The Old Coffee in The River กาแฟถ้วยเก่าบนสายน้ำนนท์

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

The Old Coffee in The River กาแฟถ้วยเก่าบนสายน้ำนนท์

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 15, 2009 11:31 am

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20091215/90754/The-Old-Coffee-in-The-River-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C.html

Life Style

วันที่ 15 ธันวาคม 2552 01:00

The Old Coffee in The River กาแฟถ้วยเก่าบนสายน้ำนนท์

โดย : นิรันศักดิ์ บุญจันทร์







ใครๆ ก็ชอบกาแฟโบราณ ค่าที่มันหอม อวลด้วยกลิ่นเก่า แต่กับเรือกาแฟลำคร่ำคร่าของโกเต็ง..โอเลี้ยง
โอยั๊วของเขายังร่วมสมัยและขายได้จนทุกวันนี้


วัฒนธรรมการบริโภคกาแฟที่หลั่งไหลเข้ามาสู่สังคมไทยในช่วงไม่เกินสิบปีที่ผ่านมาอย่างมากมาย
ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจเฟื่องฟูเท่านั้น แต่ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสารพัดชื่อ
สารพัดประเภท,ร้านขายกาแฟน้อยใหญ่ที่ผุดขึ้นเหมือนต้นหญ้าผลิใบในฤดูฝน รวมทั้งธุรกิจกาแฟที่แข่งขันกัน
อย่างเข้มข้นด้วยกลยุทธ์ต่างๆ นานา ขณะเดียวกันวัฒนธรรมกาแฟยังก่อให้เกิดความฝันแก่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่
โดยเฉพาะผู้ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟเล็กๆ น่ารัก บางคนได้พบกับฝันที่เป็นจริง ขณะเดียวกัน
ก็เป็นฝันที่ล่มสลายของอีกหลายคน ถึงอย่างนั้น ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ เรายังสามารถหาร้านกาแฟได้ทุกแห่งหน
เช่น ห้างสรรพสินค้า ,ริมถนนบนฟุตบาท,ปั๊มน้ำมันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด, หรือแม้แต่ริมถนนหลวงสายต่างๆ
ในอีกด้านหนึ่งนั้น ได้เกิดปรากฏการณ์อันเนื่องจากกาแฟขึ้นในสังคมไทยเราอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะร้านกาแฟข้ามชาติ
และกระแสสังคมใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งยี่ห้อกาแฟ ,ชนิดของกาแฟ,ราคากาแฟต่อถ้วย และสถานที่นั่งจิบกาแฟ
สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงรสนิยมและระดับชั้นทางสังคมไปโดยปริยาย

นอกจากนี้แล้ว ร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงก็ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่นั่งดื่มด่ำกับรสกาแฟเท่านั้น
แต่มันยังหมายถึงแหล่งพบปะ ,สถานที่นั่งทำงาน...หรือบางทีก็เป็นห้องประชุมไปในตัวด้วย
ดังนั้น จะเห็นว่าวัฒนธรรมกาแฟที่กำลังเติบโตในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟเย็นหรือกาแฟร้อน
ได้ส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างหลากหลายและปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนทั่วประเทศ
ขณะที่ธุรกิจและการบริโภคกาแฟยุคใหม่กำลังไหลหลากกรากเชี่ยว ราวกับสายน้ำที่ถั่งโถม....
แต่อีกด้านหนึ่งของคนที่ทำมาค้าขายกาแฟเก่าแก่ อันเปรียบเสมือนการวิ่งสวนทางกับยุคสมัย
อย่างกรณีของ โกเต็ง หรือ สมชัย เกิดศิริบุตร วัย 70 ปีเศษคนนี้ ที่พายเรือขายกาแฟ
อยู่ลำคลองหน้าวัดตะเคียน บางกรวย ก็มีหลายสิ่งที่น่าหยิบยกมาพูดถึง ผู้ชายพายเรือบนสายน้ำที่ทอดผ่าน
บริเวณหน้าวัดตะเคียน เขตบางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี แห่งนี้
ไม่ใช่สายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างไม่หวนกลับเท่านั้น แต่มันเป็นสายน้ำแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่สำหรับโกเต็ง
เพราะมันเป็นสถานที่ที่โกเต็งพายเรือขายกาแฟ โอเลี้ยง โอยั๊วะ หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมาตลอดชีวิต
จนถึงวันนี้ โกเต็ง หรือ สมชัย เกิดศิริบุตร เป็นคนบางคูเวียง บางกรวย มาแต่กำเนิด พ่อแม่ซึ่งเป็นชาวจีน
มีอาชีพพายเรือขายของมาก่อน และนี่อาจจะเป็นมรดกตกทอดทางอาชีพที่เขาได้ซึมซับรับมาตั้งแต่เยาว์วัย
"ผมเริ่มพายเรือขายกาแฟ โอเลี้ยงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 ตอนนั้นอายุได้ 16 ปี ถ้านับรวมเวลามาถึงตอนนี้แล้ว
ก็ร่วม 55 ปีแล้ว ในยุคเตี่ยของผมก็ค้าขายตามคลอง โดยเฉพาะย่านนทบุรี มีสวนและมีลำคลองมากกว่าถนน
เพราะฉะนั้น ชีวิตชาวบ้านดั้งเดิมจึงอาศัยคลองเดินทางไปไหนมาไหนเป็นหลักและการค้าขายก็อาศัยลำคลองด้วย....
จนทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็น เพียงแต่มันไม่เหมือนเดิมเท่านั้น"
ด้วยวัย 16 ปีกับการเป็นพ่อค้าขายกาแฟบนเรือ ก็มีบางอย่างที่คาดไม่ถึง "คุณรู้หรือเปล่าว่าในแต่ละวัน
ผมนั่งอยู่บนเรือโดยไม่ลุกไปไหนวันละหลายๆ ชั่วโมง ยกเว้นขึ้นจากเรือไปเข้าห้องน้ำห้องท่าบ้างเท่านั้น....
แต่เวลาที่เหลือทั้งหมดอยู่บนเรือ ถ้านับตั้งแต่อายุ 16 ปีจนมาถึงทุกวันนี้แล้ว คิดดูก็แล้วกันว่ากี่ชั่วโมง.... "

