม่เหมือนพวกท่าน
ตาจะใหญ่ดำ คางแหลม แบบในรูปที่ท่านวาดไว้ สูงกว่ามนุษย์ มือมี 3 นิ้ว และไม่มีอวัยวะเพศ
ทั้งชายและหญิง แต่รู้ว่าใครเป็นเพศชาย เพศหญิง มนุษย์ต่างดาวเพศชาย มักตัวโตกว่าผู้หญิง
เราไม่หายใจด้วยออกซิเจน แต่หายใจด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว
เรามีปากเล็กๆ จมูกเล็กๆ ไม่กินอาหารเหมือนพวกท่าน เรากินพลังงานชนิดหนึ่ง กินหนึ่งครั้ง
อยู่ได้หลายเดือน เราไม่มีกระเพาะอาหาร ลำไส้ ทวารหนัก ฉะนั้นพวกเราไม่ต้องขับถ่ายทั้งหนัก
และเบาระหว่างเดินทางในอวกาศ ความแตกต่างเหล่านี้ เป็นของธรรมดา "ท่านเอ็ดดี้" ก็หน้าตา
เป็นสี่เหลี่ยม ตากลมใหญ่ แปลกไปจากเราอีก แต่เขาใจดีมากนะ หน้าตาแตกต่างกัน
ไม่ได้หมายความว่าคุยกันไม่ได้.....

10.ถาม- ผมอยากถามว่า มาตรฐานของดาวอังคาร ดูเพศชายว่าหล่อ หรือเพศหญิงว่าสวย
เหมือนมนุษย์ดูหน้าตาและรูปร่างหรือเปล่า?

ตอบ- ไม่ใช่เลย ความหล่อและความสวย ไม่มีความสำคัญในโลกของเราเลย เราดูความ"งาม"
ของเพศตรงข้าม คือ 1)ดูว่ารัศมีออร่า ที่ออกมารอบตัวและศีรษะของเขา เป็นสีที่บริสุทธิ์ เช่น
สีขาวมากน้อยแค่ไหน? 2)ดูที่ความคิดอ่านของเขา เวลาเขาคิด ก็ออกมาเป็นคลื่นไฟฟ้า
ให้พิจารณาได้แล้วว่า คิดดี คิดบริสุทธิ์หรือไม่? ถ้าคิดดี คิดถูกต้อง วาจาและการกระทำที่ตามมา
ก็จะดีตาม พวกเราถือสัจจะสำคัญกว่าชีวิต ไม่มีการพูดปดกันหน้าตาเฉย อย่างในโลกมนุษย์เลย
เพราะหากพูดปด อีกฝ่ายก็ทราบทันที และตัวเองก็ไม่กล้าทำเช่นนั้นเลย.......

11.ถาม-พวกมนุษย์สงสัยว่า ถ้าท่านไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์ ท่านมีลูกกันได้อย่างไร? แต่งงานกันหรือไม่?

ตอบ- พวกเราเคยมีอวัยวะสืบพันธุ์ ตั้งนมนานมาแล้ว แต่หลังจากมีการพัฒนาทางด้านโคลนนิ่งมากเข้า
เพศหญิงไม่ต้องอุ้มท้อง 9 เดือน แบบผู้หญิงของท่าน เพราะไม่ยุติธรรมต่อเพศหญิง เมื่อพัฒนาโน่นนี่
กันมากขึ้น อวัยวะเพศก็หย่อนความสำคัญลงไป ไม่ค่อยได้ใช้กันบ่อย ขณะนี้ถ้าเราชอบพอกัน
อยากไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เราก็มีพิธีแต่งงานง่ายๆ มีคล้ายพระ ทำพิธีให้ และไปอยู่ด้วยกัน
มีบ้านที่รัฐบาลสร้างไว้ให้แล้ว เมื่ออยากมีลูกกัน ทั้ง 2 คนก็ยืนจ้องตากัน เอา 2 มือแตะกัน "ปิ๊ง"เดียว
ลูกตัวเล็กๆก็ลอยลงมาในแคปซูลน้อยๆ และก็เลี้ยงให้โตขึ้นมา ต้องไปเข้าโรงเรียนด้วย
คล้ายของมนุษย์ ทุกครอบครัวถูกกำหนดว่า มีลูกได้ไม่เกิน 2 คน หากมีเกิน 2 คน
จะถูกลงโทษ คือ ตายไปแล้ว ไม่ได้เกิดอีกเลย
ซึ่งทุกคนกลัวมาก บางดาวแค่จ้องตากัน
ก็มีลูกได้แล้ว แปลกไหม? ต่อไปโลกของท่าน อาจเป็นแบบของเราก็ได้........

12.ถาม-โลกดาวอังคารของท่าน ทำไมสหรัฐอเมริกา ส่งจรวดไปแล้ว
ไม่เจอผู้คนเลย และท่านมีระบบการปกครองอย่างไร?

ตอบ-โลกของเรา เคยมีบรรยากาศ มีน้ำ เช่นโลกของท่าน แต่พวกเรากันเองก็ทำลายสิ่งแวดล้อม
จนหมดสิ้น และทำสงครามกันด้วย คนต้องหนีลงไปอยู่ใต้ดินสำหรับผู้ที่รอดตาย เราอยู่ลึกลงไป
หลายกิโลเมตร เรายังใช้ระบบบการปกครอง ที่มีหัวหน้า คล้ายพระเจ้าแผ่นดิน ทุกคนก่อนเกิด
ถูกกำหนดไว้แล้วว่า ต้องเกิดมาเป็นเพศอะไร? และโตขึ้นทำอาชีพอะไร? เช่น เราถูกกำหนด
ให้เกิดเป็นทหาร จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ โลกของท่านดีกว่า ที่เกิดแล้วเลือกเรียน
อะไรก็ได้ตามใจชอบจะเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ขึ้นอยู่กับตัวเอง
โลกของเราต้องเป็นคนดีเท่านั้น เป็นคนเลวไม่ได้
คนเลวจะถูกกำจัดออกไปทันที และไม่ได้เกิดอีกเลย......


