เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:00 am

QUARK say:

ผมมีวิดิโอมาให้ดู Alex Collier มีทั้งวิดิโอเก่า ที่อธิบายไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่ 13 ปีที่ผ่านมา และปีล่าสุด 2009
http://www.youtube.c...r..._type=&aq=f

แล้วนี่ก็ เวบของ David Icke ที่มีรายละเอียดน่าสนใจมากมาย http://www.davidicke...tegory/6/27/32/

ส่วนนี่ก็บทสัมภาษณ์ Alex Jones, David Icke and the Reptilians

http://www.youtube.c...h?v=gx0jQAh0aaw


Piglet say:

ประเด็นหลักๆนี่ดูเหมือนว่า...พวกอิลลูมินาติตัวจริงจะเป็นพวก Reptilians.....????
แล้วมนุษย์ต่างดาวพวกนี้สามารถเข้ามาอยู่ในร่างมนุษย์ได้ด้วยรึ. ......... น่าคิดมากทีเดียว......
แล้วมันก็มีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าจะจินตนาการได้. ........!!!!!!

ข้อมูลที่คุณ Quark หามานี่...จัดว่าดีมากทีเดียว.... คนเราส่วนใหญ่ก็คาดเรื่องนี้ไม่ถึง......

QUARK say:
เท่าที่ผมพอศึกษามาคือ Reptilians เทคโนโลยีเค้าก้าวใกลกว่าเราหลายสิบล้านปี ที่คุณ pigletถาม ทำไมถึงเปลี่ยนฟร์อมได้
ตามที่ Alex อธิบาย เป็นการผสมDNA Human-Animal( Reptilians)Hybrids จึงเรียกว่า humanoid

แต่จะมีพวก Grays มาจากดาว Orion ซึ่งพวกReptilians ยึดครองไปแล้ว Grays มีแบบ พวกผสมDNA เหมือนกัน

Reptilians มาจากดาว Dragonis พวกนี้เกลียดเผ่าพันธ์มนุษย์อย่างเรา และพวกนี้ ณ ตอนนี้ก็อาศัยอยู่ ด้านมึดของดวงจันทร์
เพื่อหลบเลี่ยงเรด้าค้นหา และไต้ดินของดาวอังคาร (ซึ่ง Alex บอกว่ามีเผ่าพันธ์มนุษย์ไปตั้งรกรากที่นั่น ตั้ง 300000 คน
แต่ตอนนี้ถูก กินบ้าง ถูกนำไปเป็นทาส บ้าง หลบซ่อนตัวอยู่ก็มี )

และที่ในอเมริกาก็สร้างสนามบิน UFOตั้งหลายที่ไม่ใช่แค่ Area 51 ที่เดียว พวกที่ขายมนุษย์ด้วยกันเพื่อแลกกับ ยานบิน(UFO) เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อไปดาวดวงอื่น
ร่วมมือกับพวกReptilians ถึงกับเซ็นสัญญา เพราะเหตุนี้กลุ่ม Andromedans จึงตัดสินใจยากที่จะช่วยเรา

มันมีรายละเอียดมากมาย คุณลองศึกษาดูลึกๆก็แล้วกัน ความเป็นไปได้สุงมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าไม่ปิดกั้นความคิดของตัวเอง

ผมว่าหนังที่สร้างหลายเรื่องพยามยามบอกอะไรกับมนุษย์อย่างเราหรือเปล่า น่าคิดนะ คุณ piglet ลองดู vid Alex Collier ทั้งหมดให้จบนะครับ


(อันนี้เกี่ยวกับAlien Species 2 - Greys and Reptilians แบบให้เห็นภาพชัดเจน และเข้าใจมากขึ้นว่าWe Are Not Alone)

http://www.youtube.c...feature=related


Piglet say:

คุณ Quark ครับ.... เดี่ยวผมขอให้คุณเข้ามาดูวิดีโออันนี้หน่อย. ... เพื่อที่จะได้ตอกย้ำว่าข้อมูลที่คุณพบนั้นน่าจะเป็นจริง. ...

NASA Astronaut Edgar Mitchell UFO disclosure CNN April 21 2009

http://www.youtube.c...h?v=5upFvipUAXs

วิดีโออันนี้เป็นการสัมภาษณ์จาก CNN โดยคนที่มาให้สัมภาษณ์เป็นอดีตนักบินอวกาศของ นาซ๋า....ที่ชื่อว่า Edgar Mitchell
ซึ่งตัวเขาเองก็ได้ยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริง. ...

แต่ที่คนทั้งโลกไม่เคยรู้นั้นเป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐนั้นพยายามที่จะปิดกั้น. ...

CNN UFO X Conference April 2009

http://www.youtube.c...h?v=XPxDF_KVEsE

แต่น่าประหลาดใจนะที่ว่าตัว Reptilians นั้น...ดูท่าตัวมันจะใหญ่มากทีเดียว

เวลานึกถึงตัว Reptilians แล้วมันทำใหผมนึกถึงพิธี Bohemian Grove .....
ซึ่งจอร์จ บุชก็เข้าร่วมพิธีด้วย..... เป็นพิธีกรรมบูชาซาตานด้วยการนำคนมาเผาให้ตายทั้งเป็น. ...

สารคดีโดย Alex Jones....

ลองเข้าไปดูสิครับ.....

Dark Secrets Inside Bohemian Grove - FULL!

http://www.youtube.c...224530A8B6151EF


ABSOLUTE PROOF OF REPTILIAN EXISTENSE:THE CASE OF GHW BUSH

http://www.youtube.c...h?v=v9rpjVvnSJ0

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:04 am

piglet say:

ผมอยากให้ทุกคนดูวิดีโออันนี้นะ....

Reptilian Shapeshifters - The Real World We Live In

http://www.youtube.c...h?v=ksPtnQmq2dc

แล้วจะพบว่าแววตาของนักการเมืองบางคนที่มาเป็นประธานาธิบดี. ..มันไม่เป็นวงกลม...
แต่กลับมีลักษณะแบบเดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน. ... เหมือนมีพวก Reptilians เข้ามาสิงร่างกาย...เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์. .
Posted Image

ในตัววิดีโออันนี้เขาเอาแววตามาเปรียบเทียบกับคนปกติ. .....คือคนทั่วไปต้องเป็นแววตา
วงกลมนัยน์ตาต้องกลม....

แต่นักการเมืองที่ถูกสิง...มันกลับมีนัยน์ตาแบบเดียวกับพวกงู. .....

มันถูกสิงร่าง....ฟันธง.......!!!


QUARK say:

ครับคุณ piglet ตอนนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน (Alex Collier 1994 Private Interview IMPORTANT)กลุ่ม Andromedans เค้า แค่ระดับที่4 เองจาก 12 ระดับ แต่เทคโนโลยีหรือพลังงานเค้ายังก้าวล้ำมาก เพราะฉนั้นคงไม่ต้องพูดผู้สร้างเลย ก็ยากที่จะอธิบาย และนี่ก็เป็นสาเหตุนึงที่เค้าต้องการที่จะช่วยโลกและเผ่าพันธ์มนุษย์
เพื่อให้ระบบของของจักวาลไม่สดุด แต่ก็ไม่แน่ใจอีกว่าเขาจะช่วยเราได้ เพราะมันติดเงื่อนไขหลายอย่าง เพราะมีเทปหลายตอนที่Alexพูดถึงว่ามนุษย์ต้องช่วยตัวเองด้วย
และพลังงานที่มีพลังงานสุงสุดคือพลังงาน ความรัก ที่เขาบอกไว้ว่ามีทางเดียวที่จะเอาชนะ และขับเคลื่อนโลกนี้ได้อีก ได้และร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ที่สร้าง(ผู้เริ่มต้น)

ปล.ที่ผมพูดทั้งหมดนี่ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนานะครับ แต่ผมแปลจากที่Alex พูดถึง

แล้วก็NASA Astronaut Edgar Mitchell UFO disclosure CNN April 21 2009 ครับผมดูแล้ว
และCNN UFO X Conference April 2009 ครับจริงแล้ว Grays มี 22 subspecies ก็มีแบบร่างใหญ่เหมือนกัน
ตามนี้ครับ http://www.youtube.c...feature=related

คุณ Rechts โดยปกติแล้วผมเองเป็นคนที่เชื่ออะไรค่อนข้างยาก มักมีคำถามในใจมีเสมอซึ่งต้องค้นคว้าหาเหตุผล
แต่เรื่องนี้ความเป็นไปได้หลายอย่างสุงมาก มันมีหลักฐานมากมาย

มีหลายคนอยากให้ผมแปล โห คือ มันมีรายละเอียดมากมาย

แต่เอาเป็นว่าผมจะพยามแปลแบบรวบรัด ตกหล่นบ้างก็คงไม่ว่ากัน และผมแปลจากคำบอกเล่าจากหลายๆคน เอาแบบกว้างๆนะครับ


- ทำไม Alex Collier ได้ถูกเผ่าพันธ์ Andromedans เป็นเผ่าพันธ์ที่เป็นมิตรกับ เผ่าพันธ์เรา จับตัวไปเมื่อตอนเด็ก อายุประมาณ 6-7 ขวบ
แต่ตอนนั้นมีความทรงจำบางส่วนที่ถูกลบไป (เพราะเค้ายังเด็กเกิน)แต่พอ อายุ 14 ก็ถูกจับตัวไปอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ Alex บอกว่าเค้าไม่รู้สึกกลัวไดๆเลย
และ Andromedans ขอความร่วมมือจากเค้า ที่จะติดต่ดผ่านและหาข้อมูลให้ Alex ตอบตกลง และก็มีการติดต่อกันอีกหลายครั้งโดยAndromedans
ได้ให้เครื่องมือสื่อสารชนิดพิเศษ

ทีนี้เอาแบบพอกว้างๆนะครับ

ในจักวาลนี้ มีมากมายหลาย planet หลาย galaxy มีเผ่า พันธ์ หลายเผ่าพันธ์ โลกเรานั้น มนุษย์เป็นเผ่าพันธ์ที่ถูุกสร้างให้เชื่อมโยงกับโลก
และเป็นเผ่าพันธ์ดั้งเดิมอาศัยอยู่ที่นี่
เพราะโลกใบนี้จริงๆแล้วมีชีวิต มนุษย์มีพลังงานที่เชื่อมโยงกับโลกทำให้โลกมีชีวิตอยู่ได้ และทำให้จักวาลขับเคลื่อน
(ผู้สร้างที่หลายศาสนาเรียกว่าพระเจ้าเป็นพลังงานเริ่มต้นสร้างทุกเผ่าพันธ์ทุก planet ทุกgalaxy )
และในจักวาลนั้นมีระบบระเบียบ (ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี) เอาแบบเข้าใจง่ายๆนะ ก็เหมือนประเทศเราที่มี ประมุข ของประเทศ และหลากหลายระดับ และโลกนี้เป็น planet ที่สามารถไปได้หลาย dimension เปรียบเทียบเหมือนกับเมืองหลวงของประเทศอะครับ
เพราะเหตุนี้จึงเป็นที่หมายตาของ เผ่าพันธ์ Reptilian
หลายล้านล้านปีก่อนที่มนุษย์ถูกสร้างนั้น มีหลายเผ่าพันธ์เข้ามาเยือนโลก แต่ไม่ได้มาอาศัยอยู่
Reptilian เป็นเผ่าพันธ์แรกที่นำโลกใบนี้เข้าสู่แผนที่จักวาล และถือยึดครอง (คล้ายกับโคลัมบัสอ่ะครับ)
ย้อนไปอีกนิด Reptilian นั้นมาจากดาว Dragonis และทำสงครามยึดครองดาวดวงอื่น เช่น Orionซึ่ง Graysอาศัยอยู่

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:06 am

และ Grays เผ่าพันธ์ที่ อ่อนแอ จึงแพ้สงคราม จึงโดน พวก Reptilian เปลียน ยีนส์ ทำให้ไม่สามารถสืบเผ่าพันธ์ได้
และบางส่วนก็อนำไปใช้แรงงาน
เพราะฉนั้นเอง Grays ที่อาศัยอยู่ในโลกนี้จึงต้องการ รักษาเผ่าพันธ์ของตัวเองไว้โดยการสต๊อคยีนส์ ไว้ผสมข้ามเผ่าพันธ์
พวกนี้อาศัยอยู่ได้โดยดูดพลังงานจากมนุษย์ และในขณะเดียวกันก็ทำงานให้กับ Reptilian แต่บางที Grays ก็ช่วยอะไรบางอย่างกับ
มนุษย์เหมือนกันแต่ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนเสมอ
มาถึง Reptilian ที่ยังไม่ผสมDNA ก็อยู่ไต้ดิน ในน้ำ (โลก) พวกนี้มีชีวิตอยู่ด้วยการอาศัยเลือดจากสิ่งมีชีวิตในโลกนี้
บางส่วนที่ผสมแล้วก็ยังดื่มเลือดอยู่
และ anunaki ก็เป็นเผ่าพันธ์Reptilian เหมือนกันตามภาพครับ
Reptilian เป็นเผ่าพันธ์ระดับ 3 (เทคโนโลยีสุงแต่spiritualหรือพลังงานต่ำกว่ามาก)จะต่ำกว่า Andromedas (เทคโนโลยีสุงเท่ากับ spiritualหรือพลังงาน)
ส่วนลักษณะ Andromedas นั้นไม่มีน้ำหนัก พูดตรงๆคือจับต้องไม่ได้ แต่เป็นรูปร่างของพลังงาน


และ ก่อนหน้าAndromedas ก็มีอีกเผ่าพันธ์ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว เดี๋ยวค่อยหามาตอบ เคยเข้ามาเฝ้าาดูเผ่าพันธ์เราเหมือนกันแต่ไม่ได้ช่วย
จนกระทั่งระบอบจักวาลเกิดสดุด จึงเป็นสาเหตุให้Andromedas ต้องยื่นมือมาช่วย
และAndromedas พูดถึงเผ่าพันธ์มนุษย์ว่า เป็นเผ่าพันธ์ที่ถูกสร้างมาพิเศษมากเพราะมีการรวมเอายีนส์ DNA ของเผ่าพันธ์humanoid ทั้งหมด
20กว่าสายพันธ์ (อันนี้ไม่แน่ใจจำนวนเดี๋ยวกลับไปฟังวิดิโออีกที) Andromedas บอกว่าพลังงานที่อยู่ในมนุษย์นั้นเป็นพลังงานเดียวกันกับพลังงานต้นแบบ(ผู้ สร้าง)
(ยกตัวอย่างเช่นน้ำทะเลหยดเดียวกับน้ำทะเลทั้ง ocean นั้นมีโมเลกุลเหมือนกัน)

นี่เป็นอีกสาเหตุนึงที่ Reptilians ต้องการผสมDNA กับมนุษย์ มนุษย์เป็นเผ่าพันธ์เดียวที่มีการรวบยีนส์DNA ได้สมบูรณ์แบบ

และพวกนี้หลอกใช้มนุษย์บางส่วนที่เห็นแก่ได้โดยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี กับเผ่าพันธ์ของตัวเอง (โดยการทำลายเผ่าพันธ์ของตัวเอง ผ่าน สงคราม โรคระบาด และอื่นๆอีกมากมาย)และกุมความลับไว้จากสายตาของเผ่าพันธ์ตัวเอง มนุษย์ส่วนนี้ ต้องการย้ายถิ่นฐานไปดาวดวงอื่น(เพราะไม่ต้องการอยู่ไต้การควบคุมของ Reptilians ) เช่นดวงจันทร์หรือ ดาวอังคาร แต่หารู้ไม่ว่า ที่ดวงจันทร์และดาวอังคาร
ก็มีพวกReptilians เหมือนกัน

ณ ตอนนี้ NASA จึงยกเลิกความคิดที่จะย้ายไปดาวดวงอื่นโดย การยึดขั้วโลกเหนือไว้เป็นอณานิคม โดยการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดไต้ผิวโลกทำให้แกนโลกเอียง
เพื่อจะให้ขั้วโลกหนืออุ่นขึ้น

ผมแปลจากที่ Alex พูดไว้ และรายละเอียดนั้นยังมีอีกมากมาย จากเวบhttp://www.davidicke.com/content/category/6/27/32/ ก้อมี ที่อธิบายว่าอาหาร และ ยา
บางชนิดทำให้
ยีนส์ของมนุษย์เปลี่ยนไป ไม่สามารถมีลูกได้(เป็นหมัน) ก็เป็นการลด กำจัดเผ่าพันธ์มนุษย์อีกทางหนึ่ง

มีคำอธิบายที่ชัดเจนมากเกี่ยวดาวNibiru ยุค Sumarian และอธิบายว่า Reptilians เข้ามาในโลกได้ยังไง
อาศัยอยู่ที่ไหนของโลก และ Illuminati history

( Nibiru2012, Illuminati history )

http://www.youtube.c...feature=related


The Anunnaki & the Myth of a 12th Planet

http://www.youtube.c...feature=related


และNASAปิดบังข้อมูลอะไรบ้าง แล้วที่จริงดวงจันร์ดวงนี้ว่าที่จริงไม่ใช่ดวงจันทร์ แต่เป็นยาน(หรืออะไรก้อตามที่เคลื่อนที่เข้าใกล้โลก โดย Reptilian)

http://www.youtube.c...feature=related


ที่จริงดวงจันทร์นั้นมีแต่ไม่ใช่ดวงนี้ แต่อยู่ห่างออกไป

บ้างพอรู้เรื่องก็เตรียมพร้อมสำหรับDoomsday 2012 สร้างเป็นเรือลำใหญ่ เหมือนสมัยโนอาร์ ที่ นอเวย์ แต่บ้านเรามีใครตื่นตัวสำหรับเรื่องนี้บ้าง
อย่างน้อยก็พอรู้เรื่องว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ มีซักกี่เปอร์เซ็นนะ

Norway's ark-Doomsday CNN- 2012 Planet X ?

http://www.youtube.c...feature=related


Anunnaki of Planet X Nibiru

http://www.youtube.c...feature=related

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:09 am

ผมขอย้ำอีกทีนะครับเพื่อไม่ให้คนอื่นไขว้เขวไป ข้อมูลทุกข้อมูลที่ผมค้นคว้ามาเป็นข้อมูลทางวิทยาศาศตร์ที่มีการอ้างอิงข้อเท็จจริงห
ลายประการจาก นักวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ โบราณคดี นักบินอวกาศ และพนักงานที่ทำงานให้กับองค์การนาซ่าใน Area 51 และข้อมูลต่างผู้พบเห็น

ไม่ใช่ความเชื่อใดๆที่พิสูจณ์ไม่ได้ และไม่มีการอ้างอิง คนที่ไหนที่เข้ามาคอมเม้น ผมขอหลักฐานอ้างอิงด้วยครับเพื่อจะเป็นความรู้เพิ่มเติม และเหตุผลที่เชื่อมโยงกันได้ ไ
ม่มีการกล่าวอ้างลอยๆ
เรื่อง Planet X Nibiru ผมไม่แน่ใจว่าซักกี่เปอร์เซ็นในโลกที่รู้เรื่องนี้ NASA ไม่เคยบอกความจริง
อะไรให้โลกรู้เรื่องนี้มากนัก ผู้คนยังไม่ตื่นตัวกันเท่าไหร่ แต่ก็มีบางประเทศที่เตรียมรับมือไว้แล้ว

และเพื่อนผมบอกว่าอีกไม่นาน ข้อมูลบางเรื่องที่เกี่ยวกับ Alien ( X files )จะถูกเปิดโดย Obama ซึ่งจะเป็นไปตามแผนการบางอย่าง (อันนี้ผมไม่ขอconfirmนะครับว่าObamaจะพูดความจริงกี่เปอร์เซ็น เพราะล่าสุดสำนักข่าว CNNสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่อง Alien ก็ไม่ตอบรับและปฎิเสธตอบประมาณว่าให้ไปคิดเอาเอง)


เรื่อง ระดับของCivilizations มี3ระดับ
เผ่าพันธ์มนุษย์อยู่ในระดับ 0 ระดับที่2นั้นเป็นพลังงานที่อยู่ถาวรหรือไม่มีสิ่งไดทำลายได้ แม้ supernova
ถึงขนาดที่ว่าระดับ3 นั้นสามารถควบคุมแกแลคซี่ได้ ฯลฯ


เรื่อง planet earth กำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากระดับ 0 ไป 1 เป็นช่วงรอยต่อที่อันตราย


และเกี่ยวกับ ทุก 11ปี เกิดสึนามึสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ที่มีความรุนแรงมากกว่าครั้งที่ผ่านมา
ที่สามารถทำลายการเชื่อมโยงสัญญาณสื่อสารทั้งหมดบนโลก
โดยที่นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาดูเรื่องนี้และเตรียมการบางอย่างอยู่

และ Internetก็เป็นจุดเริ่มต้นของ global telephone ( และตอนนี้ก็มีsky phone ออกมาขายแล้ว)

และความเชื่อเกี่ยวกับกำเนิดแกแลคซี่ต่างๆ


และกล่าวถึง Alien แต่ก็ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดไดๆเกี่ยวกับ Alien ในโลกนี้ ทั้งที่ บางตอนเป็นการกล่าวไว้ว่า

"นักวิทยาศาสตร์เคยคาดเดาว่าเทคโนโลยีของ Alien นั้นล้ำหน้ากว่าเราแค่100-200ปีแค่นั้น แต่ไม่ได้คิดไปว่า
อาจจะล้ำหน้ากว่าหลายๆล้านปี จึงคิดแค่ว่าAlien ไม่สามารถเดินทางมายังโลกนี้ได้ เพราะไกลมาก ใช้เวลาในการเดินทางมาก เพราะนักวิทยาศาสตร์
ส่วนใหญ่ยึดเอาทฤษฎีของไอสไตน์ เป็นหลัก ว่าไม่มีใครเดินทางได้เร็วกว่าแสง อยากให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายคิดให้ไกลกว่าไอสไตน์"

จากคำพูดนี้ก็แสดงว่าเค้าเชื่อว่า Alien เดินทางได้หลาย มิติ (จากที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามี11มิติ) เพราะฉนั้นเองในโลกก็น่าจะมี Alien
แต่ก็ไม่ได้บอกอะไรละเอียด ก็แสดงว่าเค้าพูดไม่ได้เค้าคงต้องปกป้องตัวเองหรืออะไรซักอย่าง


และทำให้ผมนึกไปถึงการ เปิด x files ของโอบามา เกี่ยวกับเรื่อง Alien ที่จะมีมาเร็วๆนี้

และคำพูดของนักฟิสิกส์คนนี้ มันฟังดูแล้วแปลกๆ ผมมีความรู้สึกเหมือนเค้าสนับสนุนแนวคิด NEW WORLD ORDER
และถ้า Reptilian ควบคุมโลกใบนี้อยู่ คนที่ทำงานให้โลกเช่นนักวิทยาศาสตร์ก็คงหนีไม่พ้นจากการจับตาดูทุกเวลา

เอาเป็นว่ารอดูครับ เพราะความจริง ณ ตอนนี้ มันเกิน 50 เปอร์เซ็นมาแล้ว


และนี่ผมไปหาคลิป คาดเดาเอาว่าน่าจะเป็น Reptilian ที่ผสมข้ามพันธ์กับสัตว์ ไม่น่าจะใช่ Grays
คลิปนี้ถ้าเป็นคนไทยก็บอกว่าเป็นผี
http://www.youtube.c...feature=related



สังเกตุว่าเป็นกลอ้งวงจรปิด ไม่มีทางที่จะแต่งภาพได้ และสังเกตุเวลาว่ารันตลอด
http://www.youtube.c...feature=related


ส่วนนี่กล้องCCTV Video of Half Man, Half Dog?

http://www.youtube.c...feature=related

ชายสองคนนี้เค้าเป็นนักล่า คือแอบถ่ายภาพ Alienนะครับ คลิปแรกก็ของเขา

http://www.youtube.c...feature=related

ส่วนอันนี้ที่colombia สังเกตุว่าภาพเป็นคลื่นก้อไม่น่าจะแต่งภาพได้

http://www.youtube.c...feature=related

และคลิปหมาดูดเลือดChupacabra (มันดูดเลือดไก่ชาวไร่เกลี้ยงฟร์าม)
มันกระโดดคล้ายจิงโจ้ และสังเกตุที่ขาหน้ามันสั้นกว่าขาหลังและมีนิ้ว เกือบเหมือนคน และเท้ามันก็เกือบคล้ายคน
(ตอนนี้ผู้ชายคนนี้ที่ฆ่าหมาอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้น)
http://www.youtube.c...feature=related

