รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 24, 2009 11:58 am

http://www.dailymotion.com/video/x1wy8g_romeo-void-a-girl-in-trouble_music

http://www.youtube.com/watch?v=E-TJ6ahX-Vc

"Girl in Trouble" by Romeo Void



http://www.youtube.com/watch?v=h9zfopXa1XY

ROMEO VOID A Girl In Trouble Is A Temporary Thing Dance Mix

http://www.youtube.com/watch?v=-5Yx2TnN9mc

Alphaville - Forever Young (Special Dance Version)

This is the Alphaville's Forever Young special Dance version. Just Fantastic.



http://www.youtube.com/watch?v=r9foZ7KVSng

Phil Oakley - Together In Electric Dreams



http://www.youtube.com/watch?v=B3DcWtkKeIY
The Neverending Story Trailer

What is the secret of this enchanted book? What wonders are
hidden within its pages? What magical spell does it cast on all who
read it? What is the secret of 'The Neverending Story?'

"But that's impossible!"

You will enter a world where a young boy's imagination becomes a vivid
reality. The world of Atreyu and Artax, The Rock Biter and the good and
kind Gnome; a world that is vast and eternal, Treacherous and Dazzling,
Unforgettable and Free. For anyone who's ever made a wish, believed in
a fantasy, or had a dream. This is 'The Neverending Story.'



http://www.youtube.com/watch?v=MccmHwA-c4U

NeverEnding Story is the title song from the American version of
the 1984 film The NeverEnding Story, performed by Limahl, lead singer of Kajagoogoo.

Never Ending Story ( Limahl )

Turn around
Look at what you see....
In her face
The mirror of your dreams....
Make believe I'm everywhere
Given in the light
Written on the pages
Is the answer to a never ending story...

Reach the stars
Fly a fantasy....
Dream a dream
And what you see will be....
Rhymes that keep their secrets
Will unfold behind the clouds
And there upon a rainbow
Is the answer to a never ending story...

Show no fear
For she may fade away...
In your hand
The birth of a new day...
Rhymes that keep their secrets
Will unfold behind the clouds
And there upon a rainbow
Is the answer to a never ending story

http://www.youtube.com/watch?v=bCDIt50hRDs

Fool's Garden - Lemon Tree



http://www.youtube.com/watch?v=vijlXRc3bZI

Giorgio Moroder Project - To Be Number One [Extended Version]

The 1990 FIFA World Cup, the 14th staging of the World Cup, was
held in Italy from 8 June to 8 July. Italy was chosen as hosts by FIFA
on 19 May 1984, making it the second country to host the event twice.
USSR was the rival of Italy's candidacy to host the event. It was won
by West Germany, who beat Argentina 1 - 0 in the final to win the World
Cup for the third time.

-----------

This is what we've worked for all our lives
Reaching for the highest goal we can
We choose to give it all
When competition cals
Time records the victory in our hearts


To win or lose is not the only thing
It's all in how we play the fairest game
This is the chance we take
Reaching for the top
Time records the victory in our hearts


To be number one
Running like the wind
Playing hard - but always playing fair
(Oh year)


To be number one
Winning again and again
Reaching higher -
To be number one


This is what we've wanted all our lives
Shining like a shooting star at night
We've got to give it all
When we hear the call
Time records the victory in our hearts


To be number one
Running like the wind
Playing haed - but always playing fair
(Oh year)


To be number one
Winning again and again
Reaching higher
To be number one
To be number one...



http://www.youtube.com/watch?v=MsbXRqT19IY

World Cup 1990 Final - Germany 1:0 Argentina



http://www.youtube.com/watch?v=GazBbe2yepw

World Cup 1986 Final - Argentina 3:2 Germany



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266232722&grpid=&catid=08

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 18:30:43 น.
มติชนออนไลน์




นครรัฐวาติกัน


วาติกันประกาศรายชื่อ "อัลบั้มเพลงป๊อปคลาสสิก" ที่คริสตศาสนิกชนสามารถฟังได้

นสพ.วาติกัน ประกาศรายชื่ออัลบั้มเพลงป๊อปที่สามารถรับฟังได้ มีตั้งแต่ "บีเทิลส์"
"ไมเคิล แจ๊กสัน" จนถึง "โอเอซิส" ชี้เป็น "ยาแก้พิษ" เพลงที่มีอยู่ดาดดื่นในท้องตลาด


หมายเหตุ คลิกชมมิวสิควิดีโอเพลง "Some Might Say" จากอัลบั้ม
"(What′s the Story) Morning Glory" ของวงโอเอซิส
ได้ที่สัญลักษณ์ "กล้องวิดีโอ" เหนือพาดหัวข่าว


หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 แห่งวาติกัน ซึ่งชื่นชอบเพลงคลาสสิกของโมสาร์ต
และเคยกล่าวว่า "ดนตรีร็อกเป็นผลงานของปิศาจ" จะหันมาฟังเพลงของศิลปินอย่าง "คาร์ลอส ซานตาน่า"
หรือ "โอเอซิส"


อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักวาติกันไม่ได้เพียงประกาศให้ผลงานของซานตาน่า
และโอเอซิสเป็นเพลงที่คริสตศาสนิกชนสามารถรับฟังได้เท่านั้น แต่ยังประกาศให้งานของ
"เดอะ บีเทิลส์" "ไมเคิล แจ๊กสัน" "ยูทู" "พิงก์ ฟลอยด์" และ "ฟลีตวู้ด แม็ค"
อยู่ในบัญชีรายชื่ออัลบั้มเพลงป๊อปที่ทางวาติกันรับรองให้ผู้คนรับฟังได้

โดยบทความดังกล่าวถูกตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์ของนครรัฐวาติกัน

ผู้เขียนบทความได้ให้เหตุผลว่า เนื่องจากในปีนี้ทวีปยุโรปต้องเผชิญหน้ากับเพลงดาด ๆ
จำนวนมากในหลายเทศกาลดนตรี จึงถึงเวลาแล้วที่ทางวาติกันจะต้องแนะนำ "ยาต้านพิษ"
ในรูปแบบของบทเพลงที่ถือเป็นหลักไมล์สำคัญระดับคลาสสิกของวงการเพลงป๊อป
โดยอัลบั้มเพลงที่ถูกระบุในบัญชีรายชื่อดังกล่าวก็มีอาทิเช่น

อัลบั้ม "Thriller" ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ.2525 ของ "ไมเคิล แจ๊กสัน"
ซึ่งมิวสิควิดีโออันโดดเด่นในอัลบั้มดังกล่าวมีตัวละครผีดิบซอมบี้จำนวนมากออกมาเต้นร่วมกัน

อัลบั้ม "The Dark Side of the Moon" ของวง "พิงก์ ฟลอยด์"ซึ่งเป็นคอนเส็ปท์ อัลบั้ม
ที่มีเนื้อหาพินิจพิเคราะห์ไตร่ตรองเรื่องกาลเวลา, ความตาย, ความป่วยไข้ทางจิตใจ
และความตะกละตะกลามของเหล่านักบริโภคนิยม

อัลบั้ม "Revolver" ของ "เดอะ บีเทิลส์"ซึ่งออกจำหน่ายในปี พ.ศ.2509 และน่าจะเป็นผลงานของ
กลุ่มสี่เต่าทองที่ได้รับอิทธิพลจากการใช้ยาเสพติดมาก ที่สุด อย่างไรก็ตาม มีบาทหลวงคนหนึ่ง
เคยแสดงความเห็นว่าเนื้อร้องของเพลง "Eleanor Rigby" ในอัลบั้มดังกล่าวนั้น
"เป็นคำเทศนาที่ไม่มีใครได้ยิน" นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยังแสดงความเห็นถึง
คำคุยของ "จอห์น เลนนอน" ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่าวงดนตรีของตนโด่งดังกว่าพระเยซูว่า
"นั่นเป็นเพียงคำคุยโวโอ้อวดของเด็กหนุ่มจากชนชั้นแรงงานอังกฤษที่ต้องต่อสู้
รับมือกับความสำเร็จซึ่งถาโถมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว"


อัลบั้ม "Achtung Baby" ของวง "ยูทู" ซึ่งวางขายในปี พ.ศ.2534 โดยเพลง "Acrobat"
ในอัลบั้มชุดนี้มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า "ฉันจะหยุดทานขนมปังและไวน์ ถ้ามีโบสถ์ที่ฉันสามารถยอมรับได้"

อัลบั้ม "(What′s the Story) Morning Glory" ในปี พ.ศ.2538 ของวง "โอเอซิส"
ที่หนังสือพิมพ์ของวาติกันแสดงความเห็นว่าเป็นงานของ "ตัวสร้างปัญหาที่น่าหวั่นเกรง
จากชนชั้นแรงงาน ซึ่งได้สรรค์สร้างอัญมณีที่ถูกผลิตขึ้นมาจากความเจ็บปวดทรมานให้แก่โลกใบนี้"


อัลบั้ม "Rumours" ในปี 2520 ของวงดนตรีคณะ "ฟลีตวู้ด แม็ค" ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเป็น
"อุปรากรทางดนตรีที่มีเสน่ห์น่าลุ่มหลง"

และอัลบั้ม "Supernatural" ของ "คาร์ลอส ซานตาน่า" ที่ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ.2542
ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกหนึ่งเดียวของคนในรุ่น "วู้ดสต๊อก" ที่ยังอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพนักดนตรี

(ที่มา เว็บไซต์ไทม์ส ออนไลน์)

[size=12]อัลบั้ม "Thriller"



อัลบั้ม "The Dark Side of the Moon"


อัลบั้ม "Revolver"


อัลบั้ม "Achtung Baby"


อัลบั้ม "(What′s the Story) Morning Glory"


อัลบั้ม "Rumours"


อัลบั้ม "Supernatural"

The Game of love - Santana feat. Michelle Branch
[/size]

คลิป วิดีโอ : The Game Of Love - Santana feat. Michelle Branch

http://www.lyrics007.com/Santana%20Lyrics/Game%20Of%20Love%20Lyrics.html

Title: Santana - Game Of Love lyrics

Tell me
Just what you want me to be
One kiss
And boom you're the only one for me
So please tell me why don't you come around no more
Cause right now I'm crying
Outside the door of your candy store

[Chorus]
It just takes a little bit of this
A little bit of that
It started with a kiss
Now we we're up to bat
A little bit of laughs
A little bit of pain
I'm telling you, my babe
It's all in the game of love....