13.ถาม-โลกของท่านมีนรกและสวรรค์ไหม? และการกลับชาติมาเกิดมีจริงหรือไม่?

ตอบ-ในระบบสุริยะของพวกเรา ในทางช้างเผือก มนุษย์เป็นดาวนพเคราะห์ดวงเดียวที่มีทั้ง
นรกและสวรรค์ ดาวนพเคราะห์อื่นๆไม่มี เพราะเขาทำดีกันหมด ไม่มีคนทำชั่ว ที่ต้องถูกไป
ลงโทษในนรก แต่โลกของท่าน ก็มีดี ที่ตายไปแล้วได้เกิดอีก ขึ้นอยู่กับการกระทำของท่าน
ถ้าท่านทำดี ชาติต่อไป ก็ดีขึ้นกว่าเดิมม หากทำชั่ว ก็ตกนรก หรือเกิดเป็นสัตว์หรือมนุษย์ที่แย่กว่าเดิม
การกลับชาติมาเกิด มีจริง ส่วนมากจะเวียนว่ายตายเกิดในโลกของตัวเอง บางคนอาจจะเกิดข้ามดาว
แต่มีน้อยมาก ที่จะทำได้เช่นนั้น ต้องพิเศษจริงๆ.....

14. ถาม-ผมมีรูปถ่ายจากแฟ้มลับของเคจีบี ที่เพิ่งเปิดเผย อ้างว่าเป็นภาพจานบินตกในรัสเซีย
ราว 40 ปีมาแล้ว และมีมนุษย์ตัวเล็กๆสีเขียวตายอยู่ในนั้น และเขานำมาผ่าศพดู
ท่านดูแล้วคิดว่าภาพเหล่านี้เป็นของจริงหรือภาพหลอกลวง?

ตอบ-จานบินตกทั่วโลกมาแยะแล้ว ในรัสเซีย ในจีนก็ตกหลายครั้ง ในประเทศไทยของท่าน
ก็ตกที่ อ.สันกำแพง จ.เชีงใหม่ ในปี ค.ศ.1958 ท่านเอ็ดดี้รู้ดี เพราะรอดมาได้ รูปที่รัสเซียเปิดเผยนั้น
เป็นรูปจริง มนุษย์ต่างดาวตัวเล็กๆเขียวๆ มี 4 นิ้ว ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเขามาจากดาวดวงอื่น
จะให้รูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ คงเป็นไปไม่ได้ น่าสงสารเขานะ.....

15.ถาม-เพื่อนของผม ถ่ายภาพมนุษย์มีแสงออกมาจากตัว ที่ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี
เมื่อเดือนมีนาคม 2542 เวลากลางคืน ท่านบอกได้ไหมว่า
เขาเป็นชาวบ้านหรือมนุษย์ต่างดาว หากเป็นมนุษย์ต่างดาว เขามาทำไมในป่าทึบ?

ตอบ- ผู้ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีแสงออกมาจากตัว ไม่ใช่มนุษย์แน่นอน จ.กาญจนบุรี
เป็นพื้นที่ที่มิติเปิด คล้ายสามเหลี่ยมเบอมิวดา และบรรดายานอวกาศต่างๆ สามารถผ่านเข้า-ออกได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่มีแร่ธาตุหายาก ที่ใช้ในการเดินทางในอวกาศ
เราเคยบอกท่านแล้ว เกี่ยวกับแร่ธาตุชนิดนี้ ว่าคล้ายแร่ธาตุที่ท่านเรียกว่า"เหล็กไหล"ไงล่ะ
เราจะไม่บอกว่า เขามาจากที่ไหน บอกแต่เพียงว่า เขาไม่ใช่มนุษย์และไม่ใช่ผี!!!......

16. ถาม-เมื่อ 6 สิงหาคม 2542ผมได้รับเชิญจากองค์การนาซ่าและInternational Space University
ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมาจัดประชุมอยู่เงียบๆอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี ให้ไปพูดถึงเรื่อง"การศึกษาวิจัย
เกี่ยวกับยูเอฟโอ และผู้ขับขี่ยานบินในประเทศไทย พ.ศ.2540-2542" และได้รับคำชมเชยจาก
ฝรั่งนักวิชาการ 300 กว่าคนว่า ทำวิจัยได้ดีมาก ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องที่นาซ่าคิดจะไปยึดดาวอังคาร
ทำเหมืองแร่และส่งคนไปอยู่ 50,000 คน ใน 20 ปีข้างหน้านี้ และทำไมจานบินของท่านมาแล้ว
ไม่ยอมบินลงมาต่ำตามที่ขอร้องให้ฝรั่งเห็นทั่วกัน?

ตอบ-เราไปฟังอยู่ตลอดเวลา และไม่พอใจอย่างมาก ที่เขาคิดจะไปยึดดินแดนที่มีเจ้าของแล้ว
เช่นที่เคยทำมาในโลกนี้ในอดีต ขอบอกสั้นๆว่า หากรบกัน ก็ไม่มีทางสู้พวกเราได้
ขอให้บอกแก่พวกเขา 3 ข้อ คือ

1)จานบินและมนุษย์ต่างดาวนั้น มีจริง และได้มาเยือนโลกนี้ เป็นเวลานานหลายพันปีแล้ว
มนุษย์เปรียบเสมือนลูกหลานของเรา

2) มนุษย์ต่างดาว ไม่ต้องการมายึดครองโลกนี้ ในทำนองเดียวกัน มนุษย์ก็ไม่ควรคิด
จะไปยึดครองดวงดาวของเรา เพราะมีเจ้าของแล้ว และไม่มีทางสู้เราได้

3)ขอให้มนุษย์ใช้สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาโลกนี้ดีกว่า รวมทั้งเตรียมรับ
ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ใน ปีหน้า(ค.ศ.2000 หรือ พศ.2543)

ยานอวกาศของเรา ได้บินไปให้ท่านและบางคนเห็นแล้ว เราไม่บินลงต่ำ เพราะคิดว่า
จะไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกที่คิดจะไปยึดดาวของเรา.....