และดูคลิปนี้ ผมว่าน่าสงสารพวกมันเหมือนกันนะ เป็นข่าวท้องถิ่นแต่ละที่เกี่ยวกับChupacabra (reptilian)
http://www.youtube.c...feature=related

หน้าตาของมันมีหลายแบบChupacabra (reptilian)
http://www.youtube.c...feature=related

ส่วนนี่ก็รวมคลิปซาก Reptilian ต่างๆ

http://www.youtube.c...feature=related

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:13 am

อ่ะนี่หลักฐานครับ Dr.Mindbenda บอกว่า เป็นภาพถ่ายจาก นาซ่า ฐานที่ตั้ง Alien บนดวงจันทร์ครับ
ผมว่าเค้าคงไม่เอาตำแหน่งมาแลกกับการโกหกหรอกครับ
และมีสัมภาษณ์ส่วนตัวอีกเกี่ยวกับเรื่อง Alien
http://www.youtube.c...feature=related (ตอน2)


ส่วนนี่ จาก Neil Armstrong
Alien Base On Moon Filmed By Neil Armstrong 1 Of 2
http://www.youtube.c...feature=related


ส่วนนี่ก้อเป็นองการณ์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่วอชิงตัน
N.A.S.A. Images Of Alien Base On Moon
http://www.youtube.c...feature=related

ส่วนนี่ภาพถ่าย UFO จากยานApollo 15&(20).บนดวงจันทร์
Footage and Photographs from Apollo 15 &(20).
Lunar Planetary Institute - Apollo 15:
http://www.lpi.usra.edu/res...
http://www.youtube.c...feature=related

(ณ ตอนนี้ NASA จึงยกเลิกความคิดที่จะย้ายไปดาวดวงอื่นโดย การยึดขั้วโลกเหนือไว้เป็นอณานิคม โดยการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดไต้ผิวโลกทำให้แกนโลกเอียง
เพื่อจะให้ขั้วโลกหนืออุ่นขึ้น
ผมแปลจากที่ Alex พูดไว้ )

ขอโทษนะครับผมได้บอกไปหรือยังว่ามันเกิดขึ้นแล้วผมยังไม่ได้พูดเลย ผมเพียงแต่พูดว่า (ณ ตอนนี้ NASA จึงยกเลิกความคิดที่จะย้ายไปดาวดวงอื่น)
แต่ผมยังไม่ได้บอกว่ามันเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่มันเป็น 1 ในแผนการเท่านั้น และนี่ครับแหล่งข้อมูลอ้างอิง



จากเวบนี้ครับ Michael E. Salla, PhD ที่สนับสนุนไอเดีย Alex Collier, ถ้าเขาพูดเลื่อนลอยไร้สาระ คงไม่มีคนไหนสนับสนุนแนวคิด
อีกอย่างคนที่สนับสนุนต่อท้าย PhD ด้วย
และ Alex Collier ก็ค่อนข้างมีชื่อเสียง
http://www.bibliotec...iplomacy_02.htm


และผมจะบอกว่าผมแปลมาอีกที โดยไม่ใช่คำพูดของผมเอง ส่วนตัวผมเองนั้นได้แต่รับฟังข้อมูลอย่างเดียวครับ ผมรู้น้อยครับไม่มีปัญญาไปจับผิด
คนมีชื่อเสียงเหล่านี้หรอกครับ

ผมก็ไม่แปลกใจเลยในเรื่องนี้เพราะว่าเรื่องที่ NASA ปิดบังมานานได้ถูกเปิดโปงขนาดนี้
และ Reptilians ได้ครองโลกนี้มานานมาก ก็เป็นที่แน่ใจได้ว่ามีองกรณ์และเครือข่ายอยู่ทั่วไป
เขาก็ต้องออกมาให้ข้อมูลที่ตรงกันข้ามอยู่แล้ว แต่ให้คุณลองสังเกตุ(อ่าน)All Comments แล้วลองเทียบดูว่าคนมีกี่เปอร์เซ็นที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
อย่างเช่นตัวอย่างComment ข้างล่างนี่ดีมากเลย

Quote
ThoughtCriminal911
I hope something positive will happen 2012. The truth is this planet is f***d thanks to our governing elite. Their nwo is close and who the hell is going to stop it now. There are too many goyims who bend over for them all the time. Too few thinking individuals. NASA is untrustworthty. They serve the elite and they also faked the moon landings.

ผมเคยเข้าเวบบางเวบที่มีโพล์สำรวจคนที่เชื่อเรื่อง UFO,NWO ที่อเมริกา ปรากฏว่า มีถึง 80%ที่เชื่อในเรื่องนี้
และเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่เป็นเจ้าของคลิป เขาเป็นใครอาจจะเป็นคนที่ทำงานในNASA หรือเป็นพวก humanoid ก็ได้
และสำหรับผมเอง เรื่อง 2012 จะเป็นวันสิ้นโลกนั้น(เพราะใครจะรู้วันคืนได้ขนาดนั้นมันอาจจะมาเร็วหรือช้ากว่านั้น
ก็ได้)
ผมไม่ขอออกความเห็นกับเรื่องนี้ เพราะยังไม่เคยมีใคร confirm เรื่องนี้อย่างจริงจัง

แต่สำหรับ NIBIRU (planet x) นั้นเข้าใกล้โลกเป็นเรื่องจริง และเรื่องราวของมันในสมัยสุเมเรียน ก็เป็นเรื่องจริง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็มีอยู่เยอะ

แต่เอาล่ะทั้งหมดทั้งมวลมันก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงกัน เรื่องเชื่อไม่เชื่อ ใช่ไม่ใช่
เอาเป็นว่าให้ลองสังเกตุจุดมุ่งหมายดูเอาก็แล้วกัน ว่าเพื่ออะไร
ถ้าคลิปหรือเวบต่างๆที่ให้ข้อมูลในทางตรงกันข้าม เพื่ออะไร คลิปหรือเวบเหล่านี้ "Improve our consciousness "
หรือไม่
คุณลองคิดเล่นๆดูว่า ถ้าในโลกใบนี้อบอวนไปด้วยความรักและการให้อภัย โลกใบนี้จะดูงดงามแค่ไหน (เพราะมันครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง)
ยังมีเวลาครับ(พลังงานแห่งความรักนั้นทรงพลังยิ่งกว่าพลังงานใดๆ)
ถ้าใครที่ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรครับ เพราะอย่างน้อยความรักก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรมีอยู่ในหัวใจของมนุษย์เรา (เพราะผมไม่ได้บอกให้มนุษย์เราเกลียดกัน)

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:14 am

ที่ผมพูดถึงมาทั้งหมดเนี่ย มันครอบคลุมศาสตร์ ไม่ว่าจะเทคโนโลยี่อันล้ำสมัย
ซึ่ง สามารถ สร้างภาพ3 มิติ ให้เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ ฯลฯ
ถ้าพูดถึงผี ก็คือพวก Reptilians เพราะแบ่งย่อยออกมา 7 specie นี่แแหละครับ เช่น พวกดูดเลือด เป็นต้น
พวกนี้จะมีพลังงานที่ต่างไปจากมนุษย์

แต่ถ้าพูดถึง วิญญาณ ถ้าหมายถึงมนุษย์หล่ะก้อ ทางวิทยาศาสตร์ เรียกพลังงานครับ อันนี้มีจริงๆ และอย่างที่ผมบอกไปว่า
ในเทปของ Alex Collier พูดถึงว่าพลังงานของมนุษย์นั้นเหมือนกับพลังงานต้นแบบ หรือผู้สร้างครับ


แต่เอาละครับวันนี้ผมจะมาพูดถึงโครงการลับของ NASA ผมหวังว่าเรื่องที่น่าทึ่งเหล่านี้ ใครคงไม่คิดว่าเป็นจินตนาการอีกนะครับ

ผมขอแปลมาจาก ลิ้งนี้นะครับ http://www.bibliotec...opol_mj12_1.htm
แต่ถ้าจะให้ดีก็เข้าไปอ่านต้นฉบับเอง เพราะอาจแปลตกหล่นไปบ้าง (โดย Milton William Cooper)

ใครๆหลายคนอาจจะพอทราบบ้างกับ กลุ่ม Majestic 12 (MJ 12) หรือที่มาของ the Bilderberger Group ในปัจุบัน

ในขณะนั้น William Cooper ได้ัรบคัดเลือกให้เข้ามาทำงานในหน่วยงานสืบราชการลับ(Nevy Intelligence) โดยในหน้าที่นี้เองเขาสามารถ เปิดอ่านเอกสาร ข้อมูล ลับต่างๆได้ (ตั้งแต่ปี 1970-1973)จากงานที่เขาทำเป็นสาเหตุให้เขาเริ่มสืบค้นหาความจริง ในเชิงลึกขึ้น
และใน July 2,1989 เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดความลับเหล่านี้ใน MUFON Symposium ,in Las Vegas, Nevada


ก่อนที่จะมีกลุ่มนี้((MJ 12)ในขณะนั้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกา เป็นชาติมหาอำนาจที่และมีเทคโนโลยีที่เรียกไต้ว่าก้าวหน้าสุงสุดตอนนั้น และในขณะเดียวกันก็ทางผู้นำกองทัพ ได้ค้นพบบางสิ่งที่เหลือเชื่อ นั่น คือ Alien ในช่วงJanuary 1947 and December 1952

อย่างน้อยมี 16 ครั้งที่มี UFO ตก และมี ศพ Alien 65 ศพ และรอดชีวิต 1 แต่ทางรัฐบาลสหรัฐ ปกปิดเป็นความลับ

แต่ก็ปิดไม่มิดเพราะมีคนพบเห็น UFO อยู่ทั่วไป

ฉนั้นเรื่องราวเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของ MJ 12

Alien-Earth Presence(มีAlien อาศัยอยู่ในโลกนี้หรือไม่)

พบUFO ตก สองลำ ลำแรกในช่วงFebruary 13, 1948 ที่mesa ใกล้กะ Aztec, New Mexico..
ลำที่สอง March 25, 1948 ที่ White Sands Proving Ground ทั้งสองลำพบมี Alien รวม 17 ศพ
แต่สิ่งที่ทำให้ทางกองทัพช๊อคไปมากกว่านั้นคือ มีชิ้นส่วน ศพมนุษย์อยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งจากที่เป็นความลับธรรมดาก็เป็นความลับสุดยอดที่ปกปิดเรื่องเหล่านี้จากผู้คน

และเหตุนี้เอง จึงมีการรวบรวมนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ เข้ามาศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้โดยฉเพาะ
เรียก โครงการนี้ว่า Project SIGN ในปี 1947 แต่ในปี 1948 เปลี่ยนชื่อมาเป็น Project GRUDGE

เพราะ Project GRUDGE มีการแยกแขนงออกมาเป็นหลายหน่วยงาน มีหน่วยงานหนึ่ง เรียกว่า "Blue Teams"projectนี้เรียกว่า BLUE BOOK ทำหน้าที่โดยการให้ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะชน แต่หลังจากนั้น เปลี่ยนมาเป็น Alpha Teams ภายไต้การควบคุมของ Project POUNCE.

ในระยะเริ่มแรกนั้น Air Force และCIA มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หลังจากนั้น CIA ก็ไม่มีบทบาทมากนักเป็นแค่ฉากหน้า

และหลังจากนั้นNSC( National Security Council ) เข้ามามีหน้าที่แทนโดยตรงโดยติดต่อประสานงานกับประธานาธิปดีสหรัฐ
และหลังจากนั้นเปลี่ยน ชื่อมาเป็น MJ 12

นอกจาก Cooper แล้ว ยังมีอีกคนที่ทำงานในกลุ่มนี้ และเสียชีวิตในลักษณะคล้ายกันกะ Cooper เขาคือ James Forrestal

EBE

เป็น Alien ที่รอดชีวิตจากยานตก ในปี 1949 เจอที่ Roswell ขณะกำลังเดินอยู่กลางทะเลทราย
ให้ชื่อว่า EBE ( Extraterrestrial Biological Entity)
จากการทดลองื่อสารกับ EBE นั้น พบว่า EBE โกหกเก่งมากๆ (tendency to lie)
ช่วงในปีแรก EBE จะตอบคำถามในสิ่งที่ มนุษย์ชอบฟังและอยากได้ยินเท่านั้น
แต่หลังจากนั้นในปีที่2 EBE เริ่มเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง ที่ทำเอาทางนักวิทยาศาสตร์ช๊อคไปตามกัน ในข้อมูลที่
EBE ให้มา ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกบันทึกลงใน "Yellow Book." (ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่า EBE พูดอะไรบ้าง)

และในปี 1951EBE เริ่มป่วยลง และไม่มีใครสามารถรักษาได้ เพราะระบบภายในของ EBE นั้นไม่เหมือนมนุษย์
ระบบภายในของEBE เทียบได้กับพืช (chlorophyll-based ) และเสียชีวิตลงในปี 1952

ในขณะนั้น มีการพยายามช่วยเหลือ EBE ก็มีการก่อตั้ง Project SIGMA ได้พยายามส่งข้อมูลขอความช่วยเหลือ ไปยัง cosmos
แต่ก็ไม่มีการตอบกลับมา
แต่Project นี้ก็ยังมีต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน


Creation of the NSA
ในขณะนั้นประธานาธิปดี Truman เป็นประธานาธิปดี สหรัฐอยู่ในตอนนั้น ได้มีคำสั่งให้ก่อตั้ง National Security Agency(NSA)
ใน November 4,1952 จุดประสงค์หลักคือ สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับมนุษย์ต่างดาว และเรียนรู้สื่อสารภาษาต่างดาว
และจุดประสงค์รองคือรวบรวมหลักฐานระบบสื่อสารจากทั่วทุกมุมโลก ที่พบว่ามีการสื่อสารจาก Alien และปิดข้อมูลไว้เป็นความลับ
เพราะในต่อมา Project SIGMA ก้อประสบความสำเร็จมาก

และในขณะเดียวกัน NSA ก็ได้มีการติดต่อสื่อสารกับ แคมป์ที่อยู่บนดวงจันทร์ด้วยเหมือนกัน(แคมป์นี้เป็นของมนุษย์นะครับ)
NSA นั้นถูกตั้งมาให้อยู่เหนือกฏหมายทุกอย่าง เป็นคำสั่งของประธานาธิปดีโดยตรงในขณะนั้น
ฉนั้น NSA จึงเป็นกลุ่มหลัก และเงินสนับสนุน 75% จึงเป็นของกลุ่มนี้

แต่ CIA นั้นทำหน้าที่เป็นแค่ฉากหน้า

ประธานาธิปดี Truman มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโซเวียตและประเเทศอื่นๆหลายประเทศ เพราะไม่แน่ใจในจุดประสงค์การมาของ Alien
ในหัวข้อหลักคือถ้าเกิดสงครามกับ Alien ควรจะรับมืออย่างไร และในขณะเดียวกันก็หารือกันว่าทำอย่างไรถึงจะปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
และให้ข้อมูลเท็จอย่างไร และในตอนนี้เอง ก้อมีการก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาคือ the Bilderberger Group. ในปี 1952
และหลังจากนั้นกลุ่มนี้เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น และควบคุมทุกอย่าง และควบคุมอยู่เบื้องหลังรัฐบาลสหรัฐ เพราะฉนั้น UN
ก้อเป็นแค่เรื่องตลกลวงโลกเท่านั้น(ระบอบประชาธิปไตยเป็นแค่ภาพลวงตา)

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:17 am

และหลังจากนั้นมีการเปลี่ยนประธานาธิบดีคนต่อมา ในปี 1953 คือ Dwight David Eisenhower ได้สานต่องาน
แก้ไขปัญหาเรื่อง Alien จึงเป็นสาเหตุให้มีการก่อตั้งกลุ่ม MJ-12 ขึ้นมา และในขณะนั้นได้ติดต่อ Nelson Rockefeller
ด้วยเหตุผลที่ว่า ทั้งสองเป็นสมาชิกของ CFR และ Eisenhower เองด้วยความที่ซื่อสัตย์กับกลุ่ม CFR มาก และ ด้วยความเคารพใน
Rockefeller family จึงได้ร่มกันก่อตั้ง MJ-12 ขึ้นมา
และหลังจากนั้น Eisenhower ได้เข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าเขาตัดสินใจผิดมหันต์ ต่อ ประชากรของโลกใบนี้ และต่อรัฐบาลสหรัฐ

เป็นการหักเหครั้งใหญ่ เพราะ Nelson Rockefeller ใช้ความรู้วิทยาการณ์ทางดา้นวิทยาศาสตร์และและข้อมูลต่างๆ
เพื่อจุดประสงค์ของตัวเองด้วยความเห็นแก่ตัวและความโลภ

ในปี 1953 นั้นเองนักวิทยาศาสตร์ได้เห็นวัตถุ ที่มีขนาดใหญ่มากเคลื่อนที่เข้าใกล้โลกจำนวนหนึ่ง ในตอนแรกคิดว่าเป็นลูกอุกาบาตย์
แต่เมื่อมันเคลื่อนเข้าใกล้มากขึ้น และอยู่เหนือน่านฟ้า จึงได้เห็นว่าเป็น UFO ขนาดที่ใหญ่มากจอดเรียงกันบนน่านฟ้า
และ Project SIGMA และProject PLATO จับสัญญาณการสื่อสาร และแปลโดยคอมพิวเตอร์(the computer binary language)
และประสบความสำเร็จ จนมีการพบปะเจรจากัน
(Project PLATO นั้นมีหน้าที่หลักคือ เจรจาสัมพันธ์ทางการทูตกับ ALIEN GRAYS )


และต่อมาในช่วงเวลานั้นก็มี ALIEN อีกเผ่าพันธ์หนึ่ง มีลักษณะเหมือนมนุษย์ Humanoid ( Andromeda) คือย้อนกลับไปนิดนึงพวกนี้จะมี
spiritual development ที่สุงในระดับ 4 เทคโนโลยี่เอยู่ในระดับเดียวกับ spiritual
ส่วนพวกGRAYS และ Reptiliansอยู่ในระดับ3 คือ เทคโนโลยี่สุงแต่ spiritual ต่ำกว่า พวกนี้จะไม่เข้าใจในเรื่อง spiritual
แต่ก็พยายามที่จะก้าวไปให้ถึงในระดับ4 ระดับ spiritual นั้นมีระดับ12 ระดับหรืออาจมากกว่านั้น ระดับสุงสุดที่เรียกว่าพระเจ้า
หรือพลังงานfต้นแบบนั้นอยู่นอกเหนือ 12ระดับขึ้นไป อันนี้ต้องไปดูในคลิปของนักฟิสิกส์ที่ชื่อ Michio Kaku
ในหน้าแรกที่คุณ Piglet แปะไว้
แต่ที่เค้าพูดเอาไว้นั้นเป็นแค่ระดับ materialแค่นั้นเอง ส่วนมนุษย์เรายังไม่ติดอันดับเลย ทั้งเทคโนโลยี่และspiritual

Quote
เรื่อง ระดับของCivilizations มี3ระดับ
เผ่าพันธ์มนุษย์อยู่ในระดับ 0 ระดับที่2นั้นเป็นพลังงานที่อยู่ถาวรหรือไม่มีสิ่งไดทำลายได้ แม้ supernova
ถึงขนาดที่ว่าระดับ3 นั้นสามารถควบคุมแกแลคซี่ได้ ฯลฯ


เอาล่ะเข้าเรื่อง Andromeda นั้นมีspiritualที่สุงกว่าพวก GRAYS นั้นในการสื่อสารกับมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก
(Alex collier บอกว่าพวกนี้สื่อสารโดยใช้โทรจิต) ซึ่งก็ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์แปล เหมือนพวกGRAYS

จุดประสงค์ในการมานั้น Andromeda เพราะอยากช่วยเผ่าพันธ์มนุษย์และโลก ได้ยื่นข้อเสนอให้ทางการสหรัฐ ทำลายขีปณาวุธนิวเคลียร์
เพราะถ้ามีไว้มันจะเป็นการทำร้ายและทำลายโลก (อย่างที่ผมเคยบอกไปว่าโลกนี้มีชีวิตและพลังงานของมันก็ริบรี่เต็มที)
และจะไม่มอบอาวุธใดๆให้อยู่ในมือของมนุษย์เพราะมนุย์จะนำไปใช้ในทางผิดๆ

แต่ในเงื่อนไขเหล่านี้ Andromeda เสนอจะสอนให้มนุษย์เรียนรู้ทางด้าน spiritual (ซึ่งทรงพลังมากกว่าเทคโนโลยี่)(offered to help us with our spiritual development)

แต่ด้วยความโลภรัฐบาลสหรัฐ ก้อตอบปฏิเสธไป และด้วยกฏหมายสากลของจักวาลแล้ว Andromeda
จะเข้าแทรกแทรงอะไรไม่ได้นอกจากมีการเซ็นสนธิสัญญา

แต่ในปี 1954 รัฐบาลสหรัฐ ได้มีการลงนามในสนธิสัญญากับ GRAYS

เงื่อนไขในสนธิสัญญา

-ไม่รบกวนหรือก่อสงครามกับโลก
-รัฐบาลสหรัฐจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
-GRAYS ต้องสอบเทคโนโลยีไหม่ๆให้กับรัฐบาลสหรัฐ
-GRAYS จะต้องไม่ทำสนธิสัญญากับประเทศอื่นนอกจาก สหรัฐอเมริกา
-เห็นด้วยที่จะมีการแลกเปลี่ยน ประชากรมนุษย์และGRAYS เพื่อการทดลอง ศึกษา แต่มีเงื่อนไขว่า ทุกครั้งที่มีการนำมนุษย์
ไปจะต้องนำกลับมาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และลบความทรงจำออก และรายงานกับรัฐบาลสหรัฐทุกครั้งที่นำมนุษย์ไป
-ลงความเห็นร่วมกันที่จะให้มี alien ambassador(ชื่อว่า Crill or Krill) ไว้บนโลกและนำ human ambassadorไปเพื่อเป็นการรักษาสนธิสัญญา
-ทุกครั้งจะมีการแลกเปลี่ยน 16 GRAYS และ 16 human เพื่อการศึกษา ทดลอง
-รัฐบาลสหรัฐ อณุญาติ ให้มีฐาน บนโลก ได้ ที่โลก มีประมาณ 3-4 ฐาน และใน2 ฐานไต้พื้นผิวโลก นั้นมีการศึกษาทดลองร่วมกัน
ทั้งมนุษย์และ GRAYS

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:18 am

Project REDLIGHT ทดสอบการฝึกบิน UFO ซึ่งอยู่ใน Area 51 และอีกที่นึงที่ Dreamland และในที่นี้ก็เป็นที่แลกปลี่ยน
เทคโนโลยี่ ยุธโธปกรณ์ ต่างๆกับ GRAYS

ต่อมาในปี 1955 ทางรัฐบาลสหรัฐได้พบว่า GRAYS ได้ละเมิดสนธิสัญญา คือเรื่องการนำมนุษย์และสัตว์ไปศึกษา พบว่เสียชีวิตบ้าง
พิการบ้าง ผิดปกติบ้าง เพราะมีการพบเจอซากเหล่านี้ทั่วไป และทุกครั้งก็ไม่ได้รับการรายงานแต่อย่างใดจาก GRAYS
นอกเหนือไปจากนั้น ก็ทราบมาอีกว่า GRAYS ได้ทำสนธิสัญญากับประเทศโซเวียต ด้วย
และไดมีการติดต่อกับGRAYS ก็ยอมรับว่าละเมิดสัญญาจริง และยังได้มีการทดลองกับ มนุษย์ที่มากไปกว่านั้น
อีกคือ ใช้เวทมนต์ ศาสนา และการบูชาซาตาน( They stated that they had manipulated the human race through religion, satanism, witchcraft, magic, and the occult. )

และหลังจากนั้น-Air Force ได้ทำสงครามกับ GRAYS ปรากฎว่าเป็นที่ประจักษ์ว่าอาวุธเราสู้GRAYS ไม่ได้เลย

จากนั้น จึงมีคิดค้นคว้าอาวุธที่ทันสมัยขึ้นโดย 35 คน จาก CFR

และหลังจากนั้นอีก ก็พบว่า GRAYS ได้ทำการทดลองเปลี่ยนยีนส์มนุษย์และสัตว์ ต่างๆอีกมากมายเพื่อการรักษาเผ่าพันธ์ของตนเองไว้
(เพราะGRAYS ไม่สามารถสืบพันธ์ได้ หลังแพ้สงครามกับ Reptilians ก็ได้ถูกพวกนี้เปลี่ยนยีนส์ไป)

แต่ mj12 ก็ไม่ได้เชื่อถือในคำพูดของGRAYS มากนัก แต่ก็จำยอมให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไป เพราะยังอาศัยเทคโนโลยี่
จากGRAYS

และอีกด้านก็ได้มีการร่วมมือกับ โซเวียต และประเทศอื่นๆด้วย จึงเป็นกำเนิดของ Projects JOSHUA and EXCALIBUR.