..Is whatever you make it to be
Sunshine set on this cold lonely sea
So please baby try and use me for what I'm good for
It ain't sayin' goodbye it's knocking down the door of your candy store

[Chorus]

It's all in this game of love

You roll me
Control me
Console me
Please hold me
You guide me
Divide me
Into two...

[Guitar solo]

So please tell me why don't you come around no more
Cause right now I'm dying outside the door of your loving store

[Repeat Chorus]

It's all in this game of love
It's all in the game of love
Yeah, in the game of love

Roll me
Control me
Please hold me
(Make me feel good, yeah)

I'm out here on my own
On my own...

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266552045&grpid=01&catid=
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 11:00:30 น.
มติชนออนไลน์

"เอลตัน จอห์น" โพล่งจากปาก "พระเยซู" เป็น "เกย์" ที่เฉลียวฉลาดมาก

โดย พิงค์สเกิร์ต

ไม่แน่ใจว่านักร้องดังระดับโลกอย่าง "เซอร์เอลตัน จอห์น" เคยได้รู้ได้เห็น
เกี่ยวกับกรณีที่ "จอห์น เลนนอน" 1 ในสมาชิกวงสี่เต่าทองผู้ล่วงลับ ออกมาให้สัมภาษณ์
พาดพิง "พระเยซู" จนสร้างความฉุนเฉียวให้กับชาวคริสต์เป็นอย่างมาก ถึงขั้นออกมาแสดง
ความโกรธโดยการเผาแผ่นเสียงของ "วง เดอะ บีทเทิลส์" วอดวายกันเป็นแถบ
เหตุเกิดขึ้นเมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว

เรื่องของเรื่องก็คือ "จอห์น เลนนอน" ออกมาระบุว่า วงของเค้าเนี่ยะ...โด่งดังกว่าพระเยซูเสียอีก !!!!

มาถึงวันนี้ อยู่ดีๆ ไม่รู้ว่า "เซอร์เอลตัน" กำลังคิดอะไรอยู่ จึงออกแนวทำซ้ำรอย
พูดโพล่งว่า "พระเยซูทรงเป็นเกย์ ที่เฉลียวฉลาดสุดๆ" นักร้องเกย์คนดังกล่าวเช่นนี้
ระหว่างการให้สัมภาษณ์ถึงหัวข้อ "การใช้ชีวิตของเกย์ในตะวันออกกลาง"


เซอร์เอลตัน จอห์น

"ผมคิดว่าพระเยซูเป็นเกย์ ที่มีพระเมตตาและยังเฉลียวฉลาดสุดๆ
เพราะพระองค์เข้าใจถึงปัญญาของมนุษย์ ขณะที่ถูกตรึงกางเขน
พระองค์ให้อภัยคนที่ทำร้ายพระองค์
ผมคิดว่าพระเยซูต้องการให้เรารู้จักการรักและการให้อภัย"

นักร้องเกย์คนดัง ระบุ และกล่าวต่อว่า ผมไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรทำให้มนุษย์กลายเป็นคนโหดร้าย
การเป็นเกย์ในตะวันออกกลาง ก็เหมือนการฆ่าตัวตายดีๆ นี่เอง

เมื่อปี 1966 การออกมาพูดถึงพระเยซู ทำให้วงเดอะ บีทเทิลส์ ได้รับจดหมายขู่ฆ่า
และ "เลนนอน" ถูกบังคับให้ออกมาขอโทษ แถมยังถูกวาติกันแบนไปอีกหลายสิบปี
แต่วันนี้ "วาติกัน" อาจใจกว้างกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้วก็ได้ ต้องรอดูต่อไป


วง เดอะ บีทเทิลส์


จอห์น เลนนอน


พระเยซูมีตัวตนจริงหรือเปล่า?
เรื่องจริงหรือแต่งขึ้นมา!!!

แต่ก็อาจจะเป็นเกย์จริงๆ
ตามจินตนาการแต่ละคน
ถ้าผู้หญิงอาจจะจินตนาการ
เป็นทอมบ้าง หุหุ

att

จำนวนข้อความ: 1075
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Apr 20, 2010 10:44 pm

Swing Out Sister - Somewhere in The World (1997) ►STEREO◄





Twilight World Swing Out Sister



Swing Out Sister - "Surrender" - ORIGINAL VIDEO - '86



Swing Out Sister - Waiting Game (1989) ►STEREO◄



Swing Out Sister - Forever Blue (1989) ►STEREO◄



[dailymotion]
Swing out sister -Breakout-
Uploaded by Fripouillerie. - Discover more animation and arts videos.[/dailymotion]

[dailymotion]
Breakout�Swing Out Sister
Uploaded by gaimon5656. - Watch more music videos, in HD![/dailymotion]

BREAKOUT

When explanations make no sense
When every answer's wrong
You're fighting with lost confidence
All expectations gone

The time has come to make or break
Move on don't hesitate
Breakout

Don't stop to ask
Now you've found a break to make at last
You've got to find a way
Say what you want to say
Breakout

When situations never change
Tomorrow looks unsure
Don't leave your destiny to chance
What are you waiting for
The time has come to make your break
Breakout

Don't stop to ask
Now you've found a break to make at last
You've got to find a way
Say what you want to say
Breakout

Don't stop to ask
Now you've found a break to make at last
You've got to find a way
Say what you want to say
Breakout

Some people stop at nothing
If you're searching for something
Lay down the law
Shout out for more
Breakout and shout day in day out
Breakout

Breakout

Don't stop to ask
Now you've found a break to make at last
You've got to find a way
Say what you want to say
Breakout

Don't stop to ask
Now you've found a break to make at last
You've got to find a way
Say what you want to say
Breakout

Lay down the law
Shout out for more
Breakout and shout day in day out

Breakout

Breakout

Breakout

Lay down the law
Shout out for more
Breakout and shout day in day out

eye in the sky

จำนวนข้อความ: 141
Registration date: 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Jun 08, 2010 11:55 am

ตามล่า 'เพลง' สุดขอบฟ้า

วันที่ 8 มิถุนายน 2553 01:00

โดย : อนันต์ ลือประดิษฐ์











แวดวงเพลงทั่วโลกกำลังมีผู้ประกอบการเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งบ่งบอกถึงทิศทางอันตีบตันของวัฒนธรรมการฟังเพลง...

... "จุดประกาย” เดินทางติดตามร่องรอยของกระแส “เร็คคอร์ด สโตร์ เดย์” ในสหรัฐอเมริกา เพื่อสำรวจดูว่าใกล้ถึงวันล่มสลายของอุตสาหกรรมดนตรีแล้วหรือ

