ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 3:58 pm

พระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ


"...วิธีการป้องกันประเทศ อันเป็นหน้าที่สำคัญของทหารเปลี่ยน แปลงไป เพื่อที่จะให้ประเทศอยู่รอดได้ ตามหลักเดิมก็พูดถึงว่า ทหารจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อป้องกัน เป็นรั้วของชาติ แต่รั้วของชาติ แม้แต่ในสมัยก่อนๆ นี้ก็เป็นเช่นนั้น แต่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น มาสมัยนี้ก็เห็นรั้วของชาติ ไม่ได้อยู่ ที่ตามรั้วตามชายแดนเท่านั้นเอง มันอยู่ทั่ว เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายกำลังทางพื้นดินเท่านั้นเอง ต้องมีการยกขึ้นไปบนฟ้า ข้ามแดนทางฟ้าทางอากาศ แล้วก็ยังมีการขุดมุดใต้ดิน โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ อย่างนี้ ก็มีทั้งผู้ที่เข้ามาผ่านประตูรั้ว ไม่ใช่ในภูเขาเท่านั้นเอง แต่มาตามทางที่เข้า สะดวก ฉะนั้น การป้องกันประเทศให้รอดพ้นจากอันตรายจึงเพิ่มขึ้น และนอกจากมาทางฟ้าก็ตาม ทางพื้นดินก็ตาม ใต้ดินก็ตาม หรือทางทะเล ก็ยังมาทางอื่นคล้ายๆ ปาฏิหาริย์ โผล่ขึ้นมาเฉยๆ เหมือนว่าเข้ามาถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง และกฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถที่จะป้องกัน คือเข้ามาทางสมอง ทางความคิด อาจไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเท่าไร แต่ว่าในความคิดที่อาจเรียกว่าเป็นผีร้าย มันเข้ามาในสมองของคนแต่ละคน ทั้งทหารทั้งคนอื่นๆ ได้ ยุคนี้ที่เป็นผี ผีที่เป็นพิษนี้เข้ามาโดยอาศัยจิตใจของทุกคน จิตใจนี้อาจชอบฟังคำเยินยอก็ตาม จิตใจนี้อาจชอบยืนสบายก็ตาม ก็ อาจเป็นช่องดังกล่าวที่เห็นยากและอันตรายที่สุด..."

พระราชทานเป็นการเฉพาะแก่ผู้บังคับบัญชา อาจารย์
และนายทหารนักเรียน โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ ๕๗
ในโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาบุหลัน ทักษิณราชนิเวศน์
วันอังคารที่ ๒๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 3:59 pm

คำปรารภ

ตัวอย่างของการทำลายล้างพระพุทธศาสนา โดยใช้แผนสังคายนาวาติกัน ๒ (VATICAN COUNCIL 2) ปฏิบัติการในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ และมีพระมหากษัตริย์ เป็นพระประมุขนั้น เป็นเหตุให้ประเทศทั้งประเทศ เกิดสงครามกลางเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกล้มล้างทำลาย ประเทศถูกแบ่งออกเป็นเสี่ยงๆ ล้วนแล้วแต่เกิดจาก การดำเนินการตามแผน VATICAN COUNCIL 2 ทั้งสิ้น ใครหน้าไหนบ้าง ที่จะปฏิเสธประวัติศาสตร์ ว่าไม่จริง ???

นักรบย่อมได้กลิ่นสงคราม ฉลามย่อมได้กลิ่นคาวเลือด หนังสือเล่มนี้ จะไม่มีการเขียนขึ้นเลย หากไม่มีเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๑-๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ณ บ้านผู้หว่าน อ.สามพราน จ.นครปฐม นั่นคือการจัดประชุมสัมมนา เรื่องการทำแผนแม่บท ชุดที่ ๑ “สมัชชาเพื่อกำหนดทิศทางอภิบาล สู่สหัสวรรษที่ ๓ ของพระศาสนจักรคาทอลิก แห่งประเทศไทย (The National Assembly for Establishment of Pastiral Plan toward the 3rd. Millennium For the Catholic Church in Thailand”

ในการประชุมดังกล่าว ได้มีการแจกเอกสารประกอบสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งเอกสารดังกล่าว ได้ระบุชัดแจ้งเป็นภาษาไทยยืนยันว่า “ต้องดำเนินการตามแผน สังคายนาวาติกัน ๒ (VATICAN COUNCIL ๒) ในประเทศไทย” เพียงเท่านี้ คงเพียงพอในการเข้าใจถึงเป้าประสงค์ ของผู้ประกาศได้เป็นอย่างดีว่า ต้องการให้เกิดอะไรขึ้น ในประเทศไทย ? และผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้น กับพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ จะเป็นเช่นไร

ขณะนี้ประชาชนเหมือนกับคนที่อยู่บนรถไฟ ที่แล่นไปสู่ปลายทาง มีเป้าหมายที่คนขับรถไฟย่อมรู้ดี เพราะชำนาญเส้นทาง และเส้นทางนี้ ได้ทำให้สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ถูกล้มล้างมาแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ (พ.ศ.๒๕๔๒)เป็นเหตุการณ์เดียวกัน กับที่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้ถูกล้มล้างสถาบันมาแล้วด้วย VATICAN COUNCIL ๒ นั่นคือปลายทาง จึงมิใช่เป็นการนำเสนอ เพื่อสร้างความขัดแย้งระหว่างศาสนา แต่ในฐานะที่เป็นประชาชนไทย และเป็นพุทธบริษัทคงยอมไม่ได้ ที่จะให้เกิดเหตุการณ์ บ่อนทำลายสถาบันแห่งความมั่นคงของชาติได้ มีใครที่สามารถรับประกันได้ไหมว่า จะไม่เกิดขึ้น...?

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:01 pm

คำนำ

ชนชาติไทย มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณกาล เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมประเพณี และความสามัคคีของชนในชาติ เป็นหลัก แห่งการปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย ยังความร่มเย็นเป็นสุขแก่อาณาประชาราษฎร์มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเป็นเสรีภาพมาเป็นพันๆ ปี ก่อนที่ฝรั่งต่างชาติซึ่งมนุษย์ไทยบางกลุ่มบางเหล่า พากันยกย่องว่าเจริญนั้น ยังไม่รู้จัก นุ่งผ้าเสียด้วยซ้ำดังปรากฏเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไพร่ฟ้าหน้าใส ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า...” นี่คือสิ่งที่เราชาวไทย ควรภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ ความเจริญทางด้านวัฒนธรรม และแนวความคิด อันมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยของพระมหากษัตริย์ไทย และประชาชน

ด้วยความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร และทรัพยากรธรรมชาติของไทยนี้เอง จึงเป็นที่หมายปองของประเทศมหาอำนาจนักล่าอาณานิคม ซึ่งใช้คริสต์ศาสนาเป็นข้ออ้างในการยึดครองอย่างถาวรกับทุกประเทศในโลก ได้ขยายอิทธิพลสู่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งประเทศไทยก็รวมอยู่ในแถบนี้ด้วย การรุกเพื่อยึดครองโดยอาศัยคริสต์ศาสนาปรากฏขึ้นอย่างชัดในประวัติศาสตร์ไทย ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนำโดยคอนสแตนตินฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชชาเยน ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งต้องการประเทศไทยเป็นเมืองขึ้น โดย อ้างว่า ให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเปลี่ยนศาสนาจากพุทธศาสนาเป็นคริสต์ ศาสนา ทั้งนี้เนื่องจากหลักคำสอนของคริสเตียนถือว่า “ผู้ที่ไม่นับถือคริสต์ศาสนา คือศัตรูของพระผู้เป็นเจ้า เป็นพวกที่ต้องถูกทำลายล้างให้หมดสิ้นไป” แต่ด้วยพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทยตลอดมาทุกพระองค์ ดำเนินกุศโลบายต่างประเทศอย่างเฉียบคม โดยมีพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักชัย จึงทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจมาได้โดยตลอด ในขณะที่ทุกประเทศแถบเอเซียใต้ล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งต่างชาติทั้งสิ้น นี่คือพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ และสังฆานุภาพ อันเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคี ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของสังคมไทย ดังนั้นการจะยึดครองประเทศไทยให้ได้จึงต้องบ่อนทำลายหลักธรรม และองค์กรพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ความพ่ายแพ้จากสงครามเวียตนามใต้ของประเทศมหาอำนาจนั้น ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจนั้นสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการทหารในภูมิภาคนี้เป็นอย่างยิ่ง บทเรียนของการพ่ายแพ้ครั้งนี้มีบทสรุปว่า “การยึดครองที่ถาวรนั้น มิอาจได้มาด้วยอาวุธ การยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จถาวร โดยผู้ถูกยึดครองจะสยบยอมพร้อมอยู่ใต้อำนาจ และสนองความต้องการผู้ยึดครองได้เสมือนดั่งทาส คือการยึดครองพื้นที่ทางสมองเท่านั้น” จึงมีการค้นคว้าและวิจัยในโครงการหนึ่งเรียกว่า “Change Human Mankind Project” ซึ่งเป็นต้นแบบของแผน “ONE WORLD ORDER” ที่ประเทศมหาอำนาจใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคนไทยเรียกว่า “โลกาภิวัฒน์” อันหมายถึงประเทศทุกประเทศในโลกจะถูกปกครองโดยประเทศมหาอำนาจประเทศนี้เท่านั้น


ในช่วงของปี ๒๕๒๕ ได้มีการนำโครงการ Change Human Mankind Project มาประสานรวมกับคำสั่งประมุขศาสนาคริสต์ซึ่งเรียกว่า VATICAN COUNCIL 2 ซึ่งเป็นแผนงานที่มีจุดประสงค์ ในการกลืนพระพุทธศาสนา ให้เป็นคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ทั้ง ๒ แผนนี้ได้ใช้ปฏิบัติการในประเทศไทย มีหลักฐานยืนยันปฏิบัติการนั้น ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายในการแบ่งผลประโยชน์ อันจะได้รับจากการยึดครองเศรษฐกิจ ของประชาชน และประเทศชาติ ทั้งนี้ได้จัดกลุ่มองค์กร บุคลากรเข้าแทรกซึมเข้าสู่พระพุทธศาสนา เพื่อทำให้คลาดเคลื่อนจากพระธรรม คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นลักษณะคล้ายกับเชื้อโรคร้ายแรง ที่แทรกระบาดทำลายพระพุทธศาสนา หากจะเรียกก็คงไม่ผิดไปจากคำว่า “ไวรัสศาสนา” อันเป็นมหันตภัยอย่างร้ายแรง สำหรับสถาบันศาสนาอันเป็นหลักแห่งความมั่นคงของชาติ ซึ่งกลุ่ม “ไวรัสศาสนา” ได้แพร่เชื้อขยายพันธ์ เข้าทำลายองค์กรปกครองคณะสงฆ์ โดยมีเป้าประสงค์ ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย อันพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแผ่นดินให้ทั้งประเทศเป็นดินแดนพระพุทธศาสนา จึงเรียกว่าสังฆมลฑล มีกฎหมายรับรองอำนาจไว้ชัด มีองค์สมเด็จพระสังฆราชปกครองและบัญชาการ แต่ขบวนการล้มพุทธ โดยกลุ่มไวรัสศาสนา ได้ใช้อิทธิพลทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจครอบงำบังคับพระภิกษุในพุทธศาสนา ป้อนยาพิษทางสมองให้กับประชาชน และเยาวชนไทย โดยยึดครองกระทรวงศึกษาธิการอันหมายถึงมหันตภัยของชาติในอนาคต การดำเนินการตามแผนประสานดังกล่าวนั้น จะเห็นได้โดยปกติในปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๒) ว่าประเทศไทยของเรานี้อยู่ในสภาพเช่นไร

ดังนั้น ข้อมูลที่แท้จริงซึ่งได้นำเสนอต่อท่านผู้อ่านนี้ ก็เพื่อให้เราซึ่งเป็นประชาชนคนไทยได้รับรู้ และเป็นพยานทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยเหตุและปัจจัย ข้อแท้จริงใด ซึ่งทำให้เกิดมหันตภัยขึ้นในประเทศอันเป็นที่รักของเรา และใคร อะไร ? คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นนั้น ฉะนั้น สิ่งที่ท่านจะได้รับรู้รับทราบต่อไปนี้ คือความจริงที่มีอยู่จริง และเป็นจริง ไม่ต้องหาสมการใดพิสูจน์อีกต่อไป จึงมิใช่การหมิ่นประมาท หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือองค์กรใด แต่เป็นข้อมูล หรือคู่มือย้ำเตือนพุทธศาสนิกชนไทย ให้หาทางป้องกัน “ไวรัสศาสนา” อันเป็นมหันตภัยของชาวพุทธโดยเร็วที่สุด






_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:08 pm

กำเนิดไวรัสศาสนา




การทำลายพระพุทธศาสนาโดยวิธีการต่างๆ นั้นมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ เช่น ยุคพระสังกราจารย์ อัจฉริยะวรรณะพราหมณ์ ปลอมเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ประมาณปี พ.ศ.๑๓๓๒ เพราะความอยากมีอำนาจ และลาภสักการะ เข้าศึกษาในมหาวิทยาลับสงฆ์ เมืองนาลันทา และเมื่อเรียนรู้จบพระไตรปิฎกอย่างเชี่ยวชาญแล้ว ก็นำเอาพระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปปรับแปลงปลอมปน ใส่ไว้ในคัมภีร์เวทานตะ และคัมภีร์อุปนิษัท และสั่งสอนว่า เป็นบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีมาแต่เดิมก่อนพุทธศาสนา (ความเป็นจริง ศาสนาพราหมณ์ มีมาก่อนศาสนาพุทธ ๑,๕๐๐ปี แต่ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ เพิ่งจะมีการเขียนขึ้น ในสมัยพระสังกราจารย์นี้เอง) โดยปรับแปลงคำสอนเสียใหม่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่ง ของพระนารายณ์ ที่ให้ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อสั่งสอนให้คนตกนรกให้มากที่สุด เพราะสวรรค์แออัด ซึ่งคริสต์เตียนโรมันคาทอลิค ได้รับเชื้อไวรัสศาสนามาใช้ว่าพระเจ้าส่งให้พระพุทธเจ้ามาสอนผิดๆ เพื่อให้พระเยซูมานำคนขึ้นสวรรค์ และพระพุทธเจ้านั้น เป็นเพียงประกาศกของพระเยซูนั่นเอง นับว่าพระสังกราจารย์ จัดเป็นต้นกำเนิดของไวรัสศาสนาที่เข้าแพร่เชื้อแทรกซึม และทำลายพระพุทธศาสนาเป็นคนแรกก็ว่าได้

การแพร่เชื้อของไวรัสศาสนา ทำให้เกิดการทำลายล้าง และทำให้คลาดเคลื่อน จากพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา มีมาอย่างต่อเนื่อง ระบาดไปทุกชาติ ที่รุนแรงที่สุดก็คือไวรัสคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค
เกิดขึ้น ในประเทศศรีลังกา โดยนักล่าอาณานิคมชาวโปรตุเกส ที่เผาทำลายวัดวาอาราม รวมไปถึงการห้ามบวชพระสงฆ์ในพุทธศาสนา และนำเอาพระเขี้ยวแก้วของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปใส่ครกตำ เพื่อทำลาย ให้สิ้นซาก แต่ด้วยพุทธานุภาพ ปรากฏว่าไม่อาจทำลายได้แม้เพียงรอยแมวข่วน

ตัวอย่างของประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และมีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์พระประมุข แต่ถูกข้าราชการที่เป็นคริสเตียน ทำลายล้างชาวพุทธ พร้อมกับวางแผน ให้โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสาเหตุให้ประเทศเวียตนามแตกแยก ฆ่าฟันกันเอง เป็นสงครามกลางเมือง ก็สืบเนื่องมาจากการใช้คำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 นับว่าเป็นตัวอย่างที่ควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลของการปราบปรามพุทธบริษัท ทำให้ประเทศเวียตนาม บ้านแตกสาแหรกขาด เกิดสงครามขยายไป แทบจะครอบคลุมภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ในปัจจุบันประเทศ ก็ยังไม่อยู่ในภาวะ ที่ฟื้นคืนสู่สภาพเศรษฐกิจที่มั่นคงได ้ สาเหตุทั้งหลายทั้งสิ้นในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ประชาชนเวียตนาม ซึ่งเป็นผู้รับเคราะห์กรรมสืบต่อเนื่องกันต่อไป ยังไม่รู้ว่านานอีกเท่าใด ที่แน่นอนที่สุดก็คือ “สถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศเวียตนาม จะไม่มีวันกลับคืนมา เป็นสถาบันสูงสุดของประเทศเวียตนามได้อีกชั่วนิรันดร นับเป็นอุทาหรณ์สำหรับชาวไทย ที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพุทธศาสนิกชน ที่จะต้องจับตาสังเกตพฤติกรรม การกระทำของกลุ่มบุคคล และองค์กรต่างศาสนา ที่เคลื่อนไหวโดยอ้างว่าปกป้องคุ้มครองสถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ มาจากความจริงใจหรือไม่? ใครอยู่เบื้องหลัง และใครเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการกระทำนั้นๆ ???



_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:10 pm

สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์
คือความมั่นคงของชาติ



พุทธศาสนาคู่ไทยนับแต่สมัยพุทธกาล
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสามารถขุดค้นและพิสูจน์ได้นั้น สามารถยืนยันได้ว่าชน “ชาติไทย” มีความเจริญก้าวหน้า มากกว่าชนชาติใด มาตั้งแต่ยุคหินเก่าเป็นต้นมา (หลักฐาน บ้านคูบัว จ.ราชบุรี) และสืบสานการปกครอง เป็นระบอบกษัตริย์ สืบเนื่องยาวนาน มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษาพูดภาษาเขียน วิทยาการเป็นของไทย อย่างเป็นเอกเทศตลอดมา เกินกว่า ๖๗,๐๐๐ปี หรือเก่าแก่เกินกว่านั้น (รายละเอียดในหนังสือ แผ่นดินข้า ชื่อว่าไทย...โดยผู้เขียน) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้เราสามารถทราบได้ถึงความเกี่ยวข้อง ทางด้านลัทธิความเชื่อ และศาสนา ของชนชาติไทยว่า มีวิวัฒนาการมาอย่างไร ในส่วนของพระพุทธศาสนา กับชนชาติไทยนั้น มีปรากฏในสมัยพุทธกาล รวมไปถึงในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท อันใช้เป็นหลักในการสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ไทย ในปัจจุบันเสียด้วย ซึ่งได้กล่าวถึงพระอรหันต์เถรเจ้า ซึ่งได้ อุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” เป็นคนไทยเมืองปราณบุรี ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า สุนาปรันตกา (อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบ ในปัจจุบัน) พระอรหันต์ท่านนั้นมีนามว่า “พระปุณณมหาเถร” ปรากฏในพระไตรปิฎก “จณฺฑา โข ปุณฺณ สุนาปรนฺตกา” ซึ่งปราณบุรี มีระยะทางห่างจากชมพูทวีป ประมาณ ๔๘๐๐ กิโลเมตร (๓๐๐ โยชน์ หรือ ๑๒๐,๐๐๐เส้น) ตามประวัติมีดังนี้


“ได้ยินว่า สุนารันตรัฐ ณ บ้านพ่อค้าพาณิชยคามแห่งหนึ่ง มีพี่น้องชาย ๒ คน นำเกวียน ๕๐๐ ไปค้าขาย ครั้งได้นำสินค้าไปขายถึงกรุงสาวัตถี ได้พักขบวนเกวียนสินค้าไม่ไกลจากเชตวันวิหาร อันเป็นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ ที่นั้น ก็ สมัยนั้น ชาวเมืองสาวัตถี บริโภคอาหารเช้าแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถศีล มีผ้าห่มขาว มีมือถือของหอม และดอกไม้เป็นต้น เพื่อไปกราบนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเขาเห็นคนเหล่านั้น จึงถามและได้ทราบว่า บัดนี้ได้มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว จึงติดตามไปเฝ้าพระพุทธองค์ พี่ชายเมื่อได้ฟังธรรมก็มีศรัทธา ประสงค์จะบวชในพระพุทธศาสนา จึงมอบสมบัติทั้งสิ้นให้น้องชาย และบรรพชา โดยมี พระอุบาลีมหาเถร เป็นผู้ให้สรณะ พระอานนท์ เป็นอุปฌายะ โดยกล่าวคำว่า “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” หลังจากได้ปฏิบัติจนได้บรรลุอรหันต์แล้ว จึงเดินทางกลับมายังสุนารันตรัฐ (ปราณบุรี) ได้เทศนาสั่งสอน ให้ผู้คนอุปสมบทและบรรลุอรหันต์ถึง ๕๐๐ รูป และท่านปุณณะได้อาศัยอยู่ ณ ถ้ำราชบุรี (ปรากฏเป็นหลักฐานในปัจจุบันเรียกว่าถ้ำเขางู) ท่านปุณณะได้เทศนาไว้หลายแห่ง ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเทศนาของท่านชื่อว่า นิธิกัณฑสูตร

ในพุทธพัสสา ๒๒ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมายังสุนาปรันตทม พริบพรี(เพชรบุรี) เพื่อเยี่ยมพระปุณณมหาเถระ และพุทธสาวก ณ ที่นี้ และศาสนาพุทธเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพระมหากษัตริย์ สืบมานับแต่นั้น

ในปี พ.ศ.๒๓๘ พระอรหันต์ ๕ องค์ คือ พระโสณะ พระฌานียะ พระอุตตระ พระมูนียะ จากชมพูทวีปในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เดินทางมายังราชบุรี เพราะพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง ณ แดนนี้แล้ว ซึ่งขณะนั้นเป็นสมัยของขุนโลกลว้า (ไททวา) ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ได้พระราชทานที่ดินเป็นวิสุงคามสีมา ให้เป็นที่สร้างพระปฐมเจดีย์ปัจจุบัน ปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกว่า

“โลกกนลว้า ก้านตาเทวี ทั้งสองสู้ส้าง วัดสีมหาธาตุแดนลว้า คนไททวา เมืองไทให้อรหัน องโสภณ ฌานีย ภูริย อุตร มูนิย ปี ๒๓๘ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นพุทธบูชาเทญ”

ความเป็นพุทธมามกะของพระมหากษัตริย์ไทย สืบเนื่องต่อกันมาจนเป็นพระราชประเพณี ขนบธรรมเนียม ต่อชาวไทยจวบจนสมัยของ ขุนนาวนำถม เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองราชบุรี (ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองราด) จึ่งพากองทัพสหายเจ้าเมืองท่าสองยาง (อยู่ในเมืองเพชรบุรี ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองบางยาง) คือขุนบางกลางท่าว เดินทัพบนสันเขาตะนาวศรี นำทัพไทยตีขอมที่สุโขทัย แล้วสร้างเมืองสวรรคโลก ขุนทั้งสองได้ร่วมกันปลูกไม้บริสุทธิ์ศิริมาลา (จำปาขาว) ไว้เป็นที่หมายมิตรนิรันดร์ แต่นั้น ขุนบางกลางท่าว ตั้งวงศ์สยามนับแต่นั้น ขุนนาวนำถมนำทัพกลับเมืองราชบุรี เขตสองนครติดชิดกันนับแต่นั้น จากจารึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราได้ประจักษ์ว่า พระพุทธศาสนากับชนชาติไทยได้สืบสาน ต่อเนื่องยาวนานนับแต่ครั้งพุทธกาล ผู้พันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ทั้งแนวการปกครอง ของพระมหากษัตริย์ที่ใช้เมตตาอันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มาใช้กับประชาชน จึงเรียกว่า “พ่อขุน” ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ได้นำมาจากการปกครองของขอม ที่ใช้ระบบเทวาหรือสมมุติเทพตามลัทธิพราหมณ์ ในยุคสมัยเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนไทย และสยามในยุคนั้นมีความรักและผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเนื่องมาจากการใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นตัวประสาน ประชาชนในชาติล้วนสามัคคีเนื่องมาแต่ประเพณี ซึ่งมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางสั่งสอนแนวศีลธรรม แก่กุลบุตรธิดา ทั้งสิ้น จึงจะเห็นได้จากโบราณวัตถุของยุคนี้ อ่อนช้อยนิ่มนวล บ่งบอกถึงความสุข สงบ สุขสมบูรณ์ ของคนในชาติอันมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยได้เป็นอย่างดี

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:12 pm

ยุคกรุงสุโขทัย


ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เป็นหัวใจของความเป็นชาติไทยอันได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม ล้วนมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาตั้งชาติไทยมาแต่บรรพกาล ล้วนแล้วแต่ทรงยึดเอาพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติตลอดมา ด้วยทรงยึดเอาหลักแห่งพระธรรมคำสั่งสอนในพุทธศาสนา เป็นหลักแห่งการปกครอง มาตั้งแต่ไทยเริ่มตั้งชาติ มีปรากฏในศิลาจารึกชัดเจนว่า




“คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยบั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน...”

