"ปราบพวกหมิ่นสถาบัน ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่"

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

"ปราบพวกหมิ่นสถาบัน ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่"

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 10:40 am

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7861&user=ruarob

วันที่ 16 ธ้นวาคม พ.ศ. 2552
เวลา 16:01:17 น.

"ปราบพวกหมิ่นสถาบัน ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่"
By ruarob

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในยุคที่ประเทศไทยประสบความแตกแยกทางการคิดอย่างสุดขีดนี้
การหมิ่นสถาบันซึ่งอยู่เหนือการเมืองและการตรวจซ้ำทางศรัทธาก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ในยุคไฮเทคโนโลยีที่ข้อมูลข่าวสารกระจายไปไวกว่าก่อนมาก การใช้วิธีปราบปรามแบบเดิมๆ นั้น
ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่กลายเป็นที่ซับซ้อนอย่างยิ่งไปแล้วได้ ขณะที่การมัวแต่จะใช้วิชามารทางการเมือง
กล่าวโทษคนนั้นคนนี้ว่าอยู่เบื้องหลัง ก็ใช่ว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ต้องปรับวิธีการใหม่พร้อมหลักคิด
ที่ยืนอยู่บนความเป็นจริงเท่านั้นที่จะทุเลาปัญหาได้

การหมิ่นสถาบันนั้นมีมานานแล้ว แม้แต่ในยามสงบก็มีข่าวลือมากมาย คนไทยจำนวนไม่น้อยชอบฟังข่าวลือ
เพราะแปลกใหม่กว่าชีวิตที่เป็นไปอย่างปกติของตน เหมือนกับฟังละครวิทยุ แต่หากมากเกินไป
ก็จะฝังความเชื่อผิดๆ นั้นลงสมอง กลายเป็นในมโนทัศน์ที่บิดเบี้ยวและอาจส่งต่อความคิดแบบยาพิษนี้
ให้กับคนกลุ่มอื่นอีกมาก การสกัดกั้นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องจำเป็นของรัฐ คนที่ส่งสารจะต้องได้รับการลงโทษ
อย่างจริงจังตามสมควร แต่ในยุคอินเทอร์เน็ตและการทะเลาะเบาะแว้งทางการเมือง การแก้ปัญหานี้ไม่ง่ายเลย

สิ่งแรกของการหาวิธีการใหม่ในการสู้รบปรบมือกับฝ่ายหมิ่นสถาบันนั้น ก็คือ ยืนอยู่บนความเป็นจริง
ความเป็นจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ของฝ่ายเรา คือ เราต้องธำรงรักษาสถาบันไว้เสมอและการหมิ่นสถาบัน
ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ถือเป็นความผิด ส่วนความเป็นจริงที่ต้องคิดเสียใหม่ คือ
การหมิ่นสถาบันวันนี้เป็นเรื่องที่ไปไกลกว่าการจับกุมธรรมดา การปราศรัยบนเวทีหรือการสื่อสาร
ผ่านลายลักษณ์อักษร อาจไม่ยากในการแทรคตามหาหลักฐาน แต่ด้วยสัญลักษณ์ที่ใช้แทน
โดยไม่เอ่ยชื่อเฉพาะออกมาตรงๆ ทำให้เป็นการยากที่จะจับกุมลงโทษ ยิ่งมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
การตอบโต้กลับของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันจะแรง มีนักกฎหมายและมวลชนเข้ามาช่วยเหลือ
น่าหวั่นเกรงการบานปลาย สมรภูมิที่รุนแรงและน่าเหนื่อยใจกว่านี้ คือ ในโลกอินเทอร์เน็ต
ที่การโพสต์เนื้อหาอันใดก็สามารถรับสารกระจายความกันได้ทั่วโลก ถึงจะตามจับคนเขียนได้
แต่ก็หยุดยั้งภาวะทำซ้ำของสื่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้ ถึงจะบล็อกสารที่ในไทยได้ แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้น
ข้อมูลที่ไหลเวียนออกไปในต่างประเทศ คนที่คล้อยตามเรื่องที่ไม่ดีไม่งามนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น


นอกจากนี้ คนที่ไม่พอใจสถาบันมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น วันนี้พวกเขามีพร้อมทุกอย่างในมือ
ยกเว้นความกล้าในการเปิดเผยตัวตน พวกเขาแทรกอยู่ทุกค่ายความคิดและออกเพิ่มดีกรีให้ประเด็นหมิ่นสถาบัน
หรือสร้างแนวร่วมมุมกลับในการเชิดชูอย่างเกินพอดีได้อย่างที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง

การใช้สองมาตรฐานในการดำเนินคดีประเด็นหมิ่นสถาบันนั้น รังแต่จะก่อให้เกิดความกังขาว่าผู้ปฏิบัติ
มีความจริงใจแค่ไหน หรือใช้ข้อหาน่ากลัวมาเล่นงานเฉพาะฝ่ายตรงข้าม มีบางคนที่เคยแสดงความเห็น
ในเชิงต่อว่าสถาบันมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ถึงบัดนี้ ก็ยังมีบทบาทในสังคมและได้รับการยกย่องว่าเป็น
ผู้มีความคิดอ่านสูง หรือบางคนที่นำข้อความหมิ่นสถาบันของผู้อื่นมาฉายซ้ำกลับได้ชื่อว่าปกป้องสถาบัน
การไม่ดำเนินคดีหรือดำเนินคดีอย่างหลวมๆ กับคนเหล่านี้ ไม่เป็นการสร้างความน่าเลื่อมใสในกำ
หมายหมิ่นสถาบันแต่อย่างใดเลย

