ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:50 pm



ไซ่ง่อน ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ตำรวจคริสเตียนของ โง ดินห์ ถึก ได้ใช้อำนาจเข่นฆ่าชาวพุทธอย่างโหดเหี้ยมทารุณ บางพวกได้เข้าบุกตีกระหน่ำกลุ่มชาวพุทธที่มาชุมนุมเรียกร้อง บางคนก็ล็อคคอผู้หญิงลากขึ้นรถบรรทุกไป เข้าค่ายกักกันเป็นจำนวนหลายร้อย ทั้งพระภิกษุ แม่ชี ฆราวาสทั้งหญิงชาย ตลอดจนกระทั่งเด็ก ประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม ผู้นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิค ได้ตัดสินใจ "ขยี้" ประชาชนชาวพุทธที่มีเป็นส่วนใหญ่ ๙๐% ในเวียตนามใต้แล้ว โดยไม่รับฟังและไม่ยินยอมตามคำเรียกร้องใดๆ การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของ โง ดินห์ เดียม ครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็น "ผู้เผด็จการทางศาสนา" ในเวียตนามไปแล้ว

วันเดียวกันที่เมืองพูลัม มีการชุมนุมของชาวพุทธ ส่วนมากเป็นพระภิกษุ แม่ชี ผู้หญิงและเด็ก ตำรวจซึ่งเป็นคนของคริสเตียน ได้บุกเข้าไปตีหัวชาวพุทธเลือดไหลอาบหน้า และต้อนพระภิกษุ และแม่ชี รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก ที่ถูกตำรวจลากตัวอย่างไม่ปราณีขึ้นรถบรรทุก ส่งไปยังค่ายกักกัน ประมาณ ๑๕๐๐ คน บาตรพระ ลูกประคำ รองเท้า หมวก และสิ่งของหล่นเกลื่อนกลาด

ที่เจดีย์เกี๊ยกมินท์ มีการชุมนุมของชาวพุทธอย่างสงบโดยการนั่งสมาธิ แต่ตำรวจคริสเตียนก็ไม่ละเว้น ตั้งข้อหาว่า "นั่งสมาธิเพื่อสาปแช่งรัฐบาล" ระดมกำลังเข้าไปทุบตีที่หัวและร่างกาย ลากขึ้นรถไปทั้งหมด ที่หน้าตลาดใหญ่กลางกรุงไซ่ง่อน แม่ชี ๑๐๐ คน สวดมนต์อยู่ แต่ตำรวจของ โง ดินห์ ถึก ก็ระดมตีและจับไปกักขังทั้งหมด (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ)

ไซ่ง่อน ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ เจดีย์ใหญ่ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนอย่างน้อย ๓ แห่งถูกตำรวจปิดล้อมตลอดวัน เว้นแต่ในตอนเช้าจะเปิดให้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็ไม่มีพุทธบริษัทคนใดออกจากเจดีย์ ทั้ง ๓ แห่ง อาหารที่พระภิกษุได้บิณฑบาตไว้ ได้ถูกนำออกมาเลี้ยงพุทธศาสนิกชน และขณะนี้อาหารได้ร่อยหรอลงไปทุกทีแล้ว และบางเจดีย์พระภิกษุและแม่ชี พุทธศาสนิกชนต้องกินข้าวกับเกลือ แต่ก็ยังต่อสู้ต่อไป (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ.)

ไซ่ง่อน ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ได้มีการแจกจ่ายใบปลิวไปตามเจดีย์ต่างๆ ในกรุงไซ่ง่อน ใบปลิวนั้นอ้างว่าเป็นของชาวพุทธ แต่ข้อความกลับกลายเป็นว่าการประท้วงของชาวพุทธนี้ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายค้าน และผู้ที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล ต้องการโค่นล้มรัฐบาลโง ดินห์ เดียม และทำลายความมั่นคงของชาติ (เหมือนเหตุการณ์ในประเทศไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เมืองไทยแจ๋วกว่า เพราะลงหนังสือพิมพ์ตั้งข้อหาเลย) ซึ่งทำให้ชาวพุทธที่ได้รับใบปลิว พากันขับไล่ผู้แจกใบปลิวนั้นอย่างโกรธแค้น (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ)

เมืองเว้ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ตำรวจคริสเตียนของ โง ดินห์ ถึก สังฆราชโรมันคาทอลิค ได้ใช้กำลังบุกตะลุยเข้าสู่เจดีย์ ขณะที่มีการสวดมนต์ของพระและพุทธศาสนิกชน ยังผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๒๐ รูป และอาการปางตาย ๕ รูปพระภิกษุสงฆ์บางรูป ถูกตีซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสลบคาที่ (สำนักข่าว เอ.พี)




เมืองเว้ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ภายใต้กฎอัยการศึก ตำรวจคริสเตียนจำนวน ๑๒๐๐๐คน กระจายกำลังเตรียมพร้อมเพื่อทำการกวาดล้าง เข่นฆ่าชาวพุทธอย่างเต็มที่ หลังจากที่มีการเผาตัวตายของพระภิกษุ ทิจ เตียว เดียว ในเจดีย์ตูดาม ข่าวแจ้งว่าขณะนี้รอบเจดีย์ตูดาม อันเป็นเจดีย์สำคัญของเมืองเว้ มีตำรวจล้อมรอบ และมีลวด หนามล้อมไว้กันคนภายในหนีออกมา และตำรวจได้ตั้งด่านตรวจผู้คนอย่างเข้มงวดที่สุด ภายในเจดีย์มีพระภิกษุและแม่ชี สวดมนต์ผ่านเครื่องขยายได้ยินถึงภายนอก ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนที่นั่งอยู่ตามข้างถนน นอกลวดหนามที่ปิดกั้น พนมมือและสวดมนต์ตามไปด้วย สถานการณ์ตึงเครียดพร้อมระเบิดทุกเมื่อ (สำนักข่าว เอ.พี)

นี่เป็นส่วนหนึ่งในการเข่นฆ่าพุทธศาสนิกชน ที่กระทำโดยรัฐบาลที่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหตุการณ์อันสุดหฤโหดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ของการเข่นฆ่าพระภิกษุพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชน ซึ่งมีแต่เสียงสวดมนต์และปราศจากอาวุธนั้น ไม่มีครั้งใดจะยิ่งใหญ่อำมหิตยิ่งกว่าเหตุการณ์ในเจดีย์ซาลอย กลางกรุงไซ่ง่อนอีกแล้ว

ขอนำภาพและบรรยากาศที่น่าสลดใจของพุทธบริษัทที่ เกิดขึ้น ณ เจดีย์ซาลอย กลางกรุงไซ่ง่อน เวลา ๐๐.๓๐ น. ของวันพุธที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ มาให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัส ใกล้ชิดต่อความเป็นจริง ขณะนั้น ซึ่งเป็นการรายงานของ นักข่าวสถานีโทรทัศน์ NBC (ช่อง๔) ของสหรัฐอเมริกา.......

