US Special Forces

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 9:15 pm

http://www.forcerecon.com/

http://en.wikipedia.org/wiki/United_States_Marine_Corps_Force_Reconnaissance


http://www.usmarinerecon.com/

US Marine Corps Force Reconnaissance



US Marine Corps Special Operation Forces MARSOC!!!



United States Marine Corps Forces Special Operations Command
(MARSOC) is a component command of the U.S. Special Operations Command
(SOCOM) that comprises the Marine Corps' contribution to SOCOM.
Its core capabilities are direct action, special reconnaissance, foreign internal defense,
counterterrorism, information operations, and unconventional warfare.
[1]
Its creation was announced on 1 November 2005 by US Defense Secretary Donald Rumsfeld,
following a meeting between him, the USSOCOM commander General Bryan D. Brown,
and the Marine Corps Commandant General Michael Hagee on 28 October 2005.
MARSOC was officially activated on February 24, 2006 with ceremonies at Camp Lejeune, North Carolina.

MARSOC comprises roughly 2,500 Marines and supporting sailors (navy hospital corpsman),
and is currently commanded by Major General Dennis Hejlik, formerly the deputy commander of
I Marine Expeditionary Force. It is based at Camp Lejeune and will be split into five subordinate commands.

The potential participation of the Marine Corps in SOCOM has been controversial
since SOCOM was first formed in 1986. At the time, Marine Corps leaders felt
that their Force Reconnaissance units were best kept in the Marine Corps' MAGTF command structure,
and that the detachment of an "elite" Marine Special Operations unit from the Marine Corps would be to
the detriment of the Marine Corps as a whole. A re-evaluation following the September 11th attacks
and the global war on terror, along with new policy established by Secretary Rumsfeld and then
Commandant Gen. James Jones at The Pentagon, caused the Marine Corps to work towards integration
with SOCOM. The establishment of MARSOC represents the most significant step towards this goal,
and follows the establishment of MCSOCOM Detachment One (DET1), a small Marine Corps detachment formed
as a pilot program to test Marine Corps integration into SOCOM and that served under
Naval Special Warfare Squadron One. Detachment 1 was made up mostly by Force Recon Marines from
1st and 2nd Force Reconnaissance Companies along with other hand picked support men.
Detachment 1 conducted a multitude of special operations in Iraq alongside their Special Operations brothers
of the sister services. A SOCOM survey/study of the unit's deploment clearly showed the success and
performance of Det 1 and how well they conducted themselves. Detachment 1 was disbanded in 2006 soon
after the creation of MARSOC.

**The media of this video are contents of the U.S. Marine Corps and their associated affiliates**

Thai's Seal นักรบ 3 มิติ


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Dec 16, 2009 11:04 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 10:25 pm

ขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือไว้ ณ ที่นี้
จุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่คนไทยเป็นวิทยาทาน
จึงขออนุญาตคัดลอกบางบทของหนังสือ หน่วยรบพิเศษ
เรียบเรียงโดย สรศักดิ์ สุบงกช
สำนักพิมพ์ Animate Group มิถุนายน 2546

สนใจอ่านเพิ่มเติมหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชื่อดัง เพราะร้านเล็กๆ อาจจะไม่มี



บทที่ 7 หน่วยลาดตระเวณ ด้วยกำลัง นาวิกโยธิน (ฟอร์ซ รีคอน)


เมื่อกองทัพสหรัฐได้สถาปนา หน่วยบัญชาการพิเศษ ขึ้นในปี 1987
หน่วยงานนี้ได้นำเอาเหล่าทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีเยี่ยม เช่น
จากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ มารวมกันเป็นหน่วยรบหลายมิติ
และสามารถดำรงสภาพอยู่ได้ด้วยตนเอง แต่ก็ยังมีทหารอยู่อีกเหล่าหนึ่งที่
ถึงกำลังน้อย แต่ก็สู้รบได้อย่างเต็มศักดิ์ศรี ซึ่งเราก็น่าจะทราบแล้วว่าเป็นเหล่าใด
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 11:00 pm

กองทัพนาวิกโยธินสหรัฐ อันมีสภาพเป็นหน่วยรบชั้นเยี่ยมอยู่แล้วมาจากเกียรติประวัติ
ความห้าวหาญอันกลายเป็นตำนานนี้ คือ เหล่าทหารที่เลือกจะไม่มีบทบาทใดๆ
ในหน่วย บัญชาการสงครามพิเศษ (SOCOM) ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ถูกเชื้อเชิญเข้าไป
แต่เป็นเพราะความสมัครใจที่จะไม่เข้าไปร่วมเองต่างหาก

ดังเป็นที่พบเห็นกันทั่วไปก็คือ ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคสมัยอันรุ่งเรืองของหน่วยปฏิบัติการพิเศษอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากสมัยของ ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ แต่ก็ดูราวกับว่าเหล่า "นักรบพันธ์เก่า" นี้
จะถูกกันเอาไว้เป็นไม้ประดับ ไม่ค่อยได้ถูกกล่าวขวัญถึงกันเท่าใดนักในเวทีโลก

แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะน่าเชื่อถือเสมอไป ความจริงที่ปรากฏก็คือว่า
เหล่านาวิกโยธิน นั้นเปรียบเสมือนกับกองทัพที่รวมทั้ง 3 เหล่าเอาไว้ในตัวของมันเอง
ในเหล่านาวิกโยธินเหล่าเดียว มีทั้งกองบิน หน่วยรบภาคพื้นดิน และกองเรือพร้อมสรรพอยู่แล้ว
จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดเลยที่จะมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษเป็นของตนเองด้วย
ซึ่งสร้างชื่อเสียงไว้ได้อย่างโด่งดังมากในแวดวงทหาร แต่ก็เป็นที่รู้จักน้อยสำหรับสาธารณชน
หน่วยปฏิบัติการพิเศษของทัพนาวิกโยธินนี้มีชื่อเรียกว่า "หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังนาวิกโยธิน"
(Marine Force Reconnaissance)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 11:23 pm

เหตุผลหลักๆ ที่ว่าทำไมนาวิกโยธินจึงเลือกที่จะพัฒนาทรัพยากรของตนเอง เพื่อให้ปฏิบัติภารกิจ
ได้อย่างเป็นเอกเทศนั้น มีที่มาปรากฏอยู่นานแล้ว กล่าวคือ ในฐานะที่เป็นกองทัพหลักเหล่าหนึ่ง
ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นกองกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถจะเคลื่อนย้ายกำลัง
ไปยังส่วนต่างๆ ของโลกได้อย่างไม่จำกัด นาวิกฯ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของประธานาธิบดีสหรัฐ
ในอันที่จะทำสงครามได้โดยไม่จำเป็นต้องประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
เมื่อใดที่สหรัฐเคลื่อนกำลังทัพทั้ง ทัพบกและทัพอากาศ โลกทั้งโลกหยุดหมุน
แต่ถ้าเป็นการส่งทหารนาวิกโยธินไป สิ่งที่ชาวโลกเห็นจะเหมือนกับการไปช่วยแก้ปัญหา
และจำกัดขอบเขตของปัญหามากกว่าจะไปทำให้มันลุกลามบานปลายออกไป


สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นแน่นอนว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้ การประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
ถือเป็นเสมือนกับการเอาถุงมือตบหน้าข้าศึก เพื่อประกาศให้รู้ว่า ต้องการจะดวลดาบกันตัวต่อตัว
และในปัจจุับันนี้ เมื่อโลกได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายฝักหลายฝ่ายอย่างกระจัดกระจาย
หลังสงครามเย็น หน่วยปฏิบัติการพิเศษในเหล่าทัพอื่นๆ ได้ถูกเรียกเข้าไปปฏิบัตการ
ในต่างชาติหลายๆ ครั้ง แต่กระนั้นก็ตามแนวความคิดที่ว่า ควรจะมีเหล่าทัพอยู่เหล่าหนึ่ง
ซึ่งพึ่งพาตนเองได้ และปฏิบัติการได้หลายมิติ ก็ยังได้รับความสนใจจากประธานาธิบดีสหรัฐอยู่
เมื่อใดที่อเมริกาต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับสถานการณ์ยุ่งยากทั่วโลก ด้วยกองทัพหลัก
ซึ่งจะรบติดพันอยู่กับการศึกนั้นๆ ประธานาธิบดีก็ทราบดีว่า ต้องหันไปพึ่งพาเหล่าทัพไหน
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 16, 2009 11:56 pm

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทัพนาวิกฯ เลือกที่จะแยกตัวออกเป็นเอกเทศนั้น อาจจะมาจาก
ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนเอง นาวิกฯ ไม่ต้องการขึ้นตรงกับกองทัพบก
แล้วก็ไม่เห็นด้วยเลยสักนิดว่า มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำอย่างนั้น อันเป็นเสมือน
การต่อต้านคำขวัญที่ว่า "กองทัพอันเป็นหนึ่งเดียว" (An Army of one)
ด้วยคำขวัญของตนเองคือ "นาวิกฯ ทุกคนคือทหารกล้า" (Every Marine is a rifleman)