17. ถาม- เมื่อ 19 มีนาคม 2539 มีผู้ถ่ายภาพประหลาดได้ ที่พระเมรุพระบรมศพ
สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี แสงนั้นเป็นแสงอะไร?
(จะนำลงภาพปาฏิหาริย์ในเว็บฯนี้ต่อไป-Webmaster)

ตอบ-ขอตอบสั้นๆว่า กลุ่มเทพชั้นสูงมาแสดงคารวะต่อพระบรมศพ ไม่ใช่จานบินมาอย่างที่เข้าใจกัน.....

18. ถาม-ผมได้รับเชิญให้ไปพูดในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของ ม.สงขลานครินทร์
เมื่อ 19 สิงหาคม 2542 ซึ่งท่านได้สั่งให้ผมไปพูดเตือนชาวใต้เกี่ยวกับปี 2000
แต่ทำไม"จานบิน" ไปปรากฏที่อ่างเก็บน้ำของ ม.สงขลาฯ ทุกคืน เป็นเวลาถึง 10 วัน
ก่อนผมไปถึง ผมไม่ได้ร้องขอมากเพียงนั้น........

ตอบ-เราเป็นห่วงชาวใต้ของท่านมาก เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ จึงไปหลายครั้งในปีหน้า
เราจะพยายามช่วยให้หนักกลายเป็นเบา ได้ขอให้ท่านพูด อย่าให้เขาตกใจกลัว จนขาดสติ
ที่บอกเขาว่า ให้ช่วยเหลือกัน มีความเมตตากรุณาต่อกันมากขึ้นนั้น ดีแล้ว ให้หมั่นสดับรับฟัง
ข่าวสารต่างๆอยู่เสมอ รู้จักที่ๆปลอดภัย หากเกิดภัยพิบัติ อย่าประมาท เราหวังว่า ทุกท่านจะปลอดภัย
ในปีหน้า 2543 ส่วนคืนวีนที่ 19 สิงหาคม 2542 อากาศไม่ดี เราบินกันมา 3 ลำ ในระยะสูง
แต่ให้ท่านถ่ายภาพได้ชัดๆ ตั้งแต่หัวค่ำแล้วไม่ใช่หรือ? ที่ดูคล้ายดวงอาทิตย์นั่นแหละ......

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ "ยูเอฟโอและผู้ขับขี่ยานบิน" ในประเทศไทย
ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2541
โดยการทำสมาธิส่งโทรจิตไปยังผู้ขับขี่ยูเอฟโอขอให้นำยานบินมาปรากฏให้เห็น
ด้วยตาเปล่าและสามารถบันทึกภาพได้ด้วยกล้องถ่ายรูปและกล้องวิดีโอ ใน 8
จังหวัดของประเทศไทย คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน นครสวรรค์ เพชรบูรณ์
นครปฐม กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา และประจวบคีรีขันธ์
พบว่าจากการติดต่อทางจิต 15 ครั้ง
ยูเอฟโอมาปรากฏให้เห็นและบันทึกภาพได้ทั้งหมด 17 ครั้งตามที่ขอ
(ยูเอฟโอมาตามนัด = 100%) ในระยะเวลา 13 เดือน นับจำนวนยูเอฟโอได้ทั้งหมด
80 ลำ และมีประชาชนที่ยอมรับว่าเห็นหรือถ่ายภาพได้ทั้งหมดราว 1,600 คน
ยูเอฟโอที่มาปรากฏบนท้องฟ้ามีหลายรูปแบบ เช่น รูปจาน (เห็นมากที่สุด)
รูปกลมขาว รูปซิการ์ รูปสามเหลี่ยม รูปกระดานโต้คลื่น
รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน รูปคล้ายหลอดไฟฟ้า ฯลฯ
ยานบินเหล่านี้มักบินสูงกว่าเครื่องบินโดยสารธรรมดา แต่บินลงมาใต้ได้
บินได้เร็วมากหรืออาจลอยอยู่กับที่ ไม่มีเสียง ไม่มีควัน บินถอยหลังก็ได้
ลักษณะบินขึ้นๆ ลงๆ คล้ายแมลง เช่นเดียวกับที่เห็นในต่างประเทศ
ยานบินบางประเภทสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้หรือบินแล้วเลือนหายไปชั่วขณะและ
กลับมาปรากฏใหม่อย่างรวดเร็ว โดยการนัดพบแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย
จะเห็นยูเอฟโอประมาณ 4 ลำต่อครั้ง (พิสัย =1-22 ลำ/ครั้ง)
ปรากฏการณ์เห็นยูเอฟโอทั้งด้วยตาเปล่าและด้วยกล้องถ่ายรูปและ
กล้องวิดีโอจะนานราว 1-4 ชั่วโมง
ยูเอฟโอทุกลำบินอย่างมีทิศทางแน่ชัดเหมือนมีคนขับขี่บังคับยานบินอยู่ เช่น
บินรอบสถานที่นัดพบเป็นเวลานานนับชั่วโมงจึงจะบินจากไปในเวลาคืนมืดสนิท
(หลัง 19.00 น.) ยูเอฟโอจะมีไฟกะพริบสีต่างๆ ที่แตกต่างจากเครื่องบินทั่วไป
และบางลำสามารถฉายไฟสว่างจ้าลงมายังพื้นดินได้อีกด้วย
ยูเอฟโอมักจะมาในเวลากลางคืนมากกว่าเวลากลางวัน มี 2 ใน 17 ครั้ง
ที่เห็นผู้ขับขี่ยานบินอยู่ในยูเอฟโอ เห็นและถ่ายภาพผู้ขับขี่ยูเอฟโอ
ออกมายืนข้างยานบินได้อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นการศึกษาวิจัยใน 13 เดือน
ที่ผ่านมาพอสรุปได้ 3 ข้อคือ