การนำประเด็นรักชาติรักสถาบันมาเล่นจนเกินพอดีนั้น ต้องระวังแนวร่วมมุมกลับให้จงหนัก
การส่งเสริมความรักชาติรักสถาบันเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ แต่ต้องไม่ให้มีข้อครหาเรื่องการกะเกณฑ์บังคับ
คนหรือสิ้นเปลืองอย่างเกินงาม บางคนที่เป็นวิญญูชนจอมปลอม ก็ไม่ควรได้สิทธิในการกล่าวอ้าง
ความจงรักภักดีในที่สาธารณะบ่อยนัก เพราะศรัทธาที่เขาไม่ได้รับจากชนหมู่มากนั้นอาจบานปลาย
ไปยังประเด็นอื่นด้วย ยิ่งการยกตนว่าจงรักแต่ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนไม่จงรักนั้น กลับจะกลายเป็นการกระตุ้น
ความบาดหมางให้บานปลายอย่างน่าสังเวช การตีความบางอย่างเป็นเรื่องอ่อนไหว ไม่ควรตีความมั่วซั่ว
และกระจายสารในเชิงไปกันใหญ่ เพราะไฟที่ลามเกินไปผู้จุดก็อาจรับผิดชอบกับผลเสียหายนั้นไม่ไหว

ในโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่ความรู้ (Knowledge) เป็นอาภรณ์หลักของศรัทธา การตอบโต้ผู้มีแนวคิดตรงข้าม
กับสถาบัน โดยใช้หลักวิชาและเทคนิคที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่มีปากกาอีกต่อไป
ทุกวันนี้ ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐมีผู้มีความรู้อยู่มาก การวิสัชนาทางอินเทอร์เน็ตมีผลอย่างมากต่อการเลือกเชื่อ
ของเยาวชน การสร้างคนของฝ่ายเราให้พร้อมทั้งวิทยาการเพื่อตอบคำถามในทุกเวทีอย่างเป็น
วิทยาศาสตร์ให้ได้ว่า สถาบันจำเป็นต่อประเทศไทยอย่างไร และดำเนินกลยุทธ์ให้เหมาะสม
ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันนั้น จะทำให้จับใจมวลชนมากขึ้น อาทิเช่น
การเข้าถึงเยาวชนรุ่นใหม่ ควรใช้สื่อเทคนิคสูง และเนื้อเรื่องเร้าใจ เป็นต้น


แม้ว่าปัจจุบันสีเสื้อเหลือง-แดง จะขัดแย้งชิงชังกันทุกเรื่องจนหาทางออกเพื่อสมานฉันท์ไม่ได้
แต่ในประเด็นหมิ่นสถาบันนั้นทั้งสองฝ่ายสามารถเอื้อต่อการป้องกันได้ หากฝ่ายรัฐยกเลิกอคติบางอย่าง
ในประเด็นอื่นจะไม่นำมากล่าวถึงหรือให้คุณค่าถูกผิดในที่นี้ แต่ฝ่ายเสื้อแดงรวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ
ชินวัตรเองได้แสดงออกหลายต่อหลายครั้งในทางสาธารณะว่ายังเป็นผู้จงรักภักดี ต่อสถาบัน
ยิ่งเมื่อพิจารณาการแสดงออกในเชิงเชิดชูสถาบันมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของกลุ่มความจริงวันนี้
ซึ่งเป็นมวลชนหลักของฝ่ายเสื้อแดงก็พบว่าฝ่าย "ไม่เอาเจ้า" ถูกกันออกไปจากกิจกรรมโดยสิ้นเชิง
สิ่งนี้จะเป็นเรื่องแอบแฝงหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่รัฐจะคอยจับผิด แต่รัฐควรแสวงประโยชน์จากมวลชนมหาศาล
ที่จงรักภักดีและพาวเวอร์ของทักษิณใน การร่วมเชิดชูสถาบัน และสกัดกั้นฝ่ายไม่จงรักภักดีตัวจริงออกไป
อย่างถาวรส่วนประเด็นอื่นจะทะเลาะกันต่อไปก็แล้วแต่เถอะ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เห็นด้วยกับบทความนี้ พรรค ปชป. เป็นพรรคที่
เอาประเด็นพวกนี้ มาำทำลายฝ่ายตรงข้ามได้เก่ง
แต่จะทำให้สถาบันหลักเสื่อมถอยมากขึ้น

โลกปัจจุับันไม่เหมือนยุคสงครามเย็น
เอาวิธีการปลุกระดมแบบเดิมๆ มาใช้ไม่ได้
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "ปราบพวกหมิ่นสถาบัน ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่"

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:16 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005041


องค์กรสิทธิมนุษย์วิจารณ์ กม.หมิ่นพระบรมฯไทย "ถอยหลังลงคลอง"!

13 มกราคม 2553 17:33 น.