โกเต็งตั้งคำถามที่น่าคิด แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่าแกอยู่บนเรือกี่ชั่วโมง เพราะชีวิตของโกเต็งฝากไว้
กับเรือขายกาแฟและสายน้ำนั่นเองเอสเปรสโซ่ไม่ได้เต้นรำกับลาเต้บนเรือโกเต็ง
ย้อนเวลาไปเมื่อ 55 ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมกาแฟยังไม่ได้ไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทยอย่างในปัจจุบันนี้
กาแฟก็คือกาแฟ ยังไม่มีการแยกแยะยี่ห้อและประเภท เพราะฉะนั้นบนเรือขายกาแฟของโกเต็งจึงไม่มีคำว่า
คาปูชิโน,ลาเต้,เอสเปรสโซ่,บลูเมาท์เทน หรือ มอคคา... และอีกหลายๆ ชื่อแต่อย่างใด
"ไม่มีร้อก...ไอ้กาแฟอย่างที่ว่า..."โกเต็งขึ้นเสียงสูง พลายส่ายหัวไปมา"สมัยก่อนไม่มีเลย...ไอ้กาแฟยี่ห้อต่างๆ"
โกเต็งเล่าว่า ในยุคที่สังคมไทยยังไม่มีกาแฟซองขายนั้น คนไทยจะเข้าร้านกาแฟตอนเช้า
แต่ถ้าเป็นคนที่อาศัยใกล้ลำคลองก็จะซื้อกาแฟบ้าง โอยัวะบ้างจากเรือที่ขาย โดยจอดแต่ละที่สักพักใหญ่
เพราะคนกินกาแฟจะถือโอกาสช่วงนี้พูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำมาหากิน หรือเรื่องการบ้านการเมือง
จะนั่งคุยกันที่ริมตลิ่งใกล้เรือจอด พอคุยกันเสร็จแล้ว ผมก็จะพายเรือไปจอดแวะขายที่อื่นต่อ
สำหรับคนไทยที่ชงกาแฟกินเองในบ้านนั้น ยังมีน้อย ถ้าจะซื้อก็ซื้อกาแฟปี๊บหรือไม่กาแฟกระป๋องใหญ่ๆ
เอาไว้ชง....ส่วนศูนย์กลางการซื้อขายกาแฟสมัยก่อนโน้นก็ต้องเยาวราช

"ทุกวันนี้ผมก็ยังซื้อที่เยาวราช รับรองได้เลยว่าชากาแฟที่ขายไม่มีย้อมสีอย่างเด็ดขาด...คุณรู้มั้ย...
ชากาแฟมันมีการปนสีด้วยนะ" นั่นคือคำยืนยันของโกเต็ง และจนถึงวันนี้ เมนูบนเรือของโกเต็ง
ก็ยังไม่มีกาแฟเอสเปรสโซ่รสเข้ม หรือ คาปูชิโน ให้ละเลียดฟองครีม อดีต-ปัจจุบันและสายน้ำ
ที่เปลี่ยนแปลง
ในดวงตาทั้งสองข้างของโกเต็งเก็บซ่อนอดีตเอาไว้มากมาย และเมื่อถูกถามถึงความแตกต่าง
ถึงยุคสมัยระหว่างอดีตกับปัจจุบัน โกเต็งก็หยุดครุ่นคิดชั่วขณะเหมือนหวนรำลึกถึงความทรงจำเก่าๆ
และเมื่อภาพต่างๆ ผุดพรายแจ่มชัดขึ้นในดวงตา โกเต็งจึงบอกเล่าทันที
"สมัยก่อนขายดีมาก...50 ปี 40 ปีก่อนโน้นแถวเมืองนนท์มีสวนทุเรียนมีสวนส้มเต็มไปหมด
บ้านเรือนผู้คนก็อาศัยอยู่ริมคลอง จะไปไหนมาไหนก็ใช้เรือใช้ลำคลอง เรียกว่าถนนมีน้อยมาก...
จึงทำให้เรือขายกาแฟของผมขายดี มีลูกค้าขาประจำมากมาย มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย....
แต่ที่สำคัญก็คือการลงทุนยุคก่อนโน้นมันถูก ไม่แพงเหมือนกับทุกวันนี้"