การส่งพระภิกษุสงฆ์ไปศึกษาพระธรรมในประเทศลังกา และนำพระไตรปิฎกมาจารลงในใบลาน เพื่อใช้เป็นหลักการศึกษา ของพระภิกษุสามเณรในประเทศไทยเรียกว่า “ลังกาวงศ์” จึงแพร่พัฒนาขยายการศึกษาทางพระพุทธศาสนา เจริญก้าวหน้าในดินแดนสยามนับแต่นั้น ในการพัฒนาทางด้านการปกครอง ได้มีการปริวัฒน์ นำเอาหลักพระสัทธรรมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหลักในการปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของไทย ปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย ในประวัติศาสตร์ยุคกรุงสุโขทัย เช่นจารึกเรื่อง “นางนพมาศ และ ประเพณี ๑๒ เดือน” เป็นต้น ทั้งประเพณีการสร้างวัดวาอาราม และโบสถ์วิหาร อันวิจิตร สร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำบริสุทธิ์เพื่อเป็นพุทธบูชา ดังปรากฏให้เป็นพยานหลักฐาน คือ หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดไตรมิตร ซึ่งทำให้ชนรุ่นหลัง ได้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ของคนไทย ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีความก้าวหน้าล้ำยุคในด้าน “เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน” มาก่อนฝรั่งจะรู้จักสร้างบ้านเป็นของตนเสียอีก ภูมิปัญญาทางพุทธศาสนาสมัยสุโขทัย ปรับปรุงที่เห็นได้ชัด คือหลักสูตรการสอนศีลธรรมให้ กับประชาชน ทำให้ความเป็นอยู่ของสังคมไทย จากในสมัยนั้น สงบเรียบร้อยเป็นอย่างดี โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนพระสัทธรรม ให้แก่ประชาชนทำ ให้ประชาชนมีศีลธรรม และงดเว้นการกระทำความชั่ว รู้จักเสียสละ และการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เป็นยุคที่พระสงฆ์ มีส่วนในการปกครองมากที่สุด และในสมัยสุโขทัยนี้เอง ที่นับเป็นแบบอย่าง ที่พระมหากษัตริย์ทรงออกผนวช เป็นพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยพ่อขุนบาลเมือง กษัตริย์องค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์สุโขทัย ซึ่งทำให้พระมหากษัตริย์ไทยในยุคต่อมาดำเนินตามหลักนี้เช่นกัน

ด้วยหลักศีลธรรมของพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนในชาติ มีความหวาดกลัวในการกระทำความชั่ว โดยการปรับเอาหลักศีลธรรมคำสอน มาบรรจุไว้เป็นหลักแห่งการปกครอง ทำให้ประชาชนชาวสุโขทัย มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข เพราะประชาชนกลัวต่อบาปกรรม ตามหลักคำสอนใน “ไตรภูมิพระร่วง” ทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข “ไพร่ฟ้าหน้าใส” ไม่มีขโมยขโจร ประชาชนอยู่ในศีลในธรรม เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญที่สุด จะเห็นได้จากการก่อสร้าง และการแต่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา อย่างมากมายหลายคัมภีร์ มีการติดต่อนิมนต์พระสงฆ์ ไปศึกษาพระธรรมวินัยจากเกาะลังกา โดยเฉพาะในยุคนั้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ล้วนเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก จนสามารถแต่งคัมภีร์ทางศาสนาได้ด้วยพระองค์เอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:14 pm

ยุคกรุงศรีอยุธยา

หลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา เป็นเสาหลักในการสร้างชาติ นับเป็นศูนย์รวมของจิตใจคนในชาติ ผูกพันเป็นสถาบันความมั่นคงของพระมหากษัตริย์มาแต่ยุคโบราณ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต


ในยุคกรุงศรีอยุธยานี้ นับว่าเป็นยุคที่พระพุทธศาสนา มีความสัมพันธ์กับสถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด แทบจะตลอดทั้งยุคเลยก็ว่าได้ เริ่มนับแต่สมัยของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความผูกพันของพระสงฆ์ กับสถาบันพระมหากษัตริย์ นับแต่ “พระมหาเถรคันฉ่อง” ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระยาเกียรติ และพระยาราม ซึ่งพม่าส่งพระยาเกียรติ พระยาราม มาซุ่มดักลอบ ปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ ณ เมืองคัง พระมหาเถรคันฉ่องจึงกราบบังคมทูล ให้สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงทราบ จึงทำให้พระองค์ประกาศ ให้สยามเป็นอิสระภาพจากพม่านับแต่นั้น นับว่าพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา มีส่วนสำคัญในการกู้เอกราชของไทยเป็นอย่างยิ่ง พระมหาเถรคันฉ่อง ได้รับอัญเชิญจากสมเด็จพระนเรศวรฯ ไปจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง และท่านเป็นผู้สั่งสอนวิชชาชาตรี ให้กับสมเด็จพระนเรศวร และพระเอกาทศรถพระอนุชา รวมทั้งอาทมาต (หน่วยกล้าตาย) คู่พระทัย ซึ่งวิชชาชาตรีนี้ ทำให้ทหารไทยมีความหาญกล้า มีกำลังใจ เนื่องจากคงทนต่อศาสตราวุธ ปืนผาหน้าไม้ทุกชนิดมิได้ระคายผิวจริง ซึ่งทำให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงให้จัดทำตำรับพิชัยสงคราม ซึ่งบรรจุยุทธวิธีการรบ การทำสมาธิจิต และเครื่องอานพิธีการสำหรับการรบด้วย และผู้ที่จะรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพนายกอง หรือขุนพลได้นั้น จะต้องผ่านการศึกษาและชำนาญครบถ้วน ในตำหรับพิชัยสงครามนี้ด้วย ขุนพลนักรบผู้กล้าเหล่านี้ เมื่อเสร็จศึกจึงบวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา สร้างวัตถุมงคล ให้กับนักรบของชาติ ซึ่งเป็นต้นแบบอย่างให้กับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำเครื่องราง รวมทั้งพระเครื่อง ตระกรุด พิศมร ออกแจกจ่ายนักรบไทย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจการกู้ชาติรักษาแผ่นดินไทย ให้เป็นเอกราช ความผูกพันในพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพและ สังฆานุภาพ จึงฝังแน่นในจิตใจ วิญญาณของบรรพบุรุษไทยนับแต่นั้น

จากประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้ความกระจ่างถึงความสำคัญในตำหรับพิชัยสงคราม ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกำหนดเป็นคุณสมบัติ ที่แม่ทัพนายกองจะต้องเจนจบ นั้นหมายถึง จะต้องเชี่ยวชาญในด้านสมาธิจิต ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยอาจารย์ ผู้เป็นพระภิกษุสงฆ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในสมัยโบราณจึงนิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในวัด ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก นอกจากจะได้รับการอบรม ทางด้านศีลธรรม อันเป็นหลักในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแล้ว ยังได้ศึกษาสมาธิจิต และตำหรับพิชัยสงคราม จากพระอาจารย์ ซึ่งเป็นนักรบขุนศึกมาก่อนบรรพชา สิ่งพิสูจน์ประจักษ์ในความมหัศจรรย์ของทหารกล้า ผู้เชี่ยวชาญพิชัยสงคราม ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยมากมาย และที่เด่นชัดในต่างประเทศ ก็คือ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ส่งเจ้าพระยาโกศาปาน ไปทำสัมพันธ์ไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า




“...........เมื่อเรือสำเภาอันจะเข้าสู่กรุงฝรั่งเศสนั้น จะต้องผ่านวังน้ำอันวนเชี่ยวใหญ่ เรือสินค้ามากมายถูกดูดลงสู่วังน้ำวน จมลงนับร้อย เรือสำเภาอันเจ้าพระยาโกศาปานราชทูตโดยสารมานั้น จะถูกดูดเข้าวังวน ปะขาวอาจารย์ของเจ้าพระยาโกศาปาน ได้ตั้งพิธีขึ้น ระลึกถึงพุทธานุภาพ ทำอาโปกสิณ บัดหนึ่งก็เกิดลมสลาตันยกเรือสำเภาของพระยาโกศาปาน ข้ามผ่านวังน้ำวนนั้นไปเป็นที่อัศจรรย์ ...........ในเวลาเที่ยง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ทรงให้ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แม่นปืนสองหมู่ หมู่หนึ่งชุดแต่งกายแดงร้อยคน หมู่หนึ่งชุดแต่งกายดำร้อยคน ตั้งกองอยู่ตรงข้ามกัน ห่างกันสักสี่สิบห้าสิบวา ฝ่ายทหารชุดแต่งกายแดงทั้งร้อยคน ยิงปืนไปยังหน่วยทหารแต่งกายดำ ลูกปืนเข้าสู่ลำกล้องของทหารแต่งกายดำทั้งร้อยกระบอก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงตรัสว่า พระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทหารแม่นปืนเช่นนี้หรือไม่ ? เจ้าพระยาโกศาปานตอบว่า ในเมืองสยามไม่มีทหารแม่นปืน เหมือนเช่นในฝรั่งเศส เพราะอาวุธปืน ไม่อาจทำอันตรายทหารสยามได้ จึงไม่มีความจำเป็น ในการตั้งกองทหารปืน พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ จึงตรัสว่า มีเหตุเช่นนั้นจริงหรือ ?

เจ้าพระยาโกศาปานจึงกราบทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้า จะขอแสดงให้ทอดพระเนตรในวันพรุ่ง โดยขอให้หน่วยทหาร ทั้งชุดแดงและชุดดำ เป็นผู้ยิงปืน” ในวันรุ่งขึ้น ปะขาวได้ตั้งศาลเพียงตา แลวางสายสิญจน์รอบปักธงธวัชแล้ว ให้กลาสีเรือชายสยามทั้งร้อย เข้าไปอยู่ภายในวงรอบสายสิญจน์ มลฑลพิธี ภายนอกห่างไปสักยี่สิบวา ทหารชุดแต่งกายแดง และทหารชุดแต่งกายดำ พร้อมปืนยืนรออยู่ เมื่อปะขาวผู้ทรงศีลให้สัญญาณ เจ้าพระยาโกศาปาน จึงกราบทูลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ รับสั่งให้ทหารปืนทั้งหมด เล็งยิงไปยังกลาสีเรือชายสยามทั้ง ๑๐๐ คนนั้น เสียงปืน ๒๐๐ กระบอก ดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง ๒๐๐ นัด มิได้ระคาย แม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย เป็นที่อัศจรรย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงทรงตรัสถามเจ้าพระยาโกษาปานว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มียอดทหารเช่นนี้อีกเท่าใด? เจ้าพระยาโกษาปานกราบทูลตอบว่า “ชายสยามเหล่านี้ เป็นเพียงประชาชนชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เกณฑ์มาเป็นกลาสีเรือเท่านั้น ส่วนทหารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้น เยี่ยมยอดกว่านี้มากมาย (ความจริงแล้ว กลาสีเรือทั้ง ๑๐๐ คนนี้ คือหน่วยอาทมาต ที่ได้ศึกษาวิชชาชาตรี เจนจบในตำหรับพิชัยสงครามมาเป็นอย่างดีแล้ว) พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ตรัสสรรเสริญ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่ามีบารมี ที่มีทหารหาญ ที่แกร่งกล้าและคงทนแก่ศาสตราวุธ จึงสามารถรักษาประเทศสยาม ให้เป็นเอกราชไว้ได้.....”

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:15 pm

ความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาผูกพันไปถึงระบบการปกครองเพื่อ ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข แก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ แห่งสยามประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากหลัก “ทศพิธราชธรรม” หรือ “หลักธรรม ๑๐ ประการ” ซึ่ง พระมหากษัตริย์ไทย ทรงใช้เป็นหลักการปกครองแผ่นดินนับตราบเท่าปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๒) ซึ่งนำมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อันมีว่า

พร้อมกันนั้น พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ ทั้งทางด้านการรบ การเรียนและศีลธรรม พร้อมกันไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากผู้ที่ได้เข้ามาบวช เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนายุคนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น ขุนพล นักรบ ที่ร่วมก่อร่างสร้างชาติ จึงได้ปลูกฝังความรักชาติ และวิชาการในการป้องกันชาติ ให้แก่เยาวชนที่เป็นศิษย์ ซึ่งเป็นอุดมการณ์ปลูกฝัง ดังจะเห็น ได้ว่าขุนศึกผู้กล้า แม้กระทั่งวีรกษัตริย์มหาราชทั้งปวง ที่กอบกู้ชาติกู้แผ่นดิน ให้ลูกหลานไทย ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์วัด ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น นี่คือความผูกพันใกล้ชิด และความสำคัญของสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งมีความหมาย รวมถึงความมั่นคงแห่งเอกราช และอธิปไตยของชาติไทยตลอดมา ที่ศาสนาอื่นมิอาจเอ่ยอ้าง

ความเหนียวแน่นแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังกล่าวนั้น ทำให้ประเทศไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัย จากการล่าอาณานิคม ของต่างชาติมาได้โดยตลอด เช่นในยุคพระนารายณ์มหาราช ประเทศฝรั่งเศส โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้เพียรพยายามที่จะเอาประเทศไทย เป็นเมืองขึ้น โดยอ้างเอาศาสนาเป็นตัวนำ มีพระราชสารให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้ารีตเป็นคริสเตียน แต่ด้วยพระปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งทรงตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนาจึงมีพระราชสาร ตอบพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ อันมีความตอนหนึ่งว่า

พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะให้เราเข้ารีตดังนั้นหรือ เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะในราชวงศ์ของเรา ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้ เป็นการยากอยู่ และถ้าพระผู้เป็นเจ้าของท่าน ผู้สร้างฟ้า สร้างดิน จะต้องการให้คนทั่วไป นับถือศาสนาคริสต์เช่นเดียวกัน พระเจ้าของท่าน มิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ ใยจึงต้องให้เราตัดสินใจ

เมื่อสันตะปาปาไม่สามารถใช้พระราชสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บังคับพระทัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ จึงหันมาสนับสนุนทางด้านการเงิน แก่คอนสแตนตินฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชชาเยน ซึ่งเป็นฝรั่งต่างชาติ ที่ได้แฝงตัวเข้ามา ทำลายเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้เงินซื้อตำแหน่ง จากขุนนางขายชาติกลุ่มหนึ่ง ในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในขณะที่พระองค์ ทรงพระประชวร และสร้างอิทธิพลอำนาจ ออกกฎหมายทำลายวัดวาอาราม พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ให้สิ้นสูญไปจากแผ่นดินสยาม เพื่อนำเอาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเข้าแทนที่ ตามบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ระบุว่า พระภิกษุสงฆ์ยุคนั้น ถูกฆ่าวันละ ๕๐๐ รูป พระคัมภีร์ใบลาน อันบรรจุพระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันล้ำค่า ซึ่งได้บันทึกไว้ในยุคกรุงสุโขทัย ถูกใส่เกวียนนำไปเผาทิ้งทุกวัน แต่ก็ได้พระมหากษัตริย์ไทย และทหารหาญ สามารถกู้ชาติ และพระพุทธศาสนากลับมาได้ทันเวลา

ความพยายามในการยึดครองประเทศไทยจากประเทศมหาอำนาจ โดยความร่วมมือของคริสตจักร มีมาโดยตลอดและรุนแรง ถึงขนาดซ่องสุมผู้คน ก่อการกบฏ ปลอมแปลงพระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นใหม่ ในยุคพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ซึ่งทำให้พระองค์ ทรงสั่งเนรเทศบาทหลวง ผู้ทำการกบฏ และให้สลักศิลาจารึก พระบรมราชโองการ เป็นราชอาญา ให้นำไปปักไว้ ณ หน้าโบสถ์เซ็นต์โยเซฟ ของโรมันคาทอลิค มีความว่า

“........ ๑. ห้ามมิให้ใช้ตัวหนังสือ เขมร มอญ และหนังสือสยาม สำหรับไปเขียนหนังสือ ซึ่งสอนศาสนาคริสต์

๒. ห้ามมิให้พวกมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาเป็นภาษาสยาม

๓. ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ซึ่งถือพุทธศาสนาอันประเสริฐของสยาม แม้จะยากจนอย่างไร ไปยืมข้าวของ เงินทอง จากพวกมิชชันนารี และห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เข้ารีต ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เชื่อและนับถือศาสนาคริสต์ ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ไปคบค้าสมาคมกับพวก เข้ารีต และห้ามมิให้มิชชันนารีรับคนสยาม มอญ ลาว เข้ารีตเป็นอันขาด

๔. ห้ามมิให้มิชชันนารีแต่งหนังสือ ซึ่งติเตียนศาสนาพุทธแห่งสยาม ให้บรรดามิชชันนารีทั้งหลาย อย่าได้กระทำผิดต่อข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งเป็นอันขาด

ถ้าหากว่าพวกมิชชันนารีที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ได้เห็นและได้ทราบข้อความตามประกาศพระราชโองการซึ่งจารึกไว้ในแผ่นศิลานี้ไม่ปฏิบัติตาม แต่ขืนทำความผิดในข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด เมื่อได้ไต่สวนพิจาณาได้ความจริงแล้ว ก็จะต้องลงโทษหัวหน้าของพวกมิชชันนารี ถึงประหารชีวิต และพวกมิชชันนารีอื่นๆ นั้น ได้รับพระราชอาญาเฆี่ยนแล้ว จะต้องถูกไล่ออกไปให้พ้นราชอาณาเขตสยามทั้งหมด

อีกประการหนึ่ง พวกสยาม มอญ และลาว ซึ่งได้ไปเข้ารีตในครั้งสังฆราชดอมยากซ์ จะต้องลงอาญาเฆี่ยนอย่าง หนัก และจะต้องประหารชีวิตด้วย ถ้าแม้นต่อไป สยามก็ดี มอญก็ดี ลาวก็ดี ซึ่งเป็นผู้ถือศาสนาพุทธแห่งสยาม เมื่อได้ทราบประกาศพระราชโองการ ซึ่งจารึกในแผ่นศิลานี้ กระทำการขัดขืน ประกาศพระราชโองการ โดยละศาสนาพุทธอันประเสริฐของสยาม กลับไปเข้าด้วยคริสต์ศาสนาแล้ว ก็จะต้องได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก คือจะต้องถูกตัดหัวแล้ว จะได้เอาหัวไปเสียบไว้หน้าบ้าน บาทหลวงที่บางปลาเหต ส่วนบิดามารดา บุตรภรรยาและพี่น้อง จะได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก จะต้องถูกริบทรัพย์สมบัติให้สิ้นเชิงด้วย

ประกาศพระราชโองการนี้ ได้จารึกลงในแผ่นศิลาเมื่อวันพุธขึ้น ๙ ค่ำ ปีจอ โทศก”