1. การติดต่อกับผู้ขับขี่ยูเอฟโอด้วยการทำสมาธิขอให้นำยานมาปรากฏ
ประสบผลสำเร็จ 100% แสดงว่าการส่งโทรจิตติดต่อทำได้จริง
2. ยานบินมีจริง มีหลายรูปแบบ และจากหลักฐานสำคัญหลายอย่างที่ค้นพบ
ทำให้เชื่อว่ายูเอฟโอเหล่านี้ไม่ใช่ยานบินของมนุษย์
3. ผู้ขับขี่ยูเอฟโอมีจริง และจากหลักฐานสำคัญหลายอย่างที่ค้นพบ
ทำให้เชื่อว่าผู้ขับขี่ยูเอฟโอเหล่านั้นไม่น่าจะเป็นมนุษย์จากโลกนี้

------คัดลอกจากหนังสือ จานบินในประเทศไทย
เขียนโดย ดร.เทพนม เมืองแมน------------


อีกหนึ่งวิธีการบิดเบือนและกลืนทุกศาสนา
ให้เป็น ศาสนาหนึ่งเดียวของโลก
ขึ้นกับ พระเจ้าองค์เดียว ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร?

เพราะขึ้นกับจินตนาการของแต่ละคน

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 10:57 pm


มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย นำโดย นายปรีชา ประกอบกิจ ประธานกรรมการ
มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย มอบทุนการศึกษาและสนับสนุนการดำเนินงานให้แก่
บาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล ชุมชนคลองเตย
เป็นจำนวนเงิน 650,000 บาท เพื่อนำไปใช้พัฒนาความรู้ ความสามารถแก่เด็กๆ ในชุมชนต่อไป

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000042909

http://thaipriest.cbct.net/activity/headseminar2/headseminar2.html

วันที่ 15-19 ตุลาคม ค.ศ. 2001
สถานที่ บ้านผู้หว่าน สามพราน นครปฐม
หัวข้อ บุคลิกภาพและสุขภาพของพระสงฆ์
วิทยากร พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ, คุณวิวัฒน์ พงศธร, คุณปรีชา ประกอบกิจ, คุณพัลลภ เหมือนคีรี


http://thaipriest.cbct.net/activity/headseminar1/headseminar1.html

วันที่ 19-23 ตุลาคม ค.ศ. 1981
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ คริสตศาสนากับวัฒนธรรม
วิทยากร ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายเรื่อง “วัฒนธรรมไทย”
คุณหญิงมาลี พ.สนิทวงศ์ ณ อยุธยา บรรยายเรื่อง “การดำเนินชีวิตของคริสตชนในสังคมพุทธ”

หมายเหตุ ค.ศ. 1982 ประชุม เอฟเอบีซี. (FABC) ณ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม


วันที่ 19-22 ตุลาคม ค.ศ. 1992
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ มิติชีวิตสงฆ์ด้านต่างๆ ศึกษาพระสมณสาส์นของพระสันตะปาปา
เรื่อง “เราจะประทานนายชุมพาบาลแก่พวกท่าน” (PDV, Pastores Dabo Vobis)
วิทยากร อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ บรรยายในด้านการพัฒนา, คุณหมอประเวศ วะสี
บรรยายในด้านการศึกษา
คุณพ่อโมลิ่ง, บราเดอร์ชุมพล ดีสุดจิต, พระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์,
พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ, คุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล, คุณพ่อหลุยส์ เบียร์ จักแมง,
พระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร ฯลฯ


วันที่ 17-21 ตุลาคม ค.ศ. 2005
สถานที่ บ้านผู้หว่าน สามพราน นครปฐม
หัวข้อ พระศาสนจักรไทยในโลกปัจจุบัน : 40 ปี Gaudium et Spes
วิทยากร คุณสนธิ ลิ้มทองกุล, คุณพ่อชาย ขันทะโฮม, ผศ. ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล, คุณอัจฉรา สมแสงสรวง,
คุณพ่อไพศาล อานามวัฒน์, คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์, คุณพ่อดัง โตแนล


วันที่ 15-19 ตุลาคม ค.ศ. 2006
สถานที่ บ้านผู้หว่าน สามพราน นครปฐม
หัวข้อ “พระศาสนจักรไทยในโลกปัจจุบัน” พระดำรัสเตือน กฎหมาย และธรรมาภิบาล)
วิทยากร พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู, คุณพ่อบรรจง สันติสุขนิรันดร์, คุณพ่อชาญชัย ทิวไผ่งาม,
คุณพ่อวัชรินทร์ สมานจิต, คุณพ่อลือชัย ธาตุวิสัย, คุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล, คุณพ่ออันโตนิโอ วาลแซ็กกี
คุณพ่อพิชาญ ใจเสรี, อาจารย์ขจิต สุขุม และคณะ, คุณประจวบ ตรีนิกร, ดร. วิทย์ สุนทรนันท์


เทคนิคเล็กๆ ในการใช้สื่อทำลายพุทธ
โดยให้ฝ่ายแดงดึงพระมาเล่น ฝ่ายเหลืองก็เอาพระมาด่าต่อ

แล้วชูของตนเองให้ดูมีภาพลักษณ์ที่น่าเลื่อมใสศรัทธา


http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000042909

อลัชชีเสื้อแดง ซากเดนสังคมที่ต้องเร่งกำจัด
17 เมษายน 2552 06:44 น.