การค้าขายย่อมมีการลงทุน....โกเต็งเล่าว่า ตอนขายยุคแรกๆ เมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมานั้น น้ำตาลกิโลละ 10 สลึง
ส่วนน้ำแข็งลูกละ 7-8 บาทเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับวันนี้ราวฟ้ากับดิน "เดี๋ยวนี้หรือ....น้ำตาลกิโลละ 20 บาท
กระสอบหนึ่งมี 50 กิโล คิดแล้วก็ตกร่วม 1,000 กว่าบาท.....ส่วนน้ำแข็งลูกละ 70 บาท วันหนึ่งๆ
ผมต้องซื้อน้ำแข็งร่วม 700 บาทเลยทีเดียว รวมทั้งน้ำที่ใช้ต้มด้วย วันหนึ่งก็ตก 5-6 แกลลอน
เพราะฉะนั้นวันปกติขายได้วันละ 2,000 บาท เมื่อหักลบคูณหารแล้ว ก็ได้กำไรไม่มากเหมือนเมื่อก่อน"
แม้ว่าทุกวันนี้ตัวเลขจากการขายกาแฟ โอเลี้ยง ตลอดจนชาเย็น นมเย็น จะตกวันละ 2,000 บาทในวันปกติ
แต่โกเต็งก็บอกว่าได้ไม่มากนักเมื่อหักเงินลงทุนในแต่ละวัน “ส่วนวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ก็จะได้มากหน่อย
โดยลูกค้าที่ซื้อนั้นนอกจากจะเป็นลูกค้าขาประจำแล้ว ก็มีลูกค้าขาจรที่เดินทางมาทำบุญที่วัดตะเคียน
บางครั้งก็ขายได้ร่วม 3,000 บาท...แต่ถ้าเทียบกับสมัยก่อนแล้ว สู้ยุคก่อนไม่ได้เลย”

เมื่อพูดถึงยุคก่อน โกเต็งหยุดครุ่นคิดอีกชั่วขณะ ก่อนจะรำลึกถึงภาพแห่งความหลังให้ฟังว่า
“สมัยก่อนมีลูกค้าตามริมคลองมาก เพราะมีสวนมีบ้านผู้คนอยู่เป็นกลุ่มและเป็นครอบครัวที่เกิดแก่เจ็บตายอยู่ที่นี่
มาตั้งแต่คนรุ่นปู่ย่าตายายทั้งนั้น แต่ละคนจึงรู้จักกันหมด มีลูกค้าที่แน่นอนและคึกคักกว่าทุกวันนี้มาก....
ไม่เหมือนกับปัจจุบันนี้ เพราะคนดั้งเดิมแถวนี้ขายที่สวนที่ดินแล้วโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นๆ กันเกือบหมด
สวนทุเรียนสวนส้มก็กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร คนที่เข้ามาอยู่ก็ไม่ใช่คนพื้นเพที่นี่ ในความรู้สึกของผมแล้ว
คนทุกวันนี้ต่างคนต่างอยู่ รั้วบ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน ไม่เหมือนคนเมื่อก่อนที่รู้จักมักคุ้นกันอย่างดี”

