ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

หน้า 2 จาก 3 Previous  1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 5:45 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261044991&grpid=03&catid=

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:15:48 น.
มติชนออนไลน์


สมช.แถลงจับอาวุธไม่ได้ตามคำสั่ง"ซีไอเอ"อ้อนยูเอ็นออกค่าใช้จ่ายจะเป็นพระคุณ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบอาวุธสงคราม
ที่ยึดได้จากเครื่องบินสัญชาติ จอร์เจีย ว่า จากการตรวจสอบพบอาวุธสงคราม จรวดอาร์พีจี และอาวุธอีกหลายรายการ
รวมทั้งสิ้น 145 กล่อง น้ำหนักรวม 35 ตัน ที่ต้องมาแถลงมีเหตุผล 3 ข้อ ได้แก่

1.มีคนบอกว่าประเทศไทยดำเนินการเรื่องนี้ตามซีไอเอ(หน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯ) สั่ง

2.มีการพูดถึงผลดีผลเสียผลกระทบจากการดำเนินการเรื่องนี้ มีการมองว่าไทยจะเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำไม
และ
3.มีการพูดถึงรางวัลนำจับเท่าที่ตรวจสอบจากหน่วยข่าวและกระทรวงการต่างประเทศรวมถึง
ที่ตนได้รับการติดต่อโดยตรง ยืนยันว่าไม่มีรางวัลนำจับ สินบน หรือค่าจ้าง จะมีก็แต่ค่าใช้จ่าย
ซึ่งเบื้องต้นกองทัพอากาศได้ดำเนินการในเรื่องการขนย้าย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงาน
กับยูเอ็นว่าจะเบิกที่ไหนได้หรือไม่ จะประมาณค่าใช้จ่ายเท่าไหร่สมช.ยังไม่รู้เลย เพราะอาวุธมีอะไรบ้างสมช.
ไม่รู้และไม่รู้เลยว่าวิธีทำงานแบบไหนเหมาะสมที่สุด แต่จากนี้เป็นเรื่องที่ยูเอ็นต้องเข้ามาให้คำแนะนำ
และถ้าจะมีค่าใช้จ่ายอะไร ถ้ายูเอ็นจะมารับภารตรงนี้ด้วย ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 6:08 pm

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091215/91105/%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7600%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99.html



วันที่ 15 ธันวาคม 2552 20:02

เผยจรวดปริศนามูลค่าราว600ล้านบาทคาดปลายทางอิหร่าน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นายกฯเรียกสมช.แจง ขนอาวุธ 6หน่วยงานมั่นคงกว่า 100คนตรวจสอบที่กองบิน 4 ตาคลี
เป็นจรวดอุปกรณ์พร้อมยิงอาวุธหนักใหม่เอี่ยม ยังไม่พบคนไทยพัวพัน

นายกฯ เรียกเลขาฯสมช.รายงานขนอาวุ 4หน่วยงานด้านมั่นคงกว่า 100คนร่วมตรวจสอบที่กองบิน 4 อ.ตาคลี
เป็นเครื่องจรวดอุปกรณ์พร้อมยิงอาวุธหนักใหม่เอี่ยม เล็งเพิ่มข้อหาคุก2ปีถึงประหารชีวิต 5ผู้ต้องหา
ยังปิดปากไม่บอกปลายทาง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเรียก
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เข้าพบรายงานความคืบหน้าการจับกุม
เครื่องบินบรรทุกขีปนาวุธของชาวจอร์เจีย จากเกาหลีเหนือน้ำหนักกว่า 35 ตันที่ท่าอากาศยานดอนเมือง
โดยระบุว่า วันนี้เป็นวันเริ่มต้นเข้าไปตรวจสอบจำนวนอาวุธทั้งหมด จำนวนอาวุธหลายรายการมีความชัดเจนอยู่แล้ว
แต่ยังมีบางส่วนต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญดู โดยผู้เชี่ยวชาญในประเทศ และต้องประสานงานกับสหประชาชาติอย่างใกล้ชิด
ในเรื่องแนวปฏิบัติ ส่วนระยะเวลาดำเนินการตรวจสอบนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งมา ขึ้นอยู่กับอาวุธบางชิ้น
มีความสลับซับซ้อนแค่ไหน ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีประสานงานของบประมาณค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบอาวุธ
ที่ยึดได้ต่อสหประชาชาติหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมีการประสานไปในเรื่องค่าใช้จ่าย จะเป็นจำนวนเท่าไหร่
ต้องไปถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง

คณะตรวจสอบแถลง ระบุเป็นเครื่องจรวด-อุปกรณ์พร้อมยิง
ผู้สื่อข่าวรายงานหลังจากกองทัพอากาศ ได้เคลื่อนย้ายอาวุธสงครามจากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปเก็บไว้ที่
กรมสรรพาวุธทหารอากาศ กองบิน 4 อ.ตาคลี นครสวรรค์ ล่าสุดวันนี้(15 ธ.ค.) คณะทำงานตรวจสอบอาวุธสงคราม
ที่ลำเลียงมาในเครื่อง IL64 เกือบ 40 ตัน ขนย้ายมาจากประเทศเกาหลีเหนือ ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา
นำมาตรวจสอบ โดยมี 6 หน่วยงานหลัก คือ กองปราบปราม อัยการสูงสุด กรมสรรพาวุธทหารอากาศ
และกรมสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ ตำรวจสันติบาล จำนวนกว่า 100 คน
โดยใช้รถตู้เป็นยานพาหนะ ซึ่งทางกองปราบปรามได้เตรียมรถไว้กว่า 10 คัน ออกเดินทางจากกองปราบปราม
ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคณะเดินทางมาถึงกองบิน 4 อ.ตาคลี เวลา 10.00 น.
นาวาอากาศเอก ธรินทร์ ปุณศรี ผู้บังคับการกองบิน 4 รอต้อนรับและนำเข้าห้องประชุมบริเวณชั้น 2
ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่งโมง หลังจากนั้นคณะเดินทางไปยังคลังแสงของกรมสรรพาวุธ กองบิน 4 อยู่ห่างจาก
อาคารกองบิน 4 ใช้สำหรับประชุมประมาณ 1.5 กิโลเมตร ทั้งนี้ กองบิน 4 ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปสังเกตุการณ์
รายงานข่าว โดยระบุว่าเกรงจะเกิดอันตรายจากการรั่วไหลของอาวุธชีวภาพ เนื่องจากยังไม่รู้อาวุธ 145 ลังมีอะไรอยู่บ้าง

เปิด 3 คลังกองบินตาคลี เก็บอาวุธ 145 ลัง
หลังจากนั้น เวลา 13.30 น. พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาท รองผู้บังคับการกองปราบปราม น.อ.พงษ์ศักดิ์ เกื้อกูล
ผอ.กองวิทยาการ กรมสรรพาวุธทหารอากาศ น.อ.ธรินทร์ ปุณศรี ผู้บังคับการกองบิน 4 และ นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ
อธิบดีกรมอัยการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการการตรวจสอบลังอาวุธสงครามทั้ง 145 ลัง
นายศิริศักดิ์ แถลงว่า การตรวจสอบในวันนี้ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งในแง่การดำเนินการ
และผลการประชุม สมช.ที่ผ่านมา จะต้องได้ข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีทั้งหมดกี่ชิ้น เป็นแบบไหนอย่างไร
หรือแหล่งที่มามาจากไหนอย่างไร เมื่อถามว่า ประเทศที่ผู้ต้องหาถือสัญชาติต้องการขอตัวไปดำเนินคดีหรือไม่
นายศิริศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดู ถ้าหากเขาทำความผิดในประเทศของเขาด้วย และมีการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมา
ก็จะต้องดูว่าเรามีสนธิสัญญากันหรือไม่ มีความร่วมมือกันอย่างไร โดยหลักการถ้าขอมาจริง
แต่เรามีคดีที่จะต้องดำเนินการในประเทศของไทยก่อนก็จะต้องทำของเราให้เสร็จ แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครขอมา

เมื่อถามอีกว่า การจับกุมครั้งนี้จะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายศิริศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาล และกระทรวงต่างประเทศต้องไปวิเคราะห์ ซึ่งการดำเนินการในตอนนี้
เป็นการกระทำผิดของกฎหมายไทย ด้าน พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้สถานที่แห่งนี้จัดเก็บถือว่า
เป็นสถานที่ปลอดภัยและมั่นคงสูง สภาพแวดล้อมที่ดีป้องกันทั้งอัคคีภัย และภัยต่าง ๆ และเป็นสถานที่ลับพอสมควร
หากเกิดอันตรายซึ่งการดำเนินการ ได้มีการประชุมวางแผนเตรียมขั้นตอนต่างๆ เพราะว่าสิ่งสำคัญคือความปลอดภัย
ของผู้ตรวจ ทั้งนี้ การเข้าไปตรวจนั้น พบว่าคลังเก็บอาวุธมีความปลอดภัย โดยใช้ 3 คลัง ในการเก็บอาวุธจำนวนดังกล่าว
ซึ่งมีการเปิดคลังแสงต่อเจ้าพนักงาน และมีการบันทึกภาพถ่ายไว้เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พบคือวัตถุที่คาดเอาไว้
เป็นกระสุนปืน และเครื่องยิงกระสุนปืน ซึ่งมีความชัดเจนทั้งหมดเป็นอาวุธเครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด
ตามพ.ร.บ.เครื่องกระสุนปืน และอาวุธปืน "สำหรับรายละเอียดเชิงลึกเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ว่ามีหมายเลขอะไร
จำนวนเท่าไหร่ให้ชัดเจน ส่วนการดำเนินคดีหลังจากนี้คงจะต้องรอรับเอกสารการรายงาน จากทางเจ้าหน้าที่สรรพาวุธ
จะรายงานมาเป็นทางการอีกครั้งกับทางพนักงานสอบสวน หลังจากนั้นจะประมวลผลสรุป การสอบสวนพยานในส่วนอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องเพื่อจะดำเนินการในเรื่องที่จะเพิ่มข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาในคดีที่มีโทษสูงกว่าที่แจ้งข้อหาไป การดำเนินการวันนี้
เป็นไปด้วยความเรียบร้อย คิดว่าการดำเนินการสอบสวนทางคดีจะเป็นไปด้วยความยุติธรรม โปร่งใส และรัดกุม"
รองผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าว

เมื่อถามว่า การตรวจสอบอาวุธในวันนี้มีอะไรบ้าง

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า การตรวจอาวุธทั้ง 145 ลังพบเป็นเครื่องกระสุนปืน ลักษณะเครื่องจรวด และเป็นอุปกรณ์เครื่องยิงต่างๆ
และเครื่องยิงประทับบ่า ส่วนชนิดขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่ ทั้งหมดยังไม่สามารถ
หาแหล่งผลิตได้ เพียงแต่จะต้องไปดูขนาดของอาวุธว่าเป็นอย่างไร แม้แต่เอกสารกระดาษก็จะต้องพิสูจน์กับผู้เชี่ยวชาญ
ถึงแหล่งที่มา

เมื่อถามว่าเบื้องต้นอาวุธเหล่านี้จะไปทำลายหรือเก็บรักษาไว้ก่อน

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า ขณะนี้ต้องเก็บเอาไว้ ในกองบิน 4 ก่อน ถือเป็นของกลางในคดีจนกว่าจะมีคำตัดสินออกมา
เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่พนักงานอัยการได้ร้องขอไปซึ่งจากการประเมินค่าของอาวุธทั้งหมดประมาณหลายร้อยล้านบาท
ซึ่งเป็นอาวุธใหม่ทั้งหมดไม่เคยใช้และเป็นอาวุธหนัก ที่ใช้ในการรบถือเป็นอาวุธสงคราม

เมื่อถามว่า ทำไมต้องนำอาวุธทั้งหมดมาเก็บไว้กองบิน 4

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า ทัพอากาศเป็นสถานที่จัดเก็บที่มั่นคงแข็งแรงปลอดภัย ซึ่งในวันที่จับกุมถ้าเราไม่รีบเอาออกมา
ก็ไม่รู้ว่าสภาพภายในมีอะไรอยู่ แต่ทราบว่ามันเป็นวัตถุที่มีดินระเบิดอยู่ เพราะเรื่องความสำคัญของความปลอดภัย
ของคนในเมือง สถานที่ทัพอากาศที่เอื้อให้เป็นสถานที่แข็งแรงมาก เพราะหากเกิดอุบัติขึ้นมาก็สามารถป้องกันได้

เมื่อถามว่า ประเทศไทยมีอาวุธชนิดเดียวกับที่ตรวจจับได้

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นอาวุธของต่างประเทศ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาอีกพักหนึ่งตรวจสอบ
ทั้งนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าอาวุธทั้งหมดจากแหล่งที่เดียวกัน แต่จะต้องรอข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามย้ำว่า มีอาวุธชิ้นไหนบ้างจะต้องทำลาย

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มี เพราะจะต้องรอเก็บไว้เป็นหลักในการดำเนินคดี แต่ลักษณะของอาวุธ
ถ้าหากเป็นทรัพย์สินผิดกฎหมาย ศาลก็อาจจะมีคำสั่งริบหรือทำลาย หรืออาจจะต้องเป็นของแผ่นดิน
ซึ่งทั้งหมดถือเป็นเรื่องภายหลัง "อย่างไรก็ตาม ได้สอบพยานไป 10 ปากแล้ว และจะสอบพยานเกี่ยวกับ
การเข้าออกในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน เจ้าหน้าที่ศุลกากร รวมถึงความสัมพันธ์ของเครื่องบินที่เข้ามาว่า
เป็นสัญชาติใดด้วย" พ.ต.อ.สุพิศาล ระบุ

เมื่อถามว่า ต้องมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ยูเอ็นให้มาตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า เป็นเรื่องของทางรัฐบาล ซึ่งคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการประสานงานกับยูเอ็น
เพราะมีมติจากสหประชาติ ข้อที่ 1874 ให้ประเทศสมาชิกดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้ในที่ประชุม สมช.ทางกระทรวงการต่างประเทศ
รับที่ไปดูแล ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ทางยูเอ็นจะขอเข้าไปตรวจสอบบนเครื่องบนขนอาวุธนั้น คงไม่ใช่ เพราะตามมติของ
สหประชาติเป็นการให้อำนาจของเจ้าของประเทศ มีอำนาจในการตรวจสอบได้ ถือเป็นความร่วมมือกันเท่านั้นเอง

เมื่อถามว่า เพราะเหตุใดเครื่องบินลำนี้จึงไม่ลงประเทศพม่า หรือประเทศอื่นๆ ทำไมเจาะจงลงประเทศไทย
แสดงว่ามีคนไทยรู้เห็นเป็นใจ

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า รายละเอียดยังสอบสวนไม่ถึงขนาดนั้น ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะเชิญสถานทูตเกาหลีเหนือหรือจอร์เจีย
ที่เป็นเจ้าของเครื่องบินหรือไม่ พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า ต้องดูพยานหลักฐานเกี่ยวข้องอยู่ในสำนวนเกี่ยวข้องกันหรือไม่
เช่นประเทศที่กล่าวมา ถ้ามีความเกี่ยวข้องในรูปแบบของขนาด หรือสัญลัษณ์ ก็จะต้องส่งหลักฐานที่เขาเรียกว่า
ความร่วมมือทางคดีอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งข้อมูลไปทางนั้น ถ้ามีความจำเป็นจะต้องเรียกทูตต่าง ๆ มาให้หากปากคำ
ก็ยังมีช่องทางในความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา เพื่อขอความร่วมมือให้ส่งพยานหลักฐานจำเป็นมาให้ได้
โดยที่ทางอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งเรื่องนี้สืบสวนไปแล้วมีความเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการ ทั้งนี้
คงจะต้องใช้ระยะเวลาตรวจสอบที่มา โดยทางเจ้าหน้าที่จะตอบได้ในรูปสำนวน "ขณะนี้ต้องรอรายงานจากกรมสรรพาวุธก่อน
ส่วนพนักงานสอบสวนก็จะรีบเร่งให้เสร็จภายใน 84 วัน จากการตรวจสอบในวันนี้จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มกับผู้ต้องหาเพิ่ม 5 คน
ที่ได้จากพยานหลักฐาน และวัตถุที่ตรวจพบเพิ่มเติมในวันนี้ คือวัตถุระเบิด ซึ่งมีโทษสูงกว่าที่แจ้งข้อหาไว้ คือโทษจำคุก 2 ปี
ถึงประหารชีวิต ส่วนการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 คนให้การปฏิเสธ และไม่ขอให้การเพียงแต่ให้ข้อมูลเรื่องที่อยู่ และอาชีพเท่านั้น
เบื้องต้นเท่าที่ตรวจสอบไม่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนจะเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายหรือไม่นั้น ต้องถามสภาความมั่นคง"
พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า

เมื่อถามถึงปลายทางเครื่องบินจะลงประเทศใด

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า ตอนนี้สันนิษฐานไม่ได้ว่าปลายทางจะไปลงที่ไหน เพราะการออกจากประเทศไทย
หากมีการกระทำผิดจะไม่เป็นไปตามเส้นทางที่บอก อาจจะไปที่ใดที่หนึ่ง ในลักษณะของอาชญากรระดับโลกทำกันอยู่
แต่ถ้าเป็นเส้นทางปกติ ต่อไปคือ ศรีลังกา แต่ก็ยังระบุไม่ได้ว่าศรีลังกาจะเป็นจุดหมายปลายทาง เป็นแค่สถานที่ต่อไป
ที่เข้าแจ้งว่าจะลงในที่ต่อไป ทั้งนี้การตรวจสอบจะชี้วัดตรงที่ว่า ทำลายล้างหรือทำลายชีวิตได้หรือไม่และแหล่งที่มาอยู่ที่ไหน
ซึ่งมูลค่าทั้งหมดประมาณ 500 - 600 ล้านบาท อาวุธที่จับได้เป็นลักษณะที่หลายประเทศที่เคยมีการโชว์ศักยภาพ
และแสดงแสนยานุภาพ "ส่วนจะเป็นขีปนาวุธหรือไม่ ต้องรอผู้เชี่ยวชาญ วันนี้หน่วยงานตรวจสอบมี 6 หน่วยงาน รวม 100 กว่าคน
มีพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ กองทัพอากาศ เจ้าหน้าที่สรรพาวุธของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และสันติบาล
จากนี้จะมีการประชุมหารือเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม เพราะอาจมีมิติเกี่ยวพันเรื่องต่างประเทศ อย่างน้อยมีข้อหาเรื่องการขนอาวุธ"
ผบ.กองปราบปราม กล่าว

ผบ.กองบินตาคลี รับประกันเก็บปลอดภัย
น.อ.ธรินทร์ ปุณศรี กล่าวว่า การนำของกลางมาเก็บในกองบิน 4 ไม่มีความเป็นห่วง เพราะมีความปลอดภัย
ส่วนการจะทำลายนั้นเป็นเรื่องระดับสูงและทางกฎหมาย ตนไม่ทราบ กองบิน 4 มีหน้าที่แค่เปิดคลังให้เก็บเท่านั้น
เรามีทีมเชี่ยวชาญดูแลอาวุธ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องงบประมาณเพิ่มเติมในการจัดเก็บ ซึ่งเราจะมีวงรอบการตรวจสอบอาวุธอยู่แล้ว
"ยืนยันว่ากองทัพอากาศจะดูแลของได้ อย่างดีและปลอดภัย ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ระบุว่าให้กองบิน 4 เก็บอาวุธ
และดูแลให้ดี" น.อ.ธรินทร์ กล่าว

นักวิเคราะห์คาด"อิหร่าน"จะนำไปผลิตขีปนาวุธ
ด้านแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญอาวุธ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เครื่องบินลำนี้น่าจะลำเลียงอาวุธไปประเทศอิหร่าน
เพราะเกาหลีเหนือเป็นประเทศเดียวที่ผลิตอาวุธขายให้กับอิหร่าน ซึ่งกำลังจะพัฒนาขีปนาวุธให้สามารถ
ติดหัวรบนิวเคลียร์ขนาด 1,000 กิโลกรัมได้ ถ้าพัฒนาสำเร็จอาวุธชนิดนี้จะมีอานุภาพทำลายล้างมากกว่า
อาวุธนิวเคลียร์ ทำลายล้างเมืองฮิโรฮิมา กับนางาซากิ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 2 เท่า จึงต้องให้เกาหลีเหนือ
ช่วยเหลือ แหล่งข่าวระบุอีกว่า น่าจะเป็นส่วนประกอบของขีปนาวุธรุ่นใหม่ชื่อ "TAEPODONG 2" ยิงได้ในระยะไกล
ถึง 6,000 กิโลเมตร ไกลกว่า "จรวดสกั๊ด" ทีมีระยะยิง 5,000 กิโลเมตร ก่อนหน้านั้นเกาหลีเหนือเคยผลิตขีปนาวุธ
"TAEPODONG 1" ยิงได้ไม่เกิน 2,900 กิโลเมตร ขายให้อิหร่านมาแล้ว สำหรับ TAEPODONG 2 ถ้ายิงจากเมืองเปียงยาง
อานุภาพการทำลายล้างสามารถครอบคลุมถึงอินเดียและญี่ปุ่น เป็นอาวุธที่ประเทศสหรัฐอเมริกากลัวมาก

เนื่องจากประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศนอกเหนือการควบคุมผลิตอาวุธสงครามจำหน่าย ส่วนสาเหตุเครื่องบิน IL76
ลำเลียงอาวุธสงครามดังกล่าวลงจอดสนามบินดอนเมือง เนื่องจากเครื่องบิน IL76 มีน้ำหนัก 72 ตัน บินได้ 3,000 กิโลเมตร
โดยไม่ต้องเติมน้ำมัน สามารถบรรทุกน้ำหนักได้เกินประมาณ 35-40 ตัน และเมื่อเครื่องบินบรรทุกน้ำหนักเกิน
ระยะทางการบินจึงลดสั้นลง ต้องแวะจอดพักเครื่องและเติมน้ำมัน ถ้าคำนวนจากระยะทางแล้วประเทศไทย
เป็นประเทศใกล้ที่สุด ส่วนทางการไทยสามารถตรวจพบเครื่องบินลำนี้ เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูล
เพราะจับตามาหลายครั้งแล้ว
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Thu Dec 17, 2009 6:45 pm

...ถ้ามูลค่า มันสูงมากมาก พอเรื่องเริ่มเงียบๆ ซาๆ ไป คนซื้อ เขาจะมาปล้นอาวุธคืน จาก ตาคลี มั้ยคะ?

เหมือนในหนัง Surprised
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 8:57 pm

พีพี พิมพ์ว่า:...ถ้ามูลค่า มันสูงมากมาก พอเรื่องเริ่มเงียบๆ ซาๆ ไป คนซื้อ เขาจะมาปล้นอาวุธคืน จาก ตาคลี มั้ยคะ?

เหมือนในหนัง Surprised

อืมม...ใครจะปล้นดีล่ะ อเมริกาหรือ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 11:35 am

แล้วกองกำลังที่จะมาในนาม UN คือกองกำลังแบบไหนอ่านในกระทู้ข้างล่างนี้

US Special Forces

ถ้ากองทัพไทยยังตามก้นการข่าวอเมริกา
อาจจะไม่เหลือสภาพความเป็นกองทัพของชาติไทยอีกต่อไปก็เป็นได้

เสื้อเหลืองพยายามให้ทหารเลือกข้างโดยอ้างการปกป้องสถาบันกษัตริย์
ส่วนเสื้อแดงก็ด่าทอโจมตีทหารว่าเป็นฝ่ายศักดินาสมควรถูกยุบเพราะไม่ได้อยู่ฝ่ายประชาชน

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


************************************************************
ห้องผู้รักประชาธิปไตย...ห้องสนทนาการเมือง.
************************************************************
คำเตือนเน้น 1. ห้ามลบหลู่สถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ..ห้ามหมิ่น
2. ห้ามใช้คำหยาบคาย ถกเถียง ทะเลาะเบาะแว้ง โดยเด็ดขาด (จะทะเลาะไป im)
3. ห้ามโพส อีเมลล์ เบอร์โทรศัพท์ หรือทำการโฆษณาหน้าห้องโดยไม่ขออนุญาต
4. ห้ามโชว์อนาจาร หรือกระทำการอันเป็นการยั่วยุกามอารมณ์
5. กรุณาสุภาพกับทุกคนในห้อง โดยเฉพาะสุภาพสตรี ห้องนี้ให้ใช้ FONT สีไม่แสบตาขนาด 12-16
6. หาก Flood หรือหยาบคายเพียงครั้งเดียว จะถูกเตะ+แบนทันทีโดยไม่มีการเตือน





Do you agree? Yes No
You agreed. You are now logged in
You are now logged in Sanamluang_info
v1v : เห็นทหารยิงปืนขึ้นฟ้า
Hi_PC kicked jacklek_2 for "ซ่อนตัวแล้วเข้ามาใหม่ครับ"
00_Wittaya_00 : ผมมีเบอร์อภิสิทธิ์ แต่โทรไปมันตั้งโหมดBusy
v1v : นักข่าวถาม ทหารไทยรบกับใคร
Sanamluang__Bot : (Hello)นี่คือห้องสนามหลวงเอฟซี ห้องแห่งความรู้ ข่าวสาร ทางการเมืองค่ะ sanamluang_fc (Add)
POWER_Tarhisoka : ผมมีเบอร์คนหน้าทำเนียบ เค้าอยู่ทั้งคืน
Z_Project : หดหู่ใจ สร้างความอัดอั้นให้ไพร่แบบเราอีกแล้ว
POWER_Tarhisoka : ใครติดต่อคนพูดได้บ้าง
commo_69 : มันจะฆ่าและเก้บวิธีแก้ต่างจังหวัดเข้ามาปิดกรุงเทพกดดัน ได้
Hi_PC : รบกับประชาชน ที่มีแต่มือปล่าวๆ
Tokgae : ใครทราบข้อมลู ข่าวอะไร ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อ พวกเรา ให้โทร ไป ที่ 0849759381 สายตรง ของ เสื้อแดง ที่ทำเนียบครับ บ บ บ บ บ บ
nitto_mx5 : อยากรู้ว่ากำลังคนที่อยู่ในทำเนียบมีกี่คนครับ
Hi_PC kicked newdick123 for "ซ่อนตัวแล้วเข้ามาใหม่ครับ"
v1v : นักข่าวยังบอกเลยว่า หากปราบจราจล ต้องใช้ ตำรวจไม่ใช่ทหาร
JAN1999 : ทหารมันเข้าไปปิด office ของ Dstation มันทำไล่พนักงานกระเจิดกระเจิง ไปเลยไปปิด
Amplethai : ถ้าอยู่ก็ตาย มิสู้ออกไปเผื่อมีทางรอดดีกว่าไหมครับ ผมไม่อยากเห็นเหมือน ตอน 6 ตค 16 คืนนั้นคล้ายคืนนี้ มันล้อมไว้ พอตอนรุ่งสางก็ให้พวกนวพล ลูกเสื อชาวบ้านทำร้ายนักศึกษา หลังจากทหารตำรวจยิงพวกการ์ดหมดแล้ว
00Raiser : ติดละบอกด้วย
Hi_PC kicked deutschin for "ซ่อนตัวแล้วเข้ามาใหม่ครับ"
8PF : ผมออกมาจากทำเนียบตอน 21.00น มีพวกเรากว่า 2หมื่นคน
happy_zone : แม่อยู่ที่นั้น
happy_zone : แต่ไม่มีเสียง
POSION_BOY : รบกวนมาก
DonTLieMeAgaiN : ไม่ๆๆๆ
Red_Heat_ : รบกวน
tkb_08 : /addfriend zxczxcz33
DonTLieMeAgaiN : โทรไปเรย
Fliper_Warior : พี่ครับ ที่ศาลากลางปากน้ำ มีชุมนุมมั้ย
happy_zone : เสียงแหบมาก
DonTLieMeAgaiN : โทรไปเรย
POSION_BOY : กอฟว่ารบกวนนะ
JAN1999 : CNN สัมภาษณ์ ทักษิณ อีกรอบแล้ว ขอให้ UN เข้ามาดู ก่อนที่จะมีคนตายมากกว่านี้
DonTLieMeAgaiN : ถ้าเราช่วยได้อ่ะ
DonTLieMeAgaiN : เราโทรไปเลย
Fliper_Warior : ครับ
llsJ_D_2009 : มีทุกที่ครับ
totorosft : ออกไปกันๆๆๆ
Tokgae : แกนนำเสื้อแดงสุราษฎร์ 084 - 6282047 คุณ วิมล แกนนำเสื้อแดงสตูล 087 - 4780803 แกนนำเสื้อแดงภูเก็ต 087 - 3008009 แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี 089 - 1241909 แกนนำเสื้อแดงสัตหีบ 084 - 8922526 แกนนำเสือแดงกำแพงเพชร 083 - 1623840 แกนนำเสื้อแดงตาก 089 - 9597301 แกนนำเสื้อแดงบางประอิน - อยุธยา 086 - 7646647 แกนนำเสื้อแดงตาก 089 - 9597301 แกนนำเสื้อแดงสั..ตหีบ 084 - 8922526 พังงา โทร.ถามแกนนำกลุ่มนี้ครับ : แกนนำเสื้อแดงสุราษฎร์ 084 - 6282047 แกนนำเสื้อแดงสตูล 087 - 4780803แกนนำเสื้อแดงภูเก็ต 087 - 3008009
Sanamluang__Bot : Tokgae you are using forbidden word 1 time(s), 0 time(s) left
Sanamluang__Bot kicked Tokgae for "ตีตบโรบอท : ไปสงบสติอารมก่อนนะ เนื่องจากห้องนี้ไม่มีหญ้า เชิญไปหากินที่อื่น ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ"
ReD___ReD : โทรไปเลย เราจะได้รู้ สถานการณ์
DonTLieMeAgaiN : เบอร์แกนนำ
DonTLieMeAgaiN (22:17:47) : 0890632444
0890632555
0890632666
0800652249
0800651179
เบอร์แกน นำ ชั้นแนวหน้าค่ะ00__999__00 : มีภาพหรือเสียงมั้ย cnn อ่ะ

Tokgae : we need to tell UN united nations of what happen to our people red shirt http://www.un.org/webcast/newwebcast/contact.asp e-mail UN any photo or picture of thai army shooting people

CNN สัมภาษณ์ ทักษิณ อีกรอบแล้ว ขอให้ UN เข้ามาดู ก่อนที่จะมีคนตายมากกว่านี้

เป้าหมายเดียวกันทั้ง พันธมิตร และ ทักษิณ คือ เอา UN เข้ามา
เพื่อแบ่งประเทศเป็นส่วนๆ


http://www.mthai.com/square/news/news17342.html

"ทักษิณ" ลั่น UN ไม่ใช่พ่อ เกี้ยวกราดประณามผู้ท้วงฆ่าตัดตอน "ไม่รักลูกหลาน"
<><>
เนื้อความ
<><>

ข่าวจาก นสพ. ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 มี.ค 2546


"แม้ว" ลั่นยูเอ็นไม่ใช่พ่อถามรู้หรือเปล่าจบดอกเตอร์ทางกระบวนการยุติธรรมมา ปรัชญาอะไรรู้หมด
หงุดหงิดหนักไม่เข้าใจไม่รักลูกหลาน ไม่ห่วงประเทศชาติหรืออย่างไร แต่กลับเห็นอกเห็นใจผู้ค้ายาบ้า
ไปฟ้องสหประชาชาติ ประกาศไม่กลัวตายขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เปรียบฆ่าตัดตอนเหมือนตบยุง สมาทานต่อศีลได้ไม่มีโทษ

ข่าวสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีเอชอาร์จะส่งผู้แทนพิเศษเข้ามาตรวจสอบ
ข่าวการฆ่าตัดตอน และกรณีนายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตือนว่าการฝ่าฝืนสนธิสัญญา
ว่าด้วยสิทธิพลเมืองจะไปสิ้นสุดที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้สร้างความหงุดหงิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ตลอดวันที่ 3 มีนาคม

โดยในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าคร่ำเครียด ว่าพร้อมจะชี้แจงไม่มีปัญหา
แต่อย่าสรุปว่าการฆ่าตัดตอนเป็นการฆ่ากันเอง มันเป็นเรื่องของแก๊งเป็นส่วนใหญ่ ถ้าถามอย่างนี้เหมือนสรุปว่า
ฆ่าตัดตอนเราทำกันเอง ซึ่งมันไม่ใช่ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน แน่นอนมีเจ้าหน้าที่บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ไปร่วมฆ่าตัดตอนด้วย เพราะตัวเองกลัวจะถึงตัว แต่มีน้อยไม่มากหรอก และเรากำลังจะจัดการกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่แล้ว

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ฉะนั้นก่อนอื่นทัศนคติของพวกเราด้วยกันต้องเข้าใจก่อนว่า พันกว่าคนที่ตายไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่
ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของคนที่อยู่ในวงการค้ายาเสพติด ซึ่งบางคนเป็นเจ้าหน้าที่ด้วย แต่ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
ที่เราให้ทำต้องเข้าใจตรงนี้และเข้าใจด้วยว่าวงการแบบนี้ พวกหมู่บ้านจีนฮ่อให้สัมภาษณ์ว่ามันทำกันทั้งระบบ
ถ้าใครถอยออกมามันก็จะฆ่า นี่เป็นระบบของมัน เพราะมันจะฆ่ากัน เพราะฉะนั้นวันนี้เราทำทั้งประเทศเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ก่อนอื่นทัศนคติพวกเราอย่ามองว่ารัฐบาลนี้ใจร้ายไล่ฆ่าประชาชน แต่ต้องมองว่ารัฐบาลนี้แก้ไขปัญหายาเสพติด
เมื่อแก้ไขพวกนี้มันก็กลัว เลยฆ่ากันเองเสียส่วนใหญ่ มันไม่เกี่ยวกันเลยหรือเราจะขอให้มันเฟะต่อไป

"เราจะอยู่ทับปัญหา นอนทับปัญหาไปเรื่อยๆ ถ้าจะนอนทับปัญหาไปเรื่อยๆ เพื่อรอให้มันระเบิดทีเดียวก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าจะแก้ปัญหาก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ และถ้าเรายังนั่งระแวงอย่างนี้ผมว่าไม่รู้ซิ ต้องไปกินเบียร์ช้างแล้วมั่ง"
พ.ต.ท.ทักษิณระบุ

เมื่อถูกซักว่าทางยูเอ็นได้แจ้งมาหรือยังว่า จะเข้ามาตรวจสอบเมื่อไร นายกรัฐมนตรีแสดงความหงุดหงิดทันที
โดยตอบว่า "คุณอย่ามาห่วง ยูเอ็นไม่ใช่พ่อผม เราเป็นสมาชิกก็ว่ากันไปตามกติกาโลก คุณอย่าไปถามมาก
อย่าไปถามไม่มีปัญหา มาก็มา สอบก็สอบ ถามทุกวัน"


ต่อมาในช่วงบ่าย พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางไปเป็นประธานในงานองค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมใจต้านภัยยาเสพติด
ที่เมืองทองธานี โดยหลังจากนำผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศสาบานตนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
และจะร่วมกันปราบปรามทำลายแล้ว นายกรัฐมนตรีได้แสดงปาฐกถา โดยตอนหนึ่งได้กล่าวว่า
หลังจากที่เราทำงานกันมาครบ 1 เดือน หลายฝ่ายได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่จนผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างจะดีมาก
แต่ว่าอาจจะต้องมีการปรับปรุงบ้าง มีเสียงความเห็นจากฝ่ายต่างๆ เราก็ควรที่จะรับฟัง แต่ความมุ่งหมายและทิศทาง
ต้องไม่เปลี่ยนปัญหานี้มันหมักหมมยาวนานเหลือเกิน แล้วก็ไม่มีใครกล้าที่จะทำจริง จนผลสุดท้ายวันนี้ศัตรูของเราตัวโตมาก
ยากมากที่จะจัดการต้องอาศัยความรวมตัวกันของประชาชนทั้งแผ่นดินถึงจะเอาอยู่

"แต่ถึงวันนี้ก็มีบางพวกยังเห็นอกเห็นใจพวกนี้อยู่ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาคิดอะไร บางคนเอาเรื่อง
ไปฟ้องสหประชาชาติ กลัวประเทศไทยไม่เสียหาย ทั้งๆ ที่สหประชาชาติเขาก็ยังไม่มีหนังสืออะไรมาสักคำ
ปรากฏว่าสื่อมวลชนไทยก็พูดทุกวันในเรื่องของสหประชาชาติ นี่คือสิ่งที่เราหยุดไม่ได้ เรามานั่งทะเลาะกันเองข้างในไม่ได้
เราจะต้องทุ่มเทหัวใจเราทำเต็มที่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการรบ ต้องเข้มแข็ง ผมยอมรับว่า ผมเป็นแม่ทัพ
ที่ถูกรุกมากที่สุดวันนี้ ถูกรุกด้วยคนกันเองนี่แหละ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขารักลูกหลานของเราหรือเปล่า เขาห่วงใยประเทศหรือเปล่า
หาเรื่อง อ้างต่างประเทศ" พ.ต.ท.ทักษิณระบุ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ทันสมัยมาก ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีกฎหมายชัดเจน
เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ ใครจะไปโง่ทำอะไรในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าไม่มีใครคุ้มครองให้เขาได้ใน 20 ปี ทุกอย่าง
ต้องขึ้นอยู่ตามกฎหมายหมด เมื่อคืนนี้ดูทีวีที่สัมภาษณ์พวกจีนฮ่อ เขาก็บอกว่าเวลานี้มันทำกันเป็นแถวเป็นลูกโซ่
เพราะว่าถ้ารู้ความลับแล้วออกไปมันก็ยิงตาย นี่คือระบบของมัน เพราะวงจรนี้เป็นวงจรอุบาทว์
มันต้องจบด้วยความอุบาทว์


พ.ต.ท.ทักษิณย้ำว่าถ้าวันนี้ ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรอย่างงี้ แต่ที่แน่ๆ ลูกหลานเราจากหนึ่งล้านจะเป็น
สองล้านสามล้านสี่ล้าน ทำไมไม่มีใครคิดปกป้องเด็กเหล่านี้บ้าง ทำไมมาปกป้องคนป่วย
คนที่มันมีจิตป่วย จิตที่ทำร้ายสังคม ยืนยันว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่ทำแบบนี้ ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ทำใจเลยครับว่า
เด็กที่เกิดมาวันนี้ที่เลี้ยงด้วยป้อนนมไปด้วยความน่ารัก ร้องเพลงกล่อมด้วยความน่ารักกำลังจะติดยาในอนาคต
โดยเราไม่รู้ "เราทนได้ไม่ครับที่เราจะปล่อยสังคมอย่างนี้ ผมทนไม่ได้คนหนึ่ง"

"พวกที่ว่า ว่าผมเนี่ยรู้ไหมครับว่าจบวิชาอะไร ผมจบปริญาเอกทางกระบวนการยุติธรรมอาญา ผมเรียนมาหมดครับ
ปรัชญาความยุติธรรม ทำไมผมจะไม่เข้าใจ พี่น้องครับ ผมจะยืนหยัด ผมอยู่เฉยๆ เนี่ย ผมก็ไม่เดือดร้อนอะไร
แต่ถ้าผมจะมาเป็นนายกฯ นั่งอยู่เฉยๆ เนี่ย ผมอยู่บ้านดีกว่า ถ้าผมคิดว่าผมจะเป็นนายกฯ สิ่งที่ไม่ดีในสังคมผมยอมไม่ได้
ผมต้องสู้กับมัน บางคนบอกผมไม่กลัวหรือครับ ผมเจอทั้งเรื่องปราบปรามทุจริต ต้องปราบปรามยาเสพติด
ผมไม่กลัวอันตรายหรือครับ ผมถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยากได้ตัวผมไปเมื่อใดเขาเอาตัวไปทุกเวลา
ไม่จำเป็นต้องไปกลัวว่าใครจะฆ่าผมๆ ไม่กลัว พี่น้องครับเชื่อผมเถอะครับ ให้มันรู้ไปว่าสังคมไทยทำดีไม่ได้ดี
สังคมไทยภายใต้การนำของผม คนทำไม่ดีต้องได้ไม่ดี คนทำดีต้องได้ดีครับ
ไม่อย่างนั้นมันอยู่ไม่ได้แล้วครับ" นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่ง

พ.ต.ท.ทักษิณย้ำว่า เพราะฉะนั้นวันนี้ถือว่าประกาศแล้ว ผมยอมไม่ได้ ใครเข้าเกียร์ว่าง ใครไม่ทำงานโดนแน่
นี่ข้าราชการที่ถูกฆ่าตายจากการปราบยาเสพติด ผมจะต้องช่วยเหลือครอบครัวเขา คนที่บาดเจ็บจากการต่อสู้
กับยาเสพติดผมจะช่วยเหลือครอบครัวเขา เพราะผมถือว่าคนเหล่านี้คนนักรบที่บาดเจ็บล้มตายยามสงคราม
ต้องปูนบำเหน็จ แต่คนที่ทรยศต้องโดนดีแน่ เราปล่อยมามากแล้วถึงเวลาที่เราต้องจัดการเด็ดขาด
ถ้าเราไม่จัดการเด็ดขาดวันนี้ เราไม่มีโอกาสอีกแล้วครับ ผมไม่เชื่อว่ามีใครกล้าแล้ว ถ้าเรากล้าทำทั้งประเทศพร้อมๆ กัน
วันนี้ เอาอยู่ครับ ข้างบ้านผมจัดการเองถ้าพูดไม่รู้เรื่องผมมีวิธีพูดจนรู้เรื่อง ผมยอมไม่ได้หรอกครับที่จะให้ใครมารุกราน
ความมั่นคงของประเทศโดยการทำลายเยาวชนของประเทศเป็นล้านๆ อย่างนี้ และรัฐบาลนี้ไม่ได้ทำ 3 เดือนแล้วจบนะครับ
นี่คือบทที่หนึ่งนะครับ จบบทสุดท้ายต้องจบที่ว่าไม่มียาเสพติดเหลือในประเทศไทย ไม่มีพ่อค้ายาเหลือในประเทศไทย
นั่นคือบทสุดท้ายครับ


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ที่จริงเรื่องการฆ่าตัดตอน การทำร้ายกันในลักษณะนี้มีอยู่เรื่อยๆ
และหลายๆ เรื่อง เป็นปกติ ไม่ใช่จะมีเฉพาะช่วงสงครามยาเสพติดที่รัฐบาลประกาศปราบปรามอย่างเด็ดขาด
แต่พอนี่ปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เหมาพูดกันว่าเป็นเรื่องการยาเสพติด ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเป็นเรื่องนี้เสมอไปหรือไม่

"บางครั้งก็มีการโยนกลอง เพื่อให้มาเข้าเรื่องนี้ เพื่อลบล้างคดีไปได้ง่าย แต่ก็คิดว่าเป็นเพียงส่วนน้อยกว่าที่มีการพูดกัน
ไม่ทราบเหมือนกันว่าศัพท์ฆ่าตัดตอนนี้ใครนำมาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งในความจริงถ้าดูตามความหมายแล้วก็ไม่น่า
ที่จะถูกต้องเท่าไหร่" ปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุ

นายสมชายยังกล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้พิพากษามาก่อนเรื่องนี้จะมีต้องมีการพิสูจน์คดีฆ่าตัดตอนให้กระจ่างชัดและ
ชี้แจงให้ประชาชนทราบโดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้เรื่องฆ่าตัดตอนกำลังส่งผลเสียหายต่อภาพพจน์ของรัฐบาลเป็น
อย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ความรู้สึกของประชาชนที่กำลังเริ่มมองว่า รัฐกำลังดำเนินนโยบายทำให้ผู้บริสุทธิ์สูญเสีย



ที่มา : http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=4/Mar/2546&news_id=67397&cat_id=501

http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=787&forum=4&page=13&PHPSESSID=99af3359e625a488137b35ccb9a50269

UN เป็นพ่อพวกคุณหรือ!

