ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

หน้า 1 จาก 3 1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Dec 12, 2009 7:26 pm

ทหารอากาศ พร้อมเจ้าหน้าที่สนามบินดอนเมือง
ตรวจยึดเครื่องบินเกาหลีเหนือขนอาวุธสงครามร้ายแรงหนักกว่า 40 ตัน
จากกรุงเปียงยาง มุ่งหน้าส่งไปยังยูเครน
พร้อมอายัดเคลื่อนย้ายไปยังสนามบินตาคลี นครสวรรค์แล้ว


วันนี้ (12 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา
แหล่งข่าวทางการทหารได้แจ้งว่า ทางเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา
ซึ่งติดตามรายละเอียดการค้าอาวุธสงคราม
ได้แจ้งขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทางการบินของไทยให้ตรวจสอบเครื่องบิน
จากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือลำหนึ่ง
เนื่องจากได้เบาะแสว่าเครื่องบินลำนี้จะลงจอดขอเติมน้ำมันในประเทศไทย
ซึ่งเมื่อได้รับการติดต่อดังกล่าว
ทางเจ้าหน้าที่ของไทยได้บังคับให้เครื่องบินลำดังกล่าวลงจอดที่สนามบิน
ดอนเมือง

อย่างไรก็ตาม
หลังจากตรวจสอบทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ตรวจพบอาวุธสงครามร้ายแรงน้ำหนักรวม
กว่า 40 ตัน บนเครื่องบินลำดังกล่าว
โดยการสอบสวนในชั้นต้นเจ้าหน้าที่พบว่าเครื่องบินลำดังกล่าวเดินทางมาจาก
ประเทศเกาหลีเหนือกำลังจะเดินทางต่อไปประเทศยูเครน
ขณะที่อาวุธที่บรรทุกมาจะถูกส่งต่อไปยังประเทศอื่น

รายงานล่าสุดระบุว่า ทางการไทยได้อายัดเครื่องบินลำดังกล่าวเอาไว้
และได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายไปยังสนามบินตาคลี จ.นครสวรรค์
ซึ่งอยู่ในความควบคุมของกองทัพอากาศ

..................................................................

อาวุธพร้อม กำลังพร้อม ระวังน้า อะไรก็เกิดขึ้นได้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Dec 12, 2009 7:49 pm

ประเทศเราก็งานเข้า

(เรื่องไม่เป็นเรื่องจริงๆ...ระดับโลกเขาซื้ออาวุธรบกัน ขอลงจอดกเติม
น้ำมันเสร็จก็ไปแต่อาจไม่ได้แจ้งตามระเบียบ ดูแค่อย่าขนลงก็พอหรือไม่มีติด
ร่มทิ้งกลางทาง หรือบินดู ตำรวจไทยเอาลาภแบบฆ่าตัดตอนใต้มาให้ไทยอีก
แล้ว สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินจนได้ ตอนนี้เกาหลีเหนือมาช่วยพม่าขุดถ่ำลอดแม่
น้ำเมย ๔๐ ถ่ำบุกไทย ตะโกนจนปากฉีก ทีแบบนี้ไม่ยุ่ง...สรุปเบลารุสช่วยแขก
ใต้ เกาหลีเหนือ่วยพมา ฉิบหายจนได้ ควยปชป. ไอ้เหี้ยไหงผัวแม่เลี้ยงติก
เพื่อกู งานเข้าจริงๆ รบกับแขกกับเจ็กเกาหลีเหนือ ตายห่างานนี้ ไม่มี
เรื่องก็ดีไป แม่งส่งเครื่องบินมาเอาคืนหรือทิ้งระเบิด หรือยิงจรวดจาก
เปียงยางใส่ สมัยก่อนก็ช่วยไอ้กันรบเกาหลีเหนือ ...บ้าเข้าไป อาแดง)

cmboom รหัสเกียกกาย 7309

ตั้งกระทู้เมื่อ 12/12/2552 เวลา 19:10 น.

http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=35285

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Dec 12, 2009 8:06 pm

12 ธค. 2552 18:52 น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่
ศุลกากร ประจำคลังสินค้าภายในประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง ได้เข้าทำการตรวจ
สอบเครื่องบินลำเลียงแบบทหาร รุ่น IL 76 (อิลยูชิน 76) สีขาว เลขข้างตัว
เครื่อง 4L-AWA สัญชาติคาซัคสถาน ซึ่งเดินทางมาจากกรุงเปียงยาง สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ เพื่อขออนุญาตลงจอดที่คลัง
สินค้า ท่าอากาศยานดอนเมืองแทน จากการตรวจสอบปรากฏว่าเจ้าหน้าที่พบตู้
เหล็ก และลังไม้ขนาดใหญ่ บางส่วนแยกบรรจุหีบห่อมาอย่างดี โดยบรรทุกมาเต็มลำ
เครื่อง รวมน้ำหนักประมาณ 35-40 ตัน แต่ภายในบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดกลับเป็น
อาวุธสงคราม ประเภทอาวุธหนักหลายชนิด เช่น ท่อส่งจรวด หัวจรวด จรวดอาร์พี
จี เป็นต้น โดยอาวุธประเภทท่อส่งจรวดนั้นมีรายงานว่าเป็นท่อส่งจรวดที่ยิง
จากภาคพื้นสู่อากาศ หรือกราวน์มิซซาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังตรวจสอบอาวุธสงครามบนเครื่องบินเจ้าหน้าที่จึงได้
เชิญตัวชาวต่างชาติทั้งหมด 5 คน เป็นชาวเบลารุส 1 คน คาซัคสถาน 4 คน ใน
จำนวนนี้มีนักบินรวมอยู่ด้วยให้ลงจากเครื่องเพื่อขอทำการตรวจสอบอย่าง
ละเอียดอีกครั้ง ต่อมา เจ้าหน้าที่ทหารอากาศ และทหารบกได้นำรถบรรทุกขนาด
ใหญ่มาขนถ่ายอาวุธสงครามทั้งหมดออกจากเครื่องบิน ก่อนจะประสานสำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ โดย กองบังคับการปราบปราม นำโดย พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษา
ราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผกก.1 บก.ป. นำล่ามภาษาจากตำรวจ
ท่องเที่ยวเข้าทำการสอบปากคำชาวต่างชาติทั้งหมด

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. เวลา
ประมาณ 16.00 น. ชาวต่างชาติกลุ่มนี้ได้นำเครื่องบินลำดังกล่าวมาลงจอดที่
ประเทศไทยเพื่อเติมน้ำมัน จากนั้นทั้งหมดได้นำเครื่องบินเดินทางไปยังกรุง
เปียงยาง เกาหลีเหนือ ก่อนจะกลับมาแวะเติมน้ำมันในวันนี้แต่มาถูกตรวจสอบพบ
ว่าในลำเครื่องมีการบรรทุกลำเลียงอาวุธสงครามมาเต็มลำ โดยอาวุธสงครามทั้ง
หมดนี้คาดว่านำมาจากเกาหลีเหนือแต่จุดหมายปลายทางยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะ
เป็นประเทศใดในแถบตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามในการขนส่งอาวุธสงครามผ่านน่าน
ฟ้าประเทศไทยนั้นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ นอกจากนี้ยังอาจมี
ความผิดฐานสำแดงเท็จด้วย แต่ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนของกลางอาวุธสงครามทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ รวมทั้งเครื่องบินนั้นเจ้า
หน้าที่ทหารได้นำขึ้นรถบรรทุกไปเก็บรักษาไว้ที่คลังสรรพาวุธ กองบิน 4 ทหาร
อากาศ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ จากนั้นจะประสานพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่กอง
พิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่สรรพาวุธตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารที่
เกี่ยวข้องร่วมกันตรวจสอบอาวุธสงครามทั้งหมดอีกครั้ง ส่วนชาวต่างชาติทั้ง
หมดหลังจากสอบสวนที่คลังสินค้า ดอนเมืองแล้วพนักงานสอบสวนจะนำตัวมาสอบปากคำ
เพิ่มเติมและควบคุมตัวไว้ที่ห้องขังกองปราบปราม


http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=421379


เครื่องบินมันจะบรรทุกได้ถึง 40 ตันเชียวเหรอ

40 ตัน ก็ประมาณ 40,000 กิโล

โห!!! amazing จริงๆ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Dec 12, 2009 8:31 pm

sunny พิมพ์ว่า:คลินตัน เผยการหารือเกาหลีเหนือ-สหรัฐเป็นไปด้วยดี

วอชิงตัน
11 ธ.ค. - นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า
การพบหารือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกับเกาหลีเหนือที่กรุง
เปียงยาง ดำเนินไปอย่างดียิ่ง
แม้ว่ายังไม่มีกำหนดเวลาในการรื้อฟื้นการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์

นาง
คลินตัน กล่าวต่อผู้สื่อข่าวภายหลังนายสตีเฟน บอสเวิร์ธ
ผู้แทนเจรจาสหรัฐเสร็จสิ้นการเยือนเกาหลีเหนือว่า
ทั้งสหรัฐและเกาหลีเหนือเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการรื้อฟื้นการเจรจา
แต่ยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน นายบอสเวิร์ธ ซึ่งเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง
3 วัน นับเป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐคนแรกที่มาเกาหลีเหนือ
ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ
เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม
พร้อมให้คำมั่นจะใช้วิถีทางการทูตกับประเทศคู่อริของสหรัฐ.-สำนักข่าวไทย

http://news.mcot.net/international/inside.php?value=bmlkPTEyOTUyMCZudHlwZT10ZXh0

กาหลีเหนือประกาศจะให้ความร่วมมือสหรัฐแก้ปัญหานิวเคลียร์

เกาหลี
เหนือ 11 ธ.ค. - โฆษกกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือ แถลงว่า
เกาหลีเหนือและสหรัฐเห็นพ้องต้องกันที่จะร่วมมือกันต่อไป
เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

โฆษกเกาหลี
เหนือ ระบุด้วยว่า การหารือระหว่าง นายสตีเฟน บอสเวิร์ธ ทูตพิเศษสหรัฐ
กับผู้แทนของเกาหลีเหนือเต็มไปด้วยมิตรภาพและความจริงใจต่อกัน
นอกจากนี้ยังได้มีการหารือในประเด็นอื่นๆ อาทิ สนธิสัญญาสันติภาพ
และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ขั้นปกติระหว่างกัน
พร้อมกล่าวว่าการหารือกันอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าใจ
ซึ่งกันและกันได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
รวมทั้งสามารถลดความขัดแย้งทางความคิดและหาแนวทางที่ทั้ง 2 ฝ่าย
ยอมรับได้.-สำนักข่าวไทย

http://news.mcot.net/international/inside.php?value=bmlkPTQwMjgxJm50eXBlPWNsaXA=

ช่วงนี้แปะอย่างเดียว แปะ แปะ แปะ

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t661.htm

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 13, 2009 5:18 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1260698127&grpid=03&catid=

วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:55:12 น.
มติชนออนไลน์


ทอ.ส่งมอบเครื่องบินขนอาวุธให้ ตร.-ทอท.ดูแล

น.อ.มณฑล สัชฌุกร รองโฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงความคืบหน้าการจับกุม
ขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติว่า
ขณะนี้กองทัพอากาศได้ส่งมาตรการรักษาความปลอดภัย และการดูแลเครื่องบิน IL 76
ที่ใช้เป็นพาหนะขนอาวุธสงครามนี้ ให้กับการท่าอากาศยานและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูแลต่อไปแล้ว
ถือว่าหมดหน้าที่ในการดูแลเครื่องบินลำดังกล่าว

ทั้งนี้กองทัพอากาศได้รับผิดชอบให้ดูแลเก็บรักษาอาวุธสงครามที่เจ้าหน้าที่ควบคุมไว้มาเก็บไว้ที่กองบิน 4
อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ โดยกองทัพอากาศได้รับการประสานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการร่วมกันเก็บ
รายละเอียดของอาวุธทั้งหมด ซึ่งจะมีการร่วมกันดูแลรับผิดชอบต่อไป ขณะที่ถือว่ากองทัพอากาศมีหน้าที่เดียว คือ
การเก็บหลักฐานอาวุธสงครามไว้ ส่วนรายละเอียดของรูปคดีการสอบสวนต่างๆเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ


แปะ แปะ แปะ มั่งจิ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 13, 2009 5:47 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0101131252&sectionid=0101&day=2009-12-13

วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11600 มติชนรายวัน



ยึดอาวุธ - ทหารนำรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าขนถ่ายอาวุธสงครามประมาณ 35 ตัน ที่ยึดได้จากเครื่องบินลำเลียง
อิลยูชิน 76 สัญชาติคาซักสถาน ภายหลังเดินทางจากเกาหลีเหนือแวะเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยานดอนเมืองไปเก็บรักษาไว้
ที่คลังสรรพาวุธ กองบิน 4 ทหารอากาศ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พร้อมคุมตัวชาวต่างชาติ 5 คนไปสอบสวน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม


จับอาวุธสงครามโสมแดง มหึมา35ตัน! ทอ.-ตร.บุกยึด"เครื่องบิน"

ขณะลงดอนเมือง-เค้น5ลูกเรือ คาดส่งขายศรีลังกา-ตอ.กลาง

ตร.-ทหาร บุกค้นเครื่องบินลำเลียงทหารสัญชาติจอร์เจีย ขอจอดแวะเติมน้ำมัน"ดอนเมือง"
ตะลึงเจออาวุธสงครามร้ายแรงนานาชนิด 145 กล่อง หนัก 35 ตัน สั่งอายัดทันที รวบนักบินและ จนท.รวม 5 นาย
เป็นชาวเบลารุส 1 คาซักสถาน 4 เล็งตั้งข้อหาลอบขนอาวุธเข้า ปท. ผิด กม.เดินอากาศ สำแดงเท็จ
นำมาจากโสมแดงปลายทางศรีลังกา ส่งกองปราบฯคุมตัวสอบขยายผล


เหตุการณ์บุกจับขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 12 ธันวาคม
เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ประจำคลังสินค้าภายในประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม พร้อมด้วยตำรวจสันติบาล นำกำลังเข้าตรวจสอบเครื่องบินลำเลียงแบบทหาร รุ่น IL 76
(อิลยูชิน 76) สีขาว เลขข้างตัวเครื่อง 4L-AWA สัญชาติจอร์เจีย ซึ่งเดินทางมาจากกรุงเปียงยาง สาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ เพื่อขออนุญาตลงจอดที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานดอนเมืองแทน

จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบตู้เหล็ก และลังไม้ขนาดใหญ่ บางส่วนแยกบรรจุหีบห่อมาอย่างดี โดยบรรทุกมาเต็มลำเครื่อง
จำนวน 145 กล่อง น้ำหนักรวมประมาณ 35 ตัน แต่ภายในบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดกลับเป็นอาวุธสงคราม ประเภทอาวุธหนักหลายชนิด
เช่น ท่อส่งจรวด หัวจรวด จรวดอาร์พีจี ปืนกลติดรถยนต์ เป็นต้น โดยอาวุธประเภทท่อส่งจรวดนั้นมีรายงานว่าเป็นท่อส่งจรวด
ที่ยิงจากภาคพื้นสู่อากาศ หรือกราวด์มิสไซล์

หลังตรวจสอบอาวุธสงครามบนเครื่องบินเจ้า หน้าที่ เชิญตัวชาวต่างชาติทั้งหมด 5 คน เป็นชาวเบลารุส 1 คน
คาซักสถาน 4 คน ในจำนวนนี้มีนักบินรวมอยู่ด้วยให้ลงจากเครื่องเพื่อขอทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
เบื้องต้นมีรายงานว่าชาวต่างชาติกลุ่มนี้ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าสิ่งของที่อยู่บนเครื่อง นั้นเป็นเพียงชิ้นส่วน
หรืออะไหล่ของอาวุธสงครามเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นอาวุธสงครามร้ายแรงและมีพิรุธในการสำแดง
รายละเอียดของสินค้าจึงรายงาน ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องทราบก่อนจะอายัดเครื่องบินและสินค้าทั้งหมดไว้

พร้อมกับควบคุมตัวชาวต่างชาติทั้ง 5 คน เพื่อรอการสอบสวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ต่อมาเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารอากาศ และทหารบก ได้นำรถบรรทุกขนาดใหญ่มาขนถ่ายอาวุธสงครามทั้งหมด
ออกจากเครื่องบิน ก่อนจะประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ทางกองบังคับการปราบปราม มี
พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผกก.1 บก.ป. นำล่ามจาก
ตำรวจท่องเที่ยวเข้าทำการสอบปากคำชาวต่างชาติทั้งหมด

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนทราบว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม เวลาประมาณ 16.00 น. ชาวต่างชาติกลุ่มนี้
ได้นำเครื่องบินลำดังกล่าวมาลงจอดที่ประเทศไทยเพื่อเติมน้ำมัน จากนั้นทั้งหมดนำเครื่องบินเดินทางไปยังกรุงเปียงยาง
เกาหลีเหนือ ก่อนที่จะบินผ่านประเทศไทยในวันนี้และขอแวะลงจอด โดยอ้างว่าขอเติมน้ำมันและเปลี่ยนอะไหล่ล้อเครื่องบิน


แต่มาถูกตรวจสอบพบว่าในลำเครื่องมีการบรรทุกลำเลียงอาวุธสงครามมาเต็มลำ โดยอาวุธสงครามทั้งหมดนี้คาดว่านำมาจากเกาหลี
เหนือแต่จุดหมายปลายทางเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นประเทศศรีลังกา โดยลำเลียงอาวุธไปส่งยังประเทศแถบตะวัน ออกกลาง
ให้กับพวกกลุ่มแบ่งแยกดินแดน อย่างไรก็ตาม ในการขนส่งอาวุธสงครามผ่านน่านฟ้าประเทศไทยนั้นเข้าข่ายความผิด
ตาม พ.ร.บ. การเดินอากาศ นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดฐานสำแดงเท็จด้วย แต่ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของตำรวจ

ส่วนของกลางอาวุธสงครามทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ เจ้าหน้าที่ทหารได้นำขึ้นรถบรรทุกไปเก็บรักษาไว้ที่คลังสรรพาวุธ
กองบิน 4 ทหารอากาศ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ จากนั้นจะประสานพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน
และเจ้าหน้าที่สรรพาวุธ ร่วมกันตรวจสอบอาวุธสงครามทั้งหมดอีกครั้ง ส่วนชาวต่างชาติทั้งหมด หลังจากสอบสวนที่คลังสินค้า
ดอนเมืองแล้วพนักงานสอบสวนจะนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมและควบคุมตัวไว้ที่กองปราบปราม

รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ไทยได้รับการ ประสานทางการข่าวจากประเทศสหรัฐอเมริกาว่า
มีข้อมูลการลักลอบค้าอาวุธสงคราม ระหว่างประเทศ ดังนั้น เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวมาขอลงจอดเติมน้ำมันในครั้งนี้
เจ้าหน้าที่จึงสนธิกำลังทั้งตำรวจและทหารเข้าตรวจค้นจึงพบว่าเครื่องบินลำดังกล่าวขนอาวุธสงครามจำนวนมาก
แต่เนื่องจากอาวุธสงครามทั้งหมดอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งตามกฎหมายถือว่าอยู่นอกราชอาณาจักรไทย จึงต้องใช้อำนาจทาง
อัยการสูงสุดเพื่อมอบอำนาจให้ตำรวจดำเนินการต่อ เบื้องต้นได้เตรียมบันทึกจับกุมในข้อหาร่วมกันลักลอบนำอาวุธสงคราม
เข้ามาในราชอาณาจักรและความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ

ค่ำวันเดียวกัน นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า
การจับกุมมีขึ้นหลังจากที่เครื่องบินดังกล่าวลงจอด ณ สนามบินดอน เมือง และพบ วัสดุต้องสงสัยบนเครื่อง
และได้ควบคุมตัวลูกเรือ 5 คนไว้แล้ว อย่างไรก็ดีไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องบินลำดังกล่าว
ซึ่งออกจากเกาหลีเหนือกำลังมุ่งหน้าไปยังที่หมายใดในเอเชียแต่คาดว่าจะเป็น ประเทศในเอเชียใต้

นายธานี ทองภักดี รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า
การควบคุมเที่ยวบินลำดังกล่าวของไทยเป็นการดำเนินการในฐานะรัฐภาคีของสหประชาชาติ ตามข้อมติ
ของสหประชาชาติที่ 1874/2009 ว่าด้วยเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งหนึ่งในรายละเอียดของข้อมติคือ
การห้ามการขนส่งอาวุธจากเกาหลี เหนือ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายความมั่นคง ได้รับการแจ้งเบาะแส
โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงยังอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของอาวุธ ต้องห้ามที่พบว่ามีอะไรบ้าง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย
พบว่าเป็นลักษณะของการสำแดงเท็จ แต่ไม่เกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ เรื่องนี้เป็นการข่าวร่วมตาม
ที่ได้เบาะแสมาก็ดำเนินการไป

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า
จะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในวันที่ 14 ธันวาคม กรณีที่เกิดขึ้นได้รับรายงานมาตลอดว่าจะมีเครื่องบินขนอาวุธ
เข้ามา ขั้นตอนต่อไปได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบตามกฎหมายและให้รายงานกลับมาให้ทราบ ทั้งนี้เครื่องบินลำที่ถูกจับ
ได้แจ้งว่า ขนเครื่องมือที่ใช้เกี่ยวกับบ่อน้ำมัน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบกลับเป็นอาวุธสงคราม

"ในขั้นนี้ไม่อยากพูดอะไรมาก แต่ผมและนายกฯสั่งให้ดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากเกี่ยวพันหลายฝ่าย
ทั้งเจ้าของประเทศ เจ้าของเครื่องบิน ประเทศที่ลูกเรือมีสัญชาติ รวมถึงประเทศที่สั่งซื้อและจำหน่ายสินค้า
ซึ่งต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงต่อไป ผมยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องภายในประเทศ" นายสุเทพกล่าว

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า เครื่องบินมาถึงเวลา 19.00 น. ของวันที่ 11 ธันวาคมที่ ผ่านมา ทางซีไอเอ ของสหรัฐอเมริกา
ได้มีการแจ้งมา ที่ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย

ให้มีการตรวจค้นเครื่องบินลำดังกล่าว เพราะมีข้อมูลว่าอาจมีการลำเลียงอาวุธสงคราม จึงมีการวางแผนมีเป้าหมายไป
โคลัมเบียและศรีลังกา เพื่อไปขนถ่ายอาวุธ อาจก่อนส่งต่อไปตะวันออกกลางทางปากีสถาน อิหร่าน หรืออัฟกานิสถาน
ในการตรวจสอบพบจรวดยิงจากพื้นสู่อากาศ จำนวน 49 ลูก

เวลา 20.30 น. พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดี นฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. พร้อมกำลังคอม มานโด กองปราบปราม ควบคุมตัว
ผู้ต้องหาชาวต่างชาติทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายอเล็กซ์ซานดรา ไซรเนฟ (Alexandr Zrybnev) อายุ 53 ปี
นายวิคเตอร์ อัลดุลลายาฟ (Viktor Abdullayev) อายุ 58 ปี นายวิทาลี ซุนดอฟ (Vitaliy Shumkov) อายุ 54 ปี
นายอิลยาส อิสซาคอฟ (ILyas Issakov) อายุ 53 ปี ทั้งหมดสัญชาติคาซักสถาน
และนายมิคาอิล พีทูคู (Mikhail Petukhou) อายุ 54 ปี สัญชาติเบลารุส มาสอบสวนที่กองปราบปราม
และตรวจสิ่งของภายในกระเป๋าสัมภาระและทำบันทึกทรัพย์สินของแต่ละคนไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะนำตัวเข้าห้องขัง
เพื่อรอสอบปากคำเพิ่มเติม ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ให้การใดๆ เนื่องจากต้องการให้พนักงานสอบสวนประสาน
นำเจ้าหน้าที่ล่ามภาษารัสเซียมาร่วม สอบปากคำด้วย เบื้องต้นแจ้งข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและ
เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย


หน้า 1

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 14, 2009 2:04 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0104141252&sectionid=0101&day=2009-12-14

วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11601 มติชนรายวัน

กรอบยูเอ็น-กม.4ฉบับ ไทยใช้เคลียร์"อาวุธมหาประลัย"

ทำไมไทยต้องรายงานยูเอ็น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อธิบายเรื่องการจับเครื่องบินขนอาวุธล็อตมหึมา ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ทั้งหมดต้องดำเนินการตามข้อมติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
กับกฎหมายภายในของไทยอย่างเคร่งครัด ส่วนของกลางจะต้องตรวจสอบในรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร
เพราะแนวปฏิบัติตามหลักสากล จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของสิ่งของ

กล่าวสำหรับประเด็นการลดอาวุธในกรอบยูเอ็น แบ่งออกเป็น
(1) อาวุธที่มีกำลังทำลายล้างสูง ได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพ
(2) อาวุธตามแบบ เช่น ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา และ
(3) ระบบเครื่องส่งอาวุธ คือ ขีปนาวุธ

สำหรับอาวุธล็อตที่ทางการไทยยึดได้ที่ดอนเมืองนั้น มีส่วนผสมระหว่างอาวุธขนาดเล็ก อาวุธเบา
เครื่องส่งอาวุธ และขีปนาวุธ

กล่าวสำหรับอาวุธขนาดเล็ก และอาวุธเบา ขณะนี้ ยังไม่มีสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศใดๆ
ที่ควบคุมอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา แม้ปี 2544 ยูเอ็นได้รับรองแผนปฏิบัติการมาตรการระดับรัฐ ระดับภูมิภาค
และระดับระหว่างประเทศ แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมัครใจของแต่ละประเทศ จึงไม่ค่อยมีผลในทางปฏิบัติเท่าใดนัก
ส่วนขีปนาวุธก็มีเพียงแค่สนธิสัญญาจำกัดขีปนาวุธพิสัยใกล้และพิสัยกลาง ระหว่างชาติมหาอำนาจเท่านั้น

อย่างไรก็ดีทางการไทยยังคงสนับสนุนการจัดการประชุมยูเอ็น ในปี 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาอาวุธขนาดเล็ก
เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ ประการต่อมาไทยได้ปฏิบัติตามข้อมติ
คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น (ยูเอ็นเอสซี) เกี่ยวกับการคว่ำบาตรทางอาวุธอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด
และไม่มีนโยบายสนับสนุนองค์กรที่มิใช่รัฐที่มีกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลอื่น

ใช้กม.4ฉบับฟัน-ปร.37ยึดเข้าหลวง

ไทยยังมีกฎหมายควบคุมเรื่องอาวุธทุกประเภท และนำมาใช้ดำเนินการกับขบวนการขนอาวุธสงครามข้ามชาติ
ดังกล่าวได้ ประกอบด้วย

1. พ.ร.บ.ควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์ และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม พ.ศ.2495
กำหนดให้มีการควบคุมการส่งออกไปหรือการส่งผ่านไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธ ยุทธภัณฑ์ และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม
วิธีการเพื่อป้องกันการส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ และสิ่งที่ใช้ในการสงครามที่ควบคุมผ่านไปยังประเทศหรือที่ที่ห้าม

เกาหลีเหนือทดลองยิงขีปนาวุธ
2. พระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์และ
สิ่งที่ใช้ในการสงคราม พ.ศ.2535 ออกรองรับ พ.ร.บ.ควบคุมฯ พ.ศ.2495

สาระสำคัญคือกำหนดให้อาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่ใช้ในการสงครามตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายเป็นสิ่งอันพึง
ควบคุมตาม พ.ร.บ.ควบคุมฯ พ.ศ.2495 จะส่งออกไปหรือผ่านไปนอกราชอาณาจักรจะกระทำมิได้
เว้นแต่เมื่อรัฐบาลต่างประเทศร้องขอ หรือได้รับอนุมัติจาก รมว.กลาโหม หรือเป็นการกระทำโดยเปิดเผย
ในธุรกิจเพื่อการค้าตามปกติซึ่งได้รับอนุมัติจาก รมว.กลาโหม

ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่าสิ่งที่นำหรือส่งออกไปหรือส่งผ่านไปนอกราชอาณาจักรและสงสัยจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดสิ่งนั้นๆ ไว้ก่อน แล้วสอบถามไปยัง รมว.กลาโหมว่าควรอนุญาตหรือไม่
คำวินิจฉัยของ รมว.กลาโหมให้เป็นที่สุด

