“โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

“โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  wincha on Fri Dec 04, 2009 11:37 pm



วันนี้ (4 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็ปไซต์สถานทูตสหรัฐฯ
ประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ภาพการถวายพระพรชัยมงคล ของ นางฮิลลารี คลินตัน
ซึ่งเป็นตัวแทน นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใจความดังนี้

เนื่องในวโรกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา
ประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประชาชนชาวสหรัฐฯ
ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ให้พระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
เนื่องจากใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลก
ที่เสด็จพระราชสมภพในสหรัฐฯ
พระองค์จึงทรงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกระชับความสัมพันธ์อันใกล้ชิด
ระหว่างประเทศไทย และสหรัฐฯ เราประสงค์ที่จะสานต่อความสัมพันธ์นี้ต่อไป
ทั้งกับพระบรมวงศานุวงศ์ประเทศไทย และประชาชนชาวไทยในอนาคตข้างหน้า

พระราชกรณีกิจของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นที่ซาบซึ้งดีของประชาชนในประเทศ
ไทย และต่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเกษตรยั่งยืนรายย่อยในเขตชนบทของไทย
ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ
ได้กลายเป็นแม่แบบสำหรับการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลก
พระวิริยะอุตสาหะ และพระราชกรณีกิจในหลาย ๆ
ด้านได้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับเรา พระปรีชาญาณของพระองค์ในด้านดนตรีแจ๊ส
การปลูกพืชพันธุ์ไม้ หนังสืองานพระราชนิพนธ์ที่จำหน่ายดีที่สุด
และรางวัลที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย จากการแข่งขันเรือใบ
ล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด พระเมตตา
และความเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรมของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ทำให้พระองค์เปรียบเสมือนมิตรอันทรงคุณค่า
ไม่เพียงสำหรับพสกนิกรของพระองค์ และประชาชนสหรัฐฯ เท่านั้น
แต่สำหรับประชาชนทั่วโลกด้วย

โอกาสอันเป็นมงคลนี้
ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระพรชัยมงคล ขอให้พระองค์
และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง
และพระเกษมสำราญยิ่งยืนนาน.

ที่มา http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=5&contentID=35739

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  devil on Sat Dec 05, 2009 1:01 am

ฮิลลารี คลินตัน ร่วมถวายพระพรในหลวง

เว็บไซต์
สถานทูตสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ภาพ นางฮิลลารี คลินตัน
ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 82
พรรษา






bangkok.usembassy.gov
เว็บไซต์ประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ได้มีการเผยแพร่
ภาพนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
ร่วมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส ทรงพระชนมายุ ครบ
82 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม นี้ โดยมีใจความว่า

"ในนามของ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐ
และข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคล ให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลก
ที่เสด็จพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา
พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐอเมริกา
และ ไทย เราประสงค์ที่จะสานความสัมพันธ์นี้ต่อไป ทั้งกับพระบรมวงศานุวงศ์
ประเทศไทย และประชาชนชาวไทยทุกคนในอนาคต"

นอกจากนี้ นางฮิลลารี ยังได้ชื่นชมในพระราชกรณียกิจ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร รวมถึงทรงพระปรีชาสามารถ ในด้านต่างๆ ทั้งดนตรี
กีฬา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชนชาวไทย รวมถึง
ทั่วโลก

โอกาสอันเป็นมงคลนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคล ขอให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งยืนนาน"

//
ที่มา http://bangkok.usembassy.gov/news/press/2009/nrot044.html
avatar
devil

จำนวนข้อความ : 69
Registration date : 29/11/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Sun Dec 06, 2009 9:06 pm

คือว่า...หนูสงสัยมากเลย แต่ไม่กล้าถามที่อื่น งั้นขออนุญาตถามที่นี่แล้วกัน

สามสิบกว่าปีที่แล้ว สหรัฐ สนับสนุน สถาบัน ของเรา ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เช่น
- ตัดถนนให้ไทย
- ใช้ทหารไทย ไปร่วมรบในสงครามลับในลาว
- CIA มาช่วยก่อตั้งหน่วย พารู ซึ่งก็คือ ตชด. ที่หัวหิน
- สนับสนุนนโยบายขวาพิฆาตซ้าย เพื่อปราบคอมมิวนิสต์
...แสดงว่า สหรัฐก็ต้องสนับสนุน ความเป็น ราชอาณาจักร ของไทย ให้ดำรงคงอยู่
เพื่อไม่ให้ลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศเพื่อนบ้านขยายตัวเข้ามาครอบงำไทย ถูกมั้ยคะ

ทีนี้ พอเวลาผ่านไป คอม เริ่มหมดความน่ากลัว นโยบาย สหรัฐเปลี่ยนเหรอคะ?
ถึงมีคนบอกว่า เขาจะเปลี่ยนไทยให้กลายเป็น สาธารณรัฐ
เปลี่ยนไทยให้มีการปกครองแบบนักการเมืองเป็นใหญ่
เพื่อควบคุมเรื่องผลประโยชน์ได้ง่าย

งงมากเลย
รบกวนผู้รู้ อธิบายที ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 07, 2009 10:17 am

พีพี พิมพ์ว่า:คือว่า...หนูสงสัยมากเลย แต่ไม่กล้าถามที่อื่น งั้นขออนุญาตถามที่นี่แล้วกัน

สามสิบกว่าปีที่แล้ว สหรัฐ สนับสนุน สถาบัน ของเรา ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เช่น
- ตัดถนนให้ไทย
- ใช้ทหารไทย ไปร่วมรบในสงครามลับในลาว
- CIA มาช่วยก่อตั้งหน่วย พารู ซึ่งก็คือ ตชด. ที่หัวหิน
- สนับสนุนนโยบายขวาพิฆาตซ้าย เพื่อปราบคอมมิวนิสต์
...แสดงว่า สหรัฐก็ต้องสนับสนุน ความเป็น ราชอาณาจักร ของไทย ให้ดำรงคงอยู่
เพื่อไม่ให้ลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศเพื่อนบ้านขยายตัวเข้ามาครอบงำไทย ถูกมั้ยคะ

ทีนี้ พอเวลาผ่านไป คอม เริ่มหมดความน่ากลัว นโยบาย สหรัฐเปลี่ยนเหรอคะ?
ถึงมีคนบอกว่า เขาจะเปลี่ยนไทยให้กลายเป็น สาธารณรัฐ
เปลี่ยนไทยให้มีการปกครองแบบนักการเมืองเป็นใหญ่
เพื่อควบคุมเรื่องผลประโยชน์ได้ง่าย

งงมากเลย
รบกวนผู้รู้ อธิบายที ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

เกมส์บนดินก็เรื่องหนึ่ง เกมส์ใต้ดินก็อีกเรื่องหนึ่งครับหนู
ต้องแยกกันให้ออก นโยบายของอเมริกาไม่เปลี่ยนคือ
ต้องการควบคุมทุกสถาบันของไทย
เท่ากับควบคุมจุดยุทธศาสตร์เพื่อคานมหาอำนาจอีกฝั่ง
แล้วไทยก็ถูกควบคุมโดย อังกฤษ และ อเมริกา มานานแล้ว

ทางด้านการฑูตเขาย่อมอวยพรให้เราตามมารยาท
แต่ด้านที่ไม่เปิดเผยเขาก็ต้องการเปลี่ยนระบอบ
ให้เขาควบคุมเราง่ายขึ้น
เพื่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจเอง
(เพราะชนชั้นปกครอง และนักการเมืองของเราถูกซื้อได้ไม่ยาก)
ลึกกว่านี้ไม่ขอบอกเพราะ อาจโดนข้อหาที่สันติบาลชอบยัดเยียดให้


ถ้าราชวงศ์ของเราไม่สนิทกับจีน
ก็คงเป็นเหมือนเนปาลนานแล้วจ๊ะ

ปัจจุบันเราจึงต้องถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจหลายฝ่าย
ที่ต้องการมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ให้ดี (balance of power)

avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Mon Dec 07, 2009 12:34 pm

ในช่วงนี้กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจุด CG ภายในประเทศไทย ซึ่งมหาอำนาจอเมริกาวิเคราะห์แล้วว่า
น่าจะเป็นช่วงที่เป็นจุดวิกฤติ เพราะมีการสร้างให้การเมืองภายในของประเทศไทยมีความอ่อนแอให้มากที่สุด เพราะมหาอำนาจเองก็ต้องการหลักประกันในการเข้าไปควบคุมกลไกทางอำนาจในจุดยุทธสาสตร์(ประเทศไทย) ที่จะมีความสำคัญที่สุดในสังคมโลกในอนาคตอันใกล้ ให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม (โดยมีความพยายามที่จะตัดปัจจัยที่สถาบันสามารถคานอำนาจอเมริกาได้จากการเข้าไปใกล้ชิดจีน) เพราะถ้าหากเราเอาแผนที่โลกมากางจะพบว่าประเทศไทยอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของสังคมโลก มีทรัพยากรมากมายและมีความหลากหลาย เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก และความหลากหลายทางพันธุกรรมสามารถใช้รองรับการผลิตสินค้าระดับบน ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นศูนย์กลางทางบก ทางทะเล และทางอากาศ มีห่วงอวกาศที่สามารถปล่อยดาวเทียมครอบคลุมพื้นที่ทั้งเอเชีย ซึ่งมีประชากรเกือบสี่พันล้านคน (ตลาดมีขนาดมหึมา) ที่ตั้งดังกล่าวถ้าหากใส่เงินทุน หลักการบริ และเทคโนโลยีเข้าไปอย่างเหมาะจะช่วยลดต้นทุน
ด้านโลจิสติกในการพัฒนาพลังการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพดีราคาถูกกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในสะงคมโลก
จึงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการผลิตสินค้าล้นเกินความต้องการ(โอเวอร์ซับไพร์ม)ของสังคมโลก (ในอดีตหลังเกรดดีเปรสชั่นในปี ค.ศ.๑๙๒๙ ด้เกิดปัญหาโอเวอร์ซับไพร์มจนเกิดการกีดกันทางด้านการค้าจนเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาแล้ว ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอเกอร์คซิสในปัจจุบันก็ทำให้สังคมโลกมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ ขึ้นมาได้ไม่อยาก ถ้าหากประเทศต่างๆ หันกลับมาใช้นโยบายกีดกันทางด้านการค้าเหมือนในปี ค.ศ.๑๙๒๙ และประเทศไทยช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำลายทรัพยากรในภาพรวมของสังคมโลกลง และสามารถลดความเสี่ยงจากการกีดกันทางด้านการค้าระหว่างกัน
ถ้าทุกประเทศต่างตกลงกันอย่างวินวิน โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิตสินค้าระดับกลาง และบน และใช้ไทยเป็นตลาดกระจายสินค้าระดับล่างจากจีน(จีนขนสินค้าจากจีนตอนใต้ไปจีนตะวันออกหกพันกิโลเมตรแต่ถ้าขนสินค้าผ่านไทยใช้ระยะทางหกร้อยกิโลเมตร) ซึ่งจะส่งผลให้ไทยกลายเป็นตลาดกระจายสินค้าระดับล่างกลางบนในที่เดียวกัน เพื่อกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ แค่ประเทศต่างๆ ใส่เงินทุน หลักการบริหาร และเทคโนโลยี ของตนเองเข้ามาลงทุนผลิตสินค้าในแบรนด์เนมของตนเอง ก็จะสามารถใช้ศักยภาพของไทยพัฒนาพลังการผลิตช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้า จนสามารถแบ่งปันส่วนแบ่งตลาดสินค้าระดับกลางและบนของตนเองได้ตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของตนเอง จึงช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างกันจนก่อให้เกิดสงครามจากปัจจัยการกีดกันทางด้านการค้าเหมือนอดีตสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

