ความลับ...ที่เสือกรั่ว

หน้า 1 จาก 3 1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Jan 06, 2010 8:53 pm

ก่อนอื่นต้องขอปรบมือให้กับคนส่งข่าว ต้องฝ่าด่านหมามุ่ยจากต่างประเทศมาทางช่องบกเพื่อที่จะส่งข่าวมาให้

จนป่านนี้ต้องคันคะเยอไปทั้งตัว นึกแล้วก็ปวดแสบปวดร้อนแทนจริงๆ
.........................................................................

และแล้วก็มาถึงข่าวด่วนจี๋...ไปรษณีย์จ๋า

แง้บๆมาบอกว่าตอนนี้ "ธรรมกาย จับมือกับ แม้ว(เสื้อแดง)" เตรียมคนนับแสนบุกเข้ากรุง


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Jan 06, 2010 9:07 pm

ข่าวบอกว่า การจัดงานในครั้งนี้ เข้ากับคติที่ว่า 'ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว'

เพราะนอกจากจะรวมพลคนเข้ากรุงได้นับแสนแล้ว หากมีการปราบปรามเกิดขึ้นโดยใช้กำลังตำรวจหรือทหาร

นั่นก็เสมือนกับว่า กำลังตำรวจหรือทหารที่ถูกนำมาใช้ ต้องการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน

โครงการที่ทางวัดธรรมกายได้จัดขึ้น คือ โครงการอุปสมบทหมู่ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ทั่วไทย



ระยะเวลาดำเนินการ

เปิดรับสมัคร วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ – ๑๗ มกราคม ๒๕๕๓

ระยะเวลาอบรมและอุปสมบท

๑๙ มกราคม – ๘ มีนาคม ๒๕๕๓ ระยะเวลา ๔๙ วัน

วันเริ่มอบรม วันอังคารที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๓

ณ วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ๓๕๐ แห่ง

วันบรรพชา วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

ณ วัด พระธรรมกาย


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Jan 06, 2010 9:15 pm

sunny พิมพ์ว่า:
วันบรรพชา วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

ณ วัด พระธรรมกาย


เฉพาะผู้ที่จะเข้าพิธีบรรพชา จำนวน 100,000 รูป ยังไม่นับรวมพระพี่เลี้ยงอีก 1,500 รูป

อดีตธรรมทายาท ไม่ว่าจะเป็นรุ่นกองพล 7,000 ตำบลหรือธรรมทายาทรุ่นอื่นๆ

รวมไปถึงผู้นำบุญลูกพระธัมฯ ทุกคน อีกด้วยจำนวน 1,500 รูป


และญาติพี่น้องของผู้เข้าบวช และผู้ที่ต้องการมาร่วมงาน

คาดคะเนจำนวนผู้ที่จะมาร่วมงาน อย่างต่ำๆคนที่จะเข้ามา ณ วัดธรรมกาย

คงไม่ต่ำกว่า 300,000 คนแน่นอน (ย้ำ!!!ไม่ต่ำกว่า)

แล้วทหารกับตำรวจจะทำยังไงล่ะทีนี้ เอากำลังเข้าไปปราบปรามก็ไม่ได้ เพราะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา

มิน่าล่ะ!!! กลุ่มเสื้อแดงถึงกล้าประกาศออกมาว่า สามารถล้มรัฐบาลได้ภายใน 7 วัน


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Jan 06, 2010 9:22 pm



หากว่านี่ไม่ใช่การเตรียมพลเพื่อโค่นล้มรัฐบาล

อยากเรียนถามว่า การบวชพระ 100,000 รูปในครั้งนี้ กระทำเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นพิเศษ

เหตุใด ไม่กระทำในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา

อย่างน้อยๆ ยังสามารถอ้างได้ว่า เป็น"การบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง"

แต่นี่อะไร "โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต กับการสร้างบารมีแสนปลื้ม"

แถมปิดท้ายด้วย "จุดเริ่มต้นแห่งสันติภาพของโลก"

อ่านแล้วมันทะแม่งๆยังไงไม่รู้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Jan 06, 2010 9:37 pm



บอกเล่าเก้าสิบให้รับรู้

พระพี่เลี้ยง ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงรูปละ 10,000 บาท

คนที่จะเข้ามาบวชเป็นพระ ได้คนละ 5,000 บาท

(ยังไม่รวมค่าอาหารและค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอื่นๆอีกจิปาถะ)

เงินสะพัดขนาดนี้ เอาเงินที่ไหนมาแจกกันนะ

อืม...นี่คือวิธีการแจกเงินรูปแบบใหม่ แทนที่จะไปแจกคนเพื่อให้มาร่วมเดินขบวน

มาแจกแบบนี้ ใครไม่รู้ก็ดูไม่ออก นึกว่างานบุญจริงๆ...ใช่ป่ะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  *_* on Wed Jan 06, 2010 9:45 pm

หนูsunny ช่วงนี้กระทู้เล่นแรงๆทั้งนั้น ระวังโดนอุ้มอีกนะ
เป็นห่วง...

*_*

จำนวนข้อความ : 11
Registration date : 10/07/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 06, 2010 10:24 pm


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  only1 on Wed Jan 06, 2010 10:45 pm


ถ้าหากว่าอ่านข้อความที่เขียนบนภาพนี้แล้ว ก็จะหาว่าคนเขียนกล่าวร้ายธรรมกาย หากท่านทั้งหลายไม่รู้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังเครื่องหมายนี้ว่า

.....เงินบริจาคสร้างเจดีย์พระธรรมกาย บริหารจัดการโดย "องกรค์เครดิตยูเนี่ยน" หน่วยงานของ "วาติกัน"

..... เงินให้กู้เพื่อทำบุญสร้างพระธรรมกาย บริหาร/ให้กู้โดย "องค์กรเครดิตยูเนี่ยน "หน่วยงานของ "วาติกัน"

.... ที่ทำการ "องค์กรเครดิตยูเนี่ยน " ตั้งอยู่ภายในวัดธรรมกาย

นี่คือคำตอบ ว่า....

ทำไม ภาพไม้กางเขน จึงมาปรากฏบนภาพโฆษณาของวัดธรรมกายได้


สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การชุมนุมครั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายน 2552 ผู้คนที่เข้าร่วมชุมนุมที่มีจำนวนมากมายเป็นแสน ๆ ล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มกัลยาณมิตรธรรมกาย(อย่าปฏิเสธว่าไม่จริง ?) แกนนำธรรมกายมอบเงินให้บนเวทีพร้อมพระอีกด้วย ความลับไม่มีในโลก.... จุดมุ่งหมายของธรรมกาย บอกได้ไหมว่า ต้องการอะไร และเพื่ออะไร ??

.................................................

ต้องรบกวนคุณatt ช่วยนำภาพเครื่องหมายวาติกัน, ธงวาติกัน(แบบเอลซิส) ซึ่งเหมือนกันเด๊ะ...!! มาลงให้ผู้อ่านหายสงสัยด้วยนะ...ขอบคุณล่วงหน้า

only1

จำนวนข้อความ : 4
Registration date : 06/01/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 06, 2010 10:58 pm

เดี๋ยวช่วยหาให้แทนคุณ att ละกัน ได้ข่าวว่า สาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว
วิเคราะห์ พระภิกษุวัดดังแห่งหนึ่ง =?

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 06, 2010 11:35 pm

only1 พิมพ์ว่า:

.................................................

ต้องรบกวนคุณatt ช่วยนำภาพเครื่องหมายวาติกัน, ธงวาติกัน(แบบเอลซิส) ซึ่งเหมือนกันเด๊ะ...!! มาลงให้ผู้อ่านหายสงสัยด้วยนะ...ขอบคุณล่วงหน้า

ต้องขออภัยท่านผู้อาวุโส ด้วยความรู้ยังไม่มาก ข้าพเจ้ายังไม่เคยรู้จักชื่อ ธงวาติกัน
แบบที่ท่านว่า ธงนี้ถูกใช้ในช่วงไหนของประวัติศาสตร์เอ่ย

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 07, 2010 12:03 am

http://flagspot.net/flags/smom.html

http://flagspot.net/flags/rel-etch.html


About the End Times Christian flag

From the one-page website: "The cross represents the sacrifice Jesus made at Calvary for our sins and red
represents the shed blood. The white field represents the purity of the sacrifice. The sword represents
the Word of God which is the weapon of our warfare. The fire represents the Holy Spirit who illuminates
the Word of God to the believer and brings revelation of the truth to be burned deep into our hearts.
The blue field represents faith. We believers are to have faith not only in just the sacrifice that Jesus made,
but in the whole Word of God. This flag also represents the Trinity of God, Father, Son, and Holy Spirit."
Martin Karner, 12 March 2006

http://flagspot.net/flags/christia.html#wssa
World's Sunday School Association



http://flagspot.net/flags/gb_ce-di.html

http://www.trosch.org/msn/mason-graphics.html



http://www.jesus-is-savior.com/False%20Religions/Roman%20Catholicism/satanism_in_the_vatican.htm


http://www.cephas-library.com/world_pope_black_magick.html
http://www.blessedquietness.com/journal/housechu/inverted.htm
http://prorege-forum.com/messages/776.html



Inverted cross by a Pope, is the sign of St Peter, who was crucified upside down
Popes think they are the Successor's to Peter

The inverted cross nearby a Roman Catholic Pope is the sign of the Fisherman, Peter,
who was crucified upside down. This use by the Roman Catholic Pope goes back in ancient history to the 1st century.

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  only1 on Thu Jan 07, 2010 12:31 am

ขอบคุณมาก จริง ๆ
ธงลักษณะนี้จะเป็นธงที่ใช้ในการสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ หรือสงครามศาสนา เช่น สงคราครูเสด


นักรบวาติกัน ที่รู้จักกันในนาม Knight Tempar (ต้นแบบธนาคารยุโรป) ก็ใช้ธงนี้เป็นเครื่องแบบในการสังหารคนต่างศาสนา

ที่ขอบคุณเป็น ล้าน ๆๆๆๆๆ ครั้ง คือ รูปสันตปาปาเล็ก ๆ นั่นแหละ จะเห็นภาพไม้กางเขนกลับหัว ซึ่งเป็นภาพเดียวกันกับที่ธรรมกายนำมาลงในภาพโฆษณา โปรดพิจารณาเปรียบเทียบ ด้วยวิจารณาญาณของทุกท่านเอง

ภาพที่คุณunknown นำมาให้

เมื่อนำมาซ้อนเปรียบเทียบกับภาพโฆษณาของวัดธรรมกาย เข้ากันเปี๊ยบ ยังกะพิมพ์เดียวกัน





ทีนี้.....ถึงบางอ้อ..แล้วซินะ !!! ใครมีคำตอบบ้างไม๊ล่ะ ว่ามันบังเอิญเหรอปะ

แล้วจะไม่ให้ขอบคุณUnknown เป็นล้านครั้งได้งาย จิงมะ ....

only1

จำนวนข้อความ : 4
Registration date : 06/01/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jan 07, 2010 11:51 am



ให้สังเกตส่วนบน ที่คล้ายๆหมวกด้านบนให้ดีๆ

แล้วสังเกตรูปที่จะนำมาเปรียบเทียบให้ได้ชมกัน



_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jan 07, 2010 11:56 am





_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jan 07, 2010 11:58 am





_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jan 07, 2010 12:06 pm


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jan 07, 2010 12:22 pm



เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552

ท่านศุภชัย ศรีศุภอักษร

ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 12:46 pm

http://www.shanecoop.net/regulation-coop.htm



http://www.jobbkk.com/th/resume/employees_seekers/CSP9077009157640224
http://www.jobant.com/company/8467.html
สหกรณ์ เครดิต ยูเนี่ยน เชนลิสซิ่ง จำกัด
ประเภทบริษัท :
ธุรกิจ ธนาคาร/สินเชื่อ
เป็นบริษัทรับจัดไฟแนนซ์
ติดต่อ : สหกรณ์ เครดิต ยูเนี่ยน เชนลิสซิ่ง จำกัด
คุณ อุมาพร โทแสง
113/2 ถนนลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง
ชลบุรี 20130
โทรศัพท์ : 038-395124-7 (ต่อ701) แฟกซ์ : 038-395124-7 (ต่อ702)
เว็บไซต์ : http://www.shane.co.th
อีเมล์ :


http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=7811


พันธมิตร ปชช.ฯ มอบ 1 ล้านบาท ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวการจัดตั้ง กองทุนพันธมิตรช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ” ว่า ในเบื้องต้นพันธมิตรฯ ขอมอบเงินที่ได้รับจากการบริจาค จำนวน 1 ล้านบาท เข้าสมทบทุนเป็นก้อนแรก พร้อมทั้งเปิดบัญชีธนาคาร ในชื่อบัญชี สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนนักพัฒนา จำกัด ประเภทบัญชีออมทรัพย์ ใน 5 ธนาคาร ได้แก่