Projects JOSHUA นั้นเป็นเทคโนโลยี่ของ NAZI คือใช้เสียงในการทำลาย ประสิทธิภาพสามารถทำลายเกราะโลหะที่มีความหนา 4 นิ้ว ได้ในระยะ 3 กิโลเมตร และเชื่อว่าอาวุธชนิดนี้สามารถยิง UFOได้

EXCALIBUR คือ อาวุธนิวเคลียร์ สามารถทำลาย ฐาน ของ alien ไต้ผิวโลกในพื้นผิวที่แข็ง ในระยะทางลึก 1 กิโลเมตรได้


หลายปีที่มีการติดต่อกับ GRAYS นั้น เทคโนโลยี่ได้พัฒณาขึ้นมาก เช่น antigravity-type craft ซึ่งสามารถเดินทางไป
the Moon, the planets Mars and Venus, ได้
รัฐบาลนั้นยังปิดบังโกหกต่อสาธาระณะชน อย่างมากในเรื่องพวกนี้

เช่นความจริงที่ว่า บนดวงจันทร์ มีต้นไม้และพืช เติบโตที่นั่น และสามารถเปลี่ยนสีได้ตามฟดูกาล
และมีก้อนเมฆ ด้วย(ด้านมืดของดวงจันทร์)
และสามารถเดินได้บนดวงจันทร์โดยมีแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับโลก

Quote
There are areas on the Moon where plant life grows and even changes color with the seasons. This seasonal effect is because the Moon does not, as claimed,
always present the exact same side to the Earth or the Sun. The Moon has several man-made lakes and ponds upon its surface, and clouds have been observed and filmed in its atmosphere.

และ ในปี 1969 บนดวงจันทร์ได้มีการสู้รบกัน ระหว่างอเมริกา และ โซเวียต เพื่อแย่งดินแดนที่นั่น
และมีคนเสียชีวิตไป 66 คน
แต่หลังจากนั้นก็กลับมาจับมือกันอีกครั้ง

D.M.T. ย่อมากจากชื่อทางเคมี Dimethyltryptamine (ไดเมทธิลทริปตามีน) เป็นยาเสพติดออกฤทธิ์ประเภทหลอนประสาท พบในเม็ดพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นในแถบ WEST INDIES และบางส่วนของอเมริกาใต้ ชาวอินเดียในแถบนี้จะนำมาบดเป็นผง รวมทั้งชาวพื้นเมืองของประเทศไฮติ ก็นำผงจากเมล็ดพืชเหล่านี้มาใช้เวลาประกอบพิธีทางศาสนา โดยการสูดดม เรียดว่า โคเฮบา (coheba) เพราะเชื่อว่าทำให้สามารถติดต่อกับพระเจ้าของเขาได้

ผู้เสพD.M.T. จะมีอาการเพ้อคลั่งและประสาทหลอน ผู้เสพจะไม่มีอาการติดทางกายแต่จะติดทางใจ



ว่ากันว่าที่จริงแล้วสารเคมีชนิดนี้ เป็นสารเคมีที่เชื่อมต่อกัน ระหว่าง spiritual กับร่างกาย ของมนุษย์ เพราะมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารนี้จะ มีอยู่ในสมองของมนุษย์ มากบ้าง น้อยบ้าง แต่มีกันทุกคน เพราะเหตุนี้ในระหว่างที่เราหลับเราจึงฝันไป

(แต่สารเคมีชนิดนี้ก็พบเจออยู่ในพืชได้หลายชนิดเช่นกัน)

และสารชนิดนี้ถูกทดสอบแล้วว่าเวลาคนใกล้เสียชีวิต สมองจะหลั่งสารชนิดนี้สู่กระแสเลือด จึงเป็นช่วงเวลาที่ spiritual
พลังงานหลุดจากร่างกาย

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:19 am

ประเภท
Type A: Raptilians {generic}
Type B:Raptilians {Humanoids}
Type C:Dracos {Royalty wings}
Type D: Serpents {mixed}

และจำพวกสุดท้ายนั้นมีไม่ค่อยเยอะ พวกนี้ไม่โหดร้าย และค่อนข้างเป็นมิตรกับมนุษย์ มาจากดาว Dracones
-Progressive or benolent Draconan {rare}

อยู่ในคลิปที่เคยผมให้ไปอ่ะครับ ตอนเกือบท้ายๆ
http://www.youtube.c...h?v=UWR6WE4z20g


ผมไม่รู้จะเริ่มยังไงดีเหมือนกัน เอางี้ครับขอออกแนววิทยาศาสตร์หน่อยๆคงไม่ว่ากัน เพื่อความเข้าใจ
เป้าหมายสุงสุดของวิทยาศาสตร์ คือการสร้างทฤษฎีที่สามารถใช้อธิบายได้ทั้งเอกภพ หรือ ค้นหา Mind of GOD
แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ถูกคุกคาม ควบคุมโดย Raptiod ยกตัวอย่างเช่น ไอน์สไตน์ที่ถูก ฮิตเลอร์ โดยการคุกคามจากนาซีนี้จึงทำให้ไอน์สไตน์ละทิ้งแนวทางสันติภาพ(ประวัติเขา น่าสนใจมากเป็นนักสู้เพื่อสันติภาพคนนึง)

เฮ้อ...เข้าเรื่องดีกว่า

สสารประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานเรียกว่าอะตอม
และแกนกลางประกอบด้วยประจุไฟฟ้าบวกและอิเล็กตรอน เรียกว่า โปรตรอนและอีกชนิดนึงคือนิวตรอน และภายในโปรตรอนนั้นยังค้นพบอนุภาคจิ๋วไปกว่านั้น คือ ควาร์ค(Quark)
และยังมีการมองหาอนุภาคที่เล็กไปกว่านั้นอีก
กลศาสตร์ควานตั้มบอกกะเราว่า อนุภาคทุกชนิดแท้จริงแล้วเป็นคลื่น และยิ่ง อนุภาคมีพลังงานสุง ความยาวคลื่นยิ่งสั้นลง
ดังนั้นคำตอบจึงขึ้นกับว่า เรามีอนุภาคที่มีพลังงานสุงมากแค่ไหน เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะ มอง สิ่งมีขานดจิ๋วได้ขนาดใด

ดั้งนั้นองค์ประกอบของทุกสิ่งในโลกรวมทั้งมนุษย์ก็มาจากสิ่งเดียวกัน

เราคือพลังงาน

คำนี้ measurement problem เป็นคำที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายกลัวถุกถามมากที่สุด ในการวัดขานดของอะตอม เพราะอะตอมนั้นเคลื่อนที่อยู่เสมอ สามารถเกิดขึ้นและแตกตัวได้เองในบางสภาวะ

ถ้าเรามองจาก Velativity theory , quantum theory นั้นไม่มีสิ่งไดเลยที่มีความหนาแน่น

และถ้ามองลึกไปกว่านั้นการมองของเราหรือ vision จะเปลี่ยนหรือแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะอนุภาคต่างๆเหล่านี้คือ electron โดยการรวมของโมเลกุล+อะตอม
ถ้ามองลึกกว่านั้นไปอีก คือไม่มีแม้แต่อนุภาค จะมีแตความเชื่อมโยงกันของพลังงานทั้งหมด

project holographic

สมองของเรานั้นรับสัญญาณมากมาย และเชื่อมโยงสัญญาณภาพเข้าด้วยกันและแปลความหมายมองเห็นเป็นภาพ 3 มิติและสร้างสิ่งที่จับต้องได้

ถ้ามองลงไปใน quantum จะเห็นได้ว่าทุกอนุภาคนั้นเชื่อมโยงกัน

และถ้ามองย้อนเวลาไปที่จุดเริ่มต้น ต้นกำเนิดอนุภาคต่างๆ สุดท้ายแล้วมีขนาดเล็กลง เล็กที่สุด จนหายไป จนเหลือแต่พลังงาน
electron นั้นเชื่อมโยงกันแบบไหน พลังงานก็เชื่อมโยงกันแบบนั้น

ดูลิ้งนี้ไปก่อนนะครับยังมีต่ออีกยาว คลิกเลยครับ


The Quantum Apocalypse of The Holographic Universe



Holographic Universe (Part 1 of 2 ) its all illusion. (โลกที่มองเห็นเป็นโลกสมมุติ)


Holographic Universe ( Part 2 0f 2 ) its all illusion

เปิดความลับสุดยอดของมนุษย์

ต่อมไพเนียล(Pineal grand) อยู่ตรงกลางระหว่างสมองส่วนเซรีบรัม (Cereblum) ซ้ายและขวา ผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่า เมลาโทนิน (Melatonin)

melatonin เมลาโธนิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมโพเนียล (pineal gland) ฮอร์โมนนี้มีผลคล้ายยานอนหลับ คนแก่ที่นอนไม่หลับจะหลั่งเมลาโธนินน้อยกว่าคนหนุ่มสาว เมลาโธนินมีความสำคัญดังต่อไปนี้

-ช่วยให้หลับสนิท

-ลดอาการสับสนในเรื่องเวลาของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อาการออ่อนเพลียเมื่อเดินทาง

-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ลดความเสื่อมของเซลล์และของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

(แต่ศักยภาพมันมีมากกว่านั้นมหาศาล)

ลักษณะของ Pineal grand คล้ายดวงตา ห่อหุ้มด้วยน้ำ เพียงแต่ไม่มีเลนส์เหมือนดวงตา ฉนั้นเอง จึงเปรียบเสมือนดวงตาดวงที่3 ของมนุษย์

และมีบางศาสนาที่กล่าวถึงการถอดจิตโดยการนั่งสมาธิ แต่แท้จริงแล้ว Pineal grand นี่เองที่ทำหน้าที่หลังจากที่เราหลับตาลง หรือเวลานอน

Pineal grand หรือตาดวงที่3 ก็จะเปิดออก และเชื่อมสัญญาณของเราเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง ที่มองเห็นด้วยตาดวงที่ 3 ของเรา





พวก Raptiod ควบคุม มนุษย์ได้อย่างไร



1)ควบคุม Pineal grand ของเราโดยทางอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดที่มีส่วนผสมของFluoride ,aspartame ,และอาหารที่ผ่านกระบวนการ ฟอกสี ขัดเกลา กลั่น สกัด (refine)ที่ส่งผลให้เกิดแคลเซี่ยมเกาะ Pineal grand

จึงทำให้ตาดวงที่ 3 ของเราบอดสนิท และทำให้มองเห็นโลกในความเป็นจริงไม่ได้

2) ควบคุมโดยทางความเชื่อ (Manipulation)

3)ควบคุมโดยใช้สนามพลังงาน (Earth energy grid)โดยการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในจุดที่มีสนามพลังงานหนาแน่นเหล่านี้เพื่อ ควบคุมเรา

4)ใช้เสียงที่มีพลังงานด้านลบ โดยผ่านเสียงที่มีความถี่ต่างกัน

5)ใช้ ภาพสามมิติ {holographic}



สงคราม(ที่มองไม่เห็น)ต้องมีรู้เขาและรู้เราจึงจะชนะ

เมื่อเรารู้เขาและอาวุธของเขาแล้วก็มารู้เราบ้างและอาวุธของเราบ้าง



--รู้เรา--

-เราเป็นสิ่งที่ถูกสร้างมาสมบูรณ์แบบมาก และพลังงานที่มีอยู่ในเรานั้นมีศักยภาพมหาศาล

ใน 100 % เรานำมันมาใช้แค่ มากสุดแค่5% นี่เป็นสิ่งที่

-พลังงานในมนุษย์เราถูกสร้างจากพลังงานต้นแบบ และพลังงานของมนุษย์ทุกคนมาจากที่เดียวกัน

เป็น 1เดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเหมือนอนุภาคต่างที่มากจากที่เดียวกันแยกจากกันไม่ได้

แต่การที่ pineal gland หรือตาดวงที่3 เราเปิดออก ก็ยังไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจหรือใช้ศักยภาพที่เรามีอยู่ได้เลย มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเปิดหน้าต่างในโลกแห่งความเป็นจริงออก แค่นั้นเอง
นี่แหละจึงเป็นสิ่งที่ Andromeda อยากจะสอนให้เราเข้าใจและใช้พลังงานนี้ เพื่อที่เราจะเป็นอิสระ จากพวก Reptilians หรือGrays

และ พลังงานของมนุษย์นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานที่เรียกว่าความรัก (เช่นเดียวกับufo ufo ที่ใช้น้ำเป็นตัวขับเคลื่อนในการเดินทางได้หลาย dimension )

แต่ก็ยังเป็นระดับ physical class ไม่สามารถเดินทางได้ไกลกว่านั้น (ระดับพลังงาน มี12 ระดับหรืออาจมากกว่านั้น) แต่พลังงานที่เรียกว่าความรักนั้น มันมีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เพียงแต่เราไม่รู้วิธีที่จะใช้มัน
แต่พวก Reptilians หรือGrays ไม่เข้าใจในพลังงานนี้เลย

พลังงานความรักนี้ สามารถนำเราให้เดินทางไปถึงในระดับ 12 ได้ แต่ก็ไม่มีทางไปได้ไกลกว่าพลังงานต้นแบบ เพราะมันสิ้นสุดที่นั่น

แม้แต่ญาติ พี่น้อง ของเราจากดาว Lyrae เองก็ใชพลังงานนี้ในการเดินทางและอยู่ได้ด้วยพลังงานนี้ (นี่แค่ระดับ 4 เองนะครับ) พวกเขายังเรียนรู้ที่จะไปให้ไกลกว่านั้น

ตัวอย่างหน้าตาญาติ พี่น้อง เราครับ

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:21 am

มารู้จักคุณโลก....อันที่จริงโลกเรานั้นมีชีวิต หรือเรียกอีกทีก็เป็นพลังงาน(spiritual) ที่คล้ายกับมนุษย์


ในยุคโบราณนั้นค้นหาน้ำและแร่ธาตุต่างๆไต้พื้นผิวโลกโดย ใช้สิ่งที่เรียบง่ายมาก คือใช้กิ่ง hazel,rowan ,willow โดยทำเป็นรูปตัว Y ชี้ไปตามจุดที่เรียกว่า earth energy grid
ถ้ากิ่งไม้สั่นไหวก็แสดงว่าตรงนั้นมีแร่ธาตุหรือน้ำอยู่

ทำไมคนในยุโบราณถึงเข้าใจในสิ่งนี้ ก็เพราะว่าพลังงานโลกนั้นเชื่อมโยงกับพลังงานที่มีอยู่ในมนุษย์

space time-lines

มีหลายประเทศที่พยายามค้นหาพลังงานของโลก ( ley-lines)

รูปร่างของพลังงานโลก ley-lines ไม่สามารถวัดความยาวของมันได้ เพราะเส้นทางหรือสนามพลังงานของโลกนั้นมีขอบเขตที่ไม่สิ้นสุด ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ
ในภาพเส้นที่อยู่ตรงกลางถ้าพลิกมองด้านตรงดู จะเห็นว่าเป็นแค่จุด และมีวงจรขั้วบวกและลบวิ่งอยู่เป็นวงกลม ลักษณะเหมือนโดนัท
แต่ถ้ามองด้านข้างจะเป็นลักษณะเหมือนคลื่นที่วิ่งสลับขั้วบวก- ลบ และจุดตรงกลางที่มันวิ่งมาชนกันจะเท่ากับ 0 หรือสมดุล(Neutral -Zero line)
จุดที่3เรียกว่าสมดุลนั่นแหละ เป็นจุดที่(Absolute )คงที่



ดังนั้น earth energy grid นั้นสุดท้ายแล้วก็คือสิ่งนี้

การเคลื่อนที่นั้นเป็นการเปลี่ยนฐานข้อมูลให้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ เป็นการเคลื่อนที่ระหว่างขั้ว+และ- สรุปคือทุกสิ่งที่เรามองเห็นคือสิ่งที่ว่างเปล่า

มันเป็นเพียงแค่พลังงานเท่านั้น
เช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ ใช้พลังงาน พลักดันร่างกายให้เคลื่อนไหว
แต่จริงๆแล้วด้วยตัวพลังงาน เองแล้วมันไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน มันยังอยู่ที่นั่น ที่เดิม (เวลาของปัจุบัน )In truth, we or our consciousness rather is always in the ETERNAL PRESENT.

Quote
When we see or feel as if we are moving from one location to another, we are not really moving at all. Although it seems as if we are definitely moving through time and space, our senses deceive us . . . it is really just the information that is altering or changing within our own consciousness?? and seeing as our surrounding reality is made-up of our own energy, then this is what we will sense and experience

เรารู้ว่าร่างกายเราเคลื่อนไหว สามารถไปตามที่ต่างได้ ฯลฯ แต่ที่จริงแล้วเราอยู่ที่เดิมเพียงแต่มีการเปลี่ยนฐานข้อมูล ในพลังงาน เท่านั้นเองดังนั้นเราจึงอาศัยอยู่ใน (unconscious)
ที่เราไม่สามารถรู้สึกได้เพราะจิตไต้สำนึกเรายังไม่ตื่น และ Ego ที่พยายามผลักความเป็นจริงเกี่ยวกับผู้สร้างออกไป

Quote
It is the ego that wants to 'avoid the void'. The ego wants to avoid That,which is the True Creator behind its illusory reality, and which has the power to expose the illusion about itself and its world which the ego is trying to dominate and control.



earth energy grid

ดังนั้นเอง พวก Raptilians จึงใช้เส้นทางของพลังงานที่หนาแน่นของโลกเหล่าสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ตัวอย่างเช่นรูปข้างล่างเพื่อดึงพลังงานของโลกไปใช้ตามจุดประสงค์

ร่างกายของมนุษย์เองก้อมีจุดของพลังงานที่เหมือนกับโลก



แต่ยังไงก็ตามมันก็เกี่ยวเนื่องกันครับในสิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้

พูดถึงความเป็นมาของมนุษย์และreptilians และรู้จักโลกไปแล้ว ทีนี้มารู้จักผู้สร้างหรือพลังงานต้นแบบบ้างครับ (ฟังดูอาจเหมือนนิยาย แต่มันคือความจริง)

พอพูดพูดถึง พระเจ้า หลายคนรีบปัดความคิดนี้ออกไปทันที ที่ผมเชื่ออย่างนั้นเพราะ EGO ของในความคิดมนุษย์สร้างกำแพงบังความจริงนี้อยู่ แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ไม่อาจปฏิเสธแนวคิดนี้ไปได้

จึงได้มีทฤษฏีต่างๆมาค้นหาความเป็นพระเจ้าหรือ เอกภพ

หลายคนถามว่าพระเจ้าคือใคร มีตัวตนหรือไม่ แล้วสร้างจักรวาล โลก สรรพสิ่ง และมนุษย์เผ่าพันธ์ต่างๆมาทำไมเพื่ออะไร (ถ้าถามผมแล้วในบางคำถามต้องตอบว่าไม่รู้จริงๆ)
เพราะสมอง หรือ consciousness อันน้อยนิดของเราเข้าใจได้ไม่หมด

ยกตัวอย่างเช่นโลกของมด กับ มนุษย์ มดจะเข้าใจมั้ยว่ามนุษย์กำลังทำอะไรคิดอะไรอยู่ ไม่มีทาง

พระเจ้าหรือผู้สร้างก็เช่นกัน พลังงานเริ่มต้นหรือผู้สร้างนั้นเกินความเข้าใจของมนุษย์หรือพลังน้อยนิดอย่างเรา

จากการที่ได้ค้นคว้าข้อมูลมามากมาย เราอยู่ในโลกสมมุติก็จริง แต่เราไม่ได้สร้างสิ่งสมมุติโดยการเปลี่ยนฐานข้อมูลในพลังงานของเราทั้งหมด

อย่างที่บอกไป ว่าถ้าเทียบพลังงานของมนุษย์กับพลังงานต้นแบบแแล้วก็เหมือนมดกับมนุษย์หรือเราอาจจะเล็กกว่านั้นด้วยซ้ำ



ถ้าเราพูดว่าเราอยู่ใน matrixนั้นหลายคนอาจจะงง ว่าทำไมเรามีสิ่งที่จับต้องได้ และถ้าอย่างนั้นเรื่องการสร้างโลกก็เป็นเรื่องเหลวไหล

คือมันอย่างนี้ครับ โลกที่เราเห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้ มันเป็นสภาวะจำลองที่ถูกสร้างมาจากอนุภาคที่เล็กที่สุด มาจากอนุภาคเดียวกัน

ตัวอย่าง พลังงาน-ควาร์ค(หรือเล็กกว่านั้น)ที่เป็นอนุภาคเริ่มต้น- อิเล็กตรอน-โปรตรอน-อะตอม-โมเลกุล-และสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นฯลฯ- และมาจบที่(พลังงาน)

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามองลงไปในทีวีหรือคอมฯ ทีวีหรือคอมฯ โดยตัวมันเองมันไม่มีภาพถ้าถอดปลักและถ้ามองลึกลงไปแยกส่วนประกอบ แยกโมเลกุล-อะตอม ฯลฯ จนเล็กที่สุด จนสลายไปก็คือความว่างเปล่าฉนั้นสิ่งที่ขับเคลื่อนคือพลังงานไฟฟ้า

ฉนั้นทุกสิ่งอย่างล้วนมาจากพลังงาน และสุดท้ายก็เหลือแค่พลังงาน อย่างเช่น พลังงานของโลก สุดท้ายมันก็คือพลังงานที่มีรูปร่างเหมือนโดนัท

และพลังงานทุกพลังงาน ทั้งโลกและจักวาลล้วนมาจากพลังงานต้นแบบ เพราะนั้นเองพลังงานโลกจึงวัดความยาวจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดของมันไม่ได้

เพราะมันถูกเชื่อมโยงกับพลังงานต้นแบบ



พระเจ้าหรือพลังงานต้นแบบสร้างโลก มนุษย์มาทำไม สร้างยังไง (เอาตามความเข้าใจอันน้อยนิดของมนุษย์นะครับ)

ที่บอกไปข้างต้นว่า พลังงานนั้นมีหลายระดับ 0-12หรืออาจมากกว่านั้น และการที่จะไต่ระดับไปจนไกล้พลังงานต้นแบบ คือการอยู่หรือใช้พลังงานความรักในการขับเคลื่อน ถ้าถามว่าพระเจ้าหรือพลังงานต้นแบบคือใคร ต้องบอกว่าพระเจ้าคือ ความรัก (และพลังงานความรักนั้นแยกย่อยมาอีกเยอะมาก)



พระเจ้าสร้างโลก มนุษย์และจักวาลและสรรพสิ่งมาเพื่อจำลองรูปแบบของความสมบูรณ์แบบ ของความเป็นผู้สร้าง และการสร้างนั้นไม่เคยผิดพลาด

มนุษย์ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์แบบ (เป็นรูปแบบจำลองของพระเจ้าหรือพลังงานต้นแบบ)แรกสร้างนั้นมนุษย์จดจำผู้ สร้างของเขาได้และรู้สึกตัวว่าตัวเองเป็นใคร

ด้วยเหตุนี้มนุษย์ในยุคโบราณจึงมีอายุที่ยืนยาว

เพราะมนุษย์ยังไม่ถูกควบคุมโดย พวก Reptilians (พวกนี้ก็ถูกสร้างมาเหมือนกันแต่ไม่ได้ถูกสร้างมาให้อาศัยอยู่ที่นี่)

พอมนุษย์ถูกควบคุมก็เริ่มหลงลืมผู้สร้างของเขา และลืมความเป็นตัวเอง(ว่าแท้จริงตนเองเป็นแค่พลังงานและอาศัยอยู่ในรูปแบบจำลองนี้)



ฉนั้นพระเจ้าสร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง ด้วยพลังงานความรัก (เช่นเดียวกับมนุษย์ในการสร้าง ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง จนสำเร็จด้วยความรักและเอาใจใส่ในผลงานชิ้นเอก เราก็ภาคภูมิใจในสิ่งที่เราสร้างมากับมือ)



พระเจ้าสร้างโลกมายังไง

สร้างด้วยพลังงานเสียง

มีการทดลองโดยการเอาทราย (อนุภาคที่ใหญ่กว่าควาร์คมากมาย)ใส่ลงไปในน้ำ และใช้เสียงจากเปียโน โดยการเล่นโดยใช้คีย์ที่ต่างกัน

จะพบว่าทรายมีการเปลี่ยนรูปลักษณ์โดยเป็น ภาพต่างๆในเสียงที่ต่างกัน ยิ่งความถี่ของเสียงมีมากเท่าใด ภาพยิ่งมีความซับซ้อนมากเท่านั้น ทรายซึ่งมีอนุภาคใหญ่กว่าควาร์คมากแต่ยังเปลี่ยนรูปได้ขนาดนี้ ฉนั้น เองการที่ผู้สร้างใช้ความถี่เสียงอันทรงพลังในการรวบรวมอนุภาคที่เล็กกว่า ควาร์ค ในสถานที่ต่างกัน (แกแลคซี่ต่างๆ) ในลักษณะรูปแบบเดียวกันนี้

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:22 am

พวก Reptilians ควบคุมเราครั้งแรกโดยทางความเชื่อ (Manipulation) โดยทำให้มนุษย์คล้อยตามความคิดของมัน (อย่างที่บอกไปพวกนี้พลังงานและเทคโนโลยี่อยู่ในระดับ 3พวกนี้ถูกสร้างมาก่อนมนุษย์) จึงเป็นเรื่องง่ายในการควบคุมมนุษย์ที่ยังอยู่ในระดับ0

แต่พวกนี้ไม่เข้าใจในเรื่องพลังงานความรักเลย พระเจ้าสร้างทุกสิ่งด้วยความรักก็จริง แต่ก็ให้อิสระทางความคิดกับมนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่น เช่นเดียวกับพลังงานที่มีขั้ว บวกและลบ พวกReptilians เลือกที่จะเป็นลบ หรือดำ

(ความสมบูร์แบบของพระเจ้านั้นมี ขาว ดำ บวกและลบ มันก็ยากที่จะอธิบายแต่มันเป็นความสมบูรณ์แบบอ่ะครับ)

แต่ก็แน่หล่ะผู้สร้างเมื่อสิ่งที่สร้างถูกคุกคามก็คงไม่อยู่เฉยๆ นะผมว่า เพราะนั้นเอง เรื่องราวของผู้สร้างจึงถูกพูดถึงกันมากมายในขณะนี้ เพื่อมนุษย์จะตื่นขึ้นและรู้จักตัวตนที่แท้จริงและผู้สร้างของเขา

ฉนั้นคนที่กลัวเรื่องปี 2012 หรือวันสิ้นโลกอย่ากลัวไปเลยครับ เพียงแต่คุณตื่นขึ้นมารับรู้ความจริง และเริ่มใช้พลังงานความรัก เสียตั้งแต่ตอนนี้

คราวหน้าผมจะมาพูดถึงพลังงานความรัก แต่วันนี้เหนื่อยแล้ว และขอไปหาข้อมูลมาเพิ่มอีกPosted Image

เอาคลิปนี้มาให้ดูครับ


The 2012 Enigma by David Wilcock Pt. 01

The 2012 Enigma by D avid Wilcock Pt. 03


New World Rebels - 'Through The Eyes Of Your Controllers...'