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1223648692&grpid=01&catid=01

40 ส.ว.ร้องยูเอ็นให้รบ.หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชนสลายการชุมนุมพันธมิตร สหภาพฯกฟผ.เล็งตัดไฟสตช.

40 ส.ว.ยื่นจดหมายถึงยูเอ็น ช่วยหยุดยั้งรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย จากเหตุตร.สลายการชุมนุม
สหภาพฯกฟผ.เล็งตัดไฟ สำนักงานตำรวจ ส่วน สร.กฟน.ประกาศไม่เลือกอยู่ข้างใคร ยันไม่ตัดไฟทำชาวบ้านเดือดร้อน
พนักงานสอบสวนออกแถลงการณ์บ้าง บอกยินดีรับแจ้งความจากคนทุกสาขาอาชีพ ย้อนหมอประกาศไม่รักษาพยาบาล ตร.

40ส.ว.ร้องยูเอ็นรบ.ละเมิดสิทธิฯ

เมื่อ วันที่ 10 ตุลาคม กลุ่ม ส.ว.เคลื่อนไหวตรวจสอบรัฐบาลกรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่
7 ตุลาคม โดย 40 ส.ว.นำโดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกเป็นภาษาอังกฤษ
เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐบาลไทย ถึงนายโฮทายอง อลิซาเดห์
ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่สำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
ถนนราชดำเนินกลาง พร้อมรูปภาพเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม

โดยแปลเป็นภาษาไทยมีใจความว่า การประท้วงเกิดในวันที่นายสมชายพยายามแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
และสั่งใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมและยังมีปฏิบัติการที่ทารุณเกิดขึ้นตลอด ทั้งวัน ทำให้ประชาชาบาดเจ็บกว่า 400 คน
และเสียชีวิต 3 คน ความจริงแล้วรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย เลือดเนื้อและชีวิตได้


"ในฐานะที่ OHCHR เป็นหน่วยงานสำคัญของยูเอ็นที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้ OHCHR
ใช้ความพยายามในการกระทำอย่างเหมาะสมเพื่อหยุดยั้งและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย"
หนังสือระบุ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ล้วนแต่พยายามดึง UN เข้ามาแทรกแซงไทยทั้งสิ้น
ฉนั้น ทุกฝ่ายในไทยถูกบงการโดยคนกลุ่มเดียวกันและเป็นพวกเดียวกัน
อาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้โดยตามกระแสสังคมก็ตาม
จึงเรียกยุทธวิธีนี้ ว่า แยกกันเดิน ร่วมกันตี
เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์การเปลี่ยนไทยให้เป็นระบอบสาธารณรัฐ
โดยมีประธานาธิบดี และ การปิดล้อมจีนทางด้านใต้
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Fri Dec 18, 2009 3:12 pm

att พิมพ์ว่า:
40 ส.ว. ร้องยูเอ็นรบ.ละเมิดสิทธิฯ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม กลุ่ม ส.ว.เคลื่อนไหวตรวจสอบรัฐบาล กรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม โดย 40 ส.ว. นำโดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐบาลไทย ถึงนายโฮทายอง อลิซาเดห์ ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่สำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถนนราชดำเนินกลาง พร้อมรูปภาพเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม


นายสมชาย แสวงการ เป็นเพื่อนในกลุ่มสยามสามัคคีซึ่งประกอบไปด้วย
- นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา
- นายวรินทร์ เทียมจรัส สว.สรรหา
- พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช.
- พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ

หนูเห็นด้วยกับท่าน att ที่ว่า เขาแยกกันเดิน ร่วมกันตี ...แต่รู้สึกแปลกใจ ก็เขา (คุณสมชาย) เป็นเพื่อนกับ "เสธ.เจ้าพ่อการข่าว (ท่านนันทเดช)" เหตุไฉน จึงไม่ทราบความต้องการลึกๆ ของมหาอำนาจอเมริกา
ซึ่งระดับนี้ เขาน่าจะทันเกมส์กันอยู่แล้ว ....แปลกใจมากกกกกกกกกกซ์

รึจะเป็นพราะ...ทำอะไรไม่ได้ปรึกษาเพื่อนก่อน Rolling Eyes แค่นั้น
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 4:12 pm

พีพี พิมพ์ว่า:
att พิมพ์ว่า:
40 ส.ว. ร้องยูเอ็นรบ.ละเมิดสิทธิฯ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม กลุ่ม ส.ว.เคลื่อนไหวตรวจสอบรัฐบาล กรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม โดย 40 ส.ว. นำโดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐบาลไทย ถึงนายโฮทายอง อลิซาเดห์ ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่สำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถนนราชดำเนินกลาง พร้อมรูปภาพเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม


นายสมชาย แสวงการ เป็นเพื่อนในกลุ่มสยามสามัคคีซึ่งประกอบไปด้วย
- นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา
- นายวรินทร์ เทียมจรัส สว.สรรหา
- พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช.
- พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ

หนูเห็นด้วยกับท่าน att ที่ว่า เขาแยกกันเดิน ร่วมกันตี ...แต่รู้สึกแปลกใจ ก็เขา (คุณสมชาย) เป็นเพื่อนกับ "เสธ.เจ้าพ่อการข่าว (ท่านนันทเดช)" เหตุไฉน จึงไม่ทราบความต้องการลึกๆ ของมหาอำนาจอเมริกา
ซึ่งระดับนี้ เขาน่าจะทันเกมส์กันอยู่แล้ว ....แปลกใจมากกกกกกกกกกซ์

รึจะเป็นพราะ...ทำอะไรไม่ได้ปรึกษาเพื่อนก่อน Rolling Eyes แค่นั้น


http://www.pattayadailynews.com/forum/thai/show_topic.php?FTopicID=0000001495
สำนักข่าว Ghost Bat รายงานแว่วๆมาว่า


ในการประชุมที่สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย ในขณะนี้ มีนายตำรวจใหญ่จาก FBI ๒ คน

ได้เข้ามาคุมระบบการทำงานของประเทศไทย โดยได้มีการเชิญระดับผู้นำตำรวจของไทย

(เน้นเกี่ยวกับการสืบสวนโดยเฉพาะ) ไปประชุมที่อเมริกา ก่อนหน้าที่ จงรัก จะเข้ามารับตำแหน่ง

และหน่วยงานที่คุม นายตำรวจใหญ่จาก FBI คือ CIA

หลังจากนั้น ก็ปรากฎชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

เอ!! ชักสงสัยว่า นี่มันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่านะ!!!???


แปลกที่ ๒--> นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

มีตำแหน่งอะไร ถึงได้เข้าไปประชุมที่สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย


ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และ หัวหน้า FBI สหรัฐ

หรือว่า แท้จริงแล้ว การดำเนินการของกลุ่มพันธมิตรฯ (หรือที่ตามสื่อต่างๆ เรียกว่า ผู้ก่อการร้ายสากล)

เป็นแผนการดำเนินงานของ CIA เพื่อแบ่งแยกประเทศไทย และล้มสถาบันพระมหากษัตริย์--->รึเปล่า??

จากที่รู้มา CIA มีการดำเนินงานโดยใช้แผน Divided & Rules

เพื่อให้เข้าสู่แผนแม่บท นั่นคือ New World Order

ถ้างั้น อาจเป็นไปได้หรือไม่?? ที่ว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็น CIA ถ้าหากว่าไม่ใช่ งั้นก็ช่วยตอบหน่อยว่า

การเข้าไปประชุมฯ นั้น เข้าไปในฐานะอะไร

เกือบลืม!!! อยากรู้จริงๆ ว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ยังชีพด้วยอาชีพอะไร ถึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

แถมมีเบนซ์ขับอีกต่างหาก

จากข่าวที่แว่วมานี้ ---> จึงไม่แปลกใจว่า

๑. ทำไม กองทัพไทย จึงไม่สามารถขยับ หรือกระทำการใดๆได้ เพราะถ้าหากว่าขยับเพียงนิดเดียว

อาจส่งผลทำให้เงินช่วยเหลือกองทัพจากสหรัฐฯต้องถูกตัดออกไป
เพราะ CIA คือหน่วยงานของ USA

๒. ทำไม ตำรวจไทย ไม่ถือกระบอง แถมยังมีการปล่อยข่าวว่า เบื้องบนมีคำสั่งไม่ให้ตี

ตอนนี้ เข้าใจแล้วว่า เพราะ CIA ตัวดีนั่นเอง---> หรือว่าเข้าใจผิดไปหรือเปล่า ???

๓. นปก.(นรกป่วนกรุง ได้มีการเลื่อนฐานะภายหลังเป็น นรกป่วนชาติ(นปช.)) และ พธม.(ผู้ก่อการร้ายสากล)

จึงมีการสร้างภาพในทุกวิถีทาง เพื่อให้เห็นว่า เหตุการณ์ทุกอย่างนั้นมาจากเบื้องบน...ใช่ป่ะ???

บทสรุป พันธมิตรปฎิบัติการตามแผน CIA เพราะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ต่อต้านผู้ก่อการร้ายสากล

อย่างแข็งขันมาโดยตลอด กลับไม่มีหน่วยงานใดๆ ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่อต้าน

แม้แต่วิจารณ์พฤติกรรมการยึดสนามบินของพันธมิตรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผิดกฎหมายสากลโลก (International Law)

หมายเหตุ เนื้อหาในกระทู้นี้ เราให้เวลาผู้เกี่ยวข้องตามปรากฎนามข้างต้น ๒๔ ชั่วโมง

ในการออกมาแก้ต่าง หรือตอบข้อสงสัยให้กระจ่างทั้งหมด

หากภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ไม่มีการแก้ต่างใดๆ ถือว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือความจริง

คำตอบก็ตามที่หนู sunny เคยโพสท์ไว้ อยู่ที่ข้อ 1 จ้าหนูจ๋า
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 19, 2009 1:59 am

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000155111

"พล.ท.นันทเดช" เชื่อ "นช.แม้ว" ขายฝัน "ฮุนเซน" หลับหูหลับสู้ล้มรบ.ไทย

19 ธันวาคม 2552 01:07 น.


"อดีตทูตยูเอ็น" แนะรัฐ เตรียมคำตอบเคลียร์ "โสมแดง-สหรัฐ"
เรื่องบินขนอาวุธ เชื่อ ทุกฝ่ายเข้าใจเหตุผลไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อสัมพันธ์
ด้าน "พล.ท.นันทเดช" เย้ย "นช.แม้ว" ขายฝันลมๆแล้งๆ "ฮุนเซน"
ว่าอีกไม่นานล้มรบ.ไทยสำเร็จ ผู้นำเขมรจึงยอมทุ่มหมดหน้าตัก ชี้ รบ.ไทย
ไม่ต้องเปลืองแรงเกมนี้ ปล่อย "2 ทรราช" ดิ้นพล่านจนหมดกำลัง

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t620.htm


http://aryaforum.freeforums.org/indochine-s-portraits-t229-60.html
ต้องกลับมาถามทางฝั่งไทยเองว่าหวังจะมีเอกภาพกับอินโดจีนสักแค่ไหน โอกาสนั้นมีมานานกว่า 60 ปี
นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีมาตั้งแต่ยุคเสรีไทยเคยพยายาม แม้แต่ช่วยเวียดมินปลดแอก
แต่นั่นเล็กน้อยเกินไป แล้วขาดตอนไปนานเกินไปที่ทั้งสามชาติที่อยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจะเห็น
ความจริงใจจากผู้นำไทย

พอมาถึงสงครามเวียดนาม เจ๊ตทุกลำที่มุ่งหน้าถล่มเวียดนามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2508
(หลังจากสหรัฐหาเรื่องสำเร็จจากกรณีเรือแม๊ดด๊อกซ์ที่อ่าวตังเกี๋ย) ก็เป็นไปตามบัญชาของบันทึก
Dean-Rusk Thanat Communique 1962
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=12&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังต้องหาทางติดต่อประสานงานผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการ "คท."
เพื่อให้สามารถตกลงใจได้รวดเร็วทันเหตุการณ์ โดยข้าพเจ้าต้องทำความรู้จักและคุ้นเคยกับ
ฝ่ายเสนาธิการประจำตัว (คนสนิท) ของท่าน เช่น "ไพฑูรย์" คนสนิทของ พลเอกถนอม กิตติขจร
"สม" คนสนิทของ พลเอกประภาส จารุเสถียร "สรรเสริญ" คนสนิทของ พลอากาศเอก บุญชู จันทรุเบกษา และ
"อานันท์ คนสนิทของ พันเอกถนัด คอมันตร์เพราะ การส่งเอกสารทางราชการเพื่อการประสานงานนั้น
ย่อมจะไม่ทันกับเหตุการณ์ นอกจากเป็นเรื่องสำคัญก็จะยืนยันทางเอกสารภายหลัง การปฏิบัติเช่นนี้
ต้องอาศัยความเชื่อถือซึ่งกันและกันเท่านั้น ซึ่งนับเป็นโชคดีที่ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยกับฝ่ายเสนาธิการ
ที่เป็นคนสนิทของท่านผู้ใหญ่เหล่านี้มาก่อน จึงทำให้สามารถปฏิบัติงาน "ลับ" นี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี
แต่ข้าพเจ้าก็ต้องประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ตลอดเวลา
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.acassoc.com/o2/Newsdetail.asp?id=4635
เส้นทาง สู่ อำนาจ เส้นทาง อานันท์ ปันยารชุนเส้นทาง ถนัด-รัสก์

คอลัมน์ หักทองขวาง

ต้องยอมรับว่าการเรียบเรียงหนังสือ "อานันท์ ปันยารชุน ชีวิตความคิดและการงาน" โดย ประสาร มฤคพิทักษ์
มิได้เป็นการเรียบเรียงไปเรื่อยๆ ในลักษณะอนุกรม

ประการ 1 เป็นการเรียบเรียงจากคำบอกเล่าโดยตรงของ นายอานันท์ ปันยารชุน

ขณะเดียวกัน ประการ 1 เป็นการเรียบเรียงในลักษณะที่ผ่านการสังเคราะห์ วิเคราะห์จาก 2 ส่วนประสานเข้าด้วยกัน

ส่วนหนึ่ง เป็นของ นายอานันท์ ปันยารชุน เอง ส่วนหนึ่ง เป็นของ ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะ

การเรียนรู้ของ นายอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูงเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนนั้น คือ นายถนัด คอมันตร์

อย่าลืมเป็นอันขาดว่าในคณะทูตของไทยที่เดินทางไปประจำ ณ กรุงโตเกียว ภายหลังไทยประกาศสงครามกับ
สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปี 2485 นั้น เลขานุการประจำคณะคือ นายถนัด คอมันตร์

การที่ นายถนัด คอมันตร์ เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นเลขานุการทำงานใกล้ชิดกับตน
จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

ทรงความหมายมากน้อยเพียงใดขอให้ศึกษาจากข้อเขียนของ ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะในหนังสือ
"อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต ความคิดและการงาน" เล่มนี้ ดังนี้ วัน ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2505 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ พร้อมคณะ
คือ พล.ท.วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ เจ้ากรมข่าวทหาร และ นายอานันท์ ปันยารชุน ได้เดินทางไปพบ
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้


โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับไทยไว้พร้อมสรรพถึง 12 เรื่องด้วยกัน
รวมทั้งจดหมายถึง "จอมพล" ของไทย

ที่สำคัญ คือ "แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์" ลงวันที่ 6 มีนาคม 2505 ซึ่งระบุว่า

"สหรัฐอเมริกายืนยันอย่างหนักแน่นและเปิดเผยที่จะรักษาเอกราชและบูรณภาพของราชอาณาจักรไทย
เป็นสิ่งสำคัญขั้นชีวิต พร้อมทั้งแสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีแห่งสนธิสัญญาซีโต้
เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลประเทศไทยในการต่อต้านการรุกรานทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย
"

ในด้านหนึ่งนั้น คือ การเล่นเกม มีทางเลือก กับสหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่งเป็นการงัดข้อกับฝ่ายทหาร

นายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีโอกาสศึกษาวิทยายุทธ์จากบรมครู พ.อ.ถนัด คอมันตร์ อย่างใกล้ชิด และมีความหมายยิ่ง
กับตนเองในเวลาต่อมา
ไม่ว่าจะประเมินว่าการลงนามใน "แถลงการณ์ถนัด-รัสก์" จะเป็นการเล่นเกมมีทางเลือก
กับสหรัฐและนำเอาไพ่สหรัฐอเมริกามาต่อรองกับฝ่ายทหาร

แต่นายดีน รัสก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยืนยันต่อ
พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยว่า

"พันธกรณีของสหรัฐมิได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของประเทศภาคีสนธิสัญญาอื่นๆ ทั้งหมดก่อนหน้านี้
ทั้งนี้เพราะพันธกรณีตามสนธิสัญญานี้ เป็นทั้งเรื่องของแต่ละประเทศและทุกประเทศร่วมกันก็ได้
"

บทสรุปของ จุลชีพ ชินวรรโณ ก็คือ

แถลงการณ์ ถนัด-รัสก์ทำให้รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ซึ่งยึดอำนาจ
ทางการเมืองจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม) มีความมั่นใจในพันธกรณีของสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น


และได้ขยายขอบเขตความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา โดยประเทศไทยยอมให้สหรัฐอเมริกาสร้างและใช้ฐานทัพ
ในประเทศอีกหลายแห่งนอกเหนือจากฐานทัพอากาศที่ตาคลีและโคราชในค.ศ.1962 และนครพนมในค.ศ.1963


ต่อมา เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาททางการทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในเวียดนามเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากที่รัฐสภาสหรัฐอเมริกามอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจอห์นสัน
ดำเนินการทางการทหารตาม "มติอ่าวตังเกี๋ย" ใน ค.ศ.1964 แล้ว


รัฐบาลไทยภายใต้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจาก
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่กรรมก็ได้ร่วมกับสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น

จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2506

นั่นไม่เพียงแต่ นายถนัด คอมันตร์ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หาก
นายอานันท์ ปันยารชุน ก็ยังเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ


นายอานันท์ ปันยารชุน อยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2510


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=13&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อย่าแปลกใจที่วันนี้ ไทยกำลังเผชิญกับปีศาจอินโดจีนหลอกหลอน กี่หมื่นกี่แสนศพเวียดนามที่สังเวยให้
กับระเบิดที่หย่อนลงไปจากเครื่องบินที่ขึ้นไปจากอู่ตะเภา อุดร ตาคลี โคราช เริงนกทาอุบล เอ็นเคพี
นครพนม
เปล่า ผมไม่ห่วงว่าเขาจะมาแก้แค้น แค่สักวันหนึ่ง เขาอาจมาขอให้ไทยกล่าวคำขอโทษเหมือน
คนจีน เกาหลีเรียกร้องให้นายกญี่ปุ่นคนแล้วคนเล่าออกมาขอโทษ แค่นั้นก็เป็นชะ นักบาปติดตัวไปจนตายแล้ว
และผมก็ยังนึกไม่ออกว่า เมื่อถึงวันนั้นผู้นำไทยรุ่นหลังๆจะตอบว่าอย่างไร อาจบอกว่าไม่เห็นมีคนญวนตายสักคนก็ได้

ที่เหมือนกันคือ อเมริกาอยู่เบื้องหลัง
ใครเป็นคนยอมให้อเมริกาตั้งฐานทัพในไทยช่วงสงครามเวียดนาม
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 19, 2009 3:21 pm

att พิมพ์ว่า:http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091215/91105/%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7600%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99.html



วันที่ 15 ธันวาคม 2552 20:02

เผยจรวดปริศนามูลค่าราว600ล้านบาทคาดปลายทางอิหร่าน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นักวิเคราะห์คาด"อิหร่าน"จะนำไปผลิตขีปนาวุธ
ด้านแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญอาวุธ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เครื่องบินลำนี้น่าจะลำเลียงอาวุธไปประเทศอิหร่าน
เพราะเกาหลีเหนือเป็นประเทศเดียวที่ผลิตอาวุธขายให้กับอิหร่าน ซึ่งกำลังจะพัฒนาขีปนาวุธให้สามารถ
ติดหัวรบนิวเคลียร์ขนาด 1,000 กิโลกรัมได้ ถ้าพัฒนาสำเร็จอาวุธชนิดนี้จะมีอานุภาพทำลายล้างมากกว่า
อาวุธนิวเคลียร์ ทำลายล้างเมืองฮิโรฮิมา กับนางาซากิ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 2 เท่า จึงต้องให้เกาหลีเหนือ
ช่วยเหลือ แหล่งข่าวระบุอีกว่า น่าจะเป็นส่วนประกอบของขีปนาวุธรุ่นใหม่ชื่อ "TAEPODONG 2" ยิงได้ในระยะไกล
ถึง 6,000 กิโลเมตร ไกลกว่า "จรวดสกั๊ด" ทีมีระยะยิง 5,000 กิโลเมตร ก่อนหน้านั้นเกาหลีเหนือเคยผลิตขีปนาวุธ
"TAEPODONG 1" ยิงได้ไม่เกิน 2,900 กิโลเมตร ขายให้อิหร่านมาแล้ว สำหรับ TAEPODONG 2 ถ้ายิงจากเมืองเปียงยาง
อานุภาพการทำลายล้างสามารถครอบคลุมถึงอินเดียและญี่ปุ่น เป็นอาวุธที่ประเทศสหรัฐอเมริกากลัวมาก

เนื่องจากประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศนอกเหนือการควบคุมผลิตอาวุธสงครามจำหน่าย ส่วนสาเหตุเครื่องบิน IL76
ลำเลียงอาวุธสงครามดังกล่าวลงจอดสนามบินดอนเมือง เนื่องจากเครื่องบิน IL76 มีน้ำหนัก 72 ตัน บินได้ 3,000 กิโลเมตร
โดยไม่ต้องเติมน้ำมัน สามารถบรรทุกน้ำหนักได้เกินประมาณ 35-40 ตัน และเมื่อเครื่องบินบรรทุกน้ำหนักเกิน
ระยะทางการบินจึงลดสั้นลง ต้องแวะจอดพักเครื่องและเติมน้ำมัน ถ้าคำนวนจากระยะทางแล้วประเทศไทย
เป็นประเทศใกล้ที่สุด ส่วนทางการไทยสามารถตรวจพบเครื่องบินลำนี้ เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูล
เพราะจับตามาหลายครั้งแล้ว

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=634&forum=6&page=53&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.nationalreview.com/comment/comment-leskly052803.asp
May 28, 2003, 8:30 a.m.
Ending Hezbollah — Now
A key priority in the war on terror.
By Eric Leskly
ine days after Osama bin Laden's mujahedeen launched a surprise attack on the United States,
President Bush told the American public that "our war on terror begins with al Qaeda,
but it does not end there. It will not end until every terrorist group of global reach has been found,
stopped and defeated."


A logical next stop in the war on terror would be Hezbollah, a terrorist group of global reach,
which before September 11, 2001, was responsible for killing more Americans than
any other terrorist organization, including al Qaeda.


Even after 9/11, several prominent U.S. officials have suggested that Hezbollah could be
more dangerous than al Qaeda. CIA Director George Tenet testified to Congress that Hezbollah,
"an organization with capability and worldwide presence, is [al Qaeda's] equal,
if not a far more capable organization." Deputy Secretary of State Richard Armitage echoed this
when he stated that
"Hezbollah may be the 'A-team' of terrorists, " while "al Qaeda is actually the 'B-team.'"


Nineteen months of counterterrorism warfare have left al Qaeda seriously weakened
but not destroyed. The group's continuing ability to organize and launch attacks —
evidenced by the recent back-to-back bombings in Riyadh and Casablanca —
is in part due to the ascension of a new military commander. Following the capture of 9/11 mastermind
Khalid Sheikh Mohammed, intelligence suggests that Saif al-Adel has assumed command of
al Qaeda's military operations.


Adel is wanted by the FBI for the role he played in the 1998 embassy bombings in Kenya and Tanzania,
and was recently named as an unindicted co-conspirator in the bombing of the USS Cole in 2000.
The Washington Post also reported last year that Adel trained and fought with Somali guerrillas
against U.S. forces in Mogadishu in 1993.
According to Virginia-based Geostrategy-Direct,
"Adel has revived al Qaeda with new methods, operations and relationships with Islamic terrorist networks
throughout the world."


On May 18, the Washington Post reported on the belief among some in the administration that Adel
ordered the Riyadh bombing from Iran by giving a local al Qaeda cell support for the attack. Two days later,
Defense Secretary Rumsfeld said at a press briefing: "There's no question but that there are al Qaeda in Iran
countries that are harboring those terrorist networks and providing a haven for them are behaving
as terrorists by so doing."
Tehran sheltering — or even tolerating — Saif al-Adel would be
another severe indictment of Iran, already Hezbollah's patron and the world's leading state sponsor of terrorism.
Adel's presence in Iran would pose a greater threat to American security than that of Abu Musab Zarqawi
in Iraq, which was one of the key pieces of evidence the administration used to make its case for war against
Saddam Hussein's regime.
Adel assuming the throne is yet more ominous because of his connection
to Hezbollah, who trained him in their camps in the early 1990s. A government witness in the East Africa embassy
bombing trial testified that Adel was one of several al Qaeda operatives who received "very good" training from
Hezbollah in south Lebanon on "how to explosives [sic] big buildings."


The Washington Post has called Adel "a key figure in the tactical alliance between
al Qaeda and Hezbollah" which transcends the traditional divide between Sunni and Shiite Muslims.
This alliance goes all the way up al Qaeda's chain of command to bin Laden himself.

The 1998 indictment for the embassy-bombings trial states that "Usama bin Laden,
the defendant, and al Qaeda also forged alliances… with representatives of the government of Iran,
and its associated terrorist group Hezballah, for the purpose of working together against
their perceived common enemies in the West, particularly the United States."


This alliance dates back to 1994, when bin Laden met with Hezbollah commander Imad Mugniyeh in
Khartoum. Regarded by terrorism experts to be one of the most ruthless men on earth, Mugniyeh is also
alleged by the FBI to be the head of Hezbollah's security apparatus.
In those days,
al Qaeda was a novice in the world of global terrorism compared to Hezbollah: the latter had already
achieved major operational successes inside and outside of Lebanon, including bombing the U.S. embassy
in Beirut in April 1983, killing 241 U.S. Marines in the barracks bombing later that year,
and destroying the Israeli embassy in Buenos Aires in 1992.


A week after the 9/11 attacks, some members of the Bush administration had already begun
making the case for U.S. action against the terrorist camps in Lebanon's Bekaa Valley.

Throughout 2002 there were reports that an undetermined number of al Qaeda operatives
who had fled Afghanistan in the wake of the American victory had taken refuge in southern Lebanon,
Hezbollah's stronghold.


Hezbollah spiritual leader Hassan Nasrallah has been all too clear about his hatred
of the United States. A week before the war in Iraq began, he told a crowd of 10,000 in Beirut:
"In the past, when the Marines were in Beirut and their fleets were in the Mediterranean sea,
we screamed in the southern suburbs 'Death to America'…today, the region is being filled
with hundreds of thousands of American soldiers and fleets and 'Death to America' was,
is and will stay our slogan."
Nasrallah reiterated this point in a televised interview
with al Jazeera on May 8: "When one day a serious and real armed resistance begins, providing
that it is on a high level of sacrifice and readiness for martyrdom in any Arab country against U.S.
or other occupation forces, we will then see the weakness of the Americans."

Such statements from a man of Nasrallah's stature were sure to have consequences.
Not surprisingly, once the invasion of Iraq was underway, Hezbollah operatives crossed the Syrian border
to join the fight against coalition troops.
Hezbollah's audacity has not been deterred by
the American victory in Iraq or subsequent U.S. demands for Syria to cease its support for terrorist organizations.
Lebanese parliament member Mohammad Raad, who is also a member of Hezbollah, was quoted in the Jordanian
al Lewah as saying: "The pressures on Hezbollah [from the U.S.] will fade away soon, and the pressures on Syria
will not affect Hezbollah.
"
Yet Raad's prediction may have been overly optimistic. Until now,
the United States has avoided engaging Hezbollah directly, but the Bush administration's National Security Strategy
released in September 2002 has a clear mandate for preemption in dealing with terrorism. Specifically that
document states that "our best defense is a good offense" in fighting the war on terror,
which "will be fought on many fronts against a particularly elusive enemy over an extended period of time."

That same month — one year after the 9/11 attacks —
Deputy Secretary Armitage made it clear that this mandate
would govern U.S. policy towards Hezbollah:
"They have a blood debt to us and ... we're not going to forget it.
They're on the list, their time will come."


Eric Leskly is a terrorism analyst at the Investigative Project in Washington, D.C.

http://www.meib.org/articles/0311_ld.htm

Dossier: Issam Fares
by Ziad K. Abdelnour
Three years ago, Beirut's Daily Star wrote that Lebanese businessman
Issam Fares had a network of connections
with senior American officials
that "would make most people blush with envy." Widely credited (or discredited)
in Lebanon with convincing the first Bush administration to accept Syria's
occupation of Lebanon, Fares also cultivated a reputation in the United States
as a valuable interlocutor in negotiations with the late Syrian President Hafez Assad.
In reality, however, Fares is less the powerbroker he is often hyped to be than
an opportunistic middleman. One by one, to the chagrin of Damascus, his closest political
allies in the United States have abandoned their opposition to sanctions against
Syria in recent weeks.
Background
Issam Fares, a Greek Orthodox Christian, was born in 1937
in the northern Lebanese town of Bayno.

Although raised in a farming region, Fares dreamed of becoming a merchant.
At the age of 17, he began working as a clerk for a food services company, Abela Group,
and was promoted steadily. After earning a business degree from Tripoli College in 1953,
he moved to the Arab Gulf and became head of Abela's operations in Qatar. In the years to follow,
he managed its operations in Pakistan, Kuwait, Iran, and Saudi Arabia.
In 1975, as Lebanon began its descent into civil war, Fares left Abela Group and acquired controlling interests
in a diverse group of businesses that flourished during the oil boom in the Arab Gulf, such as the Netherlands-based
Ballast-Nedam, which grew to become one of the world's largest construction and civil engineering firms.
Through his Saudi contacts, Fares secured a number of conspicuously profitable contracts for Ballast-Nedam -
most notably, the building of a bridge connecting Bahrain to Saudi Arabia. He later sold the company to
British Aerospace and invested in a wide range of oil, real estate and media interests, with the Houston-based
Wedge Group as his primary investment vehicle.
Back in Lebanon, Fares' home region of Akkar was heavily occupied by Syrian forces. Although preoccupied
with managing and expanding his international business conglomerate, he made contact with senior Syrian military
officers in Lebanon and distributed handsome bribes in order to facilitate periodic visits to Akkar for his family.
Fares backed the late Phalange leader Bashir Gemayel's bid for the presidency (and contributed money to his
Washington-based advocacy group, the American-Lebanese League), but he was careful to hedge his bets and
developed a relationship with Maj. Gen. Ghazi Kanaan, the head of Syrian military intelligence in Lebanon.
Fares returned to Lebanon after the end of its bloody civil war in 1990, intent on converting his economic success
into political power. As a Greek Orthodox Christian, Fares faced three paramount obstacles. The first is that
the top three government positions in Lebanon - president, prime minister, and speaker of parliament -
are constitutionally reserved for the three largest religious groups in Lebanon - Maronite Christians, Sunni Muslims,
and Shiite Muslims, respectively. A member of the Greek Orthodox community, which comprises about 5%
of the population, is therefore barred from this ruling troika. Greek Orthodox Christians traditionally occupy
the largely ceremonial offices of deputy prime minister and deputy parliament speaker,
and at least one major cabinet portfolio.
Arelated obstacle is that the Greek Orthodox community in Lebanon is not concentrated in any one geographical area.
Unlike Druze leader Walid Jumblatt, whose constituents are heavily concentrated in two districts,
an aspiring Greek Orthodox politician cannot gain political power by appealing primarily to his own sect -
he must join electoral coalitions with other candidates. The fact that Fares is not from a prominent family
made this even more imperative. Fares also had to contend with the fact that rival Greek Orthodox politician
Michel Murr had, by the mid-1990s, already been awarded his sect's single allotment of prize political offices -
the powerful Interior Ministry - in return for his fidelity to Syria during the war years. Although Greek Orthodox Christians
are a minority in his home district of north Metn, Murr's control of the Interior Ministry allowed him to skew the electoral
process in his favor and win over constituents by delivering government services.

Fares' fortune nevertheless allowed him to make marginal inroads into Lebanese politics.
Much like other aspiring political elites, he acquired a stake in Lebanon's audio-visual media.
In 1995, he purchased a 10% share of Lebanese Broadcasting Corp. International (LBCI) in
what Agence France Press called "less-than-transparent circumstances"[1]
(his son, Nijad, recently purchased another 10% stake in the station). Fares also spent a considerable sum of money
on charitable projects in Lebanon, especially in his home district of Akkar. His enormous financial resources made him
an attractive electoral ally. In 1996, he won a seat in parliament after joining former Prime Minister Omar Karami
and Maronite feudal lord Suleiman Franjieh in an electoral coalition in northern Lebanon.
However, Fares would have remained a marginal political figure - one of many returning emigrants who bought
their way into parliament - had it not been for an even more powerful political asset that ingratiated him to Damascus.

Friends in Washington
As his business empire expanded after the mid-1970s, Fares came into close contact with
high-ranking politicians, mostly Republicans, in the United States.
In the late 1970s, for example,
he purchased a majority stake in the construction company of Joe M. Rodgers, a Nashville-based businessman
who became finance chairman of the Republican Party during the 1980 election campaign
and was credited with raising over $100 million from 1979-1984.
[2] In the late 1980s, as the Reagan and Bush administrations

sought accommodation with Syria, Fares acted as an intermediary.
His relationship with high-ranking politicians deepened in the 1990s.
When former President George Bush, whose administration tacitly
backed Syria's seizure of east Beirut,
visited the Persian Gulf
several years ago, he flew on Fares' private jet.

In 1996, Fares was a guest at the former president's Gridiron dinner
in Washington DC. In the summer of 1999, former Secretary of State
James Baker and Edward Djerejian, a former ambassador to Syria,
visited Lebanon and stayed at Fares' home.

William White, formerly the number two official at the Energy Department
during the Clinton administration, was appointed CEO of the Wedge Group by
Fares in 1997. White is now running for mayor of Houston, a position that could be
a stepping stone to running for governor.
The most visible link between Fares and the American political establishment is
the Issam M. Fares lecture series at Tufts University, which he endowed in 1994.
A succession of high profile American political figures have been paid handsomely to
speak at the annual event, which Fares himself presides over. Bush Sr. gave the inaugural lecture
in October 1994 and made it a point to praise Fares as an "exceptional man and worldwide benefactor"
who "has been doing much for his homeland" and hail Syria's role in the peace process as
"important to American interests." In October 1996, Baker spoke at Tufts, telling the audience that
"had it not been for Syria's approval and the positive position adopted by President Assad,
the peace process would not have been launched." Other prominent former US officials paid to speak
include former President Bill Clinton, former Senate Majority Leader George Mitchell, and Colin Powell.
Powell's appearance as keynote speaker just days before the US presidential election in November 2000
would later ignite controversy. Powell, who reportedly received twice his usual speaking fee to give the speech,
defended his decision after The Jerusalem Post broke the story in January 2001,[3]
insisting that he "was a private citizen at the time."[4]
But the former chairman of the Joint Chiefs of Staff during the first Bush administration had campaigned
for George W. Bush and was widely assumed to be his top choice for secretary of state at the time that
he gave the speech. "Anytime somebody is taking speaking fees or receiving money that comes from a source
that they are going to be involved with in their official function, it is a concern," said Larry Noble,
executive director of the Center for Responsive Politics, a non-partisan watchdog group.[5]

In response to allegations of influence buying, Fares boasted that "the Zionist lobby in the US and its agents
in the region felt displeasure and concern that certain Lebanese and Arab personalities have a friendly relationship
with some senior officials of the new American administration."[6]
Astonishingly, Powell made it a point to defend Fares, telling CNN, "It's really quite sad that this gentleman's name
would be sullied in [newspaper] articles."[7]

Nijad Fares
Since federal laws prohibit non-resident foreigners from directly making political contributions,
Fares has relied primarily on his son, Nijad, a businessman in Houston with non-citizen permanent resident status
in the US (which entitles him to make campaign donations), to buy influence in the United States.
Nijad first made headlines in the United States just as the controversy over Powell's speaking fee was dying down,
when it emerged that Bush's Presidential Inaugural Committee had listed a $100,000 donation from Issam Fares
(the maximum amount accepted by the committee) and another $100,000 donation from Nijad Fares'
Houston-based company, Link Group LLC, a manufacturer of components for water storage tanks.[8]

The appearance of Issam Fares' name caused an uproar. "This is someone with a very clear political objective
looking ahead at a new administration and trying to make a friendly gesture," said Larry Makinson,
a senior fellow with the Center for Responsive Politics, adding that "it could affect America's foreign policy."[9]
Bush's inaugural committee subsequently declared that the donation listed as coming from Issam Fares had,
in fact, come from Nijad, but The Washington Post nevertheless ran an editorial calling the donations an attempt
to buy influence: "The rules may be porous enough that the son could make campaign contributions even
if the father could not. But the principle is the same. A senior official of a foreign government with a major interest
in U.S. foreign policy makes or has made in his name a contribution sufficiently large that there is no way it can be
forgotten - and indeed, that has to be part of the intent. He sinks a hook in the people about to run the U.S. government."[10]
Nijad, for his part, gave an unlikely explanation for his decision to list the contribution in his father's name.
"This was Nijad's effort to have his father recognized," said his spokesman. "He was just trying to get his dad's name
mentioned in the program."[11]
Nijad has a long history of contributing to American politicians, mostly Republicans, and has made no secret
of his intentions to influence American Middle East policy. In a 1996 op-ed piece, he wrote that "even modest
contributions help ensure that Members of Congress and their staffs take phone calls and are more responsive to requests.
Furthermore, the contributor must make explicit an interest in Middle East-related issues."[12]
During the last seven years, Nijad Fares and his wife, Zeina, have made over $100,000 in individual campaign
contributions to American politicians.
The leading recipient of Fares' largesse was Energy Secretary Spencer Abraham, a former senator
who lost his bid for reelection in 2000. Abraham received $17,000 for his electoral campaign and political action
committee from Nijad and his wife, Zeina. Moreover, the American Task Force for Lebanon, of which Nijad is
a leading member and former president, donated $7,500.[13] Abraham repaid the favor during
his stint in the Senate. In 2000, he helped persuade the White House and fellow congressmen to double
Lebanon's annual aid package.
Others in congress involved in the appropriation of aid to Lebanon also received handsome contributions.
The chairman of the Senate Appropriations Subcommittee on Foreign Operations, Mitch McConnell (R-KY),
received $2,000 from Nijad and his wife. McConnell was described by one magazine as deserving a
"major part of the credit" for Lebanon's FY 2001 aid increase.[14]

Likewise, the chairman of the House Appropriations Subcommittee on Foreign Operations, Jim Kolbe (R-AZ),
received $2,000. Rep. Joe Knollenberg (R-MI), a major sponsor of aid of Lebanon, received $7,000 from Fares
and his wife. Another major recipient was Rep Marcy Kaptur (D-OH), the lead Democrat on the House Agricultural Appropriations subcommittee. In 2001, Kaptur was the chief architect of a US government aid package,
consisting of $8 million and 3,250 metric tons of soybean oil, to Hezbollah-controlled south Lebanon. According to
federal records, Kaptur received $6,000 from Nijad and Zeina Fares during the last three election cycles.
In addition to making sizeable (and in most cases the maximum allowable) individual contributions to these politicians,
it appears that Nijad may have persuaded friends and colleagues in the Houston area to make additional contributions.
During the last three election cycles, for example, Kaptur received $40,800 from other donors in Houston,
mostly Lebanese-Americans - an unusually large source of out-of-state contributions for a congressional candidate.
She did not receive any contributions from Lebanese-Americans in Michigan, where they comprise over 3% of
the population - this was clearly a Houston-based initiative, not a broader Lebanese-American initiative.

