ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

หน้า 2 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 10, 2010 9:38 pm





]http://www.komchadluek.net/2008/03/08/x_scoo_p001_193184.php?news_id=193184

แกะรอย...วิกเตอร์ บูท "ลอร์ด ออฟ วอร์"จนมุมตร.ไทย

จาก สายลับเคจีบีรัสเซียสู่พ่อค้าอาวุธเบอร์ 1 ของโลก เจ้าของฉายา "ลอร์ด ออฟ วอร์"
เผยเส้นทางชีวิตบนความตายและกลิ่นอายสงคราม ก่อนจะมาจนมุมตำรวจไทย

"วิก เตอร์ บูท" อดีตเคจีบียศพันตรี ชาวรัสเซีย ที่ถูกจับคาโรงแรมหรูกลางกรุงพร้อมสมุน
หลังใช้ไทยเป็นฐานเจรจากลุ่มกบฏทั่วโลก เป็นนักค้าอาวุธระดับโลก ที่มีผลงานการค้าอาวุธระดับโลกตะลึง
รายงานเมื่อเร็วๆ นี้บอกว่า บูทเข้าไปดำเนินการค้าอาวุธในอิรักแล้วด้วย โดยใช้บริษัทบริการด้านการบิน
และอื่นๆ ของตนเองบังหน้า

ใน ปี 2549 ครั้งที่ปืนอาก้า 2 แสนกระบอก ที่จัดส่งจากบอสเนียไปยังอิรักเกิดหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หนึ่งในเครื่องบินขนส่งของบูทก็ทำหน้าที่ขนส่งปืนเหล่านี้ด้วย

ประ วัติของบูทร้ายกาจมาก จนบางคนบอกว่าเขาเป็นนักค้าอาวุธผิดกฎหมายที่มีพลังมากที่สุด
ถึงขั้นมีคนนำชีวิตของเขาไปเขียนหนังสือ และฮอลลีวู้ดเคยทำเป็นหนังให้ "นิโคลาส เคจ" แสดงนำมาแล้ว
อย่างเรื่อง "ลอร์ด ออฟ วอร์" ซึ่งชีวิตของตัวเอกบางช่วง ก็นำมาจากชีวิตของเขา

วิก เตอร์ บูท มีชื่อเต็มว่า วิกเตอร์ อนาโตเลวิช บูท ตามหลักฐานบอกว่าเป็นชาวรัสเซียโดยกำเนิด
เกิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2510 ที่เมืองดูชานเบ ปัจจุบันอยู่ในทาจิกิสถาน แต่เจ้าตัวบอกว่าเกิดใกล้เมืองอัชกาบัต
ปัจจุบันอยู่ในเติร์กเมนิสถาน ขณะที่แอฟริกาใต้ระบุว่าเขาเป็นคนเชื้อสายยูเครน

หลัง เข้ารับการฝึกทหารเขาถูกส่งไปประจำการที่ฐานทัพอากาศรัสเซียที่เมืองวิ เทียบส์ค
ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่นำร่อง ต่อมาหน้าที่ของเขาขยายไปเป็นการฝึกคอมมานโดของกองทัพอากาศ

บูท จบการศึกษาจากสถาบันการทหารมอสโกปี 2534 ในสาขาวิชาภาษาต่างประเทศ
มีความเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา ซึ่งก็รวมถึงภาษาฝรั่งเศส โปรตุเกส อังกฤษ และอุซเบก

ต่อ มาถูกส่งไปเป็นล่ามกองทัพที่แองโกลา และในปีเดียวกัน ฐานทัพในรัสเซียที่บูทประจำการอยู่ก็ถูกปิด
จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ทำให้เขาและนายทหารอื่นๆ ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี กลายเป็นคนไม่มีอะไรให้ทำ
บูทเลยตั้งบริษัท ทรานซาเวีย เอ็กซ์ปอร์ต คาร์โก้ ให้บริการด้านเครื่องบินขนส่งแก่ทหารเบลเยียมที่โซมาเลียในปี 2536

แหล่ง ข่าวในรัสเซีย บอกว่า การลงทุนครั้งนี้ บูทใช้วิธีเช่าเครื่องบินจากหน่วยจีอาร์ยู
หรือหน่วยข่าวกรองของกองทัพรัสเซีย 3 ลำ เนื่องจากความสัมพันธ์จากการที่เขาอาจเป็นสายลับในหน่วยนี้มาก่อน

ส่วน ลูกค้าอื่นๆ ของเขาในช่วงแรกๆ มีรัฐบาลอัฟกานิสถานรวมอยู่ด้วย ว่ากันว่า
บูททำเงินได้ถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเครื่องบินออกให้บริการกลุ่มต่างๆ ในอัฟกานิสถาน

ปี 2538 บูทตั้งบริษัท ทรานส์ เอวิเอชั่น เน็ตเวิร์ก กรุ๊ป ที่เบลเยียม เพื่อจัดส่งอาวุธให้รัฐบาลอัฟกานิสถาน
แต่ความสัมพันธ์มาจบลงเมื่อกลุ่มตาลีบันโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถานลงได้ รัฐบาลต้องถอยร่นไปอยู่ทางเหนือ
และกลายเป็นกลุ่มพันธมิตรภาคเหนือ กลางปี 2538 กลุ่มตาลีบันสกัดการส่งอาวุธของเขาได้ แต่ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
ลูกน้องของเขาที่ถูกจับก็ได้รับการปล่อยตัว และไม่นานหลังจากนั้น ตาลีบันก็กลายเป็นลูกค้าใหม่ของเขา

ช่วง นั้นบูทใช้ชีวิตหรูหราที่เบลเยียม แต่หลังจากสื่อมวลชนรายงานเรื่องธุรกิจลับของเขา
เบลเยียมก็เริ่มสอบสวน บูทเลยต้องย้ายไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตั้งบริษัทชื่อว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เพื่อเป็นฐานในการทำธุรกิจ ปี 2538 เขาตั้งบริษัท แอร์ เซสส์ ที่ประเทศอิเควทอเรียลกินี แต่จดทะเบียนที่ไลบีเรีย
และบริษัทนี้ก็คือเส้นทางหลักในการลำเลียงอาวุธไปยังจุดที่มีการสู้รบทั่ว แอฟริกา

บูท ขายอาวุธให้ทุกกลุ่มที่มีเงินจ่าย ประเมินว่าเขาส่งปืนกล เครื่องยิงระเบิด และอื่นๆ
หลายแสนกระบอกไปยังแองโกลา แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง สาธารณรัฐคองโก เคนยา เอเควทอเรียลกินี
ไลบีเรีย ลิเบีย รวันดา เซียร์ราลีโอน แอฟริกาใต้ ซูดาน สวาซิแลนด์ และอูกานดา

อาวุธ ส่วนมากที่เข้าไปยังแอฟริกาผ่านมาทางบัลแกเรีย ตั้งแต่กลางปี 2540 ถึงปลายปี 2541 มีรายงานว่า
บูทส่งอาวุธมูลค่า 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปยังแอฟริกา ปี 2543 ส่งเฮลิคอปเตอร์ ปืนต่อสู้อากาศยาน
และยานยนต์หุ้มเกราะไปยังไลบีเรีย นอกจากนั้นยังตั้งบริษัท แอร์ เซสส์ ที่ฟลอริดาในปี 2540 ด้วย
ก่อนจะถูกยุบไปในปี 2544

บูท ค้าขายกับทุกฝ่ายโดยไม่คำนึงถึงแนวคิดทางการเมือง ทำให้ในหลายๆ กรณีเขาค้าขายกับทั้งสองฝั่ง
ที่ทำสงครามกัน ค้าขายแม้กระทั่งกับกลุ่มที่ไม่น่าคบค้าอย่างตาลีบัน และชาร์ลส์ เทเลอร์ แห่งไลบีเรีย
ยูเอ็น และสหรัฐ ก็เคยใช้บริการการบินของเขา

ส่วนฉายา "นักทะลวงการคว่ำบาตร" และ "พ่อค้าความตาย" ถูกตั้งให้โดยอดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอังกฤษ
เมื่อปี 2546

จาก ข้อมูลในหนังสือเรื่องพ่อค้าความตาย ที่ออกมาเมื่อปี 2550 ระบุว่า บูทมีเครื่องบินขนส่งหลายลำ
ที่ใช้ลำเลียงอาวุธ เครื่องบินขนส่งรัสเซียของเขาอาจจะมีการบำรุงรักษาไม่ดี แต่ถูกหุ้มด้วยตะกั่วทั้งลำ
ทำให้ปืนส่วนมากยิงไม่ค่อยเข้า

บูท เป็นที่ต้องการตัวของหลายประเทศ หลังจากที่เกิดกระบวนการหยุดยิงในแอฟริกาตะวันตก
และจากการเปิดเผยก็ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจการค้าอาวุธในแอฟริกาของเขารุ่งเรือง จนกลายเป็นธุรกิจสำคัญ
ภาพลักษณ์ของเขามาเลวร้ายสุดๆ หลังเกิดเหตุ 11 กันยายน เพราะส่งอาวุธให้ตาลีบัน ซึ่งเป็นพันธมิตรของ
กลุ่มอัล-ไกดา เรื่องนี้ทำให้บูทกลายเป็นบุคคลที่สหรัฐต้องการตัวมากที่สุด

แต่ การค้าอาวุธมานานหลายปี ทำให้บูทสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจ และเส้นสายทางการเมือง เช่น
เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตกลงใจที่จะจับกุมก็ไม่สามารถทำได้โดยง่าย เพราะไม่รู้ว่าส่วนไหนของธุรกิจที่ทำถูกกฎหมาย
และส่วนไหนที่ผิดกฎหมาย การที่ตัวเขาและบริษัทย้ายที่อยู่เป็นประจำ การนำเครื่องบินไปจดทะเบียนใหม่
ซึ่งบ่อยครั้งมักทำแบบผิดกฎหมาย ทำให้สหรัฐและตำรวจสากล ดำเนินการกับเขาได้ยาก นอกจากนั้น รัสเซีย
ก็ไม่ได้สนใจเรื่องหมายจับของตำรวจสากลอย่างจริงจังนัก แม้ว่าก่อนหน้านี้บูทจะใช้ชีวิตอยู่ที่มอสโกอย่างเปิดเผยก็ตาม

ใน ปี 2545 เมื่อเบลเยียมและตำรวจสากลออกหมายจับ บูทก็หนีไปรัสเซีย เพราะรัฐธรรมนูญรัสเซีย
ให้การปกป้อง โดยกำหนดไว้ว่าห้ามทางการส่งตัวคนรัสเซียให้ทางการต่างประเทศ ขณะที่ยูเอ็นก็คว่ำบาตร
การเดินทางไปต่างประเทศของเขา และอายัดบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ

เชื่อ กันว่าบูทมีหนังสือเดินทาง 5 เล่มเป็นอย่างน้อย และใช้ชื่อปลอมหลายชื่อ ในรัสเซียเขาพักอยู่กับ
ภรรยาและพ่อตา ซึ่งจากข้อมูลของสหรัฐบอกว่า พ่อตาของเขาเคยมีตำแหน่งสูงในหน่วยเคจีบี บางทีอาจจะมี
ตำแหน่งสูงระดับรองผู้อำนวยการหน่วยก็ได้

ก่อน การจับกุมบูท ตำรวจลับจากสำนักงานปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ (เอฟดีเอ)
ได้เบาะแสเข้าใกล้ตัวบูทและแอนดรูว์ สมิลเลียน คู่หูที่เชื่อว่ายังหลบหนีอยู่ในประเทศไทยได้เป็นครั้งแรก
เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2550 จากนั้นเจ้าหน้าที่เอฟดีเอได้ปลอมตัวเป็นกบฏฟาร์ค ล่อซื้ออาวุธจากทั้งสองและ
บันทึกบทสนทนาการเจรจาซื้อขายอาวุธกับสมิลเลียน ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่ในเนเธอร์แลนด์ไปจนถึงโรมาเนีย

สมิ ลเลียนบอกเจ้าหน้าที่เอฟดีเอในคราบกบฏฟาร์คว่า บูทมีขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ 100 ลูก
และยังสามารถจัดหาเฮลิคอปเตอร์ได้ด้วย และบอกด้วยว่า บูทยังสามารถจัดหาเครื่องยิงจรวดเจาะเกราะ
และจัดหาการส่งอาวุธเข้าไปในโคลัมเบีย โดยใช้ร่มชูชีพทหารหย่อนลงไป ซึ่งจะคิดค่าจัดส่ง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หรือราว 150 ล้านบาท

ระหว่าง การพบปะเจรจาซื้อขายอาวุธ สมิลเลียนได้พูดคุยกับบูททางโทรศัพท์ที่เจ้าหน้าที่เอฟดีเอจัดหาให้
โดยบูทบอกกับสมิลเลียนว่า อาวุธพร้อมที่จะจัดส่งแล้ว ซึ่งการพบปะเพื่อเตรียมการครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นที่
โรงแรมโซฟิเทล กทม. เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา บูทเดินทางถึงประเทศไทยโดยสายการบินแอโรฟลอต
ในเช้าวันเดียวกัน และถูกตำรวจกองปราบปรามกับเจ้าหน้าที่เอฟดีเอนำกำลังเข้าจับกุม

เป็นการปิดฉากชีวิตพ่อค้าอาวุธเบอร์ 1 และเริ่มต้นตำนานบทใหม่กับการพิจารณาคดีและพิพากษาโทษ
ในฐานะอาชญากรสงคราม !?!

หมายเหตุ : ข้อมูลจากเว็บบล็อก รุสกี้ ]www.oknation.net

และโต๊ะข่าวต่างประเทศ "คม ชัด ลึก"

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t671-40.htm




Victor Bout (left)
The key figure in the entire operation interfacing Al Qaeda, Sierra Leone’s RUF and Taylor’s Libya,

is retired Israeli army Lt. Colonel, Yair Klein.
According to a report in the Israeli newspaper, Yedioth Aharonoth, in 1996,
Klein began a contract to provide weapons and training in Taylor’s Liberia,
and to the RUF in Sierra Leone which controls the wealthy diamond district. Klein,
though ostensibly a retired and so-called rogue intelligence free agent,
enjoys the highest-level of protection from Israeli authorities. In the early 90s,
he trained the forces of the Colombian drug cartels in assassination,
bombings and other covert operations.[45]

Involved in the Liberian diamond trade was Victor Bout,
a notorious Russian arms dealer originally from Tajikistan.

Bout supplied maintenance for Ariana Airways, Afghanistan’s national airline,
which was essentially taken over by al Qaeda, and began transportation for
their illegal trade network. Passenger flights became few and erratic,
and instead the airline began flying drugs, weapons, gold and personnel mostly
between Afghanistan, the United Arab Emirates (UAE) and Pakistan.
Finally, Ariana’s international flights were banned in 1999 by order of the UN.
The charter service, which operated with UN authorization from November 2000
through January 2001, was provided by the Flying Dolphin Airline,
owned by Sheikh Abdullah bin Zayed bin Saqr al Nayhan
,
a member of the ruling family in Abu Dhabi, who used to be the UAE ambassador to
the United States. Flying Dolphin was registered in Liberia, but had its operations in Dubai.
A UN report called Zayed a “close business associate of Bout.”[46]

In 2002, the Belgian government, through Interpol, issued a warrant for Bout,
on charges of illegal weapons trafficking. Though Interpol was told by the Russian government,
“we can say for sure Bout is not in Russia,” Bout was in the middle of taping a two-hour interview
for a Moscow radio station. Obstacles in arresting him persisted, until the US suddenly backed off the case.
Intelligence officials said Bout flew US clandestine operatives into Afghanistan,
as well as badly needed ammunition and other supplies to the Northern Alliance.

In exchange, they said, his past activities would be ignored.[47]


Footnotes:

[1] Peter Goodgame. "Globalists and Islamists".
[2]
UK is money launderers’ paradise”, BBC News, Wednesday, 10 October, 2001
[3] Kendall Freeman, May 13, 2004. Mahfouz Letter [
pdf]
[4] Brisard and Dasquie, Forbidden Truth: U.S.-Taliban Secret Oil Diplomacy and the Failed Hunt for Bin Laden. , p. 117.
[5] Unger, Craig. House of Bush, House of Saud, p. 112.
[6] Martin J Rivers. "
A Wolf in Sheikhs Clothing: Bush Business Deals with 9 Partners of bin Laden’s Banker". www.globalresearch.ca March 15, 2004.
[7] "
About the Bin Laden Family”, PBS Frontline, 2001.
[8] James Hatfield. “
Why would Osama bin Laden want to kill Dubya, his former business partner?” Online Journal, July 3, 2001.
[9]
“The Bush-Bin Laden Connection,” The Texas Observer, November 9, 2001.
[10] Martin J Rivers. "
A Wolf in Sheikhs Clothing: Bush Business Deals with 9 Partners of bin Laden’s Banker"
[11] ibid.
[12] ibid.
[13] Naafeez Mosaddeq Ahmed. The War on Freedom.
[14] quoted from Craig Unger. House of Bush, House of Saud, p. 128.
[15] Rivers, "
A Wolf in Sheikhs Clothing: Bush Business Deals with 9 Partners of bin Laden’s Banker"
[16] ibid.
[17] ibid.
[18] Unger, House of Bush, House of Saud, p. 126.
[19] Interview with Jean-Charles Brisard. CBC, October 29, 2003[
pdf]
[20] p. 40-42
[21] CBC, October 29, 2003, interview with Jean-Charles Brisard. [
pdf]
[22] p. 235.
[23] Constantine, Alex. "Adnan Khashoggi Linked to 911 Terrorists".
Part XIX.
[24] ibid.
[25] Christopher Brown. "
Global Nazism and the Muslim Brotherhood: Indicators of Connections".
[26] Lee, Martin A. “
The Swastika & the CrescentIntelligence Report. Spring 2002, Issue 105.
[27] Labeviere, Richard. Dollars for Terror. p. 143.
[28] Jay Bushinsky. “
Swiss Probe anti-US neo-Nazi Suspected Financial Ties to Al Qaeda”. San Fransico Chronicle, December 3, 2002.
[29] Lee, Martin A. “
The Swastika & the Crescent”.
[30] ibid.
[31] Rivers. “
A Wolf in Sheikhs Clothing".
[32]
About the Bin Laden Family”. PBS Frontline.
[33] Daniel Golden, et. al., “
Bin Laden Family Could Profit from a Jump in U.S. Defense Spending Due to Ties to U.S. Banks”, Wall Street Journal, 27 September 2001.
[34] EIR. Dope Inc. [
pdf].
[35] Farah, Blood From Stones, p. 15.
[36] ibid, p. 48.
[37] "
Trial hears Gaddafi 'mason' claim Wednesday", 27 September, 2000, 16:00 GMT 17:00 UK.
[38] John Lee, “
Government Corruption: A Whistleblower’s Perspective”. The Prohibition Times.
[39] John Lee, “
Police Mentality 1: A Military Perspective”. The Prohibition Times.
[40] “Blood From Stones”. Book Blurb. Ocnus.Net. Jul 3, 2004.
[41] Bender, Bryan. “
Liberia’s Taylor gave aid to Qaeda, UN probe finds”, Boston Globe, August 4, 2004.
[42] ibid.
[43] ibid.
[44] Paul Rasche. "
The Politics of Three – The Politics of Three – Pakistan, Saudi Arabia, Israel".
[45] ibid.
[46] Farah, Blood From Stones, p. 42.
[47] ibid.

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 10, 2010 9:58 pm

http://www.gawkk.com/madsen-victor-bout-knows-too-much-about-cia/discuss



http://www.merchantofdeathbook.com/reviews.shtml

http://www.nytimes.com/2008/03/06/world/europe/06iht-06bout.10775886.html

http://911review.org/brad.com/911contractors/CIA_contractors_isreali.html

Ties between southern Christian fundamentalists,...

By Wayne Madsen 12/12/2005 At 22:04

Additional ties between southern Christian fundamentalists, Texas oil interests,
and Russian-Israeli mobsters and weapons smugglers uncovered. According to informed
Washington insiders, there is increasing evidence of financial links between key
"Christian Right" GOP notables and an international ring of Russian

- Ukrainian - Israeli mobsters.

http://milfuegos.blogspot.com/2005/12/additional-ties-between-southern.html

December 11, 2005 -- SPECIAL REPORT. Additional ties between southern Christian
fundamentalists, Texas oil interests, and Russian-Israeli mobsters and weapons smugglers
uncovered.
According to informed Washington insiders, there is increasing evidence of
financial links between key "Christian Right" GOP notables and an international ring
of Russian-Ukrainian-Israeli mobsters tied to notorious Russian weapons smuggler
Viktor Vasilevich (aka Anatoliyevich) Bout.


Bout, whose U.S. assets were frozen by the Treasury Department,
continues to provide various contractor services in Iraq and is
considered by Condoleezza Rice to be out-of-bounds for
U.S. law enforcement authorities. When she was National Security Adviser,
Rice pre-empted an attempt by Sharjah, United Arab Emirates authorities
to arrest Bout. To U.S. law enforcement and intelligence agencies,
Rice was very clear when it comes to Bout:
"Look, but don't touch" was her direct order to the CIA and FBI.

It appears that Bout has gone from arms smuggler for Al Qaeda
and the Taliban to arms runner
for the Bush administration.
Bout's British Gulf International Airline,
registered in Sao Tome and Principe and Kyrgyzstan and based in Sharjah,
is a regular visitor to Baghdad International and airports in the north
of Iraq. Bout also made a financial windfall from contracts let to his airline companies
by the former Iraqi Coalition Provisional Authority led by L.Paul "Jerry" Bremer.
Bout also benefited from contracts let to his Dubai-based Falcon Express Cargo
by Kellogg, Brown & Root, a subsidiary of Halliburton.

Bout's British Gulf International contracted to U.S. occupation forces in Iraq.
Bout once provided arms to the Taliban and Al Qaeda.

Federal prosecutors are already examining links between indicted GOP lobbyist
Jack Abramoff, Italian Mafia hit men who have been charged with murdering
Florida
businessman Gus Boulis, former Christian Coalition director and Georgia
Republican Lt. Governor candidate Ralph Reed, and indicted Texas GOP
Representative Tom DeLay.
Abramoff associate Adam Kidan has agreed to cooperate with prosecutors in their
investigation of Abramoff, especially deals involving the shake down of various Indian tribes
in shady casino deals.

There is also now interest in the activities of Richard T. Hines, the head of the powerful
Republican lobbying firm RTH Consulting, Inc. Hines, a South Carolina native and a protege
of the late GOP dirty trickmeister Lee Atwater, was one of the architects of the dirty tricks
campaign by Bush against John McCain in the 2000 South Carolina primary.
A confederate of Abramoff in the 1980s Reagan administration's covert support
network for the Nicaraguan contras, Angolan UNITA guerrillas, and Afghan mujaheddin,
Hines is active in various Confederacy resurgence organizations, many of which have
clear racist agendas.
However, that has not prevented Hines from becoming the lobbyist for Gambian dictator
Yahya Jammeh, a military officer who overthrew Gambia's democratically-elected
President Sir Dawda K. Jawara in a 1994 military coup supported by
the United States Navy.

Hines inherited the lobbying contract for Gambia from the eclectic Washington lobbyist
Edward von Kloberg III, an individual who represented Mobutu Sese Seko of Zaire,
Liberia's Samuel K. Doe, Nicolae Ceausescu of Romania, Congolese leader Laurent Kabila,
the exiled King Kigeli V of Rwanda, and Saddam Hussein.
Last May, von Kloberg took a swan dive off of a castle in Rome, allegedly committing
suicide after a spat with a gay partner.

The connections between Hines and Gambia are important since the small narrow
West African country is also a major base of operations for notorious Russian international
arms smuggler Viktor Bout. The Gambia is the headquarters for one of many of Bout's
front companies -- companies that are used to smuggle everything from weapons to
diamonds and mercenaries to international relief supplies.
In fact, Bout was the character on whom fictional arms smuggler Yuri Orlov,
played by Nicolas Cage in the movie Lord of War, was largely based.

Bout's connections with the Christian Right do not end with Gambia.
Bout was Liberian dictator Charles Taylor's primary arms and diamond smuggler.
Bout and his associates were given Liberian diplomatic passports and,
with Taylor's blessing and protection, they registered a number of their
front companies in Monrovia, the Liberian capital. Taylor, who is now in exile in Nigeria,
was a business partner with Christian Coalition founder Pat Robertson.
Robertson's organization mentored both Ralph Reed and Richard Hines.
According to British and Israeli intelligence sources,
Taylor also enabled Al Qaeda to launder blood diamonds for cash through Liberia.
Liberia and neighboring Sierra Leone were where Israeli mobsters engaged in business
with Israeli gangsters who operated under the full protection of the Israeli Likud government.

Before Likud began purging Mossad of experienced intelligence officers with ties to
the Israeli Labor Party, the Israeli Al Qaeda diamond financial connection in West Africa
was being pointed out by those officers as suicidal for Israeli interests. However, Taylor
and Bout had powerful interests in the United States: a combination of the Christian Right
and pro-Likud organizations like the American Israel Public Affairs Committee (AIPAC),
both of which ignored and continue to ignore Israeli organized crime connections to
Al Qaeda and terrorism.

Robertson and Taylor were business partners in a Cayman Islands front company
called Freedom Gold, Ltd. In fact, Freedom Gold bas headquartered at Robertson's
CBN offices in Virginia Beach, Virginia. Robertson's African interests also crossed paths
with Bout's in another country -- the former Zaire. Robertson's African Development Company
used the cover of Robertson's tax-exempt "Operation Blessing" to ferry conflict diamonds out
of civil war-ravaged Zaire (now Congo).

* A rare photo of Viktor Bout, aka Butt, Bont, Butte, Boutov, and Vitali Sergitov,
born January 13, 1967 and January 13, 1970. Passports: various Liberian diplomatic,
two Russian, one Ukrainian.

A UN Security Council report dated November 30, 2005, lists Bout's Gambia
New Millennium Air Company as having its address at the residence of Hines' client Jammeh:
State House, Banjul, Gambia. The UN report states, "The Director of this firm is Baba Jobe,
who is already listed on the Liberia Sanctions Committee's assets freeze list.
According to a commercial aviation database, the firm acted as a cover for
Victor Bout's operations. Its one aircraft, a Russian-made passenger jet, was acquired
from Centrafrican Airlines."

It is noteworthy that Hines's client, President Jammeh, just took possession of
the Russian-made VIP presidential passenger jet, an Ilyushin IL-62 (C5-GNM) [Gambia]
(formerly CCCP-86511 [USSR], RA-86511 [Russia], 3D-RTI [Swaziland], TL-ACL
[Central African Republic]). And also of interest is the owner of the presidential aircraft:
it is none other than Gambia New Millennium Air, the Bout-owned company listed on
the UN Security Council freeze list and which is headquartered at Jammeh's State House
in Banjul, the Gambian capital. In fact, the plane had been previously registered to Bout
front companies in Swaziland and the Central African Republic.

The Gambia: Joins Gabon and Swaziland as another African playground for the GOP Mafia

Bout, who flew arms and passengers from Dubai and other locations to Taliban-controlled
Afghanistan prior to 9-11, is now providing air services in post-Taliban Afghanistan
as well as U.S.-occupied Iraq. Bout's transactions with the Taliban were handled by Vial, Inc.,
a firm based in Delaware. One of Bout's closest associates is the Russian-Israeli Odessa-
born crime boss Leonid Minin, an Israeli national who, according to the UN Security Council,
travels on forged German passports as well as legal Israeli, Russian, Greek, and
Bolivian passports under at least ten aliases.

It is also noteworthy that many of Bout's operations are based in

Eastern European countries that have been mentioned in association
with the rendition and transporting of CIA prisoners.
Bout's numerous Russian-built cargo and passenger planes have been seen at
the same airports used by CIA flights. For example, Bright Aviation, a suspected Bout front,
is based at Sofia airport in Bulgaria. Bulgaria is believed to be one of the countries used
by the CIA to house secret prisoners. Another Bout front, Moldtransavia SRL,
is based in Chisinau, Moldova, another suspected stopover point for CIA flights.

One Chisinau, Moldova-based Bout front company, Aerocom, which also does business
as Air Mero, is contracted to fly for Kellogg, Brown & Root in Iraq and elsewhere.
Aerocom has also been cited in UN and DEA reports for being involved in drug smuggling
in Belize. Some law enforcement officials in the United States and Europe believe that
the covert flights being operated by CIA contractors and Bout's companies in support
of secret prisoner movement are also involved in smuggling drugs. After being subjected
to news Reports, Aerocom quickly changed its name last year.


* More ties that bind Bush cartel to Russian-Ukrainian-Israeli Mafia:

Bush with Yahya Jammeh, dictator of the Gambia, the client of both GOP lobbyist
and neo-Confederate Richard Hines and international arms smuggler Viktor Bout.

Bright's Antonov AN-12 planes were also sighted in Western European airports
frequented by CIA aircraft suspected of transporting prisoners. One of the most interesting
connections was the presence of Bright Aviation's AN-12V (LZ-BRP) on October 5, 2004
at Helsinki's Vantaa Airport. Just two days before, U.S. private military contractor
Blackwater's CASA C212-CC Aviocar (N960BW) also landed at Vantaa.

Bright's LZ-BRP was also spotted at Budapest Ferihegy on October 26, April 30, and
March 30, 2005; Marseilles on October 27, 2005; Toulouse in April 2005; Vigo,
Spain
on October 16, 2005; Amsterdam Schipol on September 17, 2005; Zurich on
June 3, 2005; Plovdiv, Bulgaria on June 11, 2005; Lyons on January 24,
2005; Madrid on January 27, 2005
and July 16, 2004; Recife, Brazil on November 20, 2004, Zagreb, Croatia on September 9, 2004;
Tenerife (Canary Islands) on June 13, 2004; Ostend, Belgium on June 2, 2004; and Geneva on
May 11 and 12, 2004 (first visit for this aircraft to Geneva). Another Bright AN-12 (LZ-BRC)
was spotted in Glasgow Prestwick on October 14, 2004; Tenerife (Canary Islands),
where AN-12 visits are extremely rare; Maastricht/Aachen on December 22, 2003;
Lisbon on June 7, 2004; Ostend on September 6, 2002; Stockholm Arlanda on November 5, 2002;
Helsinki Vantaa (with the name Heli Air painted on its fuselage) on October 18, 2005;
Budapest Ferihagy on November 19, 2005 (as Heli Air); and St. John's, Newfoundland on
November 15, 2005 (as Heli Air). Bright's LZ-BRV AN12 was seen at Tel Aviv Ben Gurion on
May 25, 2005; Zurich, May 24, 2005; and Palma de Mallorca on February 18, 2005.

Bout's Air Bas and Irbis Air Russian-made transport aircraft were spotted throughout 2004
at Bilad airbase in northern Iraq. Bilad is the airfield near Camp Anaconda, one of the first
detention camps set up by U.S. forces and the site of the first reported cases of
U.S. prisoner torture. A Belgrade-based airline, Kosmas Air, also linked to Bout, is reportedly
transporting weapons from Serbia to both Iraq and Afghanistan.

*Bright Aviation AN-12 at Zurich airport in May 2005. Bout's aircraft crossed paths
at numerous airports with CIA prisoner flights.

The firm and documented connections between Bout (the smuggler for Al Qaeda
and the Taliban) and Christian fundamentalists and Russian-Israeli mob interests
provide yet more proof that the forces behind 9-11 and other terrorist attacks
represented far more than a bunch of cave dwelling Islamist insurgents in
the mountains of Afghanistan and Pakistan. As 9-11 co-chair Thomas Kean recently said,
if there was a wider conspiracy behind 9-11 it would be a "monstrous" act.
Other than Wahhabi mosques and madrassas around the world,
the monsters behind 9-11 and other attacks can also be found in mega-churches in the South,
oil company board rooms in Houston, airfields in the emirates of the Persian Gulf,
Hasidic-run "blood diamond" centers in Europe and New York, GOP lobbying firms on K Street,
and dank and dark arms warehouses in Ukraine and Moldova.

The Wayne Madsen Report

http://www.waynemadsenreport.com/


CIACasino Arms and Drugs Stefan Halper, Ray Cline, S&Ls,Global,CSIS

Cocaine& Gambling Proceeds, GOP Candidates

MichaelHayden's Ties to 9/11, Hookergate, PSYOPS, etc..

9/11:Mae Brussell vs. Solomon and Parry

FemaThe Secret Government - 9/11Review

MockingbirdsCannistraro and McGovern - CIA - iran contra

PROJECTANTHRAX Part 1

Iran/ContraConnections to 9/11

Iran-Contra- 9/11 Encyclopedia

ThePhilippine Version of 9/11 - CIA Agent Crippled by His Own Bomb

TheAtlantic, 9/11 Propaganda, David & Barbara H. Bradley

Atlantic Monthly Corporate Exeutive Board Co. and the CIA - think-tank CENSA

PLANECRASH SURVIVOR WAS ON WAY TO PRISON -Identity theft

Conspiracy STEPHEN MARLEY'S MIND CONTROL

Conspiracy Theory Encephalopods are Deranged and Really have the Bollocks

List of Republican Pedophiles

Rebuttal to the IG's Able Danger Report

NSAcontractorsCSC computers Porn

Mustric,Kryder, Carlyle Group, WTC's Reinsurer Swiss CIA


MantechCIAcomputer hacking stock integrated data systems CIAarmitage

Blackwater and the Brothers Krongard: How Cookie Crumbled

GaryBauer data- Arlington group, FRC, Blackwater +Moonie contributor

Iridiumsatellite system

BinladinGroup - 9/11 Encyclopedia

Blackwater:Shadow Army VIDEO

Blackwatermercenaries + New Orleans

BlackwaterUSA New Orleans hurricane katrina

100,000Contractors in Iraq not included in Military counts

IVES motors Mk-ultra PILGRIM, OSCAR V LA ROUGE towers AVENTURA FL

L a R o u g e T o w e r s !
B & K Installations Inc
Bovis Lend Lease
9/11 contractors/


911review


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sun Jan 10, 2010 10:20 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 10, 2010 10:04 pm

Thursday, December 03, 2009

American Sponsorship of Global Terrorism

By Alex Constantine
From Psychic Dictatorship in the USA II (2008 e-book - see sidebar here)

Part I: An American Pinay Circle
Part II: Richard Perle's Narco-Terrorist Business Partner
Part III: Al Qaeda, Abu Sayyaf & the CIA’S Terror Incubator in the Philippines
Part IV: Adnan Khashoggi, Alexander Voloshin & the 1999 Moscow Bombings



“... The sky burns,A copper roof over the shriveled corn.
Children and camels gasp in the noonday heat.
Enemies sweat in their steel, cry out at night,
And wake up trembling, wet with fright.
We squat and stare Across the nervous barbs,
tied by our common dreads...”

– Aubrey Hodes, “Hating

I An American Pinay Circle

Adnan Khashoggi’s mercenary army of global corporate criminals lives in Mafia mansions, basks in the political limelight, enjoys privileges of royalty in tyrannical desert dystopias, sips vodka in the shadow of gleaming Moscow spires. They are kings, Pentagon officials, priests, S&L thieves, assassins, prostitutes, nazis, Big Oil executives, metals merchants, New Age cultists, drug barons, boiler-room con artists, mobsters, dictators by the horde. And terrorists, of course.

Khashoggi is a Turkoman, the son of a doctor who tended to Abdul al-Aziz Ibn Saud. The Khashoggi brothers were classmates of the future King Hussein and several sons of the bin Ladens.1 His career as an international “connector” began in the 1950s, while still an undergraduate at Chico State College. His purchase of fifty Kenworth trucks for resale to Saudi Arabia’s bin Laden Group demonstrated his business savvy, and provided him the capital to launch his career as world-class death merchant.


Edwin Pauley

In the early 1960s, he could be found languishing in the sun or plotting world domination at Edwin Pauley’s Coconut Island estate in Hawaii. Pauley, then Democratic Party chairman, operated an oil company called Zapata with the son of Prescott Bush, the Nazi collaborator.2

Houston attorney Linda Minor sidelines as an investigator into banking and political malfeasance. She discovered that Pauley was a slimy operator years before his alliance with Bush.

“He was a spy within the White House,” Minor says, “acting as a funnel for campaign funds to FDR, while at the same time gathering and transmitting information about oil policy and captured Nazi and Japanese assets back to his California business associates.”

Pauley's political significance stems from his participation in Gulf of Mexico oil explorations in the 1950's when, with an oil concession from Mexico, he threw in with Howard Hughes and George H.W. Bush.

“Pauley taught Bush how to launder money through corporate subsidiaries to be used for payoffs and the financing of political campaigns,” Minor notes. “Both Pauley and Bush used this system to finance Richard Nixon's presidential campaigns.”

The laundering scheme unraveled after the 1972 election, when a check drawn at a Mexican bank – the subsidiary of a Houston corporation controlled by associates of Bush the elder - surfaced in the Miami bank account of a Watergate plumber.3

Saudi shiekhs and domestic oil barons struck up alliances. Shiekh Kamal Adham and a circle of cohorts founded Arabian Shield Development Co. in Texas. (since re-named the Arabian American Development Company).

Sheikh Mohammad Salem Bin Mahfouz at National Commercial Bank was an Arabian Shield investor.4 “During the 1980's,” reports Martin J. Rivers of the Center for Research on Globalization, “Sheikh Mahfouz's syndicate performed major CIA-inspired banking operations for such former CIA assets as Osama bin Laden ... Saddam Hussein, Manuel Noriega and other drug dealing generals. George W. Bush, for his part, had important business relationships ... with a total of nine prominent individuals central to Mahfouz's financial empire.”5

The early 1970s also brought Saudis recruited by the CIA to train at American military bases, including Prince Bandar bin Sultan.6

After September 11, 2001, Bandar drew the attention of the press when it was discovered that two of the terrorists involved were found to have received financing from the Prince's wife. Bandar trained at Ellington AFB near Houston.7

In the early 1970s, the prince fell in with James A. Baker's social circle, struck up an alliance with Joanne Herring, who was instrumental in luring Texas Democrat Charlie Wilson to support Gul Hekmatyar of the Muslim Brotherhood chaptger in Afghanstan by the late '70s.

The Big Oil-CIA-Saudi alliance was consummated with the establishment of the Safari Club of elite cut-throats, founded with covert Agency support on Sept. 1, 1976. George Herbert Walker Bush was then director of the Agency,. Nelson Rockefeller was vice president under Ford.

The Safari Club was a CIA cut-out: This clutch of intelligence agents, politicians and businessmen from three countries (Saudi Arabia, Egypt, and Iran) was founded with the express purpose of engaging in covert operations in Africa and the Middle East without leaving a CIA footprint.

Chicago Tribune book reviewer Padam Ahlawa neatly summarized the tensions that gave rise to the Safari Club: “The origins of world terrorism go back to the cold war era. Moscow’s monumental blunder in invading Afghanistan in 1979 set off a sequence of intrigue-laden events in Afghanistan.... High-profile military operations were out. Carter wanted a covert CIA operation like the one it had carried out in Laos, with no US personnel directly involved. The Agency, it was decided, would co-opt specialized American military personnel with the support of the Pakistan military to train an army of Muslim zealots.”


Anwar Sadat entered into an agreement to assist in the training and equipping of recruits for the coming Anti-Communist jihad. “Russian weapons were flown to Afghanistan. Encouraging fundamentalism to grow in Egypt had its fallout when these Mujahadins turned hostile to Sadat for signing the peace treaty with Israel. It led to Sadat’s assassination and terrorist acts of killing 58 tourists. Zia ul Haq of Pakistan made the best of this opportunity, created the ISI to train Pakistanis and Afghans. By doing this, Pakistan’s economic and social instability increased and terrorist acts in Sindh grew.”8

The Safari Club’s cover was blown when the Ayatollah Khomeini allowed an Egyptian reporter to peek into the archives of the exiled Shah of Iran – a Club member.9 The CIA/Safari Club left footprints in the destabilization campaign at Mengistu in Ethiopia, the unrest in Costa Rica, and there were treadmarks all over Iran-Contra, not to mention the funding of UNITA in Angola and the Afghan “freedom fighters,’ including bin-Laden.10

The CIA funded the Muslim Brotherhood in 1977, and trained Mujahadin to support Hekmatyar of the Brotherhood in Afghanistan. The Koran-happy Muslim Brothers have served the CIA operationally for some 40 years, an arrangement rubber-stamped by Allen Dulles, Frank Wisner and Kermit Roosevelt.

Airline hijacker Mohammed Atta was ID’d as a Muslim Brother in the Wall Street Journal and New York Times shortly after the jet attacks on the World Trade Center. So were Khalid Shaik Mohammed and Ramzi Yousef, reportedly guided to a sacrificial pyre in the sky by Aman Zawahiri, Al Qeada’s second-in-command – also a co-conspirator, while operating under the aegis of the CIA, in the murder of Egyptian President Anwar Sadat, and the 1993 WTC bomb plot.

NOTES

1) Roland Jacquard, In the Name of Osama Bin Laden, Duke University Press, 2002, http://print.google.com/print/doc?isbn=0822329913

2) Bruce Campbell Adamson, letter to Congressman Sam Farr, September 15, 2001, http://www.mail-archive.com/ctrl@listserv.aol.com/msg96515.htm

33) Linda Minor, “Follow the Yellow Brick Road: From Harvard to Enron,” http://www.newsmakingnews.com/lm4,30,02,harvardtoenronpt4.htm

4) LB, e-mail exchange with author, October 2, 2004.

5) Martin J. Rivers, “A Wolf in Sheikh’s Clothing: Bush Business Deals with Nine Partners of bin Laden’s Banker,” geocities.com, March 15, 2004, www.globalresearch.ca/articles/MAR403A.html

6) Anonymous, “Bandar bin Sultan, a CIA Agent,” House of Saud web site, http://www.geocities.com/saudhouse_p/irancont.htm

7) LB.

Cool Padam Ahlawat, “Journalists’ account of terrorism,” Chicago Tribune, May 5, 2002 – review of Unholy Wars. Afghanistan, America and International Terrorism, by John K. Cooley, Penguin.

9) Imad-ad-Dean Ahmad, review of Unholy Wars, Journal of Islam and Muslim-Christian Relations, Minaret of Freedom Institute, http://www.minaret.org/cooley.htm.

10) Dr Samir Rihan, “Arms or democracy, but not both,” http://www.globalcomplexity.org/Arms%20or%20Democracy.htm

11) Debbie Schlussel, “Bush's Favorite Terrorist Buddy,” WorldNetDaily, October 1, 2001.


II RICHARD PERLE'S "NARCO-TERRORIST" BUSINESS PARTNER

The House hearings on Iran-contra culminated in 1987 with a report that deftly mentioned Richard Secord's plan to construct an enterprise of his own in the bulk manufacture of "opium alkaloids."1 Opium? This curious detail floated by without comment and eventually drowned in a flood of perjury and hot air.

The committee didn't bother to follow up on that one. Better late than never to ask: "Opium alkaloids ... as in the base compound for the production of heroin?" It's doubtful we'll ever know the answer. And the explanation could be innocent, to be completely fair - Secord may have invented a cure for peptic ulcers or sexual impotence ... but heroin would appear the likeliest explanation ... given the cost of global conquest these days ...

Even Adnan Khashoggi has financed wars with drug profits, the gist of a report written in 1991 at the Pentagon – declassified in July 2004 by the National Security Archives in Washington – of 104 "more important Colombian narco-terrorists contracted by the Colombian narcotic cartels for security, transportation, distribution, collection and enforcement of narcotics operations in both the U.S. and Colombia."

Pablo Escobar is on the list. Colombian President Alvaro Uribe is also on it.


Uribe with natco-terrorist crony

Uribe, according to the document, is a "Colombian politician and senator dedicated to collaboration with the Medellin cartel at high government levels." He was "linked to a business involved in narcotics activities in the U.S. His father was murdered in Colombia for his connection with the narcotic traffickers." He has "worked for the Medellin cartel," according to the DoD report, and "is a close personal friend of Pablo Escobar Gaviria.... He has participated in Escobar's political campaign to win the position of assistant parliamentarian to Jorge [Ortega]..."

Adam Isaacson, a scholar at the Center for International Policy (CIP) in Washington, cast doubt on the Pentagon's intelligence. After all, the CIP scholar explained, Adnan Khashoggi's name was on it, so the list must be in error...

But the National Security Archives responded that the document as "accurate and easily verifiable. It is evident that a significant amount of time and energy went into compiling this report."

Remember, the word used by the Pentagon to describe the traffickers listed in the report, including Khashoggi, was "narco-terrorist." So Richard Perle, assistant secretary of defense under Bush, a business partner of Khashoggi's at TriReme Corp., was in business with a narco-terrorist, according to the Pentagon's own records.

President Uribe also denied the allegations regarding himself – not so easy to explain away, however, was the 1984 seizure of his father's helicopter by Colombian police on narcotics charges, or his brother's telephone number, stored in the memory bank of a cell phone belonging to Escobar.2

Ignoring the Pentagon's own intelligence on the narco-presidenté, President Bush paid Uribe a call in August 2003. Anti-war activist-reporter Jim Lobe reported: "The administration of President George W. Bush on Monday rallied behind Colombian President Alvaro Uribe in the face of allegations contained in a 13-year-old Pentagon intelligence report that he was a close personal friend' of drug lord Pablo Escobar and had worked for his Medellin drug cartel."

"We completely disavow these allegations about President Uribe," said State Department spokesman Adam Ereli. "We have no credible information that substantiates or corroborates these allegations that appeared in an unevaluated 1991 report, linking President Uribe to the narcotics business or trafficking."

Isaacson said, "It's something the left has been trying to pin on him for awhile, and this gives them new ammunition." However, he acknowledged, "in the big picture, almost everybody in Colombia's ruling class was mixed up in drugs until [former U.S. President] Ronald Reagan declared war on drugs in the mid-1980s."3 Narcotics have fuelled the flames of revolution and regime change, political assassinations and bomb plots, the "war on drugs" notwithstanding.

Another drug runner in this underground empire was Henry Asher, founder of DataBase, the ChoicePoint appendage. In a report by the Florida Department of Law Enforcement, Asher admitted to smuggling drugs in 1982. Police developed "corroborating information" that "during 1981 and 1982, Asher piloted five to seven plane loads of cocaine from Colombia to the United States." Asher admitted that he had shown "a lack of judgment," according to the report. The remorseful millionaire cooperated with the FBI and agreed to be a federal "informant." He was freed and went on to set up a "total awareness" surveillance operation, but we'll come to that, too ...4

Another drug pilot on contra supply missions was Frank Moss who, according to the Kerry Report, "has been under investigation as an alleged drug trafficker since 1979. Moss has been investigated, although never indicted, for narcotics offenses by ten different law enforcement agencies. In addition to flying contra supply missions through SETCO, Moss formed his own company in 1985, Hondu Carib, which also flew supplies to the Contras, including weapons and ammunition purchased from R.M. Equipment, an arms company controlled by Ronald Martin and James McCoy.

The FDN's arrangement with Moss and Hondu Carib was pursuant to a commercial agreement between the FDN's chief supply officer, Mario Calero, and Moss, under which Calero was to receive an ownership interest in Moss' company. The Subcommittee received documentation that one Moss plane, a DC-4, N90201, was used to move Contra goods from the United States to Honduras. On the basis of information alleging that the plane was being used for drug smuggling, the Customs Service obtained a court order to place a concealed transponder on the plane.