เอเอฟพี - องค์กรนิรโทษกรรมสากล ออกโรงเรียกร้องว่า ไทย ต้องหยุดการ "ถอยหลังลงคลอง"
ในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลังจากพบว่าจำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
กษัตริย์ไทยเพิ่มจำนวนสูงขึ้นมาก


องค์กรนิรโทษกรรมสากล ซึ่งมีฐานในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษระบุว่า ขอตอบรับการจัดตั้งคณะกรรมการ
ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จะพิจารณาการบังคับใช้
กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย ทั้งนี้หากผู้ใดละเมิดกฏหมายหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดังกล่าว
จะต้องโทษจำคุกมากสูงสุดถึง 15 ปี

อย่างไรก็ตาม องค์กรนิรโทษกรรมสากล ระบุว่า รัฐบาลไทยควรจะระงับการบังคับใช้กฏหมายดังกล่าว
จนกว่าไทยจะยกเลิกบทบัญญัติต่างๆ ที่อนุญาตให้พลเมืองรายงานให้ผู้อื่นทราบถึงการละเมิดกฏหมาย
ทั้งยังเรียกร้องให้ทางการไทยหยุดเซ็นเซอร์เว็บไซต์ต่างๆ ด้วย

"องค์กรนิรโทษกรรมสากลสนับสนุนแนวคิดริเริ่มของนายกรัฐมนตรีไทย และขอส่งเสริมให้ราชอาณาจักรไทย
เปลี่ยนแปลงกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและ
หลักกฏหมายระหว่างประเทศ
" แถลงการณ์องค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุ

องค์กรนิรโทษกรรมสากลยกคดี 2 คดีตั้งแต่เดือนเมษายน 2009 ขึ้นมาชี้ให้เห็นประเด็นชัดเจนยิ่งขึ้น โดยคดี 2 คดีดังกล่าว
เป็นคดีที่คนไทยได้รับโทษจำคุกหนักมากในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ รวมถึงอีกหลายร้อยคดี
หมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ยังคงค้างคาอยู่

องค์กรนิรโทษกรรมระบุว่า คนจำนวนมากที่ถูกตั้งข้อหาจากกฏหมายดังกล่าวยังถูกจับกุมภายใต้
พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งทำให้เกิดการเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวบนอินเทอร์เน็ตขั้น
เป็นอย่างมากว่า มีสารใดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อสมาชิกราชวงศ์ไทยหรือไม่


องค์กรนิรโทษกรรมยังแสดงความกังวลว่า กฎหมายดังกล่าว ถูกกำหนดให้เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติ
ดังนั้นการดำเนินคดีต่างๆ จะถูกปิดเป็นความลับด้วย

ทั้งนี้ องค์กรนิรโทษกรรม ระบุว่า ทางองค์กรยอมรับว่า "ชาติไทยมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง"
ภายใต้การครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช อย่างไรก็ตาม ระบุว่า
สิ่งนี้กลับทำให้ไทย"ถอยหลังลงคลอง"ในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

เอเอฟพีระบุว่า ทุกเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จฯ พระเจ้าอยู่หัว ของไทยเป็นประเด็นอ่อนไหวทั้งหมดท่ามกลาง
ความโกลาหลทางการเมือง ขณะที่พระองค์ทรงเสด็จประทับในโรงพยาบาลมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว


นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว บรรดาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างออกมาแสดงความวิตกกังวล
เมื่อตำรวจไทยจับกุมและตั้งข้อหาบุคคล 4 คนที่ปล่อยข่าวลือผิดๆ เกี่ยวกับ พระพลานามัยของ
พระบาทสมเด็จฯ พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัยพย์กรุงเทพฯ ดิ่งลงฮวบฮาบด้วย


ถึงบางอ้อเลยว่า ทำไมถึงจะจับคนในบอร์ดนี้เป็นแพะ
เพราะจะใช้เป็นข้อต่อรองในการยกเลิกกฏหมายหมิ่นนี่เอง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "ปราบพวกหมิ่นสถาบัน ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่"

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 4:43 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263448984&grpid=01&catid=


วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:02:16 น.
มติชนออนไลน์

ตะลึง แม่แพะให้กำเนิด"ลูกแพะหน้าคล้ายมนุษย์"

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ในเมืองอิซเมียร์ ของประเทศตุรกี โดยนายเออร์ฮาน อีลิบอล สัตว์แพทย์รายหนึ่ง ได้ทำคลอดแม่แพะรายหนึ่ง
และต้องพบกับภาพตะลึง เมื่อทายาทที่มันคลอดออกมา ปรากฎว่าเป็นลูกแพะ หน้าตาคล้ายมนุษย์
โดยเจ้าตัวบอกว่า กรณีนี้ถือเป็นเหตุการณ์เหลือเชื่อที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยเห็นวัวและแกะคลอดลูกและกลายพันธุ์มาก่อน หรือแม้เคยเห็นวัวตาบอด วัวสองหัว วัวห้าขา
แต่ครั้งนี้ถือว่าช็อคที่สุด เพราะสิ่งที่ออกมาจากท้องแม่แพะตัวนี้ คือ แพะที่มีหน้าคล้ายมนุษย์มาก
โดยเหมือนทั้งในส่วนตา จมูก และปาก มีเพียงหูเท่านั้นที่เหมือนแพะ

อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า กรณีแม่แพะคลอดลูกกลายพันธุ์เช่นนี้ อาจเป็นเพราะแม่แพะ
ได้รับอาหารสัตว์ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอก็ได้


เมื่อ มนุษย์ ถูกจับเป็นแพะ แพะเลยอยากกลายเป็นมนุษย์บ้าง
แต่ขอบอกเจ้าแพะว่า คิดผิดคิดใหม่ ได้นะ
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "ปราบพวกหมิ่นสถาบัน ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่"

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sat Jan 16, 2010 12:52 pm

เอกยุทธแฉ'จ'ฟาด 5พันล้านปล่อยข่าวปั่นหุ้น

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 15:52

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

“เอกยุทธ” แฉ “จ.” เครือข่ายอำนาจ ฟาด 5 พันล.หลังมีข่าวอัปมงคล จี้ “กรณ์” สอบกองทุนรัฐ
สงสัยมีเอี่ยว หุ้นขึ้นอยู่ดีๆ กลับเทขายล็อตใหญ่


นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานเครือโอเรียลเต็ลมาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ
กล่าวถึงการดำเนินการกับผู้ปล่อยข่าวอัปมงคลทุบตลาดหุ้น ว่า
เห็นด้วยที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เร่งดำเนินการพยายามแก้ไขกฎระเบียบการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
แต่ก่อนอื่นอยากให้นายกรณ์ ไปตรวจสอบดูว่าก่อนที่จะมีข่าวอัปมงคล ออกมาในวันที่ 14 ต.ค. กองทุนที่รัฐดูแล
อย่าง กองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว มีการเทขายหรือไม่
หากมีการขายหุ้นจริง ขอถามว่าขายเพราะอะไรทั้งที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ได้รับรู้ข่าววงในว่ารัฐบาลจะออกมาปฎิเสธข่าวในวันถัดมาหรือไม่ นายเอกยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังไล่จับแพะ 2
คนซึ่งเป็นเพียงผู้ที่ได้รับข่าวแล้วมาโพสต์ต่ออีกทอดหนึ่งตามวิสัยของนักเล่นหุ้นเท่านั้น
การตรวจสอบในเรื่องนี้ไม่ยากเพียงแต่ตรวจสอบให้พบว่ากลุ่มใดเทขายหุ้นจำนวนมากก่อนหน้าที่จะมีข่าว
และเข้ามาช้อนซื้อในช่วงที่หุ้นตกอย่างหนัก ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกันก็ให้สันนิษฐานเลยว่าเป็นต้นตอการปล่อยข่าว
ทุบตลาดหุ้น เชื่อว่านายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ซึ่งคลุกคลีอยู่ในตลาดหุ้นมานานย่อมรู้ว่าจะจัดการอย่างไร
แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะกล้าทำหรือไม่ “ข้อมูลที่ผมมีก็คือในวันที่สอง หลังจากที่มีข่าวอัปมงคลออกมา
เครือญาติของผู้มีอำนาจชื่อย่อ จ. ที่บริหารกองทุนอยู่ในตลาดต่างประเทศ ได้เข้าช้อนซื้อหุ้นจำนวนมาก
อย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติเมื่อมีข่าวใหญ่กระทบตลาดนักลงทุนทั่วไปจะไม่กล้าเข้าไปเสี่ยง
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มนี้รู้ว่าอีกวันรัฐบาลจะออกมาปฎิเสธข่าวจึงกล้าซื้อหุ้นเก็บไว้ ซึ่งในที่สุดก็ออกมา
ปฏิเสธจริง การกระทำเช่นนี้จึงเข้าข่ายอินไซเดอร์ หรือรู้ข้อมูลวงในหาประโยชน์จากตลาดหุ้นซึ่งผิดกฎหมาย
และงานนี้ หลังจากที่ จ. ซื้อหุ้นไปแล้ว วันถัดมาเมื่อรัฐบาลออกมาปฏิเสธข่าวมูลค่าหุ้นก็เด้งกลับขึ้นมามหาศาล
คาดว่าจะได้กำไรอย่างน้อย 5 พันล้านบาท” นายเอกยุทธ กล่าว

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000132414

ตร.เร่งสาวต้นตอตัวการใหญ่สั่งโพสต์มิบังควรทุบหุ้น จ่อจับเพิ่ม!

4 พฤศจิกายน 2552 15:06 น.

ตำรวจเค้นสอบมือโพสต์ข้อความมิบังควรทุบหุ้นไม่พบความเชื่อมโยงรู้จักกันเป็นการส่วนตัว
กับผู้ต้องหา 2 รายที่ถูกจับก่อนหน้านี้ เร่งสาวถึงต้นตอเพราะข้อความถูกปล่อยจากหลายจุด
ก่อนถูกโพสต์ในเว็บไซต์ “ประชาไท” เตรียมออกหมายจับเพิ่มเพื่อนร่วมขบวนการชั่ว


วันนี้ (4 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)
เข้าร่วมสอบปากคำ นายสมเจตน์ อิทธิวรกุล อายุ 38 ปี เจ้าของโต๊ะสนุกเกอร์ ใน จ.ชลบุรี
ผู้ต้องหาโพสต์ข้อความไม่เป็นมงคลลงในเว็บไซต์ประชาไท เป็นสาเหตุทำให้หุ้นตก
ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)