ธนาคารกรุงเทพ สาขารัชดา-ห้วยขวาง เลขบัญชี 055-0-02655-3 , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขารัชดาภิเษก เลขที่ 151-1-18655-8 ,ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขารัชดาภิเษก 2 เลขที่ 075-2-13028-2 ,ธนาคารกสิกรไทย สาขารัชดาภิเษก - ห้วยขวาง เลขที่ 089- 243480-8 , ธนาคาร ทหารไทย สาขารัชดาภิเษก เลขที่ 054 -2-16825-7

นอกจากนี้ยังมีการตั้งศูนย์ประสานงานส่วนกลางที่ สำนักงานคณะกรรมการรณรงค์
เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
ศูนย์ประสานงานภาคอีสาน ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ จ.อุดรธานี และ จ.ขอนแก่น ศูนย์ประสานงานภาคใต้ ที่พันธมิตรฯ จ.สงขลา ศูนย์ประสานงานภาคเหนือ
ที่พันธมิตรฯ จ.เชียงใหม่


.....แนวหน้า

http://tankunpandin.com/webboard/index.php?action=printpage;topic=36.0
หัวข้อ: Re: ข่าวน่ารู้.....วันนี้(3)
เริ่มหัวข้อโดย: อาทิตย์อุทัย ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2009, 08:46:09 PM

คนจนเฮซื้อบ้านเอื้ออาทร กคช.ไฟเขียวปล่อยเช่าซื้อเอง……นายศิริ โรจน์
ชาวปากน้ำ ผู้ช่วยผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยถึงนโยบายด้านการตลาด
โครงการบ้านเอื้ออาทรภายหลังการจัดกิจกรรมตลาดนัดบ้านเอื้ออาทรที่ผ่านมาว่า การเคหะฯยังคงดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดตลาดนัดบ้านเอื้ออาทร
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มียอดขายแล้วประมาณ 8,000 ยูนิต
ล่าสุดการเคหะฯ ได้กำหนดนโยบาย ให้ประชาชนที่มีปัญหาจองบ้านกับการเคหะฯแล้วไม่ผ่าน การพิจารณาของสถาบันการเงินหรือสหกรณ์เครดิตยูเนียน
กลับมาทำสัญญาเช่าซื้อกับการเคหะฯ แทน ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาส
แต่ต้องการมีที่อยู่อาศัยของเป็นตัวเอง (มติชน 24 ก.พ.52)

http://www.rsunews.net/Think%20Tank/TT143/ASTV.htm
ASTV จะเป็นของประชาชนต้องแปรรูปให้เป็นระบบสหกรณ์
โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล


ASTV อาจจะเป็นโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการคดโกง,
พฤติกรรมไม่ชอบของนักการเมือง และสนใจเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของภาคประชาชนมากกว่าสื่ออื่น ๆ หน่อย แต่การอ้างว่า ASTV เป็นทีวีของประชาชน
คงเป็นเพียงการโฆษณาหรือการเล่นโวหาร เพราะ ASTV ยังเป็นบริษัทธุรกิจเอกชน
ที่ถือหุ้นโดยคนจำนวนน้อย

หากจะทำให้ ASTV เป็นของประชาชนจริง ต้องทำให้ ASTV เป็นระบบสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค คือให้ทั้งพนักงาน ลูกค้า ประชาชนเข้ามาถือหุ้นเป็นเจ้าของและผู้บริหารกิจการโดยสมาชิกเลือกคณะกรรมการบริหารสหกรณ์และคณะกรรมการบริหารฯเป็นคนควบคุมดูแล ผู้อำนวยการและผู้ปฏิบัติงาน การทำให้เป็นสหกรณ์คือการทำธุรกิจให้เป็นของประชาชนจริง ๆ จะระดมทุนและขยายเครือข่ายการตลาดได้มากกว่านี้ คนจะทำงานแบบอุทิศตนมากขึ้น เพราะคนที่เข้ามาถือหุ้นจะรู้สึกมีส่วนร่วมรับผิดชอบเป็นเจ้าของและการบริหารดูแล และได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมเมื่อธุรกิจของสหกรณ์เจริญก้าวหน้า

ระบบสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างจากบริษัทมหาชนในแง่ที่ว่า ในระบบสหกรณ์นั้นผู้ถือหุ้นไม่ว่าจะถือหุ้นมากน้อยแค่ไหน มีสิทธิออกเสียงในการประชุมที่สำคัญ เช่นการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารได้คนละ 1 เสียงเท่ากัน ประธานและกรรมการบริหารเป็นได้แค่ 2 วาระติดต่อกัน จึงเป็นระบอบประชาธิปไตยมากกว่าบริษัทมหาชนที่คนถือหุ้นใหญ่
ออกเสียงได้ตามจำนวนหุ้น ดังนั้น ในบริษัทมหาชนคนบางคน/บางครอบครัวที่คุมเสียงข้างมากได้จึงมีอิทธิพลในการ บริหารจัดการธุรกิจได้มากกว่าผู้ถือหุ้นทั่วไป ในระบบสหกรณ์นั้น มักกำหนดไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดถือหุ้นเป็นสัดส่วนสูงเกินไป (เช่นไม่เกิน 10-20%) เพื่อให้มีการกระจายการถือหุ้นสู่คนจำนวนมาก

สหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ประชาชนเป็นเจ้าของ มีโอกาสจะเน้นนโยบายผลิตและหรือขายสินค้าบริการที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อ ส่วนรวม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภคไม่ทำลายสุขภาพและไม่ทำลายสภาพแวดล้อมได้มากกว่า บริษัทธุรกิจเอกชน ที่มักเน้นการหากำไรสูงสุดของเอกชน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ผู้บริโภคหรือสหกรณ์ร้านค้าในญี่ปุ่นและในยุโรป ทำให้สินค้าของสหกรณ์มีชื่อเสียงต่างจากสินค้าอื่น ๆ

แต่สหกรณ์จะแข่งขันกับธุรกิจเอกชนได้ต้องจ้างผู้บริหารจัดการมืออาชีพที่ทำธุรกิจเป็น เพื่อบริหารอย่างมีประสิทธิภาพทำให้รายรับสูงกว่ารายจ่ายและผู้ถือหุ้นสหกรณ์ได้เงินปันผลเพียงแต่สหกรณ์จะเน้นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่ากำไรสูงสุดแบบธุรกิจเอกชน
การที่สหกรณ์เป็นระบบกระจายความเป็นเจ้าของ/ผู้ควบคุมไปสู่คนจำนวนมาก คือระบบการทำธุรกิจทางเลือกที่เป็นธรรมและเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าระบบธุรกิจเอกชนที่เน้นการเป็นเจ้าของและหากำไรสูงสุดของคนกลุ่มน้อย สหกรณ์ไม่ใช่สังคมนิยม แต่เป็นทางเลือกที่ 3 ที่ประชาชนได้เป็นทั้งนายทุน พนักงานและผู้บริโภค พนักงานที่ได้ผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม รวมทั้งได้แบ่งปันผลกำไรในฐานะผู้ถือหุ้นด้วย จะมีแรงจูงใจในการทำงานมากกว่า สมาชิก/ผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์มากกว่า

ในยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา สหรัฐฯ ฯลฯ มีสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภครวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารสหกรณ์ที่เติบโตเข้มแข็ง แข่งกับธุรกิจเอกชนได้ เช่นในญี่ปุ่น ครัวเรือน 1 ใน 5 ของครัวเรือนทั่วประเทศ ซื้อของจากร้านค้าสหกรณ์ สหพันธ์สหกรณ์การเกษตรแห่งชาติ IZENNOH ของญี่ปุ่นมียอดขายสินค้าเกษตรและอาหารถึงปีละ 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหกรณ์การเกษตรเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ฝรั่งเศสเป็นเจ้าของธนาคารและบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ สหพันธ์สหกรณ์มอนดรากอนของสเปน ซึ่งประกอบด้วยสหกรณ์หลายประเภทราว 150 แห่ง มีทั้งสหกรณ์ที่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม การค้าส่ง ค้าปลีก ธนาคาร การประกันภัย การให้บริการ วิทยาลัย โรงเรียนฯลฯ มีพนักงานรวมกัน 70,000 คน มีทรัพย์สินรวมกัน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สหกรณ์ขนาดใหญ่หลายแห่งส่งออกและเป็นบริษัทข้ามชาติด้วย

ในสหรัฐฯ ลาตินอเมริกาและประเทศอื่น ๆ สหกรณ์เข้าไปแทนธุรกิจเอกชนและธุรกิจวิสาหกิจหลายอย่าง เช่นการประกันภัย การค้าปลีก ประปา ไฟฟ้า โรงพยาบาลฯลฯ ในขณะที่ระบบสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางในสหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออกจีนฯลฯ พ่ายแพ้สู้ระบบทุนนิยมไม่ได้ ระบบสหกรณ์ยังเป็นระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่ยังคงแข่งขันและอยู่ร่วมกับระบบ ทุนนิยมอุตสาหกรรมได้ เพราะระบบสหกรณ์เป็นทางเลือกสายกลาง เป็นธรรม และเป็นประชาธิปไตยมากกว่าทั้งระบบทุนนิยม และระบบสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลาง

ประเทศไทย มีสหกรณ์ทั่วประเทศ (6 ประเภท) ราว 6 พันแห่ง สมาชิก 9 ล้านคน มีสหกรณ์ออมทรัพย์ของครู อาจารย์มหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง ที่แต่ละแห่งมีเงินหมุนเวียนเป็นพันล้านบาท
ถ้ารวมสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งประเทศ 1,490 แห่ง มีสินทรัพย์รวม 4.3 แสนล้านบาท และกำไรสุทธิรวมปีละราว 2 หมื่นล้านบาท แต่กฎหมายสหกรณ์ไทย
ไม่เปิดทางให้สหกรณ์ออมทรัพย์ เครดิตยูเนียนฯลฯ รวมตัวกันตั้งเป็น
ธนาคารของสหกรณ์ที่ทำธุรกิจกับคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกได้

เหมือนในต่างประเทศเพราะรัฐไทยเป็นรัฐระบบข้าราชการที่ติดอยู่ในกรอบทุนนิยม
และส่งเสริมนายทุนมากกว่าจะส่งเสริมประชาชน

สหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศไทยเติบโตได้ช้าเพราะนอกจากจะติดขัดเรื่องกฎหมายที่ล้าสมัยไม่ยืดหยุ่นแล้วยังแข่งกับพ่อค้านายทุนได้ยาก และรัฐบาลไทยไม่ช่วยเหลือสหกรณ์มากเหมือนในประเทศอื่นซึ่งช่วยเหลือสหกรณ์ให้แข่งขันกับธุรกิจเอกชนได้ เช่นการไม่เก็บหรือลดหย่อนภาษีให้สหกรณ์ทุกประเภท รัฐบาลมีนโยบายซื้อสินค้าและบริการจากสหกรณ์ ก่อนที่จะไปซื้อจากธุรกิจเอกชน การมีกองเงินทุนและสถาบันช่วยเหลือพัฒนาสหกรณ์ฯลฯ

ASTV น่าจะเป็นผู้บุกเบิกการปฏิรูปทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างสหกรณ์ผู้ผลิตผู้บริโภค ASTV ให้เป็นตัวอย่างและช่วยผลักดันการแก้ไขกฎหมายและการปฏิรูประบบสหกรณ์ในประเทศไทยให้ขยายตัวเจริญเติบโต เป็นเศรษฐกิจทางเลือกที่เพิ่มความเป็นธรรม เพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนให้กับประชาชนไทยมากกว่าระบบทุนนิยมกึ่งผูกขาดได้ เพราะคนที่สนับสนุน ASTV เป็นคนชั้นกลางที่มีการศึกษามีประสบการณ์และมีฐานะ มีศักยภาพที่จะทำสหกรณ์ให้เข้มแข็งได้

ตัวอย่างร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศที่เวลานี้ถูกห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทร่วมลงทุนตีตลาดจนทยอยเลิกกิจการไปเรื่อย ๆ นั้น หนทางสู้มีทางเดียวคือ ร้านค้าเล็กในแต่ละจังหวัดหรือแต่ละภูมิภาคต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายหรือ สหกรณ์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จึงจะสามารถสร้างขนาดการผลิตให้เป็นการค้าขนาดใหญ่ที่จะมีอำนาจต่อรองสูง ลดต้นทุนสินค้าต่อหน่วย และแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้ เกษตรกรขนาดเล็กและผู้ประกอบการอีกหลายอาชีพก็เช่นกัน ถ้าไม่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์หรือเครือข่ายแบบสหกรณ์ ก็ยากที่จะแข่งขันสู้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีทุนมีเทคโนโลยี มีขนาดการผลิตที่ได้เปรียบกว่าได้