"A second DC-4 controlled by Moss was chased off the west coast of Florida by the Customs Service while it was dumping what appeared to be a load of drugs, according to law enforcement personnel. When the plane landed at Port Charlotte no drugs were found on board, but the plane's registration was not in order and its last known owners were drug traffickers. Law enforcement personnel also found an address book aboard the plane, containing among other references the telephone numbers of some Contra officials and the Virginia telephone number of Robert Owen, Oliver North's courier. A law enforcement inspection of the plane revealed the presence of significant marijuana residue. DEA seized the aircraft on March 16, 1987."5

Cable network opinion-shapers Ann Coulter and David Corn may insist that the CIA only "looked the other way" when its assets have been caught moving narcotics to finance assassinations, foreign coups, etc., but Khashoggi, Armitage and Asher weren't the only drug runners in the "family."

William Casey, CIA director under Reagan, created several large off-the-shelf' networks to finance illicit covert operations. The first, dependent on opium profits, supported the Afghan Mujhaddin, with the CIA running funds through Pakistan's ISI and BCCI. The second channel, to support the Nicaraguan contra war, ran through BCCI, too. This channel also began with drug proceeds and ended in hot pockets of the Cold War. The same organizational chart – of CIA proxy armies funded by drug proceeds – was evident in KLA operations in Bosnia, complete with raping, pillaging, bomb-tossing al Qaeda radicals.6

As a result, these networks, according to Peter Dale Scott, "have all aligned the US on the same side as powerful local drug traffickers. Partly this has been from realpolitik - in recognition of the local power realities represented by the drug traffic. Partly it has been from the need to escape domestic political restraints: the traffickers have supplied additional financial resources needed because of US budgetary limitations, and they have also provided assets not bound (as the U.S. is) by the rules of war."

The impact of all this trafficking in drugs, of course, is devastating. "These facts," Scott writes, "have led to enduring intelligence networks involving both oil and drugs, or more specifically both petrodollars and narcodollars. These networks, particularly in the Middle East, have become so important that they affect, not just the conduct of US foreign policy, but the health and behavior of the US government, US banks and corporations, and indeed the whole of US society."7

NOTES

1) Jefferson Morley, "Iran-Contra's Unasked Questions, or the Case of the $400,000 Hamburger," Los Angeles Times, November 29, 1987.

2) Jim Lobe, "Bush Rallies Behind Colombian President, Despite Drug
Allegations," Inter-Press Service, August 3, 2004.

3) Ibid.

4) Multistate Anti-Terrorism Information Exchange, Jun 2003.
http://www.google.com/search?hl=en&ie=ISO-8859-1&q=hank+asher+and+cocaine+and+biography

5) "Selections from the Senate Committee Report on Drugs, Law Enforcement and Foreign Policy," chaired by Senator John F. Kerry.

6) See: Peter Dale Scott, Drugs, Oil, and War; John Cooley, Unholy Wars.

7) Peter Dale Scott, "Afghanistan, Colombia, Vietnam: The Deep Politics of Drugs and Oil,"
http://socrates.berkeley.edu/~pdscott/qov.html
•••••••••••••••••••••••••••
III


AL QAEDA, ABU SAYYAF & THE CIA’S TERROR INCUBATOR
IN THE PHILIPPINES


It’s generally agreed that the same arm of Al Qaeda responsible for the 1993 WTC bombing returned on September 11, 2001 to finish the job. Therefore, it’s a reasonable assumption that the first attempt to level the towers, and the subsequent paths of blind cleric Rahman’s fellow conspirators, should provide some answers to questions left in the wake of 9/11 concerning its history and sponsorship.

Newspaper histories of al-Qaeda trace its roots to Saudi Arabia. Founder Osama Bin Laden pushed early funding through the International Islamic Relief Organization (IIRO), as arranged in meetings between al Qaeda’s inner-circle and the charity’s directors. (The Saudi government funded terrorist attacks on Israel in secrecy throughout most of the 1990’s via similar charities in Virginia and Florida.1) Ayman al-Zawahiri, bin Laden’s lieutenant, was employed by the IIRO in Albania. The Philippine branch office was run by Mohammed Jamal Khalifa, Osama’s brother-in-law (1986-94), who made a lateral hand-off of cash to the Abu Sayyaf, an al Qaeda offshoot.2

The DoD, CIA and other opaque branches of government (and the Mafia), drawn by the lure of Japanese and German gold, maintained a particularly busy presence in the Philippines as the Marcos kleptocracy declined and fell. Khashoggi’s Iran-contra ally, Oliver North, oversaw “back door” shipments of the recovered gold, much of it to Arab governments, some of it to Middle Eastern terrorists trading on the black market. North met with Osama Bin Laden’s money men often to negotiate exchange of the gold.3

The Abu Sayyaf Group (ASG), like Al Qaeda, owed its existence to the intelligence establishment. The ASG was co-founded by Edwin Angeles, an undercover agent for the Defense Intelligence Group at the Department of National Defense, Republic of the Philippines. His Muslim handle was “Ibrahim Yakub” and as the organization’s operations officer and chief recruiter, he was largely responsible for the spread – and criminalization – of the Abu Sayyaf.

Filipino television news reporter Arlyn de la Cruz, in her history of the ASG, writes that Angeles/Yokub "holds the key to the deep intricacies of how some government agencies manipulated the rawness of the Abu Sayyaf during its early years." This observation still applies, and can be said of al Qaeda, the CIA-bred Taliban mutation, as well.


It was Angeles “who actually introduced the idea of kidnapping as part of the fund-raising activities of the Abu Sayyaf," de la Cruz reports – this would be the abduction of a wealthy woman in Davao. "Edwin planned the abduction and even initiated the plan himself." The victim was held not far from the Brigade Headquarters of the Philippine Marines in Tabuk. She was released after her family paid the million-pesos ransom to Abu Sayyaf.

The next to be kidnapped was Luis "Ton-Ton" Biel, a five year-old child, and his grandfather ... then Claretian priest Bernardo Blanco. Soon, the media were requesting interviews, and “Yokub” stepped before the cameras to act the role of lethal but well-spoken religious lunatic. Angeles was a "good speaker, a good actor. He spoke like a Leftist leader espousing Fundamentalist principles.”

An accidental blast at the Evergreen Hotel in Davao in May 2004 was a clear statement that the “Al Qaeda” offshoot still functions as an intelligence front, a proxy army of the National Security Council that exists to justify intervention in the Philippines.

The explosion, publicized in the States as the work of the dread Abu Sayyaf, was set off by a store of dynamite traced to Michael Meiring, an African-born, naturalized, proverbially Ugly American citizen. Meiring claimed that Abu Sayyaf’s mad dogs had lobbed a grenade into his hotel room, an alibi proven to be fabricated upon examination of the scene by local police. Meiring was so badly injured that both of his legs had to be amputated at the knees.

The dynamite, the Manila Times reported, also tore off his “mantle of obscurity,” exposing the accident-prone American “and his numerous American and Filipino partners, to the public limelight.” From the rubble at the Evergreen Hotel emerged the story of “a complex man, whose trail leads back to South Africa and boxes supposedly containing US Federal Reserve notes and bonds obtained from the Abu Sayyaf.” The Times reported that employees of the hotel “claimed that while they were cleaning Meiring's room before the explosion, he warned them not to touch two metal boxes, which he said contained important documents. Police investigators said they recovered blasting caps and ammonium nitrate from the room, where Meiring had stayed since Dec. 14 2001.”

Meiring refused to talk to Philippine police. Bloodied and burned by the explosion, he was whisked out of the country on a chartered plane, according Col. Lino Calingasan, a local immigration official, by agents of the FBI and NSC. “American David Hawthorn, a close friend of Meiring, claimed the blast victim had confessed passing to Mandela’s government the proceeds of a box of old US federal notes.” That box was one in a set of twelve, containing an estimated $500-million in counterfeit American notes.

Hawthorn had been shown a letter from the South African government and a US Treasury permit to support his claims. Hawthorn also saw a ‘packing list’ that had “a cover sheet printed with the words ‘US ARMY,’ some numbers and a group of upper case letters. "Meiring, he said, claimed the list represented the serial numbers of the missing notes, dating back to 1937.

Similar ‘boxes’ were recovered by United States Secret Service and the Philippine Central Bank late last year. Other counterfeit bonds and currency were also recovered from a hotel in Davao a few months ago. It has been reported that these were to be ... shipped to Las Vegas, Nevada.”4

Philippine police discovered that Meiring, the NSC amputee, had run with neo-nazis and Islamic radicals alike, including the ASG and other radical fronts. His key contact in Nevada was financier James Rowe, an executive producer for Wild Rose Productions, an independent documentary production company in New Green Valley, near Vegas. Rowe, in turn, ran with white supremacists and tax rebels, also neo-nazis, in the United States and Germany. Another of Meiring’s contacts back home was Chuck Ager, an ultracon mining engineer in Colorado. Another was Nina North (possibly an alias), a CIA operative who took over “back door” financial transactions in black market gold formerly conducted by the ubiquitous Oliver North. Another was Filipino-American Bob Gould, a tax protester from Hayward, California in league with Fred Obado, leader of the Kodar Kiram terrorist cell, son of Sultan Jumalul Kiram.

Meiring operated a shell company called PAROUSIA, a term used by right-wing Christian evangelicals, a reference to the second coming of Christ.

But Meiers wasn’t the only home-grown terrorist running loose in the Philippines: “Three Vietnamese terrorists arrested last year for plotting to blow up the Vietnamese Embassy here were assets of the US intelligence community,” the Times reported.5

KAHANE

Robert J. Freidman, a journalist for the Village Voice, wrote one of the most signally important articles of the last decade, “The CIA and the Sheikh.”6 The feature was an inventory of critical leads, eroded over time, sadly, opportunities lost.

If the killers allied with Rabbi Meir Kahane, the vitriolic leader of the Jewish Defense League, had been captured and sentenced, Freidman contends, the 1993 World Trade Center bombing – and by extension, 9/11 – would never have occurred.

On November 5, 1990, Freidman wrote, El Sayyid Nosair, a "pudgy, bearded 34-year-old Egyptian American and a core member of the El Salaam Mosque," casually strolled up to the podium of a conference room in the Manhattan's Halloran House, after Kahane wrapped up a one-hour speech. "Moments later, Kahane was shot once in the throat at point-blank range with a .357 magnum, and Nosair bolted outside. During a running gun battle down Lexington Avenue, Nosair was wounded by an off-duty postal inspector and finally captured by New York City police.”

An FBI informant told Freidman that Nosair frequented the El Salaam Mosque in Jersey City. Nosair was close to Sheikh Abdel Rahman. “I told them that, four days before, I saw with my own eyes the Sheikh meeting with Nosair at a Lebanese restaurant on Atlantic Avenue in Brooklyn. It was 7 p.m. There was Nosair, the Sheikh, a person escorting the Sheikh, and another person I don't know. They were deep in conversation."

After the arrest of Kahane’s assailant, police found evidence that the murder “was just the first in a planned spree. Scrawled on a bank calendar in Nosair's home was a ‘hit list’ that included the names of a U.S. representative, two federal judges, and a former assistant U.S. Attorney.”

The secretive cell of extremists from the Mosque often met with Nosair to discuss means of destroying symbols of the Israeli-loving Babylon they despised, "the Empire State Building, the Statue of Liberty.”

The World Trade Center.

“Many are wondering why there wasn't a comprehensive, wide-ranging investigation of Meir Kahane's murder,” Friedman reported. “What investigators would have found if they had done their job thoroughly is that Sheikh Abdel Rahman and El Sayyid Nosair were at the heart of a far-flung terrorist conspiracy.”7

NOTES

1) John Loftus, “What Congress does not know about Enron and 9/11,” May 31, 2002, http://www.john-loftus.com/enron3.asp#congress

2) Dore Gold, “The Suicide Bombing Attacks in Saudi Arabia: A Preliminary Assessment,” Jerusalem Issue Brief, Institute for Contemporary Affairs, Vol. 2, No. 28, May 13, 2003, HYPERLINK http://www.jcpa.org/brief/brief2-28.htm http://www.jcpa.org/brief/brief2-28.htm

3) See Thompson and Kanigher. Also, Edith Regalado, “CIA whisks away Brit-Am blast victim; now in US,” Philippine Star, July 9, 2002.

4) Anon., “Edwin Angeles: The spy who came in from the cold,” INQ7.net, HYPERLINK http://www.inq7.net/specials/inside_abusayyaf/2001/features/spy_turns_bandit.htm http://www.inq7.net/specials/inside_abusayyaf/2001/features/spy_turns_bandit.htm

5) See, http://www.voxfux.com/archives/00000105.htm for a summary of the Manila Times series written by Dorian Zumel-Sicat and Jeannette Andrade, May 29, 2002 through May 31, 2002. Also see, Manila Times’ reports to June 19, 2002.

6) Robert J. Freidman, “The CIA and the Sheikh,” Village Voice, March 30, 1993.

7) Ibid.

IV


ADNAN KHASHOGGI, ALEXANDER VOLOSHIN & THE 1999 MOSCOW APARTMENT BOMBINGS

Two years before the towers in Manhattan crumbled under the weight of global political corruption, a spate of bombings in Russia left relatives and victims, as CNN reported on September 10, 1999, "searching for answers."

At least 90 bodies, including seven children, were dragged from the wreckage of a bombed-out apartment building in Moscow in early September 1999. Russian Prime Minister Vladimir Putin, in a televised speech, suspected Muslim terrorists; if so, he said, "we are facing a cunning, impudent, insidious and bloodthirsty opponent."1

CNN reported: "Russian President Boris Yeltsin declared a day of mourning on Monday for the victims of Russia's last three explosions and bombings – the Moscow blast, the bombing of a shopping center near the Kremlin and the September fourth car bomb that demolished another apartment building in Buinaksk, in the southern Russian region of Dagestan…"

By the third week of September, the death toll rose to over 200. Chechyen forces were behind the bombings, proclaimed Yeltsin, a belief shared by Yuri Luzkhov, the mayor of Moscow. Interior Minister Vladimir Rushailo oversaw the investigation and announced that the Russian military "will consider itself within its rights to use all resources at its disposal to rebuff the aggression."2

And none of this added up. The harried Russian proles were quick to accept the government's explanation that Chechyens were responsible for the blasts in Moscow and the satellites. But as Asia Times editorialized, "it is highly unlikely." And no one stood to benefit by the outbreak of bombing but … well … Yeltsin …

In a statement of denial, Chechyen leader Shamil Basayev stated, "We had nothing to do with the explosion in Moscow. We never kill civilians. This is not our style."

THE MURDER COMMITTEE

So who was behind the bombing rampage?

Provisions anticipating the Patriot Act were proposed. The Duma considered declaring a state of emergency. Until the bombings, the public had steadfastly opposed such measures, but even Yegor Stroyev, speaker of the Federation Council, the upper hall of parliament, had to admit that he'd firmly opposed emergency measures in the past, but after the second Moscow explosion there was an obvious "need to consolidate the legal base for combating the rampage of terrorism and crime."3

Still, there were the inevitable skeptics and conspiracy theorists. Viktor Ilyukhin, a Communist leader, dismissed the bombings as provocateur actions: "Political hysteria is being fanned artificially, including by way of explosions to cancel parliamentary and presidential elections through a state of emergency."4

Day by day, the true, sordid details emerged in Versiya, Novaya Gazeta and UK's Independent to erode Yeltsin's credibility. It emerged that there was more to the bomb plot than the government had revealed, that its true origins lay not in the insurrection but in a meeting of conspirators held at the flat of Saudi entrepreneur Adnan Khashoggi …


"It is clear that apartment explosions in Moscow would not have happened if somebody in the Russian political elite did not want them," Novaya Gazeta opined on January 24, 2000. "One by one, pieces of puzzle were put together. But there were a few details that were lacking. They began to clear in January … and at the same time, some of the participants started to tell their version of events. In the Versiya newspaper, there was an article about the meeting of [Alexander] Voloshin with [Shamil] Basayev in France." Basayev was the radical Muslim leader who planned the violence in Dagestan. "This did not happen in Paris, as some of the newspapers reported later, but on the villa of Adnan Khashoggi, Arabic millionaire, on the Mediterranean."

French intelligence agents monitored the meeting and details surfaced in the public print. Khashoggi denied that he had attended the meeting in his own home, but his denial is irrelevant given the Turkoman's redundant role in acts of terrorism worldwide. The meeting's main participants – Anton Surikov, "formerly" of Army special forces, and Aleksandr Voloshin, Yeltsin's Chief of Staff – offered no comment. When reporters asked Surikov, he claimed that he hadn't travelled abroad in years, and certainly not to France. This did not quite square with the public record, however, Just a few months before, he was in Washington, D.C. to meet with Yuri Maslukov, Russia's deputy prime minister, and Michel Camdessus, managing director of the IMF. Surikov had also flown to France on a couple of occasions, once in December 1994 and again in the summer of 1999. Surikov was lying. He had departed on June 23 aboard an Aeroflot bound for Paris, in fact, and returned from Nice on July 21, nearly a month later.5

A book on the Russian spy agency, Spetzsnaz GRU, written by former intelligence agents, reports that when the well-paid rebels entered Russia from Chechnya, the military was "commanded not to enter into battle with them and not to hinder the movement of the rebels."6

The 1999 bombing campaign punctuated an uneasy period of calm. From August 1996 through August 1999, Chechnya had been relatively peaceful. "Hostilities resumed following a bold incursion from Chechnya into neighboring Dagestan by an 'international' force of Wahhabis," John Dunlop at the Hoover Institute reports, "whose titular leaders were the legendary field commander Shamil Basaev and the shadowy Arab commander Khattab. In September of 1999, there occurred the notorious terror bombings of large apartment complexes in Moscow, Volgodonsk and Buinaksk which served to infuriate the Russian populace in a way similar to the American public's reaction to the events of 11 September in this country. On 23 September, Moscow once again commenced the bombing of Chechnya, and the second Russo-Chechen war of the past decade was on."7

Alexander Voloshin, who attended the meeting at Khashoggi's villa, is a singular political figure in Russia, outspoken in his support of the United States, in temperament comparable to an American Cold Warrior. On October 23, 2003, the Guardian reported that Vladimir Putin's chief of staff was at the center of "a furious row" between Moscow and Kiev "after he reportedly suggested Russia might bomb Ukraine if it did not back down in a diplomatic tiff over a small island between the two former Soviet states. Alexander Voloshin, the head of the president's administration, made the remarks while he was briefing Ukrainian journalists at the Kremlin…. The row is over 100 metres of sand…."8

In the end, however, Voloshin was forced out of government – not for his ties to the meeting at Khashoggi's villa, or to terrorists, but to Big Oil:

Putin’s powerful chief of staff resigns
Pakistan Daily Times
November 1, 2004

Voloshin’s resignation over arrest
of top oil tycoon widens political scandal

MOSCOW: Moscow press reported Wednesday that Kremlin’s powerful chief of staff had resigned in protest of the arrest of a top oil tycoon in a widening political scandal on the eve of Russian parliamentary elections.
The Vedomosti business daily said that President Vladimir Putin had accepted Alexander Voloshin’s resignation on Monday night after meeting for several hours with top Kremlin officials….
Newspaper reports said that Voloshin had handed in his resignation on Saturday only hours after Russia’s richest man, Yukos chief Mikhail Khodorkovsky, was hauled in by secret service men at gunpoint in a Siberian airport and flown to Moscow for questioning.
Voloshin, 47, is seen as one of the last figures in the Kremlin to have hung on from the era of Putin’s predecessor Boris Yeltsin and a leader of an administration clan known as “the Family” that battled the hawkish “siloviki” camp of former secret service agents that recently emerged in Putin’s court. He was seen as a strong backer of big business and an instrumental Kremlin aide who managed to skillfully mediate between the various administration factions and parliament lawmakers on key economic reform issues.
His potential resignation had been rumored in Moscow for months as the Family – which supported big businesses including Yukos – was being squeezed out by the “siloviki” clan.
… Western investors said that Voloshin’s resignation – if officially confirmed – would mark an escalation of political instability on the eve of December 7 parliamentary elections.
“Assuming Voloshin’s departure is confirmed today, this will only underline the seriousness of the political crisis resulting from Putin’s decision to deal with the political problem of Khodorkovsky using KGB methods,” the United Financial Group wrote in a research note. The investment house noted that Voloshin “seems to have made himself indispensable to Putin as a discreet but effective administrator with a good grasp of the reform policy agenda and adept at arbitrating between competing interests.” Besides heading Putin’s administration, Voloshin for the past four years has also served as chairman of the board of the United Energy System electricity monopoly that has been struggling to undertake reforms for the past four years.
But the United Financial Group predicted that Putin would probably try to seek a balance within his administration and was unlikely to give the post to any of the top members of the secret service Kremlin factions.
Voloshin became deputy head of Yeltsin’s administration in 1998 and became chief of staff the following year. He was attributed with drafting economic portions of Yeltsin’s speeches. Putin kept Voloshin on his post when he took the presidency following Yeltsin’s abrupt resignation on December 31, 1999….9


NOTES

1) Jill Dougherty, "At least 90 dead in Moscow apartment blast," CNN report, September 10, 1999.
HYPERLINK http://www.cnn.com/WORLD/europe/9909/10/russia.explosion.03/ http://www.cnn.com/WORLD/europe/9909/10/russia.explosion.03/

2) STRATFOR.COM, "Who gains from the Moscow apartment bombings?" Asia Times, September 14, 1999.
HYPERLINK http://www.atimes.com/c-asia/AI15Ag01.html http://www.atimes.com/c-asia/AI15Ag01.html

3) Ibid.

4) Dougherty.

5) Boris Kagarlitsky, 'We Donít Talk To Terrorists. But We Help Them?' Novaya Gazeta, (translation by Olga Kryazheva, research intern, Center for Defense Information, Washington DC), January 24, 2000. HYPERLINK http://geocities.com/chechenistan/conspiracy.html http://geocities.com/chechenistan/conspiracy.html

6) John B. Dunlop, 'The Second Russo-Chechen War Two Years On," Presentation at U.S. and World Affairs Seminar, Hoover Institute, October 17, 2001. HYPERLINK http://66.102.7.104/search?q=cache:nGpCwJsA3z0J:www.freerepublic.com/focus/f-news/1233969/posts+Voloshin+and+khashoggi&hl=en&ie=UTF-8 http://66.102.7.104/search?q=cache:nGpCwJsA3z0J:www.freerepublic.com/focus/f-news/1233969/posts+Voloshin+and+khashoggi&hl=en&ie=UTF-8

7) Ibid.

Cool Nick Paton Walsh, "Russian official condemned for joke about bombing Ukraine," Guardian, October 23, 2003.
HYPERLINK http://www.rusnet.nl/news/2003/10/23/currentaffairs04.shtml http://www.rusnet.nl/news/2003/10/23/currentaffairs04.shtml

9) HYPERLINK http://www.dailytimes.com.pk/default.asp?page=story_30-10-2003_pg4_1 http://www.dailytimes.com.pk/default.asp?page=story_30-10-2003_pg4_1

Posted by Alex Constantine at Thursday, December 03, 2009

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 11, 2010 11:10 am

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005626


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวิตข้อความ 14 ม.ค.

แถตัวพ่อ!! “นช.แม้ว” อ้างผังเมืองซาอุฯ เอกชนทำ หลังเจออุปทูตโต้หน้าแหก ยันยังไม่ไปเขมร
14 มกราคม 2553 17:02 น.

“นช.แม้ว” ส่ง SMS เตือนสาวกอย่าเพิ่งไปหาที่เขมร ยันยังอยู่ดูไบ ไว้ไปเมื่อไหร่แล้วจะบอก
แถใหญ่!! ปัดโม้นั่งกรรมการผังเมืองซาอุฯ อ้างโครงการของเอกชน เจ้าชายที่เชิญเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
หลังอุปทูตทำหน้าแหกบอกไม่จริง


วันนี้ (14 ม.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้ที่เป็นสมาชิก โดยออกมาเตือน
ผู้สนับสนุนว่าอย่าเพิ่งเดินทางไปหาตนที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพราะขณะนี้ตนยังพำนักอยู่ที่รัฐดูไบ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งล่าสุดได้ทราบว่ามีประชาชนหลายคนได้เดินทางไปเพื่อพบตน
โดยตนจะเดินทางไปเมื่อไหร่นั้นจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนนี้ผมอยู่ดูไบ วันนี้มีคนไปหาผมที่พนมเปญหลายคน อย่าเพิ่งไปโดยไม่ได้บอก” ข้อความสั้น
ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งถึงสมาชิกล่าสุด

โดยก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวจากประเทศกัมพูชาว่า นายฮอ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศ กัมพูชา
ให้สัมภาษณ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางเยือนเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ทางการกัมพูชาได้แต่งตั้งให้เป็น
ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลในปลายเดือนนี้ แต่ยังไม่ระบุเป็นที่แน่ชัดว่าจะเดินทางมาเมื่อไหร่

ขณะที่วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวตอบข้อซักถามถึงสมาชิก
หลังอุปทูตซาอุดิอาระเบียเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ถูกตั้งให้เป็นกรรมการผังเมือง ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ว่า อย่าเพิ่งแปลกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น โดยอ้างด้วยว่าโครงการดังกล่าวนี้เป็นของทางภาคเอกชน แต่มีเจ้าชายองค์หนึ่ง
เป็นเจ้าของโครงการหรือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และโครงการดังกล่าวก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วย

“@suchilap อย่าเพิ่งงงเป็นโครงการของเอกชนไม่ใช่ของรัฐแต่บังเอิญมี prince องค์หนึ่งเป็นเจ้าของ
หรือเรียกว่าหุ้นใหญ่และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล” พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบโต้สมาชิกคนหนึ่งที่ซักถามถึง
กรณีที่อ้างว่าได้รับเชิญให้เป็นกรรมการผังเมืองซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม วานนี้ (13 ม.ค.) นายนาบิล เอช อัซรี อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย
กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ โพสต์ในทวิตเตอร์ส่วนตัวระบุว่า ได้รับการชวนจากซาอุดีอาระเบีย
ให้เป็นกรรมการบอร์ดเกี่ยวกับโครงการสร้างเมืองใหม่ของซาอุฯ และจะส่งผลกับแรงงานไทยว่า
ไม่เป็นความจริง ตนยังไม่เคยมีข้อมูลในเรื่องดังกล่าว และหากหมายถึงรัฐบาลซาอุฯ ก็ยังไม่เคยมีข้อมูลเช่นนั้น

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263169297&grpid=00&catid=

วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 07:30:18 น. มติชนออนไลน์

"แม้ว"ทวิตคุยซาอุฯชวนนั่งบอร์ดสร้างเมืองใหม่ขอใช้แรงงานไทย แนะมองอนาคตลืมความสัมพันธ์สะดุดครั้งเก่า


เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 11 ม.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ว่า "วันนี้ ไปประชุมเกี่ยวกับการสร้างเมืองใหม่ของประเทศซาอุดิอาราเบียเป็นโครงการใหญ่ ยักษ์น่าสนใจมากครับ เขามาชวนให้ช่วยเป็นกรรมการบอร์ดดูท้าทายดี ให้เป็นรูปเป็นร่างชัดกว่านี้จะเล่าให้ฟัง ผมมีข้อแม้เพียงว่าขอเอาผู้รับเหมาไทยและแรงงานไทยเข้าไปมีส่วนทำงานด้วยโดย ไม่มีค่าหัวยกเว้นค่าตั๋วบิน"

นอกจากนี้ อดีตนายกฯ ได้ตอบคำถามผู้ที่เข้ามาโพสต์ความคิดเห็นว่า ขณะนี้ที่ซาอุฯ ไม่มีแรงงานไทยทำงานอยู่เลย "โครงการ นี้princeองค์หนึ่งมาชวนผมที่บ้านและผมได้พูดถึงความสัมพันธ์ที่มีปัญหา วันนี้ว่าเราควรจะมองไปข้างหน้า เขาเห็นด้วย โครงการนี้ใหญ่มากครับ ผมบอกเขาตรงๆว่าผมลงเงินด้วยไม่ไหว ขอเป็นสมองและnetworkให้ เพียงขอให้ผมสามารถแนะนำผู้รับเหมาและแรงงานไทยไปทำได้"

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐบาลซาอุฯ ได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย พร้อมทั้งจำกัดจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในซาอุฯ และห้ามชาวซาอุฯ เดินทางมาประเทศไทย



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1230272283&grpid=10&catid=01

วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 22:33:44 น. มติชนออนไลน์

นสพ.สเตรทไทมส์ แฉ"ทักษิณ"เริ่มแย่ เหลือเงินแค่ 500ล้านดอลล์ เหตุ"ลงทุนเจ๊ง-ถูกอังกฤษ-สวิสยึดทรัพย์"

สเต รท ไทมส์ สิงคโปร์ ระบุ"ทักษิณ"เริ่มแย่ เหลือเงินแค่ 500 ล้านดอลลาร์ ขาดทุนบักโกรก เงิน5 พันล้านดอลลาร์หดจากการลงทุนต่าง ๆ แถมถูกรัฐบาล "อังกฤษ-สวิส"ยึดทรัพย์ เบื้องหลัง"พจมาน"กลับไทย ปกป้องทรัพย์สินที่เหลืออยู่


หนังสือพิมพ์สเตรท ไทมส์ ของสิงคโปร์ รายงานเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีทรัพย์สิน 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.75 หมื่นล้านบาท จากการสูญเสียการลงทุนจากหุ้นต่างประเทศมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ และการเก็งกำไรซึ่งกำลังเผชิญสภาพผันผวนเพราะจากภาวะหุ้นทั่วโลกตก และราคาน้ำมันร่วง โดยนักการเงินรายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยนามบอกว่า โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลอังกฤษเพิ่งระงับทรัพย์สินเขาเป็นมูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ ภายหลังเพิกถอนวีซ่าของ นางพจมาน ดามาพงศ์ เมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เขาต้องขายกิจการสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้แก่กลุ่มนักลงทุนอาหรับ

รายงานระบุว่า เงินจำนวน 4.2 พันล้านดอลลาร์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกยึด ประกอบด้วยเงินจำนวน 1.4 พันล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นชื่อของเขาเอง,เงินลงทุนในตลาดหุ้นล่วงหน้า 40 ล้านดอลลาร์ เงิน 300 ล้านดอลลาร์ในธนาคารสวิส แต่ปัญหาที่เขากำลังเผชิญก็คือ จะต้องพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินเหล่านี้ เพื่อให้เงินหลุดจากการถูกระงับชั่วคราว แม้การที่เขามีหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ในต่างแดนเป็นจำนวนมากก็ไม่อาจช่วยได้ จากภาวะที่เขาถูกตัดสินว่าคอรับชั่นและได้รับการประกันตัว

ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้ของเขาถือว่ายุ่งเหยิง เพราะเงินที่ถูกยึดทรัพย์เป็นเงินที่ถูกฝากในชื่อของบุคคลอื่น โดยเขาได้ใช้บริษัทต่าแดน 20-25 แห่ง ดำเนินธุรกรรมทางเงิน รวมทั้งการฝากเงินในธนาคารสวิสและธนาคารเอกชนอีก 3 แห่งในกรุงเจนีวา โดยบางส่วนยังเป็นเงินกู้ ที่เขามีปัญหาทางกฎหมายที่จะดึงเหล่านี้คืนมา
นอกจากนี้ นักการเงินรายเดิมระบุว่า ทรัพย์สินอื่น ๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ถูกนำไปลงทุนในตลาดน้ำมัน การเก็งกำไรด้านสินค้าโภคภัณฑ์(ข้าว) และการค้าทองคำล่วงหน้า ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้เสี่ยงที่จะสูญเสียมูลค่าเพราะสภาพตลาดหุ้นที่ไม่แน่ นอน และว่า เขาเชื่อว่า ตอนนี้พ.ต.ท.ทักษิณ เหลือเงินเหล่านี้เพียง 500 ล้านดอลลาร์ และเงินเหล่านี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำคัญเขา ขณะที่นางพจมาน ดามาพงศ์ ได้เดินทางกลับเมืองไทย ก็เพื่อที่จะคุ้มครองทรัพย์สินสุดท้ายของพวกเขาที่เหลืออยู่

รายงานระบุว่า การลงทุนมากมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้รัฐบาลอังกฤษเปิดการสอบสวนแหล่งที่มาของเงิน และนำไปสู่การเพิกถอนวีซ่าของเขาและนางพจมาน ขณะที่นักการเงินรายเดิมระบุว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องขาดทุนจากการลงทุนเพราะเขาลงทุนได้กำไรแล้วกลับไม่เลิก

อนึ่ง สำหรับบทความนี้ เป็นการนำข้อเสนอส่วนหนี่งจากหนังสือพิมพ์"เดอะ เนชั่น"ฉบับวันที่ 26 ธ.ค.







THE STRAITS TIMES
Breaking News SE Asia
December 26, 2008 Friday 10:58 AM


----------------------------------------

Down to his last US$500m
Former PM hit by global slowdown, so US$2 billion frozen in Thai banks is now more important


EX-PRIME minister Thaksin Shinawatra was believed to have $5 billion (S$7.2 billion) of overseas assets in nominal value as stock markets were peaking, oil was trading at US$140 a barrel and Middle East real estate was going up every day.
But with the collapse of the global financial markets and the commodity prices, Thaksin′s core money is now believed to be worth not more than US$500 million.
′By my calculations, the core money is not worth much more than US$500 million at today′s liquidation value, and Thaksin′s capacity to hold on to the debt is diminishing fast, by the day. So, in brief, his net worth has declined from a notional figure of US$5 billion to the present value of US$500 million,′ said the international financier, who asked not to be named.

Much worse, the UK government has frozen about US$4.2 billion in assets believed to belong to ex-prime minister Thaksin shortly after it revoked his and Ms Khunying Pojaman Shinawatra′s visas in November, according to local and international money managers.
The UK authorities normally give the ′beneficiary owners′ of the frozen assets six months to step forward to declare ownership. If the authorities are satisfied with the evidence, they release the assets back to the beneficiary owners.

Earlier, Arabian-business.com reported that the UK has frozen US$4 billion of Thaksin′s assets.

′The UK froze his reputed US$4 billion of assets, forcing him to sell Manchester City to Abu Dhabi′s Sheikh Mansour. To add to his troubles, his UK visa was revoked - oh, and his wife divorced him last week,′ the Arabianbusiness report said.

Yet so far nobody has come out to confirm or deny this report.

Of the US$4.2 billion being frozen by the UK authorities, US$1.4 billion represents Thaksin′s core money, plus US$40 million in futures trading margin, US$300 million in Swiss bank core money excluding margin money and US$300 million core money in Dubai. The rest is debt.

Thaksin′s real problem, however, is to prove that the source of money in the UK and Switzerland is credible, without which a big chunk of his assets will be frozen for quite a while. Having too many offshore companies with bearer shares is not helping matters in an environment where he has been convicted and jumped bail.

′At the moment, the situation is rather complicated for Thaksin because all the frozen assets are under nominee names. He has been using 20 to 25 offshore companies for financial transactions, including two major Swiss banks and three private banks in Geneva,′ said the international money manager, who has followed the Manchester City Football Club deal closely.

Parts of Thaksin′s frozen money also represent margin loans provided by the Swiss banks, which are also trying to sort out the legal problems to get the money back, he added.
Other assets are invested in oil, rice and gold futures trading, in new condo buildings in Dubai and other portfolio investments. The total contracts of his oil, rice and gold future trading exceeded US$450 million in face value. They are now at risk of being liquidated because of the adverse market conditions.

′Also, I was told by Adnan Khashoggi′s people in Dubai and Abu Dhabi that the huge investment in new condo buildings in the Gulf is at risk of being wiped out since it was loaded with bank debt. Total outlay is in excess of US$1.2 billion, though the loss (if materialised) will probably be about US$250-US$300 million,′ said the international financier.

Another US$550-million portfolio believed to belong to Thaksin is being managed by the two major Swiss banks and three private banks in Geneva and is also doing badly. Without proper risk-insurance coverage, the value of this portfolio has declined significantly, he added.

He said: ′I believe Thaksin now has only US$500 million left. So the Thai assets are now very critical to him. Khunying Pojaman′s return to Thailand is primarily aimed at protecting this final piece of their assets. Thaksin is also weighing the possibility of returning to Thailand himself to reclaim the Thai assets, which have become very critical to him.′
A Thai businessman by the name of ′Phairoj P′ has been acting as a front man on Thaksin′s behalf in making the dubious money transfers into the UK.

′Phairoj was a surrogate in helping Thaksin to acquire the football club. When only 10,000 pounds of (S$21,300) was transferred into Phairoj′s bank account, the UK authorities asked him where the money came from but he could not give a satisfactory answer. That led the UK authorities to mount a series of assets freezes. Phairoj, too, is facing trouble with the UK authorities,′ said a local banker, who asked not to be named.

′But I have not heard anything much beyond that. I only know that he has lots of money overseas.′

The UK authorities started to focus their attention on the high-profile Thaksin when he announced his buy-out of Manchester City in 2007. Since Thaksin was from Thailand and had taken refuge in London after being ousted from office by a military coup in September 2006, his money transferred into the UK should have come from Thai banks or Thai companies.

As it turned out, the UK authorities found out that Thaksin′s money - virtually all under other nominee names - came from offshore companies located in such places as Guernsey or Isle of Man and directly from the Swiss banks. Thaksin altogether invested more than 200 million pounds, including the cost of buying the players, in the football club.
That huge investment prompted the UK authorities to launch an investigation into the trail of the money transfers and eventually nail Thaksin and his wife with the revocation of their visas.

Much worse, over the past two years, Thaksin has been actively making business deals that have turned sour to the extent that he is now desperate to reclaim his frozen assets in Thailand.

′Before Thaksin had more money in the overseas than his 76 billion baht frozen in Thailand. He could just easily walk away from his Thai assets. But now most of his overseas investment has been blown away. He has lost his money badly in the futures trading. My good guess is that he has only in the 10 billion baht range left. So he is rather desperate to try to get hold of his frozen assets in Thailand. But that will not be easy now,′ said a local money manager who has extensive experience in international finance.
′Thaksin is bound to lose money in his investment because he only looks at the upside gains and never knows when to stop,′ he added.

On Wednesday, Thai Rath, a local mass daily, hinted that Thaksin might decide to fly into Thailand soon in order to salvage his sagging political base, with the defection of Newin Chidchob, the political kingmaker, and the possibility of the breaking apart of the Pheu Thai Party.

Thaksin′s whereabouts has been kept secret. But he is now believed to be operating out of Delhi as his headquarters.

′Interestingly, Thaksin appears to have strong links with India via a powerful agent in Delhi. He has established a base there and, in my view, that connection will prove his strongest international connection. It is close to Thailand, it is where he has the freedom to operate politically, it is a free-wheeling money market/investment climate and I guess no extradition treaty with Thailand,′ the international financier said.

http://www.gowesting.com/index2.php?option=com_content&do_pdf=1&id=347

The Lords of Global Football
 
Is the new Soccernomics turning the English Premier League into the world's most

international game or a legitimizing front for notorious world oligarchs?
 
Yesterday Tom Hicks and George Gillette, the American co-owners of the Liverpool Football Club,

turned down an offer from the Dubai-based investment group DIC that would have paid them £200 million
each for their respective stakes in England's most historic sporting franchise. The decision to turn down
what would have amounted to a £25 million return on a 13-month investment has been criticized by
fans and financiers alike and left many wondering why Bush crony and Texas Ranger owner Hicks-
who apparently refused the sale on his own-is so intent on keeping his place as one of the EPL's
most high-profile foreign owners, considering the company he stands to keep.
 
Just last week deposed Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra returned to his home country

to face corruption charges that could land him 13 years in prison, but the eyes of Manchester,
England, and, arguably, the world were more focused on whether or not he would regain
access to the £800 million fortune that could make Manchester City, the team he purchased
in the summer of 2007, one of the richest clubs in Europe.
 
A royalist military junta deposed Thaksin in a bloodless coup in 2007 , accusing him of massive

corruption and freezing over $1.6 billion in assets that he allegedly stole from the Thai people.
Meanwhile, Amnesty International has said that Thaksin, while in power, presided over
"very serious human rights violations." Thaksin fled Thailand for England where he subsequently
paid £89 million Manchester City, a debt-riddled soccer team with a rich history, which for the last
twenty years has played second fiddle to cross-town rivals, world super power Manchester United.

Thaksin infused the club-one of the lowest-spending in the EPL-with his own money. After hiring

the former England manager, dour Swede Sven-Goran Erikkson, the club went on an unprecedented
buying spree, spending over £30 million on new talent. When the Sky Blues started the season undefeated,
people wondered for the first time in decades which Manchester team would finish higher on the league table.

Thaksin is not the only foreigner with a checkered past buying up the crown jewels of English football.

The A-list includes:

Mohammed Al Fayed, Roman Abramovich, Alisher Usmanov, and Lakshmi Mittal.
 
 
The Cast

 
Mohammed Al-Fayed

Remember way back in 1997 when Becks was just a soccer player who garnered above average jersey sales
for his club? That was the year Princess Diana died in a car wreck in Paris. It was also the year that
foreign ownership first came to English football when Mohammed Al-Fayed, Dodi's father, purchased Fulham FC,
a second division club in West London.

The Egyptian Al-Fayed-who added the "al" to his name upon arrival in England only to be deemed
the "false Pharaoh" by Private Eye-rose to financial prominence during the 1980s in the shadow of
his brother-in-law, the famously shady international businessman and arms dealer Adnon Khashoggi.


In 1985 Al-Fayed bought the quintessentially English brand Harrods Ltd. for £615 million,
but in spite of his best efforts, he was never able to gain English citizenship as both Labour and
Conservative Home Secretaries repeatedly rejected his applications on grounds that he was not of
good character. While the Home Office may not have accepted Al-Fayed, he managed to embed himself
in English culture with his purchases.

