ฉายาตำรวจไทยยุคพรรคแมลงสาบ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ฉายาตำรวจไทยยุคพรรคแมลงสาบ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Dec 17, 2009 8:43 am

สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย
เขาตั้งฉายาตำรวจประจำปีนี้เก๋ไก๋หลายนาย เช่น

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ได้ฉายา "ผบ.สแตนด์บาย"
พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย คู่ชิงคนสำคัญได้ ฉายา "จุ๋ม ชิงดำ"

ผมก็เลยเกิดไอเดียอยากฝากฉายาตำรวจคนดังต่างๆ บ้าง ซึ่ง
หลายๆ คนเห็นในเว็บไซต์เข้าท่าดีก็เลยเอามาใช้ ส่วนบ้างก็ว่าเองผสมๆ กันไป...
อย่างน้อยก็เขียนติชมและติดตามท่านมาตลอดทั้งปี...ขอแจมหน่อยไม่ว่า กันนะครับ
ประเดิมด้วย

1.พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ... "ไทเกอร์สีกากี"
2.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์...อนิจจาโชควาสนา"
3.พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ... "ตาอยู่เห็นเครื่องบิน"
4.พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี... "อาเซียนเลนหงายเก๋ง"
5.พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์... "มือปราบท่าดีทีเหลว"
6.พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์... "จุดยืนจอมป่วนโผ"
7.ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์... "ไม้บรรทัดพิทักษ์เพื่อน"
8.พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ..."ลิเกมุกเก่า"
9.พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง "ญาติห้อย ผบ.น้อย"
10.พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม... "หนี้แขกดอกโหด"
11.พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์... "เฉพาะกิจเพื่อพลโท"
12.พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์... "ขันทีประตูหลัง"
13.พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี... "บิลงานเลี้ยงกูจะเก็บกับใคร"
14.พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู... "ห้ามตก ง.งู"
15.พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา... "ของจริงปทุมวัน"
16.พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร... "ห้าสลึงขวัญใจวูดดี้"
17.พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพรหมณ์กุล... "มือปราบทาสรับใช้"
18.พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์... "เทพประทานตัวจริง"
19.พ.ต.อ.ประยนต์ ลาเสือ... "ขาใหญ่ซานติก้า"
20.พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน... "ขวัญใจ (ผี) อาชีวะ"...5555!!??

อ้างอิง คอลัมน์: หมายเหตุบ้านเมือง: ตำรวจไทยยุคประชาธิปัตย์
http://www.ryt9.com/s/bmnd/766164

http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=35473
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฉายาตำรวจไทยยุคพรรคแมลงสาบ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Dec 17, 2009 8:51 am



ทีวีเสื้อแดงตั้งฉายารัฐบาล-นักการเมือง
วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:52 น.
ข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานีประชาชน หรือพีเพิลชาแนล
ได้จัดทำฉายาของรัฐบาลและรัฐมนตรี โดยนำมาแจกจ่ายให้สื่อมวลชน
โดยได้ตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โดยรัฐบาลได้ฉายาว่า รัฐบาลเทพรับประทาน

เนื่องจากว่าทุกครั้งจะอ้างเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนแต่ผลงานออกมาคือการทุจริต คำนึงถึงส่วนตัวเป็นใหญ่ หลายโครงการ เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง รถเมลเอ็นจีวี 4,000 คัน ตลบอบอวลด้วยผลประโยชน์ทางตัวเลขและคอมมิชชั่น
ครั้งหนึ่งเคยได้ฉายาว่า รัฐบาลเทพประทาน แต่เมื่อทำงานได้ระยะหนึ่งก็โหยหาประโยชน์ในลักษณะมูมมาม ไม่อายฟ้าดิน จึงเปลี่ยนจากรัฐบาลเทพประทาน มาเป็น รัฐบาลเทพรับประทาน

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้ฉายาว่า เด็กดื้อข้างโพเดียม

เพราะการตัดสินใจหลายเรื่องของนายอภิสิทธิ์ มักผิดพลาดเสมอ
แต่จะแก้ตัวน้ำขุ่นๆโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากใครเพราะมีความเชื่อมั่นสูง
เห็นได้จากการตั้งผบ.ตร.ที่ใช้จุดเด่นในการพูดสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง

พรรคร่วมรัฐบาล ได้ฉายาว่า สวนสัตว์ซ่อนดาบ
เพราะการเชิญพรรคร่วมทั้ง 5 พรรคตั้งรัฐบาลเหมือนเอาเสือ สิงห์ กระทิง แรด มาเกาะเกี่ยวกันหาผลประโยชน์
มือหนึ่งเจรจาเรื่องผลประโยชน์ แต่อีกมือหนึ่งก็พร้อมจวกแทงทันทีหากอีกฝ่ายเผลอ

สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีฉายาว่า สภาตกเลข
เพราะทุกครั้งที่จัดประชุมต้องนับองค์ประชุมเนื่องจากส.ส.และส.ว.ไม่ค่อยเข้าประชุม
แต่มาขอขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง ซึ่งสถิติในรอบ 10 เดือนของรัฐบาลปรากฎว่าสภาล่มไปแล้ว 11 ครั้ง
ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย


นอกจากนี้ยังมีฉายานักการเมืองคนอื่นๆ อาทิ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้ฉายา ชัย ชวนชื่น
เพราะทุกครั้งที่เป็นประธานบนบังลังก์จะใช้มุขตลกหากินเอาตัวรอด
เพื่อเรียกบรรรยากาศให้กลับมาประชุมกันได้ต่อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ได้ฉายา มาเฟียความมั่นคง
เพราะมีความหวาดระแวงคนเสื้อแดง อ้างสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองเพื่อฉวยโอกาสประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง
และพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งในรอบ 10 เดือนประกาศไปแล้ว 8 ครั้ง เสียงบกว่า 2 พันล้านบาท

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ฉายา ลำโพงดอกแหว่ง
เพราะดูแลสื่อของรัฐแต่มาล้ำเส้นสื่อเข้าข่ายแทรกแซงโดยใช้คำพูดให้ดูดีว่าขอความร่วมมือ

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้ฉายา กุ๊ยมีเส้น

เนื่องจากพฤติกรรมที่ผ่านมามีแต่ทะเลาะกับคนอื่นและประเทศเพื่อนบ้านไปทั่ว
ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันแต่นายอภิสิทธิ์ยังประคบประหงมเพื่อไม่ให้เกิดรอยร้าวกับพันธมิตรฯ

