ผลงานกองทัพ ปี 2552

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Jan 03, 2010 11:59 am

วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:09:19 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กองทัพบก กลางวิกฤตแผ่นดินแตก แยกขั้วแบ่งสี 4 แนวทางหลักของทหารในปี "เสือดุ"

กองทัพในปี 2552 กลายเป็นเสาหลักในการสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ประคองตัวอยู่บนเส้นด้ายบางๆ เป็นปีที่ผู้บัญชาการทหารบก ทำงานได้อย่างยากลำบากที่สุดอีกปีหนึ่ง แล้วปีเสือดุ ท่ามกลางการเมืองที่ใกล้แตกหัก และจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ กองทัพบกกำหนดวาระสำคัญในปี 2553 อย่างไร ?

ล่าสุด พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารบก ในฐานะโฆษกกองทัพบก เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"ฉายภาพรวมผลการดำเนินการของกองทัพบก ปี 2552 รวมถึงหลักปฏิบัติ 4 ประการที่ ผบ.ทบ. วางไว้

"การดำเนินการของ ทบ.ห้วงปี 2552 ที่ผ่านมาเป็นไปตามแนวทางและนโยบายที่รัฐบาล กระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทยกำหนด สำหรับงานด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักสำคัญของกองทัพบก ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้นั้น
จะเห็นได้ว่าห้วงปีที่ผ่านมาไม่มีความขัดแย้งที่รุนแรงหรือการใช้กำลัง ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขนาดที่จะก่อให้เกิดสงครามระหว่างกัน ซึ่งลักษณะดังกล่าวเกิดมาจากงานการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นที่"

"สำหรับการกระทบกระทั่งบริเวณแนวชายแดน ส่วนใหญ่เกิดจากความเข้าใจผิด อันเป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดน
อย่างไรก็ตาม กองทัพบกเองก็ยังมีความพร้อมและพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และแผนในการปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลา"

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ปี 2552 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินการของกองทัพบก มี 5 แนวทาง คือ
1.ในด้านการป้องกันประเทศ
2.ด้านการรักษาความมั่นคงภายใน
3.ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
4.ด้านการพัฒนาประเทศ และ
5.การปฏิบัติภารกิจอื่นๆที่ไม่ใช่สงคราม

"ด้านการป้องกันประเทศ ทบ.ได้จัดกำลังพลรวมทั้งสิ้นกว่า 29,388 นาย ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน เพื่อใช้ในการเฝ้าตรวจและระวังป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของชาติ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากกำลังดังกล่าวในการปฏิบัติภารกิจทางทหารที่มิใช่สงคราม ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ ทบ.ดำเนินการทั้งในฐานะที่เป็นหน่วยหลักและหน่วยสนับสนุน"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Jan 03, 2010 12:04 pm

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ทหารสามารถป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพื้นที่ติดชายแดนด้วยการยึดจับยาบ้ากว่า 2.5 ล้านเม็ด ,กัญชา 3,583 กิโลกรัม ,เฮโรอีน 7 กิโลกรัม สกัดกั้นแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้กว่า 125,055 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา พม่า และลาว ตามลำดับ

มีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดย ทบ.เป็นหน่วยสนับสนุน ลาดตระเวนจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร ซึ่ง ทบ. เป็นหน่วยสนับสนุนกระทรวงพาณิชย์ ในการป้องกันและปราบปรามตามพื้นที่ชายแดน และจังหวัดที่มีการรับจำนำสินค้าเกษตร สามารถตรวจยึดไม้แปรรูปจำนวน 5,657 แผ่น ,ไม้ท่อน 741 ท่อน อุปกรณ์ตัดไม้จำนวน 32 ชนิด

"ด้านการรักษาความมั่นคงภายใน ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคง 2551 กำหนดให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)มีบทบาทเป็นองค์กลางในการอำนวยการ ประสานงานนำนโยบายยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและวาระเร่งด่วนแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. ซึ่งกองทัพจะมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญในเรื่องการส่งกำลังพลสนับสนุนการปฏิบัติ
งานของ กอ.รมน.ทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่" โฆษกกองทัพบก กล่าวและว่า

ในส่วนของการรักษาความสงบในจังหวัดชายแดนใต้นั้น ตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความมั่นคงพื้นที่ มีหน่วยพลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) เป็นหน่วยงานหลัก รับผิดชอบในการบูรณาการการใช้กำลัง พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ตามแนวทางหลัก ได้แก่การปรับแนวความคิด ความเชื่อ การบังคับใช้กฎหมาย
และการปฏิบัติการทางทหารซึ่งที่ผ่านมาสามารถจำกัดเสรีการปฏิบัติของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบทำให้สถิติการก่อเหตุร้ายรายวันลดลง

"ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศการใช้กำลังทหารเพื่อเข้าระงับเหตุใดๆ จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการสั่งการจากรัฐบาล โดยมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้นซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยกองบัญชาการกองทัพไทยจะสั่งการให้กองทัพบกจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพบก (กอ.รส.ทบ.) ขึ้นมาดำเนินตามแผน"

ในขณะที่มิติทางด้านการพัฒนาประเทศ พ.อ.สรรเสริญ ให้ข้อมูลว่า กองทัพบกเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาล มีความพร้อมในการจัดองค์กร กำลังพลและอุปกรณณ์ที่มีประสิทธิภาพ ได้รับมอบหมายหลายโครงการในยามที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ เช่น
งานตามโครงการพระราชดำริ ในปี 2552 ทบ.ได้รับมอบหมายจำนวน 1222 โครงการกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

พัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ตามแนวชายแดน รวมถึงการประสาน ร่วมปฏิบัติงานกับส่วนราชการอื่นๆ ในการพัฒนาประเทศตามโครงการต่างๆ

"ส่วนการปฏิบัติภารกิจอื่นๆที่ไม่ใช่สงครามกองทัพบกได้รับมอบหมายจากรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติในรูปแบบต่างๆทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ภายใต้สภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในมิติใหม่ เช่นการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัย แก่ผู้ที่ประสบภัยจากธรรมชาติ การดำเนินงานตามนโยบายการทูตโดยฝ่ายทหาร และการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ ช่วยฟื้นฟูบูรณะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึง การสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกรอบของสหประชาชาติ"

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า กรอบการทำงานในปี 2553 ที่ผบ.ทบ.ให้เป็นวาระสำคัญ มี 4 ประการ ได้แก่
1.ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
2.อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ปราบปรามการลักลอบตัดไม้ตามแนวตะเข็บชายแดน
3.ป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด
4.ช่วยเหลือบรรเทาภัยให้กับประชาชน และพัฒนาประเทศ

"ในส่วนที่จะมีม็อบมาชุมนุมกันนั้น ผมถือว่ามีสิทธิ์ที่จะชุมนุมได้ แต่ผมอยากให้มองว่าเส้นความพอดีอยู่ตรงไหน ทหารเราไม่ได้เลือกสี เลือกฝ่าย เลือกฝั่ง ทบ.ไม่กังวลกับการชุมนุมทางการเมือง ท่านสามารถทำได้ตามอัธยาศัย เพียงแต่เรากลัวว่าจะมีบุคคลผู้ไม่หวังดีฉกฉวยโอกาสการชุมนุมมาสร้างสถานการณ์"

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมการดำเนินงานของกองทัพบกในปี 2552 และวาระสำคัญอีก 4 ประการในปีเสือดุ !!!

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1262164937&grpid=02&catid=no

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 07, 2010 9:19 pm

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000002047


นายสมศักดิ์ จังตระกูล รอง ผจว.สุราษฎร์ธานี ไปตรวจเยี่มผู้ได้รับบาดเจ็บ

รถทัวร์โดยสารบรรทุกทหาร 3 จชต.กลับอุดรฯคว่ำไร้ผู้เสียชีวิต
7 มกราคม 2553 15:55 น.





สุราษฎร์ธานี-คืบหน้าล่าสุดเหตุรถทัวร์โดยสารบรรทุกทหารจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
มุ่งหน้ากลับจังหวัดอุดรธานี พลิกคว่ำที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีทหารได้รับบาดเจ็บกว่า 40 นาย
โชคดีไม่มีผู้เสียชีวิต ทั้งหมดรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


จากกรณีรถทัวร์โดยสารของบริษัท โชคอำนวยการท่องเที่ยว หมายเลขทะเบียน 30-0253 อุดรธานี ที่บรรทุกทหาร
ค่ายเจ้าพระยาสุรวงษ์พัฒนศักดิ์ กองร้อย ร.1322 จำนวน 53 นาย ที่กลับจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
มุ่งหน้ากลับจังหวัดอุดรธานี เกิดอุบัติเหตุเสียหลักพลิกคว่ำลงร่องกลางถนนสายเอเชีย 41 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 146-147
สามแยกคชทาน หมู่ 3 ต.ท่าฉาง อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ส่งผลให้รถทัวร์พังยับเยินมีทหารได้รับบาดเจ็บกว่า 40 นาย
เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุด นายสมศักดิ์ จังตระกูล รองผู้ว่าราชกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ
และตรวจเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาลอำเภอท่าฉาง พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอำนวยความสะดวก
ให้ผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่

ด้าน นายแพทย์สราวุธ เรืองสนาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าฉาง เปิดเผยถึงอาการผู้ได้รับบาดเจ็บว่า
มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ส่งเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จำนวน 4 นาย,โรงพยาบาลค่ายวิภาวดี จำนวน 6 นาย
ส่วนที่เหลืออีก 40 นาย ได้รับบาดเจ็บปานกลาง และเล็กน้อย รักษาตัวที่โรงพยาบาลท่าฉาง

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่นำส่งโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จำนวน 4 นาย ประกอบด้วย จ.ส.อ.เดช อดทน,
พลทหารอรรถพล พรมราช,จ.ส.อ.ธนภัทร คำพรหมกุล และ ส.อ.จักรพงษ์ สุทธิวรรณา

โรงพยาบาลค่ายวิภาวดีรังสิต จำนวน 6 นาย ประกอบด้วย ร.อ.วิทยา บุญละคร, จ.ส.อ.อำนาจ อินทะกะหนก,จ.ส.อ.ไล ใยงาม,
ส.อ.สมใจ ตะไลชั่ง,ส.อ.บุญเต็ม สีหาคำแท้ และ พลทหารสมชาติ นาเมือง

โรงพยาบาลอำเภอท่าฉาง จำนวน 39 นาย ประกอบด้วย ร.ท.ยุทธพล บิดร,จ.ส.อ.จรูญ โครตสมบัติ,พลทหารเสกสรร ภูมิ,
ส.อ.สราวุธ พันธุตา,ส.อ.นิมิต จันทร์โพธิ์, จ.ส.อ.นเรศ โกมุทพงษ์, จ.ส.อ.สมเจตน์ แสนสวัสดิ์,จ.ส.อ.ประสงค์สู่ แพงหมั้น,
พลทหารสมโภชน์ สันทัด, พลทหารณัฐวุติ สมบุตร

พลทหารบรรจง ชัชวาล,พลทหารนภา มหาหงส์, พลทหาร ทรงกรด หล้าเรืองแสง,พลทหารไพรัช จันทะลารักษ์,
พลทหารอดิเทพ ละลมชัย,พลทหารพิชิตชัย ลุนคมชม,พลทหาร วริษ ศรีโยธา,พลทหารวิชิต ผลถวิล

พลทหารนฤพล นิยะนุช,พลทหาร พลทวี คำภีระ,พลทหารรันดร ริ้วกระโทก,พลทหาร จีรศักดิ์ ทีงาม, พลทหารจำเริญ จันทร์หยวก,
พลทหารวิทยา งามโต,พลทหารวรากร แสงสุรพงศ์,พลทหารสมนึก แดนเขต,พลทหารวีรวุธ ศรีกุล,
พลทหารไพรัตน์ อัคณา,พลทหารพลนิกร ขนุนทอง,พลทหาร เสกสรร อินเพชร

พลทหารพานเพ็ชร ณุวงค์ศรี, พลทหาร วรุธ ละมังทอง,พลทหาร สมดูลย์ ชิลนาด,พลทหาร ประพันธ์ สมสา,
พลทหาร ชัยมงคล ศรีโพนทอง, พลทหาร กิ่งศักดิ์ พิษคำ,พลทหารเอกชัย ภูขำ,พลทหารบุญมา บุญละคร
และพลทหาร ยุทนากรณ์ โพธิ์มา

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000002066









รถยนต์หน่วยนิติวิทยาศาสตร์ คณะหมอพรทิพย์ เสียหลักลงข้างทาง เสียชีวิต 1

7 มกราคม 2553 17:38 น.

ปัตตานี –เกิดเหตุรถยนต์หน่วยนิติวิทยาศาสตร์ คณะของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
เสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายราย สาหัส 1 ราย

วันนี้ (7 ม.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น. พ.ต.อ.ตานิตย์ รามดิษฐ์ ผกก.สภ.มายอ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนต้นไม้
มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบริเวณถนนสายปัตตานี – นราธิวาส ม.4 บ้านราวอ ต.กระหวะ อ.มายอ จ.ปัตตานี
หลังรับแจ้งจึงรีบประสานรถพยาบาลและรถกู้ภัยรุดไปที่เกิดเหตุ ไปถึงพบผู้ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่ริมถนน
และติดอยู่ภายในรถอีก 1 คน รวมผู้บาดเจ็บ 5 คน

เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวออกจากตัวรถแล้วรีบนำส่ง รพ.ยะหริ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ทราบชื่อ นายพิทักษ์ สุขพิพัฒน์มงคล อายุ 28 ปี
มีบาดแผลหักที่ซี่โครง และต้นคออาการสาหัสแพทย์ต้องทำการปั้มหัวใจให้ความช่วยเหลือก่อนจะส่งต่อไป รพ.ปัตตานี
และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยมี พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ยืนให้กำลังใจข้างๆ ด้วยสีหน้าตกใจ นอกจากมี
จสอ.นิสิต โพโต อายุ 53 ปี สอ.ไพฑูรย์ หกสี นายทะนง ฤกษ์อาวรณ์ อายุ 48 ปี และนส.จุฑาภรณ์ บำรุงเพชร อายุ 33 ปี
ทั้ง 4 คนมีบาดแผลบริเวณศีรษะแขน และลำตัวแพทย์ได้ให้การช่วยเหลือจนปลอดภัยแล้ว

ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน กค 6432 ยะลา อยู่ในสภาพชนอัดก๊อปปี้กับต้นไม้
พังยับเยิน ชิ้นส่วนของรถแตกกระจายไปทั่ว และมีต้นไม้ถูกชนจนหักโค่น จำนวน 2 ต้น

สอบสวนทราบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ชุดนิติวิทยาศาสตร์ของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์
ก่อนเกิดเหตุ ขณะที่รถยนต์คันดังกล่าวเดินทางมาด้วยความเร็วหลังจากกลับมาจากปฏิบัติภารกิจที่ จ.นราธิวาส
และกำลังมุ่งหน้ากลับ จ.ปัตตานี โดยมีรถยนต์อีกคันที่มี พญ.คุณหญิงพรทิพย์ นั่งตามหลังมา

ปรากฏว่าเมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุ รถยนต์คันดังกล่าวเกิดเสียหลักพุ่งตกคูน้ำกลางถนนสี่เลน และชนต้นไม้หัก 2
ต้นและไปอัดก๊อปปี้กับต้นไม้ใหญ่จนรถพังยับเยิน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ขณะนั้นทำให้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์
พร้อมเจ้าหน้าที่ในรถอีกคันได้วิ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่ในรถ จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือ
ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคนขับน่าจะเกิดอาการหลับในหรือรถเกิดเสียหลัก เนื่องจากขับมาด้วยความเร็วจนบังคับรถไม่อยู่
จนเกิดอุบัติเหตุขึ้นดังกล่าว