Ambitions in Lebanon
Fares' impressive network of friends and supporters in the United States made him a valuable asset for the Syrians,
giving a boost to his political ambitions. In October 2000, he was appointed deputy prime minister,
a ceremonial position previously occupied by Murr, whose excesses had so alienated the public that
he was forced to leave the cabinet. Although Murr's son, Elias, was allowed to replace his father as interior minister,
the appointment of Fares as deputy premier was seen as something of a demotion for the Murr family.
While Fares' new position brought him into the cabinet for the first time, it carried no formal responsibilities
and no control over expenditures - the lifeblood of patronage politics in Lebanon. In order to increase his influence
and stature and pave the way for the next step in his political ascent (control of a major ministry) Fares would have
to skillfully manage his relations with major political players in Lebanon - most notably President Emile Lahoud
and his arch-rival, Prime Minister Rafiq Hariri.
Since Fares had previously aligned himself with Karami and Franjieh, his relations with the prime minister
were strained from the beginning and he naturally gravitated toward Lahoud. Since most ministers
in charge of economic affairs are aligned with Hariri, Fares has become an important economic advisor to
the president and usually accompanies him when he travels abroad. Fares has also supported a bid by
Saudi Prince Al-Walid bin Talal, who is half Lebanese, to replace Hariri as prime minister. However,
his close relationship with Franjieh - health minister in the current cabinet and a presidential aspirant opposed to
the extension of Lahoud's term - illustrates that his political alliances, like his investments, are diversified.
While aligning himself squarely with Damascus, Fares has been careful to hedge his bets by building close
relationships with Christian religious leaders. Maronite Patriarch Nasrallah Boutros Sfeir regularly meets
with Fares and uses one of his private jets when he flies abroad.
Fares has also appealed to Christian sentiments by pressing Damascus to increase the power of his largely
ceremonial office. While his predecessor as deputy prime minister was allowed to sign decrees
when then-Prime Minister Selim al-Hoss was out of the country, this responsibility is not formally defined
under the law - Murr acted as a sort of "vice-prime minister" because of his close relationship with Damascus and Hoss.
Although Fares maintains that he too should exercise this responsibility,
Hariri has adamantly refused to allow this. Fares is not even allowed to occupy an office
in the Grand Serail, the headquarters of the prime minister and his staff. This drive to expand the official prerogatives of a traditionally Greek Orthodox post has won him some unlikely allies. Gibran Tueni, a Greek Orthodox opposition voice and editor of the daily Al-Nahar, has defended Fares on a number of occasions.[15]

Conclusion
Although Fares has made some impressive inroads into Lebanese politics,
he nevertheless remains a second-tier member of the governing elite.
His big break might have come earlier this year if he had managed to prevent
the White House and both houses of Congress from enacting the Syria
Accountability and Lebanese Sovereignty Restoration Act. Nijad Fares made
a valiant effort to do this. He was actively involved in planning public relations
visits to the United States by Syrian Foreign Ministry Spokeswoman Buthaina Shaaban and even organized a gathering of Lebanese-Americans to hear her pleas for support. ATFL organized visits to Damascus by several congressional delegations to hear Syrian
President Bashar Assad make his case. In September, Fares himself flew to the United States and met with Bush Sr., but to no avail - the administration of Bush Jr. announced its support for the bill the following month. Although congressmen who received contributions from Fares had initially opposed sanctions legislation following its introduction last year, all but one of them changed their positions as the bill gained steam in Congress. In fact, even ATFL assumed a "neutral" position so as not to appear ineffective in lobbying congress.
Notes

[1] "Lebanese army still deployed at TV station, holding nine employees," Agence France Presse, 15 March 2001.
[2] "Atypical Money-Raiser Delivers for the GOP," The New York Times, 30 September 1984.
[3] See Janine Zacharia, "Powell received large lecture fee from top Lebanese official," The Jerusalem Post, 7 January 2001.
[4] CNN, Inside Politics, 9 January 2001.
[5] The Jerusalem Post, 7 January 2001.
[6] The Daily Star (Beirut), 9 January 2001.
[7] CNN, Inside Politics, 9 January 2001.
[8] "Inaugural donation listing Lebanese government leader questioned," Houston Chronicle, 17 January 2001.
[9] The Wall Street Journal, 16 January 2001.
[10] "Where's the Outrage?" The Washington Post, 19 January 2001.
[11] Houston Chronicle, 17 January 2001.
[12] Detroit News, 16 December 1996.
[13] Roll Call (Washington DC), 18 January 2001.
[14] Few Surprises in Foreign Aid Bill; Lebanon Aid Upped, Washington Report on Middle East Affairs, December 2000.
[15] Al-Nahar (Beirut), 25 January 2001.


ฉ 2003 Middle East Intelligence Bulletin. All rights reserved.

อเมริกาประกาศว่า กลุ่ม Hezbollah เกี่ยวพัน กับ อิหร่าน และ อัลไกดา
เมื่ออาวุธที่จับได้ในไทยอ้างว่า ปลายทางอยู่ที่อิหร่าน จะกลายเป็น เหตุผลสำคัญ
ทำให้ อเมริกา ใช้กลุ่มก่อการร้าย (ที่อเมริกาสนับสนุนอยู่ลับๆ )
สร้างเหตุการณ์ในไทย เพื่อนำกองกำลัง UN เข้ามาอย่างสมเหตุสมผลก็เป็นได้
เหมือนกับ กรณีเหตุการณ์ อ่าวตังเกี๋ย ที่อเมริกาสร้างเรื่องขึ้นมา
ใช้เป็นเหตุผลในการส่ง นาวิกโยธิน เข้าสู่เวียดนาม และ บานปลาย
กลายเป็นสงครามเวียดนาม โดยใช้ไทยเป็นฐานทัพหลักในการถล่มเพื่อนบ้าน


http://jta.org/cgi-bin/iowa/news/article/20080108hezbollahrockets.html
http://www.worldnetdaily.com/news/article.asp?ARTICLE_ID=29959

Hezbollah has friend close to White House
Terrorist allies of al-Qaida supported by billionaire booster of Bush, Powell

Posted: December 12, 2002
1:00 a.m. Eastern

By Joseph Farah
© 2002 WorldNetDaily.com


  • Hezbollah, the Iranian-backed Shi'ite jihadist group based in Lebanon, is on the
    U.S. State Department list of international terrorist organizations.

  • Just yesterday, Canada officially added Hezbollah to its list of 14 terrorist groups banned from operating in the country.
  • According to intelligence experts, Hezbollah maintains an operational alliance with Osama bin Laden's al-Qaida terror network.
  • Hezbollah remains the prime suspect in the truck bombing of the Marine barracks
    in Lebanon in 1983 – a terrorist attack that killed 243.

  • Immediately after the Sept. 11 attacks on the United States, Hezbollah's Al Manar
    Television
    celebrated the events by replaying footage of the Sabra and
    Shatilla refugee camps in 1982 along with inflammatory speeches by the
    group's leader, Hasan Nasrallah, warning America's day of judgment
    would come.

Yet, a man with close financial and personal ties to the Bush administration
continues to use his influence to push for the dropping of Hezbollah from the terrorist list
and calls the group "a resistance party fighting the Israeli occupation."

That man in the middle is Issam Fares, deputy prime minister of Lebanon,
a self-made billionaire and a close associate of Maj. General Ghazi Kanaan,
head of Syrian intelligence in Lebanon and the man known as the "kingmaker" in
a small country dominated by Syria's occupying military forces.



Issam Fares
"It is a mistake to make a comparison between the al-Qaida network ...
and Hezbollah," Fares told Agence France-Presse last year.
"Hezbollah did not carry out any resistance operation against American interests in
Lebanon or abroad and did not target civilians in its resistance activities
as happened on Sept. 11 at the World Trade Center."

Fares, through his son, Nijad, a permanent resident alien of the U.S.,
and his U.S.-based businesses, has contributed heavily to the senatorial campaigns
of now Department of Energy Secretary Spencer Abraham. The family also contributed
$100,000 to the Bush inaugural. And Fares sponsored a speech by Secretary of State
Colin Powell at Tufts University for a reported $59,000.

Fares oversees a worldwide, diversified conglomerate of oil, real estate
and media interests. In 2000, he became deputy prime minister of Lebanon.

The family's main U.S. business holding is the Houston-based Wedge Group,
a big player in the oil services industry headed by William White, the former No. 2
official at the Energy Department during the Clinton administration.

That the Fares family is attempting to buy influence in high places in the United States
seems self-evident.
"Arab-Americans must substantially increase contributions
to political candidates," wrote Nijad Fares in an opinion page article for the Detroit News,
Dec, 16, 1996. "Even modest contributions help ensure that members of Congress and their staffs
take phone calls and are more responsive to requests. Furthermore, the contributor must make
explicit an interest in Middle East-related issues."

The connection between the Fares family and the Bush family precedes the current administration.
After leaving office in 1993, President George H.W. Bush received a $100,000 speaking fee from Fares.
He also made a trip around the Persian Gulf in Fares' private jet with the Lebanese businessman by his side.
Former Secretary of State James Baker also received a $100,000 speaking fee.

When the news of Fares' support of the inauguration broke in the Jerusalem Post in 2000,
Fares said he was happy with the "noble relationship" between himself and the Bush family.

"If the Zionist lobby and those revolving in its orbit are displeased with this relationship,
it's their own business," he told the paper. "Anyway, envy is a killer."

Beirut's Daily Star reported last year that Fares has cultivated a network of connections
with senior American officials that "would make most people blush with envy."

It's not unusual that a man of means like Fares would find friends in high places in America.
But it is Fares' allies in Lebanon – from Hezbollah to Kanaan – that make those connections shocking to some.
"Kanaan is the man who protects, assists and harbors most terrorists and terror-related organizations in Lebanon," explains Nagi Najjar, the spokesman for the Government of Lebanon in Exile,
a group fighting for independence from Syria. And, Hezbollah, he says, is "the father of all terrorism."
He charges that Hezbollah has sleeper cells planted around the world with a mission to target Jewish
and U.S. interests.
"Hezbollah is to the Shiaa Muslim world what al-Qaida is to the Sunni Muslim
world," he says. "They're a bunch of murderers structured in a terrorist, military organization, financed,
trained and manipulated by Syria and Iran. This terrorist organization must be neutralized, dismantled
and all its leadership arrested on charges of terrorism and subversion. Southern Lebanon has been transformed
into a major terror base whose sole objective is to torpedo, with the consent of other terror regimes in the area,
any U.S. peace initiative in the Middle East."

Najjar counters Fares' claim that Hezbollah is a local resistance movement by citing the group's actions
in hijacking planes, the bombing of the Marine barracks, the bombing of the U.S. and French embassies,
the kidnapping of foreign nations, including CIA operative William Buckley, and a bombing in Buenos Aires, Argentina.
According to the Middle East Intelligence Bulletin, Kanaan has the power to order
the arrest and indefinite detention of anyone in the country. He is deeply immersed in narcotics production
and trafficking in the Bekaa Valley and oversees counterfeiting and other illegal activities that have made him
a wealthy man. He reportedly holds great sway over all terrorist groups operating in Lebanon and all militia groups.
"He is the most feared man in Lebanon," wrote Daniel Nassif.

Fares called on Washington to remove Hezbollah from its terrorist list Nov. 10, 2001. A day later,
Hezbollah chief Nasrallah called on the international community to oppose the U.S. operation in Afghanistan
and said its purpose was to establish "American hegemony" over the world.

Bush and Powell have both praised Fares and denounced questions raised about his influence in Washington. Fares' companies around the world employ about 70,000 people and boast revenues in excess of $4 billion,
according to his
website. In 1987, his company increased its holdings in TVX Broadcast Group
of Virginia Beach, the largest owner of independent television stations in the United States reaching about 15 percent of U.S. households. Federal law prohibits foreign investors from controlling more than 20 percent of the voting stock of broadcast licensees.
Related stories:

Iran continues to train, arm Hezbollah
Hezbollah preparing chemical weapons?
Syria helps Iran arm Hezbollah


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sat Dec 19, 2009 9:15 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 19, 2009 3:42 pm

Immediately after the Sept. 11 attacks on the United States,
Hezbollah's Al Manar Television
celebrated the events by replaying footage of the Sabra
and Shatilla refugee camps in 1982
along with inflammatory speeches by the group's leader,
Hasan Nasrallah, warning America's day of judgment would come.



http://islamicrevolutionservice.wordpress.com/category/sabrashatila/

http://www.matichon.co.th/news_title.php?id=1172

'ไทยคม'พลาดปล่อยให้เครือข่ายก่อการร้ายระดับโลก เช่าสัญญาณ อ้างเพิ่งทราบก่อนยกเลิก

ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันอ้างผ่านเว็บไซต์ ดาวเทียมไทยคมให้ทีวี 'อัล มานาร์'
เครือข่ายก่อการร้ายระดับโลก
ถ่ายทอดข่าวสารถึงสมาชิกขบวนการทั่วเอเชีย ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง
ทั้งหาเงินทุน จี้รัฐบาลสหรัฐเรียกร้อง'รบ.ไทย'กับ'ชินคอร์ป'ยุติส่งสัญญาณ 'ชิน แซทเทลไลท์'
รับเดิมให้เช่าจริง แค่ทำธุรกิจ 1 เดือน ไม่เกี่ยวการเมือง สั่งยกเลิกบริการแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแอนดรูว์ ค็อคแรน ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายชาวอเมริกัน
เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 มกราคม ในเว็บไซต์เพื่อการต่อต้านการก่อการร้ายที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนร่วมกันจัดทำ
ขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคมนี้ ระบุว่า ไทยคม กิจการดาวเทียมเพื่อการสื่อสารในสัมปทานของรัฐ
ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเกชั่น ซึ่งเปลี่ยนชื่อจดทะเบียน
เป็นชินคอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) ในเวลาต่อมา เป็นผู้ดำเนินการถ่ายทอดสัญญาณของ
สถานีโทรทัศน์อัล มานาร์ ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ในเครือข่ายก่อการร้ายระดับโลก
ของทางการสหรัฐอเมริกา เพราะเชื่อว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นทั้งหน้าฉาก แหล่งแสวงหาเงินทุน
และช่องทางเผยแพร่ข่าวสารของขบวนการก่อการร้ายเฮซบอลเลาะห์ ในเลบานอน


รายงานข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานข่าวของสำนักข่าวมีเดีย ไลน์ ของอิสราเอลที่ตีพิมพ์
ในหนังสือพิมพ์เยรูซาเล็มโพสต์ เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา โดยอ้างข้อมูลจากแหล่งเดียวกันคือ
ศูนย์ข่าวกรองและข้อมูลของการก่อการร้าย (ไอทีไอซี) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเฮิร์ซลียา ประเทศอิสราเอล
โดย ดร.รูฟเว่น เออร์ลิค ประธานไอทีไอซีระบุว่า ไทยคม ถ่ายทอดสัญญาณสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว
ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา ตะวันออกกลางและพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคพื้นยุโรป
และระบุว่าไทยคมกลายเป็นช่องทางเดียวที่ทำให้อัล มานาร์ สามารถเล็ดลอดการปิดกั้นจากทั่วโลกได้
เพราะก่อนหน้านี้ดาวเทียมอื่นๆ ได้ยุติการถ่ายทอดสัญญาณให้กับอัล มานาร์มานานแล้ว


ด้าน มีเดีย ไลน์อ้างว่าได้สอบถามไปยังบริษัทแล้วได้รับคำตอบว่าจะมีการให้คำตอบเรื่องนี้
อย่างเป็นทางการในสุดสัปดาห์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในบริษัทบอกกับมีเดีย ไลน์ว่า
การตัดสินใจที่จะถ่ายทอดสัญญาณเพื่อการกระจายเสียงให้กับอัล มานาร์นั้นเป็นการตัดสินใจในเชิงธุรกิจ
แต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องกับการเมืองแต่อย่างใด และกล่าวด้วยว่า ทางไทยคมเห็นว่ารายการต่างๆ
ของอัล มานาร์ ถือเป็นข่าวสารและความบันเทิงเท่านั้น
ดร. เออร์ลิคกล่าวว่า อัล มานาร์
ถือเป็นเครื่องมือในการสื่อสารหลักของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ออกอากาศเนื้อหาที่ยั่วยุ ปลุกเร้าให้ต่อต้านอิสราเอล
และต่อต้านอเมริกัน พร้อมๆ กับเผยแพร่ค่านิยมที่เป็นแนวทางรุนแรงทางศาสนาของเฮซบอลเลาะห์

และการที่ไทยคมทำให้อัล มานาร์ออกอากาศได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ประชาชนในอินโดนีเซียและมาเลเซีย
2 ชาติมุสลิมสามารถได้รับข่าวสารดังกล่าวได้
มี เดีย ไลน์ระบุว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา
ตัดสินเมื่อเดือนธันวาคม 2547 ให้อัล มานาร์เป็นหนึ่งในองค์กรเพื่อการก่อการร้าย และนับตั้งแต่บัดนั้น ดาวเทียมในภาคพื้นยุโรป
อาทิ ฮิสปาแซทและยูทีแซท ได้ยุติการถ่ายทอดสัญญาณเพื่อการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้
ยังคงหลงเหลือเพียงไนล์แซท ดาวเทียมของอียิปต์ที่ครอบคลุมพื้นที่ในตะวันออกกลาง แอฟริกาและไม่กี่ประเทศ
ทางใต้ของยุโรป กับอาหรับแซท ดาวเทียมของกลุ่มประเทศอาหรับซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียงกัน

นาย ค็อคแรนยังระบุว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2549 กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา
ได้ประกาศให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้พร้อมทั้งบริษัท เลบานีส มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ให้อยู่ในบัญชีขององค์กร
และบริษัทเพื่อการก่อการร้าย
ขณะ ที่นายเลวีย์ ปลัดกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา
ระบุเหตุผลไว้ในประกาศว่า พนักงานของอัล มานาร์ทำหน้าที่เป็นเหมือนหน่วยสอดแนมล่วงหน้า
เพื่อการปฏิบัติการก่อการร้าย ของเฮซบอลเลาะห์ โดยอาศัยคราบของพนักงาน นอกจากนั้น
อัล มานาร์ยังหาทุนให้กับเฮซบอลเลาะห์โดยการโฆษณาทั้งในโทรทัศน์และผ่านเว็บไซต์
เรียกร้องให้บริจาคเงินเพื่อการดังกล่าว นอกจากนั้นยังสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายของปาเลสไตน์อื่นๆ อาทิ
ยักย้ายถ่ายเทเงินทุนนับแสนดอลลาร์ให้กับ ปาเลสไตน์ อิสลามิก จิฮัด (พีไอเจ) และกองทัพพลีชีพอัล อัคซา อีกด้วย


นาย ค็อคแรน ยังเรียกร้องให้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อการยุติ
การถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวของดาวเทียมไทยคม และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและบริษัท ชินคอร์ป ตระหนักว่า
การปล่อยให้ไทยคมดำเนินการเช่นนี้ต่อไปอาจส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ อีกเป็นจำนวนมากต้องเสียชีวิตลงเพราะการก่อการร้าย
ที่ไม่อาจยอมรับได้
ขณะ ที่แหล่งข่าวจากบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า
สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวได้ขอเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคมเพื่อเผยแพร่ ข้อมูลจริง ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการ
ตามกระบวนการทางธุรกิจ คือเปิดให้ทดลองส่งสัญญาณก่อน แต่ในระหว่างที่ได้มีการทดสอบกันอยู่ไม่ถึง 1 เดือน
ทางบริษัทได้มีการตรวจสอบและพบว่าเป็นการเช่าใช้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มก่อการร้าย
ขณะเดียวกันได้รับการสอบถามและแจ้งข้อมูลให้ทราบจากสำนักข่าวต่างประเทศ ทางบริษัทจึงได้สั่งระงับการทดสอบ
ส่งสัญญาณไปแล้วเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา

'ตอน แรกบริษัทไม่รู้ว่าเป็นการขอเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมเพื่อเผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มก่อการร้าย
รู้เพียงว่ามีลูกค้ารายหนึ่งจากต่างประเทศมาขอเช่าใช้บริการ ซึ่งก็ได้ทำตามขั้นตอน คือให้ทดสอบส่งสัญญาณก่อน
แต่ในระหว่างนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็มีการตรวจสอบเนื้อหาที่นำไปเผยแพร่ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่รู้ได้อย่างไรว่า
เป็นข้อมูลของกลุ่มก่อการร้าย แต่ในที่สุดก็ได้ยกเลิกการให้บริการไป'
แหล่งข่าวกล่าว


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แล้วทักษิณไปทำอะไรที่ เลบานอน ซึ่งมีนักธุรกิจที่มีอิทธิพล
ต่อการเมืองในเลบานอนและสนิทสนมกับ ตระกูล บุช


http://www.oknation.net/blog/sigree/2009/12/10/entry-1

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม 2552

ภาพ**ทักษิณ**ไปเยี่ยม ปธน.เลบานอน .........กับอนาคต



ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯไทย โชว์ภาพถ่ายคู่กับ H.E. Mr. Michel Suleiman ประธานาธิบดีเลบานอน
ที่ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ผ่านเว็บล็อกส่วนตัว โดยระบุว่าถ่ายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม
ที่ผ่านมานสพ มติชน ประจำวันที่ 9 ธค. 2552 เลบานอน ถือเป็นประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ที่ค่อนข้างยากจนจากภัยสงครามที่ยาวนาน และยังเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างคริส์ตและอิสลาม
ในระยะหลังทักษิณมักเลือกไปเยือนประเทศที่มีสภาพสังคนที่ไม่มั่นคงอาทิกลุ่มประเทศอดีตรัสเซีย
และเลบานอนซึ่งประเทศพวกนี้มีความชัดเจนมากว่า...........ต้องการเงินที่น่าสังเกตคือประเทศพวกนี้
จะอยู่ใกล้หรือติดต่อกับยุโรปเสมอ จึงชัดเจนในที่หมายใหม่เขา จะเป็นประเทศในแทบอดีตรัสเซีย

หรือประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตอนนี้เขาเยือน เลบานอนแต่ ด้วยความวุ่นวายภายในประเทศ
จึงเชื่อได้ว่าที่นี้จะไม่ใช่ที่หมายเขาเชื่อว่าครั้งหน้าอาจจะเป็น มอรอคโค หนึ่งในประเทศแทบเมดิเตอร์เรเนียน
ใกล้ยุโรปแหล่งการเงิน ไปมาง่ายประเทศที่เหมือนดูไบทุกประการ เว้นแต่ความร่ำรวย

http://www.voicetv.co.th/content/5980/%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99



http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/8580

วันก่อนก็ไปรัสเซีย รูปยังอยู่เลยสวยดี อกแม่งจะแตกมั้ยเนี่ย

เรียกทูตกลับบ้านให้หมด หนูมาร์คจะไม่คบมันแล้ว กษิตไปไหนวะรับบัญชา

รูปทักษิณในรัสเซีย









แถมยังไปรัสเซีย ตามมาด้วยการจับอาวุธ ที่อ้างว่ามาจาก พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย
และตามมาติดๆ ด้วย รัสเซีย ขายอาวุธ ล็อตใหญ่ให้เวียดนาม

อืมม...สงสัยว่าจีน รู้แล้วเฉยๆ ได้ยังไงหว่า ถ้าอาวุธที่ขายให้เวียดนาม
มีจุดประสงค์เพื่อเอาไว้รบกับจีน ในฐานะพันธมิตรที่ช่วยเหลือรัสซีย
หลังจากที่ถูกแบ่งประเทศ หลังสงครามเย็น


ดูท่าไทยจะรับศึกหนักแฮะ

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-80.htm


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm



http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm#5011

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:50:13 น.
มติชนออนไลน์

เวียดนามสั่งซื้อเรือดำน้ำ-เครื่องบินรบมูลค่าพันล้านเหรียญจากรัสเซีย

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามได้ทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินรบมูลค่านับพันล้าน
เหรียญสหรัฐจากประเทศรัสเซีย จากการเปิดเผยของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหงียน ตัน ดุง
โดยสัญญาดังกล่าวจะส่งผลเวียดนามกลายเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของ อุตสาหกรรมผลิตอาวุธรัสเซีย

ทั้งนี้การซื้ออาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การโต้เถียงกันเรื่องอำนาจ อธิปไตยระหว่างประเทศต่าง ๆ
ในเขตทะเลจีนใต้ มีมากขึ้น เพราะเวียดนาม จีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในเขตนี้ ต่างพากันกล่าวอ้างว่าตนเอง
เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนหมู่เกาะที่ อาจมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซ่อนแฝงอยู่

สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ของรัสเซียอ้างอิงแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า เรือดำน้ำที่รัฐบาลเวียดนามซื้อ
จากรัสเซียนั้นมีมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 66,000 ล้านบาท) ขณะเดียวกันสำนักข่าวดังกล่าว
ยังอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งว่า รัสเซียจะจัดส่งเครื่องบินรบจำนวน 8 ลำไปให้เวียดนามในปี พ.ศ.2553
และรัฐบาลเวียดนามกำลังตัดสินใจที่จะสั่งซื้อเครื่องบินรบรัสเซียเพิ่มอีก 12 ลำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนาม มีความวิตกกังวล
อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งเรือดำน้ำ น่าจะส่งผลให้เวียดนามมีอำนาจการต่อรองในทางทะเลสูงขึ้น


http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154229

เวียดนามเซ็นซื้อเครื่องบิน-เรือดำน้ำรัสเซียรับมือจีน

17 ธันวาคม 2552 14:55 น.



ภาพจากเว็บที่ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ถ่าย มีข้อมูลแต่เพียงว่าเป็นเรือดำน้ำโจมตีชั้นคิโล (แบบ 636) ยุคที่ 2 ของกองทัพเรือรัสเซีย
ปรากฏตัวในเขตทะเลดำ ปัจจุบันเรือดำน้ำในชั้นนี้ พัฒนาขึ้นมาถึงยุคที่ 3 ที่มีความยาวมากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น และ ติดอาวุธ
ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น สำนักข่าวในรัสเซียรายงานอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกลาโหมว่า นายกรัฐมนตรีเวียดนมกับรัสเซัย
ได้เซ็นความตกลงกันเพื่อซื้อเรือดำนน้ำชั้นนี้จำนวน 6 ลำ

ไซ่ง่อนหยายฟง/ASTVผู้จัดการรายวัน--เวียดนามและรัสเซียได้ลงนามในสัญญาซื้อขายอาวุธ
และข้อตกลงในด้านพลังงาน นิวเคลียร์ในวันอังคาร (15 ธ.ค.) ที่ผ่านมาในระหว่างการเยือนรัสเซีย
อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน (14-15 ธ.ค.) ของนายกฯเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ซึ่งนับเป็นสัญญาณ
ในการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างรัสซียกับเวียดนามฮานอย ที่เป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ครั้งรัสเซีย
ยังคงเป็นสหภาพโซเวียต


http://www.komchadluek.net/detail/20091219/41909/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A.html

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2552

สหรัฐชี้อาวุธถูกจับทีไทย-ส่งไปอาหรับ



คมชัดลึก :สำนักข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุ อาวุธผิดกฎหมายจากเกาหลีเหนือที่ถูกยึดได้ในประเทศไทย
กำลังถูกส่งไปที่ตะวันออกกลาง
(19ธ.ค.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ นายเดนนิส แบลร์ เขียนบทวิจารณ์ลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์
ฉบับเมื่อวานนี้ตามเวลาท้อง ถิ่นระบุว่า อาวุธผิดกฎหมายน้ำหนักกว่า 30 ตันที่ถูกลักลอบขนมาทางเครื่องบินจากเกาหลีเหนือ
และถูกจับได้ที่ประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีจุดหมายปลายทางที่ตะวันออกกลาง แต่ยังไม่ทราบว่าจะถูกส่งไปที่ประเทศใด
นับเป็นการให้ความเห็นครั้งแรกของเจ้าหน้าที่สหรัฐเกี่ยวกับจุดหมายของ การลักลอบส่งอาวุธครั้งนี้และเป็นการยืนยัน
บทบาทของสหรัฐในเรื่องนี้เป็น ครั้งแรกด้วย นายแบลร์ บอกด้วยว่า

การสกัดกั้นการขนอาวุธจากเกาหลีเหนือไปตะวันออกกลางได้ในครั้งนี้
เกิดจากการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในสหรัฐและต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงความร่วมมือของสำนักข่าวกรองในกลุ่ม 16 ประเทศ
หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 มีการเปิดโปงเรื่องการประสานงานที่ผิดพลาด
ในหน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐ ทำให้สภาคองเกรสต้องผ่านร่างกฎหมายยกเครื่องหน่วยงาน
ด้านข่าวกรองครั้งใหญ่ เพื่อให้มีการปรับปรุงข้อมูลข่าวกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


นายแบลร์บอกว่าผลจากการปฏิรูปครั้งนั้นทำให้เกิดผลสำเร็จแล้วมากมาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้
เขายังยกตัวอย่างด้วยว่า ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในหมู่นักวิเคราะห์ของสหรัฐ ช่วยเปิดเผยแผนการของอิหร่าน
ในการสร้างโรงงานนิวเคลียร์อย่างลับๆ แต่เหตุการณ์จิตแพทย์ของกองทัพสหรัฐกราดยิงเพื่อนทหารที่ฐานทัพฟอร์ต ฮู้ด
ยังแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องในด้านข่าวกรองที่จำเป็นต้องแก้ไขในอนาคต

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261232798&grpid=00&catid=

วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 22:50:15 น.
มติชนออนไลน์

สหรัฐฯสารภาพมีเอี่ยวยึดอาวุธสงครามในไทย "มาร์ค"ลั่นเป็นการส่งสัญญาณไม่ให้ใช้ทางผ่าน

ผู้อำนวยการข่าวกรองสหรัฐฯ สารภาพครั้งแรกมะกันมีบาทบาทสำคัญการยึดอาวุสงครามของไทย
เผยเป้าหมายส่งอยู่ที่ตะวันออกกลาง "มาร์ค" แจงเป็นการส่งสัญญาณไม่ให้ใช้ไทยเป็นทางผ่าน



เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายเดนนิส แบลร์ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ดีเอ็นไอ)
หน่วยงานประสานงานด้านการข่าว ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาหลังเหตุการณ์วินาศกรรมเวิร์ลด์เทรด เซ็นเตอร์
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544
เขียนบทความแสดงความคิดเห็น ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์
ฉบับประจำวันที่ 19 ธันวาคม เนื่องในวาระครบรอบ 5 ปีของการตรากฎหมายเพื่อการประสานงานหน่วยงานด้านการข่าว
ที่มีอยู่ 16 หน่วยงานของสหรัฐฯ โดยยกกรณีการตรวจจับอาวุธเกาหลีเหนือบนเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ อิลยูชิน-76
ในประเทศไทยว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ก ระหว่างหน่วยงานด้านการข่าวหลายหน่วยงาน
ทั้งในสหรัฐและประเทศพันธมิตร โดยอาวุธดังกล่าวมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ เอเอฟพีระบุว่า การกล่าวอ้างถึงการยึดอาวุธเกาหลีเหนือในไทยของนายแบลร์ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความคิดเห็น
ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกของรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางของอาวุธล็อตใหญ่บนเครื่องบินลำดังกล่าว
และเป็นการยืนยันการเข้ามามีบทบาทเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกอีกด้วย

"ขณะที่ความสำเร็จหลายๆ กรณีจำเป็นต้องรักษาเอาไว้เป็นความลับอยู่ต่อไป แต่มีหลายๆ อย่างที่สาธารณชน
สามารถรับรู้และควรรับรู้เกี่ยวกับผลของความเปลี่ยนแปลงที่มี และทิศทางของความพยายาม
รวมทั้งแหล่งทรัพยากรทั้งหลายที่สหรัฐมีอยู่"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
การแปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 ณ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก
แถลงผ่านระบบเทเลพรีเซ็นต์ มายังบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชั้น 28 อาคารดิออฟฟิตเคส
แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ย่านราชประสงค์ ถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า
ต้องทำลายอาวุธสงครามที่ทางการไทยยึดได้จากขบวนการค้าอาวุธต่างชาติ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค
โดยนโยบายของเรามีเพียงว่าเราจะทำตามข้อมติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และกฎหมายภายในของเรา
แต่เนื่องจากเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และตัวอาวุธมีความหลากหลาย จึงต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง

"ถ้าข้อมติบอกว่าต้องทำลาย เราก็ทำลาย แต่ถ้าบอกว่าเราเก็บไว้ได้ เราก็เก็บไว้ ไม่มีอะไรพลิกแพลง
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นต้องปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้ตอนแรกเราเข้าใจว่า
ไม่ใช่อาวุธร้ายแรงอะไรจึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการทำลาย แต่ตรงนี้ต้องตรวจสอบก่อน"

เมื่อถามว่า ถ้าจะมีการทำลายอาวุธจริง รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องมีความมั่นใจ
ในเรื่องความสามารถทางเทคนิค ส่วนค่าใช้จ่ายทุกอย่างต้องเรียบร้อยก่อน ทางยูเอ็นต้องมีความรับผิดชอบ
ที่จะช่วยดูแลเพราะถ้าทำลายก็ทำตามกติกาของยูเอ็น ทั้งนี้ไม่ทราบว่าถ้าทำลายจริงจะต้องทำภายในประเทศหรือไม่
เพราะต้องดูช่องทางและศักยภาพด้วย เพราะของแบบนี้ไม่ใช่โยนทิ้งถังขยะเฉยๆ

เมื่อถามว่า สามารถขยายผลได้แล้วหรือไม่ว่าอาวุธเหล่านี้มีปลายทางอยู่ที่ใด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
มันตอบยากเพราะเขาเติมน้ำมันบ่อย เครื่องบินบรรทุกของหนักมาก จึงเติมน้ำมันบ่อย เราจึงรู้แค่ว่า
เราจะไปเติมน้ำมันต่อที่ไหน ซึ่งยากที่จะรู้ว่าปลายทางอยู่ที่ใด เมื่อถามว่า ประเทศไทยถูกมองว่า
เป็นตลาดขนส่งอาวุธ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การที่เราปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ได้ว่า
เราไม่ใช่ตลาดทางผ่านของอาวุธ รัฐบาลพร้อมจะเป็นตัวอย่างของคนที่เป็นสมาชิกที่ดีของประชาคมโลก
เพราะฉะนั้นเหตุผลหนึ่งที่เราเดินหน้าทำเรื่องนี้ ก็เพื่อส่งสัญญาณว่าไทยจะไม่เป็นพื้นที่ เป็นตลาดหรือทางผ่าน
ถ้าเกี่ยวกับเรื่องของสันติภาพหรือการไปใช้อาวุธเพื่อความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคใดในโลก
นี่คือสัญญาณที่เราส่งไปชัด ซึ่งเราหวังว่าจะทำให้ปัญหาของการใช้เส้นทางประเทศไทยลดน้อยลงไป
เป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามทำทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ซึ่งเราเดินหน้าจริงจังในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านบอกว่ารัฐบาลไทยกำลังจะชักศึกเข้าบ้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
รัฐบาลทำไปโดยไม่ได้มีการไปเกี่ยวพันอะไรกับความขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการที่เครื่องบินเข้ามา
แล้วมีข้อสงสัยก็ตรวจสอบและเมื่อตรวจสอบแล้วก็ปฏิบัติตามข้อมติ เราไม่ได้ไปว่าอะไรใคร
และข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เรายังไม่มีการไปกล่าวหาใครทั้งสิ้น เราทำหน้าที่ของเราเท่านี้
เราอยู่บนความพอดี

"ผมคิดว่าถึงเวลาที่คนไทยและประเทศไทยจะต้องมีบทบาทชัดเจนในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมโลก
ถ้าเราคิดเพียงว่าอะไรเราก็ไม่ทำ แม้เป็นหน้าที่เราก็ไม่ทำ ซึ่งมันไม่ช่วยภาพลักษณ์ของไทยเลย
และจากคำถามดังกล่าวก็สะท้อนว่ามีคนมักกล่าวหาประเทศไทยว่าเป็นทางผ่านยาเสพติด การค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ
ซึ่งรัฐบาลชุดนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เราทำด้วยความรอบคอบเพียงพอ
ที่จะไม่ลากให้เรื่องเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งกับใคร"


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Dec 20, 2009 1:05 am, ทั้งหมด 5 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Sat Dec 19, 2009 5:39 pm

Shocked ข่าวเมื่อ 19 ธันวาคม 2552 08:13:43 Shocked

กองกำลังอิหร่าน บุกยึดพื้นที่บ่อน้ำมันของอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างข้อพิพาทแย่งชิงกรรมสิทธิ์
โฆษก กองกำลังสหรัฐ เปิดเผยกับ สำนักข่าวต่างประเทศว่า กองกำลังอิหร่าน ไม่ทราบจำนวนได้ข้ามพรมแดน มายังพื้นที่ภาคใต้ของอิรัก ก่อนปักธงชาติอิหร่าน เหนือพื้นที่บ่อน้ำมันฟัคคาห์ ในจังหวัดเมย์ซาน ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 300 กม. และอยู่ห่างจากพรมแดนอิหร่านเพียง 500 เมตร

ด้านโฆษกกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า กองกำลังอิหร่าน ข้ามพรมแดนเข้ามาและยึดครองบ่อน้ำมันของอิรักจริง แต่ย้ำว่า บ่อน้ำมันดังกล่าวอยู่ในพื้นที่พิพาทแย่งชิงกรรมสิทธิ์กันอยู่ พร้อมยืนยัน จะใช้มาตรการทางการทูตจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ใช้กำลังทหาร

http://www.innnews.co.th/around.php?nid=202932

Shocked ตามด้วย 19 ธันวาคม 2552 07:46 Shocked

สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้น หลังกองกำลังอิหร่านบุกยึดบ่อน้ำมันในอิรัก

สัญญา น้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 34 เซนต์ ปิดที่ 74.42 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในกรอบ 73.55 - 75.65 ดอลลาร์.......

http://www.posttoday.com/breakingnews.php?id=81425

หนูคิดแบบเด็กๆ นะ ขำๆ ...อเมริกากลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจประเทศตัวเอง
โดยอาจรู้จากสายข่าวเชิงลึก มานานแล้วว่า อิหร่านจะหาเรื่องยึดบ่อน้ำมันอิรัก (แต่คงไม่รู้เวลาที่แน่นอน)
...เลย ตัดตอนเส้นทางลำเลียงอาวุธซะเลย อิอิ
Laughing
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 19, 2009 9:33 pm

พีพี พิมพ์ว่า:

หนูคิดแบบเด็กๆ นะ ขำๆ ...อเมริกากลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจประเทศตัวเอง
โดยอาจรู้จากสายข่าวเชิงลึก มานานแล้วว่า อิหร่านจะหาเรื่องยึดบ่อน้ำมันอิรัก (แต่คงไม่รู้เวลาที่แน่นอน)
...เลย ตัดตอนเส้นทางลำเลียงอาวุธซะเลย อิอิ
Laughing

อืมม...แต่ความจริงก็คือ อเมริกานั่นแหละ
ที่เป็นเจ้าของอาวุธต่างหาก อันนี้ไม่ได้คิดเล่นๆ จ้า


ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข กฏแห่งไตรลักษณ์สอนเราให้รู้จัก การก่อเกิด การดำรงอยู่ และการสูญสลายไป
อันเป็นสมมุติทั้งสิ้น ฉะนั้น หากในเวลาอนาคตจะมีสมมุติอันใดที่จะแก้ไขความสับสนทั้งหลายในบ้านเมืองนี้
ผมก็ใครขอเสนอ

1. ร่วมใจกันทุกคนทุกจังหวัดทุกพื้นที่ลงนามถวายฏีกาในนามของคนไทย 64 ล้านคน
เพื่อขอพระราชทานการตัดสินพระราชหฤทัยยุติปัญญาทุกสิ่งในแผ่นดิน และ
น้อมรับใส่เศียรเกล้าปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยใดๆ

2. ยกเลิกระบบการเมืองไทยไปเลยแล้วถวายคืนพระราชอำนาจในกิจการทั้งหลายของแผ่นดิน
คืนสู่สถาบันพระมหากษัตริย์

3. ทำสงครามกันเองแบ่งแยกแผ่นดินไปตามก๊กตามเหล่าพวกใครพวกเขาฆ่ากันไปซักไป 10 - 20 ปี
จนกว่าจะมีคำตอบว่า ใครคือคนสุดท้ายที่จะสามารถยืนหยัดเพื่อเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ว่าจะในฐานะอะไร

4. เตรียมตัวถูกฆ่าล้าง โ ค ต ร กันให้สิ้นไปแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดย กองกำลังอิสระที่จะล่าสังหารทุกคน
ที่ทำตัวมีปัญหากับการสร้างบ้านแปลงเมือง ให้เป็นแผ่นดินธรรมของผู้ปกครองที่ทรงเปี่ยมด้วย
ทศพิธราชธรรมและพระบารมี

5. สวดภาวนากันไปจนถึงวันที่รู้ว่าประเทศนี้จะเป็นอย่างไร สิ้นชาติแบบไหน ใครเป็นใคร

มีคำกล่าวถึง กัป หนึ่ง กัป ที่ทุกสิ่งจะต้องถูกทำลายลงไปเพื่อเริ่มต้นใหม่ตามความเชื่อของพรหมณ์ที่ว่า

กัป หมายถึง กาลกำหนด, ระยะเวลายาวนานเหลือเกิน ที่กำหนดว่าโลกคือสกลจักรวาฬประลัยครั้งหนึ่ง
(ศาสนาฮินดูว่าเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของพระพรหม) ท่านให้เข้าใจด้วยอุปมาว่าเปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วน
กว้าง ยาว สูงด้านละ ๑ โยชน์ ทุก ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง
จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวนานกว่านั้น; กำหนดอายุของโลก;
กำหนดอายุ เรียกเต็มว่า อายุกัป เช่นว่า อายุกัปของคนยุคนี้ ประมาณ ๑๐๐ ปี
- 1.an aeon; world-aeon; world-age; world-cycle; world-period.
2.the life-term; life-period; the duration of life.