สวัสดีวันที่ 17 เม.ย.วันนี้มีอนุสนธิจากเหตุการณ์ “กองโจรเสื้อแดง”
เผาบ้านเผาเมืองทำลายชาติ โดยขอหยิบยกกรณี
“อลัชชีเสื้อแดง”

มาให้ช่วยกันสาปแช่งให้สาแก่ใจ


เนื่องเพราะอลัชชีผู้นี้เข้าร่วมในเหตุการณ์ทุบรถและทำร้ายหน่วยรักษาความปลอดภัยของ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย โดยปรากฏภาพให้เห็นทางสื่อต่างๆ อย่างชัดเจน

คงต้องบอกว่า อลัชชีผู้นี้ไม่ใช่พระสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนา เพราะพระที่แท้ย่อมไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้
แต่บังอาจใส่เครื่องแต่งกายที่ประชาชนคนไทยเคารพนับถือไปแสดงพฤติกรรมถ่อยเถื่อน
ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเมืองไทย


ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของอลัชชีเสื้อแดงผู้นี้ ก็สะท้อนภาพให้เห็นถึงสติปัญญาของ
เหล่ากองโจรเสื้อแดงว่าเป็นเช่นไร เพราะแทนที่จะห้ามปรามเพื่อไม่ให้เกิดภาพที่ไม่ดี
กับสถาบันศาสนากลับเห็นดีเห็นงามไปด้วย


...ยังไงฝากตำรวจออกหมายจับอลัชชีเสื้อแดงผู้นี้ด้วยเด้อ

การร่วมมือกันของ ๒ กลุ่มคน ในการล้มล้างสถาบัน

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 11:19 pm


ในความว่างไม่ว่างเปล่า มีจิตองค์พระบรมธรรมบิดาเจ้า พระผู้สร้างสุริยะจักรวาลทั้ง 3 โลก
คือ ศูนย์พลังธรรมชาติ ทุกศาสนาได้กำหนดหมายถวายพระนาม ต่างๆ นาๆ คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า (GOD)


หรือว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า (GOD) คือ เอเลี่ยน

นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Fri Feb 26, 2010 1:04 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=81&PHPSESSID=d7590c08be5ad2a1f4a1bb8ddcde2126.htm



TheBuddhas of Bamyan, which dated to the fifth century,
were destroyed by the Taliban in 2001 as "un-Islamic".


http://en.wikipedia.org/wiki/Buddhas_of_Bamyan

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=42&contentID=50772

อัญเชิญคัมภีร์พุทธศาสนา2พันปีมาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 7:46 น

ร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวง83พรรษา

ดร.อำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้
ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้เห็นชอบให้อัญเชิญธรรมเจดีย์คัมภีร์พระพุทธศาสนาโบราณ
อายุกว่า 2,000 ปี จากสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน ประเทศนอร์เวย์ มายังประเทศไทย เป็นการชั่วคราว
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล
เฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธ.ค. 2553 โดยจะมีการอัญเชิญมาในช่วงงานวันวิสาขบูชา
ประจำปี 2553 เพื่อจัดแสดงให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าชม เป็นระยะเวลาประมาณ 65 วัน

ดร.อำนาจ กล่าวด้วยว่า การอัญเชิญพระคัมภีร์ดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค. 2552
พระธรรมสิทธินายก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ได้เป็นผู้แทนสมเด็จพระพุฒาจารย์
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์
รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์
และหารือกับ ศ.ดร.เยน โบรกวิก กรรมการกองโบราณคดีและอักษรศาสตร์แห่งนอร์เวย์
ในการอัญเชิญคัมภีร์โบราณดังกล่าว และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางศ.ดร.เยน โบรกวิก ได้ทำหนังสือแจ้งมาว่า
สถาบันอนุรักษ์สเคอเยน อนุญาตให้อัญเชิญพระคัมภีร์มายังประเทศไทยได้เป็นเวลา 65 วัน
นับตั้งแต่วันวิสาขบูชาเป็นต้นไป

คัมภีร์โบราณนี้ถูกค้นพบในถ้ำที่หุบเขาบามียัน ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งนักโบราณคดี
และภาษาศาสตร์ใช้เวลาร่วม 12 ปี ทำการชำระคัมภีร์และสันนิษฐานว่าเป็นผลงานของ
พระอรหันต์ที่ได้จารึกพระธรรมวินัยเป็นตัวอักษรในช่วง พ.ศ. 6”
ดร.อำนาจ กล่าว.

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

กษัตริย์ไทยสายราชวงศ์พระเจ้าไทยดี ทรงพระนามว่า “พระกนิษกะที่ ๒” ได้ขึ้นครองราชย์
ในอาณาจักรกุษาน (ติดแคว้นคันธาระ) ในปี พ.ศ. ๖๕๓ ทรงมีพระราชศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาและ
พระนาคารชุนยิ่ง ได้ทรงเป็นพุทธศาสานูปถัมภกต่อพระภิกษุสงฆ์มหายานนี้มาก ด้วยพระองค์เป็น
พระญาติแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช ทำให้ได้รับการถ่ายทอดความเชียวชาญ จากคัมภีร์มหาจักรพรรดิราช
สงผลให้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพแผ่พระราชอำนาจเข้าไปตลอดเขตอิหร่าน เตอรกีสถาน และ
ข้ามเทือกเขาฮินดูกูฎ การาโครัม เช้าไปยังแคว้นซินเกียง ทั้งยังทรงครอบครองอาณาจักรซอกเตียน
อาเรีย โขตาน ส่วนทางอินเดียนั้น ทรงแผ่อานุภาพปกคลุมแคว้นคันธาระ กัษมิระ ปัญจาป
ตลอดลงมาถึงฝั่งแม่น้ำคงคา และในที่สุดได้ทรงตั้งเมืองใหญ่ (เมืองหลงงที่สองด้านใต้) ไว้ที่ปุรุษปุระ
(แคว้นปชวารในปัจจุบัน) ทรงเป็นมหาราชแห่งชนชาติไทยที่เป็นพุทธมามกะที่ยิ่งใหญ่ ทรงสร้าง
พระพุทธรูปไว้ในอาณาจักรของพระองค์มากมายปรากฎอยู่ในประเทศอาฟกานิสถานปัจจุบัน)
พระองค์ทรงศรัทธาต่อแนวพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ทำให้พระภิกษุสงฆ์ที่หลบหนีการเข่นฆ่า
ของพราหมณ์เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์นับล้านองค์ และเป็นยุคที่พราหมณ์ในดินแดน
ของพระองค์ อพยพหนีลงไปยึดดินแดนทางใต้คือแคว้นกาลิงครัฐ (ยะไข่) ติดทะเลอาระกัน
ในขณะเดียวกันความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาก็กลับคืนมาในอาณาจักรนี้มีอีกครั้งหนึ่ง
และพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็เผยแพร่เข้าสู่ดินแดนธิเบต และซินเกียง ผ่านข้ามทะเลทราย
ไปยัง “ตุ้งฮ้วง” เข้าสู่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงแต่เวลานั้น