ระบบ สหกรณ์เป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นเพียงปรัชญาแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตที่เป็นทางเลือกที่ดีกว่าลัทธิ ทุนนิยมบริโภคนิยมมีทางเป็นจริงหรือใกล้จริงได้ เพราะชนชั้นนำไทยติดอยู่ในกรอบคิดการพัฒนาแบบทุนนิยม
ทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีฐานะแค่เป็นโครงการเสริม โดยที่ตัวระบบเศรษฐกิจใหญ่ คือทุนนิยมที่เน้นการเติบโตเพื่อหากำไร/การบริโภคสูงสุด ซึ่งทั้งไม่เป็นธรรมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อมยังคงอยู่ต่อไป โดยไม่มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด

ระบบเศรษฐกิจที่จะเป็นทางเลือกใหม่แทนระบบทุนนิยมกึ่งผูกขาดได้ คือระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม กับระบบสหกรณ์และระบบรัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ ที่มีการแปรรูปให้โรงงาน/ฟาร์มขนาดใหญ่ ธนาคาร ร้านค้าฯลฯ เป็นของสหกรณ์หรือของประชาชนส่วนใหญ่

เวลานี้ ASTV อาจจะยังขาดทุนอยู่ และยังทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ประชาชนได้มากพอสมควร (แม้แนวคิดบางเรื่องจะสุดโต่งหรือเว่อร์ ๆ บ้าง) ทำให้คนยังบริจาคและช่วยซื้อสินค้าจาก ASTV ทั้ง ๆ ที่สินค้าบางอย่างทั้งที่ขายเองและรับจ้างโฆษณาน่าตั้งคำถามมากว่าส่งเสริม พุทธพาณิชย์และลัทธิบริโภคนิยมมากไปหรือไม่ มีการคัดเลือกสินค้าที่เป็นของดีมีคุณภาพจริงหรือไม่ ถ้า ASTV ยังเป็นธุรกิจเอกชนต่อไปเมื่อบริษัท ASTV มีกำไรขึ้น กำไรและการบริหารจัดการจะไปตกอยู่ที่คนกลุ่มน้อยที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่าอยู่ที่ประชาชน ใช่หรือไม่

การจะอ้างว่า ASTV เป็นทีวีเพื่อประชาชนอาจพออ้างได้ แต่การจะอ้างว่า ASTV เป็นของประชาชนได้ มีทางเดียว คือต้องแปรรูปให้เป็นสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งนอกจากจะเป็นระบบที่ส่งเสริมการกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้เป็นธรรมแล้ว ยังส่งเสริมการบริหารแบบประชาธิปไตย จะทำให้สื่อ ASTV มีโอกาสพัฒนาเป็นสื่อที่เสนอเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างหลาก หลายและมีคุณภาพ เช่นสื่อของ BBC ได้มากกว่าที่เป็นของธุรกิจเอกชน

(อ่านเพิ่มเติม วิทยากร เชียงกูล หยุดวิกฤติซ้ำซากด้วยระบบสหกรณ์ บ้านพระอาทิตย์ 2550)

วันที่ 21/12/2552



http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t276.htm
สังคมศาสตร์ปริทัศน์สื่อกลางทางความคิดและบทบาทของ .ศิวรักษ์ ในยุคแสวงหา

ในยุคมืดที่ประชาชนถูกปิดหูปิดตา หนังสือพิมพ์และสื่อสารต่างๆถูกอำนาจรัฐคุมคาม ทำให้หนังสือพิพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
ไม่กล้านำเสนอข่าวการเมืองหรือแม้แต่ แนวคิดทางเมืองใดๆที่มีมุมมองแตกต่างไปจากรัฐบาลทำให้ปัญญาชนและนักศึกษา
ผู้แสวงหาแนวทางออกให้กับปัญหาสังคมขาดสื่อกลางใน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเทืองปัญญา
แต่แล้วก็เผอิญกับการกำเนิดขึ้นของสมาคมสังคมศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2506 ด้วย การสนับสนุนของ
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาผ่านทางสำนักข่าวสารอเมริกัน เพื่อมุ่งเผยแพร่อุดมการณ์เสรีนิยมและแนวคิดแบบอเมริกัน

พร้อมๆไปกับเปิดช่องให้ปัญญาชนนักคิดในยุคนั้น ได้มีทางดิ้นออกจากความซ้ำซากจำเจในสถาบันการศึกษาและในแวดวงวิชาการ
จึงได้มีการจัดตั้งสมาคมดังกล่าวขึ้นพร้อมๆกับการออกวารสารทางวิชาการอย่างเป็นทางการของสมาคม โดยมีสุลักษณ์ ศิวรักษ์
เป็นบรรณาธิการ
เริ่มแรก แนวหนังสือยังมีความโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมตามบุคคลิกเนติบัณฑิตอังกฤษ”นุ่งผ้าม่วง”
อย่าง ส.ศิวรักษ์ แต่ในท่ามกลางความแห้งแล้งทางภูมิปัญญาและความไม่พอใจต่อระบบปกครองที่เป็นเผด็จการ
นิตยสารราย 3 เดือนฉบับนี้จึงได้กลายเป็นเวทีทางวรรณกรรมและความคิด อันเป็นเสียงเรียกร้องแห่งความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ
ร่วมสมัยและได้พัฒนาแนวคิดทางการเมืองของผู้อ่านขึ้นเป็นลำดับรวมทั้งกลุ่มนักศึกษาขบถของมหาวิทยาลัยต่างๆในยุคนั้นด้วย


สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียนแหล่งชุมนุมของนักศึกษาขบถ

สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่นักศึกษาขบถเหล่านี้นิยมไปแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นทางการเมือง คือ
ที่
สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน ( SCC- Student Christian Center)เชิงสะพานหัวช้าง นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
เล่าให้ฟังว่า หลังจากสิ้นยุคเผด็จการโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อต้นปี 2509 เขาได้มีโอกาสเข้าร่วมการสัมมนากับ
นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ในหัวข้อ”ความรับผิดชอบทางจริยธรรม เป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ”
ที่ทางสำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน ( SCC- Student Christian Center) โดยดร.โกศล ศรีสังข์ เป็นโต้โผจัดขึ้นครั้งแรก
ในวงสัมมนาครั้งนี้นี่เอง ที่เขาได้มีโอกาสพบกับบรรณาธิการสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปัญญาชนดวงเด่นในยุคนั้น รวมทั้งยังได้ฟัง
ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ มาแสดงปาฐกถา ได้ฟัง ดร.ดิเรก ชัยนาม มาบรรยาย ที่สำคัญได้มีโอกาสอภิปรายทั่วไปในวงสัมมนา
โดยมีดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นประธานและเป็นผู้กล่าวปิดการสัมมนา นับเป็นเวทีแรกที่สร้างความประทับใจ จุดประกายความคิด
และเป็นจุดเชื่อมให้นศพ.วิชัย ได้รู้จักคุ้นเคยกับปัญญาชนขบถร่วมยุค อาทิ โกมล คีมทอง และต่อมาก็ได้ก้าวออกจากรั้วศิริราช
มาเข้าร่วมอยู่ในแวดวงนี้อย่างใกล้ชิดในเวลาต่อมา


หากมองย้อนกลับไปดูบทบาทของ SCC ในช่วงนั้น อาจกล่าวได้ว่ามีบทบาทในการสร้างแกนนำ
นักกิจกรรมที่สำคัญในเวลาต่อมา โดยเฉพาะบทบาทของ นิรันดร์ ประดิษฐ์กุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ในฐานะประธาน SCC (ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ-ป.ป.ช.)
ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการจัดให้ พิภพ ธงไชย สมัยที่เป็นประธานนักศึกษาวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
อยู่ร่วมวงสัมนาเดียวกับ ส.ศิวรักษ์ จนทั้ง 2 ถือเป็นกัลยาณมิตรที่ได้ร่วมกิจกรรมทางสังคมกันอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา


จากบทสรุปของการสัมมนาในครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่เห็นว่านิสิตนักศึกษาควรมีการรวมตัวกัน
เป็นกลุ่มก้อน แทนที่จะต่างคนต่างอยู่ ซึ่งต่อมาเมื่อรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสมาคมบริการ
นักศึกษานานาชาติ( WUS-World University Service) ตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา
เพื่อช่วงชิงพลังนักศึกษาทั่วโลก
ที่กำลังมีปฏิกิริยาต่อต้านรัฐบาลให้มาเน้นกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์แทน แนวคิดดังกล่าวก็ยิ่งมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่อง
จนมาได้บทสรุปที่ชัดเจนในการประชุม WUS ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี 2512 อันนำไปสู่การจัดตั้งเป็น
ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2513


พัฒนาการจากค่ายสร้างวัตถุสู่ค่ายสร้างปัญญา

หลังจากการสัมมนาที่ SCC กลุ่มบูรณะชนบทอันมีฐานสำคัญจากนิสิตในจุฬาฯ ก็ได้จัดกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา
โดยแทนที่จะเป็นค่ายเฉพาะของนิสิตจุฬาฯมาร่วมกันทำค่ายของ สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่โด่งดังมากในช่วงนั้น
กลับมีการดึงนิสิตนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมเป็นครั้งแรก และเป็นค่ายที่เริ่มมีการแลกเปลี่ยนถกเถียง
ทางความคิดระหว่างผู้เข้าร่วมประสานไปกับการช่วยเหลือสร้างสาธารณูปโภคให้ชาวบ้านตามเป้าหมายเดิมก่อนหน้านั้น
ซึ่งนศพ.วิชัย ก็ได้เข้าร่วมและถือเป็นจุดเชื่อมโยงให้นักกิจกรรมของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในยุคต่อมาได้เข้าร่วมเป็น
เครือข่ายกับนักกิจกรรมจากสถาบันอื่นผ่านค่าย บูรณะชนบทนี้ ทำให้รูปแบบ”ค่ายพัฒนาความคิด” เช่นนี้
ได้แพร่เข้ามาในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ควบคู่ไปกับค่ายอาสาพัฒนาในรูปแบบเดิมในเวลาต่อมา


แตกหน่อเวทีทางความคิดสู่วงปริทัศน์เสวนา ณ โบสถ์ วัดรังสีสุทธาวาส

นายแพทย์วิชัยยังเล่าให้ฟังอีกว่า กิจกรรมสำคัญอีกประการที่มีส่วนสร้างโลกทัศน์มุมมองใหม่ให้กับเขา
สมัยเป็นนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ก็คือการได้เข้าร่วมทำ”สังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนิสิตนักศึกษา”ร่วมกับนิสิตนักศึกษา
ที่มาจากกลุ่มอิสระของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยมี ส.ศิวรักษ์เป็นพี่เลี้ยง


นายแพทย์วิชัยได้ย้อนอตีตให้ฟังว่า “การเข้าร่วมทำสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนิสิตนักศึกษาทำให้ดาวร้าย
จากที่ต่างๆโคจรมาพบกันทั้ง รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ วิทยากร เชียงกูล โกมล คีมทอง เป็นต้น เราก็มาร่วมกันเป็นกองบรรณาธิการ
ไปหาต้นฉบับมาหรือเขียนเอง โดยที่มีอาจารย์สุลักษณ์ช่วยชี้แนะ ช่วยในการจัดพิมพ์ แล้วก็ให้พวกเราเอาไปขาย
ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่นักศึกษาได้ฝึกฝนการเขียนสไตล์หลักๆ คือวิจารณ์ชีวิตในมหาวิทยาลัย”



http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t276-40.htm

ซึ่งต่อมาเมื่อรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสมาคมบริการ
นักศึกษานานาชาติ( WUS-World University Service) ตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา
เพื่อช่วงชิงพลังนักศึกษาทั่วโลก
ที่กำลังมีปฏิกิริยาต่อต้านรัฐบาลให้มาเน้นกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์แทน แนวคิดดังกล่าวก็ยิ่งมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่อง
จนมาได้บทสรุปที่ชัดเจนในการประชุม WUS ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี 2512 อันนำไปสู่การจัดตั้งเป็น
ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2513



แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Jan 09, 2010 2:37 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 1:53 pm

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=z80&date=29-03-2006&group=2&gblog=4

ลองอ่านความเลวของไอ้แม้วหน้า เหลี่ยมมันดูเอาเองนะครับว่ามันเหลี่ยมจัดกว่าหน้ามันเสียอีก ผมได้รับ
e-mail เล่าเรื่องที่ไอ้แม้วไปหักหลังเขา จึงอยากให้ทุกท่านได้อ่านดู สวัสดีครับเพื่อนๆชาวอัสสัมชัญฯ
และเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ท่านอื่นๆที่รักทุกท่าน

ผมใช้เวลาพอสมควรในการตัดสินใจว่าจะเขียนจดหมายนี้ถึงทุกๆคนดีหรือไม่ ในใจคิดอยู่ 2 เรื่อง คือ