ผมมองเห็นภาพลางๆ ของเทพผู้เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง กำลังจะเริ่มเต้นระบำ
และเมื่อพระองค์ทรงเริ่มขยับพระวรกายนั้น อาจหมายถึง จุดจบ ของ ชีวิตที่ไม่สมควรอยู่ ให้หนักแผ่นดิน

และเพื่อเบิกหนทางของพระโพธิสัตว์เจ้าที่จะมารับหน้าที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าในอนาคตในใกล้นี้
เห็นควรต้องเตรียมพร้อมกันหน่อยล่ะครับ ผู้ใดมีธรรม ธรรมย่อมรักษาตัวของผู้นั้น เพื่อรับการทดสอบครั้งสำคัญ
บนโลก บนขอบเขตแผ่นดินที่เรียกว่า ประเทศไทย บททดสอบเฉพาะกิจของชนชาติไทย ที่อาศัยในดินแดนนี้
ใครจะสามารถรอดอยู่เป็นคนสุดท้าย

ขอธรรมจงรักษาท่านผู้ประพฤติธรรมและเดินตามรอยพระบาทของพ่ออยู่หัวตลอดกาล

สุกฤษณ์ อุดมเดชวัฒน์ ( ธุลีพระบาท )

11 มีนาคม 2550
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 3:15 pm



http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=3404&ipagenum=

อย่าบ้า

อังคาร ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒

เสาร์ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลาเย็นมากแล้ว

นิติภูมิกำลังทำงานที่บ้านลาดกระบังกับหัวหน้าสำนักงานตัวแทนของสำนักข่าวโนโวสตี้แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย
พร้อมเพื่อนชาวโปแลนด์ และออสเตรเลีย เมื่อมี
‘เบรกกิ้งนิวส์’ แจ้งว่า ‘จับขีปนาวุธมหาภัยลอตใหญ่ขนจากเกาหลีเหนือ’

คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ๔ เครื่อง ถูกนำมาตั้งเพื่อตรวจสอบกับทางมอสโกอย่างฉับพลันทันที
เราคิดว่าการจับครั้งนี้น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังพอสมควร การตรวจสอบและโต้ตอบกันระหว่างกรุงเทพกับกรุงมอสโก
เริ่มตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น.ของคืนวันเสาร์ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ และไปเสร็จสิ้นเอาในเช้าวันอาทิตย์


๑. เครื่องบินที่ถูกจับเป็นแบบอิลยูชิน ๗๖ ผลิตในสหพันธรัฐรัสเซีย เจ้าของเครื่องเป็นบริษัทเอกชนในสาธารณรัฐคาซัคสถาน
แต่ตัวเครื่องจดทะเบียนในสาธารณรัฐจอร์เจีย และถูกใช้งานในจอร์เจียไม่ได้ใช้ในคาซัคสถาน


๒. ลูกเรือให้การว่า เครื่องบรรทุกอาวุธจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และเมื่อเย็นวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒
ผมอ่านจากสื่อมวลชนไทยและเทศที่อ้างแหล่งข่าวจากตำรวจกองปราบบอกว่า กัปตันเป็นชาวเบลารุสชื่อ มิคาอิล เปตูคอฟ
อายุ ๕๔ ปี เป้าหมายของการส่งของคือ อูเครน กัปตันปฏิเสธว่า ตนไม่ทราบว่า สินค้าที่ขนจากเกาหลีเหนือเป็นอาวุธ
เห็นแต่เป็นเพียงกล่องไม้ยาวๆ


๓. เครื่องบินบินลำเปล่าจากอูเครนไปเติมน้ำมันที่สาธารณรัฐฐอาเซอร์ไบจาน จากนั้นบินไปจอดที่สหรัฐอรับเอมิเรตส์
และมาจอดอีกครั้งที่กรุงเทพฯ ก่อนบินต่อไปยังเกาหลีเหนือ เมื่อรับสินค้าเรียบร้อยแล้ว ก็บินมาเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ


เพื่อที่จะบินต่อไปที่สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ก่อนจะกลับอูเครน

๔. ขณะนี้ ลูกเรือทั้ง ๕ คน ถูกกล่าวหาว่า ‘ให้การเท็จ’ เพราะใบสำแดงสินค้าระบุว่าเป็นเครื่องมือขุดเจาะดิน
แต่สินค้าที่แท้จริงเป็นอาวุธ ‘พยายามส่งอาวุธเถื่อนผ่านไทย’ และ ‘มีอาวุธสงครามในการครอบครอง’


๕. ลูกเรือมีอายุตั้งแต่ ๕๓-๕๘ ปี ดูจากภาพในหนังสือพิมพ์ก็รู้ว่าเป็นนักบินทหารอาวุโส โดยมีชาวเบลารุสเป็นกัปตัน
ส่วนชาวคาซัคอีก ๔ คนเป็นลูกเรือ สถานเอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำไทยขอประกันตัว แต่ทางราชการไทยปฏิเสธ


๖. จอร์เจียเป็นศัตรูกับรัสเซีย เมื่อสิงหาคม ๒๕๕๑ ก็มีการสู้รบกันหนัก จอร์เจียประเทศเล็กกล้าหาญชาญชัย
รบกับประเทศใหญ่รัสเซีย เพราะได้สหรัฐอเมริกาหนุน และได้อาวุธจากอูเครน
ผมจึงไม่เข้าใจว่า
ทำไมไอ้เครื่องบินบ้าลำนี้ซึ่งขนอาวุธเถื่อนมาเต็มลำ จึงเลือกบินมาเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ แถมยังทะลึ่งเติมถึง ๒ ขา
ทั้งขาไปและกลับ แทนที่จะเลือกเติมน้ำมันที่พม่าหรือจีน ในข่าวบวงนอกบอกว่าลงฉุกเฉิน หรือ
emergency landing
แต่ข่าววงในบอกว่า อ้า ไม่ใช่การลงฉุกเฉิน


๗. หากขนอาวุธไปที่อูเครน ก็เหมือนส่งอาวุธให้จอร์เจีย

๘. สื่อมวลชนหลายฉบับนำคำพูดของนักการเมืองและข้าราชการไทยระดับสูงมาลงว่าการจับกุมครั้งนี้
เป็นผลงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐ อเมริกาและรัฐบาลไทย ต่อมาเมื่อเวลา ๒๒.๐๐ น.
ของคืนวันเสาร์ สถานเอกอัครราชทูตอเมริกันออกมาปฏิเสธข่าวว่า
‘ไม่ทราบเรื่อง’ หลังจากนั้น
เว็บไซต์ที่แพร่คำให้สัมภาษณ์ของผู้ใหญ่ทางฝ่ายไทยลบข่าวเรื่องการปฏิบัติ
การร่วมระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาทุกเว็บ แต่พวกเราได้เซฟเว็บเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมด


๙. เป็นไปได้ว่า สหรัฐอเมริกาทราบอยู่แล้ว ว่าจะมีการขนอาวุธมาลงที่ประเทศไทย
แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำให้สหรัฐอเมริกาจึงต้องปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องการจับกุมครั้งนี้หรือกลัวว่าตนจะเสียหน้า


๑๐. โดยปกติ เรื่องที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับการก่อการร้ายทั้งหลายทำให้แผ่นดินไทยวุ่นวาย ขายปลาช่อนมากอยู่แล้ว
ไม่ว่าเรื่องการปิดสถานทูตอิรักประจำประเทศไทยโดยคำแนะนำของเอกอัครราชทูตอเมริกัน การจับกุมนายฮัมบาลี
ผู้ก่อการร้ายหมายเลขหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การจับนายวิคเตอร์ บุท
นักขนส่งทางอากาศชาวรัสเซีย ซึ่งทางการและประชาชนคนรัสเซียยังโกรธรัฐบาลไทยจนกระทั่งปัจจุบันทุกวันนี้ ฯลฯ


๑๑. หากจุดหมายปลายทางของอาวุธอยู่ที่อูเครนจริง นั้นหมายความว่า นับต่อแต่นี้ไป ราชอาณาจักรไทย
จะถูกผูกระโนงโยงเยงกับปัญหาขัดแย้งระหว่างอเมริกา อูเครน จอร์เจีย และรัสเซีย โดยไม่ได้ตั้งใจ
หรือเพราะความอยากดังของไอ้ปี๊ด


๑๒. รัฐบาลไทยควรให้ผู้เชี่ยวชาญภาษารัสเซียเข้าไปอ่านเว็บไซต์ของรัสเซีย ซึ่งขณะนี้เรื่องการจับเครื่องบินลำเลียง
แบบทหารที่สนามบินดอนเมืองเป็นหัวข้อที่ร้อนที่สุด และอาจจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ได้


๑๓. นายเวฬุพิลัย ประภาการันต์ ผู้นำกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมถูกยิงตายกลายเป็นผีไปอยู่ที่ปิตติวิสัยในแดนเปรตแล้ว
กบฏในศรีลังกาไม่มีแล้ว การต่อสู้ไม่มีแล้ว ไอ้เครื่องบินบ้าลำนี้จะบรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปศรีลังกาเพื่อหา
‘หอก’ อะไร?

http://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1197.htm
ตึงเครียดหนัก!รัสเซียส่งกำลัง-รถถังมุ่งตอบโต้จอร์เจียถล่มแคว้นกบฏ


รถถังราว 50 คัน รถบรรทุกและทหารรัสเซีย กำลังมุ่งหน้าไปยังเซาท์ออสเซเตีย

url]http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000093916[/url]

ตึงเครียดหนัก!รัสเซียส่งกำลัง-รถถังมุ่งตอบโต้จอร์เจียถล่มแคว้นกบฏ

เอเอฟพี - ประธานาธิบดี มิคาอิล ซาคาสวีลี กล่าวเมื่อวันศุกร์(โลกจะตกอยู่ใน "ปัญหา" หากว่ารัสเซีย
เพิกเฉยต่อการโจมตีภายในประเทศของเขา ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเครมลินอ้างได้รับรายงานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ในเซาท์ออสเซเตีย ท่ามกลางการรุกรานของจอร์เจียเพื่อยึดดินแดนที่แยกตัวออกมาและถูกควบคุมโดยกลุ่มกบฏคืน

กองทัพจอร์เจียบุกโจมตีเซาท์ ออสเซเทีย ซึ่งเป็นดินแดนของกลุ่มกบฏอย่างรุนแรง ใกล้เมืองทซฮินวาลี
ตลอดคืนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

หัวหน้ากองกำลังรักษาสันติภาพของจอร์เจียกล่าวว่า รัฐบาลตัดสินใจที่จะฟื้นคำสั่งตามรัฐธรรมนูญในภูมิภาค
ซึ่งแยกตัวออกจากการควบคุมของรัฐบาลทบิลิซีเมื่อต้นทศวรรษที่ 1990 โดยการส่งกองกำลังไปล้อมดินแดนดังกล่าว
แต่ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะจู่โจมเมืองทซฮินวาลี เพียงแต่ต้องการที่จะลบล้างจุดยืนของกลุ่มหัวรุนแรง

ด้านนายกรัฐมนตรีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งเดินทางไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกในกรุงปักกิ่ง
ได้ประณามการโจมตีเซาท์ออสเซเตียของเจอร์เจียว่าเป็นการกระทำที่แข็งกร้าว ซึ่งบีบให้รัสเซียต้องตอบโต้
ด้วยการได้ส่งเครื่องบินซูฮอย-24 จำนวน 3 ลำไปยังจอร์เจีย และเครื่องบิน 1 ในนั้นได้ทิ้งระเบิด 2 ลูกลงใกล้กับ
สถานีตำรวจคาเรลีของจอร์เจีย

ขณะที่เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ระบุว่าได้รับรายงานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในหมู่บ้านในเซาท์ออสเซเตีย
ดินแดนที่ถูกจอร์เจียรุกราน "เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับล้างเผ่าพันธุ์ในหลายหมู่บ้านในเซาท์ออสเซเตีย จำนวนคนอพยพ
มีมากขึ้นและวิกฤตด้านมนุษยชาติกำลังปรากฎรางๆ"

"เราคือประเทศที่รักอิสรภาพซึ่งตอนนี้ถูกโจมตี" ประธานาธิบดีจอร์เจีย มิคาอิล ซาคาสวีลี กล่าวถึงการสู้รบที่ขยายตัวขึ้น
ในจอร์เจียกับกลุ่มกบฏฝักใฝ่มอสโก ในเขตปกครองตนเองเซาท์ออสเซเตีย ซึ่งอยู่ในสาธารณรัฐจอร์เจีย
และอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในรัสเซีย

"มันเหมือนการโจมตีเข้าสู่ในอัฟกานิสถานในปี 1979 มันเหมือนเชกโกสโลวาเกีย เมื่อครั้งที่รถถังโซเวียตและรัสเซีย
เคลื่อนตัวเข้าไป" เขากล่าวกับซีเอ็นเอ็น "ถ้าพวกเขายังเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ในจอร์เจีย โลกจะตกอยู่ในปัญหา"

นอกจากนี้เขายังกล่าวหารัสเซียว่ากะเก็งเวลาโจมตีจอร์เจียในช่วงเริ่มต้นกีฬาโอลิมปิกสัปดาห์นี้
"ทำไมถึงเลือกช่วงเวลานี้ ลองดูซิ โอลิมปิกเกมส์ ไม่มีใครสนใจการเมือง ยังมีการเลือกตั้งสหรัฐฯ
แน่นอน...ผู้ตัดสินใจส่วนใหญ่เดินทางไปเพื่อพักผ่อน มันเป็นเวลาที่หลักแหลมในการโจมตีประเทศเล็กๆ"

เขาอ้างอีกว่ารัสเซียเตรียมการโจมตีครั้งนี้มานานหลายปี ส่วนหนึ่งเพราะความใกล้ชิดของจอร์เจีย
ที่มีกับชาติตะวันตกและสหรัฐอเมริกา


โฆษกรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของจอร์เจียอ้างว่ากองทัพอากาศของพวกเขา ได้ยิงเครื่องรบ 2 ลำของรัสเซียตก
ระหว่างสู้รบเมื่อวันศุกร์ "เรือรบรัสเซีย 2 ลำ ถูกยิงร่วงโดยกองทัพอากาศจอร์เจีย"

ทั้งนี้รัสเซีย ยืนยันว่าได้ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าไปในเซาท์ออสเซเตีย เช่นเดียวกับสื่อมวลชนแดนหมีขาว
ที่รายงานว่าขบวนรถทหารรัสเซียได้เข้าไปใน ดินแดนดังกล่าว ขณะที่เอเอฟพีระบุว่ารถถังราว 50 คัน
รถบรรทุกและทหารรัสเซีย กำลังมุ่งหน้าไปยังเซาท์ออสเซเตีย


สภาพรถถังที่เกิดจากการปะทะกันในออสเซเตีย

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000093940

รัสเซีย-จอร์เจียจ่อสงครามหลังปะทะเดือดในแคว้นกบฏ
เอเอฟพี - รถถังและทหารรัสเซียคืบคลานเข้าไปในเซาท์ออสเซเตีย ซึ่งแยกออกมาจากจอร์เจีย เมื่อวันศุกร์(
เพื่อขับไล่การรุกรานของจอร์เจีย ที่ประกาศกลับมาควบคุมดินแดนดังกล่าวอีกครั้ง ท่ามกลางการปะทะกัน
ซึ่งอ้างกันว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนแล้ว

ทหารรัสเซียเคลื่อนขบวนรถถังและกำลังพลเข้าไปยังเมืองเอกของเซาท์ออสเซเตีย เพื่อปกป้องพลเมืองชาวรัสเซีย
ในพื้นที่ ภายหลังจากกองกำลังจอร์เจียปฏิบัติการโจมตีเซาท์ออสเซเตียอย่างหนักในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
โดยหวังควบคุมดินแดนแห่งนี้ ที่ประกาศไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลจอร์เจียมาตั้งแต่ช่วงหลังปี 1990

สำนักข่าวของรัสเซียรายงานว่า "เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด" ระหว่างทหารรัสเซียที่ประจำการในเซาท์ออสเซเตีย
กับทหารจอร์เจีย ในแถบชนบททางตอนใต้ของทซฮินวาลี เมืองหลวงของเซาท์ออสเซเตีย ขณะความมืดเข้าปกคลุมเมือง

มอสโกประกาศปกป้องพลเมืองชาวรัสเซียในทซฮินวาลี ที่ตกอยู่ท่ามกลางกระสุนกองปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ
ของจอร์เจียที่ ปฏิบัติการถล่มเซาท์ออสเซเตียอย่างหนักเพื่อลบล้างจุดยืนของกลุ่มกบฎผู้ฝักใฝ่มอสโก --
ซึ่งนับเป็นการสู้รบครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามแบ่งแยกดินแดนแห่ง นี้ช่วงปี 1992-1994

ประธานาธิบดีมิคาอิล ซาคาสวีลี แห่งรัสเซียกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า "ทหารจอร์เจียกำลังควบคุมดินแดนเกือบทั้งหมด
ของเซาท์ออสเซเตียยกเว้นยาวา" เมืองทางเหนือของทซฮินวาลี "เรากำลังควบคุมทั้งหมดของทซฮินวาลี " เขากล่าว
แม้ว่าไม่นานหลังจากนั้นกลุ่มกบฏได้ออกมาอ้างเช่นกันว่าพวกเขาก็ยึดพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

ซาคาสวีลี กล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 30 ราย แต่ผู้นำของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เอดูอาร์ด โคคอยตี บอกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต
ในวันศุกร์สูงกว่านี้มา "ผู้คนเกือบ 1,400 รายเสียชีวิต " โคคอยตี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์
"จะมีการตรวจสอบข้อมูลนี้ แต่นี่คือจำนวนคร่าวๆ บนพื้นฐานข้อมูลที่สัมพันธ์กัน"



โฆษกรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของจอร์เจียอ้างว่ากองทัพอากาศของพวกเขาได้ยิงเครื่องรบ 5 ลำ
ของรัสเซียตกระหว่างสู้รบ แต่ทางมอสโกปฏิเสธ

"เราคือประเทศที่รักอิสรภาพซึ่งตอนนี้ถูกโจมตี" ประธานาธิบดีจอร์เจีย มิคาอิล ซาคาสวีลี กล่าว
ถึงการสู้รบที่ขยายตัวขึ้นในจอร์เจียกับกลุ่มกบฏฝักใฝ่มอสโก ในเขตปกครองตนเองเซาท์ออสเซเตีย
ซึ่งครึ่งหนึ่งอยู่ในสาธารณรัฐจอร์เจียและอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในรัสเซีย

ก่อนหน้านี้กองทัพรัสเซียเปิดเผยว่าทหารรักษาสันติภาพรัสเซียมากกว่า 10 นาย ถูกสังหารในทซฮินวาลี
หลังถูกปืนใหญ่ของฝ่ายจอร์เจียยิงเข้าใส่ที่มั่น

ด้านสหรัฐฯ -- ผู้สนับสนุนจอร์เจียเสนอตัวเข้าร่วมเป็นชาติสมาชิกนาโต
-- กล่าวว่าได้เร่งเจ้าหน้าที่ทูตเดินทางไปยังพื้นที่เพื่อจัดตั้งทีมร่วมกับ ตัวแทนของสหภาพยุโรปในความพยายาม
เป็นนายหน้าโน้มน้าวให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง

"เราเรียกร้องทุกฝ่าย รวมไปถึงชาวจอร์เจีย ชาวเซาต์ออสเซเตียและชาวรัสเซีย ลดการขยายตัวของสงคราม
และหลีกเลี่ยงการปะทะกัน" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเผย "เรากำลังพยายามทำงานอย่างประนีประนอม
สำหรับการหยุดยิง"

ภาพข่าวของสถานีโทรทัศน์ ปรากฎภาพรถถัง กำลังทหารติดอาวุธและรถบรรทุกของรัสเซียมุ่งหน้าไปยังออสเซเตีย --
ตัดสลับกับภาพทหารภาคพื้นดินของจอร์เจียกำลังโจมตีที่มั่นของกลุ่มกบฏ

ตามท้องถนนของทซฮินวาลี -- เมืองที่มีพลเมืองอาศัยอยู่ราว 20,000 คน -- รถถังไฟลุกท่วม ผู้หญิงและเด็กวิ่งหนี
หาที่กำบังด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในออสเซเตียรายงานว่าเห็นผู้หญิง เด็กและคนชรา
นั่งรถบัสมุ่งหน้าไปยังพรมแดนรัสเซีย หลบหนีการต่อสู้

นายกรัฐมนตรีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งเดินทางไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกในกรุงปักกิ่งได้ประณาม
การโจมตีเซาท์ออสเซเตียของเจอร์เจียว่าเป็นการกระทำที่แข็งกร้าว ซึ่งบีบให้รัสเซียต้องตอบโต้

"พวกเขาเริ่มต้นความเป็นปกปักษ์ด้วยการใช้รถถังและปืนใหญ่" อดีตประธนาธิบดีผู้ยังมีอำนาจในเครมลินกล่าว
"มันน่าเศร้า แต่นี่จะเป็นการกระตุ้นมาตรการแก้เผ็ด"




http://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1224.htm
Ugly Kremlin ... (2008)

On Thursday, August 7th, Georgian armed forces entered into the breakaway region of South Ossetia
to assert Georgian governance of the region - a de facto (yet largely unrecognized) independent republic that
has support from neighboring Russia. Russia responded on August 8th by sending its own military into Georgia -
not only into region of South Ossetia - but also into the nearby breakaway republic of Abkhazia and deeper
into Georgia itself. Many Airstrikes and ground skirmishes have taken place since, with several parties calling for
a cease-fire, but no agreement as yet. Those paying the highest price for the war are the South Ossetian civilians,
which may have suffered (depending on who is reporting) between 100 and 2,000 deaths to date.

** คำบรรยายภาพค่ะ **

A convoy of Russian troops makes its way through the Caucasus Mountains toward the armed conflict
between Georgian troops and separatist South Ossetian troops, in the South Ossetian village of Dzhaba
on August 9, 2008. Georgian President Mikheil Saakashvili declared a "state of war" as his troops battled it out
with Russian forces over the breakaway province of South Ossetia. (Dmitry Kostyukov/AFP)



Last month, separatist authorities in the Georgian breakaway region of South Ossetia arrested four Georgian soldiers
in Tskhinvali on July 8, 2008. South Ossetian authorities said they had arrested the soldiers amid heightened tensions in
the mountainous province. The soldiers were later released. (KAZBEK BASAYEV/AFP/Getty Images) ...ตามภาพค่ะ



Russian troops stand on a tank near a herd of cows during their journey through the mountains toward
the armed conflict between Georgian troops and separatist South Ossetian troops, in the South Ossetian village
of Dzhaba on August 9, 2008. (Dmitry Kostyukov/AFP)

แต่ บางคนเขาบอกว่า ภาพพวกนี้ เกินจริง และเป็นความพยายามจะสื่อออกมาให้เห็นว่า

ปูติน โหด เลว เร็ว

โดยมีสื่อร่วมกระบวนการนี้ด้วย แพร่ภาพที่น่ากลัวออกไป ให้คนรู้

รัสเซีย อาจขอบคุณ อยู่ในใจว่า ยังดีที่ตอนนี้มีโอลิมปิค ทำให้ ข่าวเรื่องนี้ ไม่เป็นที่จับตามากเกินไป

คนในรัสเซียบางคนบอกว่า เขาไม่เห็นว่ารัสเซียผิดตรงไหน แล้วก็สงสัยนักว่า
ทำไมคนทั้งโลกจะต้องกลัวการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของรัสเซียหากจะมีอีกครั้ง

ซึ่งเขาบอกว่ามันคงเป็นไปไม่ได้

รัสเซีย อาจต้องการพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำมัน ในภาวะที่ราคาพลังงานแพงเอาๆ

สหรัฐ ก็มีความต้องการตีกัน แล้วอาจเกิดเหตุเหมือนกับ ที่เคยในอัฟกานิสถานหรือเปล่า

หยิบอาวุธส่งให้คนอัฟกัน ยิงเครื่องบินรัสเซียตก ไล่หมีขาวออกไป แล้วก็เสียพื้นที่ให้ อัลไคดา มาแทนที่

จะเป็น Charlie Wilson's War ภาพสองหรือเปล่า ต้องคอยดูกัน

Putin’s goal is to occupy and unite all 15 states into Soviet Union (Estonia, Latvia, Lithuania, Belarus,
Ukraine, Moldova,Georgia, Armenia, Azerbaijan, Turkmenistan, Uzbekistan, Tajikistan, Kyrgyzstan, Kazakhstan)
another Putin’s aim is to get an access to Adriatic sea, which is working now with Podgorica in Montenegro,
and he will not stop. Putin has an extremely cruel and vicious character (another Milosevic),
that will destroy Russia politically and economically.
Putin idea of invasion must be stopped with dialog and if necessary with force. The World doesn’t need any leader
with uncivilized nature and uncivilized quality. His act in Georgia is cruel and brutal and must stop.

แต่บางคนกลับบอกว่า รัสเซียกำลังทำหน้าที่เป็น Peace Maker อยู่ค่ะ

การตั้งหัวเรื่องเลยสับสนว่า ใครจะ ทุเรศที่สุดก็ไม่รู้ บูช ปูติน หรือ ...?...

สงคราม เป็นอะไรที่สกปรก แต่มีที่สกปรกกว่าคือ นักการเมือง

แล้วพวกนี้ก็เป็นคนส่งคนไปตายในสงคราม ค่ะ



A South Ossetian doctor stands next to a wounded man in the basement of a destroyed hospital
in Tskhinvali on August 10, 2008. (Dmitry Kostyukov/AFP/Getty Images)




Russian military transport planes land in Sukhumi airport in Sukhumi, Georgia, Sunday, Aug. 10, 2008.
More Russian troops arrived in the capital of Georgia's breakaway province of Abkhazia in addition to peacekeepers
deployed there for more than a decade, heading toward the border with Georgia. In a potential widening of the conflict
in nearby South Ossetia, separatist authorities in Abkhazia have mobilized the army and called up reservists to drive
Georgian government forces from a small part of the province still under Georgian control. (AP Photo/Vladimir Popov)

Bodyguards escort Georgian President Mikhail Saakashvili, center, to shelter under
a threat of Russian air attack in Gori, Georgia, Monday, Aug. 11, 2008. (AP Photo/Sergei Grits)

ภาพนี้ค่ะ มีคนก่นว่า ปธน. Saakashvili เป็นนักแสดงมืออาชีพ เพราะว่า คนหลังๆ ไปทางขวามือ ตามภาพนี้ มีอาการหัวเราะร่า

เลยกลายเป็นกล่าวหาว่า มีคนวางยา ปูติน ค่ะ


A car passes as fire engulfs the woods near the Georgian town of Gori, just outside the breakaway
province of South Ossetia, Sunday, Aug. 10, 2008. Georgian troops retreated from South Ossetia on Sunday
and their government pressed for a truce, overwhelmed by Russian firepower as the conflict threatened to set off
a wider war. (AP Photo/Sergei Grits)

..ภาพนี้สงสัย โตโยต้า เป็นสปอนเซอร์ รู้สึกจะเป็น Prado ละมั้ง (อิอิ)

อ้าวจะโดนด่าว่า คนเขากำลังมีทุกข์ดันมีอารมณ์ล้อเล่น

โธ่เอ๊ย บ้านเราก็ทุกข์เหมือนกันนะ ที่น่าเจ็บใจกว่าที่นั่นเสียอีก

ตรงนั้น เขาทำเพื่อหาผลประโยชน์ เข้าประเทศ จากคนอื่น แต่บ้านเรามันเอาประเทศไปหาประโยชน์ร่วมกับคนอื่น

คิดทีไรเจ็บจี๊ด ทุกที


A Georgian man rides a three-wheeled vehicle as he flees in South Ossetia near the village of Troiavi
on August 10, 2008. Russian troops are heading towards the Georgian town of Gori, which Georgian forces are
positioned to defend, Georgia's national security council chief Alexander Lomaia said Sunday. (DIMITAR DILKOFF/AFP)

...คนนี้ กำลังขี่รถหนี ไม่ได้แผนที่สามสิบหก เพราะเวลานี้ ไม่ได้คิดแผนอะไร ของซุนวู

แต่ใช้ทฤษฎีการเอาตัวรอด A Struggle for Survival ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

ไม่ว่าใครผิดใครถูก ก็ขอให้ท้ายที่สุดพวกที่นิยมก่อกรรมเป็นอาชีพ ต้องพ่ายไฟกิเลสตัณหาของตัวเอง

คนบริสุทธิ์ทุกคนบนโลก จะต้องเป็นผู้ชนะในบั้นปลาย

โดย MI-6 [16 ส.ค. 2551 , 19:40:22 น.]


http://www.asiantribune.com/news/2009/10/20/detained-marines-carrying-us-military-plane-allowed-fly

The grounded US plane
The detained marines-carrying US military plane allowed to fly

By Gopal Ethiraj
The US chartered plane carrying American marines among 205 passengers to Bangkok,
which was ordered by authorities to land at Mumbai airport for flying over Indian airspace
without getting mandatory military clearance, took off on Monday after being grounded for over 33 hours.
The aircraft was ordered to land in Mumbai on Sunday after it entered Indian airspace as
there was some confusion about its call sign, a Mumbai airport official said.
The US military chartered Boeing 767 plane, belonging to North American Airlines,
was on way from Fujiriah in the UAE to Utapao in Bangkok. It landed at Mumbai airport
at 0752 hours yesterday and was parked at a remote bay.
After clearance of necessary regulatory permissions and payment of navigational charges,
the aircraft was allowed by Indian Air Force (IAF) and Directorate General of Civil Aviation (DGCA)
to resume its flight, also following a probe, according to a Mumbai Air Traffic Control (ATC) official.
Foreign military aircraft have to obtain two sets of clearances before flying over India.
As the aircraft was carrying military personnel, it should have obtained Air Operation Routing
clearance (AOR), needed for a military aircraft.
Hence the aircraft when it entered Indian air space,
the IAF ordered it through radio communication to land in Mumbai.
This is the fourth incident of a foreign aircraft violating rules relating to obtaining
of clearance to fly over Indian airspace or other disputes since June this year.


On June 20, a Ukrainian-made military cargo aircraft AN-124,
chartered by US defence forces
for flying out military equipment from
its base in Diego Garcia Island to Kandahar in Afghanistan
,

was caught in a similar situation. The IAF had ordered it to land in Mumbai.
It was detained for 24 hours and was asked to fly out after it obtained necessary clearance.

http://en.wikipedia.org/wiki/Antonov_An-124


http://en.wikipedia.org/wiki/Ilyushin_Il-76


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Dec 20, 2009 3:54 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 3:34 pm

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091220/91823/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98-40-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1.html

วันที่ 20 ธันวาคม 2552 07:43

ไขปมอาวุธ 40 ตัน ผ่าวิธีการองค์กรอาชญากรรม

โดย : วิศิษฎ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์ ปกรณ์ พึ่งเนตร



เหตุการณ์จับอาวุธ สงครามล็อตใหญ่น้ำหนักร่วม 40 ตัน จากเครื่องบินลำเลียงขนาดยักษ์อิลลูชิน 76
คาท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่เพียงสร้างกระแสฮือฮาในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลกด้วย แม้วันนี้หลายภาคส่วน
ในสังคมไทยจะยังเถียงกันไม่จบใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ สมควรเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้ใช้เองหรือทำลายทิ้งทั้งหมด
กับผลกระทบจากการจับอาวุธล็อตใหญ่จะย้อนศรมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศของเราหรือไม่...
ทว่าประเด็นที่สำคัญกว่าน่าจะอยู่ที่การ "แกะรอย" เพื่อไขความกระจ่างของอาวุธของกลางทั้งหมด
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อหาทางรับมือ
อย่างเหมาะสมต่อไป ปริศนาที่ต้องช่วยกันไขมีอยู่ปลายปม ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินที่ใช้
เป็นพาหนะลำเลียง ชนิดและที่มาของอาวุธ ตัวผู้ต้องหา และองค์กรอาชญากรรมซึ่งอยู่เบื้องหลังของ
กระบวนการนี้ทั้งหมด

เครื่องบิน ประเด็นเกี่ยวกับเครื่องบินอิลลูชิน 76 หรือ "IL 76" ถึงขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว
โดยเฉพาะจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ นายฮิวห์ กริฟฟิทส์
นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ (ซิพรี) ประเทศสวีเดน ในฐานะหัวหน้าโครงการตรวจตรา
บริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าอาวุธ อธิบายว่า เครื่องบินอิลลูชิน 76
ที่ถูกจับในประเทศไทย มีประวัติยาวนานว่า เกี่ยวพันกับขบวนการค้าอาวุธ ที่ผ่านมา เครื่องบินลำนี้
เคยจดทะเบียนโดยบริษัท 3 แห่ง ซึ่งทางการสหรัฐระบุว่า เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ นายวิคเตอร์ บูท
นักค้าอาวุธระดับ โลกชาวรัสเซีย ซึ่งถูกจับกุมในประเทศไทย เมื่อปีที่แล้ว และหนึ่งในสามแห่ง คือ บริษัท เบอิบาร์ส
ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นายโทมิสลาฟ แดมจาโนวิช นักค้าอาวุธชาวเซอร์เบีย ที่เชื่อกันว่า อาจจะกลายเป็น "ลอร์ด ออฟ วอร์" คนใหม่
เมื่อนายวิคเตอร์สิ้นอิสรภาพ บริษัทเบอิบาร์สซึ่งจดทะเบียน ในคาซัคสถาน ขายเครื่องบินลำนี้
ให้กับ บริษัทแอร์เวส ของจอร์เจีย
แสดงให้เห็นว่านักค้าอาวุธมักเปลี่ยนชื่อ เจ้าของเครื่องบินบ่อยๆ เพื่อเลี่ยงกฎหมาย
แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อเจ้าของบังหน้า แต่เบื้องหลังแล้วยังมีคนคนเดียวกัน หรือกลุ่มเดียวกันบริหารอยู่ นายกริฟฟิทส์ ชี้ว่า
สาเหตุที่พ่อค้าอาวุธเปลี่ยน ชื่อประเทศที่จดทะเบียนจากคาซัคสถานไปเป็นจอร์เจีย เพราะสหภาพยุโรป (อียู)
สั่งห้ามเครื่องบินขนส่งสินค้าทั้งหมดที่จดทะเบียนในคาซัคสถานบินผ่านน่านฟ้าอียู รายชื่อของผู้ที่เคยเป็นเจ้าของเครื่องบินลำนี้
ต่างเคยถูกองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า เกี่ยวพันกับการลักลอบ ขนอาวุธไปขายยังไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน คองโก
โซมาเลีย ซูดาน และชาด โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เครื่องบินลำนี้เพิ่งถูกใช้ขนอาวุธจากคาบสมุทรบอลข่านไปบุรุนดีมาแล้ว
ส่วนเส้นทางการบินนั้น หน่วยงานมั่นคงไทย ได้ข้อมูลค่อนข้างชัดเจน ว่า
เครื่องบินลำนี้ออกเดินทางมาจากประเทศยูเครน ผ่านประเทศอาเซอร์ไบจัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ศรีลังกา ไทย
โดยมีจุดหมายปลายทางที่กรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ จากนั้นก็บินกลับโดยใช้เส้นทางเดิม และแวะจอดเติมน้ำมัน
ที่ดอนเมืองกระทั่งถูกจับในที่สุด อาวุธ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์จาก 6 หน่วยงานหลัก ได้แก่
ตำรวจกองปราบปราม สำนักงานอัยการสูงสุด กรมสรรพาวุธ ทหารอากาศ กองสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล
รวมตัวกันเป็น "คณะทำงาน" ตรวจสอบอาวุธน้ำหนักร่วม 40 ตัน
ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ผลการตรวจสอบพบว่า อาวุธทั้งหมดแยกส่วนบรรจุอยู่ในลังไม้ และกล่องเหล็กขนาดต่างๆ
รวมทั้งสิ้น 145 กล่อง ประกอบด้วย

- เครื่องยิงจรวด รุ่น 240 mm. ROCKET LAUNCHER 1985 (M 1985) จำนวน 2 ชุด มีลักษณะเป็นท่อส่งจรวด
ชุดละ 12 ท่อ รวม 24 ท่อ
- หัวจรวด
- แท่นเหล็กสำหรับประกอบท่อส่งจรวด
- เครื่องยิงลูกระเบิดอาร์พีจี
- หัวรบอาร์พีจี (Rocket Head) รุ่น TGB-7 จำนวน 83 ลัง
- เครื่องยิงจรวดแบบประทับบ่ารุ่น SAM 7 จำนวน 3 ลัง
สำหรับเครื่องยิงจรวด รุ่น 240 mm. ROCKET LAUNCHER 1985 (M 1985) นั้น เวลาใช้ต้องนำไปประกอบกับรถบรรทุกขนาดใหญ่
มีอำนาจการทำลายล้างสูงมาก ส่วนหัวรบแบบ TBG-7 หรือ TBG-7V เป็นหัวรบที่ใช้กับเครื่องยิงอาร์พีจี-7 (RPG-7)
ซึ่งประเทศรัสเซียพัฒนาขึ้น โดยเป็นหัวรบระเบิดเพลิงที่มีอานุภาพเท่ากับปืนใหญ่สนาม ขนาด 120 mm. มีอำนาจการทำลายล้าง
ในรัศมี 30 ฟุต หากยิงใส่ยานเกราะจะส่งคลื่นความร้อนสังหารทหารที่อยู่ภายในยานเกราะนั้นๆด้วย
ขณะที่ SAM 7 เป็นเครื่องยิงจรวดแบบประทับบ่า ใช้ยิงอากาศยานแบบต่างๆ ที่มีเพดานบินต่ำ อาทิเช่น เฮลิคอปเตอร์
อาวุธทั้งหมดจัดเป็นอาวุธสงคราม พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) บอกใบ้เอาไว้ว่า
เป็นอาวุธที่ผลิตจากประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์!

ผู้ต้องหา บุคคลที่เดินทางมากับเครื่องบินพร้อมอาวุธน้ำหนัก 40 ตัน มีด้วยกัน 5 คน ประกอบด้วย
นายอิสยาส อิสวาคอฟ (IIyas Issakov) อายุ 56 ปี นักบินที่ 1 นายวิทาลี ชุมคอบ (Vitaliy Shunkov) อายุ 54 ปี นักบินที่ 2
นายวิคเตอร์ อับดุลลายัฟ (Viktor Abdullayev) อายุ 58 ปี เป็นเนวิเกเตอร์ นายอเล็กซ์ซานดะ ไซร์บาเนฟ (Alexandr Zrybnev)
อายุ 53 ปี ช่างเทคนิค ทั้งหมดสัญชาติคาซัคสถาน และ นายมิคคาอิล พีทูคู (Mikhail Petukou) อายุ 54 ปี ช่างเครื่องยนต์
สัญชาติเบลารุส
การสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งห้าในชั้นต้น ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก ขณะนี้ ตำรวจกองปราบปรามกำลังเร่งประสาน
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อตรวจสอบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดเคยเดินทางเข้าออกประเทศไทยบ้างหรือไม่
พร้อมประสานไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อขอตรวจสอบว่ามีผู้ต้องหารายใดเคยเข้าไปเยี่ยมนายวิคเตอร์ บูท บ้างหรือเปล่า
เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า เคยมีผู้ต้องขังที่อยู่ร่วมเรือนจำเดียวกันกับนายวิคเตอร์ เคยเห็นชาย 2 คนที่มีลักษณะคล้าย 2 ใน 5
ผู้ต้องหาในคดีนี้ เคยไปเยี่ยมนายวิคเตอร์ที่เรือนจำ พนักงานสอบสวนในคดีชี้ว่า หากผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับ
นายวิคเตอร์ อาจไขข้อข้องใจได้ประการหนึ่งว่า เหตุใดเครื่องบินขนอาวุธลำนี้ต้องแวะจอดเติมน้ำมันที่ประเทศไทย
ทั้งๆ ที่ทราบกันโดยเปิดเผยว่า ไทยคือพันธมิตรของอเมริกา

ล่าสุดตำรวจสันติบาลได้เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สถานที่คุมขังผู้ต้องหาทั้ง 5 คน
เพื่อขอรับซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาทั้งหมดไปตรวจสอบ องค์กรอาชญากรรม อาวุธสงครามล็อตนี้
เป็นการซื้อขายข้ามชาติ โดยฝีมือขององค์กรอาชญากรรมอย่างไม่ต้องสงสัย เงื่อนปมที่ต้องแกะต่อไป ก็คือ
วิธีการทำงานขององค์กรอาชญากรรม พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองผู้บังคับการปราบปราม รักษาราชการแทน
ผู้บังคับการปราบปราม (รรท.ผบก.ป.) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า องค์กรอาชญากรรมอยู่ในวงจรของโลก
และขบวนการค้าอาวุธก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรม เพราะอาวุธจัดเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง มีทั้งที่ถูกกฎหมาย
และผิดกฎหมาย ที่สำคัญ คือ โลกทั้งโลกเป็นพื้นที่รับสินค้า
การซื้อขายอาวุธที่ถูกกฎหมาย คือ การจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ มีกฎหมายรองรับ ส่วนการซื้อขายอาวุธที่ผิดกฎหมาย คือ
การซื้อที่ไม่ผ่านรัฐ หรืออาจจะซื้อผ่านรัฐ แต่เป็นซื้อขายระหว่างประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายต่อต้านของกลุ่มโลกเสรี
"การซื้อขายจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความต้องการ หรือดีมานด์ ซึ่งกลุ่มที่ต้องการซื้อมีทั้งกลุ่มก่อการร้าย
หรือกลุ่มที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าก่อการร้าย แต่ต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐหรือดินแดน
และเมื่อมีดีมานด์ ก็ต้องมีซัพพลายคือผู้ขาย กลุ่มประเทศที่เป็นผู้ขายคือประเทศในแถบยุโรปตะวันออก เอเชียบางประเทศ
และประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์" พ.ต.อ.สุพิศาลระบุ ที่น่าสนใจ ก็คือ กระบวนการซื้อขายมีความสลับซับซ้อนสูง
เนื่องจากอาวุธเป็น ของใหญ่ มีน้ำหนักมาก ไม่สามารถส่งมอบกันแบบใต้ดินได้ แต่ต้องขนส่งกันทางเรือและเครื่องบินเท่านั้น
เหตุนี้จึงต้องมีการสร้างกระบวนการที่ถูกกฎหมายขึ้นมารองรับ

"ยกตัวอย่างเช่น ดีลเลอร์ที่จัดการทั้งหมดต้องสร้างองค์กรหรือบริษัทขึ้นมา เพื่อให้กระบวนการซื้อขายสามารถดำเนินไปได้
หากเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐที่ไม่ได้รับการรับรอง ก็อาจต้องตั้งนอมินี หรือตัวแทนขึ้นมา บางกลุ่มก็ใช้บริษัทที่มีอยู่แล้วในประเทศต่างๆ
เป็นผู้ดำเนินการ อาจจะเปลี่ยนชื่อหรือตั้งนอมินีขึ้น แล้วใช้นอมินีดำเนินการซื้อขายแทน ฉะนั้นมันจะมีแพทเทิร์นของความถูกต้อง
ปนอยู่ด้วยการสืบสวนจึงทำได้ค่อนข้างยาก"

"อย่างที่บอกคือการขนส่งอาวุธต้องใช้เรือหรือเครื่องบินตัวกลางที่เป็นเทรดเดอร์จึงต้องมีพาหนะที่ถูกกฎหมายรองรับ
อาทิเช่น เรือเดินสมุทร หรือเครื่องบินลำเลียง เพียงแต่สินค้าที่ขนเป็นของผิดกฎหมาย เมื่อสินค้าผิดกฎหมาย เอกสารที่ใช้
จึงต้องปลอมขึ้นมาทั้งหมด ทั้งใบอินวอยซ์ พาสปอร์ต และเอกสารที่ใช้ติดต่อกับประเทศต่างๆ"
พ.ต.อ.สุพิศาล ชี้ว่า เมื่อพิจารณาภาพใหญ่ของกระบวนการซื้อขายทั้งหมด จะพบว่ามีแต่ผู้ผลิตกับผู้ซื้อเท่านั้นที่เป็นตัวจริง
ส่วนกระบวนการระหว่างการซื้อขายจะใช้นอมินี แม้บางขั้นตอนจะต้องใช้ของจริงหรือของถูกกฎหมาย อาทิเช่น
เรือ เครื่องบิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะถูกคัทเอาท์ (ตัดวงจร) เพื่อปกปิดและป้องกันการสาวถึงตัวผู้ผลิตกับผู้ซื้อ
"คนขับเครื่องบินก็ไม่ต่างอะไรกับแท็กซี่ คนขนก็เหมือนกรรมกร คนขับแท็กซี่กับกรรมกรมีหน้าที่นำสินค้าไปสู่เป้าหมาย
โดยผ่านช่องทางที่อย่างไรเสียก็ต้องถูกตรวจสอบ ฉะนั้นเอกสารทั้งหมดที่เราตรวจเจอจะเป็นของจริงหรือเปล่ายังไม่รู้
นี่คือความยากที่เราจะต้องก้าวไปให้ถึง"