จากพระบรมราชโองการดังกล่าวนี้ทำให้ นักล่าเมืองขึ้น ที่อาศัยคริสต์ศาสนาเป็นตัวนำ ไม่สามารถแอบอ้าง ซ่องสุมกำลัง เพื่อยึดครองประเทศสยามได้ตลอดมา นี่คือพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทย แต่โบราณที่ทรงเล็งเห็นมหาภัยที่จะเกิดขึ้น จากกลุ่มต่างศาสนา อันจะเกิดขึ้นโดยการชวนเชื่อ เพื่อให้เกิดการบ่อนทำลายความมั่นคง ของสถาบันหลักทั้ง ๓ ของประเทศ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:17 pm

ยุคกรุงธนบุรี


ความอาฆาตแค้นของนักล่าอาณานิคมชาวคริสต์ มิได้ลืมเลือน และทิ้งความพยายามที่ต้องการล้างแค้น ซึ่งปรากฏใน บันทึกประวัติศาสตร์ยุคสุดท้าย ของกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าล้อมกรุง แต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดกรุงได้นั้น พวกมิชชันนารี ที่อยู่ภายในกำแพงพระนคร ก็ได้ติดต่อกับพ่อค้า ที่เป็นชาวโปตุเกสคริสเตียน ส่งอาวุธปืนใหญ่อันทันสมัย และกระสุนดินดำ ให้กับพม่า เพื่อใช้ในการยิงถล่มกรุงศรีอยุธยา และเข้าเผาเมืองได้ในที่สุด ซึ่งหากปราศจากอาวุธปืนใหญ่ อันคริสเตียน สนับสนุนพม่านั้นเสียแล้ว ทัพพม่า ก็ไม่อาจตีหักเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เพราะอีกเพียงชั่วเดือนเดียว หลังจากนั้น ก็จะเข้าฤดูน้ำหลาก พม่าก็จะต้องถอนทัพกลับไป และไทยก็จะไม่เสียแผ่นดิน นี่คือการล้างแค้นของชาวคริสเตียน ต่อสยามอย่างสุดโหดเหี้ยม ยังความเจ็บปวดให้กับประชาชนชาวสยาม รวมทั้งพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดมหาโลก เมื่อทรงนำผู้กล้ากอบกู้อิสระภาพ ให้กับไทยได้สำเร็จ ก็ทรงให้ทหาร ไปนำเอาหลักศิลาจารึก พระราชโองการของพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อจะนำมาปักไว้ ณ โบสถ์คริสเตียนคาทอลิคอีกครั้ง แต่ปรากฏว่า “พวกคริสเตียนได้ทำลายศิลาอันจารึกพระราชโองการนั้นเสียแล้ว

มิชชันนารีคริสเตียน เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพิ่งจะกู้อิสระภาพได้ใหม่ๆ คงไม่เข้มแข็งนัก เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ที่จะยุยงให้ผู้ที่นับถือคริสต์โรมันคาทอลิค ก่อการกบฏ โดยอ้างว่า เป็นบัญชาของพระเจ้า ไม่ให้ไปร่วมทำ “พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสาบานตน กับพระเจ้าตากสินมหาราช” ปรากฏเป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ดังนี้

“........ใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ศาสนิกในศาสนาอื่นเข้าร่วมทุกศาสนา แต่พวกบาทหลวงศาสนาคริสต์ ไม่ยอมเข้าร่วม และไม่ยอมให้คนสยามนับถือคริสต์เข้าร่วม ทางราชการจึงได้จับบาทหลวงกูเต และ บาทหลวงการ์โนลด์ ไปเผ้าพระเจ้าตากสินมหาราช รับสั่งให้จองจำด้วยการขังคุก คนละ ๑ ปี และให้สมุหนายกทำทัณฑ์บนไว้ ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมาย ประเพณีของไทย แต่บาทหลวงไม่ยอมรับทัณฑ์บน จึงต้องขังต่อไปอีกระยะหนึ่ง ที่ร้ายคือ ห้ามมิให้ชาวสยามที่นับถือคริสต์ เข้าร่วมพิธีที่เป็นราชพิธีของไทย โดยให้เหตุผลว่า

๑. คนทำกิจของพระเจ้า จึงมีหน้าที่ห้ามมิให้คริสต์ชน ปฏิบัติผิดประเพณีของศาสนาคริสต์

๒. การปฏิบัติพิธีกรรมและประเพณีไทย ถือว่าเป็นการอ่อนข้อให้กับศาสนพิธีของพวก มิจฉาทิฏฐิ”

พร้อมกันนั้น บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้จดหมายไปขอกำลังทหารจากฝรั่งเศสมาช่วย และให้ชาวไทยที่เข้ารีตนับถือคริสต์ ก่อการแข็งข้อขึ้น โดยจะนำเอากองทัพเรือ และอาวุธจากทางใต้ของไทยมาช่วยเหลือ แต่ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสียก่อน ดังความปรากฏในประวัติศาสตร์กรุงธนบุรี ว่า

“..........ในปี พ.ศ.๒๓๒๑ พระเจ้าตากสินมหาราช รับ สั่งให้มีพระราชพิธีทางชลมาตร ให้ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงทุกชาติ ทุกศาสนาเข้าร่วมพิธี

แต่พวกคริสเตียนโรมันคาทอลิคไม่ยอมร่วมมือ เพราะบาทหลวงคอยขัดขวางไว้ไม่ยอมให้เข้าร่วม โดยออกประกาศท้าทายอำนาจ ของพระมหากษัตริย์สยามว่า ทางราชการไทยจะทำอย่างใดก็ได้ แต่ชาวคริสเตียนจะไม่ยอมก้มหัวให้ จนในที่สุด พระเจ้าตากสินมหาราช เห็นว่า บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะเป็นภัยต่อบ้านเมือง จะประหารเสียก็ใช่ที่ รังแต่จะเกิดบาปกรรม พระองค์จึงทรงให้เนรเทศ บาทหลวงออกจากอาณาเขตเมืองสยาม โดยฝากไปกับสำเภาจีน แต่ใต้ก๋งสำเภาจีน ก็ไม่ยอมรับบาทหลวงคริสเตียนเหล่านั้น เพราะกษัตริย์รัฐบาลจีน มีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามเรือสำเภาที่มีพวกบาทหลวงคริสเตียน เข้าเทียบท่าแผ่นดินจีน.....”

............. ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๒๒ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง ขับบาทหลวง โรมันคาทอลิค ออกนอกประเทศอีก แต่บาทหลวงทั้งนั้น ก็ดื้อดึงไม่ยอมออกไป ในที่สุดทรงชี้ความผิดของพวกบาทหลวงว่า

๑. บาทหลวงชอบรังแกชาวสยามที่เข้ารีต โดยห้ามพวกเข้ารีต เข้าร่วมพระราชพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวด้วยพระพุทธศาสนา

๒. ถ้าพวกสยามเข้ารีตคนใดขืนมาช่วยงานของชาวสยาม พวกบาทหลวงก็คอยรังแกข่มเหงอยู่เสมอ

พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระกรุณาต่อบาทหลวงโรมันคาทอลิค โดยภาคทัณฑ์ว่า ต่อไปพวกบาทหลวงจะให้สัญญาว่า จะไม่รังแกชาวสยามที่เข้ารีตอีก จึงจะให้อยู่ในแผ่นดินสยามต่อไป พวกบาทหลวงเหล่านี้ ก็ไม่ยินยอม ดังนั้นพระองค์จึงทรงขับพวกบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ออกจากเมืองสยามไป ทั้งบาทหลวงเลอบอง และคนอื่นๆ...

และพร้อมนั้น ได้ทรงออกพระบรมราชโองการ เพื่อป้องกันภัยและความมั่นคงของชาติในอนาคต มีความว่า

..........ด้วยพวกเข้ารีต เป็นคนที่อยู่นอกพระพุทธศาสนา เป็นคนไม่มีกฎหมายและไม่ประพฤติตามพระพุทธวจนะ ถ้าพวกสยามไม่ประพฤติตามพระพุทธศาสนา ถึงกับลืมชาติ กำเนิดของตัว ถ้าสยามไปประพฤติปฏิบัติลัทธิของพวกเข้ารีต ก็ตกอยู่ในฐานะความผิดร้ายกาจ...... ถ้าจะปล่อยให้คนพวกนี้ ทำตามชอบใจ ถ้าไม่ห้ามไว้แล้ว พวกนี้ก็จะทำวุ่นวายขึ้นทีละน้อย โดยไม่รู้ตัว จนในที่สุดพระพุทธศาสนา ก็จะต้องเสื่อมทรามลงไป

เพราะเหตุฉะนี้ จึงห้ามขาดมิให้สยาม มอญ ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือผู้ใหญ่ ไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีต ถ้าผู้ใดมีใจดื้อแข็ง เจตนาไม่ดี มืดมัวไปด้วยกิเลสต่างๆ จะฝ่าฝืนไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีตใดๆ ก็ตาม ก็ให้พนักงานจับกุมสังฆราช หรือบาทหลวงมิชชันนารี หรือบุคคลที่เข้ารีตนั้นๆ ไว้ และลงโทษประหารชีวิต ให้เจ้าพนักงานจับกุมคนสยาม หรือมอญ ซึ่งได้ไปร่วมพิธีของพวกเข้ารีตนั้น วางโทษประหารเหมือนกัน......

ประกาศมา ณ วันอาทิตย์ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย ฉศก

จากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยพระปรีชาพระองค์จึงทรงเห็นภัย อันจะเกิดแก่ชาติและพระพุทธศาสนาในอนาคต โดยคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค จึงทรง “ยกแผ่นดินสยามทั้งประเทศให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ” เพื่อให้ทหารหาญ และประชาชนสยามทั้งแผ่นดิน พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ให้คงสถาพรคู่ชาติสยาม โดยจารึกไว้ ณ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ความว่า

อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา

ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา แด่พระศาสดา สมณะ พุทธโคดม

ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม

เจริญสมถะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา

คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา

พระพุทธศาสนา คงอยู่ คู่กษัตรา พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:17 pm

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นำมาแสดงนี้ ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า การดำเนินการของคริสต์ศาสนา เป็นไปในทางก่อการกบฏ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น ทำลายความมั่นคงของชาติ มีเป้าหมายในการยึดครองประเทศ ให้เป็นเมืองขึ้น ของประเทศมหาอำนาจตลอดมา ฉะนั้นพระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีพระปรีชา ตระหนักในมหาภัยอันจะเกิดขึ้นกับประชาชน และประเทศชาติ ในอนาคต จากแนวทางและคำสอนของคริสต์ศาสนา ซึ่งสอนไม่ให้บุตรธิดา มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ เพราะเด็กเหล่านั้น เป็นผู้ที่พระเจ้าสร้างมา ไม่ต้องกตัญญูรู้คุณครูอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณนอกจากบาทหลวง หรือสันตะปาปาเท่านั้น ซึ่งตรงกันข้าม กับหลักพระสัทธรรมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย และศาสนพิธี อันเกี่ยวเนื่องแนบแน่น ต่อสังคมครอบครัว ชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต ซึ่งหากปล่อยให้มีการขยายแพร่เชื้อไวรัสศาสนา เปลี่ยนแปลงหลักพระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธองค์ นั่นหมายถึงความสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ไทย จึงได้ทรงสืบต่อพระปณิธานและปฏิญาณ ที่จะรักษาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา “โดยถวายแผ่นดิน ให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ” เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ท่านจึงใช้พระปรีชา ชีวิตและเลือดเนื้อ เข้ารักษาพระพุทธศาสนา ทหารหาญของชาติ ต่างปฏิญาณสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งประดิษฐานด้วยพระพุทธปฏิมาไว้ ณ ยอดธงนั้น ว่าต้องมีหน้าที่ พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ดังนั้นองค์กรคริสต์ศาสนาย่อมทราบว่า ถ้าต้องการยึดครองประเทศไทย ต้องมีอำนาจ เหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำลายแนวป้องกัน คือทหารหาญของชาติ และยึดครององค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย อย่างเบ็ดเสร็จให้ได้ เท่านั้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:18 pm

ยุคกรุงรัตนโกสินทร์


สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมราชวงศ์จักรีทรง ทราบดีว่า พระพุทธศาสนาคือความมั่นคงของชาติ จึงทรงมีพระราชโองการผ่านพระนิพนธ์ ปรากฏเป็นหลักฐานไว้ในครั้งศึกท่าดินแดง ว่า

ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขันธสีมา รักษาประชาชนและมนตรี

พระองค์ได้ทรงทำสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น เนื่องจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งบันทึกจารไว้ในใบลาน ได้ถูกเผาทำลายไป แต่ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะเพิ่มขึ้นเพื่อปกครอง คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะอรัญวาสี และโปรดเกล้า ให้ตราพระราชบัญญัติ กฎหมายการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น เป็นครั้งแรก

สมัย สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้มีการสังคายนาบทสวดมนต์ คู่กับการสังคายนาพระไตรปิฎก ที่ท่านได้ทำในสมัยรัชกาลที่ ๑ อีกทั้งทรงให้แปลพระปริตทั้งหลาย จากภาษาบาลี ขอม ออกเป็นภาษาไทย และทรงโปรดเกล้า ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศศิธรเป็นหัวหน้า ชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการฝ่ายใน หัดสวดพระปริตด้วย

สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเห็นอันตรายจากการเผยแพร่คริสเตียนโรมันคาทอลิค เนื่องจากได้มีคณะบาทหลวง ได้นำเอาเครื่องพิมพ์หนังสือ เข้ามาในประเทศสยาม และทำการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล และคำสั่งสอนของคริสเตียน ออกเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พระองค์จึงทรงเห็นว่า พระธรรมวินัย ที่ต้องใช้เป็นหลักของพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ยังมิได้มีการพิมพ์เช่นเดียวกับของคริสเตียน หากเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่นานพระพุทธศาสนาจะถูกกลืนโดยศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค เป็นแน่แท้ พระองค์จึงทรงให้ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ตั้งเครื่องพิมพ์แบบเดียวกับฝรั่งขึ้น ที่วัดบวรนิเวศฯ และจัดพิมพ์พระปาฏิโมกข์ บทสวดมนต์ ฯลฯ แทนหนังสือใบลาน โดยให้พระภิกษุ เป็นผู้จัดพิมพ์และตรวจทาน และพระราชทานให้กับ ทุกมลฑลหัวเมือง

ในช่วงยุค สมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา นับเป็นช่วงล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจ ที่ใช้คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค เป็นตัวนำเช่นเดิม โดยบริษัทบริทิช บอร์เนียว ทำหนังสือเชิงขู่ ขอทำสัมปทานป่าไม้ ในประเทศสยาม ทางภาคเหนือ พร้อมทั้งนำเอาคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค เข้ามาเผยแพร่อีกด้วย การบีบโดยการค้า และสัญญาภาษาต่างประเทศนี้เอง ทำให้พระองค์ต้องทรงศึกษาภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น โดยให้พระราชวงศ์และพระราชโอรส และพระราชธิดาศึกษาด้วยเช่นกัน เพื่อให้รู้เท่าทันประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น ทรงมีพระราชดำรัสในโอกาสถวายเพชรเม็ดใหญ่เพื่อประดับพระอุณาโลมพระพุทธรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต ว่า

...... พระนครนี้ เป็นถิ่นของคนผู้นับถือพระพุทธศาสนามาแต่เดิม มิใช่แผ่นดินของศาสนาอื่น คนที่นับถือศาสนาอื่นมาแต่อื่นก็ดี อยู่ในเมืองนี้ก็ดี จะโทมนัสน้อยใจริษยาแก่พระพุทธศาสนา เพราะบูชาอันนี้ไม่ได้ ด้วยมิใช่เมืองศาสนาของตัวเลย .....

การขยายอิทธิพลและตลาดการค้า โดยใช้ศาสนานำหน้าเรือปืนของเหล่าคริสเตียนนักล่าอาณานิคมก้าวร้าว และอหังการ ถึงขนาดประกาศยึดประเทศไทยให้กลายเป็นคริสต์เตียน ปรากฏเป็นตัวอย่างชัดในเอกสารของ Board of Commissioner Foreign Mission ซึ่งมีข้อความส่วนหนึ่งว่า

ชาวสยามต้องตระหนักถึงเจตนารมย์ของพวกเราว่า เราจะสถาปนาระบบคริสต์ศาสนาในดินแดนของเขา ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างกับเขาอยู่มาก และเมื่อเรามีชัยชนะจริง วัดวาอารามอันวิจิตรพิศดารของพวกเขา จะต้องถูกทำลาย หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นสถานนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ จะต้องเลิกล้มสถาบันสงฆ์อันทรงอิทธิพล เปลี่ยนแปลงรัฐบาลและสังคมประเทศทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง.......

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่๕ ทรงเล็งเห็นอันตรายจากการรุกของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิคนั้นเอง ทำให้สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเร่งปรับปรุงและสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระพุทธศาสนาโดยพระองค์ได้ทรงให้จัดสร้างพระไตรปิฎกขึ้น ๒ ฉบับคือ ฉบับทองกีบ ซึ่งเป็นคัมภีร์ใบลานปิดทองเช่นเดียวกับที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ และฉบับพิมพ์เป็นอักษรไทย ซึ่งจัดทำขึ้นครั้งแรก โดยโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงผนวชและพระราชาคณะฐานานุกรม และผู้รู้พระปริยัติธรรม เช่นสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ประชุมจัดทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด แล้วจึงดำเนินการจัดพิมพ์ (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๔๓๖) ได้หนังสือ ๓๙๐๐๐ เล่ม โปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ตามวัดหลวงและหอสมุดต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

การบีบโดยใช้กองทัพประเทศมหาอำนาจเป็นเครื่องข่มขู่ เพื่อให้เผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ในประเทศไทย เป็นไปอย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงทราบดีว่าการล่าอาณานิคมโดยใช้ศาสนาเช่นนี้ จะทำให้ประชาชนสยาม กลายเป็นทาสที่ต้องส่งส่วยให้พระเจ้าของคริสเตียน ไปทั้งชั่วโคตร ชั่ววงศ์ตระกูลตามคำสั่งสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ล รวมทั้งแนวคำสอนของคริสเตียนโรมันคาทอลิคก็ขัดแย้งและตรงข้ามกับความเป็นอยู่ในสังคมครอบครัวของไทยเป็นอย่างยิ่ง หากปล่อยให้มีการเผยแพร่ออกไปได้มาก ก็จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ซึ่งพื้นฐานขนบธรรมเนียมประเพณีมาจากพระพุทธศาสนา ดังนั้นพระองค์จึงเล็งเห็นการณ์ข้างหน้าในการป้องกันพระพุทธศาสนา ต้องเพิ่มหลักพระสัทธรรมความรู้ให้กับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยการการเพิ่มการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณร จึงโปรดให้ตั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยขึ้น ในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ที่วัดมหาธาตุ นับเป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์แห่งแรกโดยพระราชทานนามว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” ต่อเมื่อถึง พ.ศ.๒๔๓๙ ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย”

มหามกุฎราชวิทยาลัยเป็นสถาบันสงฆ์ที่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๖ สมัยเดียวกันนี้ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสใน วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเป็นที่ศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ปัจจุบันทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้สอนถึงระดับปริญญาเอก

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:19 pm

ในสมัยของพระปิยมหาราชเจ้า ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เป็นยุคของการล่าเมืองขึ้นของโรมันคาทอลิคร่วมกับมหาอำนาจฝรั่งเศส ซึ่งใช้กองทัพบุกยึดมลฑลบูรพา ทำลายวัดวาอารามในพุทธศาสนา(เหมือนในเวียตนาม) บนดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง นี่เป็นตัวอย่างของการเข้ายึดครองโดยโรมันคาทอลิค ทำให้ประเทศไทยถูกแบ่งแยก กลายเป็นสองประเทศ คือส่วนฝั่งขวาแม่น้ำโขงเป็นประเทศไทย ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นประเทศลาวในปัจจุบัน วีรบุรุษไทยและทหารหาญผู้ต่อสู้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องแผ่นดินและอธิปไตย ให้พ้นจากการเป็นอาณานิคมของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิคฝรั่งเศส ได้เสียสละชีวิตไปมากมาย และที่เด่นชัดถึงความเลวร้ายในความเห็นแก่ตัวและไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ก็คือกรณี “พระยอดเมืองขวาง” ซึ่งเป็นแม่ทัพควบคุมป้องกันเมืองคำม่วน และเมืองคำเกิด ได้ปะทะกับกองทัพคริสเตียนฝรั่งเศส ที่รุกเข้าประชิดด้วยอาวุธอันทันสมัยกว่า และกำลังพลมากกว่าถึง ๔๐ ต่อหนึ่ง กองทัพไทยสู้รบอย่างสามารถด้วยอำนาจพุทธานุภาพ ทำให้กองทัพฝรั่งเศสไม่สามารถยึดเมืองทั้งสองได้ ดังนั้นกองทัพล่าอาณานิคมคริสเตียนโรมันคาทอลิคฝรั่งเศส จึงได้ส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทยที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา คือเรือแองคองสตังส์ และเรือโกเมส จึงเกิดยุทธนาวีขึ้นอีก โดยนักรบผู้กล้าแห่งราชนาวีไทย ซึ่งฝ่าย ไทยมีเรือรบมงกุฏราชกุมาร เรือรบมูรธาวสิตสวัสดิ์ เป็นต้น ต่อสู้กันเป็นสามารถฝ่ายเรือรบฝรั่งเศสสู้ไม่ได้ถูกยิงไฟไหม้ถอยร่นไป ฝ่ายลูกประดู่ไทยสละชีพและเสียหายไม่น้อย กองทัพเรือฝรั่งเศสเห็นทีจะสู้ไม่ได้ จึงลอบส่งคนเข้ามาติดต่อกับบาทหลวงโรมันคาทอลิคซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทย เพื่อวางแผนเข้ายึดพระนคร ความเจ้าเล่ห์ฉ้อฉลของกลุ่มบาทหลวงโรมันคาทอลิคจึงใช้กลอุบายเข้าพบกับข้าราชการฝ่ายใน และแจ้งว่าเรือทูตของประเทศฝรั่งเศสจะขอเข้าเฝ้าถวายสาร ซึ่งข้าราชการคนไทยซึ่งนับถือพระพุทธศาสนานั้น เป็นผู้มีความซื่อสัตย์และมีศีลธรรมจึงอนุญาต เพราะคิดไม่ถึงว่าผู้ที่เป็นบาทหลวง(ซึ่งคนไทยสมัยนั้นคิดว่าเป็นผู้ถือศีลคงไม่โกหก) จะเป็นจารชนไส้ศึกให้กับกองทัพฝรั่งเศส ทำให้เรือรบฝรั่งเศสที่บรรทุกกองทัพทหารพร้อมอาวุธเต็มลำเรือ สามารถผ่านเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ และจอดทอดสมอที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสใกล้กับพระบรมมหาราชวัง พร้อมกับยื่นคำขาดให้ไทยยกฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส มิฉะนั้นจะยิงถล่มวัดพระแก้ว และพระบรมมหาราชวังทันที นี่คือสิ่งที่พึงสังวรในความอกตัญญูไม่รู้คุณของบุคคลพวกนี้ไว้ ซึ่งเขาพร้อมที่จะนำแผ่นดิน ไปมอบให้สันตะปาปา ประมุขศาสนาโรมันคาทอลิค ที่วาติกัน แม้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยจะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พวกเขาสักปานใด ข้าวไทยก็ไร้ยาง ที่จะทำให้บุคคลเหล่านี้มีความซื่อสัตย์สุจริตได้