" ....ท่ามกลางความมืดและหนาวเย็น ถนนในเมืองไซ่ง่อนเงียบสงัด หน้าเจดีย์พุทธศาสนาหลายแห่งยังมีแสงไฟวอมแวมอยู่

ภายในเจดีย์วัดซาลอย มีพุทธบริษัทหลายร้อยคนกำลังนอนหลับอยู่ เพราะเมื่อในวันอาทิตย์ที่แล้วเพิ่งมีพิธีใหญ่ ชาวพุทธจำนวนหมื่นได้มาร่วมกันชุมนุมอดอาหาร เพื่อประท้วงรัฐบาลที่บีบคั้นเข่นฆ่าพุทธศาสนิกชน นับแต่มีการพลีชีพของพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก และได้นำสรีระของท่านทำพิธีที่เจดีย์ซาลอยในไซ่ง่อนจึงกลายเป็นเป็นที่ชุมนุมใหญ่ของพุทธศาสนิกชนนับตั้งแต่นั้นมา




ในความเงียบนั้น รถบรรทุกของตำรวจหลายคันวิ่งเข้ามาจอดหน้าเจดีย์ซาลอย ตำรวจในเครื่องแบบ สนามสวมหมวกเหล็ก พร้อม ด้วยออาวุธปืน ลูกระเบิดมือ ก็กระโดดลงจากรถอย่างรวด เร็ว ตำรวจหน่วยหนึ่งได้ตรงไปที่ประตูของเจดีย์ซึ่งเป็นเหล็ก ใช้เครื่องมือทำลายประตูจนพังแล้ววิ่งกรูเข้าสู่เจดีย์พร้อมอาวุธปืนและแก๊สน้ำตา ที่เหลือนอกนั้นกระจายตัวกันล้อมเจดีย์และบริเวณวัด

ชั่วอึดใจเดียวก็มีเสียงระเบิด และเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ระคนไปด้วยเสียงระฆัง กลอง เสียงตะโกนให้ช่วย และเสียงพระสวดมนต์พระปริต ดังออกมาจากข้างในเจดีย์

ที่บ้านของผู้สื่อข่าว ยู.พี.ไอ. ในไซ่ง่อนได้มีพุทธศาสนิกชนจากวัดซาลอยได้โทรศัพท์เข้าไปด้วยความตกใจว่า "มิสเตอร์บราวน์ ตำรวจมา เขากำลังใช้ปืนยิงพระสงฆ์และแม่ชี ช่วยบอกสถานทูตอเมริกันด้วย" อีกบ้านหนึ่งได้รับโทรศัพท์ว่า "ที่นี่ซาลอย ตำรวจหน่วยปราบกำลังบุกเจดีย์" ลองนึกซิว่าสภาพขณะนั้นภายในเจดีย์จะเป็นอย่างไร ???

พระภิกษุ สามเณรและแม่ชี รวมทั้งพุทธศาสนิกชนภายในเจดีย์ ซาลอย พากันตกใจตื่นจากเสียงปืน และเสียงระเบิดที่ดังกึกก้อง

เมื่อตำรวจวิ่งขึ้นไปยังชั้นต่างๆ ถึงตัวก็ตีด้วยพานท้ายปืนล้มลง บางองค์ถูกยิง หลายคนถูกระเบิดแก๊สน้ำตาน้ำตา ไหลพรากหาทางไปไม่ได้โดนยิง ด้วยปืนเข้าที่กลางหลัง พระบางรูปวิ่งขึ้นไปบนยอดเจดีย์ตีกลองและระฆัง เพราะไม่สามารถจะทำอะไรได้กว่านั้น เพราะไม่มีอาวุธนอกจากไม้สำหรับเคาะบักฮื้อ (ปลาสีแดงเล็กๆ ใช้เคาะพร้อมสวดมนต์) ซึ่งใหญ่กว่าก้านธูปนิดเดียวเท่านั้น ตำรวจคนหนึ่งวิ่งตามขึ้นไปทันและจับตัวโยนลงมาจากชั้น ๔ ศีรษะกระทบพื้นหินข้างล่างดังสนั่น เลือดกระจาย พระเณรที่เหลืออยู่ในชั้นสูงขึ้นไป เอาเครื่องกีดขวางประตูและปิดหน้าต่างด้วยลูกกรงเหล็ก




รถบรรทุกตำรวจหลายสิบคันที่จอดอยู่ในบริเวณวัด ล้วนถูกอัดแน่นไปด้วย พระภิกษุ แม่ชี และพุทธบริษัทหลายร้อยคน ภายในเจดีย์ยังคงมีเสียงปืน และเสียงระเบิดดังออกมาอย่างไม่ขาดระยะ และหน้าต่างด้านหลังเจดีย์ได้ค่อยๆ เปิดออก พระภิกษุ ๒ รูปก็ปีนหน้าต่างกระโดดออกมาแล้วปีนข้ามเข้าไปในที่จอดรถ เขตบ้านชาวอเมริกันซึ่งรั้วติดกับวัด ตำรวจใช้ปืนกลยิงกระหน่ำ พระองค์หนึ่งร่วงลงพื้นไป อีกองค์หนึ่งสามารถหลบรอดไปได้