-1-

“ทุกครั้งที่ผมขับรถไปดาวน์ทาวน์ดิสนีย์ ผมจะแวะร้านเวอร์จิน (virgin) เมกะสโตร์เพื่อมองหา
อัลบั้มออกใหม่ แล้วซื้อติดมือกลับมาทุกครั้ง ผลปรากฏว่า การเดินทางไปครั้งหลัง ผมแทบช็อค !
เวอร์จินเมกะสโตร์ที่นั่นปิดตัวลงแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับวงการเพลง ? ทุกอย่างดูหดหู่ลงเรื่อยๆ
ทุกอย่างดูไร้ความหวังลงทุกที” พลวิทย์ โอภาพันธุ์ นักแซ็กโซโฟน เริ่มต้นบอกเล่าถึง
ประสบการณ์ของเขากับทริปไปฟลอริดาเที่ยวล่าสุด ไม่เพียงร้านทุนยักษ์อย่าง “เวอร์จิน” เท่านั้น
แม้กระทั่ง ร้านเชนสโตร์ทรงอิทธิพล อย่าง “บอร์เดอร์ส” และ “บาร์นส์ แอนด์ โนเบิล” ซึ่งเน้นขาย
สินค้าจำพวกหนังสือ ซีดี ดีวีดี ซอฟ์แวร์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ค่อยๆ ลดพื้นที่จำหน่าย “ซีดีเพลง”
ลงอย่างต่อเนื่อง จนลูกค้าสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ว่า พวกเขาเลิกสต็อกซีดีเพลง โดยเฉพาะ
ซีดีเพลงที่สะท้อนถึงรสนิยมอันเลิศหรู ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
หากเป็นไปในทุกสาขาทั่วโลก รวมทั้งฮ่องกง และ สิงคโปร์ ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา
เฉพาะในสหรัฐอเมริกามีร้านค้าซีดีปิดตัวไปแล้วอย่างน้อย 540 ร้านด้วยกัน !
ประจักษ์พยานที่ตอกย้ำความเป็นจริงของสถานการณ์นี้ คือหนังสือ Last Shop Standing:
Whatever Happened to Record Shops ที่เขียนโดย แกรห์ม โจนส์ หนึ่งในผู้ประกอบการเดนตาย
ผู้ก่อตั้ง Proper Records ที่ผ่านประสบการณ์จัดจำหน่ายร่วมกับธุรกิจค้าปลีกร้านซีดีเพลงอิสระทั้งหลาย
ข้อเขียนในหนังสือยังผนวกรวมประสบการณ์ของเขาในการเดินทางเยือนร้านซีดีเพลง ที่เขาชื่นชอบ
พร้อมๆ กับการมองเห็นอนาคตที่ดับสูญรออยู่เบื้องหน้า อย่างที่ คมสัน นันทจิต กล่าวกับ
"จุดประกาย" หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก ให้ข้อมูลระดับลึกลงถึงรากหญ้า และให้กลิ่นอายตามคำ
รำพันของ นิค ฮอร์นบี ในวรรณกรรมเรื่อง Hi-Fidelity อย่างไรอย่างนั้น

-2-

การล่มสลายของร้านซีดีในสังคมอเมริกัน ส่งผลกระทบต่อบรรดามิตรรักแฟนเพลงที่เป็นลูกค้า
ไม่แตกต่างจากคอกาแฟที่ตื่นเช้าขึ้นมาในวันหนึ่ง แล้วประสบพบว่าร้านกาแฟประจำหรือ
มุมกาแฟสุดโปรดของตนเอง ต้องปิดตัวลง ไม่สามารถให้บริการได้ดังเดิม

สำหรับสังคมไทย ประสบการณ์ที่ว่าอาจแตกต่างกันไป หากเปรียบเทียบกับยุคสมัยหนึ่ง
ที่เคยมีร้านเทปเพลงอยู่ตามหัวมุมถนน เราคงเคยผ่านบรรยากาศแบบนั้นไปแล้ว
เหลือเพียงความทรงจำที่มีต่ออดีตอันงดงาม เช่นเดียวกันกับที่ นิติพงษ์ ห่อนาค
เคยหวนรำลึกถึงวันวานแสนงามของค่ายแกรมมี่ที่ยอดขายอัลบั้มแต่ละชุด ต้องมีอย่างน้อย
5 แสนก็อปปี้ ศิลปินคนไหนมียอดขายน้อยกว่านั้น ก็ไม่มีนักแต่งเพลงคนไหนอยากทำงานด้วย

ยุคนั้น ศิลปินดาราต้องเดินสายไปแจกลายเซ็นต์กันตามร้านเทปทั่วทุกภาคทุกจังหวัด
กันเลยทีเดียว มาในวันนี้ ยอดขายอัลบั้มเพียง 3 หมื่นชุดของวงการเพลงไทย
ก็นับว่าหรูเลิศมากแล้ว
แต่เนื่องจากร้านค้าซีดีเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และเป็นส่วนหนึ่ง
ของวัฒนธรรมการฟังเพลง ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา จึงมีความพยายามของบุคคลหลายฝ่าย
ในสหรัฐออกมารณรงค์เพื่อกระตุ้นให้คนฟังเพลงมีจิตสำนึกและร่วมกันรักษาร้านค้าปลีกซีดี
ของตนไว้ นำโดย คริส บราวน์ ลูกจ้างของเชนสโตร์ที่ชื่อว่า "บูล มูส" ซึ่งผลปรากฏว่า
ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด โดยมีอีกหลายพลังร่วมแรงร่วมใจ "เร็คคอร์ด สโตร์ เดย์"
(Record Store Day)
หรือวันร้านค้าปลีกเพลง กำหนดให้มีขึ้นทุกเสาร์ที่ 3 ของเดือนเมษายน มีมา
ตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 และเพิ่งผ่านการจัดงานครั้งที่ 3 ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา

แนวคิดในการทำ "วันพิเศษ" นี้ เพื่อให้คอเพลงทุกคนต่างเล็งเห็นความสำคัญของ
"กลไกทางวัฒนธรรมเล็กๆ " นี้ และร่วมกันอุดหนุนเพื่อให้อยู่รอด โดยทุกคนต่างออกมาจับจ่าย
ใช้สอย ซื้อซีดี, แผ่นเสียง ในวันนั้นยังมีการออกซิงเกิลเฉพาะกิจ มีศิลปินชื่อดังจากค่ายต่างๆ
ไปปรากฏตัว แสดงสด หรือแจกลายเซ็นต์ตามร้านต่างๆ ในเครือข่าย รวมไปถึงการเพนท์ตัว,
ทำสีผม, พาเหรด, ดีเจ ฯลฯ

ปีนี้ กลุ่มศิลปินร็อคระดับซูเปอร์กรุ๊ป อย่าง เดม ครูกด์ วัลเจอร์ส (Them Crooked Vultures)
ทำหน้าที่ "ทูต" ของงาน พวกเขาออกแผ่นไวนิลขนาด 10 นิ้วที่ดูเท่มาก นอกจากนี้ยังมีศิลปินอังกฤษ
เบลอร์ (Blur) ที่เพิ่งกลับมารวมตัวกันใหม่ ก็มีซิงเกิล "Fool's Day" ออกมาเป็นซิงเกิลแรกนับจาก
ปี 2003 เป็นต้นมา ในวันเดียวกัน วงร็อคอัลเทอร์เนทีฟรุ่นใหญ่อย่าง เดอะ สแมชิง พัมกินส์
(The Smashing Pumpkins) สร้างความเกรียวกราวด้วยการแสดงสดที่ร้านซีดี "อะมีบา"
บนถนนคาฮึงกา ฮอลลีวูด ลอสแองเจลิส เช่นเดียวกับศิลปินอีกนับไม่ถ้วนที่กระจายไปทำกิจกรรมต่าง
ร้านรวงต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ผนวกด้วยผลงานเฉพาะกิจแบบ "ลิมิเต็ด เอดิชั่น" ตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหญ่
อย่าง เดอะ โรลลิง สโตนส์, บรู้ซ สปริงสทีน จนถึง มิวส์, กอริลลาซ์ เลยทีเดียว

-3-

การดำรงอยู่ของร้านค้าซีดี มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมการฟังเพลงร่วมสมัยไม่มากก็น้อย
ดังที่ ธานี โหมดสง่า บรรณาธิการนิตยสาร GM2000 เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การฟังเพลงจาก
ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุไฟล์ขนาดๆ ใหญ่เป็นร้อยๆ กิ๊กถึง 1 เทราไบท์ เอาเข้าจริงๆ แม้จะมี
ปริมาณมากมาย แต่ผู้ฟังอาจจะไม่มี "โฟกัส" ในการฟังแน่นอน ทำให้คุณภาพการซึมซับ
เนื้อดนตรีและสุนทรียรสของเสียงเพลงลดลง

"ฟังเพลงด้วยการเปิดผ่านคอมพิวเตอร์ ปล่อยให้เพลงไหลไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดสนใจหลัก
ไม่มีอะไรให้อ่าน แม้จะเป็นการฟังเพลงที่ให้ความสะดวก แต่การได้รับสารของเพลงอาจจะ
แตกต่างจากการที่เราหยิบปกซีดี หรือปกแผ่นเสียงมานั่งอ่านไปฟังไป"

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีนักฟังเพลงจำนวนไม่น้อยที่พึงพอใจกับการจับต้องแผ่นเสียงและแผ่นซีดี
จนเกิดเป็นวัฒนธรรม "ตามล่าเพลงสุดขอบฟ้า" ขึ้นมา ยิ่งเมื่อร้านค้าซีดีล้มหายตายจากไป

การรู้แหล่งซื้อหาซีดีหรือแผ่นเสียงจึงกลายมาเป็น "ลายแทงขุมทรัพย์" ที่นักเลงเพลงหวังว่า
จะได้ไปเจอผลงานที่แสวงหามานาน คมสัน นันทจิต หนึ่งในนักเล่นแผ่นเสียงและซีดี บอกกับ
"จุดประกาย" ว่า B2S และร้านโดเรมี สยามสแควร์ ยังเป็นทางเลือกลำดับแรกๆ ของเขา
ขณะที่คอเพลงในบ้านเราบางส่วนเลือกไปร้าน "แกรโมโฟน" บนสยามพารากอน
และอีกไม่น้อยชอบไปขุดหาแผ่นมือสองในย่านฟอร์จูนทาวน์ และห้างบางลำภู งามวงศ์วาน
จากการสำรวจของ "จุดประกาย" ในสหรัฐอเมริกา หลังวัน "เรคคอร์ด สโตร์ เดย์" มีร้านค้าที่รวบรวม
สินค้าเพลง ตั้งแต่แผ่นเสียง, เทปแคสเซ็ต, ซีดี และ ดีวีดี (รวมหนังด้วย) ซึ่งยืนหยัดท่ามกลางมรสุม
แห่งความเปลี่ยนแปลง และยังมีทีท่าว่าจะไปรอดอยู่หลายร้านด้วยกัน นี่คือรายชื่อร้านค้า
ที่เป็นเสมือน "ขุมทรัพย์" ให้มิตรรักแฟนเพลงไปตามล่า และยังคราคร่ำไปด้วยลูกค้า
ขาประจำหลากวัย