เหล่าทหารที่มาประกอบกันเป็นทัพนาวิกฯ นี้ ได้ถูกฝึกมาเพื่อให้เป็น หน่วยรบขั้นแตกหัก
ดังนั้นหากหน่วยบินหรือยานเกราะของเหล่าต้องถูกทหารเหล่าอื่นดึงไปใช้งาน หรือจะให้
ฟอร์ซ รีคอน ต้องไปสมทบการบังคับบัญชาอยู่กับ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษเสียแล้ว
กองกำลังเหล่านี้ก็จะไม่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยนาวิกฯ เองได้อย่างเต็มที่
นาวิกฯ จึงเป็นทหารเหล่าเดียวที่ไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติหน่วยงานปฏิบัติการพิเศษไหนทั้งสิ้น
ที่แสดงให้เห็นอีกประการหนึ่งก็คือว่า ในทศวรรษ 1990 นี้ มีก็แต่เหล่าทัพนี้เหล่าทัพเดียวเท่านั้น
ที่ไม่ยอมให้มีทหารหญิงอยู่ในเหล่าของตน แม้แต่ยามสู้รบ นาวิกฯ ก็เป็นทหารเหล่าเดียว
ในสมัยประธานาธิบดีคลินตัน ที่เขาไม่ค่อยได้ตอแยเท่าใด กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็รบได้
อย่างมีประสิทธิภาพจนเป็นที่ไว้วางใจจากประธานาธิบดีสหรัฐเสมอ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 12:28 am

เมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ต้องเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วไปในส่วนต่างๆ ของโลกแล้ว
เหล่านาวิกโยธินสหรัฐ ได้แบ่งกำลังของตนเองออกเป็น
กองกำลังรบนอกประเทศ (Marine Expeditionary Force หรือ MEF)
http://www.globalsecurity.org/military/agency/usmc/ii-mef.htm
http://www.iimefpublic.usmc.mil/
http://www.iiimef.usmc.mil/


แต่ละกองกำลังจะประกอบไปด้วย ทหาร 1 กองพล กองบิน 1 กอง และหน่วยสนับสนุน
ส่วนกองกำลังส่วนหน้าของกองกำลังประเภทนี้มีชื่อเรียกว่า
หน่วยรบนอกประเทศ (Marine Expeditionary Unit หรือ MEU)
http://www.lejeune.usmc.mil/22ndmeu/
http://www.marines.mil/unit/31stmeu/Pages/default.aspx



ประกอบด้วยทหาร 1,200 นาย และทั้งหมดนี้ก็สามารถรบแบบปฏิบัติการพิเศษได้ทั้งหมด
(Special operation Capable หรือ SOC)

มันอาจจะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณมากเกินไปหน่อย หากจะกล่าวว่านาวิกโยธินสหรัฐ
ทั้ง 172,000 นายนี้ เป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้งหมด เราจึงจำเป็นต้องพูดถึงหน่วยรบ
ที่เรียกว่าเป็น "ที่สุด" ของนาวิกฯ เท่านั้น ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีใครในเหล่านาวิกฯ ใช้คำพูด
ในทำนองนี้ก็ตาม แต่ผู้คนทั่วโลกก็รู้จักทหารเหล่านี้ดีในนามว่า "ฟอร์ซ รีคอน"
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 1:54 am

The Force Reconnaissance Companies (abbreviated as either 'Force Recon' or FORECON), are one of the United States Marine Corps's special operations "capable" forces that provide pertinent military intelligence to the combined combat elements of the Marine Air-Ground Task Force (MAGTF); either supporting the subordinate infantry units of the Fleet Marine Force (FMF), on the west coast, Pacific (FMFPac) and east coast, Atlantic (FMFLant).[1]

They are fully capable of operating independently behind enemy lines conducting deep reconnaissance, direct action (DA), and other supportive arms deemed necessary to the Fleet Marine Force. Using combined methods of heliborne and waterborne insertions and extractions in cohesion of conventional warfare, they are capable of performing unconventional special operations similar, or to the extent, to those of the United States special operations forces of USSOCOM (e.g. Navy SEALs, Army Special Forces and Rangers, or Air Force Combat Controllers), although Force Recon's missions and tasks do differ by a margin.[2]

The Central Intelligence Agency (CIA) often looks to MARSOC and specifically Force Reconnaissance to recruit operators into their elite Special Activities Division (SAD). SAD is the home of the storied Special Operations Group (SOG) which conducts covert action paramilitary operations.[3] The history of joint Force Recon and CIA operations is substantial and long standing. It includes a unique lashup with the highly secretive Military Assistance Command, Vietnam - Studies and Observations Group (MACV-SOG) during the Vietnam War


http://en.wikipedia.org/wiki/United_States_Marine_Corps_Force_Reconnaissance

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 10:47 pm

ความเป็นมา

จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน 227 ปี ของเหล่านาวิกโยธินสหรัฐ ทหารเหล่านี้ไม่มีอะไรที่เน้นหนัก
ในด้านของการลาดตระเวณสอดแนมเลย ในปฏิบัติการประเภทสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก 180 ภารกิจ
ที่ได้ผ่านมาแล้ว เมื่อครั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่นาวิกฯ ทำก็คือ แค่การส่งทหารจำนวนหนึ่ง
ล่วงหน้าไปสังเกตการณ์ในจุดที่ตนเองสงสัยว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น ในยุคของการรบด้วยปืนคาบศิลานั้น
ยังสู้รบแบบเปิดเผยตัวกันอยู่ หลักการรบในตอนนั้นจริงๆ ก็คือ การพุ่งเข้าตีตรงหน้า แล้วสาดกระสุน
ใส่กันอย่างใครดีใครอยู่ ไม่ใช่การสอดแนม และภารกิจต่างๆ ก็ยังไม่มีอะไรที่สำคัญทางยุทธศาสตร์
อย่างการรบกันแบบชาติต่อชาติ

การได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้กองทัพนาวิกฯ ได้พบกับบทบาทใหม่อันสำคัญ คือ
แทนที่จะเป็นกำลังหนุนอยู่ในเรือยามที่เกิดยุทธนาวีอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน นาวิกฯ กลับกลาย
เป็นกำลังหลักอันเข้าต่อสู้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพต่อกองทัพของสมเด็จพระจักรพรรดิ
ด้วยกำลังทหารอาสาสมัครกว่าครึ่งล้านนายที่หมุนเวียนผ่านเหล่าตลอดช่วงเวลาของสงคราม

เช่นเดียวกับกองทัพบกที่ต้องตั้งหน่วยพิเศษขึ้นมาตามความจำเป็นเพื่อสู้ศึกกับข้าศึก
ผู้ชำนาญทั้งทักษะในการรบและภูมิประเทศ อากาศและจำนวนของทหาร นาวิกฯก็ได้
สร้างหน่วยทหารของตนเองขึ้น เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้เช่นกัน
และในปัจจุบันนี้หน่วยลาดตระเวณ ด้วยกำลังยังคงจัดอัตรากำลังตามแนวความคิดเดิมตั้งแต่
เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ หน่วยจู่โจมนาวิกโยธิน (Marine Raiders) และ
หน่วยลาดตระเวณสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก (Amphibious Recon)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 11:06 pm

แม้ว่าหน่วยจู่โจมนาวิกฯ นี้จะมีอายุสั้นเพียง 2 ปี ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในช่วงเวลา
อันแสนสั้นนี้พวกเขาได้สร้างวีรกรรมอันประกอบขึ้นจากความกล้าหาญจนเป็นที่ปรากฏแล้ว
ในประวัติศาสตร์อเมริกาหลายครั้ง ในความเป้นจริงแล้วแนวความคิดในการตั้งหน่วยทหารนี้
ขึ้นมาเป็นไปอย่างง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน

เหตุผลก็สืบเนื่องมาจากการที่กองทัพญี่ปุ่นได้กวาดทั้งกำลังของ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์
และอเมริกันตกไปจากพื้นที่แถบเอเชียตะวันออก ระหว่างปี 1941-1942 หลังจากโจมตีกองทัพเรือสหรัฐ
อย่างไม่ทันตั้งตัวที่ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ทำให้สหรัฐต้องหามาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากการส่ง
หมู่บินทิ้งระเบิดของ จิมมี่ ดูลิตเติล ไปทิ้งระเบิดที่โตเกียว หน่วยรบนั้นจะต้องมีความสามารถสู้รบ
ได้อย่างคล่องตัว แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็ต้องมีกำลังชนใหญ่เกินกว่าขนาดของตนเอง