เมื่อตรวจสอบรายการที่ยึดได้ที่ดอนเมือง ปรากฏว่าหลายรายการตรงตามบัญชีท้ายร่างพระราชกฤษฎีกา
ควบคุมฯ พ.ศ.2535 อาทิ ปืนกล เครื่องยิงจรวดและอาวุธปล่อยนำวิถี เครื่องยิงลูกระเบิด จรวดทางทหาร เป็นต้น

3.คำสั่งคณะปฏิรูปฉบับที่ 37 (ปร.37) ข้อ 39 บัญญัติว่า "บรรดาวัตถุที่ใช้ในการผลิตอาวุธและอาวุธที่ผลิตขึ้น ซึ่งได้ผลิต
สั่งนำเข้ามาใน หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร มีกรรมสิทธิ์ มีไว้ในครอบครอง ขายหรือจำหน่าย โดยมิชอบ
ด้วยคำสั่งของ ปร.37 ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ให้ริบเสียทั้งสิ้น และให้ส่งมอบแก่กระทรวงกลาโหม
เพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร"

จรวดอาร์พีจี
4.พ.ร.บ.ควบคุมการเดินอากาศ มาตรา 25 ว่าด้วยการขนส่งและพกพาอาวุธยุทโธปกรณ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยนายวุฒิชัย สิงหมณี อธิบดีกรมการบินพลเรือน ให้ความเห็นว่า เมื่อเครื่องบินดังกล่าวไม่แจ้งเข้ามาว่าจะมีขนอาวุธเข้ามา
จึงเป็นสิทธิที่เจ้าหน้าที่ไทยสามารถเข้าไปตรวจค้นได้โดยอาศัยมาตรา 25 ประกอบกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายความมั่นคง
เราจะปล่อยก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นยุทธภัณฑ์ที่ขนส่งถูกต้อง กระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงต้องประสานทางการศรีลังกาว่าให้ขนส่งไปหรือไม่ หากไม่ใช่ก็ต้องจับกุม

เป็นไปได้ "อีแลม" สั่งซื้อโสมแดง

ตามข่าวระบุว่า ทางการสหรัฐอเมริกาได้แจ้งเบาะแสให้ทางการไทยเข้าตรวจค้นและจับกุม พร้อมกับสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า
เครื่องบินลำดังกล่าวขนอาวุธมาจากเกาหลีเหนือ เพื่อจะไปส่งมอบให้กบฏพยัคฆทมิฬอีแลม หรือ แอลทีทีอีที่ประเทศศรีลังกา

ในกรณีที่อาวุธดังกล่าวมาจากเกาหลีเหนือจริง รัฐบาลไทยต้องรายงานให้ยูเอ็นทราบในฐานะชาติสมาชิก
และในฐานะที่ต้องร่วมสนับสนุนมติยูเอ็นเอสซีที่ประณามการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินของเกาหลีเหนือ
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 ตามมาด้วยมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ
ให้รุนแรงและเข้มข้นขึ้นซึ่งขณะนี้กำลังยกร่างมติดังกล่าวอยู่

กล่าวสำหรับกลุ่มพยัคฆทมิฬอีแลม เป็นกลุ่มกบฏสำคัญในศรีลังกา และมีกองทัพที่สามารถสู้รบกับรัฐบาลศรีลังกา
ได้ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ก่อนนั้นนิยมมาหาซื้ออาวุธจากกัมพูชา แต่ระยะหลังกลุ่มนี้ไปหาซื้ออาวุธหนักและเบา
จากประเทศในยุโรปตะวันออกและ เกาหลีเหนือซึ่งได้อาวุธคุณภาพดี ราคาถูกและเป็นอาวุธใหม่เอี่ยม
ไม่ใช่อาวุธเหลือใช้ในสงครามเช่นในกัมพูชา กลุ่มกบฏมีกองเรือสินค้าของตนหลายลำที่สามารถลำเลียงอาวุธ
จากแหล่งซื้อมาส่ง ยังชายฝั่งตอนเหนือของศรีลังกาซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มกบฏได้โดยตรง


จาก "บูต" ถึง "คาซักฯ" ใช้ไทยจุดเชื่อมต่อ

ถ้าเครื่องบิน "อิลยูชิน" สัญชาติ "คาซักสถาน" ลำดังกล่าวเตรียมขนอาวุธไปส่งอีแลมจริง
ก็แสดงว่าอีแลมน่าจะปรับเปลี่ยนเส้นทางและวิธีการขนอาวุธ แต่ก็ยังใช้ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมต่อเหมือนเคย
ต่างกันก็แค่ย้ายจากเมืองชายฝั่งทะเลภาคใต้มาเป็นใจกลางกรุงเทพฯ

เหตุการณ์จับพ่อค้าสงครามพร้อมของกลางล็อตมหึมา ทำให้นึกย้อนไปถึงกรณีของนายวิคเตอร์ บูต
อดีตเจ้าหน้าที่เคจีบีที่ผันตัวเองมาเป็นมาเฟียรัสเซียลักลอบค้าอาวุธสงคราม และเพิ่งถูกทางการไทยจับกุมตัว
เมื่อเร็วๆ นี้ จากข้อมูลของทางการสหรัฐ ผู้ร้องขอให้ศาลไทยส่งตัวเขามาให้ ระบุว่า เขาได้ทำข้อตกลงจัดส่งอาวุธ
ให้กลุ่มกบฏโคลอมเบียชื่อ "กองทัพปฏิวัติโคลอมเบีย" มูลค่าประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประกอบด้วยจรวด 100 ลูก ปืนไรเฟิลหลายพันกระบอก และเฮลิคอปเตอร์
เพื่อใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาลกลางโคลอมเบีย และใช้พิทักษ์ธุรกิจการค้าโคเคน

บูต จัดตั้งบริษัทบังหน้าและมีเครื่องบินลำเลียงหลายลำเพื่อใช้ลำเลียงอาวุธไปทิ้งร่มให้กลุ่มกบฏ
ซึ่งเป็นลูกค้าของเขาในแอฟริกา ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา จากบัญชีรายชื่อลูกค้าที่เจ้าหน้าที่ยึดได้
ปรากฏว่ามีลูกค้าอย่างน้อยใน 4 ทวีป แต่เน้นไปที่แอฟริกาเป็นสำคัญ เช่น ไลบีเรีย อังโกลา เซียร่าลีโอน เป็นต้น
นอกจากนี้ เขายังถูกสงสัยว่าจัดหาอาวุธให้กับกลุ่มทาลิบันและกลุ่มอัลกออิดะห์อีกด้วย
ส่วนแหล่งจัดหาอาวุธส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรปตะวันออกที่อาวุธมีราคาถูกหรือบริษัทผู้ผลิตอาวุธ
ที่พร้อมจะขายอาวุธให้กับใครก็ได้ที่มีเงินมาซื้อ

สถานะ "พ่อค้าสงคราม" ของบูตดูจะไม่ต่างไปจาก 5 ผู้ต้องหาชาวคาซักสถานเท่าไหร่นัก และที่ยังเหมือนกัน
โดยมิได้นัดหมายคือ พวกเขาใช้ประเทศไทยเป็น "แหล่งพัก" ก่อนเคลื่อนย้าย "สินค้ามหาภัย"

ราวกับประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้ว


หน้า 2


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ศรีลังการบกบฏแตกหัก-ชาวบ้านหนี

วันที่ 23 เมษายน 2552 เวลา 08:28 น.

ศรีลังการบกบฏแตกหัก-ชาวบ้านหนีกระเจิง


รัฐบาลศรีลังกาประกาศ กลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ใกล้พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ขณะที่กองทัพเดินหน้าเข้าบดขยี้กบฏแบบแตกหัก

นายเคเฮลิยา รามบูคเวลลา โฆษก กระทรวงกลาโหมศรีลังกาแถลงเมื่อวันพุธว่า กบฏอีแลมได้สูญเสียศักยภาพในการสู้รบแล้ว และกำลังจะพ่ายแพ้ ซึ่งทางรัฐบาลเชื่อว่า นายเวลูพิลไล ประภาการาน ผู้นำกบฏวัย 54 ปียังคงอยู่ในพื้นที่ไม่ได้หลบหนีไปไหน ขณะที่ทหารยังคงเดินหน้าเข้าปราบปรามกบฏอย่างหนัก เพื่อช่วยเหลือพลเรือนที่อยู่ในพื้นที่สู้รบ ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมให้เวลาจนถึงวันอังคารที่ผ่านมาให้กบฏอีแลมเข้ามอบตัว แต่กบฏเมินเฉยเส้นตาย และยังสู้รบกับทหารอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งจากการที่ทหารรัฐบาลศรีลังการุก อย่างหนัก ทำให้สมาชิกกบฏถูกสังหาร 43 ราย นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมศรีลังกาแถลงว่า พลเรือนทั้งชาย หญิง และเด็ก จำนวน 81,420 คนได้อพยพหนีออกจากพื้นที่ที่กลุ่มกบฏยังคงยึดครองอยู่ ด้านสหประชาชาติคาดว่า มีพลเรือนถึง 50,000 คนอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มกบฏ ก่อนอพยพออกมาเมื่อวันจันทร์

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐเผยภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นพลเรือนศรี ลังกากว่า 1 แสนคน แออัดยัดเยียดอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ตามแนวชายฝั่งที่ควบคุมโดยกลุ่มกบฏอีแลม ก่อให้เกิดความวิตกในชะตากรรมของคนเหล่านี้ ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นเต็นท์ 25,000 หลัง และชาวศรีลังกาถึง 125,000 คน ที่ติดอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งคั่นกลางระหว่างกองกำลังของรัฐและฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม แม้ว่าจะมีชาวศรีลังการาว 60,000 คน ในจำนวนนี้หลบหนีออกมาจากพื้นที่ดังกล่าวได้แล้วก็ตาม

ล่าสุดมีรายงานข่าวมาว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกบฏอีแลม 2 คนได้เข้ามอบตัวกับทางการแล้วเมื่อวันพุธ คือนายเวลายูดัม ดายาไนดี หัวหน้าโฆษก กับนายเอส.พี.ทมิฬเซลแวน คนใกล้ชิดอดีตผู้นำกบฏอีแลมที่ล่วงลับไปแล้ว ขณะที่กลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในฝรั่งเศสเปิดเผยว่า โรงพยาบาลในทางเหนือของ ศรีลังกาเต็มไปด้วยชาวบ้านที่เจ็บและตายจากสงครามเป็นจำนวนมาก.
สงครามครูเสด & สงครามศาสนา...!!!

http://www.tamilcatholic.info/sites/http://www.tamilchristian.com/http://www.tamilcatholic.com/





http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=614&forum=6&page=2&PHPSESSID=056cfd30570585d53ab0f4dd35ab7c7fhttp://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000046337

อินเดียกดดันศรีลังกาเร่งหยุดยิงกับพยัคฆ์ทมิฬ

24 เมษายน 2552 21:23 น.
อินเดียส่งผู้แทนเดินทางไปยังกรุงโคลัมโบวันนี้ (24)
เพื่อกดดันรัฐบาลศรีลังกาให้ยุติการโจมตีกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬโดยเร็ว หลังจากมีรายงานว่า
ยังมีพลเรือนจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่สู้รบ

ทางการอินเดียแถลงว่า ศิวะชันการ์ เมนอน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย พร้อมด้วยเอ็ม.เค. นารายานัน
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ได้เดินทางไปยังเมืองหลวงของศรีลังกาแล้ว เพื่อร่วมกันกดดันรัฐบาลศรีลังกา
และหาทางช่วยเหลือพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ที่ยังคงไม่สามารถอพยพออกมาจากพื้นที่การสู้รบ
ในแถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของศรีลังกาได้

นักวิเคราะห์ระบุว่า การตัดสินใจของอินเดีย ในการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปยังศรีลังกาในครั้งนี้
เป็นเพราะรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมานโมหัน ซิงห์ ซึ่งกำลังสู้ศึกการเลือกตั้งทั่วไปอยู่ในขณะนี้
จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทเพื่อยุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มกบฏ พยัคฆ์ทมิฬอีแลม
เนื่องจากในอินเดียเองก็มีชนกลุ่มน้อยชาวทมิฬอาศัยอยู่ในรัฐทมิฬ นาดูทางภาคใต้ของประเทศ ราว 60 ล้านคน
และชาวทมิฬเหล่านี้ต่างกดดันให้รัฐบาลอินเดียเร่งหาทางช่วยเหลือพี่น้องชาว ทมิฬในศรีลังกาโดยเร็ว

ทางด้านประนาบ มุขรจี รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดียได้ออกมาสนับสนุนการเดินทางไปยังศรีลังกาของ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้ง 2 ของรัฐบาลอินเดีย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการยุติการสู้รบที่เป็นเหตุให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์
ต้องเสียชีวิตในทันที

ประนาบกล่าวว่า รัฐบาลศรีลังกามีความรับผิดชอบที่จะต้องปกป้องต่อชีวิตของพลเมืองของตน
และขอให้กลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ยุติการจับประชาชนไว้เป็นตัวประกันเพื่อใช้เป็นโล่มนุษย์เช่นกัน


http://thai-pbs.hi5.com/friend/profile/displayJournalDetail.do?ownerId=244896531&journalId=88190795

Later when a widowed Sonia Gandhi visited Kathmandu, the Queen made sure that she was denied permission
to enter Pashupathinath temple on the basis that she was born a Catholic
.

The Queen thus gained happiness of standing up against India, whom she hated because she thought India was behind the Spring Awakening of 1990 that led to democracy.


  • เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เกิดความหมางใจกันอย่างแรง และมีมูลเหตุมาจาก เงื่อนไขของ
    ความขัดแย้งจาก การนับถือศาสนา กล่าวคือ โซเฟีย คานธีนั้นเป็นชาวอิตาลี
    นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิคมาก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนา
    ฮินดูหลังจากที่แต่งงานกับ นายราจีฟ คานธี

ดังนั้นการไปเยือนเนปาลครั้งนั้นของนางโซเฟีย ..ทำให้เกิดข้อห้ามที่มาจากพระราชเสาวนีย์ของ องค์รานีไอศวรรย์
ห้ามมิให้โซเนีย คานธี เข้าไปในเขตวัดปศุปตินาถ ซึ่งเป็นวัดของชาวฮินดู ถือว่าเป็นที่ประทับขององค์ศิวเทพ
ทั้งๆ
ที่ โซเฟีย นั้นถือว่า เป็น ภริยาของนายกฯประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาฮินดูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออินเดีย และโซเฟีย
ก็เป็นที่ยอมรับอย่างทั่วไปในอินเดีย แต่กลับกลายเป็น "บุคคลนอกศาสนา" ที่เนปาล ถึงจะว่าไป ก็เปรียบได้แต่เป็นประเทศ
ที่ยังต้องยืมจมูกอินเดีย และมหาอำนาจที่หนุนหลังอินเดียอยู่
แต่กลับ โดนสั่งห้าม เข้าวัดของฮินดูในเนปาล

http://www.navy.mi.th/navic/document/870701b.htmlhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=91430



พรรคคองเกรซ มี นางโซเนีย คานธี เป็นหัวหน้าพรรค เธอเป็นภริยาม่ายของ "ราจีฟ คานธี"
อดีตนายกฯอินเดียที่ถูกลอบสังหารโหดสยองด้วยระเบิดพลีชีพเมื่อปี 2534 หลังจากนั้น นางโซเนีย คานธี
ก็ได้รับการผลักดันให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำพรรคคองเกรซสืบต่อจากสามีของเธอ




ปัจจุบันนางโซเนีย คานธี อายุ 61 ปี เป็นคนอิตาเลี่ยน เธอเกิดที่เมืองออร์บัสซาโน ประเทศอิตาลี่
ก่อนจะมาพบรักกับราจีฟ คานธี ในระหว่างที่เดินทางไปเรียนที่ ม.เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

แล้วทั้งคู่ก็แต่งงานกัน ก่อนที่นางโซเนียจะเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นชาวอินเดียเมื่อกว่า 30 ปีก่อน
อีกทั้ง เธอยังสามารถพูดจาภาษาฮินดีได้อย่างคล่องแคล่ว




ตัดกลับไปที่ผลการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2547 เมื่อปรากฏว่า..พรรคคองเกรซได้รับชัยชนะ
และได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งแน่นอนว่า..หัวหน้าพรรคเสียงข้างมาก คือ พรรคคองเกรซ
ก็จะได้ขึ้นสู่เก้าอี้ผู้นำประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรี




แต่แล้ว นางโซเนีย คานธี ก็ก้าวขึ้นไปไม่ถึงจุดนั้น เมื่อเธอถูกฝ่ายต่อต้านคัดค้านโจมตี
อย่างสาดเสียเทเสียว่า..เธอไม่ได้เป็น ชาวอินเดียโดยกำเนิด กระทั่ง ในที่สุด นางโซเนีย
ก็ประกาศไม่รับตำแหน่งนายกฯ ทั้ง ๆ ที่เก้าอี้นี้ควรจะเป็นของเธอ แต่เธอก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ !




นางโซเนีย จึงได้มอบหมายให้ลูกพรรคของเธอ คือ ดร.มานโม ฮันซิงห์ วัย 75 ปี อดีต รมต.คลัง
ในยุคที่พรรคคองเกรซเป็นรัฐบาลเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นมารับตำแหน่งนายกฯ คนที่ 13 ของอินเดียแทนเธอ





http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm#4849
http://board.upmaxclub.com/index.php?topic=34581.0

New World Order การจัดระเบียบโลกใหม่ หรือ “การปฏิวัติโลก”


Georgia Stoneguide หรือ American Stonehence

มิถุนายน 1979 มีชายนิรนามคนหนึ่งใช้ชื่อปลอมว่า R. C. Christian ได้ว่าจ้างบริษัท Elberton Granite Finishing
เพื่อสร้างอนุสรน์บางอย่างขึ้นในอุทยานแห่งชาติที่รัฐจอเจีย โดยให้ช่างแกะสลักศิลาขนาดใหญ่
และวางเรียงตามภาพ และได้สลักข้อความ 10 ข้อเหมือนเป็นหมายหรือพันธสัญญาไว้บนศิลา
แต่ละด้านด้วยภาษา 8 ภาษา คือ อังกฤษ สเปน ซวาฮีลี ฮินดู ฮิบรู อราบิค จีน และรัสเซียครับ

และมีข้อความดังนี้คือ
1. Maintain humanity under 500,000,000 in perpetual balance with nature.
ควบคุมปริมาณประชากรโลกไว้ที่ 500 ล้านคน เพื่อให้สมดุลย์กับธรรมชาติ
2. Guide reproduction wisely - improving fitness and diversity. คุมกำเนิด พัฒนาความสมบูรณ์ และ
ให้มีความหลากหลาย(เชื้อชาติ)
3. Unite humanity with a living new language. ให้มนุษยชาติใช้ภาษาใหม่และภาษาเดียว
4. Rule passion - faith - tradition - and all things with tempered reason.ปกครองด้วยความเชื่อและศาสนาใหม่
5. Protect people and nations with fair laws and just courts.ปกป้องคนและชาติด้วยกฏหมาย
ที่เท่าเทียมและระบบศาล
6. Let all nations rule internally resolving external disputes in a world court. ให้ทุกประเทศปกครองตนเอง
และแก้ข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยศาลโลก
7. Avoid petty laws and useless officials. หลีกเลี่ยงกฏหมายที่จุกจิด และระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
8. Balance personal rights with social duties. สร้างสมดุลย์ระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับหน้าที่ทางสังคม
9. Prize truth - beauty - love - seeking harmony with the infinite. เชิดชู ความจริง ความงาม ความรัก
และความลงตัวอย่างไม่สิ้นสุด
10. Be not a cancer on the earth - Leave room for nature - Leave room for nature.
ไม่เป็นเหมือนเชื้อมะเร็งของโลก เผื่อที่ว่างให้กับธรรมชาติ เผื่อที่ว่างให้กับธรรมชาติ

หรือสรุปสาระสำคัญ ก็คือ

1. ลดจำนวนประชากรลง 95% และคุมกำเนิด
2. New World Government รัฐบาลเดียวปกครองโลก
(U.N. หรือองค์การสหประชาชาติ)

3. New World Currency ทั่วโลกใช้เงินสกุลเดียว ( ผ่าน IMF หลังจากล้มเศรษฐกิจทั่วโลก
และล้มเงินที่เป็นเงินสำรองสกุลหลักของโลก)
4. New World Language ทั่วโลกใชัภาษาเดียวกัน
5. New World Religion & Spiritual ศาสนา และ ศาสดาองค์ใหม่
(Lucifer หรือลัทธิซาตาน)

6. New World Judge & Court System ระบบศาลโลก

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 14, 2009 2:44 pm

เป็นไปได้ "อีแลม" สั่งซื้อโสมแดง

ตามข่าวระบุว่า ทางการสหรัฐอเมริกาได้แจ้งเบาะแสให้ทางการไทยเข้าตรวจค้นและจับกุม พร้อมกับสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า
เครื่องบินลำดังกล่าวขนอาวุธมาจากเกาหลีเหนือ เพื่อจะไปส่งมอบให้กบฏพยัคฆทมิฬอีแลม หรือ แอลทีทีอีที่ประเทศศรีลังกา

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=26&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.thehindu.com/2009/05/19/stories/2009051950120100.htm

LTTE supremo Prabakaran believed dead


B. Muralidhar Reddy
End of Eelam War IV as Tigers are eliminated as a military force
— PHOTOS: Sri Lankan government, AFP/LTTE and AFP/SRI LANKAN ARMY



DENOUEMENT IN SRI LANKA: This photograph released by the Sri Lankan military on Monday shows
what it says is the battle scene near where Liberation Tigers of Tamil Eelam leader Velupillai Prabakaran
was believed killed.




http://www.natureconcern.com/natureconcern/ReligionPolitics-Srilanka-Standalone-1.htm

17. การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพวกพยัคฆ์ทมิฬอีแลม

ตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2491/ค.ศ. 1948 เป็นต้นมา ผลการออกข้อกำหนดกฎหมายต่างๆของรัฐบาล
ที่ให้ความสำคัญแก่ชาวสิงหลที่เป็นชน ส่วนใหญ่ของประเทศ(ประมาณ 80%) ทำให้พวกทมิฬไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ในปี พ.ศ. 2515/ค.ศ. 1972 จึงรวมกันเป็นกลุ่มก่อการร้ายพยัคฆ์ทมิฬอีแลมขึ้น ชื่อเต็มคือ
Liberation Tigers of Tamil Eelam (LTTE)
เพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเองและใช้กำลังอาวุธต่อสู้รัฐบาลเพื่อแยกตัวเป็น ประเทศอิสระ












คำว่าอีแลมเป็นชื่อเดิมของศรีลังกาในภาษาทมิฬเช่นเดียวกับที่ชื่อเดิมในภาษา อังกฤษคือซีลอน (Ceylon)
พวกทมิฬยังเรียกชื่อศรีลังกาอีกชื่อหนึ่งคืออิลังเกีย(Ilankia)ด้วย พวกนี้ต้องการปกครองตนเองในดินแดนส่วนเหนือ
และแถบชายทะเลตะวันออกซึ่งมีคน ทมิฬและมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาสะสมกำลังอาวุธโดยเริ่มก่อการมาตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2515 จนในปี 2550 ก็มีเครื่องบินรบบินเข้าทิ้งระเบิดค่ายทหารของ รัฐบาลได้ มีนักการเมืองสิงหลจำนวนมากเข้าใจว่า
พวกทมิฬได้รับความช่วยเหลือจากต่าง ประเทศ โดยเฉพาะประเทศนอร์เวย์ ถึงกับมีการยื่นหนังสือประท้วง
รัฐบาลนอร์เวย์เลยทีเดียว


การตั้งกองกำลังทหารขึ้นนี้ พวกทมิฬพยายามอ้างว่าเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้นและดูเหมือนจะเกรงใจพวกสิงหล
มากเหมือนกัน พันเอก ซูไซ ของพวกทมิฬเคยประกาศว่า
“พวกสิงหลต้องเข้าใจว่ากองกำลังทหารของเรา
มีไว้เพื่อปกป้องคนของพวกเราเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าต้องการเอาชนะใคร หรือเพื่อแย่งดินแดนผู้อื่นกองทหารของเรา
ไม่ได้เป็นภัยต่อใครทั้งสิ้น”
(Colonel Soosai. [TamilNet, October 10, 2002 20 GMT] )
พวกทมิฬถือว่าดินแดนรอบชายฝั่งด้านเหนือและตะวันออกเป็นถิ่นดั้งเดิมของตน เองตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว
จึงไม่ถือว่าการแบ่งแยกดินแดนเป็นการแย่งดินแดนของใคร





รัฐบาลพยายามปราบปรามพวกทมิฬอย่างละมุนละม่อมมาตลอด เช่น ก่อนปฏิบัติการทางทหารรัฐบาลจะประกาศให้
ชาวบ้านหลบออกจากบริเวณสู้รบก่อนแต่การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายก็ทำให้มีพวกทมิฬตายไปแล้วประมาณ 60,000 คน
(ถึงปี 2549)รัฐบาลพยายามเจรจาหยุดยิงและแก้ปัญหาโดยสันติหลายครั้งแต่แล้วก็ละเมิดข้อตกลงกันอยู่เรื่อยๆ




ทมิฬ(Tamil) เป็นชนเผ่าผิวดำที่มีภาษาพูดภาษาเขียนและวัฒนธรรมของตนเอง สืบเชื้อสายมาจากชนพื้นเมืองโบราณ
ตอนใต้ของอินเดียที่เรียกว่าพวก “ดราวิเดียน(Dravidian)” พวกนี้เก่งเรื่องเดินเรือทะเลจึงเดินทางไปไกลตามแถบชายฝั่ง
และเป็นบรรพบุรุษคนพื้นเมืองในสิงคโปร์และมาเลเซียด้วย แต่ในอินเดียถือว่าเป็นพวกชนชั้นต่ำสุด คือพวกจัณฑาล ทมิฬ
แบ่งเป็น 2 พวกพวกแรกเรียกว่าลังกาทมิฬ เป็นชนชั้นกลางและชั้นสูงซึ่งอพยพมาศรีลังกายุคโบราณมาอยู่ร่วมกับ
คนพื้นเมืองเดิม พวกนี้มีประมาณ 2 ล้านคน อีกพวกหนึ่งเรียกว่าอินเดียทมิฬ เป็นพวกทมิฬใหม่ที่ถูกอังกฤษนำมาจาก
แคว้นทมิฬนาดูของอินเดียตอนใต้ เพื่อทำงานในไร่ชาและทิ้งไว้ให้อยู่ตามยะถากรรมหลังได้รับเอกราช
พวกนี้มีประมาณ 1 ล้านคน เป็นพวกยากไร้และถูกกดขี่ดูถูกเหยียดหยามมากที่สุด

ร้อยละ 90 ของทมิฬนับถือศาสนาฮินดู ประมาณร้อยละ 7 นับถือคริสต์ ที่เหลือเป็นมุสลิม กลุ่มทมิฬทางเหนือที่เคยอยู่ใต้
อาณานิคมฝรั่งมาก่อนคนศรีลังกาในที่อื่นๆ เป็นพวกที่มีการศึกษาดี มีความเป็นผู้ดีแบบตะวันตก
แต่คนพวกนี้ภูมิใจในสายเลือดและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนมากและยึดติดอย่างเหนียวแน่น พยายามจะแยกตน
เป็นประเทศอิสระให้ได้ พวกเขาไม่ยอมรับว่าพวกของตนเป็นคนส่วนน้อยของประเทศและเป็นชนชั้นต่ำในสายตาของฮินดู
แต่พยายามแสดงความแข็งแกร่งของเผ่าตนในทุกด้าน

พวกทมิฬได้ตีพิมพ์ข่าวสารและส่งภาพการสังหารชาวทมิฬโดยทหารของรัฐบาลเพื่อเรียกร้อง ความเห็นใจจากชาวโลก
อย่างได้ผล มีเครือข่ายชาวทมิฬในต่างประเทศหลายแห่งเช่น เยอรมัน อังกฤษ คานาดา นอร์เวย์ ในขณะเดียวกันก็มี
การปลุกใจคนทมิฬทั่วโลกให้ภูมิใจในสายเลือด และวัฒนธรรมของตน ให้ลุกขึ้นสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนให้ได้
มีการเผยแพร่ผลงานของกองกำลังทหารฝ่ายตนที่เรียกว่า พยัคฆ์ (Tigers) เพื่อให้กำลังใจกันเองทุกรูปแบบ