ผมเห็นสอดคล้องกับท่าน att ในกรณีเนปาล แต่ถ้าเราตามมหาอำนาจทั้งหลายไม่ทันเกมส์ ที่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะฮั้วกัน เราอาจจะเข้าข่ายในกรณีซูดานได้ไม่ยากเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ผมเห็นว่าตอนนี้เรามีนักยุทธศาสตร์พี่ๆ ที่เก่งๆ หลายท่าน และสามารถรู้เท่าทันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แต่กลับไม่มีโอกาสได้เข้าไปแก้ไขปัญหาของชาติ

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 07, 2009 1:10 pm

สุมาอี้ พิมพ์ว่า:

ผมเห็นสอดคล้องกับท่าน att ในกรณีเนปาล แต่ถ้าเราตามมหาอำนาจทั้งหลายไม่ทันเกมส์ ที่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะฮั้วกัน เราอาจจะเข้าข่ายในกรณีซูดานได้ไม่ยากเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ผมเห็นว่าตอนนี้เรามีนักยุทธศาสตร์พี่ๆ ที่เก่งๆ หลายท่าน และสามารถรู้เท่าทันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แต่กลับไม่มีโอกาสได้เข้าไปแก้ไขปัญหาของชาติ


ไทย (ดินแดนสุวรรณภูมิ) เป็นศูนย์กลางเกษตรกรรมหรือแหล่งอาหารของโลก
มานับหมื่นปีแล้ว (หลังจากการรบกันด้วยนิวเคลียร์มาครั้งหนึ่ง)
อนาคตอีกกี่หมื่นปีก็ยังเป็นอยู่

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm




จุดด้อยของคนไทยคือ เลือกใช้คนไม่เป็น
(ปรัชญาฝรั่งเลือกใช้คนโดยหลักการและข้อมูล
ปรัชญาจีน
(สมัยก่อน) เลือกใช้คนโดยการดูที่ความคิดอ่านของแต่ละคน)
จะว่าติดระบบศักดินามากไปหน่อยก็ใช่อีกนั่นแหละ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Mon Dec 07, 2009 3:42 pm

หนูรู้สึกว่า เฮียแม้ว น่าจะอยากให้ ระบอบกษัตริย์ของไทย คล้ายกับ ของเขมรตอนนี้
คือ ไม่ว่า ฮุนเซ็น จะให้เซ็นต์อะไร ท่านก็เซ็นต์ให้หมด แทบจะไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรได้เลย

สังเกตได้จาก สมุนเสื้อแดงใน ฟ้าเดียวกัน ประชาไท จะพยายามเรียกร้องให้ ระบอบกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่แทรกแซงการเมือง นักการเมืองจะเป็นฝ่ายบริหารจัดการเองทุกอย่าง

โดยมีกระบวนการทำลาย ใส่ร้าย....ให้เสื่อมเสีย เช่น ใส่ร้ายเรื่องกรณีสวรรคต ร.8, ใส่ร้ายเรื่องสั่งการฆาตกรรมหมู่นักศึกษา 6 ตุลา, เรื่องอันดับความรวย + หาว่าไม่ต้องเสียภาษี, งบที่ถวายให้ท่านต่อปี หาว่ามากมายมหาศาล ฯลฯ

โดยเฮียแม้ว แบ่งหัวคะแนนออกเป็น 2 กลุ่ม
1. กลุ่ม Royalist(แต่ปาก) คือ สามเกลอ คอยทำคะแนนในหมู่เสื้อแดงที่จงรักภักดี
2. กลุ่ม Anti-Royalist คือ จักรภพ สุรชัย คอยทำคะแนนในหมู่แดงไม่โปรเจ้า
แต่สุดท้าย แม่น้ำทุกสายจะไหลลงทะเล คือ "เรียกร้องให้ ระบอบกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่แทรกแซงการเมือง"

...ถ้า ศิวรักษ์ ขอพระราชทานอภัยโทษได้สำเร็จ โดยเฮียแม้ว และลุงจิ๋ว ช่วยเหลือ นั่นคือเจตนาที่ต้องการกระทบชิ่ง มาที่ King ของไทย ว่าเห็นมั้ย King เขมร ท่านยังทรงพระเมตตา

นักการเมืองที่ชั่วเกินจินตนาการ มาเจอกับมวลชนที่โง่เกินจินตนาการ บ้านเมืองจะบรรลัยก็คราวนี้

...แต่หนู ยังมองไม่ออกว่า ป๋า ลิ้ม หรือ ท่านสุขุมพัน จะรับงานจาก US ได้ยังไง

ลิ้ม น่าจะเป็น Ultra Royalist มากกว่า เพราะตอน 6 ตุลา ลิ้ม เคยขอเข้าไปถ่ายรูปในธรรมศาสตร์
โดยอ้างว่ามาจาก นสพ. ดาวสยาม ด้วย...เพียงแต่ เขาคลั่งเกินขนาดจนกลายเป็นชอบพูดจาดึงฟ้าต่ำ

ท่านสุขุมฯ สืบสายมาจาก ท่านบริพัตรสุขุมฯ ซึ่งเคยต่อกรกับพวกคณะราษฎร์ มายกนึงแล้ว
ชั้นหลานจะไปรับงาน จากมหาอำนาจมาลดพระราชอำนาจ ได้ยังไง? ที่เซ็นต์ MOU ปี 43 ไปน่าจะเพราะพลาดมากกว่า รู้ไม่ทันฝรั่งเศส

แต่ ป๋า หนูไม่รู้จัก รู้แค่ว่าก่อนสลายม็อบสงกรานต์ ฑูตอเมริกาเข้าพบที่สี่เสา
เทสโก้ โลตัส ก็สร้างในโลเคชั่นกลางใจเมืองได้ ไม่รู้เอื้อเฟื้อกันผ่านฑูตอังกฤษรึปล่าว

ยัง งง เช่นเดิม

วกไป โอบาม่า ถ้าถอนทหารจากอาฟกานิสถาน เฮียจะโดนกระทรวงกลาโหม เก็บ ชิมิคะ
ประชาธิปไตยแท้ๆ ก็ไม่มีจริง ดั่งคำของท่านสังคม ว่าไว้จริงๆ ด้วย.....
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 07, 2009 7:33 pm

พีพี พิมพ์ว่า:หนูรู้สึกว่า เฮียแม้ว น่าจะอยากให้ ระบอบกษัตริย์ของไทย คล้ายกับ ของเขมรตอนนี้
คือ ไม่ว่า ฮุนเซ็น จะให้เซ็นต์อะไร ท่านก็เซ็นต์ให้หมด แทบจะไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรได้เลย

สังเกตได้จาก สมุนเสื้อแดงใน ฟ้าเดียวกัน ประชาไท จะพยายามเรียกร้องให้ ระบอบกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่แทรกแซงการเมือง นักการเมืองจะเป็นฝ่ายบริหารจัดการเองทุกอย่าง

โดยมีกระบวนการทำลาย ใส่ร้าย....ให้เสื่อมเสีย เช่น ใส่ร้ายเรื่องกรณีสวรรคต ร.8, ใส่ร้ายเรื่องสั่งการฆาตกรรมหมู่นักศึกษา 6 ตุลา, เรื่องอันดับความรวย + หาว่าไม่ต้องเสียภาษี, งบที่ถวายให้ท่านต่อปี หาว่ามากมายมหาศาล ฯลฯ

ข้อนี้ถ้าจะอธิบายง่ายๆ คือ กลุ่มอำมาตย์เก่าควบคุมผลประโยชน์ไว้
โดยกลุ่มนี้ อิงกับทางอังกฤษ เช่นการเชิดชู ปรีดี หรือ ป๋วย จนออกนอกหน้า
ลองศึกษาข้อมูลในบอร์ดนี้ดู

โดยเฮียแม้ว แบ่งหัวคะแนนออกเป็น 2 กลุ่ม
1. กลุ่ม Royalist(แต่ปาก) คือ สามเกลอ คอยทำคะแนนในหมู่เสื้อแดงที่จงรักภักดี
2. กลุ่ม Anti-Royalist คือ จักรภพ สุรชัย คอยทำคะแนนในหมู่แดงไม่โปรเจ้า
แต่สุดท้าย แม่น้ำทุกสายจะไหลลงทะเล คือ "เรียกร้องให้ ระบอบกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่แทรกแซงการเมือง"

...ถ้า ศิวรักษ์ ขอพระราชทานอภัยโทษได้สำเร็จ โดยเฮียแม้ว และลุงจิ๋ว ช่วยเหลือ นั่นคือเจตนาที่ต้องการกระทบชิ่ง มาที่ King ของไทย ว่าเห็นมั้ย King เขมร ท่านยังทรงพระเมตตา