กระแสเงินและการสื่อสาร ใครที่เคยดูหนังเรื่อง "ไมอามี ไวซ์" หรือ "คู่เดือดไมอามี" จะพบว่าการเจาะเข้าไป
ในองค์กรอาชญากรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวเอก 2 คนในเรื่องซึ่งเป็นตำรวจ ต้องยอมเสี่ยงชีวิตและหน้าที่การงาน
เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรม ถึงจะเจอ "ของจริง" ไม่ใช่แค่ "นอมินี" แต่ในโลกของความจริง
วิธีการดังกล่าวย่อมไม่อาจทำได้โดยง่าย สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือ การตรวจสอบโดยใช้เทคโนโลยี "
สิ่งที่เราเจอ คือ โลจิสติกส์เท่านั้น (หมายถึงกระบวนการขนส่ง) แต่ยังมีมิติอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2 มิติ ที่เราต้องตรวจสอบ คือ
เส้นทางเงินและการสื่อสาร" พ.ต.อ.สุพิศาลบอก "การใช้เงินของกลุ่มพวกนี้ เรากำลังสงสัยว่าเป็นดอลลาร์ปลอมหรือไม่
หรืออาจจะย้อนกลับไปดูว่าเงินที่ใช้ซื้ออาวุธได้ มาจากการค้าขายอะไร อาทิเช่น น้ำมัน หรือยาเสพติด
เพื่อเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ หากเราแกะตรงนี้ได้ก็อาจจะพบต้นทางหรือตัวผู้ซื้อ อย่าลืมว่า นี่เป็นการซื้อขายแบบไม่ปกติ
เงินที่นำมาซื้อจึงไม่ใช่เงินงบประมาณของรัฐแต่ละรัฐแน่นอน แต่มักจะเป็นเงินที่แปรมาจากธุรกิจผิดกฎหมาย อาทิเช่น
เงินจากการค้ายาเสพติด หรือผลิตเงินปลอมออกขายเพื่อให้ได้เงินจริงมา"

"ส่วนในมิติการสื่อสาร ต้องแกะจากผู้ต้องหาทั้ง 5 คน รวมทั้งบริษัทที่ถูกตั้งเป็นนอมินีขึ้นมา เราต้องตรวจสอบย้อนกลับไปหมด
ทั้งซิมโทรศัพท์ การพบปะ รวมไปถึงเอกสารที่ออกโดยบริษัทต่างๆที่เกี่ยวข้อง"
แต่จุดสำคัญที่สุดและน่าจะขีดวงให้แคบลงได้ง่ายที่สุด คือ การตรวจสอบจากอาวุธของกลาง
"เพราะเอกสารทั้งหมดอาจจะปลอม หรือในมิติของโลจิสติกส์ ถึงเราจะรู้ว่าเครื่องบินลำนี้จะไปลงตรงนั้นตรงนี้จริง
ก็ไม่ได้หมายความว่า ประเทศนั้นๆ หรือขบวนการอะไรในประเทศนั้น จะเป็นคนสั่ง เพราะมันต้องมีกระบวนการส่งต่อไปอีก
วิธีการที่เรากำลังทำ คือ แกะรอยจากอาวุธ เพื่อหาตัวผู้สั่งแท้ๆ ว่าอยู่ในภูมิภาคไหน เรื่องแบบนี้ผู้เชี่ยวชาญทางอาวุธ
จะให้คำตอบได้ เพราะอาวุธแต่ละประเภทถูกใช้ในประเทศที่แตกต่างกัน บางประเทศไม่ใช้อาวุธเหล่านี้
เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญ เอาไปก็ยิงไม่ได้ แต่บางประเทศบางกลุ่มอาจใช้อยู่เป็นประจำ" พ.ต.อ.สุพิศาลกล่าว
สอดคล้องกับ อัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจขนส่งสินค้าชื่อดัง ที่บอกว่า จุดที่จะนำไปสู่การคลี่คลายคือตัวอาวุธนั่นเอง
"อาวุธมันจะบอกตัวมันเองว่าเป็นรุ่นไหน ผลิตที่ประเทศอะไร ส่วนสาเหตุที่ต้องแวะไทย ผมว่าไม่ใช่ประเด็น
เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน การจะบินผ่านน่านฟ้าแถบนี้ แทบจะเลี่ยงการบินข้ามประเทศไทยไปไม่ได้"
มาถึงตรงนี้คงพอมองเห็นลายแทง และจังหวะก้าวของฝ่ายความมั่นคงไทย ที่จะต้องเร่งไขปมอาวุธสงคราม 40 ตัน!
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 2

Maxx , 20 ธันวาคม 2552 13:22

ปัญหาระดับชาติแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎคือมันได้สะท้อนคุณภาพของหน่วยงานความมั่นคงของไทย
ตั้งแต่หน่วยนโยบายไปจนถึงหน่วยปฏิบัติ สะท้อนการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายและทุกระดับ ถ้าครั้งนี้สะดุด
ควรจะมีการประเมินและแก้ไข เพื่อรับมือปัญหาที่นับวันจะทวีความซับซ้อนและท้าทายต่อการรับมือในอนาคต
บางหน่วย อย่ามัวแต่ไปให้ความสำคัญกับงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยความมั่นคง อย่างเช่นการเตรียมจัดงานวันเด็ก
อย่างขะมักเขม้น ขณะที่คนในประเทศหวังพึ่งพา กับงานด้านความมั่นคง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Sun Dec 20, 2009 5:26 pm

....สรุปคือ

CIA ร่วมกับทางการไทย จับกุมเครื่องบิน อิลลูชิน 76 หรือ "IL 76" สัญชาติจอร์เจีย
(สังกัดบริษัทแอร์เวส ซึ่งอาจเป็น บ. นอมินี ของ นายวิคเตอร์ บูท นักค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซีย
ซึ่งถูกจับกุมในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว และนักค้าอาวุธมักเปลี่ยนชื่อเจ้าของเครื่องบินบ่อยๆ
เพื่อเลี่ยงกฎหมาย) บรรทุกขีปนาวุธ กำลังจะขนส่งไปยัง อูเครน เพื่อส่งต่อแบบลับๆ ไปให้ จอร์เจีย
ใช้สู้รบกับรัสเซีย

จอร์เจียเป็นประเทศเล็กแต่กล้าหาญรบกับประเทศใหญ่อย่างรัสเซีย เมื่อสิงหาคม 2551
เพราะได้สหรัฐอเมริกาสนับสนุน และได้อาวุธจากอูเครน

แต่ที่น่าแปลกประหลาดคือ เครื่องบินที่ขนอาวุธเถื่อนมาเต็มลำ ตั้งใจเลือกบินมาเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ
ถึง ๒ เที่ยว ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ แทนที่จะเลือกเติมน้ำมันที่พม่าหรือจีน
แถมไม่ใช่การลงจอดฉุกเฉินด้วย และรู้ทั้งรู้ว่า ไทยคือพันธมิตรของอเมริกา

..อเมริกาสนับสนุนจอร์เจียลับๆ ให้ทำสงคราม แล้วมาให้ข่าวจับอาวุธที่จะส่งไปปลายทางให้
จอร์เจีย ทำไมล่ะ?

...หรือเพราะมันเป็นอาวุธที่ผลิตจากประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ เลยอยากเตะตัดขา บ.นอมินี ของ
วิคเตอร์ บูท ให้โดนจับซะ แล้วหันมาซื้ออาวุธ ที่ผลิตในอเมริกาแทน เส้นทางขนส่งจะสะดวก
รอดปลอดโปร่งถึงปลายทาง อิอิ Laughing ตอนนี้เศรษฐกิจยิ่งไม่ดีอยู่ ช่วยๆ กันหน่อย Very Happy
ทีนี้ ทั้งเงินทุน อาวุธ และผู้เชี่ยวชาญ จะมาจากที่เดียวกันหมดคือ ค่ายอเมริกัน กินรวบ รวยเละ Very Happy

Autodesk มันก็ไล่เทคโอเวอร์ app ยี่ห้ออื่นแบบนี้เหมือนกัน กินรวบเป็นนิสัย US Mad
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 6:25 pm

พีพี พิมพ์ว่า:....สรุปคือ

CIA ร่วมกับทางการไทย จับกุมเครื่องบิน อิลลูชิน 76 หรือ "IL 76" สัญชาติจอร์เจีย
(สังกัดบริษัทแอร์เวส ซึ่งอาจเป็น บ. นอมินี ของ นายวิคเตอร์ บูท นักค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซีย
ซึ่งถูกจับกุมในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว และนักค้าอาวุธมักเปลี่ยนชื่อเจ้าของเครื่องบินบ่อยๆ
เพื่อเลี่ยงกฎหมาย) บรรทุกขีปนาวุธ กำลังจะขนส่งไปยัง อูเครน เพื่อส่งต่อแบบลับๆ ไปให้ จอร์เจีย
ใช้สู้รบกับรัสเซีย

จอร์เจียเป็นประเทศเล็กแต่กล้าหาญรบกับประเทศใหญ่อย่างรัสเซีย เมื่อสิงหาคม 2551
เพราะได้สหรัฐอเมริกาสนับสนุน และได้อาวุธจากอูเครน

แต่ที่น่าแปลกประหลาดคือ เครื่องบินที่ขนอาวุธเถื่อนมาเต็มลำ ตั้งใจเลือกบินมาเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ
ถึง ๒ เที่ยว ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ แทนที่จะเลือกเติมน้ำมันที่พม่าหรือจีน
แถมไม่ใช่การลงจอดฉุกเฉินด้วย และรู้ทั้งรู้ว่า ไทยคือพันธมิตรของอเมริกา

..อเมริกาสนับสนุนจอร์เจียลับๆ ให้ทำสงคราม แล้วมาให้ข่าวจับอาวุธที่จะส่งไปปลายทางให้
จอร์เจีย ทำไมล่ะ?


ตรงนี้เป็นความเห็นของ นิติภูมิ เขาครับ ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง

...หรือเพราะมันเป็นอาวุธที่ผลิตจากประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ เลยอยากเตะตัดขา บ.นอมินี ของ
วิคเตอร์ บูท ให้โดนจับซะ แล้วหันมาซื้ออาวุธ ที่ผลิตในอเมริกาแทน เส้นทางขนส่งจะสะดวก
รอดปลอดโปร่งถึงปลายทาง อิอิ Laughing ตอนนี้เศรษฐกิจยิ่งไม่ดีอยู่ ช่วยๆ กันหน่อย Very Happy

ความเห็นของ กระผมก็ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง คือ
ตระกูลบุช มีความสนิทสนมกับ นักธุรกิจที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในเลบานอนชื่อว่า เฮซบอลเลาะห์
ซึ่งอเมริกากล่าวหาว่า อิหร่านและซีเรีย อยู่เบื้องหลัง อเมริกาดูเหมือนว่าจะทะเลาะกับอิหร่าน
แต่จริงๆ แล้ว ตั้งแต่สมัยปฏิวัติโคไมนี โค่นล้ม พระเจ้าชาห์ ของอิหร่าน
โคไมนีก็ถูกสนับสนุนโดย หน่วย MI6 ของอังกฤษ โดยไม่เปิดเผย เพื่อล้มระบอบกษัตริย์ในอิหร่าน
และก็เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ควบคุม นโยบาย new world order เพราะฉนั้นความขัดแย้งกับ อิหร่าน
เป็นแค่การปั่นราคาน้ำมันในตลาดโลกเท่านั้นเอง

ข่าวตอนแรกก็ออกมาแบบเหมารวมกลุ่มก่อการร้ายเกือบทุกกลุ่ม จนสุดท้ายไปลงเอยที่แถบตะวันออกกลาง
ทำให้สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างเรื่องว่า ไทยเป็นศัตรูกับกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ (ที่เป็นศัตรูกับอิสราเอล)
และช่วงหลัง 11 กันยา อมริกาก็ประกาศว่ากลุ่มนี้ เป็นอันตรายมากกว่าอัลไกด้า
ซึ่งจะสามารถทำให้สร้างสถานการณ์โดยใครก็ได้ ที่คล้ายกับ 11 กันยา ในไทย โดยอ้างว่า กลุ่มก่อการร้าย นี้ทำ
เพราะไทยผูกติดเรื่องการข่าวกับอเมริกาอยู่แล้ว บอกให้ทำอะไรเชื่อหมด แล้วทำตามคำสั่งตลอด


จากนั้นจึงเคลื่อนกำลังเข้ามาในไทย ในลักษณะเป็นความช่วยเหลือของพันธมิตร
ซึ่งกองทัพของไทยอยู่ในความควบคุมของเขา โดยความร่วมมืิอของคนระดับสูงๆ ของไทยเอง
ทำให้อเมริกาสามารถใช้ ไทย เป็นฐานคานจีนได้

โดยปรกติกลุ่มบุช เป็นกลุ่มที่ทำมาหากินกับธนาคารข้ามชาติ ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
คือให้เงินทุนกับ ฮิตเลอร์ เพื่อสร้างอาวุธเอามารบกับพันธมิตรที่มีอเมริกาเป็นพี่ใหญ่
ทั้งๆ ที่ บุชเป็นคนอเมริกัน แปลกดีไหม? เป็นการสนับสนุนทั้งสองฝั่งเหมือนกับพ่อค้าอาวุธนั่นแหละ


เพราะฉนั้นการที่อเมริกา จับอาวุธที่ผลิตในรัสเซียและกล่าวหาว่า รัสเซีย อยู่เบื้องหลัง
ทั้งๆ ที่ข่าวก็บอกอยู่แล้วว่า บูท ขายให้ใครก็ได้ที่จ่ายเงินให้ทั้งสองฝ่าย และ ใครซื้อก็ได้
บูทจึงไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของ รัสเซีย ก็ย่อมได้


จึงเป็นการยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว คือ ทำให้ รัสเซีย มีภาพเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย
ในประชาคมโลก และ เป็นข้อต่อรองกับจีนเพราะจีนสนับสนุนเกาหลีเหนือ รวมถึง
หาเหตุเอากองกำลังมาตั้งในไทย เพื่อ ปิดล้อมจีนด้านใต้ เป็นการเข้าสู่ระบบ การปกครอง
โดยรัฐบาลโลก และ จัดระะเบียบโลกใหม่ ให้ทุกประเทศกลายเป็นทาส
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Sun Dec 20, 2009 6:51 pm

ท่าน att หมายถึง เขาอาจก่อวินาศกรรมในไทย เพื่อ หาเหตุให้ UN เข้ามาเหรอคะ? Shocked

..งั้นไฟใต้ นี่ คนก่อการร้ายมันได้ทุนจาก US หรือ ทุนจากซาอุ กันแน่ หนูสงสัยมาก Suspect
(ถ้าออกนอกเรื่องไปหน่อย ต้องขออภัย)

...เคยได้ยินจากทหารบางคนเขาเล่าว่า OIC ตอนนี้ยังเกรงใจ พ่อ เลยยังไม่กล้าเข้ามาแทรกแซงมาก...

หนูชักจะเข้าใจแล้วว่า
- ทำไม กองทัพถึงต้องปกป้องสถาบันหลักสุดชีวิต เพราะนั่นหมายรวมถึงอนาคตของประเทศชาติ ด้วย
- ทำไม "พ่อ" ทรงไม่ยอมให้ข้าราชบริพารพยุงเวลาออกมหาสมาคม เพราะนั่นหมายถึง บอกเป็นนัยยะ
ต่อคนที่จ้องเซาะความมั่นคง ว่าประเทศไทยยัง "สบายดี"
- ทำไม เจ้านายของเราถึงทรงศึกษาภาษา, ประวัติศาสตร์จีน และพยายามกระชับสัมพันธไมตรีเป็นอย่างมาก
เพราะนั่นหมายถึง ความอยู่รอดเป็นราชอาณาจักรไทยด้วย
ถ้าพวกประท้วงสีเสื้อ มันเข้าใจความเชื่อมโยงพวกนี้ด้วย จะดีมากเลย
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 9:15 pm

พีพี พิมพ์ว่า:ท่าน att หมายถึง เขาอาจก่อวินาศกรรมในไทย เพื่อ หาเหตุให้ UN เข้ามาเหรอคะ? Shocked

..งั้นไฟใต้ นี่ คนก่อการร้ายมันได้ทุนจาก US หรือ ทุนจากซาอุ กันแน่ หนูสงสัยมาก Suspect
(ถ้าออกนอกเรื่องไปหน่อย ต้องขออภัย)

...เคยได้ยินจากทหารบางคนเขาเล่าว่า OIC ตอนนี้ยังเกรงใจ พ่อ เลยยังไม่กล้าเข้ามาแทรกแซงมาก...

หนูชักจะเข้าใจแล้วว่า
- ทำไม กองทัพถึงต้องปกป้องสถาบันหลักสุดชีวิต เพราะนั่นหมายรวมถึงอนาคตของประเทศชาติ ด้วย
- ทำไม "พ่อ" ทรงไม่ยอมให้ข้าราชบริพารพยุงเวลาออกมหาสมาคม เพราะนั่นหมายถึง บอกเป็นนัยยะ
ต่อคนที่จ้องเซาะความมั่นคง ว่าประเทศไทยยัง "สบายดี"
- ทำไม เจ้านายของเราถึงทรงศึกษาภาษา, ประวัติศาสตร์จีน และพยายามกระชับสัมพันธไมตรีเป็นอย่างมาก
เพราะนั่นหมายถึง ความอยู่รอดเป็นราชอาณาจักรไทยด้วย
ถ้าพวกประท้วงสีเสื้อ มันเข้าใจความเชื่อมโยงพวกนี้ด้วย จะดีมากเลย

ลองกดลิงค์อ่านกระทู้นี้ดูจ้า

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-100.htm

อเมริกา กับ ซาอุฯ ก็อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า elite group เหมือนกัน
เพราะเขามีผลประโยชน์ร่วมกันแยกกันไม่ออก เหมือนกองทัพไทยไง?
ที่ยังไงๆ ก็ต้องทำตามคำแนะนำของอเมริกาเสมอ ปฏิเสธได้ยาก
(ไม่ใช่ประชาชนของอเมริกาทั้งหมด แต่หมายถึงกลุ่มองค์กรลับที่ควบคุมทิศทางโลก)




http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=541&forum=6&page=14&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
March 12, 2007 -- Although the Bush administration quietly backed last year's military coup in Thailand,
which overthrew Prime Minister Thaksin Shinawatra while he was on a trip to New York, the Thai military junta
has turned off a key drug and endangered wildlife supply route through Thailand upon which Bush's
"haves and have mores" depend. Using the cover of the Laos "Missing in Action" program,
the U.S. military and covert operatives had been using the airbase at Udorn, Thailand to ship endangered species,
particularly reptiles, and drugs from Laos to Travis Air Force Base outside of Oakland, California.
The Thai military government has now shut down this supply route.
That decision has forced the U.S. covert operators to ship their ill-gotten booty down the Mekong River from Laos,
through Phnom Penh, and then on to Sihanoukville.

The shut down of the Udorn route has also increased the importance of an overland smuggling route
from Myanmar's Indian Ocean coast to Trat, Thailand (a major smuggling center) to Cambodian waters
for shipment abroad,


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=541&forum=6&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


ท่าน PM. Tak เดินทางเหนื่อยจนหลับไปบนเครื่อง ขณะอ่านเอกสารลับ
ที่เพิ่งได้รับคำสั่งมาสด ๆ ด้วยความรีบร้อน ลงเครื่องไปจนลืมเอกสารทิ้งไว้ใต้เบาะ
เอกสารที่ท่าน Tak ลืมไว้บนเครื่องใช่แผ่นนี้หรือเปล่า ? ครับ
จากคุณ BJ. Air Force1 (4/16/2549 2:24:54)
ความคิดเห็นที่ 1

ที่ ท่าน ผบ.กรมฯ เคยเอามาให้ดู มะกันเขาโวว่า เขามีตะหาน ๒๔๕,๐๐๐ คน อยู่ใน
๑๒๐ ประเทศเชียวนะ ดูจาก http://independent-infantry.50megs.com/ ใน figure 8
แต่ของกระทู้นี้ บอกมี bases ใน ๕๐ ประเทศ หรือเบส คือฐานทัพ .................................................... ไม่ค่อยรู้เรื่องทหารเลย งั้นขอถามหน่อย ถ้าไม่มีฐานทัพอยู่ในประเทศนั้น ๆ จะส่งทหารเข้าไปได้หรือไม่คะ


จากคุณ aaa(4/16/2549 6:52:07)
ความคิดเห็นที่ 2

I don't know whether it is a "bait" or not...
However, 730 bases in 50 countries... No doubt, one country could be possibly hosting more than one base.
"...ถ้าไม่มีฐานทัพอยู่ในประเทศนั้น ๆ จะส่งทหารเข้าไปได้หรือไม่คะ..." Oh, yes...the "C-guys" have been doing "on & off" in many countries on the planet earth (even RU or CH).
*********************** Few people I used to know claimed that "his team" went into Thailand for many times via Laos & Cambodia borders. One time, they all got "hold" at Don Muang for the charge of "No Entry Record...!!!" However, our G-men just came to "clear the bill" for them. (Well, I don't know..."what" the h*ll did they do in Thailand ???)


จากคุณ Mossad(4/16/2549 7:37:42)



http://www.inteldaily.com/?c=166&a=2592

Review Article: The Worldwide Network of US Military Bases

By Prof. Jules Dufour (http://www.globalresearch.ca)

Mon, 02 Jul 2007 05:21:00

The Worldwide control of humanity's economic, social and political activities is under
the helm of US corporate and military power. Underlying this process are various schemes
of direct and indirect military intervention. These US sponsored strategies ultmately consist
in a process of global subordination.

Where is the Threat?

The 2000 Global Report published in 1980 had outlined "the State of the World" by focussing
on so-called "level of threats" which might negatively influence or undermine US interests.

Twenty years later, US strategists, in an attempt to justify their military interventions in
different parts of the World, have conceptualised the greatest fraud in US history,
namely "the global war on terrorism" (GWOT).
The latter, using a fabricated pretext
constitutes a global war against all those who oppose US hegemony. A modern form of slavery,
instrumented through militarization and the "free market" has unfolded.

Major elements of the conquest and world domination strategy by the US refer to:

1) the control of the world economy and its financial markets,

2) the taking over of all natural resources (primary resources
and nonrenewable sources of energy).
The latter constitute the cornerstone of US power
through the activities of its multinational corporations.

Geopolitical Outreach: Network of Military Bases

The US has established its control over 191 governments which are members of the United Nations.
The conquest, occupation and/or supervision of these various regions of the World is supported
by a network of military bases and installations which cover the whole Planet
(continents, oceans and outer space). All this pertains to the workings of an extensive Empire,
the exact dimensions of which are not always easy to determine.

Known and documented from information in the public domaine including Annual Reports of
the United States Congress, we have a fairly good understanding of the strucuture of
US military expenditure, the network of US military bases and the shape of this US military-strategic
configuration in different regions of the World.

The objective of this article is to build a summary profile of the World network of military bases,
which are under the jurisdiction and/or control of the US. The spatial distribution of these military
bases will be examined together with a focus on the multibillion dollar annual cost of their activities.

In a second section of this article, Worldwide popular resistance movements directed against US
military bases and their various projects will be outlined. In a further article we plan to analyze
the military networks of other major nuclear superpowers including the United Kingdom,
France and Russia.

I. The Military Bases

Military bases are conceived for training purposes, preparation and stockage of military equipment,
used by national armies throughout the World. They are not very well known for the very reason
that they are not opened to the public at large. Even though they borrow different shapes according
to the function for which they have been established; they can be classified under four main categories :

a) Air Force Bases (see photos 1 and 2);

b) Army or Land Bases;

c) Navy Bases and

d) Communication and Spy Bases.


Photo 1. Air Base of Diego Garcia located in the Indian Ocean


Photo 2. Diego Garcia. An Aerial View of two B-52 and six Kc-a135

II. More than 1000 US Bases and/or Military Installations

The main sources of information on these military installations (e.g. C. Johnson,
the NATO Watch Committee, the International Network of the Abolition of Foreign Military Bases )
reveal that the US operate and/or control between 700 and 800 military bases Worldwide..

Hugh d’Andrade and Bob Wing's 2002 Map 1 entitled
"U.S. Military Troops and Bases around the World, The Cost of 'Permanent War'",
confirms the presence of US military personnel in 156 countries.
The US Military has bases in 63 countries. Brand new military bases have been built
since September 11, 2001 in seven countries. In total, there are 255,065 US military personnel
deployed Worldwide. These facilities include a total of 845,441 different buildings and equipments.
The underlying land surface is of the order of 30 million acres. According to Gelman,
who examined 2005 official data of the Pentagon, the US is thought to own a total of 737 bases
in foreign lands. Adding to the bases inside U.S. Territory, the total land area occupied by
US military bases within the US and internationally is of the order of 2,202,735 hectares,
which makes the Pentagon one of the largest landowners worldwide (Gelman, J., 2007).


Map 1. U.S. Military Troops and Bases around the World.
The Cost of «Permanent War» and Some Comparative Data


Map 2. The American Military Bases Around the World (2001-2003)



http://www.vredesactie.be/page.php?id=47

Map 3 US Military Bases
The Map of the World Network No Bases (Map 3)
reveals the following:

Based on a selective examination of military bases in North America, Latin America,
Western Europe, the Middle East, Central Asia, Indonesia, the Philippines and Japan,
several of these military bases are being used for intelligence purposes.
New selected sites are spy Bases, satellite-related spy Bases
The Surface of the Earth is Structured as a Wide Battlefield

These military bases and installations of various kinds are distributed according to
a Command structure divided up into five spatial units and four unified Combatant Commands (Map 4).
Each unit is under the Command of a General. The Earth surface is being conceived
as a wide battlefield which can be patrolled or steadfastly supervised from the Bases.



Map 4. The World and Territories Under the Responsibility of
a Combatant Command or Under a Command Structure


Territories under a Command are: the Northern Command (Peterson Air Force Base, Colorado),
the Pacific Command (Honolulu, Hawaii), the Southern Command (Miami, Florida – Map 5),
The Central Command (MacDill Air Force Base, Florida), the European Command
(Stuttgart-Vaihingen, Germany), the Joint Forces Command (Norfolk, Virginia),
the Special Operations Command (MacDill Air Force Base, Florida), the Transportation Command
(Scott Air Force Base, Illinois) and the Strategic Command (Offutt Air Force Base, Nebraska).


Map 5. The Southern Command

NATO Military Bases

The Atlantic Alliance (NATO) has its own Base Network, that is, thirty in total which are mainly
located in Western Europe: Whiteman, U.S.A., Fairford, Lakenheath and Mildenhall in United Kingdom, Eindhoven in Netherlands, Brüggen, Geilenkirchen, Landsberg, Ramstein, Spangdahlem,
Rhein-Main in Germany, Istres and Avord in France. Morón de la Frontera and Rota in Spain,
Brescia, Vicenza, Piacenza, Aviano, Istrana, Trapani, Ancora, Pratica di Mare, Amendola,
Sigonella, Gioia dell Colle, Grazzanise and Brindisi in Italy, Tirana in Albania, Incirlik in Turkey,
Eskan Village in Soudi Arabia and Ali al Salem in Koweit
(http://www.terra.es/actualidad/articulo/html/act52501.htm )

III. The Global Deployment of US Military Personnel

There are 6000 military bases and/ or warehouses located in the U.S.
(See Wikipedia, February 2007).

Total Military Personnel is of the order of 1,4 million of which 1,168,195 are in the U.S
and US overseas territories. Taking figures from the same source, there are 325,000
US military personnel in foreign countries:

800 in Africa, 97,000 in Asia (excluding the Middle East and Central Asia), 40,258 in South Korea,
40,045 in Japan, 491 at the Diego Garcia Base in the Indian Ocean, 100 in the Philippines,
196 in Singapore, 113 in Thailand, 200 in Australia, and 16,601 Afloat.

In Europe, there are 116,000 US military personnel including 75,603 who are stationed in Germany.
In Central Asia about 1,000 are stationed at the Ganci (Manas) Air Base in Kyrgyzstan
and 38 are located at Kritsanisi, in Georgia, with a mission to train Georgian soldiers. in the Middle East
(excludng the Iraq war theater) there are 6,000 US military personnel, 3,432 of whom are in Qatar
and 1,496 in Bahrain. In the Western Hemisphere, excluding the U.S. and US territories,
there are 700 military personnel in Guantanamo, 413 in Honduras and 147 in Canada.

Map 3 provides information regarding military personnel on duty, based on a regional categorization
(broad regions of the world). The total number of military personnel at home in the U.S.
and/or in US Territories is 1,139,034. There are 1,825 in Europe 114, 660, 682 in Subsaharian
Africa, 4, 274 in the Middle East and Southern Asia, 143 in the Ex-USSR, and 89,846 in the Pacific.

IV. The Operational Cost of the Worldwide Military Network
US defense spending (excluding the costs of the Iraq war) have increased from 404 in 2001
to 626 billion dollars in 2007 according to data from the Washington based Center for Arms Control
and Non-Proliferation. US defense spending is expected to reach 640 billion dollars in 2008.

(Figure 1 and http://www.armscontrolcenter.org/archives/002244.php ).

These 2006 expenses correspond to 3.7% of the GDP and $935.64 per capita (http://en.wikipedia.org/wiki/Military_of-the_United_States)


Map 7. American Bases Located in Central Asia

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=634&forum=6&page=61&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.terrorism-illuminati.com/book/dollarsforterror.html

Dollars for Terror

Houston, Texas

In 1999, the French Parliament commissioned an extensive and thorough investigation
of global money-laundering. After publishing reports on Liechtenstein, Monaco and Switzerland,
it also produced a report titled, The City of London, Gibraltar and the Crown Dependencies:
Offshore Centers and Havens for Dirty Money, part of which was an addendum titled,
The Economic Environment of Osama bin Laden. The report concluded that up to forty British banks,
companies and individuals were associated with bin Laden’s network, including organizations in London,
Oxford, Cheltenham, Cambridge and Leeds.[1]
In introducing the report, Arnaud Montebourg, a French Member of Parliament concluded,
“Tony Blair, and his government, preaches around the world against terrorism.
He would be well advised to preach to his own bankers and oblige them to go after dirty money...
Even the Swiss co-operate more than the English.”[2]



Bush and Crown Prince Adbullah of Sauid Arabia



Victor Bout (left)
The key figure in the entire operation interfacing Al Qaeda, Sierra Leone’s RUF
and Taylor’s Libya, is retired Israeli army Lt. Colonel, Yair Klein.
According to a report in the Israeli newspaper, Yedioth Aharonoth, in 1996,
Klein began a contract to provide weapons and training in Taylor’s Liberia,
and to the RUF in Sierra Leone which controls the wealthy diamond district. Klein,
though ostensibly a retired and so-called rogue intelligence free agent,
enjoys the highest-level of protection from Israeli authorities. In the early 90s,
he trained the forces of the Colombian drug cartels in assassination,
bombings and other covert operations.[45]

Involved in the Liberian diamond trade was Victor Bout,
a notorious Russian arms dealer originally from Tajikistan.

Bout supplied maintenance for Ariana Airways, Afghanistan’s national airline,
which was essentially taken over by al Qaeda, and began transportation for
their illegal trade network. Passenger flights became few and erratic,
and instead the airline began flying drugs, weapons, gold and personnel mostly
between Afghanistan, the United Arab Emirates (UAE) and Pakistan.
Finally, Ariana’s international flights were banned in 1999 by order of the UN.
The charter service, which operated with UN authorization from November 2000
through January 2001, was provided by the Flying Dolphin Airline,
owned by Sheikh Abdullah bin Zayed bin Saqr al Nayhan
,
a member of the ruling family in Abu Dhabi, who used to be the UAE ambassador to
the United States. Flying Dolphin was registered in Liberia, but had its operations in Dubai.
A UN report called Zayed a “close business associate of Bout.”[46]

In 2002, the Belgian government, through Interpol, issued a warrant for Bout,
on charges of illegal weapons trafficking. Though Interpol was told by the Russian government,
“we can say for sure Bout is not in Russia,” Bout was in the middle of taping a two-hour interview
for a Moscow radio station. Obstacles in arresting him persisted, until the US suddenly backed off the case.
Intelligence officials said Bout flew US clandestine operatives into Afghanistan,
as well as badly needed ammunition and other supplies to the Northern Alliance.

In exchange, they said, his past activities would be ignored.[47]


Footnotes:

[1] Peter Goodgame. "Globalists and Islamists".
[2]
UK is money launderers’ paradise”, BBC News, Wednesday, 10 October, 2001
[3] Kendall Freeman, May 13, 2004. Mahfouz Letter [
pdf]
[4] Brisard and Dasquie, Forbidden Truth: U.S.-Taliban Secret Oil Diplomacy and the Failed Hunt for Bin Laden. , p. 117.
[5] Unger, Craig. House of Bush, House of Saud, p. 112.
[6] Martin J Rivers. "
A Wolf in Sheikhs Clothing: Bush Business Deals with 9 Partners of bin Laden’s Banker". www.globalresearch.ca March 15, 2004.
[7] "
About the Bin Laden Family”, PBS Frontline, 2001.
[8] James Hatfield. “
Why would Osama bin Laden want to kill Dubya, his former business partner?” Online Journal, July 3, 2001.
[9]
“The Bush-Bin Laden Connection,” The Texas Observer, November 9, 2001.
[10] Martin J Rivers. "
A Wolf in Sheikhs Clothing: Bush Business Deals with 9 Partners of bin Laden’s Banker"
[11] ibid.
[12] ibid.
[13] Naafeez Mosaddeq Ahmed. The War on Freedom.
[14] quoted from Craig Unger. House of Bush, House of Saud, p. 128.
[15] Rivers, "
A Wolf in Sheikhs Clothing: Bush Business Deals with 9 Partners of bin Laden’s Banker"
[16] ibid.
[17] ibid.
[18] Unger, House of Bush, House of Saud, p. 126.
[19] Interview with Jean-Charles Brisard. CBC, October 29, 2003[
pdf]
[20] p. 40-42
[21] CBC, October 29, 2003, interview with Jean-Charles Brisard. [
pdf]
[22] p. 235.
[23] Constantine, Alex. "Adnan Khashoggi Linked to 911 Terrorists".
Part XIX.
[24] ibid.
[25] Christopher Brown. "
Global Nazism and the Muslim Brotherhood: Indicators of Connections".
[26] Lee, Martin A. “
The Swastika & the CrescentIntelligence Report. Spring 2002, Issue 105.
[27] Labeviere, Richard. Dollars for Terror. p. 143.
[28] Jay Bushinsky. “
Swiss Probe anti-US neo-Nazi Suspected Financial Ties to Al Qaeda”. San Fransico Chronicle, December 3, 2002.
[29] Lee, Martin A. “
The Swastika & the Crescent”.
[30] ibid.
[31] Rivers. “
A Wolf in Sheikhs Clothing".
[32]
About the Bin Laden Family”. PBS Frontline.
[33] Daniel Golden, et. al., “
Bin Laden Family Could Profit from a Jump in U.S. Defense Spending Due to Ties to U.S. Banks”, Wall Street Journal, 27 September 2001.
[34] EIR. Dope Inc. [
pdf].
[35] Farah, Blood From Stones, p. 15.
[36] ibid, p. 48.
[37] "
Trial hears Gaddafi 'mason' claim Wednesday", 27 September, 2000, 16:00 GMT 17:00 UK.
[38] John Lee, “
Government Corruption: A Whistleblower’s Perspective”. The Prohibition Times.
[39] John Lee, “
Police Mentality 1: A Military Perspective”. The Prohibition Times.
[40] “Blood From Stones”. Book Blurb. Ocnus.Net. Jul 3, 2004.
[41] Bender, Bryan. “
Liberia’s Taylor gave aid to Qaeda, UN probe finds”, Boston Globe, August 4, 2004.
[42] ibid.
[43] ibid.
[44] Paul Rasche. "
The Politics of Three – The Politics of Three – Pakistan, Saudi Arabia, Israel".
[45] ibid.
[46] Farah, Blood From Stones, p. 42.
[47] ibid.


http://atcloud.com/stories/15172
http://atcloud.com/stories/14250
http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=2522.msg23311;topicseen
อภิมหาคาร์บอมบ์ ระเบิด 1 ตัน แถม 1 ศพ

อานุภาพความรุนแรงระเบิดคาร์บอมบ์ลอบสังหารนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ ระบุว่า...รุนแรงเป็นอันดับสอง

อันดับหนึ่ง ครั้งใหญ่ที่สุด...รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2537

ข้อมูลจากแฟ้มข่าว ศูนย์ข้อมูลไทยรัฐ บันทึกว่า สน.ลุมพินี รับแจ้งเหตุพบระเบิดบรรจุอยู่ในแท็งก์น้ำเหล็ก
บนกระบะหลังรถบรรทุก 6 ล้อยี่ห้อ อีซูซุ สีฟ้า ทะเบียน 71-7888 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ริมถนนวิทยุ
ติดกับรั้วสวนลุมพินี ตรงข้าม สน.ลุมพินี

แท็งก์น้ำมีขนาด 120 เซนติเมตร คูณ 120 เซนติเมตร...บรรจุปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรตคลุกน้ำมันโซล่า
ไว้แน่นแท็งก์ ท้ายรถกระบะมีกระป๋องน้ำมันโซล่า 4 แกลลอน ใช้ไปแล้ว 2 แกลลอน

เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพาวุธ ตักแอมโมเนียมไนเตรตออก พบวัตถุระเบิดชนิดซีโฟร์บรรจุในขวดน้ำอัดลม
ขนาด 2 ลิตร ขนาด 2 ปอนด์ จำนวน 2 ลูก ภายในมีเชื้อปะทุไฟฟ้า 10 ดอก และยังพบดินระเบิดซีโฟร์
ขนาด 1 ส่วน 4 ปอนด์อีก 5 ลูก มีเชื้อปะทุภายในรวม 6 ดอก

หลักฐานสะดุดใจ...สำคัญ คือการพบศพ...นายชม ทิหล้า อายุ 43 ปี คนขับรถของ
บริษัทธรรมวุฒิการขนส่ง จำกัด ซึ่งถูกห่อด้วยผ้าพลาสติก คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 4-5 วัน

สถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ชันสูตรศพพบว่า รอบบริเวณลำคอมีรอยเป็นแนวคล้ายถูกบีบอย่างแรง
ศีรษะบวมมีเลือดคั่ง กระดูกกล่องเสียงหัก

สันนิษฐานว่า...ตายเพราะขาดอากาศหายใจเนื่องจากถูกรัดคอ

จ.ส.ต.สมเกียรติ นาคอ่อน เจ้าหน้าที่ตรวจงานเก็บกู้วัตถุระเบิด กก.3 กองสรรพาวุธ กรมตำรวจ
บอกว่า ระเบิดแสวงเครื่องที่พบ พร้อมจะระเบิดทุกเวลา หากมีใครมาเคลื่อนที่หรือแตะต้องฟิวส์
ที่ต่อเชื่อมกับแบตเตอรี่

เมื่อกลไกแรกทำงาน...แอมโมเนียมไนเตรตที่ผสมกับน้ำมันโซล่า น้ำหนัก 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม
ก็กลายเป็นดินระเบิดเพิ่มแรงดันอีกเท่าตัว

ระเบิดชุดนี้ ถือเป็นระเบิดแสวงเครื่องขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยเห็นมา

ในช่วงที่พบระเบิดครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญระเบิดบอกว่า อำนาจการทำลายสูง สามารถพังตึกได้ทั้งหลัง รัศมีการทำลาย ไกลถึง 1-2 กิโลเมตร

การสอบสวน...วันที่ 8 มีนาคม 2537 มีชายลักษณะเป็นชาวตะวันออกกลาง พูดไทยได้น้อยมาก
รูปร่างอ้วน ผิวดำ สูงประมาณ 178 เซนติเมตร อายุประมาณ 30 ปี มาขอเช่ารถกับนายถวิล ปวรัตน์วิจิตร
เจ้าของบริษัทธรรมวุฒิการขนส่ง จำกัด บอกว่าจะขนสินค้าไปเชียงใหม่ ตกลงกันในอัตรา
ค่าจ้าง 12,000 บาท มัดจำไว้ 500 บาท

ปริศนา...ทำไมรถบรรทุกระเบิด...จึงไปจอดนิ่งอยู่ หน้า สน.ลุมพินี เริ่มถูกคลี่คลาย ตำรวจสอบพบว่า
วันที่ 11 มีนาคม 2537 รถบรรทุกคันระเบิด ให้บังเอิญไปชนกับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ทีแซดอาร์ สีแดง
ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่หน้าห้างชิดลม

บุญเสริม แสนดี เจ้าของมอเตอร์ไซค์ ให้การว่า ชายลักษณะเป็นชาวอาหรับพูดไทยไม่ชัด
ลงมาจากรถบรรทุก ควักเงินดอลลาร์ยื่นให้

ข้อสะดุดใจ ยื่นเงินให้แล้ว แทนที่จะขับรถต่อไป กลับทิ้งรถ แล้วหายตัวไป

บุญเสริมจึงต้องแจ้งความ...ตำรวจก็มา นำรถไปจอดไว้ริมถนนวิทยุ และก็จอดอยู่อย่างนั้น 7 วัน 7 คืน

จนเมื่อเจ้าของรถบรรทุกนำเอกสารมาติดต่อรับรถคืน...จึงพบระเบิด

จุดที่จอดรถ ทิศทางที่คาดว่ารถบรรทุกระเบิดมุ่งหน้าเข้าหา เชื่อกันว่า เป็นสถานทูตสำคัญแห่งใดแห่งหนึ่ง
ไม่กี่วันต่อมา เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง มอสสาด จากอิสราเอล...เดินทางไปดู และเชื่อว่า
เป้าหมายรถบรรทุกระเบิดอยู่ที่สถานทูตอิสราเอล


ผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอล ประเมินรัศมีทำลาย รถบรรทุกระเบิดว่า ไม่น่าจะระเบิดได้แค่ 1-2 กิโลเมตร
ระเบิดขนาดนี้จะมีรัศมีการทำลายล้างไกลไปถึง 7 กิโลเมตร

ผู้เชี่ยวชาญระเบิดฝ่ายไทยบอกว่าอานุภาพของระเบิดแบบนี้ ตึกไม่ว่าจะกี่ชั้นก็ถล่มได้
ถ้าอยู่ในที่โล่งอานุภาพก็จะลดลง

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สารแอมโมเนียมไนเตรตที่พบ และระเบิดซีโฟร์ เป็นประจุเพื่อทำลายล้าง
หากมีปุ๋ยกับเชื้อปะทุอย่างเดียว อาจทำให้อำนาจการทำลายล้างไม่สมบูรณ์

แอมโมเนียมไนเตรต ผสมน้ำมันโซล่าหรือเบนซิน เมื่อต่อเข้ากับเชื้อปะทุไฟฟ้าและระเบิดซีโฟร์
จะเป็นระเบิดที่มีชื่อเรียกว่า เอเอ็นเอฟโอ มีลักษณะเป็นดินพลาสติกคล้ายดินน้ำมัน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