แต่เมื่อถามว่าคนเก่าแก่ของที่นี่ยังเหลืออยู่หรือไม่ โกเต็งตอบอย่างไม่รีรอว่า...ยังพอเหลืออยู่ แต่ก็หายไปเยอะเลย
ไม่เหมือนสมัยก่อน ส่วนลูกค้าเก่าแก่ก็ยังพอมี โดยเฉพาะคนรุ่นลูกรุ่นหลานยังซื้ออยู่ เพราะพวกเขาติดใจรสชาติ
ที่กลมกล่อม กาแฟและเรือชีวิตปัจจุบันนี้ในแต่ละวันชีวิตของโกเต็งจะเริ่มต้นตอน ตี 4 โดยขับเรือออกไปซื้อน้ำแข็ง
มาใส่บนเรือก่อน โดยจะซื้อวันละ 700 บาท เพื่อให้เพียงพอกับการขายในแต่ละวัน "หลังจากรับน้ำแข็ง ต้มน้ำ
และจัดของเสร็จสรรพแล้ว ก็เริ่มต้นขายไปตามลำคลอง ช่วงเช้าลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคอกาแฟร้อน
จะเรียกให้เรือจอดแวะ ซดกาแฟไปคุยกันไป ส่วนมากจะเป็นลูกค้าขาประจำ เป็นคนดั้งเดิมที่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่นี่.....
แต่น้อยกว่าเมื่อก่อนนะ เพราะคนเดี๋ยวนี้เขากินกาแฟซองสำเร็จรูป ชงเองได้ในบ้าน"
โกเต็งจะขับเรือขายกาแฟเพื่อทำธุรกิจแบบพอเพียงออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 ขายไปจนกว่านาฬิกาจะไปถึง 2 ทุ่ม
จึงจะกลับบ้าน รวมๆ แล้วแกใช้เวลาอยู่บนเรือร่วม 16 ชั่วโมงในแต่ละวัน “จะขาดหายไปบ้างก็ช่วงเข้าห้องน้ำ
หรือไม่ก็ไปช่วยงานบุญงานศพเพื่อนบ้าน” โกเต็งยืนยันในความจริง ขณะเดียวกันก็บอกว่า
ร้านของตัวเองขายถูกที่สุด และถูกชนิดที่ใครก็ไม่กล้าขาย เพราะมากทั้งจำนวนปริมาณและถุงที่ใส่ก็ใหญ่กว่า
ที่คนอื่นขายกันจริงอย่างที่โกเต็งบอก เพราะขายถูกแต่ให้มากนี่เอง จึงทำให้ใช้น้ำตาลสำหรับชงกาแฟโอเลี้ยง
มากถึง 30 กิโลกรัมต่อวัน โดยเมนูกับราคาขายของโกเต็ง มีดังนี้
โอเลี้ยง 8 บาท
กาแฟร้อน 7 บาท
กาแฟเย็น 10 บาท
ชาดำเย็น 10 บาท
นมเย็น 10 บาท
(ในกรณีที่ซื้อเป็นกระติก กระติกขนาดเล็ก 10 บาท กระติกขนาดกลาง 20 บาท
ถ้ากระติกขนาดใหญ่สุดก็ 30 บาท.....โกเต็งยืนยันว่า ซื้อ 30 บาทกินได้ทั้งวัน)

สำหรับดัชนีชี้วัดด้านต่างๆ ของผู้บริโภคในแต่ละวันที่โกเต็งสัมผัสและรู้เห็นมานานร่วม 55 ปีนั้น
โกเต็งบอกว่ายอดคนซื้อลดลง ปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาพอย่างนี้เพราะรูปแบบกาแฟยุคนี้มีให้เลือกมากกว่า
สะดวกกว่า โดยเฉพาะกาแฟสำเร็จรูปหรือกาแฟซอง ที่กลายมาส่วนแบ่งสำคัญ ทำให้คนซื้อกาแฟ
ที่ขายบนเรือตามลำคลองลดลงมาก แต่เมนูที่คนนิยมซื้อมากที่สุดในแต่ละวันก็คือชาดำเย็น
โดยโกเต็งให้เหตุผลว่า เป็นเพราะชาที่นำมาชงนั้น เป็นชาแท้ที่รับมาจากร้านที่เยาวราชโดยตรง
ไม่มีการใส่สีหรือย้อมสี และที่สำคัญเป็นชาที่ชงแล้วมีกลิ่นหอม เหมือนกลิ่นชาผสมกลิ่นน้ำผึ้ง
และให้รสกลมกล่อมนั่นเอง
ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อการขายก็คือ
ฤดูกาล “ถ้าเป็นฤดูฝนยอดขายจะลดลงมาก เพราะคนไม่ค่อยออกจากบ้าน....ยิ่งเป็นย่านเมืองนนท์ด้วย
มันมีต้นไม้และบางแห่งยังมีสภาพเป็นสวนเหลืออยู่ ฝนตกทีไรก็เงียบเลย....ผิดกับฤดูร้อนอย่างลิบลับ
เพราะหน้าร้อนจะขายดีมาก พวกชาดำเย็น โอเลี้ยง กาแฟเย็น โดยเฉพาะช่วงบ่ายจะขายดีจนบางวัน
ต้องสั่งน้ำแข็งเพิ่ม”
เวลาและบทสรุปแห่งการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในวันนี้ ร้านกาแฟและการดื่มกาแฟจะกลายเป็นวัฒนธรรม
การบริโภคอย่างหนึ่งของผู้คนในสังคมไทย และบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างทั้งรสนิยมกาแฟและฐานะทางสังคม
และแม้ว่าธุรกิจกาแฟจะมีการแข่งขันกันอย่างร้อนแรงทั้งระดับกาแฟในประเทศและกาแฟระดับข้ามชาติ....
แต่ถึงกระนั้นอีกด้านหนึ่งก็ยังมีคนขายกาแฟอย่าง โกเต็ง หรือสมชัย เกิดศิริบุตร ชายชราผู้ผูกติดชีวิตกับ
การขายกาแฟบนเรือมาเนิ่นนานเหลืออยู่ ซึ่งเป็นคนขายกาแฟเล็กๆ ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร
หรือบางทีอาจถูกมองเป็นเพียงสิ่งเก่าแก่บางอย่างล่องลอยอยู่บนสายน้ำด้วยซ้ำ
แต่บางทีภาพชีวิตและเรือขายกาแฟของโกเต็งที่แล่นทวนกระแสสังคมยุคใหม่อย่างเหนื่อยล้า
อาจจะเป็นบทบันทึกการเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งของสังคมไทยก็ได้..โดยเฉพาะเรื่องราวของยุคสมัยคนขายกาแฟ