ข้อนี้ยกนิ้วให้เลยเก่งจริงๆ ที่มองออก


นักการเมืองที่ชั่วเกินจินตนาการ มาเจอกับมวลชนที่โง่เกินจินตนาการ บ้านเมืองจะบรรลัยก็คราวนี้

...แต่หนู ยังมองไม่ออกว่า ป๋า ลิ้ม หรือ ท่านสุขุมพัน จะรับงานจาก US ได้ยังไง

ป๋าลิ้ม มาจากกองพล 93 ซึ่งบิดาเขาเป็นผู้ต่อต้านจีนคอมมิวนิสต์ในไทย
กองพล 93 ก็รู้อยู่ว่า cia หรือ อเมริกา หนุนหลัง
ส่วนสุขุมพันธ์ ก็อยู่ในกลุ่มอำมาตย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ elite group ระดับโลก
ผู้กำหนดนโยบาย new world order ลองหาข้อมูลในบอร์ดนี้เช่นกัน

ลิ้ม น่าจะเป็น Ultra Royalist มากกว่า เพราะตอน 6 ตุลา ลิ้ม เคยขอเข้าไปถ่ายรูปในธรรมศาสตร์
โดยอ้างว่ามาจาก นสพ. ดาวสยาม ด้วย...เพียงแต่ เขาคลั่งเกินขนาดจนกลายเป็นชอบพูดจาดึงฟ้าต่ำ

ท่านสุขุมฯ สืบสายมาจาก ท่านบริพัตรสุขุมฯ ซึ่งเคยต่อกรกับพวกคณะราษฎร์ มายกนึงแล้ว
ชั้นหลานจะไปรับงาน จากมหาอำนาจมาลดพระราชอำนาจ ได้ยังไง? ที่เซ็นต์ MOU ปี 43 ไปน่าจะเพราะพลาดมากกว่า รู้ไม่ทันฝรั่งเศส

แต่ ป๋า หนูไม่รู้จัก รู้แค่ว่าก่อนสลายม็อบสงกรานต์ ฑูตอเมริกาเข้าพบที่สี่เสา
เทสโก้ โลตัส ก็สร้างในโลเคชั่นกลางใจเมืองได้ ไม่รู้เอื้อเฟื้อกันผ่านฑูตอังกฤษรึปล่าว

ยัง งง เช่นเดิม

วกไป โอบาม่า ถ้าถอนทหารจากอาฟกานิสถาน เฮียจะโดนกระทรวงกลาโหม เก็บ ชิมิคะ
ประชาธิปไตยแท้ๆ ก็ไม่มีจริง ดั่งคำของท่านสังคม ว่าไว้จริงๆ ด้วย.....
อืมม...พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ อิอิ (เลียนแบบฝรั่งหน่อย)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Tue Dec 08, 2009 12:20 am

ขอบคุณ ท่าน att ที่ชี้แนะค่ะ
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Tue Dec 08, 2009 9:43 pm

สังเกตได้จาก สมุนเสื้อแดงใน ฟ้าเดียวกัน ประชาไท จะพยายามเรียกร้องให้ ระบอบกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่แทรกแซงการเมือง นักการเมืองจะเป็นฝ่ายบริหารจัดการเองทุกอย่าง

โดยมีกระบวนการทำลาย ใส่ร้าย....ให้เสื่อมเสีย เช่น ใส่ร้ายเรื่องกรณีสวรรคต ร.8, ใส่ร้ายเรื่องสั่งการฆาตกรรมหมู่นักศึกษา 6 ตุลา, เรื่องอันดับความรวย + หาว่าไม่ต้องเสียภาษี, งบที่ถวายให้ท่านต่อปี หาว่ามากมายมหาศาล ฯลฯ

ข้อนี้ถ้าจะอธิบายง่ายๆ คือ กลุ่มอำมาตย์เก่าควบคุมผลประโยชน์ไว้
โดยกลุ่มนี้ อิงกับทางอังกฤษ เช่นการเชิดชู ปรีดี หรือ ป๋วย จนออกนอกหน้า
ลองศึกษาข้อมูลในบอร์ดนี้ดู


________________________________________________________________________

ท่าน att อย่าหาว่าหนูวุ่นวายเลยนะ หนูยัง สงสัยอยู่ เพราะว่า

- คนที่โพสท์ ที่ ฟดก. เนี่ย มีหลายคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นะคะ บางคนเคยเป็นอดีต คนเดือนตุลามาก่อน เขาถูกกระทำมา โดนไล่ยิง ไล่ฆ่า มาก่อนจริงๆ เช่น อ. สมศักดิ์ เจียมฯ ...หนูจับความรู้สึกได้ว่า พวกเขายังแค้นอยู่ แล้วเก็บความเป็นแดง มาสามทศวรรษ แล้ว

- ส่วน อ. ใจ ที่พูดเรื่อง สังคมนิยมขนาดนั้น เพราะแกศึกษาลัทธิมาร์กซ์ มาแล้วชื่นชอบ ประกอบกับมีปม
เรื่องครอบครัวด้วย เพราะ อ. ป๋วย ต้องหนีออกนอกประเทศ

- อ.จอน นี่อยู่ประจำที่ ประชาไท เลย

- คนที่ทำแอดโฆษณา ให้ พรรคพลังประชาชน สนิทกับ อ. ธงชัย วินิจจะกูล

- และหลายๆ คนที่ยืนข้างเพื่อไทยตอนนี้ ก็เป็นคนเดือนตุลาเก่า เช่น

“สหายสุภาพ” นายจาตุรนต์ ฉายแสง - ดูแลเขตงานทางเหนือ

“สหายจรัส” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช - ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสโมสร 19 เขตพื้นที่อีสานใต้

“สหายเข้ม” นพ.เหวง โตจิราการ

“สหายใหญ่” นาย ภูมิธรรม เวชยชัย

“สหายสมชาย” นายชูชีพ ชีวสุทธิ์ หนีหมายจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปอยู่นอกประเทศ

“สหายศรชัย” นายอดิศร เพียงเกษ “สหายการะเกด” ดร.เยาวนิตย์ เพียงเกษ (นามสกุลเดิม พินสำริด)

“สหายแผ้ว” นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

“สหายตะวัน” นายวิสา คัญทัพ

น.ส.จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด และ “สหายดวง” นายเสถียร จันทิมาธร สองบรรณาธิการที่ถูกปลดออกจาก นสพ. ในเครือมติชน

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (สุรชัย แซ่ด่าน) - พกค.ใต้ อดีตนักโทษการเมือง
คอมมิวนิสต์คนสุดท้ายของเมืองไทย
เจ้าตัวเพิ่งไปมอบตัวเพื่อสู้คดีที่บุกรุกงานประชุมอาเซียน
แต่งกายด้วยชุดทหารป่า มีดาวแดงเป็นสัญลักษณ์บนหมวกเขียว
หน้าอกด้านซ้ายปักตัวอักษร ทปท.บนพื้นสีแดง ซึ่งเป็นตัวย่อ
“กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย”
เดิมทีมีพรรคอยู่แล้วคือพรรคเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
แต่จะเปลี่ยนไปใช้ชื่อพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ซึ่ง กกต. ไม่อนุญาต

- ส่วน 1 ในผู้ก่อตั้งเวบ ฟดก. คือ คุณ ธนากร จึงรุ่งเรื่องกิ... ซึ่ง คุณอา เค้าเคยอยู่กับทักษิณ


เคยอ่านเจอว่า "พูดง่ายๆ ก็คือ เขาต้องการให้ประเทศไทยเปลี่ยนจาก
ราช(ราชา)อาณาจักรไทยที่เป็นประเทศทุนนิยมเสรี ไปเป็น
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนไทยโดยใช้เศรษฐกิจแบบคอมมูน
พูดให้ง่ายกว่าเดิม คือต้องการให้ประเทศนี้เป็นของประชาชนโดยแท้
โดยไม่มีรากเหง้าของระบบกษัตริย์เป็นประมุข จึงมาสุมหัวกับเฮียแม้ว พวกเขาต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนไทย
โดยมีระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยมคอมมูน ซึ่งบ้าระห่ำกว่าทุนนิยมสามานย์
"

แล้วมัน จะเชื่อมโยง กับกลุ่มอำมาตย์เก่า ตรงไหนเหรอคะ หนูต่อจิ๊กซอว์ไม่ถูกจริงๆ
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 09, 2009 2:12 pm

Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หนูต้องลองอ่านข้อมูลในกระทู้ข้างบนดู จะตั้งข้อสังเกตุให้ว่า
อย่างสื่อตอนนี้ แบ่งเป็นค่าย ผู้จัดการ กับ มติชน

แต่ว่าสื่อทั้งสองค่ายไม่เคยโจมตี ส. ศิวรักษ์ หรือ กลุ่มอานันท์ (อำมาตย์เก่า)
แบบตรงไปตรงมาเลย รวมไปถึง กลุ่ม 14 ตุลา , 6 ตุลา , พฤษภาทมิฬ
ทั้งกลุ่มที่ พิทักษ์ และ โจมตี สถาบันกษัตริย์
ซึ่งแยกกันไปอยู่ฝ่าย สนธิ และ ทักษิณ ในปัจจุบัน
ซึ่งทุกกลุ่มล้วนแต่เชิดชู ป๋วย และ ปรีดี (ก็มีศักดินาเป็นอำมาตย์เหมือนกันแปลกไหม?)
ในด้่านการเมือง และ ยกย่อง พุทธทาส ในด้านศาสนา และ ในกองทัพก็จะยกย่องนายทหาร
ที่เป็นกลุ่มพวกเขา เช่น จำลอง ชวลิต เหล่านี้ ล้วนแต่มาจากสายเดียวกัน

ส่วนใหญ่เน้นโจมตีที่ข้อเสียของเผด็จการทหาร เพื่อลดความไว้เนื้อเชื่อใจของคนไทย
ต่อสถาบันทหารของไทย ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการปกป้องทั้งสามสถาบัน
ในแง่ของความมั่นคงทางด้านการใช้กำลังอาวุธเข้าปราบปราม

ถ้าจะให้ดีหนูลองอ่านเอกสารตามลิงค์ข้างล่างนี้ ตั้งแต่ต้นจะเข้าใจมากขึ้น
ข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ในรายละเอียดอยู่บ้าง
และ ออกจะเน้นให้เครดิตทหารมากไปนิดนึง แต่โดยรวมคือ ข้อมูลที่ถูกต้อง

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=3&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000157186

สุนัขจนตรอกกับสื่ออย่าง “มติชน”


โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง,สุวินัย ภรณวลัย
23 ธันวาคม 2552 14:37 น.

แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล แต่เส้นทางของคนบางคนกลับคับแคบ ตีบตัน เสียเหลือเกินอย่างน่าอนาถใจนัก. . .

พฤติกรรมของทักษิณ ชินวัตร ณ เวลาปัจจุบันช่างคล้ายกับ “สุนัขจนตรอก” เป็นอย่างยิ่ง

จากเดิมที่หนีคดีไปต่างประเทศไม่มาฟังคำพิพากษาเพราะความเมตตาของศาลที่ให้ประกันตัว
แต่กลับทำตัวเป็นลิงหลอกเจ้าหลบหนีอยู่ที่อังกฤษคิดทำร้ายประเทศตนเองจนถูกเฉดหัวออกนอกประเทศ
ในลักษณะของบุคคลไม่พึงปรารถนา จนต้องมาอาศัยอยู่ที่ดูไบ และกัมพูชาในที่สุด

คนเสื้อแดงควรจะถามว่าแกนนำของพวกคุณว่า ถ้าไม่จนตรอกแล้วจะมาอยู่กัมพูชาทำไม?
มีอีกสักกี่ประเทศที่สามารถไปอยู่ได้? หรือ เป็นเพราะถูกไล่ล่าหรืออย่างไร?

คำตอบง่ายๆ ก็คือ “เขา” ผู้นี้ไม่ได้รักประเทศไทย ไม่ได้รักพระเจ้าอยู่หัวเหมือนที่คนไทยรักกัน

การยุยงให้มีการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ
การประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ต้องล้มการประชุมไป นอกจากนั้นคำให้สัมภาษณ์สื่อ TIMES ONLINE
และการชักศึกเข้าบ้านโดยร่วมกับฮุนเซนทำการยั่วยุประเทศไทย ก็เป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนสนับสนุน
คำตอบข้างต้น เพราะถ้า “รัก” และ “จงรักภักดี” อย่างที่ตัวเขาพูดอยู่เสมอ ทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น

การนำเอาต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย
เป็นผลทำให้ความมั่นคงของประเทศถูกคุกคามอย่างชัดเจน


หนังสือลับมากที่มติชนและลิ่วล้อทักษิณนำมาเผยแพร่เรื่อง “แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”
ของกระทรวงการต่างประเทศที่แนะนำนายกฯ อภิสิทธิ์จึงมิใช่เรื่องที่ทางฝ่ายรัฐบาลกระทำเกินเลยไปแต่อย่างใด

เพราะประชาชนทั่วไปได้ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า ฝ่ายกัมพูชาโดยฮุนเซน พยายามที่จะยั่วยุฝ่ายไทยโดย
ทำเรื่องความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้เป็นปัญหาส่วนตัวระหว่าง ฮุนเซน กับ อภิสิทธิ์และกษิต
ทั้งที่สถานการณ์ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาในปัจจุบันเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐ
ทั้งเรื่องปราสาทพระวิหารก็ดี พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลก็ดี หรือแม้แต่การปฏิเสธการส่งตัวทักษิณในฐานะ
ผู้ร้ายข้ามแดนตามสัญญาที่มีอยู่ ระหว่างกันของรัฐทั้งสองก็เป็นเรื่องของประเทศที่ฝ่ายไทยจำเป็นต้องดำเนิน
การเพราะไทยเป็นประเทศที่มีนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือไม่ก็ต้องดำเนินการเช่นนี้
และแตกต่างจากที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นอยู่ เนื่องจาก “ฮุนเซน คือ รัฐ” และ “รัฐ คือ ฮุนเซน”
ดังนั้นจะดำเนินการอะไรก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นสำคัญ

แต่สื่ออย่าง “มติชน” จากบทนำเมื่อ 21 ธ.ค. 52 กลับมีวาทะที่อันตรายว่า เพราะทักษิณ
เป็นอันตรายแค่ต่อรัฐบาลไทย หรือเป็นอันตรายแค่ต่อพรรคประชาธิปัตย์
แต่มิได้เป็นอันตรายต่อประเทศไทย เพราะรัฐบาลมิใช่ประเทศ
ดังนั้นความมั่นคงของรัฐบาลจึงมิใช่ความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด


ช่างน่าอดสูและอเนจอนาถต่อสื่ออย่างมติชนที่มีความคิดช่วยคนหน้าเหลี่ยมอย่างไม่ลืมหูลืมตามาโดยตลอด แม้จนบัดนี้

ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่
ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย
และคนไทยทุกคน มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีคำแถลงการณ์ร่วมไทย -กัมพูชา
(Joint Communiqué) และแผนที่แนบท้าย อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย
เพราะเป็นการเปลี่ยนจุดยืนของฝ่ายไทยที่รักษามาโดยตลอดกว่า 40 ปี

เป็นนายนพดลที่ถูก ป.ป.ช.กล่าวหาว่า รู้อยู่แล้วถึงผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้นจากการขึ้นทะเบียนประสาทพระ
วิหารเป็นมรดกโลก คือการโต้เถียงกันในเรื่องเส้นเขตดินแดน ซึ่งจะเพิ่มทวีขึ้นจนถึงขนาดเกิดความแตกแยกกัน
ในด้านความคิดเห็นของคนใน สังคมของทั้งสองประเทศและอาจก่อให้เกิดวิกฤตแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทย-กัมพูชา

เป็นนพดล ปัทมะเช่นกันที่ดำเนินการในลักษณะปิดบังอำพรางต่อสาธารณชนไม่โปร่งใสและมี มูลเหตุจูงใจ
อย่างอื่นแอบแฝงอยู่ ดังจะเห็นได้จากในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่16 มิถุนายน 2551
ที่ได้เสนอต่อที่ประชุมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอ่อนไหวต่อมวลชนทั้งในประเทศ
โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษและประเทศกัมพูชา..............ขอความกรุณาให้ สภาความมั่นคงแห่งชาติถือเรื่องนี้เป็นเรื่องลับ

ไม่เข้าใจว่าสื่ออย่างมติชน ทำไมจึงแยกไม่ออกระหว่างความมั่นคงของรัฐบาล
กับความมั่นคงของรัฐว่าแตกต่างกันหรือไม่


เพราะระหว่างกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ เป็นแนวทางรับมือเพื่อความมั่นคงของประเทศ
กับกรณีที่รัฐมนตรีในรัฐบาลทรยศต่อประเทศชาติโดยยกดินแดนให้กับต่างชาติ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของใครบางคน
ว่ากรณีใดเป็นความมั่นคงของประเทศซึ่งเป็นเรื่องส่วนรวมกับเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว และรัฐบาลต่างชาติ
จะชอบรัฐบาลไทยแบบใด คงเดาได้หรือไม่ว่า ทำไมฮุนเซนจึงไม่มีความสุขเมื่อต้องทำงานร่วมกับอภิสิทธิ์และกษิต

อย่าลืมว่า จุดประสงค์สุดท้ายที่ต้องการของหนังสือลับมากฉบับดังกล่าว ที่ทั้งมติชนและลิ่วล้อของคนหน้าเหลี่ยม
พยายามโจมตี
ก็คือ การปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาสู่ปกติ ไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนแปลง
การปกครองในกัมพูชา
เหมือนที่คนหน้าเหลี่ยมเคยพยายามกระทำมาแล้วในอดีตแต่ไม่สำเร็จ
เพราะเหตุของปัญหามาจากการที่ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล ดังนั้นการจัดการกับปัญหานี้
จึงต้องมุ่งที่ต้นตอของปัญหา
เป็นความผิดของรัฐบาลหรือในการรักษาความมั่นคงให้กับประเทศ (รัฐ) ไทย

ทำไมสื่ออย่างมติชนถึง “ดูดาย” ให้จำเลยหนีคำพิพากษา
ที่ไม่เคารพยำเกรงกระบวนการยุติธรรมไทย
และที่สำคัญไม่รักประเทศไทยเหมือนที่คนไทยรัก มาทำการล้มล้างรัฐบาลของประเทศไทย
ที่เป็นของมติชนด้วยเช่นกันโดยอาศัยทั้งความร่วมมือของรัฐบาลต่างชาติที่อาจกระทำการอุกอาจ
ถึงขั้นตั้งรัฐบาลไทยพลัดถิ่นในต่างแดน เช่น กัมพูชา
โดยมติชนถึงกับกล่าวว่า ความมั่นคงของรัฐบาล
ม่ใช่ความมั่นคงของรัฐ และทักษิณไม่ใช่ศัตรูของรัฐในเรื่องนี้

ทำไมมติชน “ผู้รอบรู้” จึงไม่สำเหนียกว่า ทักษิณกำลังจนตรอก ยินดีทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
แม้แต่ยอมเข้าสวามิภักดิ์ เป็นข้ากษัตริย์กัมพูชา ยอมทิ้งความเป็นพลเมืองไทยที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย
ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันเป็นที่สุดที่พึงมีได้เพียงเพื่อไม่ต้องกลับมารับโทษตามคำพิพากษา

เอาต่างชาติมากดดันประเทศเกิดเพียงเพื่อหวังจะให้มีการเจรจายอมความ และที่สำคัญหากเขาดำเนินการสำเร็จ
ได้กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งจะมีระบบกษัตริย์แบบใดเพราะระบอบทักษิณคงจะไม่หยุดเพียงแค่ “มีหรือไม่มี”
องคมนตรีแต่เพียงประเด็นเดียวเป็นแน่

อย่าลืมว่าเขาก็เห็น ตัวแบบของกัมพูชา ว่า หากนายกฯ ฮุนเซนชี้ไม้ว่าเป็นนก
กษัตริย์กัมพูชาที่อยู่ภายใต้อำนาจของฮุนเซน จะบอกเป็นสิ่งอื่นใดเล่า ไม่เชื่อก็ดูกรณีการพระราชทานอภัยโทษ
ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาโดยปราศจากหลักการใดๆ ก็ได้ คิดหรือว่าเขาจะไม่อยากได้และอยากเป็นเช่นนั้น