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJMk1EazFOelV5TWc9PQ==
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฉายาตำรวจไทยยุคพรรคแมลงสาบ

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Tue Dec 22, 2009 9:19 am

นักข่าวตั้งฉายา 'มาร์ค' งึกๆงักๆ

นักข่าวอาชญากรรม สายตำรวจ ตั้งฉายาคนวงการตำรวจ “มาร์ค” ประธาน ก.ต.ช. “งึก ๆ งัก ๆ”
ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ฉายา “องค์กรไร้หลัก”
“วิสุทธิ์ วานิชบุตร” ได้ฉายา “แอ็คชั่น คอมเมดี้”
“สุภาวดี ตั้งประสมสุข”ครู ตชด. ได้รับการยกย่องเป็น “วีรสตรีชายแดนใต้”
พร้อมกับเผยโพลล์ระบุผลงานตำรวจสอบไม่ผ่าน ภาพรวมได้เพียง 4.8 จาก 10 คะแนน
การบริหารงานองค์กรให้ปลอดการเมือง ได้เพียง 2.9
งานปราบปรามยาเสพติด ได้มากที่สุดเพียง 5.5 คะแนน พร้อม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ธ.ค. นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าว
ผลการสำรวจนักข่าวอาชญากรรมโพล หัวข้อความพึงพอใจในผลงานตำรวจในรอบปี 2552
ผลปรากฏว่า ภาพรวมสอบไม่ผ่าน โดยได้คะแนนเพียง 4.8 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน
ส่วนงานจราจรและการตั้งด่านจราจร ได้ 4.6 คะแนน งานด้านสอบสวน ได้ 5.1 คะแนน
งานปราบปรามยาเสพติดได้ 5.5 คะแนน
ส่วนงานบริหารงานองค์กรให้เป็นอิสระ ปลอดการเมืองได้เพียง 2.9 คะแนนเท่านั้น

นายศิโรจน์ กล่าวว่า สมาคมฯยังได้ตั้งฉายาให้กับวงการตำรวจคือ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช.
ได้รับฉายา “งึก ๆ งัก ๆ” จากปัญหาความยึก ๆ ยัก ๆ ในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ที่งึก ๆ งัก ๆ
มาตั้งแต่ครั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.คนเก่าหมดหน้าที่ จนถึงปัจจุบันก็ยังแต่งตั้งไม่ได้

คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ได้รับฉายา “สภาเล็ก 7 วาระ”
จากการประชุม ก.ต.ช.ที่ผ่านมา เพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ฉายา “องค์กรไร้หลัก”
จากการแต่งตั้งโยกย้ายที่ปล่อยให้อำนาจจากฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง
จนไม่สามารถแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานได้ จนไม่มีผู้กำหนดทิศทางการทำงาน

ตำแหน่ง ผบ.ตร. ฉายา “เก้าอี้ชักเย่อ” จากการที่ไม่สามารถแต่งตั้งผู้ใดมาดำรงตำแหน่งตัวจริงได้
โดยมีการดึงกันไปมา ระหว่างประธาน ก.ต.ช. กับคณะกรรมการ นโยบายตำรวจแห่งชาติ บางท่าน

พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. รับฉายา “มือปราบปฏิทินโจร”
จากผลงานในการทำปฏิทินโจรจนสามารถจับกุมอาชญากรได้หลายราย

พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. ได้ฉายา “ใบสั่งเดลิเวอรี่”
จากผลงานใช้กล้องเซ็นเซอร์ตรวจจับรถยนต์ที่ฝ่าไฟแดง
แล้วถูกถ่ายรูปป้ายทะเบียนท้ายรถไว้เป็นหลักฐานพร้อมบริการส่งใบสั่งไปให้ถึงบ้าน

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รอง ผบช.ภ.9 ฉายา “แอ๊คชั่น คอมเมดี้”
จากผลงานปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด
แต่เมื่อถึงขั้นตอนแถลงข่าว จะออกแนวผ่อนคลายติดตลก

ส.ต.ท.หญิง สุภาวดี ตั้งประสมสุข สังกัด กก.ตชด.44 จ.ยะลา ได้รับฉายา“วีรสตรีชายแดนใต้”
จากการที่เจ้าตัวไปปฏิบัติหน้าที่เป็นครูโรงเรียนตชด.บ้านพีระยานุ เคราะห์ 4 ต.เกาะจัน อ.มายอ จ.ปัตตานี
แล้วถูกโจรใต้ซุ่มยิงเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม.

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=8&contentID=38567
avatar
ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฉายาตำรวจไทยยุคพรรคแมลงสาบ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 3:28 pm

http://regist53.blogspot.com/2009/06/blog-post_2114.html

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 11, 2009


พ.ต.อ.อำนาจ จันทร์เจริญ
พ.ต.อ.นันทชาติ ศุภมงคล รอง ผบก.ภ.จวงปทุมธานี
พ.ต.อ.อนุสรณ์ กัณวเศรษฐผกก.สภ.อ.ธัญบุรี
พ.ต.ท.ไกรศรี บุตรวงษ์ รอง ผกก.(ส) สภ.อ.ธัญบุรี
พ.ต.ท.ฉลอง สขุจันทร์ รอง ผกก.(ป)สภ.อ.ธัญบุรี
พ.ต.ต.กฤษฎาพร ปานโปร่ง สวป.สภ.อ.ธัญบุรี
พร้อมด้วยชุดสืบสวน และชุดเแพาะกิจ สภ.อ.ธัญบุรี
ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมตัว

นายอนุรักษ์ หรือรักษ์ เพิ่มสุข อายุ 32 ปี พร้อมด้วย อาวุธปืน อาก้า พร้อมแมกกาซีนจำนวน 1 กระบอก
อาวุธปืนคาบิน พร้อมแมกกาซีน จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนคาบิน จำนวน 55 นัด พร้อม
รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า สีบรอนซ์เทา จำนวน 1 คัน

โดยกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามหมายจับ ของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 1585/2548 ลง 24 ต.ค.2548
มีอาวุธปืนสงครามและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน
หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 23 ต.ค.2548 เวลา 22.30 น.พนักงานสอบสวน สภ.อ.ธัญบุรี
ได้รับแจ้งว่าพบศพชายไทยถูกยิงด้วยอาวุธปืนเสียชีวิตริมถนนเรียบคลองรังสิต ประยูรศักดิ์
ระหว่างคลอง 10 - 11 หมู่ 3 ต.บึงสนั่น อ.ธัญบุรี จว.ปทุมธานี จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุและ
การสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ผู้ตายชื่อ

นายอนุชา เกิดสูง อายุ 23 ปี และจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า

คนร้ายที่ก่อเหตุรายนี้ คือ

นายอนุรักษื หรือรักษ์ เพิ่มสุข

จึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดธัญบุรีและได้พยายามสืบสวนติดตามจับกุมตัวนายอนุรักษ์ฯ
มาโดยตลอด จนจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2550 ที่บริเวณถนนเลียบคลอง 14 หมู่ 1 ต.หนองสามวัง
อ.หนองเสือ จว.ปทุมธานี

ตำรวจดีๆ ก็ยังมีอยู่

http://www.pran37.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538931576&Ntype=1

ตำรวจไทยใต้ร่มพระบารมี เพราะมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการและพระราชอัธยาศัย
อีกประการหนึ่ง ภารกิจและหน้าที่ของตำรวจสมัยนั้น เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดปลีกย่อยเสียเป็นส่วนมาก ทั้งนี้
เพราะสภาพความเจริญของบ้านเมือง สงบเรียบร้อย ประชาชนมีจำนวนน้อยตั้งบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจาย
บ้านเมืองมีกำแพงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน โจรผู้ร้ายและคดีร้ายแรงเกิดขึ้นในอัตราที่น้อยมาก
หรือเกือบจะไม่เกิดขึ้นเลย ส่วนมากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นมักมาจากพวกนักเลง อันธพาล
ตีชิงวิ่งราวเท่านั้น คดีอาชญากรรมร้ายแรงเกือบจะไม่มีเลย ประกอบกับการปกครองแต่โบราณ
เป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีอำนาจสิทธิ์ขาด
แต่เพียงพระองค์เดียว พระมหากษัตริย์ ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม

การบริหารกิจการแผ่นดินเพื่อความผาสุกและสงบสุขของประชาชนของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ทรงโปรดให้นำกระดิ่งไปแขวนไว้ ที่ประตูวัง ถ้าราษฎรคนใดมีความทุกข์หรือเดือดร้อนประการใด
ให้ไปสั่งกระดิ่ง เมื่อทรงทราบแล้ว ก็จะทรงอนุญาตให้ราษฎรผู้นั้นเข้าเฝ้าร้องทุกข์ได้ด้วยตนเอง
เพื่อทรงไต่ถามความเดือดร้อนและพระราชทานความช่วยเหลือตามแต่กรณี

ตำรวจในสมัยอยุธยา

ในสมัยอยุธยาเป็นราชธานี สภาพสังคมเปลี่ยนไป มีการขยายตัวกว้างขึ้น ราษฎรเพิ่มจำนวนมากขึ้น
งานด้านปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้นมากกว่าในสมัยสุโขทัย เกินกำลังอำนาจของพระมหากษัตริย์
จะทรงควบคุมดูแลด้วยพระองค์เอง จึงทรงแบ่งอำนาจหน้าที่และมอบหมายให้ข้าราชการของพระองค์
เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านต่าง ๆ

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยแบ่งส่วนราชการเป็นฝ่าย
พลเรือนทั่วไป มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบ ฝ่ายทหารมีสมุหกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งสองตำแหน่งนี้
ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ส่วนพนักงานพลเรือน ๔ ตำแหน่งที่เรียกว่าจตุสดมภ์ ได้แก่
เวียง วัง คลัง นา นั้น ยกเป็นเสนาบดีชั้นรองลงมา ปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์ต้องนอนประจำเวร
ในเขตพระบรมมหาราชวัง เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางบก ทางเรือ ในการทำสงคราม
หรือในการเสด็จประพาสไปยังสถานที่ต่างๆ กรมพระตำรวจก็เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่
แวดล้อมประจำการ แม้กระทั่งเวลาเด็จออกท้องพระโรง กรมพระตำรวจต้องเข้าเฝ้าก่อนขุนนางอื่น ๆ
เป็นผู้ซึ่งจะมีอาวุธเข้ามาในท้องพระโรงได้พวกเดียว กองตำรวจที่ทำหน้าที่ เป็นทหารรักษาพระองค์
เป็นส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ลักษณะหน่วยงานของ
ตำรวจยังคงสถานะเดิมมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๑
ในช่วงรัชสมัยของปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นเวลาที่ตั้งพระนครแห่งใหม่
ขึ้นที่กรุงเทพมหานคร พระราชกรณียกิจสำคัญ ยังต้องทำสงครามป้องกันรักษาพระนคร
และอาณาเขตให้อยู่รอดปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ชนทั้งปวง ในเวลานั้น
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำตำราพิชัยสงครามขึ้นไว้เป็นแบบแผนสำหรับบ้านเมือง

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีบทบาทเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา คือ
เป็นตำรวจของพระมหากษัตริย์

ปฏิบัติหน้าที่ตามพระบรมราชโองการ ปรากฏตำราราชเสวก ตำรวจทำหน้าที่รักษาความสงบ
ภายในบริเวณพระราชฐาน สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับสนองพระบรมราชโองการลงพระราชอาญา
ผู้กระทำผิด ได้แก่ ขุนตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่เป็นศาล รับสั่งชำระและพิพากษาคดี

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๒

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการแก้ไข
ปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นระเบียบแบบแผนสืบต่อจาก รัชกาลที่ ๑ เช่น
การบริหารราชการในส่วนกลาง ทรงริเริ่มให้เจ้านายที่มีความรู้ความสามารถไปกำกับ
หน่วยราชการต่างพระเนตร พระกรรณ โดยทรงคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับภารกิจด้วยพระองค์เอง

สำหรับหน่วยงานตำรวจ ปรากฏมีกรมพระตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่รักษาพระองค์ในเขตพระบรมมหาราชวัง
หน้าที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ โดยเฉพาะการถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัย
องค์พระมหากษัตริย์ทั้งในพระบรม มหาราชวังและในขบวนเสด็จพระราชดำเนิน