และความเคลื่อนไหวของพวก Reptilians & Grays เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก Project Blue beam ในตอนนี้ถูกพัฒณามาเป็น Project H A A R P แล้วครับ

Project นี้ 1) สามารถควบคุมหรือสร้างพายุ แผ่นดินไหว สึนามิ โดยใช้พลังงานเสียงได้ ถูกทดลองใช้ในหลายที่เช่น ไทย

อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น พม่า ล่าสุดและตอนนี้คือ จีน เป้าหมายคือลดประชากรมนุษย์


2) สร้างภาพ สามมิติ ในตอนนี้มีการทดลองนำมาใช้กันบ้างแล้ว เช่นที่ ญี่ปุ่น ล่าสุด มีคลิปอยู่ข้างล่างครับ และ appleก็ผลิต

มือถือแบบนี้มาแล้วครับ แต่นี่เป็นการยิงสัญญาณจากคอมฯขนาดจิ๋ว

แต่จุประสงค์หลักคือ One world religion เพื่อจะควบคุมได้ง่ายขึ้น จะมีการนำเอา Project นี้ มาใช้โดยการ ยิงสัญญาณ

จากดาวเทียม โดยใช้ระบบ airwaves ELF,VLF,LF โดยสร้างภาพ 3 มิติ บนท้องฟ้า

รวบรวมเอาความเชื่อทุกศาสนาเข้าด้วยกัน ในคลิปมีการกล่างอ้างถึงพระเยซู คนที่เป็นคริสเตียนอย่าเพิ่งโกธรนะครับ พระเยซู

คริสมีเคยตัวตนจริงๆในโลกนี้ แต่ไม่ใช่แบบที่พระคัมภีร์พูดถึง ข้อความมันถูกเปลี่ยนแปลงไปมาก

และศาสดาในทุกศาสนามีเคยตัวตนอยู่จริงแต่ไม่ใช่ที่หลายคนเข้าใจ มันถูกบิดเบือนเพื่อนำมาใช้ควบคุมมนุษย์ เจ้าของข้อ

ความนี้ถูกฆ่าไปนานแล้วครับ ILLUMINATI H A A R P Project Bluebeam ฐานรู้ความจริงมากไป


พลังงานความรัก

อย่างที่บอกไปว่าพลังงานความรักนั้นผู้สร้างได้ใส่มาในความจำเราโดยธรรมชาติ จะสมบูรณ์ได้คือเป็นผู้รับและผู้ให้ มนุษย์เราถูกสร้างมาจากอนุภาคเดียวกับโลกและจักวาล(แต่มนุษย์เราเป็นสิ่ง จำลองรุ่นล่าสุดและสมบูรณ์แบบ)

พลังงานก็เป็นพลังงานที่มาจากที่เดียวกัน(เพียงแต่พลังงานที่อยู่ในเราเป็น พลังงานคล้ายหรือเหมือนพลังงานต้นแบบหรือเรียกอีกทีคือเข้มข้นกว่าพลังงาน อื่น)


เพราะนั้น พลังงานของมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และเชื่อมโยงเข้ากับพลังงานต้นแบบ แต่ที่เราลืมว่าเราเป็นพลังงานเดียวกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกัน็เพราะพวก Reptilians มันควบคุมเรามานานมากจนเราลืมและห่างจากความจริง

ว่าเรานั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน พวก Reptilians ทำให้เข้าใจว่าเราต่างกัน สร้างความรู้สึกแปลกแยก (เคยรู้สึกแบบนี้มั้ยบางทีเราอาจเจอคนแปลกหน้าแต่เรารู้สึกคุ้นกับคนนี้มาก เลย หรือบางทีที่เราไม่เคยไปมาก่อนแต่เรารู้สึกเหมือนเคยมาแล้ว นั่นก็เป็นเพราะเรากับโลกใบนี้นั้นมีพลังงานที่เชื่อมโยงกันอยู่)

นั่นแหละที่บางครั้งที่จิตสำนึกของโลกแ่ห่งความเป็นจริงเราตื่นขึ้น ว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกัน พลังงานนั้นเหมือนเป็นร่างกายเดียวกัน (เพราะนั้นการเกลียดหรือทำร้ายกันและกันก็ไม่ต่างอะไรกับการทุบตีร่างกายของ เราเอง)


การที่จะรักคนอื่นได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมั้ย มันจะยาก ในแบบที่ว่าเรายังไม่เปลี่ยนมุมมองและความเข้าใจของเรา แต่มันจะง่ายถ้าเราเปลี่ยนมุมมองของเรามองในโลกแห่งความเป็นจริงว่าเขานั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา จะแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็เป็นพลังงานเดียวกัน

ถ้าเขาเจ็บเราก็เจ็บด้วย (อ้อ..ผมลืมบอกไปว่าพลังงานทุกพลังงานนั้นมากำเนิดจากที่เดียวกันก็ต้องรวม ไปทั้งสัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ ด้วยครับ แต่มนุษย์นั้นเป็นพลังงานที่เข้มข้นกว่า)


เหมือนกับ ที่คุณ piglet เอามาแปะไว้ Hoponupono การรักษาโรคแบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในการนำพลังงานความรักนี้มาใช้ โดยการที่เริ่มต้นแก้ไขจากตัวเองก่อน แต่ไม่ใช่การท่อง ว่า ขอโทษ ให้อภัย ขอบคุณ และบอกว่าเรารักคุณ อย่างเดียวนะครับ เพราะถ้าเป็นแค่อย่างนั้น

อย่างเดียว ( เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็เหมือนคนที่เล่นดนตรีแบบไม่เป็นเพลงอ่ะครับ ) มันจะต้องเข้าใจและรู้สึกจริงๆจากส่วนลึกในใจเราว่าเรารักเขา และมองโลกในความเป็นจริงว่าเราเป็นพลังงานเดียวกัน มันถึงจะเกิดผลอย่างนั้นจริงๆ


การที่พูดว่าขอโทษ ขอให้ยกโทษให้ และบอกรัก นั้น มันเป็น ส่วนที่อยู่ลึกๆในความรู้สึกของมนุษย์ว่าเราทำผิดกับผู้สร้างของเรามากมาย ในการที่เราหันหลังให้ผู้ที่สร้างเรามานานแสนนาน มันเป็นการประกาศว่าเรารักผู้สร้างของเรา นั่นแหละการรักษาโรคในลักษณะแบบนี้จึงเกิดผล


และความรักของผู้สร้างเราก็เชื่อมโยงเข้ากับพลังงานอื่นๆที่เรากำลังคิดถึง เขาอยู่ และปลดปล่อยเขาจากการที่เขาถูกควบคุมอยู่ หรือเจ็บป่วยอยู่


อ้อ...ผมจะพูดถึงโรคภัยไข้เจ็บที่มนุษย์เป็น คือ มันไม่มีอยู่จริงในโลกแห่งความเป็นจริงของเรา โรคต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามองในแบบอนุภาคที่เล็กที่สุด มันก็คือคลื่นพลังงานขั้วลบ ที่มันควบคุมพลังงานที่มีอยู่ในตัวเรา ดังนั้นโรคเอดส์(ที่เป็นโรคที่Grays คิดค้นขึ้นมา) อันที่จริงมันรักษาให้หายได้

โดยพลังงานไฟฟ้า ไม่เกิน 10 ครั้ง

สรุป

ขั้นแรก บอกกับผู้สร้างครับว่าเราขอโทษในตอนนี้เราจำได้แล้วว่าเราคือใคร และเรารักผู้สร้างและเราเชื่อมโยงกับผู้ที่สร้างเรา และ เริ่มรักคนไกล้ตัวก่อนครับ รักเค้าให้เหมือนกับที่เรารักตัวเอง ให้อภัยซึ่งกันและกัน(ให้อภัยตัวเองและคนอื่นเพราะมนุษย์มีผิดพลาดได้)

แล้วมองว่าเราแยกจากกันไม่ได้ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วคุณจะเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างรอบตัวคุณเปลี่ยนไป (แต่อย่าคิดว่าเราเป็นผู้วิเศษนะครับเราทุกคนเป็นเหมือนกันขึ้นอยู่กับความ เข้าใจเท่านั้นเอง) และเราจะเข้าใจอะไรที่อยู่ในระดับที่สุงขึ้นไปกว่านั้น (เพราะพลังงานมีหลายระดับ)


พี่น้องเรา จากดาว Lyrae พวกเค้าผ่านตรงนี้ไปแล้วครับ ที่นั่น พวกเค้าอยู่ด้วยความรัก การเคารพ ให้เกียตริย์กันและกัน และเคารพกฎของจักวาล(กฎของพระเจ้า) เค้าอยู่ในระดับ 4 แล้วครับ

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:26 am

เรามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันหมดครับ เป็นพลังงานที่เท่าเทียมกันแม้กระทั่งคนพิการ (แม้กระทั่งพี่น้องเราจากดาว Lyrae เองเค้ายังบอกเลยว่าเราเป็นเหมือนเค้าเราไม่ต่างกัน จะต่างกันก็แค่การรับรู้และเข้าใจ ผมอ่านเจอ

ในเวบนึงไม่ได้ save ไว้เดี๋ยวขอเวลาให้ผมค้นมาแปะก่อนนะครับ)

เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องมาชดใช้กรรมอะไร เพราะจุดประสงค์ของการสร้างคือเราให้อยู่อย่างมีความสุข และครอบครองทุกสิ่งในโลกนี้ เป็นแบบจำลองของโลกแห่งความเป็นจริง (เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนโลกแห่ง

ความจริง) เมื่อแรกเริ่มสร้าง แม้แต่consciousness เราก้อยังมีเท่ากัน คือการรับรู้และรู้จักผู้สร้างของเขา แต่ในปัจจุบันที่ไม่เท่าเทียมกันก็คือ consciousness เท่านั้นครับ เพราะบางคนยังไม่ตื่นรับรู้โลกแห่งความจริง

และมนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการพูดคุย หรือติดต่อกับผู้สร้างของเขา เพียงแต่ว่าใครมีความเข้าใจมากขนาดไหน

แต่พวก Reptilians มันควบคุมสิ่งนี้เอาไว้ และไม่ให้มนุษย์ได้ปกครอบครองสิ่งที่ผู้สร้าง สร้างไว้สำหรับมนุษย์ มันเข้ามาครอบครองทุกสิ่งในโลกโดยใช้เผ่าพันธ์ ของมัน ตั้งไว้ ในตำแหน่งสุง( Elite ) เพื่อควบคุมและ

จำกัดให้มนุษย์อยู่ในกรอบ อาหารก็ถูกจำกัด ถ้ามีมนุษย์มากเกินไปก็ลดประชากรลงเสีย

ด้วยวิธีต่างๆ ส่วนเรื่องคนพิการ นั้นเกิดจากอาหาร หรือยา บางชนิด ที่เรากินเข้าไป แล้วส่งผลให้ ยีนส์ ของมนุษย์ผิดปรกติ เช่น พืช GMO เป็นต้น


และเรื่อง ภัยภิบัติทางธรรมชาติต่างๆ พวก Reptilians และ Grays ก็เป็นผู้กระทำทั้งนั้น โดย project haarp blue beam . เพื่อลดประชากรมนุษย์ และ โรค ภัยต่างๆในขณะนี้ด้วย

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:30 am

พระเจ้าหรือผู้สร้างหรือพลังงานต้นแบบมีจริงครับ (แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ยังค้นหาความเป็นเอกภพ+Mind of GOD) ทำไมต้องรักด้วย ก็เพราะ

พลังงานของพระเจ้าคือ พลังงานความรักครับ (ในภาษามนุษย์)

ถ้าเราไม่เริ่มต้นจาก รัก เราก็จะไม่รู้จักพระเจ้าหรือพลังงานต้นแบบเลย (พลังงานความรักนี้มาจากพลังงานต้นแบบที่มีอานุภาพและทรงพลัง

มหาศาล ยิ่งกว่าพลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังานงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานไฮโดรเจน ฯลฯ)


มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาจาก เผ่าพันธ์ Anunnaki ครับ Anunnaki คือ เผ่าพันธ์ Reptilians super race and governed by elite หรือ

เรียกอีกทีว่าเป็น ผู้นำ หรือชนชั้นสุง หรือ กษัตริย์ ของ เผ่าพันธ์ Reptilians ครับ ไม่ได้เป็นผู้สร้างมนุษย์ แต่อย่างใด

ตรงกันข้าม พระเจ้าหรือพลังงานต้นแบบก็สร้างเผ่าพันธ์ นี้มาเหมือนกัน แต่พวกเขา เลือกที่จะหันหลังให้พระเจ้า อยากเป็นเหมือนพลังงานต้นแบบ หรือเรียกอีกทีว่ากบฏ เพราะอย่างที่

บอกไป ผู้สร้างนั้นมีความสมบูรณ์ แบบ มีทั้ง ขั้วบวกและ ลบ ทั้งสองขั้วนี้ทำให้พลังงานนั้นสมดุล


แต่พวก Reptilians เลือก ที่จะเป็นขั้วลบ หรือดำ และพวกนี้เองที่ทำการเปลี่ยนแปลงยีนส์ของมนุษย์ จากยีนส์ดั้งเดิมที่สมบูรณ์แบบ (ย้อนกลับไปอีกที) มนุษย์ที่

อาศัยอยู่ในโลกนี้นั้น มี ยีนส์ของมนุษย์สายพันธ์อื่นๆ รวมกันอยู่ในตัวเราทั้งหมด 22 DNA


แต่พวก Reptilians ได้ทำการดึงเอา DNA ของมนุษย์ออกไปตั้ง10 DNA โดยวิธีต่างๆผ่าน อาหารบ้าง ยา บ้าง น้ำหรือเครื่องดื่มบ้าง

หรือการทดลองในแลป ฯลฯ จึงส่งผลให้พิการบ้าง จิตไม่ปรกติบ้าง(เพราะมันส่งผลโดยตรงกับสมอง)


ฉนั้นมนุษย์ในยุคปัจจุบันนั้น จากที่ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้วครับ เพราะนั้นเอง (pinealgland) ของเราจึงทำงานไม่ปรกติไม่สามารถ

จดจำได้ว่าเราเป็นใคร และจำผู้สร้างของเขาไม่ได้


หลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นมีเยอะมาก ถ้าจะเรียบเรียงให้เข้าใจคงใช้เวลาเป็นปีๆหรืออาจมากกว่านั้น และมันจะต้องเอาข้อมูลไปเปรียบเทียบกับหลายๆแหล่ง

(ที่ผมเอามาพูดเนี่ยอย่างที่ย่อมากๆครับ)



ระบบสุริยะ หรือ solar system เนี่ย เป็นแค่ แกแลคซี่เดียว ในหลายๆแกแลคซี่ ไม่รู้ว้ามันมีใหญ่ขนาดไหนนักวิยาศาสตร์หรือดาราศาสตร์เองก็สรุปไม่ได้

เอาเป็นว่าถ้ามองแกแลคซี่ของเราไกลๆนั้นคงจะเห็นเป็นแสงเล็กๆจุดนึงอ่ะครับ


และดวงอาทิตย์ และ ดวงจันทร์ ก็ไม่ได้มีดวงเดียว (สำหรับบางแนวคิดที่เชื่อว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์คือพระเจ้าหรือพลังงานต้นแบบ)

จำนวนประชากรพวก Reptilians นี้มีเยอะครับ ถูกผสม DNA ข้ามสายพันธ์บ้างก้อมี เผ่าพันธ์แบบดั้งเดิมก็มี ที่ว่ามีเยอะเพราะ ว่ามี colonies อยู่ทั่วไปในหลาย

แกแลคซี่ เช่น พวก Anunnaki ที่อาศัยอยู่ที่ดาว Nibiru และ อาศัยอยู่ในโลก

พวกนี้ เป็นพวกที่ถูกผสมจากการล่าอณานิคมจากดาว Sirius B และ the Orion Group กลุ่มดาว Orion ดั้งเดิมนี้เป็นพวกเผ่าพันธ์ Draconian พวกนี้เลว

ร้ายมาก และเกลียดเผ่าพันธ์มนุษย์เป็นอย่างยิ่ง

พวกนี้เข้ามาอาศัยในโลกนี้เพื่อควบคุมมนุษย์ มองมนุษย์ ไม่ต่างไปจากสัตว์ใช้งาน หรือเป็นอาหาร


แต่ว่าเรื่องพวกนี้มันมีส่วนที่เดียวครับในการลดประชากรโลก อย่างน้อยมันก็ใช้สารเคมีที่มีอยู่ในยาเหล่านี้ควบคุม

จะเรียกได้ว่าเป็นสารเสพติดชนิดที่ถูกกฎหมายก็ว่าได้

มนุษย์ถูกหลอกให้เชื่อสารพัด ที่เราป่วยหรือเครียดเกิดจากการกินที่ไม่ถูกต้องหรือเปล่าเพราะในอาหารหรือ เครื่องดื่มบางชนิดก็ส่งผลกับสมอง

(ผมแนะนำให้ทานมังสาวิรัติครับ เลี่ยงเนื้อสัตว์ได้เท่าไหร่ยิ่งดีไม่ใช่ว่ากลัวบาปนะ แต่เนื้อสัตว์ในปัจุบันนั้นมี สารเคมีมากมายที่สลายโดยความร้อนได้ยากมาก -

-สารเคมีบางชนิดก็ไม่สลาย ทานผักถึงแม้มีสารเคมีบ้างแต่มันสลายไปกับความร้อนได้ง่าย ไปกับน้ำอย่างน้อยก็เหลือในปริมาณที่น้อยกว่า)

มนุษย์นั้นโดยแท้จริงไม่ต้องกินยาอะไรทั้งนั้น มันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ผู้สร้างได้ให้สิ่งเหล่านี้ในธรรมชาติต่างๆ กินอาหารให้เป็นยากินยาให้เป็นอาหาร

เพียงแต่ว่าผู้คนยุคไหม่ยังไม่รู้จักสรรพคุณของมันเหมือนดังเช่นคนยุคโบราณ ตัวอย่างเช่น มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์ ผู้คนที่ทวีป แอฟริการอดตายจากการ ขาดสารอาหาร อดอยากก็เพราะกินมะรุมนี่แหละ

ตอนหลังยังค้นพบด้วยว่ามันสามารถรักษาโรคเอดส์ได้ด้วย

(ปล.เมื่อก่อนผมเคยกินสารพัดวิตมิน ทีละเป็นกำๆ หมดเงินไปเยอะมากกับพวกนี้ตอนนี้บริษัทผลิตยาเหล่านี้ไม่เคยได้กินเงินผมอีกเลย -

-แถมตอนนี้สุภาพผมดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนอีกโรคหอบหืดมันไม่เคยมาเยือนอีกเลย หลังจากเปลี่ยนนิสัยการกิน)


ผมได้บอกไปตอนต้นว่า

Quote
แต่ พวก Reptilians ได้ทำการดึงเอา DNA ของมนุษย์ออกไปตั้ง10 DNA โดยวิธีต่างๆผ่าน อาหารบ้าง ยา บ้าง น้ำหรือเครื่องดื่มบ้าง

หรือการทดลองในแลป ฯลฯ จึงส่งผลให้พิการบ้าง จิตไม่ปรกติบ้าง(เพราะมันส่งผลโดยตรงกับสมอง)



ยาบางชนิดไม่แค่ทำให้เป็นโรคจิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ DNA ของมนุษย์เปลี่ยนไป

มไม่รู้ว่าว่าทำถูกมั้ยที่เอาข้อความข้างล่างมาบอกกล่าว เพราะอาจเป็นการที่ทำให้ทุกคนกลัวเกินควร เพราะถ้าเรากลัว negative energy

ทั้งหลายจะไปรบกวนสนามแม่เหล็กโลก ทำให้เป็นการเร้า และเร่งให้สถานการณ์ มันเกิดเร็วขึ้น และรุนแรงขึ้น

เรายังพอมีเวลาครับ ที่อาจจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้ขอเพียงอย่ากลัวหรือหวั่นไหว รักและให้อภัยกันมากๆ

เจตนาผมที่นำข้อมูลมาบอกกล่าว คือ อยากให้เราเตรียมทางด้าน physical way สำหรับคนที่ยังไม่ตื่นทางด้านการรับรู้ และสำหรับคนที่ตื่นแล้วก็อย่าหวั่นไหว

เพราะเราคือพลังงานให้เรารับรู้โลกที่แท้จริงของเราเถิด แล้วพวกมันจะทำอะไรไม่ได้อีกเลย