ฝ่ายกองกำลังทมิฬมีเว็บไซต์ที่สำคัญคือ
www.eelamweb.comเป็นประบอกเสียงหลัก
เว็บนี้มีเอกสารสนธิสัญญาและข้อเสนอต่างๆ ที่ผู้นำชาวทมิฬได้เคยทำเสนอรัฐบาลมาเกือบทั้งหมด
เพื่อให้เห็นว่าพวกเขาได้พยายามต่อสู้ด้วยสันติวิธีมาแล้ว แต่ไร้ผลจนหมดความหวังจริง ๆ
รวมทั้งมีข้อเขียนที่โจมตีฝ่ายรัฐบาลและเหตุผลที่น่าเห็นใจของการที่ต้องจับ อาวุธขึ้นสู้ทั้งๆ ที่กำลังน้อยกว่ามาก





แหล่งข่าวสารที่ดีของพวกทมิฬสายกลางได้แก่เว็บไซต์
www.tamilnet.com และ www.tamilguardian.com เว็บไซต์พวกนี้เสนอข่าวทั้งสองด้าน และมีความเป็นกลางพอสมควร








เนื่องจากคนศรีลังกาที่มีการศึกษาค่อนข้างเคร่งศาสนา การตัดสินใจปราบปรามพวกผู้ก่อการร้ายจึงเป็นแบบไม่แตกหัก
เพราะมัวห่วง เรื่องมนุษยธรรมและศีลธรรมตลอดเวลา ดังนั้นเป็นเวลาหลายสิบปี ประเทศเป็นเกาะแค่นิดเดียว
และมีการเปิดเผยข้อมูลกันอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถปราบกองกำลังของ LTTE ให้หมดไปได้และ
เป็นปัญหายืดเยื้อไม่รู้จบสิ้น


ตัวอย่างของภาพที่นำมาเสนอจต่อไปนี้ นำมาจาก
www.eelamweb.com จะเห็นว่าพวก LTTE
ได้พยายามแสดงว่า กองกำลังของตนเองเข้มแข็งพอสู้รัฐบาลได้ สามารถดึงดูดผู้หญิงให้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงใหล่กับชาย
และอวดผลงานของพวกกองโจรพยัคฆ์ทมิฬอย่างน่าเชื่อถือ พวกเขามีกองกำลังทั้งทางบก เรือ และอากาศ
เคยมีข่าวว่ามาใช้ดินแดนไทยใกล้เกาะภูเก็ตสะสมกำลังด้วย แต่รัฐบาลทั้งสองประเทศก็เคลียร์กันได้


กองกำลังทหารหญิงพยัคฆ์ทมิฬ (Tamil Women Fighters)














กองกำลังรบทางทะเลเรียกว่า Sea Tigers







เครื่องบินรบพวกทมิฬดัดแปลงจากเครื่องบินเก่าๆ เครื่องยนต์เดียว 4 ที่นั่ง ติดระเบิดได้ 4 ลูก
แต่สามารถบินข้ามเกาะเข้ากรุงโคลัมโบไปบอมบ์ค่ายทหารรัฐบาลได้






การต่อสู้ของพวกทมิฬเใช้วิธีการทำสงครามกองโจร เนื่องจากมีคนน้อยกว่าและยากไร้ นานๆ
จะบุกหนักเข้าทำลายค่ายฝ่ายรัฐบาลสักครั้ง แต่พวกเขาสู้แบบถวายชีวิต

มีการปลุกระดมที่ได้ผลใช้ผู้หญิงและเด็กเป็นทหารจำนวนมาก ซี่งกลายเป็นอาวุธมโนธรรม
ที่ทำความลำบากใจให้ทหารรัฐบาลไม่น้อย
เมื่อถูกปราบหนักเข้า ก็แก้แค้นด้วยการลอบทำร้ายประชาชน
ชาวสิงหลด้วยการวางระเบิด ใช้ระเบิดพลีชีพ บุกเผาหมู่บ้านและฆ่าหมู่ชาวบ้าน

พวกทมิฬในศรีลังกาเป็นผู้ก่อการร้ายพวกแรกที่ใช้วิธีระเบิดพลีชีพโดยการผูกระเบิด
ติดกับตัวเองแล้วจุดชนวนระเบิดสังหารเป้าหมายให้ตายพร้อมกัน(
Suicide bomb attack)
มือระเบิดส่วนใหญ่เป็นหญิงสาว นับว่าเป็นต้นแบบของวิธีการพลีชีพด้วยระเบิดสังหารของผู้ก่อการร้ายโลก
ก็ว่าได้
ในปี 1991 พวกทมิฬในศรีลังกา ได้ส่งผู้หญิงชื่อธานุ (Dhanu) ติดระเบิดไปสังหารนาย ราจิฟ คานธี นายกรัฐมนตรี
ของอินเดีย เพื่อประท้วงกรณีอินเดียให้ความช่วยเหลือรัฐบาลศรีลังกาในการปราบปรามพวกทมิฬ

(http://www.spur.asn.au/chronology_of_suicide_bomb_attacks_by_Tamil_Tigers_in_sri_Lanka.htm)








แม้กระทั่งวัดวาอารามอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธก็ไม่วายจะโดนทำลาย เช่นในวันที่ 25 มกราคม 2541/1998
เวลาประมาณ 6 โมงเช้า พวกก่อการร้ายทมิฬอีแลม (LTTE) กลุ่มหนึ่งใช้ระเบิดผูกติดตัวนั่งรถสองแถวเข้าไปพร้อม
กลุ่มคนที่ไปตักบาตร หน้าวัดพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นวัดที่ศักดิสิทธิ์ที่สุดของชาวสิงหล จากนั้นระเบิดตัวเอง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน
บาดเจ็บ 25 และบางส่วนของวัดเสียหาย





อย่างไรก็ดียังมีพวกทมิฬสายกลางอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังอย่าง โหดร้ายของพวกทมิฬอีแลม(LTTE)
และพยายามแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี พวกนี้ถึงกับตั้งกองกำลังติดอาวุธของตนเองขึ้นมาต่อต้านพวก LTTE
เพื่อป้องกันการบังคับผู้หญิงและเด็กไปเป็นทหาร และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในบางครั้ง กองกำลังของพวกนี้ที่สำคัญได้แก่

Eelam Revolutionary Organization of Students (EROS) ซึ่งก่อตั้งในลอนดอนในปี ค.ศ. 1975
โดยนักเคลื่อนไหวชาวทมิฬชื่อ Eliyathamby Ratnasabapathy

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 2004 ก็มีกองกำลัง Tamil Makkal Viduthalai Pulikal(TMVP) ตั้งขึ้นอีก
โดยผู้นำทางทหารของ LTTE ภาคตะวันออกชื่อ วินายากามัวร์ธิ มูราลิธาราน
(Vinayagamoorthi Muralitharan) หรือ
อีกชื่อหนึ่งว่า กรุณา (
Karuna) โดยประกาศแยกตัวเป็นรัฐอิสระออกจากฝ่ายทมิฬอีแลมทางเหนือ
และพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขความเสมอภาคเท่าพวกสิงหลและฮินดู เขาได้ร่วมมือกับประธานาธิบดี ราชาปักษา
ส่งทหารเข้าโจมตีแย่งดินแดนคืนจากพวก LTTE หลายครั้ง ผู้นำพรรค JHU ที่เป็นพระสงฆ์บางรูป ได้ออกมาสนับการยอมรับ
นายกรุณา ให้มาอยู่ข้างฝ่ายรัฐบาลอย่างเปิดเผย

การเจรจาหยุดยิงอย่างถาวรที่ นอร์เวย์ ซึ่งประธานาธิบดีมหินทะ ราชาปักษี พยายามทำขึ้นในช่วงปี 2548-49
ต้องสะดุดไปอีก สาเหตุหนึ่งเนื่องจากกองโจรทมิฬได้วางระเบิดรถบัส ทำให้ทหารเรือ 10 คนและชาวบ้าน1 คนตาย
และบาดเจ็บจำนวนมาก (เมษายน 2549)





เหตุการณ์ร้ายที่พวกทมิฬก่อไว้ในอดีตมักถูกพวกสิงหลนำมาตอกย้ำเสมอ เพื่อให้เห็นความโหดร้ายของพวก LTTE เช่น
ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2529 พวกก่อการร้ายทมิฬ 15-20 คน เดินเข้าสู่หมู่บ้าน มหาดิวูวีวา(Mahadivulwewa) กราดปืนยิง
ชาวสิงหลตาย 20 คน เผาบ้าน 20 หลัง และที่หมู่บ้านเดียวกันนี้ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2530 พวกม๊อบทมิฬยิงชาวบ้านตาย 10 คน
และเผาบ้าน 15 หลัง

หมู่บ้าน มหาดิวูเวเว อยู่ในเขต โมราวีวะ (Morawewa) เมืองทรินโคมาลี (Trincomalee) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ
ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของพวกทมิฬ มีสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาอยู่หลายแห่ง มักเกิดปัญหาระหว่างพวกทมิฬกับสิงหลบ่อยครั้ง
และในระยะหลังดูเหมือนว่าการสังหารพระสงฆ์และชาวบ้านโดยการขี่จักรยานยนต์ เข้าไปจ่อยิง
แบบที่ทำกันในภาคใต้ของไทย จะกลายเป็นแฟชั่นที่ระบาดไปศรีลังกา ด้วย
จึงมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา


การรายงานข่าวจากทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการต่อสู้และทำลายล้างกัน เป็นเรื่องที่สับสนจนไม่รู้ว่าจะเชื่อข้างใหนดี ตัวอย่างเช่น
ในปี 2550 มีข่าวจากหนังสือพิมพ์สิงหลเน็ต [COLOMBO, SinhalaNet 2007.05.14 09:36AM


http://www.sinhala.net/LocalNews/

SinhalaNet_Full_News.asp?ID=1960#NewsViewBM] รายงานว่า
ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 มือสังหารชาวทมิฬ 3 คน ขี่จักรยานยนต์เข้าไปยิง พระภิกษุฮันดันกามูวี นันดาราถานาเถระ (

Handungamuwe Nandarathana Thera) เจ้าอาวาสวัด ศรีพับบาตถาระมายา(Sri Pabbattharamaya) เสียชีวิตคาที่
สถานที่นี้เป็นสถานที่เดียวกับที่เกิดเรื่องในปี พ.ศ. 2529 การเสนอข่าวนี้ มีการเสนอข่าวย้อนหลังความโหดร้ายของพวกทมิฬ
ในปี 2529-30 ดังกล่าวด้วยและอ้างข่าวการสังหารพระฮินดู เจ้าอาวาสวัดฮินดูแห่งหนึ่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ด้วย
ดูจะเป็นการตอกย้ำให้เห็นความโหดร้ายของพวกทมิฬอย่างเห็นได้ชัด









เมื่อมาดูการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ของพวกทมิฬบ้าง พวกเขาเสนอข่าวเดียวกันนี้ในอีกแง่มุมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เว็บไซต์ทมิฬเน็ต[TamilNet, Sunday, 13 May 2007, 12:09 GMT

http://www.tamilnet.com/art.html?catid=13&artid=22150] ลงข่าวเดียวกัน แต่ระบุว่าไม่สามารถระบุว่า
มือปืนเป็นฝ่ายใด แต่ได้สรรเสริญพระภิกษุนันดาราถานาว่า เป็นพระที่พยายามต่อสู้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่าง
พวกทมิฬกับชาวพุทธสิงหลมาอย่างต่อเนื่อง โดยเคยไปร่วมงานพิธีที่สำคัญๆ ของพวกทมิฬอยู่เสมอ อย่างเช่น งานปองกูทมิฬ
ซึ่งเปรียบเสมือนวันชาติของพวกเขาและเสนอภาพพระภิกษุรูปนี้ในงานพิธีที่ถ่าย ร่วมกับผู้นำชาวทมิฬ ข่าวนี้ทำให้เข้าใจเอาเองได้ว่า
มือสังหารอาจเป็นชาวสิงหลที่ไม่พอใจความ พยายามประณีประณอมของพระรูปนี้ก็ได้






การสังหารพระสงฆ์รายนี้เป็นเรื่องใหญ่ จนพวกทมิศกลุ่ม EROS ได้ออกมาแถลงว่า

“การสังหาร นันดาราถานา เถโร เป็นเรื่องที่ไม่สมควร และเป็นการกระทำที่จะกระตุ้นให้เกิดความแตกแยกทางเผ่าพันธุ์
ระหว่างคนสิงหลและทมิฬให้มากขึ้น เรา กลุ่มผู้นำทมิฬ สิงหล และมุสลิม ซึ่งเป็นตัวแทนชุมชนของเรา ถือว่านี่คือการกระทำ
ที่มุ่งสู่นรก (hell-bound) ซึ่งจะทำให้เกิดการตาย และทำลายล้างประเทศของเรามากกว่าการกระทำเพื่อให้เกิดสันติภาพ
ประชาธิปไตย....เรา EROS จึงขอร้องเจ้าหน้าที่ศรีลังกา ให้มีมาตรการป้องกันพระสงฆ์ของทุกศาสนา
เพื่อให้พ้นจากการเป็นเป้าหมายกระสุนปืนของพวกก่อการร้าย”


ความขัดแย้งและการสู้รบที่ไม่จบสิ้นระหว่างพวกทมิฬกับสิงหล เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษายิ่ง
สำหรับประเทศต่างๆ ในการแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อย
และดูเหมือนจะใกล้เคียงกับเรื่องราวในภาคใต้ของไทยเข้าไปทุกที


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทำไมจึงคล้ายภาคใต้ของไทย เพราะผู้สนับสนุนและบงการคือ กลุ่มเดียวกัน

http://www.svik.org/thai.htm
LTTE and Thailand


LTTE has been active in Thailand for two decades and has used Thailand both to acquire weapons,
training of cadres and a transit country for weapons smuggling. LTTE has established several front companies
and has a broad net of contacts in shipping, military, police and arms dealers. The front companies includes
shipping companies, trading firms, restaurants and hotels
[2]

Jane's Intelligence Review said in May 2002 that despite the ceasefire declared in February
in northern Sri Lanka, regional intelligence sources believe the LTTE is continuing to re-supply
the Tigers' guerrilla army.


"While Cambodia is the hub of the LTTE's East Asia network, Thailand continues to serve as
the most important country for trans-shipment of munitions and co-ordination of logistics," it said.


"Its excellent communications infrastructure, proximity to former war zones in both Cambodia and Myanmar,
and its western coastline facing the Bay of Bengal and Sri Lanka beyond have made Thailand the crucial interface
between the LTTE's war and its relentless procurement efforts in the region."


In March 2005 Jane's Intelligence Review reported LTTE was again on a shopping spree in Thailand.
The weapons they now are purchasing is probably funds given by
International NGO and the Tamil Diaspora intended for the Tsunami victims.


LTTE has very limited support, if any, among Thai politicians or the public in general.
The fact that they have operated in Thailand for so long is purely due to corruption and the Thai liberal policies.

LTTE front companies and sympathisers in Bangkok have provided an extensive logistics network.
Munitions have moved not only through Phuket, but also Ranong and Krabi on the Andaman cost,
as well as Sattaship on the Gulf of Thailand.


In January 2000, Thai police seized a trawler near Ranong, carrying Carl Gustav rocket launchers.
The incident, which was hushed up, involved a link-up among the LTTE, anti-Yangon Karen guerrillas and
the Arakan Liberation Party. Intelligence sources
[3]
say LTTE has moved arms through Haadyai and Songkhia on the Gulf of Thailand after April 2000.

Thai Army Chief General Surayudh Chulanont claimed the Tigers were running front companies in Thailand
as smokescreens for arms purchases
[4].



Carl Gustav rocket launcher. The standard rocket launcher used by the Norwegian Army,
seized from the LTTE in Ranong, Thailand


Thailand is a victim of LTTE terrorism
Thailand had several terrorist attacks in 2004 and 2005. The first three months of 2005 a total of 24 people
were reported killed and 134 were injured in terrorist attacks in Thailand. The latest terror attacks were outside
the areas were the Muslims are in majority. The Muslim extremist, believed to be associated with Jemah Islamiya (JI),
is now targeting tourist, shopping malls, railroads and airports.

The terrorist have been able to get hold of several tons of explosives and 380 M-16 weapons.
A major attack against tourist destinations can be the extremist next target.

LTTE has trained the Jemaah Islamiya (JI). The Maritime Intelligence Group,
a Washington based think thank, has informed about the risk for attacks against cruise vessels,
oil and gas tankers from Jemaah Islamiya using skills learned from their LTTE training.

It is also believed the JI is cooperating with the LTTE drug smuggling activities.
Jemaah Islamiya has links to the Abu Sayaaf Group and Al-Qaida. Thailand might become a victim of
other terrorist groups trained, financed or equipped by the LTTE.
South Asia Analyst Group
have found numerous links between terrorist groups and the LTTE that pose a terror treat to Thailand
and neighbouring countries.


Why LTTE and Thailand Distance

There is only 2.200 kilometres from Thailand to Northern Sri Lanka. Coastline

Thailand's long coastline, porous borders, modern infrastructure, corrupt officials and a history of gun-running
since regional conflicts of the 1950s, make it an ideal location for weapons traders and buyers.

Experts say that some of the arms sold in Thailand are rusty left-overs from the Cambodian conflict,
but brand-new weapons are also freely available, either smuggled from China or obtained illegally from legal manufactures.
There are more than 10.000 trawlers and other vessels roaming the Thai seas. This makes it difficult to monitor weapon
smuggling activities.


Corruption


The corruption is widespread in Thailand. During the visit to Phuket in November 2004 several business owners
were interviewed and all of them talk about the corruption and extortion in the police. Corruption is a nuisance for
the legitimate business owners, but corrupt police officers are a great asset to terrorist and criminals.

Corruption is a well documented problem in Thailand and substantial research[1]
has been done. Needless to say the corruption problem is a problem for the fight against terrorism,
narcotics and illegal activities.




HK Mark 23 pistol used by Special Forces divers LTTE operatives arrested in Thailand

Three LTTE operatives was arrested in the Ranong province in Thailand May 12th 2003.
The arrested men were Sujit Gunapala (27), Sasiljaran Teverajah (27) and Satiepawan Arseawatap (34).
They were arrested with 10 Glock pistols and three HK Mark 23 pistols. The LTTE operatives plead guilty
and received in November 2003 a five years jail sentence.

Following the arrest 14 Thais were arrested, whereof 8 were police and military officers.
They were believed to be in the same gun smuggling ring.

The weapons confiscated from the LTTE operatives in Thailand are similar to those used by
the Norwegian Special Forces and SWAT teams around the world.


LTTE weapons smuggling leader in
Thailand


Shanmugam Kumaran Tharmalingham aka Kumaran Pathmanathan (49) (KP)
He is a key LTTE leader in charge of weapons smuggling and believed to live in Thailand and Cambodia.

He is one of Interpol most wanted terrorists. Wanted for participation in terrorism and
the murder of Prime Minister Rajiv Gandhi.

“With more than 20 passports to his name, and possessing the ability to pass himself off
as a middle class Tamil, Kumaran travels widely. However Sri Lankan intelligence sources believe
his main bases has been Singapore, Rangoon, Bangkok and, more recently, Johannesburg;
he is alleged to have held various bank accounts in London, Frankfurt, Denmark, Athens and Australia
[9].


LTTE arms deals in the high seas

The vice-governor of Phuket province, Manit Nattanasaen, said improved intelligence gathering
was expected to net more arms smugglers.

"Phuket is just the channel for arms shipments and mostly the deals are done on the high seas," he said.
"Now we are trying to find a more aggressive strategy on the seas."
[10]

LTTE co-operation with other groups.

The LTTE has allegedly been cooperating with Jemah Islamiya, the Free Aceh Movement (GAM),
New Mon State Party (NMSP), the Karen National Union (KNU), The Chittagong Hill Tract (CHT),
and the Shan State Army (SSA).


We also know the LTTE has cooperated with Al-Qaeda and two LTTE instructors has helped in
the training of their terrorists.
The attack against the USS Cole shows how skilfully the Al-Qaeda
has implemented the Sea Tigers tactics in their terrorist attacks. Soosai, the Commander of the Sea Tigers,
the marine armed wing of the Liberation Tigers of Tamil Eelam told BBC's Frances Harrison that the terrorist group
led by Osama bin Laden, the Al Qaeda had copied terrorist tactics from them
[11].

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 14, 2009 3:32 pm

ความจริงไม่จำเป็นต้องผ่านเกาหลีเหนือก็ได้
เพราะ ค้าอาวุธ ไม่ได้มาจากรัสเซียแค่แหล่งเดียว
ทำไมต้องเกิดเหตุประจวบเหมาะกันตอนนี้พอดี


http://www.komchadluek.net/detail/20091214/41171/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B26%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.html


วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552
จับอาวุธโสมแดงที่ไทยอาจกระทบเจรจา6ฝ่าย




คมชัดลึก :นักวิเคราะห์เกาหลีใต้ ระบุ เหตุจับอาวุธเกาหลีเหนือที่ไทยอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจา 6 ฝ่าย

(14ธ.ค.) สำนักข่าวเอพีรายงานในวันนี้ โดยอ้างมุมมองของนักวิเคราะห์เกาหลีใต้ที่ว่า
กรณีที่ไทยจับกุมตัวชาวต่างชาติ 5 คนในข้อหามีอาวุธไว้ในครอบครองโดยผิดกฏหมาย
พร้อมยึดเครื่องบินลำเลียงอิลยูชิน 76 กับอาวุธยุทโธปกรณ์น้ำหนักรวมกว่า 35ตันจากเกาหลีเหนือ
ขณะแวะเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อวันเสาร์
ซึ่งทางการไทยระบุว่าได้รับแจ้งเบาะแสจากทางการสหรัฐฯนั้น
อาจส่งผลกระทบต่อการเจรจา 6 ฝ่ายและความพยายามของสหรัฐฯที่จะเจรจาต่อรอง
เพื่อยุติความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

กระทรวงการต่างประเทศไทยให้เหตุผลในการจับกุมว่า
เป็นเพราะมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ที่ห้ามการขนส่งอาวุธทั้งจากหรือไปยังเกาหลีเหนือ ซึ่งมีการออกมาตรการคว่ำบาตรล่าสุด
เมื่อเดือนมิถุนายน หลังจากเกาหลีเหนือทำการทดลองระเบิดนิว เคลียร์ และยิงทดสอบขีปนาวุธ
โดยมาตรการคว่ำบาตรมีเป้าหมายที่จะสกัดโครงการอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ แต่ก็ห้ามเกาหลีเหนือ
ขายอาวุธตามแบบ ( conventional arms) ใดใดด้วย

การยึดอาวุธในไทยมีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากนายสตีเฟน บอสเวิร์ธ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโอบาม่า
ทำสิ่งที่นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้ง ด้วยการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือนาน 3 วันในภารกิจเกลี้ยกล่อมให้เกาหลีเหนือ
ยอมกลับเข้าร่วมการเจรจา 6 ฝ่ายเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี และเขากล่าวหลังการเยือนว่า
ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุความเข้าใจตรงกันว่ามีความจำเป็นต้องรื้อฟื้นการเจรจากัน

นายหยาง โม-จิน อาจารย์มหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือศึกษา ( University of North Korean Studies.) ในกรุงโซล
กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบในด้านลบต่อความพยายามที่จะดึงให้เกาหลีเหนือ
กลับสู่โต๊ะเจรจา6 ฝ่าย รวมทั้งการเจรจา ต่อรองระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ
ทางด้านนายเบค ซุง-โจ แห่งสถาบันวิเคราะห์การทหารเกาหลีของทางการเกาหลีใต้ แสดงความเห็นว่า
การจับอาวุธยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ สท้อนเจตจำนงค์ของสหรัฐฯ ที่จะยังคงบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ
ไปพร้อมๆกับการเข้าเกี่ยวพันด้วยการเจรจา เขากล่าวว่าการขายยุทโธปกรณ์เป็นแหล่งที่มาหลักของเงินสกุลหลักๆ
สำหรับประเทศยากจนอย่างเกาหลีเหนือ
เชื่อกันว่าเกาหลีเหนือ มีรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ในแต่ละปีจากการขายขีปนาวุธชิ้นส่วนขีปนาวุธและอาวุธอื่นๆ
ให้กับประเทศอย่างอิหร่าน ซีเรียและพม่า เมื่อเดือนสิงหาคม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยืดเรือสินค้าชักธงชาติบาฮามาสได้ลำหนึ่ง
ขณะมุ่งหน้าไปอิหร่าน พบจรวดสำหรับใช้ยิงจากเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี กับอาวุธอื่นๆจากเกาหลีเหนือ
นับเป็นการยึดอาวุธได้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่มีการเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ

http://www.komchadluek.net/detail/20091214/41204/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81UN%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD.html


วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552


สหรัฐย้ำให้สมาชิกUNแบนอาวุธเกาหลีเหนือ

คมชัดลึก :สหรัฐย้ำให้ชาติสมาชิกยูเอ็นปฏิบัติตามมติแบนอาวุธจากเกาหลีเหนือ (14ธ.ค.)
เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐคนหนึ่ง เผยหลังถูกซักถามกรณีไทยจับอาวุธจากเกาหลีเหนือได้เมื่อวันเสาร์ว่า
ทางการสหรัฐยืนยันว่า มติ 1874 ของสหประชาชาติหรือยูเอ็น ได้ห้ามการส่งออกและนำเข้าอาวุธของเกาหลีเหนือ
และชาติสมาชิกยูเอ็นมีพันธะที่ต้องปฏิบัติตาม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐอีกหลายคน บอกว่า
ไทยเป็นหนึ่งในชาติพันธมิตรของสหรัฐที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในการสนับสนุนมาตรคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือ
และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศได้เดินสายเยือนเกาหลีเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระยะนี้
เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการขัดขวางการส่งออกอาวุธของเกาหลีเหนือ และขณะนี้หลายประเทศให้การขานรับ
ในการช่วยเหลือสหรัฐสกัดอาวุธเหล่านี้

โดยปกติเกาหลีเหนือมักขนส่งอาวุธผ่านทางพม่าและชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆไปยังผู้ซื้อ ได้แก่ ปากีสถาน
ซีเรีย อิหร่าน และพม่า และเชื่อว่าเกาหลีเหนือมีรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ในแต่ละปีจากการขายขีปนาวุธ
ชิ้นส่วนขีปนาวุธและอาวุธอื่นๆ มติ 1874 มีขึ้นในเดือนมิถุนายน หลังเกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สอง
เมื่อเดือนพฤษภาคม โดยกำหนดคว่ำบาตรด้านอาวุธและทางการเงินกับเกาหลีเหนือ รวมทั้งกำหนดให้ชาติสมาชิกยูเอ็น
ร่วมตรวจสอบและยึดอาวุธที่ขนส่งออกจากเกาหลีเหนือเพื่อป้องกันการแพร่กระจายอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง
ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ยึดเครื่องบินขนอาวุธจากเกาหลีเหนือได้หลังเริ่มบังคับใช้มติดังกล่าวโดยไทยยึดเครื่องบินลำเลียง
อิลยูชิน 76 กับอาวุธยุทโธปกรณ์น้ำหนักรวมกว่า 35 ตันจากเกาหลีเหนือ
ขณะแวะเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมืองเพื่อไปศรีลังกาเมื่อวันเสาร์ และจับกุมชาวต่างชาติ 5 คนในข้อหามีอาวุธ
ในครอบครองโดยผิดกฏหมายและก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนสิงหาคม เพิ่งมีการยืดเรือสินค้าขนอาวุธจากเกาหลีเหนือ
ไปยังอิหร่าน ซึ่งเป็นการยึดอาวุธได้ครั้งแรกตามมติยูเอ็น

ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1260840992&grpid=03&catid=

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 08:35:49 น.
มติชนออนไลน์


ผู้เชี่ยวชาญชี้เครื่องบินขนอาวุธไทยยึดได้ประวัติร้ายกาจ

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างถ้อยแถลงของนายฮิวห์ กริฟฟิทส์ นักวิจัยของสถาบันวิจัย
สันติภาพนานาชาติ หรือ ที่กรุงสตอกโฮล์มของสวีเดนว่า เครื่องบินลำที่ทางการไทยยึดได้พร้อมกับอาวุธยุทโธปกรณ์
น้ำหนัก 35 ตันของเกาหลีเหนือมีประวัติยาวนานเคยถูกใช้ในการขนส่งอาวุธสำหรับบรรดาพ่อค้าอาวุธต่างๆ

กริฟฟิธส์กล่าวด้วยว่า ล่าสุด เครื่องบินลำนี้จดทะเบียนโดยบริษัทชื่อ เบอิบาร์ส (Beibars ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ
นายโทมิสลาฟ แดมจาโนวิช นักค้าอาวุธชาวเซอร์เบีย และก่อนหน้านี้ เครื่องบินลำนี้เคยจดทะเบียน
โดยบริษัท 3 แห่ง ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯระบุว่า เป็นบริษัทภายใต้การควบคุมของนายวิคตอร์ บู๊ต
พ่อค้าอาวุธชื่อดังชาวรัสเซีย ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ไทย