ขณะที่สหรัฐกำลังบอบช้ำอยู่กับซากเรือรบใหญ่น้อยในฐานทัพ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ นายทหารนาวิกโยธิน
นามพลโท โธมัส ฮอลคอมบ์ ตระหนักดีว่าอเมริกาควรจะมีหนทางบ้างที่จะตอบโต้ข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว
และรุนแรง ในขณะที่เหล่าทัพต่างๆ และระบบอุตสาหกรรมของสหรัฐกำลังพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่ง
อย่างเต็มที่นี้ ข้าศึกจะต้องไม่มีเวลาพักหายใจ ด้วยเหตุนี้เองกองพันจู่โจมนาวิกโยธินที่ 1 และ 2
จึงเกิดขึ้นตามลำดับ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพันโท "เร้ด ไมค์" เอ็ดสัน และ อีแวนส์ คาร์ลสัน
และในฤดูร้อนปี 1942 นาวิกฯ เหล่านี้ก็ได้ออกสู่สมรภูมิเป็นครั้งแรกที่หมู่เกาะโซโลมอนเพื่อสู้รบกับญี่ปุ่น
ศัตรูผู้สร้างความอัปยศอดสูให้กับชาติตน เมื่อครั้ง เพิร์ล ฮาร์เบอร์

7 สิงหาคม 1942 คือวันที่กองพันจู่โจมนาวิกโยธินที่ 1 ด้วยการสนับสนุนของทหารอีก 1 กองพันของกรมท่ี 5
ได้ยกพลขึ้นบกที่เกาะทูลาไก เมื่อยิ่งรุกเข้าไปในแผ่นดินมากขึ้น ข้าศึกก็ยิ่งต้านทานหนักขึ้น ในที่สุด
ฝ่ายอเมริกันก็รู้ว่า ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนเงียบสงบนี้ ข้าศึกยังมีอะไรๆ ซ่อนเอาไว้อีกมากมาย
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 11:30 pm

คืนเดียวกันนั้นเอง การบุกเข้าโจมตีของญี่ปุ่นก็เริ่มขึ้นตลอดแนวป่าและสามารถเจาะแนวตั้งรับ
ของกองร้อยเข้ามาได้ แม้นาวิกฯ จะสังหารข้าศึกได้มากในเขตรอบนอกฐาน แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงแทรกแซง
เข้ามาจนบุกโจมตีส่วนรักษาพยาบาล ส่วนบัญชาการและถึงกองกำลังส่วนหลัง

นาวิกฯ เต็มไปด้วยความโล่งใจเมื่อยามเช้ามาถึง หลังจากการเคลียร์พื้นที่ทั่วทั้งเกาะก็ปรากฏว่า
ทหารญี่ปุ่นประจำที่มั่นบนเกาะทั้ง 350 นายถูกสังหาร ที่เหลืออีก 3 นายยอมวางอาวุธ ส่วนนาวิกฯ
เสียชีวิต 5 นาย และบาดเจ็บอีก 33 ต่อจากนั้นหน่วยจู่โจมนี้ก็ต้องเคลื่อนไปรบยังกัวดัลคาแนล
ในฐานะหน่วยรบหลักอีกครั้ง รวมกับกองพลนาวิกโยธินที่ 1 ในศึกครั้งประวัติศาสตร์

ในศึกครั้งนั้นได้มีการตัดสินใจแล้วว่าจะให้กองพันจู่โจมนาวิกโยธินที่ 2 เข้าสู่การรบในภารกิจ
แยกต่างหากซึ่งเหมาะสมกับกองพันนี้ ดังนั้นในวันที่ 17 สิงหาคม 1942 เรือดำน้ำนอติลุส
(คนละลำกับที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นลำแรก) และอาร์โกน็อท ก็ขนหน่วยจู่โจมนาวิกฯ
จำนวน 2 กองร้อยออกเข้ามาสู่หมู่เกาะปะการังมาคิน ก่อนที่จะปล่อยหน่วยจู่โจมนี้
ออกสู่ทะเลอันบ้าคลั่งเพื่อให้ทหารแทรกซึมเข้าสู่เกาะ

หลังจากต้องต่อสู้กับทั้งลมและคลื่นอันรุนแรง ทหารผู้เหนื่อยอ่อนและมียุทโธปกรณ์ติดตัวไป
เพียงไม่กี่ชิ้นนี้ สามารถขึ้นฝั่งได้ในสภาพที่อิดโรยเต็มที พวกเขาต้องต่อต้านทั้งการบุกเข้าโจมตี
ตรงหน้าพร้อมๆ กัน และต้องอดทนต่อการทิ้งระเบิดอยู่ตลอดเวลาของญี่ปุ่น แต่เมื่อได้ทราบ
จากคนพื้นเมืองบนเกาะนี้ว่าญี่ปุ่นจะมีกำลังเสริมเดินทางมาสมทบอีกในไ่ม่ช้าก็จำเป็น
ต้องถอนตัวกลับมายังเรือดำน้ำในตอนกลางคืนตามแผน แต่เครื่องยนต์เรือยางก็ขัดข้อง
เนื่องจากคลื่นสูงและแรงมาก จนทำให้ทั้งหมดต้องหันกลับไปสู่เกาะ อาวุธต่างๆ สูญหาย
จนพันโทคาร์สัน ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย นอกจากต้องตัดสินใจยอมแพ้แก่ญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 4:41 pm

เมื่อขึ้นฝั่ง เมื่อทหารของคาร์ลสันพบทหารญี่ปุ่นก็ได้แสดงความต้องการว่าจะยอมวางอาวุธแต่โดยดี
แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ไม่เป็นไปดังสถานการณ์ของคาร์ลสัน เพราะนาวิกฯ พวกอื่นๆ ที่ขึ้นฝั่งได้
ต่างก็บุกตะลุยและสังหารทหารญี่ปุ่นได้ที่นี่มากมาย (รวมทั้งอาจจะเป็นทหารญี่ปุ่นคนที่ได้รับ
ข้อความขอยอมแพ้นั้นด้วย) จนในที่สุดก็รายงานไปยังหน่วยเหนือได้ว่า การต่อต้านของทหารญี่ปุ่น
บนเกาะนี้ ได้หมดสิ้นไปแล้ว

โดยที่ชุดจู่โจมต่างๆ นี้ ไม่ได้ทราบเลยว่่า การที่พวกเขาทำลายฐานที่มั่นและต่อต้านญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดายบนเกาะนั้น
เป็นแผนลวงของญี่ปปุ่น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่กองกำลังหลัก จนกระทั่งวันต่อไปเมื่อเรือดำน้ำได้เ้ข้าไปใกล้มากพอที่จะรับ
หน่วยจู่โจมจึงได้ถอนตัวออกมา แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใดจึงยังคงเหลือทหารไว้ที่นั่นเป็นจำนวน 9 นาย
ทหารที่เหลือไว้ทั้งหมดนี้ ได้ถูกญี่ปุ่นจับตัวได้และสังหารเสียด้วยการตัดหัวในวันต่อมา

แม้ว่าจะเกิดความวิบัติขึ้นที่มาคินก็ตาม แต่ถูกมองว่าเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงในสหรัฐ
ญี่ปุ่นเองก็เริ่มจะทราบแล้วว่า นาวิกโยธินสหรัฐ นั้นจะเคลื่อนพลไปที่ไหนอย่างไรก็ได้
เดือนต่อมาทั้งกองพันจู่โจมนาวิกโยธินที่ 3 และ 4 ก็ถูกตั้งขึ้น แต่ก็ถูกปรับอัตรากำลังใหม่ให้เป็นระดับกรม
เพื่อให้มีขีดความสามารถมากขึ้นไปอีก สำหรับสงครามใหญ่กับญี่ปุ่นตามเกาะแก่งต่างๆ ที่จะตามมา
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 5:12 pm

ในบริเวณสู้รบ เช่น แถบหมู่เกาะโซโลมอนกลาง เกาะกวม นิวจอร์เจีย และ บูเกนวิลล์ เหล่านักรบจู่โจม
ของนาวิกโยธินนี้ ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหอกบุกเข้าโจมตีให้แก่กองกำลังทหารนาวิกโยธินเองและกองทัพบกด้วย
สำหรับกองพัน 2 กองพันแรกต้องประสพกับความสูญเสียกำลังพลกว่า 100% และสูญเสียเป้นจำนวน 892 นาย
จากจำนวนทั้งหมด 4 กองพัน นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,400 นาย

บั้นปลายของกองกำลังจู่โจมนาวิกโยธินนี้ แทบจะไม่มีอะไรเลยที่แตกต่างไปจากเหล่าเรนเจอร์ของกองทัพบก
ในสมรภูมิยุโรป เมื่ออเมริกาเริ่มมีความได้เปรียบข้าศึกมากขึ้นเรื่อยๆ ความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องส่งหน่วยทหาร
ขนาดเล็กเข้าไปอยู่หลังแนวข้าศึกก็ลดน้อยลง กองพันจู่โจมต่างๆ ของนาวิกโยธินจึงได้ถูกรวบรวมขึ้น
จัดอัตรากำลังใหม่ให้เป็นกรมนาวิกโยธินที่ 4 อันเป็นสืบเนื่องมาจากการที่หน่วยได้สร้างวีรกรรมเอาไว้มากมาย
ตั้งแต่ปี 1942 ถึง 1944 อันเป็นคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อกองทัพอเมริกา