1. จดหมายที่ผมเขียนนี้จะมีประโยชน์อะไรหรือไม่ จะมีใครเชื่อที่ผมเล่าให้ฟังนี้หรือเปล่า และถึงจะเชื่อ
แค่จดหมายฉบับเดียวนี้ จะมีผลกับการตัดสินใจของทุกท่านหรือไม่ในวันเลือกตั้ง 2 เม.ย 49
2. จะมีการเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะ ณ เวลานี้ยังบอกไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรที่ไม่ชอบทักษิณนั้น
จะสัมฤทธิ์ผลตามเจตนาที่ตั้งใจไว้หรือไม่ที่จะให้นายกฯ ลาออก ซึ่งถ้าสำเร็จผลดังตั้งใจ จดหมายของผมก็คงจะไม่จำเป็น
(แต่ผมก็ขอภาวนาให้ขบวนการขับไล่นายกฯ ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ)

แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนมา เพราะว่าอย่างน้อยก็ยังดีกว่านั่งอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย อย่าน้อยผมก็ได้ทำอะไร
เพื่อชาติบ้าง แม้จะเป็นเพียงเสียงเล็กๆ จากคนเพียงคนเดียว ผมรับรองได้ว่าไม่ได้มีผลประโยชน์หรือส่วนเสียใดๆ
กับฝ่ายใดทั้งสิ้น ความรู้สึกรังเกียจคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร มีมานานกว่า 16 ปีแล้ว เพราะผมเองได้เคยร่วมงานกับคนๆนี้
และโดนเขาหลอกมาแล้ว

มีหลายคนเคย ถามผมว่าทำไมผมถึงเกลียดนายทักษิณ ชินวัตร คนนี้มากเหลือเกิน วันนี้ผมจะเล่าให้ฟัง
รับรองได้ว่าผมไม่ได้เกลียดนายทักษิณคนนี้ เพราะหลงไปตามกระแส ผมไม่ได้ถูกมอมเมาโดยการปลุกระดม
หรืองมงายเชื่อถือข้อกล่าวหาของฝ่ายต่อต้าน “ปีศาจหน้าเหลี่ยม” แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะผมมีประสบการณ์ตรง
กับตัวเองที่โดนคนๆนี้หลอกและหักหลังมา

จดหมายนี้อาจจะยาวและเสียเวลาในการอ่านบ้าง แต่รับรองได้ว่าทุกท่านจะใช้เวลาในการอ่าน เร็วกว่าผมเขียนแน่นอน
โดยเฉพาะเพื่อนๆอัสสัมฯ คงรู้ดีว่า สมัยเราเรียนพิมพ์ดีดนั้นเราไม่ได้เรียนด้วยแป้นนี้ ซึ่งทำให้ผมพิมพ์ได้ช้ามาก
ขอรบกวนเวลาเพื่อนๆ ช่วยกันอ่านสักนิด เป็นเรื่องประสบการณ์ตรงของผมกับคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 16 ปีที่แล้ว
ก่อนที่เขาจะเล่นการเมือง ก่อนที่เขาจะรวยเป็นแสนๆล้าน ก่อนที่เขาจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในบ้านนี้เมืองนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนั่นก็คือ ความเจ้าเล่ห์ ปลิ้นปล้อน หลอกลวง ความไร้จริยธรรมในการทำธุรกิจ
ไม่สนใจวิธีการและความเดือนร้อนของผู้ร่วมงานและคนอื่นๆ สนใจแต่การได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว
ลองอ่านแล้วพิจารณาดูกันเองนะครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2533 คุณรัมยง (โต้ง) ได้ชวนผมซึ่งขณะนั้นเป็น ผู้จัดการทั่วไปของ บริษัทเพรสซิเด้นท์ทัวร์ฯ
ให้ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ตั้งบริษัทของเราเองขึ้นมาใช้ชื่อว่า บริษัท อินเตอร์เน็ทคอมมิวนิเคชั่นฯ
งานแรกที่เรารับคือ การเป็น Sub-Contract ติดตั้งเสาอากาศระบบ Microwave รับเคเบิลทีวีให้กับ บริษัท IBC Cable TV
ของนายทักษิณคนนี้ (ตอนนั้นมี คุณประคอง พ. (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งนายทักษิณไปดึงตัวมาจาก
กลุ่มบริษัทสหยูเนี่ยนเป็น MD.แต่ต่อมาภายหลังคุณประคอง รู้เช่นเห็นชาตินายทักษิณคนนี้
เลยกลับไปอยู่กับ สหยูเนี่ยนอย่างเดิม)
คงเหลือแต่ คุณนิวัฒน์ บ. (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อและนามสกุลแล้ว)
ซึ่งนายทักษิณดึงตัวมาจากบริษัท IBM (ประเทศไทย)

ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามสองท่านนี้ แต่เพื่อพิสูจน์ว่าที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง ไม่ได้แอบอ้าง
(แต่ผมขอสงวนนามสกุลของท่านทั้งสอง) ปัจจุบัน คุณนิวัฒน์ ยังเป็นใหญ่เป็นโต (มาก) อยู่ที่ ITV

เมื่อเริ่มธุรกิจกับ IBC ตอนนั้นมี Sub-Contract ที่รับติดตั้งเสาอากาศแบบบริษัทของผมอยู่เพียง 4
บริษัทฯ เพราะตอนเริ่มนั้น ทาง IBC ตั้งคุณสมบัติของ Sub-Contract ไว้สูงมาก ตัวอย่างเช่น

- ต้องมีวิศวกรประจำบริษัทฯ
- ต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ตามมาตรฐานซึ่งสูงมาก
- ต้องมี Field Strength Meter สำหรับวัดความแรงของสัญญาณ (ราคาเครื่องละเกือบแสนเมื่อ 16 ปีก่อน)
- รถที่ใช้ต้องเป็นรถกระบะมีหลังคาด้านหลัง ติดสติกเกอร์ของ IBC
- บันไดที่ใช้ต้องเป็นบันไดอลูมิเนียมแบบชักยืดได้
- พนักงานต้องใส่เสื้อฟอร์มของ IBC ฯลฯ

มาตรฐานที่สูงนี้ทำให้การลงทุนต้องสูงตามไปด้วย แต่เราก็ตั้งใจทำอย่างเต็มความสามารถ กู้หนี้ยืมสินมาลงทุน
เพราะเป็นธุรกิจแรกที่เป็นของเรา คือเปลี่ยนฐานะจากลูกจ้าง มาเป็นเจ้าของกิจการ และเราไม่อยากเจ๊งตั้งแต่เริ่ม

ธุรกิจก็ดูทำท่าจะไปได้ด้วยดี แต่ละวันมีลูกค้าของ IBC ที่สมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีพอสมควร และทาง IBC
ก็คัดออกมาวันละ ประมาณ 100 กว่าราย เพื่อให้เราไปติดตั้ง จำนวนลูกค้า 100 กว่า รายนี้ก็ถูกแบ่งกันไปใน 4 Sub-Contract
ซึ่งถ้าติดตั้งได้ IBC จะจ่ายให้รายละ 1,150.- บาท (ตอนนั้น IBC ยังไม่ได้รวมกับUTV เป็น UBC ยังใช้ระบบส่งคลื่น
Microwave ทางอากาศ แบบ Line of Sight อยู่ ถ้าบ้านไหนโดนตึกสูงบังก็ไม่สามารถติดตั้งได้ โดยเฉพาะย่านสุขุมวิท
และย่านที่มีตึกสูงๆ) ซึ่งแม้ค่าใช่จ่ายจะสูง แต่งานที่มีมากทุกวันและค่าตอบแทนที่สูงพอสมควรก็
ทำให้เราทั้ง 4 บริษัทฯอยู่ได้

แต่วันร้ายคืนร้ายก็เกิดขึ้น นายทักษิณกับภรรยา ได้เรียกทั้ง 4 บริษัทฯ เข้าไปพบเป็นรายบริษัท
ผมได้เข้าไปพบคนทั้งสองนี้ โดยลำพัง นายทักษิณแจ้งกับผมว่า จะมี Promotion พิเศษ เป็น Hard Sales
โดยทาง IBC จะรับปากลูกค้าว่าสมัครวันนี้จะติดตั้งให้เสร็จภายใน 7 วัน (ก่อนหน้านั้นต้องรอคิวนานพอสมควร)
นายทักษิณคาดว่าจะทำให้มีสมาชิกสมัครเข้ามามากมาย คนทั้งสองอยากให้ผม (และSub-Contract รายอื่นๆ)
รีบขยายงาน เพิ่มทีมติดตั้ง เพื่อรองรับลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นแบบทะลักทะล้น เขาบอกกับผมว่า
“คุณภาวิทย์... เราจะโตไปด้วยกัน...”

เมื่อเป็นคำพูดจากปากนายทักษิณและภรรยา (ผู้มีอำนาจเต็ม) ของเขาก็เออออสอดคล้อง ผมจึงมีความเชื่อมั่น
100 เปอร์เซ็นต์ กลับจากพบคนทั้งสอง ก็เริ่มระดมทุน ขยายบริษัท เพิ่มทีมติดตั้ง จาก 8 ทีม เป็น 20 ทีม
เพิ่มรถกระบะและซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือมากมาย หวังว่าจะ “โต” ไปพร้อมกับตระกูล “ชินวัตร”
(แต่ภายหลังปรากฏว่า ตระกูลชินวัตร นั้นโตจริงๆ...แต่ผม...โตแต่ หัวคือเป็นหนี้ หัวโต!!!!)

แต่ไม่ถึงสองอาทิตย์ ก็เหมือนฟ้าฝ่าลงมา ปรากฏว่า IBC เพิ่ม Sub-Contract โดยไม่บอกพวก Sub-Contract เก่า
ให้รู้ตัวล่วงหน้าเลย จาก 4 Sub-contract ที่มีกลายเป็น 25 Sub-Contract ในทันที ลูกค้าที่กะว่าจะทะลักเข้ามา
อย่างมากมายก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ IBC คาดการณ์ ลูกค้าก็ยังมีเท่าๆเดิม คือ 100 กว่ารายต่อวัน
งานที่เคยแบ่งกันไปติดตั้ง 20 กว่ารายต่อ Sub-Contract ต่อวัน ก็เหลือแค่ 3-4 รายต่อวัน ซ้ำร้าย
ยังโดนนายทักษิณหักคอ โดยการลดค่าติดตั้งลงจาก 1,150 บาท ต่อราย เหลือเพียง 750 บาทต่อรายเท่านั้น

และมาตรฐานของทีมติดตั้งของ Sub-Contract ใหม่ก็ต่ำลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยบังคับให้มีรถกระบะ
มีบันไดอลูมิเนียม และ Field Strength Meter ก็เหลือแค่มอเตอร์ไซค์กับบันไดไม้ไผ่และทีวีเล็กๆ
(Family TV 7 นิ้ว) ไว้เช็คภาพเท่านั้น

สรุปก็คือ ทั้ง 4 Sub-Contract เดิม ต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็วเพราะปริมาณงาน แต่ค่าติดตั้งที่ได้รับ
น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับการลงทุนที่สูง และต่อมาก็ได้ทราบว่า Sub-Contract ใหม่อีก 20 กว่าบริษัท
ก็ต้องปิดตัวลงด้วย เพราะแม้ว่าต้นทุนจะต่ำกว่า แต่ปริมาณงานและค่าติดตั้งเพียงแค่นั้นไม่สามารถจะทำธุรกิจต่อไปได้

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผมจึงขอเข้าพบนายทักษิณ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องที่เพิ่ม Sub-Contract ทีเดียว
จาก 4 Sub-Contract เป็น 25 เพิ่มขึ้น 6 เท่า ปริมาณงานก็ลดลงกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ และค่าติดตั้งยังลดลงอีก
30 กว่าเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งจะขอความเห็นใจจากเขา ที่บอกให้เราไปเพิ่มทีมติดตั้งที่มีมาตรฐานสูง
แต่กลับไปรับ Sub-Contract ใหม่ที่ไม่ระบุคุณสมบัติใดๆมีเพิ่ม ทำให้ผมขาดทุนไปกว่า 2 ล้านบาท
(เมื่อ 16 ปีก่อน นับเป็นเงินไม่น้อย) แต่ผลปรากฏว่า นายทักษิณและภรรยา ไม่ยอมให้ผมเข้าพบ
ไม่ว่าจะขอเข้าพบกี่ครั้ง โดยไม่แจ้งเหตุผลใดๆ เรียกว่าหลบหน้าไปเฉยๆ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผมทราบดีถึงความหลอกลวง ปัดความรับผิดชอบและขาดความเห็นใจต่อ Business Partner
ไม่คำนึงถึงเพื่อนร่วมงานว่าจะประสบชะตากรรมอย่างไร สนใจแต่การบรรลุถึงจุดประสงค์ของตัวเอง ถ้าจะถามผมว่า
เขาผิดหรือไม่ ก็ตอบได้เลยว่าเขาไม่ผิด เขาไม่ได้โกงผม เขาแค่หลอกผมให้ลงทุนเพิ่มเพื่อขยายบริษัท
แล้วก็หักหลังผมและ Sub-Contract เก่าอีก 3 รายโดยการเพิ่ม Sub-Contract ใหม่ทีเดียว 6 เท่าตัว
และหักคอพวกเราโดยการลดค่าติดตั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและไม่ให้เหตุผลใดๆ