ความตายมักจะมาโดยคาดไม่ถึงเสมอ อย่าล้อเล่นกับมัน

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 9:17 pm

http://www.thairath.co.th/content/life/61384

JAS-39 Gripen-เครื่องบินขับไล่-โจมตีอเนกประสงค์



มติ ครม. เมื่อวันอังคารที่ 26 ม.ค. 2553 อนุมัติงบประมาณ 16,000 ล้านบาท ตามที่ ทอ. เสนอ จัดซื้อ
ฝูงบินกริพเพน เพื่อให้ครบ 1 ฝูงบินตามที่รัฐบาลได้อนุมัติไปแล้วในเฟส 1ผูกพันงบประมาณ ปี 2551-2555
จำนวน 19,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่เอฟ5อี ที่จะทยอยปลดประจำการในปี 2554

ในที่สุดความเป็นไปได้ในการจัดซื้อ เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 ของกองทัพอากาศไทยก็มีความชัดเจน
มติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ 26 ม.ค. 2553 อนุมัติงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่-โจมตี
แบบ JAS-39 Gripen เพื่อทดแทนเครื่องบินรบรุ่นเก่าอย่าง บข 18 หรือ F5E ที่เข้าประจำการ
ในกองบินต่างๆทั่วประเทศมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี



JAS-39 Gripen

เครื่องบินขับไล่-โจมตีอเนกประสงค์แบบ JAS-39 Gripen ออกแบบและผลิตขึ้นโดยบริษัท
อากาศยานเก่าแก่ของสวีเดน นั่นคือ บริษัท SAAB เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบเก่า
J35 Darken และ AJS 37 Viggen ของกองทัพอากาศสวีเดน JAS-39 Gripen เปิดตัวครั้งแรก
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2530 เป็นวันครบรอบ 50 ปีของบริษัท SAAB และขึ้นทำการบินทดสอบ
เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2531 เริ่มเข้าประจำการในกองทัพอากาศสวีเดนในปี 2540
ปัจจุบันนี้เครื่องบินรบ JAS-39 Gripen ได้รับการยอมรับในสมรรถนะอันโ่ดดเด่นโดย
กองทัพอากาศทั่วโลกเช่นแอฟริกาใต้ ได้ทำการสั่งซื้อเครื่องบินรบรุ่นนี้เป็นจำนวนถึง 26ลำ
ประกอบไปด้วยเครื่องที่นั่งเดี่ยว 17 ลำ เครื่องสองที่นั่งอีก9 ลำ ไทย กองทัพอากาศไทย
สั่งซื้อจำนวน 6 ลำในล็อตแรก และจะสั่งซื้อในล็อตที่สองอีก 6 ลำ โดยจะทำการส่งมอบในปี พ.ศ. 2554
ท.อ.ฮังการี เช่าซื้อจำนวน 14 ลำในปี พ.ศ. 2544 โดยเมื่อหมดสัญญาเช่า 10 ปีแล้วเครื่องบิน
จะเป็นกรรมสิทธิของฮังการีโดยถาวร ส่วนสาธารณรัฐเช็กก็ได้ทำการจัดซื้อ JAS-39 Gripen
จำนวน14 ลำเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีสถาบันนักบินทดสอบของอังกฤษ (Empire Test Pilots School)
ได้ทำการสั่งซื้อเครื่อง JAS-39 Gripen เพื่อใช้ในการฝึกบินให้กับนักบินใหม่ของสถาบันอีกด้วย
ก่อนหน้านั้นทางกองทัพอากาศไทยได้ทำการจัดส่งนักบินและวิศวกรการบินที่เชี่ยวชาญของกองทัพ
เข้าทำการฝึกบินและทดสอบสมรรถนะของตัวเครื่องJAS-39 Gripen ที่สถาบันของอังกฤษแห่งนี้มาแล้ว



Section -JAS-39 Gripen

JAS-39 Gripen คือเครื่องบินรบรุ่นล่าสุดในยุคปัจจุบันที่มีสมรรถนะเหนือกว่า F16 หรือ Mirage 2000 อยู่เล็กน้อย
ถูกออกแบบให้สามารถบินขึ้นเพื่อสกัดกั้นการโจมตีในทุกรูปแบบและทุกสภาพอากาศ ตรงตามความต้องการ
ของกองทัพอากาศไทยที่ต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตีที่มี ระบบการบินและระบบอาวุธที่ทันสมัย
มีความน่าเชื่อถือในขีดความสามาถของการบินรบขั้นสูง มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่ำ
มีการพัฒนาเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวัศดุศาสตร์ มีระบบคอมพิวเตอร์แบบรวมการประมวลผล
รวมไปถึงมีหลักอากาศพลศาสตร์ที่มีประสิทธิ์ภาพสูงในการเข้าต่อตีทั้งกับ เครื่องบินรบฝ่ายตรงข้าม
หรือโจมตีกองกำลังทั้งทางภาคพื้นดินและทางทะเล



JAS-39 Gripen

การปฎิบัติการการบินของภารกิจอันหลากหลายในเครื่องบินรบยุคใหม่อย่าง JAS-39 Gripen มีความอ่อนตัว
และเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศแบบเขตร้อนของไทยที่มีทั้งภูเขา ป่าดิบชื้น ที่ราบลุ่มและชายฝั่งทะเลที่มี
ความยาวมากว่า 2000 กิโลเมตร JAS-39 Gripen เป็นเครื่องบินรบที่ต้องการอุปกรณ์สนับสนุนในการขึ้นบินน้อยมาก
สามารถทำการร่อนลงหรือบินขึ้นบนถนนหลวงทั่วไปโดยใช้ทางวิ่งไม่มากนั้ก
จึงทำให้เป็นเครื่องบินที่มีความคล่องตัวสูงมาก JAS-39 Gripen ทุกลำติดตั้งระบบเครือข่ายข่าวสารทางยุทธวิธี
(TIDLS) ที่มีความก้าวหน้าที่สุดแบบหนึ่งของโลก ระบบดังกล่าวสามารถถ่ายโอนส่งต่อข้อมูลระหว่างฝูงบินได้ทันที
ในระหว่างทำภารกิจ สามารถเปลี่ยนเป้าหมายที่มีภัยคุกคามสูงกว่า และรับ-ส่งข้อมูลจากเครื่องบินลำอื่นหรือ
จากกองบัญชาการทางภาคพื้นดิน ระบบจะทำการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงแผนการบินได้ทันที
ในระหว่างปฎิบัติภารกิจโดยการบินเกาะหมู่เครื่องJAS-39 Gripen สามารถเปิดเรดาร์เดินอากาศเพียงเครื่องเดียว
ในหมู่บินทั้งหมดเพื่อลดการถูกตรวจจับจากฝ่ายตรงข้าม โดยสามารถส่งต่อข้อมูลเป้าหมายต่างๆ
ของข้าศึกให้กับเครื่องบินอื่นๆในหมู่บินได้อย่างอัตโนมัต



Delta Canard Wing In Gripen

JAS-39 Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่-โจมตีที่มีขนาดเล็ก ยากแก่การตรวจจับและมองเห็นเนื่องจาก
มีพื้นที่หน้าตัดน้อย จึงส่งผลให้การสะท้อนต่อคลื่นความถี่ของเรดาร์ตรวจจับลดลง
ตัวเครื่องมีการแผ่รังสีอินฟาเรดต่ำ ปีกเล็กแบบสามเหลี่ยมที่ติดอยู่ใต้ค็อกพิสนักบินหรือปีกแบบ Delta Canard
ทำให้ตัวเครื่องสามารถทำการบินในท่าทางที่เครื่องบินรบรุ่นอื่นไม่อาจบินได้ เมื่อใช้ความเร็วสูง
เทียบกับขนาดและน้ำหนักตัวแล้ว JAS-39 Gripen เป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่มีขีดความสามารถ
ในการบรรทุกอาวุธได้สูงมาก ทำให้เลือกใช้อาวุธที่มีความเหมาะสมกับภารกิจ ระบบเรดาร์ตรวจจับ
เครื่องบินข้าศึกเป็นของบริษัท Ericsson รุ่น PS-O5 A แบบใหม่ล่าสุดซึ่งมีขีดความสามารถในการตรวจจับ
เครื่องบินฝ่ายตรงข้ามในระยะ ไกลถึง 120 กิโลเมตร ระบบอาวุธนำวิถีรุ่นใหม่เช่น AIM 120 Amraam
สามารถติดตั้งใต้ปีกของ JAS-39 Gripenได้ในทุกตำแหน่ง นอกจากนั้น JAS-39 Gripenยังทำการตรวจจับ
เป้าหมายทั้งทางบก ทางอากาศและทางทะเลโดยนักบินสามารถปรับเปลี่ยนโหมดไปค้นหาเป้าหมายต่างๆ
ด้วยเรดาร์ที่มีความแตกต่างกันได้ถึงสี่ตำแหน่ง



Gripen weapons

JAS-39 Gripen ติดตั้งระบบอาวุธประจำกายที่มีอานุภาพร้ายแรงได้แก่ ปืนใหญ่อากาศขนาด 27 มิลลิเมตร
ของ Mauser รุ่น BK27 โดยที่ใต้ปีกทั้งสองข้างสามารถติดตั้วจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ
(จรวดต่อต้านอากาศยาน)แบบ RB71 ที่พัฒนาขึ้นโดยกองทัพอากาศของสวีเดน จรวดต่อต้านอากาศยาน
แบบ AIM9 Sidewinder, จรวดนำวิถี AIM 120 Amraam, AGM65 Maverickของสหรัฐฯ
จรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS15 ขอวงสวีเดน จรวดนำวิถีแบบ IRIS-T ของเยอรมันและกลุ่มประเทศ
ในสนธิสัญญานาโต้ ทั้งยังสามารถติดตั้งลูกระเบิดโจมตีขนาด 250-2000 ปอนด์
และกระเปาะชี้เป้าอีเลคโทรนิคแบบ Litening



Cockpit

ห้องนักบินของ JAS-39 Gripen ติดตั้งจอแสดงผลแบบมัลติฟังชั่นขนาด 6x8 นิ้วถึงสามจอ ติดตั้งจอภาพมุมกว้าง
Head Up Display : HUD เพื่อะเพิ่มทัศนวิสัยและมุมมองที่กว้างขึ้นให้กับนักบินโดยไม่มีผลกระทบต่อ
ความเข้มของแสงจากภายนอก คันเร่งและคันบังคับแบบ Hand On Throttle And Stick : HOTAS
เพื่อช่วยให้นักบินมีภาระในการปฎิบัติการระหว่างการบินรบลดน้อยลง



Volvo Aero RM12 Turbofan Engine

เครื่องยนต์ ของ JAS-39 Gripen ใช้เครื่องเทอร์โบแฟนของ Volvo Aero รุ่น RM12 ที่พัฒนาขึ้นจาก
เครื่องยนต์รุ่น GE F404 ให้แรงขับสูงสุดถึง 18,000 ปอนด์ (80.5 กิโลนิวตัน)เมื่อจุดสันดาปท้าย
หรือ 12,000 ปอนด์ เมื่อไม่ใช้สันดาปท้าย อัตราแรงดันอยู่ที่ 27:5:1 น้ำหนักตัวเครื่องยนต์ 1055 กิโลกรัม
ความยาวเครื่องยนต์ 4.04 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.884 เมตร



JAS-39 Gripen And Saab 340



Saab 340

ข้อเสนอพิเศษ จากรัฐบาลสวีเดน โดยกองทัพอากาศไทยจะได้รับมอบเครื่องบิน Saab 340 สำหรับการฝึก
จำนวน 1เครื่อง และเครื่องบิน Saab 340 ติดตั้งเรดาร์แจ้งเตือนในอากาศแบบ Erieye จำนวน 1 เครื่อง

JAS-39 Gripen สามารถใช้งานได้อีกอย่างน้อย 30 ปี โดยจะมีการพัฒนาระบบการบินและ
ระบบอาวธควบคู่กันไปในการร่วมมือระหว่างประเทศ ในกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา
เช่นการพัฒนาให้สามารถติดตั้งระบบลิงค์แบบ Link 16 รุ่นล่าสุดของสหรัฐและกองกำลังทางอากาศของนาโต้
ซึ่งเป็นระบบเรดาร์ลิ้งค์มาตฐานที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน การปรับปรุงระบบเรดาร์ PS 05A ให้เป็นเรดาร์
ระบบอีเลคทริคอลลีสสแกน อาร์เรย์ (Electronically Scanned Array : AESA) พัฒนาระบบติดตามและ
ล็อคเป้าด้วยลำแสงอินฟาเรดแบบ Otis และติดตั้งระบบศูนย์เล็งอาวุธในหมวกนักบิน
นอกจากนั้นทางกองทัพอากาศไทยจะได้รับการตอบแทนในลักษณะความร่วมมือทวิภาคี

ประกอบด้วย

- การถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศและกองทัพไทยในสาขาต่างๆ ที่ฝ่ายไทยต้องการ
- ทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทจำนวน 92 ทุน ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสวีเดน ได้แก่
Royal Institute of Technology Stockholm, Chalmers Technical University in Gothenburg และ
Linkping University ระหว่างปี พศ 2552-2555

- ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ในด้านวิชาการ การลงทุน การผลิตสินค้า และการบริการ
ที่จะกำหนดรายละเอียดหลังจากลงนามในข้อตกลงการซื้อขายต่อไป

JAS-39 Gripen Specifications

ประเภท................................เครื่องบินขับไล่-โจมตีแบบอเนกประสงค์
เครื่องยนต์............................RM12 ของ Volvo พื้นฐานจากเครื่องยนต์ F-404 ของเจเนอรัล อิเล็กทริค
แรงขับสูงสุด.........................18,000 ปอนด์ เมื่อเปิดสันดาปท้าย
ระบบเรดาร์............................PS-05/A ของอิริคสัน
ความยาวลำตัว......................14.1 เมตร
สูง.......................................8.4 เมตร
น้ำหนักตัวเปล่า.....................5,700 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด................14,000 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุก.......................8,000 กิโลกรัม
ปริมาณเชื้อเพลิงภายในลำตัว...3000 ลิตร
พิสัยบิน (บินไกล)..................3,000 กิโลเมตร
เพดานบินปฎิบัติการ...............15,000 เมตร
ความเร็วสูงสุด.......................มัค 2.0
ภาระกรรมสูงสุด.....................-3 - +10 จี
ระยะทางวิ่งขึ้น.......................400 เมตร
ระยะทางร่อนลง.....................600 เมตร

arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Photo-By
www.aereo.jor.br
www.airforce-technology.com
www.commons.wikimedia.org
www.af.mil.za

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 9:35 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=587&forum=6&page=5&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

Thai Flight Simulator Forums-viewtopic-หรือว่า ทอ.ไทย ตัดสินใจซื้อ ...