นอก จาก Alex collier (ที่ไดรับการติดต่อจาก Andromeda ) ก้อยังมีผู้คนอีกมากมายที่เชื่อถือได้ เช่น Billy Meier ที่ได้รับการติดต่อจาก Pleiadian
จากลิ้งข้างล่างนี้

http://www.youtube.c...arch_type=&aq=f


ส่วนใครที่ยังมีแนวคิดว่ามนุษย์มีวิวัฒณาการมาจากลิง ก็เข้าไปดูที่ลิ้งนี้ ที่แลกมาด้วยการหมดอณาคตของนักวิทยาศสตร์หลายท่านที่เคารพความจริง

ส่วนหลักฐานหลายๆอย่างที่ถูกค้นพบ สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงแค่บางชิ้นเท่านั้น ที่ยังตกอยู่ในมือของนักวิทยาศาสตร์ที่น่านับถือเหล่านี้

ดังนั้น แนวคิดของ ชาร์ล ดาวิน จึง ผิดถนัด


ในอณาคตอันใกล้นี้ พวกนี้มีแผนให้มนุษย์รับ Microchip หรือ SPYCHIPS (ใช้ความถี่คลื่นวิทยุ) เป็นการยกระดับการควบคุมแบบถาวร ใครที่รับเอา chip นี้ จะไม่สามารถตื่น(ทางด้าน spiritual )ได้อีกถาวร

โดยการฝังในร่างกายมนุษย์ เช่น ในสมอง หรือไต้ผิวหนังบางจุด (คลื่นความถี่นี้มีผลต่อสมอง) ควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ อิสระคุณจะหายไปเต็มรูปแบบ เพราะติดตามได้ทุกที่โดยดาวเทียม ในสัตว์ก็มีการนำมาใชนานแล้ว เช่น สุนัข สัตว์ป่า ต่างๆ และติดตามพวกมันได้โดยดาวเทียม

ถ้าใครไม่รับหรือไม่มี จะไม่สามารถ ซื้อ ขาย หรือทำ ธุรกรรม ใดๆได้ ณ ตอนนี้ คนงานในโรงงานบางส่วนในอเมริกาได้ถูกบังคับให้ใช้ Microchip นี้ไปแล้วบางส่วน


และ IBM ก็ได้นำมันมาใช้นานแล้ว แต่เป็นในรูป ของ ป้ายสินค้า เช่น P&G เป็นต้น

หรือ บัตร เครดิต บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิก เอทีเอ็ม พาสปอร์ต ฯลฯ


ถ้าจะให้ผมพูด ผมจะบอกว่าอย่ารับมัน ครับ คุณไม่ได้อยู่ในโลกนี้ถาวร แต่ถ้าคุณรับ Microchip คุณจะได้อยู่กับพวกมันอย่างถาวร อยู่อย่างทาส


อ่านในลิ้งเกี่ยวข้องนี้
http://www.spychips....guin-plume.html

http://www.time.com/...ealth/article/0,8599,1672865,00.html

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:32 am

1) planet x เนี่ย ถ้าจะเรียกอีกทีหนึ่่ง มันเปรียบเหมือนเป็นยานแม่อ่ะครับ เพราะพวก reptiles ที่อาศัยอยู่บนโลกได้มีการติดต่อกับ Nibiruมาโดยตลอด ตรงจุด stone hens เพราะไต้ผิวโลกลึกลงไปมีผลึกคริสตัลที่ขนาดใหญ่มาก

และมีพลังมหาศาล เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของ โลก ก็ได้ พวกนี้ใช้มันเป็นเครื่องมือสื่อสารติดต่อกับดาว Nibiru เหตุนี้เอง Jeshewua12 ได้เข้ามายังโลกนี้เพื่อสร้าง stone hens เพื่อบล๊อคพลังงาน ไม่ให้ reptiles ใช้งานได้อีกต่อไป

แต่ด้วยขณะนั้นได้มีการตามล่าอย่างหนักจากลูกหลานกษัตย์เฮโรดก็เลยบล๊อค พลังงานไว้ได้แค่ชั่วคราว ตอนนี้พวก reptilesก็ใช้งานได้อย่างเดิม

แต่สำหรับ ปิรามิด นั้น ก็สามารถใช้พลังงานติดต่อกับดาวดวงอื่นได้เหมือนกัน (และบริเวณนี้เชื่อกันว่ามันเป็นประตูโลกที่สามารถเดินทางจากอีกซีกโลก ไปยังอีกซีกโลกได้ภายในพริบตาแต่เดินทาางได้เฉพาะในโลกนี้เท่านั้น)


เพราะนั้นเองถ้าพวกนี้มันสามารถควบคุม แม้กระทั่งดาว Nibiru ได้ลองเดาเอาว่ามันจะให้ชนมั้ย (และดวงจันทร์อีก พวกมันก็บังคับมันให้ไปไหนมาไหนได้ ที่ผมบอกไปต


2) พายุสุริยะ ไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายไหนฝ่ายที่จะมาช่วยเราหรือพวก reptiles เป็นผู้กระทำ

ส่วน Microchip ประเทศไทยน่าจะยังนะครับเคยมีใช้กับสุนัข


ถ้าจะบอกว่าดวงจันทร์ดวงนี้ มันเป็น ปฏิมากรรม หรือ สิ่งที่ประดิฐ ขึ้น หรืออาจเรียกได้ อีกหลายอย่าง เช่น ดาวเทียม หรือ ยานแม่

หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันไม่เคยอยู่ในระบบ solar systemมาก่อน

ลักษณะ ของ มันมีลักษณะเบา ข้างใน กลวง (hollow) และมี ช่องโหว่ทะลุ หากันได้ถึง 7ช่อง มี ชั้นบรรยากาศคล้ายโลก มีที่หนึ่งบนนั้นมีลักษณะคล้าย northpole และแรงดึงดูดในแต่ละพื้นที่จะต่างกัน ในด้านที่หันเข้ามาหาโลกพวก Alians และมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เพราะ เป็นด้านที่เสียหายจากสงครามอย่างมาก (เคยมีสงครามระหว่าง reptiliansและ pleiadieans เป็นระยะเวลายาวนาน )จึงอาศัยอยู่แค่ด้านมืดของดวงจันทร์ โดยมีฐานอยู่ไต้ และบนพื้นผิวดวงจันทร์ ด้านนี้มีทะเลสาป และมีแรงดึงดูดและชั้นบรรยากาศเช่นเดียวกับโลก สามารถปลูกพืชผักได้

Quote
Apollo 15 discovered and took pictures of water vaporclouds that appeared from the hidden side. This would be most odd and unusualif the moon really didn't have much of an atmosphere, as we've been told. Because clouds wouldbe impossible.


ส่วนด้านที่หันเข้าหา โลกนั้น มีหลุม ขนาดใหญ่มากมาย ที่ไม่ได้เกิดจากอุกาบาต หรือ การระเบิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจาก particle beam weapons ที่มีอานุภาพทำลายล้างสุง ส่วนที่หันเข้าหาโลกนั้นจึงมีความแห้งแล้งมากกว่าทะเลทรายในโลกหลายเท่า

ดวงจันทร์ดวงนี้มาจากไหน...?

มีการวิจัย โดย นำหิน ทรายมาจากดวงจันทร์ตรวจหา ความเก่าแก่ และ หาแร่ธาตุต่างๆ ปรากฎว่าดวงจันทร์ดวงนี้มีอายุถึง 6.2ล้านล้านปี มีอายุเก่าแก่กว่าโลกหรือดาวเคราะห์ในระบบ solarsystem และมีแร่ธาตุหลายชนิดที่ไม่สามารถหาเจอได้ในโลกนี้ และ จากดาวดวงอื่น

ก็แสดงว่ามันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบ solar system แต่มาจากแกแลคซี่อื่น

Alex collier ผู้ที่อ้างว่าได้รับการติดต่อจาก Andromedans บอกว่าดวงจันทร์ดวงนี้มาจากแกแลคซี่ Orion tongue ซึ่งมีดาวเคราะห์อยู่ 21 ดวง และมีดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ 2ดวง และดวงจันทร์ 47 ดวง และดวงจันทร์ที่มาอยู่ใกล้โลกเรานั้นมาจากดาวเคราห์ที่ 17 ของแกแลคซี่นี้ และดาวเคราห์ดวงนี้มีดวงจันทร์ 2ดวง ดวงจันทร์ที่นี่เป็นเสมือนดาวเทียม

ส่วนดวงจันทร์ที่ยังอยู่ที่นั่นชื่อว่า Phobos


Quote

The Andromedans say the soil and many of the rockscome from Ursa Minor. The location is a solar system named in the Orion tongue"CHOWTA". This is a binary sun system. We have manysimilarities in our system as well. "CHOWTA" is a very large system, holding21 planets and 47 moons. Our moon is said to have been made around the 17thplanet in this system.





ดวงจันทร์ดวงนี้เข้าในไกล้โลกได้อย่างไร?

มันเข้ามาโดยเกาะ ติดกับดาวหาง หรือ อุกาบาต ขนาดใหญ่ที่เคยเข้าไกล้โลกและจะเข้ามาในวงโคจรระบบ solar system ทุกๆ 25,156 ปี แต่ไม่ใช่ NIBIRU นะครับ

แล้ว ดวงจันทร์ของโลกอยู่ไหน ?

แท้จริงแล้วโลกเราเคย มีดวงจันทร์ถึง3ดวง และหลุดจากวงโคจรของโลกไป(ไม่ทราบสาเหตุ) และจากความรู้ดั้งเดิมของ Veda ที่คิดคำนวณระยะทางว่าอยู่ในระยะห่างที่ไกลกว่าดวงอาทิตย์ออกไปอีก

หมายถึงว่าระยะห่าง ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ อยู่ที่ 93 ล้าน ไมล์ แแต่ดวงจันทร์ของโลกอยู่ไกลกว่าโลกมากกว่าระยะห่างจากดวงอาทิตย์หลายเท่า หลายเท่า

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:34 am

ANNUNAKI มันเป็น Reptilians อีก specie หนึ่ง เป็นผ่าพันธ์ Reptilians super race and governed by elite หรือ

เรียกอีกทีว่าเป็น ผู้นำ หรือชนชั้นสุง หรือ กษัตริย์ ของ เผ่าพันธ์ Reptilians ครับ ไม่ได้เป็นผู้สร้างมนุษย์ แต่อย่างใด (พวกนี้เกลียดเผ่าพันธ์มนุษย์อย่างที่สุด)

ตรงกันข้าม พระเจ้าหรือพลังงานต้นแบบก็สร้างเผ่าพันธ์ นี้มาเหมือนกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะหันหลังให้พระเจ้า อยากเป็นเหมือนพลังงานต้นแบบหรือเรียกอีกทีว่ากบฏ เพราะอย่างที่

บอกไป ผู้สร้างนั้นมีความสมบูรณ์ แบบ มีทั้ง ขั้วบวกและ ลบ ทั้งสองขั้วนี้ทำให้พลังงานนั้นสมดุล


แต่พวก Reptilians เลือกที่จะเป็นขั้วลบ หรือดำ และพวกนี้เองที่ทำการเปลี่ยนแปลงยีนส์ของมนุษย์จากยีนส์ดั้งเดิมที่สมบูรณ์ แบบ (ย้อนกลับไปอีกที) มนุษย์ที่

อาศัยอยู่ในโลกนี้นั้น มี ยีนส์ของมนุษย์สายพันธ์อื่นๆ รวมกันอยู่ในตัวเราทั้งหมด 22 DNA


แต่พวก Reptilians ได้ทำการดึงเอา DNA ของมนุษย์ออกไปตั้ง10 DNA โดยวิธีต่างๆผ่าน อาหารบ้าง ยา บ้าง น้ำหรือเครื่องดื่มบ้าง

หรือการทดลองในแลป ฯลฯ จึงส่งผลให้พิการบ้าง จิตไม่ปรกติบ้าง(เพราะมันส่งผลโดยตรงกับสมอง)


ฉนั้นมนุษย์ในยุคปัจจุบันนั้น จากที่ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์ตอนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้วครับ เพราะนั้นเอง (pinealgland)ของเราจึงทำงานไม่ปรกติไม่สามารถ

จดจำได้ว่าเราเป็นใคร และจำผู้สร้างของเขาไม่ได้

(พวกนี้เกลียดเผ่าพันธ์มนุษย์อย่างที่สุด) ไม่มีวันที่พวกมันจะช่วยอะไรมนุษย์ และ พวกมันมอง มนุษย์ไม่ต่างจากสัตว์ใช้งานหรือ อาหารเท่านั้น

พวกมันมาครองโลก ไม่ได้มีเจตนาที่ดีต่อมนุษย์ แต่ล่า อณานิคม เราเป็นเหมือน เชลยศึก และอาหารด้วย ในบางครั้ง (เพราะพวกนี้มีแยกย่อย ถึง 7 specie มีทั้งพวกดื่มเลือด มนุษย์ และ กินมนุษย์)

เพราะในเลือดมนุษย์ มี DNA ที่พวกมันต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก ประจำเดือนผู้หญิง(ฮอร์โมน) ครั้งแรก (พวก Illuminati Royal bloodlines {bohemian}นิยมดื่มมาก)

และบาง specie ที่ต่ำลงมา ก็เป็นพวกที่ชอบบริโภคทั้งเลือดและ เนื้อมนุษย์ และสัตว์ โดยไม่เลือกเหมือนกัน(ที่คนไทยเราอาจเรียกกระสือหรือปอบ

และเรื่อง ปี 2012 หรืออาจจะไม่ตรงเปะ (เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาเวลาได้ เพราะเวลาของโลก กับเวลา จักวาลไม่เท่ากัน จักวาลนั้นมันไม่มีเวลา มันคงที่ ) และปี 2012 ที่ใครๆต่างพูดถึงกันนี้ เอาตามความเข้าใจของผมนะครับจากที่ศึกษามา

มันจะเกิดขึ้นจริง แต่จงอย่ากลัว พูดอีกทีว่าอย่ากลัวไปเลย มันไม่มีอะไรที่น่ากลัว Very Happy ให้เราเข้าใจเอาเถิดว่าโลกนี้มันเป็นโลกสมมุติ เราอยู่ใน Matrix แล้วเราก็เป็นพลังงาน เราไม่ได้ตายจริงๆ เรานั้นถูกควบคุมอยู่

จึงทำให้จดจำความเป็นตัวเราไม่ได้ ในโลกของความเป็นจริง (แต่วันหนึ่งพวกมันจะมีแผนที่ควบคุม เราถาวรโดย microchip จงอย่ารับมันครับ ) แต่ถ้าใครที่ไม่รับ ในตอนนี้พวกคุณยังมีโอกาศที่จะตื่นอยู่ และลุกขึ้นมาสู้กับพวกมันโดยใช้พลังงานที่ผู้สร้างให้มา

คือพลังงานความรัก ให้เกิดประโยชน์ ฝึกให้เป็นชีวิตของเราเลย ถ้าทำไม่ได้ มนุษย์ทุกคนนั้นมีผู้สร้าง บอกกับผู้สร้างของเราสิ ว่าเราจะต้องทำยังไงบ้าง เราสามารถคุยกับผู้สร้างของเราได้ทุกคน เปิดใจของเราสิ แล้วเราจะเข้าใจ..


ในปี 2012 โดยประมาณ พวก Reptilians มันจะดิ้นถึงที่สุด เพราะเวลาของมันเหลือน้อย(ที่พวกมันจะเก็บเราไว้เป็นทาส) มันจะหลอกเราทุกทางให้ไขว้เขว ข้อมูลบางอย่างบางครั้งนั้นเกือบใช่แต่มันไม่ใช่


ยกตัวอย่างเช่น HARRP PROJECT BLUE BEAM เป็นต้น

จงร้องขอบอกให้ผู้สร้างของเรานำทางเรา ให้เรามีสติปํญญาที่จะมองเห็นความจริง จำไว้ว่าเรานั้นเป็นพลังงานไม่มีสิ่งไดที่เราจะทำไม่ได้

ในปี 2012 (โดยประมาณ ) มันไม่ใช่วันสิ้นโลก อย่างหลายคนคิด แต่ภัยภิบัติต่างๆนั้นจำต้องเกิด และจะเกิดขึ้นจริง แต่มันจะเป็นการพัฒณา consciousness ทางด้าน spiritual (เพราะเราคือพลังงานที่มีชีวิต)

คนมากกมายจะตื่นขึ้น และพัฒณาขึ้น ซึ่งเหมือนโรงเรียนอนุบาลที่ต้องเข้าระดับ ป.1 นะครับ แต่ก็มีคนเป็นจำนวนมากเหมือนกันที่ไม่ตื่นและไม่ผ่าน และบ้างก็ตกไปเป็นทาสถาวรของพวก Reptilians

เพราะนั้นจงอย่ากลัวครับ และเตรียมตัวให้พร้อมและตื่นอยู่เสมอ ทางด้าน physical way เราก็ต้องเตรียมตัวด้วยเหมือนกันPosted Image



ผมขอพูด ถึง คลื่นเสียง ซักนิด นึงนะครับ เสียงทุกเสียงในโลกนี้มีผล ต่อ ทั้งมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลก และจักรวาล เพราะ ผู้สร้าง สร้างทุกอย่างขึ้น มาจากคลื่นเสียง

ฉนั้น ความถี่ของคลื่นเสียง ต่างๆ จึง มี ผลต่อ เราอย่างมาก เช่น คลื่นความถี่ของเสียงเพลง เพลงบางเพลง หรือ ดนดรี หรือเสียงนักร้อง นั้นทำให้คนหลายคนฆ่าตัวตายมาแล้ว


ดังเช่น โมสาส ที่เสียชีวิตเพราะถูกหลอกให้แต่งเพลงเกี่ยวกับความตาย และ ดนดรีที่มีพลังงานด้านลบ

พวก Reptilians มันรู้ข้อนี้ดี และเชี่ยวชาญในการใช้คลื่นเสียง ที่มีความถี่ต่ำควบคุม มนุษย์ เพลงทุกเพลง เสียงทุกเสียงนั้น ให้ความรู่สึกต่างกัน เพราะนั้น จะฟังเพลงอะไรก็ถามความรู้สึกเราก่อนนะครับ (ผมพูดเวอร์ไปมั้ยเนี่ย):bn32:

แต่มันมีผลนะครับ อย่างน้อยก็มีผลต่อสมองและผลต่อจิตใจก็จะตามมา เพลงบางเพลงฟังแล้วรู้สึกเศร้า โกรธ หรือ ให้ความรู้สึกด้านลบอย่างไปฟังมันเลยครับ


ฟังเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึก สดชื่น สบายๆ ดีกว่า:bn40:


ผมแค่อยากแนะนำครับ ว่าเสียงเพลงนั้นมีผลต่อมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตบนโลก เลือกซักนิดเพื่อชีวิตของคุณ


และอีกไม่นาน พวก Reptilians มันก็จะใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำนี่แหละใน HARRP PROJECT BLUE BEAM ด้วย

ฉนั้นเองพวก Reptilians พวกนี้จะต้องดิ้นสุดฤทธิ์ พวกนี้ก็จะต้องออกมาเพ่นพ่านตามที่ต่างๆ อย่างแน่นอน (เพราะจากที่ Alex collier พูดเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วถ้ามนุษย์ยังไม่ตื่นหรือตื่นแต่ไม่มาก หรือไม่พยายามช่วยโลกเลย

พลังงานของโลกก็แผ่วลงไปเรื่อยๆ ส่งผลกระทบกับจักรวาลทั้งจักรวาล จึงอาจเป็นเหตุให้ Andromeda ต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อให้ระบบของจักวาลทำงานได้ต่อไป เช่น อาจจะ ต้องทำสงครามกับพวก Reptilians )

(กล่าวถึง Andromeda พวกเค้ามีหน้าที่นี้โดยเฉพาะ เป็นเหมือนผู้ดูแลความสงบหรือผู้ตรวจการของจักวาล)


แต่อย่างไรก้อตามถึงแม้ว่าเราจะต้องเตรียม ตัวทางด้าน physical way นั้นผมก็ไม่อยากให้เราต้อง concentrate กับเรื่อง physical way พวกเราเตรียมตัวได้แต่ถามว่า

มันจำเป็นมั้ยมันก็จำเป็นในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ สิ่งที่เราจะต้องเตรียมตัวที่แท้จริงก็คือ spiritual way เพราะนั่นคือโลกที่แท้จริงของเรา

http://www.bibliotec...rcolobus_58.htm



อ้อ...และเรื่องเสียง แน่นอนหล่ะ คลื่นเสียงที่ใช้ใน Harrp project bluebeam ความรุนแรงของมันนั้นมี มหาศาล ณ เวลานั้นถ้าใคร ที่อยู่ในอาการหวาดกลัว ตกใจ เครียด จากสมองที่ทำงานหนักอยู่แล้วจากคลื่นเสียงอันดัง

ถ้าไม่อยู่ในความสงบหรือควบคุมตัวเองให้อยู่สงบ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายอาจจะทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้ ส่วนที่บอกว่าให้ย้ายขึ้นในที่สุงนั้นก็เป็นเรื่องที่หลายๆคนพูดถึงอันนี้ มันจะไปเกี่ยวกับพายุสุริยะ

ถ้าดวงอาทิตย์ทำำงานผิดปรกติแล้วแน่นอนหล่ะต้องเกิดผลกระทบกับโลกมหาศาลเช่น น้ำทะเลหนุนสุง สึนามิ ความหนาวเย็น ท้องฟ้ามืดผิดปรกติ และHarrp project blue beamก้อมีส่วนด้วย

หลายประเทศก้อมีการเตรียมการที่ต่างกันเช่นที่นอร์เวย์ เก็บเมล็ดพืชพันธ์ ต่างๆไว้มากมาย

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:36 am

นิวเอจก็คือคนรุ่นไหม่ๆ ที่ลุกขึ้นมากล้าคิดอะไรที่มันแหวกแนว และเสาะแสวงหาความจริง โดยตัวมันเองแล้วแนวคิดนั้นไม่ผิด เกือบมาถูกทาง แต่ ณ ตอนนี้ นิวเอจ ในยุคปัจุบันเพี้ยนไปหมดเพราะว่าความจริงต่างๆถูก

พวก Illuminati นำมาผสมปนเปกัน เพื่อจุดประสงค์คือ ใช้เป็น ศาสนาไหม่ หลังจากใช้ Harrp project blue beam ในการรวมทุกศาสนาเข้าด้วยกัน เราเรียนรู้ไว้ก็ไม่เสียหายเพราะเราจะได้รู้ว่าแนวทางของ นิวเอจ ในรูปแบบของ Illuminati มันเป็นยังไง

จะได้ไม่ไขว้เขว จากข้อมูลต่างๆ และใช้เป็นแนวทางเปรียบเทียบได้ (พวกนี้เบื้องหลังแล้วบูชาซาตาน ดูภายนอกแล้วดูดี เพราะเอาแนวคิดหลายศาสนาและความรู้ทุก แขนง ที่มันเป็นความจริงเข้าด้วยกัน แล้วนำมาเรียบเรียงไหม่)

(คำว่านิวเอจนั้น ยกตัวอย่างเช่นสมัยก่อน โปรแตสแตนส์ ตอนที่ยังไม่เป็นโปรแตสแตนส์ นั้นในช่วงแรกๆคนกลุ่มนี้ก็ถูกเรียกว่า นิวเอจ แต่ความจริงไม่ก็ยังไม่ทั้งหมดอยู่ดี )


ดังนั้น คนหลายคนในยุค ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น David Icke หรือหลายคนที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติและแสวงหาความจริง และที่สามารถติดต่อกับ เพื่อนมนุษย์เผ่าพันธ์อื่นๆ ได้ คนเหล่านี้ก็คือ นิวเอจ ครับ แต่ไม่ใช่ นิวเอจของพวก Illuminati แต่เป็นพวกต่อต้าน

ผมหวังว่าคุณ piglet หลายคนคงจะเข้าใจ

และผมเชื่อว่าคนเหล่านี้เขาไม่ทำนายครับ แต่เขาพูด ตามหลักฐานและความเป็นไปได้ และคนที่ติดต่อ มนุษย์กับ ดาวดวงอื่นได้ ก็ ต้อง ดูอีกว่า พวกเขาเป็นเผ่าพันธ์ ไหน มีรูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์หรือไม่ ถ้าไม่ก็แสดงว่าข้อมูล มีเพี้ยนอยู่ ไม่น่าเชื่อถือ