แน่นอนการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การโกง แต่ที่สำคัญในความคิดของผม เขาความขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจ
คนๆนี้ไม่สนใจถึงวิธีการและความสูญเสีย(ของคนรอบข้าง) ขอเพียงให้ได้มาซึ่งความบรรลุถึงวัตถุประสงค์ของเขา
เขาทำได้ทุกอย่าง ดังที่คนจีนเปรียบเปรยไว้ว่า เหมือนกับการปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงโดยการเหยียบย่ำไปบนกองซากศพผู้อื่น
(จะเรียกว่าเป็น “ผู้กล้า”ได้อย่างไร) เรื่องนี้ถ้าไปถาม คุณจำลอง คุณชวลิต และคุณเสนาะ จะทราบดี เพราะ 3 คนนี้
ได้รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของนายทักษิณเป็นอย่างดี

เกือบ 10 ปีก่อน เมื่อเขาหันมาเล่นการเมือง เขาเที่ยวป่าวประกาศว่า เขาไม่ใช่นักการเมือง เขาไม่ได้เล่นการเมือง
เขาเป็นนักธุรกิจ เขาเพียงอาสานำความรู้ความสามารถเข้ามารับใช้ประชาชน ณ วันนั้น ผมบอกกับเพื่อนๆว่า
เขาบอกว่าเขาเป็นนักธุรกิจ เขายังไม่มีจริยธรรมในการทำธุรกิจเลย เขาจะมีจริยธรรมทางการเมืองได้อย่างไร
เกือบ 10 ปีให้หลัง เวลาได้พิสูจน์คำพูดของผมแล้วว่า เป็นความจริงทุกประการ

ในตอนนั้น(10 กว่าปีก่อน) มีข่าวว่านายทักษิณคนนี้ มีทรัพย์สินเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท ผมก็ได้คุยกับเพื่อนๆ
ในบริษัทสหยูเนี่ยน
และเราเห็นพ้องต้องกันว่า คนๆนี้สามารถซื้อประเทศไทยได้ ตอนนั้นจำได้ว่า
ประเทศไทยมี สส. ได้ 360 คน ถ้าคนๆนี้อยากเป็นนายกฯ ก็เพียงแต่ใช้เงินซื้อ สส. ประเภทผูกขาด หรือนอนมา
(คือลงสมัครเมื่อไหร่ได้เมื่อนั้น) สัก 200 คน จ่ายคนละ 20-25 ล้าน (ในสมัยนั้น) จ่ายเพียงแค่ 4000 – 5000 ล้าน
(ครึ่งเดียวของที่มีอยู่) ก็สามารถซื้อสภา (เสียงข้างมาก) ซื้อประเทศนี้ และเป็นนายกฯ ได้แล้ว และเขาก็ทำอย่างนั้นจริงๆ
มาวันนี้เขาคิดเหิมเกริมถึงจะมี สส. ของตัวเองในสภาทั้งหมด (500 คน) ไม่ได้คิดเผื่อฝ่ายค้านด้วยซ้ำ!!!

เรามีฝ่ายค้าน ยังเอาเขาไม่อยู่ ถ้าไม่มีเลย จะเป็นอย่างไร ลองคิดดู!!!

เพื่อนที่รักทุกท่านครับ ลองพิจารณาดูถึงคุณสมบัติของคนๆนี้ จากที่ผมเล่า และจากที่ท่านได้ยินมาจากที่อื่น
ได้โปรดตรองดูว่าคนๆนี้มีคุณสมบัติคู่ควรในการเป็นนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศของเราหรือไม่
ลองพิจารณาดูข้อกล่าวหาที่ฝ่ายต่อต้านกล่าวถึง อาทิ :

-เรื่องการกระทำที่ไม่สมควร จาบจ้วงเบื้องสูง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
-เรื่องการซื้อเครื่องบิน “ไทยคู่ฟ้า” ไว้ใช้สำหรับตัวนายกฯ ในขณะที่ในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ยังต้องทรงใช้
เครื่องของการบินไทยหรือเครื่องบินพระที่นั่ง (ลำเก่า) ที่กองทัพอากาศจัดถวาย
-เรื่องการคอรัปชั่น ในโครงการใหญ่ อาทิ เรื่อง CTX ที่สนามบินหนองงู่เห่า
-เรื่องการซุกและซิกแซกหุ้น (ทำให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย)
-เรื่องการแทรกแซงสื่อ (ล่าสุด คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย (ขอประธานโทษที่ต้องเอ่ยนาม)
พิธีกรและผู้ประกาศข่าว ของช่อง 3 ซึ่งเผลอพูดถึงนายทักษิณแรงไปหน่อยก็ถูกเด้งไปเรียบร้อยแล้ว
ในรายการข่าววันใหม่ เมื่อก่อนมีให้ผู้ชมร่วมแสดงความคิดเห็นผ่าน SMS เข้ารายการ ก็ยกเลิก SMS ไปแล้ว
เพราะมีแต่คนถามว่า คุณบุญยอดหายไปไหน!?!?)
-เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระอื่นๆ (หรือแม้กระทั่ง การซื้อด้วยเงิน)
-เรื่องการผลักดันให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัท (เพื่อตัวเองจะได้เขาไป Take over)
-เรื่องการขายสมบัติของชาติ (วงโคจรดาวเทียม) ขายสื่อ (ITV) ฯลฯ ให้ต่างชาติ
-เรื่องถือโอกาสยุบสภาหนีการอิภปรายของสภาร่วม สส. และ สว.
-เรื่องคำพูดที่เชื่อถือไม่ได้ กลับกลอก วันนี้พูดอย่าง วันหน้าพูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง
-เรื่องเจรจาการค้า FTA กับหลายชาติที่ประเทศเราเสียเปรียบหมดทั้งชาตินี้และชาติหน้า
(แต่บริษัทของนายทักษิณรวมทั้งบริษัทญาติมิตรและคนใกล้ชิดได้ผลประโยชน์
-เรื่องการฮั้วกับพรรคเล็กๆ ให้มาลงสมัครผู้แทน สร้างหลักฐานปลอมว่าสังกัดพรรคการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 90วัน

และข้อหาอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งนายทักษิณไม่เคยออกมาตอบคำถามของฝ่ายต่อต้าน
หรือแก้ตัวเลย (เพราะหาเหตุผลที่เข้าท่ามาตอแหลไม่ได้) ดีแต่พูดบ่ายเบี่ยงประเด็น และตอบไม่ตรงคำถาม

เพื่อนๆลองพิจารณาดู ฝ่ายต่อต้านนายทักษิณ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลจากหลายหลายอาชีพ ทั้งครูบาอาจารย์
นิสิตนักศึกษา นักวิชาการ นักธุรกิจ ข้าราชการ อดีตทหารและอดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ดารา นักร้อง พิธีกร ผู้หลักผู้ใหญ่
ผู้ทรงคุณวุฒิในบ้านในเมือง ต่างมีความเห็นตรงกันว่า นายทักษิณ ไม่สมควรจะเป็นนายกฯต่อไป ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุน
ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน สหกรณ์แท็กซี่ กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และชาวบ้าน ชาวนาที่โดนหลอกมา
ฝ่ายไหนจะน่าเชื่อถือกว่ากัน

ฝ่ายที่สนับสนุนนั้นจะมีสักกี่คนที่เข้าใจเรื่องหุ้น มีกี่คนที่รู้ว่า ไอ้เกาะ British Virgin เขามีไว้ทำอะไร มีกี่คนที่รู้ว่า
กลุ่มธุรกิจเทอมาเซ็กนั้นเป็นใครมาจากไหน กี่คนที่เข้าใจว่าการเสียวงโคจรดาวเทียมไปให้ต่างชาตินั้นมันมีผลร้ายอย่าง
ไร การที่ให้ต่างชาติมาเป็นเจ้าของ Free TV เข้ามามีอิทธิพลกับสื่อของเรานั้นจะเสียหายอย่างไร

ฝ่ายที่สนับสนุนเข้าใจแต่เรื่องใกล้ตัว สนใจเรื่องรักษาพยาบาลฟรีหรือเสียแค่ 30 บาทแม้จะไม่มีคุณภาพ
เรื่องจะได้วัวฟรีทุกครอบครัวซึ่งถ้าไม่เอาวัวก็เอาไปขายให้ผู้ใหญ่บ้านหรือ กำนันได้ตัวละ 2-3หมื่น
ในขณะที่ผู้ใหญ่หรือกำนันเอาไปขายได้ในราคาตัวละ 4-5 หมื่น สนใจว่าถ้ามีเลือกตั้งจะได้เงินใช้อีกแล้ว
สนใจเรื่องที่จะได้กู้เงินจากกองทุนหมู่บ้าน แม้เวลาจะใช้คืนต้องไปกู้จากแคปปิตอลโอเคของนายทักษิณมาคืนหนี้เก่า
แล้วเป็นหนี้ใหม่ต่อโดยเสียดอกเบี้ยแพงกว่า สนใจเรื่อง OTOP ทำให้มีงานทำ
แต่ปรากฏว่า ต่างทำสินค้าชนิดเดียวกันออกมาขายแข่งกันเอง ฯลฯ

หลายคนพูดถึงผลงานของรัฐบาล เช่นการใช้หนี้ IMF การเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ปราบปรามยาเสพติด ฯลฯ
ซึ่งผมไม่เถียงว่าหลายๆผลงานก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เชื่อผมเถอะครับ โครงการดีๆเหล่านี้ไม่ว่าใครมาเป็นนายกฯ
ไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นรัฐบาล เขาก็สานต่อ ก็ทำกันทุกรัฐบาลนั่นแหละครับ แต่เราช่วยกันเลือกหัวหน้ารัฐบาล
ที่ดีหน่อยไม่ได้หรือครับ

ถ้าหาก(ซวยจริงๆ)มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน นี้ ผมขอวิงวอนให้ทุกท่านได้โปรดใช้วิจารณญาณของท่านว่า
จะ “เลือก” หรือ “ไม่เลือก” ดี เพราะตอนนี้เราไม่มีใครให้เลือกแล้วเลือกได้แต่ว่าจะเอาหรือไม่เอาคนๆนี้กลับมา
เป็นนายกฯ เท่านั้นครับ

มีญาติบอกญาติ มีเพื่อนบอกเพื่อน มีคนรู้จักก็บอกคนรู้จัก บอกต่อๆกันไปให้ทุกคนเข้าใจถึงปัญหาของประเทศ
และความเจ้าเล่ห์ เหลี่ยมจัด ของนายทักษิณ บอกให้เขาคิดกันให้ดีๆก่อนจะใช้สิทธิในการเลือก ถ้าไม่แน่ใจ
ขอให้กาที่ช่อง ไม่ใช้สิทธิ เผื่อเราจะมีโอกาสได้เลือกจริงๆ ในการเลือกตั้งใหม่

สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับผมผมก็ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกๆท่าน ขอให้ท่านมีเหตุผลที่ดี
รู้จริง หรือได้เคยพบ ได้รู้จัก ตัวเป็นๆ ของนายทักษิณอย่างที่ผมเคยเจอและได้ทำงานร่วมกับเขามาแล้ว
ก็จะมีน้ำหนักมาก แต่ถ้าหากท่านแค่ฟังเขามา อีกต่อหนึ่ง ผมคงทำใจให้เชื่อลำบากนะครับ