ปั้นเป็นรูปร่างอะไรก็ได้ การนำเข้าก็ทำได้ง่าย

เชื้อปะทุ...ส่วนมากใช้ในราชการทหาร ดูจากลักษณะการติดเชื้อปะทุไฟฟ้า และซีโฟร์ไว้หลายจุด
เมื่อกดสวิตช์ ทุกตัวจะทำงานพร้อมกันหมด ตัวไหนพลาดก็มีอีกตัวสำรองไว้

แน่นอน...ผู้ที่ทำระเบิด เป็นผู้ที่มีความชำนาญทางวัตถุระเบิดสูง

การใช้รถบรรทุกระเบิด ก่อวินาศกรรม มีอยู่ 2 แบบ อาจนำไปจอดทิ้งไว้ที่เป้าหมาย
เพื่อให้คนภายนอกไปกดสวิตช์เปิดจึงเกิดระเบิด หรือการขับรถพุ่งเข้าชน แต่วิธีนี้
ตัวคนขับก็ต้องตายไปด้วย

ความรุนแรงระเบิดหนนี้ เทียบกับเหตุระเบิดที่สถานกงสุลอิรักท้องที่ สน.จักรวรรดิ เมื่อปี 2525
ครั้งนั้นใช้ระเบิดเพียง 10 กิโลกรัม ระเบิดตึก 3 คูหา


ครั้งนี้...ใช้ระเบิดถึง 1,000 กิโลกรัม...รัศมีทำลายจะขนาดไหน

เป้าหมายหลักของผู้ก่อวินาศกรรม ชุดสืบสวนมั่นใจว่า...คือ สถานทูตอิสราเอล
เป้าหมายรอง คือ สถานทูตอเมริกา


เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นความร่วมมือระหว่างขบวนการก่อการร้ายสากล กับขบวนการหัวรุนแรงภาคใต้
และขบวนการตามแนวชายแดน

เหตุระทึกใจ ผ่านไปเกือบสิ้นเดือนมีนาคม ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศไม่ระบุประเทศไหน
ประเมินอานุภาพระเบิด 1 ตัน ว่า ปุ๋ยที่พบในแท็งก์น้ำ ที่เข้าใจกันว่า เป็นปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรต
ที่จริงแล้วเป็นปุ๋ยยูเรียธรรมดา

หากเป็นปุ๋ยยูเรียธรรมดา อำนาจการทำลายก็จะน้อยมาก...อาจทำให้เสียงดังแท็งก์น้ำระเบิด
และรัศมีการทำลายก็น้อยกว่า ไม่น่าจะใช่ 1 กิโลเมตร หรือ 7 กิโลเมตร


ข้อมูลข่าวรถบรรทุกระเบิดชุดนี้ ชี้ว่า รัศมีการทำลายของระเบิดแต่ละชุด ไม่ใช่ประเด็น
ที่จะพูดกันง่ายๆ ไกลไปเท่านั้นเท่านี้

http://www.thaiarmedforce.com/forum/viewtopic.php?f=13&t=223
http://www.sk-local.go.th/modules/news/index.php?mode=detail&id=317

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังเปรียบเทียบให้เห็นถึงการระเบิดครั้งใหญ่ๆ
ที่ผ่านมาในอดีตว่า เมื่อปี 2536 มีการใช้ระเบิดขนาดใหญ่ในรถบรรทุก 6 ล้อ บรรจุในแท็งค์น้ำ
มีส่วนประกอบของปุ๋ยผสมแอมโมเนียไนเตรท ผสมกับทีเอ็นที เพื่อทำให้ระเบิดมีพลังมากขึ้น
โดยขณะนั้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม "เฮซบอลเลาะห์"
ที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศเลบานอน ครั้งนั้นฝ่ายความมั่นคงประมาณว่า
รถบรรทุกคันดังกล่าวได้บรรทุกระเบิดน้ำหนัก 2 ตัน มีรัศมีทำลายล้างประมาณ 1 กิโลเม

ถ้านำมาเปรียบเทียบกับระยะรัศมีทำลายล้างที่เจ้าหน้าที่ได้กล่าวอ้างมาในวันที่ 24 สิงหาคมนั้น
คงไม่เหมือนกัน เนื่องจากน้ำหนักระเบิดที่จับได้มีเพียง 67 กิโลกรัม แต่ครั้งนั้นเกือบสองตัน
ตนอยากจะนำภาพเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2546
มาเปรียบเทียบให้ดู เนื่องจากในครั้งนั้นมีการใช้สารประกอบถึง 300 กิโลกรัม ทำให้อานุภาพ
การทำลายล้างกินบริเวณกว้างที่สำคัญการบรรทุกระเบิดต้องใช้รถขนาดใหญ่ 2 ถึง 3 คัน
ไม่ใช่รถเก๋งเหมือนอย่างนี้


http://www.the-thainews.com/misc/journal/jn140348_1.htm
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5669013/X5669013.html
เหตุการณ์ก่อการร้ายสากลในประเทศไทย (ฉบับปรับปรุง)

1. การบุกยึดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ระหว่าง 28-30 ธันวาคม 2515
โดยสมาชิกขบวนการก่อการร้ายปาเลสไตน์ อัลฟาตาห์ กลุ่ม BLACK SEPTEMBER
บุกเข้ายึดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล

2. การปล้นยึดเครื่องบินจากฟิลิปปินส์มาลงไทยระหว่าง 7-13 เมษายน 2519
โดยผู้ก่อการร้ายขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (MORO NATIONAL
LIBERATION FRONT OF MINDANAO) 3 คน
ปล้นยึดเครื่องบินโดยสารภายในประเทศจากฟิลิปปินส์ มาแวะพักที่ดอนเมือง

3. การปล้นยึดเครื่องบินจากอินโดนีเซียมาลงไทย ระหว่าง 28-31 มีนาคม 2524
โดยผู้ก่อการร้าย คอมมานโดญิฮาด (COMMANDO JIHAD MOVEMENT) ของอินโดนีเซีย
จํานวน 5 คน ได้ปล้นยึดเครื่องบินโดยสารจากอินโดนีเซีย
เพื่อไปลงยังประเทศศรีลังกา และได้แวะลงที่ กทม. ในวันเดียวกัน

4. กรณีระเบิดบริษัท A E NANA จํากัด เมื่อ 2 ธันวาคม 2525 ได้มีผู้นําระเบิดซ่อนไว้ในกระเป๋าเอกสาร
ทิ้งไว้ในสํานักงานบริษัท และได้เกิดระเบิดขึ้นขณะที่ จนท.ตํารวจพยายามจะนํากระเป๋ษ
ออกจากตัวอาคารทําให้อาคารของบริษัทพังถล่มลงมา

5. การปล้นยึกเครื่องบินจากไทยไป ลงแอลจีเรีย ระหว่าง 5-20 เมษายน 2531
โดยผู้ก่อการร้ายกลุ่ม HIZBALLAH~ จํานวน 6-8 คน ได้ปล้นยึดเครื่องบินโดยสารของ
สายการบินคูเวตจากกรุงเทพฯไปอิหร่าน




6. คนร้ายลอบสังหารนาย SALEH AL-MALIKI เลขนุการตรี สถานทูตซาอุดีอาระเบีย 4 ธันวาคม 2532

7. นักศึกษาพม่า 2 คน จี้เครื่องบิน 6 ตุลาคม 2532 จี้จากเมืองมะริด สหภาพพม่า มาลงสนามบินอู่ตะเภา

8. นักศึกษาพม่า 2 คน จี้เครื่องบินสายการบินไทย 10 พฤศจิกายน 2532 เครื่องบินลํษดังกล่าว
เส้นทาง กรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง โยนักศึกษาพม่าจี้ไปลงอินเดีย

9. ไทยจับกุมผู้ก่อกการร้ายอียิปต์ 3 คน 22 มกราคม 2537 ผู้ก่อการร้ายชาวอิยิปต์
ที่ถูกทางการอิยิปต์ออกหมายจับกุมได้หลบหนีเข้าไทย พักอษศํยอยู่ที่บ้านอัลฟารุก IIRO
อําพรางเป็นครูสอนศาสนา

10. คนร้ายขับรถบรรทุก 6 ล้อ บรรทุกระเบิดขนาดใหญ่ แสวงเครื่อง 11 มีนาคม 2537


ระเบิดดังกล่าว ประกอบด้วย แอมโมเนียไนเตรด ดินระเบิด ซี 4 ขนาด 2 ปอนด์ 2 ลูก เชื้อประทุ 10 ดอก
แท่งดินระเบิดซี 4 1/4 ปอนด์ 3 แท่ง เชื้อประทุ 6 ดอก คนร้ายขับรถชนจักรยานยนต์จึงหลบหนีไป

11.กลุ่ม GOD ARMY บุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี 24 มกราคม 2543 กลุ่ม GOD ARMY ตายเรียบ 9 ศพ

(จากหนังสือ อภิมหาวินาศกรรมอเมริกา กรุงเทพธุรกิจ ,2544)




http://www.youtube.com/watch?v=9Ml_itmtP68

Crazy Truckbomb explosion on Sept. 2, 2007

I don't think any amount of reinforcing to any vehicle would save you from this....This is a video
of
a suicide VBIED that hit a few days ago. The explosions are definitely
not like the movies. No Americans hurt. The trucks pulling up behind
were Iraqi Army Humvee's



อย่าหวังพึ่ง พระสยามฯ มากเกินไป


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Dec 22, 2009 12:21 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Mon Dec 21, 2009 2:53 pm

ท่าน att คะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ขออนุญาตถามให้หมดจดเบ็ดเสร็จ Surprised

1. หลักการ 5 ประการแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติของจีน ประกอบด้วย
- ต่างฝ่ายต่างเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน
- ต่างฝ่ายต่างไม่ก้าวร้าวรุกรานกัน
- ต่างฝ่ายต่างไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
- เสมอภาคและมีผลประโยชน์ร่วมกัน
- อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

แล้วสิ่งที่จีน ทำกับ ทิเบต และซูดาน จะเรียกว่าอะไรล่ะคะ เขา ปากว่าตาขยิบ เหมือน อเมริกา รึปล่าว?

2. Elite Group ของจีน เข้าไปอยู่ในวังวน ของ ผู้ที่ต้องการปกครองโลก ด้วยทฤษฎี New World Order
ด้วยรึปล่าว ?

3. ปัจจุบัน เรากลัวอเมริกา สลายไทยเป็น สาธารณรัฐ แล้วเราไม่มีความจำเป็นต้องกลัวจีน เลยเหรอคะ?
ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไทยกลัวคอมมิวนิสต์มาก แต่ตอนนี้ต้องคบกับคอม เพื่อคานอำนาจ โลกเสรีประชาธิปไตย

4. คำพูดที่ว่า "กลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐ ของอเมริกา คือ ยิว วาติกัน เฟด จะคอยถ่วงดุลนักการเมือง"
วาติกัน หนูเข้าใจว่าเป็นรากฐานของ CIA ...แล้ว ยิว กับ เฟด(ธนาคารกลางสหรัฐ) นี่สำคัญยังไงคะ ?
ถึงสามารถถ่วงดุลนักการเมืองได้

ออกจะนอกเรื่องไปหน่อย ต้องกราบขออภัย พอดีมันสงสัยติดพัน Question
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 21, 2009 4:13 pm

พีพี พิมพ์ว่า:ท่าน att คะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ขออนุญาตถามให้หมดจดเบ็ดเสร็จ Surprised

1. หลักการ 5 ประการแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติของจีน ประกอบด้วย
- ต่างฝ่ายต่างเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน
- ต่างฝ่ายต่างไม่ก้าวร้าวรุกรานกัน
- ต่างฝ่ายต่างไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
- เสมอภาคและมีผลประโยชน์ร่วมกัน
- อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

แล้วสิ่งที่จีน ทำกับ ทิเบต และซูดาน จะเรียกว่าอะไรล่ะคะ เขา ปากว่าตาขยิบ เหมือน อเมริกา รึปล่าว?

2. Elite Group ของจีน เข้าไปอยู่ในวังวน ของ ผู้ที่ต้องการปกครองโลก ด้วยทฤษฎี New World Order
ด้วยรึปล่าว ?

3. ปัจจุบัน เรากลัวอเมริกา สลายไทยเป็น สาธารณรัฐ แล้วเราไม่มีความจำเป็นต้องกลัวจีน เลยเหรอคะ?
ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไทยกลัวคอมมิวนิสต์มาก แต่ตอนนี้ต้องคบกับคอม เพื่อคานอำนาจ โลกเสรีประชาธิปไตย

4. คำพูดที่ว่า "กลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐ ของอเมริกา คือ ยิว วาติกัน เฟด จะคอยถ่วงดุลนักการเมือง"
วาติกัน หนูเข้าใจว่าเป็นรากฐานของ CIA ...แล้ว ยิว กับ เฟด(ธนาคารกลางสหรัฐ) นี่สำคัญยังไงคะ ?
ถึงสามารถถ่วงดุลนักการเมืองได้

ออกจะนอกเรื่องไปหน่อย ต้องกราบขออภัย พอดีมันสงสัยติดพัน Question

เมื่อกี๊ลืมถาม มือถืออีกตัวซื้อไปให้ใครเอ่ย

ข้อ ๑. เดี๋ยวจีนเขาจะโกรธเอานา ไม่ตอบดีกว่า ไทยยิ่งมีมิตรแท้น้อยอยู่ด้วย

ข้อ ๒. เคยขอความเห็นของท่าน sf ตามนี้

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=632&forum=6&page=8&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.theforbiddenknowledge.com/hardtruth/the_li_bloodline.htm

อยากขอความเห็นท่าน SF เกี่ยวกับผังนี้ครับ

โดย att [20 พ.ย. 2550 , 16:18:44 น.]

http://www.theforbiddenknowledge.com/hardtruth/the_li_bloodline.htm
Lee met Mao

In 1976, Lee Kuan Yew himself met with Mao Tse-Tung (then the leader of Red China).
Mao Tsetuag himself is closely tied to the Li family. Li Ta-chao was the head of the communist party
in Northern China during the fighting with the Nationalists. Mao’s bodyguard was a Li family member
Li Yinqiao. Mao’s mentor was Li Ta-chao, who had ties to the Red Spears Secret Society.
Other early high ranking communists such as Chu Teh, Ho Lung, and Liu Chib-tan had memberships
in the Red Spears Secret Society and Li Ch’l-han an early communist leader was a member of
the Green Gang Secret Society. We will cover more about the Li family and
Its relationship to Chinese Secret Societies later, as weil as explaining some about
the various powerful secret fraternities. It may well have been Li Ta-chao’s guidance
that lead to Mao Tse-tung writing the first systematic attempt by a Chinese Marxist
to characterize the class basis of secret societies, and emphasizing their importance for revolution.
Mao cooperated with the Ko-Ino Hui, a secret society, that helped his revolution,
but strangely the official collection of Mao’s works neglects to include Mao’s appeal to them for help.
(This neglect is noted on pg. 4 of Popular Movements & Secret Societies in China. 1840-1950)
Mao Tse-Tung is also a product of the Harlot Christian church.
Mao as a boy had wanted to learn of Christ and attend a Missionary school,
but when he went to it, they threw him rudely out because he was Chinese.
Mao never forgot the bad treatment he received at the hands of Christians.
That explains in part his hatred of Christianity.

-------------------------------------------------------------
ข้อมูลจากลิงค์ข้างบน แสดงว่าเหมา คือส่วนหนึ่งในกลุ่ม new world order ข้อมูลนี้เชื่อถือได้แค่ไหนครับ

อธิบายเพิ่มเติมคือทางการจีนมีสายสัมพันธ์ผ่านตระกูล ลี โดยผู้นำรุ่นปัจจุบันดูเหมือน
จะอยู่ภายใต้อิทธิพล ของกลุ่ม อิลลูมิเนติ นี้ด้วยจากผังข้างบน

----------------------------------------------------
RED CHINA

‘The real decislon making in China’s political system takes place within the Politburo,
and particularly among the seven members of its standing committee,
in consultation with retired Party elders.’ (The China Business Review, Jan-Feb. 1993, p. 22)
This inner circle of seven men Includes two members of the Li family: Li Peng,
who is the head of this inner circle, and Li Ruihuan, who Is head of the CommunIst Party’s Propaganda.
Li Ruihuan has been a member of this inner circle since 1989.
The other men on the inner circle are Jiang Zemin, Qiao Shi, Hu Jintao, Liu Huaqing, and Zhu Rongji.

As premier or Prime Minister of China Li Peng has met with a great many of the world’s leaders,
and many of the Illuminati’s men. Here is a sampling of Li Peng’s meetings:

April 28, ’90—Soviet leaders
around July, ’91—U.S.-China Business
Council Officials which includes

Illuminati members.

Aug. 15, 91—Japanese Prime Minister Toshiki Kaifu

Sept. 3, ’91--Great Britain’s Prime Minister John Major

Nov. 16, ’91-Sec. of State James A. Baker

Dec. 12-14, ’91--Prime Minister of India P.V. Narasiaha Rao

Feb. 1, ’92—Pres. George Bush

Peb. 3, ’92—top U.S. capitalists

(Illuminati members)

โดย att [21 พ.ย. 2550 , 11:27:00 น.]


เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ผมคิดว่ามีส่วนเป็นไปได้ ในอดีตที่ผ่านมามีเรื่องสำคัญที่เหนือความคาดคิด
ที่เกิดขึ้นในจีน ก็น่าที่จะคล้าย ๆ กับประเด็นที่ท่าน บิ๊ก att ได้ยกประเด็นขึ้นมานี้ คือ
- พระนาง ซู สี ไทเฮา เป็นสมาชิกของ FED นางได้ขนสมบัติจำนวนมากส่วนหนึ่งของจีนไป เข้าร่วมกับ FED นี้
และ FED ชื่อนี้เป็นชื่อใหม่ แต่เป็นกลุ่มที่ถูกจัดตั้งกันมาอย่างยาวนานแล้วคือ ฟรีเมสัน แล้วมาเปลี่ยนตัวเลขของสมาชิก
ที่เป็นตระกูล เป็น ๑๓ ตระกูลตามที่หนังสือได้กล่าวไว้ นั่น แสดงให้เห็นว่า ฟรีเมสัน และส่วนหนึ่งเป็น illuminati นี้
เคยเข้าไปแผ่อิทธิพลอย่างลับ ๆ ใน ชนชั้นสูงของจีนมานานแล้ว แม้แต่ในสถาบันกษัตริย์ ก็ตาม ตระกูล ลี
เป็นตระกูลที่ใหญ่มากในจีน แม้แต่ต้นราชวงศ์ถังก็ยังเป็นตระกูล ลี ( ลี เอี๋ยน , ลี ซื่อ หมิน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น
ถัง เกา จู่ ฮ่องเต้ และ ถังไท้จง ฮ่องเต้....ฉะนั้น ตระกูล ลี มากมายเหลือเกิน และตระกูลลี
ส่วนหนึ่งก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตในจีน ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวัน จีนฮ่องกอง จีน สิงคโปร์....
ซึ่งจีนเหล่านี้ไม่ว่ากี่ชาติกี่สมัยก็ยังเป็น จีนอยู่วันยังค่ำ...และตระกูล ลี ก็ยังเป็นตระกูล ลี อยู่วันยังค่ำ
แน่นอนครับเมื่อมีอิทธิพล มีอำนาจ ไม่ว่าใครก็ย่อมมีความสำคัญทั้งนั้น เมื่อตระกูล ลี มีความสำคัญ
กลุ่มอำนาจระดับโลกย่อมหมายปอง เป็นเรื่องธรรมดา คำว่า "ชนชั้นสูงของโลก" ใครก็ต้องการ
ตระกูล ลี ก็ต้องการได้
- เจียง ชิง เป็น CIA เจียง ชิง เป็นคนที่นอน อยู่ข้างกายเหมา เจ๋อ ตุง ผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของจีนแดง


โดย Special Force [21 พ.ย. 2550 , 15:03:04 น.]

อืม...คงไม่ต่างจากยุโรปและอเมริกา รวมถึงไทยเองด้วย ที่เรียกว่า ELITE GROUP
ผมมีวิดิโอน่าสนใจดีดูได้ที่ลิงค์นี้ครับ

โดย att [21 พ.ย. 2550 , 15:46:35 น.]

ในจีนเองก็น่าจะมีกลุ่มนี้อยู่ในส่วนของภาคธุรกิจ ไม่อย่างนั้นจีนคงไม่เติบโตแบบก้าวกระโดด
แต่ทั้งนี้อาจจะไม่มีอิทธิพลถึงขนาดชี้เป็นชี้ตาย ในระดับนโยบายของจีนโดยรวมได้
ขึ้นอยู่กับภายในกองทัพจีนเองว่าแข็งแกร่งเพียงใด

3. ถ้าเราคิดจะคบเขาเป็นมิตร ก็ต้องเชื่อใจเขาได้ระดับหนึ่ง
เพราะ ระบอบทุนนิยมเสรี หรือ คอมมิวนิสต์ ล้วนแต่มาจากทุนเดียวกันทั้งสิ้น
การปลูกฝังอุดมการณ์เป็นวิธีการหนึ่งในการโฆษณาชวนเชื่อหรือล้างสมองของแต่ละระบอบเท่านั้น

4. เดี๋ยวค่อยมาตอบเพราะมันยาว



สีจิ้นผิง (习近平)

วันเกิด : มิถุนายน ค.ศ. 1953
ภูมิลำเนา : เมืองฝู่ผิง มณฑลส่านซี
การศึกษา :
ปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลับชิงหัว
ตำแหน่งปัจจุบัน :
คณะกรรมการประจำกรมการเมือง,เลขาสำนักเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ,
ผู้อำนวยการโรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์จีน
บิดา :
สีจ้งซวิน (อดีตคณะกรรมการกรมการเมือง,รอประธานคณะกรรมการสภาผู้แทนประชาชน,
รองนายกรัฐมนตรี)
ภรรยา :
เผิงลี่หยวน (ตำแหน่งพลตรีในกองทัพปลดแอก,นักร้องโซปราโนดัง)

การทำงาน : 1979-1982 เลขาสำนักงานคณะกรรมการทหารพรรคฯ ,เลขาสำนักงานคณะรัฐมนตรี
1982-1985 รองเลขาธิการ,เลขาธิการพรรคฯอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ย
1985-1988 รองผู้ว่าเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน)
1988-1990 เลขาธิการพรรคฯเมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน
1990-2002 เลขาธิการพรรคฯเมืองฝูโจว,รองเลขาธิการพรรคฯมณฑลฝูเจี้ยน,ผู้ว่าฯมณฑลฝูเจี้ยน
2002-2007 ผู้ว่ามณฑลเจ้อเจียง,เลขาธิการพรรคฯมณฑลเจ้อเจียง
มี.ค.-ต.ค.2007 เลขาธิการพรรคฯเซี่ยงไฮ้


http://thai.cri.cn/221/2009/12/16/223s165740.htm

สื่อมวลชนพม่าเห็นว่า การเยือนพม่าของนายสีจิ้นผิงจะมีส่วนช่วยต่อการพัฒนา
มิตรสัมพันธ์ฉันประเทศเพื่อนบ้านระหว่างจีนกับพม่า


2009-12-16 20:15:01 cri

สำนักข่าวซินหวารายงานว่า หนังสือพิมพ์ฉบับภาษาจีน"จินเฟิ่งหวาง"ของพม่าตีพิมพ์บทนำในวันที่ ๑๖ ธันวาคมนี้ว่า
ในโอกาสที่ใกล้ถึงวันครบรอบ ๖๐ ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างจีนกับพม่า
นายสีจิ้นผิงรองประธานาธิบดีจีนจะเดินทางมาเยือนพม่าอย่างเป็นทางการซึ่งมีความหมายสำคัญยิ่ง
โดยจะมีส่วนช่วยต่อการส่งเสริมการพัฒนามิตรสัมพันธ์ฉันประเทศเพื่อนบ้านระหว่างสองประเทศ
บทนำยังระบุว่า การพัฒนามิตรสัมพันธ์ฉันประเทศเพื่อนบ้านระหว่างจีนกับพม่า สอดคล้องกับผลประโยชน์
ขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งสองประเทศ ต้องพัฒนามิตรสัมพันธ์และ ความร่วมมือระหว่างจีนกับพม่า
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ จึงสามารถพัฒนาสู่ระดับลึกอย่างราบรื่น

รองปธน.สี จิ้น ผิง ของจีนเยือนกัมพูชา

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552

คมชัดลึก :รองประธานาธิบดีจีนเดินทางถึงกัมพูชาหลังรัฐบาลกัมพูชายอมส่งตัวมุสลิมอุยกูร์ 20 คน กลับไปให้จีน

(21ธ.ค.) นายกอย กวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาแถลงเมื่อวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นว่า
เครื่องบินของรองประธานา ธิบดีสี จิ้น ผิงของจีน ได้เดินทางถึงจังหวัดเสียมเรียบ อันเป็นที่ตั้ง"นครวัด"
สถานที่ท่องเที่ยวอันมีชื่อเสียงของกัมพูชา เมื่อวันอาทิตย์และรองประธานาธิบดีสี จะเปิดการเจรจา
กับนายกรัฐมนตรีฮุน เซ็น ที่กรุงพนมเปญในวันจันทร์นี้ กับจะร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามในข้อตกลงร่วมกัน
รวม 14 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แก่กัมพูชา นักวิเคราะห์มองว่า
การเยือนกัมพูชาของรองประธานาบดีสี จิ้น ผิงมีความสำคัญ เพราะเป็นที่คาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า
เขาคือตัวเก็งที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีหู จิ่น เทา ในอนาคต
และกัมพูชาเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเขา ในการเยือน 4 ชาติเอเชียของเขาซึ่งรวมทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และพม่า
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า การเยือนกัมพูชาของรองประธานาธิบดีจีนท่านนี้ มีขึ้นหลังจากกัมพูชา
ยอมตกลงตามที่จีนต้องการโดยเมื่อค่ำวันเสาร์ได้ส่งตัวผู้ขอลี้ภัยชาวมุสลิมอุยกูร์ 20 คนขึ้นเครื่องบินกลับไปให้จีน
ที่ต้องการตัวพวกเขาในข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลโดยใช้ความรุนแรงมา
แม้จะมีเสียงคัดค้านจากสหรัฐ สหประชาชาติ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ
นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษย์ชนระบุว่า การส่งกลับจีนถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย
และคนเหล่านี้จะถูกทำร้ายและกระทำทารุณ หลังจากเหตุการณ์ขัดแย้งระหว่างชาวจีนฮั่น ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่
ในมณฑลซินเจียง กับชาวมุสลิมอุยกูร์เมื่อเดือนก.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 200 คน และบาดเจ็บ 1,600 คน
เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ได้ยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติในกัมพูชาขณะที่
กระทรวงต่างประเทศกัมพูชายืนยันว่า ชาวมุสลิมอุยกูร์กลุ่มนี้ถือเป็นผู้อพยพ และต้องถูกขับออกจากประเทศ
ตามกฎหมายของกัมพูชา นายกอร์ดอน ดูกูอิท โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯแถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า
วิตกมากเรื่องบังคับส่งกลับครั้งนี้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ
และต่อจุดยืนของกัมพูชาในประชาคมโลก ขณะที่จีนเป็นพันธมิตรและผู้บริจาคหลักของกัมพูชา
เรียกบุคคลกลุ่มนี้ว่า"อาชญากร" สำนักข่าวเอพีรายงานด้วยว่า ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เป็นคู่แข่งของจีน
แต่พม่ากับกัมพูชาเป็นสองประเทศในกลุ่มยากจนที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทำให้จีนใช้ความร่ำรวยมาแผ่อิทธิพล จีนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดสุดและทรงอิทธิพลสุดของพม่า
และมีการลงทุนใหญ่ๆ จำนวนมากในพม่าที่ถูกตะวันเมินเพราะไม่ยอมเป็นประชาธิปไตย
ขณะที่กัมพูชาเป็นประชาธิปไตยมากกว่าพม่า แต่นายฮุนเซ็นเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจเด็ดขาด
และใช้ความสัมพันธ์กับจีน ถ่วงดุลย์ไม่ให้ตนต้องพึ่งพาชาติตะวันตก


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Dec 22, 2009 12:24 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 21, 2009 10:49 pm

4. คำพูดที่ว่า "กลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐ ของอเมริกา คือ ยิว วาติกัน เฟด จะคอยถ่วงดุลนักการเมือง"
วาติกัน หนูเข้าใจว่าเป็นรากฐานของ CIA ...แล้ว ยิว กับ เฟด(ธนาคารกลางสหรัฐ) นี่สำคัญยังไงคะ ?
ถึงสามารถถ่วงดุลนักการเมืองได้

เขาไม่ได้ถ่วงดุลนักการเมือง เพราะนักการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ยิว เฟด วาติกัน ต่างหาก
ที่อเมริกาพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่า เป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ที่จริงแล้ว ประธานาธิบดีอเมริกา
เกือบทุกคน ต้องอยู่ในการควบคุมของกลุ่มเหล่านี้ ถ้าจะอธิบายมันซับซ้อนมาก
ต้องค่อยๆ อ่านข้อมูลแล้วทำความเข้าใจ อาจจะต้องกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ของยุโรป
สมัยสงครามครูเสด ยกตัวอย่างคือ

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=92&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ระบบการเงินการธนาคารในสมัยปัจจุบัน ต้นกำเนิดมาจาก อัศวินเทมพลาร์ (KNIGHT TEMPLAR)
โดยการรับฝากทรัพย์สินของเหล่านักรบที่จะไปรบในสงครามครูเสดโน่นแหละ
เป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิด FED และการควบคุมระบบการเิงินโลก

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=84&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.khazaria.com/

A Resource for Turkic and Jewish History in Russia and Ukraine

Map of the Khazar Empire in the early 10th century.


Map of the Crimean peninsula during the Khazar era.

ส่วนยิว คือ ต้นกำเนิดของกลุ่มฟรีเมสันที่ ควบคุมวาติกัน และแทนที่ทุกศาสนาในโลก ด้วยคำขวัญที่ว่า
เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ คุ้นมั๊ยว่าใครในพันธมิตร และ เสื้อแดง ชอบใช้เสมอๆ รวมทั้ง
นักการเมือง และ กลุ่มนักศึกษา 14 ตุลา และผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังระดับสูงๆ
ยิวที่ว่านี้ไม่ใช่ยิวในตะวันออกกลาง เป็นยิวจากเอเชียกลางและยุโรป เรียกว่า ยิวจากคาซาเรีย
ที่อยู่ในกลุ่ม ELITE GROUP (NEW WORLD ORDER)


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=94&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.redicecreations.com/article.php?id=1620

The Power of the Rothschilds
Co-Masters of the World --The Media

Eustice Mullins has published his research in his book Who Owns the TV Networks showing that
the Rothschilds have control of all three U.S. Networks, plus other aspects of the recording
and mass media industry.
It can be added that they control Reuters too. From other sources it appears CNN,
which began as an independent challenge to the Jewish Network monopoly, ran into repeated trickery,
and ended up part of the system. Money from B.C.C.I.,
(B.C.C.I. has been one of the New World Orders financial systems for doing its dirty business
such as controlling Congressmen, and is involved with INSLA, the Iran-Contra Scandal, Centrust,
and other recent scandals)
which has tainted so many aspects of public power in the U.S.
has also been behind CNN. Perhaps nothing dominates the life of some Americans as does the television.
Americans sit themselves before the television set and simply absorb what it projects to them.
On a day to day basis the biggest way the Rothschilds touch the lives of Americans are
the three major networks which are under Rothschild direction. To illustrate this we will examine
who run the networks. This list is not current, and no attempt was to provide that.
The length of writing a book insures that some material will be dated anyway.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=90&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


I think that the most interesting piece of information that Commander Carr
uncovered in this book is a speech given by the German Jewish goldsmith Mayer Amschel Bauer,
who changed his name to Rothschild and founded the infamous international banking family
of the same name.
This speech by Bauer/Rothschild, found in Chapter 3 entitled
"The Men who caused the French Revolution, 1789," is undoubtedly the modern-day origin of
the infamous "Protocols of the Learned Elders of Zion."
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 22, 2009 11:04 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261403973&grpid=00&catid=

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:40:58 น.
มติชนออนไลน์

กองปราบฯ ตั้งสมมติฐาน"คนไทย"ร่วมขน "อาวุธ"
สื่อนอกมึนเส้นทางบินสุดวกวน เผยปลายทางที่อิหร่าน


กองปราบฯ เผยแค่ตั้งสมมติฐานมีคนไทยร่วมแก๊งขน"อาวุธ" สงสัยต่างชาติจะขับเครื่องบิน
มาแวะจอดในประเทศได้ ต้องมีคนไทยคอยอำนวยความสะดวกให้ สื่อนอกมึนเส้นทางการบินประหลาด
ชี้ปลายทางสินค้าอยู่ที่กรุงเตหะราน อิหร่าน



หนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัลเผยแพร่บางส่วนของรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเส้นทางการบิน
และอาวุธของ เครื่องบินขนส่ง อิลยูชิน-76 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งถูกตรวจจับได้ว่าพยายามลักลอบขนส่ง
อาวุธร้ายแรงจำนวนไม่น้อยกว่า 35 ตัน และถูกทางการไทยยึดทั้งเครื่องบินและอาวุธทั้งหมดเอาไว้พร้อมควบคุมตัว
นักบินและลูกเรือรวม 5 คนเอาไว้ในขณะนี้ว่า เครื่องบินลำนี้เริ่มต้นที่อาเซอร์ไบจาน ไม่ใช่ในยูเครน
อย่างที่มีการเปิดเผยกันในตอนแรก และตามแผนการบินซึ่งวกวนและผิดปกติอย่างยิ่ง เครื่องบินกำหนดจะส่ง "สินค้า"
ที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่เมืองพ็อดกอร์จก้า ประเทศมอนเตเนโกร

รายงานข่าวระบุว่า องค์กรวิจัยการค้าอาวุธระหว่างประเทศ 2 แห่ง คือ ทรานสอาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ในนครชิคาโก
รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ร่วมกับสำนักข้อมูลข่าวสารเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ หรือไอพีไอเอส
ซึ่งตั้งอยู่ในนครอันต์เวิร์บ ประเทศเบลเยียม แลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาวิจัยกรณีนี้
และเตรียมจัดทำรายงานออกเผยแพร่ร่วมกัน โดยองค์กรทั้งสองได้ข้อมูลแผนการบินที่ละเอียดยิบ
ตลอดเส้นทางของเครื่องบินลำนี้ พร้อมกับรายการสินค้าและกำหนดจัดส่งทั้งหมดนำมาใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้
และพบว่า เครื่องบินออกเดินทางครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม จากสนามบินในเมืองนาสออสนายา ประเทศอาเซอร์ไบจาน
ในวันเดียวกันนั้นเครื่องบินลำดังกล่าวแวะลงจอดเติมน้ำมันที่อัล ฟูไจราห์ ในนครรัฐชาจาห์ 1 ใน 7 รัฐของ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทางเจ้าหน้าที่ของยูเออียืนยันการลงจอดดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเครื่องบินเปล่า
กำลังจะเดินทางมารับสินค้า

หลังจากนั้นเครื่องบินลำนี้เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 ธันวาคมเพื่อแวะเติมน้ำมัน
จากนั้นจึงเดินทางไปยังกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีสายของสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ)
เห็นการนำอาวุธขึ้นบรรทุกบนเครื่องบินลำนี้
ซึ่งออกเดินทางจากท่าอากาศยานเปียงยางกลับมายังกรุงเทพฯ
อีกครั้งหนึ่งเพื่อร่อนลงจอดเพื่อเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนถูกตรวจและจับกุมในวันที่ 11 ธันวาคมนี้

ตามการวิเคราะห์ของทรานสอาร์มและไอพีไอเอสนั้น จุดแวะลำดับต่อไปก็คือ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา
ในวันที่ 11 ธันวาคมเช่นเดียวกัน และกำหนดจะไปถึงเมืองอัล ฟูไจราห์ ในชาจาห์อีกครั้งในวันที่ 12 ธันวาคม
จากนั้นจะบินไปแวะที่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ก่อนออกเดินทางต่อมายังกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน
เพื่อถ่ายเทสินค้าทั้งหมดในวันที่ 13 ธันวาคม ก่อนเดินทางไปยังมอนเตเนโกร ในวันเดียวกัน

นายปีเตอร์ แดนเสิร์ต นักวิจัยด้านการค้าอาวุธระหว่างประเทศของไอพีไอเอส ซึ่งมีส่วนในการวิจัยกรณีนี้อยู่ด้วย
ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าอาวุธผิดกฎหมายระหว่างประเทศต่างพากันพิศวงกับการหยุดแวะที่กรุงเทพฯ
เพราะเป็นสถานที่ที่มีการตรวจค้นสูงมาก เนื่องจากเป็นเส้นทางการค้ายาเสพติด ขณะเดียวกันแผนการบิน
และเส้นทางการบินทั้งหมดถือว่าผิดปกติอย่างยิ่ง แม้จะเป็นเส้นทางการบินสำหรับเครื่องบินขนส่งสินค้าปกติ
และยิ่งไม่สมเหตุผลมากขึ้นไปอีกในกรณีที่เป็นแผนการบินของเครื่องบินค้าอาวุธ

ทรานสอาร์มและไอพีไอเอสยังได้รายละเอียดของรายการสินค้า ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารปูมการบินตามปกติ
โดยระบุว่าเป็น "อะไหล่สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมัน" ในรายการสินค้ารายการหนึ่งแบ่งสินค้าออกเป็น 8 หมวด
อาทิ "อะไหล่สำหรับชุดป้องกันความร้อนของแท่นขุดเจาะ รุ่นเอ็มทีอีซี 6" เป็นต้น

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ใครก็ตามที่เป็นผู้จัดส่งและวางแผนการบินครั้งนี้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะปกปิดตัวเอง
เครื่องบินลำนี้เดิมทีจดทะเบียนในจอร์เจีย เป็นของบริษัทแอร์เวสต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน
ปล่อยให้บริษัท เอสพี เทรดดิ้ง จดทะเบียนในนิวซีแลนด์ เช่าเหมาลำไป ต่อมาเอสพี เทรดดิ้ง
ปล่อยเครื่องให้บริษัทในฮ่องกงบริษัทหนึ่งเช่าเหมาลำไปอีกต่อหนึ่ง

นักวิเคราะห์ของไอพีไอเอส ระบุว่า บริษัทฮ่องกงที่เช่าเครื่องเป็นทอดสุดท้ายนั้นมีบริษัทฮ่องกงอีกบริษัท
เป็นเจ้าของและบริษัทที่เป็นเจ้าของนี้ก็มีอีก บริษัทซึ่งใช้ที่ตั้งในเกาะบริติชเวอร์จิ้น เป็นเจ้าของ
ไอพีไอเอสเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้นี่เองที่เป็นคนจัดการเรื่องสินค้าล็อตนี้ทั้งหมด

ขณะที่ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผู้บังคับการกองปราบปราม (รรท.ผบก.ป.)
เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนกองปราบปราม คดีลำเลียงอาวุธสงครามร้ายแรงทางอากาศยาน
ที่ บก.ป. เพื่อกำหนดแนวทางการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทางคดีร่วมกับทาง
อัยการฝ่ายต่างประเทศ ก่อนจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาทั้งหมด

ต่อมาเวลา 14.00 น. นายจุน มารุยาม่า หัวหน้านายตำรวจประสานงานอาวุโส พร้อมล่ามชาวญี่ปุ่น
เข้าพบ พ.ต.อ.สุพิศาล เพื่อสอบถามคดีนี้ มีความเกี่ยวข้องกับชาวญี่ปุ่นหรือไม่ และสอบถามถึงการดำเนินคดี
ของทางการไทย เรื่องนี้ พ.ต.อ.สุพิศาลกล่าวว่า ได้ชี้แจงไปเท่าที่ข้อเท็จจริงปรากฏโดยที่ผ่านมามีหลายประเทศ
เข้ามาประสานข้อมูลกับตำรวจ เช่น สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์

พ.ต.อ.สุพิศาลกล่าวว่า สำหรับกลุ่มคนไทยที่คาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นยังเป็นเพียงการตั้งสมมติฐาน
ในการสืบสวนสอบสวนเพราะการที่ชาวต่างชาติจะขับเครื่องบินมาแวะจอดในประเทศไทย
แน่นอนว่าต้องมีคนไทยหรือบริษัทเอกชนที่คอยอำนวยความสะดวกหรือให้บริการ
ซึ่งข้อมูลส่วนนี้พบว่ามีบริษัท เอ็มเจ็ท เป็นผู้ดำเนินการ


http://liberalthai.wordpress.com/2009/05/26/%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81/

วีซ่ามอนเตเนโกรของ “ทักษิณ” ผู้อื้อฉาว สร้างความกังวลใจให้ ฯพณฯ มอร์เรอ

2009 พฤษภาคม 26

Affair “Thaksin”: H.E. Mr. Maurer does not yet know whether this case will
affect the liberalisation of visa regime for Montenegro

From Podgorica, Montenegro
๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่มา – Njegoskij.org
แปลและเรียบเรียง – chapter 11


ตั้งแต่ วันพฤหัสที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒ สื่อจากทั่วโลกประโคมข่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร วัย ๕๙ ปี
ซึ่งมี่ข่าวออกมาเป็นระยะๆว่าถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในระหว่างการเข้าพบปะหารือเป็นการส่วนตัวเป็นเวลาสี่วัน
(ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ เมษายน) กับ ดร.ริชาร์ด วี โทลเบิร์ท ประธานคณะกรรมาธิการการลงทุนแห่งชาติไลบีเรีย (เอ็นไอซี)
ที่มอนโรเวีย เมืองหลวงของประเทศไลบีเรีย ในอาฟริกาตะวันตก เพื่อความเป็นไปได้ที่จะลงทุนในกิจการเหมืองแร่ในประเทศ

การพบปะหารือกันนั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆกับประเทศมอนเตเนโกร ถ้าทักษิณซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี
ที่กำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนีและเป็นบุคคลที่ ตำรวจสากล ต้องการ ตัวตั้งแต่กลางเดือนเมษายน
ถ้าไม่ได้เดินทางถึงสนามบินมอนโรเวียโดยใช้หนังสือเดินทางประเทศมอนเตเนโกร หนังสือเดินทางเล่มที่ I38kd3695
จนถึงวันนี้ มีรายงานข่าวว่า ทักษิณได้ใช้หนังสือเดินทางทูตแห่งประเทศนิคารากัว ซึ่งออกให้เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๒
จากกระทรวงต่างประเทศที่มานากัว โดยเป็นคำสั่งอนุมัติพิเศษของประธานาธิบดีโฮเซ่ แดเนียล ออเทก้า ให้เป็น
“ผู้แทนแห่งนิคารากัวเพื่อปฎิบัติภาระกิจพิเศษ”
เพื่อเชื้อเชิญให้เข้ามาลงทุนในประเทศ