กริฟฟินส์กล่าวด้วยว่าในเมื่อสามารถไขปัญหาเรื่องเครื่องบินได้แล้ว ตอนนี้ คณะเจ้าหน้าที่สอบสวนรู้คำตอบแล้วว่า
จะต้องไปถามใครเพื่อหาจุดหมายปลายทางของอาวุธที่ยึดได้

สถาบันวิจัยสันตินานาชาติเป็นบริษัทถังความคิดผู้นำของโลกในการตามรอยนักค้าอาวุธและวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย
ทางทหาร กริฟฟิธส์เป็นหัวหน้าโครงการตรวจตราบริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศที่เกี่ยวข้อง กับการลักลอบค้าอาวุธ

เขากล่าวด้วยว่า รายงานที่ว่า ก่อนหน้านี้ บริษัทเบอิบาร์สเคยขายเครื่องบินลำนี้ให้กับบริษัทชื่อ" แอร์เวสต์" ของจอร์เจีย
แสดงให้เห็นว่า นักค้าอาวุธมักเปลี่ยนชื่อเจ้าของเครื่องบินเพื่อเลี่ยงกฏหมาย โดยแม้จะเปลี่ยนชื่อเจ้าของบังหน้า
แต่ในเบื้องหลังมีคนๆเดียวกันบริหารอยู่


http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-100.htm
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257939413&grpid=03&catid=
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 18:36:15 น.
มติชนออนไลน์

"จตุพร"เทียบเขมรไม่ส่งตัว"แม้ว"คืนเหมือนไทยไม่ส่งผู้ก่อการร้ายให้สหรัฐ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดงกล่าวเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ว่า
ตนได้รับเอกสารจากกรมอเมริกาและแปซิฟิคใต้ ถึงกรณีที่รัฐบาลไทยปฏิเสธการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
ให้สหรัฐอเมริกา โดยทางการสหรัฐ ได้ทำหนังสือขอตัว นายวิคเตอร์ บูธ ผู้ต้องหาคดีจัดหาอาวุธ
ให้ผู้ก่อการร้ายชาวโคลัมเบีย สัญชาติรัสเชีย ซึ่งมีชื่ออยู่ในแบล็คลิสต์ของสหรัฐฯ แต่ทางการไทย
ไม่ส่งตัวให้ เนื่องจากศาลอาญาของไทยพิพากษาในปี 2552 นี้ ว่า เป็นคดีการเมือง

จึงไม่จำเป็นต้องส่งให้ตามข้อ 3 ของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ให้การยกเว้นคดีการเมืองเอาไว้
โดยเหตุนี้ทำให้ทางการสหรัฐอเมริกาไม่พอใจมาก แต่เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีการขอพ.ต.ท.ทักษิณ
จากทางการกัมพูชาก็จะเห็นได้ว่ากัมพูชามีสิทธิ์ที่จะเห็นว่า เป็นคดีการเมืองและที่สำคัญ คือ
แม้จะไทยไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนคดีผู้ก่อการร้ายให้ทางการสหรัฐฯ ก็ไม่จำเป็นถึงขนาดจะต้องเรียก
เอกอัครราชฑูตสหรัฐกลับประเทศเหมือนที่รัฐบาล ไทยดำเนินการกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ กับกัมพูชา


ไอ้เวร!!! จัญไรจริงๆ เสี้ยมให้รบกับเพื่อนบ้านไม่พอ
เสือกเสี้ยมให้รบกับมหาอำนาจอีก


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1237510824&grpid=03&catid=06
วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 07:59:36 น. มติชนออนไลน์

รัสเซียประณามสื่อไทย-เทศ โทษ"วิคเตอร์ บูท"อาชญากร
สำนักข่าวต่างประเทศ

รายงานโดยอ้างคำแถลงของนายอังเดร เนสเตเรนโก โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยประณามสื่อต่างๆ ที่พากันนำเสนอข่าวนายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท
อดีตเคจีบี ผู้ต้องหาค้าอาวุธสงครามระดับโลก ชาวรัสเซีย ซึ่งถูกจับกุมและดำเนินคดีในประเทศไทย


โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า นายบูทซึ่งยังถูกวินิจฉัยไปล่วงหน้าแล้วว่า
เป็นอาชญากร จากบทความต่างๆ ตามหน้าสื่อของไทย และสื่อต่างชาติ ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน
เขากล่าวด้วยว่า การรายงานข่าวลักษณะนี้เป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด, และนำไปสู่เป้าหมายของ
การย้ายคดีของนายบูทจากขอบเขตของกฎหมายไปเป็นเรื่อง การเมือง,เข้ามามีอิทธิพลต่อ
กระบวนการของศาล และก่อให้เกิดความตึงเครียดใหม่ๆในความสัมพันธ์รัสเซีย-ไทย และรัสเซีย-สหรัฐ


http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000135181


เรือลาดตระเวนในน่านน้ำทะเลเหลืองของเกาหลีใต้

สองเกาหลียิงปะทะกันในทะเลเหลือง เรือโสมแดงพังยับเผ่นกลับประเทศ
10 พฤศจิกายน 2552 11:39 น.

เอเอฟพี/เอเจนซี - สำนักข่าวยอนฮับเผยเกิดเหตุปะทะกันระหว่างเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้
ในน่านน้ำทะเลเหลืองทำให้เรือลาดตระเวนของโสมแดงได้รับความเสียหายอย่างมาก
แต่ยังไม่มีรายงานผู้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่
ประธานานธิบดีบารัคโอบามาของสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนเอเชีย


โฆษกเสนาธิการทหารร่วมยืนยันได้ว่าเกิดเหตุปะทะกันจริง แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดใดได้ในขณะนี้

ขณะที่แหล่งข่าวในรัฐบาลโสมขาว อ้างโดยยอนฮับระบุว่า เรือลาดตระเวนของเกาหลีเหนือได้
ข้ามเขตแดนทางน้ำ ที่มีข้อพิพาทกันอยู่ ทำให้เรือของกองทัพเกาหลีใต้ต้องยิงปืนหลายนัดเป็นการเตือน

ทว่า เรือโสมแดงยังคงแล่นไปทางใต้ต่อ เรือของโสมขาวจึงเปิดฉากยิงไปที่เรือลำนั้น
ซึ่งเกาหลีเหนือก็ยิงตอบโต้กลับมาเช่นกัน

แหล่งข่าวเสริมว่า ทางฝ่ายเกาหลีใต้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เรือของเกาหลีเหนือ
ได้รับความเสียหายไปถึงครึ่งลำจึงแล่นกลับประเทศไป

เขตแดนในทะเลเหลือง ซึ่งเป็นที่รู้จักว่า เส้นเขตแดนทางเหนือดังกล่าว ถูกร่างขึ้นโดยกองกำลัง
ของสหประชาชาติ เมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามเกาหลี ในปี 1953แต่เกาหลีเหนือไม่เคยยมอรับ
และกลายเป็นสถานที่ที่ทั้งสองเกาหลีปะทะกันอย่างนองเลือด ในปี 1999 และ 2002
และยังเป็นจุดที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นเสมอ

ในเดือนที่ผ่านมา เรือของโสมแดงกล่าวหาว่า เกาหลีใต้ส่งเรือรบข้ามเขตแดนทางน้ำดังกล่าว
เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียด พร้อมขู่ว่าการยั่วยุทางการทหารอย่างไม่ยั้งคิด
อาจนำไปสู่การต่อสู้ปะทะกันได้

เหตุปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เปียงยางซึ่งมักมีพฤติกรรมเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค
ต้องการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลของโอบามา แต่ยังไม่มีท่าทีตอบรับจากทางวอชิงตัน
โดยในสัปดาห์ที่แล้ว ยังประกาศว่าผลิตพลูโตเนียมสำหรับผลิตอาวุธได้มากขึ้นด้วย

http://www.komchadluek.net/detail/20091215/41332/%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B6%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD.html


วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2552

"ฮิลลาลี่"พอใจไทยยึดอาวุธเกาหลีเหนือ

คมชัดลึก :บัน คี มูน ระบุ ไทยยึดเครื่องบินกับอาวุธเกาหลีเหนือเป็นเรื่องสำคัญที่คณะมนตรีความมั่นคงฯ
ต้องสนใจ ขณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ระบุ สหรัฐฯพอใจมาก ด้านผู้เชี่ยวชาญสวีเดน ระบุ เครื่องบินที่ยึดได้
เคยใช้ขายอาวุธมาหลายรอบ และเคยเป็นของวิคตอร์ บู๊ต พ่อค้าอาวุธรัสเซีย ที่ติดคุกอยู่ที่ไทย

(15ธ.ค.) นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติชาวเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า
การที่ทางการไทยยึดเครื่องบินขนส่งสินค้าผลิตในรัสเซียของเกาหลีเหนือพร้อม อาวุธ 35 ตันได้
ที่กรุงเทพฯเมื่อวันเสาร์ เป็นเรื่องสำคัญ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะต้องให้ความสนใจ
และเขาคาดว่ารัฐบาลไทยจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่มีจำนวน 15 ชาติ
ที่นครนิวยอร์คของสหรัฐฯ การยึดสินค้าครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกภายใต้มาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธและ
ยุทโธปกรณ์เกาหลีเหนือ ที่คณะมนตรีความมั่นคงฯนำมาบังคับใช้หลังจากเกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์
เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ มาตรการยังได้ห้ามเกาหลีเหนือแจกจ่ายวัตถุนิวเคลียร์และเทคโนโลยีสำคัญๆด้านนิวเคลียร์ด้วย

ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ศาลไทยได้สั่งขยายระยะเวลากักตัวลูกเรือ 5 คนออกไปอีก 12วันโดยไม่ให้ประกันตัว
เพื่อให้ตำรวจมีเวลามากขึ้นที่จะสอบปากคำกัปตันชาวเบรารุส และลูกเรือชาวคาซัคสถานอีก 4 คน
หลังนำเครื่องบินแวะเติมน้ำมันที่ไทยเมื่อวันศุกร์ และสหรัฐฯ แจ้งเบาะแสให้ไทยเข้าจับกุม ปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดเผยว่า
เครื่องบินมีจุดหมายปลายทางที่ใด ขณะที่ลูกเรือทั้ง 5 คนถูกตั้งข้อหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง
ทางด้านนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ฃณะปรากฏตัวต่อสื่อมวลชน
พร้อมกับนายมิเกล มอราตินอส รัฐมนตรีต่างประเทศเสปนว่า สหรัฐฯ พอใจมากเรื่องนี้

และว่าการยึดอาวุธแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของนานาชาติต่อมาตรการคว่ำบาตร
และแสดงว่ามาตรการคว่ำบาตรป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธได้

นางคลินตันกล่าวด้วยว่า เธอไม่คิดว่ามีผู้ใดสมควรแปลกใจที่เกาหลีเหนือยังคงพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
และส่งอาวุธขายไปทั่วโลก เพราะเป็นแหล่งที่มาหลักของเงินสกุลต่างประเทศ เกาหลีเหนือจึงยังจำเป็นต้องขายสิ่งเดียว
ที่เป็นสินค้าออกได้ แต่สหรัฐฯ ก็พอใจมากที่เห็นทางไทยดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องนี้
แต่สหประชาชาติก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน และเธอมองว่ามีบทเรียนจากเรื่องนี้ที่คนทั่วโลก
จะเห็นได้เมื่อพูดถึงกรณีอิหร่าน ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นหัวหอกในการเจรจาต่อรองเพื่อสกัดความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์
ของอิหร่าน และได้ขู่จะผลักดันให้มีการใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่ออิหร่าน หากไม่ยอมให้ความร่วมมือกับข้อเรียกร้อง
ในเรื่องนี้จากประชาคมโลก สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างถ้อยแถลงของนายฮิวห์ กริฟฟิทส์ นักวิจัยของ
สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติหรือ SIPRI ที่กรุงสตอกโฮล์มของสวีเดนว่า เครื่องบินลำที่ทางการไทยยึดได้พร้อมกับ
อาวุธยุทโธปกรณ์น้ำหนัก 35 ตันของเกาหลีเหนือเมื่อวันเสาร์ มีประวัติยาวนานว่าเคยถูกใช้ในการขนส่งอาวุธสำหรับ
บรรดาพ่อค้าอาวุธต่างๆ กริฟฟิธส์กล่าวด้วยว่า ล่าสุด เครื่องบินลำนี้จดทะเบียนโดยบริษัทชื่อ เบอิบาร์ส (Beibars )
ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายโทมิสลาฟ แดมจาโนวิช นักค้าอาวุธชาวเซอร์เบีย และก่อนหน้านี้ เครื่องบินลำนี้เคยจดทะเบียน
โดยบริษัท 3 แห่ง ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เป็นบริษัทภายใต้การควบคุมของนายวิคตอร์ บู๊ต

พ่อค้าอาวุธชื่อดังชาวรัสเซีย ผู้ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ไทย กริฟฟินส์กล่าวด้วยว่าในเมื่อสามารถไขปัญ หา
เรื่องเครื่องบินได้แล้ว ตอนนี้ คณะเจ้าหน้าที่สอบสวนรู้คำตอบแล้วว่าจะต้องไปถามใคร เพื่อหาจุดหมายปลายทาง
ของอาวุธที่ยึดได้

SIPRI เป็นบริษัทถังความคิดผู้นำของโลกในการตามรอยนักค้าอาวุธ และวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทางทหาร
ซึ่งกริฟฟิธส์เป็นหัวหน้าโครงการตรวจตราบริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าอาวุธ
เขากล่าวด้วยว่า รายงานที่ว่า ก่อนหน้านี้ บริษัทเบอิบาร์สเคยขายเครื่องบินลำนี้ให้กับบริษัทชื่อ" แอร์เวสต์"
ของจอร์เจีย แสดงให้เห็นว่า นักค้าอาวุธมักเปลี่ยนชื่อเจ้าของเครื่องบินเพื่อเลี่ยงกฏหมาย
โดยแม้จะเปลี่ยนชื่อเจ้าของบังหน้า แต่ในเบื้องหลังมีคนๆเดียวกันบริหารอยู่ เขาเปรียบเทียบว่า
เครื่องบินเหล่านี้เป็นเหมือนฝูงนกอพยพและเปลี่ยนชื่อ จากบริษัทหนึ่งไปเป็นอีกบริษัทหนึ่งเพราะบริษัทเดิม
ถูกปิดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หรือไม่ก็ถูกเปิดโปงในรายงานการลักลอบค้าอาวุธของสหประชาชาติ
และบริษัทเบอิบาร์สเป็นที่ลี้ภัยของนักค้าอาวุธที่ถูกเปิดโปง อย่างนายแดมจาโนวิช ผู้มีประวัติยาวนาน
ในการขนอาวุธจากคาบสมุทรงบอลข่านไปขายในประเทศต่างๆรวม ทั้งรวันดาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
สำหรับในกรณีของเครื่องบินลำที่ไทยยึดได้นี้ เขาบอกว่าพ่อค้าอาวุธได้เปลี่ยนชื่อประเทศที่จดทะเบียนไปเป็นจอร์เจีย
เพราะสหภาพยุโรปได้สั่งห้ามเครื่องบินขนส่งสินค้าทั้งหมดที่จดทะเบียนในคาซัคสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่
บริษัทเบอิบาร์สจดทะเบียนก่อตั้ง ทำให้เครื่องบินไม่อาจบินไปขนส่งอาวุธในประเทศแถบคาบสมุทรบัลข่านได้อีก
หากไม่เปลี่ยนชื่อประเทศที่จดทะเบียน เขาปิดท้ายด้วยว่า บรรดาอดีตเจ้าของๆเครื่องบินลำนี้ได้ถูกระบุโดยสหประชาชาติว่า
ได้ใช้เครื่องบินลักลอบขนอาวุธไปให้ไลบีเรีย, เซียร่า เลโอน, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก,โซมาเลีย ,ซูดาน,และชาด
ขณะที่เมื่อเดือนตุลาคมเครื่องบินลำนี้ได้ถูกใช้ขนอาวุธจากคาบ สมุทรบอลข่านไปบุรุนดีด้วย

เจ้านายเขาพอใจมาก เตรียมรอรับของขวัญปีใหม่ได้แล้วจ้า


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Dec 15, 2009 10:50 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 15, 2009 9:54 am

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-60.htm

บินทหารสหรัฐมาไทยอินเดียบังคับลงใบผ่านไม่ครบ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552
คมชัดลึก :อินเดียบังคับเครื่องบินทหารสหรัฐพร้อมนาวิกโยธิน 205 นาย
ลงจอดระหว่างมาไทยเพราะมีใบผ่านไม่ครบ


ทีเค ซิงค์ โฆษกกองทัพอากาศอินเดียเปิดเผยในวันนี้ว่า กองทัพอากาศอินเดียได้สั่งการ
ให้เครื่องบินเช่าเหมาลำๆหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งบรรทุกนาวิกโยธินสหรัฐฯ 205 นาย
เดินทางจากเมืองฟูไจราห์ ในสหรัฐฯอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเดินทางมายังกรุงเทพฯ
ลงจอดที่ท่าอากาศยานมุมใบในวันนี้ เพราะไม่มีใบอนุญาตเดินทางที่จำเป็นต้องมี
สำหรับเดินทางผ่านน่านฟ้าของอินเดีย นายซิงค์เปิดเผยว่าผู้โดยสารทั้งหมดอยู่บนเครื่องบิน
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยื่นคำขอเอกสารที่ขาดหายไป ความขัดแย้งในเรื่องเอกสารใบผ่านน่านฟ้าครั้งนี้
มีขึ้นเพราะตามปกติ เครื่องบินต่างชาติจะต้องมีใบอนุญาตสองชุดก่อนจะได้บินเหนือน่านฟ้าอินเดีย
ซึ่งในกรณีนี้ เครื่องบินสหรัฐฯมีใบอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนอินเดียแล้ว
แต่ขาดใบอนุญาตที่เรียกว่า"แอร์ โอเปอรชั่นส เราติ้ง" หรือ AOR

http://blog.taragana.com/n/india-clears-grounded-chartered-us-marine-plane-199162/
http://24dunia.com/english-news/topheadlines-news/showgroup/4229401.html
http://www.asiantribune.com/news/2009/10/20/detained-marines-carrying-us-military-plane-allowed-fly

The grounded US plane
The detained marines-carrying US military plane allowed to fly

By Gopal Ethiraj
The US chartered plane carrying American marines among 205 passengers to Bangkok,
which was ordered by authorities to land at Mumbai airport for flying over Indian airspace
without getting mandatory military clearance, took off on Monday after being grounded for over 33 hours.
The aircraft was ordered to land in Mumbai on Sunday after it entered Indian airspace as
there was some confusion about its call sign, a Mumbai airport official said.
The US military chartered Boeing 767 plane, belonging to North American Airlines,
was on way from Fujiriah in the UAE to Utapao in Bangkok. It landed at Mumbai airport
at 0752 hours yesterday and was parked at a remote bay.
After clearance of necessary regulatory permissions and payment of navigational charges,
the aircraft was allowed by Indian Air Force (IAF) and Directorate General of Civil Aviation (DGCA)
to resume its flight, also following a probe, according to a Mumbai Air Traffic Control (ATC) official.
Foreign military aircraft have to obtain two sets of clearances before flying over India.
As the aircraft was carrying military personnel, it should have obtained Air Operation Routing
clearance (AOR), needed for a military aircraft.
Hence the aircraft when it entered Indian air space,
the IAF ordered it through radio communication to land in Mumbai.
This is the fourth incident of a foreign aircraft violating rules relating to obtaining
of clearance to fly over Indian airspace or other disputes since June this year.


On June 20, a Ukrainian-made military cargo aircraft AN-124, chartered by US defence forces
for flying out military equipment from its base in Diego Garcia Island to Kandahar in Afghanistan,
was caught in a similar situation. The IAF had ordered it to land in Mumbai.
It was detained for 24 hours and was asked to fly out after it obtained necessary clearance.

On August 27, the IAF radar in Punjab had picked up an Air France aircraft (A-343) flying from
Paris to Bangkok, as it did not have a proper identity. The IAF scrambled MIG-29 fighter jets to intercept it
and it was asked to identify whether it was a friend or a foe. In the first week of September,
a China-bound cargo plane of the United Arab Emirates (UAE) Air Force was detained
and its ten crew members were questioned after customs officials found arms and
ammunition on board the aircraft.
The plane had made a scheduled transit landing at
the Netaji Subhash Chandra Bose airport, Kolkata. And their routine declaration submitted
to authorities did not disclose that arms and ammunition the plane was carrying.

http://www.indiaenews.com/business/20091020/227464.htm

After a seven-hour drama, a chartered US military aircraft that was detained at Mumbai airport
Sunday morning by Indian authorities after it failed to correctly identify itself, was given
the green signal to proceed, an airport official said.'The customs, immigration and other
procedural formalities are being completed. The aircraft is expected to take off around 2.30 p.m.,
the official said.The chartered Boeing 767 belonging to North American airlines, carrying 205 US
Marines from Fujairah (UAE) to Bangkok (Thailand), was ordered by the Indian Air Force
to land at Mumbai airport. It landed at 7.52 a.m. after the Air Traffic Control (ATC) found
a discrepancy in its call sign.The aircraft was directed to a remote parking bay of the airport
even as security and civilian personnel carried out further investigations.
The US marines were reportedly going on a holiday to Bangkok.
Officials of the IAF, Central Industrial Security Force and Mumbai customs reached the aircraft
and the IAF questioned the pilot.The IAF also co-ordinated with the US Embassy in New Delhi,
the Ministry of External Affairs and US authorities to sort out the matter.After hectic parleys,
the aircraft was finally given the clearance to leave, the official said.

http://fujairahinfocus.blogspot.com/2008/09/directions-from-dubai-to-fujairah.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Fujairah
http://www.globalsecurity.org/military/facility/fujairah.htm
Fujairah

25°07'N 56°20'E


As of January 1999 an announcement of a contract award was expected on
the Fujairah naval base project.

Construction of Fujairah Sea Port started in 1978 and finished in 1980. Its total area is 1,300,000 sq. meters.
It has three major docks, each 600 m. long and 12.5 m. deep. A fourth dock is 290 m. long and 7 m. deep.
There is a fifth for loading ships with a belt, to bring stones from the mountains of Fujairah,
where Fujairah Rock and Aggregate Co. is working. The whole area was distributed in an exemplary way to
al- low for a stone for containers that takes 12,500, 20 ft. containers. There is a refrigerated one with voltages
of 220 and 440 volts, in addition to an area of 170,000 sq.m. also prepared for storage.
Fujairah is located in the outer Gulf, just outside the Straits of Hormuz
which are the gateway to the Arabian Gulf (the inner Gulf).
Home to one of the world's most important oil regions, tankers constitute a majority of
the bunker buyers in this market. Tankers are often anchored in the Gulf of Oman while waiting for
employment in the Gulf, and the Fujairah bunker market is ideally situated for bunkering both inbound
and outbound vessels.








อืมม...มาจากดูไบ น่าคิดๆ? มาทำอะไรหว่า!!!

http://www.globalresearch.ca/index.php?context=va&aid=15719
Dangerous Crossroads: U.S. Expands Asian NATO Against China, Russia
by Rick Rozoff


On October 12 the United States and India launched an eighteen-day military exercise codenamed
Yudh Abhyas (war study) in the Indian state of Uttar Pradesh. Described as "one of their largest-ever
ground combat joint exercises," [1], the war games "involve the Indian Army Motorized Infantry Battalion
and the 2nd Squadron of 14 CAV of 25 Stryker Brigade Combat Team, comprising some 320 U.S. servicemen." [2]

The deployment of Stryker armored combat vehicles for the drills marks the first time they have been used
overseas since being introduced in Iraq in 2003 and sent to Afghanistan earlier this year. A week before the
exercise began the Pentagon reported that "The Army plans to deploy 17 of its Stryker combat vehicles
this month to India for the first exercise of its kind in the country.

"This is also the largest deployment of the Strykers outside of those sent to Iraq and Afghanistan." [3]

Far from being an isolated case, the joint U.S-Indian operation is emblematic of unprecedented military
cooperation between the two nuclear nations over the past few years, in fact a strategic military
partnership whose major purposes are to supplant Russia as India's decades-long main defense ally
and arms supplier and to consolidate a U.S.-led military bloc in the Asia Pacific region aimed at containing
China and furthering the encirclement of both that nation and Russia.

A U.S. Defense Department release on the currently ongoing exercise in question mentioned
that "more than two years in the planning, [it] comes as the Defense Department continues to
reach out to India to increase its military collaboration. Pacific Command's top officer,
Navy Adm. Timothy J. Keating, last month traveled to India and said officials there have committed
to increasing their military relationship with the United States." [4]

While the drills immediately address more modest goals - ostensibly practicing counterinsurgency
and anti-terrorist techniques - "Hundreds of soldiers using heavy transport aircraft and battle tanks
are participating in the biggest-ever war games between the two countries which were on
the opposing side of the Cold War but now seek to build strategic and military ties.

"With an ally in India, Washington also seeks to keep an eye on the Chinese army's
growing military mobility and strength in the area." [5]

In addition, an Indian press source reported that "Mid-way through Yudh Abhyas,
yet another exercise named Cope India-09 between the air forces of the two countries
will begin at Agra Oct 19." [6]

The Times of India reported on September 24 that an annual Chinese-Indian military exercise held each
December since 2007 "as a major confidence-building measure between them" has been cancelled for 2009.

How far the displacement of Russia as India's major military ally has progressed against the backdrop of
the Pentagon's plans for an Asia Pacific analogue of NATO was detailed by the Voice of America recently:

"For decades, India mostly depended on, first, the Soviet Union and then Russia for its military supplies.
But as the Cold War ended and India's relations with the United States began improving during
Bill Clinton's presidency, New Delhi gradually increased its military cooperation with Washington....
Today, besides holding joint military exercises with the U.S. military, India has also been buying
U.S. armaments worth billions of dollars."

The same article quoted the Indian ambassador to the United States, Meera Shankar:

"Our militaries once unfamiliar with each other now hold regular dialog and joint exercises in the air
and on land and sea....Our defense trade was negligible a decade ago. We placed orders worth $3.5 billion
last year and it could grow even more in the future." [7]

Heightened full spectrum - ground, air and sea - military collaboration between the U.S.
and India is in part related to the escalation of America's and NATO's war in South Asia:
Afghanistan and Pakistan, India's neighbor.

On October 13 the Washington Post revealed that the White House will send 13,000 support troops
to join the additional 21,000 combat forces already and soon to be deployed this year and the BBC
announced the following day that "the Obama administration had already told the UK government
it would soon announce a substantial increase to its military forces in Afghanistan,
" to be formally confirmed next week at a meeting of NATO defense chiefs in the capital of Slovakia.
[8] On the 15th the NATO regional commander in southern Afghanistan, Major General Mart de Kruif,
said of Helmand province and adjacent areas that "we need at least two additional brigades of coalition forces,
somewhere between 10,000 or 15,000 troops." [9]

NATO's Military Committee, the senior military authority in the Alliance, just completed a tour of
inspection to Afghanistan. "In attendance were Military Representatives from all 28 NATO member states
as well as Military Representatives from the 14 non-NATO nations who also contribute forces to ISAF." [10]

India has been assigned a role to play in the "stabilization" of the subcontinent as Afghanistan and Pakistan
alike have been plunged into war and chaos since the U.S. and NATO invaded the first nation on October 7, 2001.

But the New Delhi-Washington axis is fraught with even grander designs and potentially catastrophic dangers.

With the North Atlantic Treaty Organization expanding into Eastern Europe -practically all of Eastern Europe
- over the last ten years and its upgrading of military contacts and deployments through various partnership
agreements (Partnership for Peace, Mediterranean Dialogue, Istanbul Cooperation Initiative, Contact Countries,
Trilateral Afghanistan-Pakistan-NATO Military Commission), the world's only military alliance spans five continents,
the Middle East and the South Pacific, effectively taking over other former Cold War military blocs like
the Central Treaty Organization (CENTO), the Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) and the Australia,
New Zealand, United States Security Treaty (ANZUS) and thus constituting history's first international military alliance.

The four nations identified by NATO as Contact Countries - Australia, Japan, New Zealand and South Korea -
are all in the Asia Pacific area and in varying degrees all have contributed troops and naval support to
the U.S.-NATO war in Afghanistan.

