ศาสนากับรัฐธรรมนูญ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ศาสนากับรัฐธรรมนูญ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 21, 2009 7:26 am

ศาสนากับรัฐธรรมนูญ

Submitted by อิทธิ on Sun 08-11-2009
ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้จัดการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "แนวทางการส่งเสริมสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาของประเทศไทย" เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา เพื่อระดมความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงพระพุทธศาสนาให้เข้มแข็ง ขึ้น มีวิทยากรร่วมการเสวนา 10 ท่าน ทั้งพระภิกษุ แม่ชี ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้แทนสมาคมเปรียญธรรมแห่งประเทศไทย และนักวิชาการรวมทั้งผู้เขียนด้วย โดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เป็นประธานในที่ประชุม นายแพทย์บรรพต ตันธีวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ผู้เขียนขอนำเสนอความคิดเห็นที่ได้แสดงต่อที่ประชุม ในประเด็นเรื่องบทบัญญัติว่าด้วยศาสนาในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิก ได้พิจารณาเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวต่อไป
ในประวัติ ศาสตร์อันยาวนานนั้น ศาสนาได้แสดงบทบาทที่เป็นคุณอนันต์ต่อมนุษย์ ขณะเดียวกันก็เป็นโทษมหันต์ต่อมนุษยชาติเช่นเดียวกัน ถ้าเกิดความขัดแย้งในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น เกิดสงครามระหว่างศาสนา (ดังเช่น สงครามครูเสด) หรือแม้กระทั่งสงครามระหว่างต่างนิกายในศาสนาเดียวกัน (ดังเช่น สงครามอิรัก-อิหร่าน และสงครามกลางเมืองในอิรักปัจจุบัน) หรือถ้าเกิดความเห็นหรือการตีความที่ผิดในหลักการของศาสนาก็อาจนำไปสู่ความ รุนแรง เช่น ความพยายามของกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย หรืออาจเกิดการฆาตกรรมหมู่ เช่น ลัทธิโอมชินริเคียวในญี่ปุ่น หรือถ้าเกิดความเห็นหรือการตีความที่แตกต่างกันแม้ในศาสนาเดียวกัน ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน เช่น กรณีวัดพระธรรมกาย หรือแม้กระทั่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างเชื้อชาติที่นับถือศาสนาต่างกัน เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในโคโซโว เป็นต้น
ตะวันตกเป็นดินแดนที่เรียน รู้เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างศาสนา หรือระหว่างนิกายในศาสนามายาวนาน จากประวัติศาสตร์อันขมขื่นของสงครามศาสนา การครอบงำของศาสนจักรต่อการแสวงหาความรู้ใหม่ของมนุษย์ หรือความขัดแย้งระหว่างนิกายในศาสนา ทำให้ในที่สุดแล้วประเทศตะวันตกได้แยกรัฐและศาสนาออกจากกัน โดยรัฐจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของศาสนา (secular state) ถือว่าศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล รัฐจะให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชนทุกคน ตราบเท่าที่การนับถือศาสนานั้นไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น และความสงบสุขของสังคมโดยรวม ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ปัจจุบันประเทศที่รุ่งเรืองในทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น เป็นต้น มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่แยกรัฐและศาสนาออกจากกันอย่างชัดเจน
พุทธ ศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมาเป็นเวลากว่า 2,000 ปี พุทธศาสนาจึงฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยตั้งแต่ครั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา ความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาที่สืบเนื่องมายาวนานเกิดจากความสัมพันธ์ที่สมดุล ระหว่างประชาชน พระสงฆ์ และพระมหากษัตริย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการพุทธศาสนามาโดยตลอด ส่วนพระสงฆ์มีหน้าที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม สั่งสอนประชาชนในด้านศีลธรรมและสัจธรรม และเป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่ประชาชน ส่วนประชาชนก็ควบคุมพระสงฆ์ในเชิงชีวิตความเป็นอยู่ทางร่างกาย (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค) รวมทั้งการก่อสร้างศาสนสถานและศาสนวัตถุ และเป็นผู้กลั่นกรองพระสงฆ์ที่จะมาพำนักอยู่ในวัดหรือสำนักสงฆ์ในชุมชนของตน นับเป็น "ความสัมพันธ์ 3 เส้า" ที่ลงตัว ทำให้เกิดระบบตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน
การเปลี่ยน แปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี พ.ศ.2475 นั้น ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและทรงเป็นผู้นำแห่งรัฐในเชิง สัญลักษณ์เท่านั้น อำนาจทางการเมืองตกไปอยู่ที่นักการเมืองซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นรัฐบาล ประจวบกับเมื่อมีการประกาศใช้ "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์" ทั้ง 3 ฉบับ ทำให้คณะสงฆ์ทั้งคณะตกอยู่ภายใต้ระบบราชการไทย ราชการในคณะสงฆ์เป็นผู้ให้คุณให้โทษแก่พระสงฆ์ มิใช่ประชาชนดังเช่นในอดีต ระบบการควบคุมซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนกับพระสงฆ์ กล่าวคือ ประชาชนควบคุมพระสงฆ์ในเชิงวัตถุ และพระสงฆ์ควบคุมประชาชนในเชิงจิตใจได้ค่อยๆหมดไป
นักการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยนั้นมาจากพื้นฐานที่หลากหลาย และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ ความรู้ความเข้าใจและความใส่ใจในพุทธศาสนาจึงมีไม่มากและไม่ลึกซึ้งเท่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อนักการเมืองซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจรัฐเข้ามาทำหน้าที่ทำนุบำรุงพุทธศาสนา และแก้ไขปัญหาในวงการพุทธศาสนาแทนองค์พระมหากษัตริย์ในอดีต ความไม่ลงตัวในเชิงโครงสร้างจึงได้เกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องและทันกาล เพราะนักการเมืองเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมตัดสินใจและแก้ปัญหาไปตามแรงกดดันทางการเมือง นอกจากนี้นักการเมืองไทยยังมิได้เป็นพุทธศาสนิกชนเพียงอย่างเดียว แต่มีศาสนิกจากศาสนาอื่นเข้ามาร่วมด้วย ทำให้ภารกิจในการทำนุบำรุงพุทธศาสนา (รวมทั้งศาสนาอื่น) และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพุทธศาสนา (รวมทั้งศาสนาอื่น) เกิดความสับสนยิ่งขึ้น
ทางออกของเรื่องนี้น่าจะได้แก่การกลับไปหา "ความสัมพันธ์ 3 เส้า" ที่ลงตัวดังเช่นครั้งในอดีต โดยการกำหนดในรัฐธรรมนูญแยก "การเมือง" กับ "ศาสนา" ออกจากกันให้ชัดเจน และสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัฐและเป็นมรดกทางประวัติ ศาสตร์และวัฒนธรรม ควรจะเป็นผู้ทำนุบำรุงพุทธศาสนา แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะต่างๆ และแก้ไขปัญหาของพุทธศาสนาต่อไป (โดยปัจจุบันครอบคลุมถึงศาสนาอื่นด้วย) ดังนั้นบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องศาสนาในรัฐธรรมนูญจึงควรจะคงมาตราที่ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก" ไว้เพียงมาตราเดียว นอกเหนือจากการให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ ประชาชน และการบัญญัติให้แยกรัฐ (ทางการเมือง) ออกจากศาสนาให้ชัดเจน
เมื่อ รัฐธรรมนูญแยกการเมืองกับศาสนาออกจากกันแล้ว ศาสนาก็จะเป็นเรื่องของภาคประชาชนโดยสมบูรณ์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นหลักชัยของศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าและทุกศาสนา รัฐทางการเมือง (หรืออำนาจทางการเมือง) จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับศาสนาไม่ได้อีกต่อไป ศาสนาจะกลับคืนไปสู่ประชาชนและชุมชน ระบบราชการในคณะสงฆ์ก็จะสิ้นสุดลง "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์" "พระราชบัญญัติการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" ในพุทธศาสนา และ "พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรอิสลาม" "พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจญ์" "พระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม" และพระราชบัญญัติอื่นๆ ในศาสนาอิสลาม ก็ควรจะถูกยกเลิกพร้อมกันไป รวมทั้งหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา เป็นต้น
ถ้ารัฐธรรมนูญ ที่จะแก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ มีบทบัญญัติที่แยกการเมืองกับศาสนาออกจากกันอย่างชัดเจนเช่นนี้แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ศาสนา กับพระมหากษัตริย์ ก็จะยังคงอยู่ตามขนบธรรมเนียมราชประเพณีแต่โบราณ อันสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคมไทย ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่ก็จะมีลักษณะที่ก้าวหน้า สอดคล้องกับหลักการสากล และรัฐธรรมนูญของนานาอารยประเทศ