1. Amoeba ตั้งอยู่ที่ 6400 ถนนคาฮึงกา ย่านซันเซ็ทบูเลอวาร์ด ในลอสแองเจลิส มีขนาดใหญ่สุด
ตามมาด้วยสาขาซานฟรานซิสโก ที่มีขนาดเล็กกว่า และสาขาเบิร์คลีย์ จุดเด่นของ "อะมีบา"
อยู่ตรง "บ็อกเซ็ท" ของศิลปินทุกแนวทั้งแจ๊สและร็อคที่หาได้ยาก

2. The Record Exchange ตั้งอยู่ที่ 5320 แฮมพ์ตัน แอเวอนู ในเมืองเซนต์หลุยส์ มิสซูรี
จุดเด่นอยู่ตรงเป็นร้านขายแผ่นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ทุกแนวทุกสไตล์
โดย บ๊อบ ผู้ดูแลร้านบอกกับเราว่า "ที่นี่เป็นการรวมตัวของ 9 ร้านย่อยมารวมไว้ในที่สุดเดียวกัน"
อย่าพลาดไปชมห้องน้ำที่บุด้วยแผ่นเสียงทุกมุมตั้งแต่ผนังยันเพดาน !

3. Jazz Record Mart ตั้งอยู่ที่ 27 ถนนอีตส์อิลลินอยส์ เมืองชิคาโก ถือเป็นร้านที่รวมแผ่นแจ๊ส
ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในเมืองอันเป็นที่ตั้งของนิตยสาร "ดาวน์ บีท" นอกจากซีดี แผ่นเสียง และ
ดีวีดี แล้ว ร้านนี้ยังมีคอลเลคชั่นของหนังสือดนตรีและเสื้อยืดที่หลากหลายมากที่สุดอีก แห่งหนึ่งด้วย

4. Rasputin ตั้งอยู่ในหลายเมืองทางฝั่งเวสต์โคสต์ เช่น สต็อคตัน, ซานฟรานซิสโก, เมาเทนวิว,
เบิร์คลีย์ ถือเป็นร้านที่มีความหลากหลายที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เป็นที่สังเกตว่าร้านเหล่านี้ มักเป็น
ร้านค้าปลีกอิสระ (อาจจะไม่สาขาไม่มากนัก) มากกว่าเชนสโตร์, พนักงานในร้านมีความรู้ด้านดนตรี
"ดีกว่า" ร้านเชนสโตร์หรือโมเดิร์เทรดอย่างเห็นได้ชัด (บางคนเป็นนักศึกษาเอกดนตรี)
และมักขายอัลบั้มออกใหม่มือหนึ่งควบคู่ไปกับขายแผ่นมือสอง โดยรับซื้อ แลกเปลี่ยน
ตามความต้องการของลูกค้า

ในอนาคตที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถหาฟังหาเสพได้ เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ผ่านการดาวน์โหลดด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แต่บางส่วนของร้านค้าเหล่านี้
สามารถหยัดยืนต่อไปได้อย่างแน่นอน เพราะยังมีคนฟังบางกลุ่มที่ชื่นชอบ
การฟังเพลงในรูปแบบที่ "จับต้องได้" เพราะสำหรับพวกเขา ผลงานเหล่านี้
ไม่แตกต่างจาก "ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า" เท่าใดนัก


..............................................................

วัฒนธรรมการฟังเพลงในอนาคต

ตัวเลขของ IFPI รายงานการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีโลกเมื่อต้นปี 2010
ว่าเป็นไปตามความคาดหมายของหลายฝ่าย เมื่อยอดขายดนตรีโดยรวมทั่วโลกตกลงอีก
10 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ.2009 และตกลงถึง 30 เปอร์เซนต์เมื่อนับจากปี ค.ศ.2004
ทั้งนี้เป็นผลมาจากการดาวน์โหลดอย่างผิดกฎหมายที่ขยายวงกว้างขึ้น ครอบคลุมถึง
พื้นที่ส่วนแบ่งตลาดเดิม ทั้งในส่วนของดาวน์โหลดที่ถูกกฎหมายและสินค้าจำนวน physical
(ซีดี , ดีวีดี) อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นข่าวร้ายสำหรับคนในวงการเพลง แต่มีแนวโน้มด้านบวก
เช่นเดียวกัน เมื่อมากกว่า 25 เปอร์เซนต์ของรายได้โดยรวม มาจากยอดขายดิจิตัล (เช่น ดาวน์โหลด)
ซึ่งนั่นหมายความว่า หนทางใหม่ๆ ในการหารายได้ของอุตสาหกรรมนี้กำลังขยับขยายไปได้
แทนที่จะขายเพียง physical product อย่างเดียว แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดีว่า การขายดิจิตัลดาวน์โหลด
จะเป็นความหวังได้จริงหรือไม่ เพราะอัตราการเติบโตของยอดดาวน์โหลดลิขสิทธิ์ที่เคยมาแรง
ในช่วง 2-3 ปีเริ่มมีทิศทางถดถอยลง และดูท่าว่าจะสู้ดาวน์โหลดผีไม่ได้ ดังเห็นจากตัวเลข
ดาวน์โหลดลิขสิทธิ์ที่โตขึ้นราว 12 เปอร์เซนต์ ในปี 2009 ขณะที่เคยเติบโตถึง 25 และ 30 เปอร์เซนต์
ในปี ค.ศ.2008 และ 2007 ตามลำดับ อย่างที่ ประธาน IFPI จอห์น เคนเนดี ให้สัมภาษณ์ "รอยเตอร์" ไว้
ปีที่ผ่านมาเป็นปีทองของการให้บริการสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านวิทยาการและธุรกิจดิจิตัล
แต่ในเวลาเดียวกัน ปัญหาหลักยังอยู่ตรงการเผชิญหน้ากับบรรดาผีๆ ทั้งหลายที่ยังไม่หนีหายไปไหน

แน่นอนคนในอุตสาหกรรมเพลงต่างเฝ้าหวังว่า คงมีสักวันที่การเพิ่มขึ้นของรายได้ของธุรกิจดิจิตัล
จะสามารถมาทดแทนรายได้ของยอดขายซีดีที่ร่วงหล่นลงเรื่อยๆ (จาก 8 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ.2007 ,
7 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ.2008 และลงอีก 10 เปอร์เซนต์ในปีที่ผ่านมา) เพียงแต่ถึงวันนี้มันยังไม่เกิดขึ้น
เท่านั้นเอง ยิ่งกว่านั้น ว่ากันว่าที่ผู้คนกำลังดาวน์โหลดเพลงฟังผ่านทางอินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ เป็น "ผี"
เสีย 95 เปอร์เซนต์ หมายความว่าคนฟังเพลงในกลุ่มนี้ แทบไม่เคยจ่ายค่าลิขสิทธิ์จากมันสมองของ
นักดนตรีเลย หากมองในภาพรวม สถานการณ์ในหลายประเทศที่มีวัฒนธรรมการฟังเพลงเข้มแข็ง
และเคารพต่อทรัพย์สินทางปัญญา การแพร่หลายของไฟล์เพลงดิจิตัลคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
แต่ในอีกหลายๆ ประเทศ สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงไม่น้อย แม้กระทั่งบางประเทศในยุโรป
เช่น สเปน ที่มียอดรายได้จากการขายเพลงตกลงถึง 17 เปอร์เซนต์ในปีที่ผ่านมา และยอดขายรวม
หดหายเหลือเพียง 1 ใน 3 ของรายได้ที่เคยได้รับในปี ค.ศ.2001 ส่วนที่ญี่ปุ่นก็น่าจับตามองไม่น้อย
เพราะเดิมที ที่นี่มีตลาดเพลงดิจิตัลที่เข้มแข็ง แต่ยอดขายดิจิตัลในครึ่งปีแรกของ ค.ศ.2009 กลับทรงตัว
ขณะที่ยอดขายซีดีร่วงไปถึง 20 เปอร์เซนต์ !

ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าทำความเข้าใจอย่างยิ่ง มีการวิเคราะห์ว่าน่าจะมาจาก "ผี"
ที่กระทำผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ที่ญี่ปุ่นเผชิญอยู่ อย่างไรก็ดี
อุตสาหกรรมเพลงคงต้องเดินหน้าการให้บริการเพลงดาวน์โหลดกันต่อไป โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการ
ทั่วโลกกว่า 400 ราย และมีเพลงที่พร้อมจะให้ดาวน์โหลดทั่วโลกถึง 11 ล้านเพลงเลยทีเดียว

นอกจาก Itune Store ของแอปเปิลแล้ว ต่อไปเราคงจะได้เห็นรายใหญ่ๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
อย่าง Spotify หรือในบ้านเรากำลังมีการรวมตัวของบริษัทชั้นนำในชื่อ Music One ซึ่งน่าจับตาว่า
จะตอบสนองความต้องการของคนฟังกลุ่มต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด ในเมื่อร้านซีดีล้มหายตายจาก
กันเป็นแถว ส่วนร้านที่ยังมีอยู่ก็ไม่มีทางเลือกหลากหลาย ค่ายเพลงเลือกออกเฉพาะเพลงตลาด
บุคลากรในแวดวงดนตรีบ้านเราเอง ตั้งแต่คนค่ายเพลงยันคนขายหน้าร้าน ก็แทบจะไม่มีความรู้มากพอ
จะให้คำแนะนำนักฟังได้ ครั้นจะไปหาช่องทางจ่ายเงินดาวน์โหลดในเน็ตก็ยังถูกปิดกั้น ดังนั้น
ทางออกของคนฟังเพลงที่มุ่งสู่การแบ่งปันกันฟัง หรือที่เรียกกันว่า "การละเมิด" นั้น
จึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Jun 11, 2010 1:32 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276220088&grpid=&catid=08



วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 08:40:57 น.
มติชนออนไลน์


คลิกกระจาย!! ′Waka Waka′ เพลงบอลโลก ร้องโดย "ชากีรา"

สหพันธ์ฟุตบอลโลกนานาชาติ หรือฟีฟ่า และโซนี บริษัทเพลงยักษ์ใหญ่ของโลก
ตัดสินใจเลือกเพลง ′Waka Waka′ หรือ ′This Time for Africa′ เป็นเพลงประจำศึกฟุตบอลโลก 2010
อย่างเป็นทางการ ร้องโดย "ชากีรา" นักร้องสาวสวยชื่อดังระดับโลกชาวโคลัมเบีย และ Freshlyground
วงดนตรีชื่อดังของแอฟริกาใต้ กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ก่อนที่ฟุตบอลโลกจะระเบิด
อย่างเป็นทางการในค่ำวันนี้ และเพลงนี้จะถูกร้องในพิธีเปิดการแข่งขันสนาม ซอคเกอร์ ซิตี้
กรุงโยฮันเนสเบิร์กในค่ำวันนี้ด้วย

เนื้อเพลง Waka Waka (Time For Africa)

You’re a good soldier
Choosing your battles
Pick yourself up
And dust yourself off
Get back in the saddle
You’re on the front line
Everyone’s watching
You know it’s serious
We’re getting closer
This isn’t over

The pressure’s on; you feel it
But you got it all; believe it
When you fall, get up, oh oh
And if you fall, get up, eh eh
Tsamina mina zangalewa
Cause this is Africa
Tsamina mina eh eh
Waka waka eh eh
Tsamina mina zangalewa
This time for Africa

Listen to your god; this is our motto
Your time to shine

Don’t wait in line
Y vamos por todo
People are raising their expectations
Go on and feel it
This is your moment
No hesitation

Today’s your day
I feel it
You paved the way,
Believe it
If you get down
Get up oh, oh

When you get down,
Get up eh, eh
Tsamina mina zangalewa
This time for Africa
Tsamina mina eh eh
Waka waka eh eh

Tsamina mina zangalewa
Anawa aa
Tsamina mina eh eh
Waka waka eh eh
Tsamina mina zangalewa
This time for Africa


hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Jun 15, 2010 4:38 pm

att พิมพ์ว่า:
http://www.youtube.com/watch?v=vijlXRc3bZI

Giorgio Moroder Project - To Be Number One [Extended Version]

The 1990 FIFA World Cup, the 14th staging of the World Cup, was
held in Italy from 8 June to 8 July. Italy was chosen as hosts by FIFA
on 19 May 1984, making it the second country to host the event twice.
USSR was the rival of Italy's candidacy to host the event. It was won
by West Germany, who beat Argentina 1 - 0 in the final to win the World
Cup for the third time.

-----------

This is what we've worked for all our lives
Reaching for the highest goal we can
We choose to give it all
When competition cals
Time records the victory in our hearts


To win or lose is not the only thing
It's all in how we play the fairest game
This is the chance we take
Reaching for the top
Time records the victory in our hearts


To be number one
Running like the wind
Playing hard - but always playing fair
(Oh year)


To be number one
Winning again and again
Reaching higher -
To be number one


This is what we've wanted all our lives
Shining like a shooting star at night
We've got to give it all
When we hear the call
Time records the victory in our hearts


To be number one
Running like the wind
Playing haed - but always playing fair
(Oh year)


To be number one
Winning again and again
Reaching higher
To be number one
To be number one...



http://www.youtube.com/watch?v=MsbXRqT19IY

World Cup 1990 Final - Germany 1:0 Argentina



http://www.youtube.com/watch?v=GazBbe2yepw

World Cup 1986 Final - Argentina 3:2 Germany




http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276593989&grpid=03&catid=







วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 16:23:47 น.
มติชนออนไลน์

"เมซุต โอซิล"จอมทัพคนใหม่อินทรีเหล็ก

การแข่งขันฟุตบอลโลก ค.ศ.2010 นัด"อินทรีเหล็ก" เยอรมัน ถล่ม ออสเตรเลีย ราบคาบ 4-0
เมซุต โอซิล กองกลางวัย 21 ของแวร์เดอร์ เบรเมน ได้แสดงฝึเท้าให้โลกประจักษ์ครั้งแรก
ถึงลีลาลูกหนังระดับสุดยอด

แต่ในเวทีแข้งภายในเยอรมัน โอซิล คือซูเปอร์สตาร์ประจำทีมและนักเตะหลักของ
ทีมรวมทีมชาติเยอรมัน ที่โจอัคคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ มอบหมายความไว้วางใจและ
กำหนดให้เป็นผู้เล่น 11 คนแรกตั้งแต่ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก ค.ศ.2010 จะระเบิดแข้ง

บางคนอาจต้องลุ้นว่าจะมีรายชื่อเป็น 23 คนติดทีมอินทรีเหล็กมาโชว์ฝีเท้าที่แอฟริกาใต้หรือไม่
แต่สำหรับโอซิลเขาได้รับการันตีตำแหน่งผู้เล่นตัวจริงของเลิฟมานานแล้ว

การโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในนัดถลกหนังจิงโจ้จึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจของเลิฟ
และบรรดาเพื่อนร่วมทีมรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลเยอรมันอย่างใด

เลิฟยกให้โอซิลเป็นว่าที่นักเตะระดับโลกแห่งอนาคตและได้ปรับแผนการเล่นของเยอรมัน
โดยใช้มิดฟิลด์ตัวรุก 3 คนยืนอยู่หลังกองหน้าคนเดียว โอซิลคือกองกลางตัวรุกที่ยืนอยู่หลัง
กองหน้าโดยตรง ด้วยประสิทธิภาพในการเจาะเกมรับและลูกผ่านฉีกแผงหลังราวฉีกกระดาษ
ให้กองหน้าเพื่อนร่ววมทีม

"เขาคือผู้เล่นที่เหมาะกับไอเดียของผมมากที่สุด เล่นในระดับสูงมาก มีการยิงประตูและแย่งบอล
ที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นเพลย์เม็กเกอร์ที่สามารถผ่านลูกฉีกแผงหลังฝ่ายได้ตรงข้ามราวฉีกกระดาษ"

เมซุต ใช้เวลาในการปักหลักลงในทีมชาติเยอรมันและแจ้งเกิดในฐานะฮีโร่คนใหม่ของอินทรีเหล็ก
แค่ 11 นัดเท่านั้น เลิฟ กล่าวว่า ผู้เล่นระดับโลกต้องพัฒนามากและต้องมีความแน่นอนในการเล่น
หลายๆปีติดต่อกัน แต่สำหรับเมซุตไม่มีปัญหา

มิโรสลาฟ โคลเซ่ กองหน้าอาวุโสของทีม กล่าวว่า พวกเรามองหาจอมทัพที่จะสวมใส่เสื้อ
หมายเลข 10 เสมอและได้พบแล้ว โอซิลได้ปักหลักในทีมชาติเยอรมันของเขาแล้ว
เขาคือโบนัสของพวกเราอย่างแท้จริง

โลธ่าร์ มัทเธอุส





ทีมชาติ : เยอรมันนี
วันเกิด : 21 มีนาคม ค.ศ. 1961
สูง : 174 เซนติเมตร
หนัก : 71 กิโลกรัม
ตำแหน่ง : กองกลาง/กองหลัง
สโมสร : โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (1979 - 84)
บาเยิร์น มิวนิค (1984 - 88)
อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี/1988 - 92)
บาเยิร์น มิวนิค (1992 - มีนาคม 2000)
นิวยอร์ค - นิว เจอร์ซี่ เมโทรสตาร์ (อเมริกา/พฤษภาคม - กันยายน 2000)
ติดทีมชาติ : 150 นัด (1980-2000 - สถิติยุโรป)
ยิงประตูในทีมชาติ : 23 ลูก
เล่นทีมชาตินัดแรก : 14/06/1980, เยอรมันนี - ฮอลแลนด์ (3-2)
เล่นทีมชาตินัดล่าสุด : 20/06/2000, เยอรมันนี - โปรตุเกส (0-3)
ยิงประตูในทีมชาตินัดแรก : 30/04/1985, เยอรมันนี - สาธารณรัฐเชคโกสโลวาเกีย (5-1)
ยิงประตูในทีมชาตินัดล่าสุด : 28/07/1999, เยอรมันนี - นิวซีแลนด์ (2-0)

