ละครจะจบอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาเหลือทนกับกระบวนการ ยุติ(ความเป็น)ธรรม

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ละครจะจบอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาเหลือทนกับกระบวนการ ยุติ(ความเป็น)ธรรม

ตั้งหัวข้อ  devil on Fri Dec 11, 2009 6:23 am



โดย คุณ อัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้ http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=30626
22 พฤศจิกายน 2552

เมื่อผู้เขียนพูดว่า หนัง-ละคร กำลังจะจบฉากอีกตอนหนึ่งนั้น
ก็มีคนถามว่า มันจะจบลงอย่างไร ในเมื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ยังคงมีเสียงข้างมากอยู่ในสภา และพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังไม่มีใครออกอาการว่า
จะผละจากข้อนี้ ผู้เขียนก็ยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะเหตุว่า
ดูจากสีหน้าท่าทางของนายอภิสิทธิ์แล้ว ก็รู้สึกได้ว่า ท่านยังอยู่สุขสบาย
ไร้กังวล ยิ้มหยันผู้คนได้เป็นปรกติ ไม่มีความวิตกทุกข์ร้อน
ทั้งที่กิเลนประลองเชิง กองเชียร์คนสำคัญ ก็เขียนถึงท่านว่า เวลานี้
กำลังรับบท “พระรามคลุกฝุ่น” แทนหนุมานเสียแล้ว

นายอภิสิทธิ์คงไม่รู้จริงๆ ว่า ประเทศไทยถูกดูดเข้าสู่หลุมดำลึกเพียงใด ภายใต้การบริหาร 10 เดือน ของพรรคประชาธิปัตย์
ตัวนายกฯเองนั้น รับงานปาฐกถา-เปิดงาน และงานพิธีทางสังคมอื่นๆ
รวมวันละหลายงาน ก็เลยนึกว่า ตัวเองทำงานหนักเพื่อประเทศชาติ
และปัญหาสำคัญจริงๆ ของชาติก็ได้รับการแก้ไขไปมากแล้ว
อนิจจาเอ๋ย! นายกฯหารู้ไม่ว่า การขยันทำงานตัวเป็นเกลียวของท่านนั้น
มันเข้าตำรา โง่แล้วขยัน ที่หลายคนพูดกันว่า ผู้นำประเทศยุคราชาธิปไตยนั้น
ท่านต้องการประหารคนประเภทนี้ ไม่ใช่เลี้ยงไว้ให้สร้างปัญหา
นายอภิสิทธิ์ นักเรียนอังกฤษผู้ร่ำเรียนวิชาเดียวกันมาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
แบบเดียวกับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ไม่รู้ตัวเลยสักนิดเชียวหรือว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้
มันตกอยู่ในสภาพย่ำแย่แค่ไหน
ทางภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคนำนั้น ย่ำแย่ติดต่อมา 3 ปี
หากไม่ได้รับการเยียวยาโดยด่วนเสียภายในปีหน้า
ก็จะไม่มีใครสามารถป้องกันไม่ให้ล้มละลายกันได้อีกแล้ว
ทางด้านภาคเกษตรคือรากหญ้า ซึ่งได้แก่รากฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย
ดังที่ได้พิสูจน์กันมาแล้วในปี 2540-2544 ว่า ถ้าไม่มีภาคเกษตรคอยค้ำยัน
ตอนนั้นเราก็ไม่เหลือสภาพความพอมีพอกินไว้ให้เห็น
คนไทย คงจะต้องถือกะลาขอทานอยู่ตามประเทศมาเลเซียหรือกัมพูชาก็ไม่แน่ !

แต่ภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ก็ช่วยค้ำยันสังคมไทยไว้ได้ในครั้งนั้น ถึงวันนี้ ภาคเกษตรกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะใกล้โคม่าอีกแล้ว
เมื่อราคาข้าวตกไปอยู่ที่เกวียนละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงควรจะอยู่ที่ 10,000-12,000 บาท
ยางพารา ก็ควรจะอยู่ที่ กก. ละ 70-80 บาท แทนที่จะเป็น 50-60 บาท
พืชไร่อย่างอื่นที่ปลูกกันในภาคเหนือและภาคอีสานไม่ต้องพูดถึง!
เมื่อเราพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่า เศรษฐกิจไทย
จะย่ำแย่ถึงขั้นกู้เงินเขามากิน กู้เงินเขามาโกงเพียงใด แต่เอาเข้าจริง
ปัญหาเศรษฐกิจ ก็ไม่เคยฉุดให้รัฐบาลล้มลงได้ เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาล
ย่อมมีลูกเล่นด้านงาน Propaganda พอเอาตัวรอดไปได้
เอาเข้าจริง รัฐบาลไทยมักอยู่ไม่รอด
เมื่อปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมมันถึงจุดเดือด หรือพูดง่ายๆ ว่า
สำนวนไทยที่ว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” นั่นต่างหาก