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=skyman&group=1
http://www.gripen.com/en/GripenFighter/TheGripenFighter.htm

Technical Summary


Aircraft data:

Length (excluding pitot tube): 14.1m (46ft 3in)
Length (Two-Seat variant): 14.8m (48ft 5in)
Wing span (including launchers): 8.4m (27ft 6in)
Height overall: 4.5m (14ft 8in)
Maximum take-off weight: 14 tonnes
Maximum speed: M2.0 and supersonic at all altitudes



Key Features:



  • Advanced aerodynamic combining a close coupled canard-delta configuration.
  • Lightweight structure employing advanced materials and construction techniques.
  • The world´s most highly developed data link.
  • Triplex, digital fly-by-wire Flight Control System for optimum combat agility.
  • Fully-integrated avionic systems operating via five MIL-STD 1553B digital data bus highways.
  • Advanced cockpit layout with large color Multi-Function Displays (MFDs) and Hands-On-Throttle-And-Stick (HOTAS) controls.
  • Long range Ericsson PS-05/A multi-mode, pulse doppler radar.
  • Powerful, fuel efficient, Volvo Aero Corporation RM12 turbofan engine.
  • On Board Oxygen Generation System (OBOGS) and Air-to-Air Refueling (AAR).
  • Low visual radar and Infra-Red (IR) signatures.
  • Heavy
    and varied weapons load covering all mission parameters - Air-to-Air,
    Air-to-Ground, Air-to-Sea, Reconnaissance and Advanced Tactical
    Training - an unrivalled mix of simplicity and sophistication.
  • 50% lower operating costs than its best competitor.
  • “On-condition" maintenance.
  • Capable
    of operating from simple road bases and dispersed bases with the
    minimum of maintenance personnel and ground support equipment.
Cockpit and Display System:

The Gripen cockpit is dominated by three large, full color, Multi-Function Displays (MFDs)
and a wide angle diffractive optics Head-Up Display (HUD) with a holographic combiner.
A highly efficient human-machine interface has been integrated into the Gripen to substantially
ease pilot workload, particularly in combat situations. This provides a Gripen pilot with
outstanding situational awareness, ensuring unrivalled operational effectiveness.
It also increases the time available for tactical decision-making allowing the pilot to use the aircraft
and weapons system to maximum effect.The main functions of each display are as follows:
Head-Up Display (HUD) - providing FLIR imagery and weapon aiming information superimposed
on the outside world at all altitudes. Flight Data Display (FDD) - provides flight data and
system status information about the engine, fuel and external stores. Horizontal Situation Display (HSD)
- provides navigational and tactical mission data superimposed on an electronic map of selectable scale.
Multi-Sensor Display (MSD) - presents information from the radar, FLIR imagery and
other sensors. Flight and fire control data are also superimposed.

Radar:

The primary sensor of the Gripen target acquisition/weapons aiming system is the long range
Ericsson PS-05/A radar. The Gripen radar is a compact, long-range, high performance
multi-mode pulse doppler radar with a modular architecture and high reliability, offering high resolution,
excellent look-down performance and good Electronic Counter-Counter Measures (ECCM) capabilities.
Using state-of-the-art technology, including fully programmable signal and data processors,
the radar is able to handle all types of air defence, air-to-surface and reconnaissance missions
with built in growth potential to meet future requirements.

Powerplant:

The Volvo Aero Corporation RM12 is a modular, fuel efficient, low bypass ratio afterburning
turbofan in the 80 KN (18,000lb) thrust class. It is based on the General Electric F-404-400
which has attained several million flight hours in operations world wide - with several
enhancements incorporated by Volvo including increased thrust and bird strike resistance.



http://www.militaryphotos.net/forums/showthread.php?t=113949
http://www.militaryphotos.net/forums/showthread.php?t=113949&page=2

Thailand Gripen Lastest Update

RTAF public relation official said.

ครม.มี มติเมื่อ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา เห็นชอบให้กองทัพอากาศลงนามในข้อตกลงอนุวัติ
การฉบับที่ ๑ ซึ่ง ผบ.ทอ.จะลงนามในวันอังคารที่จะถึงนี้ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรสวีเดน เกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลเครื่องบินรบ Jas 39 Gripen

Eng: According to cabinet's decision on 12 June 2007. Agree to let Royal Thai Air Force,
on behalf of Royal Thai Government, to sign the agreement on the information security
of JAS-39 Gripen with Royal Swedish government.

The ceremony will we held on 19 June 2007, 14.00 (GMT+7) I will bring the photo to
all of you as soon as I got it.

Gripen. The wings of my nation.

PS. This is a Fan Art From Thai Gripen fan



JAS-39 Gripen video

By Pavel | December 18, 2005 on 2:57 am | In
Aviation Video, JAS 39 Gripen |
Right-click to download JAS-39 Gripen video. 47,0 Mb, 4:30, 352 x 240, mpg
First Gripen on Caslav AirForce base video.




Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 11:31 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1265126901&grpid=00&catid=

วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 22:33:42 น.
มติชนออนไลน์

ระงับใช้"เรือเหาะ" 350ล้าน ตรวจการณ์ 3จว.ใต้
ทดลองบินได้ไม่นานต้องส่งซ่อม ส่อซ้ำรอย"จีที200"


สะพัด "เรือเหาะ" 350 ล้าน ตรวจการณ์ 3 จว.ชายแดนใต้ ซื้อจากสหรัฐฯ
เพิ่งทดลองบินมีปัญหาต้องซ่อม กองทัพระงับใช้ชั่วคราว 2 สัปดาห์แล้ว


เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ รายงานข่าวแจ้งว่า ทางกองทัพมีคำสั่งให้ระงับใช้ชั่วคราว
"เรือเหาะตรวจการณ์" หรือ บอลลูนยักษ์ ที่ ครม.ได้อนุมัติให้จัดซื้อ 1 ลำ จากบริษัท
แอร์เรียอินเทอร์เนชั่นแนล ของประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยงบประมาณ 350 ล้านบาท
ให้แก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
เพื่อใช้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หลังจากกองทัพบกก็ได้ขึ้นทดลองใช้บินเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา
เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ที่ยังติดตั้งกล้องตรวจการณ์ไม่เสร็จ
โดยทำการบินประมาณ 10 กิโลเมตร รอบค่ายกองพลทหารราบที่ 15 จ.ปัตตานี
เบื้องต้นการทำงานของเครื่องยนต์ในครั้งแรกปกติ แต่ต่อมาพบมีปัญหาบางจุด
ที่ต้องซ่อมแซมจึงให้ระงับการใช้มาเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว



http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154742

“เรือเหาะบอลลูน” อาวุธตัวใหม่ของกองทัพเพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้

18 ธันวาคม 2552 13:04 น.

ปัตตานี –ผู้บัญชาการทหารบกติดตามความคืบหน้าการสร้าง เรือเหาะตรวจการณ์
ซึ่งทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือบอลลูนขนาดยักษ์
ติดกล้องอินฟาเรดเพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้


วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะติดตามความคืบหน้าการสร้าง
เรือเหาะตรวจการณ์ ซึ่งทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อ “เรือเหาะ”
หรือบอลลูนขนาดยักษ์ติดกล้องอินฟาเรด เพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ตามการเสนอของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
ซึ่งถือเป็นอาวุธใหม่ล่าสุด ที่กองทัพได้รับเพื่อนำมาช่วยในการแก้ปัญหาการก่อการร้ายภาคใต้
โดยการนำกล้องอินฟาเรด ติดตั้งมากับตัวเรือเหาะ กล้องตัวนี้มีการอวดอ้างสรรพคุณว่า
สามารถจับภาพด้วยแสงอินฟราเรดได้ ในเวลากลางวันและกลางคืนเพื่อลดจุดอับ
ที่เกิดขึ้นจากการตรวจการณ์ภาคพื้นดิน


สำหรับระบบเรือเหาะดังกล่าวนี้ จะเป็น “เรือบอลลูน” ขนาดใหญ่ ใช้สำหรับตรวจการณ์บนอากาศ
โดยจัดซื้อจากบริษัทแอร์เรียอินเตอร์เนชันแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ลำ
เฉพาะตัวเรือบอลลูน มีราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืนรวม 2 ตัว
ราคา 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาท ใช้สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น
ซึ่งทั้งหมดจะรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด

โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการประกอบ อุปกรณ์ให้ครบถ้วน คาดว่าสามารถประกอบเสร็จสิ้น
และสามารถใช้ปฏิบัติการได้ ในราวกลางเดือนมกราคม 2553 จากนั้นได้เรียกประชุม
หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบดูแลความสงบ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชาดแดนภาคใต้
เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน จากหน่วยเฉพาะกิจ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
เพื่อรับฟังบรรยาย โดยเน้นย้ำมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวัง
ในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และ เข้าตรวจค้นพื้นที่ อีกด้วย

http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2009/08/19/AR2009081903712.html

High-Tech Balloon to Help Forces Keep Watch

By Walter Pincus

Washington Post Staff Writer

Thursday, August 20, 2009


http://www.thaiarmedforce.com/forum/viewtopic.php?f=5&t=393

Thailand Contracts Aria for Blimps, Communications

04-May-2009 15:49 EDT

Related Stories: Americas - USA, Asia - Other, Blimps & LTA Craft, C4ISR,
Contracts - Awards, Domestic Security, Issues - International, Security
Contractor, Signals Radio & Wireless, Warfare - Lessons

Aria International, Inc. recently announced a contract from the Royal Thai
Army to provide in-country surveillance and communications solutions
and services, for an aggregate purchase price of $9.7 million. The RTA
surveillance system consists of a manned airship with military-grade
imaging and communications systems, a state-of-the-art Mobile Command
and Control Vehicle, and upgrades to existing communications and
facilities to receive real-time surveillance data.

Thailand has the questionable distinction of being saddled with the bloodiest
Islamist insurgency most people have never heard of…

The Thai government recently began to alter its approach, but this does not
remove the need for military operations – or for the long-endurance
surveillance that must accompany holding operations in contested zones.
Major General Chawalit Srisilpanandana, Director General-Directorate of
the Royal Thai Army’s Logistics Department, says that:

“The deployment of these new systems and services by Aria International
Incorporated will make a significant impact on the capabilities of our
deployed forces in the South of Thailand.”

Under this contract, Aria is responsible for integrating all system components and
delivering a complete turn-key solution, conducting initial operations
and continuing maintenance tasks as well as providing the training to
the RTA personnel on the equipment. A condition of the contract
requires the Company to configure equipment in the U.S. and integrate
and deliver the hardware in Thailand within 120-days of contract award.


Aria will also provide the RTA with certain ancillary services
including installation, training and the construction of an airship
hangar. Aria International release.

http://www.defenseindustrydaily.com/Tha ... ons-05401/

Aria International Incorporated Awarded $9.7 Million
Contract from the Royal Thai Army


Released: 04/30/09 08:00 AM EDTAria International Incorporated,
the wholly-owned subsidiary of Aria International Holdings, Inc.
(OTC BB:ARAHE, “Aria”), a company focused on providing specialized surveillance
and communications solutions to a global customer base is pleased to
announce today that it has been awarded a contract from the Kingdom of
Thailand, Royal Thai Army (“RTA”) to provide in-country surveillance
and communications solutions and services. The RTA agreed to purchase
certain intelligence and surveillance equipment from Aria for
an aggregate purchase price of $9.7 million.
Aria will also provide the RTA with certain ancillary services including
installation, training and the construction of an airship hangar. A
condition of the contract requires the Company to configure equipment
in the U.S. and integrate and deliver the hardware in Thailand and the
terms of the contract require delivery within 120-days of contract award.

The Royal Thai Army selected Aria International Incorporated after a number
of real-time demonstrations of the system that were conducted in the
United States. The RTA system is composed of select airborne assets,
imagery capability from high-definition cameras and down linked
communication facilities to a mobile command platform that are targeted
to meet the requirements for this special procurement
. Under this contract,
Aria is responsible for integrating all system components and delivering
a complete turn-key solution, conducting initial operations and
continuing maintenance tasks as well as providing the training to the
RTA personnel on the equipment.

The RTA surveillance system consists of a manned airship with special
state-of-the-art imaging and communications systems, a state-of-the-art
Mobile Command and Control Vehicle, and upgrades to existing
communications and facilities to receive real-time surveillance data.

Aria staff will train Royal Thai Army personnel to pilot, effectively
utilize and maintain the deployed surveillance and communications
systems. In addition to the cameras on the airship, Aria will also install
and integrate high-definition day/night camera systems on select
Royal Thai Army helicopters.

President of Aria International, Mr. Mike “Bing” Crosby, stated: “the
employment of a manned airship and upgraded helicopters equipped with
state-of-the-art surveillance and communications systems, provides the
Royal Thai Army another system with the necessary capabilities it
requires to counter the increased activity and threats of crime, drug
trafficking and terrorism.”

“The deployment of these new systems and services by
Aria International Incorporated will make a significant impact on
the capabilities of our deployed forces in the South of Thailand,”
Major General Chawalit Srisilpanandana, Director General-Directorate
of Logistics Department stated. “The RTA is contracting with Aria
for these services because of their unique experience and ability
to integrate into the mission of our forces; we look forward to
a very long and successful relationship.”

About Aria International Incorporated

Aria International Incorporated is a wholly-owned subsidiary of Aria
International Holdings, Inc. (“Aria”). Aria is focused on providing
specialized surveillance and communications solutions to a global
customer base. Aria operates as a solutions provider, systems
integrator, and operator of surveillance and communications systems.
Working closely with our clients in a flexible and responsive manner,
we are able to provide highly effective solutions that respond well to
our customers' defense and security requirements. For more information,
visit http://www.aria-int.com.

http://studio-5.financialcontent.com/ir ... ID=8705235

ระบบดังกล่าวที่กองทัพบกจะจัดหาเป็นของบริษัท ARIA ครับซึ่งก็มีทั้งระบบที่เป็น UAV
และแบบมีคนบังคับ ก็ไม่ทราบเหตุผลครับว่าทำไมกองทัพบกเลือกแบบมีคนบังคับ

ภาพตัวเรือเหาะที่จัดหามาน่าจะอยู่ใน Banner หน้าแรกของ Website ของ ARIA เองครับ
http://www.aria-int.com/

เอาฟังคนมาเลเซียพูดถึงเจ้าเรือเหาะมหัศจรรย์นี้ของไทยครับ

Thai Army Buying Blimp Surveillance System


KUALA LUMPUR: Its looking obvious that although Malaysian
big arms purchases have grind to a halt,
our neighbours seemed to continue with their buying spree.
The latest is the Royal Thai Army contract
with Aria International Inc of the US to provide in-country
surveillance and communications solutions
and services, for an aggregate purchase price of $9.7 million.


The RTA surveillance system consists of a manned airship with
military-grade imaging and communications systems, a state-of-the-art
Mobile Command and Control Vehicle, and upgrades to existing
communications and facilities to receive real-time surveillance data.

Major General Chawalit Srisilpanandana, Director General-Directorate
of the Royal Thai Army’s Logistics Department, says that:

“The deployment of these new systems and services by
Aria International Incorporated will make a significant impact on
the capabilities of our deployed forces in the South of Thailand.”

Under this contract, Aria is responsible for integrating all system
components and delivering a complete turn-key solution, conducting initial
operations and continuing maintenance tasks as well as providing
the training to the RTA personnel on the equipment. A condition of
the contract requires the Company to configure equipment in the U.S.
and integrate and deliver the hardware in Thailand
within 120-days of contract award.


Aria will also provide the RTA with certain ancillary services including
installation, training and the construction of an airship hangar.

It appears with the surveillance system, the Thais will be able
to see whats going on our side of the border although
Malaysian Defence could not determined the range of the system.
Its highly probable that if the airship is based near Narathiwat,
the system coverage may well even be able to monitor
the Gong Kedak Air Base where our Sukhois are based.


This development does not augur well for us as we lacked “looking
over the hill” capabilities which are now both owned by the Singaporeans
with their G550 AEW aircraft (range of more than 370km) and the Thais.
Next year, the Thai air force will take delivery of a Saab 340 AEW aircraft
as part of their purchase of six Gripens and another 340 which was signed in 2007.