In 2001 Fulham were promoted to the Premier Division and Fayed optimistically stated that
he wanted the club to be "the Manchester United of the South." Al-Fayed's plans for Fulham to become
the next Man U may not have worked out, but his purchase of the club set the stage for the higher-profile
foreign takeovers that followed.



http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-100.htm




http://groups.yahoo.com/group/liberaldems1/message/3187


http://www.ritzcarlton.com/corporate/locations/default.asp
clicking on the url above will take you to a list of the Ritz-Carlton hotel chain's locations,
It's Berlin location will open in 2004 In the Middle East the chain already has hotels in Egypt, Qatar ,
Doha, United Arab Emirates, Dubai. The chain will opena location in the Cayman Islands in 2003 .
The chain also has a Washington D.C. location. "Dodi wooed Di at the Ritz in Paris (his father owns
the Ritz-Carlton chain of hotels) London tabloids were rife with speculation that the entire romance
was cooked up by Mohamed Fayed. After all, the papers theorized, he engineered the first meeting
of Diana and Dodi, back in 1986, when his polo team-his son included-took on Prince Charles's team
at Windsor Great Park. Dodi Fayed was "the man who will take me out of one world and into another,"
Diana was quoted as saying. "I trust him." Fayed, 42, also was killed along with Diana in a car crash
in a tunnel under the Seine River in Paris. Revelations of Mohamed Fayed's questionable payments
to Conservative Party members of Parliament were considered a nail in the coffin for former Prime Minister
John Major in this year's elections that brought the Labor Party to power for the first time in two decades."
http://www.washingtonpost.com/wp-srv/inatl/longterm/diana/stories/life0831.htm
"Mohamed Al Fayed had the power of attorney to the Sultan of Brunei, one of the richest men
in the world. All of these men, including George H.W. Bush had contacts to many sources in
the Arab world. both Bush Sr. and Fayed were in business with George de Mohrenschildt."
http://ciajfk.com/zero.html
"Harrods quietly takes over Texaco's exploration field The UK Harrods, with their subsidiary
Harrods Energy (Thailand), has been in talks to take over three off-shore gas and oil exploration fields
from the US based Texaco. The move signifies strong interest from the owner of Harrods,
Mohammed al Fayed, father of Dodi al Fayed, the fianc้e of the late Princess of Wales. Last August,
Harrods Energy was granted exploration rights over two on-shore fields covering 5,800 square kilometers
in Prachuab Kirikhan; the takeover of the three Texaco fields in the Gulf of Thailand will make Harrods Energy
among the largest explorers after the US UNOCAL and the Petroleum Authority of Thailand.
According to the leader of Thai-Rak-Thai Party, Dr. Thaksin Shinawatra, Harrods investments
in Thailand came after months of efforts spent during his trips last year to the US and Europe
to persuade investors to come in. Dr. Thaksin said he had only acted as a coordinator
and has no shares in the company.
US group, led by former Kansas Senator Bob Dole, in negotiations with Srivikorn family for deals in
the Royal Meridien President and with Preecha group for the Emerald Hotel; Carlyle group of former
secretary of state James B allocated Baht 5000 million for investment projects in Thailand.
"http://www.pattayamail.com/289/business.htm "a Web search turned up the site of the London-based
Burke's Peerage (www.burkestitles.com), I knew I could stop looking. The company no longer puts out
the authoritative Burke's Peerage and Baronetage, which it sold off in the 1970s, but it compiles a number
of genealogical volumes, and its publishing director, Harold Brooks-Baker (an American-and as yet a commoner),
is the world's most quoted expert on royalty and aristocracy. It was Brooks-Baker who revealed that Colin Powell
is related to the late Princess Diana. "Descents from Edward I [descendant of Henry III] James Madison,
US President William Henry Harrison, US President (Benjamin Harrison, US President Grover Cleveland,
US President Gerald Ford, US President George Bush, George W. Bush, General Colin Powell."
http://www.theatlantic.com/issues/2001/02/rocca.htm
"of Europe. Dodi Fayed, beloved of Lady Diana, is a cousin of Adnan Khashoggi,
a CIA asset involved in sales of arms to Iran
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/3125
[http://www.cnn.com/WORLD/9708/10/britain.diana/ "
Fayed and the princess are said to have met about 10 years ago, when he played polo
against her ex-husband, Prince Charles, the heir to the British throne.
Fayed's uncle is well-known Saudi arms dealer Adnan Khashoggi;
his father, Mohamed Al Fayed, was at the center of a corruption scandal that helped lead
Britain's Conservative Party to defeat in May's election." the bin Laden boys attended classes
along with schoolmates such as King Hussein of Jordan, Zaid Al Rifai, the Kashoggi brothers
(whose father was one of the king's physicians),

Kamal Adham (who ran the Saudi [security] services under King Faisal), present-day contractors
Mohammed Al Attas, Fahd Shobokshi and Ghassan Sakr and actor Omar Sharif.King Fahd's two closest
friends were: Prince Mohammed Ben Abdullah (son of Abdul Aziz' youngest brother), who died in the early '80s
and whose brother, Khaled Ben Abdullah (an associate of Suleiman Olayan), still has free access to the king;
and Salem bin Laden."
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/3728
The Wall Street Journal of December 1st, 2000 page one states: " 'Madame Butterfly'
Theresa Le Pore wasn't always an embattled Palm Beach ballots chief. In the 1980s she moonlighted
as a flight attendant on private planes owned by Saudi weapons dealer Adnan Khashoggi,
a middleman in Reagan administration arms sales to Iran." Theresa Le Pore designed the infamous
Butterfly Ballot in Palm Beach Florida. The Plot Thickens as they say, or does it, time will tell.
Pamela Harriman was married to Randolph Churchill before she married Averell Harriman.
Averell Harriman was the partner in Brown Brothers, Harriman, with Prescott Bush, the father of former
President Bush, and with George Herbert Walker, former President Bush's grandfather.
The W in George W. Bush stands for Walker. Pamela's son was named after his grandfather,
Winston Churchill. Pamela's son ,Winston's alleged former mistress was Soraya Khashoggi,
who was the former wife of arms dealer Adnan Khashoggi. Khashoggi was also allegedly deeply involved
with former President Bush in the Iran-Contra Affair. "OUTSIDE LOOKING IN to Saudi Arabia.
The company took off and not long after, al Fayed married Khashoggi's sister Samira,
who gave birth to Dodi in 1955. He divorced her after""Article24b.htm to prove, but Richard Taus,
former FBI agent, states that Al Fayed and Khashoggi were connected to the Iran/Contra
scandal through Castle Securities Castle"
http://paranoiamagazine.com/24Article2.htm
"The Churchill Society London Mr. Churchill, whose former mistress Soraya Khashoggi,
the former wife of arms dealer Adnan
http://www.churchill-society-london.org.uk/wscminor.html
THE TIMES NEWSPAPER 19th February 1997 By Andrew Pierce and Tom Rhodes WINSTON CHURCHILL
who spent most of his life living in the shadow of his glamorous mother Pamela Harriman,
was left $10 million (6.2 million pounds) in her will it was disclosed yesterday." "Brits get tangled in
Enron scandal Tue Feb 12, 2002 Ellen Hale USA TODAY LONDON-The Enron scandal has spilled across
the Atlantic to Britain, where it has put Tony Blair's Labor Party on the run, forced Prince Charles to
defend himself *** "Enron Gave to Prince Charles Fund (AP) Enron Corp. donated more than $1 million
to Prince Charles' charity for disadvantaged youth and its executives met with him at charity dinners,
the charity and St. James's Palace said Saturday. Britain's Prince Charles accepted one million pounds
($1.4 million) from the collapsed energy giant Enron for his youth charity, a spokeswoman for
the Prince said on Saturday. Feb 02"BBC News | UK | Charles defends Enron meetings young people
Prince Charles has defended himself following revelations he met Enron executives
after the company donated ฃ800,000 to the Prince's Trust.
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/3125
Bin Laden et.al.
http://www.pbs.org/wgbh/pages/frontline/shows/binladen/who/family.html
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/2045
The thing to remember is that Bush, Cheney, Powell, Pat Robertson, and many others are actually
or "allegedly", all part of a single Imperial Family. They are relatives! So we see an Imperial Family,
operating with its friends century after century. Pat Robertson is a Member of the Imperial Family
that includes Dubya, Colin Powell, Walt Disney, the late Princess Diana, and quite a few others
to find out more Please read Taft
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1830
And the DOWN WITH THE MONARCHY series
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1033
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1037
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1041
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1042
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1202
and Bush Relativity Theories Hinckley- John Ellis- Cheney, others at
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/34
All In The Family? at
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/636
and Part Two All In The Family? at
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/640
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1878
"from the secretary of state of the United States the other day. COLIN POWELL, U.S. SECRETARY OF STATE:
This kind of response (Note the response Powell was referring to was a response to arab terrorism!!!
Quite a double standard! )
is too aggressive and it just serves to increase the level of tension and
violence in the region."
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1613
"On Day One, you'll learn the secrets of Smart Campaign Tactics; the keys to mobilizing - and motivating
- Republican Grassroots Armies; *** You'll have dinner in the mess hall, accompanied by one of our invited
commanding officers: Attorney General John Ashcroft, Secretary of State Colin Powell,
Vice President Dick Cheney, Mrs. Lynne Cheney, or perhaps even *** himself, George W. Bush
and his wife Laura. This event is not to be missed! Your GOP Boot Camp will conclude on Sunday morning." http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1536
"The former president telephoned the crown prince, before Secretary of State Colin L. Powell was
dispatched to the Middle East by the White House late last month, the officials said.
The point of the call was to vouch for his son and to assuage concerns of the crown prince,
who is the day- to-day ruler of Saudi Arabia, that some strains in the United States' relations with
Saudi Arabia do not represent a permanent breach, they said. Former President Bush also urged
Abdullah to visit the United States, an invitation that had been offered earlier by the White House
but sidestepped by the Saudi leader, the diplomat said. The crown prince deferred again,
according to the accounts. The former president made his call to the crown prince at a newly sensitive
moment in relations between the kingdom and Washington. Abdullah has been unusually blunt
in his criticism of the new administration-In his conversation with the crown prince, former President Bush
said that his son's "heart is in the right place" and that his son was "going to do the right thing,"
a Middle East diplomat said. A senior administration official said that the phone call,
warm and familiar in tone, was designed to encourage Abdullah to think of the new president as having
a grasp of the Middle East similar to that of his father."
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1501
"The Saudis, since the start of their relationship with the US, put their money on the Republicans.
Largely because of the oil connection, they perceived the party as more sympathetic to their interests.
Saudi-US relations blossomed during the first Bush administration after King Fahd allowed US troops
to be stationed in Saudi Arabia during the Gulf War and Cheney, Powell and others became deeply
acquainted with the ways of the Gulf. Those relationships developed in the business sphere over
the past decade. Earlier this month, it was reported that former president Bush telephoned Abdullah
on private matters. A major component of the US-Saudi relationship has always been arms sales.
According to the Federation of American Scientists, Saudi Arabia is America's top customer,
purchasing over $40.6 billion in military products since 1989."


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Thu Jan 14, 2010 6:02 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 11, 2010 11:35 am

http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/1347
WHERE WERE BUSH I AND BUSH II ?
"Like everyone else in the United States, the group stood transfixed as the events of
September 11 unfolded. Present were former secretary of defense Frank Carlucci,
former secretary of state James Baker III, and representatives of the bin Laden family.
This was not some underground presidential bunker or Central Intelligence Agency
interrogation room. It was the Ritz-Carlton in Washington, D.C.,
the plush setting
for the annual investor conference of one of the most powerful, well-connected,
and secretive companies in the world: the Carlyle Group. And since September 11,
this little-known company has become unexpectedly important.
That the Carlyle Group had its conference on America's darkest day was mere coincidence,
but there is nothing accidental about the cast of characters that this private-equity
powerhouse has assembled in the 14 years since its founding. Among those associated
with Carlyle are former U.S. President George Bush Sr., former U.K. Prime Minister
John Major, and former President of the Philippines Fidel Ramos.
And Carlyle has counted, Prince Alwaleed bin Talal bin Abdul Aziz Alsaud of Saudi Arabia,
and Osama bin Laden's family among its high-profile clientele."
http://www.redherring.com/vc/2002/0111/947.html
"CNN LARRY KING LIVE America's New War: Laura Bush Discusses the Impact of September 11
Aired October 2, 2001 - 21:00
LARRY KING: A couple of other things: Have you spoken to your father- in-law?
(Not in transcript, but the father in law in question is one George Herbert Walker Bush !!!)
LAURA BUSH: I've spoken to my father-in-law. They were-they had actually spent that
Monday night here. (not in transcript but "here" means at the White House !!!)
LARRY KING: Really?
LAURA BUSH: I had just seen them off that morning
when I got in the-got in the car and found out about the first plane.
LARRY KING: Didn't know that.
LAURA BUSH: They were-they were on their way to St. Paul, Minnesota to give a speech,
and they were in a private plane, and their plane was diverted to Minneapolis." http://www.cnn.com/TRANSCRIPTS/0110/02/lkl.00.html
We know, because Laura Bush told us so on Larry King, that former President Bush
was at the White House on the morning of Tuesday, September 11th, 2001
and that he had spent the previous night at the White House.
Where was George I earlier on the evening of September 10th, 2001?
Was George I at the Ritz-Carlton in Washington, D.C. with the Carlyle Group
in preparation for the meeting of the Carlyle Group at the Ritz-Carlton that
was held on September 11th, 2001. Or were other Carlyle Group people at the White House
with former President Bush on the night of September 10th, 2001?
Where was Dubya? If anyone knows anything further about this please post it here and
at BushBusters, thanks very much. "September 11th, 2001 - The White House is evacuated.
White House Sealed"
http://www.september11news.com/AAWhiteHouseEvacReuters.jpg
Sept. 11th 1990 Dubya's Dad Speaks to Congress on Iraq When ? September 11th?
Yes ! September 11th 1990. Exactly 11 years to the day before the infamous
September 11th 2001 attacks on America. Saddam's Revenge !!!
How clear it is!!! "Address Before a Joint Session of the Congress on the Persian Gulf Crisis
and the Federal Budget Deficit September 11, 1990. We gather tonight, witness to events
in the Persian Gulf as significant as they are tragic. In the early morning hours of August 2d,
following negotiations and promises by Iraq's dictator Saddam Hussein not to use force,
a powerful Iraqi army invaded its trusting and much weaker neighbor, Kuwait.
*** The crisis in the Persian Gulf, as grave as it is, also offers a rare opportunity to move
toward an historic period of cooperation. Out of these troubled times, our fifth objective-
a new world order-can emerge.
***" READ THE WHOLE OF DUBYA'S DADDY'S SPEECH TO CONGRESS ON SEPTEMBER 11TH,
1990 AT http://bushlibrary.tamu.edu/ "Note: The President spoke at 9:09 p.m.in
the House Chamber at the Capitol.. The address was broadcast live on nationwide television
and radio." http://bushlibrary.tamu.edu/ Iraq Cheers September 11th Attacks on America "Wednesday, September 12, 2001 Baghdad TV Commentary: US 'Reaping Fruits of Crimes
Against Humanity' Baghdad Republic of Iraq Television in Arabic 1700 GMT 11 Sep 01
[TV Commentary by Sa'd Yasin Yusuf read by announcer over footage of explosions in New York] [FBIS Translated Text] [With thanks to Laurie Mylorie - Iraq Watch] The American cowboy
is reaping the fruits of his crimes against humanity. It is a black day in the history of America,
which is tasting the bitter defeat of its crimes and disregard for peoples' will to lead a free,
decent life. The massive explosions in the centers of power in America, notably the Pentagon,
is a painful slap in the face of US politicians to stop their illegitimate hegemony and
attempts to impose custodianship on peoples. It was no coincidence that
the World Trade Center was destroyed in suicidal operations involving two planes
that have broken through all US security barriers to carry the operation of the century
and to express rejection of the reckless US policy. Panic has spread among US official circles,
which evacuated the White House following a series of explosions.
They also evacuated the Pentagon, the State Department, and Congress and closed down
the airports and government institutions. The collapse of US centers of power is a collapse of
the US policy, which deviates from human values and stands by world Zionism at
all international forums to continue to slaughter the Palestinian Arab people and implement
US plans to dominate the world under the cover of what is called the new [world] order.
These are the fruits of the new US order. [Video of explosion rocking World Trade Center]
[Description of Source: Baghdad Republic of Iraq Television in Arabic-Official television station
of the Iraqi Government]"
http://www.imra.org.il/story.php3 "try to avoid having the principal travel by commercial airline
n terrorist anniversaries" from "The Art of Executive Protection"
http://www.securitymanagement.com/library/000450.html "
"As Secretary of Defense during the Gulf War, Richard B Cheney played a key role-
But as Chief Executive Officer of Halliburton Co., a Dallas-based maker of oil equipment,
Cheney recently held a major stake in Dresser-Rand and Ingersoll-Dresser Pump Co.,
two American players in the reconstruction of Iraq's oil industry.-
According to diplomats and the website, American firms that have done business
with Iraq, directly or through subsidiaries, include such petroleum industry giants as Halliburton,
the world's largest oil-field service company; Schlumberger, the second-largest oil-field servicer,
the Fisher-Rosemount unit of Emerson Electric Co. in St. Louis; the Hamilton Sundstrand
unit of United Technologies in Windsor Locks, Connecticut; and Baker Hughes Inc. of Houston.-
A Halliburton spokesman, Guy Marcus, confirmed that two of his firm's former joint ventures-
Dresser-Rand and Ingersoll-Dresser Pump Co.-conducted business with Baghdad.
"The joint ventures sold spare parts to Iraq through European subsidiaries," he said.-
According to one diplomat at the United Nations, Dresser-Rand and Ingersoll-Dresser Pump
signed $29 million in contracts for spare parts with Iraq through affiliates in Austria, France,
Germany and Italy." http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/4184
"Candidate Al Gore on Israel (May 23, 2000) Remarks by Vice President Al Gore to the American
Israel Public Affairs Committee Conference at the Washington Hilton Hotel, Washington, D.C.,
May 23, 2000. Excerpts: Our enduring support for a strong and unshakable partnership
between the United States and Israel; our commitment, our shared commitment to one of
the cornerstones of America's national security, a strong, secure, peaceful and
prosperous state of Israel. This will never change. Never.
*** We need to recognize that this global age presents us with a new set of threats,
such as rogue nations or terrorist groups acquiring, not only nuclear weapons,
but possibly chemical and biological weapons; or as we have seen a taste of recently,
merely acquiring the ability to disrupt our computer networks; threats like the continued
degradation of our environment, which has the ability to threaten the long-term security
of all humanity *** The classic challenges of war and peace, of course, extend beyond
Israel's immediate neighborhood, to Iraq and Iran. In 1991, I broke with many in my own party
and voted to use force to stop Saddam Hussein's aggression in the Middle East.
I believe in bipartisanship, most of all when our national interests are at stake in foreign policy.
Throughout my service in the House and Senate, as many of you know, I was frequently
among the small group that tried to build bipartisan bridges to bring Democrats and Republicans together in support of policies that would promote what is in our nation's best interest.
Despite our swift victory and our efforts since, there is no doubt in my mind that Saddam Hussein
still seeks to amass weapons of mass destruction. You know as well as I do that as long as
Saddam Hussein stays in power there can be no comprehensive peace for the people of Israel
or the people of the Middle East. We have made it clear that it is our policy to see
Saddam Hussein gone. We have sought coalitions of opponents to challenge his power.
I have met with the Iraqi opposition and I have invited them to meet with me again next month,
when I will encourage them to further unite in their efforts against Saddam. ***.
We have used force when necessary, and that has been frequently. And we will not let up
in our efforts to free Iraq from Saddam's rule. Should he think of challenging us,
I would strongly advise against it. As a senator, I voted for the use of force,
as vice president I supported the use of force. If entrusted with the presidency,
my resolve will never waiver. Never waiver.."
http://www.us-israel.org/jsource/US-Israel/Gore.html
In August of 1986 then US Vice President Bush met with Egyptian leader
Hosni Mubarak in Cairo .Bush "asked Mubarak to tell Saddam to make
better use of his air force against Iranian troops." Mubarak "sold
$3.5 billion worth of missiles and arms to Iraq" in the 1980s. In 1984
Mubarak Agreed "to work with Iraq on a secret nuclear-capable
ballistic missile program for Iraq that was named The Condor II
Project (or as it was called in Cairo, BMB, for Ballistic Missile
Egypt)." Mubarak "turned Egypt into a channel for a wide range of NATO
based missile technologies that front Companies in Europe were
smuggling to Baghdad.. We knew Mubarak was a middle man for arms Sales
to Iraq, for the Condor missile and other stuff ' recalled Teicher. '
He was actually (America's) covert agent.' After Bush delivered his
secret message about the need for Saddam to use more air power,
Mubarak acted. The Iraqi air force suddenly intensified its raids
against Iran, stepping up its bombing in September 1986 and inflicting
significant damage on Iranian oil fields and shipping facilities along
the Gulf." http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/405
"Pollard turned over documents that showed the existence of the Saad
16 ballistic missile plant in northern Iraq, prompting Israel to
pressure America to cut off sales to Saad 16 and other Iraqi weapons
plants. He supplied Israel with information detailing production rates
at Iraqi chemical weapons facilities and
naming the German companies that had helped build them. He also
documented Egypt's cooperation with Iraq in acquiring technology for a
long-range missile known as Condor-II, which would have given Iraq the
capability of targeting Israel with chemical or even nuclear weapons."
Source for material below: SPIDER'S WEB: THE SECRET HISTORY OF HOW THE
WHITE HOUSE ILLEGALLY ARMED IRAQ by Alan Friedman ASIN:
0553096508 "When Vice President Bush secretly sent his
chief of staff to Panama to meet Manuel Noriega, (Sarkis)
Soghanalian (a Miami based former CIA contractor who brokered
tens of billions of dollars worth of military hardware for Iraq
during the 1980s) supplied the aircraft from a non-government carrier
in Miami. Soghanalian claimed that Vice President
Bush was among those senior American officials who
knew of his arms sales to Iraq." "On the morning of July 9th, 1992,
the House Judiciary Committee decided to act. 20
Democrats signed a letter to Attorney General William Barr citing
potentially criminal conduct by current and former
high-ranking officials of the Executive Branch. The conduct in
question related to suspected illegal activities designed
to assist the regime of Saddam Hussein prior to the
August 1990 invasion of Kuwait,and afterward to conceal information
about the criminal activity. The conflict of interest
heading was intended to allow a special prosecutor to examine in
detail the reasons why in August 1990 President Bush had granted
waivers to Baker, Mosbacher and other cabinet members
involved in Iraqi policy. No attorney general of the United States had
ever turned down a request from Congress to appoint a special
Prosecutor. William Barr became the first to do just that."
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters/message/97
You are invited to join
http://groups.yahoo.com/group/BushBusters
BushBusters-subscribe@yahoogroups.com

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 11, 2010 1:57 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-80.htm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-100.htm

http://mr2chang.igetweb.com/index.php?mo=3&art=132301
รำลึก..ครบรอบ ๑ ปี
เหตุการณ์
Attack America 911


บทความตีพิมพ์ ใน website meechaithailand.com
คอลัมภ์ บทความเด่น
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๑๗ กันยายน ๑๕๔๕



ก่อนอื่นผู้เขียนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของผู้สูญเสียชีวิต ทุพลภาพ
ของประชาชนอเมริกันผู้บริสุทธิ์ จากเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน
๒๐๐๑ และครอบครัวที่อยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด สูญเสียชีวิต – พิการ - และความทุกข์ยาก
อดอยากของประชาชนผู้ยากไร้ ชาวอาฟกานิสถาน ที่ต้องสนองตอบต่อตัณหา ของประธานาธิบดี
ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ผู้กระหายอำนาจ สงคราม และมิยอมที่จะหยุดนิ่งต่อการพัฒนา
ยุทธศาสตร์-ยุทธปัจจัย สงคราม ก่อคดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งคดีทางเศรษฐกิจ –การเมือง และสิทธิมนุษยชน ฯลฯ



หลังการปรากฏขึ้นของ The End of States ทฤษฎีที่สหรัฐอเมริกาบัญญัติขึ้น
ในความหมายก็คือสังคมมนุษย์จะหลุดพ้นจากกรอบของพรมแดนที่กีดกั้นความสัมพันธ์
ระหว่างมวลมนุษยชาติเป็นเวลานานนับพันปี “โลกจะไร้พรมแดน” การแลกเปลี่ยนผลผลิต
“ทางการค้า การลงทุนและวัฒนธรรม จะเป็นไปอย่างเสรีไร้พรมแดน “
วิวัฒนาการของสังคมโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของของอารยธรรมยุคใหม่ กับ
การสิ้นสุดของรัฐชาติ ( The End of States )
ได้สร้างสานฝัน แก่ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ร้อนลุ่มหลงใหลคลั่งไคร้ที่ได้เรียนรู้ในทฤษฎีดังกล่าว
ถึงกับเอาไปโอ้อวดกันในวงสนทนาได้อย่างภาคภูมิใจ จริงๆแล้วผู้เขียนเคยลองเอาเรื่องราวดังกล่าวไปบอกเล่า
แลกเปลี่ยนกับตาสีตาสา ท่านกลับมีวิสัยทัศน์ อย่างง่ายๆตรงไปตรงมา ฟันธงว่า “แบบนี้เขาเรียกว่า
เปิดประตูให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก “
สถานการณ์โลก 1 ปี หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑
สหรัฐได้สร้างเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ – การเมืองโลก
อย่างสลับซับซ้อน ดุเดือดแหลมคม อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ดังนี้


WTO


ด้านเศรษฐกิจ

สหรัฐได้กระทำการที่ฝ่าฝืนขัดต่อหลักการการค้าเสรีซึ่งสหรัฐเที่ยวออกป่าวประกาศบังคับ
ให้ทุกประเทศปฏิบัติ แต่สำหรับสหรัฐอเมริกาเองแล้วนั้นกลับละเลยแหกกฎ
WTO เสียเอง
โดยมิสนใจต่อการคัดค้านทัดทานจากบรรดาชาติสมาชิกแต่อย่างใด และยังดึงดันที่จะกระทำผิด
ซ้ำซากต่อไป เช่น การออกกฎหมายมากมาย ที่ขัดต่อหลักการของ WTO แล้วบังคับให้ประเทศต่างๆ
ปฏิบัติตามการอุดหนุนสินค้าเกษตรที่ตั้งงบประมาณไว้สูงถึง แปดล้านล้านบาท การตั้งกำแพงภาษีเหล็ก
ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าไม้เนื้ออ่อน ฯลฯ

GMOs (Genetically Modified Organisms) สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพด้วยการตัดต่อยีนพันธุกรรม
พืช และ สัตว์ การตัดต่อยีนทางพันธุกรรม ที่ให้ผลผลิตสูงกำลังทำลายล้างโครงสร้างการผลิตต่อเกษตรกร
ประเทศยากจนทั่วโลก เพื่อกดดันให้เป็นตกเป็นทาสทางพันธุกรรม ที่กำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย
ก็คือ
ปัจจุบัน สต๊อกข้าวของสหรัฐอเมริกามีมากถึง ๒๕ ล้านตัน กำลังกวาดล้างตลาดบนข้าวไทย
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชาวนาไทยให้ต้องเผชิญกับการขาดทุนล้มละลาย พร้อมๆกับเกษตรกรผู้ยากไร้
จากทั่วโลกนับพันล้านคน ร่วมชะตากรรมกันเผชิญกับบ่วงวิบากกรรมจากมหันตภัยจาก GMOs เหมือนตายทั้งเป็น ฯลฯ

ปลอมบัญชี หลอกลวงต้มตุ๋นคนทั้งโลก ปัจจุบันสหรัฐกำลังตกอยู่ในวังวลของวิกฤตเศรษฐกิจดอทคอม
ฟองสบู่..บอลลูนแตก ไม่มี มูดี้ เอสแอนด์พี แคท แอนด์ ด๊อก อาร์เธอร์ แอนเดอร์เซน เมอรรี่ลิน
ที่เคยแสดงบทบาทสำคัญต่อการทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกย่านแปซิฟิกริม
“ โรคต้มยำกุ้ง “
เมื่อปี ๒๕๔๐ อีกต่อไป สิ้นสุดความเชื่อมั่นต่อ บรรษัทภิบาลธรรมภิบาล – ธรรมรัฐ“ ของสหรัฐ

พร้อมๆกับทฤษฎี The End of States เมื่ออภิมหาบรรษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ถูกเปิดโปงพฤติกรรม
ปรับแต่งปลอมบัญชี ต้มตุ๋นคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เอนรอน-แอนเดอร์เซน ยักษ์ใหญ่ค้าน้ำมันของสหรัฐ,
ซีร็อกซ์, โกลบอล ครอสซิ่ง, เมิร์ค แอนด์ โค , อเมริกัน เวิลด์คอม อิงค์ ยักษ์เบอร์ ๒ วงการเทเลคอม
เป็นบริษัทล่าสุดที่มีพฤติกรรมแต่งบัญชีมูลค่าเกือบ ๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ปิดท้ายด้วย สองผู้ยิ่งใหญ่จากวอชิงตัน



ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช

ได้ตกเป็นจำเลยสังคม เมื่อสื่อมวลชนได้เปิดโปงว่า เขาแจ้งการขายหุ้นล่าช้า ระหว่างดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
บริษัทฮาร์เกน เอนเนอร์จี คอร์ป. ในเท็กซัส เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และยังรับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมูลค่า ๑๘๐,๓๗๕
ดอลลาร์จากฮาร์เกน เพื่อนำไปซื้อหุ้นบริษัทด้วย

บุชได้ขายหุ้นของฮาร์เกน มูลค่า ๘๔๘,๐๐๐ ดอลลาร์ เป็นเวลา ๒ เดือนก่อนที่บริษัทจะรายงานปัญหา
ขาดทุนหลายล้านดอลลาร์
ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทฮาร์เกนร่วงจาก ๔ ดอลลาร์เหลือ ๑ ดอลลาร์
นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์ฉ้อฉลไม่โปร่งใส ด้วยการแจ้งเรื่องการขายหุ้นต่อ ก.ล.ต.ล่าช้าไปนานถึง ๘ เดือน

รองประธานาธิบดีดิค เชนีย์

ตกเป็นข่าวอื้อฉาวทางธุรกิจเพิ่งถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการฉ้อโกงการทำบัญชี ขณะดำรงตำแหน่งอดีตประธาน
คณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทฮอลลิเบอร์ตัน เมื่อปี ๒๕๓๘-๒๕๔๓

เมื่อกลุ่มจูดิชเชียล วอทช์ องค์กรเอกชนที่ทำหน้าที่ต่อต้านปัญหาคอรัปชั่นในสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องนายเชนีย์
และอดีตพนักงานของบริษัท ฮัลลิเบอร์ตัน โค.ผู้ให้บริการน้ำมันในรัฐเท็กซัส ต่อศาลเมืองดัลลัส
ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันแต่งบัญชีบริษัท ปลอมแปลงตัวเลขผลประกอบการเพื่อล่อให้นักลงทุนมาซื้อหุ้น
และลงบัญชีรายได้เกินจริงหลายพันล้านดอลลาร์


Dr.Alan Greenspan

จึงไม่แปลกเลยว่าทำไม ผู้นำสหรัฐต้องออกมาแถลงเป็นรายวัน สลับกับ อลันกรีนสแปนผู้รับฉายาว่า
เป็นพ่อมดทางการเงินเกี่ยวกับมาตรการลงโทษรุนแรง ต่อบริษัท ที่ฉ้อฉลปลอมบัญชีลอกลวง
และมาตรการการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ กรีนสแปน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับคืนมาสู่
ตลาดทุนในสหรัฐ แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากนักลงทุน ตลาดหุ้น ดาวโจนส์ และแนสแด็ก
จึงดิ่งเหวมืดมน สิ้นสุดยุค “ บรรษัทภิบาล “ “ ธรรมรัฐ “ ของสหรัฐตลอดไป

สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจของ ตลาดทุนในสหรัฐอเมริกาจากเดิมที่เคยเป็นแหล่งพึ่งพิงของนักลงทุนจากทั่วโลก
ด้วยดัชนีความเชื่อมั่นใน “จิตวิทยาการเก็งกำไรขาขึ้น“ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์ ATTACK AMAERICA
ผ่านไปได้ ๑ ปี ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสลับซับซ้อนขนาดใหญ่ ที่เป็นผลกระทบด้านลบต่อ
ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลาดทุนสหรัฐได้เกิดสภาวะ “จิตวิทยาการเก็งกำไรขาลง
ที่ร้ายแรงและดูเหมือนว่า สภาวะดังกล่าวจะพัฒนาไปอย่างถาวรอีกด้วย ปัญหามีอยู่ว่า
ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช จะเลือกทางออก แนวทางอย่างอย่างไรจึงจะนำ สหรัฐอเมริกา หลุดพ้น
จากวังวลของวิกฤตศรัทธาต่อระบบเศรษฐกิจ – การเมือง ของสหรัฐบนเวทีโลก เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง
หวลกลับสู่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง และก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ในยุค IT ( Information Technology )
จากสถานการณ์ดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็น การล่มสลาย ภาพพจน์ของสหรัฐอเมริกา ที่เคยโดดเด่นสวยงาม
อยู่ในจินตนาการและความใฝ่ฝันของผองชนจากทั่วโลก ใน สันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นชนชาติอเมริกัน
“ I’M AMERICAN “

ณ วันนี้วันครบรอบ1ปีเหตุการณ์11กันยา แม้กระทั่งการพูดโกหกพกลมข้างๆคูๆไร้เหตุผลประธานาธิบดีสหรัฐ
ก็สามารถที่จะพูดและกระทำได้ ทำให้เกิดความงุนงงสงสัยและยากจะเข้าใจ ต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปของสหรัฐอเมริกา
ลึกๆจริงแล้ว บุช คิดอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่จากปรากฎการณ์บทบาทของสหรัฐ บนเวทีทาง เศรษฐกิจ – การเมืองโลก
ได้สะท้อนภาพหลายๆอย่าง ให้เป็นคำถามสำหรับประชาชนทั่วโลก ที่จะต้องหาคำตอบ ที่ถูกต้องเป็นธรรม
เพื่อความสงบ สันติสุข ของโลกใบนี้ ในท่ามกลางการครอบงำของสื่อที่ถูกควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา
หากขาดสิ้นซึ่ง เหตุ และ ผล มนุษยธรรม เอื้ออาทรต่อกัน ของมวลมนุษยชาติ โลกใบนี้เราจะอยู่กันอย่างไร?

ด้านการเมืองโลก หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา ๑ ปี

การปรากฎขึ้นของ ลัทธิต่อต้านการก่อการร้ายการกำเนิดขึ้นของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย
หลังจากเหตุการณ์การโจมตี อาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔
เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจ การเมืองโลก ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปอย่าง สลับซับซ้อน แตกแยก
รุนแรง แหลมคม และเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนยากแก่การที่จะแยกเป็นกระแสออกจากกันได้อย่างเด่นชัด
ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็มี สองกระแส อันได้แก่



กระแสแรก “ ลัทธิกีดกันทางการค้า” ขณะที่ความพยายามของสหรัฐที่จะเร่งผลักดัน ให้เกิดการค้าเสรี
โดยผ่านองค์การค้าโลก WTO ( World Trade Organization ) “ ลัทธิกีดกันทางการค้า “ ก็กำเนิดขึ้น
โดยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนั่นเอง ในขณะที่พวกเขาพยายามบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ
เปิดประตูทางการค้าแบบ Free Trade แต่พวกเขาก็สร้างเงื่อนไขต่างๆนานา เพื่อการกีดกันทางการค้า Untrade
การค้าเสรีเห็นมีก็แต่ประเทศที่ยากจนที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆเท่านั้นที่ Fair Trade เปิดประตูให้ชาติมหาอำนาจ
ทางเศรษฐกิจเข้าไปกอบโกยทรัพยากร ได้อย่างเสรี เช่น ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้
ตามที่นาย วิชัย ศรีประเสริฐ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ได้เปิดเผยว่า ไทยต้องสูญเสียตลาดข้าว
ในยุโรป-แคนนาดา แก่สหรัฐอเมริกา ที่มีสต๊อกข้าวมากถึง ๒๕ ล้านตันพร้อมที่จะทุ่มตลาดโดยรัฐบาลสหรัฐ
พร้อมใช้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตร ขณะที่ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเราขายได้แค่ ๓-๔ แสนตันต่อเดือน
ในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะเขาแย่งตลาดเราทีเป็นล้านๆตัน ปี ๒๕๔๔ ไทยสามารถส่งออก
กุ้งกุลาดำมูลค่า ๙.๘ หมื่นล้านบาท โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐสัดส่วน ๕๐% รอง ลงมาคือญี่ปุ่น และอียู
วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำกำลังจะขาดทุนล้มละลาย ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากการกีดกันทางการค้า
ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสิ้นขณะที่ประชาชนไทย กำลังถูกรุกรานเข้ามา
ของสิ่งที่เรียกว่า
Free Trade มากขึ้นทุกวัน ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนไทย
แต่ละสาขาอาชีพ เริ่มลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้าน การเปิดเสรีทางการค้าอย่างไร้ขอบเขตจำกัดของรัฐบาล
มากขึ้นทุกวัน
การต่อสู้ของผู้ค้าปลีกไทย ยังไม่เห็นเค้ารางสำเร็จ กลุ่มเกษตรกร ประกอบการกล้วยไม้ไทย
ก็ต้องออกมาเคลื่อนไหว ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ อีกแล้ว
ลัทธิการกีดกันทางการค้าจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปและนับวันจะดุเดือดแหลมคมยิ่งๆขึ้น


กระแสที่สอง

ลัทธิต่อต้านการก่อการร้าย” โดยสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำในการผลักดันกระแสดังกล่าว
ทำให้สังคมโลกถูกจัดระเบียบแบ่งออกเป็น สองฝ่าย ระหว่างประเทศที่สหรัฐชี้ว่าเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกา
คือ “ประเทศก่อการร้าย” ดังนั้นประเทศใดๆก็ตาม ที่ไม่สนับสนุนสหรัฐต่อต้าน
“ประเทศก่อการร้าย” จะถูกสหรัฐพิพากษา ให้เป็น “ประเทศก่อการร้าย”


ประเทศแรก
ที่ถูกสหรัฐพิพากษาสำเร็จโทษไปแล้ว คือ อาฟกานิสถาน รัฐบาลตอลีบันในฐานะที่ให้การสนับสนุน
นายออสมา บินลาดิน อาศัยอยู่ในประเทศ และสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวหานาย บินลาดิน ว่าเป็นผู้วางแผน
ถล่มอาคาร เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ แม้จะยังไม่มีหลักฐานใดๆปรากฎว่านายบินลาดิน เป็นผู้กระทำก็ตาม

ลูกเล็ก เด็กแดง ผู้เฒ่าชรา ประชาชนชาวอาฟกานิสถาน จะต้องรับผิดชอบตามความเห็นของ
ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช และเขาได้พิพากษา ด้วยศาสตรามหาภัยที่สหรัฐอเมริกา
( เร่งพัฒนาไม่หยุดและไม่ยอมให้ใครเข้าไปตรวจสอบด้วย ) นำไปถล่ม ชาวอาฟกานิสถาน
กระทั่งต้องตกอยู่ในสภาพของการ บาดเจ็บล้มตาย บ้านแตกสาแหรกขาดพร้อมกับ
การจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาแทน



Osama bin Laden


จากการตามล่าตัวนาย ออสมา บิลาดิน ถึงสิ่งที่บุชเรียกว่า “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย
สหรัฐได้สร้างกระแสต่อต้านการก่อการร้าย ที่ครอบคลุมไปทั่วโลก โดยมีเป้าหมายหลักที่พุ่งเป้าไปที่
กลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์อันมหาศาล จากแหล่งพลังงานน้ำมัน
และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เบื้องหลังการตามล่า นายออสมา บิน ลาเดน คือ
การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
เพื่อควบคุมผลประโยชน์ทั้งหมดในเอเซียหรือไม่ เป็นปริศนาคำถาม ที่จะต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

ประเทศต่อมา ปาเลสไตน์ นายยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำชาวปาเลสไตน์ ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรม
ใน สิทธิและบูรณภาพเหนือดินแดน ที่ถูกอิสราเอลรุกราน ภาพทางจอโทรทัศน์แพร่ภาพโดย
CNN
ก่อนเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพ จะเห็นภาพเยาวชนปาเลสไตน์ ใช้ก้อน อิฐ ก้อนหิน เข้าต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกร
ของ อิสราเอล ที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธสงครามอันทันสมัย ลูกเล็กเด็กแดงของชาวปาเลสไตน์ที่ลุกขึ้นต่อสู้
เรียกร้องสิทธิและบูรณภาพเหนือดินแดนของตน กลับสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ ประธานาธิบดีบุช ถึงกับเสนอ


แผนสันติภาพในปาเลสไตน์

โดย บุช ต้องการจัดให้มีการเลือกตั้งในปาเลสไตน์ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเลือกประธานาธิบดีคนใหม่
ที่ไม่ใช่นายยัสเซอร์ อาราฟัต ซึ่งเบื้องหลังของแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ก็คือ
ประธานาธิบดีบุช ต้องการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของตนเพื่อเอาใจ อิสราเอล กล่าวคือ
บุช ได้เตรียมบุคคลที่จะมาแทนที่นายอาราฟัตแล้ว เป็นชาวปาเลสไตน์
เรียนสำเร็จปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส และเคยเป็นตัวแทนของ
องค์การการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟในปาเลสไตน์มาก่อน
โดยอ้างว่า
นายยัสเซอร์ อาราฟัต ขาดธรรมภิบาล ในการปกครองชาวปาเลสไตน์

กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “

ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ผู้นำลิทธิ “ต่อต้านการก่อการร้าย “ ได้พยายามสร้างเงื่อนไขต่างๆนานา
เพื่อผลักดันลัทธิดังกล่าวสู่..กระแสโลก เขาได้ดิคประดิฐษ์สิ่งที่เรียกว่า
กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ บุช ได้กระทำการพิพากษา สามประเทศในเอเซียได้แก่
ประเทศอิรัก เกาหลีเหนือ และอิหร่าน
ด้วยข้อหา “ มีความพยายามพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง “
ให้ตกเป็นจำเลยคดี “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ที่ประชาคมโลกจะต้องให้ความร่วมมือกับสหรัฐกำจัดออกไป
ประเทศใดที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากสหรัฐ ให้ถือว่าเป็นฝ่าย “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “
ที่จะต้องถูกพิพากษาลงโทษต่อไป



Saddam Hussein ผู้นำอิรัค Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำอิหร่าน Kim Jong Il ผู้นำเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนความตรึงเครียดของโลกอีกครั้ง
เมื่อประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ออกมาแถลง ถึงแผนโค่นอำนาจ
'ซัดดัม' ผู้นำอิรัก เบิกโรง
ด้วยการให้ เครื่องบินรบสหรัฐและอังกฤษเปิดฉากทิ้งระเบิด โจมตีศูนย์ควบคุมและบัญชาการทางอากาศ
ที่สนามบินทหารแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางตะวันตกประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตร
ในวันศุกร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในอิรักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๔ ปี
ตามด้วยการกดดันองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เห็นด้วยกับ แผนการโจมตี อิรักของสหรัฐอเมริกา
โดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แถลงว่าเขาจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายต่ออิรัก
ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ในวันที่ ๑๒ กันยายน นี้ ท่ามกลางกระแสค้าน
ของประชาคมโลก ที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ไร้หลักฐานของ สหรัฐนำมาใช้เป็นข้ออ้างโจมตีอิรัก
ในครั้งนี้ นอกจากนี้แล้วก่อนหน้าการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
ประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู. บุช ยังได้ออกมาข่มขู่เยียดหยาม องค์การสหประชาชาติ (UN)
อีกด้วยว่า สหรัฐเหลือเวลาไม่มากสำหรับการเข้าโจมตีอิรัก หากองค์การสหประชาชาติ และประเทศสมาชิก
ไม่เห็นด้วยสหรัฐก็พร้อมที่จะเปิดสงครามโดยลำพัง

หนึ่งปี หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ ปฐมวัยของการก้าวย่างสู่รอบพันปีที่สาม ที่วิวัฒนาการ
สังคมมนุษย์กำลังจะก้าวข้ามศตวรรษ จากสังคมยุคอุตสาหกรรม สู่..ยุค IT
(Information Technology ) โลกแห่งอารยธรรมยุคใหม่ เมื่อมนุษย์ได้นำเอา เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์
ไปติดตั้งเข้ากับเครื่องจักรอุตสาหกรรม การพัฒนาปัจจัยการผลิตจะก้าวหน้าอย่างสร้างสรร
สามารถที่จะทำการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมวลมนุษย์ชาติ อย่างไร้ขอบเขตจำกัด
ปัญหามีอยู่ว่า ณ วันนี้ ยังคงเป็นช่วงของรอยต่อการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์
ตราบที่มนุษย์ยังขี้ เหม็น กิเลส ตัณหา การเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกันก็ยังดำรงอยู่คู่โลกใบนี้
พวกเราจะต้องหนัก แน่นติดตามตรวจสอบ คัดค้านพวกฉวยโอกาส ที่อาศัยความได้เปรียบ
ในการควบคุมปัจจัยการผลิตยุค IT ครอบงำด้วยข่าวสารข้อมูล สร้างสถานการณ์ ไปสู่..
การเอารัดเอาเปรียบทำลายล้าง สิทธิเสรีภาพ สันติภาพ ความสงบสันติสุข แห่งมวลมนุษยชาติ
อย่างไร้มนุษยธรรม..

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 11, 2010 2:23 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t671-40.htm
4. คำพูดที่ว่า "กลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐ ของอเมริกา คือ ยิว วาติกัน เฟด จะคอยถ่วงดุลนักการเมือง"
วาติกัน หนูเข้าใจว่าเป็นรากฐานของ CIA ...แล้ว ยิว กับ เฟด(ธนาคารกลางสหรัฐ) นี่สำคัญยังไงคะ ?
ถึงสามารถถ่วงดุลนักการเมืองได้

เขาไม่ได้ถ่วงดุลนักการเมือง เพราะนักการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ยิว เฟด วาติกัน ต่างหาก
ที่อเมริกาพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่า เป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ที่จริงแล้ว ประธานาธิบดีอเมริกา
เกือบทุกคน ต้องอยู่ในการควบคุมของกลุ่มเหล่านี้ ถ้าจะอธิบายมันซับซ้อนมาก
ต้องค่อยๆ อ่านข้อมูลแล้วทำความเข้าใจ อาจจะต้องกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ของยุโรป
สมัยสงครามครูเสด ยกตัวอย่างคือ

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=92&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ระบบการเงินการธนาคารในสมัยปัจจุบัน ต้นกำเนิดมาจาก อัศวินเทมพลาร์ (KNIGHT TEMPLAR)
โดยการรับฝากทรัพย์สินของเหล่านักรบที่จะไปรบในสงครามครูเสดโน่นแหละ
เป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิด FED และการควบคุมระบบการเิงินโลก

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=84&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.khazaria.com/

A Resource for Turkic and Jewish History in Russia and Ukraine

Map of the Khazar Empire in the early 10th century.


Map of the Crimean peninsula during the Khazar era.

ส่วนยิว คือ ต้นกำเนิดของกลุ่มฟรีเมสันที่ ควบคุมวาติกัน และแทนที่ทุกศาสนาในโลก ด้วยคำขวัญที่ว่า
เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ คุ้นมั๊ยว่าใครในพันธมิตร และ เสื้อแดง ชอบใช้เสมอๆ รวมทั้ง
นักการเมือง และ กลุ่มนักศึกษา 14 ตุลา และผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังระดับสูงๆ
ยิวที่ว่านี้ไม่ใช่ยิวในตะวันออกกลาง เป็นยิวจากเอเชียกลางและยุโรป เรียกว่า ยิวจากคาซาเรีย
ที่อยู่ในกลุ่ม ELITE GROUP (NEW WORLD ORDER)


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=94&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.redicecreations.com/article.php?id=1620

The Power of the Rothschilds
Co-Masters of the World --The Media

Eustice Mullins has published his research in his book Who Owns the TV Networks showing that
the Rothschilds have control of all three U.S. Networks, plus other aspects of the recording
and mass media industry.
It can be added that they control Reuters too. From other sources it appears CNN,
which began as an independent challenge to the Jewish Network monopoly, ran into repeated trickery,
and ended up part of the system. Money from B.C.C.I.,
(B.C.C.I. has been one of the New World Orders financial systems for doing its dirty business
such as controlling Congressmen, and is involved with INSLA, the Iran-Contra Scandal, Centrust,
and other recent scandals)
which has tainted so many aspects of public power in the U.S.
has also been behind CNN. Perhaps nothing dominates the life of some Americans as does the television.
Americans sit themselves before the television set and simply absorb what it projects to them.
On a day to day basis the biggest way the Rothschilds touch the lives of Americans are
the three major networks which are under Rothschild direction. To illustrate this we will examine
who run the networks. This list is not current, and no attempt was to provide that.
The length of writing a book insures that some material will be dated anyway.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=90&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


I think that the most interesting piece of information that Commander Carr
uncovered in this book is a speech given by the German Jewish goldsmith Mayer Amschel Bauer,
who changed his name to Rothschild and founded the infamous international banking family
of the same name.
This speech by Bauer/Rothschild, found in Chapter 3 entitled
"The Men who caused the French Revolution, 1789," is undoubtedly the modern-day origin of
the infamous "Protocols of the Learned Elders of Zion."


ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-80.htm

ปี ค.ศ. ๑๙๘๕ หนังสือ THE THIRD WAVE
เขียนโดย ALVIN TOFFLER ชาวอเมริกันกันได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมพร้อมๆกับการเกิดขึ้น
ของเครื่องคอมพิวเตอร์ติดตั้งในเครื่องจักรอุตสาหกรรม Toffler เชื่อว่า วิวัฒนาการสังคมมนุษย์ แบ่งออก
เป็น ๓ ยุค อันได้แก่ คลื่นลูกที่หนึ่ง ยุกสิกรรมไร่นา คลื่นลูกที่สอง ยุคอุตสาหกรรมป่องควันไฟ และคลื่นลูกที่สาม
จะ เป็นยุคแห่งการพัฒนาแล้วซึ่งเทคโนโลยี โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในปัจจัยการผลิต
จะส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และวัฒนธรรม Toffler เชื่อว่า
“ ต่อแต่นี้ไปโลกจะวิวัฒนาการไปแบบเส้นตรง “ Supper Computer จะสามารถแก้ปัญหาอุปสรรคทั้งหมดทั้งปวงได้


จากความเชื่อที่ขัดแย้งแตกต่างของแต่ละประเทศ ว่าระบบเศรษฐกิจ สังคมการเมืองรูปแบบใดที่จะสามารถ
แก้ปัญหาสังคมได้ดีกว่า ฝ่ายหนึ่งที่เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี จะยังคงตอบสนองต่อความต้องการ
ของสังคมได้ดีกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่สามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้ดีกว่า ระบบทุนนิยมเสรี จากความเชื่อที่แตกต่าง
ดังกล่าวจะกลับมาเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังจากสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
เมื่อ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา




Dome of the Rock mosque



Golden Temple - Amritsar


สงครามศาสนา
ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่าง คริสตจักร กับ อิสลาม ที่กรุงเจรูซาเล็ม ในประเทศอิสราเอล และความขัดแย้ง
ของ มุสลิม กับ ซิกข์ที่วิหารทองคำ แคว้นปัญจาบในอินเดีย
ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์
กับศาสนาอิสลาม อันยาวนานถึง ๒๓๖ ปี ในสงครามครูเสด ระหว่างปี ค
.ศ. ๑๐๕๕ – ๑๒๙๑ เมื่อพวก
เซลจุ๊คเติร์ก (Seljuk Turk) ที่มานับถือศาสนาอิสลามได้บุกเข้ายึดกรุงแบกแดด ศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลาม
ในปี ค.ศ.๑๐๕๕ แล้วเข้ายึดครองซีเรีย ปาเลสไตน์ และได้เข่นฆ่าสังหารประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์
หรือไม่ก็จับตัวไปขายเป็นทาส ตัดเส้นทางจาริกแสวงบุญของนักบวชในศาสนาคริสต์ จากยุโรปที่จะมายัง
กรุงเจรูซาเล็ม


เดือดร้อนถึงองค์สันตะปาปาเออร์บานที่ ๒ ในกรุงโรมต้องส่งอัศวินชาวแฟรงค์ซึ่งเป็นทหารม้าที่ดีที่สุดในโลก
และขอความร่วมมือจาก กษัตริย์ และเจ้าชาย ทั่วยุโรป จัดส่งทหารกล้าจัดทัพเพื่อไปปราบพวก
“ ไม่นับถือศาสนา “
(ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นพวกไม่นับถือศาสนา) และ ยึดเอา กรุงเจรูซาเล็ม “ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์”
จากฝ่ายอิสลามที่ยึดครองไปคืนมา ต่อมาได้จัดตั้ง ราชอาณาจักรครูเสเดอร์ (Crusader Kingdoms) ขึ้นมา
สี่ อาณาจักร เรียกว่าราชอาณาจักร เอ้าท์เทรเมอร์ (Outremer แปลว่า “โพ้นทะเล”) อันได้แก่ Kingdom of Jerusalem,
Country of Tripoli, Principality of Antiock, และ Country of Edessa”


หลังจากนั้นได้เกิดสงครามครูเสด อีกอย่างน้อย ๗ ครั้ง ที่การรบพุ่งได้พลัดกันแพ้พลัดกันชนะ กระทั่งยุโรป
ได้จัดทัพครั้งยิ่งใหญ่ นำโดย กษัตริย์และนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น พระเจ้าริชาร์ด ใจสิงห์แห่งอังกฤษ
ก็ไม่สามารถยึด กรุงเจรูซาเล็ม กลับคืน ภายหลังจากที่ ซาลาดิน ได้นำกำลังยึดเอานครเจรูซาเล็มกลับคืน
จากพวกคริสต์ในปี ค
.ศ.๑๑๘๗ และในปี ค.ศ. ๑๒๐๔


กองทัพของนักรบครูเสด
เปลี่ยนเป้าหมายเดิมซึ่งกำหนดเดินทางจากยุโรปมายังอียิปต์ให้เป็นการเดินทางมายัง กรุงคอนสแตนติโนเบิ้ล
สงครามครูเสด สองครั้งที่กองทัพนักรบครูเสด ได้เดินทางมายังอียิปต์เพื่อบุกเข้าไปปาเลสไตน์
แต่ไม่สามารถเข้ายึดกรุงไคโรได้สงครามครูเสดปี ค
. ศ. ๑๒๑๒ จบลงด้วยความเศร้าของฝ่ายคริสต์
แต่พระเจ้าเฟดเดอริคที่ ๒ จักรพรรดิ โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ทรงพระปรีชาจนได้พระนาม “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก”
สามารถส่งกำลังเข้ายึดกรุงเจรูซาเล็มกลับคืนมาได้ แต่ไม่ช้าก็ต้องเสียกรุงเจรูซาเล็มให้กับมุสลิมอีก
ราชอาณาจักรทั้ง ๔ แห่ง ที่พวกครูเสดได้จัดตั้งขึ้น ค่อยๆยอมแพ้พวกมุสลิม และเมื่อเมืองแอดรีแตก
ในปี ค.ศ.๑๒๙๑ สงครามครูเสดก็ได้สิ้นสุดลง


นอกจากความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่าง ศาสนาคริสต์ กับศาสนาอิลาม ในสงครามครูเสดแล้ว
ในพระคัมภีร์ ยังได้ระบุถึงข้องขัดแย้ง อันจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง ตามคำพยากรณ์ ที่จะต้องสร้างวิหารใหม่
ในกรุงเจรูซาเล็ม นครอันศักดิ์สิทธิ์ ตาม นิมิต ของดาเนียล ดังนี้


จากพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับการเกิด ประเทศอิสราเอล คือ สดุดีบทที่ ๔๘ การสร้างวิหารใหม่ พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า
ปัญหาที่ชาวยิวยังไม่สามารถก่อสร้างวิหารใหม่ได้นั้น เนื่องจากพระวิหารใหม่ จะต้องสร้าง ณ ที่
เคยเป็นวิหารเดิม บนภูเขาพระวิหาร
(The Temple Mount) เดิม และที่ตรงนั้นขณะนี้เป็นสถานที่
ศาสนาอิสลามใช้อยู่ คือ Dome of the Rock Mosque หรือมัสยิดของอิสลาม อิสราเอลจึงจำเป็น
ต้องรอ “เวลานั้น” พระเจ้าคงจะเป็นผู้จัดการให้เอง


เหตุผลที่สนับสนุนคำพยากรณ์ที่จะต้องสร้างพระวิหารใหม่ก็คือ ในนิมิตหรือคำพยากรณ์ของดาเนียลเรื่อง ๗๐ สัปตะ
ได้ระบุว่าในช่วง กลียุค ๗ ปีนั้นเมื่อถึง ๓ ปี ครึ่ง
(ประมาณปี ๑๙๙๗) Antichrist จะเข้าไปในพระวิหารและ
กระทำสิ่ง น่าสะอิดสะเอียนด้วยสร้างตัวเองไว้ในพระวิหารและประกาศว่าตัวเองเป็นพระเจ้า

บังคับให้ทุกคนกราบไหว้และเคารพ ถ้าไม่มีการสร้างพระวิหารคำพยากรณ์ตอนนี้ก็จะไม่มีทางสำเร็จได้เลย


นอกจากนั้นยังมีคำพยากรณ์สำหรับพระวิหารที่จะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ว่าจะต้องสร้างอย่างไร มีอะไรบ้าง
ขนาดเท่าใด อย่างละเอียดปรากฏอยู่ในพระธรรมเอเสเคียลตั้งแต่บทที่ ๔๐
- ๔๔ ซึ่งจากคำพยากรณ์ดังกล่าว


ปัจจุบันชาวยิวกำลังเตรียมที่จะสร้างพระวิหารใหม่
แทนวิหารเดิมที่ถูกทำลายการรื้อพื้นระบบการถวายเครื่องบูชาและการปรนิบัติรับใช้ในพระวิหารใหม่
การเตรียมปุโรหิต เครื่องใช้ในพระวิหารและแม้กระทั่งวัวพันธุ์พิเศษ สำหรับใช้เป็นเครื่องบูชา แบบแปลน
สำหรับการก่อสร้าง งบประมาณ ทุกอย่างพร้อมแล้วรอแต่เพียงการลงมือก่อสร้าง พระวิหารใหม่เท่านั้น


จะเห็นได้ว่าตามความเชื่อคำพยากรณ์ในพระคำภีร์ ดังกล่าว ย่อมที่จะก่อให้เกิดข้อขัดแย้งต่อชาวมุสลิม
อย่างแน่นอน เพราะปัจจุบัน
Dome of the Rock Mosque ในกรุงเจรูซาเล็ม เป็นศาสนสถานอันศักดิ์ของชาวมุสลิม
ขณะที่ชาวยิวได้เตรียมการพร้อมที่สร้างพระวิหารใหม่ ในจุดที่ตั้งเดียวกันกับ Dome of the Rock mosque
ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม


ขณะเดียวกัน ที่แคว้นปัญจาบในประเทศอินเดีย กรณีวิหารทองคำ ของชาวซิกข์ ตามความเชื่อของชาวมุสลิมว่า
จุดที่ตั้งดังกล่าวเดิมเป็นจุดที่ตั้ง มัสยิด ของชาวมุสลิม ซึ่งก็ได้สร้างปัญหาข้อขัดแย้งทางศาสนามาโดยตลอด
ระหว่างชาว ซิกข์ กับ ชาวมุสลิม


ระหว่างค.ศ. ๑๖๕๘ - ๑๗๐๗ ออแรงแกบ จักรพรรดิโมกุลองค์ที่6 แห่งอินเดีย ได้ขยายจักรวรรดิอินเดียลงไปทางใต้
กว้างไกลยิ่งกว่าสมัยพระเจ้า อัคบาร์ มหาราช( ค.ศ. ๑๕๕๖
– ๑๖๐๕ ) ออแรงแกบ (เป็นนัดดาของพระเจ้า อัคบาร์)
ได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อศาสนาอิสลาม พระองค์ทรงกวาดล้างทำลายผู้ที่มิได้นับถือในศาสนาอิสลามอย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อน
ทำให้เกิดการเกลียดชังในหมู่ประชาชน ได้เกิดการต่อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรมของออแรงแกบ โดยชนเผ่าน้อยใหญ่
ทั่วไปในอินเดีย


ซิกข์ เป็นหนึ่งในชนเผ่าที่จงเกลียดจงชังพวก ออแรงแกบ พวก ซิกข์ ( มาจากคำภาษาบาลี ว่า สิกขา ซึ่งแปลว่า ศึกษา)
เป็นชนเผ่านักรบที่อาศัยอยู่ในปัญจาบ บริเวณเชิงเขาหิมาลัย ที่บริเวณนี้พวกซิกข์ ได้จัดตั้งนครอันศักดิ์สิทธิ์
มี สุวรรณวิหาร กรุงอัมฤษษา ในแคว้นปัญจาบ ซึ่งเป็นดินแดนที่พระเจ้า อัคบาร์มหาราช ทรงประทานให้กับชนเผ่าซิกข์
แต่การที่ คุรุองค์ ศาสดาในศาสนาซิกข์ถูกสังหารทำให้ชาวซิกข์ ลุกฮือขั้นก่อการกบฎในที่สุดกำลังของ ออแรงแกบ
ก็หมด ออแรงแกบต้องหนีไปตายในต่างแดน ทิ้งความวุ่นวายไว้บนแผ่นดินอินเดีย จากประวัติศาสตร์ดังกล่าวทำให้เกิด
ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ชาวมุสลิม กับ ชาวซิกข์ ในแคว้น ปัญจาบมาโดยตลอด


นอกจากนั้นแล้ว ในแต่ละศาสนายังจะเกิดการแตกแยกออกเป็นนิกายใหม่ๆอีกเช่น กัน จากการขัดแย้งแตกแยก
ทางลัทธิศาสนาดังกล่าว จะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นโดยทั่วไป ทั้งนี้ความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อแบบ
จิตนิยม ดังนั้นความรุนแรงในอันที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่มีขอบเขตจำกำกัด เช่นในรูปแบบของการก่อการร้ายดังที่ผ่านมา
ในสังคมยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการก่อการร้ายจากความขัดแย้งทางการเมือง ผู้ก่อการร้ายมีเป้าหมายข้อเรียกร้อง
ที่ชัดเจน มีความระมัดระวังในเรื่องของภาพพจน์ความชอบธรรมขององค์การ เด็ก ผู้หญิง คนชรา หรือประชาชน
ที่ไม่เกี่ยวข้อง มักจะไม่ได้รับอันตรายจากการก่อการร้าย


หากแต่เป็นการก่อการร้ายโดย กลุ่มความเชื่อใน จิตนิยม การก่อการร้ายจะไม่มีขอบเขตจำกัด
ในการทำลายล้าง ดังเช่น การฆ่าตัวตายของศานุศิษย์ สาธุคุณ จิมโจน ในกายานา ที่ดื่มไซยาไนท์
ตายหมู่เป็นร้อยคนในเวลาเดียวกัน

หรือการก่อการร้ายของ ลัทธิ โอมเกียวชิมบุน ในญี่ปุ่น ที่ปล่อยแก๊สพิษทำลาย ประชาชนในอุโมงค์รถไฟใต้ดิน
ทำให้ประชาชน ในอุโมงค์ ทั้งผู้หญิง เด็กเล็ก คนชรา และประชาชนทั่วไป บาดเจ็บล้มตายกันเป็นร้อยคน


จักรวรรดินิยมจ้าวโลก
การปรากฏร่างเงาของ ลัทธิจักรวรรดินิยมจ้าวโลก ซึ่งจะนำไปสู่ทุรภัยทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์ชาติ
ทั้งหลายบนโลกนี้ ความไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ความหลงใหลคลั่งไคล้ในอำนาจ ของมนุษย์เพียงไม่กี่คน
ที่กำลังจะทำให้สังคมแห่งมวลมนุษยชาติ กำลังจะเดินทางสู่มหาภัยวิบัติล้างโลก ในอนาคตอันใกล้นี้




ไขปริศนาความลับ จากภาพสัญลักษณ์บนธนบัตร ๑ ดอลล่าร์ ที่นำออกใช้หลัง ปีค.ศ. ๑๙๙๑
เมื่อประธานาธิบดี จอร์จ บู้ท (
George Bush) ได้สาธิตยุทธปัจจัยสงคราม ประกาศต่อชาวโลกให้ตกตะลึง
ถึงความสำเร็จในแสนยานุภาพกองทัพสหรัฐ ด้วยรูปแบบการทำสงครามยุค IT (Information Technology)

ในสงครามอ่าว (รูปแบบกองทัพต่างๆในโลกยังเป็นรูปแบบสงครามยุคอุตสาหกรรม) กองทัพสหรัฐสมารถ
เอาชนะสงครามกับประเทศอิรัค ที่นำโดยประธานาธิบดี ซัสดัม ฮุตเซน ด้วยกำลังทหารที่ปฏิบัติการจริงๆ
เพียง ๒๐๐๐ คน อย่างง่ายดายด้วยระยะเวลาเพียง ๔๒ วัน โดยมีทหารพันธมิตรเสียชีวิตเพียง ๓๗๘ คน
ในจำนวนนี้มีทหารอเมริกันเสียชีวิตเพียง ๔ คน


จากชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ กองทัพอเมริกาในสงครามอ่าว ทำให้ ประธานาธิบดี จอร์จ บู้ท ฮึกห้าวเฮิมหาญอหังการ
ร้อนรนที่จะประกาศเปิดเผยตัว ขององค์การลับ ฟรีเมชั่น (
freemasonry) ที่ถูกปิดลับมานาน กว่า ๑๐๐๐ ปี
ด้วยการนำเอาสัญลักษณ์ขององค์การฟรีเมชั่น จัดวางไว้บนธนบัตร ๑ ดอลล่าร์ เป็นรูปปิรามิด
ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ขององค์การฟรีเมชั่น มีรูป ตา ปรากฏอยู่เหนือปิรามิด

โดยมีข้อความเป็นกรอบรอบภาพปิรามิดเขียนเป็นภาษาลาติน ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษมีใจความว่า
“Announcing the Birth of the New Order World” แปลเป็นภาษาไทยว่า
“ การประกาศกำเนิดของโลกระเบียบใหม่ “



Freemasonry


องค์กรลับ ฟรีเมชั่น ( Freemasonry หรือ Masonnic Fraternity )
สมาคมฟรีเมชั่น เกิดจากแรงบัลดาลใจให้เกิดการก่อตั้งสมาคมลับนี้ คือ ช่างก่อสร้างอิสระ (Freemasons )
ใน ค.ศ. ๓๐๒ สมัยจักรพรรดิไดโอคลีเซียน (
Dioclettian ) แห่งอาณาจักรโรมัน จำนวน ๔ คน ชื่อ
ซินฟรอนิอาโน (Sinfroniano) นิกอสตราโต (Nicostrato) เกลาดิโอ (Claudio) และซิมปลีโซ (Simplicio)
พวกเขาได้ถูกประหารชีวิตเพราะปฏิเสธที่จะแกะสลักเทวรูปเนื่องจากขัดต่อหลักศาสนา พวกเขาจึงได้รับ
การยกย่องให้เป็นวีรชนของพวกช่างก่อตึกอิสระ ความรุ่งเรืองของพวกฟรีเมชั่น เกี่ยวโยงกับสถาปัตยกรรม
รูปแบบ Gothic อันเป็นสถาปัตยกรรมแบบส่วนโค้งสูง และหลังคาชันสูง ซึ่งเป็นลักษณะของอาคารโบสถ์ราชวัง


พวกฟรีเมชั่นเริ่มก่อตัวเป็นสมาคม ที่อังกฤษ และสก็อตแลนด์ ในศตวรรษที่๑๔ ภายใต้การสนับสนุน
จากพระราชา ผู้นำศาสนา รัฐบุรุษ และชนชั้นกลาง ในปี ค.ศ. ๑๕๑๗ เกิดการปฏิวัติคริสตศาสนาโดยมาร์ติน ลูเธอร์
ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของสมาคม


จนกระทั่งต้น ค.ศ. ๑๖๐๐ วัตถุประสงค์ของสมาคม
ได้ถูกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นด้านธุรกิจการค้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อนายทุนที่ดินเข้ามาเป็นสมาชิกในสมาคม
และมีสมาชิกที่เป็นช่างก่อสร้างเหลือเพียงไม่กี่คน
ที่ อังกฤษปี ค.ศ. ๑๗๑๗ สมาคมใหญ่ จำนวน ๔ ใน ๖ สมาคม
ได้รวมตัวกันเป็นองค์การ และมีการร่างรัฐธรรมนูญขององค์การ ในปี ค.ศ.๑๗๒๓ ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญ
โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อหางานทำให้แก่สมาชิกและบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม แต่มีนโยบายต่อต้านนักบวช
และศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิค
ทั้งนี้ประธานขององค์กรคนแรกก็คือ
Duke of Montagu หลังจากนั้นองค์การฟรีเมชั่น
ก็ได้แพร่หลาย ออกไปทั่วโลก


https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



Notice the Catholic priest has a hexagram on his robe? And look at the Masonic checkered floor!
The Pope and priests are Luciferian worshippers! Their time is running out to accept Christ
by faith.
http://christkeep.com/articles/freemasonry.html Freemasonry



The “emblem” or “seal” for Freemasonry is a square and compass with (usually)
a “G” in the center, this stands for “the principals of generativity” (generativity for G);
this means “reproduction” (two opposites coming together).
Commonly, many people will lie and say it stands for “God”

or perhaps even “Geometry,” this is disinformation.
Masons may describe the square as: “square their actions by the square of virtue” –
and then say they follow the laws of GOD; giving to the poor etc. However,

they will NEVER say “Jesus Christ!” They always generically state “God”
(to them “God” means the “Great Architect” – or rather, Lucifer).
The idea of “Reproduction” is very prominent in Freemasonry;

this is why you have checkered floors, and hexagrams, two opposites coming together
in “unity” (black/white, square/compass, male/female).
The square and compass is NOT meant to be about “virtue” and “good will.”





Notice the checkered floor inside this Masonic Hall




The hexagram contains the same rule of black and white. Notice Pope John Paul II’s robe has a checkered Masonic floor as well.

การก่อตั้งสมาคมฟรีเมชั่น ในอเมริกา ในปีค.ศ. ๑๗๓๓ ที่เมือง บอสตัน รัฐแมสซาจูเซทส์ โดย Henry Price
หลังการก่อตั้ง สมาคม ฟรีเมชั่น อเมริกา ในช่วง ๑๐๐ ปี หลังการประกาศรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา
องค์การได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกกระจายอยู่ในทุกวงการ เช่น สมาคมใหญ่ถึง ๔๙ แห่ง ในหมู่คณะบุคคล ๕๖ คน
ที่เซ็นข้อตกลงประกาศอิสระภาพ มี ๙ คนที่เป็นสมาชิกของสมาคม มีประธานาธิบดีเป็นสมาชิก ๓๐ คน ในปี ๑๙๕๙
รัฐมนตรี ๑๑ คนเป็นสมาชิกฟรีเมชั่น ๖ คน ผู้พิพากษาศาลสูง ๙ คน เป็นสมาชิก ๕ คน วูฒิสมาชิก ๙๖ คน เป็นสมาชิก ๕๔ คน
ผู้ว่าการรัฐ ๔๙ คน เป็นสมาชิก ๒๙คน ทั้งนี้สามารถระบุตัวบุคลชั้นนำที่เป็นสมาชิกได้เช่น Benjamin Franklin ,
George Washington, John hancook, Paul Revere, Dr.John Warren, Richard Gridley





George H. Bush (left of clock)

สมาคมหัวกระโหลกกระดูกไขว้ ( Skull and Bones )
สมาคมหัวกระโหลกกระดูกไขว้ ก่อตั้งขึ้นในปี ๑๘๓๒ ที่มหาวิทยาลัย Yele สมาชิกภาพเริ่มต้นขึ้นในหมู่นักศึกษาปีสุดท้าย
โดยสมาชิกเก่าจะคัดเลือกทาบทามเชิญนักศึกษาเพียงปีละ ๑๕ คน คุณสมบัติของผู้จะได้รับการคัดเลือกคือ


๑, มีคนอื่นในครอบครัวเป็นสมาชิกมาก่อน
๒, เป็นคนหนุ่มไฟแรงมีความกระตือรือล้นสูง
3, ชอบการเมือง
๔, มีฐานะดี
๕,สติปัญญาดี
๖, จะต้องเป็นผู้มีกิจกรรมพิเศษที่สำคัญคือด้านกีฬา เพราะถือว่าการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ

สมาชิกต้องให้ความสำคัญต่อสมาคมและเคารพกติกาของสมาคมเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทั้งนี้จะต้องละทิ้งทัศนะ
ความเชื่อ ความภาคภูมิใจของตนเก่าแต่หนหลังให้หมดไป แล้วหันมารับเอาเป้าหมายและปรัชญาของสมาคม
ไว้เพียงประการเดียว นั่นคือ มุ่งสู่ความเป็นผู้นำโลก ในแต่ละช่วง เวลาจะมีสมาชิก
Active จำนวน ๕๐๐-๖๐๐ คน


ภายหลังก่อตั้งมา ๑๕๐ ปี
สมาชิกได้ก่อตัวกันเป็นกลุ่มแกนกลางประมาณ ๒๐-๓๐ ครอบครัว ซึ่งก่อร่างสร้างตัว เกาะกลุ่มจนเป็นตระกูลมั่งคั่ง
เป็นจ้าวทางเศรษฐกิจ มีอิทธิพลมหาศาลในสังคม และในโลก ตัวอย่างเช่น ตระกูล
Harriman, Rockefeller, Payne, Davison
พวกเขาแทรกเข้าไปอยู่ในทุกวงการของสังคมอเมริกัน เช่น รัฐบาล นักกฏหมาย นักการเมือง สื่อสารมวลชน การศึกษา
ธนาคาร นักธุรกิจ การค้าอุตสาหกรรม สำนักพิมพ์ คริสตจักร ในตำแหน่งบริหารอันดับสูง ทำการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย
ทั้งนี้กิจกรรมทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อจริงของสมาชิก จะถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด


สมาชิกของสมาคมหัวกระโหลกกระดูกไขว้ (Skull and Bones) รวมทั้งทายาทของสมาคม จำนวนหลายคน
ได้รวมตัวกัน เพื่อก่อตั้งองค์การใหญ่ระดับโลก อันได้แก่
Council on Foreign Relation ( CFR ) และ
Trilateral Commission ( TLC) และ Bilderbergers บุคคลสำคัญในปัจจุบันที่เปิดเผยตัวได้ คือ
อดีตประธานาธิบดีเมริกา จอร์จ บู้ช เขาเป็นสมาชิกของสมาคม หัวกระโหลกไขว้ และเป็น
ผู้มีบทบาทสำคัญใน CFR



Council on Foreign Relations


มนตรีแห่งความสัมพันธ์ต่างประเทศ (Council on Foreign Relations – CFR )
CFR ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดย Edward Mandell House ในปี ค.ศ. ๑๙๒๑ อุดมการณ์ ของ CFR คือ
ส่งเสริมให้ก่อตั้งรัฐบาลโลกขึ้น
ส่วนเหตุผลของการก่อตั้งรัฐบาลโลกนี้ สมาชิกของ CFR ได้แถลงการณ์ไว้
หลายคน ซึ่งสามารประมวลได้ดังต่อไปนี้


ด้วยปรากฏว่าในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เกิดการไม่สงบสุข แต่มีการต่อสู้ขัดแย้งกันเสมอ เหตุที่เป็นเช่นนั้น
ก็เนื่องมาจากโลกยังถูก แบ่งออกเป็นประเทศเอกราชหลาย สิบประเทศ ปัญหานี้จะถูกขจัดให้หมดสิ้นไปได้
ก็โดยการที่ ต้องจัดระเบียบใหม่ของโลกสากลขึ้น ที่สามารถจัดการบริหารให้ประชาชนโลก อยู่อาศัยอย่างสงบ
ระบบใหม่นี้ก็คือ
รัฐบาลโลก “ ซึ่งทำเกิดสันติสุข โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจ


เป้าหมายของ CFR คือผนวกรวมประเทศต่างๆ ในโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ภายใต้การปกครอง
ของรัฐบาลหนึ่งเดียวของโลก


ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ Franklin Roosevelt ได้ช่วย CFR ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ ในปี ๑๙๔๕
ผู้แทนองค์การสหประชาชาติเป็นสมาชิกของ CFR ถึง ๔๗ คน นอกจากมีบทบาทในองค์การสหประชาชาติแล้ว CFR
ยังสนับสนุนเงินทุนและควบคุมกิจการขนาดยักษ์หลายแห่ง เช่น


- อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ Mercedes Benz,Ford,Chrysler - อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้สำนักงาน
GE Fdn, General Moter,Xerox Fdn, IBM


- นิตยสาร และสิ่งพิมพ์ ระดับใหญ่ๆเกือบทั้งหมดเช่น Newsweek, Reader’ Digest,Washington Post, AT&T,
New york Times, Wall Street Journal


- สำนักงานข่าวสาร CBS,ABC,NBC

- กิจการอื่นๆเช่นบัตรเครดิต American Express

- ห้างสรรพสินค้าชั้นนำเช่น Macy, Sers,JC Penny

การมีอิทธิพลเหนือสื่อมวลชนเช่นนี้ CFR จึงสามารถกำหนดทิศทางการเลือกตั้งประธานาธิบดี
เนื่องจากสามารถควบคุมเสียง คะแนนนิยมของประชาชนได้


คณะบุคคลที่ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ CFR ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกันที่ก่อตั้งธนาคารกลางสหรัฐ เช่น John D.Rockefeller,
Bernard Baruch, J.P.Morgan, Paul Warburg และ Otto Kahn ตัวอย่างคนดังๆที่เคยเป็น ผู้อำนวยการของ CFR เช่น
George Bush, Henry Kissinger, David Rockefeller, Jeane Kirpatrick, Dick Chenney


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Jan 16, 2010 12:09 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 11, 2010 2:26 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-80.htm

Federal Reserve Bank = FED

ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank = FED)

ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ผู้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกลไกทุน ของโลกโดยเบ็ดเสร็จ
(ธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม) ซึ่งการควบคุมทุนดังกล่าวสามารถที่จะ
กำหนดทิศทาง เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ของโลกให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
ได้มีบทบาทที่สำคัญมากในเวทีเศรษฐกิจ-การเมือง ทางสากล ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ท่านผู้สนใจจะต้องมารู้จักกับ
ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา


ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank = FED) ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๑๙๐๗ โดยตัวแทนคนใหม่
ของตระกูล Rothschild
(มีอิทธิพลสูงด้านการเงินการธนาคารในยุโรป แผ่อิทธิพลเข้ามาในอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๘๓๗ )
คือ John Pierpont Morgan ( J.P. Morgan ) ได้เป็นแกนนำในการก่อตั้งธนาคารกลางของอเมริการขึ้นสำเร็จเรียกชื่อว่า
Federal Reserve Bank = FED“ ทั้งนี้ธนาคารของ J.P. Morgan ชื่อ The Morgan Guaranty trust เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา


ประธาน FED คนแรก คือ PAUL Warburg เขาเป็นใครมาจากใหน Puaul Warburg มาจาก Warburg Bank of Germany
เข้ามาในอเมริกา ปี ค.ศ. ๑๙๐๒ แต่งงานกับลูกสาวของ Kuhn Loeb เจ้าของ Bank of New York ส่วนน้องชาย
แต่งงานกับลูกสาวของ Jacob Schiff เจ้านายของ Kuhn Loeb Jacob Schiff ได้ใช้เงินของ Rothschild ซื้อหุ้นของ Kuhn Loeb

ตระกูลที่สำคัญอีกตระกูล ที่มีบทบาทสำคัญ ก็คือ ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ( Rockefeller Empire ) อัครมหาเศรษฐี ตระกูลหนึ่ง
ในอเมริกา เริ่มเด่นดังในสังคมอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๑๓ เมื่อ
John D. Rockeller, Jr. ได้แต่งงานกับ Abbay
ลูก สาวของวุฒิสมาชิก Aldrich และได้ร่วมกันสนับสนุนการก่อตั้งธนาคารสหรัฐ และได้มีความสัมพันธ์ กับ Paul Warburg ซึ่งเป็นตัวแทนของ Rothschild จากยุโรป



John D. Rockeller

Rockefeller ได้แผ่ขยายกิจการ ของตระกูลของตนเติบโตขึ้นมาอย่างมหาศาล ตามรายงานของอาจารย์แห่ง
มหาวิทยาลัย California ที่เสนอต่อสภาคองเกรส ถึงฐานะกิจการของตระกูล ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ในปี ค.ศ. ๑๙๗๐
สมาชิกตระกูลร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ๒๘ คน เป็นผู้อำนวยการของ ๔๐ บริษัท ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันถึง ๗๐พันล้านดอลล่าร์
เป็นกรรมการกิจการชั้นนำของอเมริกา ถึง ๙๑ แห่ง ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันถึง ๖๔๐ พันล้านดอลล่าร์ นอกจากนั้น
พวกร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ยังมีกิจการธนาคาร และมูลนิธิอีกมากกว่า ๒๐๐ แห่งที่มียอดเงินฝากมูลค่ามหาศาล


ธุรกิจอันดับหนึ่งของร๊อคกี้เฟลเล่อรก็คือ กิจการน้ำมัน Exxon ซึ่งมีสาขา ๓๐๐ แห่งทั่วโลก ลำดับที่ สองก็คือ
ธุรกิจธนาคารอันประกอบด้วย ธนาคารเชสแมนฮัตตัน ซิตี้แบงค์ และเคมีคัลแบงค์ ธุรกิจประกันชีวิต ได้แก่
New York Life, Equitable life และ Metropolitan . ในด้านกิจการธนาคาร ทุนของ ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ คิดเป้นประมาณ ๒๕ %
ของธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด ๕๐ แห่ง ของอเมริการวมกัน ส่วนด้านกิจการประกันชีวิต คิดเป็นประมาณ ๓๐ %
ของบริษัทประกันชีวิตใหญ่ที่สุด ๕๐ แห่งของอเมริกัน


สำหรับกิจการอื่นๆของ ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ได้แก่

- กิจการน้ำมันMobil Oil, Marathon Oil, Shell, Gulf, Union, Continental Oil, Standard Oil
- สายการบิน Boeing, TWA, Eastern,United, National, Delta, North West
- ผลิตรถยนต์ American Motors
- กิจการเครื่องใช้สำนักงาน Xerox, IBM
- กิจการผลิตภัณฑ์อื่นๆ Westinghouse, Avon, Steway, Generral Foods, Allied Chemicals, Anaconda Copper ฯลฯ



ความมั่งคั่งของตระกูลร๊อคกี้เฟลเล่อร์ดังกล่าว เนื่องมาจากพวกเขามีความสัมพันธ์โยงใยกับ
องค์การ
Council on Foreign Relations = CFR ตลอดจนกลุ่มอิทธิพลตระกูลต่างๆ ซึ่งสนับสนุนให้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ
การเมือง การปกครองระดับโลก กลุ่มอิทธิพลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกัน ก่อตั้งกองทุน การเงินระหว่างประเทศ (I.M.F.)
และ ธนาคารโลก (World Bank )
ซึ่งกำลังมีบทบาทควบคุมเหนือหลายประเทศในโลก



ดูภาพใหญ่




ผู้ถือหุ้นของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
จากประวัติการก่อตั้งธนาคาร กลางสหรัฐอเมริการดังกล่าว จะเห็นว่าผู้ถือหุ้น และผู้บริหารคนสำคัญเป็นบุคคล
ที่มาจากยุโรปทั้งสิ้น ลักษณะดังกล่าวมิได้มีการเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
มิได้มีรัฐบาลอเมริกาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ๘ อันดับต้น ประกอบด้วย



๑, Rotschild Bank [ London and Paris ]
, Lazard Brothers Bank [ Paris ]
, Israel Moses Seif Bank [ Italy ]
, Warburg Bank [ Hamburg and Amsterdam ]
, Lepbman Brothers Bank [ New York ]
, Loeb Bank [ New York ]
, Chase Manhattan Bank [ New York ]
, Goldman Sachs Bank [ New York ]


จากการเชื่อมโยง ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ท่านจะเห็นได้ว่า โครงข่าย ของกลุ่ม CFR นั้นยิ่งใหญ่
และมีการพัฒนาการมานานนับร้อยปี กระทั่งก้าวขึ้นสู่ความพร้อมในการที่จะควบคุมทุน (ธุรกิจการเงิน) ของโลก
ได้ค่อนจะสมบูรณ์จะสั่งการณ์ให้ทิศทางเศรษฐกิจ-การเมือง ของโลกก้าวไปทางใดก็ได้ แทบจะหาประเทศหนึ่ง
ประเทศใด มาขัดขวางค่อนข้างยาก


หลายท่านอาจไม่เชื่อว่า CFR มีตัวตนจริงหรือไม่ เพราะองค์การ CFR จะปกปิดตนมาโดยตลอด
เพิ่งจะเริ่มมีการเปิดเผยตัวบ้างในปี ค.ศ. ๑๙๘๙ ในประเทศไทยก็เพิ่งจะสัมผัดรู้จักกับ CFR โดยตรง
(แต่ก็โดยคนส่วนน้อย) ก็เมื่อคราว ที่นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกา
เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญคือการเจรจาเรื่องเศรษฐกิจการค้า กับนักธุรกิจชั้นนำของอเมริกา


ในช่วงเดือน มีนาคม ๒๕๔๑ เช่น นาย บิล คลินตัน ประธานาธิบดี นาย จอร์จช โซรอสซ์ พ่อมดทางการเงิน
นางเมเดลิน อัลไบรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศ นายโรเบิร์ต รูบิน รัฐมนตรีคลัง นายวิลเลี่ยม โคเฮน รัฐมนตรีกลาโหม
นายมิเชล กองเดส์ชูส์ ประธาน
IMF สิ่งที่น่าสังเกตุ ที่แท่นบรรยายบนเวที ปราศรัย ( Podium ) มีข้อความ
“Council on Foreign Relations “ ปรากฏอยู่ นี่แสดงว่า นายกชวนได้ไปพบกับ CFR นั่นเอง
และยืนยันได้ว่า
CFR มีตัวตนจริงอย่างแน่นอน





http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=1&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t664-20.htm

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า CFR จะสามารถควบทุน เศรษฐกิจโลกไว้ได้เกือบทั้งหมด แต่ในทางการเมือง
ก็ยังมีอุปสรรคมากมายขวางกั้นอยู่
ในเมื่อลักษณะการครอบโลกของ CFR เป็นผลจากแนวความคิด
ที่ละโมบโลบมาก มักใหญ่ใฝ่สูง อหังการ์ทรนง ที่จะผนวกการดูดกลืนโภคทรัพย์ในสังคมโลก
ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม


ภายใต้การข่มขู่คุกคาม ด้วยแสนยานุภาพทางการทหารที่ เหนือกว่าใครในโลก ด้วยรูปแบบสงครามยุค IT
ให้อยู่ภายใต้อาณัติของตน [ CFR ] นั่นแปลแนวความคิด ของ CFR ได้ว่า เป็นซากคิดของการขาดสติของ
กลุ่มคนวิกลจริต ที่ขาดไร้ซึ่งความชอบธรรมเป็นธรรม อันจะนำไปสู่ความอดยากแร้นแค้น ทุรเข็ญของประชาคมโลก

และจะนำไปสู่ สัจจะธรรมที่ว่า “ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ “ ดังนั้นแผนการโฉดเขลา ของ CFR จะต้องถูก
ประชาคมโลกลุกขึ้นต่อสู้ ด้วยแนวทางสงครามที่เป็นธรรม เพื่อไปเอาชนะสงครามอธรรมของ CFR ด้วยแม้ว่า
CFR จะมีปัจจัยสงครามยุค IT ก็ตาม


สงครามโลกครั้งที่ ๓ จากปัญหาความขัคแย้งทางการค้าโลก การจัดระเบียบโลกใหม่ และความพยายามของ
สหรัฐอเมริกาที่พยายามจะผลักดัน ทุกประเทศเปิดประตูสู่ยุคโลกไร้พรมแดน เพื่อสนองตอบต่อลัทธิจักรวรรดินิยม
จ้าวโลกของสหรัฐอเมริกา จะนำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งหลายในโลกและ
จะเป็นฉนวนสู่สงครามความขัดแย้งทางประชาชาติ ความขัดแย้งทางศาสนา จากปัญหาของสังคมโลก
ที่ได้วิวัฒนาการมาสู่จุดเปลี่ยนที่แหลมคมและพร้อมที่จะปะทุ กลายเป็นสงครามประชาชาติ
ที่ขยายตัวออกไปในภูมิภาคต่างๆจนกลายเป็นสงครามโลก พร้อมๆกับการสิ้นสุดของยุคทุนนิยม







T50. Tokyo 1997: The Annual Meeting of the Trilateral Commission
The Trilateral Commission (© 1997)
Ed: Charles B. Heck

Contributions by Anand Panyarachun
, Yukihiko Ikeda, Winston Lord, Michael
Armacost, Jusuf Wanandi, Yuan Ming, Ronnie Chan, Jesus Estanislao, Ross Garnaut,
Zhu Xiao Hua, Ryutaro Hashimoto, Koichi Kato, Toyoo Gyohten, Yoshiko Sakurai,
Kurt Biedenkopf, Sirkka Hämäläinen, H. Onno Ruding, Joseph S. Nye, Jr., Karen
House, Tom Foley.
See
1997 Annual Meeting Program
for fuller listing
To order 84pp./paper/$5.00 plus S&H
To download Portable Document Format (pdf 6.9MB/86pp)

T43. Tokyo 1991: The Annual Meeting Of The Trilateral Commission
The Trilateral Commission (© 1991)
Ed: Andrew V. Frankel, Charles B. Heck
Contributions by Yoichi Funabashi, Takatoshi Ito, Akihiko Tanaka, Han Sung-Joo, Sukhumbhand Paribatra,
Hadi Soesastro, Gareth Evans, C. Fred Bergsten, Kazuo Chiba, Mario Monti, Joseph J. Sisco,
Yukio Satoh, Garret FitzGerald, Sadako Ogata, David Gergen, Simone Veil.

To order 48pp./paper/$5.00 plus S&H
To download Portable Document Format (pdf 4.6MB/50pp)

T39. The San Francisco Meeting Of The Trilateral Commission, March 1987
The Trilateral Commission (© 1987)
Ed: Andrew V. Frankel, Charles B. Heck
Contributions by Henry A. Kissinger, Martin Feldstein, Hervé de Carmoy, Koei Narusawa,
Paul Krugman, Michel Camdessus, Mario Vargas Llosa, Enrique V. Iglesias, Marcílio Marques Moreira,
Amnuay Viravan, Joe Clark, Frank Carlucci, J.H. Warren, Tom Foley, William V. Roth, Jr., Takashi Mukaibo,
Harold Brown, Luis Solana, Fumio Kodama, Lewis Branscomb, Heinz Kluncker, Lester Thurow,
and Ginko Sato.


To order 64pp./paper/$3.00 plus S&H
To download Portable Document Format (pdf 7.4MB/67pp)

T37. The Plenary Conference Of The Trilateral Commission, Tokyo 1985
The Trilateral Commission (© 1985)
Ed: Michael M. Yoshitsu
Contributions by Martin Feldstein, Karl Kaiser, Helmut Sonnenfeld, Hiroshi Kimura, W. Tom Johnson,
Edmund Wellenstein, Masataka Kosaka, Han Sung-joo, Sarasin Viraphol, Gerardo Sicat, William Henderson,
Koichi Kato, Sun Shangqing, Masashi Nishihara, D. Gale Johnson, Kenzo Hemmi and Pierre Lardinois.
Out of print

To order (photocopy) 48pp./paper/$3.00 plus S&H
To download Portable Document Format (pdf 7.1MB/50pp)

T33. The Trilateral Commission's 10th Anniversary Plenary Meeting In Rome, April, 1983
The Trilateral Commission (© 1983)
Ed: François Sauzey
Contributions by: John Paul II
, Georges Berthoin, Raymond Barre, Nobuhiko Ushiba,
Henry A. Kissinger, Paul A. Volcker, Harold Lever, Toshio Nakamura, Chedli Klibi, Mario Monti,
Guglielmo Negri and Romano Prodi.
Out of print

To order (photocopy) 52pp./paper/$3.00 plus S&H
To download Portable Document Format (pdf 4.5MB/58pp)


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Jan 16, 2010 12:19 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 2:14 pm

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=14752:-6----&catid=168:2009-03-19-04-04-05&Itemid=411

วันพุธที่ 02 ธันวาคม 2009 เวลา 13:48 น. จิตติศักดิ์ นันทพานิช

ผ่ากลโกงราเกซ (6) ตอน : ลูกหนี้อันตราย

เรื่อง : จิตติศักดิ์ นันทพานิช

ลูกหนี้อันตรายในที่นี้ หมายถึงกลุ่มลูกหนี้ที่แบงก์ชาติเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษมีอยู่ด้วยกัน 9 กลุ่ม
ในจำนวนนี้เป็นหนี้ของ ราเกซ กับ เกริกเกียรติ กว่าครึ่ง เรียกว่าทำเรื่อง ขอเงินกู้เอง จากนั้นก็มาอนุมัติเอง
อะไรทำนองนั้น ส่วนที่เหลือเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เพื่อให้เห็นภาพกลโกงตำรับราเกซ
มาดู วิธีเปลี่ยนตัวลูกหนี้ กัน

การเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หรือ การหาผู้ซื้อมารับช่วงซื้อกิจการต่อจากกลุ่มที่ราเกซดึงเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการ
โดยใช้แบงก์บีบีซีปล่อยเงินกู้ ซึ่งวิธีการนี้ กลุ่มที่เข้ามาซื้อครั้งแรกจะได้ประโยชน์เต็มๆจากกำไรที่ขายต่อกิจการออกไป
ส่วนผู้มารับช่วงต่อ แม้ต้องซื้อในราคาที่แพงกว่า ราคาตลาด แต่แพคเกจการเงินที่ราเกซจัดให้ ด้วยการดึงแบงก์บีบีซี
มาปล่อยกู้ทำให้ผู้ซื้อทุกรายมักยอมตาม ข้อเสนอราเกซ ด้วยธุรกรรม หรือ อันที่จริงคือ ทุรกรรม
ทำให้ แบงก์บีบีซิรับภาระความเสี่ยงไว้แต่เพียงผู้เดียว



ราเกซ มักดึงนักลงทุนต่างชาติมารับช่วงต่อ กรณีที่ถือว่า ฮือฮาสุดคือ
อัดนัน คาชอคกี (Adnan Khashoggi)
อดีตพ่อค้าอาวุธผู้อื้อฉาว ซึ่งเคยขึ้นหน้าปกนิตยสารไทม์มาแล้ว
คาชอคกี เดินทางมากรุงเทพฯในช่วงปี 2539 พร้อมกับข่าวจากราเกซว่า เขามาด้วยเครื่องบินส่วนตัว
และเชิญชวนสื่อมวลชนที่คุ้นเคยให้ไปสัมภาษณ์ คาชอคกี บนเครื่องบินลำดังกล่าว
ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับดีลที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมาก

แม้ คาชอคดี (เวลานั้น) ต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินแต่เขาบอกกับผู้เขียนซึ่งมีโอกาสสัมภาษณ์เขาพร้อมกับทีม
อย่างโออ่า ที่ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ ว่าจะนำเงินทุนจากตะวันออกกลางมาลงทุนในภูมิภาคนี้กว่า 5,000 ล้านบาท
แต่สิ่งที่ คาชอคกี พูดกับข้อเท็จจริงนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะความจริง พ่อค้าอาวุธผู้อื้อฉาวชาวซาอุดี
เวลานั้นกลายเป็นคนถังแตกไปแล้ว ทรัพย์สินหลายรายการไม่ว่าอาพาร์ทเมนท์หรู ในนิวยอร์ค หรือ
เครื่องบินส่วนที่นำมาเมืองไทย ล้วนถูกพิทักษ์ทรัพย์หมดสิ้นแล้ว

คาชอคกี เข้ามาเทคโอเวอร์ บมจ. ชลประทานซีเมนต์ , บมจ.เซมิคอน ดัคเตอร์ เวนเจอร์ แคปิตอล และ
บมจ. มรกต อินดัส ตรีส์ ในรายงานแบงก์ชาติ เขียนถึง กลุ่ม คาชอคกีไว้หลายแง่มุม ซึ่งสามารถสรุปอย่างย่นย่อได้ว่า

เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์บีบีซี ขณะนั้น อนุมัติเงินกู้ให้กับ คาชอคกี ในนามส่วนตัว
ละ ผ่านบริษัท ซิลเวอร์ สตาร์ อินเวสเมนท์ คอร์ป เพื่อเทคโอเวอร์ 3 บริษัทที่กล่าวข้างต้นวงเงินรวม 3,302 ล้านบาท
โดยมีหลักประกันดังนี้

ตั๋วแลกเงินของกลุ่ม คาชอคกี ซึ่งรับอาวัลโดย เนชั่นแนล เครดิต แบงก์ (National Credit Bank)
ซึ่งเป็นแบงก์ในรัสเซีย วงเงินอาวัล 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทย 1,230 ล้านบาท(จำชื่อแบงก์นี้ไว้ให้ดี)

หลักประกันชิ้นต่อมาคือ ใบหุ้นของ บมจ.มรกต อินดัสตรีส์ และ บมจ. เซมิคอน ดัคเตอร์ ฯ
โดยยึดที่ราคาทำ เทนเดอร์ ออฟเฟอร์ หรือ การรับประกาศรับซื้อหุ้นจากรายย่อยเมื่อจะมีการเทคโอเวอร์กิจการ
(แบงก์ชาติให้ความเห็นในรายงานลับชุดดังกล่าวว่า ราคาหุ้นทั้ง 2 บริษัท ได้ลดลงต่ำกว่าราคาเทนเดอร์ ออฟเฟอร์มาก )

หลักประกันอีกชิ้นคือ ที่ดินที่อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ตีมูลค่าไว้ 914 ล้านบาท (แบงก์ชาติเชื่อว่าราคาจะสูงเกินจริง)

นอกจากนี้ คาชอคกี ยังใช้ทรัพย์สินในต่างประเทศมาเป็นหลักประกัน ประกอบด้วย อาพาร์ทเมนท์หรูใน นิวยอค์ และ ปารีส
ดังที่ได้กล่าวถึงตอนต้นแล้วว่า ทรัพย์สินทั้ง 2 รายการติดจำนองสถาบันการเงินในต่างประเทศ
แต่แบงก์บีบีซีคงอยากปล่อยกู้ให้ คาชอคกี เพื่อเทคโอเวอร์กิจการมาก จึงใช้บริษัทที่จดทะเบียนไว้ที่เกาะ บริติส เวอร์จิน
ชื่อ Ashley Venture Coporation รับโอนทรัพย์ของ คาชอคกี ที่ติดจำนองแบงก์ต่างประเทศบางส่วนมาพร้อมกับ
แต่งตั้งตัวแทนข้าไปบริหารทรัพย์สินดังกล่าว
โดยแบงก์บีบีซีอนุมัติวงเงินกู้ให้บริษัท Ashley 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เพื่อซื้อทรัพย์สินบางส่วน ดังกล่าว ทำให้ลูกหนี้กลุ่ม คาชอคกี ณ สิ้นปี 2538 มียอดรวมทั้งสิ้น 3,628 ล้านบาท

ที่ย้ำให้จำชื่อ เนชั่นแนล เครดิต แบงก์ หรือ เอ็นบีซี ซึ่งอยู่ในรัสเชีย ซึ่งอาวัลตั๋วแลกเงินของ คาชอคกี
เพื่อใช้ในการเทคโอเวอร์กิจการตามที่กล่าวข้างต้นนั้น เพราะฐานะแบงก์ดังกล่าว ช่วงเวลานั้นอยู่ในฐานะใกล้ล้มละลาย
เพราะไม่มีปัญญาจ่ายคืนเงินฝากให้ลูกค้าได้อยู่แล้ว ส่วนเหตุผลที่แบงก์บีบีซีที่มี เกริกเกียรติ เป็นกรรมการผู้จัดการ
และราเกซ เป็นที่ปรึกษา ถึงยอมรับ อาวัลตั๋วแลกเงินจากแบงก์ที่จวนล้มเช่นนี้ เพราะ ราเกซมีส่วนได้ส่วนเสียในแบงก์นี้เต็มๆ

ในรายงานลับแบงก์ชาติระบุไว้ด้วยว่า แบงก์เอ็นบีซี ได้ใช้เงินกู้แบงก์บีบีซีผ่าน กิจการ 4 รายๆแรกคือ ตัวแบงก์เอ็นบีซีเอง
รายที่สอง Essex Corporate Holding & Finance รายที่สามArcadia Capital Partners Inc และ รายที่สี่ Savings Bank of Russian
Federation โดยวิธีกรรมเพิ่มดังนี้คือ ให้ลูกหนี้สามรายหลังออกตั๋วสัญญาใช้เงินและลูกหนี้รายแรกเป็นผู้รับอาวัล หรือ สลักหลัง

ถ้าดูจากกระบวนการข้างต้นคงไม่แปลก ที่ใครจะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ สลักหลัง ถ้าไม่ใช่เพราะว่า ลูกหนี้ รายที่ สอง
และสาม (Essex Corporate Holding & Finance และ Arcadia Capital Partners Inc)
เพิ่งจดทะเบียนตั้งบริษัทที่เกาะบริติส เวอร์จิน
ก่อนได้รับเงินกู้ไม่กี่วัน หนำซ้ำกู้ได้เป็นพันๆล้าน
แต่บริษัทจดทะเบียนแค่ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่ที่พิสดารยิ่งไปกว่านั้น คือ ลูกหนี้แบงก์บีบีซีทั้ง 2 ราย
มีชื่อ ราเกซ เป็นกรรมการ คือ ราเกซคนเดียวกับที่เป็นที่ปรึกษา กรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์บีบีซี ที่อนุมัติปล่อยกู้
ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ทั้ง 4 ราย( ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2538 ) เป็นเงินทั้งสิ้น 214 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5,388 ล้านบาท
หากรวมกับที่ อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้ บริษัท ซิลเวอร์ สตาร์ อินเวสเมนท์ เพื่อให้ อัดนัน ใช้ในการเทคโอเวอร์
3 บริษัท (บมจ.มรกต อินดัสตรีส์ บมจ. เซมิคอน ดัคเตอร์ ฯ และ บมจ. ชลประทานซีเมนต์) อีก 1,233 ล้านบาท
เท่ากับแบงก์ บีบีซีปล่อยกู้ให้แบงก์ในรัสเซียที่จะล้มมิล้มแหล่เป็นเงินถึง 6,621 ล้านบาท

หากมองอย่างเชื่อมโยงแล้ว การเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการในตลาดหุ้นไทยของ คาชอคกี
ซึ่งเป็นข่าวอึกทึกครึมโครมมากในเวลานั้น ไม่ได้ระดมทุนมาจากไหน
ไม่ได้เอามาจากตะวันออกกลาง แต่หยิบเอามาใกล้ๆจากแบงก์บีบีซีนี่เอง

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=16257:-7-&catid=168:2009-03-19-04-04-05&Itemid=411

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2009 เวลา 11:35 น.