ปัจจุบันนี้มีอยู่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เมื่อสมัยสงครามแปซิฟิคตอนต้น ญี่ปุ่นถูกมองด้วยความยำเกรงว่า
เป็นยอดแห่งทหาร ทั้งเลือดเย็น ไร้ความปรานี อย่างที่กองทัพทางตะวันตกยากจะต้านทาน
เหล่านักรบจู่โจมของนาวิกโยธินสหรัฐ คือผู้ที่ก้าวมาทันเวลาเพื่อทำให้ชาวโลกตื่นจากความฝัน
นักรบผู้กล้าเหล่านี้หันเหกระแสแห่งสงคราม ให้ไหลกลับไปยังข้าศึก เมื่อสหรัฐเปลี่ยนท่าที
จากฝ่ายเพลี่ยงพล้ำมาเป็นฝ่ายรุกไล่ เมื่อข้าศึกโจมตี นาวิกฯ จะตีโต้ตอบได้หนักกว่า
เมื่อใดที่นาวิกฯ รุกไล่ ข้าศึกจะไม่มีโอกาสเลยแม้แต่น้อยที่จะหายใจ นาวิกฯ สหรัฐ คือ
ทหารผู้ประกาศให้โลกได้รู้จักความกล้าหาญในรูปแบบใหม่ และให้รู้ด้วยว่า พวกญี่ปุ่น
ไม่ได้มีอะไรเหนือกว่าอเมริกันเลยแม้แต่น้อย

หน่วยลาดตระเวณสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกของนาวิกโยธิน เข้าสู่สมรภูมิภายในเวลาปีกว่าๆ
ภายหลังหน่วยจู่โจม และการมีขึ้นของหน่วยก็เป็นสาเหตุเดียวกับที่หน่วยจู่โจมนาวิกฯ ต้องถูกยุบลงไป
เมื่อญี่ปุ่นต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและอเมริกาได้เคลื่อนพลและยุทโธปกรณ์อันเหนือกว่าเข้าสู้รบ
ต่อไปก็ถึงเวลาแล้วที่จะหันเหไปสนใจในยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ บ้าง หมู่เกาะทั้งหลายที่มีกระจัดกระจาย
กันอยู่ทั่วไปในมหาสมุทรแปซิฟิคนี้ มีคุณค่าในแง่ของยุทธศาสตร์ของการรุกเข้าสู่เกาะญี่ปุ่นเองมาก
นาวิกฯ จึงได้ตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่ตนต้องมีหน่วยทหารทำหน้าที่ลาดตระเวณขึ้นมาโดยเฉพาะ
ไว้ใช้งานสำรวจตรวจตราเกาะต่างๆ ในแปซิฟิคที่กองกำลังหลักต้องยกเข้าครอบครองว่า
เกาะใดมีกำลังข้าศึกหนาแน่นมากพอที่จะส่งกำลังหลักเข้ารบ หรือเกาะไหนที่เหมาะกับกองกำลังขนาดเล็ก
ไม่ต้องใช้ทหารมาก กำลังส่วนใหญ่จะได้ยกไปยังเกาะอื่นเลยอย่างรวดเร็ว
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 11:18 pm

กองทัพเรือเองก็มีหน่วยประดาน้ำหรือนักทำลายใต้น้ำ (UDT) เพื่อไว้ใช้ลาดตระเวณแนวปะการังและชายฝั่ง
ก่อนจะยกพลขึ้นบก แต่สำหรับนาวิกโยธินแล้ว ปัญหาหนักหนาสาหัสกว่านั้นมาก เพราะต้องประมาณ
ทั้งกำลังของข้าศึกและทั้งสิ่งกีดขวาง นาวิกฯ ต้องทราบได้อย่างแน่ชัดว่าเกาะไหนที่จำเป็นต้องใช้กำลัง
ขนาดใหญ่เข้าโจมตี หรือเกาะไหนที่ใช้เพียงหน่วยทหารขนาดเล็ก เพื่อเข้าโจมตีค่ายทหารญี่ปุ่นเล็กๆ
เพื่อยึดครองเอาไว้ด้วยตัวเองก่อนที่จะยกพลข้ามไปยังเกาะอื่นๆ

หน่วยลาดตระเวณหน่วยแรกของกองทัพนาวิกโยธินนี้ประกอบไปด้วยทหาร 24 นาย มีชื่อเรียกแต่แรกว่า
เป็นชุดสังเกตการณ์ (Observer Group) ซึ่งได้ถูกตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ โดยให้อยู่ภายใต้
การบังคับบัญชาของร้อยเอก เจมส์ โลแกน ภารกิจเริ่มแรกก็คือ การสนับสนุนการยกพลขึ้นบกที่อาฟริกาเหนือ
แต่ปรากฏว่า แผนได้ถูกเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา

หากจะพูดถึงความโดดเด่นของนาวิกโยธิน ข้อกังขาข้อหนึ่งที่ผู้สนใจยังติดใจกันอยู่ก็คือว่า
ทำไมในการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี อเมริกาจึงไม่ใช้นาวิกโยธินเป็นหัวหอก ทั้งๆ ที่เชี่ยวชาญการรบ
แบบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกดี เรื่องของเรื่องก็คือว่า กองทัพบกยังคงมีความอิจฉาความมีชื่อเสียงโด่งดัง
ของกองทัพนาวิกโยธินอยู่มากมาตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว และในตอนนี้ก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่
แล้วว่าสมรภูมิยุโรป (European Theatre of operation หรือ ETO) ควรจะเป็นเรื่องที่กองทัพบกสามารถจัดการ
ได้ด้วยตัวเอง ส่วนนาวิกโยธินควรจะไปบุกทางแปซิฟิคจะดีกว่า (ในการยกพลขึ้นบกอันเป็นปฏิบัติการ
สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ชายฝั่งฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944
มีนาวิกโยธินสหรัฐปรากฏตัว ที่นั่นเพียง 4 นายเท่านั้น ในฐานะผู้สังเกตการณ์)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 21, 2009 12:05 am

ในเดือนมกราคม ปี 1943 ชุดสังเกตการณ์ของนาวิกโยธินนี้ได้ถูกขยายกำลังออกเป็นกองร้อยลาดตระเวณ
สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก และต่อมาก็ได้ปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในปีเดียวกัน เมื่อเวลาล่วงเลยเที่ยงคืนของ
วันที่ 21 พฤศจิกายน ไปเพียงเล็กน้อย กองร้อยลาดตระเวณนี้ก็ถูกปล่อยออกจากเรือดำน้ำนอติลุส
นอกชายฝั่งเกาะอาปามามา ทางตอนใต้ของทาราวา เมื่อเข้าปะทะกับทหารญี่ปุ่น กองร้อยนี้ก็ต้องพบกับ
ความสูญเสียเป็นครั้งแรก แต่ในที่สุดก็สามารถทำลายค่ายทหารญี่ปุ่นอันมีจำนวนทหาร 30 นายได้สำเร็จ

แล้วภารกิจอื่นๆ ก็ตามมาอีกมากมาย จนกระทั่งในเดือนเมษายน 1944 กองร้อยลาดตระเวณนี้
ก็ได้ถูกขยายอัตรากำลังให้เป็นกองพัน แต่ก็ยังอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโจนส์อยู่
แต่สิ่งที่เพิ่มมาก็คือ ได้เรือ APD(Assault Personnel Destroyer) เข้ามาเพิ่มเติมด้วย

การสู้รบในระหว่างหมู่เกาะไทเนียน ช่วงเดือนกรกฏาคม 1944 ทำให้เกิดข้อโต้แย้งกันขึ้นระหว่างบรรดา
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ กับ กองทัพนาวิกโยธิน ในแง่ที่ว่าหาดใดคือหาดที่เหมาะสม
ต่อการเข้าโจมตีหรือเพียงแต่ส่งหน่วยทหารขึ้นบกไปเพื่อยึดครองดี กองทัพเรือมีความเห็นว่า
ควรจะใช้เรือปืนยิงและส่งหน่วยทหารขนาดใหญ่ขึ้นไปที่เกาะนี้เสียเลย แต่กองทัพนาวิกโยธิน
ยืนยันว่า ต้องการจะส่งเพียงหน่วยลาดตระเวณขนาดเล็กขึ้นสืบค้นที่มั่นของข้าศึกเสียก่อน
ในที่สุดหน่วยลาดตระเวณสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกของนาวิกฯ จึงต้องเล็ดลอดขึ้นสู่แต่ละหาด
โดยอาศัยความมืดเพื่อสอดแนม แต่แล้วก็พบว่าบางเกาะมีสภาพเต็มไปด้วยที่มั่นดัดแปลง
บางเกาะก็ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ เลย และเมื่อเริ่มการโจมตีก็ไม่ปรากฏว่า มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น
จึงนับว่าหน่วยลาดตระเวณของนาวิกฯ ช่วยประหยัดเวลาให้แก่กองทัพของสัมพันธมิตรได้มาก
มิฉะนั้นแล้วสงครามอาจจะยืดเยื้อออกไปอีก เพราะอเมริกาและสัมพันธมิตรมัวแต่เชื่องช้าอยู่กับ
การขนทหารไปวางกำลังตามเกาะแก่งต่างๆ มากกว่าจะเร่งเคลื่อนที่เข้าหาเกาะญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 30, 2009 7:09 pm