พระยอดเมืองขวาง ซึ่งต่อสู้ป้องกันฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงคือเมืองคำเกิด และเมืองคำม่วน ได้รับคำบอกจากทางกรุงเทพให้หยุดต่อต้านกองทัพฝรั่งเศสก่อนเพราะกำลังเจรจาการทูต ทำให้กองทัพไทยหยุดการสู้รบนั้น แต่กองทัพฝรั่งเศสได้วางกลอุบายจับพระยอดเมืองขวางขังคุกไว้ อ้างว่ามีความผิดฐานทำร้ายบาทหลวงโรมันคาทอลิค ให้ดำเนินคดีพระยอดเมืองขวาง ซึ่งตามความจริงก็คือกองทัพฝรั่งเศสสู้กองทัพทหารไทยที่นำโดยพระยอดเมืองขวางไม่ได้ จึงใช้กลอุบาย ทุกอย่างที่จะฆ่าพระยอดเมืองขวางเสีย ทางกรุงเทพฯ จึงส่งคณะผู้พิพากษาขึ้นไปพิจารณาคดีโดยยุติธรรม ตามหลักฐานร่วมกับแม่ทัพฝรั่งเศสในมลฑลบูรพา เมื่อพิสูจน์แล้วปรากฏว่าผู้ที่กระทำความผิดคือบาทหลวงโรมันคาทอลิค ซึ่งร่วมกับทหารฝรั่งเศสนั่นเองเมื่อเป็นดังนั้นพระยอดเมืองขวางจึงถูกตัดสินไม่ผิดให้พ้นโทษ ทางฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสยอมรับ แต่ทางคณะบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ไม่ยอมรับอ้างว่าทำร้ายผู้เป็นตัวแทนของพระเจ้าไม่ได้ จะต้องดำเนินการพิจารณาคดีเอง และต้องมีคณะบาทหลวงโรมันคาทอลิคร่วมเป็นผู้พิพากษาด้วย จึงส่งข้อความลับมายังแม่ทัพเรือของตนที่จอดอยู่หน้าพระราชวังหลวง ให้ยื่นคำขาด หากไม่ให้มีการตัดสินความผิดพระยอดเมืองขวางใหม่โดยบาทหลวง จะยิงถล่มพระราชวัง นี่คือความกักขฬะ และไร้สัจจะที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ปรากฏ และนี่คือสาเหตุของการเสียอธิปไตยและบูรณภาพทางศาลเป็นครั้งแรก (เหมือนในประเทศไทยซึ่งกลุ่ม BOSTON ออกกฎหมายให้ต่างชาติมีสิทธิทางกฎหมายเหนือกว่าประชาชนไทยในปี พ.ศ.๒๕๔๒)พระยอดเมืองขวางเป็นบุคคลตัวอย่างที่มีอุดมการณ์ปกป้องสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงชีวิตเดียวของชายชาติทหารอันน้อยนิด แต่กลับมีค่าเทียบเท่ากับแผ่นดินไทยอันเป็นมาตุภูมิเกิด เมื่อชีวิตของท่าน กลายเป็นเครื่องต่อรองของมหาอำนาจศาสนาล่าอาณานิคมเพื่อพระเจ้าของคริสเตียนโรมันคาทอลิค ท่านจึงเสียสละชีวิตเป็นชาติพลีเพื่อแผ่นดินไทย นี่คือวีรบุรุษผู้กล้าซึ่งมีนามว่า “พระยอดเมืองขวาง” ที่ถูกบันทึกสู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยชั่วนิรันดรในความเสียสละ และขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องประกาศความชั่วของบาทหลวงโรมันคาทอลิคไปชั่วกาลปาวสานเช่นกัน แต่ปัจจุบัน (ประวัติศาสตร์ที่กล่าวนี้ได้ถูกนักวิชาการคริสเตียนโรมันคาทอลิค ที่แฝงตัวอยู่ในกระทรวงศึกษาตัดออกไปจากหลักสูตรการเรียนเสียแล้ว ไม่มีประวัติศาสตร์ไทย เรื่องราวของวีรบุรุษไทย ที่ต่อสู้กู้ชาติให้เยาวชนได้เล่าเรียนอีกต่อไป เพื่อการสะดวกในการกลืนชาติ นี่คือความจริง และปี พ.ศ.๒๕๔๒ คือยุคที่อยู่ระหว่างทางเลือกว่าจะเป็น “ลัทธิชาตินิยม” หรือ “ลัทธิทาสนิยม” กันแน่) แม้พระยอดเมืองขวางวีรบุรุษผู้กล้า จะเสียสละชีวิตไปแล้วก็ตาม กองทัพมหาอำนาจฝรั่งเศสก็ยึดเมืองจันทบุรีและตราด บีบบังตับให้ไทยยกดินแดนให้อีก พร้อมทั้งบาทหลวงโรมันคาธอลิคก็ได้ยื่นข้อเสนอร่วมเข้ามาให้ ทรงอนุญาตให้ตั้งโรงเรียนคริสเตียนเพื่อสอนเด็กไทย ๒ โรงเรียน และออกพระราชบัญญัติพระราชทานที่ดินให้อีกมากมายตามมา นี่คือสิ่งเคลือบแฝง และปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาตร์

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:20 pm

ที่ยิ่งไปกว่านั้น ตัวแทนของคริสเตียนได้อาศัยทูตของประเทศมหาอำนาจส่งหนังสือขึ้นทูลเกล้า ให้ล้นเกล้า ร.๕ ทรงเปลี่ยนจากศาสนาพุทธมาเข้ารีตเป็นคริสเตียนเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเมืองขึ้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชหัตถเลขา ว่า

..... พระราชบิดาของฉัน ได้ทรงสละเวลาเป็นส่วนใหญ่ในการศึกษา และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของชาติ ส่วนฉันได้ขึ้นครองราชย์ในขณะอายุยังน้อย จึงไม่มีเวลาที่จะเป็นนักศึกษาอย่างพ่อ ฉันเองมีความสนใจในการศึกษาหนังสือหลักธรรมต่างๆ สนใจที่จะคุ้มครองพระพุทธศาสนาของเรา และต้องการที่จะให้มหาชนทั่วไปมีความเข้าใจถูกต้อง

ดูเหมือนว่า ถ้าชาวยุโรปเชื่อในคำสอนของมิชชันนารีว่า ศาสนาพุทธของเราโง่งมงาย และชั่วทราม คนทั้งหลายต้องเชื่อว่าพวกเราเป็นตนโง่งมงายและชั่วทรามไปด้วย.....

(พระราชหัตถเลขาถึง เซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์)

จากการรุกรานของมิชชันนารีคริสเตียน โดยผ่านทางประเทศมหา อำนาจยุโรปนี้เอง ทำให้พระองค์ต้องทรงเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าไกรเซอร์แห่งประเทศรัสเซีย และเป็นมูลเหตุของการเสด็จประพาสยุโรป การบีบบังคับโดยอาศัยอำนาจทางการเมือง การค้า และกองทัพของประเทศนักล่าอาณานิคม

ซึ่งทำงานร่วมกับคณะมิชชันนารีคริสเตียนโรมันคาทอลิคนี้เอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงบัญญัติพระพุทธศาสนาอย่างเป็น การถาวรโดยมิให้ใคร หรือชนชาติใดสามารถลดฐานะความสำคัญแห่งสถาบันพระพุทธศาสนาได้ในอนาคตต่อไป ด้วยพระปรีชาอันเฉียบแหลมอย่างยิ่งจึงได้ทรงเปลี่ยนสีธงชาติไทยเสียใหม่ และประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้กันโดยทั่วไปว่า “ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ” อาศัยโอกาสส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ บอกชาวโลกและชาวคริสเตียนให้ได้รับรู้ว่า พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญญัติพระพุทธศาสนาประดิษฐานไว้คู่กับชาติ โดยมีประกาศความหมายของ สีขาว บนธงไตรรงค์ไว้ดังนี้

สีขาว ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์ และธรรมคุ้มจิตไทย

ล้นเกล้า รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงมีพระราชดำรัสไว้ในพระราชนิพนธ์ “เทศนาเสือป่า” ต่อหน้าเหล่าทหารหาญของกองทัพไทยว่า

เมืองเรา เกือบจะเป็นเมืองเดียวแล้วในโลก ที่ได้มีบุคคลนับถือพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะต้องช่วยกัน ทำนุบำรุงรักษา พระพุทธศาสนา อย่าให้เสื่อมสูญไป เราต้องรักษาความเป็นไทยของเราให้ยั่งยืน เราจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้ถาวรวัฒนาการ อย่างที่เป็นมาแล้วหลายชั่วโคตรของ เราทั้งหลาย

นี่คือความเสียสละของพระมหากษัตริย์ บรรพบุรุษทหารหาญชาวไทย และคณะสงฆ์ไทยในสังฆมลทล ที่อุทิศเลือดเนื้อและชีวิตปกป้องพระพุทธศาสนาอันเป็นสถาบันหลักแห่งความมั่นคงของชาติให้ยืนยงสถาพร ส่งผลให้ประเทศมีเอกราชอธิปไตย ประชาชนไทยมีความสงบสุขเต็มไปด้วยรอบยิ้มด้วยความปรีดา จนเป็นที่ขนานนามไปทั่วโลกว่า “สยามเมืองยิ้ม

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:21 pm

การทำลายพระพุทธศาสนาคือการทำลายความเป็นชาติ





เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ที่พุทธศาสนิกชนคนไทยควรพึงสังวรไว้ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่พระพุทธศาสนาถูกทำลาย เมื่อนั้นความพินาศย่อยยับจักเกิดขึ้นในชาตินั้นๆ ประชาชนและคนในชาติจะไม่มีโอกาสได้อยู่อย่างเป็นปกติสุข ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างง่ายๆ ก็คือ ประเทศอินเดียอันเป็นต้น กำเนิดของพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมของอารยธรรม ปรัชญา ความรู้สรรพวิชาทั้งปวง ยิ่งกว่าชาติใดในอดีต แต่เมื่อผู้นำประเทศอินเดีย ได้ทำลายพระพุทธศาสนาทุกวิถีทาง ให้สิ้นจากอินเดีย ผลที่ตามมาก็คือ อินเดียตกเป็นเมืองขึ้น ของอังกฤษถึง ๑๐๐ปี และตราบเท่าปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๒) ประเทศอินเดียก็ยังหาความเจริญใดๆ เทียบเท่าแม้ในสมัยโบราณยังไม่ได้ สถาบันกษัตริย์สูญสิ้นไป อย่างไม่มีวันหวลกลับมาชั่วกาลปาวสาน สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ประเทศจะต้องถูกแบ่งออกเป็นชิ้นๆ จะไม่มีวันรวมกันเป็นชาติเดียวเหมือนเดิม นี่คือผลของการทำลายพระพุทธศาสนา ที่เห็นเป็นตัวอย่างได้ชัดแจ้ง เป็นประจักษ์พยานถึงความล่มสลายในปัจจุบัน

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือประเทศเกาหลี แต่เดิมก็มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณ มีสถาบันกษัตริย์ปกครองประชาชน ให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความสงบและสันติ เป็นแผ่นดินชาติเดียว ไม่มีเหนือใต้ แต่เมื่อสถาบันพระพุทธศาสนาทำลายลง ทำให้ประเทศแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนเหนือและส่วนใต้ ความสงบสุขไม่มีเหมือนแต่ก่อน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:22 pm

ส่วยพระเจ้า



พระพุทธศาสนานั้นสืบทอดมาเกือบ ๓๐๐๐ปี ก็ด้วยแรงศรัทธาของพุทธบริษัท เป็นศาสนาแห่งเสรีภาพไม่มีชนชั้น วัดวาอารามพุทธศาสนสมบัติทั้งหลาย ล้วนแล้วเกิดขึ้นจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ที่ได้ปฏิบัติฝึกฝนตามพระพุทธพจน์ อันปรากฏในพระไตรปิฎกไม่มีชั้นวรรณะใดๆ จึงทำให้แผ่ขยายไปยังชนทุกหมู่เหล่าด้วยความเป็นเสรีภาพปราศจากการบังคับขู่เข็ญใดๆ ด้วยในพระสัทธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงให้เลิกละ ไม่ยึดติดใน ลาภ ยศ สรรเสริญ ปล่อยเสียซึ่งความโลภ เมตตาอารีแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงเป็นส่วนหนึ่งแห่งขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และสังคมไทย ให้ดำรงคงอยู่ได้ด้วยความสงบสุขสมบูรณ์

ท่านผู้อ่านก็คงสงสัยอยู่ในใจนะครับว่า ทำไมผมจึงไปจงเกลียดจงชังคริสต์ศาสนาหรือ จึงเขียนโจมตีอย่างสาดเสียเทเสีย ไม่ถูกต้องเลยที่ทำอย่างนี้ผมเชื่อครับว่าท่านต้องคิดเช่นนั้น ทุกอย่างย่อมมีที่มามีเหตุและปัจจัย มีความถูกต้องและความยุติธรรม ผมเองแต่ก่อนก็เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกับท่านผู้อ่านเหมือนกันว่าเหตุใด พระมหากษัตราธิราชเจ้าของในสมัยโบราณ รวมไปถึงมหาราชวีรกษัตริย์ไทยทั้งมวลในอดีต ก็ล้วนแล้วแต่ต่อต้านคริสต์ศาสนาโดยเอาชีวิตเข้าแลกทั้งสิ้น ต่อเมื่อได้ค้นคว้าแล้วจึงได้ข้อแท้จริงในความถูกต้อง ดังนี้




๑. วาติกัน มีฐานะเป็นประเทศหนึ่ง การประกาศศาสนาจึงอยู่ในลักษณะของการล่าเมืองขึ้น โดยทางการกรุงวาติกันมีชื่อว่า VATICAN CITY STATE เป็นรัฐอิสระ มีรัฐบาลของตนเอง มีกองทหารของตนเอง มีธนาคารของตนเอง มีสภาของตนเอง มีกระทรวงของตนเอง มีประมุขคือสันตะปาปา ประชาชนของประเทศใดๆ ที่นับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคนั้น จะต้องจงรักภักดีต่อสันตะปาปาเท่านั้น ไม่ใช่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์พระประมุขของประเทศนั้นๆ และพร้อมที่จะยึดดินแดนนั้นเพื่อเป็นอาณานิคมของกรุงวาติกัน

ดังนั้นพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในทุกสมัยจึงทรงทราบด้วยพระปรีชา ว่า ไม่ใช่เป็นศาสนาเพื่อความเชื่อ หรือเพื่อให้คนพ้นทุกข์ แต่เป็นการล่าเมืองขึ้นโดยอาศัยศาสนาเป็นเครื่องบังหน้าเท่านั้น เพราะมีผลประโยชน์แอบแฝงโดยจัดเก็บภาษีเถื่อนจากผู้นับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคด้วย นั่นหมายถึงทำให้ประชาชน และประเทศชาติ ต้องสูญรายได้ในการทำนุบำรุงประเทศ ไปจากการฉ้อฉล โดยการอ้างศาสนาบังหน้า และในปัจจุบัน (๒๕๔๒) แม้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้ในมาตรา ๑ ว่า

"ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้" เมื่อเป็นดังนี้แล้วจะเรียกว่า ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค นั้นได้ละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคง เอกราช อธิปไตยของชาติ ไม่ว่าจะพิสูจน์ทั้งทางด้านกฎหมาย การเมือง หรือการปกครอง ย่อมประจักษ์ทั้งสิ้น ดังนั้นพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ จึงทรงทราบและป้องกันประเทศ ให้พ้นจากศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค ด้วยสาเหตุดังนี้

๒. ศาสนาคริสต์นั้น มีความแตกต่างจากพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิงเนื่องจากพระพุทธศาสนาให้บริจาคตามแต่ศรัทธา แต่คริสต์ศาสนาจะบังคับให้ผู้ที่นับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคต้องนำเงิน ๑๐% จากรายได้ทั้งหมดนั้นให้กับพระเจ้า ถึงกับระบุไว้เป็นข้อบังคับใน คัมภีร์ไบเบิล มาลาคี บทที่ 3\6:12 ว่า

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:24 pm



"ข้า เป็นพระเจ้า และ ข้าไม่เปลี่ยนแปลง.... เจ้าจะถามว่า เจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อกลับมาหาข้า ข้าก็ขอถามเจ้าว่า เป็นการถูกต้องหรือ ที่คนจะทำการฉ้อโกงพระเจ้า เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแน่ แต่เจ้าก็กำลังฉ้อโกงข้าอยู่ ฉ้อโกงอย่างไร ก็ฉ้อโกงโดยการไม่จ่ายภาษีหนึ่งในสิบ และไม่มอบเครื่องถวาย บูชา คำสาปแช่งจะตกอยู่กับพวกเจ้าทั้งหมดทุกคน เพราะทั้งประชาชาติกำลังฉ้อโกงข้า ฉะนั้น เจ้าจงนำภาษีหนึ่งในสิบ มาให้ครบถ้วนเพื่อถวายในโบสถ์ของข้า"

การเก็บภาษีเป็นหน้าที่ของรัฐบาลผู้เป็นเจ้าของประเทศนั้น สมัยปัจจุบันเรียกว่า "ประมวลรัษฏากร" ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฏรจึงเรียกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายในการเรียกเก็บเงินจากรายได้ ร้อยละ ๑๐ โดยอ้างว่าพระเจ้าสั่งนั้น ไม่ผิดอะไรกับ "ภาษีเถื่อน ของพวกมาเฟีย" นับเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทั้งทางด้านกฎหมายและ ทางด้านศาสนศาสตร์ เพราะเงินดังกล่าวต้องถูกส่งไปบำรุง "กรุงวาติกัน" มิใช่ส่งให้รัฐเพื่อสร้างเสริมความเจริญให้กับชนในชาติ

ดังนั้น ด้วยผลประโยชน์ "ร้อยละ ๑๐" นี้เองจึงเป็นสาเหตุให้ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค พยายามทุกวิถีทางที่จะทำลายพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะประเทศไทยอันเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์เรื่องอาหารและการเกษตรของโลก เพื่อความกระจ่างลองพิจารณารายละเอียดโครงสร้างของรัฐบาลวาติกัน ว่าเป็นศาสนจักร หรืออาณาจักร(ประเทศ)กันแน่ ดังปรากฏระบบการบริหาร ดังนี้

- การบริหารงานศูนย์กลางที่กรุงโรม โดย

๑. องค์สันตะปาปา

๒. สภาสากล และสมัชชาบิชอพสากล

๓. บาทหลวงผู้สอนศาสนา

- สันตะปาปา จะสั่งการโดยผ่านสำนักงานคือ

๑. สำนักงานเสมียนตรา (The Apostolic Chancery) มีหน้าที่โต้ตอบหนังสือ

๒. สำนักงานพระคลัง (The Prefaceture for Financial Affairs of The Holy See) มีหน้าที่จัดการเรื่องทรัพย์สินฝ่ายแผ่นดินของศาสนจักร (ที่ดินของคริสเตียนในโลก)

๓. สำนักงานเลขาธิการแห่งรัฐ (Secretariat of State) มีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศ (คือกระทรวงการต่างประเทศ มีทูตประจำประเทศต่างๆ ด้วย)

- ศาลเฉพาะตน (โรมันคาทอลิค) มี ๓ ศาล คือ

๑. ศาลเกี่ยวกับศีลแก้บาป (Sacred Apostolic Paenitentiary) ตัดสินคดีเรื่องที่ชาวคริสต์เตียนโรมันคาทอลิคทำผิด (ในประเทศไทยเคยมีประเด็นที่คนคริสเตียนขึ้นศาลนี้มาแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ ๕ กรณีพระยอดเมืองขวาง )

๒. กงจักรโรมัน (Sacred Roman Rota) ตัดสินคดีภายนอก เช่น เกี่ยวกับการหย่าร้าง การแต่งงาน

๓. ศาลฎีกา (Supreme Tribunal of the Apostolic Signature) เป็นศาลสูงสุดมีสันตะปาปา เป็นประธาน




- กระทรวงและสำนักงานเลขาธิการ (ปัจจุบันมี ๑๐ กระทรวง)

๑. กระทรวงพระสัจธรรม

๒. กระทรวงเกี่ยวกับมุขนายก (แต่งตั้งสังฆราช)

๓. กระทรวงเกี่ยวกับพระศาสนจักรตะวันออก (ดูแลผลประโยชน์ควบคุมภาคพื้นเอเซีย)

๔. กระทรวงศีลศักดิ์สิทธิ์ และคารวกิจ

๕. กระทรวงเกี่ยวกับบาทหลวงประจำมิชชัง

๖. กระทรวงเกี่ยวกับบาทหลวงประจำคณะ

๗. กระทรวงเผยแพร่พระวรสาร (ออกวรสารแถลงกิจ Vatican Bulletin)

๘. กระทรวงพิจารณาบันทึกนามนักบุญ (บันทึกชื่อผู้ที่หาผล ประโยชน์ให้กับวาติกันได้มากที่สุด)

๙. กระทรวงการศึกษาคาทอลิค

๑๐. กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา (The Secret Congregation of Propaganda) ปฏิบัติตามแผน VATICAN COUNCIL 2 แบบมิชชั่น

- สำนักงานเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือศาสนาคริสต์(Secret for Non- Chistians) ปฏิบัติตามแผน VATICAN COUNCIL 2 แบบไดอาล็อค

(ในแต่ละกระทรวงจะมีคาดินัลทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ(Prefect) และมีเลขาธิการ(Secretary) กับรองเลขาธิการ (Undersecretary) ร่วมกันรับผิดชอบ)

จากผังการบริหารนี้จะเห็นได้ว่า วาติกัน อันเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค คือประเทศๆ หนึ่ง มิใช่องค์กรศาสนาใดๆ ดังนั้นจึงมิใช่เป็นเรื่องปกติธรรมดาดั่งเช่นการเผยแพร่ศาสนาทั่วๆ ไป แต่ความเป็นจริงก็คือการ "ล่าผลประโยชน์" ดีๆ นี่เอง หรือใครว่าไม่จริง ??? มันมีที่ไหนพระเจ้าสั่ง "ให้จ่ายภาษีเถื่อนร้อยละ ๑๐ หากไม่จ่ายจะลงโทษ" อย่างนี้ก็มีด้วย นี่เข้าข่ายกรรโชกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๗ หรือเปล่า ดูซิครับเขาว่าไง ?