จิตติศักดิ์ นันทพานิช

ผ่ากลโกงราเกซ (7) ลูกหนี้อันตรายต่อ

ตอนที่แล้วเรากล่าวถึง คาชอคกี ลูกหนี้อันตรายของแบงก์บีบีซี ที่สร้างภาพความมั่งคั่งนั่งเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวมาซื้อ
บมจ.ชลประทานซีเมนต์ ซึ่งปัจจุบันถูกควบรวมไปอยู่ใน บมจ. ปูนซีเมนต์ เอเชีย ของกลุ่มโสภณพนิช ไปแล้ว


อัดนัน คาชอคกี

นอกจากนี้ คาชอคกี ยังใช้บริการจากราเกซทำนองเดียวกัน เข้าไปเทคโอเวอร์ บมจ. มรกต อินดัสตรีส์
จาก กลุ่มหาญสวัสดิ์ อีกแห่งด้วย ในบันทึกลับแบงก์ชาติไม่ได้รายงาน การเข้าซื้อ มรกต อินดัสตรีส์ ของคาชอคกี
แต่กล่าวถึง บริษัท วีเซอร์ อินเวสเมนท์ เอ.วี.วี (Weser Investment A.V.V ) หรือ วีเซอร์ ตามรายงานระบุว่า
เกริกเกียรติ (กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์บีบีซี ขณะนั้น) อนุมัติปล่อยกู้ให้กับ วีเซอร์ จำนวน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เพื่อไปครอบงำ บริษัท อัลลายด์ สตาเตจิก อิงค์ (Allied Strategies Inc) ที่แคนาดา พร้อมกันนั้นแบงก์ชาติได้ ขีดเส้นใต้
หนาๆเน้นๆไว้ ด้วยว่า บริษัทลูกหนี้ หรือ วีเซอร์ มีทุนจดทะเบียนแค่ 6,000 ดอลลาร์สหรัฯ (ถ้าใช้อัตราแลกเปลี่ยนเวลานั้น
ปี 2538 ก็ราวๆ 150,000 บาท) และจดทะเบียนที่ประเทศ อรูบา (Aruba) ตอนสุเทพ อภิปรายไม้ไว้วางใจรัฐบาลบรรหาร
ในปี 2539 เขาหยิบยกชื่อ อรูบา ขึ้นมากล่าวกลางสภาด้วยว่าตนไม่รู้ว่าประเทศนี้อยู่ที่ไหน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะ
อรูบา เป็นประเทศเล็กมาก อดีตอาณานิคมของ เนเธอร์แลนด์ แถวหมู่เกาะแคริบเบียน ที่น่าสนุกยิ่งไปกว่านั้น คือ
บริษัท วีเซอร์ ที่จดทะเบียน ณ ประเทศ อรูบา มอบอำนาจให้ “ราเกซ” ซึ่งเป็นที่ปรึกษา เกริกเกียรติ เป็นผู้กู้ยืมเงิน
จาก แบงก์บีบีซี ต่อจากนั้น บริษัท วีเซอร์ ยังได้บริการพิเศษจากแบงก์บีบีซี โดยยอมให้ เบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว
1,404 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อ บมจ.มรกต อินดัสตรีส์ หนำซ้ำยังไม่นำใบหุ้นมาเป็นหลักประกัน แถมที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกัน
ก็ประเมินมูลค่าสูงเกินจริงกว่า 18 เท่า สรุปคือแบงก์บีบีซีปล่อยกู้ให้กับบริษัทเล็กๆที่จดทะเบียนในประเทศ
ชื่อไม่คุ้นหู
แต่ใช้ที่ดินในประเทศไทย ที่สร้างมูลค่าเกินจริง เป็นหลักประกัน กู้เงิน และมี ราเกซ
ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ รับมอบอำนาจดำเนินการกู้เงิน ก่อนที่ ราเกซ จะดึง คาชอคกี
เข้ามาซื้อ “มรกต อินดัสตรีส์ “ ต่อจากตนอีกทอด และส่วนต่างจากการเปลี่ยนมือและเงินกู้ส่วนเกิน
ก็ถุกส่งออกไปอยู่กับ วีเซอร์ ซึ่งราเกซ ได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว

ที่ยกเรื่อง วีเซอร์ มากล่าวถึงเพราะต้องการชี้ให้เห็นว่า บรรดาลูกหนี้อันตรายของแบงก์บีบีซี ที่กู้แล้วเป็นหนี้เสีย
นอกจาก คาชอคกี แล้วยังมี ชาวอินเดีย ชาวโมรีเชียสเชื้อสายจีน แต่ลูกหนี้เหล่านั้นไม่อันตรายเท่ากับ
ผู้บริหารแบงก์บีบีซีและ ตัวราเกซ เอง

นอกจากกรณี บริษัท วีเชอร์ ซึ่งเป็นตัวอย่าง ที่ราเกซกับเกริกเกียรติ ขอกู้เอง อนุมัติเอง แล้ว ยังมีอีกหลายรายการ
ที่คู่หูคู่นี้ทำในลักษณะเดียวกัน เช่นกรณี เนชั่นแนล เครดิต แบงก์ (เอ็นซีบี) (National Credit Bank) ในประเทศรัสเซีย
ที่เกริกเกียรติ ใช้อำนาจกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปล่อยกู้ ให้กลุ่ม เอ็นซีบี ซึ่งประกอบด้วยลูกหนี้ 4 ราย คือ
ตัว เอ็นซีบีเอง รายที่สอง เอสเซ็กส์ โคปอเรท โฮลดิ้ง & ไฟแนนซ์ อิงค์ ( ESSEX Corporate Holding & Finance Inc.)
รายที่สาม อาร์คาเดีย แคปิตอล พาร์ทเนอร์ส องค์ ( Arcadia Capital Partners Inc) และรายที่สี่สุดท้าย
เซิฟวิงก์แบงก ออฟ รัสเชีย (Savings of Russian Federation) โดยการกู้ราเกซให้ ลูกหนี้ 3 รายหลัง ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน
แล้วให้ ลูกหนี้รายที่หนึ่ง หรือ เอ็นซีบี เป็นผู้รับอาวัลหรือเป็นผู้สลักหลัง ในรายงานแบงก์ชาติให้ข้อสังเกตลูกหนี้รายนี้
แบบไม่ต้องตีความ ไว้หลายจุด เช่น ลูกหนี้รายที่ 2 และ 3 (หมายถึง เอสเซ็กส์ฯ กับ อาร์คาเดียฯ) จดทะเบียนที่
เกาะบริติส เวอร์จิน เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2538 หรือก่อนหน้าทำการกู้ไม่นาน และมีทุนจดทะเบียนแค่ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่แน่กว่านั้นคือ ทั้ง 2 บริษัท มีราเกซ เป็นกรรมการ (อีกแล้ว) ส่วน เอ็นซีบี ที่รับอาวัล ซึ่งเท่ากับรับรองว่า
ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกนั้นจะได้รับการจ่ายคืนแน่ๆนั้น มีรายงานว่ากำลังจะเจ๊งเพราะไม่มีปัญญาจ่ายคืนเงินฝากให้ลูกค้าได้
ทั้งที่มีคำถามมากมายเกี่ยวกับ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ แต่ ราเกซกับเกริกเกียรติก็ปล่อยกู้ให้
เอ็นซีบี ถึง 214 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5,388 ล้านบาท และเอ็นบีซีรายเดียวกันนี้ยังเป็นผู้อาวัลให้
ซิลเวอร์ สตาร์ อินเวสเมนท์ คอร์ป ของ คาชอคกี 50 ล้านดอลลาร์ ฯ หรือ 1,233 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเทคโอเวอร์
ชลประธานซีเมนต์ ตามที่กล่าวถึงแล้วใน”ลูกหนี้อันตรายตอนหนึ่ง” ราเกซใช้วิธีทำนองเดียวกับ เอ็นซีบี หรือ ซิตี้เทรดดิ้ง คือ
ไปตั้งกิจการในประเทศที่ไม่เคร่งครัดเรื่องกฎหมายและภาษี อย่าง เกาะบริติช เวอร์จิน หรือ อรูบา แล้วใช้บริษัทเหล่านั้น
เข้ามากู้ แบงก์บีบีซี เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อกิจการที่ตนได้ เตรียม คนรอขายต่อไว้เรียบร้อยแล้วโดยกิจการที่นำมาซื้อ-ขายนั้น
ส่วนใหญ่จดทะเบียนในตลาดหุ้น และเกือบทั้งหมด อยู่สภาพใกล้เคียงกับ”หุ้นเน่า” ที่ไม่มีใครเอาแล้ว หรือ
เป็นกิจการมีปัญหาด้านการบริหาร ตัวอย่างแรก เช่น บมจ.เซมิคอนดัคเตอร์ ที่ราเกซดึงคาชอคกีเข้ามาซื้อ
(ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว ) หรือ บมจ.ไทย เกรียง ปั่นทอ ฟอก ย้อม ที่ราเกซ ดึงชาวมอรีเชียสเชื้อสายจีนเข้ามาซื้อ เป็นต้น
หรือ กรณี บริษัท สมประสงค์ อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น ที่เกริกเกียรติ อนุมติให้กู้อีก 541 ล้านบาท รวมหนี้เดิมเป็น 1,817 ล้านบาท
เพื่อไปเทคโอเวอร์ บมจ. อินเตอร์เนชั่นแนล คอนโซลิเดเต็ด เอนยิเนียริ่ง (ไออีซี) โดยซื้อหุ้น ไออีซี ต่อจากกบริษัท
บริษัท ยูเนียน คัลเชอร์ จำกัด ของราเกซ (อีกแล้ว) ส่วนไออีซีที่สมประสงค์เข้าไปซื้อกิจการนั้นมีหนี้ค้างกับ แบงก์บีบีซีเช่นกัน
เป็นวงเงิน 1,036 ล้านบาท รวม 2 รายเท่ากับ 3,262 ล้านบาท ตามข้อมูลแบงก์ชาติบอกว่าเฉพาะหนี้ปล่อยกู้เพื่อเทคโอเวอร์กิจการ
ของราเกซคนเดียวทำไว้ 56 ราย มียอดหนี้รวมสูงถึง 17,413 ล้านบาท แต่หลักประกันที่เอามาค้ำหนี้แบงก์ชาติตรวจพบ
แค่ 5,680 ล้านบาทเท่านั้น และหลักประกันทั้งหมด ประเมินราคาสูงเกินจริง หรือ ไม่ก็เป็นหุ้นกิจการในต่างประเทศ
ท่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ฉะนั้นลูกหนี้อันตรายของแบงก์บีบีซีไม่ใช่ใครอื่นไกลคือ ราเกซ สักเสนา
อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์บีบีซีนั่นเอง!!!.

: อ่านย้อนหลัง :
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (8) ตอน : ชำแหละขุมข่ายบริษัทลูกโซ่
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (7) ตอน : ลูกหนี้อันตราย(2)
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (6) ตอน : ลูกหนี้อันตราย
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (5) ตอน : รายงานลับแบงก์ชาติ (สอง)
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (4) ตอน : รายงานลับแบงก์ชาติ
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (3) ตอน : แบงก์บีบีซีล้มเพราะกลุ่ม-16
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (2) ตอน : หลักทรัพย์27ล้าน กู้พันล้าน ราเกซทำได้ไง !!!!
ผ่ากลโกง” ราเกซ” (1)

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&forum=6&No=629&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm#top

ผนวก

วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์
ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการถาวรกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF โดยได้รับเงินเดือนประจำ
และทำงานให้กับ IMF สิ่งที่น่าแปลกก็คือตัว นายชวนฯ ยังเป็นนายกของประเทศไทย
แต่เหตุใดจึงรับตำแหน่งเป็นกรรมการของIMF??


วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ธนาคารโลก และ IMF แต่งตั้งนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ
เพื่อการพัฒนาธนาคารโลกและกองทุนระหว่างประเทศ(IMF)
อย่างเป็นทางการ สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดก็คือ
ตำแหน่งที่ได้รับนั้นเป็นตำแหน่งควบของธนาคารโลก กับ IMF จึงไม่เป็นที่กังขาหรือปฏิเสธกันต่อไปอีกแล้วว่า
ธนาคารโลกคือเครื่องมือเปิดทางให้กับ IMF และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นายธารินทร์ฯ คือบุคคลที่ IMF
ที่วางไว้ในตำแหน่งการเงินของประเทศ เพื่อรองรับปฏิบัติการตามแผนธารินทร์ ๓๕-๔๓ ให้แล้วเสร็จ
ตามคำสั่งของ IMF


นับตั้งแต่การออก พ.ร.บ.วิเทศธนกิจ หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า BIBF นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำเอา
นายราเกซ สักเสนา ซึ่งทำงานให้กับองค์กรCIA เข้ามาบริหารธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (BBC)
แต่ในปี พ.ศ.๒๕๔๑ นายธารินทร์ ได้มีคำสั่งให้ปิด BBC อย่างถาวรเพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมด

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นการรับ-ส่งหน้าที่และประสานงานกันอย่างมีระบบ ไม่ใช่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่
ตามธรรมชาติของนักการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
เป็นสมการที่มีชื่อเฉพาะว่า “สมการกลืนชาติ” หรือ E=MOC
2


ดังนั้น สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนำความหายนะมาสู่ประเทศไทย ย่อมต้องไม่ธรรมดา
มีการเข้าควบคุมข่าวสาร สร้างสถานการณ์กลบกระแส การยุบกรมตำรวจ การสลายอำนาจกองทัพ
เปลี่ยนระบบโครงสร้าง กองทัพ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน รวมถึงการขายสินทรัพย์ของชาติ
ออกกฎหมายขายชาติ ฯลฯ จึงได้เกิดขึ้น


สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนได้ถูกวางแผนงานไว้เพื่อการ “ล่าอาณานิคม” ชนิดใหม่ เป็นปฏิบัติการประสานภารกิจ
ที่กลมกลืนระหว่าง สมการกลืนชาติ กับ พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ อย่างได้ผลที่สุดในประเทศไทย
สาเหตุที่แท้จริงและปัญหา ข้อสงสัยได้นำมาเสนอโดยสังเขปไว้ ปรากฏอยู่ในข้อมูลลับมาก ดังนี้

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 2:47 pm



๒. เงินที่จอร์จ โซรอส และกลุ่มทุนในเครือของโซรอสได้เข้ามาซื้อหุ้นในบริษัทชินวัตร
หนังสือ ชำระประวัติศาสตร์กรณีตุลาฯและพฤษภาทมิฬ: ศูนย์นิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย
และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์และ วรรณกรรมสยาม ได้กล่าวไว้ว่า
...ปี พ.ศ.๒๕๓๒ จอร์จ โซรอส ได้รู้จักและร่วมงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยการแนะนำของ
นายทนง พิทยะ ( รมว.คลัง สมัย พลเอก ชวลิต เป็นนายก พ.ศ.๒๕๓๙ ) “ ดร.ทนง พิทยะ กระโดดออกมา
จากแบ็งค์ทหารไทยมาอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ “ ชินวัตรคอมพิวเตอร์”

ในราวปี ๒๕๓๓ กลุ่มชินวัตร ต้องการนำหุ้นของอาณาจักรแห่งนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรากฏว่า
ช่วงนี้เองเป็นช่วงที่ โซรอส จึงได้ติดต่อเสนอตัวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลัง จนชินวัตรประสบความสำเร็จ
ฝรั่งแห่กันเข้ามาจองซื้อหุ้นเมื่อครั้งออกไปทำโรดโชว์ยังต่างประเทศ มิหนำซ้ำยังทำให้ราคาหุ้นของชินวัตร
จากราคาอันเดอร์ไรท์ ๒๕๐ บาท พุ่งทะยานไปอย่างไม่มีใครคาดฝันถึง ๑,๐๐๐ บาทต่อหุ้น” ( อาทิตย์,๒๕๔๑ )
เป็นข้อสังเกตที่ชัดเจนที่สุดว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ธุรกิจของกลุ่มทุน อื่น ๆ ในประเทศได้รับผลกระทบอย่างมากมาย
แต่ธุรกิจของทักษิณ ฯ ไม่ได้มีผลกระทบแต่ประการใด ทำให้ทักษิณ ชินวัตรเป็นคนที่ร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่ง
ในประเทศไทย ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทักษิณ ประกาศว่าตนเองมีทรัพย์สินประมาณไม่ต่ำกว่า ๖ หมื่นล้านบาทแล้ว

จุดสังเกตุ : พันตำรวจโท ทักษิณ ไม่มีความรู้พื้นฐานหรือจบการศึกษา ด้านสื่อสาร หรือธุรกิจการลงทุนระหว่างประเทศ
และตลาดหุ้นสากลแม้แต่ปริญญาทางเศรษฐศาสตร์ จากสำนักการศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้น
สมัยรับราชการเป็นตำรวจ ภรรยาเป็นผู้ประมูลซื้อของใช้แล้วจากกองพลาธิการกรมตำรวจ
เพื่อขายให้กับเอกชน แต่เป็นการประมูลในวงเงินน้อยมาก ฐานะทางครอบครัวมิได้ร่ำรวยแต่อย่างใด
เดิม พันตำรวจโททักษิณ มิได้ใช้นามสกุล “ ชินวัตร” ผู้ที่เป็นเจ้าของนามสกุลชินวัตรนี้ มีเฉพาะบุตรี ๒ คน
ไม่มีบุตรชายแต่อย่างใด ประวัติสับสน
เมื่อธุรกิจของ พันตำรวจโททักษิณ ประสบปัญหาด้านการเงิน จึงทำให้ จอร์จ โซรอส เข้ามาช่วยเหลือ
เหตุใดจึงสามารถมีทรัพย์สิน และสั่งสร้างดาวเทียมสื่อสารได้อย่างมากมาย มูลค่านับหมื่นล้านบาท
นำเงินมาจากที่ใด .....
( ชำระประวัติศาสตร์ฯ : อ้างแล้ว ) นี่เป็นหลักฐานตามสามัญสำนึกว่าทักษิณ ได้เงินจาก จอร์จ โซรอส
ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ร้ายที่เข้ามาปล้นบ้านปล้นเมืองของไทย และในขณะนี้บริษัทในเครือของเขายังคงอยู่
ในประเทศไทยอีกหลายบริษัทที่ทั้ง เกี่ยวข้องกันโดยตรงและโดยอ้อมกับบริษัทชินวัตรของ พันตำรวจโททักษิณ


อาทมาต 125.25.80.* [ 18 ก.พ. 2550 เวลา 10:40 ] ความเห็นที่ 3/#2881 เขียนตอบคำตอบนี้

]http://www.taladhoon.com/taladhoon/smfboard/index.php?topic=7794.150

ชินวัตรปิดดีลชินคอร์ป ทุกขลาภต่อยอดธุรกิจ?

นับ เป็นรายการซื้อขายหุ้น ที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย เมื่ออาณาจักรธุรกิจ

ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของตระกูล"ชินวัตร" ในนามของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)
หรือชินคอร์ป เปลี่ยนมือ

ด้วย การขายหุ้นของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ที่มีอยู่ในชินคอร์ปทั้งหมด คือ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร

ขาย 604.60 ล้านหุ้น หรือ 20.15% นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 404.43 ล้านหุ้น หรือ 13.48%
นายพานทองแท้ ชินวัตร 458.55 ล้านหุ้นหรือ 15.29% น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 20 ล้านหุ้น หรือ
0.67% และนางบุษบา ดามาพงศ์ 159,600 หุ้นหรือ 0.005%

รวมจำนวนหุ้นที่ขาย ทั้งหมด 49.59% หรือ 1,487.74 ล้านหุ้น ในราคา 49.25 บาทต่อหุ้น

รวมมุลค่า 73,300 ล้านบาท โดยผู้ซื้อคือบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด

ซีดาร์เป็นบริษัทที่ บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ กลุ่มทุนสิงคโปร์ ถือหุ้นอยู่ 49% ธนาคารไทยพาณิชย์และ

บริษัทกุหลาบแก้วถือ 51% ขณะที่แอสแพน เป็นบริษัทที่เทมาเส็กถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนบริษัทกุหลาบแก้ว ที่เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้ มีทุนจดทะเบียน 160 ล้านบาท มีนายพงส์ สารสิน

ถือหุ้นอยู่ 31% นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ถือหุ้น 20% และเทมาเส็กถือหุ้น 49%

ดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ ชินคอร์ปยังคงเป็นบริษัทของคนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ยกเว้นแต่หากเข้าดูไส้ในของกุหลาบแก้ว เงินที่ใช้ลงทุนทั้งหมด 20,000 ล้านบาท
ล้วนกู้จากเทมาเส็กทั้งสิ้น

การขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้ ทำให้อีก 4 บริษัทในเครือชินคอร์ปตกเป็นของกลุ่มเทมาเส็กด้วย ได้แก่

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ก่อตั้งขึ้นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2526 พร้อมผู้บุกเบิกรุ่นแรก ในนามบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ เซอร์วิส แอนด์ อินเวสเมนท์ จำกัด
ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 20 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจจำหน่าย ให้เช่า และบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์
ขนาดกลางและขนาดใหญ่ของไอบีเอ็ม

หลังจากปี 2527 เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ จำกัด มีการขยายการลงทุนออกไป

ในธุรกิจต่างๆ จำนวนมาก

ปัจจุบัน บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจ ครอบคลุม 4 สายธุรกิจ คือ

1.สายธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย
2.สายธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ
3.สายธุรกิจสื่อและโฆษณา และ
4.สายธุรกิจ-ธุรกิจอิเลคทรอนิกส์

ปี 2529 จัดตั้ง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจให้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์

แก่กรมตำรวจ และได้รับอนุญาตจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้ดำเนินการติดตั้งและให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบเซลลูลาร์ 900 เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2533 และได้เปิดให้บริการครั้งแรก
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2533

วันที่ 31 ส.ค. 2533 ถือเป็นครั้งแรกที่ตระกูลชินวัตรได้ใช้ประโยชน์จากตลาดทุน

โดยการนำบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(บจ.)
นับเป็นบริษัทแรกของกลุ่มชินวัตร ที่เข้าตลาดฯ

ต่อด้วยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้รับอนุญาตเป็นบจ. เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2535


สำหรับ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2517 ตามแนวคิดของ นายลี กวน ยู
นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ที่ต้องการสร้างกลไกการลงทุนมาทำงานคู่กับบรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งสิงคโปร์
บริหารเงินลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กระจายการลงทุนในต่างประเทศ

ปัจจุบันมีมาดาม โฮ ชิง ภริยานาย ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบัน เป็นประธานบริหาร

หาก ย้อนดูความสัมพันธ์ของชินคอร์ปกับกลุ่มทุนสิงคโปร์ เริ่มต้นจากในเดือนก.พ.2542 บริษัทขายหุ้นสามัญของ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ให้แก่ พันธมิตรทางธุรกิจ คือ
Singapore Telecom International Private Limited (STI) จำนวน 18 ล้านหุ้น และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้ STI 36 ล้านหุ้นเป็นผลให้บริษัทฯ ลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 55% เหลือ 40%

โดย ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการเสริมสร้างสถานะทางการเงินของบริษัทฯ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ

และเพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในการเปิดเสรีโทรคมนาคม

หลังการขายชิน คอร์ปครั้งนี้ ส่งผลให้คนในตระกูลชินวัตรเหลือการถือหุ้นโดยตรงในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

เพียง 2 บริษัท คือ บมจ.ชินแซทเทลไลท์ (SATTEL) ซึ่งมี น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ลูกสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี ติดอันดับผู้ถือหุ้นสูงสุดเป็นอันดับ 4 จำนวน 7.12 ล้านหุ้น และหุ้นบมจ.เอสซี แอสเซท
ที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ซึ่งประเมินกันว่าในอนาคตตระกูลชินวัตรจะยึดเป็นธุรกิจหลัก

ล่า สุดพบว่า น.ส.พิณทองทา ถือหุ้นสูงสุดจำนวน 92.99 ล้าน หุ้น และน.ส.แพทองธาร ถือหุ้นในจำนวนเท่ากัน

คือ 92.99 ล้านหุ้น นอกจากนี้ยังมีชื่อ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถือหุ้นเป็นอันดับ 4 จำนวน 9.25 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ยังไม่นับรวมที่อาจมีคนในตระกูลชินวัตรถือหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้อง กันในนามตัวแทนหรือนอมินี
และไม่นับรวมธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์

นอกจากการกำไรจนกระเป๋าตุงแล้ว การขายหุ้นของบุคคลผ่านตลาดหลักทรัพย์ ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

ที่ทำให้ตระกูลชินวัตร นับเงินสดเนื้อๆ ไม่ต้องเสียภาษีสักแดงเดียว จนตกเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

โดย เฉพาะการตั้งข้อสังเกตจาก นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตเคยทำงาน

ในวงการการเงิน ว่า ถือเป็นการใช้ตลาดหุ้นเพื่อประหยัดภาษี หากประเมินเบื้องต้นดีลขนาดยักษ์ ภาษีที่รัฐจะได้
ตกแล้วคงประมาณ 20,000 ล้านบาท

"มองในแง่นักธุรกิจประหยัด แต่หากมองในแง่ของประเทศ อดรายได้ แต่หากมองว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ในฐานะนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยผู้บริหารนโยบายการหาเงินของประเทศ จึงมองไม่ออกว่าการดำเนินการเช่นนี้
จะเป็นการประหยัดภาษีหรือ เลี่ยงภาษีกันแน่"

แม้การประหยัดภาษีครั้งนี้เป็นการดำเนินการที่ถูก ต้องตามประมวลกฎหมายรัษฎากรของกรมสรรพากร ที่ระบุว่า

การขายหุ้นของบุคคลธรรมดาผ่านตลาดหุ้นไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าในกรณีเป็นการขายของนิติบุคคล
จะต้องเสียภาษี 15% ของกำไร

เพราะ ไม่กี่วันก่อนชินวัตรจะขายหุ้นให้เทมาเส็ก หุ้นชินที่อยู่ในการครอบครองของกองทุน Ample Rich

ซึ่งเป็นนอมินีของครอบครัวชินวัตรจำนวน 10.98% ถูกกระจายไปอยู่ในชื่อของ น.ส.พิณทองทา และ
นายพานทองแท้

นักกฎหมาย นักการเมืองหลายคน ระบุว่า การขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็ก ส่อเค้าหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายกฎหมาย

เพราะเป็นการให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเป็นเจ้าของในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง เช่น ดาวเทียม วิทยุโทรทัศน์
ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม รวมกันเกินกว่า 70% ถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

และยังมีเงื่อนงำสำคัญที่ทำให้การขายหุ้นนี้มาปิดกันได้ในวันที่ 23 ม.ค. ทั้งที่มีการเจรจาตกลงกันได้มาเป็นแรมเดือน

เนื่อง จากมีการรอประกาศแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม(ฉบับที่ 2 พ.ศ.2549)

ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 49% ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ม.ค.

สิ่งเหล่านี้ยังเป็นที่คลางแคลงใจของคนในสังคม และยังมีผู้ออกมาขุดคุ้ยข้อมูลความไม่ชอบมาพากลอย่างต่อเนื่อง

ดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงยังไม่จบ และไม่จางไปจากความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ง่ายๆ




]http://www.lawyerthai.com/news/view.php?topic=1331

เรื่องของบริษัทโคตรรวยกับคนรวยโคตร ที่ก.ล.ต.ต้องตอบ

ไป ถามเจ้าหน้าที่ได้เลย ทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรแอบแฝง ..
ก็มันทำถูกกฎหมาย แต่ไอ้คนมันไม่เชื่อมันก็ไม่รู้จะให้เชื่ออย่างไร” เป็นประโยคที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าครอบครัว ชินวัตร
ยืนยันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเส็กจากสิงคโปร์
ของลูกๆว่า ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างตรวจสอบได้

“ไอ้คนไม่เชื่อ” (น่าจะมากกว่า 19 ล้านเสียงของไทยรักไทย) ที่พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง
คงมีเหตุของความไม่เชื่อและไม่อาจจะเชื่อได้ในทุกกรณีไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะชี้แจงอย่างไร

เนื่องเพราะดีลขายหุ้นครั้งนี้ ในความถูกต้องที่นายกฯพูดเหมือนเปิดเทปซ้ำไปซ้ำมาที่ว่านั้น
มัน มีเงื่อนงำที่น่าเชื่อได้ว่าเป็น “ธุรกรรมอำพราง” ที่แยบยลซ่อนกลโกงอยู่ในที

ผ่านการเตรียมการอย่างสลับซับซ้อนมายาวนานจนไม่ อาจจะถามคำถามได้

“คนไม่เชื่อ” ได้ตั้งข้อสงสัยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการซื้อ-ขายหุ้นระหว่าง

บริษัท “โคตรรวย” แอมเพิล ริช ( Ample Rich Investments Limited )
ที่จัดตั้งที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ในราคาบาทเดียว

คำถามพื้นฐานมีว่า เส้นทางเดินของหุ้นส่วนนี้ออกมาจากบริษัทโคตรรวยได้อย่างไร
ใคร เป็นเจ้าของก่อนหน้า ก่อนมาถึงมือของลูกชาย-ลูกสาวของนายกฯในราคาแค่ 1บาท

ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 49 บาทกว่าขายขาดทุนชนิดไม่มีใครในโลกนี้เขาทำกัน
ซึ่งทำให้ทั้งสองคนโกยกำไรทันตา 1หมื่นกว่าล้านบาทหลังขายออกไปให้เทมาเส็ก

ธุรกรรมนี้ทำไปเพื่อประโยชน์อะไร?

ทว่า คำถามสำคัญ กลับเป็นปมเงื่อนในรายละเอียดของการทำรายการนี้

(ที่อาจมีคำอธิบายตามหลังมาอีกว่า “บกพร่องโดยสุจริต”) จากการไม่มีการซื้อขายหุ้นรายใหญ่
“บิ๊กล็อต” ในกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่รายงาน ก.ล.ต.อีกอย่าง!

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวไปแล้วปกป้องลูกกตัญญูด้วยการ “ซุกคำชี้แจง”

ด้วยการโบ้ยกรณีนี้ให้สาธารณะไปทวงคำตอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์กันเอาเอง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการ มีคำตอบมาแล้ว
จาก การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ฉบับวันจันทร์ที่ 30ม.ค.-
วันพุธที่ 1ก.พ.2549
ถึงกรณีที่สงสัยกันว่าบริษัทโคตรรวยขายหุ้นให้ลูกทั้ง2คนของพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น
มีรายการซื้อขายเกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่

เขาตอบว่า ใช่

แต่ไม่มีรายการการซื้อขายรายใหญ่ หรือ บิ๊กล็อต โชว์ให้เห็น

นายกิตติรัตน์ ยอมรับว่า ใช่อีก

แสดงว่า มีการทำรายการนอกตลาด?
แล้วที่แจ้งก.ล.ต.ว่าทำรายการผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ(ไม่ต้องเสียภาษี)
นาย กิตติรัตน์ บอก “เขาติ๊กผิด” (ทำเครื่องหมายข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ตามแบบรายงานก.ล.ต.ผิด) ซึ่งต้องไปถามก.ล.ต.เองว่า ที่ติ๊กผิดนั้นจะทำอย่างไร

ณ นาทีนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ ก.ล.ต.จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคำตอบให้กลับสังคมว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ถ้ายังมีจริยธรรมและความน่าเชื่อถือเหลืออยู่
]http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=26292&catid=5

คุณหญิงกำมะลอ?...โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

'ความ จริงแล้ว ข้อแก้ตัวของทนายพ.ต.ท.ทักษิณ มีข้อพิรุธ(แต่ไม่ขอกล่าวในทีนี้ )และถ้าใครติดตามการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรมาตลอดคงไม่แปลกใจ
ที่มีการโยนความผิดพลาดให้แก่เจ้าหน้าที่ในการทำเอกสาร'


ในการชี้มูลความผิดคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีสั่งให้ธนาคารส่งออก
และนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ปล่อยกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาทนั้น
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)พยายามชี้ให้เห็นว่า
พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ภริยา มีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะยังเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท
ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งได้ประโยชน์จากการปล่อยกู้ดังกล่าวเพราะรัฐบาลพม่านำเงินที่ปล่อยกู้มา
ซื้อสินค้าจากบริษัทในเครือชินคอร์ป

เพียงแต่บุคคลทั้งสองโอนหุ้นให้นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน
และลูกๆถือหุ้นแทนเพื่อที่จะได้อ้างว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับบริษัทชินคอร์ปแล้ว
หลักฐานที่ คตส.นำมายืนยันคือ เงินที่ใช้ในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนบริษัท ชินคอร์ป
6,809,015 หุ้น มูลค่า 102,135,225 บาท ของนายบรรณพจน์ เมื่อเดือนมีนาคม 2542
เป็นเงินจากบัญชีของนางพจมาน แต่มีการอ้างว่า นายบรรณพจน์ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน
ลงวันที่ 16 มีนาคม 2542ให้แก่"คุณหญิง"พจมานเพื่อเป็นประกันว่า จะชำระหนี้ให้

แต่ปรากฏว่า ในวัน 16 มีนาคม 2542 นางพจมาน ยังไม่มีสิทธิที่ใช้คำนำหน้าว่า
"คุณหญิง"ได้เพราะผู้ที่จะมีสิทธิดังกล่าว ต้องได้รับรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จตุตถจุลจอมเกล้าซึ่งนางพจมานเพิ่งได้รับพระราชทานในวโรกาสพระราชพิธีฉัตรมงคล
วันที่ 5 พฤษภาคม 2542 (หลังวันที่ออกตั๋วกว่าหนึ่งเดือนครึ่ง)

แสดง ให้เห็นว่า ในวันที่ 16 มีนาคม 2542 ที่มีการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนบริษัทชินคอร์ป
ในนามนายบรรณพจน์ ไม่ได้มีการทำตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 16 มีนาคม 2542 ไว้แต่อย่างใด
แต่เป็นการจัดทำขึ้นภายหลัง เมื่อนางพจมานใช้คำนำหน้าว่า ''คุณหญิง'' แล้ว

หลังจากที่ คตส.แถลงข่าว นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆอ้างว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบเพราะไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวพร้อมกับท้าคตส.
โชว์เอกสาร ดังกล่าว

ต่อมา'มติชน'นำสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินที่ตั้ง'คุณหญิง'ให้นางพจมานล่วงหน้ามาเผยแพร่
(หลัง จากชี้แจงไม่ได้ 2 วัน)นายฉัตรทิพย์จึงอ้างว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลกับเลขานุการส่วนตัว
ของคุณหญิงพจมานแล้ว ได้รับการยืนยันว่าไม่มีการทำเอกสารย้อนหลัง เหตุผลที่ทำให้ตั๋วสัญญาใช้เงิน
ดังกล่าวมีการระบุคำนำหน้าว่า ''คุณหญิง'' ก่อนที่คุณหญิงพจมานจะได้รับตำแหน่ง เป็นเพราะ
ในช่วงปี 2542 คุณหญิงพจมานหาตั๋วสัญญาใช้เงินที่ทำขึ้นเมื่อ มีนาคม 2542 ไม่พบ
เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่คิดว่า จะต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เนื่องจากเป็นการซื้อขายหุ้นระหว่างพี่น้อง
แต่เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินในปี 2544 และกังวลว่า จะไม่ทันเวลา
จึงได้ขอให้ นายบรรณพจน์ออกตั๋วฉบับใหม่ให้ และแจ้งยกเลิกตั๋วฉบับเก่าไป ซึ่งในขั้นตอน
การออกตั๋วฉบับใหม่ เป็นช่วงที่คุณหญิงพจมานได้รับการตั้งแต่งเป็นคุณหญิงแล้ว อาจจะทำให้
เจ้าหน้าที่ที่ทำเอกสารเกิดความพลั้งเผลอ พิมพ์คำว่า ''คุณหญิง'' นำหน้าชื่อของ "พจมาน"
ในตั๋วฉบับใหม่

ความ จริงแล้ว ข้อแก้ตัวของทนายพ.ต.ท.ทักษิณ มีข้อพิรุธ(แต่ไม่ขอกล่าวในทีนี้ )
และถ้าใครติดตามการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรมาตลอดคงไม่แปลกใจ
ที่มีการโยนความผิดพลาดให้แก่เจ้าหน้าที่ในการทำเอกสาร ทั้งที่เป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าหลายร้อย
จนถึงหลายหมื่นล้านบาท

การ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งนี้เพียงหนึ่งในหลายครั้ง จนคนทั่วไปเข้าใจว่า
ผู้ออกตั๋วปรารถนาดีจึงแต่งตั้งให้เป็น"คุณหญิง"กำมะลอเพราะเชื่อว่า อาจได้รับแต่งตั้ง
เป็นคุณหญิงในอนาคต?