คิดถึงช่วงเด็กๆ เคยอยู่ริมน้ำ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ฟ้าหลังฝน บนดอยอาราบิก้า

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 19, 2009 10:16 am

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20091219/91602/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9D%E0%B8%99-%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2.html

วันที่ 19 ธันวาคม 2552 01:00

ฟ้าหลังฝน บนดอยอาราบิก้า

โดย : ชุติมา ซุ้นเจริญ








ย้อนรอยดงดอกฝิ่น สู่ต้นกำเนิดกาแฟมีชื่อ 'ดอยช้าง' กับการเดินทางของเมล็ดกาแฟแบรนด์ไทย
ที่ส่งกลิ่นรสหอมเข้มไปทั่วไทย และทั่วโลก

เมล็ดพันธุ์กาแฟเดินทางไปทั่วโลก แนะนำตัวด้วยรสชาติขมเข้ม ทว่าหอมกรุ่น ก่อนจะเข้าไปอยู่ในมุมโปรดของบ้าน
สำนักงาน ร้านเล็กๆ หน้าปากซอย จนถึงโรงแรมหรูหรา...แต่ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางของ กาแฟบลูเมาเท่น
จากหุบเขาในจาเมกา หรือกาแฟโคน่า แห่งหมู่เกาะฮาวาย คงไม่มีครั้งใดที่เมล็ดพันธุ์แห่งความกระปรี้กระเปร่านี้
จะผลิดอกออกผลได้อย่างน่าทึ่ง เท่ากับการเดินทางของอาราบิก้าสายพันธุ์ดี สู่หุบดอยอันห่างไกลในจังหวัดเชียงราย
ดอยสูงที่เมื่อหลายสิบปีก่อน มีเพียงภาพสองภาพให้นึกถึง “ดงดอกฝิ่น” และ “ภูเขารูปช้าง” ที่มาของชื่อ “ดอยช้าง”
ซึ่งต่อแต่นี้สิ่งที่ทุกคนจดจำจะมีเพียง... ต้นกาแฟ คนปลูกกาแฟ และผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก
...........
ในเอกสารแนะนำการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ให้รูปพรรณสัณฐานของบ้านดอยช้างว่า
ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เดิมเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าม้ง ปี พ.ศ.2458
ชาวลีซอได้อพยพเข้ามาตั้งเป็นหมู่บ้านดอยช้าง พอถึงปี พ.ศ.2526 ชนเผ่าอาข่าจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
ของหมู่บ้านดอยช้าง ชื่อ "บ้านดอยช้าง" ตั้งขึ้นตามลักษณะของภูเขาที่มีรูปร่างเหมือนช้างแม่ลูกสองเชือก
หันหน้าไปทางทิศเหนือ (ตัวจังหวัดเชียงราย) สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณโรงเรียนบ้านดอยช้าง
มี ผาหัวช้าง สูง 1,800 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นสถานที่ชมทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศเย็นสบายตลอดปี
อุณหภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียส ดูจากเอกสารแล้ว ไม่เห็นมีตรงไหนระบุถึงสถานที่ที่เรากำลังลุ้นระทึกว่า
รถยนต์สภาพกรำศึกมา อย่างโชกโชนจะพาไปถึงหรือไม่ แต่คนนำทางยืนยันว่าผ่านโค้งนี้ไป
เลาะเลียบริมอ่างเก็บน้ำพอเพลินๆ แล้วอ้อมเขาข้างหน้าไปอีกนิด ก็จะถึง สถาบันวิชาการการเรียนรู้ด้านกาแฟ
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนดอยช้าง ทว่า อุปสรรคมักท้าทายนักเดินทางเสมอ ระยะทาง 2 กิโลเมตรสุดท้าย
ก่อนจะถึงที่หมาย มีไว้สำหรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น เราใช้ความคิดกันอย่างหนักหน่วงก่อนจะเห็นตรงกันว่า
“โทรให้เขาออกมารับดีกว่า” โขยกเขยกบนทางลูกรังไม่นาน รถปิกอัพเจ้าถิ่นก็มาจอดตรงลานตากกาแฟ
ขนาดพอๆ กับสนามฟุตบอล ลมเย็นๆ พัดมาตอกย้ำความไม่พร้อมของเสื้อผ้ากับอุณหภูมิสิบกว่าองศาตอนต้นหนาว
ยังดีที่คำกล่าวต้อนรับมาพร้อมกับกาแฟอุ่นๆ และไมตรีจิตของหนึ่งในตำนานความสำเร็จของดอยช้าง
“อาเดล” ปณชัย พิสัยเลิศ
........
ในร้านกาแฟที่ปกคลุมไปด้วยหมอก เขาส่งผ่านของเหลวสีน้ำตาลเข้มลงลำคออย่างช้าๆ
เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง ถ้วยใบนั้นติดโลโก้รูปชายชราชาวอาข่า "พิก่อ แซ่ตู่" ผู้ปลูกกาแฟคนแรกๆ
เมื่อครั้งในหลวงทรงพระราชทานเมล็ดพันธุ์อาราบิก้าให้ชาวดอยช้าง...พ่อของอาเดลนั่นเอง
ชายหนุ่มเริ่มต้นเล่าถึงอดีตอันเจ็บปวดของชาวสวนกาแฟ ที่ต้องยอมจำนนต่อการกำหนดราคาของพ่อค้า
และการหักหลังครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากชาวบ้านไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ยอมขายในราคาถูกๆ
ก็ต้องทิ้งเมล็ดกาแฟที่บ่มเพาะมานานแรมปี หลายคนถอดใจออกไปหางานในเมือง แต่ในหมวกของอดีตผู้ใหญ่บ้าน
เขาไม่อาจทำอย่างนั้น เมื่อความอดทนถึงขีดสุด อาเดลจึงไปขอความช่วยเหลือจาก วิชา พรหมยงค์
(เพื่อนเก่าของพ่อ) คนที่ไม่รู้เรื่องกาแฟ แต่รักและเห็นใจชาวอาข่าเหล่านี้ ทั้งสองคนเริ่มต้นศึกษาด้วยตนเอง
พยายามทุกวิถีทางเพื่อต่อลมหายใจให้คนดอยช้าง อาเดลเล่าว่า เมื่อคิดจะทำโรงงานขึ้นที่นี่
เงินทุนเริ่มต้นได้จากการขายรถปิกอัพไปในราคา 3 แสนบาท หลังจากผ่านการลองผิดลองถูกเพียงไม่กี่ปี
วันนี้กาแฟดอยช้างเป็นที่รู้จักและส่งขายไปทั่วโลก กาแฟพีเบอร์รีดอยช้างติดท็อปชาร์ทด้วยคะแนน 93
จาก 100 คะแนน ใน Coffee Review ของ The World's Leading Coffee Buying Guide