พล.ต.ท.ไถง กล่าวว่า ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ โดยยอมรับบางส่วนและปฏิเสธบางส่วน
แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่สามารถนำไปขยายผลต่อได้
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของผู้ต้องหามาตรวจสอบว่า
ข้อความดังกล่าวถูกส่งไปที่ใดบ้าง ซึ่งจาการถอดข้อความยังไม่สามารถบอกได้ว่า
ข้อความที่ถูกโพสต์ลงในเว็บไซต์ประชาไท เป็นสาเหตุทำให้หุ้นตกซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบว่า
ข้อความถูกปล่อยมาจากหลายจุดก่อนถูกนำไปโพสต์ในเว็บไซต์ประชาไท

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบความเชื่อมโยงว่านายสมเจตน์กับผู้ต้องหา
ที่ถูกจับกุมได้ 2 คนก่อนหน้านี้
รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่อาจรู้จักกันผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว
ซึ่งการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการภายใน 1-2 วันนี้ ส่วนจะเป็นใคร
จำนวนเท่าใด ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้อง
ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และอยู่ระหว่างญาติยื่นขอประกันตัว
ด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท


แปลกดีที่ทั้ง
เว็บไซต์ประชาไทและฟ้าเดียวกัน ไม่มีใครกล้าปิด
http://www.sameskybooks.org/
http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=199&Itemid=25
เพื่อนบ้าน





สงสัยเอาไว้เป็นที่กระจายข่าวของใครหรือเปล่า
ระวังแพะจะหมดเมืองไทย เดี๋ยวไม่มีแพะให้บูชายัญอีก


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01jud30080352&sectionid=0117&day=2009-03-08
วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11320 มติชนรายวัน

ก้นบึ่ง "ไถง ปราศจากศัตรู" เจ้าพ่อสอบสวนกลางคนใหม่ เขาหาว่าผมเป็นผู้มีอิทธิพล

โดย จันทรพร กุลโชติ

"ตอนเป็นผู้กำกับการที่ จ.อุตรดิตถ์ เป็นนายตำรวจมนุษย์สัมพันธ์ดีเด่นของประเทศไทย
มารับโล่ที่กรมตำรวจ เขาเชิดชูว่าเป็นตำรวจที่ดีมากประชาชนรักใคร่ รับโล่ให้สัมภาษณ์ใหญ่โต
พอปีถัดมาภรรยาลงผู้แทนฯเท่านั้นแหละ ผมเป็นผู้มีอิทธิพลถูกตั้งกรรมการเลย"

การแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ชื่อที่หวือหวาและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

เห็นจะหนีไม่พ้น "พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู" ที่ลุกจากเก้าอี้ จเรตำรวจ (สบ Coolมานั่งเก้าอี้
"ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) " มีอำนาจสืบสวนจับกุมทั่วประเทศ

เหตุที่หวือหวาอาจเป็นเพราะ "พล.ต.ท.ไถง" ถูกพ่วงท้ายคุณสมบัติเด่นว่าเป็น "สามีแม่เลี้ยงติ๊ก"
นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการรัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข
มีเพาเวอร์สูงคนหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์


จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนุนให้ "พล.ต.ท.ไถง" ได้ครองเก้าอี้สำคัญ..?!

"มติชน" สัมภาษณ์พิเศษ "พล.ต.ท.ไถง" ถึงกระแสเสียงที่เกิดขึ้นตลอดจนแนวทางการบริหาร
บช.ก.หน่วยปฏิบัติการสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีสาระสำคัญดังนี้

มีแนวนโยบายบริหารอย่างไร

-ที่มอบไป บช.ก.ต้องเป็นหน่วยสนับสนุน นครบาลและภูธร อย่างแท้จริง ไม่ใช่หน่วยที่เป็นภาระแก่เขา
เพราะฉะนั้นการใดเรื่องใดที่เกินความสามารถของหน่วยพื้นที่ เช่น คนร้ายข้ามชาติ
ข้ามจังหวัด เพราะเรามีเวลามากกว่า เครื่องไม้เครื่องมือมากกว่า จึงเป็นหน่วยสนับสนุนตำรวจท้องที่
เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดตามนโยบายของ ตร.

ส่วนวิธีทำงานให้ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ใช้หลักนิติธรรมพูดง่ายๆ ว่าต้องทำงานภายใต้
กรอบรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่ผ่านมา ตำรวจทำงานโดยหวังผลมากเกินไป ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพ
ขั้นพื้นฐานของประชาชน บางครั้งอาจไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เป็นภาระกับท้องที่หมายความว่าอย่างไร

-ผมสัมผัสจากที่อยู่ในภูธรมานาน จะลักษณะแย่งกันทำงาน บางครั้งขีดความสามารถภูธรทำได้
แต่ บช.ก. เข้าไปทำงานล้ำหน้าเขาแทนที่จะไปสนับสนุน ดันไปแข่งกันทำงาน ลักษณะอย่างนี้
ผมจึงอยากดึงให้มาทำงานใหญ่พวกคนร้ายข้ามชาติ เอาเด็กเขมรมาค้ามนุษย์
ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ต้องไม่ก้าวก่ายกัน วางกรอบไว้ชัด

อยากทำอะไรมากที่สุดในตำแหน่ง ผบช.ก.