และหากบังเอิญท่านใดที่ได้รับจดหมายฉบับนี้เกิดรู้จักใกล้ชิดกับนายทักษิณ ชินวัตรผู้นี้เป็นการส่วนตัว
ก็ได้โปรดช่วยบอกเขาด้วยว่า ทรัพย์สินเงินทองที่เขามีอยู่น่ะ ใช้อีก 10 ชาติก็ไม่หมด จะโลภไปถึงไหน
ตายไปก็เอาไปไม่ได้แม้แต่สตางค์เดียว อย่าว่าแต่บาทนึงเลย ลาออกไปใช้ชีวิตให้สุขสำราญดีกว่ามาเป็นนายกฯ
ให้คนเขาก่นด่าแช่งชักกันครึ่ง ค่อนประเทศ มีเงินมาก อยากช่วยประเทศชาติ หรือช่วยคนยากคนจนจริงๆก็ทำได้
โดยไม่ต้องเป็นนายกฯ ธุรกิจของเขาก็สามารถสร้างงานและจ้างงานได้มาก สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้มหาศาล
แต่ทำไมเอาไปขายต่างชาติเสียล่ะ ซื้อกลับมาดีกว่า ไทยทำเพื่อไทย ดีกว่า ไทยทำให้ต่างชาตินะ คุณว่าจริงมั้ย
ทำไมไม่ถือโอกาสฝากชื่อ(ดีๆ)ไว้ในแผ่นดิน ตายไปคนข้างหลังยังสรรเสริญ ดีกว่ามีแต่ชื่อเน่าๆ อับอายขายหน้า
กันทั้งวงศ์ตระกูล คิดถึงลูกๆบ้างมั้ย (ไม่ใช่คิดแต่ช่วยลูกโกงข้อสอบทั้งพี่ทั้งน้อง) ว่าต่อไปจะอยู่มองหน้าคนในแผ่นดินได้ยังไง
จะมีใครกล้าใช้นามสกุล “ชินวัตร” ให้เขาตราหน้าเป็นญาติโกโหติกาของ นายทักษิณ ผู้โกงชาติโกงแผ่นดิน

ที่ผมอยากเล่า อยากพูด อยากบอกก็มีเพียงเท่านี้ ท่านอ่านแล้วจะคิด พิจารณา หรืออ่านแล้วลบทิ้ง
หรือแม้แต่จะไม่อ่านสักคำ เพราะยาวเกินไปเสียเวลาทำงาน ทำมาหากินของท่านก็สุดแล้วแต่ สำหรับผมนั้น
ได้ถือว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว และขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้สละเวลาอ่านจนจบ
หวังว่าจดหมายฉบับนี้ของผมคงเกิดผลที่ดีบ้างแม้แต่เพียงคะแนนเสียงเดียวที่เปลี่ยนใจไม่เลือกนายทักษิณ
และพรรคไทยรักไทย ผมก็จะมีความสุขมากแล้วครับ

ด้วยจิตคารวะ

ภ.ว. (อ.ส.ช 23324)

ปล. ล่าสุดผมเห็นคุณตั้ว ศรัยยู วงศ์กระจ่าง ขึ้นเวทีปราศรัยของฝ่ายต่อต้านทักษิณ เมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค นี้
ก็รู้สึกดีใจมากๆ เพราะ เมื่อ 5 ปีก่อนมีข่าวว่าคุณตั้ว สนใจจะสมัครผู้แทนในนามพรรคไทยรักไทย
ผมก็ได้เขียนจดหมายเล่าประสบการณ์อันนี้ของผมให้คุณตั้วฟังเช่นกัน โดย ผ่านรายการ ตู้ ปณ. 5 ของ
พี่ตู้ จรัสพงษ์
ไม่ว่าคุณตั้ว จะได้อ่านจดหมายของผมในวันนั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ในวันนี้ผมก็ได้เห็นแล้วว่า
คุณตั้วเลือกมาถูกทางแล้ว และขอเป็นกำลังใจให้คุณตั้วตลอดไป

โดย: zzz IP: 61.19.54.238 วันที่: 30 มีนาคม 2549 เวลา:22:50:15 น.


Bush has put together a stellar list of former officials to find investors for the Asia fund and identify
potential companies to buy. Some are former heads of state, including Fidel Ramos of the Philippines and
Anand Panyarachun of Thailand (Thailand's current Prime Minister Thaksin Shinawatra,
a longtime friend of Bush, resigned from the fund before taking office just over a year ago).


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 2:20 pm

http://www.oknation.net/blog/cu-banna



สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

ประวัติชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ช.ส.ค.)

Posted bycu-banna ,ผู้อ่าน : 1228, 13:41:12 น.


ประวัติความเป็นมาของ ช.ส.ค.

พ.ศ. 2508
ได้มีการตั้งกลุ่มเครดิตยูเนี่ยนแห่งแรกชื่อว่า “กลุ่มเครดิตยูเนี่ยน
แห่งศูนย์กลางเทวา”
และจากนั้นแนวคิดการพัฒนาแบบเครดิตยูเนี่ยนก็ได้แพร่ไปอย่างรวดเร็ว


พ.ศ. 2511
สภาคาทอลิกสังคมสงเคราะห์
ซึ่งให้การสนับสนุนเครดิตยูเนี่ยนอยู่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง
มีหน้าที่ส่งเสริมขบวนการเครดิตยูเนี่ยนให้แพร่หลายและเข้าใจลึกซึ้งยิ่ง
ขึ้น เรียกว่า “คณะกรรมการเครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย”

.ศ. 2512 มีการตั้งสำนักงานชื่อ “ศูนย์กลางเครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย” ซึ่ง
มี
ที่ทำการอยู่ที่ตึกศูนย์กลางเทวา
มีหน้าที่สนับสนุนให้มีการจัดตั้งชมรมเครดิตยูเนี่ยนในระดับภาค
เพื่อจะได้รวมตัวกันเป็นระดับประเทศ

.ศ. 2514 เข้าเป็นสมาชิกสมทบของสมาคมสมาพันธ์สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตในเอเซีย

.ศ. 2515 ผู้แทนกลุ่มเครดิตยูเนี่ยนทั่วประเทศ ประมาณ 60 กลุ่ม ได้เข้าประชุมที่บ้านเซเวียร์
เพื่อก่อตั้ง “ชุมนุมกลุ่มออมทรัพย์พัฒนาแห่งประเทศไทย” โดยเลือกผู้แทนกลุ่มเป็นคณะผู้บริหารงาน


.ศ. 2516 สมัครเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมสมาพันธ์สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตในเอเซีย

.ศ. 2517 เปลี่ยนชื่อเป็น “สันนิบาตเครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย” และได้เริ่มโครงการสวัสดิการเงินกู้-เงินสะสม
โดยได้รับความสนับสนุนจากคิวน่ามิวชวล


.ศ. 2520 ได้รับช่วยเหลือจากองค์การมีเซรีออร์ ประเทศเยอรมันตะวันตกในการสร้างสำนักงาน
และศูนย์ฝึกอบรมบริเวณถนนรามคำแหง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ


.ศ. 2521 ย้ายสำนักงานจากตึกเก่าที่ศูนย์กลางเทวา มาอยู่ที่สำนักงานใหม่

.ศ. 2522 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่จดทะเบียนแล้ว 14 แห่ง ได้ร่วมประชุมจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติ
และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์โดยใช้ชื่อว่า
“ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด” เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522


มนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ช.ส.ค.)
40
ถ.รามคำแหง แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร.0-2373-0020-1,0-2373-0150-1 แฟกซ์.0-2373-0022 Email:

cult@cultthai.coop
http://www.cultthai.coop

เครดิตยูเนี่ยนไทย



บาทหลวงอัลเฟรด บอนแนงค์บาทหลวงอัลเฟรด บอนแนงค์ ท่านเป็นชาวฝรั่งเศส
และเป็นบาทหลวงใน ศาสนาคริสต์ นิกายโรมัน คาทอลิก
ซึ่งมีพระสันตประปาเบเนดิกซ์ที่ 16 เป็นประมุขในปัจจุบัน

(ไม่ใช่คริสต์เตียน หรือคริสตจักร) ก่อนเข้ามาเมืองไทยท่านประจำอยู่ประเทศจีน
ท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง คณะพลมารี ซึ่งเป็นกลุ่มกิจกรรมของศาสนาคริสต์ในประเทศจีน
ซึ่งเป็นข้อห้ามจัดตั้งกลุ่มประชาชน ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองอยู่ในสมัยนั้น ....

ประวัติเครดิตยูเนี่ยนโลก

ฟริดริกวิลเลี่ยม ไรฟไฟเซนบิดาเครดิตยูเนี่ยนโลก เครดิตยูเนี่ยนเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเยอรมันนี
โดยท่านไรฟไฟเซน ด้วยเหตุที่ท่านเกิดมาในระหว่างประเทศประสบปัญหาต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจ
และเมืองเกิดของท่านคือ แคว้นไรน์ ซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรม ท่านจึงมีโอกาสคลุกคลีอยู่กับชาวนาตั้งแต่เล็กๆ
สภาพความเดือดร้อน ความอดอยากของชาวนาที่ท่านได้เห็น ทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับต้องประสบความเดือดร้อนด้วยตัวเ....

http://www.positioningmag.com/prnews/prnews.aspx?id=82313

อาณาจักรใหม่สหประกันชีวิตบนถนนศรีนครินทร์ทุ่มกว่าพันล้านบาท


นายสหพล สังข์เมฆ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า “สหประกันชีวิต”
ได้เวลาย้ายที่ทำการใหม่หลังจากอาศัยตึกของอาคารสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศ ไทย มานานหลายปี
คาดว่าสิ้นปี 2552 ตึกหลังใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “U TOWER” ภายใต้ “กลุ่ม U GROUP” บนถนนศรีนครินทร์จะต่อเติมเสร็จ
โดยทุ่มงบประมาณไปกว่า 1,200 ล้านบาท พร้อมเนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน 96 ตารางวา รองรับการให้บริการแก่สมาชิก
แบบครบวงจรเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายรวดเร็ว และเพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจ
ให้กับสหกรณ์สมาชิกผู้ถือหุ้นได้ร่วม ภูมิใจไปกับความยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ด้วยในฐานะเจ้าของและผู้ใช้บริการ

สำหรับพื้นที่ทั้งหมดจะมีหลากหลายธุรกิจที่เข้ามาร่วมดำเนินกิจการโดยบริเวณ ชั้น 1 ของอาคารจะประกอบไปด้วย
ส่วนของธนาคารพานิชย์ไว้คอยให้บริการลูกค้า รับฝาก ถอนเงินและทำธุรกรรมด้านการเงินครบวงจร

บริเวณส่วนมุมกาแฟ เครื่องดื่มสมุนไพรไทย ที่ไว้บริการสมาชิกที่เข้ามาติดต่อภายในอาคารรวมไปถึงบุคคลทั่วไป
ที่เข้ามา อาศัยพักเหนื่อยด้วยการ ลิ้มชิมรสกาแฟชั้นเลิศที่ผลิตมาจากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านสหกรณ์
เป็นแหล่งนัดพบที่ไปมาได้สะดวก

บริเวณส่วนศูนย์ผลิตภัณฑ์สหกรณ์เป็นช้อปขายสินค้าที่มาจากหลากหลายกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์
เป็นศูนย์รวมสินค้าที่มาจากทุกภูมิภาคของประเทศ รวมไปถึงสินค้า OTOP ประเภทต่าง ๆ
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น ขยายช่องทางการกระจายสินค้าให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
สนับสนุนโครงการรัฐพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งเป็นโมเดลที่จับต้องได้

บริเวณส่วนต้อนรับของ บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด และงานธุรการสำหรับลูกค้าที่เข้ามาติดต่อประสานงาน
เพื่อให้การบริการกระชับฉับไวสนองความต้องการได้ทันท่วงทีเป็นการให้บริการ ข้อมูลเบื้องต้นเป็นส่วนหน้าที่สำคัญ
อีกส่วนหนึ่งที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทได้

ตึกแห่งนี้จะมีบริษัทในเครือประกอบด้วย

1. บริษัทสหประกันชีวิต จำกัด

2. บริษัท ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัท ประกันภัยในเครือ

3. สำนักงานสาขาของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด

4. มูลนิธิพัฒนาสหกรณ์แห่งเอเชีย (CODFA) และ

5. สหพันธ์สหกรณ์แห่งเอเชีย


ซึ่งจะเป็นจุดศูนย์รวมด้านการสหกรณ์แบบครบวงจร ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ดูงานทางสหกรณ์และธุรกิจประกันภัย
ของประเทศต่อไปเพื่อให้กิจการด้านสหกรณ์ของไทยได้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศและเพื่อนสมาชิก
ในเครือข่ายสหกรณ์ได้เข้ามาใช้บริการศึกษาดูงานครบทั้งระบบนั่นคือ ด้านสวัสดิการเกี่ยวกับการประกันวินาศภัย
ด้านสวัสดิการเกี่ยวกับการประกันชีวิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับสหกรณ์แต่ละประเภท เพื่อช่วยเหลือเพื่อนสมาชิก
และระบบเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมรองรับกับธุรกิจ สหกรณ์เป็นหลัก
มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในทุกระดับชั้น เนื่องจากระบบสหกรณ์เป็นระบบของการช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกันฉะนั้นการดำเนินกิจกรรมหรือธุรกิจต่าง ๆ จึงไม่มองไปที่ยอดขายหรือผลกำไรเป็นหลักแต่จะมองไปที่
การบริการที่เป็นประโยชน์สูงสุดเพราะเจ้าของที่แท้จริงคือสหกรณ์ผู้ถือหุ้นทุกแห่ง