เวลาประมาณ ๐๒.๐๐น. ยังมีเสียงกระจกแตก เสียงทุบทำลายเครื่องโต๊ะหมู่บูชาในเจดีย์ แสดงว่าตำรวจกำลังรื้อค้นสิ่งของ และทำลายพุทธศาสนสมบัติอย่างเมามัน พระภิกษุสามเณรเฉพาะของวัดซาลอยมีประมาณ ๗๐๐ รูป ถูกจับขนขึ้นรถบรรทุกทั้งหมด วิ่งฝ่าความ มืดหายไป

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ประชาชนในไซ่ง่อนก็แลเห็นตำรวจเต็มท้องถนน และตามสี่แยกต่างๆ รอบๆ เจดีย์ซาลอย และเจดีย์ของวัดพุทธศาสนาอื่นๆ ในไซ่ง่อนซึ่งได้ถูกทหารเข้ายึดในคืนเดียวกันกับ ที่วัดซาลอย ข่าวได้รับทราบทั่วไปว่า พระภิกษุสามเณรและแม่ชีที่ถูกจับ จากวัดต่างๆ ในคืนนั้นมีจำนวนกว่า ๑๐,๐๐๐ คน และสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก ได้ประกาศกฎอัยการศึกในไซ่ง่อน โดยห้ามประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนออกจากบ้านเวลา ๒๑.๐๐ น. ถึง ๐๕.๐๐ น. ยกเว้นผู้ที่เป็นคริสเตียนซึ่งได้รับอนุญาตพิเศษ ตำรวจได้รับคำสั่งให้ยิงทุกคนได้โดยเสรี รวมทั้งเครื่องบินก็ห้ามขึ้นลงในท่าอากาศยานด้วย....... ที่โบสถ์ คาทอลิคมีการกระจายเสียงว่า "รัฐบาล โง ดินห์ เดียม. ประกาศเผาเมือง และยอมทิ้งเมืองไซ่ง่อน หากมีการรัฐประหารและแพ้.."

ในขณะเดียวกันที่เมืองเว้ อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชทินเกี๊ยต ประมุขสงฆ์แห่งพระพุทธศาสนา สมเด็จสังฆราชองค์นี้ได้ถูกจับไปขัง ถูกซ้อม และบังคับให้ออกแถลงการณ์ มอบอำนาจการบริหารคณะสงฆ์ ให้กับพระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นบาทหลวงคริสต์โรมันคาทอลิคโดยเข้าไปบวชเป็นพระสงฆ์พุทธชื่อ ทิจ เทียน หัว ซึ่ง โง ดินห์ ถึก ได้เป็นผู้แต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ "คณะกรรมการป้องกันพระพุทธศาสนาแห่งชาติ??" (เหมือนในประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๒ นายสมพรฯ ผู้ก่อชนวนฟ้องร้องให้ ถอดพระมหาเถระ กรรมการองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย ออกจากตำแหน่ง เพราะไม่ทำตามคำสั่งของนักการเมือง และได้ตั้งองค์กรอุปถัมภ์และคุ้มครอง พระพุทธศาสนาขึ้นเมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งมีนายอำนวย สุวรรณคีรี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาล ให้การสนับสนุน) ดูแลกิจกรรมศาสนพิธีของชาวพุทธในประเทศเวียตนาม (พุทธศาสนิกชนไม่ เลื่อมใส การเข่นฆ่าที่รุนแรงโดยตำรวจคริสเตียนโรมันคาทอลิค ภายใต้การบัญชาการของ โง ดินห์ ถึก การบัญชาการนั้นข้ามประเทศมาจากกรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี ซึ่งนาย โง ดินห์ ถึก ได้เดินทางไปประชุม VATICAN COUNCIL 2 และการปราบปรามนี้เรียกว่า "มิชชั่น" หรือ "การรุกแบบตรงตัว" นั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:52 pm

"ทำลายพุทธศาสนา" กรรมหนักที่ไม่ต้องรอชาติหน้า


จากการกวาดล้างพุทธบริษัทเวียตนาม ยังความไม่พอใจให้กับผู้นำทหาร ที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้มีความพยายามที่จะหยุดการ กระทำอันป่าเถื่อนของรัฐบาล โง ดินห์ เดียม มาโดยตลอดคือ

ครั้งแรกในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๓ พันเอก เหงียน จัน ที พุทธศาสนิกชนและคณะนายทหารยศนายพัน ซึ่งนับถือพุทธศาสนา จะได้นำกองทหารพลร่ม ๔ กองพัน เข้าจับกุมประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ซึ่งนายทหารเวียตนามกลุ่มนี้ มีความนิยมและไว้วางใจชาวอเมริกันมาก และนายพล ลี โน แอล แมคคาร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CIA ได้รับรองว่าจะให้การสนับสนุนการปฏิวัติ แต่ความเป็นจริงแล้ว นายพลอเมริกันผู้นี้คือสายลับ ที่ถูกส่งให้มาสืบความเคลื่อนไหว เพื่อรายงานข่าวและกำจัดผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ฉะนั้นนายทหารเวียตนามชุดดังกล่าว จึงถูกหักหลังโดย CIA ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกัน กับคริสต์จักรโรมันคาทอลิคเวียตนามของ โง ดินห์ ถึก และรัฐบาล ทำให้ทหารคริสเตียนของรัฐบาล ตั้งกองทหารซุ่มไว้รอฆ่าเรียบร้อย โดยทาง CIA ก็ได้สั่งให้กองทหารสื่อสารอเมริกัน ใช้เครื่องมือก่อกวนคลื่นสัญญาณวิทยุสื่อสารทหารของกลุ่มปฏิวัติ จนไม่สามารถติดต่อสั่งการได้ ต้องใช้รถจักรยานยนต์แทน ทำให้ถูกปราบได้ภายใน ๒ วันมีทหารเสียชีวิต ๑๐๐ คน และนายทหารที่มีรายชื่อ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอีกมากมาย ได้ถูกสังหารโดย CIA และนี่คือบทพิสูจน์อุดมการณ์อมตะของเหล่าทุจริตชนที่ว่า "ผลประโยชน์ ย่อมอยู่เหนือความถูกต้อง"