ส่วนทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิคตะวันตก นาวิกฯ ได้ใช้หน่วยยามรักษาการฝั่ง (Coast Watchers) เพื่อทำหน้าที่
ประสานงานให้กับทั้งนาวิกโยธินสหรัฐและออสเตรเลีย ผู้ทราบดีทั้งทางด้านภูมิประเทศและภาษา บางครั้งก็เป็น
ชนพื้นเมืองในแถบนั้นด้วย เมื่อหน่วยจู่โจมของนาวิกโยธินขึ้นบกในศึกครั้งสำคัญและรุนแรงที่สุดของนิวจอร์เจีย
เขาเหล่านั้นก็นำทางทหารเข้าสู่ฝั่งด้วยทีมลาดตระเวณไกลซึ่งประจำอยู่ในจุดต่างๆ ตามภูมิประเทศอยู่แล้ว
ระหว่างช่วงเวลาการรับใช้ชาติอันสั้นของหน่วยลาดตระเวณสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกนี้ พวกเขาได้พลีชีพไปในการรบ
รวม 44 นาย

ในยามสงบหน่วยลาดตระเวณสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกได้ถูกยุบไป กระนั้นก็ตามแนวความคิดของหน่วยรบประเภทนี้ก็ยังคงอยู่
และในปี 1948 เรือดำน้ำชื่อ เพิร์ช ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นยานลำเลียงสำหรับการฝึกหรือเพื่อใช้ปฏิบัติภารกิจต่อไป
ต่อมาเมื่อถึงยุคของสงครามเกาหลี กองร้อยลาดตระเวณนี้ก็ได้ถูกนำเข้าประจำการใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้จู่โจม
ควบคู่ไปกับ หน่วยนักทำลายใต้น้ำของกองทัพเรือ เบื้องหลังแนวรบของเกาหลีเหนือ

หน่วยลาดตระเวณอีกกองร้อยหนึ่งได้ถูกตั้งขึ้นที่ค่ายเลอจูน และฝึกสำหรับการจู่โจมและลาดตระเวณด้วยการใช้
ทั้งเรือ APD เรือดำน้ำ และ เรือยางยนต์

หลังสงครามเกาหลี กองทัพนาวิกโยธินได้เริ่มทดลองการลำเลียงทหารเข้าสู่พื้นที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์
ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการเคลื่อนย้ายกำลังอย่างคล่องตัวได้ในทุกๆ ที่ หน่วยรบรูปแบบเดียวกับหน่วยรีคอนนี้
ได้ถูกตั้งขึ้นอีกเพื่อให้สอดแนมบริเวณยกพลขึ้นบกและทำหน้าที่เป็นชุดนำทาง (Pathfinder) ในเดือนมิถุนายน 1957
หมวดลาดตระเวณจู่โจมทางอากาศก็ถูกรวมเข้ากับกองร้อยลาดตระเวณสะเทิ้นนำสะเทิ้นบกที่ 1 ในแถบแปซิฟิค
เพื่อตั้งเป็นกองร้อยลาดตระเวณด้วยกำลังที่ 1 (1 Force Reconnaissance Company) กำลังทหารที่เป็นโครงสร้างหลัก
ถูกย้ายไปทางตะวันออกเพื่อตั้งกองร้อบลาดตระเวณด้วยกำลังที่ 2 ขึ้น โดยสมทบการบังคับบัญชากับ
กองเรือแอตแลนติค และประจำการในปี 1958
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 30, 2009 10:37 pm

เช่นเดียวกับทั้งหน่วยจู่โจมและหน่วยลาดตระเวณสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นน้ำบกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
กองร้อยลาดตระเวณด้วยกำลังนี้เป็นที่สนใจของทหารมีฝีมือจำนวนมากในเหล่านาวิกฯ ซึ่งต้องการ
จะเป็นหน่วยรบชั้นหัวกะทิให้ได้ อันเนื่องจากนาวิกฯ ทุกคนได้ถูกพิจารณาแล้วว่าเป็นนักรบฝีมือฉกาจ

เพื่อให้หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังได้มีขีดความสามารถในทางยุทธวิธียิ่งขึ้น จึงได้เพิ่มหลักสูตรโดดร่ม
เข้าไปด้วยในเวลาต่อมา แต่วิธีการโดดเพื่อแทรกซึมนี้ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงทั้ง HAHO และ HALO
อันเป็นเทคนิคการโดดแบบฟรีฟอล (ดิ่งพสุธา) ต้องถือว่าในบรรดาหน่วยรบพิเศษแล้ว หน่วยลาดตระเวณ
ด้วยกำลังของนาวิกโยธินสหรัฐ เป็นหน่วยทหารหน่วยแรกที่เริ่มโดดร่มแบบฟรีฟอลนี้

นอกจากนี้ก็ยังฝึกการเข้าและออกจากเรือดำน้ำขณะดำอยู่ การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจใต้น้ำ (สกูบา)
การใช้เรือยนต์ขนาดเล็ก และการโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ รวมทั้งการต่อสู้ระยะประชิด (ทั้งด้วยอาวุธและแบบมือเปล่า)
การเข้าสู่พื้นที่สู้รบ การหลบหลีก หลีกหนีข้าศึกและทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสู้รบหลังแนวข้าศึก

คำว่า "กำลัง" (FORCE) ในฟอร์ซ รีคอน หรือหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังนี้ ไม่ได้มีความหมาย
เหมือนกับคำว่า "แสนยานุภาพ" (POWER ที่แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วค่อนข้างจะไปด้วยกันได้ดี)
แต่หมายถึงกองกำลังรบนอกประเทศ (Marine Expeditionary Force) อันทำให้ฟอร์ซ รีคอน มีความแตกต่าง
จากกำลังประเภทกองพันลาดตระเวณ (Battalion Recon) ซึ่งอย่างหลังนี้เปรียบได้กับกองกำลังลาดตระเวณ
ที่สมทบกับกองพันต่างๆ ของทัพบก และได้ถูกออกแบบเพื่อลาดตระเวณทางยุทธวิธีในระยะ 10 ไมล์
จากที่ตั้งของหน่วยหลัก แต่หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังนี้จะปฏิบัติการภารกิจลาดตระเวณทางยุทธศาสตร์
ลึกเข้าไปหลังแนวข้าศึกโดยขึ้นตรงต่อหน่วยบัญชาการของกองทัพหลัก
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 30, 2009 11:07 pm

ถึงแม้ว่าในตอนต้นทศวรรษ 1960 หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังของนาวิกโยธินจะกลายเป็นหน่วยทหาร
ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดของกองกำลังปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ มันก็ยังเป็นที่รู้จักกันในวงแคบ
เว้นแต่ในหมู่ทหารอาชีพเท่านั้น (ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ข่าวสารทุกอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับหน่วยลาดตระเวณ
นาวิกโยธิน ถูกประทับตราเอาไว้ว่า "ลับสุดยอด" เนื่องจากผู้บังคับบัญชาหลายนายไม่ต้องการให้ฝ่ายญี่ปุ่น
รู้ว่าหน่วยนี้มีตัวตนอยู่จริง)

ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 1962 กับเหล่านาวิกโยธิน เมื่อกองทัพเรือได้สร้างหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลัง
ของตนเองขึ้นอย่างเอิกเกริก คือ หน่วยซีล ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นด้วยการเพิ่มขีดความสามารถทั้งการรบทางอากาศ
และทางบก ให้กับหน่วยนักทำลายใต้น้ำ (ยูดีที) การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของ
ประธานาธิบดีเคนเนดี้ ที่ให้ความสำคัญกับการสงครามนอกแบบมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะหน่วยกรีน เบเร่ต์
ของกองทัพบก เริ่มจะมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นจนกองทัพเรือเองก็รู้สึกว่า เหล่าของตนไม่ควรจะด้อยกว่ากองทัพบก
และต้องการที่จะมีส่วนร่วมในวงการปฏิบัติการพิเศษด้วย