-(หัวเราะ) บช.ก. นี่ผมเคยอยู่มาก่อนนะ ตอนเป็น ร.ต.อ.เคยเป็นรองสารวัตรกองปราบฯ
แล้วออกไปเพราะคิดว่าหน่วยงานนี้ต้องอาศัยกลุ่มบุคคล ต้องมีเครือข่ายพอสมควร
แต่ผมไม่มีเครือข่าย ไม่มีเส้น (หัวเราะ) เวลาทำงานมันไม่เวิร์กคนอื่นเขามีกลุ่ม เราคนนอกกลุ่ม
เพราะเราแบบตรงๆ เป็นคนที่ทำงานแล้วต้องยึดหลักกฎหมาย ต้องเคร่งครัด เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
รู้สึกว่ากองปราบฯเป็นดินแดนที่ไม่น่าอยู่ แต่พอเติบโตขึ้นมาถึงรู้ว่า กองปราบฯ บช.ก. เป็นหน่วยงาน
คานอำนาจ ถ้าตัวคานมันเอียงจะเกิดปัญหาหลายเรื่อง ตรงนี้แหละคือฝันของผม
ที่จะจัดตรงนี้ให้เป็นตัวคานอำนาจ ตัวเราต้องตรง ต้องเป็นหลัก ให้กับหน่วยปฏิบัติ ทำแล้วให้คนเชื่อถือ
สิ่งหนึ่งที่ฝังใจมากในช่วง 7-8 ปีของผมคือ ตำรวจทำอะไรแล้วคนไม่เชื่อ พิสูจน์ศพเขาก็ไม่เชื่อ
ตัดสินใจทุกเรื่องสั่งฟ้อง คนก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่จะทำให้องค์กรของเราเชื่อถือได้
นี่คือความฝันของผม วิธีที่จะทำให้เชื่อถือได้ คือต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำตามกฎหมาย
โดยเคร่งครัดไม่พลิกแพลง ผมตั้งใจไว้เลยต้องตรงๆ ตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา

มีวิธีการอย่างไรจะเดินสู่เป้าหมายนั้น

-ต้องทำงานให้หนัก ลงไปดูอย่างใกล้ชิด ใช้ประสบการณ์ที่อยู่โรงพักอยู่ภูธรมาก่อน ลงไปกวดขัน
อย่างเข้มงวด ถ้าอยู่ข้างบนแล้วไม่ลงไป ข้างล่างทำอะไรไม่รู้ หลายเรื่องที่ทำให้องค์กรตำรวจ
ทั้งองค์กรเสียหาย เพราะสารวัตรคนเดียว ที่ตัดสินใจเพราะขาดประสบการณ์
จนเกิดเรื่องไม่เป็นเรื่องเ พราะไปแข่งกันทำงาน ผมต้องมาจัดระดับกันว่าเรื่องไหน ใครทำอะไรได้

ผู้บังคับการใน บช.ก.ต่างคนต่างมีพลังเยอะ จะบังคับบัญชาแบบไหน

-ผมแค่หนึ่งเซลล์ ไม่ใช่เจ้าขององค์กร ที่นี่เป็นส่วนรวมทุกคนต้องทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด
ผมจะพยายามให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในกรอบกฎหมาย ทุกคนไม่อยากทำเลวหรอก
ผมคิดว่าด้วยสิ่งต่างๆ ด้วยสิ่งแวดล้อมของผม คงจะสามารถเป็นหลักประกันให้เขาได้ว่า
ควรทำตัวอย่างไรปฏิบัติอย่างไรกับประชาชน

ผมรับราชการมาหลายหน่วย จะใช้คนในหน่วยนั่นแหละทำงาน จะเกิดผลดีหรือไม่ดีก็เป็นผลส่วนรวม
ผมเป็นเพียงหนึ่งเซลล์ที่มานั่งบริหาร ไม่เปลี่ยนใคร ไว้ใจทุกคนในสภาพอย่างนี้ เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่ง
ในองค์กรพวกเขาอยู่มาก่อนผมอีก

มอบนโยบายอะไรให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติ

-ผมมาแบบนอกวาระ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก. คนเก่าให้นโยบายไปหมดแล้ว
ที่ท่านให้ไว้ดีมากเลย ผมเพิ่มเล็กน้อย คือเรื่องทำงานภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ เพราะแต่ก่อน
ไม่ค่อยพูดเรื่องนี้ พูดแต่ประสิทธิภาพการจับกุม ซึ่งอันนั้นทำอยู่แล้ว แต่ผมมองว่า ณ วันนี้
ต้องถอยกลับมาพัฒนามุมมองเรื่องสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ผมจะไม่เก่งฉกาจเป็นผู้วิเศษที่ทำได้ทุก เรื่องโดยใช้วิธีพิเศษพิสดาร การปราบปรามจับกุม
ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและเด็ดขาด เพื่อประชาชนจะได้อุ่นใจว่า บช.ก.มีแนวทางอย่างนี้
เราไปทำงานเขาจะได้มั่นใจ ไม่ใช่กองปราบฯไปจับมาหน้าเละมาเลย เขาก็ไม่เชื่อ พอถึงอัยการ
ศาล ต่อสู้เมื่อไหร่ก็แพ้ แต่เดี๋ยวนี้ยอมรับว่าศักยภาพของหน่วยสูง มีเครื่องมือเทคโนโลยีเยอะมาก

