FTA-สหรัฐอเมริกาและไทย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

FTA-สหรัฐอเมริกาและไทย

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Jan 06, 2010 6:35 pm



คุณทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยกำลังเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ?
คุณคาดหวังอะไรจากการค้าเสรี? หรือว่า
“ไม่มีอะไรต้องกังวล” เพราะไทยได้มากกว่าเสีย หรือคุณคิดว่าท้ายที่สุดไทยต้องเปิดตลาดตามองค์กรการค้าโลกอยู่แล้ว
แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลไทยกำลังปิดบังข้อมูลที่พวกเราต้องรู้



_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: FTA-สหรัฐอเมริกาและไทย

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Jan 06, 2010 6:38 pm

9 ข้อที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยไม่อยากบอก

1. จุดยืนของประเทศไทยในการเปิดเสรีกับสหรัฐฯ อยู่ที่ไหน?
ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับยังไม่ชัดเจน แต่เรากลับยินดีแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของประเทศกับสหรัฐฯ ทำให้กระบวนการเจรจาของไทยเราอ่อนด้อยและขาดจุดยืน สหรัฐจึงทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำ

2. การเปิดเสรีมีขอบข่ายกว้างขวางเพียงไร?
ขอบข่ายกว้างขวางมาก นั่นหมายถึง ไม่ได้ส่งผลต่อการลดภาษีเท่านั้น แต่รวมถึงการเปิดเสรีภาคบริการ เช่น ไฟฟ้า ประปา สื่อสาร วิชาชีพเฉพาะ เป็นต้น โดยให้สิทธินักลงทุนสหรัฐฯ เท่าเทียมกับคนไทย ให้สิทธิบริษัทสหรัฐฯ ผูกขาดพันธุ์พืช ยา ทรัพย์สินทางปัญญามากมาย โดยรัฐบาลไทยไม่สามารถใช้นโยบายใดๆ คุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยได้เลย

3. สหรัฐฯ มีความจริงใจในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับไทยเพียงไร?

หากสหรัฐฯ จริงใจต่อการเปิดการค้าเสรี ทำไมไม่นำเรื่องการอุดหนุนภาคเกษตรในประเทศของตนมาเป็นหัวข้อในการเจรจาด้วย ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ให้เงินอุดหนุนเกษตรกรของตนแต่ละปีเป็นเงินกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อทำให้สินค้าเกษตรของตนถูกกว่าประเทศอื่น แต่กลับโฆษณาชวนเชื่อว่าไทยจะส่งสินค้าเกษตรไปยังสหรัฐฯ ได้มากขึ้น นอกจากนี้กลยุทธของคณะเจรจายังพยายามทำให้คนไทยเข้าใจผิดว่าสหรัฐฯ จะประนีประนอมผลประโยชน์ ดังกรณีตัวอย่าง ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศกลุ่มอเมริกากลาง ที่สหรัฐฯ เสนอว่าจะเปิดตลาดมากขึ้น แต่นั่นคือสิ่งที่ประเทศเหล่านั้นได้รับอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีเอฟทีเอ

4. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ จะส่งผลต่อราคายาอย่างไร?

สหรัฐฯ มีข้อเรียกร้องกดดันไทยทุกวิถีทางในการสร้างเงื่อนไขให้บริษัทยาของสหรัฐฯ สามารถเข้ามาผูกขาดตลาดยา (เช่น ต้องการให้ไทยยกเลิกมาตรการควบคุมราคายา ยกเลิกคณะกรรมการสิทธิบัตรยา ขยายสิทธิในผูกขาดการขายและกำหนดราคายา จากเดิม 20 ปีเป็น 25 ปี นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังห้ามไทยใช้ “มาตรการบังคับใช้สิทธิ” ซึ่ง WTO อนุญาตให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดยา และสหรัฐฯ ยังจำกัดการนำเข้ายาที่ราคาถูกกว่าจากประเทศอื่นๆ มิฉะนั้นจะถูกฟ้องร้องทันที โทษฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

5. พืชพื้นเมืองของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีอย่างไร?

สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกของอนุสัญญายูปอฟ (UPOV) ซึ่งให้ความคุ้มครองกับพืชพันธุ์ใหม่แต่ไม่ให้สิทธิความเป็นเจ้าของพืชพันธุ์พื้นเมือง โดยการเข้าร่วมครั้งนี้เท่ากับไทยยอมสูญเสียสถานภาพการเป็นเจ้าของพันธุ์พืชพื้นเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียนหมอนทอง เงาะโรงเรียน เป็นต้น และเกษตรกรไทยจะตกอยู่ภายใต้การผูกขาดของกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ โดยจำต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ราคาแพง

6. การท่องโลกอินเตอร์เน็ตจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตต่อไปนี้อาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะการอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์จะทำให้ข้อมูลและโปรแกรมบางส่วนถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำ (RAM) โดยอัตโนมัติ ถือเป็นการทำซ้ำของเทคโนโลยีและเท่ากับไม่คุ้มครองสิทธิเจ้าของงาน ดังนั้นต่อไปการใช้อินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของงานจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกกรณี

7. FTA กับสหรัฐฯ จะส่งผลต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐไทยอย่างไร?
การเปิดเสรีจะทำให้ “รัฐบาลไทยหมดประสิทธิภาพในการเป็นรัฐบาลของคนไทย และคนต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย” เพราะมีข้อกำหนดให้รัฐบาลไทยต้องคุ้มครองนักลงทุนสหรัฐฯ ดีกว่าหรืออย่างน้อยที่สุดเท่ากับคนไทย หากว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายที่กระทบต่อผลประโยชน์ของนักลงทุนสหรัฐฯ (แม้เป็นแค่การคาดการณ์ของบริษัท) รัฐบาลไทยมีสิทธิถูกฟ้องและต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับนักลงทุนสหรัฐฯ อย่างที่เกิดขึ้นกับเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เช่น เทศบาลเม็กซิโกต้องชดใช้ค่าเสียหายประมาณ 16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อบริษัท เมเทิลแคด จำกัด กรณีปฏิเสธการให้ใบอนุญาต เพราะถือเป็นการยึดทรัพย์นักลงทุนต่างชาติโดยไม่จ่ายเงินชดเชย ทั้งๆ ที่บริษัทดำเนินกิจการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งเลวร้ายที่สุด คือ คณะอนุญาโตตุลาการ ผู้ทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาด กลับพิจารณาเพียงเรื่องผลประโยชน์ระหว่างเอกชนกับเอกชนเท่านั้น โดยมิได้ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์สาธารณะเลย

8. เอฟทีเอเกี่ยวข้องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างไร?
การเปิดเสรีกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการสนองต่อความต้องการของสหรัฐฯ ในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายด้าน เช่น การปลูกพืชจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ เป็นต้น และยัง “ให้” สิทธิพิเศษเกินกว่าที่สหรัฐฯ ต้องการเสียอีก ในกรณียินยอมอุตสาหกรรมเกษตรของสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งกฎหมายเดิมสงวนให้เป็นกิจการของคนไทยเท่านั้น นอกจากนี้สหรัฐฯ สามารถส่งกำไรกลับประเทศโดยไม่มีข้อจำกัด รวมถึงให้สิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน และการยกเลิกข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศไทย ยกเลิกค่าธรรมเนียมและภาษีนิติบุคคล เป็นต้น นั่นหมายความว่าหากพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่าน สหรัฐฯ จะได้เกือบทุกอย่างจากไทยโดยไม่ต้องเจรจาเอฟทีเอ

9. มีมาตรการลดผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีได้บ้างหรือไม่
แม้ว่าในข้อตกลงจะเปิดช่องให้แต่มีไม่มาก และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไทยเหมือนครั้งที่รัฐบาลไทยทำข้อตกลงเปิดเสรีทางการเงินจนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 และความเข้าใจของคนไทยที่ว่า “ไทยต้องเปิดเสรีตามข้อตกลง WTO อยู่แล้วนั้น เพราะฉะนั้นเอฟทีเอจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล” เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะการทำเอฟทีเออย่างเร่งรัดจะทำให้ไทยจำกัดตัวเองและพาตัวเองเดินลงไปสู่ก้นเหว โดยไม่สามารถขยับเขยื้อนและยืดหยุ่นในทางนโยบายได้เหมือนเดิม แล้วท่านพร้อมที่จะเป็นเช่นนั้นหรือยัง???