โดยเริ่มแรกนั้นหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังยังไม่ต้องการที่จะเข้าฝึกร่วมกับหน่วยรบปฏิบัติการพิเศษนี้
โดยให้ข้อสังเกตว่าทหารเรือมีเวลา 18 เดือนสำหรับการฝึก แต่กับหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังของนาวิกฯ นี้
กลับให้เวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งนักรบจากต่างเหล่าเป็นหน่วยรบที่ค่อนข้างจะไปด้วยกันได้ยาก แต่ไม่นานนัก
หลังจากเกิดสงครามเวียดนามขึ้น กองทัพก็ยอมให้ทหารทุกหน่วยได้แสดงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่

หลังจากนาวิกฯ ได้ขึ้นฝั่งที่ดานัง ในเดือนมีนาคม 1965 เหล่านาวิกฯ ก็เข้าสู้รบส่วนใหญ่ในสงครามทางบก
อย่างเต็มรูปแบบ
โดยปฏิบัติการอยู่ทางภาคเหนือของเวียดนาม โดยมีหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังทำหน้าที่
เป็นทั้งหูและตาให้กับนาวิกฯ
ช่วงที่สงครามดำเนินไปอย่างเข้มข้นถึงขีดสุดนั้นประมาณได้ว่ามีทีมลาดตระเวณด้วยกำลัง
ถึง 40 ทีม ในสนามรบ ทั้งหมดนี้ได้ถูกส่งเข้าสู่พื้นที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ โดยใน 1 ทีม ประกอบไปด้วยทหาร 4 นาย
จะเข้าประจำที่มั่นเพื่อควบคุมเส้นทางหรือพื้นที่ใกล้ๆ กับฐานที่มั่นของพวกคอมมิวนิสต์
เพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหวของข้าศึก
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 30, 2009 11:39 pm

ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-60.htm

บินทหารสหรัฐมาไทยอินเดียบังคับลงใบผ่านไม่ครบ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552
คมชัดลึก :อินเดียบังคับเครื่องบินทหารสหรัฐพร้อมนาวิกโยธิน 205 นาย
ลงจอดระหว่างมาไทยเพราะมีใบผ่านไม่ครบ

ทีเค ซิงค์ โฆษกกองทัพอากาศอินเดียเปิดเผยในวันนี้ว่า กองทัพอากาศอินเดียได้สั่งการ
ให้เครื่องบินเช่าเหมาลำๆหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งบรรทุกนาวิกโยธินสหรัฐฯ 205 นาย
เดินทางจากเมืองฟูไจราห์ ในสหรัฐฯอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเดินทางมายังกรุงเทพฯ
ลงจอดที่ท่าอากาศยานมุมใบในวันนี้ เพราะไม่มีใบอนุญาตเดินทางที่จำเป็นต้องมี
สำหรับเดินทางผ่านน่านฟ้าของอินเดีย นายซิงค์เปิดเผยว่าผู้โดยสารทั้งหมดอยู่บนเครื่องบิน
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยื่นคำขอเอกสารที่ขาดหายไป ความขัดแย้งในเรื่องเอกสารใบผ่านน่านฟ้าครั้งนี้
มีขึ้นเพราะตามปกติ เครื่องบินต่างชาติจะต้องมีใบอนุญาตสองชุดก่อนจะได้บินเหนือน่านฟ้าอินเดีย
ซึ่งในกรณีนี้ เครื่องบินสหรัฐฯมีใบอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนอินเดียแล้ว
แต่ขาดใบอนุญาตที่เรียกว่า"แอร์ โอเปอรชั่นส เราติ้ง" หรือ AOR

http://blog.taragana.com/n/india-clears-grounded-chartered-us-marine-plane-199162/
http://24dunia.com/english-news/topheadlines-news/showgroup/4229401.html
http://www.asiantribune.com/news/2009/10/20/detained-marines-carrying-us-military-plane-allowed-fly

The grounded US plane

The detained marines-carrying US military plane allowed to fly

By Gopal Ethiraj

The US chartered plane carrying American marines among 205 passengers to Bangkok,
which was ordered by authorities to land at Mumbai airport for flying over Indian airspace
without getting mandatory military clearance, took off on Monday after being grounded for over 33 hours.
The aircraft was ordered to land in Mumbai on Sunday after it entered Indian airspace as
there was some confusion about its call sign, a Mumbai airport official said.
The US military chartered Boeing 767 plane, belonging to North American Airlines,
was on way from Fujiriah in the UAE to Utapao in Bangkok. It landed at Mumbai airport
at 0752 hours yesterday and was parked at a remote bay.
After clearance of necessary regulatory permissions and payment of navigational charges,
the aircraft was allowed by Indian Air Force (IAF) and Directorate General of Civil Aviation (DGCA)
to resume its flight, also following a probe, according to a Mumbai Air Traffic Control (ATC) official.
Foreign military aircraft have to obtain two sets of clearances before flying over India.
As the aircraft was carrying military personnel, it should have obtained Air Operation Routing
clearance (AOR), needed for a military aircraft.
Hence the aircraft when it entered Indian air space,
the IAF ordered it through radio communication to land in Mumbai.
This is the fourth incident of a foreign aircraft violating rules relating to obtaining
of clearance to fly over Indian airspace or other disputes since June this year.


On June 20, a Ukrainian-made military cargo aircraft AN-124, chartered by US defence forces
for flying out military equipment from its base in Diego Garcia Island to Kandahar in Afghanistan,
was caught in a similar situation. The IAF had ordered it to land in Mumbai.
It was detained for 24 hours and was asked to fly out after it obtained necessary clearance.

On August 27, the IAF radar in Punjab had picked up an Air France aircraft (A-343) flying from
Paris to Bangkok, as it did not have a proper identity. The IAF scrambled MIG-29 fighter jets to intercept it
and it was asked to identify whether it was a friend or a foe. In the first week of September,
a China-bound cargo plane of the United Arab Emirates (UAE) Air Force was detained
and its ten crew members were questioned after customs officials found arms and
ammunition on board the aircraft.
The plane had made a scheduled transit landing at
the Netaji Subhash Chandra Bose airport, Kolkata. And their routine declaration submitted
to authorities did not disclose that arms and ammunition the plane was carrying.

http://www.indiaenews.com/business/20091020/227464.htm

After a seven-hour drama, a chartered US military aircraft that was detained at Mumbai airport
Sunday morning by Indian authorities after it failed to correctly identify itself, was given
the green signal to proceed, an airport official said.'The customs, immigration and other
procedural formalities are being completed. The aircraft is expected to take off around 2.30 p.m.,
the official said.The chartered Boeing 767 belonging to North American airlines, carrying 205 US
Marines from Fujairah (UAE) to Bangkok (Thailand), was ordered by the Indian Air Force
to land at Mumbai airport. It landed at 7.52 a.m. after the Air Traffic Control (ATC) found
a discrepancy in its call sign.The aircraft was directed to a remote parking bay of the airport
even as security and civilian personnel carried out further investigations.
The US marines were reportedly going on a holiday to Bangkok.
Officials of the IAF, Central Industrial Security Force and Mumbai customs reached the aircraft
and the IAF questioned the pilot.The IAF also co-ordinated with the US Embassy in New Delhi,
the Ministry of External Affairs and US authorities to sort out the matter.After hectic parleys,
the aircraft was finally given the clearance to leave, the official said.

http://fujairahinfocus.blogspot.com/2008/09/directions-from-dubai-to-fujairah.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Fujairah
http://www.globalsecurity.org/military/facility/fujairah.htm
Fujairah

25°07'N 56°20'E


As of January 1999 an announcement of a contract award was expected on
the Fujairah naval base project.

Construction of Fujairah Sea Port started in 1978 and finished in 1980. Its total area is 1,300,000 sq. meters.
It has three major docks, each 600 m. long and 12.5 m. deep. A fourth dock is 290 m. long and 7 m. deep.
There is a fifth for loading ships with a belt, to bring stones from the mountains of Fujairah,
where Fujairah Rock and Aggregate Co. is working. The whole area was distributed in an exemplary way to
al- low for a stone for containers that takes 12,500, 20 ft. containers. There is a refrigerated one with voltages
of 220 and 440 volts, in addition to an area of 170,000 sq.m. also prepared for storage.
Fujairah is located in the outer Gulf, just outside the Straits of Hormuz
which are the gateway to the Arabian Gulf (the inner Gulf).
Home to one of the world's most important oil regions, tankers constitute a majority of
the bunker buyers in this market. Tankers are often anchored in the Gulf of Oman while waiting for
employment in the Gulf, and the Fujairah bunker market is ideally situated for bunkering both inbound
and outbound vessels.








อืมม...มาจากดูไบ น่าคิดๆ? มาทำอะไรหว่า!!!