ปัญหาความเป็นธรรมในสังคมไทยในขณะนี้ รุนแรงถึงจุดเดือด
ผู้พิพากษา 3 ท่าน ที่ออกมาแสดงตัวต่อสาธารณะ เพื่อบอกให้คนรู้ว่า แม้ผู้พิพากษาก็เหลือทนเหมือนกันคือ
1.ท่านมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
2.ท่านอุดม มั่งมีดี และ
3.ท่านกีรติ กาญจนรินทร์


ทั้ง 3 ท่านนี้ เปรียบได้กับปรอทที่บอกอุณหภูมิร้อนแรงของความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย
ท่านมานิตย์นั้น ท่านพูดมานาน และท่านได้เป็น ส.ส. ไปแล้ว ช่างท่านเถิด
แต่ท่านอุดม มั่งมีดี ที่ออกมากล่าวคำขอโทษคนไทยทั้งประเทศ
ที่กระบวนการยุติธรรมไทยใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน มาตลอด 3 ปีนั้น

คนที่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมต้องรับฟัง
หรือท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เช่นเดียวกัน
ท่านผู้นี้ได้เขียนคำพิพากษาประวัติศาสตร์ สำหรับวงการศาลไทย
เมื่อท่านต้องตัดสินคดีที่ ป.ป.ช. ร้องขอให้ลงโทษนายยงยุทธ ติยะไพรัช
ฐานแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
ผู้พิพากษาผู้ซึ่งมีจิตวิญญาณนักประชาธิปไตยท่านนี้ ได้พิพากษาว่า
ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะผู้ร้องเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดย คปค.
หรือตอนหลังคือ คมช. คปค. หรือ คมช. คือผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหาร จึงได้อำนาจมาโดยมิชอบโดยวิถีทางประชาธิปไตย
อันที่จริง คปค. หรือ คมช. ได้รับนิรโทษกรรมให้พ้นผิดคดีอาญา มาตรา 113
แล้ว แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะตั้งองค์กรต่างๆ
ขึ้นมาจัดการกับคนอื่น
พูดตรงๆ ก็คือ ผู้พิพากษาท่านนี้ ปฏิเสธอำนาจปฏิวัติ

คำพิพากษานี้ จุดไฟในหัวใจประชาชนผู้รักความเป็นธรรมให้ลุกโพลง
จุดไฟให้นักประชาธิปไตย ได้เกิดความคึกคัก
และมั่นใจในแนวทางต่อสู้ที่ดำเนินมา

ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ เพราะเหตุนี้เป็นหลัก
ส่วนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลนั้น อย่าไปหวังพึ่งเลย
พวกเขาเป็นขอนไม้ผุๆ ลอยน้ำมา แถมมีอสรพิษติดอยู่บนขอนไม้ โขยงใหญ่ด้วย

Posted by พยับหมอก
http://thaienews.blogspot.com/2009/11/22-2552-10.html
avatar
devil

จำนวนข้อความ : 69
Registration date : 29/11/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ละครจะจบอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาเหลือทนกับกระบวนการ ยุติ(ความเป็น)ธรรม