อาจจะมีความจริงแทรกอยู่ เพื่อทำให้เราเชื่อ ก็ต้องค้นหา ข้อมูลเปรียบเทียบจากหลายที่ ว่าเป็นความจริงแค่ไหน ผมเอง ผมจะไม่เชื่อแนวคิดคนๆเดียว ถึงแม้บางครั้ง ฟังดูดี น่าเชื่อถือ แต่มันก็ต้องมีเปรียบเทียบจากหลายข้อมูล และความเป็นไปได้ว่ามีแค่ไหน

ศรผลาดแผลง say:


เจ้าของ website อ้างว่าเขาถูกขอจากผู้เขียนซึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม ให้นำเรื่องดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยเรื่องดังกล่าวอาจฟังดูหลุดๆ แต่เจ้าของ website กล่าวว่าเขารู้จักกับผู้เขียน จึงมั่นใจได้ว่า เรื่องทั้งหมดเป็นความจริงแท้แน่นอน

Nibiru & Annunaki

ขณะที่เหตุการณ์บนโลกยังคงดำเนินต่อไป ความเล้นรับต่างๆ ที่ทั้งจางหายและถูกบิดเบือนปิดบังมาเป็นเวลานับร้อยนับพันปี
กำลังถูกคลี่คลายออกทีละน้อยเพื่อบอกเล่ากล่าวต่อ ให้ลูกหลานแห่งมนุษยชาติได้จงตระหนักถึงภัยที่มองไม่เห็น
และกำลังจะมาเยือนในระยะเวลาอันใกล้ ทุกวันนี้เรามักจะได้เห็นพฤติกรรมอันน่ารังเกียจดั่งเช่นการโป้ปดมดเท็จอยู่บ่อยครั้ง
ของบรรดาผู้นำ ผู้มีอำนาจ และชนชั้นปกครองจากประเทศที่แข็งแกร่งกว่า คนเหล่านี้กำลังเอาเปรียบและรังแกประเทศ
ที่อ่อนแอกว่าด้วยการบีบบังคับให้ประเทศเป้าหมายของพวกเขาทำแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อสนองเพียงความเห็นแก่ตัว
ของพวกเขาเพียงผู้เดียว บ่อยครั้งจนถึงขั้นที่เกินเลยขีดของความสมเหตุสมผล เยี่ยงบรรดาชนชั้นเจ้าขุนมูลนายที่รีดรัดเอาเพียง
ผลประโยชน์จากข้าทาสของพวกเขาอย่างขูดเลือดขูดเนื้อ ...ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมของมันอีกครั้ง

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ปรากฏซึ่งเผ่าพันธุ์แสนทรงพลานุภาพ มีความก้าวหน้าสูง ชื่นชอบการทำสงคราม
และการยึดครอง มนุษย์โลกแห่งโบราณกาลเรียกนามของเผ่าพันธุ์นี้ว่า แอนูนาคิ แต่ด้วยเหตุหลากหลายอย่าง
แอนูนาคิปัจจุบันกำลังถูกบั่นทอนอำนาจให้ลดลง ต่อไปนี้ คือ เรื่องราวของข้า(ผู้แต่ง) เนบิรู และชาวแอนูนาคิ

เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ได้มีงานเขียนเกี่ยวกับ แพลเนตเอ็กซ์ ออกมามากมาย หลายคนที่ติดตามเรื่องดังกล่าวอาจรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่ง
คือ เนบิรู งานเขียนที่ออกมาส่วนใหญ่นั้นมีพื้นฐานมาจากหนังสือเรื่อง เดอะ ทเเวล์ฟ แพลเนต ของนักภาษาศาสตร์นามว่า
เซคาเรีย ซิดคินส์ เหมือนกันกับนักวิทยาศาสตร์อย่างนายเวลิคอฟสกี้ และนายดาร์วิน ที่เรื่องราวของพวกเขาเป็นเพียงทฤษฎี
ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานอันยากจะพิสูจน์ ถึงตอนนี้คำถามอาจผุดขึ้นมาในใจของหลายๆคน
"แล้วสรุปว่า ดาวเคราะห์เนบิรูมีอยู่จริงหรือไม่" คำตอบคือ "จริง"

หลายคนเชื่อว่า ชาวแอนูนาคิกำลังจะเดินทางกลับมาที่โลก และจะมาถึงราวเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ค.ศ.2003
(เป็นข่าวลือในช่วงต้นปี ค.ศ.2000) ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่เนบิรูวนครบรอบวงโคจร รอบดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะของพวกเรา
ซึ่งกินเวลาถึง 3,600 ปี ผู้คนที่เชื่อเช่นนั้นต่างพากันหวาดกลัวถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการโคจรเข้ามาใกล้โลกของดาวเนบิรู
ทั้งแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ อุทกภัยครั้งใหญ่ การขาดแคลนอาหารเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศแปรแปรวน โรคระบาด ภูเขาไฟระเบิด
หรือเศษซากดาวหางที่อาจตกลงมายังโลก ก่อให้เกิดภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ผู้คนที่ติดตามเรื่องดังกล่าวอาจรู้จัก เนบิรู ในหลากหลายชื่อมาก เช่น แพลเนตเอ็กซ์, เดอะ ทแวล์ฟ แพลเนต, มาร์ดุ๊กพาราไดซ์,
เฮฟเว่น (ที่แปลว่าสรวงสวรรค์) หรือ คิงด้อม ออฟ เฮฟเว่น (อาณาจักรแห่งสรวงสวรรค์), ฯลฯ โดยเรียกต่างกันไปตามวัฒนธรรม
และประเพณีความเชื่อของตน อย่างไรก็ตาม ถึง เนบิรูจะถูกเรียกว่า ทแวล์ฟ แพลเนต (ดาวดวงที่สิบสอง) หากว่ากันตามจริงแล้ว
เนบิรู มิใช่สมาชิกลำดับที่สิบสองในระบบสุริยะของพวกเรา หากแต่มาเป็นสมาชิกของระบบสุริยะคู่ขนานกับระบบสุริยะของเรา
ระบบสุริยะแห่งดวงอาทิตย์ที่สิ้นอายุขัยและมืดดับลงไปแล้ว ดาวเนบิรูไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก แต่ดวงอาทิตย์
ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะที่เนบิรูโคจรรอบๆนั้น สามารถมองเห็นได้จากโลก ลักษณะวงโคจรของเนบิรูซึ่งเป็นดาวเคราะห์วงนอกสุด
ของระบบสุริยะคู่ขนานกับของพวกเรา ทำให้ชาวแอนูนาคิ ได้ใช้ประโยชน์จากการใช้ดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวสอดแนมดาวเคราะห์
นอกระบบสุริยะของพวกเขาอีกหลายดวงรวมไปถึงโลกด้วย

ชาวสุเมเรีย (สุเมเรี่ยน) เป็นคนแรกที่ตั้งชื่อ เนบิรู ขึ้น ในขณะที่ชาวบาบิโลเนีย (บาบิโลเนี่ยน) เรียกว่า มาร์ดุ๊ก
ชาวเมโสโปเตเมีย (เมโสโปเตเมี่ยน) เชื่อว่า ดาวเนบิรูนั้นเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่สิบสอง ของระบบสุริยะของพวกตนและเป็นสรวงสวรรค์
สถานที่ซึ่งบรรดาเทพเจ้าของพวกเขาพำนักอยู่

ชาวเนบิรู มักถูกเรียกว่า แอนูนาคิ, เนฮิลิม (อ่านแบบฮิบรูว่า เนฟิลิม), อิโรฮิม (เป็นพหูพจน์ของ เนฮิลิม), มาดุ๊กเคี่ยนส์ (ชาวมาร์ดุ๊ก)
เป็นต้น ผมจะขออนุญาตเรียกว่า แอนูนาคิ ซึ่งชาวสุเมเรียรู้จักกัน หมายความคร่าวๆว่า "ผู้ซึ่งมายังโลกจากสรวงสรรค์"
ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าหรือเล่มต้นของคริสต์ศาสนา (คัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม หรือโอลด์ เทสทาเมนท์) เรียกผู้ซึ่งมายังโลกจากสรวงสรรค์เหล่านี้ว่า
"แอนาคิม" (ไม่ใช่อนาคิน สกายวอคเกอร์นะ)

ประชากรบนดาวเคราะห์เนบิรู ประกอบไปด้วย ชาวเรปทิเลี่ยน ที่ชาญฉลาด และปกครองโดยแอนูนาคิชนชั้นสูง เนฟิลิม
หมายความว่า ผู้ซึ่งมายังโลกจากสรวงสรรค์ ในภาษาฮิบรู ชาวแอนูนาคิมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูงมากกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ
หลายเผ่าพันธุ์ในจักรวาล ณ เวลานั้น ชาวแอนูนาคิ เรียก ดาวบ้านเกิดของพวกเขาว่า เซออส (เนบิรู)

แอนูนาคิเป็นเผ่าพันธุ์ที่รุนแรง นิยมการทำสงคราม พวกเขาก้าวร้าว ชั่วร้าย มีความต้องการทางเพศสูง (บ้ากาม) มีค่านิยมแต่งงานกันเองในเครือญาติ
กระหายเลือด หลอกลวง อิจฉาริษยา และชื่นชอบการยึดครอง บริโภคเนื้อเป็นอาหาร บางครั้งบริโภคพวกเดียวกันเอง
นอกจากนี้ยังนิยมให้มีพิธีกรรมบูชายัญต่อพวกตน ด้วยหญิงสาวพรหมจารีย์ทั้งจากอารยธรรมที่พวกตนยึดครองได้หรือแม้แต่พวกชนชั้นทาส
จากพวกเดียวกันเอง

หากคุณคิดจะเปรียบเทียบแอนูนาคิกับเทพเจ้าแล้วก็คงเทียบได้กับซาตาน ชาวแอนูนาคิมีความสามารถพิเศษในการควบคุมจิตใจ
ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมเศรษฐกิจของพวกเขาอยู่ในขั้นที่เกือบไร้ที่ติ โดยผ่านระบบความเชื่อทางศาสนา และเงินตรา นอกจากนี้
ชาวแอนูนาคิยังโดดเด่นด้านเทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรม ชาวเรปทิเลี่ยนซึ่งถูกแอนูนาคิชนชั้นปกครองนำมาปรับปรุงพันธุ์
ผ่านเทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมจนเป็นผลสำเร็จนั้นถูกเรียกว่า ดูคาซ

พวกดูคาซถูกใช้เป็นหน่วยรบในการทำสงคราม ตลอดจนควบคุมประชาชนบนดาวเนบิรู (เซออส) และบรรดาชาวอาณานิคมจากอารยธรรมอื่น
ที่พวกตนเข้ายึดครองไว้ได้ให้อยู่ในร่องในรอยตามที่พวกตนต้องการ ดังนั้น ดูคาซ คือ เรปทิเลี่ยน แต่เรปทิเลี่ยนไม่จำเป็นต้องเป็นดูคาซทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในเรปทิเลี่ยนเองนั้นมีหลายประเภท เช่น ประเภทผู้ปกครอง ซึ่งพวกนี้มิใช่ดูคาซ เป็นต้น
ซึ่งก็เป็นไปตามกมลสันดารของแอนูนาคิที่ชอบแบ่งชนชั้นวรรณะ

ชาวเรปทิเลี่ยนที่เป็นพวกดูคาซจะถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจต่างๆตามคำสั่งเจ้า นายของพวกตน เนฮิลิม หรือ อิโรฮิม ทั้งในฐานะทหารที่เข้าทำการรบ
กับเผ่าพันธุ์ต่างดาวอื่นๆ หน่วยสืบราชการลับ ทหารองครักษ์ส่วนตัว และตำรวจ ในขณะที่ชาวแอนูนาคิเองนั้นก็แบ่งเป็นหลายเผ่า
โดยมีเผ่าหนึ่งซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเผ่าดูคาซ เผ่าดังกล่าวเรียกตัวพวกเขาเองว่า เพอร์ส-ซายเรส์ (ซึ่งผู้เขียนเรียกว่า ชาววูลเจอไรท์ส
พร้อมบอกด้วยว่าไม่ใช่เพราะรูปร่างเหมือน วูลเจอร์ (อีแร้ง) แต่ผู้เขียนไม่ได้บอกสาเหตุว่าทำไมเขาเรียกเช่นนั้น) ทางสองเผ่ายังคงเป็นศัตรูคู่อาฆาต
กันมาจนถึงปัจจุบัน ลูกหลานผู้สืบทอดจากทั้งสองเผ่าดังกล่าวนี้ยังคงอาศัยอยู่บนโลกของพวกเรา และต่างต่อสู้แข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจ
ปกครองอารยธรรมบนโลกกันอย่างเข้มข้น ลูกหลานของพวกนี้ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีอิทธิพลทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์
ศาสนา กฏหมาย การแพทย์ (โดยเฉพาะในธนาคารเลือด) วงการบันเทิง อุตสาหกรรมการค้าประเวณี เกษตรกรรม ธุรกิจใหญ่ๆ และกองทัพ
ซึ่งส่วนใหญ่มนุษย์เหล่านี้มักไม่รู้ตัวว่าตนสืบเชื้อสายมากจากมนุษย์ต่างดาว

ชาวแอนูนาคิมีลักษณะทางกายภาพที่มีเลือดเนื้อ มีบุคลิกภาพที่จองหองและหยิ่งยโส มีความต้องการทางเพศที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้โดย
ไม่สนว่าคู่ของตนจะอยู่ในวัยเด็กหรือวัยเจริญพันธุ์ มีความต้องการที่จะเป็นผู้ควบคุมและยึดครองสูง เผ่าพันธุ์จักรกลสงครามที่ดุร้ายนี้
มีความกระเหี้ยนกระหือรืออย่างมากในการล่าและเข้าปกครองอารยธรรมอื่นๆ ไปจนถึงชนชั้นที่ต่ำกว่าในพวกเดียวกันเอง นอกจากนี้ชาวแอนูนาคิ
ยังมีระบบวรรณะของเพศโดยถือว่าเพศหญิงเป็นเพศที่ต่ำกว่าเพศชาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่แอนูนาคิพยายามที่จะทำลายศาสนาซึ่งบูชาพระแม่ ศักดิ์สิทธิ์
ของมนุษย์โลกโบราณ แต่แอนูนาคิต้องพบกับการต่อต้านอย่างหนักจากมนุษย์โลกโบราณที่ไม่ยอมรับการกระทำของพวกแอนูนาคิ
จนในที่สุดแอนูนาคิต้องเปลี่ยนวิธีจากการใช้กำลังเป็นการบ่อนทำลายทางความ เชื่อด้วยการสร้างศาสนาใหม่ ความเชื่อใหม่ที่บูชาพระแม่ศักดิ์สิทธิ์
เช่น เอิร์ธ มาเทอร์ (พระแม่ธรณี?) มาเธอร์ เนเจอร์ (พระแม่แห่งธรรมชาติ) เป็นต้น ซึ่งภายหลังแอนูนาคิก็ได้บ่อนทำลายภาพลักษณ์
ของพระแม่เหล่านี้ลงด้วยการยัดเยียดลักษณะและบุคลิกเลวๆ ให้ อาทิ ชั่งอิจฉาริษยา สำส่อน และอาฆาตแค้น ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดๆ
ได้แก่ เจ้าแม่กาลี เป็นต้น

เนื่องด้วยการชนครั้งใหญ่ บรรดาโลก ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะของพวกเราได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ไม่เว้นแม้แต่ดาวเนบิรู
ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน นี่คือสาเหตุหลักทำให้แอนูนาคิเดินทางมายังโลกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ แต่ไม่ได้มาเพื่อขุดหาแร่ทองคำตามสมมติฐาน
ของ เซคาเรีย ซิดคินส์ เนื่องจากแร่ทองคำนั้นมิใช่แร่โดยธรรมชาติของโลก ดังนั้นชาวแอนูนาคิจึงไม่ได้คาดหวังที่จะเจอแร่ดังกล่าวบนโลก
และไม่ได้มาเพื่อขุดหาแร่ทองเพื่อนำไปใช้ในเทคโนโลยีการแก้ไขปัญหาชั้นบรรยากาศบนดาวเนบิรู (หากมาเพื่อขุดทองไปแก้ไขชั้นบรรยากาศจริง
ก็แสดงว่าพวกแอนานูคิล้มเหลว เพราะดาวเนบิรูนั้นถูกทำลายไปแล้ว) ในปัจจุบันที่เรามองเห็นดาวเนบิรูนั้นคือภาพในอดีตห่างไกลออกไปหลายปีแสง
เนื่องจากแสงเดินทางได้ไม่เร็วพอจะอัพเดทภาพล่าสุดให้เราเห็นได้ทัน อย่างไรก็ตามหลังจากแอนูนาคิค้นพบทองคำบนโลก พวกเขาก็นิยมที่จะนำมาทำ
เป็นเครื่องประดับ โดยใช้บรรดาชั้นทาสทั้งพวกเดียวกันและจากอารยธรรมอื่นเป็นผู้ขุดหาแร่ดังกล่าว

เนื่องจากดาวเนบิรู บ้านเกิดเมืองนอนของชาวแอนูนาคิถูกทำลาย บรรดาแอนูนาคิชั้นนำและประชาชนที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์นั้นต้องกลายเป็น
เผ่าพันธ์เร่ร่อน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในยานอวกาศขนาดใหญ่ซึ่งภายในจำลองเมืองต่างๆของพวกตนไว้มากมาย ณ ขณะนั้น ยานดังกล่าว
โคจรอยู่รอบโลก ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งหนีไปอยู่ตามดาวเคราะห์อาณานิคมของพวกตน เช่น ดาวอังคาร โลก และกระจัดกระจายไปอยู่ตามกลุ่มดาว
พลีอาเดส (ลูกไก่) กลุ่มดาวโอไรออน (นายพราน) เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ย่อมแสดงถึงขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของแอนูนาคิซึ่ง เป็นที่หวั่นเกรง
ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวอื่นๆมากมาย บรรดาแอนูนาคิชั้นผู้นำ และแอนูนาคิที่ได้รับอนุญาติให้เดินทางออกนอกยานแม่ของพวกเขาได้
ต่างขึ้นกระสวยเล็กๆลงมายังโลก ทั้งยังมีกระสวยเพื่อภารกิจทางการค้าและภารกิจทางทหาร โดยการค้าที่มีให้เห็นได้อยู่เป็นปกติในตอนนั้น
คือ การค้าแรงงานและทาสต่างดาว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมนุษย์โลกโบราณถึงได้เกรงกลัวเทพเจ้าของพวกเขาซึ่งพวกเขาบันทึกไว้ว่า
พำนักอยู่บนท้องฟ้า

ในปัจจุบันสิ่งมีชีวิตบนโลกโดยส่วนใหญ่เป็นเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการตัดต่อพันธุกรรมโดยชาวแอนานูคิทั้งสิ้น
เป็นทั้งมรดกที่ตกทอดมาจากแอนูนาคิและผลผลิตจากอาณาจักรที่ล่มสลายของพวกเขา

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:37 am

ชาวแอนูนาคิชั้นปกครองเป็นผู้เชี่ยวชาญการตัดแต่งพันธุกรรม โดดเด่นในด้านการสร้างสิ่งมีชีวิต พวกเขาภาคภูมิใจในความรู้และความสามารถของตน
จนถึงขั้นพยายามที่จะเล่นบทเทพเจ้า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และขนาดของกองทัพที่มากมายมหาศาลของชาวแอนูนาคิ
ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์โลกโบราณมองว่าชาวแอนูนาคินั้นแกร่งกล้าราวกับเทพเจ้า เห็นเป็นที่เคารพสักการะบูชา มนุษย์โลกโบราณบ้างเรียกพวก
แอนูนาคิว่า นอร์ดิกส์ หรือ บรอนด์ส พวกเขาตัวสูง แข็งแรง กำยำ และรูปร่างดี มีตราสัญลักษณ์ประจำเผ่าพันธุ์เป็นรูป วงกลมตรงกลาง
แล้วมีปีกสองข้าง โดยวงกลมแทนดาวบ้านเกิดของพวกแอนูนาคิ ดาวเคราะห์เซออส โดยภายหลังชาวแอนูนาคิได้รับการรู้จักในนาม อิโรฮิม
หรือ เนฮิลิม ซึ่งเนฮิลิมผู้ช่วยร้ายนี้ ไม่ใช่ อิโรฮิมผู้สร้างแต่อย่างใด

ชาวแอนูนาคิชั้นปกครอง เป็นผู้สร้างศาสนามากมาย เพื่อที่จะถูกบูชาสรรเสริญในฐานะเทพเจ้า ซึ่งสร้างความพึงพอใจอย่างมากให้กับพวกตน
พวกเขาสร้างพัฒนาศาสนาใหม่ขึ้นบนโลกแทนที่ความเชื่อเดิมของมนุษย์โลกโบราณเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม
โดยแต่ละศาสนาที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นจะมีหลักคำสอนที่ตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกันเพื่อสร้างความวุ่นวาย ความแตกแยก และสงคราม

ชาวแอนูนาคิสร้างเผ่าพันธุ์ผสมขึ้นและนำมาไว้ที่โลก ไม่นานหลังจากพวกเขามาถึง แอนูนาคิได้เพิ่มจำนวนและขยายเผ่าพันธุ์ของพวกตน
เข้ายึดครองพื้นที่ส่วนต่างๆ และบีบบังคับให้มนุษย์โลกโบราณยอมแพ้และนำมาเป็นทาส แอนูนาคิใช้มนุษย์โลกโบราณเหล่านี้
ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับการผสมพันธุ์ ซึ่งในปัจจุบันแอนูนาคิกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ลักพาตัว มนุษย์โลก
เพื่อนำไปใช้ในการทดลองทางด้านพันธุกรรม นอกจากนั้นพวกเขายังทำการกลายพันธุ์สัตว์ชนิดต่างๆ เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ของพวกตน แอนูนาคิกลุ่มดังกล่าว คือ ชาวแอนูนาคิผู้อาศัยอยู่บนโลก

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น ชาวแอนูนาคิชนชั้นปกครอง เข้ายึดครองอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์บนโลก และจับมนุษย์โบราณเหล่านั้น
มาเป็นทาสรับใช้ของพวกตน บางคนมีความเชื่อว่า พระเยซู แท้จริงแล้วเป็นลูกผสมต่างดาวมาจากเนบิรู ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าท่านเป็น
ชาวแอนูนาคิด้วย ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ผิด ในความเป็นจริงแล้วพระเยซู คือ สิ่งมีชีวิตในระดับที่มีสติปัญญาและพลังงานจิต
ในขั้นที่สูงกว่ามนุษย์โลก มาเกิดในร่างมนุษย์ เพื่อมาสอนและทำให้มนุษย์โลกตระหนักถึงการพัฒนาพลังงานทางจิตของตนในทางที่สูงขึ้น

มัดธาย 6:2-4 ในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม หรือโอลด์ เทสทาเมนท์ ได้รับการเขียนขึ้นโดยชาวแอนูนาคิ (ชาวแอนูนาคิเป็นผู้เขียนเนื้อหา
ส่วนใหญ่ของโอลด์ เทสทาเมนท์) ว่า "บุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้า (แอนูนาคิเพศชาย) เห็นบุตรีแห่งมนุษย์ ว่าเป็นผู้ซึ่งเปี่ยมด้วยความงดงาม"
สำหรับหลักการที่แอนูนาคิใช้เขียนท่อนดังกล่าวขึ้นนั้น ต้องการที่จะประกอบกับข้ออ้างที่สื่อให้เห็นว่า บุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นฝ่ายถูกหญิง
สาวชาวมนุษย์ล่อลวงให้มายังโลกและถูกทำให้ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ว่า มนุษย์เพศหญิงบนโลกในอดีตกาล
นั้นมีความบริสุทธิ์สูงกว่าเพศชาย จึงเป็นที่สักการะบูชาของเพศชาย เพราะจิตวิญญาณของมนุษย์โลกโบราณยังมีความบริสุทธิ์ใกล้เคียง
อยู่กับพระแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ชาวแอนูนาคิรับตรงนี้ไม่ได้และต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงมนุษย์ พวกเขาเริ่มจากการใส่ร้าย และบิดเบือนความเชื่อ
ให้เห็นว่าเพศหญิงเป็นเพศที่ไว้ใจไม่ได้ และควรต้องอยู่ภายใต้อาณัติของเพศชาย ชาวแอนูนาคิผู้ซึ่งเปรียบตนเองราวบุตรแห่งพระผู้เป็น
เจ้าเหล่านี้ ทำสิ่งเลวๆ กับบรรดามนุษย์โบราณเพศหญิงเหล่านี้อย่างหลากหลาย เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับมนุษย์โลกเพศชายได้ปฏิบัติตาม
โดยแท้ที่จริงแล้วทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่า คือ การบิดเบือนและเปลี่ยนให้มนุษย์เชื่อว่า แท้จริงนั้นพระเจ้าเป็นเพศชาย

ด้วยเหตุดังกล่าว ชาวแอนูนาคิทำให้มนุษย์โบราณเพศหญิงบนโลกต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างและกลายเป็นเหมือนวรรณะที่ต่ำต้อยกว่าเพศชาย
เปรียบเสมือนที่วางเท้า โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวกลายเป็นรากเหง้าของความเชื่อทั้งในสังคมอาหรับ เอเชีย ยิว แม้กระทั่งสังคมชาติตะวันตก
อารัมภบทธรรม อิสยาห์ 66:1 มีคำกล่าวว่า ?พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสว่าสรวงสวรรค์เป็นดั่งบัลลังก์และโลกคือที่วางเท้าของเรา?