ครั้งที่ ๒ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ได้มีการฆ่าพระภิกษุสงฆ์ เผาทำลายวัดมากมาย ทำให้นายทหารอากาศ ที่นับถือพุทธศาสนาทนไม่ได้ ได้ขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำเนียบรัฐบาล ขณะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหยุดพฤติกรรมอันชั่วร้าย ที่กระทำต่อพุทธบริษัทของรัฐบาล แต่กลุ่ม โง ดินห์ เดียม ก็รอดไปได้ การแสดงออกของกองทัพและทหารนี้แทนที่รัฐบาล โง ดินห์ เดียม จะเปลี่ยนนโยบายทำลายพุทธ กลับเร่งการเข่นฆ่าพระและนางชี รวมทั้งผู้นับถือพุทธศาสนามากขึ้น เนื่องจากเป็นคำสั่งโดยตรงจากวาติกัน ซึ่ง โง ดินห์ ถึก อันเป็นสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้ไปร่วมประชุมสังคายนาวาติกัน ๒ ที่กรุงวาติกัน (เริ่มประชุมปี พ.ศ. ๒๕๐๕) ซึ่งนับว่าเป็นการใช้แผนปราบปรามชาวพุทธครั้งแรกของ VATICAN COUNCIL 2 ทีเดียว




นายทหารระดับผู้นำทัพผู้นำเหล่าจึงถูกขึ้นบัญชีดำ และติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ในฐานะอาจเป็นบุคคลที่ก่อกบฎ มีนายทหารที่นับถือพุทธศาสนาหลายคนถูกตำรวจลับซึ่งเป็นคริสเตียนยิงทิ้ง โดยอ้างสาเหตุว่ามีพฤติกรรมเป็นกบฏ การกลั่นแกล้งในวงการทหารโดยการใส่ความเพื่อมิให้เลื่อนยศเกิดขึ้นมากมาย แม้ว่านายทหารที่นับถือพุทธเหล่านี้จะถูกสะกดรอย โดยตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก สังฆราชคริสเตียนและอธิบดีกรมตำรวจ ทุกฝีก้าวแต่วิญญาณของนักรบ ความตายเป็นเรื่องเล็ก ความชำนาญในการรบ ที่แตกต่างจากประสพการณ์อันอ่อนด้อย ของพวกตำรวจสอพลอ จึงเทียบกันไม่ได้ ทำให้ผู้นำทหารเหล่านี้ สามารถจัดประชุมลับกัน จนได้ซึ่งมี นายพลทราน วัน ดง หัวหน้ากองเสนาธิการ, นายพลเดือง วัน มินทร์, นายพลวัน คิม และ นายพลทราน เทียน เคียม สำหรับนายพลเดือง วัน มินทร์ ได้เสียสละถึง ๕ ปี เพื่อเข้าแทรกซึมอยู่ในหน่วยของ CIA เพื่อหาข่าวข้อมูล

การทำลายล้างพุทธบริษัท ไม่เว้นแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ การเผาทำลายวัดพุทธสถาน การเข่นฆ่าพระภิกษุ ขณะสวดมนต์ทำสมาธิ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ถือศิลประกอบศาสนกิจ ก็ถูกตำรวจยิงกราดตายมากมาย เอารถยนต์วิ่งชนดื้อๆ นี่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ มันเป็นวิสัยของพวกภูติผีปีศาจ เสียงของพุทธศาสนิกชนที่เรียกร้องหาความชอบธรรม ความยุติธรรมถูกตอบกลับด้วยเสียงปืน พระสงฆ์องค์เจ้าถูกโยนลงจากเจดีย์ ร่างแหลกเละตายกับพื้น หลายรูปต้องเผาตัวเองตาย เพื่อประท้วงการกระทำ อันผิดมนุษย์ ของเหล่าคริสเตียนโรมันคาทอลิคโดยคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2

ฉะนั้นเพื่อชีวิตของประชาชนเวียตนาม จึงจำเป็นต้องหยุดยั้งการกระทำอันบ้าคลั่งของกลุ่มโรมันคาทอลิคในทันที นายพลทั้ง ๔ จะรอช้าต่อไปไม่ได้เพราะทุกวินาทีหมายถึงชีวิตของชาวพุทธเวียตนามที่จะสิ้นไป ที่ประชุมพร้อมใจกันดำเนินการรัฐประหาร




บ่าย ๑.๓๐ น.ของวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๖ กลุ่มรัฐประหารได้ติดต่อกับ CIA หลายครั้งเพื่อให้อเมริกาวางตัวเฉยในเหตุการณ์นี้ ทางไวท์เฮ้าท์ได้ส่งคำแนะนำมายัง ทูต ลอดจ์ ประจำไซ่ง่อน ลงวันที่ ๕ ตุลาคม มีใจความว่า "ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่อเมริกาไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล" (ที่มา..PANTAGON Top Secret Report Nov, ๑๙๖๓) กลุ่มรัฐประหารได้ใช้ชื่อนายพลดง เรียกประชุมผู้บัญชาการและเสนาธิการทหารหน่วยต่างๆ ให้มาพร้อมกันที่กรมเสนาธิการทหารเวลา ๑๑ โมงเช้าตรง และได้จับกุมพวกนายพลและนายทหารยศสูงๆ ซึ่งเห็นด้วยกับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกคริสเตียนสอพลอ) ที่นี่ โดยให้นายพลมินท์เป็นผู้อ่านแถลงการณ์