ทั้งหมดนี้คืนกลับด้วยชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวดอยช้างและที่ทางที่ชัดเจนของกาแฟแบรนด์ไทยในตลาดโลก
ปัจจุบันนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตกาแฟครบวงจรแล้ว ดอยช้าง ยังได้สร้างสถาบันกาแฟ เพื่อถ่ายทอดความรู้
และความตั้งใจในการผลิตกาแฟคุณภาพ สถาบันแห่งนี้ลงเสาหลักไว้ทั้งหมด 57 ต้น
เพื่อเป็นอนุสรณ์ของคนอาข่ารุ่นที่ 57 คนรักกาแฟจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาเรียนรู้ขั้นตอนการผลิต
ที่ปราศจากสารเคมีและการเอารัดเอาเปรียบ เราร่วมขบวนกับพวกเขาในเช้าของวันที่หมอกลงจัด
เริ่มตั้งแต่การเดินชมสวนกาแฟที่ออกผลสีแดงสด วิธีการเก็บเมล็ดกาแฟ ไปสู่กระบวนการคัดแยก
ตาก บ่ม คั่วบด จนถึงการชงและชิมแบบไม่จำกัด สำหรับสองผู้บริหารแห่งดอยช้าง ความสำเร็จครั้งนี้
ไม่ได้วัดด้วยเงินทอง แต่สรุปด้วยประโยคสั้นๆ ในวีดิทัศน์ที่ถ่ายทอดแก่ผู้มาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่าว่า
“ต้นทุนคือความพยายาม กำไรคือความสุข เราภูมิใจที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ”
.............
ดอยช้างอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากว่า 1,200 เมตร นอกจากเป็นทำเลที่ดีที่สุดของการปลูกกาแฟแล้ว
ยังเป็นจุดที่มีทิวทัศน์สวยงาม ในฤดูหนาว ทะเลหมอกคือของขวัญของยามเช้า หลังฟ้าเปิดหากเป็นช่วงที่
ดอกพญาเสือโคร่งผลิบาน ซากุระดอยเหล่านี้จะเปลี่ยนโลกให้เป็นสีชมพู แต่แม้จะไม่มีดอกไม้
ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่ถูกพลิกฟื้นก็เพียงพอจะทำให้เวลาในการละเลียด กาแฟนั้น...เนิ่นนานออกไป
บางคนอาจคิดว่า สวนกาแฟนับหมื่นไร่คงเปลี่ยนสภาพดอยช้าง ให้เป็นลานของไม้พุ่มเตี้ยขนาดมหึมา
เหมือนกับภูเขาชาในศรีลังกาที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวจนทำลายสมดุลของระบบนิเวศน์
แต่เมื่อได้มาถึงที่นี่แล้วลบภาพนั้นทิ้งไปได้เลย เพราะต้นกาแฟเหล่านี้ถูกปลูกไว้ร่วมกับไม้ยืนต้นขนาดใหญ่
มีพืชผลต่างๆ เป็นร่มเงาให้กันและกัน อาเดล บอกว่า “กาแฟเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา ไม่จำเป็นต้องทำลายป่า
สิ่งที่เราพยายามทำและบอกกับคนอื่นๆ ก็คือ...ปลูกกาแฟได้ป่า”