Initiatives like the U.S.-instituted Proliferation Security Initiative [11] naval surveillance
and interdiction operation, begun in and still primarily focused on Asia, and the global missile
shield program [12] both integrate major NATO member states and candidates for
an emerging Asian NATO.


India as a nuclear power and the world's second most populous nation, one bordering China and
with historical strategic ties with Russia, is pivotal in Western designs to establish worldwide military
superiority so that, in the words of an Indian analyst several years ago, the U.S. can complete its
vision for dominance over every sector of the globe with this stratagem: To have closer state-to-state relations
with every nation in the world than all other nations have with any other nation, even neighboring states.

Just as in 1978 former rivals Egypt and Israel were reconciled unilaterally by the U.S., which is nowhere near
the Middle East, so now any two countries in the world in a conflict situation - from South Asia to the Caucasus,
from Africa to the Balkans- must go through Washington and Brussels to resolve their differences.
That role, like so many others, has devolved from the United Nations to the United States and NATO.

U.S. and general Western military strategy in Asia is not limited to India, however preeminent a role
that country has in the West's plans. Australia, which earlier this year released a Defence White Paper [13]
announcing its largest-ever arms buildup and plans to arrogate to itself the role of a regional military power,
is "pushing to rebuild its defence ties with India, risking the potential ire of China by formally requesting
Australia be allowed to participate in the annual India-US joint naval exercise Malabar." [14]

The Malabar naval war games are an integral component of U.S. plans to integrate India into its Asian
and global military nexus. An Indian news sources reported the following in relation to this year's exercise:

"The exercise in the Malabar series will take place [April 2009] off the Japanese coast in which Indian warships
will carry out training manoeuvres in naval warfare alongside US Navy and Japanese Maritime Self-Defence
Force warships.

"The Malabar exercise, which began as a bilateral exercise in 1992 with the Americans, has in recent years taken
on a multi-national character with greater participation from US allies and has made China sit up and take note.

"The last Malabar trilateral exercise involving India, the US and Japan was held in early 2007 off the Japanese coast.
In the later part of that year, India joined the multilateral 25-warship Malabar exercise involving the navies of Singapore
and Australia too, apart from US and Japan in the Bay of Bengal." [15]

Australia's intention to participate in the next Malabar drills - "an exercise obviously intended by the US
to be a foil to China's strategic military might" - also comes "in the wake of the [Prime Minister Kevin] Rudd
government's controversial defence white paper, which called for a build-up of naval capacity and appeared
to suggest Australian defence strategy in coming decades would be shaped by China's military expansion." [16]

While visiting the nation recently Australian Foreign Minister Stephen Smith "invited India to participate in
multilateral Australian Defence Force-hosted exercises Kakadu and Pitch Black." [17]

India borders China as do several other countries where the U.S. and its NATO allies have stationed troops
and where they regularly conduct or will conduct military exercises, Afghanistan and Pakistan among them.

The Pentagon's Pacific Command has been holding annual joint Khaan Quest military operations in Mongolia,
which borders both China and Russia.

In July Mongolia announced that it was providing troops to NATO for the war in Afghanistan,
with an American news report stating "the country plans to send troops to Afghanistan,
in a cooperation that stems from its 'third neighbor' policy to reach out to allies other than China and Russia,"
and "Mongolia's involvement in Iraq and Afghanistan has helped cement its alliance with the United States
and secure grants and aid." [18]

Last month NATO conducted a twenty-nation disaster response exercise, ZHETYSU 2009, in Kazakhstan,
which also abuts China and Russia. French president Nicolas Sarkozy has just secured rights to transit his
nation's military forces through the country.
On September 27 the Chinese press reported on a multinational military exercise
to be conducted in Cambodia,
one nation removed from China, next year:

"[M]ore than 2,000 military men are reserved for the first-ever event in the country and they will come
from more than 20 countries, of which 1,500 will be from the United States.

"[D]uring a four-day visit to Washington D.C., Tea Banh, Cambodia's Deputy
Prime Minister and Minister of National Defense, had met with U.S. Deputy Secretary of State
James Steinberg and discussed security cooperation between the United States and Cambodia.
" [19]

On October 14 reports surfaced on Taiwan conducting its "largest-ever missile test...launched from
a secretive and tightly guarded base in southern Taiwan."

The report also said the missiles were "capable of reaching major Chinese cities." [20]

With President Ma Ying-jeou observing, "the drill included the test-firing of a top secret,
newly developed medium-range surface-to-surface missile with a range of 3,000 kilometres,
capable of striking major cities in central, northern and southern China." [21]

The following day's news reported that the Defense Ministry of South Korean "plans to equip
the Navy's 7,600-ton-class Aegis vessels, including a King Sejong-class destroyer,
with the newest-type American-made SM-6 missiles" and that "to ensure proper use of
SM-6 [Extended RangeActive] missiles, the South Korean Navy will naturally be linked to
the U.S. missile defense system, considering that it will need the assistance of some intelligence
reconnaissance devices, including spy satellites and radars, in the U.S. MD [missile defense] system." [22]

Each year the Pentagon leads the multinational Cobra Gold war games in Thailand.
This year the armed forces of the host country, the U.S., Japan, Singapore and Indonesia
were involved and several other nations "participate[d] in various roles during the exercise":
Australia, Brunei, France, Italy, Britain, Bangladesh, India, the Philippines,
the Peoples Republic of Cambodia, China, Canada, Germany, South Korea, Laos, Nepal, Pakistan,
Vietnam, and Mongolia. [23]

Excepting China, the above roster is a faithful representation of a NATO-Asian NATO axis in formation.

On October 14 the USS Bonhomme Richard amphibious assault ship arrived in East Timor for
the latter's "first joint military exercise with the United States" and it was reported that
"manoeuvres with 2,500 US troops and Australia forces are to last through October 24." [24]

The American ambassador to the new nation, Hans Klem, said that the exercises would focus on
"jungle training, urban training, infantry training [and] beach landings...." [25]

The Pentagon's military penetration of Asia and encroachment on China, coordinated at every turn
with Washington's NATO allies, is part of an international campaign to achieve military presence
in and domination over every longitude and latitude. The European continent has been subsumed
almost completely under NATO.

America's new Africa Command recently completed a 25-nation military exercise in Gabon
and will soon begin multinational maneuvers in Uganda.

The war in Afghanistan has recently provided the U.S. and NATO new basing and military transit
rights in the Central Asian nations of Kazakhstan, Kyrgyzstan, Tajikistan, Turkmenistan and Uzbekistan.
"The United States has secured 'lethal transit' deals with Uzbekistan and Kazakhstan....
Both the Kyrgyz Ministry of Defense and the US Embassy in Bishkek confirmed earlier that
the Manas Transit Center is facilitating the shipment of military freight going to Afghanistan...
[T]he transit of supplies into Afghanistan via Turkmenistan 'is possible'...." [26]

Of the three nations in the South Caucasus, Georgia and Azerbaijan are veritable Pentagon
and NATO military outposts on Russia's borders and Armenia just announced it might send troops
to Afghanistan to serve under NATO command.

Washington has recently secured the use of seven new military bases in Colombia
and has announced similar plans for two naval facilities in Panama two years after reactivating U.S.
Naval Forces Southern Command.

Even uninhabited areas of the world (and their energy and other resources) are not beyond
the Pentagon's and NATO's purview.

On October 9 the top military commander of U.S. European Command and NATO, Admiral James Stavridis,
"warn[ed] of conflict with Russia in [the] Arctic Circle" as The Times of London phrased it.

Last week an Indian writer offered this concise perspective:

"The arc of encirclement of Russia gets strengthened. NATO ties facilitate the deployment of
the US missile defence system in Georgia. The US aims to have a chain of countries tied to 'partnerships'
with NATO brought into its missile defence system - stretching from its allies in the Baltic to those
in Central Europe. The ultimate objective of this is to neutralise the strategic capability of Russia
and China and to establish its nuclear superiority. The National Defense Strategy document,
issued by the Pentagon on July 31, 2008, portrays Washington's perception of a resurgent Russia
and a rising China as potential adversaries." [27]

The analyst doesn't exaggerate.

In February 2008 a Reuters report said that, "The United States is worried that
Russia, China and OPEC oil-producing countries could use their growing financial clout
to advance political goals, the top U.S. spy chief told Congress....
"

National Director of Intelligence Michael McConnell told the Senate Intelligence Committee that he had
"concerns about the financial capabilities of Russia, China and OPEC countries."

His concerns, however, suggested military rather than economic and trade matters.
A summary of his testimony had little to say of the Organization of the Petroleum Exporting Countries
and much about Russia and China.

"Russia, bolstered in part by oil revenues, was positioning itself to control an energy supply and
transportation network from Europe to East Asia, and the Russian military had begun to reverse
a long decline....China has pursued a policy of global engagement out of a desire to expand its growing
economy and obtain access markets, resources, technology and expertise." [28]

Shortly afterward Russia "demanded an explanation from America over a report by the director
of American national intelligence in which Russia, China, Iraq, Iran, North Korea and al-Qaida
are described as sources of strategic threats to the U.S, ITAR-TASS has been told by a source close
to the Kremlin." [29]

Thatis, Russia and China had effectively been added to the infamous "axis of evil" targeted
by former president George W. Bush in January of 2002.

Though Bush's departure from the White House and his successor's arrival there haven't changed
anything, except if anything to makes matters progressively worse.

An Associated Press story of May 1, 2009 mentioned that "The Obama administration is working
to improve deteriorating U.S. relations with a number of Latin American nations to counter growing Iranian,
Chinese and Russian influence in the Western Hemisphere, Secretary of State Hillary Rodham Clinton said....[30]

In the latest quadrennial National Intelligence Strategy report last month, U.S. Director of National Intelligence
Dennis Blair claimed "Russia, China, Iran, and North Korea pose the greatest challenges to
the United States' national interests." [31]

China and Russia have replaced subjugated Iraq in the ranks of remaining "axis of evil" members Iran
and North Korea.

Blair's report asserted that Russia "may continue to seek avenues for reasserting power and influence
in ways that complicate U.S. interests." A paraphrase of the document said of "China, which trades regularly
with the United States and owns billions of its national debt," that "Beijing competes for the same resources
the United States needs, and is in the process of rapidly modernizing its military." [32]

In 2006 an article appeared in Foreign Affairs, the magazine of the New York-based Council on Foreign Relations,
called "The Rise of U.S. Nuclear Primacy," coauthored by Keir A. Lieber and Daryl G. Press,
which explored in the frankest manner how the U.S. could deal with its Chinese and Russian "challengers."

As the piece's title indicates, the focus is on nuclear weapons and America's superiority in regards to them.

Its basic contention is summarized in this paragraph:

"For four decades, relations among the major nuclear powers have been shaped by their common vulnerability,
a condition known as mutual assured destruction. But with the U.S. arsenal growing rapidly while Russia's
decays and China's stays small, the era of MAD is ending - and the era of U.S. nuclear primacy has begun." [33]

That appraisal inevitably led to the conclusion that "It will probably soon be possible for the United States
to destroy the long-range nuclear arsenals of Russia or China with a first strike."

The authors examine with coldblooded detachment comparative advancements in each of the U.S.'s triad of
nuclear weapons delivery systems - ground-based missile, air and submarine - and how in all three instances
Washington could launch crippling first strikes on China and Russia alike.

For example, they state "The U.S. Air Force has finished equipping its B-52 bombers with nuclear-armed
cruise missiles, which are probably invisible to Russian and Chinese air-defense radar. And the air force
has also enhanced the avionics on its B-2 stealth bombers to permit them to fly at extremely low altitudes
in order to avoid even the most sophisticated radar."

And they list both nation's vulnerabilities in an almost gleeful manner:

"The more Russia's nuclear arsenal shrinks, the easier it will become for the United States to carry out a first strike.

"The real U.S. war plan may call for first targeting Russia's command and control, sabotaging Russia's radar stations,
or taking other preemptive measures - all of which would make the actual U.S. force far more lethal than our model assumes.

"According to our model, such a simplified surprise attack would have a good chance of destroying every
Russian bomber base, submarine, and ICBM.

"China's nuclear arsenal is even more vulnerable to a U.S. attack. A U.S. first strike could succeed
whether it was launched as a surprise or in the midst of a crisis during a Chinese alert.
China has a limited strategic nuclear arsenal.

"According to unclassified U.S. government assessments, China's entire intercontinental nuclear arsenal
consists of 18 stationary single-warhead ICBMs."

To confirm that their study is indicative of not only their own conviction, the authors add that
"The improvements to the U.S. nuclear arsenal offer evidence that the United States is actively seeking primacy...
The current and future U.S. nuclear force, in other words, seems designed to carry out a preemptive disarming
strike against Russia or China.

"The intentional pursuit of nuclear primacy is, moreover, entirely consistent with theUnited States'
declared policy of expanding its global dominance."

In view of what has developed in the interim since its publication, the article provides the unadorned
truth about so-called missile defense in stating "the sort of missile defenses that the United States might
plausibly deploy would be valuable primarily in an offensive context, not a defensive one - as an adjunct
to a U.S. first-strike capability, not as a standalone shield. If the United States launched a nuclear attack
against Russia (or China), the targeted country would be left with a tiny surviving arsenal - if any at all.

"At that point, even a relatively modest or inefficient missile-defense system might well be enough
to protect against any retaliatory strikes, because the devastated enemy would have so few warheads and decoys left."

The piece ends in acknowledging that with the demise of the Warsaw Pact and any pretense that
American and NATO nuclear weapons would be needed against a superior conventional military attack
and no further intent, as with Ronald Reagan's Strategic Defense Initiative, to compel adversaries to
spend themselves into bankruptcy on a strategic arms race, "Washington's continued refusal to eschew
a first strike and the country's development of a limited missile-defense capability take on a new,
and possibly more menacing, look. The most logical conclusions to make are that a nuclear-war-fighting
capability remains a key component of the United States' military doctrine and that nuclear primacy
remains a goal of the United States."

As much as words like competition and challenges may factor in the speeches of U.S.
and other Western politicians when relating to domestic matters, the White House
and the Pentagon will tolerate no serious competition and allow no challengers in their drive for
global military, political and economic domination.

When all else fails, and even before, Washington's ultima ratio consists of its nuclear arsenal and delivery systems.

http://www.inteldaily.com/news/172/ARTICLE/12265/2009-10-16.html

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Tue Dec 15, 2009 1:50 pm

att พิมพ์ว่า: ...................หรือสรุปสาระสำคัญ ก็คือ

1. ลดจำนวนประชากรลง 95% และคุมกำเนิด
2. New World Government รัฐบาลเดียวปกครองโลก
(U.N. หรือองค์การสหประชาชาติ)

3. New World Currency ทั่วโลกใช้เงินสกุลเดียว ( ผ่าน IMF หลังจากล้มเศรษฐกิจทั่วโลก
และล้มเงินที่เป็นเงินสำรองสกุลหลักของโลก)
4. New World Language ทั่วโลกใชัภาษาเดียวกัน
5. New World Religion & Spiritual ศาสนา และ ศาสดาองค์ใหม่
(Lucifer หรือลัทธิซาตาน)

6. New World Judge & Court System ระบบศาลโลก
[/color]

อันนี้ เกี่ยวกับ ข้อ 3. รึปล่าวคะ? เงินสกุลใหม่เตรียมไว้สำหรับการล้มดอลลาห์ ซึ่งใช้ในสามประเทศ
คือ อเมริกา คานาดา และ เม็กซิโก ทั้งสามจะรวมกันเป็น North American Union

ดูมันแปลกๆ มีรอยซึมน้ำหยดด้วย เหมือนเป็นปรินท์ ตย. จากเครื่องพิมพ์อิงค์เจต เลย...




พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Tue Dec 15, 2009 1:57 pm



http://img94.imageshack.us/img94/9296/newbanknote03.jpg

พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 15, 2009 2:23 pm

ข้อ 3 ยังไม่ถึงขั้นเต็มร้อย แต่อยู่ระหว่างการลดสกุลเงินลงมา ให้เหลือน้อยที่สุดก่อนจ้า

โดยจะถูกแบ่งตามนี้

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=110&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



Figure 27:
The structure the Babylonian Brotherhood is
seeking to introduce early in the new Millennium.







http://oneheartbooks.com/resources/articles/world_gov_chart.pdf

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  wincha on Tue Dec 15, 2009 8:43 pm

บทความที่นิติภูมิเขียนวันนี้ครับ



อย่าบ้า



อังคาร ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒



เสาร์ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลาเย็นมากแล้ว



นิติ
ภูมิกำลังทำงานที่บ้านลาดกระบังกับหัวหน้าสำนักงานตัวแทนของสำนักข่าวโนโว
สตี้แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมเพื่อนชาวโปแลนด์ และออสเตรเลีย เมื่อมี
‘เบรกกิ้งนิวส์’ แจ้งว่า ‘จับขีปนาวุธมหาภัยลอตใหญ่ขนจากเกาหลีเหนือ’



คอมพิวเตอร์
ขนาดพกพา ๔ เครื่อง ถูกนำมาตั้งเพื่อตรวจสอบกับทางมอสโกอย่างฉับพลันทันที
เราคิดว่าการจับครั้งนี้น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังพอสมควร
การตรวจสอบและโต้ตอบกันระหว่างกรุงเทพกับกรุงมอสโก เริ่มตั้งแต่ ๒๐.๐๐
น.ของคืนวันเสาร์ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ และไปเสร็จสิ้นเอาในเช้าวันอาทิตย์




๑.
เครื่องบินที่ถูกจับเป็นแบบอิลยูชิน ๗๖ ผลิตในสหพันธรัฐรัสเซีย
เจ้าของเครื่องเป็นบริษัทเอกชนในสาธารณรัฐคาซัคสถาน
แต่ตัวเครื่องจดทะเบียนในสาธารณรัฐจอร์เจีย และถูกใช้งานในจอร์เจีย
ไม่ได้ใช้ในคาซัคสถาน




๒.
ลูกเรือให้การว่า เครื่องบรรทุกอาวุธจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
และเมื่อเย็นวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒
ผมอ่านจากสื่อมวลชนไทยและเทศที่อ้างแหล่งข่าวจากตำรวจกองปราบบอกว่า
กัปตันเป็นชาวเบลารุสชื่อ มิคาอิล เปตูคอฟ อายุ ๕๔ ปี
เป้าหมายของการส่งของคือ อูเครน กัปตันปฏิเสธว่า ตนไม่ทราบว่า
สินค้าที่ขนจากเกาหลีเหนือเป็นอาวุธ เห็นแต่เป็นเพียงกล่องไม้ยาวๆ




๓.
เครื่องบินบินลำเปล่าจากอูเครนไปเติมน้ำมันที่สาธารณรัฐฐอาเซอร์ไบจาน
จากนั้นบินไปจอดที่สหรัฐอรับเอมิเรตส์ และมาจอดอีกครั้งที่กรุงเทพฯ
ก่อนบินต่อไปยังเกาหลีเหนือ เมื่อรับสินค้าเรียบร้อยแล้ว
ก็บินมาเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ


เพื่อที่จะบินต่อไปที่สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ก่อนจะกลับอูเครน



๔. ขณะนี้ ลูกเรือทั้ง ๕ คน ถูกกล่าวหาว่า ‘ให้การเท็จ’ เพราะใบสำแดงสินค้าระบุว่าเป็นเครื่องมือขุดเจาะดิน แต่สินค้าที่แท้จริงเป็นอาวุธ ‘พยายามส่งอาวุธเถื่อนผ่านไทย’ และ ‘มีอาวุธสงครามในการครอบครอง’



๕.
ลูกเรือมีอายุตั้งแต่ ๕๓-๕๘ ปี
ดูจากภาพในหนังสือพิมพ์ก็รู้ว่าเป็นนักบินทหารอาวุโส
โดยมีชาวเบลารุสเป็นกัปตัน ส่วนชาวคาซัคอีก ๔ คนเป็นลูกเรือ
สถานเอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำไทยขอประกันตัว แต่ทางราชการไทยปฏิเสธ




๖.
จอร์เจียเป็นศัตรูกับรัสเซีย เมื่อสิงหาคม ๒๕๕๑ ก็มีการสู้รบกันหนัก
จอร์เจียประเทศเล็กกล้าหาญชาญชัยรบกับประเทศใหญ่รัสเซีย
เพราะได้สหรัฐอเมริกาหนุน และได้อาวุธจากอูเครน ผมจึงไม่เข้าใจว่า
ทำไมไอ้เครื่องบินบ้าลำนี้ซึ่งขนอาวุธเถื่อนมาเต็มลำ
จึงเลือกบินมาเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ แถมยังทะลึ่งเติมถึง ๒ ขา
ทั้งขาไปและกลับ แทนที่จะเลือกเติมน้ำมันที่พม่าหรือจีน
ในข่าวบวงนอกบอกว่าลงฉุกเฉิน หรือ
emergency landing แต่ข่าววงในบอกว่า อ้า ไม่ใช่การลงฉุกเฉิน



๗. หากขนอาวุธไปที่อูเครน ก็เหมือนส่งอาวุธให้จอร์เจีย



๘.
สื่อมวลชนหลายฉบับนำคำพูดของนักการเมืองและข้าราชการไทยระดับสูงมาลง
ว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นผลงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐ
อเมริกาและรัฐบาลไทย ต่อมาเมื่อเวลา ๒๒.๐๐ น.ของคืนวันเสาร์
สถานเอกอัครราชทูตอเมริกันออกมาปฏิเสธข่าวว่า
‘ไม่ทราบเรื่อง’
หลังจากนั้น
เว็บไซต์ที่แพร่คำให้สัมภาษณ์ของผู้ใหญ่ทางฝ่ายไทยลบข่าวเรื่องการปฏิบัติ
การร่วมระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาทุกเว็บ
แต่พวกเราได้เซฟเว็บเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมด




๙.
เป็นไปได้ว่า สหรัฐอเมริกาทราบอยู่แล้ว ว่าจะมีการขนอาวุธมาลงที่ประเทศไทย
แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า
ทำให้สหรัฐอเมริกาจึงต้องปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องการจับกุมครั้งนี้
หรือกลัวว่าตนจะเสียหน้า




๑๐.
โดยปกติ
เรื่องที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับการก่อการร้ายทั้งหลายทำให้แผ่นดินไทยวุ่นวาย
ขายปลาช่อนมากอยู่แล้ว
ไม่ว่าเรื่องการปิดสถานทูตอิรักประจำประเทศไทยโดยคำแนะนำของเอกอัครราชทูต
อเมริกัน การจับกุมนายฮัมบาลี
ผู้ก่อการร้ายหมายเลขหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จังหวัดพระนครศรี
อยุธยา การจับนายวิคเตอร์ บุท นักขนส่งทางอากาศชาวรัสเซีย
ซึ่งทางการและประชาชนคนรัสเซียยังโกรธรัฐบาลไทยจนกระทั่งปัจจุบันทุกวันนี้
ฯลฯ




๑๑.
หากจุดหมายปลายทางของอาวุธอยู่ที่อูเครนจริง นั้นหมายความว่า
นับต่อแต่นี้ไป
ราชอาณาจักรไทยจะถูกผูกระโนงโยงเยงกับปัญหาขัดแย้งระหว่างอเมริกา อูเครน
จอร์เจีย และรัสเซีย โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือเพราะความอยากดังของไอ้ปี๊ด




๑๒.
รัฐบาลไทยควรให้ผู้เชี่ยวชาญภาษารัสเซียเข้าไปอ่านเว็บไซต์ของรัสเซีย
ซึ่งขณะนี้เรื่องการจับเครื่องบินลำเลียงแบบทหารที่สนามบินดอนเมืองเป็นหัว
ข้อที่ร้อนที่สุด และอาจจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ
ได้




๑๓. นายเวฬุพิลัย ประภาการันต์
ผู้นำกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมถูกยิงตายกลายเป็นผีไปอยู่ที่ปิตติวิสัยในแดนเปรต
แล้ว กบฏในศรีลังกาไม่มีแล้ว การต่อสู้ไม่มีแล้ว
ไอ้เครื่องบินบ้าลำนี้จะบรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปศรีลังกาเพื่อหา
‘หอก’ อะไร?

[15/12/2552]
ที่มา www.thairath.co.th

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 15, 2009 9:06 pm

อเมริกาสร้างเรื่องเพื่อบีบ รัสเซีย และ จีน
กบฏศรีลังกา อาวุธที่ใช้ก็มาจาก พ่อค้าอาวุธชาวยิว
เขมรแดงก็ใช้อาวุธของพ่อค้าอาวุธชาวยิวรายเดียวกัน
cia ก็รู้ ชนชั้นปกครอง ระดับศักดินา่ของไทยก็รู้

ให้เตรียมตัวรับศึกใหญ่กันได้เลย

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 12:22 am



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=31&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 4:28 pm

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000153587

“มาร์ค” ลั่นไม่กลัวไทยโดนล้างแค้น ย้ำไม่มีเงินนำจับบินขนอาวุธ

16 ธันวาคม 2552 14:44 น.

“นายกฯ” ไม่หวั่นไทยโดนเจ้าของอาวุธล้างแค้น ยันทำตามมติสหประชาชาติในฐานะสมาชิกที่ดี
ย้ำไม่มีรางวัลนำจับตามข่าวลือ เล็งคุยยูเอ็นถกค่าใช้จ่ายการดำเนินการต่างๆ
รับยังไม่ชัดเครื่องบินขนจากไหนไปไหน และใครผลิต คิดการไกลจ่อนำของกลางมาใช้
พร้อมขอบคุณ “ฮิลลารี” ชม


วันนี้ (16 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีจับกุมเครื่องบินขนอาวุธสงครามร้ายแรงว่า
ตนไม่รู้สึกกังวลว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายจะมาโจมตีไทยจากการจับกุมดังกล่าว เนื่องจากไทยทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกที่ดี
ของประชาคมโลก และทำตามมติของสหประชาชาติ โดยย้ำว่าไม่มีรางวัลนำจับจากใคร ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น
จะประสานกับสหประชาชาติก่อน ซึ่งค่าใช้จ่ายหลักจะเป็นเรื่องของค่าขนส่ง โดยขณะนี้ยังไม่ได้ประมาณการ
ส่วนเรื่องต้นทางและปลายทางของการขนอาวุธนั้น นายกรัฐมนตรียอมรับว่ายังไม่มีความชัดเจน
และยังไม่ยืนยันว่าประเทศเกาหลีเหนือคือผู้ผลิต ซึ่งการข่าวของไทยจะทำงานร่วมกันกับหลายประเทศ
ขณะที่อาวุธที่ยึดไว้บางส่วนไทยอาจจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ และส่วนที่ทำลายทิ้งอาจไม่มี หรือมีไม่มาก

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา
ออกมาชื่นชมในการจับเครื่องบินลักลอบขนอาวุธของไทยในครั้งนี้อีกด้วย


----------------------------------------------------------------------------------------------------
ขออภัยครับท่าน กลุ่มก่อการร้ายที่ว่าน่ะเป็นกลุ่มที่
อเมริกาหนุนอยู่ เพื่อหาเหตุเอากองทัพ UN เข้ามาตั้งในไทย

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Dec 16, 2009 4:50 pm

att พิมพ์ว่า:-----------------
ขออภัยครับท่าน กลุ่มก่อการร้ายที่ว่าน่ะเป็นกลุ่มที่
อเมริกาหนุนอยู่ เพื่อหาเหตุเอากองทัพ UN เข้ามาตั้งในไทย

พี่ att น่ารักจัง ตอบได้โดนใจดีจริงๆ

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง

hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Dec 16, 2009 5:31 pm

ผบ.ทอ.เผยต้องรอมติUNจัดการ"อาวุธสงคราม"

16 ธค. 2552 16:33 น.