เมื่อวันพฤหัสที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ หลังจากได้มีการแถลงการณ์หนึ่งวัน หนังสือพิมพ์ในเมืองพอดกอรีตซา
“พอบเฮดา” (Podgorica daily “Pobjeda”) เครือข่ายพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน

(Network for Affirmation of the Non-governmental Sector หรือ เอ็มเอเอ็นเอส)
เคยเรียกร้องโดยใช้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตามกฏหมายของมอนเตเนโก “คำสั่งของรัฐมนตรีมหาดไทย
และและการบริหารรัฐกิจ และเอกสารประกอบทั้งหมดในขั้นตอนการตัดสินใจ อนุมัติให้ทักษิณเป็นพลเมือง
ของมอนเตเนโกร” สามารถหาอ่านได้จากบทความที่เขียนโดย นางวานยา คาโลวิค (Vanja Calovic)
ผู้อำนวยการบริหารเครือข่ายพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน และเป็นบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงจากการสำรวจ
ความคิดเห็นของ CEDEM ติดต่อกันหลายปีในมอนเตเนโกร และล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายนปีนี้
ฯพณฯ นายลีโอโพล มอเรอ เอกอัครราชทูตและผู้นำของผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปแห่งมอนเตเนโก
ได้แสดงความยินดีกับ เครือข่ายพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ได้มีการเริ่มจัดตั้งการประท้วงการฉ้อราษฎร์
ในมอนเตเนโกร


วันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ในการให้สัมภาษณ์สื่อในการเฉลิมฉลองวันชาติแห่งยุโรป ๒๕๕๒
ฯพณฯ นายลีโอโพล มอเรอ ได้ตอบคำถามต่อสื่อว่า “ผมไม่ทราบแน่ชัดว่า กรณีแบบนี้ (ทักษิณที่อื้อฉาว)
จะส่งผลกระทบต่อกฎเกณฑ์อย่างเสรีในการออกวีซ่าของมอนเตเนโกร” หลังจากนั้น นายเนโบจซา เมโดเจวิค
ประธานกลุ่ม “การเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง (พี่ซีพี) ได้กล่าวให้ความเห็นส่วนตัวเพิ่มเติมว่า
“ในขณะนี้ ประเทศจะต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่ง ระหว่าง “สาธารณรัฐมอนเตเนกริน อีไมเรทหรือ
มอนเตเนโกรแบบยุโรปและเป็นประชาธิปไตย…”


ตั้งแต่เริ่มข่าวอื้อฉาว ฯพณฯ นายจูซุป คาแลมเพอโรวิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการบริหารรัฐกิจ
“หลบหน้า” ปล่อยให้ผู้ช่วยของเขา นายออสมาน ซูบาสิก คอยรับหน้าตอบข้อสงสัยแก่มหาชนของ
ทั้งชาวมอนเตเนโกรและนานาชาติ


การขอรับหนังสือเดินทางมอนเตเนโกร นอกจากจะต้องรับในประเทศมอนเตเนโกรแล้ว ยังขอรับได้ที่
สถานกงศุลในนิวยอร์ค เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และที่แฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt am Main) เยอรมัน

มอนเตเนโกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกตำรวจสากลเป็นประเทศที่ ๑๘๕ ในระหว่างการประชุมทั่วไปของตำรวจสากล
เมื่อวันที่ ๑๙-๒๒ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ริโอ เดอ จาไนโร ประเทศบราซิล


อัพเดท

วันนี้ วันพุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศแห่งประเทศไทย
และที่ปรึกษาด้านกฎหมายส่วนตัวของทักษิณตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ในคำยืนยันว่า
“คุณทักษิณได้ทำการประมูลเพื่อซื้อเกาะสเวตตินิโกลา (Sveti Nikola) ใกล้บุดวา
คุณทักษิณได้มองเห็นอนาคตที่สดใสในการพัฒนาให้เกาะนี้เป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวได้”




ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์นี้ เกาะสเวตตินิโกลา ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “ฮาวาย” มีเนื้อที่ ๓๗,๐๗๓ ตารางเมตร
ประกอบด้วยชายหาดและใกล้กับเมืองเก่าของบุดวา หนึ่งในสถานที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของมอนเตเนโกร
ได้ถูกธนาคารเฟริสแบงค์แห่งมอนเตเนโกร (Prva Banka Crne Gore AD) ประกาศขายทอดตลอด
รวมทั้งสิ่งก่อสร้างบนเกาะนั้น เนื่องจากนักธุรกิจเชื้อสายเซอร์เบียชาวสวิส นายสแตนโก ซูบอติก
ซึ่งเป็นเจ้าของคนปัจจุบันไม่สามารถจ่ายเงินค้างชำระได้ และได้แจ้งให้ธนาคารทราบถึงความต้องการ
นำเกาะออกขาย เนื่องจากเขาไม่สามารถทำตามเงื่อนไขในสัญญาได้


หนึ่งวันก่อนหน้านั้น รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของไทย ฯพณฯ นายกษิต ภิรมย์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่
สถานทูตในฮังการี ประเทศจีน และเจ้าหน้าที่ทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
สืบหาการถือหนังสือเดินทางของประเทศมอนเตเนโกรในการออกให้ทักษิณ
ประเทศไทยและประเทศมอนเตเนโกร
มีความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๐ และขณะนี้ เอกอัครราชทูตของประเทศไทยในบูดาเปส
เป็นผู้รับมอบหมายในสิทธิตามกฎหมายต่างๆ ในมอนเตเนโกร


ประวัติความเป็นมา

ทักษิณได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลแห่งประเทศไทยให้รับตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ และได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๘ ทักษิณถูกพันธมิตรทำการประท้วงมานานนับเดือน
โดยกล่าวหาว่าทักษิณทำการฉ้อราษฎร์และใช้อำนาจในทางผิด กลุ่มเคลื่อนไหวเสื้อเหลือง ซึ่งอ้างตัวเองว่านิยมเจ้า
และนำไปสู่การรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นายกรัฐมนตรีทักษิณต้องกลายเป็น
ผู้ลี้ภัยนับตั้งแต่นั้นและหนังสือเดินทางประเทศไทยของเขาได้ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๙

หลัง การเลือกตั้งในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ พรรคนิยมทักษิณได้รับเลือกตั้งให้เป็นรัฐบาล ทักษิณได้เดินทางกลับเมืองไทย
ในระยะสั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เพื่อรับข้อกล่าวหาว่าฉ้อราษฎร์ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ทักษิณได้กลับไปสู่
การลี้ภัยอีกครั้ง และในเดือนตุลาคมปีนั้นเอง ทักษิณถูกตัดสินจำคุก ๒ ปีในข้อหาไม่ปรากฎตัวต่อศาล
นับตั้งแต่นั้นมา ทักษิณได้ปรากฎตัวในอเมริกากลาง ลอนดอน ดูไบ และฮ่องกง และอีกหลายประเทศ
เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน รัฐบาลไทยได้ยกเลิกหนังสือเดินทางทั่วไปของทักษิณ ก่อนการเริ่มต้นของความวุ่นวาย
ทางการเมือง และความรุนแรงบนท้องถนนจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขา การประท้วงเมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ เมษายนนี้

ได้มีคนตาย ๒ คน และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน ไม่กี่วันต่อมา รัฐบาลไทยได้ยื่นหมายแจ้งจับทักษิณต่อตำรวจสากล


นอกเหนือจากนั้น สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกประกาศห้ามทักษิณเข้าประเทศ เช่นเดียวกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา

—————————————————————————-

[๑] มีการรายงานข่าวครั้งแรกจากหนังสือพิมพ์ “ลิเบอเรียนออปเซฟเว่อร์” ที่ออกในมอนโรเวีย ในหัวข้อข่าวธุรกิจ

[๒] นายนพดลได้ลาออกเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (มีผลบังคับใช้วันที่ ๑๔ กรกฎาคม) หลังจากได้ถูกกล่าวหาว่า
ได้กระทำการล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย เมื่อนพดลได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับทางกัมพูชา
เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเขาพระวิหาร ซึ่งขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของยูเนสโก


[๓] ข้อสังเกต: คนไทยนิยมใช้ชื่อแรก แทนชื่อนามสกุล

http://maps.google.co.th/maps?f=q&hl=th&geocode=&q=Montenegro&sll=12.865416,-85.207229&sspn=7.791566,9.84375&ie=UTF8&source=embed&hq=&hnear=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A3&ll=42.708678,19.37439&spn=2.123082,4.938354&z=8

http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t291-40.htm

http://lightsar.bloggoo.com/2008/04/24/hello-world/
Thaksin @ Dubai

Keynote Speech By DR. THAKSIN SHINAWATRA Chairman, Manchester City Football Club
Former Prime Minister of Thailand
******
The BusinessWeek’s Middle-East Asia Leadership Forum The CEO Challenge:
Sustaining Growth, Expanding the Boundaries

Dubai, 16 April 2008

http://news.sky.com/skynews/Home/Business/Manchester-City-Owner-Sheikh-Mansour-Bin-Zayed-Al-Nahyan-Makes-15bn-Profit-Selling-Barclays-Shares/Article/200906115294423?f=rss

Manchester City Owner Nets £1.5bn Profit

12:35pm UK, Wednesday June 03, 2009
The billionaire owner of Manchester City has netted a £1.5bn profit
after selling his stake in Barclays.




Sheikh Mansour Bin Zayed Al Nahyan (R) heads a Middle Eastern investment group

Sheikh Mansour Bin Zayed Al Nahyan, who heads up the Abu Dhabi-based
International Petroleum Investment Company, sold a near-12% stake in the bank.

He bought £2bn of convertible notes which could be changed into Barclays shares at 153p.

They were sold on Tuesday for 265p - netting him a profit of almost £1.5bn.

Barclays turned to Abu Dhabi and Qatar last autumn to strengthen its balance sheet
at the height of the financial crisis. IPIC said the deal reflected its focus on oil
and gas investment.

The firm said: "IPIC has a high regard for Barclays, and great confidence in
its management team and ongoing strategy.

"The Emirate of Abu Dhabi intends to maintain a close commercial
and strategic relationship with Barclays in the future."

Barclays shares plunged more than 13% on Tuesday as investors saw
the move as a sign to take profits following a recent strong run for the stock.

Investors took news of the stake sale badly, having been assured last autumn
that IPIC was a long-term investor.

Other Middle East investors - the Qatari Investment Authority and Challenger,
which represents Qatar's royal family - have holdings and warrants equivalent to
a potential 15% stake in the bank.


2 weeks ago: Customers use ATM machines at a Barclays Bank branch in Dubai November 5, 2008.
Sheikh Mansour Bin Zayed Al Nahyan, a member of Abu Dhabi's royal family, is to invest up to
3.5 billion pounds ($5.6 billion) in Barclays Plc, giving him a stake of up to 16.3 percent
in Britain's second-biggest bank.

http://www.daylife.com/words/Sheikh_Mansour_bin_Zayed_Al_Nahyan

http://uaeinteract.com/docs/Mohammed_Bin_Zayed_meets_US_President_in_Camp_David/32981.htm

Mohammed Bin Zayed meets US President in Camp David
posted on 18/11/2008



H.H General Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan, Crown Prince of Abu Dhabi
and Deputy Supreme Commander of the UAE Armed Forces met with
US President George W. Bush at Camp David resort Sunday evening.

The meeting dealt with the strong bilateral relations between the UAE and the United States
as well as the growing bilateral cooperation in all areas. It also dealt with the latest regional
and international developments.
The meeting underscored continuous efforts for progress on the peace process in the Middle East
as well as for establishing regional security and stability. The two sides also exchanged views
on issues of mutual concern. Present at the meeting were H.H Sheikh Abdullah Bin Zayed Al Nahyan,
Foreign Minister and US Secretary of State Condoleezza Rice
, Khaldoon Khalifa Al Mubarak,
Chairman of the Executive Affairs and Yousef Mana' Al Otaiba, UAE Ambassador to the US.
President Bush briefed Sheikh Mohammed on the G20 Summit meetings which aim to discuss
the best ways to face the consequences of the global financial crisis,
rebuild trust in the commercial finance system as well as restore vitality and growth to global economy.
Sheikh Mohammed underscored the G20 meetings at this critical time amid growing belief in
a necessary joint international action to face the current and future economic challenges.
Sheikh Mohammed noted that despite its sound financial position and economic stability,
the UAE is busily engaged in efforts with other countries to minimize the impacts of
the current global financial crisis. 'The UAE supports all efforts and steps made to restore efficiency
to the exhausted global economy", Sheikh Mohammed noted. – Emirates News Agency, WAM


http://www.guardian.co.uk/world/2008/nov/16/thaksin-shinawatra-thailand-divorce

http://www.straitstimes.com/Breaking%2BNews/SE%2BAsia/Story/STIStory_304352.html

http://www.channelnewsasia.com/stories/afp_asiapacific/view/390395/1/.html

http://www.arabianbusiness.com/538296-ex-thai-pm-has-flown-to-dubai---report

http://www.gulfnews.com/world/Thailand/10259837.html

http://www.asiaone.com/News/Latest%2BNews/Asia/Story/A1Story20081117-101307.html

http://www.theforbiddenknowledge.com/hardtruth/cfr_and_trilateral_commission.htm

The CFR not only has its members in the United States Government,
but its influence has also spead to other vital areas of American life.
According to Newell: "Its members have run, or are running, NBC
and CBS, ‘The New York Times’, ‘The Washington Post’, ‘The Des MoinesRegister’,
and many other important newspapers. The leaders of ‘Time’, ‘Newsweek’,
‘Fortune’, ‘Business Week’, and numerous other publications are CFR members.
The organization’s members also dominate the academic world, top corporations,
the huge tax-exempt foundations, labor unions, the military,
and just about every segment of American life."


http://www.telegraph.co.uk/finance/2805636/Halliburton-chooses-Dubai-for-corporate-headquarters.html

Halliburton chooses Dubai for corporate headquarters

By Russell Hotten
Last Updated: 1:44AM GMT 12 Mar 2007


The company has faced several investigations into alleged overbilling there, and for its links to Iran,
where US companies are forbidden from operating. US vice-president Dick Cheney
was head of the company from 1995-2000.
The move would be a huge coup for Dubai,
which is trying to be the financial and business capital of the Middle East.

http://www.facebook.com/notes.php?id=93097631529

บันทึกของ Sheikh Mohammed Bin Zayed Al Nahyan




http://georgewbush-whitehouse.archives.gov/news/releases/2008/06/images/20080626-20_d-0129-2-515h.html


President George W. Bush walks with Crown Prince Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan of Abu Dhabi,
UAE, through an honor guard upon his arrival to Camp David, Thursday, June 26, 2008 in Camp David,
Md. White House photo by Eric Draper


http://uaereport.blogspot.com/

Since their June 1961 meeting at a Buckingham Palace garden party,
Sheikh Rashid and Britain’s Queen Elizabeth II had struck up a friendship.
On that occasion a scheduled ‘introduction’ had extended to a twenty-minute discussion.
Sheikh Rashid subsequently met the Queen for an official banquet during his State Visit
to the United Kingdom in July 1969. During the intervening period they had stayed in contact
and Sheikh Rashid had visited Buckingham Palace privately several times,
the Queen promising to reciprocate when her programme allowed.


Queen Elizabeth was to make her long-anticipated visit to the UAE in 1979,
during which she inaugurated the new Dubai Municipality building,
adjacent to the Creek, Jebel Ali Port and Dubai Dry Dock.
Queen Elizabeth’s visit lasted several days, including a Sunday when,
as head of the Church of England, the Queen traditionally attends services
wherever she is. In Dubai, she planned to attend Holy Trinity Church.

“Out of courtesy, Sheikh Rashid insisted on taking Queen Elizabeth to church personally,”
recalls Humaid bin Drai, then Head of Protocol. “It was an extraordinary display of friendship.
The Ruler’s car stopped near the entrance of the church and Sheikh Rashid got out to
escort Queen Elizabeth up some stairs and to the church door.”
On another occasion during
the visit, Sheikh Rashid was escorting the Queen around work in progress on the second phase
of development at Port Rashid when the workforce began a quite unexpected show of
support for the Dubai Ruler.

...


In the days and weeks which followed, Crown Prince Sheikh Maktoum
took on much of his father’s schedule, while the family continued to mount
a vigil over its patriarch. And, indeed, within ten days there was firm progress.
Sheikh Rashid was able to take telephone calls from UAE President
Sheikh Zayed bin Sultan Al Nahyan and several members of the UAE Supreme Council,
all seeking news of his recovery.
As news spread of their father’s illness, Sheikh Maktoum,
Sheikh Hamdan, Sheikh Mohammed and Sheikh Ahmed fielded calls from leaders
all over the world. Britain’s Queen Elizabeth, who had shared such a warm relationship
with Sheikh Rashid over the years, requested that she be kept informed of his progress.

...


On June 20, Sheikh Rashid was well enough to fly to Britain for treatment at Wellington Hospital
in London. The following day British Prime Minister Margaret Thatcher visited him
at his London residence, during which the two discussed relations between their countries
and the political situation in the Gulf.
After returning to his home, during August Sheikh Rashid
took a short private tour of Britain, Spain and the United States, while he was back in London
again in September for further visit to the Wellington. Following that visit, the hospital’s
director issued a statement saying that “Sheikh Rashid is improving remarkably.
He showed great progress even within two weeks of treatment.”

...


nternal documents from the UAE Central Bank in Dubai detail huge money laundering operations
in the UAE according to financial industry insiders. Moreover, the
Sharjah branch of HSBC Holdings PLC
was tied to international arms trafficker Victor Bout, indicted in Belgium for
money laundering
and named in various UN reports as a chief embargo buster in Africa and Taliban-controlled Afghanistan.
American citizen Iqbal Hakim, a native of India, was the chief examiner for the UAE Central Bank.
Hakim, yet another whistleblower who has been ignored and mistreated by the Bush administration
and threatened by Bush's Persian Gulf potentate friends, discovered a suspicious $343 million per year
money flow through an HSBC personal account in Dubai. The transactions were investigated by the FBI
and the Bureau of Immigration and Customs Enforcement but no prosecutions resulted.

There are deep-seated ties between the Bush-Cheney criminal cartel, key GOP operatives,
and the UAE. Significant questions about the oil industry’s ties to the U.S. military-intelligence complex
were raised when Michael Trumpower, the owner of Prescott, Arizona-based company Matco, Inc.
filed for bankruptcy shortly after George W. Bush's inauguration. In questionable financial moves similar
to those of Enron, Matco traded on a lucrative oil concession it was granted for all offshore exploration off
the Emirate of Fujairah for unsecured loans for equipment and services.
Fujairah, one of the poorest of the emirates, is led by Sheik Hamad bin Mohammed al Sharqi,
one of the more fundamentalist Wahhabi Muslims in the UAE leadership
.
Al Sharqi patronizes the Fujairah Islamic Call and Guidance Center, which has recruited a number of foreign
adherents of Wahhabi Islam. These include Filipinos, British, Americans, Russians, and Sri Lankans.

Moreover, all their native countries are targets of Bin Laden’s Al Qaeda. In addition, a number of Pakistani nationals
who worked at the National Bank of Fujairah were known by international law enforcement
to be sympathetic to the Taliban.


Trumpower’s close ties to Sheikh Hamad are only rivaled by his close ties to the CIA.
Although he became strapped for cash after his company tanked, Trumpower, like Enron's Kenneth Lay,
was a major contributor to the Bush campaign and those of other Republican candidates,
including that of powerful House Rules Committee member, Representative Thomas Reynolds of New York.
Reynolds was in a prime position to derail any House investigation of the GOP-CIA-oil industry ties.

In the mid-1980s, Trumpower was an associate of Iran-contra figure Oliver North.
North claims Trumpower was instrumental in helping to free U.S. hostages in Lebanon.
That affair was the heart of the Iran-contra scandal in which several current and
former Bush administration officials took part. These include National Security Council Middle East
adviser Elliot Abrams, former Defense Department Information Awareness Office chief Admiral (retired)
John Poindexter, and Assistant Secretaries of State for Latin American Affairs Otto Reich and Roger Noriega.
The old Iran-contra fraternity remains largely intact. In 2000, North and Trumpower jointly appeared
at a Republican fundraising dinner in Arizona.


Trumpower was also close to the reigning Emir of Sharjah,
who granted the shadowy ex-CIA agent of influence rights to drill in a strip of ocean bordering Fujairah.

Sharjah
was a major base of operations for Al Qaeda and the Taliban,
which used the emirate to smuggle weapons and drugs using Ariana Afghan Airlines security credentials.
Sharjah was a base of operations for Viktor Bout’s Air Cess operations, which was accused of running weapons
to the Taliban and gun running activities in Africa, especially the Democratic Republic of Congo.


From his base in Sharjah in the Gulf,
Bout was servicing Ariana Afghan Airline flights to Kandahar, Afghanistan.
These flights were believed to be ferrying weapons and Al Qaeda and Taliban volunteers
to Afghanistan and the Clinton National Security Council strongly believed Bout was aiding terrorism.
Belgium issued an INTERPOL international arrest warrant for Bout for
money laundering
and diamond smuggling. Clinton White House counter-terrorism czar Richard Clarke wanted an arrest
warrant issued for Bout. Gayle Smith, Clinton’s National Security Council Africa bureau chief,
along with CIA and British MI-6 agents, kept a wary eye on Bout’s activities in Africa’s conflicts.






The Bush criminal cartel: fingerprints all over Dubai ports deal
After Bush was inaugurated in 2001, Sharjah police sent a special police unit to Sharjah airport
to capture Bout and hand him over to U.S. authorities, but the White House declined.

National Security Adviser Condoleezza Rice told U.S. intelligence that when it came to Bout,
"look but don’t touch.”
After 911, Rice inexplicably called off all operations aimed at Bout.
Law enforcement and intelligence agents considered such a move amazing, considering Bout’s direct links
to smuggling arms to the Taliban and Al Qaeda
, as well as to other areas of the world that were rife
with Islamist terrorist groups.


Next door to Sharjah is Dubai, the center of CIA spying in the region, according to U.S. intelligence sources.
Dubai’s Dolphin Energy Ltd. was a quarter-owned by Enron before the firm’s collapse. Dolphin’s CEO was
UAE Foreign Minister Sheikh Hamdan bin Zayed Al Nahayan. Bout was reported by the UN to be using
Flying Dolphin Airlines, which operated scheduled flights between Dubai and Kandahar
between October 2000 and January 2001, to ship arms to the Taliban. Flying Dolphin was owned by
Shaikh Abdullah bin Zayed bin Saqr al Nahayan, a former UAE ambassador to the U.S.

and a relative of the President of the UAE, who is also the
ruler of Abu Dhabi.
Flying Dolphin was registered in Bout’s favorite home base of Liberia although its main office was in Dubai.

In addition, Bout’s Texas-based Air Bas had rights to refuel at U.S. bases in Iraq.
One of Bout’s airfreight companies, Airbus, was subcontracted through another firm called Falcon Express of Dubai,
by Kellogg, Brown and Root, the subsidiary of Halliburton. Air Bas also had links to Falcon Express.


In July 2001, Osama bin Laden was reported to have received kidney treatment at the American Hospital in Dubai
with the blessing of the Dubai and UAE governments.
At the time of his hospitalization,
Osama Bin Laden was reported by the French newspaper Le Figaro and Radio France International to have been
visited on July 12, 2001, by Larry Mitchell, the CIA chief in Dubai who was said to have had close contacts
with all the Gulf royal families.
Mitchell was reportedly called back to CIA headquarters in Langley, Virginia
on July 15, 2001. The Carlyle Group, with George H. W. Bush, James Baker III, and the Bin Laden family
as major principals
, bought a 42 percent stake (from a previous 4.9 percent stake) in Le Figaro
after the paper on October 31, 2001, reported on the Bin Laden meeting with the CIA station chief in Dubai.


One of Neil Bush’s best friends and advocates in the Middle East is the Emir of Dubai,
Shaikh Mohammed bin Rashid al Maktoum, an individual who often crossed paths with the Taliban and Al Qaeda
on his frequent hunting and falconing trips to eastern Afghanistan. In the wake of 911,
Rashid, who was the Defense Minister of the United Arab Emirates and then Dubai Crown Prince,
said the following, “The United States must not to act in haste, it must give diplomacy and legal means
every opportunity before launching a military strike on Afghanistan, it must not rush to accuse people
without hard evidence.” The UAE was only one of three countries to recognize the Taliban,
which acquiesced to the financing of Al Qaeda and other terrorist groups.

In October 2001, while visiting Dubai just weeks after 911, Neil Bush praised the Shaikh Rashid
as a man with “foresight and vision.” In the same speech, Neil Bush said something that should chill
the bones of every American--he said the following about his learning-disabled son Pierce,
“My father was the 41st president and my brother is 43rd. I think that if Pierce finishes high school,
he’ll be the 50th president of the United States." Rashid also just so happened to be in charge of a project
to put computers in UAE schools and Neil Bush was hawking the services of his Ignite! Inc.,
an e-learning educational software company.


Carlyle has its fingerprints on the Dubai Ports world deal to assume control of six major U.S. ports
from Peninsular and Oriental Steam Navigation Company (P&O).
After Treasury Secretary John Snow
left CSX Corporation as its chairman, CSX Lines was sold to Carlyle, which renamed it Horizon Lines.
David Sanborn, who was a CSX executive under Snow, became director of European and Latin American
operations for Dubai Ports World and arranged to sell the Dubai state-owned firm CSX port operations
in South America and Asia. Sanborn was then appointed Assistant Secretary of Transportation for
Maritime Administration (MARAD), the oversight agency for U.S. shipping and ports.
The Dubai Ports World deal to take over U.S. port operations was signed off by the Committee
on Foreign Investment in the United States (CFIUS), chaired by Sanborn's old CSX boss Snow.
Perhaps not coincidental to the lucrative port deals, the Dubai Investment Corporation recently
invested $100 million in The Carlyle Group.
And Dubai Ports World's deal involves taking over operations
at more than just six U.S. ports -- New York, New Jersey, Philadelphia/Camden, Baltimore, Miami,
and New Orleans.
P&O's web site states the Dubai Ports World deal involves stevedore operations
at 21 U.S. ports: Portland, ME; Boston, Davisville, RI; New York; Newark; Philadelphia; Camden, NJ;
Wilmington, DE; Baltimore; Newport News, VA; Norfolk, VA; Portsmouth, VA; Miami; Lake Charles, LA,
New Orleans; Beaumont, TX; Port Arthur, TX; Galveston, TX; Houston; Corpus Christi; and Freeport, TX.


The magazine In These Times reported yet another former CIA officer who had ties to the Gulf
and who was heavily involved with the oil industry.
He is Stephen “Satch” Baumgart of Reston, Virginia.
He reportedly helped funnel arms to Sadaam Hussein in the 1980s with the approval of the CIA,
which had, at the time, tilted to Baghdad in its war with Iran. Baumgart was linked to another Republican contributor
and oil mogul, Pierre Falcone of Scottsdale, Arizona. Falcone was implicated in a complex guns-for-oil scandal
involving Angola and Vice President Dick Cheney’s old company, Halliburton, a major player with the Luanda regime.
Another player in that scandal was Russian-Israeli mobster Arkady Gaydamak, who is tied into an international network
of smugglers connected to Marc Rich, Scooter Libby's one-time client. Falcone was also closely linked to
Arizona Republican State Senator Scott Bundgaard, who ran for the House of Representatives’ Second District
in Arizona.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Dec 22, 2009 2:09 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 22, 2009 1:07 pm

There is also a connection between the scandal-plagued firm Custer Battles, which has been under investigation
for fraud in Iraq security contracts, and Dubai. Custer Battles was formed in 2003 by Mike Battles, aged 33,
a former U.S. Army and CIA officer and Scott Custer, also a former U.S. Army Ranger and employee of SAIC.

Custer was Battles’s campaign assistant in a failed 2002 congressional race against Rhode Island Democratic
Representative Patrick Kennedy. Custer Battles initial financing is sketchy but it is known that the company
received $15 million in seed
money from a Dubai venture capital firm. The venture capital firm hoped to
raise an additional $100 million for Custer Battles ventures in Iraq. Battles refused to disclose
the name of the Dubai firm.


A mercenary firm that supplies ex-South African counter-insurgency Koevoet commandos has links to Dubai.
The firm, Erinys International, which established an Erinys Iraq branch, has its headquarters in London
with offices in Johannesburg and Dubai.


Vice President Dick Cheney's old company, Halliburton, has some interesting partners in its work in occupied Iraq.
On Dec. 11, WMR reported on links between Halliburton/Kellogg, Brown & Root and a Viktor Bout-owned airline

based in Moldova, Aerocom/Air Mero. Bout's airlines have also reportedly been involved in flying low wage earners
from East Asia to Dubai and on to Iraq where they work for paltry salaries in sub-standard living conditions.
Halliburton/KBR has sub-contracted to a shadowy Dubai-based firm, Prime Projects International Trading LLC(PPI),
which "trades" mainly in workers from Thailand, the Philippines, Nepal, India, Pakistan, and other poor Asian nations.


In 2004, after a Filipino PPI worker was killed in a mortar attack on Camp Anaconda in Iraq,
the Philippines government of Gloria Macapagal-Arroyo ordered PPI, which is based at P.O. Box 42252, Dubai, UAE,
to send overseas Filipino workers OFWs) home from Iraq and Kuwait and banned it from further recruiting
in the Philippines. Some of PPI's recruiting included running ads on the Internet. In addition to the other south Asian
employees, the Philippine workers were employed by PPI under a Pentagon sweetheart umbrella contract let to KBR
under the LOGCAP (Logistics Civil Augmentation Program) III program.


Although little is known about PPI, it reportedly has been linked to Halliburton/KBR for a number of years
and has been associated with Halliburton contracts in the Saudi Arabia, Kuwait, and the Balkans during the time
when Dick Cheney headed the firm. PPI has also been involved in operations at Guantanamo Bay, Cuba,
where Filipino workers were involved in building the prison housing suspected "Al Qaeda" prisoners.

Inside sources report that PPI has some high level financial partners, including the al Nahayan royal family
of the United Arab Emirates and Vice President Cheney.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Emirates Looked Other Way While Al Qaeda Funds Flowed

LA Times
20 January 2002

by Stephen Braun

URL: http://www.latimes.com/news/nationworld/world/la-012002uae.story

Until Sept. 11, Osama bin Laden's terrorists in Afghanistan used the Persian Gulf crossroads of the United Arab Emirates
as their lifeline to the outside world. Poor oversight in the loose federation of seven tiny sheikdoms allowed Bin Laden's
Al Qaeda network and Taliban agents to set up clandestine arms-trading and
money-laundering operations,
according to accounts from American, United Nations, Afghan and U.A.E. sources.


In the emirate of Sharjah, Afghan-based militants linked up with Victor Bout, a Russian arms dealer
accused of repeatedly violating United Nations weapon sanctions. And millions in Al Qaeda funds cascaded
through the freewheeling financial institutions of the neighboring emirate of Dubai
.
Terrorists used a Somali warlord's
money exchange, an Islamic bank once headed by the emirates' finance minister
and currency houses that touted their ability to wire $1 million abroad overnight.

The U.S. investigation into the Sept. 11 attacks on the World Trade Center and the Pentagon already has exposed trails
leading back to the U.A.E. More than $120,000 was channeled through emirate bank accounts to suicide pilot
Mohamed Atta and other suspected hijackers.


The suicide attacks finally prompted U.A.E. officials to crack down on Al Qaeda and its front ventures.
But the sudden burst of urgency followed years of passivity.

The U.A.E. was one of only three countries that maintained diplomatic relations with the now-toppled Taliban regime.
Despite quiet but persistent prodding by U.S. and other Western diplomats, the emirates' ruling elite was hesitant to reckon
with the growing terrorist presence. Regulations that would target terrorists would also interfere with a laissez-faire economy
that has bolstered the wealth of their entwined desert kingdoms.


Strategically located between the Arabian Peninsula and South Asia, the emirates' oil-rich confederation is barely
30 years old, a cash-stoked economic wonderland. The emirates are one of the world's busiest sea and air trade hubs,
where both legal and illicit freight travels on ancient dhow sailing ships and aging Soviet-era cargo planes.

The emirates' rapid economic progress won admiration from American officials. But the U.S. also grew concerned
as prominent entrepreneurs forged financial ties with Islamic militants.

The emirates "moved much too slowly and without adequate dedication to really putting controls into place," said
Jonathan Winer, a former deputy assistant secretary of State for international law enforcement.

The U.S. pressed the emirates for tighter banking controls but moved delicately, not wanting to offend an ally
in an already-complicated relationship. The emirates allow U.S. naval ships to berth in its harbors but also oppose
America's pro-Israel tilt.
Officials with the U.A.E. government, Central Bank and airports in the emirates of Sharjah
and Dubai all insisted that the emirates have been vigilant foes of terrorism.
"The U.A.E. has been consistent in its cooperation," a Ministry of Information spokesman said.
All of the U.A.E. officials declined to be identified by name.


U.S. authorities publicly compliment the emirates on a stepped-up campaign against terrorism since Sept. 11. "I think
they get it and are truly being responsive," said R. Richard Newcomb, director of the Treasury Department's Office
of Foreign Asset Control. One Western diplomat based in the emirates said emirate officials "were horrified by
what happened."

But current and former U.S. officials who urged the U.A.E. government to take action against Al Qaeda
before Sept. 11 worry about the durability of the new commitment.

Even in the two months after the Sept. 11 attacks, "we certainly have evidence of money,
fees and commissions being directed" to Al Qaeda from the now-closed exchange run by the Somali warlord,
said Jimmy Gurule, Treasury's head of enforcement.

Under pressure from international finance ministries, the emirates finally agreed last year to bar their banks
and currency exchanges from concealing funds illegally obtained or meant for criminal purposes,
otherwise known as
money laundering.

By then, though, Al Qaeda and Taliban operatives had burrowed deep inside the emirates.
Bin Laden's terrorists found "deep-pocket contributions, government assistance, charities, banks, couriers
and other ways of making
money," said one U.S. official. The emirates' "assistance" took the form of
"preventing information, preventing action," said one former National Security Council official.

At times, even the emirates' rulers betrayed sympathy for some of Bin Laden's aims.
One telling comment came during a 1999 meeting in the emirates between emirate
and American officials on the sensitive topic of
money laundering.

The session was so important to the U.S. that the request had come from President Clinton himself,
in a letter to the emirates' president, and in another from Defense Secretary William S. Cohen
to his emirates counterpart.

The Americans were intent on blocking Al Qaeda's moneyin the wake of its coordinated attacks
on two U.S. embassies in east Africa. But a senior sheik said it would be difficult to distinguish
between Al Qaeda funds used for criminal activities such as the bombings and
money meant for
what he viewed as more acceptable training of Islamic rebels in Bosnia and Chechnya.

The visitors were stunned. "That was a showstopper," said a U.S. official familiar with the conversation.
Planes Suspected in Arms Trafficking The cargo planes that roar along Sharjah International Airport's
lone runway are discards from the Soviet empire
. Battered Antonovs and Ilyushins fly off every week
on freight runs that span from Africa to Central Asia.

Aviation buffs from around the world bring their cameras to snap rare photos of these durable relics.
But in the last five years, dozens of the planes have also drawn the focus of investigators and diplomats
looking into their clandestine role in the flow of weapons to war-torn hot spots.


In 1999, the government of Swaziland notified the emirates government that more than
two dozen
Sharjah-based craft might not be airworthy and that the operators may have used
the planes in arms trafficking.
Two of the companies named were Air Cess and Flying Dolphin,
both later identified by a U.N. report as involved in gun running to Africa.

By the time the alert went out, the two businesses had picked up an important client outside of Africa:
the Taliban, which had placed their national airline at Al Qaeda's disposal.

The deal came together in Sharjah, at a hotel near the airport in October 1996,
just a month after the Taliban took control of Afghanistan.


Two Russians spent hours in a third-floor room that day with young Mullah Farid Ahmed,
plucked by the Taliban from his Islamic studies to serve as the emirates' representative for
Afghanistan's Ariana Airways.

When the discussion ended, say Afghan and emirates air industry sources,
Ahmed had agreed to depend on Air Cess for wheels, tires and other military equipment for Taliban air force planes.
Flying Dolphin would provide charter flights when Ariana was unavailable.

Below the surface was another agenda, said an Afghan air expert familiar with the hotel meeting.
Air Cess, the expert said, became a conduit for arms and ammunition obtained for the Taliban
from several Eastern European countries.

Air Cess, Flying Dolphin and Ariana allegedly came together to support an air network that
delivered poison chemicals, weapons, operatives and cash to Al Qaeda and the Taliban,
according to accounts from U.N., Afghan and U.S. sources.

Flying Dolphin stepped in after U.S. and U.N. sanctions aimed at stopping terrorists froze Ariana's assets
and took away the Afghan firm's international landing rights. For two months in late 2000 and early2001,
a Flying Dolphin Boeing 727 shuttled twice a week to the Taliban headquarters of Kandahar, Afghanistan.

Air Cess was owned by Bout, a former Soviet air force pilot who has been accused in U.N.
reports of violating weapon embargoes in Angola, Sierra Leone and Liberia. Flying Dolphin is owned by
Sheik Abdullah bin Zayed al Saqr al Nahyan, who was the emirates' ambassador to the U.S. from 1989 to 1992.
A member of the ruling family of Abu Dhabi, the dominant emirate, Bin Zayed is described in a U.N. report
as "a business associate of Victor Bout."

A U.S. State Department fact sheet issued in July alleges Bout heads a fleet of 60 cargo planes staffed
by 300 pilots and employees and operates a shifting roster of companies used for running assault rifles,
ammunition, missile launchers and helicopter gunships to the hot spots.

Repeated attempts to reach Bout through several of the emirate firms he has owned were unsuccessful.
Bin Zayed acknowledged in a telephone interview that he knew Bout and Ahmed but insisted he did not work
with them and never allowed his planes to be used for smuggling. "If there's anything happening like this," he said,
"it's without my knowledge."
Ahmed has disappeared and could not be contacted.

A U.N. inquiry team has begun examining whether Bout was involved in violations of embargoes against
the Taliban and Al Qaeda. American authorities are also investigating reports surfacing since Sept. 11
that Bout did business with Al Qaeda. In October, they were approached by a Bout operative
who volunteered information about the smuggler's business ties to Al Qaeda.

Bout has never been arrested. A former Sharjah airport trade official familiar with Bout's career disagrees
with the picture painted by the U.N. reports. "He's not the monster they say he is," said Richard Chichakli,
who was manager of the airport's free-trade zone from 1993 to 1996.


From late 1996 on, Afghan and emirates sources said, the volume of Ariana and charter flights from Sharjah
to Kandahar increased to as many as three to four flights a day. Officials of the newly installed Afghan government
say many of the Ariana planes carried arms to the Taliban and Al Qaeda.

Shipments of chemical poison were also transported on several flights, said Dr. Ravan Farhadi,
the Afghan permanent representative to the U.N. Citing Afghan and American intelligence reports,
Farhadi said cyanide and other toxic substances purchased in Germany, the Czech Republic and Ukraine
were "channeled through the United Arab Emirates" and flown out of
Sharjah on Ariana cargo runs to Kandahar.

The Taliban, Farhadi said, "had nothing to do with this. These chemicals were for Bin Laden and his people.
It was some of the chemicals they were using in experiments."
Bout moved his fleet in 1995 to Sharjah
from Belgium, where law enforcement was shadowing him. That same year, the emirate opened its airport trade zone
in a bid to rival Dubai, the nation's passenger hub. The zone nurtured a booming sea-to-air cargo industry
that now moves more than 500,000 tons of freight a year.

The airport boasts on a Web site that its success stems from "the 'laissezfaire' attitude of the concerned
governmental authorities such as Security, Immigration and Customs."

A U.A.E. spokesman said any arrangements among Air Cess, Flying Dolphin and Ariana were none of
his government's business "as long as they are in accordance with [U.A.E.] laws and international standards."
A
Sharjah airport spokesman insisted that "there is no possibility that illegal goods are loaded or unloaded
at
Sharjah airport." During his tenure, Chichakli said, Sharjah security restricted cargo loading to
a monitored indoor facility, a move designed to prevent smuggling.


But Abdul Shukoor Arefee, a former Ariana technical crewman who flew regularly into Sharjah
in 1996 and 1997, said Afghan planes would "park in isolated places" outside the loading zone, often at night.
Watching crates hefted aboard in the dark, he said, he wondered "what they had in those boxes."

Ariana, Air Cess, Ahmed and Bout faced no pressure to curtail their operations until 1999,
when the U.S. and U.N. began imposing sanctions on Al Qaeda and the Taliban. The emirates complied
with the Ariana sanctions in 2000, but the Taliban's business contacts in
Sharjah found ways to keep flying.
In late 2000, Flying Dolphin applied to the U.N. to take over Ariana's closed routes. Despite their own reports
linking Flying Dolphin to arms smuggling, U.N. officials did not oppose the request.

Flying Dolphin's flights to Kandahar were usually half-filled with deported Afghan laborers and relief supplies,
such as food and medicine, Bin Zayed said.

But on Jan. 19, 2001, the U.N. halted the shuttle. Its investigators suspect some of the Flying Dolphin flights
may have also carried contraband.
"If that was so," Bin Zayed asked, "why did they give me permission?
I went to them and said, 'Gentlemen, I want to fly.' I waited two months. Then they wrote me a letter
and told me to stop. I really had no clue what was the reason."

By last year, U.N. teams were also trying to interview emirates officials about Bout's alleged weapon flights
from
Sharjah--first to African states and then to the Taliban. The teams were alternately rebuffed,
delayed and aided grudgingly.
When a panel exploring Bout's role in violating an arms embargo in Angola
visited the emirates in early 2000, Mohamed Al-Gaith, the emirates' director-general of civil aviation,
told them he had no indication that Bout's firms had transported arms using planes based in
Sharjah.
On a second visit in 2001, the U.N. team pressed for a close-up look at Bout's planes, employees and
other firms suspected of arms trading. Emirates officials told the team they would have to "leave the country,"
then restricted them to a brief jeep tour of the
Sharjah airport escorted by a U.A.E. intelligence official,
said Johan Peleman, a Belgium arms trafficking expert who served on both panels and a subsequent one.


Returning six months ago, this time investigating the trail of weapons to Liberia, the U.N. panel was allowed
to inspect Bout's planes and interview his brother, Serguei, who insisted Bout no longer runs Air Cess.

When a new panel pushed for a visit to Sharjah to check whether the Afghan embargo was working,
emirates officials offered to meet, but not before the team's term had expired. An emirates government spokesman
said "there has been no denial" of help, but Peleman concluded that "the Afghanistan sanctions issue is much more
sensitive to the U.A.E. than any African conflict."


The emirates' cooperation likely will be tested again in the next few weeks. A new U.N. team is preparing
to ask for a return visit to
Sharjah--and for emirates officials' aid in their inquiry into Afghan sanctions
violations and the involvement of Ariana, Air Cess and Flying Dolphin.
There are signs U.S. pressure
may have paved their way.
At the urging of American officials, the emirates early last year halted the flights
of almost all foreign-registered aircraft in
Sharjah. Planes already registered in Russia were exempted--and some,
Peleman said, may be among those used in the arms trade.