ตามจดหมายเหตุของพระภิกษุเฮี้ยนจัง (ถังซัมจั๋ง) กล่าวว่า ราชสำนักของพระเจ้ากนิษกะมหาราช
เปลี่ยนแปลงและโยกย้ายไปตามฤดูกาล ในฤดูหนาวราชสำนักของพระองค์จะอยู่ทางด้านใต้
คือในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียแถบริมแม่น้ำคงคา เมื่อถึงฤดูร้อนก็จะทรงย้ายไปอยู่ยังแคว้นกปิศะ
(ทางใต้ของหิมาลัย เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ก็จะทรงย้ายไปอยู่ที่แคว้นคันธารราษฎร์
(ประเทศอาฟกานิสถานปัจจุบัน) แต่ละแห่งที่ระองค์เสด็จไปประทับนั้น ได้ทรงสถาปนาพุทธวิหารไว้
สำหรับเป็นที่พึ่งของประชาชน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเจริญรอยตามพระเจ้าอโศกมหาราช
ในฐานะที่พระองค์เป็นราชวงศ์เดียวกัน คือโปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และสังฆาราม
ตลอดพสุธาเขตที่พระบารมีของพระองค์จะแผ่ไปถึง

สิ่งที่สำคัญยิ่งในสมัยของพระองค์ คือ “การสังคายนาพระไตรปิฎก” โดยในการสังคายนาครั้งนี้
ได้อาราธนาพระอรหัตตฺถุง ๒๐,๐๐๐ (สองหมื่นรูป) มากกว่าเมื่อสมัยปฐมสังคายนาและครั้ง
พระเจ้าอโศกมหาราชได้กระทำไว้
(ในสมัยพระเจ้ากนิษกะเป็นสมัยที่มีพระอรหันต์มากที่สุด จะเห็นได้จาก
จำนวนถ้ำสำหรับปฏิบัติสมาธินับล้านถ้ำบนเทือกเขาในประเทศอาฟกานิสถาน
แต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกประเทศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดในปี พ.ศ. ๒๕๔๕
ทำลายทิ้งเสียเกือบหมดแล้ว


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra03150752§ionid=0131&day=2009-07-15

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11449 มติชนรายวัน

แลน-คำลาว, ตะกวด-คำเขมร ไม่ใช่เหี้ย-คำบาลี

คอลัมน์ สยามประเทศไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ


แลน เป็นคำลาว หมายถึงตะกวด ไม่ใช่เหี้ยตามที่มีผู้เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ, โทรทัศน์,
หนังสือพิมพ์

ตะกวด เป็นคำเขมร (เขียน ตฺรกวต อ่านว่า ตฺรอกวต) หมายถึง แลน ไม่ใช่เหี้ย

แลนหรือตะกวด เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของคนดึกดำบรรพ์ยุคสุวรรณภูมิราว 3,000 ปีมาแล้ว
เป็นอย่างน้อย มีลายเส้นอยู่บนกลองทอง(หรือมโหระทึก) ร่วมกับลายเส้นรูปอื่นๆ
อันเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในยุคนั้น



"
ตะกวด" สำริด พบในบริเวณเขตเขาบ่อพลับห่างจากเขาไม้เดนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ไม่ไกลนัก อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ กำหนดอายุอยู่ในยุคสุวรรณภูมิ เมื่อราว พ.ศ. 1-500 ชิ้น งานหล่อขึ้นอย่างง่ายๆ อย่างฝีมือช่างพื้นบ้าน เนื้องานไม่ประณีตนักหล่อได้ถูกต้องตามสรีระของสัตว์ประเภทนี้ อาจเป็นของที่ใช้ในพิธีกรรม โดยมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับคติการบูชาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อย่างพวกตะกวด จระเข้ หรือกบ คางคก

ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่อาคารมิวเซียมท้องถิ่นวัดเขาไม้เดน (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เขียนคำบรรยายภาพ วิภาช ภริชานันท์ นักศึกษาปริญญาโท Arts Institute, Chicago, USA. ถ่ายภาพ)

ราชพงศาวดารกัมพูชายกย่องตะกวดเป็นบรรพชน
ที่ฟังธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่
ใต้ต้นหมัน(ต้นทะโลกหรือทะลอก) จนบรรลุธรรม
(แต่พวกสร้าง?ประวัติศาสตร์บาดหมาง?โฆษณาบิดเบือนให้ร้ายว่า
บรรพชนชาวกัมพูชาเป็นเหี้ย แล้วใช้งานด่าทอเพื่อนบ้านคราว
เสียปราสาทพระวิหาร ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อราว พ.ศ. 2505)

ส่วนในชาดก(500 พระชาติ) เล่าว่าพระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติ
เป็นตะกวดหรือแลน ไม่ใช่เหี้ย