ตั้งหัวข้อ  devil on Fri Dec 11, 2009 7:37 am

ท่านอุดม มั่งมีดี พูด ยิ่งเห็นชัดว่าวงการยุติธรรมไทยวันนี้ตกต่ำที่สุดแล้ว

นี่เป็นเครื่องพิสูจน์คำพูดที่ว่า “ถ้าศาลสิ้น
อิสระ ประชาก็ขาดที่พึ่ง” ชัดเจนที่สุด จำคืนหนึ่งที่หน้าศาลยุติธรรม ริม
สนามหลวง ได้ดีว่า นักเรียนกฎหมายหลายพันคนไปชุมนุมประท้วงให้ยกเลิกประกาศ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 299 หรือการที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการทำงานในศาล
ยุติธรรม ผู้พิพากษาต่างพากันไม่พอใจ นักเรียนกฎหมายพากันออกมาคัดค้าน จน
ต้องยกเลิกไปในที่สุด แต่วันนี้การแทรกแซงเหล่านี้กลับมาอีกแล้ว และทำด้วย
วิธีที่ไร้ยางอาย ไร้หลักการกว่าเก่าเสียอีก เมื่อก่อนออกเป็นกฎ
ระเบียบ เดี๋ยวนี้ใช้กระซิบแกมสั่งเอา

ข้อมูลในคำพูดของ ท่านอุดม มั่งมีดี นั้น เปิดโปงขบวนการตุลาการไทยแบบล่อน
จ้อน ไม่ว่าจะเป็นอคติของคนทำงาน การอ้างตนเป็นผู้ทำการภายใต้พระ
ปรมาภิไธยฯ แต่ไม่สนใจกับกระแสพระราชดำรัส การกระทำโดยไม่คำนึงถึงหลักพื้น
ฐานแห่งความยุติธรรมและกระบวนการพิจารณา ฯลฯ ท่านพูดตรงมาก โดยมีบทสรุปที่
สำคัญที่สุดก็คือ วันนี้กระบวนการยุติธรรมไทยตกต่ำจนเข้าขั้นวิกฤตที่สุด
แล้ว ประชาชนไม่ยอมรับนับถือเคารพยำเกรง ข้าราชการตุลาการเองก็แตกแยกกัน
เป็นหลายกลุ่มหลายพวก ถือเป็นความเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในวงการนี้ หลัง
จากกรณีวิกฤตตุลาการเกี่ยวกับการตั้งประธานศาลฎีกาเมื่อหลายปีก่อน ท่านได้
กล่าวคำขอโทษประชาชนออกมาชัดเจน


แต่สิ่งที่ท่านอุดม มั่งมีดี ไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงอีกอย่างหนึ่งนั้นก็
คือ ความตกต่ำเหล่านี้มาจากการเข้าแทรกแซงวงการยุติธรรม ของอำนาจนอกระบบและ
พวกมหาอำมาตย์ทั้งหลาย ผ่านสุนัขรับใช้ในขบวนการตุลาการวิบัติ ที่ทุกคนต่าง
ได้ดิบได้ดีหลังที่ร่วมกันทำเรื่องเลวร้ายสำเร็จเสร็จสิ้นลง มีการพยายามปิด
ปากตุลาการผู้รักความยุติธรรม ขยายอายุราชการของข้าราชการตุลาการออกไปอีก
สิบปีหวังว่าจะเป็นการทำให้เงียบเสียงกันลง เพื่อให้คนพวกนี้ยังกุมอำนาจ
บริหารเอาไว้ ไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่รับไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาในเวลา
อันสั้น พวกนี้ทำอย่างนี้เพราะคนเลวย่อมคิดว่าปลอกคอจะปกป้องพวกเขาให้ทำ
อะไรก็ได้ แต่ลืมไปว่า ยังมีข้าราชการตุลาการรุ่นหลังอีกมากมายที่รอจะเติบ
โตต่อไปเมื่อเวลาของพวกตนมาถึง แต่กลับถูกสกัดกั้นไว้โดยความเห็นแก่ตัวของ
คนพวกนี้ สมัยก่อนนั้น การต่ออายุการทำงานของข้าราชการตุลาการทำอยู่เป็น
ปกติเพราะขาดแคลนคนทำงาน แต่ท่านเหล่านั้นจะไม่ได้สิทธิในการบริหารหรือการ
พิจารณา เป็นเพียงที่ปรึกษาทางคดีเท่านั้น แต่วันนี้พวกตุลาการวิบัติทำได้
ทุกอย่าง เป็นเรื่องไร้มารยาทไร้คุณธรรมที่สุด

http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=35204
avatar
devil

จำนวนข้อความ : 69
Registration date : 29/11/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ละครจะจบอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาเหลือทนกับกระบวนการ ยุติ(ความเป็น)ธรรม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 11, 2009 10:07 am