" ...... เจ้าจงนำภาษีหนึ่งในสิบให้ครบถ้วน เพื่อถวายในโบสถ์ของข้า .....ข้าจะไม่ส่งแมลงลงไปทำลายพืชผลของเจ้า"

มันก็น่าแปลกใจว่า เป็นถึงพระเจ้า สร้างโลก สร้างจักรวาลได้ ทำไมจึงมารีดไถเอากับมนุษย์ที่ต้องทำมาหา กินด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน เลยเกิดความสงสัยว่า เป็นพระเจ้าหรือเป็นมาเฟีย และที่ส่งขบวนการมาทำลายล้างพระพุทธศาสนาอยู่นี่ก็คงเพราะผลประโยชน์ ๑๐% กระมัง ?? ด้วยหลักฐานดังกล่าวผมจึงต้องเขียนตามความเป็นจริง ในสิ่งที่พิสูจน์ได้หรือใครเถียง ? มีที่ไหนประกาศยึดพระพุทธศาสนาเอาดื้อๆ มีหลักฐานปรากฎการเรียกเก็บผลประโยชน์ ซึ่งปรากฏดังนี้




"......โป๊ปและบาทหลวงแห่งวาติกัน และในส่วนอื่นๆ แสวงหาอำนาจ และรายได้ทุกวิถีทาง นอกจากการเก็บภาษีหนึ่งในสิบหรือ ๑๐% ของทรัพย์สมบัติทุกชนิด (ของผู้นับถือคริสต์) และการมอบเครื่องถวายอื่นๆ ตามที่บังคับไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว ยังมีการเรียกร้องบรรณาการพิเศษอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขายบัตรเบิกทางไปสวรรค์ อันเป็นการขูดรีดชาวบ้านผู้ยากจนทุกวิถีทาง จนถึงกับมีคำกล่าวว่า "สมบัติของวาติกันทุกชิ้น เป็นสมบัติของโจรทั้งสิ้น..."

ดังนั้น จึงได้มีการดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ในทุกรูปแบบ โดยการกลืน ทำลายขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ รวมไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ หากกษัตริย์นั้นไม่ยอมเข้ารีต (เป็นเมืองขึ้น) ของวาติกัน คำกล่าวที่ว่า "ผู้ไม่นับถือพระเจ้าคือศัตรูของพระเจ้า ต้องถูกกำจัด" จึงไม่เว้นแม้สถาบันพระมหากษัตริย์หากไม่ทรงเข้ารีตนับถือคริสเตียน เพราะไม่จ่ายภาษีร้อยละ ๑๐ ให้กับพระเจ้า เท่ากับเป็นผู้ที่ฉ้อโกงพระเจ้าตามระบุไว้ในคัมภีร์ไบเบิล ประเทศไทยมีพื้นฐาน ทางวัฒนธรรมจากพุทธศาสนา ความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ผู้มีพระคุณ ต่อแผ่นดินเกิด และชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่คริสต์ศาสนา สอนว่าให้กตัญญูต่อสันตะปาปาตัวแทนของพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นการประกาศสงครามทำลายล้างกันอยู่โดยโจ่งแจ้งในคำสอน และนั่นคือเส้นทางแห่งความสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดินโดยแท้ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจบ้างแล้วว่า เหตุใดพระมหากษัตริย์ไทยและนักรบผู้กล้าทั้งหลายในอดีต จึงใช้ชีวิตเลือดเนื้อ ปกป้องแผ่นดินจากการรุกราน โดยการใช้ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิคล่าอาณานิคม รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ ให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของรัฐวาติกันตลอดมา ก็ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ และสิ่งที่ปรากฏเป็นพยานหลักฐานยืนยันในปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๒) ว่าประเทศที่ถูกขูดรีด(ส่วยพระเจ้า ๑๐%) จากคริสเตียนโรมันคาทอลิคเป็นประเทศที่ยากจนที่สุด เช่น ประเทศเอธิโอเปีย โรมาเนีย อัลเซวาดอ ฮอนดูรัส เม็กซิโก ชิลี อาเย็นติน่า อัลบาเนีย ฯลฯ และประเทศเหล่านี้ล้วนเคยมี ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และกษัตริย์ปกครองอยู่ทั้งสิ้นในอดีต แต่ก็ถูกโค่นล้มโดย คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิคในที่สุด ลักษณะเช่นนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ คือประเทศเวียตนามเพื่อนบ้านเรานี่เอง จึงอยากจะยกมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อการศึกษาวิเคราะห์ เพราะเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเวียตนาม เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกประการ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:25 pm

การทำลายพุทธศาสนา คือการล้มล้าง
สถาบันพระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่ทรง พระปรีชา ตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ ศูนย์รวมแห่งความสามัคคีของชนในชาติ วัดเป็นที่อบรมบ่มนิสัยให้กับประชาชน โดยมีพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ถ่ายทอดศีลธรรมเป็นหลักประจำใจ แก่กุลบุตรกุลธิดา ให้เป็นประชาชนที่ดีของประเทศ ชายไทยที่ได้เข้ารับการศึกษา อบรมบ่มนิสัยด้วยการบวชเรียน ศึกษาพระธรรมวินัย ประพฤติปฏิบัติสมาธิจิต กลาย เป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้นำและ นักรบผู้กล้าผู้รักษาแผ่นดินไทย ให้ยั่งยืนสถาพร มีเอกราช ทำให้ยากในการเข้ายึดครองของต่างชาติต่างศาสนาสืบมา ทั้งสามสถาบันจึงผูกพันแน่นเหนียวเป็นหนึ่งเดียวกัน และนี่แหละคือความสัมพันธ์อันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชนชาติไทย สิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการเรียกเก็บ "ส่วยพระเจ้า ร้อยละสิบ" จะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่ทำลายพระพุทธศาสนา อันเป็นฐานรากของการปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ของประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ความสำคัญของพระพุทธศาสนานั้น มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตย์เป็นอย่างยิ่ง ประเทศที่ต้องสูญเสียสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการทำลายพระพุทธศาสนาโดยการกระทำของคริสเตียนโรมันคาทอลิค เพื่อให้พุทธบริษัทและประชาชนไทยพึงระวัง ต้องขอเรียนต่อท่านผู้อ่านไว้ล่วงหน้าว่า นี่ไม่ใช่เป็นการสร้างกระแส ให้เกิดความเกลียดชังคริสต์ศาสนา แต่นี่คือประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นความจริง ที่ไม่อาจบิดเบือน สามารถอ้างอิงเทียบเคียงได้ทุกชาติ และที่เหนืออื่นใดประเทศไทยเรามีองค์พระมหากษัตริย์อันทรงพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเนื่องจากพฤติกรรมลักษณะเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา มหาเถรสมาคม พระเถรานุเถระ และองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทยในขณะนี้ (พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๔๒) เป็นลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเวียตนามเพื่อนบ้านของเราในอดีตเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งประเทศเวียตนาม เป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เมื่อพระพุทธศาสนาถูกถอดออกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ อักษรภาษาเขียนของเวียตนามก็สูญหายไป สถาบันกษัตริย์ถูกโค่นล้ม ประเทศที่สวยงามสงบกลายเป็นสนามรบ บ้านแตกสาแหรกขาดกระสานซ่านเซ็น ประชาชนในชาติต้องฆ่าฟันกันเองล้มตายเป็นล้านๆ คน เพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่ ลองมาพิจารณาดูเป็นบทเรียน ว่าแท้จริงแล้วมีสาเหตุและความเป็นมาอย่างไร ?


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:28 pm

Religious Colony "เมืองขึ้นทางศาสนา"






ประเทศเวียตนาม เป็นอาณาจักรโบราณที่สืบเนื่องมาจากอาณาจักร "จามปา" หรือ "เจนละ" ในยุคกรุงศรีอยุธยาทางประวัติศาสตร์เรียกชนเวียตนามนี้ว่า "ญวน" มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข และพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ปรากฏพระพุทธรูป และโบราณพุทธศาสนสถานอายุพันปี เป็นหลักฐาน ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ของเวียตนาม กับประเทศไทยที่เด่นชัดที่สุด จะอยู่ในช่วงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ราชชวงศ์จักรี คือ เมื่อประมาณ ๒๐๐ กว่าปีมานี้เอง ประเทศเวียตนาม เกิดการกบฏ กษัตริย์ของเวียตนามชื่อ "องเชียงสือ" ได้ลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงพระราชทานกองทัพไทยพร้อมกับอาวุธ ให้กลับไปกู้ชาติเวียตนามและปราบกบฏไกเซิน จากการรบอันเข้มแข็ง และการบัญชาการของกองทัพทหารไทยทำให้กลุ่มกบฏไกเซิน พ่ายแพ้แตกหนีกระจัดกระจายไปอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ องเชียงสือจึงประกาศพระองค์ เป็นจักรพรรดิกษัตริย์เวียตนาม พระนามว่า "จักรพรรดิยาลอง" อันเป็นต้นราชวงศ์ยาลอง ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ "เมืองฮานอย" ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศ พร้อมกับขอพระราชทานข้าราชการไทยผู้มีความสามารถในการบริหารแผ่นดินจากกรุงรัตนโกสินทร์ ไปช่วยบริหารราชการแผ่นดินของประเทศเวียตนามอีกด้วย

ในประเทศเวียตนามขณะนั้น ได้มีคณะมิชชันนารีโรมันคาทอลิคชาวฝรั่งเศส ได้ไปเผยแพร่ศาสนา และทำการค้าจำนวนหนึ่ง อาศัยอยู่แถบชายฝั่ง เพื่อการสะดวกสำหรับค้าขายกับจีน พร้อมกันนั้นก็ทำการค้ากับทางภาคใต้ของเวียตนามคือเมืองเว้ อันเป็นที่พักสินค้าซึ่งส่งมาจากฝรั่งเศส ด้วยในช่วงกลางสมัยของจักรพรรดิยาลอง กลุ่มกบฏไกเซิน ที่ถูกปราบปรามและหนีลงสู่ภาคใต้นั้น ได้ยุยงเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ เกวี๋ยน ซึ่งอยู่ในเมืองเว้ ให้ก่อการกบฏ จักรพรรดิยาลองจึงส่งกองทัพจากกรุงฮานอย ซึ่งอยู่ด้านเหนือลงมาปราบปราม แต่เนื่องจากว่าหนทางจากฮานอยลงสู่ภาคใต้นั้นทุรกันดาร ต้องข้ามเขารกชัฏ และป่าดงดิบ ทหารส่วนใหญ่ก็เป็นไข้ป่าตายเสียมาก คณะมิชชันนารีโรมันคาทอลิคฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในกรุงฮานอย จึงยื่นข้อเสนอว่าจะรับปราบกบฏให้ แต่จักรพรรดิยาลองจะต้องอนุญาตให้พวกมิชชันนารีฝรั่งเศสประกาศศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิคได้ทั่วประเทศเวียตนาม และมีสิทธิพิเศษที่จะสามารถลงโทษประหารชีวิตได้ ซึ่งจักรพรรดิยาลองก็ทรงอนุญาต มิชชันนารีฝรั่งเศสจึงทำหนังสือไปยังรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อขอกองทัพและอาวุธมาทำการปราบปรามกบฏในเมืองเว้ ซึ่งแน่นอนที่สุดเพราะฝรั่งเศสขณะนั้นจัดว่าเป็นประเทศมหาอำนาจและมีอาวุธที่ทันสมัย ในชั่วเวลาไม่ถึง ๓ เดือนกบฏไกเซิน ในเมืองเว้ก็ราบคาบ ตามบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่ากบฏไกเซินล้วนเป็นผู้ที่นับถือพุทธศาสนาและใช้ผ้าเหลืองโพกศีรษะเป็นเครื่องหมาย ในเมืองเว้สมเด็จสังฆราชเวียตนามประทับอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในภาคใต้ของประเทศเวียตนามยุคนั้นด้วย นี่คือจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ในประเทศเวียตนามอย่างเป็นรูปธรรมในเมืองเว้และภาคใต้ของเวียตนาม สำหรับกองทัพฝรั่งเศสที่มาช่วยทำการปราบกบฏนั้นก็คงอาศัยพำนักอยู่ในเวียตนามอย่างถาวร และส่วนหนึ่งก็เข้ารับราชการในกองทัพของเวียตนามด้วย ทางฝ่ายมิชชันนารีได้รณรงค์เผยแพร่ศาสนาอย่างรวมเร็ว ส่วนกองทัพฝรั่งเศสที่อยู่ในส่วนราชการของเวียตนามก็ขยายเครือข่ายอิทธิพลครอบคลุมกองทัพ เวียตนามได้ส่วนหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโดยธรรมชาติของการเผยแพร่ศาสนาของมิชชันนารีโรมันคาทอลิคนั้น เบื้องหลังก็คือการยึดครองประเทศที่ตนเองเข้าไปอาศัยอยู่นั้นเป็นเมืองขึ้น ซึ่งได้เคยเกิดขึ้นในประเทศสยามมา หลายครั้ง ทั้งนี้ก็มิได้พ้นสายตาของจักรพรรดิยาลอง และเหล่าทหารเวียตนาม ผู้รักชาติแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นจักรพรรดิยาลอง กษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ มิชชันนารีโรมันคาทอลิคฝรั่งเศส ได้ก่อการกบฏขึ้นโดยมีชาวเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนให้ความร่วมมือ พร้อมทหารฝรั่งเศสที่รับราชการอยู่ในกองทัพเวียตนาม ทำการพร้อมกันทั้งในกรุงฮานอยซึ่งอยู่ทางเหนือและเมืองเว้ภาคใต้ ทั้งนี้เพราะเชื่อจากประสพการณ์เดิมว่า กองทัพเวียตนาม คงไม่สามารถปราบปรามได้เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน ทหารที่นับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้ทำการเผาวัด และฆ่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากมาย ยังความเจ็บแค้น ให้กับพุทธบริษัทชาวเวียตนามเป็นอย่างยิ่ง จึงทำการต่อต้านอย่างสุดชีวิตทั่วประเทศทั้งเหนือใต้ ตั้งเป็นกองทัพชาวพุทธขึ้นโดยไม่รอกองทัพเวียตนามมาช่วย เนื่องจากกษัตริย์เวียตนามพระองค์นี้ ฉลาดและรู้เล่ห์กลของพวกสอนศาสนาโรมันคาทอลิคนี้ได้ พร้อมด้วยทหารเวียตนามที่นับถือพุทธ ได้เตรียมพร้อมรับเหตุการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น จึงสามารถปราบปรามได้ในเวลาไม่นาน กองทัพฝรั่งเศส และพวกมิชชันนารีรวมทั้งพวกเวียตนามที่เข้ารีตโรมันคาทอลิค พ่ายแพ้หลบหนีกระจัดกระจาย หนีตายเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมบาทหลวงซังซาเวีย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ก็ทรงพระราชทานที่ดินให้เป็นที่อาศัยของคนเหล่านี้ (กลายเป็นหมู่บ้านญวนสามเสน) ซึ่งมิชชันนารีเหล่านี้ เองก็ได้ถือโอกาสความมีเสรีภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ยึดพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นที่ประกาศศาสนา โดยมีเชียงใหม่เป็นฐานที่ตั้ง (ซึ่งผู้เข้ารีตกลุ่มนี้ ได้ทำการสร้างสถานการณ์ทำลาย ใส่ความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และทางสงฆ์ให้ลงโทษพระสุปฏิปันโนของไทย คือครูบาศรีวิชัย ผู้สร้างพระธาตุดอยสุเทพ ทุกวิถีทางอันเป็นเหตุให้ท่านมรณะภาพ ในวัยอันไม่สมควร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวียตนาม จัดเป็นสงครามศาสนาครั้งแรกที่เกิดขึ้น ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และด้วยความสามัคคีของพุทธบริษัทเวียตนาม ทำให้เหล่านักล่าเมือง ขึ้นโรมันคาทอลิคเข็ดขยาดไป ประเทศเวียตนาม สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วยประชาชนจึงอยู่เป็นสุขสืบมา




"ผู้ที่เชื่อและได้เปลี่ยนเป็นชาวคริสต์จะรอด ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ" นี่คือคำสั่งสอนอันปรากฏอยู่ใน มารโก บทที่ 16 ข้อ 15/16 ซึ่งชาวคริสต์โรมันคาทอลิค ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การกำจัด ผู้ที่ไม่นับถือในพระเจ้าของชาวคริสต์ให้สิ้นไป ถือว่า เป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นบุคคลพวกนี้จึงมิได้สำนึกว่าตนเองนั้นได้กระทำบาปกรรมมหาศาล ต่อประชาชนชาวเวียตนาม ความต้องการยึดครองดินแดนและประกาศศาสนา เพื่อให้ประเทศเวียตนามเป็นดินแดนคริสเตียนโรมันคาทอลิคมิได้จางหายไป แต่กลับเพิ่มพูนด้วยความอาฆาตที่มีต่อพุทธบริษัทชาวเวียตนาม เพียงแต่รอเวลาเพื่อล้างแค้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมว่าจะมาถึงเมื่อไรเท่านั้น และไม่นานเกินรอเพียง ๓๐ กว่าปี หลังจากนั้น กองทัพฝรั่งเศสนำด้วยบาทหลวงโรมันคาทอลิคก็สามารถยึดประเทศเวียตนามได้ทั้งหมด โดยความร่วมมือของชาวเวียตนามที่เข้ารีตนับถือคริสต์เตียนโรมันคาทอลิค ซึ่งมีความเชื่อว่า การขายชาติให้กับบาทหลวง คือคำสั่งของพระเจ้า ผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้า คือพวกซาตานต้องกำจัดให้สิ้นไปจากแผ่นดิน ตามที่กล่าวเป็นคำสั่งสอนไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นพระประมุขของเวียตนาม ถูกจัดให้เป็นบุคคลประเภทสอง โดยมีชาวฝรั่งเศสเป็นผู้บริหารประเทศ และระบบราชการถูกเปลี่ยนใหม่ มีไว้สำหรับชาวเวียตนามที่นับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคเท่านั้น โดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนสำคัญ และเป็นเมืองท่าของเวียตนาม กองทัพฝรั่งเศส โดยคำแนะนำของบาทหลวงโรมันคาทอลิค ได้บังคับให้จักรพรรดิออกพระราชกฤษฏีกา เรียกว่า "พระราชกฤษฏีกา ฉบับที่๑๐" ให้ยกศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิคเป็นศาสนาประจำชาติ และให้พุทธศาสนา เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นศาสนาของชนกลุ่มน้อย หรือพวกกรรมกรชนชั้นต่ำ พร้อมกับกำหนดให้พระพุทธศาสนาทั้งศาสนา มีสภาพเป็นเพียงสมาคมเอกชนตามธรรมดา ซึ่งหากสมาคมเหล่านี้ จะจัดกิจกรรมใดๆ เช่นทอดกฐิน จัดเทศน์ ทำบุญออกพรรษา ต้องขออนุญาต จะจัดงานบุญถือศีล หรือนั่งกรรมฐานวิปัสสนา ถือว่ามีความผิดฐานร่วมกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:29 pm