ลายเส้นบนหน้ากลองสัมฤทธิ์(มโหระทึก)ในวัฒนธรรมดองซอน พบที่เวียดนามเป็นภาพเล่าเรื่องพิธีกรรมในระบบความเชื่อดั้งเดิมคือ "ศาสนาผี"ของชุมชนหมู่บ้านในอุษาคเนย์ราว 4,000 ปีมาแล้ว มีรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หลายอย่าง เช่น นกกระเรียน ตะกวด(แลน) ฯลฯ (ภาพ
และคำอธิบายจากหนังสือสุวรรณภูมิ ต้นกระแสประวัติศาสตร์ไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 48)

ร่องรอยที่ยกมานี้แสดงว่าคนแต่ก่อนทั้งในสุวรรณภูมิและในชมพูทวีป(อินเดีย) ล้วนยกย่องตะกวดหรือแลนเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์

หลักฐานที่สนับสนุนร่องรอยดังกล่าว พบล่าสุดบริเวณโดยรอบเมืองบน โคกไม้เดน อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์ เป็นโลหะหล่อเป็นรูปตะกวดอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ขณะนี้จัดแสดงอยู่ในมิวเซียมท้องถิ่นวัดเขาไม้เดน ต. ท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์

เหี้ย ยังไม่พบที่มา แต่มีผู้รู้สามัญชนเคยบอกว่าน่าจะเพี้ยนจากคำบาลีว่าหีน (อ่านว่า หี-นะ) หมายถึงเลวทรามต่ำช้า, สกปรกโสโครก, ฯลฯ เช่น หีนยาน, ทมิฬหีนชาติ, เป็นต้น

คำบาลี หีน กร่อนเหลือ หี เรียกอวัยวะเพศหญิง แผลงเป็น เหี้ย
เรียกสัตว์เลื้อยคลานคล้ายตะกวดหรือแลน แล้วยังเป็นคำด่า เช่น ไอ้เหี้ย, อีเหี้ย


หน้า 20


2. ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ประเภทอเทวนิยม (ไม่นับถือพระเจ้า) มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา
คัมภีร์ของศาสนาพุทธ คือ พระไตรปิฎก หมายถึงตำราที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า
แบ่งออกเป็น 3 คัมภีร์ คือ

1. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยศีลหรือวินัยของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
2. พระสุตตันตปิฎก (พระสูตร) ว่าด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าและสาวก รวมทั้งชาดกต่าง ๆ
3. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยหลักธรรมล้วน ๆ

นิกายสำคัญของศาสนาพุทธ
1. นิกายเถรวาท หรือหีนยาน
ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัย
ประเทศที่นับถือ ได้แก่ ไทย พม่า ศรีลังกา ลาว กัมพูชา
2. นิกายอาจริยวาท หรือมหายาน
ดัดแปลงพระธรรมวินัยได้ ประเทศที่นับถือ ได้แก่ จีน ทิเบต ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลี


http://www.poosawan.org/hoopha.html

http://www.watkoh.com/forum/index.php?topic=1036.0

http://123.242.145.121/sac/Opac/BibItem.aspx?BibID=b00011392

http://opac.lru.ac.th/cgi-bin/vtls.web.gateway?authority=0028-52180&conf=120000+++1

++++++++++MENU OF COPIES AND VOLUMES
CALL NO ร ส. ช194ค 2522
AUTHOR ชยานันโท,ภิกษุ.
MAIN TITLE คำสอนเดียรกีย์
EDITION พิมพ์ครั้งที่ 1 062117110523
LOCATION STATUS ITEM-ID COPY UNITS
1.เรื่องสั้น ชั้น 1Available18940000041
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Mar 22, 2010 3:53 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269233810&grpid=&catid=02



วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:54:29 น.
มติชนออนไลน์

ภิกษุสันดานกา อัตตาที่มากโข

สุวัจชัย ลีสุจริตกุล บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Windows ITPro

"ภิกษุสันดานกา" เป็นผลงานภาพวาดของ "อนุพงษ์ จันทร" อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
สาขาจิตรกรรม สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยในช่วง ต.ค. 50
ภาพภิกษุสันดานกานี้ มีปัญหาต่อกลุ่มพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดย พระมหาโชว์ ทัศนีโย
แกนนำสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติ ที่กล่าวว่าเป็นการดูหมิ่นสงฆ์ โดยภาพที่แสดงพระภิกษุ 2 รูป
หลับตาเอาศีรษะชนกันและมีปากเป็นปากของกา นอกจากนี้ยังมีรอยสักเต็มตัวและแสดงกิริยา
แย่งสายสิญจน์กับตะกรุดที่อยู่ในบาตร ส่วนลายสักเป็นรูปกบกำลังผสมพันธุ์และตุ๊กแก
กำลังผสมพันธุ์กัน


ปัญหาดังกล่าวทำให้ อ.อนุพงษ์ ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ท่านไปเจอภาพที่ปรากฏอยู่ใน
สมุดภาพไตรภูมิที่เป็นภาพชื่อว่า ”บรรพชิตทุศีล” และก็มีข้อความปรากฏเอาไว้ด้านล่างภาพว่า
บาปเป็นบรรพชิตทุศีลแลเลี้ยงชีพผิดมิชอบด้วยธรรม ตายไปต้องกลายเป็นเปรต
มีไฟไหม้ลุกจีวรไหม้กาย.....