ไม่รู้ว่ามติชนมีหุ้นที่ถูกถือโดย หนังสือพิมพ์ “เรียะซะเมียกัมปูเจีย” (รัศมีกัมพูชา) บ้างหรือไม่?
อยากทราบจริงๆ

ดังนั้น การกดดันด้วยความรุนแรงแล้วบีบให้มีการเจรจายอมความ จึงเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ทักษิณ
กระทำมาโดยตลอด
ภายใต้วาทกรรมของ “การสมานฉันท์” “หยุดทำร้ายประเทศไทย” หรือ “หยุดเพื่อพ่อ”
เพื่อที่จะให้ทักษิณบรรลุถึงยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ ว่า (1) จะต้องกลับมาอย่างไม่มีความผิด (2)
ได้เงินที่ถูกอายัด 76,000 ล้านบาทคืน และ(3) สามารถกลับสู่การเมืองได้อีกครั้ง
ไม่ใช่กลับมาแบบตัวแถมอย่างแน่นอน

จะมีใครในประเทศที่ปกครองโดยนิติรัฐเช่นประเทศไทยจะสามารถไปเจรจายอมความทั้งคดีที่ตัดสินไปแล้ว
และคดีที่อยู่ในศาลที่ยังมิได้ตัดสินอีกมาก เช่น คดีอายัดเงิน 76,000 ล้านบาท กับทักษิณได้ แม้จะอ้าง “การสมานฉันท์”
อย่างลมๆ แล้งๆ เป็นแมงโม้ไปวันๆ

เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว หากทักษิณ เคารพ ในกระบวนการยุติธรรมและจงรักภักดี อย่างที่พูดก็เพียงเข้ามารับโทษ
และต่อสู้คดีที่มีอยู่ก็ชัดเจนแล้ว อย่าลืมว่าตัวแบบแห่งความซื่อสัตย์มิใช่มีแต่ เปาบุ้นจิ้น หรือ กวนอู ในตำนานของจีน
แต่เพียงลำพัง แต่วีรบุรุษไทย เช่น พันท้ายนรสิงห์ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาสัตย์ยิ่งชีพ
ไม่ต้องจบโรงเรียนนายร้อยแต่ลูกเสือก็ทำ ทักษิณ ชินวัตรจะไม่เลือกที่จะเป็นวีรบุรุษในช่วงสุดท้ายของชีวิตบ้างเชียวหรือ

เพราะไม่มีใครในประเทศไทยจะสามารถทำได้ยกเว้นแต่ในกัมพูชา เพราะที่นั่นเขาตัดสินและยกคดีกันเอง
อย่าบิดเบือนกันอีกเลย

http://news.hunsa.com/detail.php?id=12925&gp=1&cp=3

ผู้จัดการ ถล่ม มติชน ข้อหาใช้ภาพเก่า บิดเบือนข่าว



เนื้อข่าวจาก เว็บไซต์ ผู้จัดการ
“มติชนรายวัน” ไม่ยอมเสนอภาพจุดเกิดเหตุคนร้ายยิงเอ็ม 79 ถล่มเวทีพันธมิตรฯ
จนตาย 1 เจ็บอื้อ แต่กลับใช้ภาพเก่าตอนระเบิดเต็นท์นักรบศรีวิชัย เมื่อ 11พ.ย.ที่มีความรุนแรงน้อยกว่าแทน
ส่อพฤติกรรมช่วยปกปิดความโหดเหี้ยมรัฐบาลนอมินีระบอบทักษิณ


เหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ซึ่งเป็นอาวุธสงครามร้ายแรงเข้าใส่หน้าเวทีปราศรัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้ามืดของวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 ราย และบาดเจ็บทั่วไป
อีก 21 รายนั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงถึงการใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนที่กระทำกับพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551กลับไม่ได้นำภาพเหตุการณ์ดังกล่าว
มาตีพิมพ์เหมือนหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ทั่วไป แต่กลับใช้ภาพการตรวจสอบจุดเกิดเหตุเมื่อวันที่ 11 พ.ย.
ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่ามาใช้แทน

โดยภาพที่ตีพิมพ์ในหน้า 1 นสพ.มติชน
ดังกล่าว เป็นภาพ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพไทย
พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจดูจุดเกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดใส่บริเวณเต็นท์นอนของนักรบศรีวิชัย เมื่อวันที่ 11 พ.ย.51
ซึ่งมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย แต่เป็นการพาไปตรวจสอบเพื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 พ.ย.เท่านั้น
ไม่ใช่จุดหลักของเหตุการณ์ระเบิดเมื่อวันที่ 20 พ.ย.แต่อย่างใด
ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันว่า ระดับผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เครือมติชนบางคนนั้น มีความใกล้ชิดกับคนในระบอบทักษิณอย่างแนบแน่น
และมีบทบาทในการปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ นายเสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหาร
หนังสือมติชนสุดสัปดาห์, บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่แสดงบทบาทผ่านการเขียนคอลัมน์ “วิภาคแห่งวิพากษ์”
ในหน้า 3 ของมติชนรายวัน ที่ถือว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์ “ระบอบทักษิณ” ตัวจริงเสียงจริง


เนื้อข่าวจาก เว็บไซต์ ผู้จัดการ


http://onknow.blogspot.com/2009/05/astv_29.html
Friday, May 29, 2009

คำต่อคำ บิ๊กมติชน-ทีวีไทย เหน็บ "ASTVผู้จัดการ" สื่อการเมือง-เลือกข้าง




http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060187

28 พฤษภาคม 2552 22:16 น.

วันที่ 28 พ.ค. ที่อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท
(The Friedrich Ebert Stiftung)จัดสัมมนาเรื่อง “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ”
โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างหนาตา โดยผู้ร่วมสัมมนาบางส่วนได้กล่าวพาดพิงถึงการทำหน้าที่สื่อของ
“เอเอสทีวี-ผู้จัดการ” จึงขอนำคำอภิปรายดังกล่าวมานำเสนอแบบเต็มๆ ดังนี้

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

“...สิ่งที่อยากจะโยนประเด็นอยากทบทวนให้ชัดเจนว่าเรามีปัญหาเรื่องอะไรบ้าง อันแรกคือเรื่องโครงสร้าง
โครงสร้างเป็นเรื่องสำคัญ บางคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ โครงสร้างหลักขณะนี้ถ้าพูดถึงทีวี วิทยุ ก็เป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์
ไทยพีบีเอสนี่ของรัฐนะครับ เพียงแต่อีกรูปแบบหนึ่ง ที่คิดว่าน่าจะเป็นอิสระได้ เพราะว่าเอาเงินของเราไปตั้งปีละ 1,700 ล้าน
โดยประมาณ ก็เป็นของรัฐแบบหนึ่ง ที่อื่นเป็นของรัฐแบบของฝ่ายบริหาร ที่รัฐควบคุมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะทำ แต่เผอิญ
ก็ถูกเซ็งลี้ไปหมด ปัญหาก็คือจะทำอย่างไรที่จะ ตรงนี้ผมก็เคยถามนายกรัฐมนตรีว่าจะเอายังไง ของทหาร 200
ของกรมประชาฯ 100 กว่า ของ อสมท 60-70 รวมแล้ว 500 กว่าสถานี แล้วอีก 5-6 ช่อง จะเอายังไง กองทัพก็มี 2 ช่อง
จริงหรือเปล่า อสมท ก็มี 2 ช่อง จริงหรือเปล่า กสช.ที่เกิดขึ้นจะกล้าสู้พวกนี้ไหม ถ้ารัฐบาลมีนโยบายว่ากระจายพวกนี้ให้หมด
คุณไม่มีปัญญา ไม่ต้องไปเซ็งลี้ คุณจะจ่ายผลตอบแทน บนโต๊ะนะครับ ผมเน้นว่าบนโต๊ะ ที่อ้างว่าเป็นสวัสดิการทหาร
บนโต๊ะเท่าไหร่ ใต้โต๊ะไม่เกี่ยว เอาเท่าไหร่ เพราะว่าพอรับได้เรื่องตอบแทนอย่างนั้น ให้สวัสดิการเป็นก้อนไป
แต่จะมีใครกล้าหาญ ถ้าเกิดไม่กระจายตรงนี้ถึงจะมีสื่อชุมชนอีก 4,200 สถานี ซึ่งยังไม่รู้จะทำยังไง 4,200 สถานี
ถ้าเป็นยักษ์ออกจากตะเกียงแล้วจะทำยังไง ใครถูกจี้ เกินกฎเกณฑ์ โดนปิด โดนอะไร ก็เดินประท้วงกันอุตลุด 4 พันกว่าสถานี
จะทำยังไงผมคิดว่าเป็นปัญหาหนักมากซึ่งเราไม่รู้จะจัดการกับมันยังไงดี

อันที่ 2 เรื่องของทุนก็ต้องยอมรับกันว่าสื่อหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเครื่องมือ
ทางการเมืองบ้าง อะไรบ้าง จะทำยังไงกับมัน กำไรก็ต้องมี พนักงาน 2,000 คน จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม
ยิ่งเค้กก้อนเล็กลง โฆษณาก้อนเล็กลงขณะนี้จะเอายังไง แล้วก้อนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้บอกให้ตรงๆ นะครับ
ก้อนใหญ่ที่สุดคือโฆษณา งบประมาณของเรา ในแง่โฆษณาประชาสัมพันธ์จะทำยังไง ซึ่งคนที่คุมก็คือนักการเมือง
แต่ถ้านักการเมืองคุม นักการเมือง สปอตโฆษณาออกทีวีนี่หน้านักการเมืองทั้งนั้นเลยนะ จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม
พวกผมเอาให้ตกงานไหม พูดลงลึกไปถึงระดับลูกจ้าง ลูกน้องจะตกงานหรือเปล่า อันนี้พูดความจริงกัน

โครงสร้างการจัดการจะยอมให้เป็นสื่อแบบทุนนิยมแบบนี้ ทุนโดยรัฐ จะเอายังไงกับมัน สังคมจะทำยังไง จะตอบยังไง
ก็พูดข้อเท็จจริงว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ ผมแก้ไม่ได้หรอก ให้ผมแก้ผมจะไปยอมได้ไง นี่ข้อที่ 1