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตุลาการภิวัตน์ (อีกครั้ง)

ตั้งหัวข้อ  Meo on Fri Dec 18, 2009 8:34 am

09 ธันวาคม 2552 17:56:59

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

บทบรรณาธิการครั้งที่แล้วได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
มีผู้ติดต่อมายังผมเพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้พิพากษาเจ้าของคำ
วินิจฉัยส่วนตัวซึ่งผมก็ได้แจ้งให้ทราบเท่าที่ผมทราบ
ใครที่อยากอ่านคำวินิจฉัยส่วนตัวของคุณกีรติ กาญจนรินทร์ฉบับเต็ม
ก็สามารถเข้าไปอ่านดูได้นะครับ
แล้วก็อย่าลืมช่วยกันเผยแพร่ต่อไปด้วยเพราะเท่าที่ได้รับฟังมาก็มีแต่คนชื่น
ชมในเนื้อหาสาระและความถูกต้องตรงไปตรงมาของคำวินิจฉัยส่วนตัวดังกล่าวกัน
อยู่มากครับ

เพื่อนนักวิชาการ 2-3 คน
พูดคุยกับผมเรื่องการนำเอาคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยส่วนตัวที่ดีๆ
ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา (ช่วงเวลาที่เรียกกันว่า
“ตุลาการภิวัตน์”) ออกมาเผยแพร่เพราะแม้ในคำพิพากษาบางคำพิพากษาจะ “โดนใจ”
คนบางกลุ่ม
แต่สำหรับคนบางกลุ่มแล้วกลับมองว่าคำพิพากษาเหล่านั้นสร้างความไม่ชัดเจนทาง
วิชาการให้กับวงการกฎหมายเป็นอย่างมาก
เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในบางประเทศมาแล้ว ดังนั้น
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมจึงกลับไปนั่งอ่านคำวินิจฉัยคดีต่างๆ ใหม่
เพื่อหาข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอตามความเห็นของเพื่อนนักวิชาการของผมครับ

สิ่งที่จะนำมาเสนอต่อไปนี้ ผมไม่ได้มีวัตถุประสงค์ใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์ทางการเมือง
หรือวัตถุประสงค์ที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อบุคคลหรือต่อองค์กรหรือต่อระบบ
ผมมีความต้องการเพียงนำความคิดเห็นของผู้พิพากษาตุลาการบางคน
ที่ผมเห็นว่าน่าจะบันทึกเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ของการบังคับใช้กฎหมายมา
เผยแพร่อีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเองครับ

กรณียุบพรรคไทยรักไทยเป็นกรณีที่น่าสนใจมากในเชิงกฎหมายและมีประเด็นในทาง
ด้านกฎหมายให้โต้เถียงกันมากด้วยครับ คงจำกันได้ว่าหลังรัฐประหาร 19
กันยายน 2549 ไม่กี่วัน เราก็ได้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549” มาใช้บังคับ ซึ่งก็เป็น “ความแปลก”
ทางนิติศาสตร์เพราะทุกครั้งภายหลังรัฐประหารก็จะมีการออก
“ธรรมนูญการปกครองประเทศ” มาใช้บังคับ
เหตุผลที่ใช้คำดังกล่าวก็คงเป็นเพราะว่าไม่ได้ทำโดยกระบวนการปกติที่ควรจะทำ
แต่เป็นการทำโดย “กลุ่มบุคคล” ที่ได้อำนาจมาโดยไม่ถูกต้องมากกว่า ดังนั้น
จึงไม่มีใครใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กับสิ่งที่คณะรัฐประหารได้ทำขึ้น
แต่ในการรัฐประหารครั้งนี้กลับใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ”
กับสิ่งที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้น จะว่าไม่แปลกได้อย่างไรครับ!!!
และที่แปลกประการต่อมาก็คือ
ธรรมนูญการปกครองประเทศที่เกิดจากคณะรัฐประหารมักจะเป็นบทบัญญัติชั่วคราว
ที่พูดถึงการปกครองประเทศในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน
มีการตั้งองค์กรเท่าที่จำเป็น เช่น รัฐสภาก็ให้มีเพียงสภาเดียวคือ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อจะได้ผลิตกฎหมายได้รวดเร็วทันใจผู้แต่งตั้ง!
แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ได้ตั้ง “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาด้วย
ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกๆ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผู้คนก็สงสัยว่าตั้งขึ้นมาทำไมเพราะในอดีตที่ผ่านมา
ไม่เคยมีธรรมนูญการปกครองประเทศฉบับไหนเลยที่ตั้งองค์กรที่มีลักษณะดังกล่าว
ขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนผ่าน
แต่ความสงสัยนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็วเพราะก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่ว
คราวจะมีผลใช้บังคับ (1 ต.ค. 2549) เพียงวันเดียว
คณะรัฐประหารได้ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา
กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 “วางกลไก”
ต่างๆ เอาไว้ในข้อ 3 ว่า
“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ
มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดเพราะเหตุกระทำตามต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น
มีกำหนดห้าปีนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง” วันรุ่งขึ้น
เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีผลใช้บังคับ ความชัดเจนจึงเกิดขึ้น
และก็เป็นที่คาดเดากันได้ล่วงหน้าเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นในเวลาต่อมาครับ!!!