เกียรติประวัติกับทีมชาติ
- แชมป์ฟุตบอลโลก 1990, รอบสุดท้าย (1982, 1986), รอบ 4 ทีมสุดท้าย (1994, 1998), 25 นัด (สถิติ), 6 ประตู
- แชมป์ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยน ชิพ 1980, รอบสองทีมสุดท้าย 1988, รอบแรก 1984, 2000, 11 นัด, 1 ประตู

เกียรติประวัติกับสโมสร
ชนะเลิศ

- แชมเปี้ยน ลีค รอบสุดท้าย 1987, 1999
- ยูฟ่า คัพ 1991, 1996, รอบสุดท้าย 1980
- เยอรมัน แชมเปี้ยน ชิพ 1985, 1986, 1987, 1994, 1997, 1999
- เยอรมัน คัพ 1986, 1998
- เยอรมัน ลีค คัพ 1997, 1998, 1999
- เยอรมัน ซุปเปอร์ คัพ 1987
- อิตาเลียน แชมเปี้ยน ชิพ 1989
- อิตาเลียน ซุปเปอร์ คัพ 1989

เกียรติประวัติส่วนตัว
- รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป 1990
- รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของเยอรมัน 1990, 1999
- รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า 1990, 1991

อาชีพโค้ชสโมสร
- สโมสร ราปิด เวียนนา (ออสเตรีย/กันยายน 2001 - พฤษภาคม 2002)
- สโมสร ปาร์ติซาน เบลเกรด (เซอร์เบีย และ มอนเตรเนโกร/ธันวาคม 2002 -
ธันวาคม 2003)- สโมสร อัตเลติโก พาราเนนเซ่ (บราซิล/กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2006)
- สโมสร ซัลซ์บวร์ก - ผู้ช่วยโค้ช (ออสเตรีย/มิถุนายน 2006 - มิถุนายน 2007)
• สถิติกับปาร์ติซาน เบลเกรด
- เซอร์เบีย และ มอนเตรเนโกร แชมเปี้ยน ชิพ (2003)

อาชีพโค้ชทีมชาติ
- ฮังการี (มากราคม 2004 - ธันวาคม 2006)
- มัคคาบี้ เนตันย่า (อิสราเอล/มิถุนายน 2008 - เมษายน 2009)
• สถิติกับฮังการี: 16 นัด, ชนะ 7 นัด, เสมอ 2 นัด, แพ้ 7 นัด, 21 ประตู, ป้องกันได้ 25 ประตู

ประวัติ
ไม่มีใครที่จะลืม กองกลางทีมชาติเยอรมันคนนี้ เขาคือ โลธ่าร์ มัทเธอุส นักเตะที่ถูกบันทึกไว้ว่า
ลุยศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย มาแล้วถึง 5 ครั้งเขาต้องอกหักในรอบชิงของปี 1982 และ1986
ทว่าในปี 1990 เขาคือกัปตันที่ได้ถูถ้วยแชมป์โลก

เขาคือนักเตะที่เป็นแม่แบบ เป็นนักฟุตบอลที่ไม่รู้จักย่อท้อ เขาลงสนามในนามทีมชาติไปถึง 150 นัด
ค้าแข้งให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ถึง 12 ปี กับ อินเตอร์ มิลาน อีก 4 ปี แถมยังคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยม
ของยุโรปในปี 1990 คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของฟีฟ่า ในปี 1990 และ 1991

กับการเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค ถึง 2 ครั้ง เขากวาดแชมป์ลีก ไปได้ถึง 6 สมัย ทว่าเขาก็ต้องผิดหวัง
กับการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ถึง 2 ครั้ง โดยเฉพาะในป 1999 กับแมตช์ที่ไม่มีใครคาดคิด
เมื่อเขาพา บาเยิร์น มิวนิค พ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแบบช็อกโลก 1-2 ในช่วง
ทดเวลาบาดเจ็บ

มัท เธอุส ยังคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ กับ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 1996 ซึ่งก่อนหน้านั้น เขาก็พา
อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์ในรายการนี้ ในปี 1991 มาแล้ว และเขายังช่วยให้ อินเตอร์
เป็นแชมป์ลีกอิตาลี ในปี 1989 ด้วย

ในศึกฟุตบอลโลก ปี 1990 มัทเธอุส ได้สร้างความแตกต่างให้กับทีมชาติเยอรมัน
เมื่อเขานำเอาเทคนิค และวิธีการเล่นจากลีกอิตาลี มาประยุกต์ใช้กับทีมชาติ

กับการค้าแข้งถึง 2 ซีซั่น กับ อินเตอร์ มิลาน มัทเธอุส ได้พัฒนาฝีเท้าไปแบบรุดหน้า เขากลายเป็น
มิดฟิลด์ระดับโลกที่มีครบ ทั้งลูกยิง การวางบอล การจ่ายบอล รวมถึงการอ่านเกม ที่ยอดเยี่ยม

ฟร้านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ กุนซือทีมชาติเยอรมัน ในเวลานั้น มองเห็นว่าเขาจะต้องพาทีม
ประสบความสไเร็จอย่างแน่อน และเขาก็ถูกเลือกให้เป็นกัปตันทีม ในศึกบอลโลก ที่อิตาลี

ทว่าแต่ละเกมที่ลงเล่น มัทเธอุส กลับไม่ได้รับการไว้วางใจ หรือยอมรับนับถือจาก
เพื่อนร่วมทีมเท่าที่ควร ในตำแหน่งกัปตันทีม

ในรอบชิงชนะเลิศ มัทเธอุส เขาไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ กับการเล่นกับ อาร์เจนตินา ทว่าเยอรมัน
ก็สามารถเบียดเอาชนะได้ แต่ไม่มีใครที่จะภูมิใจ หรือดีใจ ที่เขากลายเป็นผู้ชูถ่วยพร้อมกับ
เบ็คเคนบาวเออร์ ทว่า ถ้ายกแชมป์ก็มาอยู่ในมือเขา และเขาก็ทำภารกิจสำเร็จลุล่วง

มัทเธ อุส กลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง ในปี 1998 การจากเรียกตัวของ แบร์ตี้ โฟกท์ส กุนซือของทีม
ในขณะนั้น แต่ทว่าเยอรมัน ก็ตกตกรอบ จอดป้ายที่รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อพ่าย โครเอเชีย 0-3

มัทเธอุส ติดทีมชาติเยอรมัน นัดสุดท้าย ในศึกยูโร 2000 โยทีมชาติเยอรมัน ไม่สามารผ่านรอบแรกไปได้
เขาหยุดสถิติกับทีมชาติไว้ที่ 150 นัด หลังจากนั้น เขาก็ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในสหรัฐอเมริกา
กับทีม นิวยอร์ค - นิว เจอร์ซี่ เมโทรสตาร์

มัทเธอุส เริ่มต้นการเป็นกุนซือ ในเดือนกันยายน ปี 2001 กับทีม ราปิด เวียนนา ในออสเตรเลีย
ทว่าเขากลับทีมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ก่อนที่จะโยกไปคุม ปาร์ติซาน เบลเกรด ในประเทศเซอร์เบีย
และเขาก็พาทีมคว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรก ในปี 2003

เขาลาออกจาก ปาร์ติซาน เบลเกรด ในเดือนธันวาคม ปี 2003 เพื่อไปรับตำแหน่งโต้ชทีมชาติฮังการี
ทว่าหลังจากไม่สามารถพาทีมผ่านเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก 2006 ได้ เขาก็ได้ย้ายไปคุมทีม แอตเลติโก
พาราเนเซ่น ก่อนที่จะย้อนกลับมายัง ยุโรป อีกครั้ง ด้วยการเป็นผู้ช่วยโค้ชของทีม ซัลซ์บวร์ก
และหลังจากนั้นเขาก็ไปคุมทัพ มัคคาบี้ เนตันย่า ในลีกอิสราเอล ในปี 2008-2009

(ภาพจาก Getty Images)

http://www.siamsport.co.th/Sport_Football/091109_024.html

มัทเธอุสพ้อเบียร์ไม่เคยยกย่องเยี่ยงฮีโร่
09/11/2009 1:35:04



โลธาร์ มัทเธอุส อดีตกัปตันทีมชาติเยอรมัน ตัดพ้อประเทศบ้านเกิด
ไม่เคยปฏิบัติกับตนเองเหมือนฮีโร่ลูกหนังของประเทศอื่นๆ
ทั้งที่สร้างความดีความชอบมากมาย และไม่เคยไว้ใจมอบงานคุมทัพ
เพราะเห็นว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ บาเยิร์น มิวนิค และหนังสือพิมพ์ บิลด์
มากเกินไป