ภายนอก เวลาบ่ายโมงตรง หน่วยนาวิกโยธิน หน่วยพลร่ม และทหารจากกองพลที่ห้า อยู่บริเวณตอนเหนือของเวียตนามใต้ หน่วยละสองพัน ได้นำรถถังจำนวน ๓๖ คัน เข้าสู่กรุงไซ่ง่อน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ระหว่างทหารคริสเตียน ที่รักษาทำเนียบประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม พี่น้องโง ดินห์ เดียม และ โง ดินห์ ถึก ได้หนีลงทางลับใต้ดินภายในทำเนียบ ออกสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง และซ่อนตัวอยู่ในเมืองโซลอง ซึ่งเป็นย่านคนจีน ที่นับถือคริสเตียน แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ภายในโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิค ในระหว่างทางที่นำตัว โง ดินห์ เดียม,โง เดียน คาน,โง ดินห์ ถึก (สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค พี่ชายผู้สร้างกรรมไว้กับชาวพุทธ) ก็ถูกพลขับยิงทิ้งเสียทั้งสามคน และเอาเชือกผูกศพ ลากกลับไปยังทำเนียบประธานาธิบดี สำหรับตำรวจลับและข้าราชการ ที่ได้ใช้อำนาจเข่นฆ่าทำลายพุทธบริษัท และวัดในพุทธศาสนา ก็ถูกพิพากษาลงโทษประหารทั้งหมด เรียกว่า "ล้างบาง" ส่วนประธานาธิบดี จอนห์ เอฟ เคเนดี้ ของสหรัฐอเมริกาผู้สนับสนุน โง ดินห์ เดียม ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกลอบสังหาร รวมทั้งวงศาคณาญาติอื่นๆ นับตั้งแต่ เคเนดี้ เป็นวุฒิสมาชิก ก็ถูกลอบสังหารที่มลรัฐเท็กซัส พี่น้องตระกูลเคเนดี้ทั้งหมด ล้วนถูกลอบสังหาร และกระทั่งลูกชายของประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี้ ก็เครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกตายในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เช่นกัน ผลกรรมที่ได้กระทำต่อชาวพุทธ ได้สนองต่อบุคคล ผู้มีส่วนในการทำลายล้างพระพุทธศาสนาอย่างถ้วนหน้า นี่คือหลักฐานข้อพิสูจน์การปฏิบัติการ และความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ กับคริสต์จักรโรมันคาทอลิครวมถึงการใช้คำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

หากจะนับระยะเวลาที่ โง ดินห์ เดียม ล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วขึ้นครองอำนาจเป็นประธานาธิบดี ร่วมกับพรรคพวกก่อกรรมทำเข็ญ แก่พุทธบริษัทเวียตนาม ถือว่าสั้นมาก เพียง ๙ ปีเท่านั้น ผลกรรมดังกล่าวตามทัน สมจริงดังพุทธพจน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "กมฺมุนา วตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" (ที่มาของข้อมูลจาก คำสัมภาษณ์ของผู้เขียน กับ นายเตรือง นู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เวียตนาม และ พลเอก เหงียน เกา กี อดีต ประธานาธิบดีเวียตนาม ที่มลรัฐ California USA. ๑๙๘๕)

จากความล้มเหลวในการใช้แผนแบบ "มิชชั่น" ในประเทศเวียตนาม อันทำให้เกิดภาพพจน์เสียหายแก่วาติกัน ซึ่งสนับสนุนการกระทำของพวกบาทหลวงและรัฐบาล โง ดินห์ เดียม นั่นเอง ทำให้มีการปรับกลยุทธ์ทำลายพระพุทธศาสนาใหม่ โดยเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นประเทศไทยแทน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางคริสต์จักรโรมันคาทอลิคในภาคพื้นเอเซีย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:53 pm

การแพร่เชื้อไวรัสศาสนาโดยกลุ่มปัญญาชน





อำนาจแห่งความสามัคคีของชนในชาติ ที่เกิดจากการอบรมบ่มนิสัย โดยพระภิกษุสงฆ์ที่ได้ถ่ายทอดหลักศีลธรรม ให้แก่กุลบุตรกุลธิดาของประชาชนไทย ทำให้เป็นการยากในการเข้ายึดครอง ของต่างชาติต่างศาสนามาโดยตลอด แม้กระนั้นความพยายาม ที่จะทำลายพระพุทธศาสนา ก็มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงมากยิ่งขึ้น การทำลายได้ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการ ในการทำลายล้างกันอย่างเปิดเผย "VATICAN COUNCIL 2 การประชุมใหญ่สำนักวาติกันที่ ๒ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๑ ต.ค.๒๕๐๕ ถึง ๒๕๐๘ (๓ ปี) เป็นการจัดประชุมบิชอฟของคาทอลิคทั่วโลก อันถูกคัดสรรว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ๔,๐๐๐ คน ซึ่งผลของการประชุม ได้มีมติออกมาเป็นคำประกาศ ซึ่งเรียกว่า "Declaration on relations of the church with non - christian religions คำแถลงของสภาประชุม เรื่อง ความสัมพันธ์แห่งศาสนจักรกับศาสนาที่มิใช่คริสต์ศาสนา" ซึ่งมองเป้าหมายทางด้าน เอเซียซึ่งมีฐานทางด้านการเกษตร อันสามารถอำนวยผลประโยชน์ให้กับองค์กร คริสตจักรของวาติกันได้เป็นอย่างดี แต่มีด่านสำคัญคือ พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตร และเส้นแบ่งกึ่งกลางของการสื่อสาร และการคมนาคมของโลก เพราะฉะนั้นประเทศไทย จึงเป็นจุดสำคัญที่จะต้องกลืนให้ได้โดยดุษณีและไร้การต่อต้าน โดยการทำลายพระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงจำนวนประชากรชาวพุทธ ซึ่งมีจำนวนถึง ๙๕% ของ ประเทศที่จะต้องสยบยอมในที่สุด จึงมีมติเห็นชอบร่วมกันโดยเป็นคำสั่ง ๒ ประการ ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ

(10:24) "ให้วาติกันสนับสนุนหาผู้เชี่ยวชาญ ไปจัดการเปลี่ยนแปลงพระไตรปิฎก คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ให้มาเป็น คริสต์ศาสนา"

(9:12:15) "ให้แยกและแทรกศาสนธรรมที่แท้จริง อันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนาให้ได้ โดยอาศัยพระวจนะเผยของพระเจ้า ในคริสต์ศาสนาเป็นเครื่องส่องทาง ให้ดำเนินการพิจารณาหาหนทางจัดทำให้เห็นได้ว่า ศาสนธรรมอันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนานี้ จะสมบูรณ์ได้ด้วยการอาศัยคำของคริสต์ศาสนา"