Malaysian Defence is not suggesting that we rushed out and buy
our own AEW aircraft to counter the threat
( I still believe its still cheaper to buy S400 SAM system
than maintaining a fleet of aircraft)

but just pointing out the scenario which is happening today.

–Malaysian Defence

http://www.malaysiandefence.com/?p=587

NoteTasurahings wrote:พึ่งมาเห็น
สนใจอันนี้นะครับ "การควบคุมบอลลูนจากภาคพื้นดินยิ่งยากมากขึ้น
เพราะ UAV[Unmanned Aerial Vehicle]
หรืออากาศยานไร้คนขับ ที่เคยใช้งานในภาคใต้ก็ไม่ได้ผล" UAV นี่ใช้ไม่ได้ผลหรือครับ

ข้อนี้ผมไม่ทราบมาก่อนเลย ผม ไม่เห็นด้วยกับการใช้พวกเครื่องอุลตร้าไลท์กับร่มบินนะครับ
ความสูงที่พวกนี้บินได้ก็ไม่ได้มากนัก อีกอย่างไม่มีอะไรป้องกันผู้บังคับเลยด้วย
การตรวจการณ์ก็น่าจะได้แค่ด้วยสายตาอย่างเดียว

ได้ข่าวบางอย่างว่า ลาเวร บางตัวตกไปแล้วครับ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าภูเขาสูงซับซ้อน
ทำให้ Lost Communication จนตกครับ

แต่ที่แปลกคือ ตาม Spec หาก Lost Communication ต้องบินกลับได้เอง อืมมม
ยิวลืมแถมอะไรมาให้เราหรือเปล่าเนี้ย


หรือว่าเราลืมซื้อ

Wingboy wrote:อย่างที่เคยให้ความเห็นไว้ครับว่า เรือเหาะนั้นดีในบ้างแง่ แต่ถ้าถามว่าเหมาะสม
กับการนำมาใช้จริงกับทั้ง พท.นั้น ผมว่าไม่ค่อยเหมาะครับ การสอดแนม สังเกตุการทางอากาศนั้น
ใช้ได้ดีกับ พท.เมือง ทางถนนหนทาง แต่ในพท.สามชต.ส่วนใหญ่เป็นพท.ป่าเข้าซึ่งยากต่อการ
สังเกตุการทางอากาศครับ

อีกทั้งการเคลื่อนที่เข้าสู่เป้าหมายของบอลลูนนั้นช้า กว่าการใช้ ฮ. หรือ uav มาก ในกรณีที่ต้องการ
เข้าสังเกตุการที่เกิดเหตุ แต่ ด้วยความทีสามารถลอยนิ่ง และเงียบ ก็ทำให้ในบางกรณีก็มีประโยชน์
เช่นสอดแนมในเวลากลางคืนในพท.เป้าหมายที่ระบุไว้แล้ว สังเกตุการพท.เมือง
ในความเห็นส่วนตัวผมยังคิดว่า การมีฮ.พร้อมบินในแต่ละ กลุ่ม อำเภอ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์มากกว่า
ในการเข้าสู่พท.ทั้งสังเกตุการ ติดตาม สอดแนม ส่งกำลังเข้าช่วยเหลือ นำคนเจ็บออกจากพท.
แต่แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันมากครับ

ป๋าครับ เจ้าราเวนนี้เค้าออกแบบให้ตอนลงต้องตกและแยกร่างนี่ครับ แต่ที่ป๋าบอกนั้นหมายความว่า
ตกหายไปเลยใช้มั้ยครับ


จากการรีดข่าวจากทหารหนีทัำพได้ความว่า ไอ้ ลาเวร ไปแสคงความสามารถในการแยกธาตุในป่า ครับ

แต่ตามคำโบราณว่า ของหลวงตกน้ำไม่ไหม้ ตกไฟไม่ไหล ( เมพขิง ยิ่งกว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้อีกน่ะเนี้ย )
ทำให้ผู้ดแลระบบชุดนี้ ต้องเปลี่ยนจากทหาร UAV เป็นทหารราบเดินเ้ท้าปีนเขาเข้าไปเก็บซากมาครับ

ส่วนเรือเหาะนี้ ตัวเดียวไม่พอกินแน่ครับ ต่อให้ตัวล่ะจังหวัดก็เถอะ กว่าจะร่อนไปถึง ฝั่งนู้นเค้า อาบน้ำ ล้างตัวไป
แถมกินข้าวเย็นไปแล้วอีกหนึ่งรอบ ไอ้เรือเหาัะนี้มันคงยังไปไม่ถึง แถมลอยอยู่บนฟ้าเด่นขนาดนั้น
ก็สังเกตการง่ายครับ ดังนั้นก็ซุ่มโป่ง จิบน้ำชา เลี้ยงนกเขา เหมือนเดิม ออกมาให้เป็นดาราหน้ากล้องทำไม

อันนี้ถามเพิ่มครับ เรือเหาะที่ว่านี้ ทำเป็นสถานีทวนสัญญานสำหรับวิทยุสื่อสารได้หรือไม่ครับ
เพราะภูมิประเทศเป็นแบบ ป่าภูเขาซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศแบบทางใต้
วิทยุ FM ธรรมดาน่าจะติดภูเขา ไม่สามารถส่งวิทยุกันได้ไกลๆ

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7622690/X7622690.html

ขอบคุณ Skyman ครับ ที่เข้ามาตอบ ยินดีอย่างยิ่งเช่นกัน เราเคยได้คุยกันแล้ว ไม่รู้ว่าจำได้มั้ย 55

ณ เวลานี้การปฏิบัติภารกิจ ในการลาดตระเวนทางอากาศ 3 จ.ชายแดนไทย มีดังนี้ เอาเฉพาะที่เปิดเผยได้ครับ
1. ฝูงบิน UAV ที่มาปรักหลัก ภารกิจบินลาดตระเวน แต่ด้วย เทคโนโลยี
ที่จัดซื้อมานานแล้ว ของ UAV ของอิสราเอล แบบ Searcher ผลิตโดยบริษัท
Israel Aircraft Industries (IAI) ในภารกิจตรวจการณ์ แต่ด้วยจำนวนเพียง 4
เครื่อง (1 ระบบ) จึงไม่เพียงพอต่อภารกิจ โดย UAV
นี้ก็เป็นของกองร้อยค้นหาเป้าหมาย (ร้อย.คปม.) กองพลทหารปืนใหญ่ (พล.ป.) ทบ.

เอารูป มาให้ดูกันครับ แต่รูปจริงตอนปฎิบัติภารกิจไม่สามารถนำมาลงได้จิงๆ




นำข่าวเกี่ยวกับ UAV เรือเหาะ 350 ล้าน มาเพิ่มเติมครับ
รัฐแจงข้อดี"เรือเหาะ"หวังทำแผนที่ทางอากาศ สกัด-ป้องปรามกลุ่มป่วนใต้

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2009 00:32น.
ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมและคุ้มค่ากรณีรัฐบาล อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาท
จัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือบอลลูนขนาดยักษ์ติดกล้องอินฟาเรด เพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทำให้ "สถาบันอิศรา" พยายามเสาะหาข้อมูลจากภาครัฐ
เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นของการใช้ "เรือเหาะติดกล้อง" ดังกล่าว

รศ.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ในฐานะนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทหาร ชี้ว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องการใช้
"บอลลูนติดกล้อง" เพื่อทำแผนที่ทางอากาศ หลังจากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องบินตรวจการณ์
ขนาดเล็กควบคุมระยะไกล โดยไม่ใช้นักบิน หรืออากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle : UAV)
ในภารกิจภาคใต้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

"เราเคยซื้อเครื่องบินตรวจการณ์ภูมิประเทศ หรือ ยูเอวี จากอิสราเอลมาเมื่อหลายปีก่อน และนำไปใช้ในภารกิจภาคใต้
แต่กล้องถ่ายไม่เห็น เพราะเป็นระบบที่ใช้ดูทัศนวิสัยมุมสูง จึงต้องหาเครื่องมือใหม่"

รศ.ปณิธาน ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูงานในหลายประเทศ เช่น ปาปัวนิวกินี และพบว่า
ระบบบอลลูนติดกล้องใช้ได้ดี โดยเฉพาะการทำแผนที่ทางอากาศเพื่อดูเส้นทางหลบหนีของ
กลุ่มก่อความไม่สงบ หากมีแผนที่จะสามารถบล็อคการหลบหนี และป้องกันไม่ให้ก่อเหตุได้

"การทำแผนที่ทางอากาศเคยวางแนวทางมา 4-5 ปีแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าเรามีแผนที่จะดักทางหลบหนี
และป้องปรามไม่ให้กลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุบนถนนได้ เหมือนเรามีดวงตาบนท้องฟ้า (Eye in the sky)
เพราะบอลลูนจะลอยไม่สูงมากนัก คนที่อยู่บนภาคพื้นดินก็มองเห็น น่าจะส่งผลทางจิตวิทยามากกว่า
ยูเอวีที่บินสูง คนมองไม่เห็น จึงไม่กลัว"

"ต้องยอมรับว่าเป็นหลักการที่ดี ถ้านำมาใช้ได้จริงจะติดตามการหลบหนีของกลุ่มผู้ก่อเหตุได้
และถ้ากลุ่มคนร้ายเห็นก็จะกลัวถูกจับ กลัวถูกติดตาม ก็จะไม่กล้าก่อเหตุ"

อย่างไรก็ตาม รศ.ปณิธาน บอกว่า ทั้งหมดนี้คือทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องติดตามดูกันต่อไปว่าซื้อมาแล้ว
จะใช้ได้จริงหรือเปล่าเพราะรัฐบาลเองก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าซื้อมาแล้วอาจใช้งานไม่ได้จริง เหมือนยูเอวี

ต่อ.....................

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-160.htm

==เรื่องจริงจากแดนใต้==

by Skyman » 05 Feb 2009 15:15
กระทู้นี้รวมรูปจากภาคใตเท่าที่ผมมีครับ และจะหามาเพิ่มเรื่อย ๆ ท่านใดมีรูปก็มาแชร์กันได้ครับ

ผมจะเริ่มขุดของเก่ามาใส่ก่อนนะครับผม ถ้าเอาของเก่ามาใส่เต็มเมื่อไหร่จะทะยอย ๆ เอาของใหม่มาลงครับ




Thai soldiers and police officers stand as pay their respects to
a colleague who was shot dead by militants during a funeral ceremony
at the airport in Narathiwat province, 03 August 2007.
Three Muslims have been shot dead by suspected militants in
separate attacks in Thailand's insurgency-torn south, police said.
AFP PHOTO/Madaree (Photo credit should read MADAREE TOHLALA/AFP/***** Images)



Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 11:35 am

พีพี พิมพ์ว่า:...ปีหน้าเราจะได้เห็น เรือเหาะ เหนือฟากฟ้า ตานี นรา ยะลา ....

by เณรรูน



มาถึงแล้วอย่างเงียบกริบนับเป็นความลับสุดยอด จริงๆ กับความคืบหน้าโครงการเรือเหาะตรวจการณ์
เพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลค่ากว่า 350 ล้านบาท
ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล
ในการจัดซื้อเมื่อวันที่ 10 มี.ค.52 และมีการลงนามจัดซื้อระหว่างกองทัพบก
กับทางบริษัท Internationai Cooperation เมื่อวันที่ 23 เม.ย.52
ซึ่งเรือเหาะถูกขนส่งมาถึงยังท่าอากาศสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.52



ล่าสุดได้มีการนำเรือเหาะตรวจการณ์มายังโรงจอดเรือเหาะตรวจการณ์ หน่วยเฉพาะกิจจังหวัดปัตตานี
และอยู่ระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์ โดยทางพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารได้เดินทางลงมา
ติดตามความพร้อมของเรือเหาะตรวจการณ์ด้วยตนเอง



สำหรับเรือเหาะตรวจการณ์ มีการควบคุมโดยมีชุดปฏิบัติการเฝ้าตรวจการทางอากาศเป็นหน่วยงาน
ที่ควบคุมการ ทำงานของเรือเหาะ มีกำลังเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย 55 นาย เป็นนายทหาร 14 นาย
และนายสิบ 41 นาย แบ่งหน้าที่เป็น ส่วนบังคับการ 4 นาย ประกอบด้วยนายทหาร 2 นาย
นายสิบ 2 นาย ส่วนปฏิบัติการทางอากาศ 20 นาย ประกอบด้วย นายทหาร 8 นาย นายสิบ 12 นาย
ส่วนปฏิบัติการภาคพื้นดิน 17 นาย ประกอบด้วย นายทหาร2 นาย นายสิบ 15 นาย
และส่วนสนับสนุน 14 นาย ประกอบด้วยนายทหาร2 นาย นายสิบ 12 นาย



ในภารกิจในการควบคุมเรือเหาะตรวจการณ์ของชุดปกิบัติการเฝ้าตรวจการทางอากาศจะ ทำหน้าที่ในภารกิจ
วางแผน อำนวยการ ประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติการงานด้านการข่าว ยุทธการและกิจการพลเรือน
โดยใช้คุณลักษณะ ขีดความสามารถของเรือเหาะและเฮลิคอปเตอร์ติดกล้องตรวจการณ์สนับสนุน

โครงสร้างการควบคุมเรือเหาะตรวจการณ์ประกอบด้วย
1.เรือเหาะ (Airship)
2.เฮลิคอปเตอร์ติดกล้องตรวจการณ์ 3 ลำ (HU-1H Helicopter) อยู่ในพื้นที่จังหวัดละ 1 ลำ
เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเรือเหาะตรวจการณ์
3.ศูนย์บัญชาการประจำสถานี กระจายอยู่ทั่วพื้นที่สามจังหวัด 26 สถานี (Fixde command Center)
ซึ่งจะใช้หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการประจำสถานี และ
4.รถบังคับการ (Glizzly) ซึ่งจะสนับสนุนการปฏิบัติงานของเรือเหาะในภาคพื้นดิน โดยจะติดตามเรือเหาะ
ในภาคพื้นดิน



ระบบ ปฏิบัติการเรือเหาะตรวจการณ์จะใช้ระบบ 2 ระบบคือระบบสัญญาณไมโครเวฟ และระบบสัญญาณ
ดาวเทียม ในการส่งข้อมูลไปยังหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่หมายเลข 2 ตัว หน่วยเฉพาะกิจระดับจังหวัด
และกองบัญชาการทหารบก

สำหรับคุณลักษณะทั่วไป เรือเหาะทำการควบคุมโดยนักบินใช้กล้องตรวจการเวลากลางวันและกลางคืน
ที่สามารถถ่ายภาพและบันทึกภาพได้ด้วยความละเอียดสูง สามารถตรวจจับความร้อน รวมทั้งตรวจจับระยะ
และชี้เป้าหมายได้ โดยลอยตัวอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานหรือทำการลาดตระเวนตามวงรอบ
เพื่อปฏิบัติงานด้านการข่าวที่ต้องการ ด้วยเสียงที่เงียบกว่าอากาศยานประเภทอื่น



ข้อมูล จำเพาะของเรือเหาะตรวจการณ์ รุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON)
ผลิตโดย บริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา Suspect
ขนาด กว้าง 34.8 ฟุต / 10.61 เมตร
ยาว 155.34 ฟุต/ 47.35 เมตร
สูง 48/3 ฟุต /13.35 เมตร
ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต /2,833 ลูกบาศก์เมตร
ระยะสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้ 0 -10,000 ฟุต / 0-3,084 เมตร
ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต
ความเร็วสูงสุด 88 กม./ชม.
ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตร/ชั่วโมง
เครื่องยนต์ 2 คูณ 125 HP 4-Cylinder,Continental IO-240 B
ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลอน / 300 ลิตร บินได้นาน 6 ชั่วโมง
เกณฑ์สิ้นเปลือง ณ ความเร็วสูงสุด 50 ลิตร / ชั่วโมง
ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร
ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel
ความจุห้องโดยสาร 4 นาย (นักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย)