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: FTA-สหรัฐอเมริกาและไทย

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Wed Jan 06, 2010 6:42 pm


การค้าเสรีแบบทวิภาคี : ไทย-อเมริกา
โดย วีรพล โสภา

การค้าเสรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงเงื่อนไขที่ส่งเสริมทุนใหญ่ ให้เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น แบบไร้ขีดจำกัด เพื่อครอบงำและผูกขาดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม FTA เป็นระบบผู้มีอำนาจมากกว่า จะต่อรองเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด มาดูคู่เจรจา ไทย-อเมริกา แล้วทำให้นึกถึงความสัมพันธ์ของหุ้นส่วนในชนบทไทย คือระหว่าง ธ.ก.ส. กับเกษตรกรรายย่อย ที่เป็นลูกหนี้ ซึ่ง ธ.ก.ส. สามารถทำให้เกษตรกรเหล่านั้นชำระหนี้ได้ แม้จะขายผลผลิตขาดทุนเพราะเกษตรกรรายย่อยต้องรักษาเครดิตกับ ธ.ก.ส.ไว้ จึงต้องไปหาเงินจากแหล่งอื่นมาจ่ายให้ครบ สุดท้ายยิ่งนานวันชาวนามีหนี้ท่วมหัว ส่วน ธ.ก.ส.มีโบนัสแบ่งกันได้ทุกปีๆ ละนับพันล้านบาท ในที่นี้ ไทย ก็คือชาวนา หรือเกษตรกรรายย่อย อเมริกา คือ ธ.ก.ส. ยิ่งมาดูกรอบการเจรจา อเมริกา-สิงคโปร์ ยิ่งเห็นชัดว่า เป็นการเจรจาที่ไม่ยุติธรรม ในเรื่องการค้าสินค้าทั่วไป สิงคโปร์ต้องลดภาษีให้เหลือ 0% ทันทีที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ส่วนอเมริกานั้นจะลดภาษีให้กับสินค้าสิงคโปร์ในเวลา 3-10 ปี แล้ว FTA ไทย-อเมริกา จะไปต่อรองอย่างไรที่จะไม่ให้เป็นเหมือนสิงคโปร์ "อะไรคืออำนาจต่อรองตัวนั้นของไทย" หรือต้องรอ 3-10 ปี ค่อยมีตลาดเสรีแก่สินค้าไทยในอเมริกา

เมื่ออดีตท่านผู้นำไทยก็เคยพลาดมาแล้วกับการเจรจาลักษณะนี้ ในเรื่อง มันสำปะหลัง ซึ่งคู่เจรจาตอนนั้นคือ EU สหภาพยุโรปเมื่อครั้งยังเป็น EEC ที่ไทยต้องอาสาลดปริมาณนำเข้ามันสำปะหลังเอง เพื่อแลกกับบางอย่าง หรือกับอเมริกามีอะไรจะแลก ความหวังลมๆ แล้งๆ เรื่องการค้าเสรี เพราะการอุดหนุนการเกษตรในกลุ่มประเทศ OECD โดยเฉพาะอเมริกากับสหภาพยุโรปนั้นเลิกไม่ได้ เพราะเงินอุดหนุน 80% ตกเป็นของกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อพรรคการเมือง หรือรัฐบาล ซึ่งมีอยู่เพียง 5% เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ยอมให้ลดการอุดหนุน

อีกประเด็นคือ หากลดการอุดหนุนการเกษตรไป มันจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของเขาลดลง ปัจจุบันทั้งอเมริการและยุโรป ต่างก็หันมาจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงกับเกษตรกรผู้ผลิต ซึ่งประเทศไทยคงจ่ายไม่ได้แน่นอน ไทยจะมีมาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องภาษีมาอ้างเหตุกีดกันทางการค้าอีกมากมาย อย่าหวังเลยว่าจะมีการค้าเสรีอย่างจริงๆ

ดังนั้นการค้าเสรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงเงื่อนไขที่ส่งเสริมทุนใหญ่ให้เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น แบบไร้ขีดจำกัด เพื่อครอบงำและผูกขาดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่มุ่งกำไรเป็นสารณะ การขัดขวางการทำกำไรถือเป็นอุปสรรคที่ต้องกำจัดออกไป สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เฝ้าติดตามการทำกำไรในสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง คงยอมไม่ได้ที่จะให้ลัทธินี้ครอบงำในรูปของบรรษัทข้ามชาติต่างๆ ที่พวกเรากำลังติดตามขณะนี้ก็คือ ทรัพยากรน้ำ กับพันธุกรรมพืชต่างๆ ก็อยู่ในเป้าหมายที่จะทำการค้าด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าวหอมมะลิ " ยังเป็นที่หมายปองของอเมริกาอยู่ และอเมริกาคงไม่วางมือง่าย ๆ แน่ เพราะมูลค่าทางการตลาดที่สูง อเมริกาจึงเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ๆ มาเรื่อย FTA ไทย-อเมริกาปีหน้า ( 2547 ) อย่าลืมว่า การเจรจาสินค้าเกษตรจะเป็นที่จับตามอง และเฝ้าระวังเป็นอย่างดีของคนไทย แต่อเมริกาจะไปเอาข้าว "หอมมะลิ" ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะประเด็นการจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต ซึ่งมันมีแรงขับภายใน ด้วยเป้าประสงค์เดียวกันของบรรษัทข้ามชาติไทย-อเมริกา ที่ได้ลงนามเป็น " หุ้นส่วน " กันแล้ว