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้จึงทำให้วัดวาอาราม พุทธสถานถูกรื้อและเผาทิ้งทำลายเสียมากต่อมาก ฝรั่งเศสเอาไฟสุมพระพุทธรูป เพื่อเอาทองคำไป ทำเป็นแท่งส่งไปให้บาทหลวงบ้าง เป็นสมบัติของตนเองบ้าง พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ถูกลอบฆ่าบ้าง ถูกจับสึกให้ไปเป็นกรรมกรท่าเรือบ้าง วัดพุทธศาสนาในภาคใต้ที่เป็นวัดใหญ่ ก็ถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค พร้อมกันนั้นได้ออกกฎหมายบังคับ ส่วนภาคใต้ ห้ามประชาชนหรือบริษัทจ้างพุทธศาสนิกชนเป็นลูกจ้างที่มีค่าจ้างเด็ดขาด ยกเว้นจะจ่ายเป็นอาหารสองมื้อเท่านั้น แต่ส่วนในภาคเหนือนั้น ใกล้หูใกล้ตาพระมหากษัตริย์ที่ยังมีผู้จงรักภักดีอยู่ ก็คงยังผ่อนผันบ้าง แต่ก็มีการลอบฆ่าผู้นำพุทธศาสนาอยู่ตลอดเวลา การค้าขายทั้งสิ้น ห้ามชาวพุทธทำกิจการอย่างเด็ดขาด และไม่ให้บาทหลวงรับคนจนเข้ารีตเป็นคริสเตียน ด้วยประการทั้งปวง จึงทำให้ผู้ที่ต้องการมีตำแหน่งทางการเมือง รับราชการทุกหน่วยของเวียตนามในยุคนั้นต้องหันมานับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิค ซึ่งจัดเป็นบุคคล ระดับสูงกว่าพระมหากษัตริย์ของเวียตนาม ที่เป็นพุทธมามกะ นี่คือการล้างแค้นอันแสนหฤโหดที่เกิดขึ้น ทำให้พระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมโทรมลง

ด้วยการเข้ายึดครองของโรมันคาทอลิคโดยอาศัยกองทัพฝรั่งเศสเข้าเข่นฆ่าชาวพุทธอย่างกระหายเลือดนี้เอง ทำให้ชาวพุทธในประเทศเวียตนามผู้รักชาติ รวมตัวกันกอบกู้เอกราช ให้กลับคืนมาสู่ประเทศเวียตนาม โดยจัดตั้งเป็นกองกำลัง มีนายพลทหารที่เป็นพุทธศาสนิกชนเป็นหัวหน้า แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มด้วยกันคือ ๑.กลุ่มก๋าวด่าย ๒.กลุ่มหว่าห่าว ทั้งสองกลุ่มนี้ ร่วมกันทำการรบโดยใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบตลอดมา แม้จะสูญเสียชีวิตไปมากมาย ก็มิได้ย่อท้อแต่อย่างใด เพียงเพื่อให้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ได้กลับมาเป็นเอกราชเช่นเดิมการรบนั้นมีอย่างต่อเนื่องเกือบร้อยปี จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศญี่ปุ่นเข้ายึดครองเอเซีย ประเทศฝรั่งเศสเสียเอกราชแก่เยอรมันทำให้ต้องปล่อยให้เวียตนามเป็นเอกราชในปี พ.ศ.๒๔๘๕ แต่มันก็เป็นอิสระภาพชั่วคราวเพียง ๓ ปีเท่านั้น เพราะในต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๘ ประเทศญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามถูกปลดอาวุธ บาทหลวงโรมันคาทอลิคชาวฝรั่งเศสที่ อยู่ในเมืองเว้รู้เรื่องจึงรีบส่งข่าวแจ้งไปยังรัฐบาลที่กรุงปารีส ให้รีบส่งกองทัพเข้ายึดครองประเทศเวียตนามเป็นการด่วน ทางประเทศฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพนำ โดยนายพลแคล์ ผู้เคร่งในศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค นำทหาร ๒ กองพล เข้ายึดครองประเทศเวียตนามในทันที และเริ่มปราบปรามพุทธศาสนิกชนเป็นงานหลักเช่นเดิม ทำให้ชาวพุทธในประเทศเวียตนามรวมตัวกันต่อต้านกองทัพฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์เวียตนาม และประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว

นับตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้าปกครองประเทศเวียตนามตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ ถึงปี พ..ศ. ๒๔๙๔ นั้น ได้จัดระบบศาสนาใหม่ บังคับให้รัฐบาลเวียตนามออกกฎหมาย ไม่มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ (เหมือนประเทศไทย ที่ไม่ยอมบัญญัติพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ลงในรัฐธรรมนูญ) ผู้ที่ต้องการรับราชการ ต้องเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิคเท่านั้น ไม่ยอมรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เข้าทำงานในทุกตำแหน่งทางราชการ และจัดให้เป็นประชาชนที่นับถือพุทธ เป็นชั้นต่ำสุดของประเทศตลอดมา รวมทั้งเปลี่ยนกฎหมายการศึกษา ของประเทศเวียตนามใหม่ โดยให้ยกเลิกการสอน การใช้ภาษาเขียนของประเทศเวียตนาม (ทำให้ปัจจุบันประเทศเวียตนาม ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นอักษร ในการเขียนแต่ออกสำเนียงเป็นภาษาเวียตนาม ภาษาประจำชาติ เวียตนามจึงสาปสูญไปจากโลก) ชาวเวียตนามที่นับถือพุทธศาสนาส่วนใหญ่อยู่ทางด้านตอนเหนือของประเทศซึ่งติดอยู่กับจีน ก็ตั้งกองกำลังกู้ชาติ ให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอีกพวกหนึ่ง

ดังได้กล่าวไปแต่ต้นนั้นแล้วว่า แต่เดิมมาจักรพรรดิหรือสถาบัน กษัตริย์ และบุคคลชั้นสูง รวมทั้งข้าราชการ ประชาชนส่วนใหญ่ของเวียตนาม ล้วนนับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ ครั้นเมื่อเวียตนาม ได้สูญเสียเอกราชให้แก่ประเทศฝรั่งเศส เกือบร้อยปีนั้น ทำให้การขยายตัวของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิคแพร่กระจายมากขึ้น ทั้งโดยการเผยแพร่และการจำกัดผู้นำพุทธรวมถึงการกีดกันทางสังคม ทำให้วัดในพุทธศาสนาค่อยๆ หายไป ทั้งนี้เพราะว่า การที่ฝรั่งเศสได้ออกกฎหมาย ว่าการจ้างผู้ใดเข้าทำงานหรือเป็นลูกจ้าง ต้องเอาแต่ผู้เข้ารีตเป็นคริสเตียนเท่านั้น โรงเรียนดีๆ ที่มีฝรั่งเศสสอนหนังสือก็เป็นโรงเรียนคาทอลิค และเลือกสอนเฉพาะลูกคนรวย หรือลูกข้าราชการที่เป็นคาทอลิค ลูกชาวพุทธไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าเรียน ดังนั้นผู้ที่ต้องการก้าวหน้าหรือเป็นข้าราชการก็ต้องนับถือคริสเตียน และเรียนในโรงเรียนคาทอลิค จึงทำให้ประเทศเวียตนามมีแต่ชาวคาทอลิคมากมายด้วยเหตุนี้ นี่คือการกลืนศาสนาอย่างหฤโหดที่สุด ในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติของชาวเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ กับ คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค

การต่อต้านเพื่อกอบกู้เอกราชเวียตนามจากการปกครองของฝรั่งเศส เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะทางด้านเหนือของประเทศ ซึ่งมีพุทธบริษัทชาวเวียตนามอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับพื้นที่ทางภาคเหนือ ล้วนแล้วแต่เป็นภูเขาและป่าดงดิบ ยากในการป้องกัน และการทำการรบ ซึ่งกองทัพฝรั่งเศส เสียเปรียบกองกำลังกู้อิสรภาพเวียตนามตลอดมา ทำให้กองทัพ ฝรั่งเศสจำต้องอพยพชาวเวียตนาม ที่เป็นคริสเตียนลงมาทางใต้ พร้อมกับนำเอากษัตริย์เวียตนามคือ "จักรพรรดิเบ๋าได๋" และพระราชวงศ์ทั้งหมดมายังภาคใต้เพื่อเป็นตัวประกัน โดยอ้างว่าเพื่อถวายความปลอดภัย คงเหลือกองทัพไว้บางส่วน ในพื้นที่ราบซึ่งเรียกว่า "เดียนเบียนฟู" อันเป็นแหล่งเกษตรกรรม ซึ่งปลูกข้าวที่สำคัญ และทำรายได้มหาศาล ให้กับฝรั่งเศสอย่างมาก จึงยังคงกองทัพ ไว้ป้องกันผลประโยชน์ในส่วนนี้ของตน และเพื่อง่ายในการปราบปรามกองกำลังกู้ชาติ ฝรั่งเศสจึงประกาศแบ่งประเทศเวียตนาม เป็น ๒ เขต คือ เขตเหนือและเขตใต้ เพื่อความสะดวกทางยุทธศาสตร์การรบ ท่านผู้อ่านควรทราบว่า ประเทศเวียตนามนั้น แต่เดิมไม่มี เวียตนามเหนือ เวียตนามใต้ แผ่นดินเป็นประเทศผืนเดียวกัน ประชาชนเวียตนามทั้งสิ้น ล้วนนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ต่อเมื่อฝรั่งเศสเข้ามา ปกครองได้ยกเลิกไม่ให้มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ และให้ข้าราชการ รวมทั้งประชาชนชาวเวียตนามทุกคน จะทำงานได้จะต้องถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค หากไม่ถือศาสนาคริสต์ต้องเป็นชาวนา หรือกรรมกรแบกหาม โดยถือเป็นประชากรชั้นต่ำสุดของประเทศเวียตนาม ตามกฎหมายพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเวียตนาม ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต้องถูกลงโทษหนักเหมือนโจร ถือว่าเป็นศัตรูสังคม เพราะสั่งสอนคนให้เป็นศัตรูของพระเจ้า และนี่คือที่มาของการปรามปราม เข่นฆ่าชาวพุทธอย่างขนานใหญ่ ทำให้ฝรั่งเศสแบ่งประเทศ ออกเป็นเวียตนามเหนือและเวียตนามใต้ ด้วยสาเหตุหลัก ก็เพื่อปราบปรามชาวเวียตนามที่นับถือพุทธศาสนา ให้สิ้นเสร็จเด็ดขาดนั่นเอง นี่เป็นสาเหตุให้ประเทศเวียตนามแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศโดยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และทางศาสนา แต่สำหรับประชาชนชาวเวียตนามเองนั้น ก็ยังคงไปมาหาสู่กันตามปกติ เหมือนเช่นเป็นประเทศเดียวกันอย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง




จักรพรรดิเบ๋าได๋ กษัตริย์ของชาวเวียตนาม ทรงเป็นพุทธมามกะ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกการกีดกันชาวพุทธ และปฏิบัติพุทธศาสนพิธี ตามโบราณประเพณีของประเทศเวียตนาม ดังนั้นพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์จึงได้รับการยอมรับ และปกป้องจากทางราชการ ทำให้ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา สามารถกลับเข้ารับราชการได้ในทุกตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันนั้นจักรพรรดิเบ๋าได๋ ได้เชิญหัวหน้ากลุ่มขององค์กรพุทธศาสนาต่างๆ เข้ามารับตำแหน่งหน้าที่ราชการทั้งทางทหาร และการบริหาร ซึ่งผู้นับถือพุทธศาสนาเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้รักชาติ และเป็นฐานมวลชนส่วนใหญ่ของประเทศทั้งหมด เมื่อเทียบกับจำนวนของโรมันคาทอลิคซึ่งทั้งประเทศเวียตนามในขณะนั้นมีเพียง ๑ แสนสี่หมื่นคน และส่วนใหญ่เป็นข้าราชการสมัยใหม่ ที่นิยมวัฒนธรรมตะวันตก คิดว่าเป็นพวกเจริญแล้ว ดูถูกภาษาและคนชาติเดียวกัน ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ พร้อมที่จะรับใช้ต่างชาติซึ่งเข้ายึดครองประเทศ การประกาศพระบรมราชโองการดังกล่าว ทำให้บาทหลวงโรมันคาทอลิคชาวฝรั่งเศส ไม่พอใจจักรพรรดิเบ๋าได๋เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ส่งรายงานต่อสันตะปาปา ณ กรุงวาติกัน ถึงสถานการณ์อันแปรเปลี่ยนนี้ โดยด่วนทันที แต่ก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่พลิกผันในการรบระหว่างกองทัพกู้ชาติชาวเวียตนามกับกองทัพฝรั่งเศสที่ "เดียนเบียนฟู"

เป็นสัจธรรมตราบใดที่ผู้ยึดครองไม่สามารถเปลี่ยนอุดมการณ์ "ความรักชาติ" ออกไปจากสมอง จิต วิญญาณ ของชนในชาตินั้นให้ได้อย่างถาวรแล้วละก็ ไม่ว่าผู้ยึดครองนั้นจะใช้อาวุธอันทันสมัยทรงประสิทธิภาพอย่างไร ก็ไม่สามารถเอาชนะกองทัพที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ได้ทั้งสิ้น นี่คือกฎสากลที่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของยุทธศาสตร์ อันทำให้กองทัพฝรั่งเศสที่แข็งแกร่งต้องพ่ายแพ้แก่กองทัพชาวเวียตนามผู้รักชาติในยุทธการ "เดียนเบียนฟู" อันลือลั่นก้องโลก ซึ่งเป็นการรบระหว่างกองทัพตีนเปล่า ตัวเปล่ากับกองทัพมหาอำนาจที่ใส่เสื้อเกราะ ระหว่างปืนกับจอบเสียม ระหว่างปืนใหญ่กับดอกไม้ไฟ ระหว่างรถถังหุ้มเกราะกับรถจักรยาน สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือจิตใจ ของนักรบแต่ละฝ่าย เปรียบได้ฟ้ากับดิน ในเมื่อชาวเวียตนามรบ เพื่ออิสรภาพของแผ่นดินมาตุภูมิ แต่กองทัพฝรั่งเศสรบ เพื่อผลประโยชน์ของชาติอื่น ที่พวกตนต้องการจะกอบโกย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า พลังรักชาติรักแผ่นดินที่รวมเป็นหนึ่งเดียวคือ เป้าประสงค์ของความต้องการเป็นอิสรภาพ จากการยึดครองของต่างชาติ ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเอื้อม เพราะมันอยู่ภายในอุ้งมือของนักสู้ชาวเวียตนาม ผู้รักแผ่นดินเกิดเหล่านั้นอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งปกติที่กองทัพมหาอำนาจฝรั่งเศส พ่ายแพ้อย่างหมดรูป ไม่ต้องพูดถึงศักดิ์ศรีของฝรั่งเศส ผู้ยึดครอง เพราะไม่มีนับตั้งแต่การก้าวย่างเข้าสู่ดินแดนเวียตนาม ด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่บริสุทธิ์แล้ว และคงไม่ต้องกล่าวถึงอนาคต ของข้าราชการชาวเวียตนาม ผู้ขายชาติ ขายศาสนา ซึ่งให้การสนับสนุนกองทัพฝรั่งเศส ให้ยึดครองแผ่นดินเกิดของตนเองว่า จะมีสภาพอเน็จอนาจสักเท่าใด และนี่คือฉากสุดท้ายของมหาอำนาจฝรั่งเศส ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มันคือ การเริ่มต้นของการแผ่อิทธิพล ของประเทศมหาอำนาจชาติใหม่ ที่ต้องการผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้เช่นกัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:40 pm

ยุทธการล้างพุทธศาสนา-ล้มสถาบันกษัตริย์ในเวียตนาม
ในช่วงการรบระหว่างฝรั่งเศสกับกองทัพกู้ชาติเวียตนามนั้น ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๓ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council (NSC) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองเห็นว่า เป็นช่วงที่จะต้องรีบฉกฉวยโอกาส ที่ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำนี้ เข้ายึดครองเวียตนามเสียเอง จึงได้มีความเห็นร่วมกันว่า

"ประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มที่ประเทศเวียตนามนี้ให้ได้โดยฉับพลัน และไม่ต้องคำนึงถึงรูปแบบวิธีการในการปฏิบัติการ แต่ให้บรรลุเป้าประสงค์คือการ ยึดครองให้ได้หมดทั้งภูมิภาค ทั้งนี้ให้ถือเป็นนโยบายถาวรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามนี้ (PANTAGON Confidential Report, Feb ๑๙๕๐) เป็นนโยบายถาวรมหาอำนาจ "ไม่สนับสนุนระบบกษัตริย์" ทุกกรณี ในลักษณะเดียวกันจึงให้การสนับสนุนในการโค่นล้มระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม โดยร่วมมือกับองค์กรคริสเตียนคาทอลิค ให้การสนับสนุน โง ดินห์ เดียม ให้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ในประเทศเวียตนาม ในทันทีที่จังหวะและเวลาเอื้ออำนวย

จากการพ่ายแพ้ในยุทธการ "เดียนเบียนฟู" นั่นเอง ทำให้ประเทศฝรั่งเศสวางแผนการใหม่ ที่จะใช้อิทธิพลทางการเมือง เพื่อประโยชน์ทางการค้า ในทรัพยากรธรรมชาติของเวียตนามต่อไป จึงได้มีการเสนอให้มีการลงนาม ในสัญญาเจนีวา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศขึ้น (รวมเหนือใต้) โดยฝรั่งเศสจะใช้เงินลงทุนที่จะสนับสนุนคนของตน ให้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และครองเสียงข้างมากในรัฐบาลประเทศเวียตนาม

ก่อนที่เราจะดำเนินเรื่องต่อไป ขอพาผู้อ่านมารู้จักกับบุคคลซึ่งต่อไปจะมีบท บาทในการทำลายล้างพระพุทธศาสนา ตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ดังนี้




๑. โง ดินห์ เดียม เกิด เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๔๔ ในครอบครัวคริสเตียนโรมันคาทอลิค ที่เคร่งศาสนามาก ที่เมือง ไดฮอน มลฑลวานบิน ซึ่งเป็นตอนกลางของประเทศเวียตนาม โง ดินห์ เดียม ลักษณะภายนอกจะเห็นเป็นคนที่เรียบร้อย สุขุม พูดจาเจ้าหลักการ เชือดเฉือนฝ่าย ตรงข้าม แต่ไม่หยาบคาย มองดูแล้วจะมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่โดยนิสัยแท้จริงกลับตรงกันข้าม เป็นบุคคลที่มีความคดในข้องอในกระดูก พร้อมที่จะหักหลัง หรือเหยียบย่ำทันที่ที่บุคคลใดก็ตามไร้ประโยชน์ หรือจะทำให้เกิดโทษกับเขา ทำลายทุกคนที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง ในทุกวิถีทาง นี่คือลักษณะที่ตรงกันข้ามในคนๆ เดียวกัน นับถือและเคร่งในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคที่สุด




๒. มาดาม โง ดินห์ นู ภรรยาของ โง ดินห์ นู เป็นผู้นับถือคริสต์โรมันคาทอลิค และมีความพอใจในการกระทำทุกอย่าง ที่จะก่อความสูญเสีย ให้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา เพราะเธอเชื่อว่า "ผู้ไม่นับถือในพระเจ้าคือสาวกซาตานที่ต้องถูกกวาดล้างทำลาย" และมีความเห็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาว่า "คุณไม่คิดหรือว่าพวกที่เป็นพุทธน่ะ คือพวกอันธพาลนี่เอง แต่อาศัยห่มผ้าเหลืองเท่านั้น"

๓. โง ดินห์ ถึก เป็นพี่ชายของ โง ดินห์ เดียม ได้รับแต่งตั้งจากวาติกัน ให้มีตำแหน่งเป็น สังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิค จากผลงานการปราบปรามและฆ่าล้างศาสนาพุทธ โดยควบคุมกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และตำรวจลับที่เป็นชาวเวียตนามที่เข้ารีตคริสเตียนแล้ว ทั้งยังมีอิทธิพลต่อกองทัพเวียตนามด้วย

ช่วงปี ๒๔๙๔ ถึง ๒๔๙๖ โง ดินห์ เดียม ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อรับการอบรมในหลักสูตรลับเฉพาะโดยการสนับสนุนจาก "วุฒิสมาชิก แมนฟิล (ซึ่งต่อมาได้ถูกย้ายมาเป็นเอกอัคราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่น) และวุฒิสมาชิกจอนห์ เอฟ. เคเนดี้ (ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐเอมริกา) และบุคคลผู้นำของสหรัฐอเมริกาอื่นๆ อันเป็นการปูทางวางตัวบุคคล ที่จะเป็นผู้นำในการโค่นล้มระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม

วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๗ เป็นช่วงก่อนสัญญาเจนีวาจะถูกลงนามโดยจักรพรรดิเบ๋าได๋ กษัตริย์เวียตนาม ได้มอบหมายให้ โง ดินห์ เดียม จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๗ จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เป็นรัฐบาลตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกาได้จัดส่ง นายพลรันเดล คริสเตียนโรมันคาทอลิคผู้เคร่งศาสนา หัวหน้าซี.ไอ.เอ มาเป็นที่ปรึกษาทางการทหารให้กับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ซึ่งวางแผนให้รัฐบาลใช้กลยุทธ์จิตวิทยาหลอกพุทธศาสนิกชนชาวเวียตนาม เพื่อสร้างกระแสความนิยมของประชาชน ให้ยอมรับมหาอำนาจคือ สหรัฐอเมริกา และ โง ดินห์ เดียม โดยประกาศว่า จะยกเลิกพระราชกฤษฏีกาที่กดขี่พุทธบริษัท ชาวเวียตนาม ซึ่งฝรั่งเศสประกาศมีผลใช้บังคับอยู่นั้นโดยเร็วที่สุด