ข้อที่ 2 ศักยภาพ นักข่าว จะเห็นว่านักข่าวมีรายได้ค่อนข้างน้อย แต่ผมไม่ได้เรียกร้องแบบตำรวจนะครับว่า
รายได้น้อยก็ต้องขอไถกันบ้าง ไม่ใช่ แต่ปัญหาว่าเราเป็นนักข่าวจะทำยังไง ศักยภาพของนักข่าวโดยตัวมันเอง
มีปัญหา ทุกคนยอมรับ ผมเองหงุดหงิดจริงๆ ต้องขอโทษน้องๆ ที่รัฐสภา เรื่องตั้งพรรคพันธมิตรฯล้มละลาย
กับล้มละลายเป็นทุจริตนี่ มันชัดเจนอยู่แล้ว คุณไม่รู้กฎหมายก็ไปเปิดดูเสียหน่อย มานั่งถามให้ กกต.พูดเลอะเทอะอยู่ได้
เคยล้มละลายโดยทุจริต มันก็ 10 ปี ง่ายๆ ของพวกนี่ ไม่ยาก ก็ไปถามให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่มาเล่นคนละประเด็น
แล้วโฆษก พิธีกรใหญ่ในทีวีก็มาพูดกันเรื่อง เสียเวลาตั้งหลายนาที


และก็มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือเรื่องอำนาจขององค์กรอิสระ ถูกคุมโดยคนคนเดียว โดยที่วุฒิสภา
ก็ไม่ทำอะไร ไม่ใช่นักข่าวอย่างเดียวนะครับ ที่เป็นหน้าที่และอำนาจของสภาไม่ทำอะไร แล้วนักข่าวก็ไม่ได้ค้นหา
ปล่อยให้คนๆ เดียวใช้อำนาจของคณะกรรมการ คตง.อยู่ได้เป็นเวลา 12 ปี ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้สรรหาใหม่
ตั้งแต่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน ภายใน 120 วัน ผู้นำฝ่ายค้านตั้งวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551
ป่านนี้มันกี่วันแล้วครับ เฮ้ย ทำไมไม่มีการเลือกกรรมการ คตง.และผู้ว่าฯ คตง.ล่ะ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินน่ะ ให้คนๆ เดียว
ใช้อำนาจของผู้ว่าการ และกรรมการ คตง.อยู่ได้ ไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ด้วยครับ ไปดูอันไหนขัดแย้ง รัฐธรรมนูญ
เขามีกระบวนการสรรหาอยู่ในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว นักข่าวไม่เคยถาม ประธานวุฒิฯ ก็นั่งใบ้ ส.ว.ก็นั่งใบ้ทั้งสภา
แล้วจะไปหวังอะไรกับนักข่าวล่ะครับ นักกฎหมายเต็มสภา

2 ปีแล้วนะครับ จะ 2 ปี จะปีครึ่ง ถ้ารวมทางกฎหมาย 2 ปีแล้วไม่มี คตง.หมดวาระวันที่ 18 กันยายน 2550 ไม่มีการทำอะไรเลย
นักข่าวก็ไม่ถาม บอกนักข่าวที่โรงพิมพ์ เฮ้ย ช่วยถามประธานวุฒิฯ หน่อยซิว่าเมื่อไหร่จะเริ่มสรรหา ก็ไม่มีคำถาม
คำตอบ วุฒิฯ 150 คนนั่งทำอะไรครับ ผมก็ไม่รู้ เพราะงั้นไม่ต้องหวังกับนักข่าว นักกฎหมาย วุฒิ ครึ่งสภานักกฎหมายทั้งนั้น
นี่เรื่องคุณภาพ ศักยภาพ วันนี้กลับไปถามวุฒิฯ ถามประธานวุฒิฯ ด้วยนะนักข่าว นี่คุณเรืองไกร (ลีกิจวัฒนะ) ตรวจหมด
แต่ไม่ยอมตรวจ คตง.เหมือนกัน ปล่อยไม่ได้นะ นี่คือปัญหาเรื่องศักยภาพ นี่คือข้อเท็จจริง มีปัญหาครับ ผมเองผมก็มีปัญหา
ผมไม่รู้ทุกเรื่อง เผอิญ อ.กิตติศักดิ์ สอนผม เลยมีความรู้งูๆ ปลาๆ มาพูดได้ในวันนี้

อันที่ 2 คือเรื่อง เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม
วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน
จะยอมรับกันหรือเปล่า ถ้ายอมรับก็ต้องแก้มาตรา 48 ครับ นี่เถียงกันให้ตกนะครับ อย่าไปอีแอบอยู่
จะเอาให้ตกก็ตก นักการเมืองควรไปจัดรายการไหม คนที่เป็นนักการเมืองครึ่งหนึ่ง เดี๋ยววันดีคืนนี้วันนี้
เป็น ส.ว. วันนี้เป็นนักการเมือง พอตกงาน สอบตก พอคุณเกษียณไปจัดรายการวิทยุ จะเอาไหม
พอเราปรับกิจการจะเอายังไง จะเล่นบทไหน วันหนึ่งสอบตกโผล่มาเป็นกลุ่มนี้ วันหนึ่งสอบได้กลับมาเป็นนักการเมือง
วันหนึ่งตกไปโผล่ตรงนี้อีก จะเอายังไงครับ เอาให้ตกนะครับตรงนี้
ไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้ว เพราะสามารถบริหารจัดการสื่อ
โดยตรง โดยอ้อม จะเอายังไงก็เอาให้ชัด ถ้าแก้ไม่ได้ แล้วสื่อท้องถิ่นทุกวันนี้ นักการเมืองท้องถิ่นทั้งนั้นเป็นเจ้าของ หนังสือพิมพ์
เขาโวยวายตั้งแต่ต้นตอนร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าเกิดทำไม่ได้ผมก็ไม่รู้ยังไง ของเยอรมันบอกต้องทำตามรัฐธรรมนูญให้ได้
ของเราบอกขอแหกให้ได้ก่อน มันตรงกันข้าม เรื่องวัฒนธรรม เถียงให้ตกนะครับ แล้วแก้ ถ้าไม่แก้ก็อยู่อย่างนี้ เถียงกันไป
เดี๋ยวก็ยื่น ก็คงยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คุณเรืองไกรต้องยื่นมากหน่อยแล้วกัน ยื่นทั่วประเทศ

อันที่ 3 ผมเห็นด้วยทุกอย่าง ที่เครือข่ายหยุดความรุนแรงเขาใช้คือ คุณแตกต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง
อย่ายุให้เกิดความเกลียดชัง ที่ผ่านมาก็ยุการให้เกลียดชัง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทำไมเมื่อกี้ผมพูดเล่นๆ
กับอาจารย์พิรงรอง (รามสูต) ว่าทำไมถึงด่าสัตว์เดียรัจฉาน เพราะเราด่าคนเป็นควายกันอยู่แล้ว เวลาปกติเราด่ากัน
เราก็ด่า เราด่าคนเปรียบเทียบกับสัตว์อยู่แล้วเราอาจจะรู้สึกเฉยๆ ก็ได้ เพราะงั้นถ้าเราด่าเราก็ด่าเลวยิ่งกว่าเดียรัจฉาน
มันอาจเป็นเรื่องปกติของวัฒนธรรมที่รู้สึกว่าเวลาด่ากันบนเวทีพวกนี้เราไม่ค่อยรู้สึก เราพูดเล่นแต่อาจเป็นจริงก็ได้
แต่ว่าสื่อที่ใช้ความรุนแรง

จริงๆ องค์กรที่เราน่าส่งเสริมให้เติบโตและมีความโปร่งใสในการทำงานมากขึ้น คือมีเดียมอนิเตอร์ เสียดายมันมีคนอยู่ไม่กี่คน
มีการมอนิเตอร์มา พอมอนิเตอร์เสร็จ สมมุติว่ามอนิเตอร์ทีวี เวลาจะเสนอข่าว นักข่าวทีวีไม่เคยมาทำข่าวเลย เวลาทำหนังสือพิมพ์
นักข่าวหนังสือพิมพ์ไม่ต้องมาทำข่าว มีแต่ข่าวทีวีออก ต้องฟังสิ่งที่วิจารณ์ตัวเองจากมอนิเตอร์ไม่ได้ นั่นคือปัญหาว่าเราไม่ยอมฟัง
ความผิดพลาดของตัวเองส่วนหนึ่งด้วย

ลองดูสิครับ ข่าวทีวีจะไม่ค่อยออกในเรื่องที่มีเดียมอนิเตอร์ มอนิเตอร์ทีวี หรือบางทีก็ประท้วงเลย ประท้วงก็เป็นสิทธิ์ของเขา
แต่จะประท้วงก็ต้องเข้าใจ ตรงนี้ผมคิดว่าส่งเสริมเรื่องการควบคุมกันเอง ผมยอมรับว่าสภาหนังสือพิมพ์ฯ ก็ต้องปรับเปลี่ยน
โครงสร้างสภานักข่าวของวิทยุโทรทัศน์กำลังร่างอยู่ ก็ไปลอกสภาหนังสือพิมพ์มา ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้ผล เพราะว่า
ทุกคนรักษาหน้ากันหมด สังคมไทยเป็นสังคมรักษาหน้า กลัวเสียหน้า เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าคนที่ต้องมีการคุยกันว่าจะเอายังไง
ต้องคุยกันให้ตก ถ้าเกิดเราอยู่ในสภาพอย่างนี้ต้องมีการปรับให้มีคนนอก มีอะไรต่างๆ ว่ากันมากกว่านี้ เพราะเราไม่ต้องการ
ให้กฎหมายมาเป็นตัวควบคุมในด้านนี้ ก็ใช้สังคมของสื่อ เพราะฉะนั้นเราต้องทบทวนสิ่งเหล่านี้หมด ผมไม่มาแก้อะไร
แต่ผมว่าตรงนี้เป็นปัญหา ซึ่งใครถามผมจะแก้ยังไง ผมก็ตอบไม่ได้หรอก ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องเอามาโยนแล้วก็นั่งเถียงกัน
เป็นเรื่องๆๆๆ หรือจะเป็นภาพรวมทั้งหมด ทุกคนต้องช่วย ทุกคนต้องมีแรงกดดันทั้งภายนอกภายในเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น

นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย


“...สื่อมวลชนอยากได้โอกาส เราก็มีเวทีให้เขาในการทำและพูดในสิ่งที่มีส่วนในการมุ่งไปสู่การทำให้เกิดวิกฤตมากขึ้น
จะว่ารู้แล้วแต่ก็ยังเฉยๆ ไม่มีความรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนควรจะหลีกเลี่ยง และควรที่จะมีการปรับปรุงกันยาวนาน
มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าประเด็นที่ ดร.ชูลส์ พูดถึงเมื่อเช้านี้ ซึ่งผมอยากฟังความเห็นของ ดร.ชูลส์ด้วยในประเด็นนี้
ที่พูดถึงบทบาทของสื่อในเยอรมัน ซึ่งผมคิดว่ามันสะท้อนบทบาทของสื่อที่นี่ ระดับหนึ่งเหมือนกัน คือประเด็นที่บอกว่า
บทบาทของสื่อในเยอรมันตามความคาดหวัง ตามกฎหมายที่มีอยู่ ไม่มีหน้าที่แค่การรายงานข่าวอย่างเดียว
แต่ต้องอธิบายด้วย Not only to report, but also to explain.

ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ ถ้าจะถามเพื่อจะตอบคำถามของคุณก่อเขต (จันทเลิศลักษณ์) ที่ถามว่าสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่
ได้ดีแค่ไหนในช่วงวิกฤต หรือก่อนวิกฤตที่เกิดขึ้นมา ผม คิดว่าคำถามนี้ต้องถามเลยว่าสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่ report
ได้ดีมากเลย ใครยิงใคร ใครฆ่าใคร ใครเป็นอะไร ได้ดีมาก แต่ว่า explain อธิบายให้คนเข้าใจบริบท เข้าใจที่มาที่ไป
เพื่อจะรู้เท่าทันมากขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้ค่อนข้างที่จะขาดมากๆ เลย


แล้วคำว่าไม่ใช่ report อย่างเดียว แต่ explain ด้วย มันจะนำมาสู่อีกประเด็นหนึ่งที่ ดร.ชูลส์ พูดถึงก็คือว่า
ยอมรับความสำคัญของสื่อมวลชนในการใช้ opinion making ก็คือการทำให้สังคม คนในสังคม มีความเห็น มีความเห็นเพื่ออะไร
เพื่อนำไปสู่ในประเด็นที่ ดร.ชูลส์ พูดถึง ก็คือ to argue ก็คือเมื่อมีความเห็นแล้วก็สามารถเอาข้อมูลที่มีอยู่ไปถกเถียงในสังคมได้
ซึ่งในสังคมไทยนั้นข้อมูลที่จะนำไปสู่การถกเถียงกัน มันมีจำกัด สิ่งที่ได้ยินทุกวันหรือบ่อยๆ มันจะเป็นความเห็นมากกว่า
เป็นข้อมูล ก็คือเอาความเห็นมาเป็นพื้นฐานในการโต้เถียงกันมากกว่าเป็นข้อมูล หรือว่าสิ่งที่ควรจะรู้ มันก็เลยกลายเป็นการพูด
แสดงความเห็นมากกว่าการโต้เถียงกันบนพื้นฐานของ ข้อมูลที่ถูกต้อง หรือว่าที่หลากหลาย ที่รอบด้าน

เพราะฉะนั้นมันก็เป็นคำถามใหญ่เหมือนกันว่า มี 2-3 ท่านพูดถึงว่าทำไมคนไทยถึงได้หันไปหาสื่อที่เป็น จะเรียกว่า
สื่อทางเลือก หรือสื่อเลือกข้างก็แล้วแต่ ที่เป็น ASTV และเป็น D-Station ถามว่าทำไมสื่อมวลชนที่เป็น Main Stream Media
มันหายไปไหน ทำไมสื่อมวลชนทุกวันนี้ที่มีบทบาทอย่างมากเลยในการทำให้คนมีอารมณ์ ทำให้คนโกรธแค้น
ทำให้คนชอบ/ไม่ชอบ เอาอะไร/ไม่เอาอะไร มันกลายเป็นสื่อที่เลือกข้าง มีสีของตนชัดเจนหมดเลย
แต่สื่อที่ตามหลักการแล้วควรจะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้ประชาชนมีความ คิดเห็นที่ดี ที่ถูกต้อง
และสามารถนำความคิดเห็น นำข้อมูลเหล่านี้มาโต้เถียงกันได้ ค่อนข้างที่จะบทบาทหายไปจากสังคมนี้มากทีเดียว
กลับกลายเป็นสื่อสองขั้วเป็นคนกำกับความรู้สึก เป็นคนกำกับความเห็นของประชาชน ค่อนข้างสูง


นี่ยังไม่พูดถึงสื่อที่ อาจารย์พิรงรอง ที่เราพูดถึงนี่เป็นสื่อออนไลน์ กลายเป็นว่าการถกเถียงกันในเรื่องของการเมือง
อาจจะถกเถียงกันด้วยความรู้สึกหรือความเห็นก็แล้วแต่ ไปปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ ในแชตรูม มากกว่าปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์
หรืออยู่บนทีวี ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ ที่ประชาชนแคร์
สนใจที่จะถกเถียงกันในเรื่องนี้
แต่อันตรายอยู่ที่ว่าเป็นการถกเถียงบนข้อมูล
ที่น่าเชื่อถือ ข้อมูลที่รอบด้าน หรือถกเถียงด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นการถกเถียงตามความเห็น
ที่ได้ยินมาจากที่อื่น หรือจากแหล่งที่เป็นสื่อที่เลือกข้างแล้วเข้ามาทุกวันๆ กรอกหู ก็เลยเชื่อไปตามนั้น

ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่ผมคิดว่า สื่อ มวลชนคงมีความจำเป็นอย่างมากในการที่จะต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า
ในภาวะวิกฤตที่ดูเหมือนว่ายังหาจุดจบไม่ได้ โอกาสที่จะทำให้ประชาชนรู้เท่าทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อบุคคล
คณะบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เพื่อจะได้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ที่รอบด้าน เพื่อนำไปถกเถียงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล
จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าปัจจุบันนี้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย
เพราะว่าถ้าประชาชนมีข้อมูล
มีความเข้าใจเหตุการณ์บ้านเมืองมากขึ้น มันก็นำไปสู่ความถามและคำตอบเกี่ยวกับเรื่องของความโปร่งใส
เรื่องของการถูกตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยขาดมาก และเรื่องของความโปร่งใส การถูกตรวจสอบได้
หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Transparency กับ Accountability มันเป็นกุญแจหลัก 2 อันของการปกครองที่เรียกว่า
Good governance หรือประชาธิปไตยนั่นล่ะ
แต่ว่าประชาชนจะทำให้เกิดสองสิ่งนี้ไม่ได้ถ้าหากข้อมูลที่ได้รับทุกวันนี้
มันไม่มากเพียงพอ หรือไม่รอบด้าน หรือไม่ลึกเพียงพอ ถ้าเป็นแต่เพียงความเห็นอย่างเดียวมันไม่เพียงพอในการที่
จะทำให้ประชาชนรู้ เท่าทันได้มากขึ้น


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Dec 24, 2009 11:37 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Fri Dec 11, 2009 9:18 am

ใช่เลย...หนูพึ่งนึกออก ท่าน att

- ใน ฟดก. อยู่ดีๆ ก็มีคนมาตั้งกระทู้ ทำนองว่า "ในนี้ มีใครไม่นับถือศาสนาไหมครับ?"
แล้วก็จะมีคนมาตอบ มาถกกัน ประมาณว่า...ศาสนาเป็นเรื่องไร้สาระ , No God..No King, Just man
บลา บลา...

- บางทู้ก็มาตั้งให้ถกกัน เรื่อง พุทธทาส เขียนไรไม่รู้ยาวเหยียด...ยังสงสัยอยู่เลยว่า forum การเมือง
เค้าจะมาถกเถียงกันเรื่องแนวคิด ของพระสงฆ์องคเจ้าทำไม ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน..

แต่จับสังเกตได้แล้ว ว่ามันตั้งทู้แบบ ชงเอง กินเอง นี่หว่า ถามเอง ตอบเอง จงใจหลอกล่อคนอ่าน Suspect

- แล้วหนูก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมทีวีต้องเสนอข่าวพระราชกรณียกิจ ทุกวัน
(โดยที่ พวกมันจะกระแนะกระแหนใช้คำว่า ล้างสมองสองทุ่ม)...เพราะเราก็ต้องเอาไว้สู้กับ IO ดิสเครดิต
จากฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง

โอ้.. Very Happy เริ่มจะปะติดปะต่อ อะไรได้บ้างแล้ว ต้องขอบคุณ ท่าน att อีกครั้งนะคะ

ที่ทำให้ ตาสว่าง ...ค่อยๆ เข้าใจไปทีละเปลาะ cyclops
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 11, 2009 12:44 pm

รมว.รัฐวาติกัน เยือนศูนย์สันถวไมตรี อ.แม่สอด

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150997

ชาวคริสต์ตากดึงศาสนาจารย์ชื่อดังอินเดียขึ้นเวทีชายแดนแม่สอด

11 ธันวาคม 2552 10:37 น.