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:44 am

เรื่องที่ผมจะพูดมัน เป็นเรื่องที่เพิ่มเติมจากที่เคยเอามาแปะไว้ เช่นเรื่องพลังงานความรัก เรื่องของพระเจ้า และเรื่องอณุภาคต่างๆที่อยู่ในโลกนี้มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันและเรื่องDNA ที่ถูกอธิบายไว้ในทางวิทยาศาสตร์ และเรื่อง2012 หรือ 2018 หรือวันสิ้นโลก

เอาหล่ะเข้าเรื่องเลยครับ



ปี 2012 หรือบ้างก็ว่า 2018 (บ้างก็ว่าปฏิทินมายันคำนวณเวลาผิดเร็วไปตั้ง200ปี)

มันอาจจะเกิดขึ้นจริงแต่มันไม่ใช่วันจบสิ้นของมวลมนุษยชาติ

ผมเคยบอกไปแล้วว่าอย่า กลัวเพราะนี่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับมนุษย์ ต้องเรียกอีกทีว่าเป็นข่าวดี

2012หรือ2018 นั้นมันเป็นวันจบสิ้นหรือ เป็นจุดจบของเผ่าพันธ์ Reptilians ซึ่งมันจะไม่สามารถควบคุมมนุษย์ได้อีกต่อไป

แต่ก็แน่หล่ะ ก็มีมนุษย์บางส่วนที่จะต้องตามไปเป็นทาสพวกมัน



ในขณะนี้จะเห็นได้ว่า พวกมันดิ้นอย่างมาก พยายาม manipulate ผ่านสื่อต่างๆในขณะนี้โดยสร้างข่าวลือเรื่องวันสิ้นโลก เรื่องสงคราม โรคระบาด

1.เพื่อให้มนุษย์อยู่ในความตระหนกและหวาดกลัว ซึ่งnegative energyเหล่านี้รบกวนสนามแม่เหล็กโลกอย่ารุนแรง

2.เพื่อ program ที่พวกนี้ตั้งไว้ เป็นจริงและเกิดเร็วขึ้น ***(อย่าลืมว่าเราอยู่ในโลกสมมุติ มนุษย์นั้นสามารถ สร้างสถานการณ์จริงจากความคิดได้เรื่องนี้มีคำอธิบายครับ)เพราะ 1000 ปีสำหรับพวกมันกำลังจะผ่านพ้นไป

3. เป้าหมายสุงสุดของพวกนี้คือ นำคนไปเป็นทาสให้มากที่สุด โดยผ่านความเชื่อ เพราะเวลาของพวกมันเหลือน้อย



เอาเรื่อง DNA ก่อนนะครับ

****DNAรหัสลับสุดยอดที่มนุษย์ต้องรู้

หน้าที่ของ DNA หลายๆคนรู้ดีว่ามันมีหน้าที่สร้างโปรตีนและเก็บข้อมูลรหัสพันธุกรรม

Modern science นั้นเข้าใจและรู้เรื่องเกี่ยวกับ DNA แค่ 10 %เท่านั้น แต่อีก 90% ยังไม่เข้าใจและค้นพบได้ว่ามันยังมีหน้าที่ทำอะไรอีก

เพราะนั้นจึงเรียกอีก 90% ที่ไม่รู้นั้นว่า Junk DNA แต่แท้จริงแล้วมันมีหน้าที่ที่มหัศจรรย์กว่านั้น เพราะมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ค้นพบและพิสูจณ์แล้วว่าอีก90% มันยังมีหน้าที่ของมันในด้านSpiritual,paranormal,metaphysical

ถ้าเปรียบมนุษย์คือคอมพิวเตอร์ DNA ก็เป็นเหมือนภาษา และ สามารถรับและส่งข้อมูลต่างๆไปยังUniverse ได้ และนักวิทยาศาสตร์พบว่า

ลักษณะโครงสร้าง DNA ของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างในโลกนี้มีโครงสร้างที่คล้ายกัน แม้กระทั่งแบคทีเรียซึ่งเป็นแค่อณุภาค และเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

เชื่อมโยงกับ Universe และผู้สร้าง(พระเจ้า) และเปรียบเสมือนลายเซ็นของผู้สร้าง

DNAสามารถอ่านซึ่งกันและกันได้ ดังนั้นเองพี่น้องเราจากดาวดวงอื่นจึงสื่อสารกันผ่าน DNA แต่มนุษย์ยังไม่เข้าใจที่จะนำมันมาใช้

รูปร่างหรือโครงสร้าง ของ DNA คล้ายกับภาพ Vetruvian man ที่มีลักษณะ 2 ปีก และ2ปีกที่ว่านั้นเชื่อกันว่าเป็นเสาสัญญาณส่งเละรับขอ้มูล และเชื่อมโยงกับผู้สร้างเพราะโครงสร้างของ DNA นั้นไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด(และมีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างของพลังงานโลก)

จากการค้นพบของ Marko Rodin อัจฉริยะชาวอเมริกันเปรียบได้กับไอสไตน์คนที่2 ที่ค้นพบ Mathematic model{Toroid}

เมื่อมองดูไกล้ๆจะพบว่าโครงสร้างของ DNA และToroid คล้ายกัน ซึ่งเป็นลักษณะ infinity pal torn ไม่มีขอบเขตสิ้นสุด



*******ความน่าทึ่งของ คลื่นเสียง

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ว่าคลื่นเสียงสามารถซ่อมแซม DNA ได้ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าคลื่นเสียงรักษาโรคต่างๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคลื่นความถี่

528 Hz ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ในระดับเสียงตัวโน๊ต มี หรือเรียกอีกทีว่า Miracle note หรือพลังงานความรัก นั่นเอง (เข้าไปดูรายละเอียดในyou tube นะครับ)

Dr. Joseph Puleo ผู้ริเริ่มค้นหาดนตรีหรือตัวโน๊ตโบราณ (Solfeggio)เจ้าของงานเขียน HEALING CODES FOR BIOLOGICAL APOCALYDS



The secret Solfeggio Frequencies sound Vibration Rates for creation Destruction,and miracles.



1. โด Ut=396=9 4. ฟา Fa =639=9

2. เร Re=417=3 5. ซอล Sol=741=3

3. มี Mi=528=6 6.ลา La=852=6

และในตอนหลังก็มีการ ค้นพบอีก โน๊ตอีก3 ตัว 963 471 258 ว่ากันว่าระดับเสียงโน๊ตโบราณกับปัจจุบันนั้นต่างกัน ระดับเสียงของโน๊ตโบราณนั้นจึงไม่ได้เป็นแค่เสียง แต่มันเชื่อมโยงและมีผลต่อสรรพสิ่งในโลกและ Universe และผู้สร้าง ตัวเลขในระดับเสียงโน๊ตเป็นเสมือน matrix ซึ่งเรียกว่า perfect circle of sound

คือ 147 369 528

471 963 825

741 639 258

และผลลับของตัวเลข เหล่านี้ทุกตัว เมื่อนำมาบวกกันถอดรากจะได้ผลลับที่เท่ากัน เมื่อนำมาประกอบกับโครงสร้างของ DNA จะได้ลักษณะของรูปดาว12 แฉก (ดูภาพประกอบใน you tube ครับ) และ ตัวเลข 528 อยู่ตรงกลางคือพลังงานความรัก





สรุปคือ .... เสียงมีผล กับอณุภาคต่างๆบนโลกนี้ และ Universe และ DNAเป็นเสมือนเสาสัญญาณรับส่งและเชื่อมโยงเราเข้ากับ Universe และ ผู้สร้าง





ผมเอาข้อมูลมาจากที่นี่หยิบมาแค่บางส่วนนะครับ เพราะเนื้อหาเยอะมาก


ผมขอเพิ่มเติมอีกนิด ไม่รู้ว่าเรืื่องนี้มีใครรู้บ้าง เกี่ยวกับดาว NIBIRU {planet x} ที่จริงมันเข้ามาใกล้โลก ในปี 2003

แต่การเข้าใกล้โลกครั้งนั้นของ NIBIRU ไม่เคยมีการเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะชน

เพราะมีเรื่องที่เรียกได้ว่าสร้างความตกใจ ฉงนสนเท่กับ นักวิทยาศาสตร์ ไม่น้อย กับเหตุการณืที่เกิดขึ้น แต่นักฟิสิกส์ที่ ชื่อ Nassim Haramein ชาวSwiss นำเรื่องนี้มาเปิดเผย

คือ ดาวเทียมSoho

จับภาพ ดาวหาง ขนาดใหญ่ (ขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัส) ดาวหางดวงนี้ว่ากันว่าคือ NIBIRU นั่นเอง เข้ามาใน solar system และเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งดูเหมือนจะพุ่งชนดวงอาทิตย์ แต่ทันใดนั้น

ได้มีรังสีพุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์ ยิงตรงไปที่ดาวหาง จน ออกห่างจากดวงอาทิตย์ หลุดจากวงโคจร ไป

นักวิทยาศาสตร์ อย่างNassim ยังหลุดปากออกมาว่านี่เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ ชึ่งต้องมีใครซึ่งกำลัง ปกป้อง ดูแลเราอยู่




ดวงจันทร์ 3 ดวงของโลกที่หายไป

โลกเรานั้นเดิมทีเคยมีดวงจันทร์ถึง 3 ดวง ชื่อ ว่า Fatta , Lelia , Mesiats

Fatta ในภาษากรีกเรียกว่า Phaeton ส่วนชาวสุเมเรียนเีรียก Tiamat

111,814 ปีก่อนคริสกาล เคยมีสงคราม (star war) (น่าจะเป็นสมัยแอตแลนติก) Fatta , Lelia เป็นที่อาศัยของเผ่าพันธ์ Grays ว่ากันว่า demigod ความหมายอีกทีคือ เผ่าพันธ์มนุษย์ที่มีระดับทาง spiritual และเทคโนโลยี่ที่สุงกว่ามนุษย์บนโลก

ได้ทำลาย Fatta , Lelia ซึ่งทำลาย Lelia ก่อน และหลังจากนั้นทำลาย Fatta และชิ้นส่วนจาก Fatta ตกลงสู่พื้นโลก ด้วยแรงกระแทกอันมหาศาล polar shift เอียง 23.5 องศา (ฉนั้นเอง NIBIRU จึงไม่เคยพุ่งชนโลก)

ชิ้นส่วน ของ Fatta จมอยู่ไต้มหาสมุทร เนื่องจาก Fatta มีอิทธิพลต่อโลกมาก มีผลทำให้โลกหมุนช้า และเนื่องจากมันถูกทำลายจึงทำให้โลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น ส่วน Mesiats หลุดจากระบบสุริยะไป

คนในยุคสมัยนั้นมี ยานอวกาศ ใช้กันแล้ว และจึงมีบางส่วนที่มีชีวิตอยู่ ไปอาศัยอยู่ที่ ดาวหมีน้อย หมีใหญ่ (Ursa minor) และกลับมายังโลกใน 4 หมื่นปีก่อนคริสตกาล

บางส่วนที่หนีทัน ที่ยังอาศัยบนโลก ก็ได้อาศัยอยู่แถบ ไซบีเรีย

*ที่สำคัญคือ หลักฐานเกี่ยวกับ Dark period of time ได้ถูกเก็บงำและถูกทำลาย

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:46 am

ที่เค้าทำลายสองดวงนั้นก็เพราะว่า เผ่าพันธ์ Grays อาศัยอยู่ พวกนี้เป็นทาสของ Reptilians จากการต่อสู้กัน เลยถูกทำลายโดยเผ่าพันธ์มนุษย์ จากดาวอื่น

อาวุธที่ใช้ทำลายไม่ได้บอกไว้ครับ แต่ถ้าให้เดาว่า น่าจะเป็นอาวุธชนิดเดียวกันกับที่ใช้ทำลายดวงจันทร์ดวงนี้ ( particle beam weapons) ด้านที่หันเข้าหาโลก

คือทั้งหมดนี่ผมหยิบมาจากหนังสือ ของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ในนั้นเขาไม่ได้บอกลายระเอียดไว้ครับ

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับ HARRP PROJECT

Jesse Ventura เคยเป็น Navy seal ของกองทัพสหรัฐ หลังจากผันตัวเองมาเล่นการเมืองและเบื่อในเกมการเมืองจึงได้ลาออกมา

ก่อนที่ JesseVentura และทีมงาน จะเริ่มสำรวจและค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับHARRP PROJECT อย่างจริงจัง เขาได้รับโทรศัพท์จาก Jerry Smith

ผู้ที่มีข้อมูลเชิงลึก และหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้

ว่ามีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ขนาดมหึมา ทางแถบทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ Alaska(ซึ่งที่นี่เข้าไปได้เแพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น)แม้แต่ชาวชนบทที่นี่ ยังไม่กล้าปริปาก บอกอะไรได้มากนัก เพียงแต่บอกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่เท่านั้น

ในนั้นมีก่อสร้างเสาส่งกระแสไฟฟ้าอยู่ทั้งหมด 360 เสา

เสาต่างๆเหล่านี้ จะส่งกระแสไฟฟ้า เชื่อมถึงกัน เสาละ 10000 วัตน์ รวมทั้งหมด 3600000 วัตน์ และยิง ไปยังชั้นบรรยากาศ

ซึ่งก่อให้เกิด ปรากฏการณ์ แสงเหนือ (aurora) และส่งคลื่นความถี่วิทยุลงมายังผิวโลก ว่ากันว่าคลื่นความถี่นี้ สามารถ ควบคุมอารมณ์

ของมนุษย์ (mind control) และ ควบคุมชั้นบรรยากาศ เช่น global warming หรือรุนแรงกว่านั้น เช่นพายุ สึนามิ แผ่นดินไหว

และว่ากันว่ามันเป็นอาวุธ ที่ทรงพลังมาก เพราะมันถูกทดลองใช้แล้วในหลายที่ เช่นสงครามในอิรักครั้งแรก ระหว่างอิรักกับคูเวต

อเมริกานำมันมาใช้ โดยควบคุม(mind control)กับทหารอิรักขณะอยู่ในรถถัง และทุกคนออกมาจากรถถังในสภาพที่ถูกควบคุมหรือไม่รู้สึกตัวนั่นเอง และมีคนจับภาพ แสงเหนือได้ ก่อนเกิด สึนามิ ที่อินโดนีเซีย (ซึ่งโดยปรกติแล้วแสงเหนือเกิดในแถบขั้วโลกเหนือเท่านั้น)

ขอเพิ่มอีกนิดครับ คลื่นความถี่ วิทยุ นั้น มี 2 แบบคือ ความถี่ที่หูมนุษย์สามารถได้ยิน และความถี่ที่หูมนุษย์ ไม่สามารถได้ ยิน แต่ สมองของมนุษย์นั้นสามารถรับความถี่ทั้ง 2 แบบ ได้

*นวัตกรรม 3G น่าจับตามองนะครับ

มีคำกล่าวที่ว่า เรื่องราวในอดีตบ่งบอกความเป็นไปของปัจจุบันและอณาคต (ตอนแรกที่ได้อ่านเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างขัดกับความรู้เดิมที่ผมศึกษามาทำใจ อยู่นานเหมือนกัน แต่เมื่อมาคิดว่าถ้าอยากรู้ก็ต้องเปิดใจไม่ปิดกั้นความคิดตนเอง ผมจึงได้เห็นว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์มันคล้องจองเชื่อมโยงกันอย่างไม่น่า เชื่อ ซึ่งมันน่าจะเป็นความจริง )

ประวัติศาสตร์ เป็นคำที่คนในยุค ปัจจุบันเรียกกัน แต่ในยุคโบราณแล้วมันเป็นความรู้ดั้งเดิมของมนุษย์ที่บอกต่อๆกันมา

มีทั้งหลักฐานต่างๆและคำบอกเล่า เรื่องราวที่ผมจะบอกเล่าต่อไปนี้ ผมแปลมาจากภาษารัสเซียซึ่งต้นฉบับมาจากภาษารูน(Rune) จากหนังสือเล่มนี้ уищщл

ขอเกริ่นเกี่ยวกับภาษารูนนิดนึง ภาษารูน(Rune) เป็นภาษาเก่าแก่ภาษาดั้งเดิมของมนุษย์ และยังเชื่อกันว่าเป็นภาษาของพระเจ้า ในอักขระ ทุกตัวอักษรนั้นมีพลังเพราะมันไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรตัวใดตัวหนึ่ง เท่านั้น แต่มันเป็นส่วนประกอบของภาพสามมิติ และเป็นภาษาที่เข้าใจหรือทะลุทะลวง

ใน 3 โลก คือ Materialworld, spiritual world ,God world

คนที่จะอ่านได้และเข้าใจ ต้องเป็นคนที่มี consciousness สุง มีความคิดที่เป็นบวกการออกเสียงนั้นจะต้องมีการฝึกการหายใจเพราะเป็นการพูด ที่ใช้พลังเสียงออกมาจากภายใน ภาษารูนในยุคนี้หายสาปสูญไปแล้วเพราะคนที่อ่านแบบเข้าใจนั้นไม่มี เพราะพวกปรสิต(Reptilians)คนโบราณเรียกกันอย่างนี้

ทำลายหลักฐานเกือบหมด แต่ยังมีบางส่วนที่ถูกเก็บอย่างดีไว้ในที่ลึกลับเพื่อให้พ้นหูพ้นตาจาก พวกปรสิต โดยสลักไว้บนแผ่นทองคำ

ชาวอารยัน (Aryan)เป็นผู้ที่เริ่มต้นใช้ ภาษารูน





....กำเนิดโลกและจักรวาล....

จากภาษารูนที่เขียนบอกเล่าไว้เป็นคำอธิบายที่ให้มนุษย์อย่างเราเข้าใจได้ ง่ายที่สุด (แต่กระบวนการคงซับซ้อนเกินความเข้าใจของมนุษย์อย่างเรา)ว่าพระเจ้า เป็นผู้สร้างจักรวาลและทุกสิ่ง แรกเริ่มนั้น พระเจ้า หายใจ ออกมาเป็นแสงสว่าง เป็นแสงสว่างที่ไม่มีวันดับ และแสงนี้ แตกกระจาย ออกไป ไกลและไกลออกไปเรื่อยๆ บางส่วน ทะลุเมฆดำจนทำให้เกิดเป็นแสงสว่างจ้าถาวร และบางส่วนก็แตกกระจายออกไปเรื่อยๆ และส่วนที่ออกมาจากความสว่างนั้น ยิ่งไกลจากพระเจ้าออกไปส่วนต่างๆเหล่านั้นก็เกิดเป็นระดับที่จับต้องได้ หรือ Materialworld ส่วนที่อยู่ไกล้พระเจ้าเข้ามาคือ spiritual world และส่วนที่อยู่ในบริเวณของพระเจ้า คือ God world แต่ละระดับก็มีจำนวน Dimension ที่ต่างกัน และ มีหลาย universe



**กำเนิดมนุษย์**

แสงสว่างที่ออกมาจากพระเจ้า นั้น project มนุษย์ หรือเรียกอีกทีให้เข้าใจว่าเป็นเสมือนกระจกเงา แต่มนุษย์ที่พูดถึงนั้นเป็นมนุษย์ที่อยู่ในระดับ God world คือส่วนหนึ่งของพระเจ้า

มนุษย์ผู้นี้เรียกได้ว่าเป็นพระเจ้า พระเจ้าได้ project มนุษย์อีกหลายเผ่าพันธ์ ในระดับ spiritualworld และมนุษย์จากระดับspiritual world

project มนุษย์ ใน Material world และมนุษย์ใน Material world บางส่วนที่มีระดับ spiritual ที่สุง เรียกว่า demigod ซึ่งเป็นผู้สร้าง

สัตว์ และสิ่งมีชีวิตในโลก ในระดับ Material world มี demigod ผู้ที่มีระดับ spiritual ที่สุงสุดกว่าคนอื่น ชื่อ Svarog

Svarog (ภรรยาชื่อ Lada ) มีบุตรชาย ชื่อ Dajdbog , Dajdbog (ภรรยาชื่อZhiva,Zlatogorka,Marena )มีบุตรชายชื่อ perun(ภรรยาชื่อ Diva) เผ่าพันธ์มนุษย์สืบเชื่อสายมาจาก perun



***สงครามระหว่างDark and light ***



นานมาแล้ว ที่ โลก Arleg (ระดับ Material world ที่มีระดับ spiritual ที่สุง )

เป็นที่อาศัยของ Messengerหรือผู้ส่งสาร ที่นี่มี 256 Dimension

มี demigod ผู้หนึ่งชื่อว่า Chernobog ผู้ที่ไม่ต้องการทำตามกฎ (เพราะการที่จะไต่ระดับ ไปสู่ spiritual world หรือ God world

นั้น ต้องเป็นไปตามกฏเกณท์ Chernobog เป็นชนชาวผิวดำ( Black demigod) ต้องการไต่ระดับไปตามทาง Golden way

ขยายความ Goldenway ซักนิด นั้น เป็นทางเชื่อม โลก3โลก เข้าด้วยกัน มีอยู่ทุก universe ,galaxy ,planet.