ความผิดพลาดหลายครั้งหรือ"ติ๊กผิด"เกิดขึ้นในการแจ้งการโอนหุ้นชินคอร์ป
ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ทั้งๆที่มูลค่าเป็น
หมื่นล้านบาท

หนึ่ง พ.ต.ท.ท.ทักษินโอนหุ้นชินคอร์ป 32.92 ล้านหุ้นให้แอมเพิล ริช
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ว่า เป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆที่เป็นการโอนกัน
นอกตลาด

สอง พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน การขายหุ้นชินคอร์ปกว่า 103 ล้านหุ้น
ให้แก่นายพานทองแท้ นายบรรณพจน์และนางยิ่งลักษณ์เมื่อวันที่ 1 กันายน 2543
แจ้งว่าซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นการซื้อขายกันนอดตลาด

สาม พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ไม่ได้แจ้ง ก.ล.ต.ว่า มีหุ้นชินคอร์ป
ที่ถือผ่านแอมเพิล ริช 32.92 ล้านหุ้นอยู่ หลังจากโอนหุ้นชินคอร์ปที่ถืออยู่ในชื่อตนเอง
ไปให้เครือญาติทั้งหมดเมื่อวันที่ 1 กันายน 2543

สี่ ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์รายงานว่า ซื้อหุ้นชินคอร์ป 10 ล้านหุ้นในราคา 176 บาท
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 แต่มาอ้างในภายหลังว่า เป็นรายงานผิดพลาด และยังแจ้งว่า
ถือหุ้นเกินร้อยละ 5 ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเกี่ยวพันกับครอบครัวชินวัตร

ห้า แอมเพิล ริช แจ้งว่าขายหุ้นชินคอร์ป 329.2 ล้านหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์
ให้นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 แต่ความจริงซื้อขายกัน
นอกตลาด นอกจากนั้นยังลืมแจ้งว่า แอมเพิล ริช เป็นบุคคลตาม 258 ของน.ส.พิณทองทา
และนายพานทองแท้ด้วย

แต่ไม่ว่าจะ"ติ๊กผิด"เช่นนี้มาตลอด สำนักงาน ก.ล.ต.ได้(กู)หลับตาหรือทำตาปริบๆ
จนคนเข้าใจว่า "ไอ้ติ๊ก"จะเป็นลูกคนโปรดของครอบครัวชินวัตรเหมือน"ไอ้ปื้ด"
ที่เป็นลูกคนโปรดของ"ด็อกเตอร์"นักกฎหมายชื่อดัง

นายหญิงใหม่"ชินคอร์ป" มาดามโฮ ชิง ซีอีโอ"เทมาเส็ก"

คอลัมน์ ข่าวทะลุคน


พนักงานชินคอร์ปได้"นายหญิง"คนใหม่ แทนที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร คือมาดามโฮ ชิง ซีอีโอกองทุน"เทมาเส็ก"
เข้ารับตำแหน่งในปี 2545 ท่ามกลางเสียงครหา"เด็กเส้น" เพราะอีกหนึ่งสถานะคือ ภริยาของนายลี เซียน ลุง

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบัน บุตรชายของ"ลี กวน ยู"

นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ เคยเขียนบทความปรามาสความสามารถ จนต้องควักเงินจ่ายค่าเสียหาย

เกือบ 300,000 เหรียญสหรัฐ ให้กับตระกูล"ลี"มาแล้ว

หลัง รับเก้าอี้ ดำเนินนโยบายแบบซุปเปอร์เทกโอเวอร์ ไล่กว้านซื้อ รวมทั้งทุ่มเงินลงทุนนอกสิงคโปร์

อย่างรุนแรงและรวดเร็ว กว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ธุรกิจในร่มเงาเทมาเส็ก ทะลวงลงไปแทบทุกอณูของระบบเศรษฐกิจ อาทิ สื่อสาร โทรคมนาคม พลังงาน

อสังหาริมทรัพย์ สถานพยาบาล ขนส่ง ธนาคาร

ปี 2548 นิตยสารการเงินชั้นนำของโลก "ฟอร์จูน" จัดให้ติดอันดับ 11 ของผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด

ในโลกธุรกิจ ไม่ธรรมดาสำหรับผู้หญิงเอเชีย อายุ 52 ปี ปริญญาโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

สมรสกับนายลี เซียน ลุง เมื่อปี 2528 เริ่มรับราชการในกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ 2530 ออกมาร่วมงานกับ

"สิงคโปร์ เทคโนโลยี" บริษัทลูกของเทมาเส็ก ค้าขายกับกลาโหม ไต่เต้าจนไปถึงตำแหน่งซีอีโอและประธาน
ก่อนขึ้นไปอยู่บริษัทแม่มีข่าวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชักชวนให้ "เบียร์ช้าง"
ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 15, 2010 2:19 pm

http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/58690

  • เปิดฟ้าส่องโลก

    ผู้นำอเมริกันใจกว้างกว่า


    เสาร์พรุ่งนี้ 08.00-10.00 น. ภราดาศักดา กิจเจริญ ผอ.โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ชวนนิติภูมิพูด
    "เปิดโลกทัศน์ครูโรงเรียนเอกชน" รับใช้ครูโรงเรียนเอกชนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3
    จำนวน 1,200 คน ณ หอประชุมหลุยส์ ชาแนล ตึกวัชรสมโภช โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา จ.ชลบุรี

    เสาร์เย็น 19.00-21.00 น. คณะกรรมการมัสยิดอั้ลว่าต้อนียะห์ ชวนนิติภูมิ พูด "โลกมุสลิมกับสันติภาพ
    (ตะวันออกกลางกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้)" ที่ตลาดคลองสวน 100 ปี ต.เกาะไร่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

    เด็กอเมริกันคนหนึ่งสร้างตัว ด้านการศึกษาด้วยการเรียนปริญญาตรีทางประวัติศาสตร์ จากวิทยาลัยวิลเลียมแอนด์แมรี
    ปริญญาโททางประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา ปริญญาเอกทางประวัติศาสตร์รัสเซียและโซเวียต
    จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง "Soviet Sinology : An Untapped Source
    for Kremlin Views and Disputes Relating to Contemporary Events in China"
    เป็นงานที่มหาวิทยาลัยขอนำไปเผยแพร่ โดยประกาศก้องร้องบอกให้ใครต่อใครเข้าไปอ่านได้
    ในไมโครฟิล์มของห้องสมุด ของมหาวิทยาลัยเลขที่ 7421652

    สายลับส่วนใหญ่จะเรียนมาทางด้าน ประวัติศาสตร์ การจองตัวเด็กที่เอามาเป็นสายลับ มักจะจองกัน
    ตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ เด็กหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน ได้รับการคัดเลือกจากซีไอเอขณะกำลังเรียนปริญญาโท
    เมื่อจบแล้วก็ถูกส่งไปเป็นทหารอากาศ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของหน่วยยุทธศาสตร์ทางอากาศ

    วิทยา นิพนธ์ปริญญาเอกของเด็กคนนี้เป็นที่ประทับใจ ทำให้ผู้คนที่จะใช้งานมั่นใจได้ว่าสมองของแก
    ไม่กระจอกงอกง่อย มีความฉลาดลึกลับซับซ้อนไม่ธรรมดา ทุกทีที่จะมีการเลื่อนขั้นชั้นตำแหน่ง วิทยา-นิพนธ์
    ปริญญาเอกของข้ารัฐการสายข่าวคนนี้จะถูกแนบไปพร้อมผลงาน ความสมบูรณ์ในเรื่องการเรียนและเรื่องการงาน
    ทำให้เรืออากาศตรี โรเบิร์ต ไมเคิล เกตส์ สามารถไต่จากเจ้าหน้าที่ชั้นล่างสุดของหน่วยงานซีไอเอ
    ไปจนเป็นเบอร์ 1 ขององค์กร ผมหมายถึงแกไต่จนได้เป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรซีไอเอ
    โดยเป็นผู้อำนวยการซีไอเอคนที่ 15 ของสหรัฐอเมริกา ทำงานในตำแหน่งนี้ระหว่าง 6 พฤศจิกายน 2534
    จนถึง 20 มกราคม 2536

    นอก จากชำนาญเรื่องรัสเซียและโซเวียต เกตส์ยังตั้งกลุ่มศึกษาเรื่องสงครามอิรัก จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้
    เมื่อพ้นวาระการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการซีไอเอ เกตส์ได้รับเลือกเป็นประธานมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็ม

    นายเกตส์ ชอบพรรครีพับลิกัน แกสมัครเป็นสมาชิกยุวชนรีพับลิกันตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ได้เป็นผู้อำนวยการซีไอเอ
    ในสมัยของนายบุชผู้พ่อเป็นประธานาธิบดี ซึ่งผู้อ่านท่านที่เคารพก็ทราบว่า พวกบุชนั้นเป็นรีพับลิกันกันทั้งตระกูล

    เมื่อ นายโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ หมดวาระการเป็นรัฐมนตรีกลาโหม นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีอเมริกัน
    ก็ชักชวนให้นายเกตส์เป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนที่ 22 ของสหรัฐอเมริกา โดยได้รับแต่งตั้งตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2549

    ประธานาธิบดี คนล่าสุดของสหรัฐอเมริกา คือนายบารัค โอบามา จากพรรคเด็มโมแครต เห็นว่าคนของพรรคคู่แข่ง
    ที่กำลังเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอยู่เป็นคนมีคุณภาพ ก็ขอให้ดำรงคงตำแหน่งอยู่ต่อจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

    สหรัฐอเมริกา เจริญได้ทุกวันนี้ เพราะประเทศนั้นเต็มไปด้วยคนใจกว้าง เห็นใครทำประโยชน์ให้กับ
    ประเทศชาติบ้านเมือง แม้ว่าจะอยู่พรรคตรงกันข้ามก็ยังส่งเสริม ผิดกับประเทศไทยครับ เอากรณีของผม
    เป็นตัวอย่าง นิติภูมิเทียวไล้เทียวขื่อไปพม่า ไปแล้วไปอีก ไปเก็บข้อมูลมาเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษเรื่อง
    "The Evolution of Political Views and Policies of Military Governments of Burma, 1962–1997"
    นำมาแปลและกว่าจะได้ปกป้องวิทยานิพนธ์ก็เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2540 มหาวิทยาลัยมอบปริญญา
    เลขที่ 003699 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541

    แต่ ก็ยังไม่แคล้วถูกไอ้คนใจชั่วสร้างข่าวว่าเรียนไม่จบบ้าง ไม่ได้เรียนบ้าง ผมเองเฉยมาตลอด วันนี้มีโอกาสเขียน
    เรื่องนายเกตส์ ก็เลยอยากจะเขียนอะไรให้ไอ้ทูตขี้อิจฉาอกแตกตายเล่น ฮ่าๆ ว่าวิทยานิพนธ์ด็อกเตอร์ของนายนิติภูมิ
    อาจจะกระจอกกิ๊กก๊อกหน่อย แฮ่ๆ แต่มหาวิทยาลัยมอสโกให้เกียรติผมโดยเอาฉบับแปลภาษารัสเซียไปบรรจุไว้
    ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมอสโกที่มีอายุ 255 ปี

    แถมเดี๋ยวนี้ มหาวิทยาลัยมอสโกก็นำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของนิติภูมิไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ ของมหาวิทยาลัย
    อดีตทูตคนไหนอยากพ้นสภาพอิจฉาตาร้อน เชิญเข้าไปดูที่ http://www.nbmgu.ru
    (Moscow State’s Scientific Library) และ http://hke.in และ http://diss.rulib.com และ
    http://aifi.ru ถ้าจะให้ง่ายขึ้นนะครับ ให้เข้าไปดูที่ nitipoom.com ในช่องผลงานวิชาการ มีลิงค์เว็บไซต์
    ให้ถึงที่ ใครแปลภาษารัสเซียไม่ออก ก็ใช้ google แปลภาษาได้ครับ

    วันหน้าผมจะมาเล่าวิธีการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยที่มีผู้ ได้รับรางวัลโนเบลมากๆให้ฟัง
    สัปดาห์หน้าผมจะมาเรียนรับใช้วิธีเข้าไปในอินเตอร์เน็ตเพื่อหารายชื่อบุคคล ที่มีชื่อเสียงระดับโลกของมหาวิทยาลัยมอสโก
    แฮ่ๆ และก็ไม่แน่นะครับ อาจจะมีชื่อคนไทยอยู่ในนั้นด้วยก็ได้.

  • Unknown

    จำนวนข้อความ : 517
    Registration date : 09/09/2008

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 15, 2010 5:49 pm

    http://www.arabnews.com/?page=1§ion=0&article=107068

    Thailand Steps Up Efforts to Restore Normal Saudi Ties
    M. Ghazanfar Ali Khan, Arab News

    RIYADH — Thailand has stepped up efforts to restore normal relations with Saudi Arabia,
    which were strained following the murder of four Saudi diplomats and a high-profile
    jewelry theft case involving a Thai worker in the 1980s.
    “But now there is a renewed effort, as part of a proactive policy spearheaded by
    both political and economic aspects, to conclude the pending cases,” said Charn Jullamon,
    the newly appointed Thai charge d’affaires, here yesterday.
    “The aim to normalize diplomatic relations by concluding the Blue Diamond theft case,
    the murder cases and the case of the disappearance of a Saudi businessman are on
    the top of the new Thai government’s agenda,” said Jullamon.
    The diplomat said that the Foreign Ministry under Prime Minister Samak Sundaravej
    would be pro-active on these unsolved cases involving Saudis.
    Thailand reopened in September the investigation into the long-unsolved killings,
    a case that deeply soured relations between the two countries.
    The Thai Department of Special Investigation — Thailand’s equivalent of the FBI —
    said that it has now set up a new team to review the deaths of the five Saudi nationals,
    including three diplomats in 1989 and 1990, as well as to probe afresh the unsolved
    diamond-theft case, according to a report published recently.
    The report said that the legendary Blue Diamond was among several valuable stones
    and jewelry pieces stolen by Thai national Kriangkrai Techamong in the 1980s from
    a royal palace, where he was employed as a gardener. Kriangkrai allegedly shipped
    the stolen objects to Thailand and then returned home. An investigation led to
    the seizure of the jewels by Thai police, but when the items were returned to Riyadh,
    many turned out to be fakes, including the diamond.

    Jullamon said the two kingdoms are losing a lot because of the continuing strained relations.
    Thailand has already lost more than $700 million in trade and labor export opportunities so far.
    This is despite the fact that the two countries have a lot in common to share.
    Restrictions on Saudis traveling to Thailand shut out lucrative tourism revenue
    for the Southeast Asian country.
    The Thai diplomat pointed out that the Saudi imports from Thailand total $1 billion
    annually despite the sour relations and continuing restrictions on visas.
    “The Thai government is also working on a Saudi proposal to open air routes between
    the Chinese city of Shanghai and Bangkok to enable thousands of Saudi travelers
    to visit Thailand,” said the diplomat. “We are also working on a plan to bring
    Thai business mission this year. The Thai missions in Riyadh and Jeddah cumulatively
    issued 40,000 visas to Saudi businessmen and tourists in 2007.”

    Lanka Travel Warning
    The Saudi Embassy in Colombo yesterday urged citizens not to travel to Sri Lanka
    because of the unstable security situation in the South Asian country,
    the Saudi Press Agency reported. The travel ban comes following a series of explosions
    and suicide bombings that hit the country recently. The embassy urged Saudis
    who cannot avoid travel to Sri Lanka to be extra cautious.

    http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=36201

    http://liberalthai.wordpress.com/2010/01/12/saidi-arabia-wants-blue-diamond-back-taksin-helping/

    ซาอุฯได้ทักษิณช่วยหาเพชรสีน้ำเงิน

    by chapter 11

    Saidi Arabia wants Blue Diamond Back: Taksin Helping
    January 10, 2010
    By Pooky, this blog economics journalist
    ที่มา – Thai Intelligent News
    แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑


    ประมาณ ๓๐ ปีก่อน คนไทยคนหนึ่งทำงานในพระราชวังแห่งซาอุดิอาระเบีย ขโมยเพชรถุงใหญ่
    รวมถึง “เพชรสีน้ำเงิน” เพชรงามล้ำเลิศ มูลค่าสุดประเมิน เป็นของสุดรักของราชวงศ์แห่งซาอุดิอาระเบีย
    และหอบกลับมาสู่ประเทศไทย ชายไทยคนนั้นจึงรวยมาก แต่โง่มากเช่นกัน ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเพชรเหล่านั้น
    เขาจึงประดับเสื้อนอกของเขาด้วยเพชรจำนวนนับร้อย และแต่งโชว์รอบกรุง ผู้คนส่วนใหญ่ที่พบเห็นต่างหัวเราะให้
    กับชายคนนี้ แต่ชายคนนี้ก็ฉลาดพอที่จะนำเพชรไปขายที่ร้านเพชร ร้านขายเพชรดูสภาพชายคนนั้นก็รู้ได้ทันทีว่า
    เพชรนั้นเป็นเพชรที่ถูกขโมยมา แต่ก็ซื้อไว้ แน่นอน ตำรวจไทยมาทำคดี และจับกุมบุคคลหลายคนที่เกี่ยวข้อง
    อะไร ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องที่เดากันไป แต่เพชรที่ได้คืนมาทั้งหมดกลับถูกขโมยไปอีกครั้ง
    และมีข่าวลือว่าเพชรบางส่วนตกอยู่ในกำมือของผู้มีตำแหน่งสูงสุดในประเทศไทย แต่นั่นแหละ นี่คือประเทศไทย
    ใครเล่าจะกล้าตามจิกนายตำรวจตำแหน่งสูงซึ่งกำลังทำคดีนี้อยู่

    ในเวลานั้น ตะวันออกกลางกำลังเฟื่องฟูกับการก่อสร้าง เรียกได้ว่ามีคนงานไทยจำนวนนับพันนับหมื่นทำงานในซาอุฯ
    และเมื่อซาอุฯตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยเพราะฝีมือโจรคนไทยคน เดียวนั้น และเพราะตำรวจไทย
    ไม่แสดงผลคืบหน้าใดๆ – ซาอุฯส่งตัวคนงานไทยเหล่านั้นกลับประเทศไทย

    จากนั้นแรงกดดันได้เพิ่มขึ้น และนายตำรวจระดับใหญ่มากบางนายนั่งไม่ติด ไล่จับและตั้งข้อหามั่วไปหมด
    แม้กระทั่งข้อหาฆาตกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี เพื่อตัดตอนการโยงเข้าหาตัวของพวกเขา
    แต่ก็ยังไม่พบเพชรสีน้ำเงิน – หรือถ้าคุณจะปักใจเชื่อกับข่าวลือที่ว่า เพชรนี้ตกอยู่ในมือของคนซึ่งกฎหมายไทย
    เอื้อมไปไม่ถึง เมื่อหลายๆปีที่ผ่านไป เวลาผ่านไปยังรวดเร็วราวกับติดปีกบิน ในปีนี้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
    ซึ่งถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ และการจัดตั้งรัฐบาลของอภิสิทธิ์ในปัจจุบัน ซึ่งเอาแต่ทู่ซี้
    ไล่ล่าทักษิณไปรอบโลก ตลอดเวลานับตั้งแต่ทักษิณปรากฏตัวในดินแดนตะวันออกกลาง รัฐบาลนี้จึงตัดสินใจ
    ที่จะสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศในตะวันออกกลาง

    อภิสิทธิ์ สั่งการให้ตำรวจไทยเปิดคดีที่เกี่ยวข้องกับซาอุฯขึ้นมาใหม่ และนี่คือประเทศไทย ตำรวจทำตามคำสั่ง
    จากนักการเมือง และเริ่มสืบสวนคดีต่างๆ – เพื่อพยายามให้ราชวังซาอุฯกลับมารักประเทศไทยอีกครั้ง
    ประมวล เรื่องราวทั้งหมดจากที่อภิสิทธิ์เดินทางไปตะวันออกกลาง รัฐมนตรีต่างประเทศไทยไปตะวันออกกลาง
    และสถานทูตไทยในตะวันออกกลางเปิดบ้านเลี้ยงฉลองโดยตลอด

    แน่นอน ซาอุฯรู้ดีเมื่อพูดถึงไทย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแต่เรื่องต่อรองและการแลกเปลี่ยนทางการเมือง
    ดังนั้นง่ายๆก็คือ หลังจากตำรวจไทยคลี่คลายคดีบางคดี และรายงานต่อรัฐบาลไทยว่า
    “ความสัมพันธ์จะกลับเป็นดังเดิมได้ ก็ต่อเมื่อได้เพชรสีน้ำเงินกลับคืน”
    ขณะเดียวกัน ผู้อยู่เบื้องหลังการต่อรองของรัฐบาลซาอุฯกับอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ใครอื่น แน่นอนคือ ทักษิณ
    รายงาน ที่ไม่ได้รับการยืนยันล่าสุดว่า ข่าวรั่วไหลจนอภิสิทธิ์กลัวขนาดไอออกมาเป็นเพชรสีน้ำเงิน
    ว่าความสนใจของทักษิณและซาอุฯที่กำลังวางแผนบางอย่าง เช่นการลงทุนประมาณ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
    ในเมืองใหม่ของซาอุฯ โดยมีทักษิณดำรงตำแหน่งผู้จัดการโครงการ มีส่วนในบริษัทร้อยละ ๒๐
    ทักษิณ กล่าวว่า “ผมมีแผนว่าจะใช้บริษัทผู้รับเหมาของไทยและแรงงานไทยสำหรับเมืองใหม่นี้
    และขณะนี้ขี้นอยู่กับรัฐบาลไทยว่า จะแก้ไขสัมพันธไมตรีอย่างไร เพื่อให้ชาวไทยได้รับประโยชน์
    จากความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุฯ”

    Unknown

    จำนวนข้อความ : 517
    Registration date : 09/09/2008

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 1:04 pm

    Unknown พิมพ์ว่า:

    Blackwater Loses a Job for the C.I.A.

    By MARK MAZZETTI

    Published: December 11, 2009

    WASHINGTON — The Central Intelligence Agency has terminated a contract with
    the security company formerly called Blackwater Worldwide that allowed the company
    to load bombs on C.I.A.
    drones in Pakistan and Afghanistan, intelligence officials said Friday.

    The contract gave employees with the company an operational role in one of
    the Central Intelligence Agency’s most significant covert programs,
    which has killed dozens of militants with Predator and Reaper drones.
    The company’s involvement highlighted the extent to which the C.I.A.
    had outsourced critical jobs to private companies
    since the 9/11 attacks.The contract with the company, now called Xe Services,
    was canceled this year by Leon E. Panetta, the C.I.A. director,
    according to a C.I.A. spokesman. In August,
    The New York Times first revealed the existence of the contract,
    which was run by a division of the company called
    Blackwater Select, which handles classified contracts. George Little,
    the C.I.A. spokesman, said that Mr. Panetta had ordered that the agency’s employees
    take over the jobs from Xe employees at the remote drone bases in Pakistan and Afghanistan,
    and that Mr. Panetta had also ordered a review of all contracts with the company.
    “At this time, Blackwater is not involved in any C.I.A. operations other than in
    a security or support role,” Mr. Little said.
    The disclosure about the terminated contract comes a day after
    The Times reported that Blackwater employees had joined C.I.A. operatives
    in secret “snatch and grab” operations
    in Iraq and Afghanistan. Blackwater’s role in the raids grew out of contracts
    that the company had with the spy agency to provide security for the C.I.A.
    in Kabul and Baghdad. The company had a dual role in the drone program,
    said current and former employees and intelligence officials.
    Contractors on the secret bases assembled and loaded Hellfire missiles
    and 500-pound laser-guided bombs onto drones
    ,
    and they also provided security at the C.I.A. bases.
    The C.I.A. did not allow contractors to select targets for the drone
    attacks or pull the trigger on the strikes. That work was done at
    the C.I.A.’s headquarters in Langley, Va.

    But Blackwater’s direct role in the drone operations sometimes led to disputes
    between the contractors and C.I.A. employees, as the spy agency sometimes
    accused Blackwater employees of poor weapon assembly if the missile or bomb missed a target.
    In one instance last year, a 500-pound bomb dropped off a Predator
    before the drone had launched its payload, leading to a frenzied search along
    the Afghan-Pakistani border. A company employee said the bomb was
    eventually found not far from the intended target.


    http://www.nytimes.com/2009/12/12/us/politics/12blackwater.html?_r=1



    http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=5&contentID=43395

    โดรนบอมบ์ตาลีบันในปากีตายเพียบ

    วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม 2553 เวลา 7:40 น

    เครื่องบินไร้คนบังคับของสหรัฐถล่มรังของกลุ่มตาลีบันปากีสถานมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 20 ศพ
    ขณะที่ทหารอเมริกันปะทะกับกลุ่มก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน จนบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิต 1 นาย

    แหล่งข่าวในรัฐบาลปากีสถานเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า โดรน ซึ่งเป็นเครื่องบินไร้คนบังคับของสหรัฐ
    ได้ยิงจรวด 4 ลูกโจมตีบ้านหลังหนึ่ง ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่กบดานของกลุ่มตอลีบันในบริเวณเขตชนเผ่า
    ที่มีพรมแดนติดกับอัฟกานิสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 20 ศพ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเขตชาคตอย
    ห่างจากเมืองมิรันชาห์ในจังหวัดนอร์ธ วาซิริสถาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร
    ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่รังของกลุ่มก่อการร้าย และคาดว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจมีมากกว่านี้

    ก่อนหน้านั้น โดรนได้เข้าโจมตีเป้าหมายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มตาลีบันปากีสถานคือนายฮาคิมุ ลลาห์ เมห์ซูด
    แต่ในเวลาต่อมา กลุ่มตาลีบันปากีสถาน ได้เผยแพร่เทปเสียงของนายเมห์ซูด ที่ออกมาปฏิเสธว่า
    เขาถูกฆ่าตายจากการโจมตีของโดรนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

    แต่การโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ เป็นปฏิบัติการถล่มครั้งที่ 10 ของโดรน เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐ
    ตั้งแต่เริ่มปี 2553 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม การถล่มตาลีบันครั้งล่าสุดนี้ ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตของ
    สมาชิกหัวรุนแรงเพิ่มเป็น 41 ศพ ในการโจมตี 3 ครั้งนับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

    ขณะที่รัฐบาลปากีสถานและกองทัพระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันการเสียชีวิตของนายเมห์ซูด
    แม้กลุ่มตาลีบันปากีสถานออกมาประกาศว่า หัวหน้าของพวกเขายังมีชีวิตอยู่และสบายดีก็ตาม
    วันเดียวกันองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) รายงานว่า
    ทหารอเมริกันนายหนึ่งเสียชีวิตในทางตะวันออกของอัฟกานิสถานเมื่อวันเสาร์
    หลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัส ระหว่างสู้รบกับกลุ่มหัวรุนแรงนำโดยตาลีบัน
    แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่น ๆ

    อนึ่ง ทหารชาย-หญิงของกองกำลังผสมนานาชาติที่ประจำการอยู่ในอัฟกานิสถานราว 113,000 นาย
    อยู่ภายใต้การนำของสหรัฐและนาโต้ ที่ต่อสู้กับกลุ่มหัวรุนแรงเป็นปีที่ 9 แล้ว.


    Unknown

    จำนวนข้อความ : 517
    Registration date : 09/09/2008

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 4:27 pm

    http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000007350

    ตอลิบานบุกถล่มกรุงคาบูล ตายแล้ว 4


    18 มกราคม 2553 16:04 น.


    มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วกรุงคาบูล ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มกบฏตอลิบาน

    เอเอฟพี - เสียงปืนและเสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วกรุงคาบูลตั้งแต่เช้าวันนี้(18)
    เมื่อนักรบที่เชื่อมโยงกับกลุ่มตอลิบานไม่ทราบจำนวนบุกโจมตีอาคารต่างๆ กลางกรุง
    และเริ่มเปิดฉากยิงกราด ศูนย์การค้า 2 แห่งมีเพลิงลุกไหม้
    นอกจากนั้นยังมีระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีกองกำลังอัฟกานิสถานด้วย


    มือระเบิดพลีชีพ 2 คน จุดขนวนระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีกองกำลังอัฟกานิสถานกลางกรุงคาบูลในวันนี้
    ขณะที่การปะทะกันระหว่างกลุ่มตอลิบานและกองกำลังอัฟกานิสถาน ทำให้กลุ่มตอลิบานเสียชีวิตไปอีก 2 ราย
    ท่ามกลางเสียงระเบิดและเสียงปืนดังกึกก้องทั่วกรุงตั่งแต่เช้าตรู่

    เซมาไร บาชารี โฆษกกระทรวงมหาดไทยอัฟกานิสถานเผยกับสถานีโทรทัศน์อัลญะซีเราะห์ว่า
    กลุ่มนักรบ 2 คน บุกโจมตีอาคารอาเรียนาซีเนมา กลางกรุงคาบูล และถูกกองกำลังอัฟกานิสถานสังหาร
    เขาระบุว่า เชื่อว่ายังมีนักรบอยู่ภายในอาคารดังกล่าว ซึ่งยิงปืนออกมาใส่เจ้าหน้าที่ที่ล้อมอาคารนั้นไว้

    ทั้งนี้ บาชารีเผยว่า เหตุรุนแรงในวันนี้ ทำให้มือระเบิดฆ่าตัวตายเสียชีวิตทั้งหมด 4 คน

    รายงานข่าวระบุว่า มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วกรุงคาบูลตั้งแต่เช้าวันนี้
    เมื่อนักรบที่เชื่อมโยงกับกลุ่มตอลิบานไม่ทราบจำนวนบุกโจมตีอาคารต่างๆ และเริ่มเปิดฉากยิงกราด
    ศูนย์การค้า 2 แห่งมีเพลิงลุกไหม้ ขณะที่อัลญะซีเราะห์รายงานด้วยว่า โรงแรมเซเรนา ซึ่งเป็นโรงแรม 5 ดาว
    เพียงแห่งเดียวของกรุงคาบูลก็มีเพลิงลุกไหม้ด้วย

    Unknown

    จำนวนข้อความ : 517
    Registration date : 09/09/2008

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 10:53 am

    http://inteldaily.com/2010/01/flight-253-cover-up-no-smoking-gun-claims-undercut-by-new-disclosures/

    Flight 253 Cover-Up: “No Smoking Gun” Claims Undercut by New Disclosures

    January 25, 2010

    in Analysis, Intelligence

    By Tom Burghardt


    (The Intelligence Daily) — Nearly one month after passengers foiled an attempted suicide bomb
    attack aboard Northwest Airlines Flight 253 as it approached Detroit on Christmas Day,
    new information reveals that the White House and U.S. security agencies had
    specific intelligence on accused terrorist, Umar Farouk Abdulmutallab,
    far earlier than previously acknowledged.

    Along with new reports, evidence suggests that the administration’s cover-up of the affair
    has very little to do with a failure by the intelligence apparatus to “connect the dots”
    and may have far more serious political implications for the Obama administration,
    and what little remains of a functioning democracy in the United States,
    than a botched bombing. What the White House and security officials have previously
    described only as “vague” intercepts regarding “a Nigerian” has now morphed into
    a clear picture of the suspect–and the plot.

    The New York Times
    revealed January 18 that the National Security Agency “learned from a communications intercept
    of Qaeda followers in Yemen
    that a man named “Umar Farouk”–the first two names of
    the jetliner suspect, Umar Farouk Abdulmutallab–had volunteered for a coming operation.”
    According to Times’ journalists Eric Lipton, Eric Schmitt and Mark Mazzetti,
    “the American intelligence network was clearly listening in Yemen and sharing that information.”
    Indeed, additional NSA intercepts in December “mentioned the date of Dec. 25, and suggested that
    they were ‘looking for ways to get somebody out’ or ‘for ways to move people to the West,’
    one senior administration official said.”

    Clearly, the administration was “worried about possible terrorist attacks over the Christmas holiday.”
    These concerns led President Obama to meet December 22 “with top officials of the C.I.A., F.B.I.
    and Department of Homeland Security, who ticked off a list of possible plots against the United States
    and how their agencies were working to disrupt them,” the Times reports.

    “In a separate White House meeting that day” the Times disclosed, “Mr. Obama’s homeland security
    adviser, John O. Brennan, led talks on Yemen, where a stream of disturbing intelligence had suggested
    that Qaeda operatives were preparing for some action, perhaps a strike on an American target,
    on Christmas Day.” In mid-January,

    Newsweek
    reported that the “White House report on the foiled Christmas Day attempted airliner bombing
    provided only the sketchiest of details about what may have been the most politically sensitive of its
    findings: how the White House itself was repeatedly warned about the prospect of an attack on
    the U.S.,” Mark Hosenball and Michael Isikoff disclosed. According to the newsmagazine,
    “intelligence analysts had ‘highlighted’ an evolving ’strategic threat,’” and that
    “’some of the improvised explosive device tactics AQAP might use against U.S. interests
    were highlighted’ in other ‘finished intelligence products’.” However, the real bombshell
    came last Wednesday during hearings before the Senate Homeland Security and Governmental Affairs
    Committee when Bushist embed, and current Director of the National Counterterrorism Center (NCTC),
    Michael E. Leiter, made a startling admission.

    CongressDaily
    reported on January 22 that intelligence officials “have acknowledged the government knowingly
    allows foreigners whose names are on terrorist watch lists to enter the country in order to track
    their movement and activities.”
    Leiter told the Committee: “I will tell you, that when people come to the country and they are
    on the watch list, it is because we have generally made the choice that we want them here in
    the country for some reason or another.”

    CongressDaily reporter Chris Strohm, citing an unnamed “intelligence official” confirmed that
    Leiter’s statement reflected government policy and told the publication, “in certain situations
    it’s to our advantage to be able to track individuals who might be on a terrorist watch list
    because you can learn something from their activities and their contacts.”
    An alternative explanation fully in line with well-documented inaction, or worse,
    by U.S. security agencies prior to the September 11, 2001 terrorist attacks and now,
    Christmas Day’s aborted airline bombing, offer clear evidence that a ruthless “choice”
    which facilitates the murder of American citizens are cynical pretexts in a wider game:
    advancing imperialism’s geostrategic goals abroad and attacks on democratic rights at home.
    Leiter’s revelation in an of itself should demolish continued government claims that
    the accused terror suspect succeeded in boarding NW Flight 253 due to a failure to
    “connect the dots.” However, as far as Antifascist Calling can determine, no other media
    outlet has either reported or followed-up CongressDaily’s disclosure; a clear sign that its
    explosive nature, and where a further investigation might lead, are strictly off-limits.
    Taking into account testimony by a high-level national security official that terrorists are
    allowed to enter the country for intelligence purposes, one can only conclude that
    the alleged “failure” to stop Abdulmutallab was neither a casual omission nor the result of
    bureaucratic incompetence but rather, a highly-charged political calculation.

    Bushist Embeds: Destabilizing the Obama Administration?
    One subject barely explored by corporate media throughout the Flight 253 affair,
    is the unsettling notion that the aborted Christmas day bombing may have been
    a move by rightist elements within the security apparatus to destabilize the Obama administration,
    a course of action facilitated by the Obama government itself as we will explore below.
    This is not as implausible as it might appear at first blush. When one takes into account
    the meteoric rise to power by the 40-year-old former Navy pilot and federal prosecutor,
    Michael Leiter’s ascent tracks closely with his previous service as a cover-up specialist for
    the Bush-Cheney regime. “In 2004, while working as a federal prosecutor,” a New York Times
    puff piece informs us, “Mr. Leiter joined the staff of a commission, appointed by
    President George W. Bush, to examine intelligence failures leading up to the war in Iraq.
    That led to a series of jobs in the intelligence world, and in 2008, Mr. Bush appointed him director
    of the counterterrorism center.”

    A rather curious appointment, if Leiter were simply an ingénue with no prior experience in the murky
    world of intelligence and covert operations. However the former Navy pilot, who participated
    in the U.S. wars of aggression against the former Yugoslavia and Iraq seemed to have the requisite
    qualifications for work as an intelligence “specialist.”
    While attending Harvard Law School, Leiter served as a “human rights fellow” with
    the International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia in The Hague, the U.S.-sponsored
    kangaroo court that has prosecuted America’s official enemies in the Balkans whilst covering-up
    the crimes of their partners.

    Amongst America’s more dubious “allies” in the decade-long campaign to destabilize socialist
    Yugoslavia were al-Qaeda’s Islamist brigade, responsible for carrying-out hideous massacres
    in Bosnia and Kosovo, with NATO approval and logistical support, as Global Research
    analyst Michel Chossudovsky, and others, have thoroughly documented. As Deputy General Counsel
    and Assistant Director of the President’s Commission on the Intelligence Capabilities of
    the United States, the so-called “Robb-Silberman” cover-up commission, Leiter focused on
    what are euphemistically described in the media as “reforms” with the U.S. “Intelligence Community,”
    including the stand-up of the FBI’s repressive National Security Branch. Prior to joining NCTC,
    Leiter was the Deputy Chief of Staff for the Office of the Director of National Intelligence under
    former NSA Director and ten-year senior vice president of the spooky Booz Allen Hamilton
    security firm, John “Mike” McConnell. From his perch in ODNI, Leiter coordinated all internal
    and external operations for the Office, including relations with the White House,
    the Department of Homeland Security and the CIA.

    Leiter’s résumé, and his role in concealing Bush administration war crimes, predicated on ginned-up
    “intelligence” invented by Dick Cheney’s minions in the Defense Department and the CIA,
    should have sent alarm bells ringing inside the incoming Obama administration.
    As we have seen since Obama’s inauguration however, rather than cleaning house–
    and settling accounts–with the crimes, and criminals, of the previous regime, the “change”
    administration chose to retain senior- and mid-level bureaucrats in the security apparatus;
    employing officials who share the antidemocratic ideology, penchant for secrecy and
    ruthlessness of the Bush administration. While the Times claims his “unblemished résumé”
    has taken a hit over the Flight 253 plot, an interview with National Public Radio shortly
    before the Abdulmutallab affair, provides chilling insight into Leiter’s agenda, particularly
    in light of his January 20 statement to the Senate Homeland Security Committee.
    Presciently perhaps, the NCTC chief told NPR: “We’re not going to stop every attack.
    Americans have to very much understand that it is impossible to stop every terrorist event.
    But we have to do our best, and we have to adjust, based on, again, how the enemy changes
    their tactics.” It becomes a painfully simple matter for “the enemy” to gain advantage and
    “change their tactics” when those charged with protecting the public actually facilitate
    their entrée into the country “for some reason or another”!
    According to the Times, the White House has kept Leiter at the helm and that it came as
    “no surprise to Bush officials” because, get this, “Michael wasn’t political,” if we’re to believe
    the carefully-constructed legend of former Bushist Deputy National Security Adviser Juan Zarate.

    If the Bush-Cheney years tell us anything it’s that appointments by the previous regime
    were ruthlessly political. As The Washington Post reported shortly after Obama’s election,
    these appointments were made permanent across a multitude of federal agencies and departments,
    including the security apparat, in a cynical maneuver designed to reward Bush loyalists.
    “The transfer of political appointees into permanent federal positions” the Post disclosed,
    “called ‘burrowing’ by career officials, creates security for those employees,
    and at least initially will deprive the incoming Obama administration of the chance
    to install its preferred appointees in some key jobs.”

    The Times reports that the White House has publicly defended Leiter “and aides to
    the president said Mr. Obama called to convey his support.” Perhaps not so curiously,
    the allegedly “nonpolitical” NCTC Director “has been mentioned as a possible future
    head of the Central Intelligence Agency, and how he performs might help determine
    whether he remains on the fast track.” One can only wonder, how many other counterterrorist
    officials have “burrowed” their way into, and hold key positions in the current administration,
    ticking political time-bombs inside America’s permanentshadow government.

    Senate Whitewash Fuel Attacks on Democratic Rights
    During Wednesday’s Senate hearings, Obama’s Director of National Intelligence,
    Admiral Dennis C. Blair, in keeping with the former Bush administration’s assault on
    democratic rights, assailed the decision by the Justice Department to try the suspect in a court of law.
    This is fully in line with the rhetoric of ultra-right Republicans and so-called “centrist Democrats”
    such as arch neocon Senator Joseph Lieberman.

    Newsweek
    reports that new details “surrounding the Christmas Day interrogation of the bombing suspect
    aboard Northwest Flight 253 raise questions about the accuracy of testimony provided
    Wednesday by senior U.S. intelligence and Homeland Security officials.”

    Last week, the newsmagazine reported that “Obama administration officials were
    flabbergasted Wednesday when Director of National Intelligence Adm. Dennis Blair
    testified that an alleged Qaeda operative who tried to blow up a U.S. airliner on Christmas Day
    should have been questioned by a special interrogation unit that doesn’t exist, rather than the FBI.”
    This theme was quickly picked-up by Senate Republicans. The overarching sentiments expressed
    by this gaggle of war criminals and corporate toadies was not to demand accountability from
    the responsible parties, but to call for further attacks on Americans’ democratic rights.
    Republicans on the committee lambasted Obama’s Justice Department for its decision to try
    Abdulmutallab in a civilian court. John McCain (R-AZ), the Republican party’s failed candidate
    in the 2008 presidential election, said the decision was “a terrible, terrible mistake,”
    while the execrable Jeff Sessions (R-AL) claimed that the hapless suspect should have been
    delivered to the U.S. military as an “enemy combatant.” Ranking Republicans on the committee,
    Susan Collins (R-ME) and John Ensign (R-NV) went so far as to imply that Abdulmutallab
    should have been tortured. Collins inquired: “how can we uncover plots” if accused criminal suspects
    are allowed to “lawyer up and stop answering questions?” Ensign, a staunch supporter of policies
    articulated by the Bush administration, particularly former Vice President and war criminal,
    Dick Cheney, argued that “limiting” CIA interrogators to the methods laid out in the Army Field
    Manual would allow terrorists to “train” in advance of interrogations. But the harshest criticism
    of the administration came in the form of a stealth attack by Obama’s own Director of
    National Intelligence, Admiral Blair.

    The Wall Street Journal
    reported January 21 that “nation’s intelligence chief said the man accused of trying to blow up
    an airliner on Christmas Day should have been questioned by a special interrogation team
    instead of being handled as an ordinary criminal suspect.” Rather than coming to terms and
    halting the Bush regime’s practice of torturing so-called terrorist suspects, the Obama administration
    has compounded the crime by creating a secretive group of interrogators called the High-Value
    Interrogation Group or HIG. Blair told the Senate that the administration had “botched”
    the handling of suspect Abdulmutallab, by, wait, not handing him over to a group that
    as of this writing, exists only on paper, a salient fact of which Blair was certainly knowledgeable!
    In his testimony however, the DNI told the Homeland Security Committee that the HIG
    “was created exactly for this purpose–to make a decision on whether a certain person
    who’s detained should be treated as a case for federal prosecution or for some of the other means.”
    Blair implicitly criticized the Justice Department’s decision to uphold constitutional protections
    that guarantee a suspect a right to a trial in a court of law and not a one-way ticket to
    an American gulag. Blair said, “we did not invoke the HIG in this case; we should have.
    Frankly, we were thinking more of overseas people and, duh, you know, we didn’t put it
    [in action] then.” Mendaciously, the DNI claimed “I was not consulted. The decision was made on
    the scene, [and] seemed logical to the people there, but it should have been taken using this HIG format,
    at a higher level.” Newsweek reporter Michael Isikoff disclosed January 20 that
    “senior administration officials” told him that Blair was “misinformed on multiple levels”
    and that the DNI’s assertions were “all the more damaging because they immediately fueled
    Republican criticism that the administration mishandled the Christmas Day incident in its treatment
    of the accused Qaeda operative as a criminal suspect rather than an enemy combatant.”
    Isikoff reported January 22 that Blair, Leiter and Homeland Security Secretary Janet Napolitano
    were asked about the decision to try Abdulmutallab and all gave the same answer when
    queried by right-wing Senator Susan Collins, the Committee’s ranking Republican:
    “Were you consulted regarding the decision to file criminal charges against [suspect Umar Farouk]
    Abdulmutallab in civilian court?” Leiter and Napolitano both replied: “I was not.”
    According to Newsweek, Blair also said he was “not consulted” and claims that the government
    “should have” brought in the yet-to-be activated HIG “to conduct the questioning of the suspect.”
    As with every aspect of this strange affair, Newsweek reports, these statements are riddled
    with lies and mischaracterizations. Isikoff writes that “all the relevant national-security agencies,
    including top aides to Blair and Napolitano, were fully informed about the plans to charge
    the suspect in federal court hours before he was read his Miranda rights and stopped cooperating.”
    Newsweek further reveals that a “key event” was a secure videoconference on Christmas Day
    “that included Leiter” and Jane Lute, DHS’ No. 2 official and that “neither Leiter nor any of the other
    participants, including representatives from the FBI and the CIA, raised any questions about
    the Justice Department’s plans to charge the suspect in federal court, the officials said.”
    “If you participate in a conference call and you don’t raise any objections, that suggests
    you were consulted,” said one senior law-enforcement official. Another added that
    “nobody at any point” raised any objections, either during the meeting or during a four-hour
    period afterward when Abdulmutallab was informed of his Miranda rights to be represented
    by a lawyer,” according to Newsweek. Ultra-right Senator Kit Bond (R-MO), the vice chairman
    of the Senate Intelligence Committee and a witting accomplice to the previous regime’s high crimes
    and misdemeanors against the American people said, “That this administration chose to shut out
    our top intelligence officials and forgo collecting potentially life-saving intelligence is
    a dangerous sign.” It’s a “dangerous sign” to be sure, for America’s battered democracy.

    An On-Going Cover-Up
    As events continue to unfold and new information shreds the official story, is Leiter’s chilling
    testimony that suspected terrorists are allowed to enter the United States “because we have
    generally made the choice that we want them here in the country for some reason or another,”
    merely a banal slip or something far more sinister that betrays the real order of things in
    post-democratic America? Relevant questions begging for answers include: Who made
    the decision not to “connect the dots”? Are right-wing elements and holdovers from
    the previous administration actively conspiring to destabilize the Obama government?
    Was the attempted bombing a planned provocation meant to incite new conflicts in
    the Middle East and restrict democratic rights at home?

    As with the 9/11 attacks, these questions go unasked by corporate media. Indeed,
    such lines of inquiry are entirely off the table and are further signs that a cover-up
    is in full-swing, not a hard-hitting investigation.
    In truth, what we are dealing with here as we stagger into the second decade of
    the 21st century, is not a “conspiracy” per se but a modus operandi as the World Socialist Web Site
    has argued, rooted in a bankrupt system quickly reaching the end of the line.
    Tom Burghardt is a researcher and activist based in the San Francisco Bay Area.
    In addition to publishing in Covert Action Quarterly and Global Research,
    an independent research and media group of writers, scholars,
    journalists and activists based in Montreal, his articles can be readon
    Dissident Voice, The Intelligence Daily, Pacific Free Press, Uncommon Thought Journal,
    and the whistleblowing website Wikileaks. He is the editor of Police State America:
    U.S. Military “Civil Disturbance” Planning
    , distributed by AK Press.

    Unknown

    จำนวนข้อความ : 517
    Registration date : 09/09/2008

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 11, 2010 2:10 pm

    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1265858862&grpid=&catid=06

    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 10:27:28 น.
    มติชนออนไลน์


    นายชาร์ลี วิลสัน อดีต ส.ส.12 สมัยรัฐเท็กซัส


    หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ปิดฉากชีวิต"ชาร์ลี วิลสัน"
    ผู้ฝึกนักรบตาลีบันไล่อดีตสหภาพโซเวียต


    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา นายชาร์ลี วิลสัน อดีต ส.ส.
    12 สมัยรัฐเท็กซัส สมาชิกพรรคเดโมแครต เสียชีวิตแล้ว ด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
    ด้วยวัย 76 ปี หลังบ่นว่า เจ็บหน้าอกและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองลุฟกิน
    ฝั่งตะวันออกของรัฐเท็กซัสได้ไม่นาน

    ทั้งนี้ นายวิลสัน ได้รับฉายาว่า "เสรีภาพจากลุฟกิน" พ่วงด้วยเสือผู้หญิงติดเหล้า
    เคยเข้าไปนั่งในสภาคองเกรสช่วยโยกงบประมาณหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ
    และยังเข้าร่วมปฎิบัติการฝึกซ้อมกลุ่มนักรบตาลีบันเพื่อขับไล่อดีตสหภาพโซเวียต
    ที่บุกยึดครองอัฟกานิสถาน จนฮอลลีวูดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "ชาร์ลี วิลสัน’ส วอร์"
    (คนกล้าแผนการณ์พลิกโลก) นำแสดงโดยทอม แฮงค์ และ จูเลีย โรเบิร์ต


    ผู้นำฮามาสถูกลอบสังหารในโรงแรมหรูที่ดูไบ

    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 07:48

    โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    ผู้นำฮามาสถูกลอบสังหารในโรงแรมหรู ใกล้สนามบินแห่งชาติดูไบ
    ขณะที่กลุ่มฮามาสประกาศล้างแค้นอิสราเอล


    พลตำรวจโทดาฮี คาลฟาน ทามมิม ผู้บัญชาการตำรวจของดูไบ หนึ่งในเจ็ดรัฐของ
    สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ แถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ทีมล่าสังหาร 11 คนซึ่งถือพาสปอร์ตยุโรป
    ปลอมตัวด้วยวิกผม ใส่เคราปลอมและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสำหรับเล่นเทนนิสอยู่เบื้องหลัง
    การเสียชีวิตปริศนาของนายมามุด อัล-มาบฮูห์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งปีกฝ่ายทหารของกลุ่มฮามาส
    ที่มีผู้พบศพในห้องพักในโรงแรมหรูของเขาใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ
    เมื่อ 20 มกราคม พลตำรวจโททามมิมไม่ได้ระบุโดยตรงว่าหน่วยล่าสังหารเป็นของอิสราเอล
    แต่บอกว่ามีความเป็นไปได้ว่า คณะผู้นำของบางประเทศได้สั่งให้หน่วยข่าวกรองของตน
    สังหารนายอัล-มาบฮูห์ แต่เขาไม่ได้ระบุชื่อประเทศ ขณะที่ฮามาสประกาศโทษอิสราเอล
    และประกาศจะแก้แค้น พลโททามมิมเปิดเผยด้วยว่า ผลชันสูตรเบื้องต้นระบุว่านายอัล-มาบฮูห์
    เสียชีวิตเพราะถูกทำให้หายใจไม่ออก แต่กำลังรอผลการตรวจในห้องแลปเพื่อหาสาเหตุอื่นๆเพิ่มเติม

    http://www.inteldaily.com/2010/02/afghanistan-charlie-wilson-and-america%E2%80%99s-30-year-war/

    Afghanistan: Charlie Wilson And America’s 30-Year War

    February 17, 2010

    in Analysis, Asia / Pacific

    By Rick Rozoff (The Intelligence Daily) — On February 13 the United States and NATO
    led an assault with 15,000 Western and Afghan government troops against Marjah,
    a town in Helmand province with a population of 75,000. One soldier for every five civilians.
    The NATO contingent involved in the offensive includes troops from Britain, Canada,
    Denmark, Estonia and the U.S.
    In the opening hours of the massive attack, “the biggest air[borne] assault ever undertaken
    by coalition forces in the country,” [1] two rockets fired from a NATO High Mobility Artillery
    Rocket System slammed into a house outside Marjah and killed twelve civilians.
    General Stanley McChrystal, commander of all U.S. and NATO Forces in the country,
    described the incident as “regrettable.” An account from a British newspaper described the situation
    in the town after the assault began: “The populous Taliban stronghold of Marjah has, say residents,
    become a ghost town. Shops are shuttered, streets deserted and most inhabitants are hiding inside
    their mud-brick houses wondering when their ‘day of doom’ will come.” [2]

    The operation is the largest staged by the U.S. and its NATO allies since the war in Afghanistan
    was launched in early October of 2001. It is the opening salvo in the plan for escalation of
    the counterinsurgency war in that nation announced by U.S. President Barack Obama at
    the West Point Military Academy last December 3. [3] Obama’s strategy is based on the COMISAF
    (Commander International Assistance Security Force) Initial Assessment of General McChrystal
    issued on August 30, 2009. In that document the former head of the Joint Special Operations Command,
    from which post he took charge of U.S. and NATO troops in Afghanistan, presented the blueprint
    for transitioning from what had been designated a counterterrorist strategy to a counterinsurgency one.