ผู้เขียน: ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
ที่มา: มติชน
Tags: ศาสนาวัฒนธรรม


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Sat Nov 21, 2009 7:29 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ศาสนากับรัฐธรรมนูญ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 21, 2009 7:28 am

ผู้เยี่ยมชม พิมพ์ว่า:Submitted by ผู้เยี่ยมชม on Wed 11-11-2009

มันมีข้อที่น่าคิดอย่างหนึ่ง การแยกการเมืองออกจากศาสนา แล้วศาสนาที่เขาไม่มีนักบวชล่ะ นักบวชเขาอยู่ในกายของคนธรรมดาแล้วเข้าไปต่อสู่เรื่องผลประโยชนทางศาสนาของเขาในสภาอย่างนี้จะเรียกว่ายุติธรรมหรือ เห็นเรียกร้องอะไรก็ได้โครมๆ จนพวกเขาพูดว่า "ประเทศนี้ดีนะ เรียกอะไรก็ได้มากกว่าบางศาสนาซะอีก จะไปฮัจช์ก็ไปได้ กี่ครั้งก็ได้ มุสลิมบางประเทศเขาจำกัดการไปฮัจช์ - ไม่ทราบก็ทราบซะ" (ฟังจากวิทยุคลื่นนั้นแหละ)
เดี๋ยวเขาจะขอกฎของศาสดาเขามาเข้ากับกฎหมายไทย ตอนนี้ก็ขอได้เรื่อยๆอยู่แล้ว ธนาคารก็ขอได้ แต่ทีพระพุทธศาสนาของตั้งธนาคารพุทธบ้าง มิเห็นอนุมัติเลย........ประชุมยันเลยเรื่องศาสนาพุทธน่ะ น่าเบื่อไม่เห็นเป็นมรรคผลอะไรเลย...รู้ไหม ที่ประเทศบังคลาเทศน่ะ มีชาวพุทธ ๒ ล้านคน รัฐบาลมุสลิมเขาไม่สนับสนุนเลยนะ ตอนสร้างเขื่อนยกพวกตนหนีไป แต่ยืดที่ดินและทำร้ายคนพุทธ ถ้าคนพุทธเป็นข้าราชงานไม่รุ่ง ต้องเปลี่ยนศาสนาซะก่อน...องค์การพุทธโลกก็อยู่ในประเทศไทย มีหนทางที่จะช่วยเหลือชาวพุทธในประเทศที่มีศาสนาอื่นเป็นศาสนาประจำชาติบ้างได้ไหม เริ่มงานหรือยังคะ~

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ศาสนากับรัฐธรรมนูญ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 21, 2009 7:30 am

พศ.ออกระเบียบว่าด้วยการจัดทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา พ.ศ.2552
Submitted by อิทธิ on Mon 24-08-2009

เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัดในพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ซึ่งได้สร้างขึ้น ตั้งขึ้น โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้เป็นหมวดหมู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถอ้างอิงได้ พศ.จึงได้ออกระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา พ.ศ.2552 ดังนี้


ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ว่าด้วย การจัดทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา พ.ศ.2552

ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 46 และพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารเเละอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 พ.ศ.2545 มาตรา 159 เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัดในพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ซึ่งได้สร้างขึ้น ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฏหมายแล้ว ให้เป็นหมวดหมู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถอ้างอิงได้ จึงสมควรจัดทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา โดยมีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องชัดเจน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาดิ จึงได้วางระเบียบไว้ดังนี้