คุณลักษณะ กล้องตรวจการณ์ กว้าง 14.5 นิ้ว ยาว 19.0 นิ้ว สูง 19.5 นิ้ว น้ำหนัก 72 ปอนด์
มุมกล้องครอบคลุมรัศมี 360 องศา ความละเอียดของกล้องสูงสุด 2.1 ล้านพิกเซล สามารถจับภาพ
ได้ทั้งในกลางวันและกลางคืน จับภาพเป้าหมายอยู่กับที่และเคลื่อนที่ได้ สามารถตรวจการณ์ได้
ในสภาพอากาศที่ไม่ดี เช่น ฝนตก และความชื้นสูงได้



ข้อมูล ของรถบังคับการ (Glizzly) มีน้ำหนัก 22 ตัน เครื่องยนต์ขนาด 330 แรงม้า
ความเร็ว 136 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระบบป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดได้
เนื่องจากออกแบบให้ใต้ท้องรถเป็นรูปตัววี ตัวถังรถ ติดตั้งเกราะขนาด 0.5 และ 0.7 นิ้ว รอบตัวรถ



เรือเหาะตรวจการณ์ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลำนี้
หลังจากการตรวจสอบความพร้อมของตัวเรือเหาะและอุปกรณ์ รวมไปถึงการทำพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ
จากทางบริษัท Arial Internationai Cooperation ในวันที่ 15 ม.ค.53 คาดว่าจะเริ่มนำมาใช้
ปฏิบัติการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

ข้อมูล ::สุเมธ ปานเพชร สถาบันข่าวอิศรา
ภาพประกอบ :: เณรรูน



เพิ่งทราบเมื่อไม่นานนี้เองว่า นี่คือโรงเก็บเรือเหาะ

สวัสดีครับ

Surprised ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/singslatan/2009/12/21/entry-1

Suspect หนับหนุนทุนก่อสงครามบ้านคนอื่น แล้วมาขายของเค้าอีก อินี่....หัวการค้าเกินไปรึปล่าว...
แล้วทำไม ต้องไปซื้อกับมันด้วยล่ะ ซื้อเจ้าอื่น (ประเทศอื่น) ไม่ได้เหรอ?

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 10:57 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1265252058&grpid=02&catid=

วันที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 09:52:58 น.
มติชนออนไลน์


ทดลองนำ"เรือเหาะ"ร่อนโชว์ 30 นาที

ชุดเฝ้าตรวจการณ์ทางอากาศ กองทัพบก นำเรือเหาะ(Airship)ขึ้นจากบริเวณโรงเก็บเรือเหาะ
ภายในบริเวณ กองพลทหาราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เช้าวันนี้ (4กพ.)โดยใช้เวลาร่อนอยู่บนท้องฟ้า
ประมาณ 30นาที ในระดับความสูงประมาณ 150-200 เมตร ปรากฏว่าเรือเหาะลำดังกล่าวใช้งานได้ตามปกติ
หลังจากเกิดกระแสข่าวว่าเรือเหาะมีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ไม่สามารถบินได้



ลอยได้-ชุดเฝ้าตรวจการณ์ทางอากาศ กองทัพบก นำเรือเหาะ(Airship) ขึ้นจากบริเวณโรงเก็บเรือเหาะ
ภายในบริเวณ กองพลทหาราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อทดสอบใช้งานได้ปกติ




Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 1:49 pm

อนาคตของกองทัพอยู่ที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (1)

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553

คมชัดลึก :กองทัพที่เข้มแข็ง ย่อมมีขีดความสามารถด้านการจัดหายุทโธปกรณ์ชั้นนำทันสมัย
เข้ามาขึ้นประจำการในกองทัพอย่างต่อเนื่องเพียงพอ แต่วิสัยทัศน์อันเลิศหรูของเหล่าทัพของไทย
จะประสบความสำเร็จไปไม่ได้

ถ้าการจัดหานั้นยังจำกัดอยู่แต่การพึ่งพิงยุทโธปกรณ์ต่างชาติด้วยงบประมาณเพียงน้อยนิดในสิบปีข้างหน้า
กองทัพเรือจะเป็นกองเรือชั้นนำของภูมิภาคหรือกองทัพอากาศ จะเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ดีที่สุดของอาเซียน
ไปได้อย่างไร ถ้าไทยไม่สามารถผลิตอาวุธปล่อยนำวิถีประจำเรือหรือสามารถต่อเครื่องบินขับไล่ใช้เอง
การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างจริงจังและเป็นระบบเท่านั้นที่จะสร้างฝันของชาติได้
นับตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ไทยเป็นกองทัพอันดับ 2 ของเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่น
อาจจะเหนือกว่าจีน ส่วนกองทัพของเพื่อนบ้านนั้น เป็นเพียงหน่วยทหารของประเทศเจ้าอาณานิคม
ไทยเห็นคุณค่าของการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอาวุธมาโดยตลอด เพียงแต่เลี้ยวผิดทาง
แทนที่จะเอาแบบญี่ปุ่นคือเน้นการสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อความคุมชะตากรรมการจัดหาอาวุธของตนเอง
ดันไปเอาง่ายเข้าว่า คือ พึ่งพาของสำเร็จรูปเกือบทั้งหมด โดยรับมาจากชาติที่มีอาวุธดีๆ โดยเฉพาะชาติตะวันตก
จนทำให้ต้องติดกับทางปัญญา ไม่สามารถพัฒนายุทโธปกรณ์ระดับสูงโดยตนเองได้ ต้องวนเวียนอยู่กับ
บริษัทค้าอาวุธ อันเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาประเด็นค่าคอมมิชชั่นที่ลึกลับอีกด้วย

ความจริงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีมาก่อนชาติใดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
ขยายตัวเร็วมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพต้อง ผลิตสินค้ายุทธปัจจัยเองหลายอย่าง
เพื่อการทหารในห้วงเวลาที่อะไรก็ขาดแคลน ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ผลิตยุทโธปกรณ์ระดับสเตทออฟดิอาร์ท
แต่ยาง แบตเตอรี่ หรืออาหาร ก็ช่วยให้กองทัพอยู่รอด และผลิตต่อเนื่องช่วยเหลือประชาชนด้วย
กลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคหลัง วิสาหกิจของทหารเช่น
องค์กรแก้ว ฟอกหนัง แบตเตอรี่ และอาหารกระป๋อง ถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
แต่หลังจากนั้นเรื่องพวกนี้กลับกลายเป็นอดีต ค่อยๆ สลายโทรมเลิกกิจการไป ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ที่ตั้งขึ้นสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ช่วยวิสาหกิจพวกนี้ไม่ได้ ขณะที่การพัฒนาด้านอาวุธ
และกระสุนค่อนข้างด้อย สงครามรบคอมมิวนิสต์ทำให้เราต้องเร่งจัดหา ”ของ” มารบโดยไม่เสียเวลาพัฒนา
อาวุธราคาถูกจากสหรัฐทำให้เราเคยตัว สร้างนิสัยให้ต้องจัดหา งบประมาณไปซื้ออาวุธต่างชาติ
แม้ว่าจะก้าวเข้าสู่ในยุคหลังสงครามเย็นที่เราต้องปรับลดงบประมาณการทหารและสหรัฐ
ตัดงบช่วยทางทหารลงแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันจะมัวร่ำไห้กับเวลาที่เสียไป
กว่ากึ่งศตวรรษนั้นไม่ได้ เพราะชาติอื่นไม่รอเรา คราวหน้าว่ากันต่อครับ

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 11, 2010 2:18 pm

มุ่งสู่ความเรืองรอง มองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 15:08
โดย : เรือรบ เมืองมั่น

ในยุคที่การส่งกำลังบำรุง (Logistics) เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด
ต่อความอยู่รอดและเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ

เทคโนโลยีรองรับกระบวนการเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากปราศจากรากฐานที่ยั่งยืนปัญญาด้านนี้แล้ว
ประเทศชาติก็มีแต่จะต้องซื้อและซื้อ จนไม่มีวันพ้นจากการพึ่งพาต่างชาติ ไม่สามารถทะยาน
กลายเป็นชาติชั้นนำของโลกได้ ทางออกของด้านนี้คือการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
(Defense Industry) ให้แข็งแกร่งอย่างที่ไทยเคยทำได้เมื่อ 80 ปีก่อน

อดีตที่ผ่านไปไม่นาน ไทยอยู่ในยุคต้นของการก้าวสู่ความทันสมัยก็จริง แต่ก็เป็นมหาอำนาจ
อันดับ 2 ของเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่น เหนือกว่าจีนที่อ่อนแอถูกเฉือนเป็นเสี่ยงๆ
ขณะที่พวกชาติอาณานิคมอื่นของภูมิภาคไม่อาจเปรียบกับไทยได้ ความสำเร็จของชาติ
ในยุคนั้นคือการมองการณ์ไกล จัดตั้งองค์กรและกลไกที่ทันสมัยจำนวนมากเป็นพื้นฐาน
เพื่อการพัฒนาประเทศในทุกด้านด้วยตนเอง โดยเน้นการพึ่งพาต่างชาติเท่าที่จำเป็น
ทั้งนี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นกิ่งงานหนึ่งที่ถูกสร้างเพื่อเป็นหลักประกัน
ความแข็งแกร่งทั้งของชาติ กองทัพและประชาชน

ในด้านยุทโธปกรณ์เพื่อการสงคราม กองทัพไทยห้าวหาญกล้าต่อรองกับฝรั่ง ด้วยการซื้อ
ลิขสิทธิ์และรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจนถึงขนาดจัดสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น "บริพัตร"
ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้ ช่วงสงครามอินโดจีนไทยมีเครื่องบินรบต่อเองเป็นส่วนใหญ่ถึง 300 เครื่อง
ในด้านการช่วยรบ ไทยได้วางแผนเกาะกุมสิ่งจำเป็นในยามสงครามไว้อย่างชาญฉลาด
เช่น ตั้งกรมแผนกเชื้อเพลิงในปี 2464 เพื่อสำรองน้ำมัน ช่วงสงครามโลกวิสาหกิจของทหาร
ที่จัดตั้งขึ้นได้ผลิตสินค้าเพื่อการทหารไม่ให้ขาดแคลน ยาง แบตเตอรี่ หนัง แก้ว ยารักษาโรค
ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จำหน่ายช่วยเหลือประชาชนด้วย
ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม วิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของชาติ
และถูกจัดองค์กรอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2496 แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของ
การโรยราของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เพราะภัยคุกคามที่แรงขึ้นของคอมมิวนิสต์และการครอบงำจากสหรัฐ
ทำให้ผู้นำทางการเมืองและกองทัพเปลี่ยนนโยบายจากพัฒนาอุตสาหกรรม
ป้องกันประเทศซึ่งช้าหน่อยแต่ยั่งยืน ไปเป็นพึ่งพาฝรั่งที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า
จัดหาแบบเอาเร็วเข้ามา ได้ยุทโธปกรณ์และเครื่องกระสุนสำเร็จรูปมารบกับ
คอมมิวนิสต์ ส่วนค่าคอมมิชชั่นสำหรับผู้จัดหาไม่มีใครเขาบอกกัน
แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าบริษัทนายหน้าค้าอาวุธล้วนครึกครื้นในการเป็นตัวกลาง
นำอาวุธสมัยใหม่เข้าสู่ไทย การเอาแต่ซื้อกินของสำเร็จรูปเช่นนี้ เป็นการกดปัญญา
คนไทยโดยทางอ้อม ถึงจะพยายามวิจัยสิ่งประดิษฐ์ทางทหารอย่างไร
ไหนเลยจะสู้ของที่เหนือกว่าจากต่างชาติได้ ยิ่งรัฐและกองทัพไม่สนใจในเรื่อง
การถ่ายทอดเทคโนโลยี ถึงจะมีกลไกและองค์กรจัดตั้งขึ้นเท่าใด
ในรอบ 50 ปีมานี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยก็อ่อนแอ


ในด้านที่มิใช่การรบ วิสาหกิจของกองทัพกลายเป็นเรื่องล้าสมัยสู้เอกชนไม่ได้ เจ๊งกันระนาว
ไม่ว่าจะเป็นโรงงานแก้ว ฟอกหนังหรืออาหารกระป๋อง หลังสิ้นยุคสงครามเย็นและต้องเผชิญกับ
พิษ IMF เรายิ่งไม่ฟื้น แต่ช่วงนี้เองที่เริ่มคิดถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกันขึ้นมาใหม่
ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศก่อตั้งขึ้นในปี 2533 เพื่อหวังบูรณาการส่วนองค์กรและกลไกต่างๆ
ที่มีอยู่ แต่ก็ยังไม่ไปถึงไหนเพราะติดขัดปัญหาหลายเรื่อง ประเด็นที่สำคัญคือด้านกฎหมาย
ที่ไม่เอื้อต่อการร่วมทุน งบประมาณส่งเสริม ตลอดจนความคิดของผู้กำหนดนโยบายที่ยังเป็น
ในแบบย่อหน้าข้างบน

พึ่งไม่นานมานี้เองที่รัฐและกองทัพเริ่มขยับในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
คงตาสว่างเมื่อเห็นประเทศเพื่อนบ้าน อดีตอาณานิคมทั้งหลายที่สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
หลังเราหลายสิบปี แต่วันนี้เขาก้าวไปไกล มีพัฒนาร่วมทุนกับเอกชนทั้งในและนอกประเทศ
เลี้ยงตนเองได้ด้วยยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัย ส่งเสริมเศรษฐกิจของชาติ ทั้งยังส่งออก
ต่างประเทศได้อีก เช่น กรมอุตสาหกรรมของเวียดนามมีรัฐวิสาหกิจถึง 56 แห่งในสังกัด
หลายแห่งร่วมลงทุนต่างชาตินำรายได้เข้ารัฐและกองทัพในสัดส่วน 30/70 รายได้มหาศาลและ
เทคโนโลยีที่พัฒนาจนก้าวหน้าด้านสื่อสาร ต่อเรือ การบินและก่อสร้าง ทำให้ตอนนี้เวียดนาม
สามารถซ่อมสร้างเครื่องบินเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว

ของไทยยังต้องรอการออก พ.ร.บ.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งรอคอยมาเป็นสิบปี
ยังออกไม่ได้ เพราะติดขัดเรื่องกฎหมายหารายได้เข้ากองทัพ ก็หวังว่าคงจะผ่านเร็วๆ
เพื่อจะได้เดินหน้าร่วมทุนกับเอกชนอย่างเต็มที่เสียที คณะกรรมการนโยบายด้านนี้
จะได้ประชุมกำหนดนโยบายว่าเอาไงแน่ ส่วนฝ่ายกองทัพนั้นประกาศความพร้อม
ตั้งแต่ ธ.ค.52 แล้ว หากกองทัพจะเดินหน้าด้วยองค์กรเท่าที่มีปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น
ด้านวิทยาศาสตร์ แผนที่ พลาธิการ สื่อสาร ช่าง สรรพาวุธ เภสัช พลังงาน วัตถุระเบิด
ปิโตรเลียม และการสร้างอาวุธ ต้องได้รับการยกเครื่องอย่างจริงจัง ทุ่มเทงบประมาณลงมา
รักษางานวิจัยและบุคลากร นำงานวิจัยนั้นแปลงไปสู่ความจริง เช่น ประจำการปืนใหญ่และ
จรวดหลายลำกล้องที่ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธลพบุรีจัดสร้างให้มากกระบอก
กระสุนดินดำถูกบรรจุเข้าประจำกัดโดยมีสัดส่วนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับของที่จัดหา
ต่อรองเรื่องของวิจัยร่วมต่างชาติและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยุทโธปกรณ์อย่างเช่น
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งและอาวุธนำวิถีประจำเรือ หรือเครื่องบินฝึกต้องทยอยขึ้นประจำการ
อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