ศักยภาพพร้อมรับอาชญากรรมใหญ่ๆ

-มีรอง ผบช.ก.มือดีหลายคน ผบก.รอง ผบก.ในกองปราบฯ เก่งๆทั้งนั้น ตอนนี้ผมขอตัว
พล.ต.ต.วินัย ทองสอง รอง ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. อดีตผู้การกองปราบปราม มาช่วยอีกคน

ไม่กลัวถูกมองว่าเอาคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาใช้หรือ

-นั่นคนอื่นมอง ผมต้องบอกว่า ผมโปรโมตทุกคนดีหมด เอาคนเก่งๆ มาใช้งานเพราะเสียดาย
ผมเคยมีประสบการณ์กับตัวเอง ในวันที่ผมคิดว่าผมมีความสามารถแต่ผมไม่มีโอกาสแสดงออก 10 ปี
ที่ผมเติบโตแบบไม่มีโอกาส เพราะไม่มีคนยื่นให้ อีก 2-3 ปี เกษียณแล้ว พวกเขาคือคนใหม่
ต้องให้โอกาสคนทำงานที่มีฝีมือ

แต่ผมไม่เป็นคนทะเยอ ทะยานในเรื่องอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไร เป็นผู้ตรวจ เป็น รองจเรตำรวจก็เป็น
(หัวเราะ) ทำงานให้ดีที่สุด วันหนึ่งผู้บังคับบัญชาก็เห็น ถ้าตามประวัติจะเห็นว่าผมไม่เคยถูกแป้กนะ
ผมเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อย สมัยท่านทักษิณก็เลื่อน ท่านสมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี)
ก็เลื่อนตำแหน่ง แม้เป็นหน่วยที่ไม่มีบทบาทนั่นเพราะจังหวะ

บช.ก.มีอำนาจจับกุมทั่วประเทศ หวั่นหรือไม่ระหว่างเลือกตั้งจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ

-อยู่ที่วิธีการใช้คนคือวิธีคิดผม การเลือกตั้งใช้อำนาจไม่ได้หรอก หมดสมัยแล้ว คนที่อำนาจมากที่สุด
ยังหาที่ยืนไม่ได้ ไม่ใช่หรือ แต่คนก็ยังไม่หมดไปกับภาพนี้ ตำรวจทุกคนทราบดีอยู่แล้ว
ว่าหากข้างบนไม่สั่งการทุกคนก็รักษาหน้าที่ปกติ แต่ที่ผิดเพี้ยนไปเพราะมีการสั่งการที่ไม่ชอบเกิดขึ้น
ไม่ใช่ตำรวจไปทำ ไม่มีใครอยากทำหรอก แค่อยากรักษาสภาพ รักษาความสงบเรียบร้อยไว้อย่างนี้
ให้นักการเมืองแข่งขันกันไม่ดีกว่าหรือ ได้รัฐบาลมาคนก็เชื่อถือด้วย เอาอำนาจไปกดดันเลือกตั้ง
ได้มาคนก็ไม่เชื่อถือก็ขับไล่อยู่ดี

เพราะฉะนั้นตำรวจทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรวางตัวอย่างไร เว้นเสียแต่วันหนึ่งเราได้ผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม
มาสั่งถ้าอย่างนั้นตำรวจลำบาก แต่ตำรวจที่อารยะขัดขืนคงมี แต่ยังไม่แสดงตัว พวกที่เห็นด้วยช่วยกัน
ไปหลงไปบ้างก็คงมี แล้ววันหนึ่งก็โดนเอง

มานั่งตำแหน่งนี้ เพราะได้รับแรงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และภรรยา

-อธิบายยากมากเลย ถ้าดูประวัติ ผมเติบโตเหมือนคนอื่นจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 27
เป็นหัวหน้าตอน หัวหน้าชั้น จบปริญญาโทสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มานาน
เป็นสารวัตรใหญ่คนแรกของรุ่น อยู่ภูธรก็เติบโตมาตลอด ผมเป็นคนตั้งใจทำงาน

เคยรับโล่ด้วย แต่เป็นเรื่องที่ขำมากตอนเป็นผู้กำกับการที่ จ.อุตรดิตถ์ เป็นนายตำรวจมนุษย์สัมพันธ์ดีเด่น
ของประเทศไทย มารับโล่ที่กรมตำรวจ เขาเชิดชูว่าเป็นตำรวจที่ดีมากประชาชนรักใคร่ รับโล่ให้สัมภาษณ์ใหญ่โต
พอปีถัดมาภรรยาลงผู้แทนฯเท่านั้นแหละ ผมเป็นผู้มีอิทธิพลถูกตั้งกรรมการ (หัวเราะ)

พอภรรยาเล่นการเมืองส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่เลยหรือ

-ผมไม่ได้ยึดติด ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ทะเยอทะยานอะไรขนาดนั้น
ทำงานไป ไม่มีผิดหวัง ไม่ท้อแท้ ไม่คิดอย่างนั้น