  1. ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา พ.ศ.2552"
  2. บรรดากฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับอื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
  3. คำว่า "วัด" ในระเบียบนี้ หมายถึงวัดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
    พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535
  4. การบันทึกข้อมูลรายละเอียดของวัดลงในทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา กระทำได้ดังนี้

    4.1 เป็นวัดที่มีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก่อนวันทีได้ประกาศใช้ระเบียบนี้

    4.2 เป็นวัดที่ได้มีการประกาศตั้งวัดในพระพุทธศาสนา ตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) และ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2520) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505

    4.3 เป็นวัดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศแจ้งความยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระสงฆ์ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ พ.ศ.2514
    หรือเป็นวัดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ประกาศยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505

    4.4 เป็นวัดที่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สร้างขึ้น
    ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ.121 หรือได้รับอนุญาติให้สร้างและตั้งวัด ตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 หรือได้รับอนุญาตให้สร้างและตั้งวัดตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) และฉบับที่ 3 (พ.ศ.2520) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 หรือเป็นวัดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศแจ้งความยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระสงฆ์ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ พ.ศ.2514 หรือได้รับการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แต่ไม่ปรากฏชื่อวัดอยู่ในทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา

    4.5 เป็นวัดที่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และปรากฏในราชกิจจานุเบกษาว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (กระทรวงศึกษาธิการเดิม) ได้ประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาแล้ว

    4.6 เป็นวัดที่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือมีพยานหลักฐานทีเชื่อได้ว่าตั้งวัดขึ้นก่อนปีที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 จะมีผลบังคับใช้
    โดยจะฟ้องมีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินเป็นของวัดเรียบร้อยแล้ว กรณีที่ยังไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดิน ต้องดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินนั้นก่อน
  5. วัดที่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามข้อ 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เป็นผู้อนุมัติให้บันทึกข้อมูลของวัดลงในทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา
  6. วัดที่อยู่ในหลักเกณฑ์ ตามข้อ 4.6 หรือที่มีปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนาต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับ จนถึงเจ้าคณะภาค และให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนมหาเถรสมาคมร่วมเป็นกรรมการที่ปรึกษาพิจารณากลั่นกรอง และมีมติเป็นความเห็นว่ามีหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นวัดเก่าตกสำรวจที่ไม่มีชื่ออยูในทะเบียนวัดให้เสนอผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาสั่งการให้บันทึกข้อมูลของวัด
    ลงในทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา และให้ถือเป็นข้อยุติ
  7. วัดที่ไม่อยูในหลักเกณฑ์ ตามข้อ 4 ต้องดำเนินการขออนุญาตสร้างวัด ตั้งวัดตามขั้นตอน และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) และ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2520)
    ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แล้วแต่กรณี
  8. วัดที่ประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีคุณลักษณะตรงตามข้อใด
    ข้อหนึ่งของหลักเกณฑ์ในข้อ 4 ให้จัดทำเรื่องยื่นต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (วัดในเขตกรุงเทพมหานคร) หรือยื่นต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (วัดในส่วนภูมิภาค) ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามแบบที่กำหนดในท้ายระเบียบนี้
  9. ให้กองพุทธศาสนสถานกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนา เพื่อให้ได้ข้อมูลรายละเอียดของวัดทั่วราชอาณาจักร และประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เพื่อการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลวัดให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน
  10. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด จัดทำทะเบียนวัดในสังกัดจังหวัด โดยประสานกับกองพุทธศาสนสถานเพื่อให้มีข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องตรงกัน และเป็นปัจจุบัน
  11. ให้ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถานรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้


ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2552

(นางจุฬารัตน์ บุณยากร)
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ดาวน์โหลด ระเบียบทะเบียนวัด.pdf
..............................................................

ขอตัดแปะทิ้งไว้ก่อน เย็นๆค่อยกลับมาต่อนะเจ้าคะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