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ของสำนักวาติกันขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๙ คือ

๑. The Secret Congregation of Propaganda กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา รับผิดชอบวิธีการเผยแพร่แบบมิชชั่น (การรุกแบบตรงตัวแตกหัก)

๒. Secretariat for non-Christians สำนักงานเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสนา รับผิดชอบงานแบบไดอาล็อค เมื่องานของ (๑) ไม่สามารถทำได้แบบเฉียบพลัน ให้ใช้หน่วยงานนี้ เข้าทำงานในระบบกลืนศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไปเลย

หน่วยงานทั้งสองนี้เองได้ออกเอกสารลับเฉพาะซึ่งใช้สำหรับการสั่งการระหว่างสำนักงานเลขาธิการฯ กับบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่บิชอฟขึ้นไป ซึ่งมีการปฏิบัติภารกิจอยู่ทั่วโลก เรียกว่า Bulletin Confidential Publication เรียกสั้นๆ ว่า Bulletin หรือวารสารแถลงกิจ ซึ่งเป็นคำสั่งที่สำคัญ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องยึดหลักการ ๓ ข้อของมติที่ประชุมแห่งวาติกันคือ

(7:15) "ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนใจ บุคคลทีละคนให้มานับถือคริสต์ศาสนาต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือ การเปลี่ยนตัวศาสนาทั้งศาสนาให้มาเป็นคริสต์ศาสนา"

(10:7) "ท่านจงไปทำให้ประชาชาติทั้งหมดให้เป็นสาวกของพระเยซู ถ้อยคำนี้ควรต้องจารึกด้วยตัวทองลงหน้าแท่นบูชา ของวาติกัน ที่ 2"





(10:25:27) "ในประเทศพระพุทธศาสนา คริสต์ศาสนจักรจะต้อง นำเอาองค์ประกอบต่างๆ ของพุทธมาใช้ และเปลี่ยนรูปเสียใหม่ ด้วยการให้ความหมายทางคริสต์ศาสนาลงไป เพื่อที่จะดัดแปลงให้เข้ากันกับคริสต์ให้ได้"

ต่อมาได้มีการจัดระบบในการดำเนินการเหล่านี้ จากข้อมูลหลักฐานชี้ชัดว่า การเริ่มอย่างเป็นรูปธรรม ในการทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ

ในเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้มีการออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คริสตธรรม- พุทธธรรม" ปาฐกถาซินแคลร์ ทอมสันอนุสรณ์ ชุดที่ ๕ หนังสือดังกล่าวได้แอบอ้างว่า เป็นถ้อยคำของพระพุทธทาสแห่งสวนโมกข์ฯ ตีพิมพ์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ เพราะขณะนั้นพระพุทธทาสกำลังโด่งดังเป็นที่รู้จัก โดยอาศัยแจกจ่ายในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก แต่ถูกจับได้เพราะข้อความในหนังสือนั้น อ้างคัมภีร์ไบเบิลอย่างละเอียด แม้กระทั่งเลขหน้าคัมภีร์ ทุกๆ คำพูด จึงไม่เกิดผลกับชาวพุทธเท่าใดนัก (การปลอมปนแอบอ้างพระพุทธทาส ยังปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงขนาดปลอมลายมือพระพุทธทาสเสียด้วยซ้ำในหนังสือชื่อ "พุทธ-คริสต์ ในทัศนะท่านพุทธทาส" ซึ่งเป็นการเทศนาเรื่องคริสเตียนล้วนๆ




หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร กลับได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธ ไม่สามารถสร้างความศรัทธาในตัวศาสนาโดยคำสอนได้ ด้วยวิธีการแทรกข้อความหรือปลอมปน เนื่องจากยังไม่มีความกระจ่าง ในคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา และยังไม่มีประสบการณ์

ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และนายประเวศ วะสี กับพวก ได้ร่วมกันจดทะเบียน มูลนิธิโกมลคีมทอง จากการ เปิดเผยของนาย ส.ศิวรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธินี้ว่า "มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรคริสเตียน และองค์กรต่างชาติ โดยร่วมกับ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย และจัดตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งเป็นตัวทำงานของคริสต์ในกลุ่มพุทธ ซึ่งกลุ่ม กศส.นี้ จัดเป็นแกนหลักในการปฏิบัติภารกิจสำคัญภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งให้ทุนจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ๕ มูลนิธิอีกด้วย"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:55 pm

การกลืนพระพุทธศาสนาในไทย "แผนตัดยอด แล้วขุดตอ"