ซึ่งเขาเองก็เอะใจว่า ปัญหาเกี่ยวกับพระสงฆ์มันก็มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี พอดีกับขณะนั้น
เขาได้รับความสะเทือนใจจาก สื่อต่างๆ ที่มีข่าวเกี่ยวกับคนที่ปลอมไปบวชบ้าง,
คนที่อาศัยผ้าเหลืองหากินบ้าง โดยหาผลประโยชน์จากแรงศรัทธาของชาวบ้านที่ค่อนข้าง
จะเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจ ก็เลยเอาเนื้อหาตรงนี้มาเป็นเนื้อหาในการสร้างงาน โดยที่มองว่า
ในสภาพสังคมเราจริงๆ ก็มีพวกเปรตที่แอบแฝงอยู่ในสังคม ที่คอยหาผลประโยชน์
หาความเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่น และพระภิกษุสงฆ์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยที่มีคนที่ไม่ได้ตั้งใจ
เข้าไปบวชจริงๆ ตั้งใจเข้าไปบวชเพื่อที่จะหาผลประโยชน์และทำให้ศาสนาของเรามัวหมอง


ทำให้ อ.อนุพงษ์ แสดงออกโดยการเขียนรูปเพื่อเป็นการเตือนสติให้แก่คนในสังคมว่า
ถ้าเกิดคุณคิดไม่ดีหรือทำอะไรไม่ดีตายไปคุณต้องกลายเป็นเปรต มีรูปลักษณ์อัปลักษณ์แบบนี้นะ
เพราะฉะนั้นถ้าเกิดคุณเป็นอยู่ หรือว่าใครพบใครเห็นจะได้รู้ว่าอันนี้ไม่ใช่คนที่หวังดีกับศาสนา

อ.อนุพงษ์ ยืนยันอีกด้วยว่า คำว่า ”ภิกษุสันดานกา” ไม่ใช่ชื่อที่เขาตั้งขึ้นมาเอง
แต่มีระบุอยู่แล้วในพระไตรปิฎก ในหนังสือคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า ตำราดูพระภิกษุ
และตนขอยืนยันว่า ภาพที่ตนเขียนขึ้นมา ไม่ใช่ภาพพระดีดีในสังคม
แต่เป็นการเขียนเปรตที่แอบแฝงอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อเตือนสติคนในสังคม
โดยสื่อภาพออกมาในเชิงสัญลักษณ์ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเปรียบเทียบพระภิกษุลามกว่า
มีนิสัยเหมือนกา 10 อย่าง อย่างเช่น รอยสักหรือการแย่งสายสิญจน์แย่งอะไรพวกนี้
มันเป็นสัญลักษณ์ของคนที่หลงผิดไปในทางไสยศาสตร์ ที่มันขวางแนวทางคำสั่งสอน
ทางพระพุทธศาสนาอยู่ เป็นต้น.........


......ครั้งแรกที่ผมเห็นภาพที่ว่านี้ ผมยอมรับว่าแปลกใจระดับหนึ่งเลยทีเดียวครับ
ว่าทำไมคนเขียนถึงกล้าเขียนออกมาน่ะ แต่ครั้นเมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของภาพอย่างละเอียด
รวมทั้งคำสัมภาษณ์ที่เจ้าของภาพอธิบายและให้สัมภาษณ์ไว้ ก็หายแปลกใจไปในที
และยิ่งได้มาเห็นพฤติกรรมกับภิกษุในยุคสมัยนี้ "ก็ทำให้เข้าใจภาพดังกล่าวได้อย่างถ่องแท้"

ผมเห็นพระโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในกรณีที่ดิน ถึงขั้นทำอนุสรณ์ถุงกล้วยแขก, ผมเห็นพระภิกษุ
เดินนำขบวนประท้วง, ผมเห็นพระออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยคำที่ไม่สมควรกับการวางตัวเป็นภิกษุ,
ผมเห็นพระไปเดินห้างพันธ์ทิพย์ยืนเลือกซื้อแผ่น MP3, ผมเห็นพระเอาเลือดมาสาดทหารที่เชียงใหม่,
และล่าสุดผมก็ดันไปเห็นกลุ่มพระภิกษุไปขึ้นเวทีการเมือง, นี่ยังไม่นับรวมกับที่ผมเห็นพระภิกษุ
ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ (ส่อไปในทางเสื่อม) อีกมากมาย จนทำให้ผมเริ่มทบทวนกับตัวเองว่า
"ถึงคราวพุทธศาสนาคงจะเสื่อมกระมัง?"


แก่นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่นับเป็นต้นปฐมบทของพุทธศาสนา ก็คือ
"อนัตตา หรือ ความไม่เที่ยงไม่มีตัวตน" นั่นเอง ผมคงไม่ลงรายละเอียดให้เยิ่นเย้อเกี่ยวกับ
เรื่องนี้น่ะครับ ฆราวาสอย่างผมก็ขอพูดตรงๆ คือยังทำไม่ได้ครับ ผมยังมีรัก โลภ โกรธ
หลง...และก็มีอัตตามากโขอยู่ อันนี้ก็เข้าใจได้โดยทั่วกัน....แต่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ที่รับ
คำสอนโดยตรงจากพระพุทธเจ้านี่สิครับ ไม่ควรมีอัตตาเต็มเปี่ยมเฉกเช่นเดียวกับฆราวาส
เหมือนเราๆ ท่านๆ ดังนั้นหากตัดเรื่องขันธ์ 5 หรืออัตตาเหล่านี้ไม่ขาด
ผมว่าน่าจะลาสิกขาลาบทเสียก่อนดีไหมครับ..จะได้ทำอะไรกันเต็มเหนี่ยวไปเลย


แต่อย่างไรก็ตามครับ สรรพสิ่งล้วนมีสองด้านเสมอ......แม้เหตุการณ์นี้จะทำให้พุทธศาสนา
ต้องแปดเปื้อนราคี ด้วยภิกษุบางรูปและบางกลุ่มก็ตามที แต่อย่างน้อยในแง่ดีนั้น
มันก็เป็นเหตุการณ์ที่ช่วยชี้นำทางให้ผมและทุกๆ ท่าน ได้เห็น "ภิกษุสันดานกา"
ตัวเป็นๆ ไงละครับ...
ครั้งนี้ขอออกนอกเรื่องไอทีสักวัน หวังว่า ทุกๆ ท่านคงไม่ว่ากันน่ะ

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 3 จาก 3 Previous  1, 2, 3

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