หลายปีที่ผ่านมามีกล้าไม้จำนวนนับแสนๆ ต้นถูกปลูกลงบนพื้นที่ดอยช้าง ธรรมชาติที่คืนกลับมาไม่เพียงหล่อเลี้ยง
ผู้คนที่นี่ยังเป็นแรงดึงดูดนักเดินทางที่หลงใหลเครื่องดื่มรสขมและชื่นชมในความงามของดอยสูง
ให้ดั้นด้นมาสัมผัสกับรสชาติอันแสนพิเศษ ซึ่งรับรองว่าที่แห่งนี้จะทำให้คุณถึงกับตาค้าง
โดยมีเหตุผลสองประการเป็นตัวสนับสนุน อย่างแรก...แน่นอนว่าต้องเป็นปริมาณคาเฟอีนที่มากพอ
ส่วนอย่างที่สองคือ ความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นทะเลหมอก ดอกไม้หรือวิถีชีวิตของผู้คน
จุดที่น่าสนใจบนเส้นทางท่องเที่ยวฉบับย่อของดอยช้างและอยู่ห่างจากโรงผลิตกาแฟไม่มากนัก
แห่งแรกคือ สถานีวิจัยเกษตรที่สูงดอยช้าง ศูนย์ฯนี้มีแปลงปลูกไม้เมืองหนาว อาทิ กาแฟอาราบิก้า
แมคคาเดเมีย เกาลัด ชาจีน รวมไปถึงไม้ผลและไม้ดอกเมืองหนาว จะเดินชมพอเพลินๆ ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก
หรือจะใช้เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกในยามเย็นและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าก็ตามอัธยาศัย
แต่สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสกับบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์บนถนนดินอัดที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา
ในร่มเงาของต้นสนและพญาเสือโคร่งคือที่ตั้งของ พุทธอุทยานดอยช้างซึ่งมีแหล่งน้ำสำคัญเรียกว่า
"บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์" บ่อน้ำแห่งนี้เป็น 1 ใน 9 แห่ง ของน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นำไปประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาพุทธมังคลาภิเษก
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมายุครบรอบ 60 พรรษา
ตามข้อมูลบอกว่า หลวงพ่ออำนาจ สีลคุโณ ได้มาปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่บริเวณพุทธอุทยานนี้ตั้งแต่ปี 2532
และยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติของป่าไม้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ มีบึงน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสระมรกต
อยู่กลางพุทธอุทยาน สีเขียวของน้ำบ่งบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ บริเวณรอบๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย
มีลานพุทธสถานที่มีพระพุทธรูปปางต่างๆ ไว้ให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการบูชา
ความร่มรื่นและเงียบสงบของที่นี่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลีกวิเวก ไหว้พระขอความเป็นสิริมงคลกันพอสมควรแก่เวลา
ถึงคิวโปรดของคนรักการถ่ายภาพ จุดชมวิวดอยช้าง ห่างจากพุทธอุทยานไปประมาณ 2 กิโลเมตร
ทางเข้าตกแต่งด้วยพรรณไม้เมืองหนาวหลากสีสัน เดินเรื่อยๆ ไม่ทันเหนื่อยก็ถึงจุดชมวิวที่อยู่สูงขึ้นไป
รอบบริเวณมีไม้ดอกและไม้ผลเมืองหนาวไว้ให้ชื่นชม นางเอกของที่นี่คือต้นท้อออกดอกสีชมพูอ่อน
ทอดสายตาไปเบื้องหน้าจะเห็นวิวแบบพาโนรามา ด้านล่างคือที่ตั้งของเมืองเชียงราย ไกลออกไปเป็น
เทือกเขาสลับซับซ้อน ในวันที่ฟ้าเปิดอาจมองเห็นไปไกลถึงเมืองยอง ประเทศพม่า
ถ้ามีเวลาอาจอ้อยอิ่งรอพระอาทิตย์ตก ว่ากันว่าแสงสุดท้ายที่อาบไล้ท้องฟ้าให้กลายเป็นสีทอง
คือความงดงามที่ส่งคนแรมทางกลับบ้านด้วยความประทับใจ

อากาศเริ่มเย็นลงจนเริ่มหนาว ใครบางคนจับจองที่เหมาะๆ สำหรับแอบอิง เหม่อมองไปยังปลายขอบฟ้า
ทว่าในใจกลับคิดถึงชีวิตขมๆ ของคนดอยช้าง เรื่องราวเบื้องหลังกาแฟถ้วยนั้น และกลิ่นหอมอ่อนๆ
ที่ชวนให้กลับไปเพิ่มคาเฟอีนอีกครั้ง