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t671-20.htm

ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ล้วนแต่พยายามดึง UN เข้ามาแทรกแซงไทยทั้งสิ้น
ฉนั้น ทุกฝ่ายในไทยถูกบงการโดยคนกลุ่มเดียวกันและเป็นพวกเดียวกัน
อาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้โดยตามกระแสสังคมก็ตาม
จึงเรียกยุทธวิธีนี้ ว่า แยกกันเดิน ร่วมกันตี
เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์การเปลี่ยนไทยให้เป็นระบอบสาธารณรัฐ
โดยมีประธานาธิบดี และ การปิดล้อมจีนทางด้านใต้


การร่วมมือกันของ ๒ กลุ่มคน ในการล้มล้างสถาบัน

ประเทศไทยในระบบประธานาธิบดี

รู้สำนึกกับไร้สำนึก

Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

อเมริกาประกาศว่า กลุ่ม Hezbollah เกี่ยวพัน กับ อิหร่าน และ อัลไกดา
เมื่ออาวุธที่จับได้ในไทยอ้างว่า ปลายทางอยู่ที่อิหร่าน จะกลายเป็น เหตุผลสำคัญ
ทำให้ อเมริกา ใช้กลุ่มก่อการร้าย (ที่อเมริกาสนับสนุนอยู่ลับๆ )
สร้างเหตุการณ์ในไทย เพื่อนำกองกำลัง UN เข้ามาอย่างสมเหตุสมผลก็เป็นได้
เหมือนกับ กรณีเหตุการณ์ อ่าวตังเกี๋ย ที่อเมริกาสร้างเรื่องขึ้นมา
ใช้เป็นเหตุผลในการส่ง นาวิกโยธิน เข้าสู่เวียดนาม และ บานปลาย
กลายเป็นสงครามเวียดนาม โดยใช้ไทยเป็นฐานทัพหลักในการถล่มเพื่อนบ้าน


http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t620.htm
ลับที่สุด!! เวียดกงหลอกสหรัฐฯ ถล่มกันเอง

โดย ผู้จัดการออนไลน์13 มกราคม 2551 22:12 น.

เอกสารลับที่เคยเป็นเรื่องลับสุดยอดจากยุคสงครามเวียดนามได้เปิดเผยความลับออกมาหลายอย่าง
รวมทั้งการที่หน่วยรบของกองทัพสหรัฐฯ บางหน่วยเคยถูกฝ่ายเวียดนามเหนือแสร้งเป็นพวกเดียวกัน
ส่งวิทยุหลอกแจ้งพิกัดให้ช่วยยิงถล่ม "ศัตรู" ซึ่งต่อมาได้ปรากฏว่า เป็นการยิงที่ตั้งฝ่ายสหรัฐฯ เอง

มีเรื่องราวที่ฝ่ายสหรัฐฯ ถูกหลอกแบบนี้ในหลายเหตุการณ์

ส่วนใหญ่ในเอกสารเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการถอดรหัสลับและการดักฟังการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม
FAS เปิดเผยสัปดาห์ที่แล้วว่า ในปี 2488 หน่วยดักฟังของสหรัฐฯ เคยดักสัญญาณโทรเลขที่
อดีตประธานโฮจิมินห์ของเวียดนามเหนือ ส่งถึงจอมพลโจเซฟ สตาลิน แห่งอดีตสหภาพโซเวียตได้

เอกสารจำนวนหนึ่งยังได้ตอกย้ำการโกหกของอดีตประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน เกี่ยวกับกรณี
ที่เรียกว่า "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" (Gulf of Tonkin Incident) เมื่อปี 2507 ซึ่งเป็นเรื่องที่
ผู้นำสหรัฐฯ กุขึ้นมาเพื่ออ้างเป็นสาเหตุเข้าแทรกแซงในเวียดนาม


เอกสารลับที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency) ยอมเปิดเผยนี้
เป็นไปตามกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ที่ร้องขอโดยสมาคมนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน
(Federation of American Scientists) หรือ FAS
เอกสารที่เคยเป็นความลับชุดนี้
มีความยาวกว่า 500 หน้ากระดาษ เป็นการดักฟังตั้งแต่ปี 2488 จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย
ที่สหรัฐฯ ต้องถอนหน่วยข่าวนี้ออกจากกรุงไซ่ง่อนในปี 2518 รวมเวลา 30 ปีเต็ม

ในช่วงสงครามนั้นมีบางครั้งที่ฝ่ายเวียดนามเหนือประสบความสำเร็จในการแทรกเข้าไปในระบบสื่อสาร
ของฝ่ายสหรัฐฯ สามารถตรวจจับการส่งสารต่างๆ ของฝ่ายสหรัฐฯ ได้จากภายในโดยตรง

และมีหลายโอกาสฝ่าย คอมมิวนิสต์ "ซึ่งติดต่อโดยใช้เครือข่ายวิทยุสื่อสารของพันธมิตรได้ร้องขอให้
หน่วยปืนใหญ่หรือหน่วยทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ไปถล่มที่ตั้งหน่วยทหารสหรัฐฯ เอง" สมาคมฯ กล่าว

เจ้าหน้าที่ของ FAS คนหนึ่งกล่าวว่า มันเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยในชีวิต

อย่างไรก็ตามเอการลับไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีครั้งต่างๆ
ตลอดจนความเสียหายที่กองทัพสหรัฐฯ ได้รับจากการถล่มกันเอง

เอกสารที่เพิ่งเปิดเผยนี้ได้โยงไปถึงเรื่อง "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" โดยรัฐบาลประธานาธิบดีจอห์นสัน
ได้กุเรื่องรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ในครั้งโน้นว่า เรือพิฆาตลำหนึ่งของสหรัฐฯ ถูกฝ่ายเวียดนามเหนือ
ใช้เรือเร็วเข้าโจมตี

รัฐบาล สหรัฐฯ กุเรื่องนี้ขึ้นมา ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สงครามในเวียดนามแบบถลำลึกลงไปทุกขณะ
แต่เอกสารลับนี้ระบุชัดไม่มีการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนที่รัฐบาลอ้างถึง


เจ้าหน้าที่ FAS กล่าวว่า เคยมีข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น
เอกสารลับยืนยันการโกหกพกลมอย่างเป็นทางการ
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000004948
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 31, 2009 12:22 am

ถึงภารกิจของพวกเขาตามที่ปรากฏในชื่อหน่วย จะหมายถึงแต่การลาดตระเวณเพียงอย่างเดียว
แต่ในทางปฏิบัติแล้วหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังก็ต้องสู้รบด้วย ทั้งการซุ่มโจมตีและจู่โจม โดยที่ข้าศึกไม่รู้ตัว
มีรายงานว่านาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารราบนั้นกว่า 80% ทีเดียวที่ต้องสู้รบกับข้าศึก ในจำนวนนี้
มีทหารหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังอยู่ 5% จึงเสมือนกับเป็นกฏแห่งการต่อตีไปเลยว่า เมื่อมีการสู้รบเกิดขึ้น
หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังก็ต้องเข้าปะทะด้วย เมื่อใดที่รีคอนเข้าปะทะแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนเหลือเกินว่า
ข้าศึกก็ต้องพบกับเหล่านักรบที่ถูกฝึกปรือมาเป็นอย่างดีซึ่งพร้อมจะเด็ดชีพของตนได้อย่างไม่ลังเล

ปี 1966 เป็นปีที่หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังได้ถูกปรับเพิ่มภารกิจสู้รบให้ขยายออกไปด้วยทีมสนับสนุน
และการยิงสนับสนุนอย่างหนาแน่น เมื่อใดที่ทีมนี้ระบุตำแหน่งของข้าศึกได้ เครื่องบินและกระสุนจากปืนใหญ่
ก็จะถูกส่งออกไปทำลายเป้าหมายทันที โครงการนี้มีชื่อเรียกว่า "สติงเรย์" ซึ่งหมายความว่าทีมจู่โจมเล็กๆ นี้
สามารถเรียกกำลังยิงสนับสนุนจากหน่วยทหารระดับกรมได้

เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเข้าและข้าศึกเริ่มจะมีการกระทำเหมือนกับปีศาจเข้าไปทุกที จนทำให้ทหารแยกได้ยากว่า
พวกไหนเป็นข้าศึกหรือพวกไหนคือฝ่ายเดียวกับตน สงครามเวียดนามกลายเป็นสงครามที่ให้ความสำคัญกับ
"การนับศพ" มากขึ้น ซึ่งควรจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ขณะที่ทหารราบนาวิกโยธินสามารถบรรลุเป้าหมาย
ทางตัวเลข ได้ด้วยการเปรียบเทียบศพของข้าศึก 7.6 ศพ ต่อนาวิกฯ 1 นาย หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลัง
ก็สามารถสร้างสถิติได้ด้วยสัดส่วน 34 ต่อ 1
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 31, 2009 1:27 am