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๓

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็นช่วงที่ศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มสิ้นสุดลง
พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างเมืองชายพระราชอาณาเขต และสร้างป้อมสำหรับ
หัวเมืองชายทะเล พร้อมทั้งให้สร้างกำปั่นเรือรบ กำปั่นลาดตระเวนรักษาพระนครและใช้ค้าขาย

กล่าวได้ว่า กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สภาพบ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย ราษฎรประกอบอาชีพ
ของตนเองภายในครอบครัว การคบค้าสมาคมระหว่างประชาชนยังไม่แพร่หลาย ต่างคนต่างมุ่งหน้า
ทำมาหากิน ราษฎรมีจำนวนน้อย การตั้งบ้านเรือนไม่หนาแน่น การไปมาค้าขายก็ยังไม่เจริญ
ความวุ่นวายและเหตุการณ์ร้ายแรงไม่ปรากฎขึ้นบ่อยนัก

ต่อมา มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไทย
ได้ทำสนธิสัญญาเบาริงกับประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๙ โดยสนธิสัญญาฉบับนี้
ประเทศไทยได้เปิดทำการค้าขายกับประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการและยอมรับ
สิทธิ สภาพนอกอาณาเขต (Extraterritoriality) อีก ๑๓ ปีต่อมา
ระหว่าง พ.ศ.๒๓๙๘ – พ.ศ. ๒๔๑๑ ประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญากับประเทศต่างๆ
ทำนองเดียวกันกับที่ได้ทำไว้กับประเทศอังกฤษ ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าว
ได้นำความยุ่งยากมาสู่ประเทศไทยในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุผลที่ว่านี้
ได้ส่งผลให้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบ กิจการของตำรวจขึ้นอย่างเร่งด่วนในสมัยรัชกาลที่ ๔

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๔

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ นับเป็นยุคแห่งการปฏิรูป
กิจการตำรวจ ทั้งนี้เนื่องมาจาก การแผ่อิทธิพลของชาติตะวันตกในการแสวงหาอาณานิคม
ปัญหาด้านสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และปัญหาอาชญากรรมทวีมากขึ้นเป็นหน้าที่ของข้าหลวงกองจับ
สังกัดกรมเมือง ซึ่งมีไม่เพียงพอ

ในปี ร.ศ.๗๙ หรือ พ.ศ.๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งให้ กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์(Captain Sammual Joseph Bird Ames) ชาวอังกฤษ
เข้ารับราชการเป็นผู้จัดตั้งกองโปลิศ ขึ้นเป็นครั้งแรก ในประเทศสยาม มีหน้าที่รักษาความสงบ
เรียบร้อยภายในประเทศ แทนข้าหลวงกองจับ และกองตระเวนซ้ายขวา กองโปลิศ
ใช้การจ้างพวกแขกมลายูและแขกอินเดียมาเป็น ตำรวจกองตรวจ เรียกว่า “กองโปลิศคอนสเตเบิ้ล”
ครั้งแรกตั้งอยู่ที่โรงกระทะและบ้านอำเภอ(ปัจจุบันคือที่ตั้งเขตสัมพันธวงศ์) ต่อมากิจการกองโปลิศ
เจริญขึ้น และขยายไปตั้งที่สามแยกต้นประดู่ เรียกว่าโรงพัก โปลิศสามแยก(ซากั๊กโล่ว)

ปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจอย่างมาก คือ
ปัญหาด้านสิทธิภาพนอกอาณาเขต คือผู้กระทำผิดที่เป็นบุคคลสัญชาติอื่น
จะพิจารณาคดีในศาลกงสุล ไม่ต้องขึ้นศาลไทย

อาชญากรส่วนใหญ่เป็นพวกอั้งยี่(กรรมกรชาวจีน) ซึ่งต้องใช้เวลาในการปราบปรามพวกอั้งยี่
เป็นเวลานานหลายปี กฎหมายที่ใช้ในการพิจารณาตัดสินคดี เป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่อดีต
คือกฎหมายตรา ๓ ดวง(คชสีห์ ราชสีห์ บัวแก้ว)

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๕

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการปรับปรุง
พัฒนากิจการตำรวจของประเทศไทยต่อเนื่องจากรัชกาลที่ ๔ โดยในปี ร.ศ.๙๐ หรือ พ.ศ.๒๔๑๔
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์
(Captain Sammual Joseph Bird Ames) เป็นหลวงรัฐยาธิบาลบัญชา มีอำนาจเต็ม
ในการบังคับบัญชาโปลิศทั้งปวง

ร.ศ.๙๔ หรือ พ.ศ.๒๔๑๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้วางธรรมเนียมในการปฏิบัติหน้าที่ของ โปลิศ
และกำหนดข้อบังคับ ตลอดจนการรับสมัครบุคคลเข้าเป็นโปลิศ ตรากฎหมายขึ้น เรียกว่า
”กฎหมายโปลิศรักษาพระนคร ๕๓ ข้อ” ครอบคลุมอำนาจหน้าที่ในการรักษาพระนครและนอกพระนคร
รวมทั้งการพิจารณาชำระคดี

ร.ศ.๑๑๑ หรือ พ.ศ.๒๔๓๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ
เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจเต็มในการรับผิดชอบกิจการต่าง ๆ ในกองโปลิศ
ในปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งศาลกรมกองลาดตระเวนขึ้น และเปลี่ยนชื่อกองโปลิศ
เป็น “กรมกองลาดตระเวน”

ร.ศ.๑๑๖ หรือ พ.ศ.๒๔๔๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ราชการ
ที่เกี่ยวข้องระหว่างกระทรวงนครบาล และกระทรวงยุติธรรม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้จัดตั้ง “กองตำรวจภูธร” ขึ้นในหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ และทรงโปรดเกล้า ฯ ตั้ง ร.อ.ยี.เชา (G.Shau)
ชาวเดนมาร์ค เป็นเจ้ากรม ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงศัลวิธานนิเทศ
เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อกิจการตำรวจอย่างมาก กองตำรวจภูธร ได้ขยายไปยังมณฑลต่าง ๆ
ระหว่าง พ.ศ.๒๔๔๐-๒๔๕๑ รวม ๑๐ มณฑล

ร.ศ.๑๒๐ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้ง “โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร” ขึ้น
ที่นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานศึกษาวิชาการตำรวจแห่งแรกของประเทศไทย ทำหน้าที่ผลิตนายตำรวจภูธร
ออกรับราชการตามกองตำรวจภูธรมณฑลต่าง ๆกองตำรวจภูธรขณะนั้น มีกำลังราว ๘,๐๐๐ นาย