คงไม่ต้องเล่าอะไรมากไปกว่านี้แล้ว วันที่ 30 พฤษภาคม 2550
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้มีคำวินิจฉัย
ที่ 3 - 5/2550
สั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ
เมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 67 ประกอบมาตรา 66 (1) และ (3) –
(ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกทางนิติศาสตร์อีกประการหนึ่งที่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี
พ.ศ. 2540 ถูกยกเลิกไปแล้ว
ทำไมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ออกตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจึงยังมีผลใช้
บังคับอยู่ได้ก็ไม่ทราบ!!!) –
กับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คน
มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย
ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ข้อ 3
avatar
Meo

จำนวนข้อความ : 64
Registration date : 13/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ละครจะจบอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาเหลือทนกับกระบวนการ ยุติ(ความเป็น)ธรรม

ตั้งหัวข้อ  Meo on Fri Dec 18, 2009 8:35 am

ประเด็นที่น่าสนใจในคำวินิจฉัยดังกล่าวมีอยู่หลายประเด็น
แต่ประเด็นที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมคงอยู่ที่การที่คณะรัฐประหารออก
ประกาศฯ ฉบับที่ 27 ให้มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ
ซึ่งก็มีผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นกันมาก ในประเด็นดังกล่าว
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้มีคำอธิบายโดยได้ตั้งคำถามไว้ในคำวินิจฉัยในหน้าที่
100 ว่า “ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พุทธศักราช 2549 ฉบับที่ 27 ข้อ 3
เป็นกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล
ต้องห้ามมิให้ใช้บังคับหรือไม่” และก็ได้ให้คำตอบเอาไว้ในหน้าเดียวกันคือ
“หลักการห้ามออกกฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายกับบุคคลนั้น
มีที่มาจากหลักการที่ว่า ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ
แต่หลักการดังกล่าวใช้บังคับกับการกระทำอันเป็นความผิดอาญาเท่านั้น
ดังที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 บัญญัติว่า “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญา
ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและ
กำหนดโทษไว้
และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดนั้นจะต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”
ซึ่งหลักการนี้ได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีต
หลายฉบับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เป็นต้นมา

ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบับที่ 27 ข้อ 3
ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนดห้าปี
นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคเพราะเหตุกระทำต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 นั้น
แม้เป็นบทบัญญัติที่มีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่กระทำการต้องห้าม
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66
ก่อนที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับต้องรับผลร้ายเพิ่มขึ้น
เนื่องจากเดิมเพียงแต่ได้รับผลตามมาตรา 69 กล่าวคือ
จะขอจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
หรือมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ตามมาตรา 8
อีกไม่ได้เท่านั้น แต่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมิใช่โทษทางอาญา
เป็นเพียงมาตรการทางกฎหมายที่เกิดจากผลของกฎหมายที่ให้อำนาจในการยุบพรรคการ
เมืองที่กระทำการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ
เมือง พ.ศ. 2541
เพื่อมิให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง
และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีโอกาสที่จะกระทำการอันเป็นการก่อให้เกิด
ความเสียหายซ้ำอีกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
และแม้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนในสังคมที่มีการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย แต่การมีกฎหมายกำหนดว่า บุคคลใดสมควรมีสิทธิเลือกตั้ง
เพื่อให้เหมาะสมแก่สภาพแห่งสังคม
หรือเพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยในสังคมนั้นดำรงอยู่ย่อมมีได้
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบับที่ 27 ข้อ 3
จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังแก่การกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคในคดีนี้ได้
ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้องที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น”