การร่วมมือแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเอกชนไม่เพียงแต่สามารถช่วยเหลือ เศรษฐกิจชาติได้
เช่น ตั้งแต่การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการคุ้มกันหรือลำเลียงบนเส้นทาง
ส่งกำลังบำรุง แต่ยังสามารถต่อยอดขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ให้ชาติเกรียงไกรได้ ไม่แน่ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าเราอาจไล่หลังจีน อินเดียหรืออิสราเอล
ประกอบเรือผิวน้ำ เครื่องบินขับไล่ ขีปนาวุธหรือรถถังระดับปานกลางได้เอง
และไต่กลับขึ้นมาเป็นประเทศแนวหน้าของเอเชียได้อีกครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sun Feb 21, 2010 8:03 pm

Unknown พิมพ์ว่า:

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-160.htm

==เรื่องจริงจากแดนใต้==

by Skyman » 05 Feb 2009 15:15
กระทู้นี้รวมรูปจากภาคใตเท่าที่ผมมีครับ และจะหามาเพิ่มเรื่อย ๆ ท่านใดมีรูปก็มาแชร์กันได้ครับ

ผมจะเริ่มขุดของเก่ามาใส่ก่อนนะครับผม ถ้าเอาของเก่ามาใส่เต็มเมื่อไหร่จะทะยอย ๆ เอาของใหม่มาลงครับ




Thai soldiers and police officers stand as pay their respects to
a colleague who was shot dead by militants during a funeral ceremony
at the airport in Narathiwat province, 03 August 2007.
Three Muslims have been shot dead by suspected militants in
separate attacks in Thailand's insurgency-torn south, police said.
AFP PHOTO/Madaree (Photo credit should read MADAREE TOHLALA/AFP/***** Images)


GT200 จาก BBC

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sun Feb 21, 2010 8:28 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-40.htm

att พิมพ์ว่า:

พบแล้วเจ้าของรถคาร์บอมสุไหงโก-ลก
พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (ผบ.พตท.) เปิดเผยว่า
เหตุที่เกิดในพื้นที่อำเภอสุไหง โกลกนั้น แรกเริ่มได้รับการแจ้งจากชาวบ้านแล้วว่า
มีรถต้องสงสัยได้เข้ามาจอดอยู่ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าไปทำการตรวจสอบชั้นต้น
โดยใช้เครื่องจีที 200 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อยู่ เครื่องไม่ชี้ ว่าเป็นสารระเบิด
แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประสานไปยังชุดทำลายวัตถุระเบิด
เข้าตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง แต่ชุดตรวจสอบวัตถุระเบิดไม่ได้เข้าไป จึงได้เกิดระเบิดขึ้นก่อน
ซึ่งขณะนี้กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ตรวจสอบอยู่ว่า เครื่องตรวจจีที 200
ทำไมไม่ทำงาน โดยเบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้
หรือ ของเครื่องมือ ซึ่งขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบอยู่

เครื่องจีที 200 ที่นำมาใช้ในพื้นที่เป็นเครื่องที่ทำงานขึ้นอยู่กับไฟฟ้าในตัวคน
ฉะนั้นมีโอกาสที่ว่าบางครั้งคนที่ใช้ร่างกายอ่อนแอ ฉะนั้นไฟฟ้าในร่างกายน้อยลง
ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้เครื่องน้อยลงซึ่งได้มีการสั่งการให้ทุกหน่วยจัดเจ้าหน้าที่
อย่างน้อย 2 คนประจำเครื่อง"

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=246636
http://www.indianexpress.com/news/remote-explosive-detection-system-demonstrat/456525/

http://electronick9.com/av_slides/php/gt200-case_event01.php

http://suppliers.jimtrade.com/141/140935/40916.htm

Product category : Detectors

The device is body worn, weighs a mere 450g and is triggered by static
generated by the user`s body, requiring no additional power source.

Furthermore, there is no known way to jam the device.

http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=9685

16:02 น. วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นราธิวาส-คาร์บอมบ์พ่นพิษนราฯกลายเป็นเมืองร้าง



เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาหลายอำเภอใน จ.นราธิวาส กลายเป็นเมืองร้าง
ชาวบ้านและผู้ประกอบการผวาปิดกิจการขณะที่นักท่องเที่ยวเมินหาความสำราญ
กองกำลังต้องตรึงพื้นที่ทุกซอกมุมตรวจเข้มหวั่นโจรใต้วางระเบิดซ้ำ

หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามอาก้ายิงถล่มใส่ร้านอาหาร 3 จุด
และก่อนหลบหนีได้ใช้ระเบิดขว้างใส่ซ้ำ จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชาวบ้าน
และเด็กเสียชีวิต 3 คน ได้รับบาดเจ็บ 13 คนและยังได้เกิดคาร์บอมบ์หน้าร้านขายเครื่องสำอาง
ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรมเมอลิน ห่างจาก สภ.สุไหงโก-ลก ประมาณ 100 เมตร
ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 26 คน เมื่อเวลา 14 .00 น.วันที่ 6 ต.ค. 52

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000022134

รู้จัก “แจกแจงทวินาม” ทำความเข้าใจผลทดสอบ จีที 200

16 กุมภาพันธ์ 2553 14:01 น.






หลังการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาระเบิด จีที 200 ผ่านพ้นไป และพบแล้วว่า
เครื่องดังกล่าวไม่ต่างจากการ "เดาสุ่ม" ซึ่งจากจำนวนการค้นพบ 4 ใน 20 ครั้ง
แม้จะแทบไม่ต้องตีความใดๆ เพิ่มเติม แต่เพื่อการเรียนรู้ เรามีหลักคิดในตีความมานำเสนอ


ก่อนหน้านี้ระหว่างที่รายละเอียดการทดสอบยังไม่เปิดเผยกับสาธารณชนว่า ที่สุดแล้ว
เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด จีที 200 (GT200) นั้นมีประสิทธิภาพพอที่จะรักษาชีวิตผู้ปฏิบัติงาน
และประชาชนผู้เสียภาษีจากระเบิดของผู้ไม่หวังได้หรือไม่นั้น ทางเว็บไซต์ www.GT200.org
ที่รวบรวมข้อมูลและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับจีที 200 ได้นำเรื่อง “แจกแจงทวินาม”
ซึ่งหลักการทางสถิติมาอธิบายความเป็นไปได้ของผลการทดสอบเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดที่น่าพิศวงนี้

ทางเว็บมาสเตอร์ของ GT200.org เขียนเปรียบเทียบว่า หากเราเดาสุ่มข้อสอบ 20 ข้อ ที่มีตัวเลือก 4 ตัว
ซึ่งมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงตัวเดียวนั้น จะมีผลลัพธ์จากการเดาสุ่มดังกล่าวทั้งหมด 21 รูปแบบ
ซึ่งโอกาสที่จะเดาข้อสอบถูกต้องเป็นจำนวนข้อต่างๆ นั้น สามารถแจกแจงได้ดังตาราง


ตารางแจกแจงทวินามแสดงความน่าจะเป็นของการเลือกคำตอบที่ถูกต้องจาก 4 ตัวเลือก 21 รูปแบบ (GT200.org)

ข้อมูลที่เห็นในตารางข้างต้นนั้น เป็นการแจกแจงทวินาม (binomial distribution) ที่แสดงให้เห็น
ความน่าจะเป็นของโอกาสในการเดาข้อสอบถูกต้องในรูปแบบต่างๆ และ “ความน่าจะเป็นสะสม”
ซึ่งข้อมูลจากตารางสามารถบอกถึงความน่าจะเป็นในเงื่อนไขที่เราสนใจได้

เรียงลำดับผลลัพธ์ตามความน่าจะเป็น 5 อันดับแรกจะได้ว่า

ตอบถูก 5 ข้อน่าจะพบได้มากที่สุด (20.2%)

รองลงมาเป็น 4 ข้อ (19.0%)

ตอบถูก 6 ข้อ (16.9%)

ตอบถูก 3 ข้อ (13.4%)

และตอบถูก 7 ข้อ (11.2%)

"นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกสองอย่างคือค่าเฉลี่ย (mean) หรือ ค่าคาดหมาย (expected value)
ของการทำแบบทดสอบนี้มีค่าเท่ากับ 5 ข้อ และฐานนิยม (mode) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ปรากฎซ้ำมากที่สุด
ก็มีค่าเท่ากับ 5 ข้อเช่นกัน” ข้อความจากเว็บมาสเตอร์ GT200.org ซึ่งหมายความว่า
ถ้าเฉลี่ยจำนวนข้อที่ตอบถูกมากที่สุด จากการทดสอบทั้งหมดจะได้ 5 ข้อ

สำหรับจีที 200 ตารางแจกแจงทวินามข้างต้น ยังช่วยตอบคำถามได้ด้วยว่า การทดสอบ
ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด ต้องให้คำตอบถูกกี่ครั้งจึงจะใช้ได้
โดยมีสมมติฐานเป็น 2 ข้อคือ

1. สมมติฐานหลัก
(null hypothesis) คือการทำงานของเครื่องเป็นไปแบบสุ่ม
มีความน่าจะเป็นในการค้นหาถูกต้อง 1 ใน 4 หรือ 25%


และ 2. สมมติฐานแย้ง (alternative hypothesis) คือ จีที 200 ทำงานได้ดีกว่าแบบสุ่ม
หรือถูกต้องมากกว่า 25%


ทั้งนี้ ข้อมูลจาก gt200.org ได้เน้นไปที่การพิจารณาความผิดพลาด เมื่อ จีที 200 ทำงานแบบสุ่ม
แต่ทดสอบสมมติฐานได้ว่า เครื่องทำงานดีกว่าการสุ่ม

จากการค้นหา 20 ครั้ง มีโอกาสหาเจอไม่น้อยกว่า 5 ครั้งเป็น 61.7%
แต่โอกาสหาเจอมากกว่า 5 ครั้งเท่ากับ 100%-61.7% = 38.3%
ดังนั้น จึงมีความผิดพลาดสูงถึง 38.3%


หากเครื่องหาเจอมากกว่า 7 ครั้ง มีความผิดพลาด 10.2% หาเจอ มากกว่า 8 ครั้ง มีความผิดพลาด 4.1%

และแม้จะหาเจอทั้ง 20 ครั้ง ก็ยังมีความผิดพลาดอยู่ 0.000 000 000 91%

ทั้งนี้ ในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ยอมรับความผิดพลาดประเภทนี้ได้สูงสุด 5% เป็นต้น

สำหรับเรื่อง “การแจกแจงทวินาม” นั้น ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์
ได้ขอความรู้เพิ่มเติมไปยัง ผศ.ดร.กิตติกร นาคประสิทธิ์ อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งกรุณาเฉลยปัญหาเรื่องความน่าจะเป็นไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ความรู้เกี่ยวกับการแจกแจงทวินามนั้น คือ การแจกแจงเหตุการณ์
ที่มีความเป็นไปได้ 2 เหตุการณ์ เช่น ผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ใช่

โดยมีตัวอย่างในการประยุกต์ใช้เช่นการโยนเหรียญ หัว-ห้อย หรือการทายอะไรบางอย่าง
ว่าถูกหรือผิด แต่โอกาสของ 2 เหตุการณ์นั้นไม่จำเป็นต้องมีโอกาสเป็น 50:50 เท่ากันก็ได้

การแจกแจงทวินามเป็นการดูเหตุการณ์ต่างๆ หลายครั้งว่ามีการแจกแจงอย่างไรบ้าง
เช่น การโยนเหรียญที่ออกหัว-ก้อย แล้วเราสนใจว่าการโยนเหรียญ 10 ครั้งจะมีความเป็นไปได้
อย่างไรบ้าง หรือสนใจว่าความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญแล้วออกหัว 7 ครั้ง ออกก้อย 3 ครั้ง
มีความน่าจะเป็นเท่าไหร่ เป็นต้น” ผศ.ดร.กิตติกรอธิบาย

สำหรับโจทย์จาก “หนูไซน์” ขอท้าหาความน่าจะเป็น ช่วยกันค้นช็อกโกแลตวาเลนไทน์
ซึ่งให้หาความน่าจะเป็นต่างๆ จากการสุ่มกล่องช็อคโกแลตของเพื่อนหนูไซน์ 10 คนนั้น
เป็นตัวอย่างหนึ่งของการแจกแจงทวินามอย่างหนึ่ง เพราะมี 2 เหตุการณ์คือ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
โอกาสที่จะตอบว่าใช่หรือไม่ไช่นั้นเป็น 0.25 และ 0.75
ซึ่งความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ทั้งหมดต้องรวมกันเป็น 1

ส่วนวิธีการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาระเบิดจีที 200 นั้น มีเรื่องการแจกแจงทวินามเข้าไป
เกี่ยวข้องเช่นกัน เนื่องจากมีการทดลองให้หาว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ซึ่งการทดลอง
โดยใช้กล่อง 4 กล่องโดยมี 1 กล่องที่บรรจุวัตถุที่ต้องการหาไว้


ดังนั้น หากการทดลองเป็นการสุ่มทั้งหมด ก็มีอัตราถูกและไม่ถูกเป็น 25:75
แต่หากเครื่องที่ใช้ทดสอบมีประสิทธิภาพในการทำงานอยู่บ้าง
อัตราถูกก็จะไม่เป็นตัวเลขนี้


ถ้าบอกว่าเครื่องแม่นยำ 80% ก็ยังมีการสุ่มอยู่บ้าง แต่อัตราสุ่มว่าใช่หรือไม่ใช่นั้น
ไม่เป็น 25:75 เหมือนการสุ่มทั้งหมด ซึ่งในการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่อง
ต้องดูว่าเครื่องควรจะทำงานถูกต้องกี่ครั้งจากการทดลองกี่ครั้ง เช่น
ในการทดลอง 10 ครั้ง อาจต้องถูกต้อง 7-10 ครั้ง เป็นต้น"

"ดังนั้นการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องจีที 200 จึงเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องมีการทดสอบ
ที่จำกัดข้อเบี่ยงเบนทั้งหมด โดยผู้ทดสอบควรมีความรอบคอบและเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทดลอง
ยอมรับผลที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่มีอคติใดเจือปน” ผศ.ดร.กิตติกรให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม จากตารางแจกแจงทวินามได้แสดงให้ว่า แม้ผลที่การทดสอบประสิทธิภาพ
เครื่องตรวจหาระเบิดจีที 200 จะค้นหาสารระเบิดได้ทั้ง 20 ครั้ง อาจไม่หมายความว่า
เครื่องทำงานได้จริง
เพราะโอกาสแห่งการเดาสุ่มยังมีอยู่ แม้เป็นเพียง 0.000 000 000 91% ก็ตาม

อีกทั้งบทบรรณาธิการของเว็บไซต์ GT200.org ข้อหนึ่งซึ่งแสดงจุดยืนของคณะทำงานว่า
“การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต้องทำซ้ำได้และมีหลักการรองรับ” พร้อมทั้งเชื่อเช่นเดียวกับ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ว่า “การทดลองกี่ครั้งก็ตาม ไม่อาจพิสูจน์ว่าทฤษฎีถูกต้อง
แต่การทดลองเพียงครั้งเดียวอาจพิสูจน์ว่าทฤษฎีผิดได้" ซึ่งผลที่อาจจะออกมาว่าเครื่องตรวจหา
วัตถุระเบิดใช้งานได้นั้น ยังไม่ใช้ข้อยุติ และอาจจัดการทดลองซ้ำได้

นอกจากนี้แม้ข้อมูลจากต่างประเทศทั้ง “การผ่าเครื่อง” หาหลักการทำงานทางอิเล็กทรอนิกส์
และการออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการของประเทศต้นกำเนิดเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดปริศนานี้
ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า “ยุทโธปกรณ์” นี้มีประสิทธิภาพเพียงใด หากแต่การเดินหน้าทดสอบ
ประสิทธิภาพของเราเองนั้น ได้ช่วยเปิดมุมมองให้คนไทยได้เรียนรู้หลักการทางวิทยาศาสตร์หลายๆ เรื่อง

อย่างน้อย “จีที200” ได้ช่วยระเบิดกำแพงแห่งความรู้ให้คนไทยได้รู้จัก
ทั้งหลักการทางวิทยาศาสตร์ของเครื่องมือวัดและหลักการทางสถิติที่ใช้ประเมิน
ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องมือวัดว่าทำงานได้จริงหรือแค่ใช้โอกาส
จากการเดาสุ่มและที่สำคัญต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์กลุ่มเล็กๆ
ที่ติดตามและตีแผ่เรื่องนี้โดยไม่เกรงต่ออำนาจใดๆ.