หลังจากที่มีการตกลงร่วมมือที่จะใช้แผน Change Human Mankind Project ร่วมกับคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2ทางวาติกันจึงอนุมัติเงินทุนจำนวนหนึ่งให้กับสภาคริสจักรแห่งประเทศไทยดำเนินการตามแผนงานในทันที โดยมีการประชุมตั้ง "ศูนย์ศาสนสัมพันธ์" (ดูภาคผนวก) เพื่อกลืนพระพุทธศาสนาแบบ "Dialogue" ตามมติสังคายนาวาติกัน ๒ การนำเอา VATICAN COUNCIL 2 มาเปิดเผยของ พระโสภณคณาภรณ์ (มหาระแบบ ฐิตญาโณ) "สายธรรมยุต" ด้วยจิตเจตนาอันบริสุทธิ์ของท่านนั้น ก็เพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ตามหน้าที่ของพุทธบริษัท ซึ่งมีผลทำให้การเผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิคชะงักงัน ดังนั้นจึงมีการวางแผนสังเคราะห์ "ไวรัสศาสนา" ขึ้นมาเพื่อใช้กำจัดผู้เปิดเผยนั้น โดยมุ่งประเด็นว่า จะต้องมีมันสมองเฉียบแหลม มีอุดมการณ์สังคมนิยม (ไม่มีสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์) เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนายิ่งดี แต่ต้องอยู่คนละนิกาย กับพระโสภณคณาภรณ์ (ซึ่งเป็นธรรมยุติ) ทั้งนี้เพื่อสามารถใช้ในการสร้างความแตกแยกระหว่างคณะสงฆ์ไทยได้ในอนาคต พร้อมทั้งหากพระโสภณคณาภรณ์ ซึ่งเป็นธรรมยุติ จะกล่าวสิ่งใดๆ ก็ตามสื่อในอาณัติขบวนการล้มพุทธ ก็จะสร้างกระแส ให้เป็นเรื่องระหว่างสงฆ์ต่างนิกายไปเลย แทนที่จะเป็นเรื่องของ การป้องกันพิทักษ์ศาสนา พร้อมกันนั้นก็จะเป็นการส่งเสริม "ไวรัสศาสนา" ให้ก้าวหน้าในทางสงฆ์ได้อย่างไม่มีผู้ใดขัดขวาง และใช้แนวร่วมทั้งหมด ประกอบกำลังหนุนให้เป็นที่ยอมรับ ของบุคคลระดับนักธุรกิจ และปัญญาชน ซึ่งเรียกว่า "ส่วนยอด" เป็นการยึดพื้นที่บุคคลระดับสูงทั้งหมด ที่จะมีความเชื่อตามพระโสภณคณาภรณ์ แล้วเกิดปฏิกริยาต่อต้าน คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค เมื่อยึดพื้นที่สมองของบุคคลระดับสูงได้แล้ว จึงทำลายฐานรากซึ่งเรียกว่า "ส่วนตอ" ซึ่งฐานมวลชนของ พระโสภณคณาภรณ์ (มหาระแบบ) ได้แก่พระยันตระ อมโรภิกขุ ผู้สั่งสอนสมาธิจิต และเป็นที่นับถือของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี การทำลายจุดนี้ได้ถูกเตรียมการ โดยส่งนางชีของคริสเตียนโรมันคาทอลิค แฝงตัวเข้าไปเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดเรียบร้อย และเมื่อตัดยอดและขุดตอเสียแล้ว จะมีใครมาต่อต้านอีก ซึ่งทั้งนี้ผู้ปฏิบัติการจะได้ประโยชน์ถึง ๕ ประการคือ


๑. ทำลายผู้ขัดขวางในการเผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค

๒. ทำลายภาพพจน์ของพระพุทธศาสนาและแนวความเชื่อด้านสมาธิ

๓. ทำให้สองนิกายคือ ธรรมยุติ และ มหานิกาย บาดหมางกัน ซึ่งเป็นการกัดกร่อนองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทยด้วย

๔. บุคลากรที่รับหน้าที่เป็น "ไวรัสศาสนา" ได้รับการยกย่องและเชื่อถือสามารถใช้เป็นเครื่องมือกลืนพุทธ

๕. ยึดพื้นที่ผลประโยชน์ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงให้กับประเทศมหาอำนาจในการดำเนินการทางการเมือง




จึงจะเห็นได้ว่านับแต่ พ.ศ.๒๕๒๕ "ไวรัสศาสนา" ก็ถูกสังเคราะห์ขึ้น และพระโสภณคณาภรณ์ (มหาระแบบ) รวมไปถึงผู้ที่ร่วมต่อต้านการทำลายพระพุทธศาสนาของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ได้สูญหายไปจากความทรงจำของคนในประเทศ พระยันตระถูก ตัดสินให้มีความผิดโดยสื่อสารมวลชน นี่คือผลงานของ "ขบวนการล้มพุทธ" เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในการยึดพื้นที่ทาง สมองของประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมกับสร้างความเชื่อใหม่ในสมองพุทธศาสนิกชนให้กับ "ไวรัสศาสนา" ได้อย่างสมบูรณ์ แผนทำลายภาพพจน์ของทหาร แนวป้องกันด่านแรกของพระพุทธศาสนา

บทเรียนจากการพ่ายแพ้ในเวียตนามของทั้งประเทศมหาอำนาจ และคริสต์จักรโรมันคาทอลิค ล้วนมาจากสถาบันทหาร เป็นตัวแปรที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมของประเทศเวียตนาม และประเทศไทย มีส่วนที่คล้ายคลึงกันมาก คือเรื่องศาสนา กำลังพลของกองทัพไทย นับถือพระพุทธศาสนาเกือบ ๑๐๐% ดังนั้นหากมีการกระทำใดๆ ซึ่งกระทบกับพุทธศาสนา ก็คงจะได้รับการต่อต้าน และบทสรุป ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงในเวียตนามนั้น ต้องไม่ให้เกิดซ้ำซ้อนอีกได้ ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการยึดพื้นที่ทางสมองของประชาชน โดยการป้อนข้อมูลใหม่ และในส่วนของสถาบันทหาร ต้องสร้างให้เกิดความสับสน ในสถานะ และศักยภาพ จึงจะประสบความสำเร็จ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 4:57 pm

การทำลายภาพพจน์ของทหาร ด่านแรกของความมั่นคง



ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การที่คริสต์ศาสนาไม่สามารถที่จะเข้ายึดครองประเทศไทย ให้กลายเป็นคริสต์ศาสนาได้นั้น เนื่องจากความมั่นคงอันเกิดจากการป้องกันของทหารหาญของชาติ อันมีความผูกพันด้วยจิตวิญญาณกับพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่ผู้นำเหล่าทัพและหน่วยกำลังระดับสูง ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากพระภิกษุในพุทธศาสนาและมักเป็นศิษย์วัดมาทั้งสิ้น ดังนั้นการจะทำลายพระพุทธศาสนาให้สำเร็จได้ ต้องทำลายสถาบันทหารให้ได้ก่อน โดยแผนเบ็ดเสร็จสรุปรวมในการทำลายนี้ จะต้องสามารถนำผลไปใช้ในการจำกัดอำนาจและบทบาททางการเมืองของบุคลากรในกองทัพ เปิดโอกาสให้บุคลากรของกลุ่ม BOSTON สามารถใช้เป็นแนวทางเข้าควบคุมอำนาจบริหารและสั่งการทั้งหมดของกองทัพได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นหน้าที่ของกลุ่ม BOSTON จะต้องสร้างภาพ ให้ผู้นำทางทหารอันมีความสัมพันธ์ส่วนตัวไว้วางใจ เพื่ออาศัยจังหวะและโอกาสฉกฉวยอำนาจยึดครอง