มีคนออกมาให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวกันไปมากแล้ว
ซึ่งก็คงไม่จำเป็นที่ผมจะต้องออกมาเสริมหรือเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น
แต่สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอเป็นความเห็นของ คุณปัญญา ถนอมรอด
ประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
ซึ่งในขณะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นดำรงตำแหน่งเป็น
ประธานศาลฎีกาอยู่ด้วยครับ ความเห็นของคุณปัญญาฯ เป็น 1 ใน 3
ความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยซึ่งมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ
กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับกับประชาชนจะต้องประกาศให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าก่อน
กฎหมายที่เป็นผลร้ายกับประชาชนไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษกับประชาชนได้
ลองอ่านดูความเห็นของคุณปัญญาฯ กันครับ

“ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อ 12 มีว่า
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
มีผลใช้บังคับย้อนหลังกับการกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรคในคดีนี้หรือไม่

ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ข้อ 3 บัญญัติว่า
“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ
มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดเพราะเหตุกระทำการต้องห้าม
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนด 5 ปี
นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค” ประกาศฉบับดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 30
กันยายน 2549
แต่การกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรคการเมืองในคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่พระราช
กฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2549
มีผลบังคับจนถึงวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว
กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 จนถึงวันที่ 2 เมษายน 2549
จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ความในข้อ 3
แห่งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
มีผลใช้บังคับย้อนหลังกับการกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรคในคดีนี้หรือไม่
avatar
Meo

จำนวนข้อความ : 64
Registration date : 13/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ละครจะจบอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาเหลือทนกับกระบวนการ ยุติ(ความเป็น)ธรรม

ตั้งหัวข้อ  Meo on Fri Dec 18, 2009 8:35 am

พิจารณาแล้วเห็นว่า กฎหมายที่ดีนั้นต้องตราขึ้นโดยอาศัยหลักนิติธรรม
กล่าวคือ
กฎหมายต้องตราขึ้นโดยสถาบันซึ่งประชาชนพลเมืองยอมรับนับถือให้มีสิทธิและมี
อำนาจที่ตราขึ้นบังคับได้ กฎหมายจะต้องยอมรับในหลักที่ว่า
ประชาชนทุกคนในประเทศนั้นมีเกียรติและเสมอกันในกฎหมาย
จะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายยิ่งไปกว่าผู้อื่น
กฎหมายจะกำหนดให้เอาตัวประชาชนผู้ใดไปลงโทษไม่ได้
เว้นไว้แต่ว่าประชาชนผู้นั้นจะได้กระทำการซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้ก่อนแล้ว
ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด

เมื่อพิจารณาหลักนิติธรรมข้างต้นประกอบกับการตรากฎหมายนั้น
โดยทั่วไปมีเจตนารมณ์เพื่อปรับใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและ
อนาคต การใช้กฎหมายย้อนหลัง
หากมีผลย้อนหลังไปเพื่อเป็นคุณหรือบรรเทาความเดือดร้อน
และไม่กระทบถึงสิทธิของประชาชนนั้นสามารถจะกระทำได้ แต่ในทางตรงข้าม
หากใช้กฎหมายย้อนหลังไปในทางที่เป็นโทษหรือเพิ่มโทษ
ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายในทางที่เป็นปฏิปักษ์กับหลักความยุติธรรมสากล
หลักนี้ใช้เคร่งครัดมากในคดีอาญาโดยเฉพาะอย่างยิ่งโทษทางอาญา
แต่เป็นที่ยอมรับในหลายประเทศว่า
กฎหมายใดที่ออกมาบังคับใช้ย้อนหลังแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของประชาชน
หรือเป็นไปในทางลิดรอน เพิกถอน
หรือจำกัดสิทธิของประชาชนที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมายก็เป็นการต้อง
ห้ามเช่นกัน ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 3
ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนด 5 ปี
เป็นบทบัญญัติที่ตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่อยู่ในประเทศที่ปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตยจะพึงมี
ผู้ที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งนอกจากไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว
ยังเสียสิทธิอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น
สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
ผู้บริหารท้องถิ่น สิทธิเข้าชื่อร้องขอให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายด้วย เป็นต้น
สิทธิของผู้ถูกตัดสิทธิจึงต่ำกว่าประชาชนทั่วไป
จึงเป็นการตัดสิทธิทางการเมืองที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกตัดสิทธิมากกว่าการถูก
ลงโทษปรับในคดีอาญา
การลงโทษบุคคลหรือการกำหนดให้บุคคลต้องรับผิดหรือถูกจำกัดสิทธิต้องเป็นไป
ตามกฎหมาย แต่กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม
การตีความกฎหมายจะต้องถือความยุติธรรมเป็นหลัก
ไม่ควรตีความให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของประชาชนที่มีอยู่แล้ว
ขณะเกิดเหตุกฎหมายที่ใช้บังคับได้แก่
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 69
กำหนดว่า เมื่อพรรคการเมืองต้องยุบไปเพราะกระทำผิดตามมาตรา 66
กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะขอตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือเป็นกรรมการ
บริหารพรรคการเมืองอีกไม่ได้ภายใน 5 ปี
นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ
รัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ออกกฎหมายให้
ผู้ละเมิดต่อกฎหมายต้องรับผิดเพียงเท่านี้
ประชาชนรวมทั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองต่างๆ ทราบว่า
ผลบังคับที่สังคมต้องการมีเท่านี้
เมื่อกรรมการบริหารพรรคกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายจนเป็นเหตุให้อัยการสูงสุดซึ่ง
เป็นผู้ร้องคดีนี้ร้องขอให้ยุบพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อยุบพรรคแล้ว
กรรมการบริหารพรรคจะได้รับผลร้ายตามมาตรา 69
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา คณะปฏิรูปการปกครองฯ
ได้ยึดอำนาจอธิปไตยและออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับต่างๆ
รวมทั้งฉบับที่ 27 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนี้ด้วย
ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเพิ่มเติมขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค
คดีนี้หลังจากถูกยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรค
ผู้ถูกร้องและกรรมการบริหารพรรคมิได้กระทำการฝ่าฝืนหรือต้องห้ามตามกฎหมาย
อีก
การบัญญัติกฎหมายหรือตีความกฎหมายให้บุคคลดังกล่าวต้องรับผิดเพิ่มขึ้นอีก
หลังจากการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้ยุติไปนานแล้ว
ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง
และไม่เป็นประโยชน์แก่สังคม รวมทั้งประเทศชาติ
จึงเห็นว่าประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 3
ไม่มีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่กรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องทั้งสาม”

ก็ขอให้อ่านความเห็นของคุณปัญญาฯ อย่างละเอียดนะครับ
ผมมองเห็นอะไรบางอย่างที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยส่วนตัวดังกล่าวอยู่ด้วยแต่
คงไม่สามารถให้ความเห็นได้ในที่นี้ แล้วก็อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า
ผมต้องการให้มีการ “บันทึก” ความเห็นที่ “ถูกต้อง”
เหล่านี้ไว้เป็นประวัติศาสตร์ของการบังคับใช้กฎหมายต่อไป
ก็คงต้องช่วยกันเผยแพร่ต่อเช่นเดียวกับความเห็นของคุณกีรติ กาญจนรินทร์
ที่ได้นำเสนอไปในบทบรรณาธิการครั้งที่แล้วครับ

ผู้อ่านคงต้องวิเคราะห์กันเองว่า
คำวินิจฉัยกลางกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญสอดคล้อง
กับหลักกฎหมายที่ควรจะต้องเป็นหรือไม่ อย่างไรครับ

จริง ๆ แล้วผมอยากนำเอาความเห็นส่วนตัวของตุลาการเสียงข้างน้อยอีก 2
คนรวมทั้งความเห็นของตุลาการเสียงข้างมากบางคนที่มี “ชื่อเสียง”
ทางด้านกฎหมายมานำเสนอไว้ด้วย แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่
ก็คงต้องขอจบไว้เพียงเท่านี้ครับ

ที่มา http://www.pub-law.net/

http://www.innnews.co.th/nantawat.php
avatar
Meo

จำนวนข้อความ : 64
Registration date : 13/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