พอมาวันนี้ว่าผมมาเพราะมีคนสนับสนุน วันที่ไม่มีใครสนับสนุนก็มีระหว่างที่ไม่มีใครสนับสนุน
ก็ทำงานมาโดยตลอดเพียงแต่ไม่ได้อยู่ในจังหวะที่ดีเท่านั้นแหละ แต่ผมไม่เคยถูกประจำนะ
เป็นจเร เป็นผู้ตรวจ เป็นครูบาอาจารย์

หลักง่ายๆ เหมือนกับว่าวันหนึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ต้องใช้คนที่เรารู้ฝีมือ ถ้าคำตอบว่าตอนเลือกตั้งเป็นอย่างไร
ถามผมเป็นยังไง ผมเป็นคนอย่างนี้ (ยกมือไว้ตรงกลางอก) ทุกคนสบายใจไหม ผมเป็นคนอย่างนี้
(ยังยกมือตั้งตรงไว้ตรงกลางอก) ผมไม่มีอะไร แต่ผมอาจไปเยี่ยมภรรยาบ้างก็ต้องให้อภัย
ก็ภรรยานี่นะต้องให้กำลังใจกันบ้าง

ถ้าการเมืองเปลี่ยนต้องถูกย้ายอีก อาจเป็นจเรตำรวจอีกครั้ง

-ผมพร้อมจะทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบให้ ผมไม่มีหวั่นไหวอยู่แล้วเป็นรูปแบบราชการทั่วไป
ผมเคยเป็น ผบก.ภ.จว.น่าน พอเปลี่ยนรัฐบาลอยู่ได้ 7-8 เดือน ถูกย้ายเป็น ผบก.อำนวยการก็ทำงานไป
ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นการย้ายเชิงสัญลักษณ์ เอาเสียหน่อย เดี๋ยวพรรคพวกจะว่าเอาได้

แต่ถ้ามองในแง่ดี หลายคนไม่ได้ถูกย้ายเพราะการเมืองหรอก มีเหตุผลแต่เราไม่รู้
พอย้ายปุ๊บก็โยงการเมืองทุกที ของผมเพราะภรรยาเล่นการเมืองต้องมองอย่างนั้นอยู่แล้ว
ถ้าภรรยาเป็นเจ้ามือหวยค่อยน่ารังเกียจหน่อย นี่นักการเมือง
ทำงานให้บ้านเมืองเหมือนกันไม่ได้เป็นเจ้ามือหวย ไม่น่าจะรังเกียจเรานะ

ช่วงโยกย้ายถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ภรรยาว่าอย่างไร

-(หัวเราะ) ชิน จริงๆโชคดีนะที่ไม่มีใครว่าเรื่องอะไรผมเลย ทุกคนพูดประโยคเดียว
ผมเป็นสามีแม่เลี้ยงติ๊ก ไม่มีหรอกจะว่าประวัติเลวร้ายไม่ได้เรื่อง

เจอมาบ่อยจนชินแล้วและเป็นคนที่ไม่โกรธใครอยู่แล้ว..!!


หน้า 12

อืมมม.....

http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=16635

ตำรวจขยายผลสอบ"สมเจตน์" สาวต่อ"ตัวการ"ทุบหุ้น

http://pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8520388/P8520388.html

http://www.innnews.co.th/crime.php?nid=196997

04 พฤศจิกายน 2552 13:29:47

ไถงร่วมสอบผู้ต้องหาปล่อยข่าวทุบหุ้น

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมสอบปากคำผู้ต้องหาปล่อยข่าวลือไม่เป็นมงคล
ส่งผลหุ้นตก ขณะที่ผู้ต้องหาให้การเป็นประโยชน์ต่อคดี


พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เดินทางเข้าร่วมสอบปากคำ
นายสมเจตน์ อิทธิวรกุล อายุ 38 ปี เจ้าของโต๊ะสนุกเกอร์ ใน จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาโพสต์ข้อความไม่เป็นมงคล
ลงในเว็บไซต์ประชาไทเป็นสาเหตุทำให้หุ้นตกที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม
ทางเทคโนโลยี หรือ ปอท.พร้อมกับเปิดเผยว่า ผู้ต้องหายังให้การภาคเสธ โดยยอมรับบางส่วนและปฏิเสธบางส่วน
แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ สามารถนำไปขยายผลต่อได้ เบื้องต้น
เจ้าหน้าที่ได้ยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของผู้ต้องหามาตรวจสอบ ว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งไปที่ใดบ้าง
ซึ่งจากการถอดข้อความ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าข้อความที่ถูกโพสต์ลง ในเว็บไซต์ประชาไทเป็นสาเหตุให้หุ้นตก
ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบว่าข้อความถูกปล่อยมาจากหลายจุดก่อนจะถูกนำไปโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ประชาไท
และจากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบความเชื่อมโยงว่านายสมเจตน์ กับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ 2 คน
ก่อนหน้านี้ รู้จักกันเป็นการส่วนตัวแต่อาจจะรู้จักกันผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวสำหรับการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม
เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการภายใน 1 - 2 วันนี้ ส่วนจะเป็นใคร กี่คน ยังไม่สามารถบอกในรายละเอียดได้


http://www.nationchannel.com/home/news/detail/12910/%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99.html

ข่าวโดย Nation Channel วันที่ 04 พฤศจิกายน 2552

avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