มีคำถามคาใจ สำหรับใครก็ได้ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในเหตุการณ์ว่า เป็นแผนทำลายภาพพจน์สถาบันทหารอย่างเบ็ดเสร็จใช่หรือไม่? คำถามนั้นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปลายเดือนเมษายน ๒๕๓๕ โดยได้มีการอนุญาตให้ สถานีโทรทัศน CNN ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เสนอข่าวสารผ่านดาวเทียมไป ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด ได้เปิดเครือข่ายขึ้นในประเทศไทย และ CNN ติดตั้งเครื่องมือโทรทัศน์และบุคลากร ให้เรียบร้อยแล้วเสร็จสามารถพร้อมดำเนินการได้อย่างเร่งด่วนภายในคืนของวันที่ ๔ พ.ค.๒๕๓๕ (ซึ่งใช้เวลาเพียง ๑ สัปดาห์หลังอนุญาต) ในเช้าวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สถานีโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ทุกซอก ทุกมุม ผ่านดาวเทียมออกไปทั่วโลกก็คือ CNN มันเป็นความบังเอิญหรือเปล่า? จากเหตุการณ์ และสาเหตุหลักที่ทำให้สถานการณ์พลิกผันนั้น ฝ่ายยุทธการของกองทัพย่อมทราบดีว่า "การสั่งการ และการรายงานสถานการณ์ที่ผิดพลาดอันเกิดจากเครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งระบบสื่อสารที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจขัดข้อง มีปัญหา อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน" นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นความจริงโดยแท้ใช่หรือไม่ ?



จึงอยากจะถามว่าสถานการณ์ดังกล่าวนั้น เป็น การจัดฉากสร้างภาพขึ้น อย่างเป็นขบวนการใช่หรือไม่ ? แต่อย่างไรก็ตามผลที่ออกมาก็คือ สถาบันทหารถูกขบวนการสร้างภาพ ให้ประชาชน เห็นว่า "ทหารคือศัตรูของระบอบประชาธิปไตย" ไปแล้วอย่างถาวร และบุคลากรที่ออกมาเคลื่อนไหว สร้างกระแสนั้นก็คือบุคคลในกลุ่มที่ ๒ นั่นเองจากสาเหตุนี้ทำให้ทั้ง ๒ กลุ่มสามารถดำเนินงานกลืนชาติและศาสนาได้อย่างไม่มีอุปสรรค เพราะสามารถทำลายด่านสำคัญ คือสถาบันทหารได้สำเร็จเป็นด่านแรก โดยใช้กระแสที่สร้าง โดยสื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือแทนอาวุธยึด พื้นที่ทางสมองของประชาชนไทย ในยุทธศาสตร์นี้ ที่สามารถทำให้ทุกหมู่เหล่าสยบยอม ไร้การต่อต้านใดๆ ใช่หรือไม่ ?

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไวรัสศาสนา มหันตภัยของชาวพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Nov 27, 2009 5:01 pm


ประเด็นหลักเทียบเคียงกับเหตุการณ์ระหว่าง
ประเทศเวียตนาม กับ ประเทศไทย

เวียตนามสูญสิ้นสถาบันกษัตริย์และพระพุทธศาสนา
ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๒
๑. ปิดบังข่าวสารที่เกิดขึ้นจริงจากสื่อมวลชน
เหมือนกัน
๒. การจัดรายการโจมตีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ทางโทรทัศน์ วิทยุ
เหมือนกัน
๓. สนับสนุนขบวนการ ทำลายองค์กรปกครองคณะสงฆ์พุทธศาสนา
เหมือนกัน
๔. จัดตั้งพระภิกษุในพุทธศาสนา ที่เป็นพรรคพวกของตนออกมา ต่อต้าน และสร้างภาพต่อสังคม ว่าพวกตนกระทำถูกต้อง
เหมือนกัน
๕. รัฐให้การสนับสนุนปกป้อง ทั้งทางกฎหมาย และนอกกฎหมาย แก่ผู้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และองค์กรปกครองคณะสงฆ์
เหมือนกัน
๖. หัวหน้ารัฐบาลอยู่ภายใต้การบงการของสหรัฐอเมริกา
เหมือนกัน
๗. ผู้ทรงอิทธิพลในคณะรัฐบาล และ/หรือ ต่อรัฐบาลเป็นคริสเตียน
เหมือนกัน
๘. ผู้ร่วมโจมตีพระพุทธศาสนา อดีตได้เป็นผู้ร่วมทำลายพระพุทธศาสนา โดยได้รับการอบรมอุดมการณ์ อันเป็นอันตรายต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
เหมือนกัน
๙. มีการใส่ความพระสงฆ์ เหยียดหยาม จาบจ้วง ทำลายพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา
เหมือนกัน
๑๐. ใช้อำนาจ อิทธิพล ละเมิดตัวบทกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ทำลายพุทธศาสนา
เหมือนกัน
๑๑. ใช้อำนาจ อิทธิพลเจ้าหน้าที่ของรัฐ สั่งเก็บเอกสารที่เปิดเผย ขบวนการทำลายพุทธศาสนา และแผนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ
เหมือนกัน

จุดจบของประเทศเวียตนาม คือ ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศแตกแยกเป็นสองฝ่ายฆ่ากันเอง ตามแผนการอันเป็นเป้าประสงค์ของมหาอำนาจ และสถาบันพุทธศาสนา ถูกทำลายในที่สุด

จุดจบของประเทศไทยกำลังรออยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก เปรียบดังเราเดินทางมุ่งสู่เชียงใหม่ หากไม่หยุดการเดินทาง ก็ต้องถึงเชียงใหม่แน่นอน นั่นคือเมื่อสิ้นสถาบันพระพุทธศาสนาแล้ว สถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นเราจะหยุดสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร หรือจะให้เหตุการณ์ทำลายพระพุทธศาสนานี้ ดำเนินต่อไปจนสุดท้าย พบจุด จบเหมือนในเวียตนาม ???

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