พ.ศ. ๒๔๔๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานที่ดินในการย้ายโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร
ไปตั้งที่ตำบลห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยจระเข้
จนตลอดรัชกาลที่ ๕ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ จึงได้ย้ายไปรวมกับโรงเรียนนายหมวดที่คลองไผ่สิงโต
จังหวัดพระนคร

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๖
การพัฒนาและปรับปรุงกิจการตำรวจของไทยอย่างสมัยใหม่ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการพัฒนาและปรับปรุงหน่วยงาน ตลอดจนการบริหารงานตำรวจ
ที่สำคัญในหลายด้าน ได้แก่

พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ กำหนดตำแหน่งข้าราชการกระทรวงนครบาล กรมกองตระเวน
ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ชาวอังกฤษ ๓ คน คือ มิสเตอร์อีริค เซ็นต์ เย ลอว์สัน เป็นผู้บังคับการกรมกองตระเวน
มิสเตอร์ อี. ดับบลิว.ตรอตเตอร์ เป็นรองผู้บังคับการ และมิสเตอร์อาร์.ซี.ไวติง เป็นเจ้ากรมกองตระเวนชั้นใน

พ.ศ. ๒๔๕๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาวาสุเทพ หรือ หลวงศัลวิธานนิเทศ
เจ้ากรมกองตระเวน เป็นอธิบดีกรมตำรวจภูธร นับเป็นอธิบดีกรมตำรวจภูธรคนแรก

พ.ศ. ๒๔๕๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้รวมกรมกองตระเวนและกรมตำรวจภูธร
เป็นกรมเดียวกันโดยมีประกาศพระบรมราชโองการ
ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๘ และได้ถือวันนี้เป็น “วันตำรวจ”

ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เปลี่ยนการเรียกชื่อยศข้าราชการตำรวจที่ยศรองอำมาตย์ อำมาตย์
และมหาอำมาตย์ เป็นยศนายร้อยตำรวจ นายพันตำรวจและนายพลตำรวจ ตามลำดับ เปลี่ยนการเรียกชื่อ
โรงพัก เป็น”สถานีตำรวจ” ในปีเดียวกัน ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ พลโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า คำรบ
เป็นอธิบดีกรมตำรวจภูธร และได้รวมโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรและโรงเรียนหมวดเข้าด้วยกัน เรียกชื่อ
ใหม่ว่า “โรงเรียนนายร้อยตำรวจ”

พ.ศ.๒๔๖๔ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายโรงเรียนนายร้อยตำรวจจากคลองไผ่สิงโต
จังหวัดพระนคร กลับไปตั้งที่ตำบลห้วยจระเข้ นครปฐมอีกครั้งหนึ่ง

พ.ศ. ๒๔๖๕ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้รวมกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงนครบาลเป็นกระทรวงเดียวกัน
เรียกว่า “กระทรวงมหาดไทย” และกรมตำรวจภูธร สังกัดในกระทรวงมหาดไทย ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๗

ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งกรมตรวจคนเข้าเมือง
ให้ พ.ต.อ.พระยาวิชัยประชาบาล(บุญโกย เอโกมล) เป็นเจ้ากรมตรวจคนเข้าเมืองคนแรก พ.ศ. ๒๔๗๑
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งกองตำรวจภูธรกลาง ให้พระยาธรณีนฤเบศน์
เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรกลางคนแรก

พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีประกาศจัดวางโครงการกรมตำรวจ ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๗๕
ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๔๙ หน้า ๔๙๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ประกาศด้วยความแนะนำ
ของสภาผู้แทนราษฎร โดยให้เปลี่ยนชื่อ “กรมตำรวจภูธร” เป็น “กรมตำรวจ” อธิบดีกรมตำรวจคนแรกคือ
พ.ต.อ.พระยาบุเรศผดุงกิจ(รวย พรหมโมบล) แบ่งส่วนราชการเป็น ๔ ส่วนคือ ส่วนแรก กองบังคับการ ,
ส่วนที่ ๒ ตำรวจนครบาล , ส่วนที่ ๓ ตำรวจภูธรและส่วนที่ ๔ ตำรวจสันติบาล

พ.ศ. ๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้มีการปรับเปลี่ยนการบริหารงานภายในกรมตำรวจ
หลายประการ ระหว่างปี ๒๔๗๖-๒๔๗๘ และได้โอนโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ห้วยจระเข้
ไปรวมกับโรงเรียนนายร้อยทหารบกที่กรมยุทธศึกษาทหารบก ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ

ตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๗
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว มีการปรับปรุงกิจการตำรวจที่สำคัญ ดังนี้

พ.ศ. ๒๔๗๘ หลังจากโอนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
ไปรวมกับโรงเรียนนายร้อยทหารบกที่กรมยุทธศึกษาแล้ว เรียกนักเรียนนายร้อยตำรวจว่า
“นักเรียนนายร้อยทหารบกฝ่ายตำรวจ” และปรับระดับฐานะหน่วยงานโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
จากระดับกองบังคับการ เป็นกองกำกับการ โดยความมุ่งหมายของคณะรัฐบาลขณะนั้น นำโดย
จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและ พล.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ
มีความมุ่งหมายให้นักเรียนนายร้อยตำรวจและนักเรียนนายร้อยทหารบกได้ศึกษาร่วมกัน
เพื่อจะได้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติราชการเมื่อสำเร็จการศึกษา

พ.ศ. ๒๔๘๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตราพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงาน
และกรมในกระทรวงมหาดไทย ให้มีกองตรวจ ประจำกองบังคับการตำรวจนครบาลทุกกองบังคับการ
ในปีเดียวกันประกาศตั้งกองตำรวจเทศบาลขึ้น มี พ.ต.ท.หลวงชาติตระการโกศล เป็นผู้กำกับการ
มีแผนกจราจรขึ้นอยู่กับกองตำรวจเทศบาล (กองตำรวจเทศบาลยกเลิกเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑)

พ.ศ. ๒๔๘๑ มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงาน และกรมในกระทรวงมหาดไทย
ยุบกองบังคับการตำรวจนครบาลเหนือ ใต้และธนบุรี ให้มีผู้บังคับการตำรวจนครบาลตำแหน่เงดียว
พ.ศ. ๒๔๘๖ มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงมหาดไทย
เพิ่มแผนกตำรวจสรรพสามิต

ตำรวจในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงพระมหากรุณาธิคุณ
ปกเกล้าปกกระหม่อมข้าราชการตำรวจอย่างต่อเนื่อง ในยามที่ประเทศต้องเผชิญกับการก่อการร้าย
กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ และความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งสองพระองค์จะเสด็จ
พระราชดำเนินทรงเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจตระเวนชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่ถึงฐานปฏิบัติการ
ทรงห่วงใยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้
และขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดมา

นอกจากนี้ ทรงให้ความสำคัญต่อสถาบันการศึกษาวิชาการตำรวจ ที่เป็นแหล่งผลิตข้าราชการ
ให้ออกมารับใช้ชาติบ้านเมือง ตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปี ที่เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานกระบี่
แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้ง ได้พระราชทาน
พระบรมราโชวาทให้นายตำรวจใหม่ที่สำเร็จการศึกษา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและถือปฏิบัติ
ในการทำหน้าที่ราชการและการครองชีวิต และยังได้เสด็จพระราชดำเนินในโอกาสสำคัญของ
โรงเรียนนายร้อยตำรวจอีกหลายโอกาสคือ

เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พระราชทานโอวาท
และทอดพระเนตรการสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ รวมทั้งในโอกาส ครบรอบ ๑๐๐ ปี
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๕ ทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จพระราชดำเนิน
ในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ

แนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ได้รับพระราชทานให้นำไปปฏิบัติ ได้แก่ โครงการสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชนนี
โครงการจราจรตามแนวพระราชดำริ ที่พระราชพระราชทรัพย์และแนวทางปฏิบัติให้กับ
กองบัญชาการตำรวจนครบาล รับสนองตามแนวพระราชดำริ และโครงการจตุรทิศ
แก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่รับสนองพระราชดำริ ได้แก่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ด้านการปรับปรุงพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตรา
พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย จัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นมา
และต่อมา
ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการ

รวบรวมจาก หนังสือที่ระลึกพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของเหล่าข้าราชการตำรวจ
เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐
และวันตำรวจ ประจำปี ๒๕๕๐
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฉายาตำรวจไทยยุคพรรคแมลงสาบ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 12:18 am

Unknown พิมพ์ว่า:

ด้านการปรับปรุงพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตรา
พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย จัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นมา
และต่อมา
ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการ

รวบรวมจาก หนังสือที่ระลึกพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของเหล่าข้าราชการตำรวจ
เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐
และวันตำรวจ ประจำปี ๒๕๕๐

http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t276-80.htm#5321











http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=38&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

1.1.3 พล.ต.สนั่น โละทีมที่ปรึกษา (ผู้จัดการ12/02/42)
หลังจากที่มีข่าวในทางลบเป็นระยะ ๆ ของทีมที่ปรึกษา รมว.ก.มหาดไทย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
จนกระทั่งนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ต้องออกปากว่าให้พิจารณารับผู้ที่จะมาเป็นที่ปรึกษาให้รอบคอบ
ทั้งนี้สืบเนื่องจากคดี อุลริค โวล์ฟกัง ที่ฝ่ายค้านได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เมื่อวันที่ 27-29 ม.ค. 42 ที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องบานปลายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตัวของคนที่ใกล้ชิด
พล.ต.สนั่น ในกรณีรับสินบนทั้งในรูปตัวเงินและสิ่งของมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท เป็นผลให้พล.ต.สนั่นและ
พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ประธานที่ปรึกษา ได้หารือกันในอันที่จะปรับองค์กรที่ปรึกษารัฐมนตรีก.มหาดไทย
ให้มีขนาดเล็กลงและคัดสรรไว้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติงานจริงโดยพิจารณาผลงานจากการปฏิบัติงานที่ผ่านมา


โครงข่ายที่ปรึกษา รมว.ก.มหาดไทย ประกอบด้วย ฝ่ายเศรษฐกิจชุมชน ฝ่ายการเมือง ฝ่ายกฎหมาย
ฝ่ายสังคมและวัฒนธรรม ฝ่ายรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สิน อยู่ภายใต้บัญชาการของ พล.ต.มนูญกฤต
ประธานคณะที่ปรึกษา
ผลจากการปรับปรากฏว่าคงเหลือทีมที่ปรึกษาเพียง ทีมเศรษฐกิจชุมชนของ
ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์
โดยนายถวิล ไพรสณฑ์ นายวินัย เสนเนียม และนายถาวร เสนเนียม
ผู้มีชื่อพัวพันกรณีอุลริค โวล์ฟกัง หลุดจากตำแหน่งที่ปรึกษา
3 ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ
ปัญหาความไม่โปร่งใสในระบบราชการ


หัวข้อข่าว 1.3.1 หึ่งๆ กลื่นคอร์รัปชัน (ไทยรัฐ 01/03/42,
กรุงเทพธุรกิจ 05/01/42, 06, 07, 09, 23, 27/02/42 02, 03, 04/03/42, ผู้จัดการ 16/03/42)


สรุปประเด็นข่าว

1.3.1 หึ่งๆ กลื่นคอร์รัปชัน
(ไทยรัฐ 01/03/42, กรุงเทพธุรกิจ 05/01/42, 06, 07, 09, 23, 27/02/42, 02, 03, 04/03/42, ผู้จัดการ 16/03/42)
เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่ข่าวเกี่ยวกับความทุจริตมิชอบในแวดวงข้าราชการ นักการเมืองและวงการธุรกิจ
ปรากฏออกมาแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ เรื่องแรกคือนายอุลริค โวล์ฟกัง ชาวเยอรมัน
ที่สืบเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ตามมาด้วย
การเปิดโปงการใช้ใบสด.43 ปลอมของลูกชายนักการเมืองคนดังคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ(ป.ป.ป.)
ระบุว่า ข้าราชการระดับ 10 สังกัดกระทรวงการคลังรับสินบน 30 ล้านบาทจากบริษัทที่ได้รับเลือก
ให้เข้าไปพัฒนาที่ดินราชพัสดุสถานีขนส่งหมอชิต สุดท้ายคือข่าวที่นายราเกซ สักเสนา
ให้การต่อศาลแคนาดาว่า เป็นผู้จ่ายสินบนจากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ หลายล้านดอลลาร์
ให้แก่หัวหน้าพรรคชาติไทยเพื่อใช้ในการซื้อเสียง ทั้ง 4 ข่าวดังกล่าวข้างต้นยืนยันถึงการแพร่ระบาด
ของคอร์รัปชันในประเทศไทยทั้งในวงการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจ ตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง


นายอุลริค โวล์ฟกัง ผู้ต้องหาค้ายาเสพย์ติดชาวเยอรมัน และเป็นบุคคลต้องห้าม
เข้าราชอาณาจักรไทยจากการสอบสวนของคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร
วูลฟ์กัง ยอมรับว่าได้ใช้เงินไปว่า 10-20 ล้านบาท เพื่อวิ่งเต้นล้มคดี และจากข้อมูล
สามารถโยงใยไปถึงนักการเมืองข้าราชการและบุคคลทั่วไป รวมทั้งสื่อมวลชน
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยซึ่งแตกต่างจากผลการสอบสวนของตำรวจที่ระบุว่า วูลฟ์กัง
ยอมรับว่าไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้นล้มคดี


นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังบอกว่าข้อมูลของนายตำรวจที่ได้จากเยอรมนี พบว่า
บุคคลผู้ได้รับโอนเงินจากต่างประเทศมายังประเทศไทย มีทั้งภรรยารัฐมนตรีในรัฐบาล
ชุดปัจจุบันและคนใกล้ชิดอดีตรัฐมนตรีและจำนวนเงินสินบนมีมากกว่าที่เป็นข่าว
ซึ่งไทยรัฐระบุว่ามีถึง 84 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้ยิ่งมีการนำเสนอก็ยิ่งเห็นความเกี่ยวพัน
โยงใยกันอย่างซับซ้อนของกลุ่มคนกุมอำนาจรัฐทั้งข้าราชการ และนักการเมือง
กับผู้ที่มีอำนาจเงิน


คดีอุลริค โวล์ฟกัง ขยายผลไปถึงคดีเปิดโปงการใช้ใบสด.43 ปลอมซึ่งทั้งกองทัพและตำรวจ
ล้วนอยู่ในฐานะขว้างงูไม่พ้นคอเพราะในวงการตำรวจก็มีปัญหาการปลอมแปลงเอกสารหลักฐานต่างๆ
ซึ่งมีทั้งจับได้และจับไม่ได้ที่จับไม่ได้ก็เป็นเพราะระบบอิทธิพลและเส้นสายและความเลินเล่อของเจ้าหน้าที่
ส่วนกองทัพนั้นก็หาผู้รับประกันได้ยากว่าไม่มีการรับสินบนของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดขอบซึ่งรู้จักกันดี
ในศัพท์เฉพาะว่า เดินทหารหรือการอุดทหาร




1.5 ความเคลื่อนไหวด้านการบริหารการปกครองของรัฐบาล

หัวข้อข่าว 1.5.1 ตำรวจแห่งชาติ : เปลือกใหม่ใต้เงานักการเมือง
(ไทยโพสต์ 11,21/02/42, มติชน 29/01/42, กรุงเทพธุรกิจ 06/01/42)


สรุปประเด็นข่าว


1.5.1 ตำรวจแห่งชาติ:เปลือกใหม่ใต้เงานักการเมือง
(ไทยโพสต์1,121/02/42, มติชน29/01/42, กรุงเทพธุรกิจ 06/01/42)

พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ ก.มหาดไทย เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี หรือบุคคลที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ได้ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2541 โดยกำหนดให้
มีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้น นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็เกิดความสับสนในการประสานงาน
ระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสั่งการและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่
ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง
เนื่องจากไม่ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ
ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการกรมตำรวจแม้แต่ฉบับเดียว


ความพยายามของข้าราชการกรมตำรวจที่จะแยกตัวออกมาจากก.มหาดไทย
เพื่อให้เป็นหน่วยงานอิสระปราศจากการแทรกแซงของนักการเมืองมีมานานแล้ว เริ่มมาตั้งแต่
ปี 2522 สมัยที่ พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น เป็นอธิบดีกรมตำรวจ แต่ไม่สำเร็จเพราะรัฐบาล
โดยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ลาออกไปก่อน แต่ก็มีการรื้อฟื้นที่จะกระทำต่อ เป็นระยะนานกว่า 20 ปี
ความพยายามปรับปรุงโครงสร้างของกรมตำรวจจึงสำเร็จทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้ มีโอกาสเข้ามา
มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายตรวจสอบการทำงานและบริหารงานของตำรวจ
โดยการเข้ามาเป็นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด


นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายอำนาจบริหารไปยังหน่วยงานระดับพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เพื่อให้เกิดเอกภาพในการบังคับบัญชาและให้เกิดประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน
ทั้งนี้จะมีการโอนหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เช่น
ตำรวจป่าไม้ ตำรวจรถไฟ ไปขึ้นกับสังกัดที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อทำให้หน่วยงานของกรมตำรวจ
มีความกระชับและชัดเจนในการปฏิบัติภารกิจมากขึ้น


พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้ายและผู้บัญชาการ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติคนแรก ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้ที่ชัดเจนคือประชาชน
จะได้มีส่วนร่วมในการดูแลกิจการตำรวจทุกระดับ โดยในโครงสร้างตำรวจระดับบน
จะมีคณะกรรมการติดตามการบริหารตำรวจ ประกอบด้วย บุคคลหลายสาขาอาชีพเข้ามาดู
เมื่อประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเขาจะได้รู้ว่าควรทำอย่างไร เพื่อให้เกิดความปลอดภัย


เมื่อเวลาผ่านไปภาพที่ปรากฏชัดเจน คือการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งจากอธิบดีกรมตำรวจ
เป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ๆ เท่านั้น
นอกจากนั้นไม่ว่าการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ
ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างทั้งระดับล่างหรือระดับบน การโอนหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ไปถึงไหน
การกระจายอำนาจไปยังพื้นที่ โดยมอบอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับสารวัตร
จนถึงรองผู้บังคับการแก่รองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติฝ่ายปฏิบัติการ
ซึ่งรับผิดชอบกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ ก็กำลังรอการพิสูจน์


ที่สำคัญของวัตถุประสงค์ดั้งเดิมในอันที่จะทำให้ตำรวจหลุดพ้น
จากการแทรกแซงจากอำนาจทางการเมืองก็ยังเป็นที่คลุมเครือ
เพราะผู้บังคับบัญชายังคงเป็น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รมว.ก.มหาดไทย
กำกับดูแลในฐานะรองนายกฯที่ได้รับมอบหมาย จากนายกฯภาพขององค์กรตำรวจ
จึงยังตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของการเมือง


ส่วนประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมที่คาดว่าจะดีขึ้นหลังการจัดตั้งเป็น
สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วนั้น กลับแย่ลงไปกว่าเดิมมิหนำซ้ำตำรวจเป็นฝ่ายที่
ประกอบอาชญากรรมเสียเองก็มี


นอกจากนี้ยังมีปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้จนต้องส่งให้
สำนักงานกฤษฎีกาตีความเกิดขึ้นหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่อง รมว.ก.มหาดไทย
ซึ่งเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ยศ ไม่กล้าตัดสินใจลงนามแต่งตั้ง ว่าที่ยศให้กับตำรวจ
และนายกฯก็ไม่มีอำนาจตามพ.ร.บ.ทำให้มีตำรวจทีไม่ได้รับ การลงนามแต่งตั้งยศทั่วประเทศ
กว่า 10,000 คน และปัญหาดังกล่าวกฤษฎีกาก็แจ้งมาว่าไม่สามารถตีความให้ได้


นอกจากตำรวจ 10,000 คน ที่ว่าแล้ว ยังมีนักเรียนนายร้อยตำรวจที่จบการศึกษาจาก
โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 52 จำนวน 390 นาย ก็ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งยศว่าที่ร้อยตรีให้แต่อย่างใด
ซึ่งอาจกระทบต่อการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี


อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า พล.ต.สนั่นกลับลงนามแต่งตั้งว่าที่ยศให้กับ
ผู้จบวุฒิปริญญาและนายดาบที่ผ่านการอบรมตำรวจโอนมาเป็นตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตร
ประจำปี 2541 จำนวน 66 ราย การกระทำดังกล่าวได้ถูกหยิบยกเป็นหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจ
พล.ต.สนั่น โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รอง หน.พรรคความหวังใหม่ด้วย


อกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(กตร.) ซึ่งตามกฎหมาย
ยังคงมี รมว.ก.มหาดไทยเป็นประธาน กตร. และมีกรรมการประกอบด้วยอธิบดีกรมตำรวจ ฯลฯ
แต่เมื่อไม่มีอธิบดีกรมตำรวจแล้ว การเข้าร่วมประชุมของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่กล่าวกันว่าแม้การเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา เป็นผู้บัญชาการ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้า เรื่องก็ยังชะงักอยู่ที่สำนักงาน
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพราะไม่มีผู้ใดกล้าตัดสินใจด้วยเกรงว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา230


ความสับสนดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดกันว่าหรือจะโอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับไปสังกัด
ก.มหาดไทยดังเดิม โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วค่อยตราเป็นพ.ร.บ.ยุบโอนและจัดตั้ง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ถูกต้องต่อไป แต่แนวคิดดังกล่าวนายถาวร เสนเนียม ผช.เลขานุการ
รมว.ก.มหาดไทย เห็นว่าควรแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องมากกว่า ส่วนนายถวิล ไพรสณฑ์
ประธานที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย รมว.ก.มหาดไทย เห็นว่าต้องให้คณะกรรมการพิจารณาโครงสร้าง
และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา


นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.ขอนแก่น พรรคความหวังใหม่ยืนยันว่า
สำนักงานตำรวจแห่งชาติผิดกฎหมาย เพราะตำรวจมี กฎหมายเฉพาะของเขาคือ
พ.ร.บ.ข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2521 และแนะนำให้พล.ต.สนั่น แก้ไขให้ถูกต้อง
แม้แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็บอกว่า
ทำเป็นพระราชกฤษฎีกามาก็ได้ แต่ต้องแก้ไขกฎหมายมาด้วย
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฉายาตำรวจไทยยุคพรรคแมลงสาบ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 3:46 pm

ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นมา และต่อมา
ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

อกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(กตร.) ซึ่งตามกฎหมาย
ยังคงมี รมว.ก.มหาดไทยเป็นประธาน กตร. และมีกรรมการประกอบด้วยอธิบดีกรมตำรวจ ฯลฯ
แต่เมื่อไม่มีอธิบดีกรมตำรวจแล้ว การเข้าร่วมประชุมของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่กล่าวกันว่าแม้การเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา เป็นผู้บัญชาการ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้า เรื่องก็ยังชะงักอยู่ที่สำนักงาน
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เพราะไม่มีผู้ใดกล้าตัดสินใจด้วยเกรงว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา230

http://www.local.moi.go.th/law1.htm



รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย


-------------------------


สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร


ตราไว้ ณ วันที่ 11 ตุลาคม พุทธศักราช 2540
เป็นปีที่ 52 ในรัชกาลปัจจุบัน


มาตรา 230 การจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม่ โดยมีการกำหนด
ตำแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้นให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
การรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มีผลเป็นการจัดตั้งเป็น
กระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม่ หรือการรวม
หรือการโอน กระทรวง ทบวง กรม
ที่มิได้มีการจัดตั้งเป็นกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม่ ทั้งนี้ โดยไม่มีการกำหนด
ตำแหน่ง หรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้น

หรือการยุบกระทรวง ทบวง กรม ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ภายในสามปีนับแต่วันที่มีการรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม
ตามวรรคสองจะกำหนดตำแหน่งหรืออัตรา ของข้าราชการหรือ
ลูกจ้างเพิ่มขึ้นในกระทรวง ทบวง กรม ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือ
ในกระทรวง ทบวง กรม ที่ถูกรวมหรือโอนไป มิได้


พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ให้ระบุอำนาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม
ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ การโอนอำนาจ หน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งหน่วยราชการ
หรือเจ้าพนักงานที่มีอยู่เดิม การโอนข้าราชการและลูกจ้าง งบประมาณรายจ่าย
รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน เอาไว้ด้วย


การดำเนินการตามวรรคสองกับกระทรวง ทบวง กรม
ที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งขึ้นแล้ว ให้ตราเป็นพระราช กฤษฎีกา
โดยให้ถือว่าพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นนั้น มีผลเป็นการแก้ไข
เพิ่มเติมบทบัญญัติในพระราชบัญญัติหรือ กฎหมายที่มีผลใช้บังคับได้
ดังเช่นพระราชบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=37&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