ตาก - ชมรมคริสต์สนิกชนชายแดนจังหวัดตากดึง “Dr.Mattew” ศาสนาจารย์ชื่อดังชาวอินเดีย
ขึ้นเวทีเทศนา พร้อมรักษาโรคชาวบ้าน คืนแรกมีประชาชนกว่า 3,000 คนเข้าร่วม


รายงานข่าวจากจังหวัดตาก แจ้งว่า Dr.Mattew (นายแมตทิว) ศาสนาจารย์ชาวอินเดีย วัย 50 ปี ที่เป็นศิษยาภิบาล
ผู้เทศนาและเผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์นิกายโปแตสแตนท์ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้มาจัดงาน
“ฝ่าวิกฤต....ชีวิตมหัศจรรย์” เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ออกจากปัญหาและรักษาโรค ต่างๆ
รวมทั้งการเทศนาให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์ในจังหวัดตากได้ฟัง เมื่อคืนวันที่ 10 ธ.ค.52
ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

งานครั้งนี้ดำเนินโครงการโดยชมรมคริสต์สนิกชนชายแดนจังหวัดตากและคณะกรรมการชีวิตมหัศจรรย์โดยมีประชาชน
ทั้งชาวคริสต์และประชาชนทั่วไปมาร่วมงานกว่า 3,000 คน มีการแสดงดนตรีเพื่อสัมผัสบทเพลงแห่งพระคริสต์
การแจ้งข่าวประเสริฐที่ทรงพลานุภาพ แนวทางการปฏิบัติและการเชื่อในพระคริสต์

ปรากฏว่าได้มีประชาชนส่วนหนึ่งที่เจ็บป่วยได้มาขอรับการรักษาทางจิตวิญญาณ
และบางส่วนหายจากอาการป่วยในทันทีหลังรับคำอธิษฐานจิต



สำหรับการจัดงาน “ฝ่าวิกฤต....ชีวิตมหัศจรรย์” จะดำเนินการเป็นเวลา 3 วันจนถึงวันที่ 13 ธ.ค.52
โดยจะจัดฝนช่วงเวลากลางคืนเพราะชาวคริสต์ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ประเสริฐและเกิดสิ่งมหัศจรรย์ในช่วงค่ำคืน
สำหรับในเวลากลางวันตลอด 3 วันนั้นจะมีการสัมมนาและประชุมอธิฐานที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏแม่สอด

นายสมพล ศรีวิชัย หรืออาจารย์จอนห์ ศาสนาจารย์ทำหน้าที่ศิษยาภิบาลคริสตจักรโฟร์สแควร์ อ.แม่สอด จ.ตาก
กล่าวว่า การจัดงานโครงการ “ชีวิตมหัศจรรย์ ปลดปล่อยมนุษย์ออกจากปัญหา” เป็นโครงการระดับนานาชาติ
ที่จะจัดขึ้นใน อ.แม่สอด โดยสมาคมชาวคริสต์จังหวัดตากได้เชิญ Dr.Mattew มาเทศนาและรักษาโรคให้ผู้ป่วย
เนื่องจาก Dr.Mattew เป็นที่รู้จักและปลดปล่อยปัญหาของมนุษย์มาแล้วทั่วโลก เช่น การรักษาคนไข้
โดยใช้เพียงฝ่ามือกับคำอธิฐาน


คริสต์ทุกนิกาย รวมกันเรียกว่า สภาคริสตจักรโลก

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm

วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?




http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=421386

ไฟไหม้รีสอร์ทดังเมืองแม่สอดแขกเผ่นหนีระนาว

12 ธค. 2552 21:31 น.

เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านไม้รีสร์อท บริเวณถนนสายเอเชีย ข้างโรงแรมเซนธารา ( เครือเช็นทรัล )
เขตเทศบาลเมืองแม่สอด ตำบลแม่สอด อำเภอแม่สอด จ.ตาก โดยเพลิงได้ลุกไหม้รีสอร์ท
ที่อยู่ด้านในบ้านไม้ถึง 2 หลัง และพยายามจะลามไปยังหลังที่ 3 ซึ่งอยู่ใกล้กัน
ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลเมืองแม่สอด และองค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุผาแดง
ต่างพยายามใช้รถน้ำเข้าไปควบคุม แต่ทางเข้าคับแคบ และรถดับเพลิงค่อนข้างมีปัญหา
เนื่องจากไม่เตรียมน้ำไว้แต่แรก ทำให้เพลิงไหม้บ้านไม้รีสร์อทหลังใหญ่ถึง 2 หลัง มูลค่าราว 500,000 บาท
และอีก 1 หลังได้รับความเสียจำนวนหนึ่ง โดยในระหว่างเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.แม่สอด
ไปควบคุมดูแลการจราจรและรักษาความปลอดภัยบริเวณปากทาง
ส่วนลูกค้าของรีสร์อทต่างนำกระเป๋าบรรทุกรถยนต์หนีออกนอกรีสร์อท ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลามาก
ถึง 45 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

อืมม..โพสท์เรื่องอะไรเป็นแบบนี้ทุกที


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sat Dec 12, 2009 10:18 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: “โอบามา”ถวายพระพรชัยมงคลในหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 11, 2009 5:01 pm

...ถ้า ศิวรักษ์ ขอพระราชทานอภัยโทษได้สำเร็จ โดยเฮียแม้ว และลุงจิ๋ว ช่วยเหลือ นั่นคือเจตนาที่ต้องการกระทบชิ่ง มาที่ King ของไทย ว่าเห็นมั้ย King เขมร ท่านยังทรงพระเมตตา

ข้อนี้ยกนิ้วให้เลยเก่งจริงๆ ที่มองออก

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151265

ประหลาด.. “ฮุนเซน” ให้ “ศิวรักษ์” ทำงานในกัมพูชาต่อไปได้

11 ธันวาคม 2552 16:26 น.



ภาพเอเอฟพีวันที่ 8 ธ.ค.2552 เจ้าหน้าที่กัมพูชานำตัวนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ขึ้นรถไปทันทีที่เดินออกจากศาล
ในกรุงพนมเปญ หลังการไต่สวนสิ้นสุดลง วิศวกรไทยได้รับการปล่อยตัวตอนเช้าวันนี้
หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์นยโรดมสีหมุนี โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าว

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - นายกรัฐมนตีรีกัมพูชาฮุนเซน กล่าวว่า นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทย
ที่เพิ่งได้รับอภัยโทษจากกษัตริย์นโรดมสีหมุนี สามารถทำงานในประเทศกัมพูชาต่อไปได้ถ้าหากเข้าต้องการ
ทั้งนี้เป็นรายงานบนเว็บไซต์สำนักข่าวออนไลน์ในกรุงพนมเปญ


นายศิวรักษ์ถูกศาลกัมพูชาตจัดสินจำคุก 7 ปีในสัปดาห์นี้ ด้วยความผิดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นภัย
ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศกัมพูชา นายศิวรักษ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะเดียวกันมารดาของนายศิวรักษ์
ก็ไม่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ และ ดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษจากแทน แต่ผู้นำกัมพูชาชิงดำเนินการเองเสียก่อน
ในชั่วเวลาข้ามวัน

“ท่านนายกฯ ฮุนเซนกล่าวในเช้าวันนี้ว่า เขา (ศิวรักษ์) สามารถทำงานในกัมพูชาต่อไปได้หากต้องการ”
เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล ซึ่งใกล้ชิดกับรัฐบาล อ้างคำกล่าวของนายเขียว กัญฤทธิ์ (Khieu Kanharith)
รัฐมนตีกระทรวงแถลงข่าว ในฐานะโฆษกอย่างเป็นทางการ

นายเขียวกล่าวด้วยว่า การอภัยโทษมีขึ้นหลังจาก นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ขอพระราชทาน
ให้แก่นายศิวรักษ์ ในวันพฤหัสบดี (10 ธ.ค.) ที่ผ่านมา ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังพยายามดำเนินการเรื่องนี้
รวมทั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ ประธานพรรคเพื่อไทยด้วย


ถึงแม้ว่ากฎหมายกัมพูชาจะกำหนดให้นักโทษต้องรับโทษทัณฑ์กึ่งหนึ่งเสียก่อน จึงจะขอพระราชทานอภัยโทษ
ได้ก็ตาม แต่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจพิจารณาตัดสินใจเรื่องนี้เป็นกรณีไป และ เรื่องเช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
รวมทั้งการขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่สมเด็จกรมพระนโรดมรณฤทธิ์ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกฐานหมิ่นประมาทฮุนเซน
เมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าผู้กระทำผิดจะลี้ภัยในต่างแดน และไม่ได้ต้องโทษจำคุกแม้แต่วันเดียว

นายศิวรักษ์ วิศวกรวัย 31 ปี ที่ทำงานกับบริษัทควบคุมการบิน ท่าอากาศยานโปเจินตง (Pochentong)
อันเป็นเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มสามารถคอร์ปอเรชั่นจากประเทศไทย ถูกทางการกัมพูชาตั้งข้อกล่าวหา
อย่างร้ายแรง ฐานส่งข้อมูลการบินของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางถึงกัมพูชาในวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา
ให้กับเลขานุการเอกสถานทูตไทย



ภาพเอเอฟพีวันที่ 8 ธ.ค.2552 นางสีมารักษ์ มารดาของนายศิวรักษ์ ปล่อยโฮที่บริเวณหน้าศาลกรุมพนมเปญ
หลังทราบว่าบุตรถูกศาลตัดสินจำคุก 7 ปี จากนั้นก็ประกาศลั่นจะไม่พึ่งรัฐบาล และ หันไปหาความช่วยเหลือ
จากพรรคเพื่อไทย กับ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร

นายศิวรักษ์ให้การต่อศาลว่า ตัวเขาเองได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเที่ยวบินดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่สถานทูตของไทยจริง
โดยทางโทรศัพท์ แต่ได้กระทำไปโดยไม่ทราบว่า นักโทษชายที่หลบหนีคดีจากประเทศไทยไปกับเที่ยวบินดังกล่าว

ศาลกรุงพนมเปญวินิจฉัยว่า ถึงแม้ข้อมูลเกี่ยวกับเที่ยวบินต่างๆ จะเป็นเรื่องที่สาธารณชนสามารถที่จะขอได้ก็ตาม
แต่การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในกรณีนี้ ถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

นายสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ กำลังดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษ อยู่ในกรุงพนมเปญ
โดยขอความช่วยเหลือจากพรรคเพื่อไทย ขณะที่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จะดำเนินการเรื่องนี้โดยผ่าน
กระทรวงการต่างประเทศของไทยในกรุงเทพฯ

ศาลกรุงพนมเปญได้ลงความเห็นว่า นายศิวรักษ์กระทำความผิดในคดีที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของกัมพูชา
หลายฝ่ายจึงเชื่อว่าทางออกของคดีที่โยงใยกับความตึงเครียดทางการเมือง ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชานั้น
ก็คือ ทางการกรุงพนมเปญอาจจะต้องเนรเทศผู้กระทำผิดออกนอกประเทศ

แต่เรื่องกลับเป็นตรงข้าม นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นผู้ดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษให้เอง
แบบพลิกความคาดหมาย และ ยังอนุญาตให้ทำงานในกัมพูชาต่อไปได้อีก.

เป็นการแก้เกมส์ของ ฮุนเซน เพื่อไม่ให้ทักษิณมีอิทธิพลเหนือตนเอง
เมื่อรู้ว่า เข้าข้างทักษิณทำให้เสียเปรียบในเวทีโลก และ กำลังเจอวิกฤตดูไบ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