    There is no war without an adversary, and McChrystal identified the targets of the campaign
    that over 150,000 U.S. and NATO troops will soon be waging: “The major insurgent groups
    in order of their threat to the mission are: the Quetta Shura Taliban (05T), the Haqqani Network (HQN),
    and the Hezb-e Islami Gulbuddin (HiG).” [4] The last two groups are named after their founders
    and leaders, Jalaluddin Haqqani and Gulbuddin Hekmatyar, respectively.
    Haqqani and Hekmatyar lost an old friend and colleague on February 10, former 12-term
    U.S. Congressman Charlie Wilson. The hero of one of the most successful American films
    of 2007-2008, Charlie Wilson’s War, he has been eulogized in the press and by his former
    partner in arming and training the likes of Haqqani and Hekmatyar – and Osama bin Laden –
    current U.S. Secretary of Defense Robert Gates, who was Deputy Director of Central Intelligence
    from 1986 to 1989 and who said in a 1999 speech, “CIA had important successes in covert action.
    Perhaps the most consequential of all was Afghanistan where CIA, with its management,
    funnelled billions of dollars in supplies and weapons to the mujahideen….” [5]

    Gates was referring to Operation Cyclone, the largest covert operation conducted by
    the CIA and indeed by any agency or nation. The full title of the book by George Crile
    the movie Charlie Wilson’s War is based on is Charlie Wilson’s War: The Extraordinary Story
    of the Largest Covert Operation in History. The bulk of the billions of dollars Gates boasted
    of supplying to arm the Pakistan-based Mujahideen was directed to Gulbuddin Hekmatyar
    and Jalaluddin Haqqani. Those two are now identified by the same Pentagon that Gates
    heads up as two of the three targets of the world’s largest and longest war.

    The day Charlie Wilson died, Gates celebrated him as “an extraordinary patriot” for
    “liberating Afghanistan from Soviet occupation.” [6] On February 23 Wilson will receive
    a graveside service with full military honors at Arlington National Cemetery.
    As Gates praised his former colleague for playing a decisive role in arming and training
    the forces of Hekmatyar and Haqqani, so Wilson was effusive in his praise of both the latter.
    During the first Afghan war of 1979-1992 Wilson was a guest of Jalaluddin Haqqani in
    eastern Afghanistan in 1987 and referred to his host as “goodness personified.”
    When after September 11, 2001 Haqqani was named number three on the U.S. most-wanted list
    after Osama bin Laden and Mullah Muhammad Omar, Wilson said: “That did give me pause
    for thought. But Haqqani took care of me, and I’ll never forget that. I’d love to see him again.
    I would try to persuade him that the Taleban was a force for destruction –
    which he definitely wasn’t.” [7] Old friendships are the firmest.

    An editorial in The Times of London two days after Wilson’s death was more measured than
    the uniformly laudatory obituaries and tributes in the American media – Britain has now lost
    more soldiers in Afghanistan than in any conflict since Korea and Malaya in the 1950s –
    reminding its readers that “In helping to beat the Soviet menace, Charlie Wilson unleashed
    a monster. The jihadi commanders who fought with the funds that he provided in Afghanistan
    remember the Congressman fondly. His fellow countrymen are now fighting the guerrillas that
    he helped to arm and the civilians who are suffering at their hands might be more reserved
    about his legacy.” [8]

    The piece added:
    “Wilson once described the warlord Jalaluddin Haqqani as ‘goodness personified’.
    Today the elderly commander is one of America’s most wanted terrorists.
    “In the 1980s the self-proclaimed Holy Warrior, with close links to Osama bin Laden,
    was getting millions of American tax dollars to send Arab and Afghan volunteers into battle
    against Soviet troops. The CIA were his allies. Gulbuddin Hekmatyar was another Islamist commander
    bankrolled by Wilson’s money. Today both men are in charge of militant networks responsible
    for countless attacks against US, Afghan and international forces.”

    The Times quoted a former colleague of Hekmatyar saying of Charlie Wilson,
    “He really helped the Mujahidin.” [9] Another British daily, The Telegraph, also commented
    on Wilson’s death on February 12: “Charlie Wilson’s War drew Osama bin Laden first to Peshawar
    in Pakistan and then into Afghanistan with his Arab jihadis. A key beneficiary was
    Gulbuddin Hekmatyar, whose Hezb-i-Islami fighters form one of the most deadly factions
    in the Taliban-led insurgency today….” [10]

    In 2003 the U.S. State Department designated Hekmatyar, the main recipient of America’s largest-
    ever covert military-intelligence operation, a “Specially Designated Global International Terrorist.” [11]
    Haqqani is still active in the Afghanistan that Charlie Wilson and Robert Gates spent billions of dollars
    and provided an arsenal of weapons to “liberate.”

    An Indian news agency wrote at the beginning of the year that “It has now been shockingly
    admitted that the suicide bombing that killed seven CIA employees in eastern Afghanistan this week
    was masterminded by warlord and one-time key CIA ally Jalaluddin Haqqani.”
    “During the 1980s, Mr Haqqani was a respected commander battling,
    with Western support, against the Soviet Union in Afghanistan. After they withdrew,
    he became a member of the US-approved coalition that formed the post-occupation government.” [12]

    Gulbuddin Hekmatyar became prime minister of what was left of Afghanistan in 1993-1994,
    immediately after the U.S. backed their Mujahideen clients’ takeover of the country in 1992.
    Hekmatyar’s and Haqqani’s roles as ringleaders of the internecine bloodshed and violent anarchy
    that followed the defeat of the Democratic Republic of Afghanistan are worth recalling in reference
    to repeated comments by Charlie Wilson and lately by Secretary of State Hillary Clinton that
    the only mistake the U.S. has made in Afghanistan over the past 30 years is – a rough paraphrase –
    “not staying to finish the job.” It is that lapse and no other action that Washington is now
    “redressing.” The follow up that Wilson envisioned was continuing to arm and fund the likes of
    Hekmatyar and Haqqani, after 1992 leaders of the ruling regime in Afghanistan.
    Wilson’s chief partner in building the military forces of two of today’s three main insurgent groups
    the U.S. and NATO are waging an over eight-year war against was Gust Avrakotos, also celebrated
    in the 2007 film Charlie Wilson’s War as a modern American “flawed but lovable” maverick hero/anti-hero.
    Avrakotos, who died in 2005 and who “ran the largest covert operation in the agency’s history,
    was dubbed ‘Dr. Dirty’ for his willingness to handle ethically ambiguous tasks….
    Working with former Rep. Charles Wilson, D-Texas, Avrakotos eventually controlled more than
    70 percent of the CIA’s annual expenditures for covert operations, funneling it through intermediaries
    to the mujaheddin.” [13] Regarding the weapons that he and Wilson ran to their Pakistan-based allies,
    they “later were used in the fratricidal war in Afghanistan before the Taliban took control.
    “Critics noted that those weapons probably still were in use, both in support of and against U.S. troops,
    when the United States went to war in Afghanistan in 2001.” [14]

    Even though George Crile’s book documents that Gulbuddin Hekmatyar and Jalaluddin Haqqani
    were the main recipients of U.S. military aid secured by Wilson and his counterparts in the CIA –
    including Robert Gates – neither is mentioned in the film version. One criticism of the film points out
    that “The producers…imply that the chaos that ensued in Afghanistan after the war resulted from
    rogue forces taking over the country – ignoring the impact of their training in terrorist methods
    by the CIA (including specialization in high explosives).” [15]

    An edition of U.S. News & World Report from 2008 provided details on Wilson’s relations
    with both Hekmatyar and Haqqani and the current activities of the last two.
    “In recent weeks, Hekmatyar has called upon Pakistani militants to attack U.S. targets,
    while the Haqqani network is blamed for three large vehicle bombings, along with the attempted
    assassination of [Afghan President Hamid] Karzai in April….[T]hese two warlords – currently
    at the top of America’s list of most wanted men in Afghanistan – were once among America’s
    most valued allies.” “In the 1980s, the CIA funneled hundreds of millions of dollars in weapons
    and ammunition to help them battle the Soviet Army….Hekmatyar, then widely considered by
    Washington to be a reliable anti-Soviet rebel, was even flown to the United States by
    the CIA in 1985. “‘He was the most radical of the radicals,” recalls former Rep. Charlie Wilson…”

    “U.S. officials had an even higher opinion of Haqqani, who was considered the most
    effective rebel warlord. ‘I adored Haqqani. When I was in Afghanistan, Haqqani was the guy
    who made sure I would get out,’ says Wilson. ‘He was a marvelous leader and very beloved
    in his territory.’

    “Haqqani was also one of the leading advocates of the so-called Arab Afghans,
    deftly organizing Arab volunteer fighters who came to wage jihad against the Soviet Union
    and helping to protect future al Qaeda leader Osama bin Laden.” [16]
    As seen above, Wilson, the “extraordinary patriot,” adored Jalaluddin Haqqani to his dying day.
    As The Time’s obituary of the former cited above stated, “t is just possible that some of
    Wilson’s friends might soon be friends of America again.” [17]

    Wilson’s other partner, Gulbuddin Hekmatyar, “was…a renowned opium smuggler
    and warlord, and was alleged to have sprayed acid in the faces of women who did not wear
    the veil. One of [Hekmatyar's] colleagues referred to him as ‘a true monster,’ though he allegedly
    impressed the CIA (revealing something of its character) by wanting to take the war against
    the Soviets to Central Asia and roll back communism in Kazakhstan, Azerbaijan and Uzbekistan.
    “One CIA officer said, ‘We wanted to kill as many Russians as we could, and Hikmatyar seemed like
    the guy to do it.’” [18]

    The second to the last paragraph reveals another aspect of the first U.S. Afghan war,
    that it not only intended to drive Soviet forces out of the country, overthrow the government there
    and install the CIA’s Mujahideen clients, but to extend the war into the Soviet Union.
    After the film Charlie Wilson’s War was released in late 2007 accounts surfaced of other
    U.S. officials instrumental in arming America’s current adversaries in Afghanistan.
    The book The Judge: William P. Clark, Ronald Reagan’s Top Hand by Paul Kengor and
    Patricia Clark Doerner details the role of President Ronald Reagan’s National Security Adviser
    from 1982-1983 and “his work on behalf of Afghan rebels to Polish rebels to Nicaraguan rebels
    and much, much more.” A review of the volume reveals that “Clark and Reagan quietly authorized
    the [mujahedin] rebels to cross the Amu Dar’ya River that marked the border between Afghanistan
    and the Soviet republic of Uzbekistan, where the rebels fought the Soviet Union on its own territory….
    Specially trained rebel units operating inside the USSR, equipped with high-tech explosives from
    the CIA, sabotaged Soviet targets. They derailed trains, attacked border posts and laid mines.”[19]

    A quote from the book states “These were strikingly bold, risky moves – some of the most dangerous
    action of the entire history of the 40-year Cold War….” [20] Another account of Wilson’s activities
    mentioned that “the mujahideen in Pakistani camps were trained to wage a war of urban terror,
    with instructions in car bombings, bicycle bombings, camel bombings and assassination.
    According to Charlie Wilson, this was the one morally unambiguous crusade of our time.” [21]
    (That Wilson’s name and any allusion to morality could be combined in the same sentence is
    astonishing. Suffice it to recall that although he represented a poor congressional district in Texas,
    Wilson spent millions of dollars on international junkets for a steady succession of mistresses, alcohol,
    cocaine and most every species of debauchery.) The extraordinary American patriot and cinema hero
    Wilson said of his efforts in the 1980s, “This is the one chance to send the Soviet young men home
    in body bags like they sent our boys back in body bags. Let’s make this a Vietnam for the Soviets.” [22]
    Within weeks of the Hollywood lionization of Wilson, Paul Fitzgerald and Elizabeth Gould,
    in 1981 the first American journalists allowed back into the Afghan capital and the future authors
    of Invisible History: Afghanistan’s Untold Story, wrote a letter to the Boston Globe to debunk
    the growing Wilson myth. The authors said, “we continue to be amazed at how the American
    disinformation campaign built around the Soviet invasion of Afghanistan lives on.
    “Fact: Covert funding for the mujahideen began long before the Soviet invasion, not after.
    “Fact: This covert aid was intended to lure the Soviets into the Afghan trap and hold them there,
    not drive them out, as claimed by Wilson.

    “It is well documented that Wilson’s war prolonged Afghanistan’s agony for another six years,
    provided a secure multibillion-dollar technological training base for Islamic terrorism,
    and set the stage for a privatized heroin industry of historic proportions.
    “The problem was in the conceptual framework created by America’s Cold War policy makers
    in the first place that made Afghanistan the bleeding ground it remains to this day.” [23]
    A review of the couple’s 2009 book Afghanistan’s Untold Story included these details:
    “Having gone to great lengths to draw them into Afghanistan in the first place
    (beginning as early as 1973), the US wanted the Soviets to stay so that their mujahideen proxies
    could deliver a mortal blow to the ‘Evil Empire.’
    “As the Cold War deepened and the Afghans drew closer to the Soviets, US interest in the country
    increased proportionately. Afghanistan would soon become a battleground on which the fantasies
    of Washington’s Cold War policy planners would be played out. “Invisible History also shows
    how covert US meddling began as early as 1973 under president Nixon, following the ouster
    of King Zahir Shah by Mohammad Daoud. The US had not even extricated itself from its own
    Vietnam War when such plans were afoot as part of the ‘Chinese-Iranian-Pakistani-Arabian
    peninsula Axis’ to give the Soviets theirs.” [24]

    William Blum’s translation of a 1999 Le Nouvel Observateur interview with the original
    architect of U.S. intervention in Afghanistan, former Carter administration National Security Adviser
    Zbigniew Brzezinski, confirms Fitzgerald’s and Gould’s contentions. His admissions included:
    “According to the official version of history, CIA aid to the Mujahadeen began during 1980,
    that is to say, after the Soviet army invaded Afghanistan, 24 Dec 1979. But the reality,
    secretly guarded until now, is completely otherwise Indeed, it was July 3, 1979 that
    President Carter signed the first directive for secret aid to the opponents of the pro-Soviet regime
    in Kabul. And that very day, I wrote a note to the president in which I explained to him that
    in my opinion this aid was going to induce a Soviet military intervention.
    “That secret operation was an excellent idea. It had the effect of drawing the Russians
    into the Afghan trap and you want me to regret it? The day that the Soviets officially
    crossed the border, I wrote to President Carter. We now have the opportunity of giving to
    the USSR its Vietnam war.”

    “What is most important to the history of the world? The Taliban or the collapse of
    the Soviet empire? Some stirred-up Moslems or the liberation of Central Europe and
    the end of the cold war?” [25] A few months after the film that made Charlie Wilson a celebrity,
    one that has been viewed by several tens of millions of Americans and to one degree or another
    approved of by most all of them, Wilson said that he could “think of nothing I would have
    done differently.” The newspaper that interviewed him and obtained the quote wrote,
    “Never mind that many of the mujahedeen guerillas that the former U.S. representative from
    Texas helped arm…wound up as the very Taliban leaders who shaped the violent and
    radical Islamic fundamentalism that dominated Afghanistan….
    Never mind the rise of the Taliban and al-Qaida.” [26]

    A news dispatch in early 2006 announcing that the movie rights for Charlie Wilson’s War
    had been obtained by Universal Pictures mentioned in passing that
    Many of the men armed by the CIA went on to become the Taliban’s enforcers
    and Osama bin Laden’s protectors.”
    [27]
    Wilson, like Brzezinski, had no regrets. No regrets for what the brutal guerrillas whose training
    and arming he arranged in Pakistan in the 1980s have done to Afghanistan and its people.
    No regrets that foreign fighters among them spread out to Central Asia, the Caucasus,
    the Balkans, North Africa, the Middle East and Southeast Asia. Empire builders have neither
    time nor inclination for regrets. The terrorism/counterterrorism strategy, tenuously and self-servingly
    linked with weapons of mass destruction, drugs and now piracy, has over the last decade alone
    gained the U.S. and its NATO allies military bases and camps in Afghanistan, Pakistan,
    Kyrgyzstan, Tajikistan, Uzbekistan, the Philippines, Iraq, Kuwait, the United Arab Emirates,
    Yemen, Djibouti, Seychelles, Uganda, Mali, Bulgaria, Romania and Colombia.

    There will soon be more U.S. and NATO troops in Afghanistan – 150,000 from fifty nations –
    than there ever were Soviet troops in the 1980s. The Western military forces were not invited
    into the country by any government or any political faction. There is no Charlie Wilson in
    the U.S. Congress calling for the forcible expulsion of foreign occupation forces,
    barely anyone there even asking for their peaceful withdrawal. But Wilson’s project for
    a second Vietnam-style war may well be realized. America’s second Vietnam.

    Rick Rozoff has been involved in anti-war and anti-interventionist work in various capacities
    for forty years. He lives in Chicago, Illinois. Is the manager of the Stop NATO international
    email list at:[i]http://groups.yahoo.com/group/stopnato/


    1) Agence France-Presse/Reuters, February 14, 2010
    2) The Independent, February 15, 2010
    3) Nobel Committee Celebrates War As Peace Stop NATO, December 8, 2009
    http://rickrozoff.wordpress.com/2009/12/08/nobel-committee-celebrates-war-as-peace
    5) Washington Post, September 21, 2009
    http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2009/09/21/AR2009092100110.html
    5) BBC News, December 1, 2010
    6) U.S. Department of Defense, February 11, 2010
    7) The Times (London), January 12, 2008
    Cool The Times, February 12, 2010
    9) Ibid
    10) The Telegraph, February 12th, 2010
    11) United States Department of State, Febuary 19, 2003
    12) Asian News International, January 2, 2010
    13) Washington Post, December 26, 2005
    14) Ibid
    15) Jeremy Kuzmarov, Charlie Wilson’s War, the Culture of Imperialism and the Distortion of History
    History News Network, December 31, 2007
    16) U.S. News & World Report, July 11, 2008
    17) The Times, February 12, 2010
    18) History News Network, December 31, 2007
    19) The Village News (California), January 10, 2008
    20) Ibid
    21) Myra MacDonald, Revisting America’s war in Afghanistan
    Reuters, September 26, 2008
    22) Ibid
    23) Boston Globe, January 11, 2008
    24) Anthony Fenton, Behind the Afghan propaganda
    Asia Times, May 2, 2009
    25) http://www.globalresearch.ca/articles/BRZ110A.html
    26) Salt Lake Tribune, April 23, 2008
    27) Reuters, January 11, 2006

    http://www.inteldaily.com/2010/02/cctv-footage-of-the-assassination-possibly-by-mossad-of-mahmoud-al-mabhouh-in-dubai/

    CCTV footage of the assassination (possibly by Mossad) of Hammas Commander in Dubai

    February 17, 2010

    in Intelligence




    http://malaysia.news.yahoo.com/afp/20100216/twl-mideast-conflict-palestinian-hamas-u-575b600.html

    Britain, Ireland presses Israel over Hamas murder row

    LONDON (AFP) - – Britain and Ireland called in Israel's envoys on Thursday amid
    a growing diplomatic furore over the use of fake passports by the killers of a Hamas chief.
    Israel's ambassador to London, Ron Prosor, was asked to meet with a senior official at
    the Foreign Office, the day after Prime Minister Gordon Brown called for a "full investigation"
    into the passports row.

    Irish Foreign Affairs Minister Micheal Martin called in Israel's envoy for talks, saying he regarded
    the use of false Irish passports as "an extremely serious incident". "We are putting pretty direct
    questions and seeking assistance and clarification. We want to get answers as quickly as
    we possibly can," added Martin.

    Diplomatic tensions have mounted over the killing of Mahmud al-Mabhuh last month
    in a luxury Dubai hotel, ever since the emirate's police chief revealed that 11 European passport
    holders were allegedly involved. Austria is now investigating whether Austrian telephones
    were used to plan the killing. Related article: Mossad's forays abroad No government has directly
    accused Israel but speculation about the killers has centred on Israel's Mossad intelligence services,
    which have used agents with fake passports for such operations in the past.

    Israeli Foreign Minister Avigdor Lieberman said Wednesday there was no evidence to suggest
    the Jewish state's spies were responsible. "There is no reason to think that it was the Israeli Mossad
    and not some other intelligence service or country up to some mischief," he said.

    Dubai's police chief this week released the photos and names of the 11 European passport holders --
    six from Britain, three from Ireland, one from Germany and one from France -- accused of being
    behind the murder. All the countries except Germany have insisted the passports were faked.
    Britain had abstained from talking about a possible Israeli link but on Wednesday said it wanted
    to clarify matters with Israel. Prosor will hold talks with Peter Ricketts,
    the head of Britain's diplomatic service. Amid growing demands for answers from lawmakers,
    the British prime minister has promised a full investigation. "The British passport is an important
    document that has got to be held with care," he said Wednesday. Related article:
    EU passports of Hamas murder suspects not fake: Dubai police
    "The evidence has got to be assembled about what has actually happened
    and how it happened and why it happened."
    Britain's Serious Organised Crime Agency will lead the probe in cooperation with
    the United Arab Emirates authorities, a government spokesman said.

    In Ireland, Martin told RTE state radio that Israel's ambassador had been told to attend
    a meeting at the foreign affairs ministry on Thursday and that Ireland wanted quick answers.
    Ireland initially said the details of the three Irish passport holders were entirely false,
    but on Wednesday said that new information from the Dubai authorities suggested
    genuine Irish passport numbers were used. "We have invested very heavily in the security
    of the Irish passport," Martin said.

    "It is a very important document. It has significant international credibility.
    Events like this undermine that and, most importantly, put the security of Irish citizens at risk.
    In Austria meanwhile, authorities said they were investigating whether the killers used
    Austrian phone numbers or SIM cards to plan their hit. Related article:
    Stolen identities used by Hamas chief assassins The Subscriber Identity Module (SIM) card,
    a portable memory chip, holds personal identity information, cell phone number, phone book,
    text messages and other data.

    "Apparently Austrian phone numbers were used," interior ministry spokesman Rudolf Gollia
    told AFP. "But we can't say anything further. The investigations are underway and we're in
    contact with Dubai police." Dubai police chief Dahi Khalfan has insisted the European passports
    found were not fakes, saying immigration officers in the emirate were trained to spot such documents,
    Al-Bayan newspaper reported Thursday.

    Unknown

    จำนวนข้อความ : 517
    Registration date : 09/09/2008

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Mar 16, 2010 12:36 pm

    Unknown พิมพ์ว่า:
    November 1996-Late August 1998: US Tracks Bin Laden’s Satellite Phone Calls


    An Inmarsat Compact M satellite phone, the type used by bin Laden. [Source: Inmarsat]

    During this period, Osama bin Laden uses a satellite phone to direct al-Qaeda’s operations.
    The phone—a Compact M satellite phone, about the size of a laptop computer—was purchased by
    a student in Virginia named Ziyad Khaleel for $7,500 using the credit card of a British man named Saad al-Fagih.
    After purchasing the phone, Khaleel sent it to Khalid al-Fawwaz, al-Qaeda’s unofficial press secretary in London
    (see Early 1994-September 23, 1998). Al-Fawwaz then shipped it to bin Laden in Afghanistan. [CNN, 4/16/2001]
    It appears US intelligence actually tracks the purchase as it occurs (see November 1996-Late December 1999),
    probably because an older model satellite phone bin Laden has is already being monitored (see Early 1990s).
    Bin Laden’s phone (873682505331) is believed to be used by other top al-Qaeda leaders
    as well, including Ayman al-Zawahiri and Mohammad Atef. Al-Fawwaz
    also buys satellite phones for other top al-Qaeda leaders
    around the same time. Though the calls made on these phones are encrypted,
    the NSA is able to intercept and decrypt them.
    As one US official will put it in early 2001, “codes were broken.”


    [United Press International, 2/13/2001; Newsweek, 2/18/2002]
    The Los Angeles Times will report that the monitoring of these phones
    “produced tens of thousands of pages of transcripts over two years.” [Los Angeles Times, 10/14/2001]
    Bin Laden’s satellite phone replaces an older model he used in Sudan that apparently was also monitored
    by the NSA (see Early 1990s). Billing records for his new phone are eventually released to the media
    in early 2002. Newsweek will note, “A country-by-country analysis of the bills provided US authorities
    with a virtual road map to important al-Qaeda cells around the world.” [Sunday Times (London), 3/24/2002]
    The countries called are:

    Britain (238 or 260). Twenty-seven different phone numbers are called in Britain. Accounts differ
    on the exact number of calls. Khalid al-Fawwaz, who helps publish statements by bin Laden,
    receives 143 of the calls, including the very first one bin Laden makes with this phone.
    Apparently most of the remaining calls are made to pay phones near him or to his associates.
    He also frequently calls Ibrahim Eidarous, who works with al-Fawwaz and lives near him.
    [CNN, 4/16/2001; Newsweek, 2/18/2002; Sunday Times (London), 3/24/2002; O'Neill and McGrory, 2006, pp. 111]

    Yemen (221). Dozens of calls go to an al-Qaeda communications hub in Sana’a, Yemen, which is run by
    the father-in-law of 9/11 hijacker Khalid Almihdhar (see Late August 1998). [Newsweek, 2/18/2002;
    Los Angeles Times, 9/1/2002; Bamford, 2008, pp. 8]

    Sudan (131). Bin Laden lived in Sudan until 1996 (see May 18, 1996), and some important al-Qaeda operatives
    remained there after he left (see February 5, 1998). [Sunday Times (London), 3/24/2002]

    Iran (106). Newsweek will later report: “US officials had little explanation for the calls to Iran.
    A Bush administration official said that US intelligence has believed for years that hard-line
    anti-American factions inside Iran helped bin Laden’s organization operate an ‘underground railroad’
    smuggling Islamic militants to al-Qaeda training camps in Afghanistan.”
    [Newsweek, 2/18/2002; Sunday Times (London), 3/24/2002]

    Azerbaijan (67). An important al-Qaeda operative appears to be based in Baku, Azerbaijan.
    [Washington Post, 5/2/2001] This is most likely Ahmad Salama Mabruk, who is very close to al-Qaeda
    number two Ayman al-Zawahiri and is said to be the head of the al-Qaeda cell there.
    He kidnapped by the CIA in Baku in late August 1998 (see Late August 1998).

    Kenya (at least 56). In the embassy bombings trial, prosecutors introduce evidence showing 16 calls
    are made on this phone to some of the embassy bombers in Kenya (see 10:35-10:39 a.m., August 7, 1998),
    apparently all before a raid in August 1997 (see August 21, 1997). The defense introduces evidence
    showing at least 40 more calls are made after that time (see Late 1996-August 1998). [CNN, 4/16/2001]

    Pakistan (59).
    Saudi Arabia (57).
    A ship in the Indian Ocean (13).
    The US (6).
    Italy (6).
    Malaysia (4).
    Senegal (2). [Sunday Times (London), 3/24/2002]
    Egypt (unknown). Newsweek reports that calls are made to Egypt but doesn’t say how many.
    [Newsweek, 2/18/2002]
    Iraq (0). Press reports note that the records indicate zero calls were made to Iraq.
    [Newsweek, 2/18/2002; Sunday Times (London), 3/24/2002]

    1,100 total calls are made on this phone. Adding up the above numbers means that the destination of
    over 100 calls is still unaccounted for. [Newsweek, 2/18/2002] The use of this phone stops two months
    after the August 1998 embassy bombings in Africa. However, it appears bin Laden and other al-Qaeda leaders
    continue to use other satellite phones occasionally after this time. Shortly after 9/11, James Bamford,
    an expert authority on the agency, says “About a year or so ago the NSA lost all track of him.…
    He may still use [satellite phones] occasionally to talk about something mundane,
    but he discovered that the transmitters can be used for honing.” [CNN, 9/21/2001]
    According to a different account, bin Laden will attempt to use a different phone communication method,
    but US intelligence will soon discover it and continue monitoring his calls (see Late 1998 and After).

    Late 1996-August 1998: US Listens In as Bin Laden Speaks to Planners of Embassy Bombings in Kenya

    In 2001, four men will be convicted of participating in the 1998 embassy bombings (see 10:35-10:39 a.m., August 7, 1998).
    During their trial, it will come to light that the NSA was listening in on bin Laden’s satellite phone
    (see November 1996-Late August 1998). Additionally, during this time bin Laden calls some of the plotters of
    the bombing before the bombing takes place. The prosecution will show records revealing that bin Laden
    calls Kenya 16 times, apparently all before an August 1997 raid on the Nairobi, Kenya, house of Wadih El-Hage
    (see August 21, 1997), who is taking part in the embassy bombing plot and is bin Laden’s former personal secretary.
    The transcripts of two calls between El-Hage and al-Qaeda leader Mohammed Atef (using bin Laden’s phone)
    are even read to the jury in the trial. The defense however, shows that at least 40 additional calls are made from
    bin Laden’s phone to Kenya after El-Hage left Kenya in September 1997. Further, El-Hage makes some calls
    to Khalid al-Fawwaz, who essentially is serving as bin Laden’s press secretary in London and is being frequently
    called by bin Laden around the same time. The transcript of a February 1997 call between El-Hage
    and Mohamed Saddiq Odeh, one of the other embassy bombing plotters, is also read to the jury.
    The US had been wiretapping El-Hage’s phone and other phones connected to the al-Qaeda Kenya cell,
    since at least April 1996 (see April 1996). [CNN, 4/16/2001] In one call, El-Hage is overheard saying
    after returning from visiting bin Laden in Afghanistan that bin Laden has given the Kenya al-Qaeda cell
    a “new policy.” After the raid on El-Hage’s house, USinvestigators will discover that policy is
    “militarizing” the cell. But most details of what is said in these calls has not been made public.
    [Washington Post, 5/2/2001] In another call in July 1997, cell member Fazul Abdullah Mohammed
    (a.k.a. Haroun Fazul) specifies which mobile phone the cell needs to use when calling bin Laden.
    [New York Times, 1/13/2001] US intelligence also listens in during this time as bin Laden frequently calls
    the Kenya office of Mercy International, an office that is being monitored because of suspected al-Qaeda ties
    (see Late 1996-August 20, 1998). It has not been explained how the US failed to stop the August 1998
    embassy bombings, given their surveillance of all these calls before the bombing took place.


    http://www.thaipost.net/news/160310/19408

    อเมริกาดักฟังแม้วสั่งป่วน


    16 มีนาคม 2553 - 00:00

    สะพัด! สหรัฐแจ้งเตือนไทย หลังดักฟัง น.ช.ทักษิณสั่งเตรียมก่อวินาศกรรมกรุงเทพฯ
    ขณะเดินทางไปมอนเตเนโกร เล็งขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบุคคลไม่พึงประสงค์
    ชี้ถือเป็นพฤติกรรมก่อการร้ายแล้ว

    แหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า
    ทางการประเทศสหรัฐอเมริกามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการก่อการร้าย
    ให้แก่ประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีแลกเปลี่ยนข่าวกรององค์การสหประชาชาติ

    จำนวน 190 ประเทศ พบว่า
    มีการดักฟังโทรศัพท์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเดินทางไปยัง
    ประเทศมอนเตเนโกร ว่า มีการสั่งการเตรียมวางแผนการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯ

    ตามการอ้างอิงของเครือข่ายภาคีข่าวกรององค์การสหประชาชาติ แต่ในกรณีนี้อาจจะเป็น
    เพียงการแจ้งเตือนมายังไทยและขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบุคคลไม่พึงประสงค์สำหรับประเทศเขา

    แหล่งข่าวระบุว่า ตามหลักแล้วไทยมีความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย มีกฎหมายที่เรียกว่า
    แพทริออต แอคต์ (The USA Patriot Act) หรือ กฎหมายโฮมแลนด์ (Homeland Security)
    ซึ่งระบุชัดเจนว่า พฤติกรรมใดที่เข้าข่ายการก่อการร้ายตามความเห็นชอบของสภาสูงสหรัฐอเมริกา
    ภายหลังเกิดเหตุการณ์ 911 หรือเหตุการณ์วินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ซึ่งมีเหตุการณ์
    คล้ายกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้

    "การเข้าข่ายการก่อการร้ายนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ให้ถือว่าการวางแผนเตรียมการ
    หรือโทรศัพท์พูดคุย ส่งอีเมล ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการก่อการร้ายแล้ว
    ซึ่งในกฎหมายดังกล่าวมีการระบุคำจำกัดความ"

    แหล่งข่าวเผยอีกว่า ทางสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานด้านข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ
    ในการดักฟังวิเคราะห์ข่าวกรองต่างๆ และแบ่งปันให้มิตรประเทศ
    ที่มีความสัมพันธ์อันดีและครั้งนี้
    ถือเป็นการแจ้งเตือนเหตุซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล
    ด้านการข่าวเป็นการต่างตอบแทน อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ยืนยันได้ยากว่า
    มีภาวการณ์ดังนั้นหรือไม่ แต่ถือเป็นมารยาทของประเทศที่ได้รับข้อมูลด้านการข่าวที่ต้องรับฟังไว้

    "ในทางปฏิบัติหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง การที่เขาแจ้งเตือนมานั้นก็เป็นการให้เราระวังตัว
    ถ้าเราไม่รับฟังเขาก็จะไม่มีการแจ้งเตือนมาอีกและถ้าเกิดเหตุขึ้นจริงก็จะทำให้สถานการณ์อยู่ใน
    ภาวะควบคุมได้ยาก ทั้งนี้ เป็นไปในลักษณะปฏิเสธ หรือยืนยัน (ดีไนน์ ออร์ คอนเฟิร์ม)"
    แหล่งข่าวชี้แจงลักษณะการพึ่งพิงด้านข่าวกรองระดับนานาชาติ.

    Echelon- The Most Secret Spy System

    ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน

    เรื่องไม่ลับ ...กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง=ปล่อย ผู้ค้าอาวุธสงคราม ??

    ทักษิณถูกสร้างขึ้นมาโดย CIA และ ถูกผลักดันให้เป็น
    กลุ่มก่อการร้าย เหมือนกับ บินลาเดน เพื่อสร้างตัวศัตรูขึ้นมา
    ใช้เป็นข้ออ้างในการเอากองกำลัง UN หรือ อเมริกา
    เข้ามาตั้งในไทยให้ได้อย่างสมเหตุสมผล
    ไม่ต่างกับการสร้างเหตุการณ์ยึดอาวุธเกาหลีเหนือ
    ปัญหาของไทย คือ มนุษย์พันธ์ที่เรียกขานตัวเองว่า
    เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง


    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1268657958&grpid=01&catid=

    วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 23:55:48 น.
    มติชนออนไลน์

    เสียงสะท้อนจากนายตำรวจใต้ เพื่อนร่วมรบ "จ่าเพียร"
    ฝากบอก "สายไปแล้ว หุบปาก แล้วลงมือทำเสีย"


    หมายเหตุ : พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา ผกก.สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
    ได้เขียนบทความพิเศษลงในเว็บไซต์ เรื่อง "มันสายไปแล้ว..ครับท่านกับความเสียใจ
    และความช่วยเหลือแก่ พ.ต.อ.สมเพียร"
    เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา

    ผมได้รับข่าวทางโทรศัพท์มือว่านายกฯพร้อมช่วย ผกก.บันนังสตา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    เลื่อนยศ 7 ขั้น พ.ต.อ.สมเพียร ชดเชย 1.8 ล้านบาท และต้องมีคนรับผิดชอบโยกย้าย
    เหมือนจะดูดีในความห่วงใย เหมือนจะต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับผมและตำรวจ
    ในจังหวัดชายแดนภาคใต้...คงไม่ เพราะมันไม่ได้มีค่าอะไรเมื่อนักรบของชาติคนหนึ่ง
    ที่เฝ้ารอและมีความหวังที่จะได้รับความเมตตา ความปรารถนาดีเรื่องการตอบแทนให้กับเขา
    จากผู้บังคับบัญชา..เขาได้ตายจากพวกเราไปเสียแล้ว และในความเป็นจริง..
    หากเขาลุกขึ้นมาพูดได้ เขาก็คงไม่อยากได้แล้ว


    ทั้งๆ ที่พี่เพียรของผมได้พยายามส่งสัญญาณถึงเหล่าผู้บังคับบัญชามาตั้งแต่ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553
    และเข้ายื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ รรท.ผบ.ตร. ไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553
    ซึ่งเรื่องพี่เพียรต้องทำให้จริงจัง เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เสียสละทุกคนทุกส่วนราชการ
    ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และต้องจุดประกายเรื่องพี่เพียรให้เป็นวาระแห่งชาติ
    ที่ทุกส่วนราชการต้องตระหนักในความสำคัญและสิ่งที่ควรจะต้องตอบแทนให้แก่
    ผู้ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

    วันรดน้ำศพและพิธีรดน้ำพระราชทานอาบศพ พ.ต.อ.สมเพียร ที่วัดเมืองยะลา ผมต้องกลับก่อน
    เพราะต้องมาจัดรายการวิทยุที่ศาลากลางจังหวัด จ.ปัตตานี แต่ก็เห็นผู้คนมากมาย ที่นั่งที่จัดไว้
    ไม่เพียงพอแก่ผู้ร่วมงาน มีผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น ผู้กำกับการอย่างผมดูจะกระจ้อยร่อย
    ไม่สลักสำคัญอะไร


    ระหว่างจัดรายการวิทยุมีสายโทรศัพท์เข้ามามากมายที่แสดงความเห็นเรื่องนี้ ทหารที่จัดรายการวิทยุ
    อยู่สถานีข้างๆ เขาก็ว่าเมื่อวานหูอื้อหูชาไปหมดจากสายโทรศัพท์ที่เข้ามา ทุกคนที่โทรมา..
    ล้วนแล้วแต่แสดงความเสียใจ เห็นใจใน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา แต่สุดท้าย..
    ทุกสายก็รุมด่าผู้บังคับบัญชา


    ส่วนตัวผมเห็นว่าเรื่องนี้คงเป็นตราบาปของผู้บังคับบัญชาไปอีกนาน ตราบาป..
    จากคนที่ควรทำอะไรให้แก่ใคร แล้วกลับไม่ได้ทำ แต่ท่านผู้บังคับบัญชาเหล่านั้นคงจะตอบกัน
    เป็นเสียงเดียวกันว่า.."ไม่เกี่ยวกับผม"

    หากสิ่งที่พี่เพียรพูดถึงการแต่งตั้ง โยกย้ายคราวที่แล้วเป็นจริง..ที่ไม่มีความเป็นธรรม
    เห็นแก่เงินแก่ทองข้ามหัวกันไปมา ไม่เคยเหลียวแล ไม่เคยตอบแทนคนที่ทำงาน
    ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมว่าคงเป็นคำผรุสวาทที่เสมือนตอกย้ำ..ตราบาปในครั้งนี้


    ตราบาปที่คนทำได้แต่กลับไม่ได้ทำ ยิ่งผู้บังคับบัญชาออกมาพูดมากเท่าไหร่
    ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นผู้ก่อตราบาปนี้อยู่ดี หุบปาก..หยุดพูด..แล้วทำเลยครับ


    ส่วนตัวผมนั้น...ยินดีรับโทษครับ หากบทความนี้ไม่เป็นที่พึงพอใจ

    eye in the sky

    จำนวนข้อความ : 141
    Registration date : 18/02/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Wed Mar 17, 2010 11:27 am

    http://www.thairath.co.th/content/oversea/71161

    จีนสั่งสมัครตร.ใหม่ยกเมือง เฟ้นหาคนดีมีคุณสมบัติครบ



    นครฉงชิ่งของจีนสั่งให้ตำรวจทั้งเมืองสมัครเข้าทำงานใหม่อีกรอบ
    เพื่อหาคนที่เหมาะสม ทั้งการศึกษา และประสบการณ์
    หลังจากพบว่าอดีตผู้บัญชาการพัวพันแก๊งมาเฟีย...

    สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 16 มี.ค. ว่าทางการท้องถิ่นเทศบาลนครฉงชิ่ง
    ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สั่งการให้ตำรวจทั้งหมดทั่วเมืองมาสมัครรับหน้าที่ใหม่อีกรอบ
    หลังผู้บัญชาการตำรวจเทศบาลนครฉงชิ่ง ถูกจำคุกเพราะช่วยเหลือพวกแก๊งมาเฟียในพื้นที่
    เมื่อไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา การรับสมัครใหม่จะเข้มงวดมากขึ้นไม่ว่าวุฒิการศึกษา
    และประสบการณ์ทำงาน หากใครขาดคุณสมบัติก็อาจเสี่ยงตกงานได้แม้เดิมจะเป็นตำรวจเก่าก็ตาม

    ทั้งนี้ หลังเป็ง จางเจี้ยน อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครฉงชิ่ง ถูกจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนที่แล้ว
    จากฐานความผิดปกป้องพวกแก๊งมาเฟียในท้องที่ โดยทางการนครฉงชิ่งนำโดยนายโบ ซีไหล
    ประธานพรรคคอมมิวนิสต์สาขานครฉงชิ่ง ทำการกวาดล้างพวกแก็งมาเฟียและคอรัปชั่นในพื้นที่
    และจับกุมผู้ต้องหาได้มากกว่า 3,300 คน และพบว่าอดีตผู้บัญชาการตำรวจกลับพัวพันแก๊งมาเฟียด้วย
    จึงต้องถูกดำเนินคดีรับโทษ

    ด้าน หวัง ลี่จุง ผู้บัญชาการตำรวจนครฉงชิ่งคนใหม่ เผยว่าการยกเครื่องระบบตำรวจในฉงชิ่ง
    มีจุดมุ่งหมายเพื่อขยายขอบข่ายสรรหาตำรวจที่มีคุณสมบัติเหมาะสม


    ไทยรัฐออนไลน์


    • โดย ทีมข่าวต่างประเทศ
    • 17 มีนาคม 2553, 05:20 น.

    eye in the sky

    จำนวนข้อความ : 141
    Registration date : 18/02/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Wed Mar 17, 2010 4:58 pm

    http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000037552

    สถานทูตมะกันโยน"สุเทพ"แจงกรณีดักฟังแผนก่อวินาศกรรม

    17 มีนาคม 2553 15:58 น.

    หลังจากที่คนเสื้อแดงได้ไปเทเลือดที่บ้านนายกรัฐมนตรี ซ.สุขุมวิท 31จากนั้นกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง
    ซึ่งนำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ได้ไปที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา
    เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และขอรับทราบข้อเท็จจริงกรณีที่
    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ
    ดักฟังสัญญาณโทรศัพท์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเตรียมที่จะก่อวินาศกรรม
    โดยทางเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้รับหนังสือ และปฏิเสธที่จะชี้แจง พร้อมโยนให้นายสุเทพ
    ซึ่งเป็นผู้เปิดเผย เป็นผู้ชี้แจงแทน ทั้งนี้ หลังมอบหนังสือแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงได้เดินทางกลับไป
    ยังเวทีใหญ่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ

    http://tnews.teenee.com/politic/35149.html

    'สุเทพ' เปรียบ 'จักรภพ' เป็นผู้ก่อการร้าย หลังประกาศล้ม รบ.



    วันนี้(23 เม.ย.)นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่
    นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่มเสื้อแดง


    ประกาศจะล้มรัฐบาลทุกรูปแบบแม้ต้องใช้อาวุธว่า หากทำเช่นนั้นจริง เท่ากับนายจักรภพ
    เป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งรัฐบาลต้องนำตัวกลับมาดำเนินคดี

    อีกทั้งยังกล่าวถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    ระบุมีการจ้องปองร้ายรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด
    ต้องถามนายกษิต แต่เชื่อว่าคงมีข้อมูลที่เป็นจริงอยู่บ้าง

    นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังกล่าวถึง กรณีที่ผู้บัญชาการทหารบกยอมรับ
    พบปลอกกระสุน 3 นัดที่ใช้ยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ


    เป็นกระสุนที่มาจากกองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งอยู่ในสายงานการบังคับบัญชา กองทัพภาคที่ 1 ว่า
    ตนยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากใครทำก็ตาม ต้องสอบสวนหาตัวคนผิดให้ได้ ทั้งนี้ยังมั่นใจว่า
    ทีมสอบสวนจะสามารถคลี่คลายคดี และหาตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้ใน 2 สัปดาห์
    ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯเรียกร้อง.

    ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


    วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2552 เวลา 15:21 น.

    http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000036981&Keyword=%ba%d4%b9%c5%d2

    “เทือก” ยันสหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “บินลาษิณ” เทียบชั้นผู้ก่อการร้าย สั่งวินาศกรรม กทม.


    16 มีนาคม 2553 16:02 น.



    รองนายกฯด้านความมั่นคง ยืนยันข่าวหน่วยกรองมะกันดักฟังฮัลโหล “นช.แม้ว”
    สั่งก่อวินาศกรรม กทม.ยกระดับเทียบชั้นบินลาดินเรียบร้อยแล้ว ชี้ไม่เหนือความคาดหมาย
    ลั่นนานาชาติไม่เอาด้วยแผนก่อการร้าย


    วันนี้ (16 มี.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คงพูดอะไรมากไม่ได้กรณี
    มีข่าวว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกาดักฟังโทรศัพท์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
    สั่งการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯ แต่ขอเรียนว่า สาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องเพิ่มมาตรการเต็มที่
    ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข่าวที่มาจากต่างประเทศ

    “ที่ผ่านมา พอมีการเสนอข่าวเฝ้าระวังจุดสำคัญต่างๆ ก็มีคนบอกว่า รัฐบาลตื่นตูมเกินไป
    แต่ในที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่เกินจริง” นายสุเทพกล่าว

    นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเองไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียด แต่มีหลายประเทศได้แจ้งเตือนเข้ามา
    ส่วนเขาจะได้ข่าวอย่างไรไม่ทราบ ทั้งนี้ คิดว่า ไม่ว่าใครในโลกต้องการให้เรื่องราวความเห็นที่แตกต่าง
    แต่ละประเทศเป็นเรื่องที่สามารถต่อสู้ได้ในกฎเกณฑ์กติกา และกรอบแต่หากทำอะไรที่เป็นลักษณะ
    การก่อการร้ายประเทศไหนเขาก็ไม่ชอบซึ่งตอนนี้ติดตามดูทุกกลุ่ม

    eye in the sky

    จำนวนข้อความ : 141
    Registration date : 18/02/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Wed Mar 17, 2010 5:41 pm

    CIA & MI5 Tapped Taksin Phone?

    By Stingray, this blog national security journalist

    • Thai Government Admits:
    For the past few days, Thai prime minister Abhisit’s deputy prime minister
    in charged of security, have been making several statements linking
    fairly explicitly, that the CIA and MI5 is helping out the Thai government.

    Today is the latest that western intelligence operatives in Thailand have tapped
    Taksin phone calls-as the following Bangkok Post story imply that
    a tape of Taksin phone conversation ordering violence is on record.

    • Thai US Relation Meet Axed:
    Perhaps relating to this story, is that Obama’s specialist on Asia Pacific policy,
    had canceled his trip to give a speech in Thailand, today, on Thai US relations.
    The implication is also that-the Thai military-to which the Abhisit government
    serves-have not come out and use this evidence to legitimize
    a crack-down on the Red Shirt.

    • Obama Criticized:
    Obama had been strongly criticized openly by many Thais and some foreigners,
    such as this blog, for the administration insensitivity towards Thailand. Jai Ungparkorn,
    posted on Thai E-News and many other blogs that gets massive hits-exposing
    the US position on the human rights condition in Thailand
    as “Tainted in favor of the Ammart rule of Thailand.”