นายกฯ สั่งระงับใช้ GT200 ผลทดสอบตรวจระเบิดได้ 4 จาก 20 ครั้ง



งานเข้า GT 200

ส่วนตัวคิดว่า ในตอนแรกก่อนทดสอบนั้นไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นเช่นไร
แต่ที่แน่ๆผลกระทบมันจะออกมาในด้านลบ มากกว่าด้านบวก
เป็นเรื่องตลก ที่ผู้ปฏิบัติจริงเอาชีวิตเข้าเสี่ยงจริงกลับเชื่อมั่น
แต่ผู้ที่อยู่ห่างไกลเป็นพันๆกิโล กลับพยายามอวดรอยหยักในสมองของตนเอง
โดยหารู้ไม่ว่าผลกระทบนั้นมันส่งผลมากกว่า "ใช้ได้จริง" หรือ "ใช้ไม่ได้จริง"
ส่วนตัวเองแล้วในพื้นที่เคยได้ทั้ง "คน" และ "ของ" ด้วยเครื่องมือดังกล่าวหลายครั้ง
และ"ของ"ที่ได้ดังกล่าว ได้ในลักษณะพร้อมใช้ คือ หมายถึง หากไม่เจอ "ของ"นั้น
จะทำงานภายในวันที่เจอนั้นแหละ นั่นหมายถึง "ชีวิต" ของเจ้าหน้าที่กี่ชีวิต
ที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้เครื่องมือดังกล่าวและหวังผลจากเครื่องมือดังกล่าว
เพียงอย่างเดียว มันมี "เหตุผล"และ"หลักฐาน" ด้านอื่น นำเข้ามาประกอบด้วย
โดยเครื่องมือดังกล่าวมีหน้าที่ "บีบ" พื้นที่ให้แคบลง ส่วน"คน" นั้น
หากไม่มีหลักฐานอื่นเข้ามาประกอบแล้ว ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ปรักปรำ
ด้วยเหตุผลเครื่องมือดังกล่าวเพียงอย่างเดียว

และเหตุผลที่สำคัญยิ่งคือ "จิตวิทยา" คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มนะครับ


ส่วนตัวเชื่อว่า มันช้าเกินไป ที่เพิ่งจะมาเรียกร้องการพิสูจน์
ไม่ได้เถียงเรื่องหลักวิทยาศาสตร์ แต่ในการทำงานแบบ "ชิงไหวชิงพริบ" นั้น
มันใช้มากกว่า วิทยาศาสตร์

ยอมรับในผลการพิสูจน์ และเป็นห่วงผลที่จะตามมาในพื้นที่เสี่ยงจริง
ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันหลังจากนี้ ผมขอพูดแรงๆอีกสักครั้งว่า
"อยากเห็นผู้ที่พยายามทำเพื่อประเทศชาติ"ในครั้งนี้ ได้โปรดชี้ทางสว่าง
ด้วยการนำ "เครื่องมือ" ที่ท่านเหล่านั้นเชื่อว่ามันทำงานได้ผลจริงมากกว่านี้
มาดำเนินการทดสอบในพื้นที่จริง เพื่อแสดงศักยภาพของเครืองมือนั้น
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นข้อพิจารณาในการจัดหาต่อไป
ปกติแล้ว ผมคนหนึ่งละที่หาก การจัดซื้อจัดหาอะไรก็ตามถ้ามันไม่เหมาะสม
หรือไม่สามารถใช้งานได้จริงๆ ผมก็โต้แย้งในทางความคิด
และเช่นกันถ้ามันสามารถใช้งานได้จริงและมีประโยชน์ในทางปฏิบัติจริงละก็ผม
สนับสนุนและชื่นชม

ปล. ถ้าท่านโรนินเห็นว่ามันแรงไปก็ลบก็ได้นะครับ
จริงๆอยากพูดมานานแล้วแต่รอให้ "ผลพิสูจน์"ออกมาก่อน
และตั้งใจไว้แล้วว่าถึงมันจะออกมายังไง ส่วนตัวแล้วก็จะพูดแบบนี้



โดยคุณ : FW190
วันที่ : 2010-02-16 02:27:02
http://www.thaifighterclub.org/webboard.php?action=detailQuestion&questionid=10229&topic=%A7%D2%B9%E0%A2%E9%D2%20GT%20200&PHPSESSID=a40d755f21e22cbd95903d9011326d6a

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

งานรัฐวิสาหกิจ

ตั้งหัวข้อ  teckth on Mon Feb 22, 2010 1:31 am

ข้อมูลงานรัฐวิสาหกิจ ที่นี่ งานรัฐวิสาหกิจ.net
รวมข้อมูลงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2553 update ทุกวัน

สุดยอด GT200 เพิ่งรู้ ว่า การ์ดจอ ATI ตรวจระเบิดได้ด้วย อิอิ

teckth

จำนวนข้อความ : 1
Registration date : 22/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Mon Jul 12, 2010 5:09 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278901638&grpid=01&catid=

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:25:34 น.
มติชนออนไลน์



เจาะ"ซื้อ"กริพเพน เทียบ"ไทย-โรมาเนีย" เงินหลวงสูญ"1.4หมื่นล."?

กองทัพอากาศพยายามจัดซื้อเครื่องบินรบเพื่อทดแทนฝูงบิน เอฟ 5 อี/เอฟ มานานหลายปี
และมีรัฐบาลหลายประเทศเสนอขาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, รัสเซีย ฯลฯ
แต่ในที่สุดกองทัพอากาศตัดสินใจเลือกยาส 39 ซี/ดี กริพเพน (JAS-39C/D Grippen)
เครื่องบินรบของสวีเดน จากนั้นผลักดันเสนอผ่านรัฐบาลหลายชุดแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนกันยายน 2549
คณะมนตรีความมั่นแห่งชาติแต่งตั้งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ โครงการจัดซื้อ
เครื่องบินกริพเพน ได้นำกลับมาปัดฝุ่นอีกรอบและรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ไฟเขียวซื้อ "กริพเพน"

งบประมาณการจัดซื้อฝูงบิน "กริพเพน" 12 ลำ จำนวน 39,000 ล้านบาท แบ่งซื้อเป็น 2 ระลอก
ระลอกแรก 6 ลำ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์จัดซื้อ และระลอกสองอีก 6 ลำ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เพิ่งอนุมัติไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553

ความจริงแล้วการจัดซื้อ เครื่องบินกริพเพนดังกล่าว มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เริ่มแรก
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาการจัดซื้อเลือก เอฟ/เอ-18 ซีดีของสหรัฐอเมริกาและ "กริพเพน"
ไม่ผ่านการคัดเลือก

อย่างไรก็ตาม หลังมีการอนุมัติจัดซื้อ "กริพเพน" เกิดข้อสงสัยอีกหลายประการ
โดยล่าสุดเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของสวีเดนที่มีให้แก่รัฐบาลประเทศ โรมาเนีย
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์เนชั่นแนล วีคลี่ย์ ของประเทศสวีเดน รายงานเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2553 ระบุว่า
รัฐบาลเสนอขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนจำนวน 24 ลำ ให้กับรัฐบาลโรมาเนีย โดยลดราคา
เหลือแค่ 1,000 ล้านยูโร (ประมาณ 40,000 ล้านบาท) ลงมาเท่ากับเครื่องบินเอฟ 16 มือสองของสหรัฐ

การลดราคา "กริพเพน" มีขึ้น หลังจากสภาสูง (Supreme Council)ของโรมาเนีย ตัดสินใจเลือกซื้อ
เอฟ 16 มือสองในราคา 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 40,000 ล้านบาท)

ข้อเสนอดังกล่าวของรัฐบาลสวีเดน รวมถึงการจัดฝึก การสนับสนุน การส่งกำลังบำรุง และโครงการ
ที่เรียกว่า 100% Offset Programe ระยะเวลาการชำระหนี้ดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลา 15 ปี

รัฐบาลสวีเดนลดราคาขาย "กริพเพน" ให้โรมาเนีย ทำให้เกิดขึ้นสงสัยอย่างน้อย 4 ประการ

1. อันดับแรกคือ ราคา ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ราคาของโครงการที่รัฐบาลไทยจัดหา
โดยจัดหาก่อนรัฐบาลโรมาเนียถึง 3 ปี มีราคาแพงกว่าเกือบเท่าตัว

กล่าวคือ รัฐบาลไทยใช้งบประมาณจัดซื้อ "กริพเพน" 12 ลำ ในราคา
ทั้งสิ้น 34,400 ล้านบาท ได้เครื่องบิน 12 ลำ แต่ทางรัฐบาลโรมาเนีย
ใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท ได้ถึง 24 ลำ โดยเฉลี่ยราคาแพงกว่า
เครื่องละ 1,200 ล้านบาท ราคาต่างกันถึง 14,000 ล้านบาท


2.การจัดหาของกองทัพอากาศโรมาเนีย เป็นการจัดหาแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือจีทูจี
รัฐบาลสวีเดนเสนอสร้างงานในโรมาเนียถึง 10,000 ตำแหน่ง
รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย

ส่วนของกองทัพอากาศไทยเป็นการจัดหาแบบใช้เงินสด ไม่มีโครงการช่วยเหลือที่เรียกว่า
Offset Program อีกทั้งต้องวางเงินล่วงหน้า 15% จ่ายเงินหมดเมื่อได้รับเครื่องบิน

ข้อสำคัญคือ ยังมีราคาแพงกว่ามาก ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องบินรุ่นเดียวกัน

3. การจัดหาของกองทัพอากาศไทยไม่คัดเลือกโปร่งใสและไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ในกรณีจัดหาทำสัญญารัฐต่อรัฐและผูกพันงบประมาณ
เป็นเงินจำนวนมาก มีผลกระทบเป็นนัยสำคัญไม่เหมือนกับกองทัพอากาศโรมาเนีย
ที่มีขั้นตอนผ่านสภาและมีการทักท้วง




















4.การจัดหาทำให้งบประมาณจำนวนมากจะต้องหมดไปกับการเตรียมรับและการจัดหา "กริพเพน"
ทำให้ปัจจุบันความพร้อมรบของเครื่องบินเอฟ 16 เอ/บี ลดลงไปมาก เหลือเพียงไม่ถึง 50%
โดยเฉลี่ยและในอนาคตเมื่อได้รับเครื่องบินกริพเพนมาจะต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก
ในการจัดส่งกำลังบำรุง และจัดหาอาวุธอุปกรณ์ต่างๆ จากประเทศสวีเดนและประเทศในกลุ่ม
สหภาพยุโรปหรืออียูเป็นจำนวนมาก เนื่องจากอาวุธนำวิถีที่กองทัพอากาศไทยมีอยู่มีส่วนน้อยเท่านั้น
ที่สามารถใช้กับกริพเพนได้ และในการจัดหา กริพเพนไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ในการใช้อาวุธดังกล่าวมาด้วย
เช่น แท่นล็อคเป้าหมาย (Targeting Pod), อาวุธนำวิถีระยะปานกลางอากาศสู่อากาศ, ระเบิด สมาร์ตบอมบ์
แม้แต่ลูกกระสุนปืนจะต้องจัดหาใหม่เป็นจำนวนมากในราคาแพง และจะทำให้งบประมาณประจำปีของ
กองทัพอากาศที่มีจำกัดอยู่แล้ว ถูกเจียดจ่ายไปใช้ในการดังกล่าว งบประมาณที่ใช้ในการซ่อมบำรุง
และคงสภาพเดิมของบริษัทเครื่องอื่นๆ จะน้อยลง ความพร้อมรบของอากาศยานจะน้อยลงเช่นกัน
ขีดความสามารถของกำลังทางอากาศจะ ถูกลดทวนลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เป็นสาเหตุมากจาก
การที่มีการผลักดันให้จัดหากริพเพนนั่นเอง

5.นอกจากนี้การใช้มี Erie Eye ในอนาคตจะต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์สื่อสารภาคพื้นดิน, ภาคอากาศ
ของกริพเพนที่จะมาใช้ร่วม เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ส่วนใหญ่ดังกล่าว
ของกองทัพอากาศไทยเป็นมาตรฐานของกองทัพอากาศสหรัฐ
และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต

ที่มีอยู่ในระบบส่งกำลังบำรุงทั่วโลกจะต้องจัดหาใหม่จากประเทศสวีเดน

บริษัท ซาบ (SAAB )ผู้ผลิต "กริพเพน"จะต้องผูกขาดการจัดหายุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ของ
กองทัพอากาศไทยในอนาคต โดยผ่านบริษัทตัวแทนที่ในประเทศไทยและจะทำให้
กองทัพอากาศไทยไม่สามารถใช้งานร่วมกับมิตรประเทศข้างเคียงได้
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย ที่ฝึกร่วมกันเป็นประจำ


สหรัฐกับนาโต ก็มาตรฐานเดียวกัน

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์

ผู้บัญชาการทหารอากาศ


"...การจัดหาเครื่องบินกริพเพนเฟสสองอีก 6 ลำนั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการ
จัดซื้อไปแล้ว เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 ให้กองทัพอากาศจัดซื้อกริพเพนอีกจำนวน 6 ลำ
โดยใช้เงินงบประมาณ 16,266 ล้านบาท ครม.อนุมัติหลักการแล้วขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่าง
การพิจารณาของคณะกรรมการธิการงบประมาณของรัฐสภา เพื่ออนุมัติกรอบวงเงินท
กองทัพอากาศเสนอ โดยเป็นการจัดสรรเกลี่ยนวงเงินงบประมาณรายจ่ายในส่วนของ
กองทัพอากาศเอง รวมทั้งสิ้น 5 ปีตั้งแต่งบประมาณรายจ่ายปี 2554-2558 หากรัฐสภาอนุมัติ
ต้องเสนอเข้า ครม.เพื่ออนุมัติงบประมาณจัดซื้ออีกครั้งตามระเบียบ

กองทัพอากาศมีความต้องการมีเครื่องบินกริพเพนให้ครบ 1 ฝูงบิน เดิมในการจัดซื้อเครื่องบินรบ
เราจะจัดซื้อจำนวน 18 ลำ แต่ครั้งนี้เนื่องจากเงินงบประมาณน้อย กองทัพอากาศเข้าใจดี
ปรับลดลงมาเหลือเพียง 12 ลำ