ทำไม? นายกไทย จึงมี CP เป็นที่ปรึกษาทางนโยบายเกษตร ทำไม? รัฐบาลอเมริกา มี MONZANTO อยู่เคียงข้าง
ฝากถามถึงกระทรวงพาณิชย์ เรื่องนี้ชาวนาไทยไม่ได้อะไร แต่ก็อย่าให้เสียโดยเด็ดขาด การค้าเสรี รัฐบาล-กระทรวงพาณิชย์เห็นเป็นด้านแสงสว่างและสร้างความหวังให้เกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาในเรื่องปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของสภาพัฒน์ ชี้ว่า ปี 2537-2543 มีครอบครัวเป็นหนี้ 9,051,573 ครัวเรือน 1.1 ล้านครอบครัว รวมเป็น 10,189,798 ครอบครัว
ตรงกับของ NGO ที่ทำไว้หลังเปิดเสรีสินค้าเกษตร 23 รายการ ตามข้อตกลง WTO 8 ปี ข้อมูลชี้ว่า เกษตรกรเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทั้งต่อครัวเรือนและมีครัวเรือนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น หากชาวนาขายข้าวได้เงินคงไม่เป็นหนี้แน่นอน แล้วเงินจำนวนที่ว่าไปอยู่ที่ใคร?

ส่วนสินค้าเกษตรอีก 22 รายการ ที่เปิดพร้อมข้าวไม่ค่อยได้ยินข่าวมากหนัก ไม่รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร มีรัฐมนตรีบางท่านออกมาพูดถึงเรื่องพืชบางตัวในจำนวนนี้คือ ถั่วเหลือง ทั้งที่เป็นกากถั่วและเมล็ดถั่ว รวมทั้งหอมหัวใหญ่ กระเทียม สรุปได้ว่า เป็นพืชที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ถูกหอม-กระเทียม จากจีนตีตลาด ถูกถั่วเหลืองจากอเมริกาตีตลาด

กรณีข้าวที่ได้เปรียบในปัจจุบัน จะอยู่ในฐานะนี้อีกกี่ปี เพราะข้าวของเวียดนาม มีสถิติการส่งออกที่ก้าวกระโดดมาก จาก 2.8 ล้านตันในปี 2544 เป็น 3.25 ล้านตันในปี 2545 ในขณะที่ข้าวของไทยเท่าเดิมคือ 7.5 ล้านตัน ข้าวจากประเทศเขมร ที่ไม่ใช่ของคนเขมรก็จ่อคอหอยอยู่ ไหนจะจากจีนอีก ยิ่งข้าวจากอเมริกา ซึ่งผลิตได้เท่าไรก็ส่งออกเกือบหมด โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (GMO) ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ของประเทศไทย ยิ่งแย่เร็วยิ่งขึ้นหากเปิดเสรีในสินค้าเกษตร

บทเรียนการเปิดเสรี ต่างแดนก็มีให้เห็นชัดเจน ใกล้บ้านเราก็มีที่เกาหลีใต้ หลังทำ FTA กับหลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกาเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อย ก่อนหน้านี้ทำการผลิตพอเลี้ยงตัวเองได้ แต่หลังจากมี FTA ชาวนาเป็นหนี้ที่ไม่สามารถปลดเปลื้องได้ จำนวนหนี้ต่อครอบครัวอยู่ที่ 3.5 ล้านบาท ในขณะที่มีรายได้ 1 ล้านบาท / ปี

ในอดีตเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยของไทยเอง ก็พบสัจธรรมของการแข่งขันในตลาดของระบบการค้าเสรีมาแล้ว จนปัจจุบันการเลี้ยงหมู-ค้าหมู ต้องอยู่ในการควบคุมของ CP โดยเบ็ดเสร็จแล้ว แม้แต่กุ้ง, ปลา, ไก่เนื้อ, ไก่ไข่ เอง ก็จะอยู่ในสภาพเดียวกันในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นการค้าเสรีการเกษตร จึงไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาจะพบกับสภาพหนี้สินและล้มละลายทางการผลิต ผู้บริโภคเองในระยะแรกๆ จะได้บริโภคอาหารในราคาที่ถูกแต่จะดีหรือปลอดภัยหรือไม่ ไม่รับรอง แต่ในระยะยาวหลังจากผู้ผลิตรายย่อยล้มหมดแล้ว ก็จะเกิดการผูกขาดในระบบอาหารขึ้นโดยบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ ซึ่งจะงัดกลยุทธ์ ชิงความได้เปรียบทางการตลาดกัน แล้วเมื่อนั้นเทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร GMO จะครองตลาด ปลอดภัยหรือไม่ ไม่ใช่ธุระของบรรษัทเหล่านี้ นอกเสียจากการทำกำไรอย่างเดียว

หมายเหตุ
- ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2003/11/13/comment/index.php?news=column_10702474.html

_________________
ความระแวง และสงสัย ก่อให้เกิดการค้นคว้าหาความเป็นจริง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: FTA-สหรัฐอเมริกาและไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Jan 11, 2010 9:04 pm

สหรัฐเมินเจรจาเอฟทีเอไทย หันถก"สิงคโปร์-เวียดนาม"แทน

10 ม.ค.53 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า นางเกษสิริ ศิริภากรณ์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สหรัฐกำลังจะเริ่มต้นเจรจาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับกลุ่มข้ามแปซิฟิก หรือทีพีพี (TRANS-PACIFIC PARTNERSHIP AGREEMENT) ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เวียดนาม สิงคโปร์ และบรูไน เพราะต้องการเจาะเข้ากลุ่มอาเซียน ละตินอเมริกา และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จ ไทยจะเสียเปรียบมากประเทศเหล่านี้มากโดยเฉพาะเวียดนาม

" ถ้าการเจรจาจบเมื่อไร สหรัฐไม่จำเป็นต้องทำเอฟทีเอกับไทยอีกแล้ว เพราะสหรัฐได้คู่ค้าของเราไปหมด ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี ในละตินอเมริกาและอาเซียน แต่ไทยจะไม่ได้อะไรเลย และยังเสียเปรียบประเทศเหล่านั้นอีก โดยเฉพาะเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ" นางเกษสิริกล่าว

นาง เกษสิริ กล่าวว่า มาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดให้การทำสนธิสัญญา และข้อตกลงระหว่างประเทศ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนนั้น มีข้อดี ที่ทำให้การเจรจามีความรอบคอบมากขึ้น แต่ข้อเสีย คือ ทำให้ไทยเจรจาข้อตกลงต่างๆ ล่าช้า ไม่ทันประเทศอื่น จึงควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่า ข้อตกลง หรือสนธิสัญญาใดบ้างต้องเข้าสภา หรือไม่ต้องเข้า น่าจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า

ทั้ง นี้ เอฟทีเอไทย-สหรัฐหยุดการเจรจามาตั้งแต่ไทยปฏิรูปการปกครองในปี 2549 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ไทยก็ต้องนำข้อตกลงเข้าสู่การพิจารณาของสภาใหม่ ซึ่งทำให้การดำเนินการเจรจาล่าช้าอย่างมาก แต่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศยังไม่มีท่าทีชัดเจนในเรื่องการเดินหน้าการเจรจา

ด้าน นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ ที่หยุดการเจรจาไปตั้งแต่ปี 2549 นั้น ขณะนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมจะเจรจาต่อ หลังจากดำเนินการด้านกฎหมายภายในประเทศเสร็จสิ้นแล้ว โดยไทยจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน

รายงาน ข่าวแจ้งว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2547 มีการเจรจาไปแล้วทั้งหมด 6 รอบ การเจรจาครอบคลุมประเด็นการค้าการลงทุนอย่างกว้างขวางกว่า 22 ประเด็น อาทิเช่น สินค้า การค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการค้า อาทิเช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นโยบายการแข่งขัน กระบวนการศุลกากร แรงงาน และสิ่งแวดล้อม ทั้งสองฝ่ายหยุดการเจรจาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2549 เนื่องจากการยุบสภาในไทยและการปฏิวัติเมื่อเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