โลธาร์ มัทเธอุส ตำนานมิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมัน ออกมาบ่นน้อยอกน้อยใจ
จากการถูกประเทศบ้านเกิดของตัวเองเมินหน้าหนีอยู่ตลอดเวลา
ทั้งที่สร้างผลงานในสนามมากมาย จนเป็นหนึ่งในสุดยอดดาวเตะเมืองเบียร์
นับตั้งแต่หมดยุคของ ฟร้านซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ เป็นต้นมา

อดีตกองกลาง บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งต้องพเนจรคุมสโมสรในต่างแเดน
และไม่เคยคุมทัพลูกหนังในเยอรมันเลย บอกว่า "ในประเทศอื่นพวกเขาปฏิบัติกับ
ฮีโร่ของพวกเขาแตกต่างออกไป และผมเป็นฮีโร่ของเยอรมันนี่มันอาจฟังเหมือน
มั่นใจในตัวเองมากเกินไปหน่อย แต่ถัดจาก ฟร้านซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์
ผมก็เป็นนักเตะอันดับ 2 ของเยอรมัน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เยอรมัน
ควรละอายกับแนวทางที่พวกเขาทำกับฮีโร่ของตัวเอง""ซูเปอร์แมน"
ถูกกล่าวหาว่าหยิ่งยโสเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างที่ยังค้าแข้งอยู่

กระนั้นเขาก็เป็นกัปตันทีม "อินทรีเหล็ก" ชุดแชมป์โลก ปี 1990 รวมถึงพา บาเยิร์น
และ อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์มาครองมากมาย อย่างไรก็ดี มัทเธอุส กลับไม่ค่อย
ประสบความสำเร็จเท่าไรนักกับงานการคุมทีม มัทเธอุส กล่าวต่อไปอีกว่า
สโมสรในเยอรมันต่างมองว่า เขาเป็นสาวก "เสือใต้" ตัวยง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
กับ บิลด์ หนังสือพิมพ์ชั้นนำในบ้านเกิด มากเกินกว่าจะมอบหมายหน้าที่การงานให้
"เรื่องสองอย่างที่ผมถูกกล่าวหาจากสโมสรทั้งหลายมันไม่ปกติ ผมไม่ใช่ทั้ง บาเยิร์น
หรือหนังสือพิมพ์ บิลด์ ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้น แต่สิ่งนี้ก็เป็นปัญหาสำคัญของผม
ในเยอรมัน ผมหวังว่า สโมสรในเยอรมันจะเชื่อมั่นผม แล้วถึงมาตัดสินว่า
เขาดีหรือไม่ดีอย่างไร"

ทั้งนี้กุนซือวัย 48 ปี เคยคุมสโมสรในออสเตรีย, เซอร์เบีย และอิสราเอล รวมถึง
การเป็นโค้ชทีมชาติฮังการี อีกทั้งยังกุมบังเหียน แอตเลติโก พาราเนนเซ่
ในลีกแดนกาแฟ เป็นช่วงสั้นๆ เมื่อปี 2006
http://football.kapook.com/news_inside.php?id=11764&key=news



ข่าวฟุตบอล โลธ่าร์ มัทเธอุส อดีตกัปตันทีมแชมป์โลกทีมชาติเยอรมัน ชี้ "อินทรีเหล็ก"
ยุคนี้ไร้แข้งเวิลด์คลาสตัวจริงที่จะนำทีมประสบความสำเร็จได้ ชู สเปน, บราซิล,
อาร์เจนตินา แกร่งจริงมีสิทธิ์ถึงแชมป์


โลธ่าร์ มัทเธอุส อดีตกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ทีมชาติเยอรมัน ออกโรงวิจารณ์ทีมนักเตะ "อินทรีเหล็ก"
ชุดลุยฟุตบอลโลก 2010 ว่าแม้ทีมโดยรวมจะมีศักยภาพไม่เป็นรองใครและเล่นได้ค่อนข้างลงตัว
แต่ในบรรนักเตะเลือดเบียร์ ยังขาดผู้ที่เป็นผู้เล่นระดับโลกของจริง ที่จะสามารถนำทีมได้

กัปตันทีมผู้นำเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์โลก เมื่อปี 1990 กล่าวว่า "ความคาดหวังในเยอรมัน
มันสูงมาก แต่ทีมอื่นๆ ก็ไล่ตามเรามาเร็วมากเหมือนกันนับตั้งแต่ปี 2006 เยอรมันยังขาดนักเตะ
ที่มีความพิเศษที่สามารถจะจัดการกับเกมได้ด้วยตัวเอง และมันเป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว"

"อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างก็ยังยำเกรงเยอรมันอยู่ ซึ่งนี่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่จะสร้าง
ความอันตรายได้อย่างมาก พวกเขาน่าจะไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นอย่างน้อย
และจากนั้นจะไปได้ไกลกว่านี้สักแค่ไหน นั่นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย"

"ซูเปอร์แมน" มีมุมมองไม่ต่างกับกูรูรายอื่นๆ ที่มองว่า สเปน คือตัวเต็งสำหรับศึก เวิลด์ คัพ คราวนี้
โดยระบุว่า "ผมมองที่แชมป์ยุโรป สเปน, แชมป์ คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ บราซิล และ อาร์เจนตินา
ว่าอยู่ในกลุ่มตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ พวกเขามีนักเตะระดับโลกให้เลือกมาติดทีมมากมาย"

"ฮอลแลนด์เองก็มีนักเตะดีๆ แต่ถ้าไม่นับในปี 1974 และ 1978 พวกเขาไม่เคยทำได้ดีในฟุตบอลโลกเลย
บางครั้งมันก็ดูเหมือนว่านักเตะของพวกเขาตั้งใจจะเล่นแบบโชว์เดี่ยวมากกว่า และนั่นส่งผลเสียต่อ
การเล่นของพวกเขาในแง่ของทีม" เจ้าของรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า 1990 กล่าวทิ้งท้าย

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Jun 17, 2010 11:00 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276731525&grpid=01&catid=



วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 06:38:30 น.
มติชนออนไลน์

ชาวรัฐโอไฮโอช็อค!ฟ้าผ่ารูปปั้นพระเยซูไฟไหม้เหลือแค่โครง เชื่อพระเจ้าประสงค์

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น
ได้เกิดเหตุฟ้าผ่ารูปปั้นพระเยซูคริสต์สีขาว ที่มีชื่อว่า คิง ออฟ คิงส์ ขนาดความสูงเกือบ 19 เมตร
หรือเท่ากับตึก 6 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบด้านนอกโบสถ์โซลิด ร็อก ในเมืองมอนโร รัฐโอไฮโอ
สหรัฐอเมริกา โดยเพลิงได้ลุกไหม้ขึ้นหลังจากถูกฟ้าผ่า หลือเพียงโครงและเถ้าถ่านเท่านั้น
คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 22.4 ล้านบาท

รายงานระบุว่า บรรดาคริสต์ศาสนิกชนซึ่งเป็นสมาชิกโบสถ์ต่างเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพราะรูปปั้นดังกล่าวเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน ขณะที่หลายคนบอกว่าเหตุการณ์ดังกล่าว
อาจเป็นความประสงค์ของพระเจ้า

Giant Jesus Statue of Solid Rock church Monroe Ohio on fire Burning struck by lightning Video

TalonGodessOfHell
—June 14, 2010—

I caught this video of a fire started by lightning. It was the giant Jesus Statue of
Solid Rock church of monroe ohio. This Jesus statue was submitted for
a world record of worlds largest bust of Jesus. I am not sure if it made it or not
but here it is burning PLEASE NOTE THE CHURCH IS NAMED SOLID ROCK
THOUGH THE STATUE WAS NOT SOLID ROCK



Touchdown Jesus burnt by lightning: Video, photos of Solid Rock Church fire

RussiaToday
—June 15, 2010—

The famous 19-meter tall statue of Jesus at the Solid Rock Church near Monroe,
Ohio, known as 'King of Kings' and 'Touchdown Jesus', has been destroyed by
a fire after being struck by lightning. The metal frame is all that remains of
the styrofoam and fiberglass statue.





Breaking News: Jesus statue in Ohio struck by lightning




sultanchino
—June 15, 2010—

MONROE, OHIO — Monroe fire officials set damage at $700,000 after lightning struck
and burned down a 62-foot-high Jesus Christ statue and an adjacent amphitheater
at Solid Rock Church late Monday.

Church leaders are vowing to rebuild the iconic "King of Kings" statue —
also dubbed "Touchdown Jesus" — which alone was valued at $300,000.

Monroe Fire Capt. Richard Mascarella said the other $400,000 in damage was to
the amphitheater when flames from the sculpture spread to the back wall and roof.

"The heat coming off the statue singed the entire back wall of the amphitheater
and burned through it," Mascarella said. "Portions of the roof are destroyed,
so they will have to replace a large part of it."