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:40 pm



ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ชาวพุทธในเวียตนามได้ก่อตั้งวัดซาลอย และพุทธสมาคมมหายานขึ้นที่ปลายถนนแวร์ดัง ห่างไปทางด้านทิศใต้ของทำเนียบรัฐบาล ๑ กม. พร้อมกับได้ร่วมกันก่อสร้างเจดีย์สูงสง่า ๙ ชั้นขึ้น นับว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดจัดเป็นศูนย์กลาง และศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในเวียตนาม เจดีย์นั้นภายในแบ่งเป็นห้องๆ หลายร้อยห้องใช้เป็นที่ปฏิบัติภาวนาของพระภิกษุสงษ์ และพุทธบริษัทโดยทั่วไป ซึ่งสามารถบรรจุคนได้เป็นจำนวนพัน นับว่าเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธ กลับมารุ่งเรืองในประเทศเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง โดยมีผู้สร้างวัดฝ่ายเถรวาทขึ้นอีกถึง ๔๐ กว่าวัดในปีเดียวกันนั้นเอง โดยชาวเวียตนามที่ศรัทธาในพุทธศาสนา และเข้ามาอุปสมบทในประเทศไทย กลับไปเป็นเจ้าอาวาสในวัดเหล่านี้แต่ใครจะรู้บ้างว่า นี่คือแสงสว่างของเทียนวูบสุดท้ายเมื่อใกล้ดับของ พระพุทธศาสนาในประเทศเวียตนาม การรวมตัวอย่างเข้มแข็งของชาวพุทธนี้เอง สร้างความไม่พอใจให้กับ นายพลรันเดล และบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพุทธศาสนา กำลังจะกลับมามีอิทธิพลในประเทศเวียตนามอีกครั้ง โดยการสนับสนุนของสถาบันพระมหากษัตริย์ และพุทธศาสนิกชนอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อันจะทำให้ผลประโยชน์ ซึ่งคริสจักรจะได้รับจากคริสต์ชน ซึ่งผูกขาดธุรกิจในเวียตนามจะลดน้อยลงไปด้วย

ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมของคริสต์จักรโรมันคาทอลิคและประเทศมหาอำนาจ จึงมีความเห็นร่วมกัน ที่จะต้องโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ลงไปให้ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะสถาบันกษัตริย์ยังมีกองทัพ ที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์อยู่ การวางแผนจึงต้องแนบเนียนและได้ผล จึงเป็นหน้าที่ของบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะต้องดำเนินการ โดย CIA จะให้เงินทุนสนับสนุนในการปฏิบัติการดังกล่าวนี้ ในเวียตนามขณะนั้น กองทัพที่สนับสนุนสถาบันกษัตริย์จักรพรรดิเบ๋าได๋ มีอยู่ ๓ กองทัพด้วยกันคือ

๑. กองทัพปิ่นเชวียง ซึ่งนำโดยนายพลเวียน จัดว่ามีกำลังมากที่สุด และดูแลกรมตำรวจด้วย

๒. กองทัพก๋าวด่าย มีกำลังพลพอประมาณ

๓. กองทัพหว่าหาว นำโดยนายพลบากัด มีกำลังน้อยที่สุด

ทั้งสามกองทัพนี้ล้วนมีทหารที่นับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้น จัดเป็นศัตรูตัวสำคัญของการขยายตัว และผลประโยชน์ของคริสต์ศาสนาอย่างยิ ่งการวางแผนดังกล่าวนั้น ได้กำหนดเอาตัวบุคคลคือ โง ดินห์ เดียม ซึ่งเป็นผู้ใต้อาณัติของอเมริกันและเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค ขึ้นปกครองประเทศแทน การดำเนินงานต้องทำอย่างรวดเร็วฉับพลัน โดยอาศัยจังหวะเวลาที่ จักรพรรดิเบ๋าได๋เสด็จเยือนยุโรป เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี และประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศเวียตนามจะมีการเลือกตั้ง ตามที่พระองค์ได้ทรงลงนามไว้ ในสัญญาเจนีวากับฝรั่งเศส เพื่อให้ประเทศเวียตนามมีสันติสุขเสียที หลังจากที่รบทัพขับสู้กันมาเป็นร้อยปี ดังนั้นการปฏิบัติการสลายกองทัพทั้งสาม และสถาบันกษัตริย์จึงเกิดขึ้น โดย

ทหารเวียตนามคริสเตียน ภายใต้การวางแผนของ CIA ส่วนหนึ่งทำหน้าที่เผาทำลายหมู่บ้านที่นับถือพุทธศาสนา แล้วประกาศว่าเป็นคำสั่งของราชวงศ์เบ๋าได๋ให้มากวาดล้างชาวพุทธ และในการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง จะประสานกับชาวเวียตนาม ที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน จะกระจายข่าวให้กับผู้นับถือพุทธว่า วันไหนทหารของพวกราชวงศ์เบ๋าได๋ จะเผาวัดพุทธศาสนาที่ใดหมู่บ้านไหนบ้าง ซึ่งก็เกิดขึ้นตามนั้นเพราะเป็นการวางแผนโดย CIA เพื่อทำลายความจงรักภักดีของประชาชน และสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทหารอีกส่วนหนึ่งได้ส่งคนปลอมใส่เครื่องแบบกองทัพปิ่นเชวียงหลายสิบคน ทำเป็นเมาแล้วไปทำร้าย และฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่ายตายหลายคน จากนั้นใช้สาย CIA ชาวเวียตนามที่อยู่ภายในกองทัพก๋าวด่าย ปลุกกระแสให้ล้างแค้นกองทัพปิ่นเชวียง ซึ่งก็ได้ผลกองทัพก๋าวด่ายส่งทหารออกไปล้อมกรมตำรวจ ทหารทั้งสองกองทัพสู้รบกันอยู่ ๓ วัน ในที่สุดฝ่ายก๋าวด่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จาก CIA ได้รับชัยชนะ เป็นอันว่า กองกำลังที่รักษาราชบัลลังค์กษัตริย์สลายไปหนึ่งกอง ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทำให้จักรพรรดิเบ๋าได๋ ไม่สามารถเสด็จกลับประเทศเวียตนามได้ จึงยังคงพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป กระแสของประชาชนเวียตนามเริ่มสับสนต่อสถาบันกษัตริย์




ในด้านของ CIA หากยังไม่สามารถทำลายกองทัพที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์ได้หมดแล้ว ก็นับว่าอุปสรรคของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค และประเทศมหาอำนาจที่ต้องการยึดครองเวียตนามยังไม่หมดไป ฉะนั้นการกวาดล้างกองทัพของกษัตริย์ที่เหลือ จึงถูกดำเนินการอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะมีผู้ไหว ตัวรู้เท่าทันในแผนการ ไม่มีอะไรใหม่คงใช้แผนเดิม คือใช้พรรคพวกปลอมเป็นทหารของกองทัพหว่าหาว ไปฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่าย ก็เกิดสู้รบกันขึ้น และช่วงนี้เอง CIA ได้มีคำสั่ง ให้ โง ดินห์ เดียม แสดงผลงาน โดยสั่งให้กองทัพออกช่วยกองทัพก๋าวด่าย อันที่จริงคือการทดสอบการใช้อำนาจสั่งการว่าทหารจะเชื่อฟัง โง ดินห์ เดียม หรือไม่ เพราะตามกฎหมายแล้ว โง ดินห์ เดียม ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการและไม่มีอำนาจสั่งการทหารเลย แต่เนื่องจากว่า กองกำลังของอเมริกันขณะนั้นมีอยู่ในเวียตนามบ้างแล้ว และ โง ดินห์ เดียม ได้ถูกสร้างภาพว่า เป็นผู้สามารถเรียกใช้กองทัพต่างชาติได้ ซึ่งเป็นการวางแผนปูทางให้กับ โง ดินห์ เดียม ไว้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกลายๆ ของกองทัพเวียตนามไปด้วย ในการสั่งการต่อกระทรวงกลาโหม แน่นอนที่สุด โง ดินห์ เดียม ย่อมได้รับชัยชนะ เพราะกองทัพหว่าหาว เป็นกองทัพที่เล็กที่สุด และปราศจากอาวุธอันทันสมัย จึงถูกตีแตกไปเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ โง ดินห์ เดียม สามารถกลายเป็นผู้นำของกองทัพไปโดยปริยาย เพราะไม่มีกองทัพใดเหลืออยู่พอที่จะแข็งข้อได้อีกต่อไป นับเป็นแผนการชั้นประถมแต่ใช้ได้ผลนั่นเพราะมีบุคคลที่ขายชาติร่วมด้วยนั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:42 pm

ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจักรพรรดิเบ๋าได๋ ยังไม่สามารถกลับสู่ประเทศเวียตนามได้ เพราะมีการสร้างสถานการณ์ว่า มีการสู้รบอยู่แทบทุกพื้นที่ ในขณะเดียวกัน CIA และบาทหลวงคริสเตียนก็ร่วมกันปล่อยข่าวว่า "จักรพรรดิเบ๋าได๋ ผู้ทำลายพุทธ เป็นผู้ละทิ้งแผ่นดินและประชาชน ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองชาวเวียตนามต่อไป" สื่อมวลชนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ CIA ออกข่าวต่อเนื่องซึ่งไม่ตรงต่อความจริง เพราะโดยความเป็นจริงแล้วจักรพรรดิ ไม่เคยทอดทิ้งราษฏรของพระองค์เลย ทรงดูแลไพร่ฟ้าประชาชน อย่างเต็มพระสติกำลัง ข้าราชการของพระองค์คนใด ที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ก็จะเสด็จไปสอบสวนลงโทษ ด้วยพระองค์เอง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ข้าราชการที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค) การเสด็จตรวจราชการ ก็ไม่มีพิธีรีตรองไม่มีกำหนดการ จึงสามารถจับทุจริตข้าราชการ ที่ร่วมมือกับต่างชาติได้เสมอ ทำให้พลเมืองทั้งประเทศเวียตนามทั้งสิ้น รวมทั้งกองทัพทั้งสามนั้น ถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนย่อมเคารพเทิดทูนท่านอย่างที่สุด แต่กลับกลายเป็นศัตรูที่สำคัญ ของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะคริสต์จักรโรมันคาทอลิค จะมีอุดมการณ์ว่า "พระเจ้าย่อมมีความสำคัญสุด ส่วนกษัตริย์ไร้ความหมาย" จึงจะเห็นได้ในทุกประเทศ ที่เป็นคริสเตียนนั้นจึงทำลายสถาบันกษัตริย์ จนเกือบหมดสิ้น เพราะเชื่อว่าสันตะปาปาย่อมอยู่เหนือกษัตริย์ในโลกนี้ ดังนั้นการสร้างกระแสรุนแรงทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวียตนามจึงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อันเป็นไปตามแผนที่มหาอำนาจ และคริสต์จักรโรมันคาทอลิคได้วางไว้ ทำให้พระราชวงศ์ซึ่งล้วนนับถือพระพุทธศาสนา ต้องพากันอพยพเดินทางออกจากประเทศ เวียตนาม เพื่อความปลอดภัย ส่วนจักรพรรดิเบ๋าได๋ก็ไม่สามารถเสด็จ นิวัติกลับสู่ประเทศเวียตนามได้



และในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๙ โง ดินห์ เดียม ประกาศไม่ยอมรับการลงนามสัญญาเจนีวา และไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ตามสัญญาเจนีวา โดยอ้างเหตุผลว่า "รัฐบาลเวียตนามไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญาที่เจนีวา ผู้ลงนามไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาล (จักรพรรดิเบ๋าได๋ เป็นผู้ลงนาม) ดังนั้นข้อตกลงในสัญญาที่ให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น จึงไม่มีสิทธิ์มาผูกมัดรัฐบาล (โง ดินห์ เดียม) ได้" และนี่คือคำพูดที่ทำให้ประเทศเวียตนามแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ โดยเขตเส้นขนานที่ ๑๘ เหนือเมืองเว้ ๘๐ กม. ตามแผนที่ยุทธศาสตร์ฝรั่งเศสได้ทำไว้ เป็นการเริ่มต้นของสงครามเวียตนาม นับแต่นั้นเป็นต้นมา โง ดินห์ เดียม จึงกลายเป็นประธานาธิบดี โดยการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จากการสนับสนุนของ CIA และคริสต์จักรโรมันคาทอลิคซึ่ง เป็นผู้วางแผนการขึ้นนั่นเอง สถาบันกษัตริย์ของเวียตนามที่สืบเนื่องนับเป็นพันปี ก็หายไปจากประวัติศาสตร์เวียตนามชั่วนิรันดรนับแต่นั้นมา

จากการแบ่งประเทศเวียตนามโดย โง ดินห์ เดียม นี้เอง ทำให้พุทธศาสนิกชน และประชาชนผู้รักชาติ พากันอพยพขึ้นสู่ภาคเหนือ (เวียตนามเหนือ) นับล้านคน เป็นชาวเขาซึ่งติดตามจักรพรรดิเบ๋าได๋ประมาณ ๒ แสนคน และเขาเหล่านี้เอง ที่ได้กลายเป็นผู้ที่ถูกประเทศมหาอำนาจ ตั้งให้เป็น "ผู้ร้าย" ไปในที่สุด สำหรับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เข้าปกครองประเทศภายใต้การบริหารของอเมริกา และสภาคริสต์จักรโรมันคาทอลิค จึงเป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิดเท่านั้น

การปราบปรามผู้ต่อต้านนี้เองจึงเป็นโอกาสให้คริสเตียนโรมันคาทอลิค อันมี โง ดินห์ ถึก อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเป็นพี่ชายของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ทำการทำลายล้างพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาทุกท้องที่ ตำรวจลับทั้งหมด ล้วนเป็นชาวเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน มีหน้าที่กำจัดพระสงฆ์ และชาวพุทธเท่านั้น และมีรางวัลในการฆ่า หรือกวาดล้างชาวพุทธโดยการให้เงินหรือเลื่อนขั้น ทำให้พุทธบริษัทเวียตนามอยู่อย่างหวาดผวา แม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ทำการสวดมนต์ หากตำรวจลับได้ยิน จะฆ่าทิ้งในข้อหาสวดมนต์สาปแช่งรัฐบาล จากผลงานในการกวาดล้างพุทธศาสนิกชนอย่างหฤโหดนี้เอง ทำให้วาติกันพอใจและแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก เป็นสังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม พร้อมกับแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก ควบคุมกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยเป็นผู้มีอำนาจ กำหนดตำราเรียนแก่เยาวชนในประเทศเพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมบทเรียนที่สนับสนุนพระพุทธศาสนา และคุมสมองเยาวชนของชาติให้ยอมรับ เฉพาะคริสต์ศาสนาเท่านั้น ในส่วนหนังสือที่เป็นหลักสูตรพุทธศาสนานั้น ก็แก้ไขแทรกคำสอนคริสเตียนเข้าไปโดยบาทหลวงโรมันคาทอลิคเป็นผู้จัดทำขึ้น

กลุ่มคริสเตียนโรมันคาทอลิคยังได้ตัดโค่นป่าไม้ตามโครงการเกษตรของ โง ดินห์ เดียม และเงินทั้งหมดที่ขายไม้ได้ ถูกนำไปให้กับองค์กรคาทอลิคทั้งหมด โดยคำสั่ง โง ดินห์ เดียม

การทำลายขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับแต่บรรพบุรุษ ระดมผ่านเข้ามาโดยนักธุรกิจอเมริกัน ทั้งยาเสพย์ติด และซ่องโสเภณี เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยข้าราชการที่เป็นคริสเตียนให้การสนับสนุน แม้กระทั่งใช้วัด เพื่อจัดงานสังสรรค์ พร้อมหญิงโสเภณี และบังคับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำหน้าที่เสริฟอาหารบริการข้าราชการเหล่านี้

บาทหลวงหรือผู้เข้ารีตนับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะได้รับประโยชน์พิเศษหลายประการ เช่นสามารถทำอะไรก็ได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาต โดยเฉพาะ ของกินของใช้ในตลาดเมืองเว้ ซึ่งติดป้ายไว้ว่า "ห้ามขายหรือแลกเปลี่ยน - ของสำหรับแจกคนยากจนเท่านั้น" ก็ปรากฏว่าบาทหลวงคาทอลิคก็นำออกขายเก็บรายได้เป็นของตนเป็นปกติ ในขณะที่พระสงฆ์ใน พุทธศาสนาไม่สามารถจะหาซื้อสินค้าได้ในตลาด เพราะจะถูกตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก จับในข้อหาสะสมเสบียงไว้ต่อต้านรัฐบาล

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:44 pm

ยุทธการล้มพุทธ และแพร่เชื้อไวรัสศาสนาในเวียตนาม

พระพุทธศาสนา กับสถาบันพระมหากษัตริย์เปรียบประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต ยังความร่มเย็นเป็นสุขให้กับปวงประชาในประเทศอยู่รวมกันอย่างสันติสุข แต่เมื่อสิ้นสถาบันหนึ่งสถาบันใดเสียแล้ว ก็เปรียบประดุจสังขารที่ไร้ลมหายใจ รอวันสิ้นชาติว่าจะมาถึงเมื่อใดเท่านั้น

การกดขี่ทารุณและกวาดล้างพุทธศาสนิกชนในเวียตนามเป็นไปทุกรูปแบบ ตามอารมณ์ของเจ้าพนักงาน และสนองตัณหาของรัฐบาลคริสเตียนโรมันคาทอลิคอันมี โง ดินห์ เดียม เป็นหัวหน้ารัฐบาล พระราชกฤษฏีกฉบับที่๑๐ อันมีเนี้อหาที่กดขี่ชาวพุทธซึ่งฝรั่งเศสออกไว้นั้นก็มิได้ยกเลิกตามสัญญา ซ้ำยังปราบปรามชาวพุทธหนักขึ้นกว่าเดิม ความแตกต่างระหว่างผู้เข้ารีตนับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิค กับผู้นับถือพระพุทธศาสนาปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนไม่มีการปิดบัง ชาวพุทธจะออกหนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนาก็ไม่ได้รับอนุญาต จะขอพูดทางรายการวิทยุกระจายเสียงก็ไม่ได้ เมื่อมีงานใหญ่ๆ เช่นงานวิสาขบูชาก็ได้พูดบ้าง แต่ก็จะอนุญาตให้ใช้คลื่นที่ประชาชนรับฟังไม่ได้เพราะมีสัญญาณแทรก หรือหลังเที่ยงคืนคนหลับหมดแล้ว ซึ่งเท่ากับไม่ได้ผลอะไรเลยและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ส่วนรายการคริสต์ศาสนาออกอากาศฟรีได้ทุกเวลา

สำหรับพุทธศาสนิกชนเวียตนามในชนบท ทางการจะเอารูปพระเจ้ามาวางไว้ให้ โดยบาทหลวงกับข้าราชการเป็นผู้เอามาตั้งให้เอง และชาวบ้านหรือพระภิกษุจะต้องดูแลด้วย ถ้าปล่อยให้สูญหายทำลายไปจะต้องรับผิดชอบโดยการถูกลงโทษอย่างร้ายแรง วัดทุกวัดในเวียตนามเมื่อถึงวันพระ จะต้องขออนุญาตจึงจะมีการประกอบศาสนพิธีได้ และจะต้องบอกด้วยว่าจะใช้เวลานาน กี่ชั่วโมง ส่วนการขออนุญาตนั้นก็จำกัดจำนวนคนที่จะไปร่วมทำกุศลด้วย" ข้าราชการที่เป็นชาวพุทธไม่ค่อยกล้าไปวัด เพราะกลัวตำรวจลับจะจดชื่อเอาไป" (เหมือนเหตุการณ์ในประเทศไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ ข้าราชการไม่กล้าไปวัด เพราะกลัวมีความผิดในการปฏิบัติศาสนกุศล เช่นงานวิสาขบูชา ข้าราชการจะถูกตั้งกรรมการตรวจสอบความประพฤติและงดขั้นเงินเดือน...???) ส่วนข้าราชการทั้งพลเรือนและทหารที่เป็นคริสเตียน จะได้รับการอุปถัมภ์บำรุงเป็นอย่างดี

การซื้อที่ดิน การบริจาคที่ดินสร้างวัด การรับทรัพย์สินจากญาติโยม การเรี่ยราย ทั้งหมดถูกควบคุมหมด ไม่ให้พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาสามารถสร้างศาสนสมบัติใดๆ แม้กระทั่งห้ามสร้างพระพุทธรูป ไว้สักการะบูชา หากสูญหายหรือพังไปแล้ว ให้เอารูปพระเจ้า (พระเยซู) มาตั้งแทน และหากไม่ปฏิบัติตาม ก็จะต้องมีความผิดร้ายแรง ถึงขั้นถูกประหารขึ้นอยู่กับความพอใจของตำรวจที่เป็นคริสเตียน (ไม่ผิดกับเมืองไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒) ผู้ที่เป็นคริสต์แล้วจะสร้างโบสถ์คริสต์ โรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อศาสนาคริสต์ได้ตามใจชอบ จะสร้างภายในกรมทหารก็ได้ เวลาเรี่ยไรก่อสร้างสถานที่สำคัญของคริสต์ก็เรี่ยไรชาวพุทธด้วย แต่หากเป็นฝ่ายพุทธศาสนา จะเป็นพลเรือน ข้าราชการ หรือทหารขอสร้างไม่ได้ทั้งสิ้น มีกองอนุศาสนาจารย์ในกองทัพ และมีบาทหลวงดูแลอยู่ทั้งนั้น

เมื่อมีการอบรมข้าราชการก็ต้องให้บาทหลวงมาเป็นผู้อบรม แม้กระทั่งบังคับพระสงฆ์ในพุทธศาสนามานั่งให้บาทหลวงเทศน์ให้ฟัง (เหมือนเมืองไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ ที่มีบาทหลวง และนักสอนศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค มาปาถกฐาสอนพระภิกษุสงฆ์ในในเรื่องจิตวิทยา) ทางคริสต์สามารถจัดตั้งสมาคมแพทย์ สมาคมครู สมาคมนิสิตนักศึกษา สมาคมอาจารย์ได้ทั้งสิ้นตามต้องการและมีรายได้ก็ไม่ต้องแสดงบัญชีต่อรัฐบาล แต่ทางพระพุทธศาสนา จะตั้งสมาคมขึ้นใหม่ก็ไม่ได้ บัญชีรายได้ทุกอย่างต้องแสดงให้เจ้าหน้ารัฐบาลดู ผิดพลาดเล็กน้อยก็ปิดสมาคมพุทธนั้นทันที และเจ้าอาวาสก็ต้องถูกลงโทษติดคุกหรือประหาร