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ
ให้สัมภาษณ์ถึงการจับกุมเครื่องบินที่ขนอาวุธสงครามได้ว่า
ขณะนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจ
ทหารเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าพนักงานที่นำอาวุธมาเก็บไว้ที่คลังสรรพวุธ กองบิน
4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์
ซึ่งการที่กองทัพอากาศได้รับการประสานงานให้มาช่วยงานครั้งนี้
เพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้การจับกุม ทำให้สามารถขนย้ายอาวุธได้สะดวก
ซึ่งขณะนี้เราให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธทำการตรวจสอบอาวุธว่ามาจากไหน
และเป็นประเภทไหนบ้าง ส่วนอาวุธที่จับกุมได้ส่วนมากเป็นพวกจรวด
แต่เป็นของที่ผลิตในประเทศซีกคอมมิวนิสต์ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า
มาจากประเทศไหนบ้าง เพราะอาวุธมาจากหลายที่
และยังไม่มีใครหรือประเทศไหนออกมายอมรับว่า อาวุธดังกล่าวเป็นของใคร
ดังนั้นต้องเก็บไว้ตรวจสอบรายละเอียด
โดยจะมีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญจากกรมสรรพาวุธกองทัพอากาศไปตรวจสอบ

“รายละเอียดต่างๆ กองทัพอากาศรับทราบข้อมูลหมดแล้ว
เพียงแต่การให้ข่าวสารคงต้องระวังให้มาก
เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางมติสหประชาชาติด้วย
เป็นเรื่องความมั่นคง หากให้ข่าวคนละครั้งจะเกิดปัญหาความไม่เป็นเอกภาพได้
ดังนั้นการให้ข่าวสารทั้งหมดจะเป็นเรื่องของตำรวจ
ส่วนอาวุธที่จับกุมได้เหมือนกับเป็นการสั่งซื้ออาวุธของประเทศทั่วๆไปที่การ
สั่งซื้อจะต้องใช้เวลาในการผลิตการทำ
เมื่อสั่งได้แล้วก็นำมาเก็บเตรียมหรือไว้ซ้อม เพื่อป้องปราม
ไม่ได้เน้นมาทำสงคราม” ผบ.ทอ.กล่าว

เมื่อถามว่าต้องทำลายอาวุธหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า
ต้องขึ้นอยู่กับมติของสหประชาชาติว่า จะทำอย่างไร
แต่การทำลายอาวุธประเภทนี้คงต้องใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง
ส่วนที่มีข่าวว่า มีรางวัลในการนำจับอาวุธ
ความจริงประเทศไทยไม่ได้รางวัลนำจับ

เมื่อถามว่าหากมีประเทศปลายทางที่ขนอาวุธมาขออาวุธคืนจะดำเนินการอย่างไร
พล.อ.อ.อิทธิพร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครออกมายอมรับ
แต่การจะส่งคืนให้ประเทศปลายทางหรือไม่ คงต้องแล้วแต่มติของสหประชาชาติว่า
จะมีมติอย่างไร ซึ่งประเทศไทยคงต้องทำตามมติของสหประชาชาติ
อย่างไรก็ตามอาวุธนี้เป็นอาวุธร้ายแรงคงยากที่จะส่งคืน

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=422020

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง

hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 9:28 pm

hacksecrets พิมพ์ว่า:
att พิมพ์ว่า:-----------------
ขออภัยครับท่าน กลุ่มก่อการร้ายที่ว่าน่ะเป็นกลุ่มที่
อเมริกาหนุนอยู่ เพื่อหาเหตุเอากองทัพ UN เข้ามาตั้งในไทย

พี่ att น่ารักจัง ตอบได้โดนใจดีจริงๆ

ขอบใจเจ้า (ฝึกภาษาลาว อิอิ)
เพิ่มเติมอีกหน่อยคือ ถ้ากองกำลังต่างชาติเข้ามา กองทัพไทยจะอยู่ในสถานะอะไรดี
หรือว่าจะเป็นเหมือน นักวิชาเกินของ อเมริกา และ ไทย เสนอแบบนี้


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-40.htm

มะกันแนะ"ต้องถอนทหาร"ดับไฟใต้

วันที่ 24 มิถุนายน 2552

คมชัดลึก :อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกหนังสือมะกันเปรียบ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชี้ “ควรถอนทหาร
เลิกวิธีคิดดับไฟ ด้วยความรุนแรง "แม่ทัพภาค 4ควง พญ.คุณหญิงพรทิพย์พบญาติผู้เสียชีวิตที่ถูกยิงกราดในมัสยิด
ทหารร่วมชาวบ้าน300ละหมาดฮายัดหลังคนร้ายยิงอาคารโรงงานฮาลาลปัตตานี


(24 มิ.ย.) ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า”
เขียนโดย ศ.เกล็น ดี.เพจ นักวิชาการชาวสหรัฐอเมริกา โดยนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ
เป็นผู้แปล นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลไว้ว่า
มี 20 ประเทศทั่วโลกที่ไม่มีกองกำลังทหาร หรือกองทัพ
ซึ่งอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ในประเทศไทยบางคนและคนไทยทั่วไปอาจไม่รู้

อย่างไรก็ตามการปราศจากกองกำลังทหารมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ
ไม่มีกองทัพเลย หรือการมีสนธิสัญญาป้องกันไว้
ทั้งนี้ที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะไม่มีกองทัพได้หรือไม่ ประเทศอื่นเขาทำมาแล้ว
ถ้าเราเอาสถาบันโครงสร้างบางอย่างออกไปจากสังคม ทรัพยากรที่มีในระบบที่เคยถูกนำไปใช้ในกองทัพ เช่น
งบประมาณ ซึ่งแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสามารถถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็น
ในเรื่องสุขภาพอนามัย หรือการแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ขอตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่การถอนกำลังทหารของจากพื้นที่ 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ได้ หรือไม่ แต่ตนไม่ได้หมายถึงให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ทั้งหมดในเวลานี้
ซึ่งสถานการณ์ยังมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก แต่โจทย์ใหญ่คือในอนาคตจะคิดวิธีการอื่นในการจัดการปัญหานี้
ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการมีกำลังทหารและการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ก็ไม่สามารถแก้ ปัญหาให้จบลงได้
ทั้งนี้สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอีกในระลอกนี้ ตนคิดว่าเป็นเพราะในพื้นที่มีการซ่องสุมอาวุธไว้มาก
โดยมีอาวุธปืนเป็นแสนกระบอกในมือของผู้คนมากมาย ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ซึ่งแต่ละฝ่าย
ล้วนขาดวินัยในการใช้กำลังและอาวุธ

ด้านนายศิโรตม์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี การใช้งบประมาณ
และกำลังทหารทุ่มลงไปมาก แต่ไม่ก็ไม่เกิดผลใดๆ ตนคิดว่าใช้ความรุนแรงตลอดไปก็ไม่ได้ผล
ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเกิดความสงบขึ้นในพื้นที่ ในช่วงที่เราใช้มาตรการทางการเมืองนำการทหาร
ดังนั้นเห็นว่ารัฐควรจะทบทวนเรื่องนี้หรือไม่




แล้วกองกำลังที่จะมาในนาม UN คือกองกำลังแบบไหนอ่านในกระทู้ข้างล่างนี้

US Special Forces

ถ้ากองทัพไทยยังตามก้นการข่าวอเมริกา
อาจจะไม่เหลือสภาพความเป็นกองทัพของชาติไทยอีกต่อไปก็เป็นได้

เสื้อเหลืองพยายามให้ทหารเลือกข้างโดยอ้างการปกป้องสถาบันกษัตริย์
ส่วนเสื้อแดงก็ด่าทอโจมตีทหารว่าเป็นฝ่ายศักดินาสมควรถูกยุบเพราะไม่ได้อยู่ฝ่ายประชาชน


เมล็ดพันธ์แห่งศรัทธา สละชีวารักษาชาติ


โดยเฉพาะตอนนี้ มีทหารเลือกเข้าข้างฝ่ายแดงมากขึ้น
ผลลัพธ์คือ
คนไทยจะค่อยๆ สิ้นศรัทธาในกองทัพไทย

และยอมรับการเข้ามาของกองทัพต่างชาติ
หลังจากทำสงครามกลางเมืองกันเองจนย่อยยับ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Wed Dec 16, 2009 10:14 pm

att พิมพ์ว่า:โดยเฉพาะตอนนี้ มีทหารเลือกเข้าข้างฝ่ายแดงมากขึ้น
ผลลัพธ์คือ
คนไทยจะค่อยๆ สิ้นศรัทธาในกองทัพไทย

และยอมรับการเข้ามาของกองทัพต่างชาติ
หลังจากทำสงครามกลางเมืองกันเองจนย่อยยับ

...หนูเคยได้ยินว่า ลุงจิ๋ว ถูกส่งเข้าไปเพื่อสลาย กลุ่มแดงล้มเจ้า + เฮียแม้วต้องการภาพลักษณ์
ความจงรักภักดีกลับคืนมา เลย "ดูด" นายทหารเข้าไปเยอะมาก

....ซึ่งการ ดูดทหารเข้าพรรคมากๆ กลับทำให้ประชาชน หมดศรัทธาพรรคนั้นๆ มากกว่าเพราะ
มันขัดกับความรู้สึก ของเสื้อแดง Original ที่ต้องการหลุดพ้นเผด็จการทหาร ไม่นิยมปฏิวัติ

ประชาชนทั่วๆ ไป คงอยากได้ นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารธุรกิจเก่งๆ มาบริหารประเทศ
มากกว่านายทหารเกษียณอายุที่มาลงสนามการเมือง

....หนูว่าภาพพจน์กองทัพยังดูดีอยู่นะ แต่พรรคเพื่อแม้วอาจจะถูกบอนไซ จนแตกเละ ไร้จุดยืนทางการเมือง
ไปในที่สุด (ยิ่งถ้าไปจับมือกับ พรรคขัตติยฯ (ถ้ายังไม่ถูกยุบไปซะก่อน) ภาพพจน์กองกำลังมาเฟีย
ไม่ทราบฝ่ายจะโดดเด่น จนทำลายภาพพจน์ ดีๆ ที่ทักษิณเคยสร้างไว้ Twisted Evil )

เป็นไปได้ ควรจะเลิกทำลายกัน ด้วยวิธีการวางระเบิด ยิงลูกระเบิด ฯลฯ เพื่อสร้างสถานการณ์ได้เปรียบ
ทางการเมือง คนคิดทำ งี่เง่า ปัญญาอ่อน ไม่รู้มันเรียนจบ เสนาธิการมาได้ยังไง ไม่คิดถึงภาพรวมของประเทศ Twisted Evil

อันนี้ เฉพาะในกทม. นะคะ ส่วนภูมิภาค ...หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน Rolling Eyes

พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 10:30 pm

พีพี พิมพ์ว่า:
att พิมพ์ว่า:โดยเฉพาะตอนนี้ มีทหารเลือกเข้าข้างฝ่ายแดงมากขึ้น
ผลลัพธ์คือ
คนไทยจะค่อยๆ สิ้นศรัทธาในกองทัพไทย

และยอมรับการเข้ามาของกองทัพต่างชาติ
หลังจากทำสงครามกลางเมืองกันเองจนย่อยยับ


....หนูว่าภาพพจน์กองทัพยังดูดีอยู่นะ แต่พรรคเพื่อแม้วอาจจะถูกบอนไซ จนแตกเละ ไร้จุดยืนทางการเมือง
ไปในที่สุด (ยิ่งถ้าไปจับมือกับ พรรคขัตติยฯ (ถ้ายังไม่ถูกยุบไปซะก่อน) ภาพพจน์กองกำลังมาเฟีย
ไม่ทราบฝ่ายจะโดดเด่น จนทำลายภาพพจน์ ดีๆ ที่ทักษิณเคยสร้างไว้ Twisted Evil )


ก็ยังดีที่หนูยังมองแล้วดูดีอยู่

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 11:29 am

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000153878

ผบ.ทอ.แจง อาวุธสงครามไร้เงาเจ้าของ ชี้ส่งคืนทำได้ยาก เหตุรอมติสหประชาชาติตัดสิน

16 ธันวาคม 2552 22:42 น.


พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์

ผบ.ทอ. ระบุไม่มีใครเผยตัวเป็นเจ้าของอาวุธสงคราม ย้ำส่งคืนทำได้ยาก
เหตุขึ้นอยู่กับมติสหประชาชาติ ปัดไม่ได้เงินนำจับ


วันนี้ (16 ธ.ค.) พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ถึงการจับกุมเครื่องบิน
ที่ขนอาวุธสงครามได้ว่า ขณะนี้เป็นหน้าที่ของทางตำรวจ โดยทางทหารเราก็เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน
ที่นำอาวุธมาเก็บไว้ที่ คลังสรรพวุธ กองบิน 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ อย่างไรก็ตาม การที่ทางกองทัพอากาศ
ได้รับการประสานงานให้มาช่วยงานในครั้งนี้เนื่องจากมี พื้นที่อยู่ใกล้ในการจับกุมทำให้สามารถขนย้าย
อาวุธได้สะดวก โดยขณะนี้เราให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธไปทำการตรวจสอบอาวุธว่ามาจากไหน
และเป็นประเภทไหนบ้าง

“สำหรับอาวุธที่จับกุมได้ส่วนมากจะเป็นพวกจรวด แต่เป็นของที่ผลิตในประเทศซีกคอมมิวนิสต์
แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากประเทศไหนบ้าง เพราะอาวุธมาจากหลายที่
นอกจากนี้ยังไม่มีใครหรือประเทศไหน ออกมายอมรับว่าอาวุธดังกล่าวเป็นของใคร
ดังนั้นก็ต้องเก็บไว้ตรวจสอบรายละเอียด โดยจะมีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญจากกรมสรรพาวุธกองทัพอากาศ
ไปตรวจสอบ”พล.อ.อ. อิทธิพร กล่าว

เมื่อถามว่าดูเหมือนว่าทางสภาความมั่นคงแห่งชาติจะเก็บเรื่องนี้เป็น ความลับเพียงหน่วยงานเดียว พล.อ.อ.อิทธิพร
กล่าวว่าไม่หรอก เพราะรายละเอียดต่างๆ ทางกองทัพอากาศก็รับทราบข้อมูลหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
เพียงแต่ในการให้ข่าวสารคงต้องระวังให้มาก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางมติสหประชาชาติด้วย
และเป็นเรื่องความมั่นคง หากให้ข่าวตนละทีสองทีมันจะเกิดปัญหาความไม่เป็นเอกภาพได้ ดังนั้น
การให้ข่าวสารทั้งหมดจะเป็นเรื่องของทางตำรวจ เมื่อถามว่าอาวุธที่จับกุมจะสามารถทำสงคราม
ระหว่างประเทศได้หรือไม่ พล.อ.อ.อิทธิพร กล่าวว่า อาวุธที่จับกุมได้ก็เหมือนกับเป็นการสั่งซื้ออาวุธ
ของประเทศทั่วๆ ไปที่การสั่งซื้อจะต้องใช้เวลาในการผลิตการทำ เมื่อสั่งได้แล้วก็นำมาเก็บเตรียม
หรือไว้ซ้อมเพื่อป้องปราม ไม่ได้เน้นมาทำสงคราม

ผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถระบุได้หรือไม่ว่าจะไปลงปลายทางที่ประเทศไหน พล.อ.อ.อิทธิพร
กล่าวว่า ทางกองทัพอากาศไม่ทราบข้อมูลตรงนั้น ทราบแต่ว่ามาจากกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ
และจะไปที่ประเทศศรีลังกา ส่วนจะไปปลายทางที่ไหนยังไม่ทราบ คงต้องรอผลการสอบสวน
อย่างไรก็ตามตอนนี้เราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบอาวุธมาช่วยกันตรวจ สอบอาวุธว่ามาจากที่ไหนบ้าง

เมื่อถามว่าทางกองทัพอากาศมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธจากประเทศค่าย คอมมิวนิสต์หรือไม่ พล.อ.อ.อิทธิพร กล่าวว่า
ข้อมูลในส่วนนี้หาไม่ยาก เราสามารถตรวจสอบได้จากอินเตอร์เนตว่าอาวุธนี้เป็นของประเทศไหน
เป็นอาวุธที่ใช้ทำอะไรบ้าง แต่เท่าที่ทราบอาวุธทั้งหมดส่วนมากจะมาจากค่ายคอมมิวนิสต์ ส่วนจะมาจากไหน
เป็นรุ่นไหนทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รายงานมาให้ตนรับทราบ ส่วนการดำเนินการขั้นตอนต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร
กับอาวุธชุดนี้ คงจะต้องเป็นมติของสหประชาชาติว่าจะทำอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่าต้องทำลายหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธิพร กล่าวว่า คงต้องแล้วแต่มติของสหประชาชาติว่าจะทำอย่าง
แต่การทำลายอาวุธประเภทนี้คงต้องใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง ส่วนที่มีข่าวว่ามีรางวัลในการนำจับอาวุธจริงๆ
แล้วประเทศไทยไม่ได้รางวัลนำจับในส่วนนี้

เมื่อถามว่าหากมีประเทศปลายทางที่ขนอาวุธมาขออาวุธคืนจะดำเนินการ อย่างไร พล.อ.อ.อิทธิพร กล่าวว่า
ตอนนี้ยังไม่มีใครออกมายอมรับ แต่ทั้งนี้การจะส่งคืนให้ประเทศปลายทางหรือไม่คงต้องแล้วแต่มติของ
สหประชาชาติว่าจะมีมติอย่างไร ซึ่งประเทศไทยคงต้องทำตามมติของสหประชาชาติอีกที อย่างไรก็ตาม
อาวุธนี้เป็นอาวุธร้ายแรงคงยากที่จะส่งคืน

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000153725

ป.สงสัยยึดอาวุธข้ามชาติ อาจใช้ไทยซื้อขาย-ดูสินค้า


16 ธันวาคม 2552 17:39 น.


ภาพในวันที่จนท.ไทยตรวจยึดเครื่องบินพร้อมอาวุธสงคราม


ภาพอาวุธสงครามที่ประกอบเสร็จและพบในขณะตรวจค้นบนเครื่องบินที่อายัดไว้


5 ผู้ต้องหาขนอาวุธสงคราม


นายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูต ( Viktor Bout ) หรือบอริส ( Boris ) สัญชาติรัสเซีย อดีตเคจีบี

กองปราบเร่งสอบเบื้องลึกยึดอาวุธสงครามข้ามชาติ ตั้งข้อสังเกตเหตุใดเครื่องบิน
ไม่มีตราสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่บ่งบอกเป็นบริษัทใด สงสัยใช้ไทยเป็นสถานที่ติดต่อซื้อขาย
และขอดูสินค้าหรือไม่ พร้อมประสานราชทัณฑ์ขอทราบที่คุมขัง “วิกเตอร์ บูต” หวั่นเชื่อมโยง 5 ผู้ต้องหา


วันนี้ (16 ธ.ค.) ที่กองปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเครื่องบินลำเลียง
รุ่น IL76 (อิลยูชิน 76) สีขาว สัญชาติคาซัคสถาน ขณะขออนุญาตลงจอดที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานดอนเมือง
พร้อมทั้งยึดเครื่องยิงจรวด รุ่น 240 mm. ROCKET LAUNCHER1985 (M1985) จำนวน 2 ชุดๆ ละ 12 ท่อ รวม 24 ท่อ
หัวจรวด แท่นเหล็กไว้สำหรับประกอบท่อส่งจรวด และเครื่องยิงลูกระเบิดอาร์พีจี โดยทั้งหมดมีการแยกส่วนประกอบ
เก็บไว้ในลังไม้ กล่องเหล็กขนาดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 145 กล่องว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอาวุธสงคราม
ที่บรรจุอยู่ในกล่องจะมีหมายเลข กำกับสินค้าหรือซีเรียลนัมเบอร์ที่เรียงติดกัน ซึ่งมี 1 หมายเลขที่สูญหายไป
จึงต้องตรวจสอบต่อไปอีกว่ามีการนำสินค้าในหมายเลขดังกล่าวไปส่งให้กับใครก่อนหน้านี้หรือไม่
ในส่วนของการสั่งซื้ออาวุธสงครามที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทางชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า
ก็มีการใช้อาวุธประเภทนี้อยู่
และอาจเป็นผู้ติดต่อขอซื้อนั้น ข้อมูลทั้งหมดยังต้องตรวจสอบในรายละเอียด
เพราะมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่หากเป็นประเทศพม่าก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเหตุใดเครื่องบิน
จึงไม่ลงจอดที่ ประเทศพม่าแต่กลับมาแวะประเทศไทยก่อน

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับเครื่องบินที่ถูกใช้ในการลำเลียงอาวุธสงครามดังกล่าวนั้นก็มีข้อสังเกตว่า
เหตุใดเครื่องบินลำนี้จึงไม่มีตราสัญลักษณ์ หมายเลขหรือเครื่องหมายใดๆ ที่พอจะบ่งบอกว่าเป็นเครื่องบินบริษัทใด
ซึ่งการนำเครื่องบินมาลงจอดจึงต้องตรวจสอบว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎการบินหรือไม่ เครื่องบินนี้ลงมาจอดได้อย่างไร
ด้วยเหตุใด มีเจ้าหน้าที่รายใดเกี่ยวข้องหรือไม่ และเป็นไปได้ว่ามีการใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ติดต่อซื้อขาย
และขอดูสินค้ากันหรือไม่

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าจากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทเอกชนที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นธุรการในการคอยดูแล
ประสานงานและให้ความสะดวกกับสายการบินต่างๆ ที่นำเครื่องจอดขึ้นลงในสนามบินของประเทศไทยนั้น
เบื้องต้นพบว่าเป็นการดำเนินการของบริษัท เอ็มเจ็ท ซึ่งในส่วนนี้จะต้องตรวจสอบต่อไปว่าเหตุเจ้าหน้าที่
จากหน่วยงานต่างๆ กว่า 20 หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามบินจึงมีความหละหลวมจนปล่อยให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นได้

รายงานข่าวระบุด้วยว่า จากนี้ไปคงต้องมีการประสานข้อมูลกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่
ด้านความมั่นคงหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เฉพาะเจาะจงหน่วยงานเข้าไป ควบคุมดูแลการขึ้นลงของเครื่องบินลำต่างๆ
ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นหรือไม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีก

ด้านการสอบสวนดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทั้ง 5 คนในคดีนี้ ซึ่งมีข่าวออกมาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวพันกับ
นายวิกเตอร์ อนาโตลเจวิช บูต เจ้าของฉายาพ่อค้าแห่งความตายชาวรัสเซีย
ซึ่งทาง บก.ป.เคยจับกุมตัวไว้ได้ก่อนหน้านี้

ทางพนักงานสอบสวน บก.ป.ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อขอทราบที่คุมขังนายวิกเตอร์ฯ
และตรวจสอบข้อมูลประวัติของนายวิกเตอร์ฯ นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)
รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอข้อมูลประวัติการเดินทางเข้าออกประเทศไทยของกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 5
ก่อนจะตรวจสอบความเกี่ยวข้องของกลุ่มบุคคลทั้งหมดว่ามีรายใดเคยติดต่อ สัมพันธ์กับนายวิกเตอร์ฯ หรือไม่

สำหรับประวัติของนายวิกเตอร์ อนาโตลเจวิช บูต เป็นชาวรัสเซีย เกิดเมื่อ 13 มกราคม 1967 ที่เมืองดูชานเบ
ปัจจุบันอยู่ในทาจิกิสถาน แต่เจ้าตัวบอกว่าเขาเกิดใกล้เมืองอัชกาบัต ปัจจุบันอยู่ในเติร์กเมนิสถาน
อดีตทหารยศพันตรี อยู่หน่วยเคจีบี ซึ่งเป็นสายลับอันลือชื่อของอดีตสหภาพโซเวียต บูต
ถูกกล่าวหาว่าจัดส่งอาวุธให้กับกลุ่มตอลิบาน เครือข่ายอัลกออิดะห์ ของ อุซามะห์ บิน ลาดิน
และชาร์ลส์ เทย์เลอร์ อดีตผู้นำไลบีเรีย เรื่องราวของเขาถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือโดย ดักลาส ฟาราห์
และสตีเฟน บรอน ต่อมาหนังฮอลลีวูดนำมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Lord of War” มี นิโคลัส เคส นำแสดง

นายวิกเตอร์ถูกจับคาโรงแรมหรูกลางกรุงเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551 พร้อมสมุน หลังใช้ไทยเป็นฐานเจรจา
กลุ่มกบฏทั่วโลก เป็นนักค้าอาวุธระดับโลกที่มีผลงานด้านการค้าอาวุธระดับโลกตะลึง รายงานแจ้งว่า
เขาเข้าไปดำเนินการค้าอาวุธในอิรักแล้วด้วย โดยใช้บริษัทบริการด้านการบินและอื่นๆ ของเขาบังหน้า
ในปี 2006 ครั้งที่ปืนอาก้า 2 แสนกระบอกที่จัดส่งจากบอสเนียไปยังอิรักเกิดหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หนึ่งในเครื่องบินขนส่งของบูตก็ทำหน้าที่ขนส่งปืนเหล่านี้ด้วย

หลังเข้ารับการฝึกทหาร เขาถูกส่งไปประจำการณ์ที่ฐานทัพอากาศรัสเซียที่เมืองวิเทียบส์ค
ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่นำร่อง ต่อมาหน้าที่ของเขาขยายไปเป็นการฝึกคอมมานโดของกองทัพอากาศ
เขาจบการศึกษาจากสถาบันการทหารมอสโกปี 1991ในสาขาวิชาภาษาต่างประเทศและเชี่ยวชาญใน 6 ภาษา
ซึ่งก็รวมถึงภาษาฝรั่งเศส โปรตุเกส อังกฤษ และอุซเบก ต่อมาถูกส่งไปเป็นล่ามกองทัพที่อังโกลา
และในปีเดียวกันฐานทัพในรัสเซียที่เขาประจำการอยู่ก็ถูกปิดเพราะล่มสลายของ สหภาพโซเวียต
ทำให้เขาและนายทหารอื่นๆ ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี กลายเป็นคนไม่มีอะไรให้ทำ บูตก็เลยตั้งบริษัท
Transavia Export Cargo ที่ให้บริการด้านเครื่องบินขนส่งกับทหารเบลเยี่ยมที่โซมาเลียในปี 1993
แหล่งข่าวในรัสเซียบอกว่าในการลงทุนครั้งนี้นั้น เขาใช้วิธีการเช่าเครื่องบินจากหน่วยจีอาร์ยู
หรือหน่วยข่าวกรองของกองทัพรัสเซียมา 3 ลำ เนื่องจากความสัมพันธ์จากการที่เขาอาจเป็นสายลับ
ในหน่วยนี้มาก่อน สำหรับลูกค้าอื่น ๆ ของเขาในช่วงแรกๆ ก็มีรัฐบาลอัฟกานิสถานรวมอยู่ด้วย
ว่ากันว่าเขาทำเงินได้ถึง 50 ล้านดอลล่าร์จากการนำเครื่องบินออกให้บริการกับกลุ่มต่างๆ ในอัฟกานิสถาน

ปี 1995 เขาตั้งบริษัท Trans Aviation Network Group ที่เบลเยียม เพื่อจัดส่งอาวุธให้รัฐบาลอัฟกานิสถาน
แต่ความสัมพันธ์มาจบลงเมื่อกลุ่มตาลีบันโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถานลงได้ รัฐบาลต้องถอยร่นไปอยู่ทางเหนือ
และกลายเป็นกลุ่มพันธมิตรภาคเหนือ กลางปี 1995 กลุ่มตาลีบันสกัดการส่งอาวุธของเขาได้
แต่ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ลูกน้องของเขาที่ถูกจับก็ได้รับการปล่อยตัว และไม่นานหลังจากนั้น
ตอลิบานก็กลายเป็นลูกค้าใหม่ของเขา ช่วงนั้นบูตใช้ชีวิตหรูหราที่เบลเยียม แต่หลังสื่อมวลชนรายงาน
เรื่องธุรกิจลับของเขาเบลเยียมก็เริ่มสอบสวน เขาเลยต้องย้ายไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

และตั้งบริษัทชื่อว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเป็นฐานในการทำธุรกิจของเขา ปี 1995 เขาตั้ง
บริษัท Air Cess ที่ประเทศอิเควตอเรียล กินี แต่จดทะเบียนที่ไลบีเรีย และบริษัทนี้ก็คือเส้นทางหลัก
ในการลำเลียงอาวุธไปยังจุดที่มีการสู้รบทั่ว แอฟริกา เขาขายอาวุธให้กับทุกกลุ่มที่มีเงินจ่าย ประเมินว่า
บูตส่งปืนกล เครื่องยิงระเบิด และอื่นๆ หลายแสนกระบอกไปยังอังโกลา, แคเมอรูน , สาธารณรัฐแอฟริกากลาง,
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, สาธารณรัฐคองโก, เคนยา, เอเควตอเรียล กินี, ไลบีเรีย, ลิเบีย, รวันดา,
เซียร์รา ลีโอน, แอฟริกาใต้, ซูดาน, สวาซิแลนด์ และอูกานดา

อาวุธส่วนมากที่เข้าไปยังแอฟริกาผ่านมาทางบัลแกเรีย ตั้งแต่กลางปี 1997 ถึงปลายปี 1998 มีรายงานว่า
เขาส่งอาวุธมูลค่า 14 ล้านดอลล่าร์เข้าไปยังแอฟริกา ปี 2000 เขาส่งเฮลิคอปเตอร์ ปืนต่อสู้อากาศยาน
และยานยนต์หุ้มเกราะไปยังไลบีเรีย นอกจากนั้น เขายังตั้งบริษัท Air Cess ที่ฟลอริด้าในปี 1997 ด้วย
ก่อนที่จะถูกยุบไปในปี 2001