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Thu Sep 16, 2010 12:59 pm


eye in the sky

จำนวนข้อความ: 141
Registration date: 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: รวมเพลงยุค 80 / ๒๕๒๓-๒๕๓๓ (70's - 90's)

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Thu Sep 16, 2010 1:06 pm

Life Style : ภาพยนตร์/ดนตรี

วันที่ 15 กันยายน 2553 01:00

ทอม เพ็ตตี บ่มดนตรีผ่านกาลเวลา

โดย : อนันต์ ลือประดิษฐ์



หนุ่มใหญ่ในวัยย่าง 60 ทอม เพ็ตตี น่าจะฉลองแซยิดปีนี้อย่างมีความสุขเต็มที่
และน่าจะเพลาๆ อาการเป็นจอมเคี่ยวของวงการเพลงไปบ้าง


เมื่อ Mojo(ออกกับสังกัด Reprise) ผลงานใหม่ของเขา ที่ทำร่วมกับผองเพื่อน
เดอะฮาร์ทเบรคเกอร์สกำลังได้รับเสียงตอบรับอย่างชื่นชมจากประชาคมดนตรีในเวลานี้


อันที่จริง ถึงไม่มีใครปลื้ม (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่บางคนที่มี “วิสั้น”ฟังเพลงแค่ศิลปินรุ่นราวคราวเดียวกับตัวเอง)
แต่ทองแท้ก็ย่อมเป็นทองวันยังค่ำ และหากปล่อยให้ ทอม นั่งฟังคนเดียวเขาก็คงอดซาบซึ้งในความเท่และ
เนียนอย่างมีสไตล์ไม่ได้อยู่ดีเพราะกว่าจะเป็นเพลงแบบนี้ มันไม่ได้ลอยมาจากสูญญากาศแต่ต้องผ่าน
กระบวนการหล่อหลอมมานานปี เหมือนอย่างที่ ทอม เพ็ตตีให้สัมภาษณ์ “เดอะ ชิคาโก ทรีบูน” ไว้นั่นแหละ

นี่คือผลพวงจากอาการ“ยิ่งแก่ยิ่งมัน” โดยแท้ตั้งแต่แนวคิดในการทำอัลบั้มที่พวกเขาเดินเข้าห้องอัด
โดยไม่ต้องมี “เดโม”อะไรล่วงหน้า หลังจากใช้เวลาแจมกันนานพอควรเรียกว่าเตรียมตัวมาอย่างดี
ก็บันทึกเสียงสดๆ สื่อความหมายในแบบ “สบตา”แล้วบรรเลงกันเลย โดยไม่ต้องใส่เฮดโฟน
ให้เมื่อยตุ้ม ทอม สารภาพตามตรงว่า เหตุที่ทำแบบนี้ได้ เพราะแก่แล้วฝีมือดีและเริ่มอยู่ตัว

ครั้นจะให้ไปทำแบบนี้ตอนเป็นหนุ่มก็คงไม่ไหวเพราะยังเป็นละอ่อนที่เล่นดนตรีไม่เข้าที่นัก (ฮา)
“นี่คือผลงานที่เราไม่มีปัญญาทำได้ในยุคทศวรรษ 70-80เพราะตอนนั้นความเป็นนักดนตรี
ของเรายังไม่เยี่ยมยุทธพอตอนนี้พวกเราใช้วัยเป็นส่วนเกินเพิ่มเติมเข้ามา ในแง่ที่ว่า
เราค่อยๆมีฝีมือดีขึ้น(ตามวันเวลาที่ผันผ่าน)นั่นเอง” ทอม เพ็ตตีรับหน้าที่เขียนเพลง ร้องนำ
และเล่นกีตาร์ โดยหลักๆ ใช้กีตาร์เซมิ-อคูสติค“กิ๊บสัน อีเอส-335” รุ่นวินเทจ ปี 64 โดยมี
ไมค์ แคมพ์เบลล์มือกีตาร์คู่ของวง มากับกีตาร์โซลิด “กิ๊บสัน เลสพอล” ปี 59 สมาชิกคนอื่นๆ
ประกอบด้วย เบนมอนท์ เทนช์ มือคีย์บอร์ด และ รอน แบลร์ มือเบสซึ่งเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้ง
ด้วยกันทั้งคู่ โดย รอน ออกจากวงไปนานแล้วเพิ่งกลับมาแทนที่ โฮวี เอ็พสไตน์ มือเบสคนหลัก
ที่เสียชีวิตลง นอกจากนี้มี สตีฟ เธอร์สตัน มือฮาร์มอนิกา ริธึ่มกีตาร์ และเปียโน มาเสริมทีมอีกหนึ่งคน
กับ สตีฟ เฟอร์โรน มือกลองที่อยู่มายาวนาน ทั้งหมดนี้คือ “ดรีมทีม” ที่ถึงเวลาออกลุย พวกเขาก็
บรรเลงกันได้อย่างเข้าขา Jefferson Jericho Blues เป็นบลูส์เปิดตัวอัลบั้มที่ดุดันโดดเด่นทั้ง
เสียงฮาร์มอนิกากับการบรรเลงโซโลของกีตาร์คู่ ตามด้วยการเปิดตัวอินโทร.อย่างอลังการ
ใน First Flash of Freedomที่เบสวอล์คค่อนข้างฟรีออกไปทางฟิวชั่น สอดรับกับการควบซิมบอล
ของมือกลองจากนั้นพากลับมาสู่มู้ดเท่ๆ ในบรรยากาศของแสงสียามค่ำคืนกับเพลงอย่าง
Running Man’s Bible กับเสียงร้องเท่ๆ The Trip to Prirate’s Cave นำเสนออย่างนุ่มเนียนราวไหม
ก่อนจะเป็นร็อคโอลด์แฟชั่น ใน Candy ที่ต่อเนื่องโดนใจจากนั้นพลิกเฉดของซาวด์ดนตรีให้เป็น
ป๊อปขึ้นหน่อยใน No Reason to Cryก่อนจะเปิดด้วยลิคกีตาร์ที่มีพลังใน I Should Have Known It
ในเพลง U.S.41 ทอม เปลี่ยนมาใช้กีตาร์กิ๊บสันฮัมมิงเบิร์ดปี 64ให้ความลงตัวไปอีกแบบ ตามด้วย
Takin’ My Time เป็นร็อคเจือสำเนียงบลูส์จากนั้นคลี่คลายมาสู่จังหวะหลวมๆ ใน Let Yourself Go
ปล่อยให้คำร้องทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวตามสไตล์ถนัดของ ทอม Don’t Pull Me Over เป็นกรู้ฟเท่ๆ
ที่ฟังได้ไม่เบื่อช่วงท้ายอัลบั้มเพลงเริ่มเข้มข้นอีกครั้ง ตั้งแต่ซาวด์ทึบทึมของ Lover’sTouch หรือ
จะเป็น High in the Morning ที่เหมือนบทเตือนใจคนหนุ่มก่อนจะพูดถึงการมองโลกในแง่ดีกับ
Something Godd Coming แล้วปิดท้ายด้วยGood Enough สะท้อนความในใจของทอมที่ถั่นท้น
ออกมาผ่านเสียงกีตาร์โซโลที่สาดซัด คำร้อง และน้ำเสียงของเขา ราวกับให้ แฟนๆรอภาคต่อ
ของงานชุดนี้กระนั้น ? โดยเนื้อแท้ อัลบั้ม Mojo ไม่ใช่สไตล์ใหม่กลิ่นอายหลัก ยังเป็นบลูส์ผสมร็อค
พวกเขาอาจเจือสำเนียงท้องถิ่นแบบเคจันบ้าง ซัทเธอร์นบ้าง ร็อคอะบิลลีบ้างบางคราวมีสำเนียงแจ๊ส
แฝงอยู่นิดๆ ระหว่างฟังเคลิ้มๆ คุณอาจจะนึกถึง “ดิออลแมน บราเธอร์ส” ขึ้นมา นั่นมิใช่เรื่องแปลก
แต่คุณค่าทางดนตรีที่คุณเสพฟังนั้น มันเหมือนการบริโภคอาหาร“ออร์แกนิค” ที่ปราศจากสารเร่ง
จีเอ็มโอ ปุ๋ยเคมี หรือยาฆ่าแมลงมันจะค่อยๆ ซึมซาบไปในจิตวิญญาณ จนคุณตระหนักได้ว่า
สารัตถะของดนตรีดีๆเติมเต็มชีวิตคุณได้อย่างไร ไม่มีลักษณะใหม่ถอดด้ามในเสียงดนตรี
ของอัลบั้มนี้แต่มันเป็นสถานะที่บ่งบอกถึงความลงตัวอย่างพอเหมาะพอเจาะอย่างที่
คนดนตรีกลุ่มหนึ่งพึงจะบรรเลงออกมาได้

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อาจจะเคยผ่านหูซาวด์แทร็คหนังเรื่อง She’sThe One
นี่คือผลงานของศิลปินคนนั้นที่เข้มข้น จริงจัง และฟังมันยิ่งกว่า !

Tom Petty and The Heartbreakers - "I Should Have Known It" [Official Video]

http://www.youtube.com/watch?v=3_iBKacXIA4

Tom Petty and the Heartbreakers - MOJO (Documentary Directed by Sam Jones)


eye in the sky

จำนวนข้อความ: 141
Registration date: 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