  • การเดินทาง-ที่พัก

การเดินทางไปดอยช้าง มี 3 เส้นทางคือ 1.สายอำเภอแม่สรวย -บ้านตีนดอย-แสนเจริญ-ดอยล้าน-ดอยช้าง
{ระยะทาง 28 กิโลเมตร (จากเชียงราย 75 กิโลเมตร) 2. สายห้วยส้าน (อ.แม่ลาว) -ห้วยส้านลีซอ - เกษตรฯ- ดอยช้าง
(ระยะทาง 15 กิโลเมตร) 3. สายอำเภอแม่สรวย-บ้านตีนดอย- ริมเขื่อนแม่สรวย - ทุ่งพร้าว - ห้วยไคร้ - ดอยช้าง
(ระยะทาง 30 กิโลเมตร) บางเส้นทางและบางช่วงต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ
กรุณาสอบถามเส้นทางก่อน สำหรับรถประจำทาง มีรถสองแถวชาวบ้านดอยวาวีจอดอยู่หน้าที่ว่าการ อ.แม่สรวย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานภาคเหนือ เขต 2 โทร 053-744674-5
ที่พัก แนะนำดอยช้างรีสอร์ท โทร.089-9548512 และบ้านบนดอย โทร.081-2891691, 081-8845845 หรือดูข้อมูลใน
www.baanbondoi.com สถานีวิจัยเกษตรที่สูงดอยช้าง มีที่พักและสถานที่กางเต็นท์ โทร.053-605-932, 053-605-955, 053-605-934
หากต้องการเยี่ยมชมสถาบันกาแฟหรือแวะไปจิบกาแฟที่ร้านกาแฟดอยช้างในบริเวณโรงงาน สอบถามโทร.053- 744741-4

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Old Coffee in The River กาแฟถ้วยเก่าบนสายน้ำนนท์

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 24, 2009 3:54 pm

http://www.youtube.com/watch?v=WxRY3YqBXuM

น้ากาลาโต้


att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Old Coffee in The River กาแฟถ้วยเก่าบนสายน้ำนนท์

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Thu Feb 25, 2010 5:04 pm



View Anne warawin's comments with usa

Feb 25 4:13 PM
usa says:



http://www.thairath.co.th/content/oversea/67413

'แบตแมน'เฉือน'ซูเปอร์แมน' ประมูลได้แพงกว่า



หนังสือการ์ตูน "แบตแมน" เล่มแรก ถูกทุบไปด้วยราคากว่า 35 ล้านบาท
มากกว่าการ์ตูน "ซูเปอร์แมน" เล่มแรก ที่ประมูลไปเมื่อต้นสปดาห์ที่ผ่านมา
ได้ราว 33 ล้านบาท...

สำนักข่าวเอเอฟพี และ รอยเตอร์ ไลฟ์
รายงานเมื่อวันที่ 26 ว่า การประมูลการ์ตูนเล่มแรกมนุษย์ค้างคาว "แบตแมน"
ภาพหน้าปกเป็นรูปแบตแมนหย่อนตัวด้วยใยแมงมุมเข้าจัดการกับคนร้ายเมื่อปี
2482 โดยสถาบันเฮอริเทจ อ๊อกชั่น แกลเลอรี่ ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส
มีผู้ประมูลได้ไปสูงถึง 1.075 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (กว่า35ล้านบาท)
มากกว่าหนังสือการ์ตูนเล่มแรก "ซูเปอร์แมน" ที่เพ่ิงประมูล 1
ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์คเมื่อ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

นับว่าเป็นหนึ่งในหนังสือการ์ตูนมีค่าระดับหัวแถว
ตั้งแต่นักสะสมของเก่าเร่ิมเล่นเพื่อเพ่ิมมูลค่า
เพราะเจ้าของเดิมเคยซื้อไว้ 100 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อกว่า 40
ปีก่อนจากราคาที่วางขายครั้งแรกเพียง 10 เซนต์




หนังสือการ์ตูน "แบตแมน" เล่มแรก




หนังสือการ์ตูน "ซูเปอร์แมน" เล่มแรก

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Old Coffee in The River กาแฟถ้วยเก่าบนสายน้ำนนท์

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 9:00 am


View Anne warawin's comments with usa
Feb 26 8:41 PM
usa
says:

อวสาน หรือ ปฐมบท


Chapter One: THE ENDLESS BEGINNING

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Old Coffee in The River กาแฟถ้วยเก่าบนสายน้ำนนท์

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 3:31 pm




View Anne warawin's comments with usa
Feb 27 12:50 PM
usa
says:

ทะเลสงบไร้คลื่นลมที่ถาโถม
โครมคลื่นโครมเคยสำเหนียกเรียกให้หัน
เหมือนคอยเตือนคอยตามถามความกัน
จากวันนั้นถึงวันนี้ไม่มีเตือน
ให้ระวังระไวใครกันแน่
มาสะดุดหยุดแหย่ให้แปรผัน
คำตัดสิ้นครั้งนี้มีสำคัญ
เขาคนนั้นคงต้องรบจบไม่ลง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