นายวิกเตอร์ค้าขายกับทุกฝ่าย โดยไม่คำนึงถึงแนวคิดทางการเมือง ทำให้ในหลายๆ กรณี
เขาค้าขายกับทั้งสองฝั่งที่ทำสงครามกัน
เขาค้าขายแม้กระทั่งกับกลุ่มที่ไม่น่าคบค้าอย่าง
ตาลีบัน และชาร์ลส์ เทเลอร์ แห่งไลบีเรีย ยูเอ็น และสหรัฐฯ ก็เคยใช้บริการการบินของเขา

สำหรับฉายา นักทะลวงการคว่ำบาตร และพ่อค้าความตาย ถูกตั้งให้โดยอดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอังกฤษ
เมื่อปี 2003 จากข้อมูลในหนังสือเรื่องพ่อค้าความตาย ที่ออกมาเมื่อปี 2007 ระบุว่าบูตมีเครื่องบินขนส่งหลายลำ
ที่ใช้ลำเลียงอาวุธ เครื่องบินขนส่งรัสเซียของเขาอาจจะมีการบำรุงรักษาไม่ดี แต่มันก็ถูกหุ้มด้วยตะกั่วทั้งลำ
ทำให้ปืนส่วนมากยิงไม่ค่อยเข้า

นายวิกเตอร์ เป็นที่ต้องการตัวของหลายประเทศ หลังจากที่เกิดกระบวนการหยุดยิงในแอฟริกาตะวันตก
และจากการเปิดเผย ก็ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจการค้าอาวุธในแอฟริกาของเขารุ่งเรือง จนกลายเป็นธุรกิจสำคัญ
ภาพลักษณ์ของเขามาเลวร้ายสุดๆ หลังเกิดเหตุ 11 กันยายน เพราะเขาส่งอาวุธให้ตอลิบาน
ซึ่งเป็นเครือข่ายอัลกออิดะห์ เรื่องนี้ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่สหรัฐต้องการตัวมากที่สุด

แต่การค้าอาวุธมานานหลายปี ทำให้เขาสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจ และเส้นสายทางการเมือง
เช่นเมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกลงใจที่จะจับกุมเขาก็ไม่สามารถทำได้โดยง่าย
เพราะไม่รู้ว่าส่วนไหนของธุรกิจที่ทำถูกกฎหมาย และส่วนไหนที่ผิดกฏหมาย

การที่ตัวเขาและบริษัท ย้ายที่อยู่เป็นประจำการนำเครื่องบินไปจดทะเบียนใหม่ ซึ่งบ่อยครั้งมักทำ
แบบผิดกฏหมายทำให้สหรัฐและตำรวจสากล ดำเนินการกับเขาได้ยาก นอกจากนั้น รัสเซียก็ไม่ได้สนใจ
เรื่องหมายจับเขาของทางตำรวจสากลอย่างจริงๆนัก แม้ว่าก่อนหน้านี้ เขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่มอสโกอย่างเปิดเผยก็ตาม

ในปี 2002 เมื่อเบลเยียมและตำรวจสากลออกหมายจับ เขาก็หนีไปรัสเซีย เพราะรัฐธรรมนูญรัสเซีย
ให้การปกป้องเขา เพราะกำหนดไว้ว่าห้ามทางการส่งตัวคนรัสเซียให้แก่ทางการต่างประเทศ

ขณะที่ยูเอ็นก็คว่ำบาตรการเดินทางไปต่างประเทศของเขา และอายัดบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ
เชื่อกันว่าบูตมีหนังสือเดินทาง 5 เล่มเป็นอย่างน้อย และใช้ชื่อปลอมหลายชื่อ ในรัสเซีย
เขาพักอยู่กับภรรยาและพ่อตา ซึ่งจากข้อมูลของสหรัฐฯ บอกว่าพ่อตาของเขาเคยมีตำแหน่งสูง
ในหน่วยเคจีบี ซึ่งบางทีก็อาจจะมีตำแหน่งสูงระดับรองผู้อำนวยการหน่วยก็ได้

ตร.รื้อแฟ้มคดี “วิกเตอร์ บูต” หาหลักฐานเอี่ยวเครื่องบินขนอาวุธสงครามหรือไม่
แยกขังแก๊งอาวุธสงคราม หวั่นปะหน้านักค้ารายใหญ่!
“อัยการ” ยอมรับยึดอาวุธสงคราม ถือเป็นคดีซับซ้อน
อัยการชี้ชัดแก๊งค้าอาวุธต้องดำเนินคดีตาม กม.ไทย-ทนายยื่นประกัน
ทูตคาซัคสถาน-ล่ามรัสเซียร่วมสอบ 5 นักบินลอบขนอาวุธสงคราม
ยึดอาวุธสงคราม 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 11:44 am

att พิมพ์ว่า:http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000153587

“มาร์ค” ลั่นไม่กลัวไทยโดนล้างแค้น ย้ำไม่มีเงินนำจับบินขนอาวุธ

16 ธันวาคม 2552 14:44 น.

“นายกฯ” ไม่หวั่นไทยโดนเจ้าของอาวุธล้างแค้น ยันทำตามมติสหประชาชาติในฐานะสมาชิกที่ดี
ย้ำไม่มีรางวัลนำจับตามข่าวลือ เล็งคุยยูเอ็นถกค่าใช้จ่ายการดำเนินการต่างๆ
รับยังไม่ชัดเครื่องบินขนจากไหนไปไหน และใครผลิต คิดการไกลจ่อนำของกลางมาใช้
พร้อมขอบคุณ “ฮิลลารี” ชม


วันนี้ (16 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีจับกุมเครื่องบินขนอาวุธสงครามร้ายแรงว่า
ตนไม่รู้สึกกังวลว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายจะมาโจมตีไทยจากการจับกุมดังกล่าว เนื่องจากไทยทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกที่ดี
ของประชาคมโลก และทำตามมติของสหประชาชาติ โดยย้ำว่าไม่มีรางวัลนำจับจากใคร ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น
จะประสานกับสหประชาชาติก่อน ซึ่งค่าใช้จ่ายหลักจะเป็นเรื่องของค่าขนส่ง โดยขณะนี้ยังไม่ได้ประมาณการ
ส่วนเรื่องต้นทางและปลายทางของการขนอาวุธนั้น นายกรัฐมนตรียอมรับว่ายังไม่มีความชัดเจน
และยังไม่ยืนยันว่าประเทศเกาหลีเหนือคือผู้ผลิต ซึ่งการข่าวของไทยจะทำงานร่วมกันกับหลายประเทศ
ขณะที่อาวุธที่ยึดไว้บางส่วนไทยอาจจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ และส่วนที่ทำลายทิ้งอาจไม่มี หรือมีไม่มาก

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา
ออกมาชื่นชมในการจับเครื่องบินลักลอบขนอาวุธของไทยในครั้งนี้อีกด้วย



----------------------------------------------------------------------------------------------------
ขออภัยครับท่าน กลุ่มก่อการร้ายที่ว่าน่ะเป็นกลุ่มที่
อเมริกาหนุนอยู่ เพื่อหาเหตุเอากองทัพ UN เข้ามาตั้งในไทย

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/9849

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=chusaengsri&month=17-12-2009&group=37&gblog=33
แฉขีปนาวุธบนเครื่องบิน ล่องหน1ลัง เช็คกันวุ่นหายตอนไหน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ถึงความคืบหน้าการสอบสวนการจับกุม
เครื่องบิน IL 64 สัญชาติจอร์เจียที่ลักลอบขนอาวุธสงครามน้ำหนัก 35ตัน มูลค่า 600 ล้านบาท
ได้ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองว่า เรื่องนี้อยากให้เข้าใจว่าหน่วยงานทางการข่าวทำงานกันเป็นเครือข่ายหลายประเทศ
ไม่ได้เป็นเรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกองค์การสหประชาชาติที่ต้องดำเนินการ
เพราะสิ่งที่ เราทำไปนั้นเป็นสิ่งที่เราพิสูจน์ว่าเราเป็นสมาชิกที่ดีของประชาคมโลกและได้ดำเนินการ
ตามมติขององค์การสหประชาชาติ

ยันไทยไม่ใช่เป้าหมายโจมตี
เมื่อถามว่า การจับกุมในครั้งนี้ไทยอาจตกเป็นเป้าโจมตีของขบวนการก่อการร้าย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก
เพราะว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นที่เทียบเคียงได้กับหลายที่และไทยไม่ได้ นำตัวเองเข้าไปอยู่ในความขัดแย้ง
เรามีหน้าที่ทำตามมติองค์การสหประชาชาติเท่านั้น
ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องก็มีความเข้าใจดี

ฟุ้งผลงานจับอาวุธช่วยชาวโลก
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสงสัยเรื่องรางวัลนำจับในครั้งนี้ และเรื่องนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่ไทยจะได้รับรางวัลนำจับ
จากองค์การสหประชาชาติหรือสหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มี และการที่เราจับกุมก็เป็นไปตามมติ
องค์การสหประชาชาติทุกคนในโลกได้ประโยชน์ และหากเราไม่ทำและเกิดมาพบเข้าว่าสิ่งเหล่านี้ผ่านและเกิดขึ้นที่ไทย
เราจะเสียหายมาก "
ฉะนั้นสิ่งที่ถามว่าไทยได้อะไรนั้น จริงๆแล้วเราทำเพื่อคนไทยโลกและพิสูจน์ให้เห็นว่า
เราเป็นสมาชิกที่ดีขณะเดียวกันเราไม่ได้นำตัวเองเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น"นายกฯกล่าว

ยึดอาวุธบางส่วนเก็บไว้ใช้
เมื่อถามว่าค่าใช้จ่ายต่างๆในการจับกุมและดูแลอาวุธครั้งนี้ใครจะรับผิดชอบ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ลงลึกขนาดนั้น
จริงๆแล้วหลักการจะเป็นเพียงแค่ค่าขนส่งเท่านั้นซึ่งยังไม่ได้ประมาณการ และได้ประสานไปยังองค์การสหประชาชาติ
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนจำนวนอาวุธที่จับกุมได้นั้นก็เป็นไปตามที่มีรายงานข่าว ส่วนแนวปฏิบัตินั้นจะหารือให้เรียบร้อย
แต่อาวุธบางส่วนนั้นเราอาจยึดไว้เพื่อใช้ประโยชน์ได้ เมื่อถามว่า การทำลายอาวุธนั้นจะเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
อาจมีน้อยมาก เมื่อถามว่า นายกฯบอกว่าอาวุธบางส่วนอาจเก็บไว้ใช้เองนั้นคืออะไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่
เป็นผู้ชี้แจงเพราะเป็นเรื่องทางเทคนิคว่าอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องดำเนินการและมีอะไรบ้าง

"เทือก"ไม่กล้าสรุปมาจากไหน
ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบอาวุธ
ที่กองบิน4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ของเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ คาดว่าภายใน1-2 วัน
จะมีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยตนขอให้เจ้าหน้าที่ทำรายงานด้วยความรอบคอบและสมบูรณ์ เพื่อรายงานต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
จึงยังไม่ขอระบุถึงรายละเอียดของอาวุธว่ามาจากประเทศใด เนื่องจากต้องรอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

แปลกใจเครื่องบินลงจอดในไทย
"แต่ผมเองรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดเครื่องบินลำดังกล่าวจึงได้กลับลงมาจอดที่ประเทศไทยอีกครั้งเพราะเที่ยวไป
ก็ได้มาจอดเติมน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งได้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตามมองว่าการตรวจสอบอาวุธดังกล่าว
จะไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน"นายสุเทพ กล่าว

เชื่อไม่เกี่ยวข้อง"วิคเตอร์ บูท"
ส่วนกรณีที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาชื่นชมประเทศไทยที่สามารถจับกุม
การขนส่งอาวุธครั้งนี้ได้ นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่สร้างความกดดันให้แก่รัฐบาลไทยที่จะต้องเร่ง
สรุปรายงาน เพราะการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่การบริหารของไทยเท่านั้น และยืนยันด้วยว่า การตรวจจับอาวุธดังกล่าว
ไม่มีความเชื่อมโยงกับนายวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซียที่ถูกจับกุมในไทยก่อนหน้านี้

"ประวิตร"สั่งเช็คลงจอดกี่เที่ยว
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดอยู่ว่า
เครื่องบินลำดังกล่าวบิน เข้ามาในประเทศไทยกี่ครั้ง เมื่อถามว่า การจับกุมอาวุธสงครามจะกระทบ
เรื่องความสัมพันธ์หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่เกี่ยว เพราะเป็นเรื่องของการทำตามขั้นตอนของกฎหมาย
ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ในส่วนของกองทัพอากาศก็จะต้องดูแลอาวุธสงครามที่เก็บเอาไว้ ส่วนการดำเนินการเป็นหน้าที่
ของรัฐบาลว่าจะสั่งการอย่างไร

รอมติยูเอ็นจัดเการอาวุธร้าย
ส่วนพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.)กล่าวว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธ
ทำการตรวจสอบอาวุธว่า มาจากไหนและเป็นประเภทไหนบ้าง ส่วนอาวุธที่จับกุมได้ส่วนมากเป็นพวกจรวด
แต่เป็นของที่ผลิตในประเทศซีกคอมมิวนิสต์ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า มาจากประเทศไหนบ้าง
เพราะอาวุธมาจากหลายที่และยังไม่มีใครหรือประเทศไหนออกมายอมรับว่า อาวุธดังกล่าวเป็นของใคร
ดังนั้นต้องเก็บไว้ตรวจสอบรายละเอียด โดยจะมีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญจากกรมสรรพาวุธกองทัพอากาศไปตรวจสอบ
เมื่อถามว่า เครื่องบินจะลงปลายทางที่ประเทศไหนพล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า กองทัพอากาศไม่ทราบข้อมูลตรงนั้น
ทราบแต่ว่ามาจากกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ และจะไปที่ประเทศศรีลังกา ส่วนจะไปปลายทางที่ไหนยังไม่ทราบ
คงต้องรอผลการสอบสวน ส่วนการดำเนินการต่อไปนั้นต้องรอมติของสหประชาชาติ เพราะต้องใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง

แฉของกลางหายจากเครื่องบิน1ลัง
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ภายหลังพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ร่วมกับทหารและเจ้าหน้าที่
ที่เกี่ยวข้อง 6 หน่วยงาน เข้าตรวจสอบอาวุธสงครามของกลางทั้งหมดที่คลังสรรพาวุธ กองบิน 4 กองทัพอากาศ
อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า อาวุธสงครามทั้งหมดที่ยึดมาได้นั้นเป็นเครื่องยิงจรวด
รุ่น 240 mm. ROCKET LAUNCHER1985 (M1985) จำนวน 2 ชุดๆ ละ 12 ท่อ รวม 24 ท่อ หัวจรวด แท่นเหล็กไว้สำหรับ
ประกอบท่อส่งจรวด และเครื่องยิงลูกระเบิดอาร์พีจี โดยทั้งหมดมีการแยกส่วนประกอบเก็บไว้ในลังไม้
กล่องเหล็กขนาดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 145 กล่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดถึงแหล่งผลิต
และประเทศปลายทางที่มีการติดต่อซื้อขายอาวุธสงครามดังกล่าว ข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า
อาวุธสงครามที่บรรจุอยู่ในกล่องจะมีหมายเลข กำกับสินค้าหรือซีเรียลนัมเบอร์ที่เรียงติดกัน ซึ่งมี 1 หมายเลข
ที่สูญหายไป จึงต้องตรวจสอบต่อไปอีกว่ามีการนำสินค้าในหมายเลขดังกล่าวไปส่งให้กับใครก่อนหน้านี้หรือไม่
ในส่วนของการสั่งซื้ออาวุธสงครามที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทางชนกลุ่มน้อยใน ประเทศพม่าก็มีการใช้อาวุธประเภทนี้อยู่
และอาจเป็นผู้ติดต่อขอซื้อนั้น ข้อมูลทั้งหมดยังต้องตรวจสอบในรายละเอียดเพราะมีความเป็นไปได้ทั้งนั้นแต่
หากเป็นประเทศพม่าก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเหตุใดเครื่องบินจึงไม่ลงจอดที่ ประเทศพม่าแต่กลับมาแวะประเทศไทยก่อน

สงสัยใช้ไทยเป็นจุดดูสินค้า
ยังมีรายงานด้วยว่า สำหรับเครื่องบินที่ถูกใช้ในการลำเลียงอาวุธสงครามดังกล่าวนั้นก็มีข้อสังเกตุว่าเหตุใดเครื่องบินลำนี้
จึงไม่มีตราสัญลักษณ์ หมายเลขหรือเครื่องหมายใดๆ ที่พอจะบ่งบอกว่าเป็นเครื่องบินบริษัทใด ซึ่งการนำเครื่องบินมาลงจอด
จึงต้องตรวจสอบว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎการบินหรือไม่ เครื่องบินนี้ลงมาจอดได้อย่างไร ด้วยเหตุใด มีเจ้าหน้าที่รายใดเกี่ยวข้องหรือไม่
และเป็นไปได้ว่ามีการใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ติดต่อซื้อขายและขอดูสินค้ากันหรือไม่

ป.เตรียมสอบปากคำ"วิคเตอร์"
ด้านการสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คนในคดีนี้ ซึ่งมีข่าวออกมาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวพันกับนายวิกเตอร์ อนาโตลเจวิช บูธ
เจ้าของฉายาพ่อค้าแห่งความตายชาวรัสเซีย ซึ่งทาง บก.ป.เคยจับกุมตัวไว้ได้ก่อนหน้านี้ ทางพนักงานสอบสวน
บก.ป.ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อขอทราบที่คุมขังนายวิกเตอร์ฯ และตรวจสอบข้อมูลประวัติของนายวิกเตอร์
เพื่อนำข้อมูลมาตรวจสอบว่า มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกับคดีนี้หรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องก็จะต้องมีการขอสอบปากคำต่อไป
นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ
เพื่อขอข้อมูลประวัติการเดินทางเข้าออกประเทศไทยของกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 5 ก่อนจะตรวจสอบความเกี่ยวข้องของ
กลุ่มบุคคลทั้งหมดว่ามีรายใดเคยติดต่อ สัมพันธ์ กับนายวิกเตอร์ หรือไม่

คุมเข้มไม่ให้คุยกับแก๊งขนอาวุธ
นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงการควบคุมตัวนายวิคเตอร์ บูธ
ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า เรือนจำได้แยกขังนายวิคเตอร์ บูธ ไว้แดนความมั่นคงสูงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ
เพราะนายวิคเตอร์ บูธ เป็นผู้ต้องขังรายสำคัญ และอยู่ระหว่างรอการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
ส่วนการควบคุม 5 ผู้ต้องหาค้าอาวุธ ซึ่งประกอบด้วย นายอเล็กซานเดอร์ เซอร์บเนฟ อายุ 53 ปี
นายวิกเตอร์ อัลดุลลายาฟ อายุ 58 ปี นายวิทาลี ซุนคอฟ อายุ 54 ปี นายอิลยาส อิสซาคอฟ อายุ 53 ปี สัญชาติคาซัคสถาน
และนายมิคาอิล พีทูคู อายุ 54 ปี นั้น เรือนจำได้แยกทั้งหมดให้อยู่คนละแดน และทั้ง 5 คนจะไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุย
กับนายวิคเตอร์ บูธ เลย อย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการเข้าไปสอบปากคำหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก
นายวิคเตอร์ บูธ ทางเรือนจำพร้อมให้ความร่วมมือ

เปิดประวัตินายหน้าค้าความตาย
สำหรับประวัติของนายวิคเตอร์ เป็นชาวรัสเซีย เกิดเมื่อ 13 มกราคม 1967 ที่เมืองดูชานเบ ปัจจุบันอยู่ในทาจิกิสถาน
แต่เจ้าตัวบอกว่าเขาเกิดใกล้เมืองอัชกาบัต ปัจจุบันอยู่ในเติร์กเมนิสถาน เป็นอดีตทหารยศพันตรีอยู่หน่วยเคจีบี
ซึ่งเป็นสายลับอันลือชื่อของอดีตสหภาพโซเวียต โดยวิคเตอร์ถูกกล่าวหาว่า จัดส่งอาวุธให้กับกลุ่มกบฏชื่อดังไม่ว่า
จะเป็นกลุ่มตอลิบาน เครือข่ายอัลกออิดะห์ ของอุซามะห์ บินลาดิน และ ชาร์ลส์ เทย์เลอร์ อดีตผู้นำไลบีเรีย
เรื่องราวของเขาถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือโดย ดักลาส ฟาราห์ และสตีเฟน บรอน ต่อมาฮอลลีวูดได้นำมาสร้าง
เป็นภาพยนต์เรื่อง "Lord of War" มี นิโคลัส เคส นำแสดง ทั้งนี้นายวิกเตอร์ ค้าขายอาวุธกับทุกฝ่าย
โดยไม่คำนึงถึงแนวคิดทางการเมือง ทำให้ในหลายๆ กรณี เขาค้าขายกับทั้งสองฝั่งที่ทำสงครามกัน

เขาค้าขายแม้กระทั่งกับกลุ่มที่ไม่น่าคบค้าอย่างตาลีบัน และชาร์ลส์ เทเลอร์ แห่ง ไลบีเรีย ยูเอ็น และสหรัฐ
ก็เคยใช้บริการการบินของเขา แต่เส้นทางพ่อค้าความตายของนายวิคเตอร์ สิ้นสุดลงเมื่อเขาถูกจับ
คาโรงแรมหรูกลางกรุงเทพเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551 พร้อมสมุน หลังใช้ไทยเป็นฐานเจรจากลุ่มกบฎทั่วโลก

และปัจจุบันถูกจองจำอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


รายงานโดย แนวหน้า

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 5:02 pm

แฉของกลางหายจากเครื่องบิน1ลัง
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ภายหลังพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ร่วมกับทหารและเจ้าหน้าที่
ที่เกี่ยวข้อง 6 หน่วยงาน เข้าตรวจสอบอาวุธสงครามของกลางทั้งหมดที่คลังสรรพาวุธ กองบิน 4 กองทัพอากาศ
อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า อาวุธสงครามทั้งหมดที่ยึดมาได้นั้นเป็นเครื่องยิงจรวด
รุ่น 240 mm. ROCKET LAUNCHER1985 (M1985) จำนวน 2 ชุดๆ ละ 12 ท่อ รวม 24 ท่อ หัวจรวด แท่นเหล็กไว้สำหรับ
ประกอบท่อส่งจรวด และเครื่องยิงลูกระเบิดอาร์พีจี โดยทั้งหมดมีการแยกส่วนประกอบเก็บไว้ในลังไม้
กล่องเหล็กขนาดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 145 กล่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดถึงแหล่งผลิต
และประเทศปลายทางที่มีการติดต่อซื้อขายอาวุธสงครามดังกล่าว ข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า
อาวุธสงครามที่บรรจุอยู่ในกล่องจะมีหมายเลข กำกับสินค้าหรือซีเรียลนัมเบอร์ที่เรียงติดกัน ซึ่งมี 1 หมายเลข
ที่สูญหายไป จึงต้องตรวจสอบต่อไปอีกว่ามีการนำสินค้าในหมายเลขดังกล่าวไปส่งให้กับใครก่อนหน้านี้หรือไม่
ในส่วนของการสั่งซื้ออาวุธสงครามที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทางชนกลุ่มน้อยใน ประเทศพม่า
ก็มีการใช้อาวุธประเภทนี้อยู่ และอาจเป็นผู้ติดต่อขอซื้อนั้น ข้อมูลทั้งหมดยังต้องตรวจสอบ
ในรายละเอียดเพราะมีความเป็นไปได้ทั้งนั้นแต่ หากเป็นประเทศพม่าก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า
เหตุใดเครื่องบินจึงไม่ลงจอดที่ ประเทศพม่าแต่กลับมาแวะประเทศไทยก่อน

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-20.htm?sid=ae81f347e9ffb6bd3d0357ea04a76988

ภารกิจลับของสหรัฐอเมริกา ..!! สร้างความปั่นป่วนตามแนวชายแดนไทย


๏ ๏ ๏
ในรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา สนธิ ลิ้มทองกุล
ได้พูดถึงเรื่อง CTIC - Counter Terrorist Intelligence Center ที่เข้ามาตั้งศูนย์ปฏิบัติการลับในบริเวณ
พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเปรียบเทียบว่าน่าจะใกล้เคียงกับ ฉก. 399 ที่ ชายแดนไทย-พม่า
และได้เอ่ยถึงชื่อเสียงเรียงนามของ อเมริกันชน นายหนึ่ง แบร์รี่ ชาปิโร ที่พอภารกิจในประเทศไทยซาลง
ก็ถูกหน่วยเหนือโยกย้ายไปอยู่ที่ อัฟกานิสถาน นั้นวันนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ขอทำหน้าที่ เก็บตก มาอรรถาธิบาย
ขยายความตามข้อมูลที่พอรู้มาต่อเนื่องอีกสักวันนะ

๏ ๏ ๏ อันว่า แบร์รี่ ชาปิโร (ภาษาอังกฤษเขียนว่า Barry Shapiro) เป็นนายทหารบกแห่งกองทัพสหรัฐอเมริกา
ยศ พันเอก ตำแหน่งในประเทศไทยเมื่อ ปี 2543 – 2545 คือ หัวหน้าหน่วยจัสแมกไทย เคยมาทำงาน
ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง จึงไม่แปลกที่จะ พูดภาษาไทยได้ดี และแต่งงานกับ ผู้หญิงไทย
แถมจบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 66)
เมื่อพ้นจากตำแหน่งแห่งที่ในประเทศไทยแล้วก็ไปประจำการต่อในตำแหน่ง นายทหารติดต่อแห่ง
กองกำลังผสม/ร่วมเฉพาะกิจที่ 180 ใน อัฟกานิสถาน ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยจัสแมกไทย
แทนคือ พันเอกเควิน คลาร์ก การโยกย้ายครั้งนั้นที่เกิดขึ้นในช่วง กันยายน 2545
แน่นอนว่าในทางเปิดเผยแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นไป ตามปกติ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ
ความไม่สงบชายแดนไทย-พม่า ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ ปี 2543, 2544 และเกือบจะ บานปลาย
ในช่วง เมษายน 2545 แต่หากไล่เรียงลำดับวันเวลา จะพบว่าเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจ โยกย้ายก่อนฤดูกาล เลื่อนชั้นให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ลุกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สูงสุด
และยังเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ อเมริกา คอลิน พาวเวลล์ เดินทางมาพบรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศของไทย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่ในทางลึกแล้ว แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิด
บอก “เซี่ยงเส้าหลง” ไว้ว่าหนึ่งใน Dialogue ที่ต้อง ขีดเส้นใต้หลายเส้น คือแจ้งอย่างเป็นทางการว่า

สหรัฐอเมริกาขอปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างเป็นทางการของนโยบายใด ๆ ที่อาจสร้างเข้าใจผิดให้กับไทยและพม่า
การโยกย้ายที่เกิดขึ้นกับ พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร จึงเสมือน การยุติปฏิบัติการบางประการบริเวณชายแดนไทย-พม่า
แต่จะยุติปฏิบัติการพิเศษบางประการในหน่วย CTIC ที่ขณะนั้นต้องยอมรับว่า เข้ากับสถานการณ์
หลังเหตุการณ์ 9/11 มากกว่า หรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะขณะนั้นไม่มีใครรู้ถึงการคงอยู่ของ CTIC

แต่ที่แน่ ๆ คือเรื่องราวของ CTIC จะต้องผ่านการรับรู้ของ พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร และเจ้าหน้าที่
ใน หน่วยงานความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะหน่วยที่ ทำงานประสานกับสหรัฐอเมริกา มาจนเรียกได้ว่า
คุ้นเคย-นานวัน จนเห็นว่าเป็น เรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ที่ทำงานประสานด้านการข่าวและรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา
ในด้าน ข่าวกรอง มาตั้งแต่ยุคที่ยังเป็น กรมตำรวจ, กรมประมวลข่าวกลาง โน่น