เมื่อการสู้รบเริ่มเคลื่อนลงมาทางใต้ หรือพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าสงครามเริ่มจะยืดเยื้อ หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังนี้
ก็เริ่มจะสูญเสียมากขึ้นแล้วก็เริ่มเป็นที่รังเกียจเดียจฉันท์ของทหารในหน้าที่อื่นด้วย ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีทหารผู้ใด
มีฝีมือดีๆ จากหน่วยอื่นๆ ของนาวิกฯ เขาเหล่านั้นก็มักจะถูกดึงตัวมาอยู่ในหน่วยนี้แทบทั้งสิ้น แล้วก็เป็นไป
ในทำนองเดียวกับเหล่านักรบปฏิบัติการพิเศษอื่นๆ ในเวียดนาม คือ ทหารราบปกติที่สู้รบติดพันอยู่กับข้าศึกนั้น
มักจะไม่ค่อยแหลมคมฉับไวเหมือนกับเหล่านักรบผู้ดูลึกลับและชอบหายไปในป่าทีละนานๆ และเมื่อโครงการ SOG
(Study and Observation Group) เริ่มขึ้น หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังของนาวิกฯ ก็ถูกดึงไปใช้ในภารกิจลับหลายภารกิจ
ความแตกแยกระหว่างนาวิกฯ และ "นักรบปฏิบัติการพิเศษ" เหล่านี้จึงขยายวงกว้างขึ้น

เมื่อประธานาธิบดีนิกสัน เข้ารับตำแหน่งในปี 1969 เขาเข้าสู่สงครามเวียดนามด้วยความพยายามจะทำสงคราม
ให้เด็ดขาดขึ้น แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้เพราะต้องถูกบังคับให้ลดกำลังทหารอเมริกาลง โดยเฉพาะทางด้านความสูญเสีย
ซึ่งก็ต้องการจะให้น้อยลงด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นว่าไม่อาจจะหยุดสงครามยืดเยื้อนี้ได้ในเร็ววัน ประกอบกับชาวอเมริกัน
เริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลต่อสงครามเวียดนามขยายวงกว้างออกไปทั่วสหรัฐอเมริกา นิกสันก็จำเป็น
ต้องถอนทหารออกจากเวียดนาม และเริ่มให้ความสำคัญกับการเอาชัยในสนามรบน้อยลงเรื่อยๆ

ขวัญและกำลังใจทหารเริ่มตกต่ำ แต่ความเกลียดชังก็เพิ่มขึ้นจนกระทั่งในเดือนมีนาคม 1969 กองพลนาวิกโยธินที่ 3
ก็ถูกถอนออกจากเวียดนามและกองร้อยลาดตระเวณด้วยกำลังที่ 3 ก็ต้องถูกถอนออกมาด้วยอย่างไม่เต็มใจ
(และถูกปลดประจำการไปในปีถัดมา) ส่วนทางด้านกองร้อยลาดตระเวณด้วยกำลังที่ 1 ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจอยู่
แต่ด้วยกำลังทหารที่ลดน้อยถอยลง ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1970 กองร้อยนี้ก็ต้องประจำการอยู่แต่ในฐานทัพในดานัง
กองร้อยที่ 1 ยังคงทำหน้าที่เดิมอยู่จนกระทั่งวันที่ 30 กันยายน 1974 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนปลดประจำการ
ธงประจำหน่วยได้ถูกม้วนเก็บด้วยทหาร 4 นายสุดท้ายที่เหลืออยู่ ระหว่างสงครามครั้งนี้ หน่วยลาดตระเวณด้วยกำลัง
ของนาวิกโยธินนี้ได้รับเหรียญกล้าหาญแห่งชั้นสูงสุดแห่งสภาครองเกส (Congressional Medal of Honor) 6 เหรียญ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 31, 2009 1:50 am

นับว่ายังเป็นโชคดีที่กองร้อยลาดตระเวณด้วยกำลังที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ใน นอร์ธแคโรไลน่า ไม่ได้รับผลกระทบ
จากสงครามเวียดนามแต่อย่างใด เพราะกองเรือภาคพื้นแอตแลนติคยังมีเรื่องของทั้งโซเวียตและตะวันออกกลาง
ให้ต้องเป็นห่วงอยู่ และหน่วยนี้ก็ยังได้รับการปรับปรุงในทั้งด้านของการฝึก หลักการทฤษฏีและยุทโธปกรณ์
เพื่อให้หน่วยยังคงมีประสิทธิภาพในระดับเดียวกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษอื่นๆ ได้ในช่วงทศวรรษ 1980 ประจวบกับ
ความสอดคล้องในด้านสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกและการสถาปนาหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษขึ้นมา
ระหว่างการครองตำแหน่งสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีเรแกน จึงทำให้นาวิกฯ ฟื้นชีพของกองร้อยลาดตระเวณด้วยกำลังที่ 1
ขึ้นมาใหม่ได้

ระหว่างยุทธการพายุทะเลทรายในปี 1991 กองกำลังปฏิบัติการพิเศษร่วมระหว่างทั้งของกองทัพบก หน่วยบินเฮลิคอปเตอร์
ไนท์ สตอล์เกอร์ และหน่วยซีลของกองทัพเรือ คือ กองกำลังที่เข้าจู่โจมสถานฑูตสหรัฐในกรุงคูเวตซิตี้ ซึ่งนักการฑูต
ได้ละทิ้งไปแต่ถูกควบคุมเอาไว้โดยทหารอิรัก แต่หลังจากเข้ายึดครองสถานที่ได้โดยปราศจากการต่อต้าน
พวกเขาก็รายงานว่า ได้เห็นธงชาติสหรัฐโบกอยู่บนยอดเสาตั้งแต่ตอนที่ได้เข้ามาแล้ว ซึ่งธงนี้ได้ถูกชักขึ้น
โดยหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังของนาวิกฯ ในวันก่อนหน้านี้นั่นเอง

กองกำลังรบนอกประเทศที่ 1 ของนาวิกโยธินถูกสั่งเอาไว้อย่างเคร่งครัดว่าต้องหยุดการเคลื่อนทัพเอาไว้
แค่ที่ชานเมืองเท่านั้น แต่คำสั่งนี้ก็ไม่ได้ห้ามรวมไปถึงการลาดตระเวณด้วย

ในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2001 นาวิกโยธิน คือ หน่วยทหารภาคพื้นดินหน่วยแรกที่มายังประเทศนี้

และตั้งฐานที่มั่นขึ้นชื่อว่าค่ายไรโน ทางตอนใต้ของประเทศเพื่อควบคุมสนามบินเมืองกันดาร์ฮาร์
การปฏิบัติภารกิจของหน่วยลาดตระเวณด้วยกำลังยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า
พวกเขากำลังต่อสู้อยู่กับผู้ก่อการร้ายที่นี่
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: US Special Forces

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 31, 2009 2:12 am

ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2002 เหล่านาวิกฯ มีความเห็นพ้องต้องกันว่าจะส่งทหาร "จำนวนหนึ่ง" ไปยัง
ฐานทัพอากาศแมคกิลล์ ฟลอริด้า เพื่อทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ
ถึงหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษจะมีทหารอยู่ในบังคับบัญชาอยู่แล้วถึง 46,000 นายก็ตาม ทหารที่ไปเพิ่มนี้
นับว่าเป็นพัฒนาการครั้งใหญ่ต่อไปใภายภาคหน้า หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษไม่เพียงแต่จะมี
ความสามารถปฏิบัติการพิเศษอย่างของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเท่านั้น แต่ยังจะได้นาวิกฯ
มาเพิ่มเขี้ยวเล็บเข้าไปอืก

การจะทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหตุผลที่นาวิกฯ ประพฤติผิดไปจากธรรมเนียมเดิมของเหล่า ในด้านการเป็น
หน่วยรบหลายมิติ และไม่มีความประสงค์จะเข้าร่วมกิจกรรมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษอื่นๆ น่าจะมีสาเหตุมาจาก
สภาพปัจจุบันของกองทัพที่มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วฉับไว เข้าสู่พื้นที่รบได้อย่างทันเวลา และหลักทฤษฏี
ทางทหารเดิมได้ถูกรวมตัวเข้าด้วยกันมากขึ้นทุกที

แม้โลกภายนอกจะมีแต่ความยุ่งยากวุ่นวายก็ตาม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาไปจนทำให้
นักการทหารไม่มีความคิดเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ที่จะมาคิดว่านาวิกฯ คือหน่วยทหารเพียงเหล่าเดียวของอเมริกา
ซึ่งเคลื่อนไหวตอบโต้ได้รวดเร็วที่สุด และในขณะที่กองกำลังรบนอกประเทศของนาวิกฯ จะยังคงสภาพพร้อมรบอยู่เสมอ
แนวโน้มของการทำสงครามในช่วงแรกๆ ของศตวรรษที่ 21 นี้ก็น่าจะเป็นไปในทางการทำสงครามจำกัดเขต
ด้วยหน่วยรบขนาดเล็กมากกว่ารูปแบบอื่น

เหล่านาวิกฯ ได้ปรับปรุงในทุกๆ ด้านของตนเองแล้วตามสถานการณ์ แต่สำหรับศัตรูของอเมริกา พวกเขาจะพบว่า
ตัวเองโชคร้ายกว่าเดิมแน่นอนเมื่อต้องพบกับเหล่านาวิกฯ มากกว่า เร็วกว่า และร้ายแรงกว่าที่เคย
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