    • Actively Involved in Thai Politics:
    What is interesting in these Thai revaluations, is that Taksin was “Branded a Traitor”
    of Thailand-with the Yellow Shirt that supports the Ammart publishing picture of Taksin
    and Bush Cuddling together-as being a lackey of former US president Bush.
    In fact, Taksin was criticized for allowing the CIA to conduct activities in Thailand
    relating to terrorist in Thailand’s deep south. Here lies evidence, straight from
    the horses mouth, that foreign intelligence operatives-are directly involved
    in Thai internal affairs-but this is now acceptable.

    • Free Wheeling Ways:
    The problem off course, is that CIA operatives, especially the bureau head-such as
    a former CIA Bureau Head in Thailand-operates with a great deal in a non-controlled fashion.
    If this blog is not mistaken, one former Thailand Bureau head-in going after a high level
    Thai politician drugs activity-ended up being involved in the drug trade and arms trade himself-
    as a way of penetrating the net-work. A string of cover companies throughout Asia
    emerged. But those activities never ceased. These allegations never were proved-
    but have been written about greatly and these writings can still be found on the internet.

    • Can Never be Trusted:
    But what is more dangerous-with intelligence operatives however,
    is that they are very mission oriented. And this blog wants to warn
    the Abhisit government that the interest of foreign intelligence operatives,
    always ultimately is in serving their countries.

    Such as tape, can very easily be created by the CIA’s technology and
    will be 100% authenticate-but this also implies, that anyone, who is
    wiling to pay, can also create any conversation tape-that a backward
    country like Thailand will never be able to authenticate.


    • Thai Intelligence Apparatus Weary:
    The implication is critical-meaning this relates to evidence that supports policy and
    operational moves.But how cynical are they? One example, is that latest intelligence
    news, coming out of Laos-is that independent public observations of the Hmong people
    who went to war with the CIA in Laos way back and now repatriated back into
    Laos-is still not allowed. Then the mysterious arms catch in Bangkok a while back,
    must have been interesting and reveling. While this blog is part of the Red Shirt movement,
    we do have contact with a wide range of intelligence contacts-on a very personal basis.
    And we just want to tell the Abhisit government, that the Thai intelligence apparatus,
    is very well aware of all of the above in this little report-and that fundamentally-
    they are guarded against foreign intelligence operatives.

    • Tammy’s Secret that the CIA and MI5 “Do Not Know”
    OK, I have read all of the above. Impressive and the CIA and the MI5 probably thinks
    it knows of all the secret in the world. But I know of something very secretive-from
    an intelligence unit with better skill than even the best at the CIA or the MI5.
    I went to Isreal and met a guy. He was hot for me but I found him boring-like too analytical,
    calculated and measured. So the game was on to impress little sexy me.
    Finally, he said something interesting. And that he was a Mossad agent-and he told of
    some very important secrets.He said, outskirts of Tel Aviv, there is a major training
    base for Mossad agents. And he told me they threw lots of very wild parties at the pool-and
    we are talking about multiple-people-sexual activities here-all in the open type of thing here.
    What followed is definitely classified-but lets just say I got a glimpse of a Mossad training
    base-from the inside-that is as much attention I could divert away from you know
    what I was doing. My advice to Suthep is to hang out with Mossad agents-and dump
    the CIA and MI5. Apart from having more fun-they really knows all the secrets.
    Confirmation about the secret base and what goes on? Do your own homework.

    Outside the Law CIA-Linked Agents for Hire in Dubai: Taksin Safe?


    • By Stingray, this blog national security journalist
    Taksin, the former Thai prime minister kicked out of Thailand in a coup in 2006 and
    is on the run from a corruption guilty verdict, suspected by a monkey justice system,
    is heading back to Dubai this friday. The Thai Foreign Ministry, today, said going back
    there will not be as easy as it seems-what ever that means.


    • But in Thailand the Thai government and the CIA
      link is as strong as ever-indicating even phone tap of Taksin by the
      CIA-while Taksin was in Dubai talking with the Thai Red Shirt leaders.
    • The Thai government have made statements in the
      past week, indicating fairl explicidly that the CIA is helping the Thai
      government keeps tabs on Taksin-to the extent that the Thai government
      claims to have Taksin’s phone conversation ordering bombings.


    • And earlier, this blog pointed to a plot that
      Taksin was a target of assasination while in Cambodia-with
      circumstantial evidence pointing to Taksin’s enemies in
      Thailandand-with a leaked Thai Foreign Ministry document proposing
      using the ultimate and total solution on Taksin.
    • Therefore, at this point two things are
      cetrain-the CIA and the Thai government are working together, and
      secondly, the current, commonly accepted fact, is that the Thai
      government sees Taksin as its arch enemy.
    • The following from the Washington Post-clearly
      defines a linked between the CIA and freelance intelligence units that
      operates outside US laws-with a presence in Dubai.
    Please make the the forward looking conclusions:

    The following is from the Washington Post
    A private intelligence effort was launched in November 2008, when a Boston firm called
    American International Security Corp. (AISC) was hired by the New York Times to free its
    reporter David Rohde, who had been kidnapped by the Taliban that month.
    The firm turned to Duane “Dewey” Clarridge, a former CIA officer who launched
    the agency’s counterterrorism center in 1986 and was an important figure in the Iran-contra affair.
    He set about building a network of informants who could help free Rohde.
    Rohde escaped in June 2009, but Clarridge’s network continued to function.
    It currently has about 10 operatives who act as case officers, drawn from the United States,
    Britain, South Africa and other countries. These officers, in turn, run about 20 “principal agents”
    who are in contact with roughly 40 sources in Afghanistan and Pakistan.
    Clarridge had been in contact with U.S. Special Operations Command (SOCOM) in Tampa
    since March 2009 to share information and make sure that his private network wouldn’t clash
    with U.S. operatives. He is said to have briefed both Adm. Eric Olson, the head of SOCOM,
    and Lt. Gen. David Fridovich, the director of its center for special operations.
    Clarridge’s contacts with the military deepened last July after he provided detailed
    intelligence about an Army soldier, Pfc. Bowe Bergdahl, who had been captured by
    the Taliban in eastern Afghanistan. The two outsourced operations linked up in mid-2009,
    after Furlong met one of Clarridge’s operatives in Dubai. In October, the military awarded
    a contract for several million dollars to Clarridge and AISC through a series of subcontractors.

    The CIA, meanwhile, was flummoxed by Clarridge’s freelancing. The new chief of station
    in Kabul protested last summer, and lawyers drew up new rules. Clarridge’s mission was
    described as “force protection,” a normal military activity in a war zone. His unclassified reports
    were fed into the J-3 operations center in Kabul, and then often classified and disseminated
    though intelligence channels. Clarridge’s reports carried the rubric “Force Protection Atmospherics.”
    His sources were described as “cooperators” and his effort was termed “commercially gathered” data,
    rather than intelligence collection. But these semantics didn’t resolve the tension between
    military activities, which fall under Title 10 of the U.S. Code, and CIA covert action,
    which is authorized under Title 50. This gray area has led Adm.
    Dennis Blair, the director of national intelligence, to argue privately that the country may need
    what could be described as a new “Title 60,” that blends the two in a coherent framework
    with proper controls.
    The case of the clandestine contractors should prompt a serious debate about
    creating such a Title 60, and about the military’s rules for information operations.
    Meanwhile, Clarridge’s private network continues to provide fresh intelligence.
    His latest report from Paktia province was disseminated on Monday,
    the same day the New York Times article appeared.
    davidignatius@washpost.com

    March 17, 2010

    http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2010/03/16/AR2010031602625.html

    http://2scottmontgomery.blogspot.com/2010/03/washington-post-outsourcing.html

    eye in the sky

    จำนวนข้อความ : 141
    Registration date : 18/02/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Mar 20, 2010 2:58 pm

    http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=29&d_id=1&page=54&start=49

    บทที่ 3 สรุปข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙(หน้าที่4)

    กลุ่มกระทิงแดง

    เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาโดยคนที่ใกล้ชิดกับอำนาจรัฐไทยกระทิงแดงตั้งขึ้นมา
    โดยพันเอก สุตสาย หัสดิน (ยศขณะนั้น) ซึ่งอยู่ในองค์กร กอ.รมน.
    (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ)ของรัฐและกระทิงแดงได้รับเงิน
    จากงบประมาณลับของ กอ.รมน. เพื่อจูงใจให้กระทำความรุนแรงกับขบวนการนักศึกษาด้วย
    (ป๋วย ๒๕๑๙ และเบเนดิก แอนเดอร์สัน ๒๕๔๑ หน้า ๑๕๑, พยาน ๕๓) กลุ่มกระทิงแดง
    นอกจากจะได้งบประมาณจากฝ่ายรัฐแล้ว ยังใช้อุปกรณ์ของตำรวจนครบาล
    ในการปฏิบัติการด้วย (Morell & Chai-anan ๑๙๘๑: ๑๖๗) แกนนำของกระทิงแดง
    มีลูกชายของพันเอก สุตสาย ที่ชื่อ สืบสาย หัสดิน และ สมศักดิ์ ขวัญมงคล กับ
    เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ (“ผู้พันตึ๋ง”) และสมาชิกกระทิงแดงประกอบไปด้วยนักศึกษาอาชีวะ
    หรือทหารผ่านศึก นอกจากนี้นักการเมืองในพรรคชาติไทยเช่น ชาติชาย ชุณหะวัน
    ก็ใกล้ชิดกับกระทิงแดงด้วย (เบเนดิก แอนเดอร์สัน ๒๕๔๑ หน้า ๑๕๑)

    ในหนังสือ “เราไม่ลืม ๖ ตุลา” (คณะกรรมการประสานงาน ๒๐ปี ๖ ตุลา ๒๕๓๙)
    วีราวรรณ ทัศนุตากุล อ้างถึง อรนุช หัสดิน (ภรรยาของ สุตสาย) จากหนังสือพิมพ์มติชน
    (วันที่ ๒ ต.ค. ๒๕๒๒) ว่า ในวันที่ ๖ ตุลา เจ้าหน้าที่ของรัฐขอยืมกระทิงแดงเพื่อเข้าไป
    ตีรวนที่ธรรมศาสตร์เพราะเป็นลูกไม้ที่ทำให้ตำรวจเข้าไปจัดการได้

    สุตสาย หัสดิน เองก็เล่าถึงบทบาทของตนว่าในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กระทิงแดง
    ได้เปรียบศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเพราะถึงแม้ว่าศูนย์นิสิตฯ
    จะมีมวลชน แต่กระทิงแดงมีระเบิดและเขามีส่วนในการทำระเบิดเองและเก็บสะสม
    ไว้ที่บ้านด้วย (เนชั่นสุดสัปดาห์ ๔-๑๐ มิ.ย. ๒๕๔๔ หน้า๑๑)
    กลุ่มนวพล

    กลุ่มนอกระบบอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการใช้ความรุนแรงในวันที่ ๖ ตุลาคม
    คือ กลุ่มนวพล กลุ่มนี้ถูกจัดขึ้นโดย กอ.รมน. เช่นเดียวกัน แต่หัวหน้าคือ
    วัฒนา เขียววิมล ซึ่งเป็นอาจารย์สอนสงครามจิตวิทยาของ กอ.รมน.

    มีรายงานข่าวจากนักเขียนสหรัฐว่า วัฒนา เขียววิมล เคยประกาศในปี ๒๕๑๘
    ว่าจะพยายามสร้างความแตกแยกในสังคมไทยเพื่อเป็นเหตุผลในการยึดอำนาจ
    ของฝ่ายทหาร (Shawcross ๑๙๗๖: ๕๙) และในเดือนมกราคม ๒๕๑๙ วัฒนา
    เรียกร้องให้มีการตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีทหารหนุนหลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
    ของบ้านเมือง (Shawcross ๑๙๗๖: ๕๙)

    กลุ่มนวพลจะพยายามขยายสมาชิกในหมู่นายทุน ทหาร ภิกษุ และปัญญาชน
    และจะเน้นวิธีการแบบจิตวิทยามากกว่ากระทิงแดง (ป๋วย ๒๕๑๙) เช่นสมาชิกนวพล
    มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม ซึ่งเป็นสื่อที่คอยโจมตี
    ขบวนการนักศึกษาและฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอด (พยาน ๔๖)
    อย่างไรก็ตามมีข้อมูลบางส่วนที่เสนอว่านวพลก็มีการแจกเงินและสะสมลูกระเบิด
    หรืออาวุธอื่นๆ เพื่อใช้ความรุนแรงในธรรมศาสตร์ด้วย และบางคนเชื่อว่า
    ผู้ที่ขับรถพังประตูเพื่อเปิดทางให้มีการบุกมหาวิทยาลัยในเช้าของวันที่ ๖ ตุลาคม
    อาจเป็นสมาชิกนวพลที่เป็นพลทหารนอกเครื่องแบบ (พยาน ๓๙, ๔๖, ๔๔, ๕๑)
    ยิ่งกว่านั้นมีบางคนที่ตั้งข้อสงสัยว่าบุคคลที่ก่อทารุณกรรม เช่นการแขวนคอ
    หรือเผาทั้งเป็น ในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม คงได้รับการฝึกฝนมาจากหน่วยทหาร

    เพราะคนธรรมดาไม่น่าจะกระทำทารุณได้ถึงขนาดนี้ (นิธิ ๒๕๔๓)

    สมาชิกเด่นๆ ของกลุ่มนวพล นอกจาก วัฒนา เขียววิมล แล้ว มี
    ธานินทร์ กรัยวิเชียร (Bowie ๑๙๙๗: ๓๑๙) ทมยันตี และ กิตติวุฒโฑภิกขุ


    นอกจากสามกลุ่มหลักที่กล่าวถึงไปแล้ว มีกลุ่มฝ่ายขวานอกระบบอีกหลายกลุ่ม
    เช่นกลุ่มค้างคาวไทย กลุ่มกุหลาบดำ ชมรมแม่บ้าน และกลุ่มพิทักษ์ชาติไทย เป็นต้น

    ทั้งสามกลุ่ม “นอกระบบ” ที่กล่าวถึงได้รับการประสานงานทางสื่อวิทยุในวันที่ ๕ และ
    ๖ ตุลาคม โดยสื่อของรัฐเองโดยเฉพาะ สถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งมี
    พ.ท. อุทาร สนิทวงศ์ เป็นผู้อำนวยการ (Shawcross ๑๙๗๖: ๖๐, สารคดี
    ต.ค. ๒๕๔๑: ๑๐๓) จุดยืนของสถานีวิทยุแห่งนี้คือจะคอยต่อต้านและโจมตี
    ขบวนการนิสิตนักศึกษา ขบวนการกรรมกร ขบวนการชาวนา ขบวนการคอมมิวนิสต์
    และบุคคลที่มีความเห็นทางการเมืองที่ต่างออกไปจากมุมมองของฝ่ายขวาทุกคน
    ตัวอย่างเช่นสถานีวิทยุแห่งนี้จะมองว่าผู้ที่ยึดถือแนวความคิดเสรีนิยมหรือ
    สังคมนิยมประชาธิปไตยอ่อนๆ อย่าง ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ
    ชวน หลีกภัย “เป็นคอมมิวนิสต์”
    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    ส่วนนวพลเป็นขบวนการจัดตั้งตามแผนปฏิบัติการของกอรมน.ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2517
    โดยอดีตเจ้ากรมข่าวทหาร พล.อ.วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ นายวัฒนา เขียววิมล
    ปัญญาชน จากอเมริกา
    ผู้มีสัมพันธ์กับซีไอเอ
    ซึ่งเป็นวิทยากรประจำและเป็นผู้ประสานงานขององค์การ
    พล.ต.ท.สุรพล จุลละพราหมณ์ผู้บัญชาการตชด. พล.อ. สายหยุด เกิดผล
    เสนาธิการ กอรมน. และ พล.ท. สำราญ แพทยกุล อดีตแม่ทัพภาคสาม ซึ่งเป็นองคมนตรี

    http://oldforum.serithai.net/index.php?action=printpage%3Btopic=22050.0

    การระดมเอาตำรวจพลร่มและ(อาจจะ)ตำรวจตระเวนชายแดนหน่วยอื่นๆมาช่วย
    ในการโจมตีธรรมศาสตร์นี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องผิดปรกติอย่างยิ่งและน่าจะเป็น
    การผิดระเบียบปฏิบัติของราชการด้วยเพราะหน้าที่ของหน่วยพลร่มคือ
    การทำสงครามนอกแบบในชนบท อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพิจารณาประวัติความเป็นมา
    ของทั้งตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดนโดยทั่วไป ก็จะพบว่า
    นี่เป็นหน่วยงานตำรวจที่อาจจะกล่าวได้ว่ามีลักษณะการเมืองมากที่สุด

    ทั้งตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดนเป็นหน่วยงานที่ถูกสร้างขึ้นในระยะ
    พร้อมๆกันในช่วงที่พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีตำรวจในทศวรรษ 2490
    ในทางยุทธการ ตำรวจพลร่มจะขึ้นต่อ บช.ตชด. แต่ในทางปฏิบัติมีความเป็นเอกเทศสูง
    อันที่จริง พลร่มเป็น (ตามคำของ พิมพ์ไทย สมัย 2500) "กำลังตำรวจสำคัญที่สุด
    ในยุคจอมอัศวินเผ่า" ถูกสร้างขึ้นด้วยคำแนะนำและการช่วยเหลือด้านเงิน,
    การฝึกและอาวุธจากองค์การซีไอเอ โดยผ่านบริษัทบังหน้า "ซีซับพลาย"
    (SEA Supply) ที่ซีไอเอตั้งขึ้น
    ทำให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ ทันสมัยยิ่งกว่าทหารบก
    ภายใต้สฤษดิ์คู่ปรับของเผ่าในสมัยนั้น เผ่าสร้างหน่วยงาน "ตำรวจ"
    ที่เป็นมากกว่าตำรวจในลักษณะนี้อีกหลายหน่วย เช่น "ตำรวจยานยนต์"
    (ซึ่งมีรถถังใช้!), ตำรวจรักษาดินแดน (ร.ด.) และกองบัญชาการตำรวจรักษาชายแดน
    (บช.รช.) สองหน่วยหลังนี้ถูกรวมเข้าเป็นกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในปี 2498

    เมื่อสฤษดิ์รัฐประหารในปี 2500 ก็ทำการแยกสลายและยุบกำลังเหล่านี้
    บช.ตชด.ถูกยกเลิกแล้วจัดตั้งเป็น "กองบัญชาการชายแดน" แทนต่อมา
    ก็ย้ายตำรวจชายแดนไปขึ้นต่อกองบัญชาการตำรวจภูธรในส่วนตำรวจพลร่ม
    ในสัปดาห์แรกหลังรัฐประหารเกือบจะเกิดการปะทะกับทหารบกของสฤษดิ์
    ที่พยายามไปปลดอาวุธ "กองพันตำรวจเสือดำ (ฉายาที่นสพ.ตั้งให้พลร่ม)
    ตั้งป้อมฝังระเบิดเวลารอบค่ายเตรียมรับทหาร ยกกองหนีเข้าป่าทหารไม่กล้าตาม"
    เป็นพาดหัวข่าวของ พิมพ์ไทย สมัยนั้น แต่ในที่สุดกำลังของหน่วยพลร่ม
    ก็ถูกโยกย้ายกระจายกันไปตามหน่วยงานอื่นๆ (ไม่แน่ชัดว่าหน่วยงานพลร่ม
    ถูกเลิกไปเลยหรือลดฐานะไปขึ้นกับหน่วยอื่น)

    เมื่อคณะปฏิวัติของจอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศรื้อฟื้นจัดตั้ง
    กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นใหม่ในปี 2515 สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป
    เกิดองค์ประกอบใหม่หลายอย่างขึ้นในการเมืองไทย เช่น การต่อสู้ด้วยอาวุธของพคท.
    แต่ที่สำคัญที่สุดคือการที่สฤษดิ์ในระหว่างครองอำนาจได้รื้อฟื้นและขยายสถานะ
    และบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างใหญ่หลวง (ดูรายละเอียดในหนังสือ
    การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ ของทักษ์ เฉลิมเตียรณ)
    บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ที่เริ่มในสมัยนั้นคือ
    การเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทและการต่อต้านการก่อการร้าย เช่น
    ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ชาวเขาในเขตยุทธศาสตร์ด้วยพระองค์เอง ในปี 2509
    เริ่มมีการบริจาคเงินทูลเกล้าฯถวายเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก
    เข้าใจว่าบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในด้านนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เข้าไป
    ใกล้ชิดกับตำรวจตระเวนชายแดน

    สมัยนี้เองที่มีการพยายามสร้างภาพ "โรแมนติก" ให้กับตชด. เช่น ด้วยเพลง
    "โอ้ชีวิตเรา อยู่ตามเขาลำเนาป่า ตระเวนชายแดน เหมือนดังพรานล่องพนา
    ต้องนอนกลางดิน ต้องกินล้วนอาหารมีในป่า..." (ในลักษณะเดียวกับที่
    ภายหลังมีการพยายามสร้างภาพ "โรแมนติก" ให้เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยเพลง
    "จากยอดดอยแดนไกลใครจะเห็น ยากลำเค็ญเพียงใดใจยังมั่น
    จะปกป้องผองไทยชั่วนิรันดร์ สิ้นชีวันก็ยังห่วงหวงแผ่นดิน...")

    ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง สถาบันกษัตริย์กับตชด. แสดงออกอย่างรวมศูนย์ที่สุด
    ที่การจัดตั้งลูกเสือชาวบ้านในปี 2514 ในฐานะกิจกรรมในพระบรมราชานุเคราะห์
    ที่ดำเนินงานโดย ตชด. เมื่อถึงปี 2519 รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
    ที่ทำหน้าที่ดูแลกิจการลูกเสือชาวบ้านก็คือ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน
    ผู้เข้าไปประกาศในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
    (ตามคำให้การของสุรินทร์ มาศดิตถ์) ว่า "จะต้องปราบนักศึกษาใน
    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สิ้นซาก" นั่นเอง

    ผมขอทบทวนสิ่งที่ได้เสนอไปแล้ว ดังนี้ กำลังติดอาวุธที่บุกเข้าโจมตีธรรมศาสตร์
    ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีทั้งส่วนที่มีเครื่องแบบและไม่มีเครื่องแบบ ในขณะที่
    พวกไม่มีเครื่องแบบ (ซึ่งอาจเป็นเพียงอยู่นอกเครื่องแบบหรือเป็นอดีตทหารตำรวจ)
    เป็นผู้รับผิดชอบต่อทารุณกรรมต่างๆที่นิยาม 6 ตุลา ในความทรงจำของคนทั่วไป,
    พวกมีเครื่องแบบคือกำลังหลักที่แท้จริงที่เปิดฉากการฆ่าหมู่นองเลือด
    ผมได้ชี้ให้เห็นว่า ต่างกับกรณี 14 ตุลาและ 17 พฤษภา พวกมีเครื่องแบบ
    ในเช้าวันนั้นล้วนแต่เป็นตำรวจทั้งสิ้นไม่ใช่ทหาร
    เป็นที่ชัดเจนด้วยว่า
    ตำรวจเกือบทุกหน่วยถูกระดมมาร่วมรุมทำร้ายผู้ชุมนุมในเช้าวันนั้น อย่างไรก็ตาม
    ผมเสนอว่ากำลังที่สำคัญที่สุดคือตำรวจแผนกปราบจลาจล 200 คนที่นำโดย
    สล้าง บุนนาค, ตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดนหน่วยอื่นๆอีกไม่ต่ำกว่า 50-60 คน
    ซึ่งใช้อาวุธหนัก เช่น ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังและปืนครก และตำรวจหน่วย "สวาท"
    ทั้งแผนกอีก 45 คน ผมได้พยายามแสดงให้เห็นว่าบทบาทของสล้างในวัน ที่ 6 ตุลา
    ไม่ใช่บทบาทของเจ้าพนักงานระดับล่างที่ทำตามคำสั่งแต่เป็นบทบาทของ นักเคลื่อนไหว
    ฝ่ายขวาที่มุ่งทำลายขบวนการนักศึกษา (แบบเดียวกับจำลอง ศรีเมืองในช่วงนั้น)
    เช่นเดียวกัน การระดมตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวรหัวหินซึ่งมีหน้าที่ในการทำสงคราม
    นอกแบบในชนบทเข้ามาปราบนักศึกษาในกรุงเทพฯเป็นเรื่องที่ผิดปกติและผิดวิธี
    ปฏิบัติราชการอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ถ้าดูจากวิวัฒนาการของ
    ตำรวจตระเวนชายแดนที่มีลักษณะการเมืองสูง (highly politicized) จากการเป็น
    กำลังที่เผ่า ศรียานนท์ตั้งขึ้นเป็นฐานอำนาจตัวเอง จนกลายมาเป็นหน่วยงานที่
    ดูแลรับผิดชอบกิจการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์

    เหนืออื่นใดเราต้องไม่ลืมว่าการโจมตีธรรมศาสตร์ในเช้า วันที่ 6 ตุลาคม 2519
    ไม่ได้เป็นคำสั่งของรัฐบาลเสนีย์ ปราโมช เป็นความจริงที่ว่า ในค่ำวันที่ 5 ตุลาคม
    รัฐบาลเสนีย์ได้ "สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวน" การแสดงที่ธรรมศาสตร์
    ที่ "มีลักษณะไปในทางดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายต่อองค์รัชทายาท...อันเป็นการกระทบ
    กระเทือนต่อจิตใจของประชาชนชาวไทย....เพื่อนำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้"
    (คำแถลงของเสนีย์ทางสถานีโทรทัศน์เวลา 22.15 น. น่าสังเกตว่า
    ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อเวลา 21.40 น. กล่าวเพียงว่า "ให้กรมตำรวจ
    ดำเนินการสืบสวนและสอบสวนกรณีนี้โดยด่วน" ไม่มี "อันเป็นการกระทบกระเทือน
    จิตใจ..." และ "เพื่อนำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้")

    แต่หาก "เจ้าหน้าที่ตำรวจ" ปฏิบัติหน้าที่ "สืบสวนสอบสวน" ตามระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ
    ก็ย่อมไม่เกิดกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม เพราะผู้ที่อยู่ในข่ายเป็น "ผู้ต้องหา"
    คือกรรมการศูนย์นิสิตและผู้จัดการแสดงละครก็ได้แสดงความจำนงยินดีเข้าพบกับ
    รัฐบาลเพื่อให้ดำเนินการ "สืบสวนสอบสวน" ได้ตั้งแต่คืนวันที่ 5 แล้ว ไม่เฉพาะแต่
    บทบาทอันน่าสงสัยของสล้างและการสั่งเคลื่อนกำลัง ตชด.เข้ากรุงเทพฯเท่านั

    eye in the sky

    จำนวนข้อความ : 141
    Registration date : 18/02/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Mar 20, 2010 9:42 pm

    http://www.thairath.co.th/column/life/people/71395

    เกี่ยวกับ "ทักษิณ" สั่งการทางโทรศัพท์จากนอกประเทศ ให้ ก่อวินาศกรรมในประเทศไทย
    จากการ ดักฟังโทรศัพท์ "ทักษิณ" ของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ แนะม็อบเสื้อแดง
    ได้เดินทางไปกดดัน สถานทูตอเมริกา ที่ถนนวิทยุ ให้แถลงชี้แจงนั้น............

    มิเชล เทอร์เนอร์ โฆษกประจำสถานทูตสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ
    แต่ไม่มีข้อความใดกล่าวถึงกรณีกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง เรียกร้อง เรียกว่า
    ไม่รับ และไม่ปฏิเสธ กรณีแทปโทรศัพท์ "ทักษิณ"
    สั่งก่อวินาศกรรม ว่างั้นเถอะ............


    เรื่องนี้ มีข้อสังเกตจาก นักการทูต การไม่ปฏิเสธ
    ถือเป็นน้ำหนัก "พยักหน้า" ไม่ใช่ "ส่ายหน้า"............

    ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับ
    หน่วยแทปโทรศัพท์ของสหรัฐฯ โซนเอเชีย ซึ่งมีศูนย์ใหญ่อยู่ที่ ฟิลิปปินส์
    ยืนยันมีการแทปโทรศัพท์ "ทักษิณ" และพบว่า มีการสั่งการให้
    ก่อวินาศกรรมในประเทศไทยและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ
    ได้แจ้งรัฐบาลไทย พร้อมแจ้ง ฝ่ายทหารด้วย............


    หน่วยดักฟังหรือหน่วยควบคุมการสื่อสารทั่วโลกของสหรัฐฯ มีชื่อว่า MSA
    ซึ่งมีกระจายไปทั่วโลก นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรอง ของ เยอรมนี ก็มีการเปิดเผยว่า
    ติดตามความเคลื่อนไหว "ทักษิณ" อยู่เช่นกัน ลักษณะร่วมกับสหรัฐฯ โดยเยอรมนี
    สันทันในย่านยุโรปตะวันออก ซึ่งมอนเตเนโกร ที่ "ทักษิณ" ไปอยู่นั้นเป็นรัฐเล็กๆ
    ที่แยกออกมาจาก ยูโกสลาเวีย ยุโรปตะวันออกนั่นเอง............

    ยิ่งกว่านั้น ในบทความของ นิวยอร์กไทม์ ยังมีใจความทำนองว่า
    สหรัฐฯ กำลังพิจารณา ขึ้นบัญชีดำ "ทักษิณ" เพิ่มเข้าไปในฐานะ
    ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ
    ซึ่งมีอยู่เป็นร้อยในบัญชีปัจจุบัน รวมทั้ง บินลาเดน ด้วย
    ข่าวนี้จริงหรือไม่จริงกาลเวลาจะให้คำตอบ............



    ไทยรัฐออนไลน์



    • โดย กระสุนทอง
    • 19 มีนาคม 2553, 05:00 น.

    eye in the sky

    จำนวนข้อความ : 141
    Registration date : 18/02/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Mar 20, 2010 9:56 pm

    แผน " เผาป่า ฆ่าจิ้งหรีด "

    สงสัยว่าเขมรมันจะติดร่างแหไปด้วยหรือเปล่าหว่า


    http://biolawcom.de/blog/453/


    การจารกรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computerspionage)

    แม้สถิติการกระทำความผิด การกระทำรูปแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักเช่นกัน แต่ถ้าเทียบกับ
    การ "จารกรรมข้อมูลทางเศรษฐกิจ" ด้วยวิธีดั้งเดิมแล้ว อันตรายและความเสียหาย
    มีสูงกว่าอาชญากรรมเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ หลายเท่าตัวนัก ทั้งนี้เพราะ เมื่อคอมพิวเตอร์
    กลายเป็นอุปกรณ์หลักในการเก็บบันทึกข้อมูล ดั้งนั้น ทั้งปริมาณ และความหลากหลายของข้อมูล
    จึงมีมหาศาลประกอบกับความทันสมัยในเรื่องเทคนิควิธีการ ทำให้ผู้กระทำความผิดสามารถค้นหา
    และทำซ้ำข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีการเข้าถึงทางกายภาพ
    วิธีการจารกรรมข้อมูลที่ใช้มีทั้ง เจาะระบบเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ก่อน
    แล้วจึงค้นหาเพื่อทำซ้ำออกมา และการใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อดักรับข้อมูลในระหว่างการติดต่อสื่อสาร
    ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเป้าหมายของผู้กระทำในรูปแบบนี้ ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์,
    ข้อมูลการศึกษาวิจัย, ความลับทางการทหาร, ข้อมูลการประกอบธุรกิจประเภทบัญชีการเงิน
    รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า หรือ การดักรหัสลับสำหรับใช้บริการต่าง ๆ ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายอื่น เป็นต้น

    นอกจากนี้ยังปรากฎอีกด้วยว่า หน่วยงานรัฐเอง นำวิธีการดังกล่าวมาใช้ร่วมกับการสืบสวน
    การกระทำความผิดหรือในราชการลับต่าง ๆ เช่น ดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้ต้องสงสัย
    ทั้งโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อด้วยระบบธรรมดา และด้วยระบบสัญญาณผ่านดาวเทียม จนเกิดข้อถกเถียง
    โต้แย้งกันว่า การกระทำของรัฐเหล่านั้นเกินความจำเป็น จนกลายเป็นการล่วงล้ำสิทธิของพลเมือง
    มากเกินไปหรือไม่ ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา
    จากการเปิดเผยรายงานในปี 1991 พบว่า หน่วยงานรัฐ ดักฟังการสนทนา
    ทางโทรศัพท์ไปกว่า 2,000 ครั้ง ในขณะที่มีการจับตา
    และควบคุมการสนทนาทางโทรศัพท์ไปกว่า 54,000 ครั้ง
    โดยมีโครงการร่วมมือหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และควรต้องจับตาให้ดี
    ชื่อว่า Echelon



    โครงการ Echelon หรือ ศูนย์จารกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถูกตั้งขึ้นราว ทศวรรศที่ 90 (ค.ศ.1990-1999)
    ในวาระเริ่มแรก โครงการนี้มีเป้าหมายจำกัดเฉพาะเพื่อประโยชน์ทางการทหาร และระหว่างประเทศครับ
    ทั้งนี้เพื่อจับตาและสอดแนมการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในโลกคอมมิวนิสต์ (สหภาพโซเวียตและ
    ประเทศคอมมิวนิสต์อื่น) แต่เมื่อค่ายคอมมิวนิสต์ล่มสลายลงไปแล้ว Echelon กลับยังคงดำเนินการอยู่
    โดยประเทศที่เกี่ยวข้องอ้างว่า มีไว้เพื่อจับตากลุ่มผู้ก่อการร้าย ต่อ !!อย่างไรก็ตาม
    ปัจจุบันไอ้เจ้านี่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ NSA
    (US-amerikanischen National Security Agency)
    ครับ
    และกำลังถูกจับตาจากทั่วโลก รวมทั้งถูกประท้วงและกดดันให้ยกเลิกจากกลุ่มประเทศยุโรป
    ในข้อสงสัยที่ว่า กลุ่มประเทศที่ร่วมโครงการ (สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แคนาดา, ออสเตรเลีย
    และนิวซีแลนด์ ภายใต้ UKUSA-Agreement) ไม่ได้ใช้ Echelon เพื่อสอดแนมการก่อการร้าย เท่านั้นหรอก
    แต่ยังใช้มันสอดแนมเรื่องราวความเป็นไปทั้งด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกด้วย
    เรียกว่า กำลังพยายามล่วงล้ำก้ำเกินอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น ๆ ทำตัวเป็นพี่เบิ้มที่คอยสอดรู้สอดเห็น
    เรื่องภายในของต่างประเทศ (Bigbrother)...ร้ายดีไหมเล่า ??

    Echelon- The Most Secret Spy System


    eye in the sky

    จำนวนข้อความ : 141
    Registration date : 18/02/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Mar 23, 2010 11:33 am

    http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000040209

    ข่าวกรองเขมรลากไส้ "ทักเซน-ฮุนสิน" งุบงิบใต้โต๊ะน้ำมันอ่าวไทย โยงปราสาทพระวิหาร

    23 มีนาคม 2553 01:38 น.


    ภาพเก่าเอามาเล่าใหม่แสดงให้เห็นบรรยากาศการต้อนรับฉันท์ญาติสนิท โดยครอบครัวฮุนเซน
    นั่นคือเหตุการณ์วันที่ 10 พ.ย.2552 ซึ่ง "เพื่อชั่ว..นิรันดร" ของฮุนเซนเดินทางเข้ากัมพูชาครั้งแรก
    ในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล สำนักข่าวของชาวเขมรโพ้นทะเลรายงานในวันนี้
    สาวให้เห็นเบื้องหลังเบื้องลึกความสัมพันธ์ของสองฝ่ายบนพื้นฐานผลประโยชน์ที่มีมาตั้งแต่ต้นปี 2549

    ASTVผู้จัดการออนไลน์--นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซนกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย
    ซึ่งปัจจุบันคือ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ได้บรรลุข้อตกลงในสัญญาลับเพื่อร่วมกัน
    แบ่งปันผลประโยชน์ส่วนตัวแบบ "ใต้โต๊ะ" เงินตอบแทนจากบรรดาบริษัทสำรวจน้ำมัน
    ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างสองประเทศและเรื่องนี้เชื่อมโยงถึงการตกลงกัน
    ในกรณีปราสาทพระวิหารที่กัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกด้วย


    สำนักข่าวออนไลน์ KI-Media ของชาวเขมรที่อาศัยทำกินในต่างแดนและสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
    อย่างกว้างขวาง รายงานเรื่องนี้ในคอลัมน์ "ข่าวกรอง" (Intelligence) ประจำวันที่ 21 มี.ค.2553
    ตีพิมพ์เผยแพร่ในวันจันทร์ (22 มี.ค.) นี้

    นับเป็นครั้งแรกที่มีข้อมูลเช่นนี้จากสื่อของฝ่ายกัมพูชา หลังจากข้อสงสัยเช่นนี้เกิดขึ้น
    ในฝั่งไทยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

    สำนักข่าวแห่งนี้กล่าวว่า ฮุนเซนกับทักษิณ ตกลงกันเรื่องนี้ในต้นปี 2549 จะแบ่งปันผลประโยชน์
    จากเขตทับซ้อนในน่านน้ำ อย่างกว้างๆ ดังต่อไปนี้:

    -- รายได้จากโซนที่อยู่ใกล้กับพูชาที่สุดจะแบ่งออกเป็นดังนี้ คือ กัมพูชาได้รับส่วนแบ่ง 70%
    และ ไทยได้รับ 30%
    -- รายได้จากโซนที่อยู่ใกล้กับไทยที่สุด ฝ่ายไทยได้ส่วนแบ่ง 70% และ กัมพูชา 30%

    อย่างไรก็ตามฮุนเซนกับทักษิณ ได้ตกลงกันจะทำให้ประชาชนในทั้งสองประเทศเข้าใจไขว้เขว
    โดยจะ "รับรอง" ว่า บางโซนที่อยู่ใกล้กับไทยก็จะถือว่าอยู่ใกล้กัมพูชา และในทางกลับกันบางโซน
    ที่อยู่ใกล้กัมพูชาก็จะถือว่าอยู่ใกล้ไทยด้วย

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ในกรณีของกัมพูชา แทนที่จะได้รับส่วนแบ่ง 70% ก็จะได้รับส่วนแบ่งจากที่บรรดา
    บริษัทน้ำมันจ่ายให้เพียง 30% เท่านั้น อีก 40% ที่เหลือจะแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างฮุนเซนกับทักษิณ


    แผนที่จัดทำขึ้นใหม่ แสดงแปลงสำรวจน้ำมันทั้งบนบกและในน่านน้ำอ่าวไทยของกัมพูชา
    รวมทั้งน่านน้ำทับซ้อนในอ่าวไทยระหว่างไทยกับกัมพูชา สำนักข่าวของชาวเขมรโพ้นทะเลระบุว่า
    ที่นี่เคยมีคนสองคนตกลงจะแบ่งปันผลประโยชน์มหาศาลจากบริษัทสำรวจน้ำมัน
    เพื่อนำเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยเชื่อมโยงไปถึงปราสาทพระวิหารที่ชายแดนสองประเทศอีกด้วย

    การแบ่งปันผลประโยชน์เช่นนี้จะใช้กับกรณีเขตน่านน้ำทับซ้อนที่อยู่ใกล้กับไทยด้วย
    ซึ่งจะทำให้บุคคลทั้งสองได้รับส่วนแบ่งคนละ 20% เช่นกัน KI-Media กล่าว

    **การเชื่อมโยงกันระหว่างข้อตกลงลับน้ำมันกับกรณีประสาทพระวิหาร**

    เพื่อให้การปฏิบัติข้อตกลงลับ (ผลประโยชน์) น้ำมันเป็นไปอย่างราบรื่น ทักษิณได้ให้สัญญากับฮุนเซน
    จะให้รัฐบาลกัมพูชากระทำตามความพอใจกับปราสาทพระวิหาร รวมทั้งการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
    กับองค์การยูเนสโก้ สำนักข่าวเดียวกันกล่าวในข่าวกรองอีกชิ้นหนึ่ง

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลใหม่ของไทยที่ตั้งขึ้นหลังจากทักษิณตกจากอำนาจในปลายปี 2549
    ได้ตัดสินใจที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงลับและเป็นการส่วนตัวระหว่างทักษิณกับฮุนเซน

    เหตุการณ์ต่างๆ ที่ชายแดนเกิดขึ้นในปี 2551 เมื่อฮุนเซนพยายามปลุกกระแสชาตินิยมเขมรให้ลุกลาม
    ในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้าการเลือกตั้งกัมพูชาในเดือน ส.ค. ทำให้ทางการไทยตอบโต้ด้วยการ
    ปลุกกระแสชาตินิยมของตัวเองบ้าง KI-Media ระบุ

    สำนักข่าวแห่งนี้รายงานในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า นช.ทักษิณ ได้โอนสัญชาติเป็นพลเมืองกัมพูชาแล้ว
    ซึ่งทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรุงพนมเปญรีบออกปฏิเสธพัลวัล


    แผนที่จัดทำขึ้นใหม่ แสดงเขตน่านน้ำทับซ้อนในอ่าวไทยระหว่างไทยกับกัมพูชา
    ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซมหาศาล ซึ่งสำนักข่าวของชาวกัมพูชาโพ้นทะเลระบุว่า
    เมื่อหลายปีก่อนมีคนสองคนคิดการใหญ่ ออกสารพัดอุบายเพื่อกินตามน้ำแบ่งปันเงินที่บริษัท
    สำรวจน้ำมันต่างๆ จ่ายให้กับสองประเทศ แต่เข้ากระเป๋าตัวเอง ซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่

    กรณีดังกล่าวนับว่ามีเค้าความจริงอยู่บ้าง ในช่วงที่ นช.ทักษิน เดินทางเข้ากัมพูชาครั้งแรก
    ในเดือน พ.ย. 2552 และมีการจับกุมวิศวกรบริษัทควบคุมการบินชาวไทยฐาน "จารกรรม"
    ล้วงความลับเที่ยวบินของทักษิณนั้นหนังสือพิมพ์ในกัมพูชาบางฉบับได้อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่
    ระดับสูงที่ระบุว่า ทักษิณ เข้ากัมพูชาโดยใช้หนังสือเดินทางที่รัฐบาลกัมพูชาออกให้
    ซึ่งถือเป็นพลเมืองกัมพูชาและจะทำให้วิศวกรไทยคนดังกล่าวต้องรับโทษอย่างหนัก

    ในช่วงไม่กี่ปีมานี้รัฐบาลฮุนเซนเคยให้ฐานะพลเมืองกิตติมศักดิ์แก่ บุคคลสำคัญจำนวนหนึ่ง
    รวมทั้งแอนเจลินา โจลี ดารานักแสดงฮอลลีวูดที่มีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกับชาวเขมรที่อาศัยอยู่
    ในประเทศทุกประการ รวมทั้งถือหนังสือเดินทางของกัมพูชาอีกด้วย

    เคยมีหลายกรณีที่ "ข่าวกรอง" ของ KI-Media กลายเป็นความจริง รวมทั้งกรณีนายเท่ง บุญมา
    นักธุรกิจใหญ่ที่ขัดแย้งผลประโยชน์กับผู้นำระดับสูงในรัฐบาลหายตัวไปอย่างลึกลับในช่วงปี 2550
    สำนักข่าวแห่งนี้รายงานว่า นายบุญมา "โดนอุ้ม" โดยคนมีสี ก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ

    ทั้งหมดกลายเป็นความจริงในเวลาต่อมา.


    นี่คือฉากใหญ่อีกฉากหนึ่งที่จัดขึ้นในวันที่ 11 พ.ย.2552 นายกฯ กัมพูชาฮุนเซนโผเข้า "แบร์ฮัก"
    เพื่อนชั่ว..นิรันดร แบบอีกฝ่ายหนึ่งตั้งตัวไม่ติด เนื่องจากเพิ่งจะพบกันเมื่อในตอนค่ำวันก่อน
    วันนี้สำนักข่าวของชาวเขมรในต่างแดน ให้ข้อมูลที่น่าระทึกใจเป็นอย่างยิ่ง
    โดยโยงใยให้เห็นผลประโยชน์ล้ำลึก อันเป็นแก่นกลางในความสัมพันธ์ของสองฝ่าย

    hacksecret

    จำนวนข้อความ : 1111
    Registration date : 02/03/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

    ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Mar 27, 2010 10:22 am

    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269658809&grpid=02&catid=00


    ยิงบึ้มเรือรบ เรือรบเกาหลีใต้กำลังจมดิ่งสู่ก้นทะะล หลังถูกระดมยิงโดยไม่ทราบฝ่าย
    โดยมีเรือหน่วยลาดตระเวนตำรวจน้ำเร่งมือช่วยเหลือลูกเรือ ใกล้เขตพิพาทเกาหลีเหนือ วันที่ 26 มีนาคม


    วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:59:42 น.
    มติชนออนไลน์

    ช็อค!บึ้มเรือรบเกาหลีใต้ใกล้เขตพิพาทเกาหลีเหนือลูกเรือสูญหาย40คน

    สำนักข่าวข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเรือรบของเกาหลีใต้จมใกล้ชายแดนในทะเลที่เป็น
    กรณีพิพาทกับเกาหลีเหนือ คร่าชีวิตลูกเรือจำนวนหนึ่งจากที่มีอยู่กว่า 100 คนบนเรือ
    แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธรายงานว่าเป็นการโจมตีจากฝ่ายเกาหลีเหนือ


    เรือที่จมเป็นเรือคอร์เวต ชื่อ “โชนัม” ขนาดระวาง 1,200 ตัน เริ่มจมหลังจากเกิดการระเบิด
    เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นวันที่ 26 มีนาคม ตรงกับเวลา 19.30 น.ตามเวลาในไทย


    กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ รายงานว่า เรือไม่ทราบฝ่ายได้ระดมยิงมายังเรือรบของเกาหลีใต้
    แต่โฆษกของทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ยืนยัน และบอกว่าอาจเร็วเกินไปที่จะระบุว่าเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ


    ขณะที่สำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ในทำเนียบประธานาธิบดีอ้างภาพถ่ายจากดาวเทียม
    และข้อมูลอื่น ๆ ระบุว่า ไม่มีสัญญาณการเคลื่อนไหวทางทหารของเกาหลีเหนือในบริเวณที่เรือจม


    กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ กล่าวว่า สามารถช่วยลูกเรือขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย 58 คน
    จาก 104 คนบนเรือ มีลูกเรือสูญหายประมาณ 40 คน รายงานบางกระแสบอกว่ามีลูกเรือหลายคนเสียชีวิต
    กระทรวงกลาโหมเผยว่าเรือจมเกิดจากรูโหว่ที่ลำเรือ และว่าก่อนจมเรือรบได้ยิงเตือนไปยังวัตถุไม่ทราบฝ่าย
    แต่ต่อมาสงสัยว่าวัตถุนั้นคือฝูงนก อย่างไรก็ตาม สื่อของเกาหลีใต้อ้างเจ้าหน้าที่ว่าเกาหลีเหนือยิงตอร์ปิโดใส่เรือรบ

    hacksecret

    จำนวนข้อความ : 1111
    Registration date : 02/03/2010

    ดูข้อมูลส่วนตัว

    ขึ้นไปข้างบน Go down

    หน้า 2 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

    อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


     
    Permissions in this forum:
    คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