แม้แต่โลกเราก็มี Goldenway

ชาวอารยัน (Aryan)นั้นรู้ความลับนี้เป็นอย่างดี

จึงมีการทำสงครามกันระหว่าง Belobog (white demigod) และ Chernobog( Black demigod)

และมีการทำสงครามกันเรื่อยมา ทุกๆ 4000 ปี เป็นสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน



****ที่มาของมนุษย์บน โลก ****



ในช่วงสงครามนั้น มียานแม่ ชาวอารยันเรียกว่า Vaitmara และในยานแม่นี้มียานลำเล็กข้างในเรียกว่าVaitmana ทั้งหมด 144 ลำ

เกิดเสีย และลงจอดที่ Planet earth หรือโลก ที่ continent (แถบขั้วโลกเหนือปัจุบัน) ในเวลานั้นยังไม่เกิด polar shift

ที่นั่นจะอุณหภูมิคล้าย กรีซ และอิตาลี ปัจจุบัน



ข้างในมีชนผิวขาวอยู่ 4 เผ่า

กลุ่มแรก ชื่อ Aryan มี2เผ่าคือ Da?aryan และ H?aryan

กลุ่มหลัง ชื่อ Slav มี2เผ่าคือ Rassen และ sretorus



แต่ละเผ่ามีลักษณะ สีของดวงตา ต่างกัน Da?aryan มีดวงตาสี เทา H?aryan มีดวงตาสี เขียว

Rassen มีดวงตาสี น้ำเงิน sretorus มีดวงตาสีน้ำตาล



ทั้ง 4 เผ่านี้มาจากกลุ่มดาว Beta Leo Star System galaxy นี้ มีดาวดวงนึงที่มีลักษณะเหมือนโลก ชื่อว่า Ingard- earth

Ingard หมุนรอบตัวเอง 576 วัน และ มี ดวงจันทร์ 2ดวง ดวงนึงเล็ก ดวงนึงใหญ่ ดวงใหญ่ หมุนรอบ Ingard 36 วัน

ส่วนดวงเล็ก 9 วัน

หลังจากที่ซ่อมยานเสร็จมีบางส่วนที่กลับดาว Ingard และมีบางส่วนที่อาศัยอยู่ที่นี่และ เรียกโลกใบนี้ว่า Midgard-earth

ต่อมาก็มีการเข้ามาอาศัยอยู่ในโลกนี้เรื่อยๆ จากดวงดาวต่างๆ อีก3กลุ่มบ้างมาตามทาง Golden way (ประตูมิติ) บ้างก็มาโดยยานลำเลียง

3กลุ่มหลังที่มา มีชนผิวเหลือง ผิวแดง และผิวดำ

ชนผิวดำนั้น Aryanสงสารและนำพวกเขามาอาศัยที่นี่เพราะดาวของพวกเขาถูกทำลาย จากสงคราม

และ เรียกลูกหลานของมนุษย์ที่เกิดที่นี่ว่า As



ขอขั้นนิดนึงมาดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์บนโลก

(ผมหยิบมาจาก หนังสือของ Nicolai levashov นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเชียประวัติส่วนตัวเขาน่าสนใจ)

เขาเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม เล่มที่ผมหยิบมานี้ แปลเป็นอังกฤษแล้วเข้าไปอ่านได้ที่

http://levashov.org/.../books-eng.html



ก่อนมี Homosapiens ได้ Humannoid อีกจำพวกนึงคือNeanderthalแล้วทั่วทุกหนแห่ง ยกเว้นที่ continentเพราะมีทะเลล้อมรอบ

Neanderthalครองโลกนี้อยู่หลายแสนปี ที่เรียกว่าครองโลกคือว่าพวกนี้เป้นพวกที่มีพละ กำลังมหาศาลไม่มีใครต่อกรได้ นอกจากเสือเขี้ยวดาบ

และประมาณ 4 หมื่นปีก่อน มี homo sapiens ในหนังสือเขาบอกว่า appear คือไม่รู้ที่มาของ homo sapiens แม้นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้เพราะไม่พบหลักฐาน missing link พบฟอสซิลที่พบอยู่ทั่วไปหลายแห่งนั้นมีอายุเท่ากันทั้งหมดมี 4 race ฟอสซิลกระโหลกศรีษะเหล่านี้มีลักษณะที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย และมาจาก สายพันธ์เดียวกัน และไม่เคยมีการค้นพบโครงกระดูกระหว่างวิวัฒณาการจากNeanderthal- Homo sapiens



มีการเช็ค dna ระหว่าง Neanderthal(ที่พบร่างอยู่ไต้น้ำแข็งบนภูเขาCalpine glacier) และHomo sapiens ปรากฏว่าไม่ได้มาจากสายพันธ์เดียวกัน เช่นเดียวกับ ลา และม้า ที่มีลักษณะคล้ายกันแต่คนละสายพันธ์ และถ้ามีการสืบเผ่าพันธ์ได้ นั่นหมายถึงว่าถ้า Neanderthal สืบพันธ์

กับ Homo sapiens ลูกที่ออกมาจะไม่สามารถสืบเผ่าพันธ์ได้อีก(เป็นหมัน) เช่นเดียวกันกับล่อที่ไม่สามารถสืบพันธ์ได้ต่อไป

ส่วน Homo sapiens ที่พบกระโหลกที่ต่างกันนั้นสามารถสืบเผ่าพันธ์ต่อไปได้ (Compatible)

หลังจากนั้น ประมาณอีก1000 ปี Neanderthal ก็สูญพันธ์แบบที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไม Neanderthal ผู้แกร่งกล้า{supreme predator}จึงสูญพันธ์

ซึ่งเมื่อเทียบกับ Cro-Magnonอ่อนแอกว่า และไม่มีขนปกคลุมร่างการให้ความอบอุ่นเหมือน Neanderthal

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:49 am

หลักฐาน เพียงน้อยนิด ที่ฮิตเลอร์นำมาบิดเบือน และที่จริงเครื่องหมาย swastika เป็นตัวอักษรตัวหนึ่งของภาษรูน และเป็นลักษณะรูปร่างการหมุนของ galaxy นี้





สงคราม สร้างความชั่วร้าย ทำลายความดีความงามและความเจริญ เรื่องเล่าในวันนี้สนับสนุนข้อความข้างต้น โดยย้อนหลังไป 60 กว่าปี ในประเทศเยอรมนี ภายใต้อำนาจเด็ดขาดของระบอบนาซี ที่สถาปนาขึ้นมาโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

คน เยอรมันหลายคนในวัย 60 กว่าปีเพิ่งทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่าพ่อที่แท้จริงของตนนั้น มิได้ตายเพราะสู้รบอย่างกล้าหาญ ในสงครามดังที่แม่เล่าให้ฟัง หากเป็นทหารในหน่วยที่มีชื่อว่า Waffen SS ซึ่งเป็นทหารพิเศษของฮิตเลอร์ ที่คัดสรรมาว่าเป็นสายเลือดอารยัน คนเยอรมันเหล่านี้เป็นเด็กจากโครงการ Lebensborn ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อ สนับสนุนการขยายเชื้อชาติอารยันตามที่ฮิตเลอร์ และกลุ่มนาซีเชื่อว่าเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ของคนเยอรมัน ที่เหนือกว่ามนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ในโลก

Lebensborn หรือ Spring of Life (น้ำพุแห่งชีวิต) หมายถึงโครงการที่สร้างคลีนิคขึ้นทั่วเยอรมนีและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โปแลนด์ นอร์เวย์ ฯลฯ เพื่อให้หญิงมีครรภ์ (ส่วนใหญ่ยังเป็นโสด) ไปคลอดลูกอย่างเป็นความลับ แม่จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีโดยแพทย์ และพยาบาลที่จ้างมาโดยหน่วยทหาร SS

หญิง มีครรภ์ที่จะได้รับบริการจากคลีนิค จะต้องมีลักษณะทางชาติพันธุ์ที่เหมาะสม (ผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้า) นอกจากนี้ ยังต้องจงรักภักดีต่อระบอบนาซี และต้องพิสูจน์ว่าไม่มีความบกพร่องทางพันธุกรรมอีกด้วย

หญิง มีครรภ์หลายคนโดยแท้จริงแล้วเป็นภรรยาของนายทหาร SS เพื่อมารับบริการ และอีกหลายคนเมื่อคลอดแล้ว ก็มีสัมพันธ์กับนายทหาร SS จนท้อง (Heinrich Himmler หัวหน้า SS สนับสนุนให้ลูกน้องมีลูกกับหญิงนอกสมรส มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อขยายชาติพันธุ์ที่ดีของเยอรมัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสุดยอดของมนุษย์ชาติ)

เด็ก ประมาณ 6,000-8,000 คน เกิดในคลีนิคเหล่านี้ในเยอรมนีระหว่าง 1936-1945 และเนื่องจากโครงการนี้เป็นเรื่องลี้ลับ บ่อยครั้งไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อแน่นอน เด็กเหล่านี้จึงไม่รู้ความจริง และไม่มีการบันทึกรายละเอียดของการเกิดลงในสูติบัตรด้วย

ใน 20 ปีที่ผ่านมา ความลี้ลับถูกเปิดเผยมากขึ้น และพบผลพวงของความเลวร้ายยิ่งขึ้น ฮิตเลอร์เป็นผู้ก่อสงครามขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะให้เยอรมนีครอบงำโลก โดยตั้งใจใช้โครงการ Lebensborn เป็นเครื่องมือขยายเผ่าพันธุ์อารยัน

นัก ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองพบว่า หญิงที่ท้องขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ไม่สามารถทำแท้งได้ เพราะผิดกฎหมาย บ้างก็ยกลูกให้ทหาร SS เป็นลูกบุญธรรม บ้างก็เลี้ยงลูกเองหลังสงครามด้วยความทนทุกข์ทรมานใจ เพราะต้องหลอกลวงลูก ต้องลวงผู้คน เพราะหากรู้ว่าเป็นลูกทหาร SS ก็จะถูกเกลียดชัง

สำหรับ เด็กที่เกิดในคลีนิค Lebensborn ในประเทศที่เยอรมนียึดครองอันเนื่องมาจากความสัมพันธ์กับทหาร SS ยิ่งประสบความลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐบาลเยอรมนีถือว่าเป็นลูกศัตรู เมื่อเติบโตหลังสงครามก็กลายเป็นพลเมืองของชาตินั้นไป โดยทั้งแม่และลูกถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนาซี

เชื้อ สายอารยันมีความสำคัญเพียงใด จนต้องมีการตั้งโครงการ Lebensborn ขึ้น? "เชื้อสายอารยัน" เป็นคอนเซ็ปต์ในวัฒนธรรมยุโรปที่ "มาแรง" ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 (1890 กว่าๆ และ 1910 กว่าๆ) บ้างเชื่อว่าเชื้อพันธุ์นี้ มีกำเนิดจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซียปัจจุบัน บ้างเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของคนเยอรมัน และสแกนดิเนเวียแต่โบราณ และท้องถิ่นเหล่านี้เท่านั้น ที่ยังคงสามารถรักษาความบริสุทธิ์ของเชื้อพันธุ์ไว้ได้

ใน โลกตะวันตกในยุคต้นศตวรรษที่ 19 บ้างเชื่อว่า ชาติพันธุ์อารยันเหนือกว่าทุกชาติพันธุ์ ฉลาดกว่า และเก่งกว่า อย่างสมควรที่จะเก็บไว้เป็นต้นแบบของมนุษยชาติเพื่อเผยแพร่พันธุ์ต่อไป

อย่าง ไรก็ดี มีนักประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้ระบุว่ามีการกล่าวถึงชาติพันธุ์อารยัน ในจารึก Persians (เปอร์เซียคือชื่อโบราณของอิหร่าน) ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล 500 ปี คำว่า "Aryan" ในตอนแรกโยงใยกับวัฒนธรรม Indo-Iranian (อินเดีย-อิหร่าน) และต่อมาในศตวรรษที่ 19 กลายมาผูกพันกับวัฒนธรรม Indo-European (อินเดีย-ยุโรป)

นัก ประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ไอเดียเรื่องชาติพันธุ์อารยันเกิดขึ้นเมื่อนักภาษาศาสตร์ค้นพบว่า Avestan ซึ่งเป็นภาษาโบราณของเปอร์เซีย และภาษาสันสกฤตของอินเดียตอนเหนือ เป็นสองภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จึงตั้งชื่อกลุ่มคนโบราณที่ประดิษฐ์ภาษาเหล่านี้ขึ้นว่า Aryans ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตและ Avestan ว่า "Arya" ซึ่งหมายถึงมนุษย์ที่มีความสูงส่ง มีอิสระ มีฝืมือ

Arya ก็คือ "อารยะ" ในภาษาไทยซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกัน สองคำคือ "อารยะ" และ "อารยัน" จึงโยงใยกันอย่างใกล้ชิด ("อารยะขัดขืน" ฟังดูยิ่งน่ารักขึ้นอีก") ซึ่งหมายถึงความสูงส่ง ความศิวิไลซ์ ความมีเกียรติและคุณธรรม

อย่าง ไรก็ดี ในยุโรปในต้นศตวรรษที่ 20 "อารยัน" ถูกบิดเบือนไปจนหมายถึง White European" (คนยุโรปผิวขาว ยกเว้นยิวและอาหรับ โดยอ้างว่าเพราะภาษาดั้งเดิมไม่ได้อยู่ในตระกูล Indo-European)

ต่อ มาถูกบิดเบือนยิ่งขึ้นภายใต้ระบอบนาซี ว่า "อารยัน" คือชนชาติพิเศษซึ่งเป็นต้นตระกูลของคนเยอรมัน จนต้องคัดสรรสายพันธุ์บริสุทธิ์แห่งความยิ่งใหญ่เอาไว้ เพราะจะยิ่งทำให้เยอรมันนีสามารถครองโลกไว้ได้นานเท่านาน


Perun demigod ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลประชากรที่อยู่ในโลกนี้ เป็นผู้ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอณาคตของโลกใบนี้ว่า

Galaxy นี้มีรูปร่างเหมือน swastika ทุกๆ 1000 ปี ซีกหนึ่ง ของ Galaxy จะโคจรเข้าไปในก้อนเมฆ เป็นระยะเวลา1000ปี

ซึ่ง เป็นข้อตกลงในการยุติสงครามชั่วคราวกับ ปรสิต (dark side) และเผ่าพันธ์มนุษย์ light side จะเข้ามายังโลกไม่ได้จนกว่าจะครบกำหนด

1000 ปี และในขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เกือบครบกำหนด 1000ปี Galaxy นี้เริ่มเคลื่อนออกมาจาก เงาเมฆ

เชื่อ กันว่า ภายในปี 2012 นี้ ฝ่าย light side จะเริ่มเข้ามา ซึ่งนั่นหมายความว่าจะมีสงคราม(star war)อีก และมีบางส่วนที่เข้ามารอบ้างแล้ว และนานแล้ว แต่ยังรอเวลา

ทั้งส่วนที่เป็นฝ่ายพันธมิตร (ชนผิวเหลืองและแดง) และจอดยานแม่ไว้ในหุบเขา(ในหนังสือบอกว่าที่ลึกลับบนเขา) คืออีก

Dimension ที่มนุษย์มองไม่เห็น และตอนนี้จะเห็นได้ว่าพวกปรสิตมันกำลังเตรียมการ ในสงครามครั้งนี้




ยังมีรายละเอียดในหนังสือเล่มนี้อีก เกี่ยวกับ พวกปรสิตมันควบคุมมนุษย์ได้อย่างไร ช่วงไหน เอาเป็นว่าถ้าผมมีเวลาว่างจะมาต่อครับ

ส่วนใครที่อยากรู้ไวๆก็เข้าไปอ่าน ในหนังสือของ Nicolai levashov ได้ครับ


ผมขอเกริ่นเรื่องที่มาที่ไปของหนังสือที่เอามาแปลก่อนนะครับ ภาษารูนนั้นมีเข้ามาในโลกนี้ ประมาณ 6แสนปีก่อน มีการขุดพบ และพบ

บางเล่มก็เขียนขึ้น เมื่อ 4 หมื่น ปีก่อน ทั้งหมดเป็นอักษรรูนที่สลักไว้บนแผ่นทองคำ มีบางส่วนถูกทำลายไป และบางส่วนยังเก็บไว้อย่างดีในที่ลึกลับ

เริ่มมีการพิมพ์และแปลออกมาเป็นหนังสือ ประมาณ20-30ปีที่ผ่านมา

ในปี 1875 มีการขุดพบ แผ่นทองคำเก่าแก่ที่มีอัขระโบราณ(รูน) สลักอยู่ ที่ไต้ซากโบราณสถาน 400 ชิ้นนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Santiya Dakov หรือ หนังสือ

ในสมัยนั้นเป็นสมัยชอง กษัตริย์ Karl ที่ 1ได้สั่งให้มีการหลอมแผ่นทองคำ เพราะเป็นสิ่งมีค่า แต่ก่อนทำการหลอม ได้ทำการ copy ลงบนแผ่นตะกั่วและยังอยู่จนถึงปัจจุบัน และยังมี3-4แผ่นที่ยังไม่ได้หลอมถูกเก็บไว้อย่างดี

นิตยสาร vediccouture ได้ตีพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ใน เดือนกันยา2007 ที่ผ่านมา




รูปแผ่นทองคำครับ





ขออธิบายถึง galaxy นี้ซักนิด ในหนังสือบอกว่า universe มีลักษณะขอบเขต เป็นวงกลม อีกครึ่งเป็น Dark อีกครึ่งเป็น Light และมีเส้นแบ่งระหว่างกลาง ระหว่าง Dark และ Light และgalaxy ของเรานี้อยู่ไกล้เส้นแบ่งเขต เพราะ galaxy ของเราเรียกได้ว่าอยู่ขอบของ universe และระบบ solar system ของเราก็อยู่ขอบของgalaxy อีกที และมีรูปร่างเหมือนswastika และการโคจรรอบตัวเอง ทุกๆ 1000 ปี และระบบ solar system ล้ำเข้าไปใน เขต Dark เป็นเวลา 1000 ปี และในช่วงนี้ พวกที่อยู่ทางด้าน dark world ก็สามารถเข้ามาได้

มีการคำนวณเวลาว่า ระบบ solar system จะเออกมาจาก dark zone ประมาณปี 2012 ครับ ตอนนี้เริ่มออกมาแล้วครับ เพราะนั้น ทางฝ่าย light side จึงเริ่มมีการนำหลักฐานโบราณต่างออกมาเปิดเผย (แต่บางส่วนยังถูกเก็บซ่อนอยู่ )

ก็ยังมีข้อมูลความรู้เกียวกับความเป็นไปของโลกและจักวาล ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เอามาเปิดเผย (เก็บซ่อนมาเป็นเวลานาน ในหลายแหล่งโดยซ่อนกระจายไปทั่วโลก ในที่พ้นหูพ้นตาจากพวก ปรสิต) และความรู้ทางด้านต่างๆ ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนจะทวีคุณขึ้น ในยุคนี้

ส่วนที่เก็บเอาไว้นั่นเชื่อว่ามนุษย์เชื้อสาย Aryan ดั้งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นผู้ที่เก็บเอาไว้ คนสายเลือด เชื้อสาย Aryan ดั้งเดิม มีอายุยืนยาว เพราะใช้ความรู้ โบราณ ในการดำรง ชีวิต สามารถอยู่ได้ถึง 1000 ปี(อันนี้ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดนะ แต่หนังสือว่าอย่างนั้น)

และบางส่วนก็ ฝังดินเอาไว้ สาเหตุที่เอาทองคำมาสลักเพราะว่าทองเป็น สายแร่บริสุทน์คงทน ไม่เป็นสนิมหรือถูกทำลายไปตามกาลเวลา และมีลักษณะอ่อนที่แกะสลักได้ง่าย

ส่วนที่ถูกทำลาย ทำลายโดยพวก ปรสิต โดยการหลอม และนำมาใช้ พวกนี้จะไม่เข้าใจวิธีอ่าน ใช้ภาษารูน สำหรับพวก ปรสิต มันจึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ และอีกสาเหตุ คือ ควบคุมมนุษย์ โดยบิดเบือนความรู้ดั้งเดิม โดยสร้างความเชื่อไหม่ๆขึ้น

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  wincha on Thu Dec 17, 2009 2:52 am

ดาวแต่ละดวง มี ecological system (อันนี้ ชาร์ล ดาวิน ถูกครับ) มีการวิวัฒณาการเป็นไปโดยอัตโนมัติ โดย โลก ของเราเมื่อ 6 แสนปีก่อน เป็นวิวัฒณาการณ์ ถึงขีดสุดแล้ว โดย Neanderthal เป็นตัวชี้

ในขณะเวลานั้นมี หลายกลุ่มที่จับจ้อง ดาวเคราห์ดวงนี้(โลก) มีมนุษย์หลายเผ่าพันธ์ หลาย race ได้เดินทางมาที่นี่ แต่ไม่ได้อยู่อาศัย ในช่วงแรกพวก white race เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้คิดจะรบกวน ecological system ของที่นี่

โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ ที่ continent ที่พวก Neanderthal ไม่สามารถไปได้ ขณะนั้นที่นี่เจริญรุ่งเรืองมากทางด้านเทคโนโลยี่ ต่างๆ

** มีการพบซากแท่งหิน สถาปัตยกรรม ที่บ่งบอกถึง civilization บนเกาะแถบ Arctic ocean

**ขอย้อนเรื่องดวงจันทร์ซักนิด ชาว Aryan เป็นผู้ที่นำดวงจันทร์มาไว้ที่นี่ ทั้ง 3 ดวง โดยจุดประสงค์บางอย่าง ดวงจันทร์ทั้ง 3 ดวงเป็น เสมือน ดาวเทียม (ผมเองก็หลงเข้าใจตั้งนานว่าดวงจันทร์ดวงนี้ พวก reptilian นำมา )

ดวงที่ชื่อ Fatta มีแรงดึงดูดมหาศาล ( ผมขอแก้ไขที่ว่าอีกดวงหลุดจากวงโคจรไป (ข้อมูลจากแหล่งอื่น)) ขอเอาตามหนังสือนะครับ อันที่จริงมันคือดวงที่เห็นอยู่นี่แหละครับ เพราะถุกทำลายไปแค่สองดวง


**ทำไมพวก white race demigod ถึงได้สนใจโลกใบนี้ และเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ เพราะว่าได้มีการประชุม ของฝ่าย light side ระหว่าง demigod ทั้งหมดทุก โลก ทุก Galaxy ในเรื่องสงคราม

ได้มีการรวมตัวกัน วางแผนคัดเลือกมนุษย์สายพันธ์ที่ดีเยี่ยม ที่มีความรู้ความสามารถต่างกัน(ดาวแต่ละดวงมีมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถ ต่างกัน)ทุก race ทุก specie จากทุกโลก ทุก Galaxy โดย เดินทางคัดเลือกผ่านเส้นทาง Golden way

เพื่อจะสร้างมนุษย์สายพันธ์ไหม่(intelligent specie of new kind )บนโลกใบนี้ โดย ผสม dna เพื่อยุติหรอแก้ไขปัญหา สงคราม (star war)

แต่มีเงื่อนไขว่าต้องสร้าง โดย Evolution ไม่ใช้เทคโนโลยี่ เพราะพวก Dark side สามารถ copy ได้ สงครามก็จะไม่มีวันยุติ

ถ้าสร้างโดย Evolution พวก Dark side จะไม่มีวัน copy ได้ เพราะ DNA ไม่เหมือนมนุษย์ และไม่มี consciousness ที่สุงพอ

(ระหว่าง dark force และ light force เพราะเป็นช่วงไกล้สงคราม (starwar)) พวกนี้มันครองโลกมานาน จึงเป็นผู้ที่กุมข้อมูลเกือบทั้งหมดไว้

พวกที่มาจากกลุ่มดาว เซต้า เป็น specie หนึ่งของ Grays race ครับ มาจาก dark world ไม่ได้เป็นพวกที่มี DNA เหมือนกับมนุษย์แตอย่างใด แต่เป็นพวก chlorophyll-based


อาวุธของพวกนี้คือการโกหก และความสามารถของพวกนี้ก็มีหลายอย่าง เพราะนั้นจึงไม่ใช่มนุษย์ที่มาจากโลกอณาคตที่หวังดีกับมนุษย์ครับ

(เท่าที่ผมใช้เวลาศึกษาข้อมูลมา)

ส่วนโครงการ MJ 12 ก็มีมานานแล้ว มี การสร้าง Base บนโลกหลายแห่ง ที่มีการจดสณธิสัญญา ข้อตกลองระหว่าง มนุษย์กับ GRAYS ที่มีการทดลองร่วมกันที่ Base ไต้ผิวโลก และบางแห่ง

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 10:00 am

กระทู้นี้น่าจะย้ายไปที่ forum ลึกลับ ปริศนา น่าจะเข้ากับเนื้อหามากกว่านะจ๊ะหนู sunny

avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Thu Dec 17, 2009 3:02 pm

เคยตามอ่านจาก ฟดก. เหมือนกัน ตอนแรกๆ สนุกมากเลย Very Happy
...แต่พอ ถึง End state ท้ายสุดว่าชาวโลกต้องใช้พลังงานความรักกู้วิกฤติโลก นี้มันแหม่งๆ Neutral
เลยเลิกตาม....ไม่รู้ว่าตา Alex เค้าเล่าเรื่องนี้เพื่อโปรโมตหนัง 2012 รึปล่าว Question
(แอบคิดเล่นๆว่า เหมือน พล็อต District 9 เลย อิอิ)

...แต่ เคยมีข่าวว่า พล.อ.อ. สุมิตร อิศรางกูล ณ อยุธยฯ เป็นคนไทยที่ทำงาน ที่ นาซ่า และเคยกล่าวว่า มี
มนุษย์ต่างดาวทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ จริงๆ เพราะฉนั้น เรื่อง Area51 ก็ยังน่าสนใจอยู่ดีนะ Very Happy
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เบื้องหลังอิลูมินาติที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

ตั้งหัวข้อ  kiagenwa on Thu Dec 24, 2009 9:05 pm

ข่าวสารมีทั้งจริงและลวง เลือกที่จะเชื่อด้วยนะครับ
เพราะเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ยิวจะมีเอี่ยวด้วยพอสมควร

ว่าแต่ เรื่องLegion ที่พี่ยกขึ้นมา ดูจะเป็นหนังที่...
ทำไมSonyสร้างหนังนอกรีตแบบนี้หว่า

kiagenwa

จำนวนข้อความ : 20
Registration date : 24/11/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