เนื่องจากผู้นับถือพุทธศาสนาของชาวเวียตนามมีถึง ๙๙.๗๔% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ดังนั้นการล้มล้างพุทธศาสนา นอกจากจะปราบปรามชาวพุทธแล้ว ยังใช้การทำให้คลาดเคลื่อน จากสร้างคำสอนพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ "สัทธรรมปฏิรูป" ในด้านของการศึกษาฝ่ายปริยัติ และบังคับให้พระภิกษุสงฆ์สามเณร นางชี นักศึกษา โดยเป็นคำสั่งของ โง ดินห์ ถึก ซึ่งคุมกระทรวงศึกษาธิการด้วย และได้ตั้งพระสงฆ์ขึ้นมาเป็นหุ่น ๕ รูป เพื่อเป็น กระบอกเสียงโจมตีพระสงฆ์ หรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับหลักธรรมวินัย พระไตรปิฎกคำสอน ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และตั้ง สมาคมสงฆ์แห่งชาติ (National Sangka Association) ซึ่งความจริงเป็นวัดเล็กๆ นอกเมือง แต่พระสงฆ์ที่บวชในวัดนี้ล้วนเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค ที่ใช้ภาพพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเพื่อสร้างภาพให้กับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ในทุกครั้งที่มีการปราบปรามชาวพุทธ

พระในสมาคมนี้จะเป็นผู้ออกมาแถลงแก้ให้รัฐบาลในฐานะตัวแทนชาวพุทธ และจะประสานกับคณะกรรมการสหพันธ์ เพื่อพระพุทธศาสนาอันบริสุทธิ์ ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล โดยจะจัดรายการทางวิทยุ จัดประชุมในมหาวิทยาลัย และสถานศึกษาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนหลงผิดไปกับข้อมูลเท็จ (เหมือนกรรมาธิการศาสนาฯ ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ อันมี นายอำนวย สุวรรณคีรี เป็นประธานที่ปรึกษา และพรรคพวก ซึ่งรับรองพระสัทธรรมปฏิรูปของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ดำเนินการไม่มีผิด) รัฐบาลอนุญาตให้ มีรายการวิทยุโจมตีพระภิกษุสงฆ์ และคณะสงฆ์ที่ไม่เห็นด้วย ให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ห้ามพระภิกษุสงฆ์หรือองค์กรพุทธศาสนา จัดรายการ (เหมือนกับประเทศไทย พ.ศ.๒๕๔๒ ปรากฏเป็นหลักฐานพาดหัวข่าวว่า "......หญิงแอ๋ว ขยับเล่นงานพระดีเจวิทยุ" มีเนื้อหาของข่าวดังนี้




"ทำเนียบรัฐบาล" คุณหญิงสุพัตรา มาศดิศถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลด้านสื่อมวลชนของรัฐ กล่าว ถึงกรณีมี "พระภิกษุ" หลายรูปจัดรายการตามสถานีวิทยุ ออกเรี่ยไรและให้คำปรึกษาแม้กระทั่งปัญหาที่ไม่เหมาะสม จนมีการร้อง เรียนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง..... การที่มีพระหลายรูปออกมาขอบริจาคผ่านรายการวิทยุเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งจะให้ "คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกข.) ตรวจสอบ เพื่อหาข้อสรุปในการกำหนดมาตรา การไม่ให้ เกิดการหมิ่นเหม่ ในขณะที่ผู้ดำเนินรายการวิทยุหรือดีเจนั้นควรจะมีมาตรฐานมากกว่านี้..."

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:46 pm

พุทธบริษัทเวียตนาม - สละชีพเพื่อรักษาพระธรรมวินัย


ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเมืองเว้ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชประมุขสงฆ์ในพุทธศาสนา เมืองเว้นี้อยู่ห่างจากไซ่ง่อนไปทางเหนือ ๔๐๐ ไมล์ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ เป็นเวลาที่ โง ดินห์ ถึก สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม ซึ่งเดินทางไปประชุมสังคายนาวาติกัน ๒ (VATICAN COUNCIL 2) ณ กรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี ได้แถลงต่อที่ประชุมวาติกันว่า "ประเทศเวียตนามเป็นประชากรของพระเจ้า ประชาชนเวียตนามล้วนนับถือในพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อสันตะปาปา" พร้อมกันนั้นได้โทรเลขด่วน สั่งให้บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคใต้บังคับบัญชาของตน ในเมืองเว้ สั่งให้ประชาชนทุกบ้านชักธงรูปไม้กางเขน อันเป็นธงทางศาสนาของคริสเตียนโรมันคาทอลิคขึ้น เพื่อเป็นข่าวทางสื่อมวลชนยืนยันให้สันตะปาปา เชื่อถือ และมอบตำแหน่งคาร์ดินัล ให้กับโง ดินห์ ถึก ซึ่งการชักธงทางศาสนาดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายว่าด้วยการชักธงของเวียตนามใต้ (ความจริงแล้วออกมาใช้ สำหรับบังคับพุทธศาสนาเท่านั้น เนื่องจาก โง ดินห์ ถึก สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม ได้เดินทางไป ประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ ๒ ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ต้องการเอาใจสันตะปาปา ซึ่งตลอดมาชาวพุทธในเวียตนาม สามารถชักธงทางศาสนาได้ ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวนั้นออกบังคับ เมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๕ ระบุว่า หากจะชักธงต้องได้รับอนุญาต จากเจ้าหน้าที่รัฐบาลก่อน) ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ในวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ (สองวันต่อมา) ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนในเมืองเว้ จึงได้ชักธงทางพุทธศาสนาขึ้นบ้าง แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการนำธงลงจากเสาแล้วนำไปเผาทิ้ง พร้อมทั้งประกาศห้ามประชาชนในเมืองเว้ชักธงทางพุทธศาสนา และห้ามชุมนุมประกอบพิธีวิสาขบูชาเด็ดขาด (เหมือนในเมืองไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ มีการอ้างเรื่องธงประจำวัด เพื่อใช้สร้างกระแสทำลายพุทธแบบเดียวกัน และกรรมาธิการศาสนา โดยนายอำนวย สุวรรณคีรี ออกหนังสือห้ามพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ มาปฏิบัติศาสนกิจกับวัด ?) และห้ามชุมนุมประกอบพิธีวิสาขบูชาเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษโดยเด็ดขาด ฐานกบฏ พุทธศาสนิกชนที่ได้เดินทางเพื่อจะมาร่วมศาสนพิธีวันวิสาขบูชาในเมืองเว้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน แทนที่จะได้ปฏิบัติกุศลกิจ กลับถูกห้ามปรามเช่นนั้นจึงได้เดินขบวนประท้วงรัฐบาล ในจำนวนนั้นมีพระสงฆ์ สามเณรและนางชี ถึง ๒,๐๐๐ รูป เดินเป็นแถวหน้า เมื่อบาทหลวงโรมันคาทอลิครู้เรื่องจึงโทรเลขด่วนไปยัง โง ดินห์ ถึก ที่วาติกัน กรุงโรม ว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป โง ดินห์ ถึก จึงโทรเลขสั่งให้ปราบปรามแบบ "มิชชั่น" กับพุทธศาสนิกชน ในฐานะศัตรูพระเจ้า โดยปฏิบัติตาม VATICAN COUNCIL 2 ข้อที่ 7:7 ซึ่งมีความว่า

"บรรดาปิตาจารย์ จงใช้ความพยายามอย่างสุดกำลัง สุดความสามารถ ทุกวิถีทาง ทั้งโดยการพูด การเขียน ในอันที่จะกำจัดศาสนาอื่นๆ อันมิใช่คริสต์ศาสนา ให้หมดสิ้นไป อีกทั้งต้องใช้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าร่วมทำการกับตนด้วย"

นั่นหมายถึงให้ปราบปรามอย่างรุนแรงเด็ดขาด ไม่ต้องคำนึงถึงรูปแบบและวิธีการ จุดประสงค์คือการกำจัดศาสนาพุทธตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 นั้น (บาทหลวงคริสเตียนเวียตนาม จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าตำรวจลับในท้องถิ่น และมีอำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อีกด้วย) เจ้าหน้าที่ตำรวจคริสเตียนได้ขับรถบรรทุกชนฝ่าเข้าไปกลางขบวน อันมีพระภิกษุสงฆ์และนางชี ซึ่งเดินเป็นแถวหน้าถูกรถทับตายในทันที ๗๐ รูป พุทธศาสนิกชนตาย ๓๐ คน และบาดเจ็บจำนวนพันกว่าคน จากการถูกกระบองของเจ้าหน้าที่ตำรวจตีด้วยกระบอง เพื่อสลายการเดินขบวน ที่เหลือถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคุมขังไปทั้งหมด บาทหลวงคริสเตียนผู้ทำหน้าที่สั่งการตำรวจนั้นได้แถลงแทนรัฐบาลว่า "ผู้เดินขบวนเป็นคอมมิวนิสต์ พระสงฆ์และนางชี เป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการทำลายศาสนา และเป็นผู้ขว้างระเบิดทำลายโบสถ์คริสต์??" ได้มีการจับกุมพุทธศาสนิกชน ผู้เกี่ยวข้องในการเดินขบวนนี้ ซึ่งมีทั้งพระภิกษุ สามเณร นางชี และพุทธศาสนิกชนอีกหลายพันคน ข่าวการปราบปรามชาวพุทธนี้ ได้ถูกสั่งห้ามมิให้มีการเสนอข่าวต่อสื่อมวลชน และ CIA ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ตรวจสอบข่าวสารทางการทูตที่จะส่งออกไปนอกประเทศเวียตนามโดยเข้มงวด เพราะไม่ต้องการให้กระเทือนสถานภาพของรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ซึ่งสหรัฐอเมริกามีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย

จากสาเหตุการณ์ปราบปรามดังกล่าวแม้ทางการจะปิดข่าวโดยวิธีการใดๆ ก็ตาม ข่าวนี้ก็ได้กระจายออกไปสู่เมืองต่างๆ ในเดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนั้นได้มีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลและโง ดินห์ ถึก เกิดขึ้นไปทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องพอสรุปเหตุการณ์สำคัญได้ ดังนี้

วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ได้มีการเดินขบวนหน้ารัฐสภา โดยมีป้ายแสดงข้อความว่าเรียกร้องรัฐบาลทำข้อตกลง หยุดทำร้ายเข่นฆ่าพุทธบริษัทในทันที หากไม่ทำสัญญา ชาวพุทธจะเผาตัวเองเป็นการป้องกันพุทธศาสนา

วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ รัฐบาลไม่ทำสัญญาใดๆ วัดพุทธแถบนอกเมืองเว้ ถูกตำรวจเข้าเผาทำลาย ชาวพุทธเริ่มอดอาหารประท้วง มีพระภิกษุ ๒ รูปเสนอความจำนงค์จะปลงชีพตนเองปกป้องพระพุทธศาสนา



วันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๖ พระภิกษุในพุทธศาสนานาม ทิจ กวาง ดึ๊ก อายุ ๗๓ ปี ทนเห็นความทารุณโหดร้าย ในการใช้อำนาจรัฐปราบปรามเข่นฆ่าชาวพุทธต่อไปไม่ได้ จึงได้ประกาศอุทิศชีวิต เพื่อป้องกันพระพุทธศาสนา โดยได้เขียนข้อ

เรียกร้องต่อ รัฐบาล โง ดินห์ เดียม ว่า"

๑. เพื่อป้องกันพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาดั้งเดิมของประเทศชาติ

๒. ขอเตือนการกระทำที่บีบคั้น และฆ่าพระภิกษุ นางชี และคนทั่วไปในประเทศ

๓. ขอร้องให้ท่านมอบ อิสรภาพ ให้แก่ผู้นำชาวพุทธ ทั้งหลาย ในคณะกรรมการป้องกันพระพุทธศาสนา พระภิกษุ นางชี และพุทธศาสนิกชนที่ถูกจับขังอยู่ในขณะน

๔. ให้ยุติสถานการณ์เลวร้าย และเลิกจับพระภิกษุ นางชี และพุทธศาสนิกชนอีก

๕. ให้เลิกองค์การคณะสงฆ์รวมทั้งบุคคลที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาหลอกลวง ปิดบังความจริงเป็นเหตุให้ประชาชนโง่เขลา

๖ คณะกรรมการสหพันธ์เพื่อพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ ที่รัฐบาล โง ดินห์ เดียม และพี่ชายตั้งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชน (เหมือนเหตุการณ์ในประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๒)"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:48 pm



หลังจากได้เขียนข้อเรียกร้องเสร็จ ท่านก็ได้เข้าสู่ขบวนพุทธศาสนิกชนประมาณ ๑,๐๐๐ คนด้วยความสงบ เพื่อไปสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และพุทธศาสนิกชนที่ถูกเจ้าหน้าที่ขับรถพุ่งชนเสียชีวิตในวันที่ ๘ พ.ค.๒๕๐๖ ที่ผ่านมา จากนั้นขบวนชาวพุทธศาสนิกชนก็เดินต่อไปอย่างสงบ โดยมีรถนำพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก ไปยังกลางเมืองหลวง พระภิกษุผู้เสียสละ วัย ๗๓ ปีได้ก้าวลงจากรถไปนั่งขัดสมาธิกลางวงเวียนซึ่งมีพุทธบริษัทแวดล้อมเป็นวงใหญ่ พุทธบริษัท ได้หยิบถังน้ำมันเบนซิน ๕ แกลลอนออกมาจากรถคันนั้น แล้วเอาน้ำมันราดบนพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก จนหมด ต่อจากนั้นก็เอาไฟจุดร่างนั้น ไฟลุกโชติช่วง ท่วมร่างของพระภิกษุผู้เสียสละ ขณะที่ไฟลุกท่วมร่างอยู่ปรากฏว่า พระภิกษุวัย ๗๓ คงนั่งนิ่งด้วยสมาธิจิตอันแน่วแน่ไม่ไหวติง ไม่แสดงอาการทุกข์เวทนาในสังขารแต่อย่างใดเลย เปลวไฟอันร้อนระอุได้เผาจีวรและผิวหนังไหม้เกรียมอยู่ประมาณ ๑๐ นาที ร่างของท่านที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้นก็หงายหลังอย่างเงียบสงบ นี่คือพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อพิทักษ์พุทธศาสนา จากการบีบคันและปราบปรามของ สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก โดยคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 นับเป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การพลีชีพของท่านนั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามคำประกาศในนามพุทธศาสนิกชน ที่จะสละชีวิตรักษาพระพุทธศาสนา ให้พ้นจากการกลั่นแกล้งบีบคั้น และปราบปรามจากรัฐบาล โง ดินห์ เดียม แล้วยังแสดงถึงความเด็ดเดี่ยว มั่นคงของพุทธศาสนิกชนด้วย สรีระของท่านถูกหุ้มห่อด้วยธงธรรมจักร พุทธบริษัทจำนวน ๑,๐๐๐ คน พากันอัญเชิญสรีระของท่านไปไว้ ณ เจดีย์วัดซาลอย ในเมืองเว้



หลังจากนั้นได้มีพุทธบริษัทสละชีพเพื่อพระพุทธศาสนาอีก คือ สามเณรวัย ๑๗ และพระภิกษุวัย ๗๑ ที่เมืองเว้ แม่ชีที่เมืองนาตรัง พระภิกษุ เล้ อายุ ๒๐ อุทิศร่างเผาตนในเจดีย์ ซึ่งมี พระภิกษุอีก ๒ รูปที่อดอาหารประท้วงมากว่า ๑๐ วัน ที่เมืองพานเทียต ห่างจากไซ่ง่อน ๑๐๐ ไมล์ แม่ชีเยียง เหียน อุทิศร่างเผาตนประท้วงการกดขี่เข่นฆ่าชาวพุทธของสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก และที่ เจดีย์หูดาม ซึ่งเป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดใน เมืองเว้ พระภิกษุวัย ๗๑ ปี ได้พลีชีพอุทิศร่างพิทักษ์พระพุทธศาสนาอีกเช่นกัน




วันอาทิตย์ ที่หน้าโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิคในไซ่ง่อน พระภิกษุ ทิจ เทียน มี หรือ ฮวางเมียว ได้นั่งขัดสมาธิ รดร่างชุ่มโชกด้วยน้ำมันก๊าด แล้วจุดไฟเผาสรีระของท่านด้วยตนเอง เมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น. ขณะที่ชาวเวียตนามเข้ารีตคริสต์อยู่ในโบสถ์นั้นประมาณ ๑๐๐๐ คน ท่านได้เขียนจดหมายถึงสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก และประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม เพื่อขอความเป็นธรรมให้เลิกฆ่าและปราบปรามพุทธศาสนิกชน

อุบาสิกา มาย เกี๊ยต อุทิศชีวิตพิทักษ์พุทธศาสนา ในไซ่ง่อน ด้วย การเอาขวานสับข้อมือตัวเอง แล้วเอามือที่ขาดนั้นผูกกับหนังสือประท้วง การปราบปรามของคริสเตียนโรมันคาทอลิคส่งให้รัฐบาล? และจากการอุทิศชีวิตโดยการเผาตัวเองเพื่อป้องกันพระพุทธศาสนานี้เอง ทำให้มีพุทธบริษัทเผาตัวเองอีกมากมาย

รัฐบาล โง ดินห์ เดียม ได้ประกาศว่าจะทำตามข้อเรียกร้องในจดหมายของ พระ ทิจ กวาง ดึ๊ก ที่อุทิศชีวิตเผาตัวเองนั้น แต่นั่นเป็นเพียงคำพูดที่กลับกลอกหาความจริงใดๆ ไม่ได้กลับกลายเป็นสัญญาณไฟเขียวให้สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก เร่งใช้อำนาจผ่านตำรวจในสังกัดทำการฆ่าและทำร้ายพระภิกษุ และพุทธบริษัทรุนแรงขึ้นไปอีก และกลับกลายเป็นว่าพุทธศาสนิกชนเหล่านี้ คือผู้ที่ร่วมมือฝ่ายตรงข้ามต้องการล้มล้างรัฐบาล ตำรวจคริสเตียนของ โง ดินห์ ถึก ได้ทำการเผาวัด ฆ่าพระภิกษุสงฆ์ระดับผู้ใหญ่ นางชี และพุทธศาสนิกชนหนักยิ่งกว่าเดิมขึ้นไปอีก วัดกลายเป็นที่ต้องห้ามของการทำศาสนพิธี โดยมีลวดหนามและสิ่งกีดขวาง ไปปิดกั้นตามถนนในเมืองใหญ่ๆ เช่น เว้ และไซ่ง่อน พระภิกษุหรือผู้ใส่ชุดขาวหรือชุดอุบาสกอุบาสิกา คือผู้สวมเครื่องแบบของผู้ทำลายความมั่นคงของรัฐบาล พระภิกษุสงฆ์โกนศีรษะโล้นห่มผ้ากาสาวพัสตร์ คือเป้าหมายของตำรวจเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค ภาพของพระสงฆ์ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ยิง จนกระทั่งมรณะภาพบนบาทวิถี กลายเป็นภาพที่ประชาชนเห็นเป็นปกติ ศพของพุทธศาสนิกชนที่ทับถมตามฐานเจดีย์คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน

ไซ่ง่อน ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ รัฐบาลคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ เดียม ปฏิเสธอย่างเป็นทางการ ที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ว่า จะเลิกปราบปรามและเข่นฆ่าชาวพุทธจึงมีความคาดหมายกันว่า อาจมีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน "เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา (สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก ควบคุม) ได้บังคับให้องค์กรปกครองคณะสงฆ์เวียตนาม พระภิกษุสงฆ์เจ้าอาวาสวัดในพุทธศาสนา องค์กรพุทธศาสนา ลงนามเซ็นชื่อรับรองว่า จะซื่อสัตย์ต่อรัฐบาล โง ดินห์ เดียม และจะเชื่อฟัง โง ดินห์ ถึก ซึ่งเป็นสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค รวมทั้งอยู่ใต้คำสั่งของสมาคมสงฆ์แห่งชาติ (ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเท่านั้น) และจะไม่จัดการเคลื่อนไหวประท้วงใดๆ" (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ.)

ไซ่ง่อน ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ เกิดการเล่นสกปรกขึ้น ซึ่งมีรัฐบาลประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ผู้ถือคริสต์ศาสนา กำลังบีบคั้นพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ก็คือมีมือมืดได้ "ลอบวางยา" พระภิกษุสงฆ์ชั้นสูงในพระพุทธศาสนาหลายรูป (เหมือนประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๒ หลวงปู่โง่น ได้ถูกวางยาพิษหลังจากกลับจากยุโรป แพทย์ไม่ยอมให้ผ่าตัดพิสูจน์ ศพ และเกิดกับพระสายปฏิบัติกรรมฐาน สมาธิจิต แถบภาคอิสานของไทย จำนวน ๒๐ รูป) จนกระทั่งอาพาธหนักต้องเข้าโรงพยาบาลจำนวนถึง ๒๐ รูป โฆษกชาวพุทธได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติของรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ที่ปราบปรามชาวพุทธนั้นได้ทวีความรุนแรงขึ้น และเตือนให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงระวังตัว (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ)

ไซ่ง่อน ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ มีผู้ฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงรัฐบาล ที่ปราบปราม เข่นฆ่าชาวพุทธ ผู้ฆ่าตัวตายผู้นี้ เป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล เป็นผู้นับถือพุทธศาสนา ชื่อ เหงียน เทือง ทัม ได้กินยาพิษและไปเสียชีวิต ที่โรงพยาบาล ทั้งนี้เนื่องจากเขาได้ถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก ว่าทำลายความมั่นคงของชาติ โดยกระทำตัวเข้าข้างชาวพุทธ และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล นายเหงียน เทือง ทัม ได้เขียนจดหมาย ขอให้รัฐบาลหยุดการเข่นฆ่าพระสงฆ์ชาวพุทธไว้ก่อนตาย (สำนักข่าวรอยเตอร์)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