The emirates also began requiring Sharjah's cargo carriers to install expensive airborne collision avoidance systems
on all of their planes. The goal, a former National Security Council official said, was to drive up Bout's costs
and "drive him away."
Bout moved--but not far. According to Peleman, he has relocated operations to the neighboring
emirates of Ajmaan and Ras al Khaima--but one U.A.E. cargo handler said some Air Cess planes are still on the ground
in
Sharjah.
Flying Dolphin has returned to its charter flights to the Far East and Europe, Bin Zayed said. And after three months
of U.S. air attacks that decimated its fleet, Ariana has made a shaky return to service, though it uses a lone Antonov
solely for domestic flights in western Afghanistan.

Some U.S. officials wonder if they might have done more early on to stem arms trade between Sharjah and Afghanistan.
Their dilemma, a former NSC aide said, was that, as vexing as the weapon pipeline was, there was an even larger terrorism
priority in the emirates: Al Qaeda's movement of vast amounts of illicit cash.


"The reason we didn't push harder [on Bout] is that we had to prioritize," the official said.
"The
money was a bigger one." BCCI Scandal Was First Warning Sign
Dubai is the emirates' capital of cash. Businesspeople bring in suitcases stuffed with currency.
Credit cards and checks are rarities, and there are ample reasons to keep stacks of bills on hand:
The airport duty-free zone, with the world's cheapest prices on liquor, electronics and jewelry.
A hotel in the shape of a billowing dhow sail, where two-story rooms, complete with butler,
go for $15,000 a night. An underwater seafood restaurant reached by a two-minute ride on a submarine.


But the most important industry in Dubai is banking, in every form--from the age-old hawala,
which moves
money informally on an honor system, to the high-tech offshore branches of foreign banks.
Al Qaeda used them all.

For years before the Sept. 11 attacks, the process of rooting out Al Qaeda's seams of money in the emirates
was filled with frustration for the emirates and the U.S.
From the emirates' perspective, no rules were being broken.
The government collects no income tax, so there seemed to be little reason to keep tabs on who was getting what,
especially when the lack of
money controls made the economy so strong. The U.S. saw in the emirates a nation passive
in the face of an urgent problem. "They don't do anything on their own," said Winer, the State Department official.

The first hints of trouble in the emirates' go-go financial attitude came with the 1991 collapse of
the Bank of Credit & Commerce International. BCCI was accused of using depositors'
money to cover
as much as $15 billion in mistakes, payoffs and bad debts. The ruling family of Abu Dhabi,
the dominant emirate, owned 77% of the bank.


"BCCI did dirty work for every major terrorist service in the world," said Jack Blum,
a Washington
money-laundering expert who was a counsel to the U.S. Senate committee that investigated the case.
But, he added, "there's a substantial amount that wasn't learned" from the experience.

The emirates focused in BCCI's aftermath on preventing bank fraud, not on the way banks
get used by criminal organizations, Blum said.
The emirates were quick to comply when the U.S. asked in 1998
that some Taliban accounts be closed at Dubai Islamic Bank. The bank's chairman, Mohammed Khalfan bin Kharbash,
is also the U.A.E. minister for financial and industrial affairs.
But the country did not pass laws that would help
prevent or unearth other similar situations. The emirates "considered
money laundering to be a drug problem,"
Winer said. "And as illegal drugs aren't much of a problem in the U.A.E., the U.A.E. always felt it didn't have
a
money-laundering problem, no matter what we said." In January 2001, U.S. officials urged U.A.E. authorities
to impose reporting requirements on hawalas.
By that time, the U.S. government had been investigating a hawala called
Al Barakaat for nearly two years. Al Barakaat catered to Somalis abroad who wanted to send
money home.
Though the expatriates lived in the U.S. and Western Europe, the last stop before Somalia was always Al Barakaat's
global headquarters in Dubai, where an estimated $25 million a year in handling and
money-exchange fees
were skimmed off for Bin Laden's group, U.S. officials say.
Ahmed Nur Ali Jim'ale, the network's founder,
is a "member of the kitchen cabinet" of Bin Laden, said a Bush administration official. Jim'ale, a Somali warlord,
started the business in 1989, the same year Bin Laden created Al Qaeda. Jim'ale later opposed the presence of
American troops in his homeland, and Bin Laden took credit for helping to stir tribal resistance there.


It was not until Nov. 7 that the emirates moved against Al Barakaat. Emirates agents raided the hawala's office and bank, allowing American investigators to pore over seized records. The move was "a template for our ambitions" to work together,
a U.S. official said.
Yet Jim'ale, still in the emirates, has not been questioned, a Central Bank spokesman said,
because judicial authorities "are awaiting evidence" from other countries. Jim'ale is contesting the freezing of
the hawala's assets. The bank spokesman says of terrorist financing through Al Barakaat: "We believe it did not exist."

In the years preceding the terrorist attacks, American frustration had been mounting. It seemed as if "we spend
countless hours cajoling, begging, urging for
money-laundering laws, and it never happens," said a former NSC official.
So the U.S. sought outside help in 2000, from an international group of treasury departments known as the Financial Action
Task Force (FATF).
"What we did was we got 29 other countries to join us in threatening sanctions," said William Wechsler,
who tracked terrorist finances for the National Security Council.

In a confidential report to its members in February 2000, the task force conspicuously mentioned
that in the emirates "there is essentially no anti-
money-laundering" activity. The slight irritated U.A.E. rulers.
They summoned the U.S. ambassador to complain.

The emirates were now on notice that the task force would be deciding whether to limit the country's access
to Western banks. But the terrorists were moving faster than the task force.

In June 2000, Marwan Al-Shehhi received $4,790, wired to Manhattan from the emirates. Al-Shehhi would later
help hijack United Airlines Flight 175, which flew into the south tower of the World Trade Center.

The next month, federal court records show, $9,485 was wired from the emirates into a Florida SunTrust bank account
in the names of Al-Shehhi and Mohamed Atta, the leader of the hijacking operation.

While those transactions stayed under a $10,000 limit designed to trigger a "suspicious activity report"
from banks to the federal government, others did not. On Aug. 30, 2000, $19,985 was wired from the emirates to
the SunTrust account of Al-Shehhi and Atta. On Sept. 18, 2000, $69,985 was wired from the emirates to that account.

If the emirates had already put money-laundering laws in place, the sender in the emirates likely would have had
to provide identification and an address--information that might have scared off the supplier or sped up any investigation
of the transaction.
On Nov. 14, 2000, the emirates issued a regulation to all banks, money-changers, finance companies
and other monetary institutions operating in the country. Managers and employees were "obliged personally to report
a transaction aimed at
money laundering to" a government unit in Abu Dhabi. American officials were unimpressed.
"The enforcement part is nil," Winer said.
By June, Mustafa Ahmed al-Hawsawi used a cash deposit to open
an account at a Dubai branch of the London-based Standard Chartered Bank. He would later be tagged "the paymaster"
of the Sept. 11 operation. The same day, Fayez Rashid Ahmed Hassan Al Qadi Banihammad used a cash deposit
to open savings and checking accounts at the same branch, federal court documents show. He would join Al-Shehhi
aboard United Flight 175.

In the summer, as the FATF began considering sanctions against the emirates, the emirates asked the U.S.
for help in getting more time to enact a
money-laundering law. They also made an offer:
If the U.S. provided information about Bout's bank accounts, they would crack down on his assets
to prove the emirates could be effective.

On Sept. 8, the top banking authorities of Oman and the emirates held a news conference to announce
that they would enact laws to combat
money laundering by the end of the year.
The hijackers were already returning their unused funds. On the day of the news conference,
Mohamed Atta wired at least $7,860 back to Mustafa Ahmed in the emirates. The next day,
hijacker Waleed M. Alshehri wired $5,000 to "Ahamad Mustafa" in the emirates. The day after that,
Al-Shehhi wired $5,400 to "Mustafa Ahmad" in the emirates.

On Sept. 11, about $16,300 was deposited into Mustafa Ahmed al-Hawsawi's Dubai bank account.
He moved $6,534 from Fayez Ahmed's account using a check signed and dated Sept. 10.
He withdrew most of the remaining
money with an ATM card. Al Qaeda's money was on the move again.

In the last few years as Dubai has become quite expensive. many companies have moved their bases
to Sharjah, the neighboring emirate just 30 kilometers away, where rents are half those of Dubai.
Indeed many of the aircraft used at Terminal Two are owned by anonymous and shadowy companies
in Sharjah. Some of these aircraft owners like Air Bas have been linked to notorious arms smugglers
including Victor Bout. Instead of dealing directly with the U.S. government
, these companies rent
their planes to middle agencies like Chapman Freeborn and Coyne Air, which in turn provide them
to Skylink and EGL.



http://64.233.169.104/search?q=cache:4kze1_dyCxIJ:gangstersinc.tripod.com/VictorBout.html+is+sharjah+rulers+corrupt&hl=en&ct=clnk&cd=6&client=safari


BCCI liquidators sue sheikh for £289m
0.Dan Atkinson
0.The Guardian, Wednesday August 11 1999
Liquidators winding down the scandal-hit Bank of Credit and Commerce International are personally suing
a Middle Eastern ruler for £289.4m they claim he owes the stricken bank. The debt, which dates originally
from 1975, will be pursued in the high court in London.
BCCI, until its collapse in July 1991,
was majority owned by the sheikh and government of Abu Dhabi, one of the United Arab Emirates.
This action is against the sheikh of a fellow UAE state, Sharjah.

It is one of the largest single actions during the eight years of litigation that have followed the closure of BCCI.
It is also highly unusual, in that the emirate and government of Sharjah and the sheikh are alleged both to be liable
for the debt.

But the sheikh's advisers may well point out that the ruler personally guaranteed only earlier versions of the loan,
which have been superseded during various reschedulings of the 24-year-old debt.

Sheikh Sultan Bin Mohamed Al-Qasimi - an alumnus of Exeter university - was hit by tragedy in April,
when his 24-year-old son, also Mohamed, was found dead at the family's Wych Cross Place home near
East Grinstead in Sussex. Heroin and alcohol were found in his system, and the East Sussex coroner ruled his death
to have been caused by the non-dependent abuse of drugs.

In the wake of BCCI's collapse, the bank was found to be riddled with fraud; "black holes" in the bank's accounts,
totalling $13bn, made it the greatest financial scandal in history. Although the sheikh of Abu Dhabi's involvement
with BCCI has effectively ended, the prospect of the writ may cause embarrassment in the UAE.

Sharjah is one of the smaller emirates in a federation dominated by Dubai and Abu Dhabi.
Despite oil and gas reserves, its wealth is relatively modest and attempts to make it a thriving dormitory zone
for Dubai stalled when the sheikh prohibited alcohol. It is thought Sharjah may have difficulty paying
the claim should it lose in court.
The debt dates back to December 1975, four years after Britain pulled out of
the UAE, formerly the Trucial States.

Sharjah, a former British army base, needed an electricity plant and BCCI lent its power department up to 163m dirhams
(about £28m). In June 1982, this was converted into a 250m dirham loan (about £43m), allegedly guaranteed by the sheikh.

According to BCCI's liquidators, the amount grew, through various reschedulings and failures by Sharjah's government
or the sheikh to pay, to reach a total of 1.7bn dirhams, about £289m.
The UAE embassy in London would not comment yesterday. It seems, however, the sheikh's guarantee may have been explicit only in earlier versions of the loan.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------



http://www.hfza.ae/home.php



Map of Sharjah

Sharjah, in the United Arab Emirates, is playing an important role as the pre-eminent industrial base
of the UAE, with its unique strategic location between three continents, serving a growing market
of 1.5 billion people. Sharjah is the only one of the seven Emirates with ports on the Arabian Gulf’s
west coast and east coast with direct access to the Indian Ocean, and an international airport
which connects to 230 cities.
It also has a well-developed infrastructure, geared to industry
at all levels to serve Gulf, regional and international markets.

Hamriyah Free Zone Authority was established by an Emiri decree issued in November 12, 1995.
It is located in Sharjah, United Arab Emirates, which gives the free zone a unique geographic
and time zone advantage backed by a secure and fully convertible currency and a multi-access
to neighboring and global countries through land, sea and air. Hamriyah Free Zone is fast becoming
one of the cornerstones of the United Arab Emirates industrial development.
As the Next Generation Free Zone, Hamriyah Free Zone is ensuring that its management is flexible
and dynamic besides being an investor oriented free zone. Hamriyah Free Zone is challenged to provide
competitive incentives and unique opportunities to establish a business in a tax free environment,
full company ownership, exemptions from all commercial levies and repatriation of capital and profits.
The free zone manages an area of approximately twelve million square meters of prime industrial
and commercial land and a 14 meter deep water port which includes room for expansion.
The free zone provides the following facilities:


  • Access to 14 meter deep water port and 7 meter deep inner harbor
  • Land lease for 25 years renewed for similar period
  • Pre-built warehouses, factories and office units for lease
  • Executive office suites in the International Business Center for lease
  • On-site accommodation for investors’ personnel including recreatin center and health club
  • Transportation via road, 3 sea ports and Sharjah International airport
  • Highly developed infrastructure and telecommunications links
  • Abundant and inexpensive energy (Electricity: $0.05 per KWA, Water: $8.17 per 1000 Gallons)
  • Liberty for personnel recruitment and economical workforce
  • Affordable cost of living

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

http://www.komchadluek.net/detail/20091221/42230/%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.html


วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552

โสมแดงประกาศ"เขตใช้กำลัง"

โซล-เกาหลีเหนือประกาศเมื่อวันจันทร์ (21 ธ.ค.) ว่า น่านน้ำบริเวณเขตแดนทางทะเล
ที่เป็นข้อพิพาทกับเกาหลีใต้ เป็นเขตที่กองทัพเกาหลีเหนือ "สามารถทำการยิงได้"
ซึ่งหมายความว่ากระสุนปืนใหญ่อาจตกในน่านน้ำนี้ได้ทุกเมื่อ พร้อมเตือนเรือจากเกาหลีใต้
ให้อยู่ห่างบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดที่เคยมีการปะทะกันเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งนี้ เกาหลีเหนือ
ไม่เคยยอมรับเขตแดนทางทะเล ซึ่งสหประชาชาติร่างขึ้นฝ่ายเดียวเมื่อสิ้นสุดสงครามเกาหลี
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 22, 2009 3:45 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=634&forum=6&page=62&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

The Carlyle Group


Sami Baarma, a top executive of the Saudi National Commercial Bank (NCB),
sits on the board of Mahfouz’s Middle East Capital Group (MECG), that had on its board, Sheikh Bakhsh.
In addition, Baarma sits on the board of the Carlyle Group, which had former President George H. W. Bush
as a senior advisor. Carlyle is the eleventh largest military contractor in the U.S., and a leading contributor
to George W. Bush’s 2000 presidential campaign. Former President George H.W. Bush has visited
Saudi Arabia at least twice to successfully court bin Laden family financing for the Carlyle Group.


The Carlyle Group’s relationships with prominent Saudis is particularly murky considering that,
despite assertions that Osama is estranged from the family, the documentary records contradict the claim.
According to the Wall Street Journal:
<blockquote>Among its far-flung business interests, the well-heeled Saudi Arabian clan -
which says it is estranged from Osama - is an investor in a fund established by Carlyle Group,
a well-connected Washington merchant bank specializing in buyouts of defense and
aerospace companies. Through this investment and its ties to Saudi royalty,
the bin Laden family has become acquainted with some of the biggest names in
the Republican Party. In recent years, former President Bush, ex-Secretary of State James Baker
and ex-Secretary of Defense Frank Carlucci have made the pilgrimage to the bin Laden family’s headquarters in Jeddah, Saudi Arabia. Mr. Bush makes speeches on behalf of Carlyle Group
and is senior adviser to its Asian Partners fund, while Mr. Baker is its senior counselor.
Mr. Carlucci is the group’s chairman. Osama is one of more than 50 children of Mohammed bin Laden, who built the family’s $5 billion business, Saudi Binladin Group, largely with construction contracts
from the Saudi government...[33]
</blockquote>The long-time Chairman of the Carlyle Group, Frank Carlucci, was not only
a former Secretary of Defense in the Reagan Administration, but a Deputy Director of the CIA
during the Carter Administration.
As the Second Secretary in the US Embassy in the Congo
during the time of the reign and consequent assassination of Patrice Lumumba, Carlucci was intimately
involved in the US efforts to overthrow Lumumba’s government. In 1974, Frank Carlucci headed
the American CIA operation to overthrow the Lisbon socialist government. He had been Chief of
Sears Roebucks international operations, an actual espionage operation, and later a top official of
the American intelligence.


Carlyle's tentacles embrace Asia
By Tim Shorrock


  • Part 1: US-Taiwan: The guiding hand of Frank Carlucci
http://www.atimes.com/china/DC20Ad02.html

WASHINGTON - When Thailand, South Korea and other Asian countries stood on
the brink of bankruptcy in 1999, one of the first United States banks on the scene was the Carlyle Group,
the Washington private equity fund known primarily for its US investments in defense and real estate.


Thatyear, George Bush Sr, the former US president and Carlyle's senior adviser for Asia,
convened the first meetings of Carlyle's Asia Advisory Board in Bangkok to discuss the region's potential
for foreign investment.
Since then, Carlyle has become one of the largest foreign investors in South Korea
and Taiwan and is quickly positioning itself to become a major player in mergers and acquisitions in Japan.
It also hopes to capitalize on China's entry into the World Trade Organization to make a big investment
splash on the mainland.

Through its US$750 million Asia fund, it has made four acquisitions. They include KorAm Bank,
one of South Korea's largest private banks, in which Carlyle invested $145 million for a controlling
interest in 2000; Taiwan Broadband, the island's fourth-largest cable company, in which Carlyle
has invested $187 million; Mercury Communications, a South Korean telecom manufacturer recently
spun off from the bankrupt Daewoo Group, for $49 million; and Pacific Department Stores,
a joint venture with a Taiwan group that operates a chain of retail stores in mainland China, for $43 million.

As Japan opens up to foreign investment, Carlyle is hoping to become a premier buyout company.
"Finally, finally we're seeing some focus on shareholder value in Japan," Jonathan Colby,
a former aide to Henry Kissinger, who is one of Carlyle's managing directors for Asia,
told a recent New York conference on private equity in Asia.

Carlyle has created a $2.2 billion venture fund to buy Japanese companies and banks,
which recently agreed to make its first acquisition, a 90 percent stake, worth $28 million,
in the security trucking subsidiary of the bankrupt Daiei Group, Japan's largest retailer.
Meanwhile, Carlyle is about to secure its third acquisition in South Korea, where Carlyle and JP Morgan
have reportedly offered $1.2 billion to buy Kumho Industrial, the world's 10th-largest tire maker
and a major exporter to the United States and China.

Bush is the most prominent of a long list of Carlyle advisers and managing partners who have parlayed
their experience and contacts in government to create one of the world's largest private equity funds.
Carlyle's chairman is Frank Carlucci, who was secretary of defense and national security adviser during
the Ronald Reagan administration and, prior to that, deputy director of the Central Intelligence Agency (CIA).
James Baker III, a former secretary of state and treasury, is Carlyle's senior counselor.

Last year, Carlyle named former British premier John Major to be chairman of Carlyle Europe.
Other recent additions include Arthur Levitt, the former chairman of the US Securities and Exchange Commission;
William E Kennard, the former chairman of the US Federal Communications Commission; and Afsaneh Beschloss,
the former chief investment officer of the World Bank. Carlyle's advisory boards in Europe, Asia and Japan
are peppered with executives from major corporations, such as Nestle, Roche, BMW, Toshiba and Fujitsu,
and such men of influence as Karl Otto Pohl, the former president of Germany's Bundesbank.

Bush has put together a stellar list of former officials to find investors for the Asia fund and identify
potential companies to buy. Some are former heads of state, including Fidel Ramos of the Philippines and
Anand Panyarachun of Thailand (Thailand's current Prime Minister Thaksin Shinawatra,
a longtime friend of Bush, resigned from the fund before taking office just over a year ago).

Others are steeped in the world of securities and banking, such as Liu Hong-Ru, the former chairman of
China's Securities Regulatory Commission and Arifin Siregar, the former head of Indonesia's Central Bank;
the rest are mere tycoons, such as Sofjan Wanandi of Indonesia's Gamala Group and Frank Shrontz,
the former chief executive officer of Boeing.

The board also includes senior executives from Singapore Technologies Ltd, First Philippines Holdings Corp
and investment authorities in Abu Dhabi and Kuwait. Every year, Bush gathers his advisers for a meeting
somewhere in Asia; the last one, in May, took place in Seoul. Carlyle's Japan's advisory board includes
James Abegglan, the chairman of Asia Advisory Services and a longtime business consultant in Tokyo;
former US ambassadors to Tokyo Michael Armacost and Thomas S Foley; Taizo Nishimuro,
the chairman of Toshiba Corp; and executives from Fujitsu, Sanwa Bank, and Yahoo Japan.
Carlucci and Baker are members of both the Asia and Japan advisory boards; Bush only chairs the Asian board.

Colby downplayed the role played by Bush, Baker and other advisers. "They open doors,
but we still have to do the hard work of making investments profitable," he said.
Carlyle officials said Bush's involvement in the company is limited to giving speeches to investment conferences.
"Mr Bush does not and has never represented Carlyle before other governments or government officials,"
said Chris Ullman, Carlyle's spokesman. "He has made no business deals for Carlyle." Baker,
on the other hand, "does much more on the business side".

Investors, however, recognize that the Bush name - and the many contacts Bush developed as president,
CIA director and ambassador to the United Nations - carry tremendous weight as he travels
around the world on behalf of Carlyle. "Nothing beats the ability to have George Bush call up
some contact he's known for the last 20 years to comment on the worthiness of a particular deal,"

said Pat Macht, a spokesperson for the California Public Employees Retirement System,
the world's largest public pension fund, which owns 5.5 percent of Carlyle. That is particularly true in Asia,
where personal relationships are key to business deals.

Carlyle acquired KorAm Bank shortly after Bush visited Seoul to meet with senior government officials
in the Kim Dae-jung government. Carlyle's bid for the bank, according to a detailed account in Business Week,
received crucial support from advisory board member Park Tae-joon, a former South Korean general
who built Korea's Pohang Iron and Steel Corp into the world's largest steelmaker. (Park later resigned
from the board after joining the government.)


Carlyleand other buyout companies are attracted to Asia because, in the aftermath of the financial crisis,
the structure of Asian capitalism is changing from family-controlled conglomerates
-
personified by giant South Korean chaebols such as Hyundai and Daewoo -into smaller companies
run by professional managers. Governments, meanwhile, have abandoned social policies that
once guaranteed a portion of the workforce lifetime jobs and made layoffs very difficult.
That's all changing, even in South Korea, where militant unions have given the country
a bad reputation in the eyes of many foreign investors. "Contrary to popular belief, major layoffs
are being done in Korea," Colby said at the investment seminar in New York.

Another factor: with banks holding billions of dollars in bad loans that will probably never be repaid,
corporations are desperate for investment capital. "Being able to tap private equity is crucial to long-term
growth in Asia," explained Ray Hood, director of Asian investments for State Street Bank.
For companies like Carlyle, Asia "is where the rewards will be in the next few years. Investment returns
will be a complete steal."

The advisory board Bush chairs plays a critical role in determining Carlyle's investment strategies in Asia.
Asked how the boards operate, Conway, who attends the annual meetings of the European board,
described an expansive process where advisers strategize about how to create and nurture companies
with a global reach. At a recent meeting of the European board, he said, the consensus was that
"companies that have been more single-country companies are going to have to expand onto
the European stage and ultimately a global stage". To implement the strategy,
Carlyle acquired and combined three companies from Italy, German and the United States;
in another case, it combined two German and Canadian automotive firms.
A member of Carlyle's European board, Conway said, provided key advice
when United Defense bought the Swedish defense firm Bofors last year.

On his trips to Asia, Bush is often accompanied by Baker, who is well known in Asia,
particularly in Japan and South Korea, for his forceful policies when he was treasury secretary to Reagan.
In 1985, Baker was the driving force behind the Plaza Accords that nearly doubled the value of the yen,
driving up the costs of Japanese goods and forcing Japanese manufacturers to invest overseas.
In 1986, he launched a crackdown on the trade practices of South Korea and Taiwan that forced
those newly industrialized countries to shift their exports away from the US market and sell more goods
in Europe and Southeast Asia.

Bush himself has had extensive dealings with Asia, particularly Japan. As president,
he was popular with the Japanese elite because he played down trade friction in favor of closer strategic ties -
a policy followed by his son, George W Bush. In 1991, Prescott Bush, the former president's brother,
raised eyebrows in Japan when he signed on as an investment adviser to a man who turned out to be
the head of one of Japan's largest criminal syndicates; Prescott, pleading ignorance of his client's background,
immediately canceled the deal. In 1990, Jeb Bush, now governor of Florida and the brother of the current president,
went to Japan for his Florida real-estate company and explained to investors that his contacts would make it easier
for them to buy US property.

George W Bush himself had direct experience with non-performing loans when he was an oil executive
and governor in Texas. His knowledge in this area was much in evidence last summer, when Junichiro Koizumi,
the Japanese prime minister, paid his first visit to Bush. As Japanese reporters blinked in wonderment,
Bush went on at some length to explain the importance of restructuring bad loans and banks.

Carlyle's forte is not only money-making. Its executives also influence policy - sometimes profoundly.
Last week, Carlucci, who is chairman of the US-Taiwan Business Council, a coalition of US multinationals
doing business in Taiwan, invited Tang Yiau-ming, Taiwan's defense minister, to attend a closed-door
summit of US and Taiwanese defense officials sponsored by the council and key US military contractors,
including Carlyle's United Defense Industries. Tang's visit, which was capped by a meeting with
US Deputy Defense Secretary Paul Wolfowitz, marked the highest-level defense contacts between Taipei
and Washington since diplomatic relations were severed in 1979 - and paralleled President Bush's push to expand
arms sales to Taiwan, where Carlyle has significant investments.


At the same time, Bush Sr has not been hesitant about offering advice to his son about issues
that could affect Carlyle's investments in Asia. Last spring, after President Bush stuck a knife in Kim Dae-jung's
"Sunshine Policy" by saying North Korea couldn't be trusted, Bush Sr sent the president a memo written
by Donald Gregg, his former national security adviser who once served as CIA station chief in Seoul,
urging the new administration to ease its hardline policies.

A few weeks later, in a decision the New York Times described as "the first concrete evidence of
the elder Bush's hand in a specific policy arena", George W said that he was willing to talk to the North
"any time, any place". But the president's "axis of evil" speech on January 29, which North Korea took to be
a near declaration of war, ended any hopes of rapprochement and led Pyongyang to cancel a February visit
by Gregg and several other former diplomats. President Bush tried to soften his rhetoric during
his late-February visit to Seoul, but was met instead by the largest anti-US demonstrations of his career.
Carlyle, however, is sanguine about the investment climate in Korea. Bush's "axis" speech
"doesn't add to my level of concern", said Conway.

Since 1987, Carlyle has invested $6.4 billion in 233 transactions, with a rate of return of 36 percent
on its completed investments. It currently has $12.5 billion invested around the world.


((c)2002 Asia Times Online Co, Ltd. All rights reserved. Please contact
ads@atimes.com for information on our sales and syndication policies.)

The Iron Triangle The Carlyle Group Exposed 2004 English with Dutch Subtitles 1



The Iron Triangle The Carlyle Group Exposed 2004 English with Dutch Subtitles 2



The Iron Triangle The Carlyle Group Exposed 2004 English with Dutch Subtitles 3



The Iron Triangle The Carlyle Group Exposed 2004 English with Dutch Subtitles 4



The Iron Triangle The Carlyle Group Exposed 2004 English with Dutch Subtitles 5



http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t291-20.htm


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=616&forum=6&page=31&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.globalsecurity.org/military/systems/munitions/explosives-anfo.htm

Explosives - ANFO (Ammonium Nitrate - Fuel Oil)

Ammonium nitrate-fuel oil (ANFO) blasting agents represent the largest industrial explosive manufactured
(in terms of quantity) in the United States. This product is used primarily in mining and quarrying operations.
The components are generally mixed at or near the point of use for safety reasons. The mixed product is relatively safe
and easily handled and can be poured into drill holes in the mass or object to be blasted.


Melvin A. Cook's life is intimately connected with the history of explosives, he is a scientist,, inventor, teacher, businessman, theorist, consultant, expert witness, entrepreneur, and author. Cook, a professor of metallurgy
at the University of Utah, was a businessman and author of works on explosives. He also published works on creationism,
particularly on the relationship between science and Mormonism. Cook's personal involvement in both the theoretical and practical aspects of the field of explosives spans more than fifty years.
Cook's greatest commercial explosives invention
was formulated in December of 1956, when he created a new blasting agent using an unusual mixture of ammonium nitrate, aluminum powder, and water. The safety and efficiency of this new explosive were apparent, and the use of water was
revolutionary. Tests that followed resulted in the development of a new field of explosives: slurry explosives.
This invention converted the commercial explosives industry from "dangerous dynamite" to "safe slurry" and
dry blasting agents [ANFO]. In 1972 Cook developed the BLU-82, the largest and most powerful chemical bomb,
using aluminized slurry.


Blasting agents consist of mixtures of fuels and oxidizers, none of which are classified as explosive.
Nitrocarbonitrate is a classification given to a blasting agent under the US Department of Transportation
regulations on packaging and shipping. A blasting agent consists of inorganic nitrates and carbonaceous fuels
and may contain additional nonexplosive substances such as powdered aluminum or ferrosilicon to increase density.
The addition of an explosive ingredient such as TNT changes the classification from a blasting agent to an explosive.
Blasting agents may be dry or in slurry forms. Because of their insensitivity, blasting agents should be detonated
by a primer of high explosive.
Ammonium nitrate- fuel oil has largely replaced dynamites and gelatins in bench blasting.
Denser slurry blasting agents are supplanting dynamite and gelatin and dry blasting agents. The most widely used
dry blasting agent is a mixture of ammonium nitrate prills (porous grains) and fuel oil. The fuel oil is not precisely CH2,
but this is sufficiently accurate to characterize the reaction. The right side of the equation contains only the desirable
gases of detonation, although some CO and N02 are always formed. Weight proportions of ingredients for the equation
are 94.5 percent ammonium nitrate and 5.5 percent fuel oil. In actual practice the proportions are 94 percent and
6 percent to assure an efficient chemical reaction of the nitrate.


Uniform mixing of oil and ammonium nitrate is essential to development of full explosive force.
Some blasting agents are premixed and packaged by the manufacturer. Where not premixed, several methods
of mixing in the field can be employed to achieve uniformity. The best method, although not always the most
practical one, is by mechanical tier. A more common and almost as effective method of mixing is by uniformly
soaking prills in opened bags with 8 to 1O percent of their weight of oil. After draining for at least a half hour
the prills will have retained about the correct amount of fuel oil.
Fuel oil can also be poured onto the ammonium nitrate
in approximately the correct proportions as it is poured into the blasthole. For this purpose, about i gal of fuel oil
for each 100 lb of ammonium nitrate will equal approximately 6 percent by weight of oil. The oil can be added
after each bag or two of prills, and it will disperse relatively rapidly and uniformly. Inadequate priming imparts
a low initial detonation velocity to a blasting agent, and the reaction may die out and cause a misfire.
High explosive boosters are sometimes spaced along the borehole to as sure propagation throughout the column.


As in other combustion reactions, a deficiency of oxygen favors the formation of carbon monoxide
and unburned organic compounds and produces little, if any, nitrogen oxides. An excess of oxygen causes more
nitrogen oxides and less carbon monoxide and other unburned organics. For ammonium nitrate and fuel oil (ANFO)
mixtures, a fuel oil content of more than 5.5 percent creates a deficiency of oxygen.
Ammonium nitrate and fuel oil
(ANFO) has a broad spectrum of Velocities of Detonation according to numerous references. However,
some of these references are more specific when establishing parameters. A military catering charge lists a VOD
of 10,700 feet per second (fps). A 4" diameter steel tube confinement is at 10,000 fps, while a 16" diameter tube is
at 16,000 fps. In charge diameters of 6 in. or more, dry blasting agents attain confined detonation velocities
of more than i2,000 fps, but in a diameter of 1- 1/2 in., the velocity is reduced to 60 percent. When ANFO is used
in boreholeing, the VOD has a positive slope as a function of depth, the VOD increases as the detonation front
progresses down the borehole. Enhanced effects of very large quantities, which is essentially self tamping,
the VOD is expected to be in the 13,000-15,000 fps range. A ballpark approximation for very large quantities
of blasting agents, which is accepted in the commercial industry, is roughly half the VOD of C-4/plastics,
which equates to 13,000 fps. The recognized VOD of urea nitrate, however, is 11,155 to 15,420 fps.


The specific gravity of ANFO varies from 0.75 to 0.95 depending on the particle density and sizes.
Confined detonation velocity and charge concentration of ANFO vary with borehole diameter.
Pneumatic loading results in high detonation velocities and higher charge concentrations, particularly in holes
smaller than 3 in. (otherwise such small holes are not usually recommended for ANFO blasting).


The simple removal of a tree stump might be done with a 2-step train made up of an electric blasting cap
and a stick of dynamite. The detonation wave from the blasting cap would cause detonation of the dynamite.
To make a large hole in the earth, an inexpensive explosive such as ANFO might be used. In this case,
the detonation wave from the blasting cap is not powerful enough to cause detonation, so a booster must be
used in a 3- or 4-step train. The yield from the blasting caps and safety fuses used in these trains are usually
small compared to those from the main charge, because the yields are roughly proportional to the weight of
explosive used, and the main charge makes up most of the total weight.
Advantages of insensitive dry blasting
agents are their safety, ease of loading, and low price. In the free-flowing form, they have a great advantage
over cartridge explosives because they completely fill the borehole. This direct coupling to the walls assures
efficient use of explosive energy. Ammonium nitrate is water soluble so that in wet holes, some blasters pump
the water from the hole, insert a plastic sleeve, and load the blasting agent into the sleeve. Special precautions
should be taken to avoid a possible building up of static electrical charge, particularly when loading pneumatically.
When properly oxygen-balanced, the fume qualities of dry blasting agents permit their use underground.
Canned blasting agents, once widely used, have unlimited water resist-ance, but lack advantages of loading
ease and direct coupling to the borehole.


In 2001, US explosives production was 2.38 million metric tons (Mt), 7% less than that in 2000;
sales of explosives were reported in all States. Coal mining, with 69% of total consumption, continued to be
the dominant use for explosives in the United States. Kentucky, West Virginia, Indiana, Wyoming, and Virginia,
in descending order, were the largest consuming States, with a combined total of 46% of US sales.

After completing an investigation into dumping of ammonium nitrate from Ukraine that was begun in 2000,
the US International Trade Commission (ITC) issued its final determination in August 2001. The ITC determined
that imports of ammonium nitrate from Ukraine were sold in the United States at less than fair market value and
that critical circumstances did not exist with regard to these imports. As a result of the negative determination
regarding critical circumstances, the duties were not retroactive and only apply to ammonium nitrate that has been
imported since March 5, 2001. The antidumping duty of 156.29% ad valorem that was finalized by
the International Trade Administration in July 2001 was applied.


Sales of ammonium-nitrate-based explosives (blasting agents and oxidizers) were 2.34 Mt in 2001,
which was an 8% decrease from that of 2000, and accounted for 98% of US industrial explosives sales.
Sales of permissibles and other high explosives increased slightly. Data for 2001 are not exactly comparable
to the 2000 data. One company, Nelson Brothers LLC, did not provide data to the Institute of Makers of Explosives
(IME) in 2001, and no estimate for its sales was included in the totals.
By 2001 engineers in the Fuels and
Lubricants Group of Shell Co. of Australia developed a technique to blend waste oil with ANFO for a product
that can be used in blasting. Mines throughout the world produce thousands of liters of waste fuel oil that
needs to be disposed of in an environmentally safe manner. By using the fuel oil in a blasting compound,
transporting the waste oil is eliminated, the quantity of fuel oil needed for blasting is reduced, and potentially toxic
hydrocarbons in waste oil can be destroyed by the high blast temperature. Shell tested the ANFO-waste oil blend
at Hamersley Iron's Marandoo mine site, and found that the ratio of waste oil to ANFO blend could be as much as
50-50 without any detrimental effect to the final blasting performance.


Urea nitrate is also considered a type of fertilizer-based explosive, although, in this case,
the two constituents are nitric acid (one of the ten most produced chemicals in the world) and urea.
A common source of urea is the prill used for de-icing sidewalks.
Urea can also be derived from
concentrated urine. This is a common variation used in South America and the Middle East by terrorists.

Often, sulfuric acid is added to assist with catalyzing the constituents. A bucket containing the urea is used
surrounded by an ice bath. The ice serves in assisting with the chemical conversion
when the nitric acid is added. The resulting explosive can be blasting cap sensitive.
Urea nitrate has a destructive power similar to ammonium nitrate.


By one estimate, the bomb used to attack the Alfred Murrah Federal Building in Oklahoma City
on April 19, 1995 consisted of an ANFO explosive main charge of approximately 4,000 pounds, based on
an estimate of the Velocities of Detonation [VOD] of approximately 13,000 fps. Other estimates claim that
the 1995 explosion that collapsed portions of the Murrah Federal Building in Oklahoma City

contained 4,800 pounds of ammonium nitrate and fuel oil. Later estimates suggested that the bomb had
in excess of 6,200 pounds of various energetic materials, including explosives other than ANFO,
equivalent to 5,000 pounds of TNT.
In the Salameh World Trade Center bombing case resulting from
the bombing of the World Trade Center (WTC) on February 26, 1993, FBI Explosives Unit examiner
David Williams opined
that the main explosive used in the bombing consisted of 1,200 pounds of
urea nitrate explosive.

The FBI chemists specializing in the examination of explosive residue, however, did not find any residue
identifying the explosive at the World Trade Center.
Not all large truck bombs have used ANFO.
On June 25, 1996, Saudi terrorists sponsored by Iran attacked the Khobar Towers barracks,
a high-rise building complex in a densely populated urban environment in Saudi Arabia.
T tanker truck loaded with at least 5,000 pounds of plastic explosives was driven into the parking lot in front
of the Khobar Towers residential complex in Dhahran. Nineteen American service members
were killed in the blast, and hundreds of other service members and Saudis were injured. There is no doubt
that the extent of the casualties at Khobar Towers resulted, in part, from the extraordinary size of the terrorist bomb.
Reports initially estimated that the bomb contained the equivalent of 3,000 to 8,000 pounds of TNT, but a study
by the Defense Special Weapons Agency concluded that the power of the bomb was actually



closer to 20,000 pounds of TNT.


http://www.oklahomacitybombing.com/oklahoma-city-bombing.html

The Alfred P. Murrah Federal Building after the explosion

http://911research.com/non911/oklahoma/index.html


http://911review.com/precedent/decade/okc.html



http://www.truthdig.com/report/item/20060221_oklahoma_city_bombing/


http://www.jewishworldreview.com/0405/oklo_bombing.php3

Alfred P. Murrah Federal Building immediately after bombing

http://faculty.umf.maine.edu/~walters/web%20104/104%20outline%2014_08.htm



Oklahoma, 1995, Timothy McVeigh


Khobar Towers, Dhahran, Saudi Arabia, in June 1996;


U.S. Embassies in Tanzania and Kenya bombed, August 1998 ;


U.S.S. Cole, October 2000.


NYC: World Trade Center, 9/11

Khadafy (1988 Lockerbie), Al-Qaeda, Taliban: Who are the extremist terrorists?
U.S. Politics: Red states and Blue. Wherefore art the art of compromise, common ground.
Half truths and empty rhetoric.

http://www.youtube.com/watch?v=2jevOj3Qh-w

World Trade Center 911 BOMBINGS COVER UP

9/11 - focused analyzed video of the WTCs falling. Notice the early EXPLOSIONS as the floors collapse,
in near perfect timing. Funny how Guiliani and Hillary Clinton were arm in arm that AM and how Bush
has been recorded stating that he knew about the bombings - before it happened; trying to explain
away his lack of surprise when told in the classroom. Share and spread this video around the world,
so everyone can see what is going on in the USA. See http://www.saunalahti.fi/wtc2001/H-de... -
for some excellent analysis of this controlled demolition. Also : http://www.infowars.net/WTC7Report/ -
great info from Alex Jones' InfoWars.Who caused this tragedy ? Republican, Democrat, two sides of
the same Illuminati/Freemason coin. the only way to stop it is to NOT VOTE. Pass the word !



http://www.globalresearch.ca/articles/SCH404A.html

EXTRAORDINARY ADMISSION

This extraordinary admission that the FBI had advance plans and the full documentation of where to find everyone
and everything was blithely reported. Only after the detonation of the bomb in the World Trade Center did
"the FBI finally open the boxes." They had been receiving regular reports from "the man they called ‘the Colonel,’
[who] wore a hidden microphone as he moved the inner circle. … There … federal agents heard first-hand
as another plot evolved," one promulgated by their own operative and the rationale for the arrests of June 24.

All the while that the U.S. has sounded the alarm about "Muslim Fundamentalist terror," it has funded
the Islamic Fundamentalist group in Afghanistan led by Gulbuddin Hekmatyar, who has received
to date $3.3 billion in official U.S. aid administered by the CIA.

Many of the figures in the Muslim movement in the U.S., including those accused of involvement in
the World Trade Center bombing, were among those who organized the sending of CIA arms
and funds to Hekmatyar.
(See "Late For Work," Prevailing Winds #1.)


The U.S. rulers are terrorizing the American people with operations of their own authorship,
deployed as a rationale for "maintaining vast military budgets for devastating assaults upon Iraq,
Somalia and targets now on the Pentagon drawing board.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Dec 23, 2009 2:54 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Dec 22, 2009 4:56 pm

พีพี พิมพ์ว่า:ท่าน att หมายถึง เขาอาจก่อวินาศกรรมในไทย เพื่อ หาเหตุให้ UN เข้ามาเหรอคะ? Shocked

..งั้นไฟใต้ นี่ คนก่อการร้ายมันได้ทุนจาก US หรือ ทุนจากซาอุ กันแน่ หนูสงสัยมาก Suspect
(ถ้าออกนอกเรื่องไปหน่อย ต้องขออภัย)

ที่แน่ๆคือ อเมริกา อนุมัติงบ 300,00 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้เป็นงบทุนในการก่อสร้างศูนย์ฯที่ภาคใต้

โดยให้ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ร่วมกันจัดการ ดูแล

และอีก 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นค่าคอมมิชชัน

เท่ากับ 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุ่มทุนสร้างเพื่อบริหารจัดการภาคใต้เราโดยเฉพาะ

โดยมีผู้นำของประเทศไทย ไปเซ็นรับทราบมาเรียบร้อยน่าจะประมาณ 2 อาทิตย์ได้แล้วนะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 3 Previous  1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