แต่งบประมาณปี 2551 ไม่เพียงพอ จึงจัดทำเป็น 2 งวด งวดละ 6 เครื่อง
ตอนนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมไปแล้ว 2 ปี จะมีเครื่องบิน

กริพเพนครบฝูงบิน เราต้องการกำลังรบอย่างน้อย 12 ลำ เพราะในหลักสากลของการจัดกำลัง
ต้องมีเครื่องบินพร้อมทำการขั้นต่ำ 70 เปอร์เซ็นต์ คือ อย่างน้อยต้องมี 8 ลำ และอีก 4 ลำ
มีไว้ฝึกและซ่อมบำรุง

อย่าลืมว่าเราต้องมีเครื่องบินรบที่มีศักยภาพทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีทรัพยากรทางทะเล
และผืนดินที่ต้องดูแล โดยเฉพาะในพื้นที่ทางใต้นี้มีเพียงฝูงบินเดียวนี้ที่ทำหน้าที่รักษาอธิปไตย

ดังนั้น การมีฝูงบินนี้จึงถือว่ามีความจำเป็น และเราต้องการสร้างให้
กองทัพอากาศของไทยให้เป็น กองทัพอากาศที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้
ถือเป็นความฝันที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้


โดยภาพรวมของกองทัพอากาศต้องการมีกำลังรบทั้งสิ้น 5 ฝูงบิน ปัจจุบันมีฝูงบิน 19 ฝูง
แต่ตั้งเป้าไว้ 21 ฝูง เป็นฝูงบินรบ 5 ฝูง คือ เครื่องบินเอฟ 16 จำนวน 3 ฝูงบิน เครื่องบินเอฟ 5
จำนวน 2 ฝูงบินที่ จ.สุราษฎ์ธานี และ จ.อุบลราชธานี

ฝูงบินเอฟ 5 ที่กองบิน 7 จ.สุราษฎ์ธานีนี้ กำลังจะปลดประจำการ เพราะมีอายุการใช้งานมานาน
เกินที่จะปรับปรุงหรืออัพเกรดแล้ว เพราะฝูงบินเอฟ 5 ที่ จ.อุบลราชธานี คงมีอายุการทำงาน
ไม่แตกต่างกันมากนักไม่นานคงต้องปลดประจำการ

หากถามว่ากองทัพอากาศมีความต้องการเพิ่มอีกฝูงบินหรือไม่ เรามีความต้องการ
แต่เเข้าใจตามสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ด้วย..."

พลิกปูมจัดซื้อ"กริพเพน"รัฐบาล"สุรยุทธ์"อนุมัติ

กองทัพอากาศไทยเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่ 18 หรือ
เอฟ-5B/E มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 โดยมีเครื่องบินที่เข้าร่วมแข่งขันคือ Su-30MKIT จากรัสเซีย,
F-16C/D Block 50/21 จากสหรัฐ และ JAS 39C/D Gripen จากสวีเดน

ต่อมาในวันที่ 8 มกราคม 2551 คณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติให้
กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบิน JAS 39C/D Gripen หรือเรียกสั้นว่ากริพเพน ทดแทน
เครื่องบินขับไล่ แบบ 18 ก/ข ฝูงบิน 701กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้ทยอยปลดประจำการ
และครบกำหนดจะปลดประจำการทั้งหมดในปี 2554 โดยมีมติให้กองทัพอากาศก่อหนี้ผูกพัน
ข้ามปีงบประมาณระหว่างปี 2551-2555 จัดซื้อเครื่องบินกริพเพน ระยะที่ 1 จำนวน 6 เครื่อง
พร้อมอะไหล่ อุปกรณ์ การฝึกอบรม การปรับปรุงอาคารสถานที่ และการบริหารโครงการ
วงเงิน 19,000 ล้านบาท ด้วยวิธีการจัดซื้อแบบรัฐบาล

รัฐบาล โดยใช้งบประมาณของกองทัพอากาศที่ได้รับการจัดสรรประจำปีตามปกติและมอบอำนาจ
ให้ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นผู้แทนรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยลงนามในข้อตกลงการซื้อขาย
ตลอดจนให้กองทัพอากาศรับข้อเสนอพิเศษจากรัฐบาลสวีเดนตามที่กำหนดไว้ในร่างข้อตกลง
การซื้อขาย ทั้งนี้ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์
เสนาธิการทหารอากาศ เป็นผู้เข้าชี้แจงคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมาให้กองทัพอากาศ
ดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ทดแทนเครื่อง บินขับไล่แบบ 18 ก/ข (F-5 B/E)
ตามที่ทราบแล้วนั้น

กองทัพอากาศได้ แต่งตั้งคณะกรรมการการจัดซื้อขึ้นโดยมี พล.อ.อ.ไพศาล สีตะบุตร
รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน เพื่อจัดทำร่างสัญญาเจรจาต่อรองการจัดซื้อ
เครื่องบินกริพเพนกับผู้แทนรัฐบาล สวีเดน โดยฝ่ายสวีเดนได้แต่งตั้งคณะทำงานจาก
หน่วยงาน FMV หรือ Swedish Defense Material Administration (FMV เป็นหน่วยงานขึ้นตรง
ของกระทรวงกลาโหมสวีเดน มีหน้าที่ในการจัดเตรียมยุทธภัณฑ์ให้กับกองทัพสวีเดน

รวมทั้งการส่งออกยุทธภัณฑ์แก่มิตรประเทศ) เป็นผู้แทนรัฐบาลสวีเดนได้ดำเนินการเจรจา
และจัดทำร่างข้อตกลงการซื้อขายเรียบร้อยแล้ว สำหรับเอกสารข้อตกลงการซื้อขาย
ครอบคลุมข้อสัญญาและเงื่อนไขเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบเครื่องบิน, การฝึกอบรมนักบิน
และเจ้าหน้าที่, การส่งกำลังบำรุง และงวดการชำระเงิน ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้รับความร่วมมือ
จากสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ
ร่วมเป็นที่ปรึกษาให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการจัดซื้อ เพื่อให้การดำเนินการถูกต้อง
ตามระเบียบรัดกุม และ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สำหรับร่างข้อตกลงการซื้อขาย แบ่งเป็น 2 ส่วน

- ส่วนที่ 1 ข้อเสนอหลัก และการปรับปรุงอาคารสถานที่และการบริหารโครงการ

ประกอบด้วยเครื่องบินกริพเพนจำนวน 6 เครื่อง เป็นเครื่องบินที่นั่งเดี่ยวจำนวน 2 เครื่อง
และที่นั่งคู่จำนวน 4 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์และระบบสนับสนุน การส่งกำลังบำรุง การฝึกอบรม
การบริหารโครงการในส่วนที่สวีเดนรับผิดชอบ อุปกรณ์อื่นและการบริการ รวมเป็นเงิน 18,284 ล้านบาท

ด้านการปรับปรุงอาคารสถานที่ และการบริหารโครงการประกอบด้วย การปรับปรุงอาคารสถานที่
และระบบโครงสร้างพื้นฐาน ณ กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี การเดินทางไปฝึกอบรมตามโครงการ
และการบริหารโครงการ ในส่วนที่กองทัพอากาศรับผิดชอบ รวมเป็นเงิน 716 ล้านบาท
รวมงบประมาณการจัดซื้อเป็นเงินทั้งสิ้น 19,000 ล้านบาท ตามกรอบวงเงินงบประมาณ
ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550

- ส่วนที่ 2 เป็นข้อเสนอพิเศษจากรัฐบาลสวีเดน โดยกองทัพอากาศจะได้รับมอบเครื่องบิน Saab 340
สำหรับการฝึกจำนวน 1 เครื่อง และเครื่องบิน Saab 340 ติดตั้งเรดาร์แจ้งเตือนในอากาศ
แบบ Erieye จำนวน 1 เครื่อง

พร้อมกันนี้จะได้รับการตอบแทนในลักษณะความร่วมมือทวิภาคี ประกอบด้วย

- การถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศและกองทัพไทยในสาขาต่างๆ
ที่ฝ่ายไทยต้องการ

- ทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทจำนวน 92 ทุน ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสวีเดน ได้แก่
Royal Institute of Technology Stockholm, Chalmers Technical University in Gothenburg
และ Linkping University ระหว่างปี 2552-2554 และ

- ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ในด้านวิชาการ การลงทุน การผลิตสินค้า และการบริการ
ที่จะกำหนดรายละเอียดหลังจากลงนาม ในข้อตกลงการซื้อขายต่อไป

แผนการดำเนินงานโครงการที่สำคัญ ได้แก่

- การผลิตและส่งมอบเครื่องบินขับไล่กริพเพนใช้ระยะเวลา 36 เดือน หลังจากลงนาม
ในหนังสือข้อตกลงการซื้อขาย

- การฝึกอบรม การส่งมอบอะไหล่และอุปกรณ์ รวมทั้งการเตรียมรับนั้นต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ
ก่อนการส่งมอบเครื่องบิน โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรมในประเทศสวีเดน
เริ่มดำเนินการในปี2551 และการส่งมอบอะไหล่และอุปกรณ์เริ่มดำเนินการในปี 2553

- การส่งมอบเครื่องบิน ซาบ 340 ทั้ง 2 เครื่อง ดำเนินการได้ในปลายปี 2553

- การส่งมอบเครื่องบินกริพเพน ทั้ง 6 เครื่อง จะดำเนินการได้ภายในต้นปี 2554 โดยจะส่งมอบ
เครื่องบิน 3 เครื่องแรกในเดือนมกราคม 2554 และอีก 3 เครื่องในเดือนมีนาคม 2554 เพื่อฝึกเพิ่มเติม
ให้หน่วยบิน มีความพร้อมปฏิบัติการได้ภายในเดือนกันยายน 2554 สอดคล้องกับแผนการ
ปลดประจำการของเครื่องบินขับไล่แบบ F-5 ที่สุราษฎร์ธานี

หน้า 2 ,มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2553

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลงานกองทัพ ปี 2552

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Mon Jul 19, 2010 11:31 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1279450860&grpid=01&catid=

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 23:59:09 น.
มติชนออนไลน์



รัฐบาลสวีเดนชี้แจง "มติชน" ยืนยันขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน
ให้ไทยในราคาไม่สูงกว่าลูกค้ารายอื่น


รัฐบาลสวีเดนชี้แจง "มติชน" ยืนยันขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทยในราคาไม่สูงกว่า
ลูกค้ารายอื่น ชี้อย่านำราคาเสนอให้โรมาเนียมาเทียบ โยนคำถามซาบ 340 อีรี่อาย
มือสองให้กองทัพอากาศไทยอ

ตัวแทนรัฐบาลสวีเดนทำหนังสือจากกรุงสตอกโฮล์มชี้แจงมายังหนังสือพิมพ์มติชนยืนยันว่า
โครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ยาส 39 ซี/ดี กริพเพน ( JAS 39C/D Gripen) ของบริษัท ซาบ
แห่งประเทศสวีเดน มูลค่า 34,000ล้านบาท รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อนุมัติซื้อล็อตแรก
จำนวน 6 ลำ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นชอบให้ซื้ออีก 6 ลำ นั้น รัฐบาลสวีเดน
ขายให้แก่รัฐบาลไทยในราคาที่ไม่ได้แพงกว่าขายให้กับประเทศอื่นๆ

ก่อนหน้านี้มีข่าวระบุรัฐบาลสวีเดนเสนอขายเครื่องบินขับไล่ยาส 39C/D กริพเพนให้รัฐบาลโรมาเนีย
จำนวน 24 ลำในราคา 1 พันล้านยูโรหรือราว 40,000 ล้านบาทพร้อมออปชั่นความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ

เมื่อนำมาเปรียบเทียบแล้วรัฐบาลสวีเดนขายกริพเพนให้รัฐบาลไทยโดยมีออปชั่นหลักๆ ได้แก่
เครื่องบินซาบ 340 ติดตั้งระบบควบคุมเตือนภัยล่วงหน้ากลางอากาศ ( Erieye Airborne Early Warning:
AEW) เครื่องบินสำหรับขนส่งลำเลียงเจ้าหน้าที่รุ่น ซาบ 340 อีกลำ ทุนการศึกษาระดับปริญญาโท 92 ทุน
ระบบดาต้าลิงก์ โดยราคาแพงกว่าที่เสนอขายให้โรมาเนียเฉลี่ยตกลำละ 1,200 ล้านบาท

ต่อมาผู้สื่อข่าวมติชนทำจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สอบถามไปยังสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน
ประจำประเทศไทย สำนักงานบริหารยุทโธปกรณ์แห่งสวีเดน หรือเอฟเอ็มวี (Forsvarets materielverk)
มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เพื่อขอข้อมูลและสอบถามข้อเท็จจริงโครงการ
จัดซื้อเครื่องบินกริพเพน จำนวน 12 ลำของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะรายละเอียดข้อตกลงการซื้อขาย
ระหว่างรัฐบาลไทยและสวีเดน รวมทั้งกรณีที่มีกระแสข่าวระบุเครื่องบินซาบ 340 ติดตั้ง Erieye AEW
รัฐบาลสวีเดนมอบให้ไทยได้ผ่านการใช้งานในกองทัพสวีเดนมาแล้วราวสิบปี

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายอูลฟ์ ลินด์สตรอม (Ulf Lindstrom) รักษาการหัวหน้าแผนข้อมูลข่าวสาร
แห่งเอฟเอ็มวี ตอบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ว่า การนำราคาเครื่องบินขับไล่ �กริพเพน�
ที่รัฐบาลสวีเดนเสนอขายให้กับรัฐบาลโรมาเนียมาเปรียบเทียบกับข้อตกลงระหว่าง ไทยกับสวีเดน
เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เนื่องจากข้อเสนอของแต่ละฉบับนั้นมีเนื้อหาสาระเฉพาะเจาะจง

"ผมอยากจะย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้จ่ายเงินเพื่อจัดซื้อเครื่องบินมากกว่าลูกค้าของเราในประเทศอื่นๆ"
นายลินด์สตรอมระบุในจดหมายถึง "มติชน"

นายลินด์สตรอมยังแจ้งอีกว่า สำหรับคำร้องขอรายละเอียดข้อตกลงการซื้อขายเครื่องบินกริพเพน
ระหว่างไทยและสวีเดนรวมถึงคำถามเรื่องเครื่องบินซาบ 340 Erieye AEW ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว
ทางสวีเดนจะแจ้งไปยังกองทัพอากาศไทย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกองทัพอากาศไทยจะตอบคำถาม
ดังกล่าวหรือไม่

(ต้นฉบับข้อความอีเมล์)
I�ve recived your questions which you have sent to FMV, below received
You have our answer:

- It is not possible to compare the offer regarding Gripen aircraft Sweden has made in Romania with
the agreement Sweden and Thailand has. Each contract is unique in it�s content. But I would like
to underline that Thailand is not paying more in their contract than any of our other customers.
Regarding your questions about details in the agreement and the question about the Saab 340 AEW
I have to refer you to the RTAF since it�s up to them to answer questions about the content
of the agreement.
Best regards
Ulf Lindstrom
____________________________________
Ulf Lindstr?m
Acting Head of Information department
FMV -F?rsvarets materielverk
Swedish Defence Materiel Administration
S-115 88 Stockholm-Sweden
Phone: + 46 8 782 63 96
Mobile: + 46 8 70 982 63 96
Fax: + 46 8 782 63 95
E-mail: ulf.lindstrom@fmv.se
www.fmv.se

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