๏ ๏ ๏อันที่จริง เครือข่าย ของ อเมริกันชน ที่เข้ามาฝังตัวในบ้านเราและทำงานบริเวณ
ชายแดนไทย-พม่า นั้นมีมานานแสนนานทั้ง เป็นทางการ และ ไม่เป็นทางการ ในประการหลังนี้
ก็โดยผ่าน องค์กรเอกชนที่บำเพ็ญสาธารณประโยชน์, นักสอนศาสนา กรอบอ้างอิง สิทธิมนุษยชน
เข้าไปสัมพันธ์กับ กะเหรียงคริสต์ และ กองพล 93
ภารกิจเปิดเผยก็คือ ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
รวมทั้งมีส่วนเสนอแนะต่อ UNHCR ในงานด้าน บริหารจัดการศูนย์อพยพ และ คัดเลือกผู้ลี้ภัยไปยัง
สหรัฐอเมริกา ส่วนภารกิจไม่เปิดเผยคือ งานข่าวกรอง บริเวณพื้นที่ยุทธศาสตร์ ด้านทิศใต้
ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
เครือข่ายที่ว่านี้ก่อนหน้าการถือกำเนิดของ ฉก. 399 และบทบาทโดดเด่น
ของ แบร์รี ชาปิโร มีคนที่โด่งดังมาก ๆ ในบริเวณนั้นชื่อ เดวิด ยูแบงก์ เป็นอดีตนายทหารอเมริกันยศ
พันตรี เคยประจำการอยู่ใน หน่วยรบพิเศษ ที่ 1 Fort Lewis, Washington State เข้ามาทำงานด้าน สิทธิมนุษยชน
และให้ความช่วยเหลือต่อ บุคคลผลัดถิ่น (Internal Displaced Persons) คน ๆ นี้มีบิดาเป็น นักสอนศาสนา

ความรู้และความผูกพันบริเวณ ชายแดนไทย-พม่า จึงกล่าวได้ว่า สูงมาก ทั้งยังเชื่อว่าน่าจะได้รับการสนับสนุนจาก
คนใหญ่คนโตในแวดวงการเมืองอเมริกัน อย่าง วินสตัน ลอร์ด ผู้ที่ก็มีความผูกพันกับ ชายแดนไทย-พม่า
อีกคนหนึ่งผ่าน สายใยรัก ของ ผู้หญิงจีน ที่รู้จักกันนาม เบ็ตตี้ บาว ผู้ที่มี เตี่ย เป็นพลพรรคระดับนำของ
กองพล 93 เครือข่ายอเมริกันชนกลุ่มนี้ดำเนินนโยบาย ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ใน ทุกรูปแบบ
โดยไม่ยึดถือเคร่งครัดในหลัก สันติภาพ ไม่พยายามป้องกัน สงครามไทย-พม่า แต่กลับ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เพราะ สมช. - สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยุค พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ คัดค้านขัดขวางและดำเนินนโยบาย สวนทาง
จนเกือบจะบรรลุวัตถุประสงค์ ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มตกลงกับรัฐบาลทหารพม่าอย่างสันติ มาติดขัดอยู่ก็ที่
ไทยใหญ่ กับ กะเหรี่ยงคริสต์ ที่มีเครือข่ายสายสัมพันธ์กับ อเมริกันชน กลุ่มที่ว่านี้

๏ ๏ ๏ มีข้อน่าสังเกตในยุครัฐบาล ชวน หลีกภัย ภายใต้การกุมบังเหียนนโยบายต่างประเทศของ
สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้เกิดปรากฎการณ์ 3 จุด นักศึกษาพม่ายึดสถานทูต,
กะเหรี่ยงยึดโรงพยาบาลราชบุรี และ กำเนิดฉก. 399 ที่มีโอกาส พลิกสถานการณ์ ก่อให้เกิด สงครามไทย-พม่า ได้


๏ ๏ ๏ จะให้ “เซี่ยงเส้าหลง” สืบสาวเรื่องราวโดยไม่ยกแต่ Conspiracy Theory สถานเดียวได้อย่างไรเล่าในเมื่อ 2
เหตุการณ์แรกเสมือนล้อกัน-แก้กัน เพราะตัวการเปิดเผยในเหตุการณ์แรกถูก วิสามัญฆาตกรรมทุกคน
ในเหตุการณ์ที่ 2 ส่วนเหตุการณ์ที่ 3 นั้นเป็นไปตามนโยบายของ กองทัพไทย ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ
พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์
นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากไม่เกิด เหตุการณ์ 9/11 ขึ้นมาผนวกกับ
ทิศทางนโยบายต่างประเทศไทยไม่แปรเปลี่ยนจากเดิม (หรือพูดง่าย ๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังคง
กุมบังเหียนประเทศ
) สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ระดับใดแล้ว

๏ ๏ ๏ ก่อนหน้า เหตุการณ์ 9/11 หนึ่งในจุดล่อแหลมที่สหรัฐอเมริกายุคใหม่ The Military Complex ของ
จอร์
จ ดับเบิ้ลยู บุช พุ่งเป้ามา กดดัน ก็คือ ชายแดนไทย-พม่า ภายใต้เหตุผลฟังดูดี ทำสงครามกับยาเสพติด
แต่หลังจากนั้นเป้าหมายหลักเคลื่อนมาที่ อัฟกานิสถาน และตามมาด้วย อิรัก เพราะเหตุผล ทำสงคราม
กับขบวนก่อการร้ายสากล นั้น ขายได้, โดน มากกว่า

๏ ๏ ๏ ในมุมมองนี้ประเทศไทยก็เลยออกจะ โชคดี ที่ในช่วง ต้นปี 2544 ระหว่างรอยต่อ 2 รัฐบาล
สามารถ ยับยั้งพัฒนาการของสถานการณ์ไว้ได้ ด้วยการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จั่ว ไพ่จีน แต่ขณะที่
สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยโดยพื้นฐานอีกไม่กี่เดือนถัดมาก็เกิด เหตุการณ์ 9/11
ส่งผลดีต่อปฏิบัติการ
ถอนชนวน ในระยะเวลาสั้นคงไม่มีใคร สร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่ สงครามไทย-พม่า ได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

๏ ๏ ๏ เกมการเมืองระหว่างประเทศเมื่อ ต้นปี 2544 ที่เรียกว่า จั่วไพ่จีน ครั้งนั้นคงจะจำกันได้ว่า
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เชิญแขกอาวุโสคนสำคัญจากเมืองจีน พลเอกสือโห้วเถียน ผู้ที่ในขณะนั้นนอกจาก
จะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วยังมีตำแหน่งใน พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นถึง
คณะกรรมการกลาง – รับผิดชอบกิจการด้านพม่า มา เยือนไทย หลังจากนั้น ไม่ถึง 10 วัน เหตุความไม่เข้าใจ
จากฝั่ง พม่า ก็เริ่ม สงบ
และแม้จะเกิดเหตุรุนแรงช่วง ปลายเดือนเมษายน 2545 สถานการณ์โดยรวม
ก็ยังคง สงบ รายละเอียดในเรื่องนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เขียนไว้เมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม 2547 แล้ว

๏ ๏ ๏ จริง ๆ แล้วในทาง กฎหมาย ไม่มีทางจะโยง พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร ให้เข้ากับ ชายแดนไทย-พม่า,
ฉก. 399 รวมทั้ง CTIC ได้เลยแม้แต่น้อย

๏ ๏ ๏ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบใน การบริหารจัดการศูนย์อพยพ รวมทั้ง การ คัดเลือกผู้ลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกา
ในทาง กฎหมาย คือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR – United Nations
High Commissioner for Refugees ซึ่งในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-พม่านั้นมี Field Offices ตั้งอยู่ที่ แม่ฮ่องสอน,
แม่สอด และ สังขละบุรี
และก็ไม่ได้คัดไปเฉพาะ สหรัฐอเมริกา แต่ใช้คำรวม ๆ ว่า ประเทศที่ 3 ต่างหาก

๏ ๏ ๏ แต่ใน ทางปฏิบัติ แล้วยากจะแยกออกจาก บทบาท ของ สหรัฐอเมริกา ในการเฝ้าระวังพื้นที่
แถวนั้นมานานวันในฐานะ ปากประตูด้านใต้ของจีน มีเรื่องราวเล่าขานกันมาจนเป็น ประวัติศาสตร์ และ ตำนาน
มากหลาย


๏ ๏ ๏ ใน เอเชีย-แปซิฟิค ยุทธศาสตร์โลกของ สหรัฐอเมริกา กำหนด หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไว้ที่ ญี่ปุ่น,
เกาหลีใต้ และ ออสเตรเลีย ประเทศใน อาเซียน อย่างมากก็มีค่าแค่ พันธมิตร แน่นอนว่าประเทศที่จะ
ถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ ในอาเซียนก็คือ มาเลเซีย และ พม่า โปรดสังเกตว่า ประเทศไทย
นอกจากจะ อยู่ตรงกลางระหว่างพม่ากับมาเลเซีย แล้วยังมี ความสลับซับซ้อนของปัญหา
ในบริเวณพื้นที่ ชายแดนไทย-มาเลเซีย และ ชายแดนไทย-พม่า ด้วย

๏ ๏ ๏ในส่วน ชายแดนไทย-พม่า เราต้อง รับผลกระทบจากความไม่สงบภายในพม่า และในส่วน ดินแดน
3 จังหวัดภาคใต้ เรามีพื้นฐานของ ปัญหาชนกลุ่มน้อย แม้ว่า ก่อนปี 2547 จะถือได้ ไม่รุนแรง แต่ก็เป็น ตัวแปร
ที่พัฒนาได้เร็ว อย่างยิ่ง

๏ ๏ ๏ ปัญหาที่ ละเอียดอ่อนมากที่สุด คือระบบการเมืองของประเทศวันนี้ ถึงอย่างไรก็ยังขึ้นอยู่กับ
กระแสความนิยม จริงอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความชำนาญสุดยอดใน การบริหารกระแส
แต่ก็จริงอยู่เช่นกันว่า แนวทางที่ถูกต้อง ในการบริหาร ปัญหาชายแดน, ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นที่ ถูกใจ ของ แนวคิดชาตินิยม ที่แม้จะ ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ที่แท้จริง
แต่ก็ถูกฝังรากลึกมาจาก ยุคสร้างชาติ-ยุครัฐนิยม โดยเฉพาะในสมัย จอมพลป. พิบูลสงคราม,
พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ และ ฯลฯ ที่มักจะเป็น กระแสหลัก ในยามเกิดปัญหา

๏ ๏ ๏ จะเพราะการเกิดขึ้นของ CTIC หรือเหตุผลใดอื่นก็ตาม หน่วยสืบราชการลับ ของทั้ง
สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย เข้ามาอยู่ใน ประเทศไทย และ อาเซียน ทั้ง เป็นทางการ, ไม่เป็นทางการ
เต็มไปหมดในนามของ การต่อต้านการก่อการร้าย ตั้งแต่ ภาคใต้ ยัน กัมพูชา
มาแล้วตั้งแต่ช่วงหลัง
เหตุการณ์ 9/11 ไม่ต้องพูดถึง เชื้อความคิด ที่ฝังรากลึกอยู่ในหมู่ ข้าราชการประจำ ที่ถึงอย่างไร
ก็มองอเมริกา, ตะวันตก เป็น มิตร โดยพื้นฐาน


๏ ๏ ๏ ปัญหาหลักของ ข่าวกรองด้านความมั่นคง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ มุสลิม นั้นคือ
ขาดความรู้ความเข้าใจพื้นฐานต่อโลกอิสลาม ยิ่งอาศัย เครือข่ายข่าวกรอง จาก สหรัฐอเมริกา + พันธมิตร
เป็น หลัก ยิ่งเสมือนซ้ำเติมสถานการณ์เลวร้าย


๏ ๏ ๏เป็นต้นว่า....ย่อมเป็นปกติของ โลกอิสลาม ไม่ต่างจาก โลกคริสต์, โลกพุทธ ที่มี การสนับสนุนและช่วยเหลือ
ทางการเงิน จาก ประเทศร่ำรวย ทั้งในฐานภาพ รัฐ, เอกชน ไปยัง ประเทศยากจน และก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน
ที่มีกิจกรรม เผยแพร่ศาสนา, สอนศาสนา กระจายไป ทั่วโลก โดยเฉพาะ ประเทศกำลังพัฒนา, ประเทศยากจน
ทำให้ต้องมี ครูสอนศาสนา, อาสาสมัครสอนศาสนา หากไม่จำแนกระหว่าง องค์กรศาสนาอิสลาม กับ ขบวนก่อการร้าย
ก็จะเกิดลักษณะ เหมารวม, เลือกปฏิบัติ และนำไปสู่ปฏิบัติการ ปิดกั้นกิจกรรมขององค์กรศาสนาอิสลามทั้งหมด

ที่สุดโลกก็จะกลายเป็น สงครามอารยธรรม สมดังสมมติฐานที่ แซมมวล ฮันติงตัน วาดไว้ในงานเรื่อง
The Clash of Civilization (and the Remaking of World Order) ดู กัมพูชา ก็ได้ที่มี องค์กรภาคเอกชน,
องค์กรศาสนา เข้าไปเคลื่อนไหว มากกว่า 100 องค์กร ส่วนใหญ่เป็น คริสต์ศาสนา ทั้งจาก สหรัฐอเมริกา
และโดยเฉพาะ ออสเตรเลียเสีย มากกว่า 80 องค์กร กลับถือเป็น ปกติ, ไม่เป็นข่าว

แต่พอมีการเคลื่อนไหวจาก โลกมุสลิม เข้าไป ไม่กี่องค์กร กลับ เป็นเรื่อง, ถูกจับกุม และกำลังนำไปสู่วิธีการ สุดขั้ว
คือ กีดกันกิจกรรมของศาสนาอิสลามโดยไม่มีการจำแนก ทั้ง ๆ ที่โดยพื้นฐาน หลักธรรมอิสลาม นั้นสอนให้
ประชาชนมุ่งหวัง สันติ, สงบ และ สมถะ และแม้แต่จะพยายาม จำแนก แต่ถ้ารายชื่อ บัญชีดำขบวนก่อการร้าย
ของสหรัฐอเมริกา ขยาย กว้าง กิจกรรมปกติของ องค์กรศาสนา ก็มีโอกาสถูกกวาดเข้าไปอยู่ใน ขบวนก่อการร้าย
มิพักต้องพูดถึง มาตรฐาน, ความถูกต้อง ในการพิพากษาให้องค์กรใดขบวนใดเข้าไปอยู่ใน บัญชีดำ ล้วนเป็นเรื่อง
ของ สหรัฐอเมริกา โดย เอกเทศ อย่างแท้จริง

๏ ๏ ๏ ใน ขอบเขตทั่วโลก สหรัฐอเมริกาให้ข่าวประณาม อัลกออิดะห์ พอมาใน ขอบเขตเอเชียอาคเณย์
พวกเขาให้ข่าวเสริมสร้าง ความไม่ดีไม่งาม ให้กับ เจไอ ที่ก็พอดีสอดคล้องกับ ปัญหาภายใน ของ สิงคโปร์,
อินโดนีเซีย กลายเป็น ขนม(จีน)ผสมน้ำยา พอดี

๏ ๏ ๏ ทางด้าน สิงคโปร์ ความเป็นฐานที่มั่นของ ทุน รวมทั้ง เชื้อชาติของชนชั้นปกครอง ย่อมไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ต่อ กระแสสถาปนารัฐอิสลาม ที่เกิดขึ้น ทั่วโลก และประเทศเพื่อนบ้านก็มี มาเลเซีย, อินโดนีเซีย ประชิดติดอยู่
ชนชั้นปกครองอินโดนีเซีย เองนั้นกล่าวได้ว่าเป็น “...อิสลามที่ลอยลงมาจากฟากฟ้า.”, “...โมเดิร์นอิส ลาม.”
มีวัตรปฏิบัติที่ แตกต่างออกไป และคบหาสมาคมใกล้ชิดกับ สหรัฐอเมริกา ย่อมเป็น เป้าหมายแห่งการโค่นล้ม
ของ กระแสสถาปนารัฐอิสลาม สถานการณ์ วิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตชนกลุ่มน้อย ก็ทำให้ เสถียรภาพสั่นคลอน
ประเทศทั้งสองจึงมี ความจำเป็นทางการเมือง ใน การเดินร่วมทิศทางเข็มมุ่งของสหรัฐอเมริกา ในที่สุด

๏ ๏ ๏ แต่ ประเทศไทย มีสถานการณ์เฉพาะที่ แตกต่าง จาก อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ ถ้าเรา ก้าวผิด เข้าไป
เดินร่วมทางกับสหรัฐอเมริกา เราก็เหมือน ชักศึกเข้าบ้าน โดยแท้

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t614.htm
หน่วยเฉพาะกิจ 399 หรือฉก. 399 คือ “ข้อมูล”, “หลักฐาน” และ “ใบเสร็จ”
ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาคือตัวการสำคัญที่ทำให้รัฐบาลพม่าไม่ไว้วางใจ
และหวาดระแวงไทย เป็น “มูลเหตุพื้นฐาน” ของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2544 และเมษายน 2545

การเผชิญหน้ากันระหว่างไทย-พม่าและการใช้นโยบายทางทหารอย่างแข็งกร้าวภายใต้การนำของแม่ทัพภาคที่ 3
ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศปิดด่านแม่สายตั้งแต่ต้นปี 2544, การห้ามไม่ให้ส่งออกยุทธปัจจัย 4 ประเภทเข้าพม่า
ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค ยานยนต์ ข้าวสาร, การกักไม่ให้ขบวนรถบรรทุกอุปกรณ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าท่าขี้เหล็ก
ผ่านด่านแม่สาย ตลอดจนการปะทะกันด้วยกำลังทหารตามแนวชายแดน เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวของหน่วยงาน
ด้านความมั่นคงของไทยหน่วยงานหนึ่ง “หน่วยเฉพาะกิจ 399” -“ฉก. 399” เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงที่กองทัพบก(ทบ.)
ก่อตั้งขึ้นภายใต้การสนับสนุนของกองทัพสหรัฐอเมริกา

แม้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น จะลงนามในคำสั่งก่อตั้งเมื่อปลายเดือนเมษายน 2544
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฉก. 399 เริ่มปฏิบัติการมาตั้งแต่ปลายปี 2543 ในยุครัฐบาลชวน หลีกภัยแล้ว
ฉก.399
ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยกำลังพล 4 กองร้อย
มาจากกรมทหารราบที่ 7 จำนวน 2 กองร้อย กองพลรบพิเศษที่ 2 จำนวน 2 กองร้อย
และตชด.อีก 1 กองร้อย
กองทัพสหรัฐส่งหน่วยรบพิเศษที่ประจำการในภาคพื้นแปซิฟิค
ณ เกาะกวม เข้ามาทำหน้าที่ช่วยฝึกสอนงานด้านการข่าวและการปฏิบัติการต่อเป้าหมาย วัตถุประสงค์ – อ้างว่าเพื่อสกัดกั้น
และปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดโดยเฉพาะ กำลังพลที่ได้รับการบรรจุเข้าฉก. 399 จะได้รับการสนับสนุนเบี้ยเลี้ยง
จากทางการสหรัฐวันละประมาณ 500-600 บาท/คน ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือที่ทันสมัย และยานพาหนะต่าง ๆ
จากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังจะได้รับเงินพิเศษช่วยรบ (พศร.) ปีละ 1 ขั้น
เงิน พศร.นี้จะติดตัวกำลังพลไปจนกว่าจะเสียชีวิต พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3
เคยระบุไว้ว่า การตั้งฉก. 399 ขึ้นมามีเป้าหมายที่การสกัดกั้นปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะ
แต่จะไม่มีการรุกล้ำอาณาเขตของประเทศเพื่อนบ้าน และ.... การเข้ามาช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐอเมริกา
เป็นไปในลักษณะเดียวกับที่เคยช่วยเหลือรัฐบาลโคลัมเบียปราบปรามโคเคน ! แต่แม้จะยืนยันหนักแน่นอย่างนั้น
ความเป็นจริงของปฏิบัติการในพื้นที่กลับเป็นไปในลักษณะ.....“มะกันหนุน-ไทยคุม-กะเหรี่ยง(คริสต์)ลงมือ”
การช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐต่อฉก. 399 อยู่ที่การช่วยเหลือด้านเทคนิคเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอ่านภาพ
จากดาวเทียมหาจุดที่ตั้งโรงงานยาเสพติด, การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการปราบปรามยาเสพติด รวมไปถึง
ถ่ายทอด Know-how ที่จำเป็นผ่านชุดการฝึก “การปฏิบัติการต่อเป้าหมาย” ให้ เช่น การฝึกจู่โจมทางเฮลิคอปเตอร์
ในเวลากลางคืน

มีนายทหารสหรัฐเข้ามาทำหน้าที่ในแผ่นดินภายใต้อธิปไตยของราชอาณาจักรไทยระหว่าง 12-30 นาย
ส่วน “การปฏิบัติการต่อเป้าหมาย” เป็นหน้าที่ของกำลังพลฝ่ายไทย โดยมีชนกลุ่มน้อยที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลพม่า
เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย ! ฉก. 399 เริ่มวางโครงร่างของหน่วยงานมาตั้งแต่กลางปี 2543 เริ่มฝึกเต็มอัตรา
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 ฉก. 399 มีลักษณะเดียวกันกับหน่วยงานในสังกัดศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.)
หมายเลข 514 และ 311 ในอดีต เพียงแต่ภารกิจแตกต่างกัน โครงการ 514 ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการโต้ตอบ
กองกำลังของขุนส่าในอดีต ขณะที่โครงการ 311 ก่อตั้งขึ้นมาปฏิบัติงานด้านการข่าวพื้นที่ชายแดนไทย-พม่าโดยเฉพาะ
และเสร็จสิ้นภารกิจไปเมื่อเดือนตุลาคม 2543 หลังจากนั้นจึงมีฉก. 399 ขึ้นมาทดแทน
เป็นที่รับรู้และพิจารณากันมาแต่ต้นแล้วว่าฉก. 399 คือ ความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ไทย-พม่าเลวร้ายลงไป
เพราะนี่คือช่องทางในการส่งผ่านความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกเข้าไปยังชนกลุ่มน้อยที่เป็น
ปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลพม่า ทั้งด้านเงินทุนและอื่น ๆ รวมทั้งเป็นการรื้อฟื้นสถานภาพความเป็น Buffer State ของประเทศไทย
ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้วัตถุประสงค์อ้างอิงใหม่ –สกัดกั้นยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศพม่า

เหตุการณ์หลายครั้งที่ผ่านมาในช่วงปี 2543 – 2544 บ่งชี้ให้เห็นว่าชนกลุ่มน้อยในพม่าเป็นผู้นำกำลังเข้าปะทะกับ
คาราวานยาเสพติด แล้วนำยาเสพติด ยาบ้า ที่ยึดได้มามอบให้กับทางการไทย ตัวอย่างที่ “บอกเล่า” ได้ดีคือ
กรณียาบ้า 13 ล้านเม็ดเมื่อเดือนเมษายน 2544 ! ยาบ้าของกลางที่กองกำลังนเรศวรตรวจยึดได้ 2 ครั้งใหญ่
เมื่อวันที่ 16 และ 24 เมษายน 2544 รวมกว่า 13 ล้านเม็ดนั้น....

ครั้งแรก 7 ล้านเม็ด พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ มทภ. 3 ในขณะนั้นบอกว่ากองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ (KNU)
ยึดได้หลังปะทะกับคาราวานขนยาเสพติดของกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) ในฝั่งพม่าแล้วนำมามอบให้
กองกำลังนเรศวร ข่าวในพื้นที่บอกเล่าว่าเมื่อคืนวันที่ 14 เมษายน 2544 มีขบวนรถของเจ้าหน้าที่ทหารไทย
ลำเลียงกำลังทหารในสังกัด KNU จำนวน 7 คันรถไปปล่อยบริเวณโรงสูบน้ำประปาแม่สอด
เพื่อให้ข้ามแม่น้ำเมยไปยังฝั่งพม่า แล้วรับกลับมาในคืนเดียวกัน ต่อมาอีก 1 วัน KNU ก็นำยาบ้า 7 ล้านกว่าเม็ด
มามอบให้ทางการไทย

ครั้งที่ 2 มีรายงานว่า ฉก.ร. 4ตรวจยึดได้หลังเกิดปะทะกับ DKBA บริเวณชายแดนอำเภอพบพระ จังหวัดตาก
แต่หน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่ไม่มีรายงานเหตุการณ์ปะทะ ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในพม่าหันมาให้ความร่วมมือ
ในการปราบปรามสกัดกั้นยาเสพติด-ยาบ้าที่มีแหล่งผลิตตามแนวชายแดนประเทศพม่า เริ่มจากกองกำลัง SSA
ของพ.อ.ยอดศึก รวมไปถึง KNU, กองทัพกะเหรี่ยงคะยา(KNPP) ปะล่อง ปะโอ แม้แต่กลุ่มมอญเองก็เริ่มมีท่าที
ที่จะเข้าร่วมกับแนวทางนี้มากขึ้น
ถือเป็นแนวทางแสวงหาความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและโลกตะวันตกของชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลพม่า
อีกแนวทางหนึ่ง เป็นแนวทางที่ประเมินว่าน่าจะเห็นผลเร็วกว่าการชูธงเรียกร้องประชาธิปไตยเพียงธงเดียว !

เพราะปัญหายาเสพติดไม่เพียงแต่เป็นปัญหาใหญ่ของไทยเท่านั้น ยังเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลก
เมื่อชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ประกาศเจตนารมณ์สกัดกั้นขบวนการผลิต-ค้ายาเสพติด ความช่วยเหลือจากภายนอก
ก็จะมีเข้ามามากและเร็วขึ้นแน่นอน การผลักดันให้ชนกลุ่มน้อยในพม่าเข้าร่วมการปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติด
เข้าประเทศไทยนี้ย่อมมีแรงหนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน โดยมีหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกไทยเป็นผู้ควบคุม
และชนกลุ่มน้อยในพม่าเป็นผู้ปฏิบัติงาน !
หลังการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านยาเสพติดของบรรดาชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่า มีเม็ดเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา
และประเทศตะวันตกเข้ามาค่อนข้างมาก รวมทั้งอาวุธด้วย แน่นอน – ทุกอย่างผ่านประเทศไทยทั้งสิ้น !
รัฐบาลพม่าแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการกำเนิดของฉก. 399 มาตั้งแต่ต้น ผ่านข่าวและบทความในหนังสือ The Mirror
โดยตั้งธงไว้ว่ารัฐบาลไทยสมคบสหรัฐอเมริกาสนับสนุนกบฏชนกลุ่มน้อยมีอยู่บทความหนึ่งลงตีพิมพ์
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 ตั้งชื่อเลียนแบบสุภาษิตไทยว่า.... “ช้างตายทั้งตัวเอาหนังแพะไปปิดไม่มิด”
เนื้อหาเป็นการลงบันทึกความเคลื่อนไหวหน่วยรบพิเศษไทยละเอียดยิบโดยมุ่งเน้นไปที่กำลังผสมไทย-สหรัฐ
อเมริกาเข้าไปให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลพม่า
กองทัพบก และรัฐบาลไทยยุคชวน หลีกภัยออกมาปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุน
กองกำลังชนกลุ่มน้อยในพม่าหรือการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำชนกลุ่มน้อยเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทย

พร้อมกันนั้นนายทหารระดับสูงของไทยหลายนาย โดยเฉพาะในระดับกองทัพภาคที่ 3
ก็ออกมาระบุหลายครั้งว่าทางการพม่าไม่ให้ความร่วมมือต่อการปราบปรามยาเสพติดเท่าที่ควร
งบประมาณในการป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติดแต่ละปีของสำนักคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
อยู่ในราว 1,600-1,900 ล้านบาท

นอกเหนือจากจะได้รับสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแล้ว ป.ป.ส.ยังได้รับงบสนับสนุนเพิ่มเติม
มาจากองค์การสหประชาชาติอีกเป็นวงเงินประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11,250 ล้านบาท

แต่หลายปีที่ผ่านมาผลงานของป.ป.ส.ดูจะไม่ค่อยเข้าตาสหประชาชาติเท่าที่ควร สหประชาชาติจึงเปลี่ยนการจัดสรร
งบประมาณในการปราบปรามยาเสพย์ติดส่วนใหญ่มาให้กับ “หน่วยปฏิบัติ” -- คือกองทัพบก -- โดยตรง แทนที่
จะส่งผ่านให้ป.ป.ส. ตัวเลขงบประมาณจากสหประชาชาติในปีหนึ่ง ๆ ตกราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ
ประมาณ 8,000 ล้านบาท


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ว่าแต่ชนกลุ่มน้อยในพม่านี่ อเมริกาสนับสนุนอยู่ไม่ใช่หรือ
แล้วซื้ออาวุธของ รัสเซีย หรือ จีน ทำไมหว่า

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 3 1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