นอกจากนั้น ภายในบริเวณชั้น 2 ชั้น 3 จะประกอบไปด้วยห้องประชุมที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน นั่นคือ
ห้องประชุมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อรองรับให้สหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และหน่วยงานภายนอก
ขอเข้าใช้เพื่อจัดประชุมสัมมนาได้อีกด้วย ภายในจะตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมกับนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่
เข้ามาปรับใช้ เพื่อให้เป็นศูนย์ประชุมที่ได้มาตรฐาน

อาคาร “U TOWER” ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมหลังจากที่ตกแต่งต่อเติมเสร็จเรียบร้อยจะกลายเป็น
ตึกใหม่ที่โดดเด่นตั้งเป็นสง่าอยู่บนถนนศรีนครินทร์ ตัดทางมอเตอร์เวย์ใช้เวลาเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ
ได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้เวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้นเอง

ที่นี่จะเป็นศูนย์รวมของธุรกิจสหกรณ์ทุกรูปแบบทุกประเภทที่นี่จะเป็นบ้านอันอบอุ่นเป็นความภาคภูมิใจใหม่
ที่จะเกิดขึ้นในขบวนการสหกรณ์เป็นหน้าเป็นตาของสหกรณ์ผู้ถือหุ้นและผู้ใช้บริการ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาร่วมกัน
ประกาศความยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ด้วยกัน

http://www.positioningmag.com/prnews/prnews.aspx?id=73625

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติด้านการพัฒนาสังคมเมืองประจำปี 2551


มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการมอบรางวัลประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประจำปี 2551 ซึ่งเป็นรางวัลเชิดชู
ผู้ทำความดีเพื่อสังคมสาขาการพัฒนาสังคมเมืองแก่นายสัง วาลย์ บุญส่ง จากความโดดเด่นในการแก้ไขปัญหาสังคม
และการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการออมในชุมชน แออัดทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัดกว่า 25 ปี


นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
“มูลนิธิฯ ได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิดวงประทีป รวมทั้ง สนับสนุนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำความดี
สาขาการพัฒนาสังคมเมือง ที่ได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิดวงประทีป เป็นผู้คัดเลือกผู้ทำความดีในสาขาดังกล่าว
โดยในปี 2551 นี้มูลนิธิดวงประทีปได้คัดเลือกให้นายสังวาลย์ บุญส่ง เป็นผู้ได้รับรางวัลดังกล่าว

“โครงการเชิดชูผู้ทำความดีเพื่อสังคมเป็นโครงการที่มุ่งหวังที่จะสร้างกำลังใจแก่ผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมด้วย
ความเสียสละ ให้มีพลังในการทำประโยชน์แก่สังคมต่อไป รวมทั้งเพื่อเป็นแรงผลักดันที่จะส่งเสริมให้มีผู้ทำความดี
เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย” นายปกรณ์กล่าว

นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานมูลนิธิดวงประทีป เปิดเผยว่า
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของมูลนิธิฯ ได้คัดเลือก นายสังวาลย์ บุญส่ง ให้เป็นผู้ทำความดีสาขาการพัฒนาสังคมเมือง
ประจำปี 2551เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและความยากจนของชาวชุมชนแออัด
ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งได้มีการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ยากไร้ ให้มีที่อยู่อาศัย
และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งศูนย์รวมพัฒนาชุมชน เครือข่ายสลัมสี่ภาคและ
กลุ่มออมทรัพย์ โดยกลุ่มออมทรัพย์ที่คุณสังวาลย์ก่อตั้งนั้น ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนพัฒนากลายเป็น
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ในปัจจุบัน


นางประทีปกล่าวว่า “มูลนิธิดวงประทีป มีปณิธานในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสังคม เด็ก และเยาวชน
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจให้ชุมชนและสังคมรอบข้างมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในทุกๆ ด้าน
รวมถึงการขยายขอบเขตความช่วยเหลือไปยังชุมชนในเขตพื้นที่ห่างไกล โดยรางวัลประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
ที่ได้มอบแก่คุณสังวาลย์ในครั้งนี้ จะเป็นการยกย่องผู้ที่มีความตั้งใจในการทำดี ซึ่งได้พิสูจน์ด้วยผลงาน
ความตั้งใจและความทุ่มเท และทำประโยชน์ให้แก่ชาวชุมชนโดยไม่ย่อท้อมากว่า 25 ปี ถือเป็นบุคคลที่สมควร
ได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง”




http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t276-60.htm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t276-60.htm

http://taidin.blogspot.com/
กระชากหน้ากาก-ลากไส้เอ็นจีโอ

ส่วนเนื้อหาตอบโต้อันนี้มาจากกลุ่มคนที่ต่อต้าน “ขั้วอำนาจใหม่" ส่วนจะเป็นแกนนำ “แดงล้มเจ้า” หรือ
“แดงสามเกลอ” เขียน อันนี้ก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ กระชากไส้ทุกขดของเอ็นจีโอออกมาแบบ “รู้จริง-รู้ลึก”

http://thaienews.blogspot.com/2009/08/1-ngo.html

ขึ้นชื่อว่าเมืองไทย วงการไหนแม่งก็เหมือนๆกันแหละครับ คือเต็มไปด้วยเส้นสายอุปถัมภ์ มีขาใหญ่ มีพี่กลาง
น้องเล็ก น้องใหม่ เป็นกันทุกที่ เอ็นโตดี-NGOก็เหมือนกัน

ผู้ให้กำเนิดNGO-ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ให้กำเนิดNGOในไทยเป็นครั้งแรกราวพ.ศ.2512
ในภาพนำลูกศิษย์ลงจากหอคอยงาช้างไปย่ำโคลนเพื่อพัฒนาชนบทที่ชัยนาท แต่NGOทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปจาก
ณ เริ่มแรกอย่างสุดจะคาดคิดถึง คือจากจุดเริ่มที่เห็นศักยภาพคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน กลายเป็นอำมาตย์
ขุนนางตัวใหม่ที่หมิ่นแคลนรากหญ้าขึ้นมา วงการเอ็นโตดี นี่หากพูดให้เห็นภาพก็เหมือนองค์กรทั่วๆไป
คือก็จะมีขาใหญ่วงการอยู่ประมาณหนึ่งมีตัวที่เรียกว่าระดับแถวต้นๆให้กราบไหว้กันนี่ส่วนหนึ่งรองลงไปก็จะเป็น
พวกตัววิ่ง ตัวชง ตัวประสานรองลงไปก็จะเป็นแบ่งโซน แบ่งสาย มีหัวหน้าสาย หัวหน้าโซนเล็กลงไปก็เป็นองค์กร
หน่วยงานตามพื้นที่ หรือตามสายงานเล็กสุดก็ผู้ปฏิบัติงานสนามปลายทางก็คือกลุ่มเป้าหมาย อาจจะเป็นชุมชน
คนรากหญ้า หมู่บ้าน พื้นที่ เขตงาน หรือตามเนื้องานเขียนมาตั้งยาวไม่เห็นแม่งจะมันส์ตรงไหนใจเย็นๆอันนี้เรียก
ว่าปูพื้นก่อนแต่งหน้าศพ...เดี๋ยวศพไม่สวย จะเสียมือผมหากไม่เข้าใจยังงี้ก็จะไปต่อไม่ถูกว่า
เฮ้ย!ทำไมเอ็นโตดีแม่งมาอยู่พันธมิตรเต็ม ทำงานเพื่อมวลชนเหี้ยอะไรหละพวกมึง เสือกมาเชียร์แขกให้พวกรัฐประหาร
สันดานมั้ยหละดันมาเชียร์เจ้า...คือมันหลักๆก็มาจากขาใหญ่ที่ต้องกราบกราน ที่คุณถามมานี่แหละตัวอัปรีย์เลยทีนี้
ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจะ GO-Government Organizationหรือองค์กรรัฐ หรือ
NGO-Non Government Oganization นี่ กองทัพมันเดินด้วยท้องทั้งนั้นของรัฐก็ง่ายหน่อยคือเก็บภาษีชาวบ้าน
มาเป็น เงินทำงาน หล่อเลี้ยง จ่ายเงินเดือนส่วนเอ็นโตดีไปเก็บภาษีก็ไม่ได้ เก็บค่าคุ้มครองก็ไม่ได้ มันก็ต้องขอทุนเขา
สมัยโบราณก็ขอฝรั่ง พวกองค์กรการศาสนา องค์การสาธารณกุศล แม้กระทั่งเศรษฐีหลบภาษีมาจ่ายให้การกุศล
อย่างพวกบิลเกตส์ โซรอส วอร์เรน บัฟเฟต รอคกี้เฟลเลอร์ สารพัดNGOนี่ผู้ให้กำเนิดคือดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

เริ่มราวปี2512จนแกได้รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะเลยทีเดียว ลูกศิษย์ลูกหาแกรุ่นแรกก็ยังวนว่าย
อยู่ในวงการหลายคน เป็นใหญ่เป็นโตในวงการไปหมด อย่างพวกบำรุง บุญปัญญา เป็นเจ้าพ่อเอ็นจีโออีสาน,
พิศิษฐ์ ชาญเสนาะ เจ้าพ่อเอ็นจีโอปักษ์ใต้,เตือนใจ ดีเทศน์ เจ้าแม่เอ็นจีโอทางเหนือ ต่อมาได้เป็นสว.,
บุญเรือง สุขสวัสดิ์ ที่ยังตรึงพื้นที่ภาคกลางไว้แถวชัยนาท จุดเริ่มต้นที่ดร.ป๋วยก่อไว้ เป็นต้น
NGOมารุ่งเรืองมากก็ยุคเขมรอพยพได้เงินฝรั่งมาทำงานกันคึกคักทางอีสานใต้ พอดีป่าแตก พรรคคอมฯล้ม
ก็ได้พวกป่าแตกเข้ามาร่วมขบวนเป็นคนNGOยุคนี้กันมาก อย่างพวกมด วนิดา ตันติพิทักษ์ ณ เขื่อนปากมูลที่ตายไปแล้ว
หรือกวิน ชุติมา ภูมิธรรม เวชยชัย อะไรยังงี้
งานก็ขยายตัวไปทั่วประเทศยังกับอะมีบ้าหน้าร้อนแต่ต่อมาก็ค่อยถูกลด
การสนับสนุนเงินทุนลง เพราะฝรั่งมันมองว่าเมืองไทยรวยแล้ว เอ็นจีโอแทบจะตกงานก็พอดีมาได้อานันท์ ปันยารชุน
เป็นนายกฯพระราชทานภาคสองมั้ง ก็ให้เงินช่วยเอ็นจีโอมาทำงานเป็นเรื่องเป็นราว
ก็อย่างว่านะคนให้กับคนรับ
มันก็มีบุญคุณพันผูกกันมายังงี้

#ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นตัวอย่างของ"คนดี"แบบจารีต ในฐานะศิษย์ของป๋วย เขามองว่าป๋วยนั้นเป็นคนดี
แต่คนแบบพลเอกเปรมก็เป็นคนดีด้วย และพลเอกสุรยุทธ์ก็เป็นคนดี อานันท์ก็เป็นคนดี ที่ไพบูลย์เน้นคือให้คนดี
มี"คุณธรรม" แต่คนแบบไพบูลย์จะไม่ตั้งคำถามต่อระบบโครงสร้างที่เป็นอยู่ว่า"ดีหรือไม่ดี "สำหรับพลเมือง
พวกเอ็นโตดีจะขอตังค์เขามาทำทุนทำงาน จะไปชื่อนายหมานายกานายไก่ แหล่งทุนมันก็ไม่เชื่อใจ
ไม่รู้พวกมึงเป็นใคร ก็ตามสูตรก็ต้องวิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการมาเป็นพระประธาน เป็นกรรมการกันตามระเบียบ

#ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นมาสเตอร์มายด์ที่คนในแวดวงการแพทย์เคารพ เคยเชียร์ทักษิณเป็นอัศวินควายดำ
แต่ตอนหลังเปลี่ยน ทำให้แวดวงการแพทย์หันมารุมสกรัมทักษิณ-เสื้อแดง ก็จะเห็นว่าคนอย่าง อาจารย์หมอเสม
จารย์หมอประเวศ จารย์เหน่ห์ จารย์สุลักษณ์ โสภณ สุภาพงษ์ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คุณหญิงอัมพร มีศุข
คุณหญิงสุมาลี จาติกวนิช อะไรทำนองนี้ไปนั่งเป็นกรรมการกันเป็นหลัก เพราะพะยี่ห้ออย่างนี้สะดวกโล่ง
ส่งไปขอทุนฝรั่งมันรู้จัก
ต้นทุนทางสังคมสูง ส่งไปขอเงินหลวงเขาก็เกรงใจก็ให้เงินมาทำทุนความจริงคนเหล่านี้
เป็นคนดี ไม่ใช่คนเหี้ยที่ไหน ปรารถนาดีกับบ้านเมือง แต่ก็อย่างว่าคือเป็นคนดีตามจารีตแบบแผนซะเป็นส่วนใหญ่

#ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นมาสเตอร์มายของวงการปัญญาชน,นักวิชาการ,เอ็นจีโอเชื่อมต่อพันธมิตรเข้ากับ
ขบวนการอำมาตย์ชนชั้นนำ
ผมเคยไปนั่งคุยกับจารย์หมอประเวศอยู่หลายหน สรุปคือแกเป็นคนดีหนะแหละ
หากหลับตาซักหน่อยแล้วฟังจารย์หมอประเวศพูดไป ก็ต้องนึกว่ากำลังนั่งสนทนาธรรมกับหลวงตาแก่ๆองค์หนึ่งหละวะ
คนอย่างจารย์หมอประเวศนี่ แกก็เป็นคนดีตามแบบแผน เรียนเก่งหัวดีสอบเข้าหมอได้ เก่งเรื่องเลือด ได้แมกไซไซมา
แกก็อยากช่วยบ้านเมือง แต่ก็ต้องเป็นบ้านเมืองที่แกเห็นว่าดี คือในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี
แต่บังเอิญแกมองไปนี่นักการเมืองดันเหี้ยหมดในสายตาแก แกก็บอกกับผมทำนองว่า
เอาให้ดีแล้วจารย์หมอว่ายกบ้านเมืองกลับไปให้พระเจ้าอยู่หัวท่านดูแลจัดการ ดีกว่านะคุณโยม...อ้าว!ชิบหาย
ผมก็ขัดคอว่า อ่าคือว่าจารย์หมอครับ หากให้บ้านเมืองกลับไปให้ในหลวงจัดการก็ดีหรอกครับ
เพราะในหลวงองค์นี้ท่านดีเลิศ แต่หากต่อไปเกิดไม่ดีงี้ไม่แย่เหรอ จารย์หมอแกก็ว่า เอาน่าอย่าเถียงดิ
แต่ก่อนบางองค์ก็ไม่ดี อย่างสมัยร.6คนก็นินทา แต่ว่าสถาบันก็รอดมาได้ เราต้องไว้วางใจสถาบันว่า
จะพาบ้านเมืองไปได้ตลอดรอดฝั่ง

#ศ.เสน่ห์ จามริก ผู้มีบารมีทั้งวงการสิทธิมนุษยชน,วงวิชาการ,เอ็นจีโอผู้เชื่อมต่อกับอำมาตย์และวงวิชาการ-เอ็นจีโอ
สมัยเหลี่ยมมาเป็นนายกฯใหม่ๆ พวกจารย์หมอประเวศ จารย์หมอเสมอะไรนี่ก็เห็นว่าเหลี่ยมเป็นความหวัง
เพราะเป็นเศรษฐีมาทำงานให้คนจน คงจะได้คนดีแบบพระเวสสันดรนี่มาดูแลบ้านเมือง..

แต่เอาไปเอามาก็เห็นๆกันว่า เหลี่ยมไม่ใช่พระเวสสันดรที่จะเป็นพระเอกให้อาจารย์หมอของผม
แถมโดนเหลี่ยมด่าอีกว่า จารย์หมอเป็นแผ่นเสียงตกร่องมั่ง เป็นนายหน้าค้าความจนมั่ง ต่อไปนี้รัฐบาลเหลี่ยม
จะทำงานถึงลูกถึงคนกับคนจนเอง ไม่ต้องผ่านนายหน้าแบบอานันท์จารย์หมอแกก็ปรี๊ดแตก จากแรกๆเชียร์
แล้วแกก็ค่อยๆผิดหวัง สะสมเชิงปริมาณไปสู่คุณภาพ เอาไปเอามาก็นี่แหละนายกฯมาตรา7
ก็มาจากแกนี่แหละเรื่องของเรื่อง

#ส.ศิว รักษ์ เป็นมาสเตอร์มายด์ของวงการเอ็นจีโอ-นักสิทธิมนุษยชนที่เชื่อมเอ็นจีโอเข้ากับ
แวดวงปัญญาชนระดับสูง อย่างหมอประเวศ,เสน่ห์ จามริก และเชื่อมต่อNGOต่างประเทศให้หนุนช่วยพันมิตร

หรือคนอย่างป๋าส. หรือจารย์สุลักษณ์นี่ถึงใครจะมองว่าแกเป็นคนนอกคอกซักหน่อย ไม่ค่อยเป็นคนดีตามจารีต
เพราะปากเสียด่าพระด่าเจ้าไปเรื่อย แต่แกมีอีโก้ชนิดหนึ่งว่าแกแน่ แกนี่ได้รางวัลประมาณว่าน้องๆโนเบลมาแล้ว
แกก็โน่นทำตัวกลมกลืนเป็นโนเบลแฟนคลับกับทะไลลามะ กับอองซานซูจีไปตามเรื่องทีนี้แกมาโดนคดีต่อต้าน
ท่อก๊าซพม่าสมัยรัฐบาลนาย ชวน ตั้งแต่ปี2541 คดีก็ลากยาวมาเรื่อยจนรัฐบาลเหลี่ยม คดีนี้เริ่มมาจากว่า
ทางรัฐบาลไทยจะซื้อก๊าซพม่า แล้วจะลากท่อก๊าซผ่านป่าเมืองกาญจน์เข้ามา แกก็มีลูกศิษย์เอกคือ
น้าเปี๊ยก-พิภพ ธงชัย อยู่หมู่บ้านเด็กเมืองกาญจน์ก็ลากแกไปดู เสร็จแกก็อินจัดหรือหวังฟลุคได้โนเบลมั้ง
แกก็ไปลุยขวางการวางท่อ เขาก็จับแกไปขังคุก แกก็ตามสไตล์ผู้ใหญ่แบบไทยๆคือเบ่ง เพราะแกเบ่งมามาก
ขนาดคดีหมิ่นฯว่าหนักๆแกก็เบ่งรอดคุกมา2หน

#พิภพ ธงชัย สาวกรุ่นแรกๆของส.ศิวรักษ์ ผู้เชื่อมต่อขบวนการเอ็นจีโอเข้าร่วมรบกับพันธมิตร
และเปลี่ยนจุดยืนมาหมิ่นแคลนรากหญ้า คราว นี้ดันไปเบ่งกับเหลี่ยม เหลี่ยมมันบอกเรื่องของเมิง
เรื่องของกรุคือต้องซื้อก๊าซพม่ามาพัฒนาประเทศ ส่วนป๋าส.แกประเภทต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านโลกาภิวัตน์
แกก็มองว่าไอ่เหลี่ยมเอาใจเผด็จการพม่า รังแกพวกซูจี ไปปลอ่ยกู้พม่าห่าเหว ผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรแบบนี้
แต่ที่ป๋าส.แกเคืองแม้วหนักนี่คงเป็นอีกเรื่อง ที่หนักกว่าคือคดีหมิ่นฯ ที่แกไปพูดที่ขอนแก่นแล้วโดนตำรวจ
ตามมาเล่นในทีหลัง แกเข้าใจว่าทักษิณสั่งเล่นแก หลังจากไปขึ้นเวทีพันมิตรก็คงต่อเนื่องมายังงี้คือ
โดนคดีท่อก๊าซสมัยชวน ตั้งแต่ปี41ผ่านมายุคทักษิณไปขอก็ไม่มีน้ำใจช่วย แกก็ขึ้นเวทีพันธมิตรด่า
ต่อมาทักษิณไปเล่นงานแกคดีหมิ่น ก็ยิ่งแค้นตาแม้น แกก็อยากเอาคืนเหลี่ยมซะให้เข็ดเรื่องต่อต้านทุนนิยมนี่
ผมเจอกับตา ตอนผมไปกินข้าวบ้านแก ลูกชายแกต้องหนีไปดูทีวีข้างบ้าน เพราะบ้านแกดันไม่มีทีวี
เพราะไม่อยากโดนมอมเมา วันหนึ่งผมก็นั่งรถไปกับแกแล้วก็เมีย ไปงานศพอาจารย์ทวี หมื่นนิกร
ผมก็ฟอร์มหลับ เมียแกก็ด่าแกชิบหายเลยเรื่องทีวีนี่นะ...ไม่รุ้แกจะเอาฮาไปถึงไหนเนี่ย
ผมลองเล่าแค่สายเดียวนี่นะก็พอจะเห็นภาพใช่มั๊ย อย่างมูลนิธิหมู่บ้านเด็กเนี่ยก็จะมีงี้แหละ หมอเสม หมอประเวศ
โสภณ สุภาพงษ์ ป๋าส.อะไรงี้เป็นกรรมการ คนบริหารก็น้าเปี๊ยกธงชัยกับเมีย แล้วก็มีสันติสุข โสภณศิริ
ลูกศิษย์ป๋าส.อีกราย(ที่รสนาเคยซุกเข้าไปห้องประชุมสภา นเป็นเรื่องกันนั่นไง)คอยเขียนเชียร์...
พวกรสนาอะไรนี่ก็ลูกศิษย์ป่าส.แก แกส่งไปคุมมูลนิธิโกมล คีมทอง ก็ออกหนังสือขายมั่งอะไรมั่ง
เล่นประเด็นสุขภาพมั่ง เคยจับรักเกียรติ สุขธนะติดคุกคดีทุจริตยา รสนาก็ยิ่งปักใจว่านักการเมืองนี่แม่งเหี้ยสัดๆ
เดี่ยวจะเข้าสภามาลุยนักการเมือง

#รสนา โตสิตระกูล สาวกเอกฝ่ายหญิงของส.ศิวรักษ์ เป็นนางสาวโดยที่มีเพื่อนร่วมเตียงคือสันติสุข โสภณศิริ
สาวกเอกฝ่ายชายของส. เดิมที เอ็นจีโอขาใหญ่ก็มีความหวังกับเหลี่ยมอย่างว่า คือคิดว่าหมอนี่จะเป็นพระเวสสันดร
กลับชาติมาเกิด หลังๆออกลายเป็นพระเวสสันดาน มีconflict of interestหลายเรื่อง
(พวกเสื้อแดงไม่ต้องเถียงนะ เพราะเสือกเป็นเรื่องจริง)แล้วก็ลุแก่อำนาจไปฆ่าตัดตอนพวกค้ายาบ้า
(ตอนนั้น คงฟังในหลวงบ่นเรื่องยาเสพติดมาก แล้วไปกราบหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อก็ดันพูดเป็นทำนองว่า
คนเหี้ยๆจะดีไปอะไรกับมันนักหนาไอ้แม้วเอ๊ย...เหลี่ยมก็เอาวะลุยถั่ว2,500ศพ เกลื่อน)

#ภูมิธรรม เวชยชัย-เอ็นจีอ้วน อดีตฝ่ายซ้ายและเอ็นจีโอตัวเชื่อมประสานระหว่างเอ็นจีโอกับแม้ว
ตอนหลังกลายเป็นประสานงา สายสัมพันธ์เดิมที่หวังจะพึ่งเอ็นจีอ้วน-ภูมิธรรม เวชชยชัยก็ชักไม่ค่อยได้เรื่อง
ส่งปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นไปก็เป็นหมัน ส่งปัญหาเรื่องชาวนาถูกไล่ที่บุกป่าสงวนขึ้นไปก็เงียบ
ผลักดันเรื่องกฎหมายป่าชุมชนก็เฉยมีหนนึงผมก็ไปนั่งคุยกับเอ็นจีอ้วนที่ กระทรวงคมนาคมว่า
ทำไมอ้วนไม่ช่วยๆเค๊าหน่อยว๊า พรรคพวกกันทั้งนั้น เขาขอมาก็ไม่ได้เข้าพกเข้าห่อ เขาก็ช่วยชาวบ้านทั้งนั้น
เอ็นจีอ้วนแม่งก็ส่ายหน้าบอกว่า พวกเอ็นจีโอแม่งไม่เข้าใจกรุเลย จะเร่งรัดเอาแต่ละเรื่องวันนี้วันพรุ่งทั้งนั้นไอ่สัด
ไม่รู้เหรอว่าทุกเรื่องแม่งต้องออกเป็นกฎหมาย ต้องวิ่งล็อบบี้ส.ส.ตีนขวิด ต้องไปกราบข้าราชการปลัด อธิบดี
บ่อยๆเข่ากรูก็ชักไปไม่เป็นเรื่องมันก็เป็นยังงี้คือ
พวกเอ็นจีโอก็เห็นว่า เหลี่ยมไม่ใช่พระเวสสันดร เอ็นจีอ้วนก็เปลี่ยนสีไปเป็นพวกรับใช้ทุนอาจารย์สุลักษณ์
โดนจับแม่งก็ไม่ยอมดูดำดูดี เทียบไปแล้วสมัยนายกฯแต่งตั้งอย่างอานันท์ยังมีแก่ใจหาเงินมาช่วยเอ็นจีโอ
ได้ทำงาน ติดคุกก็ให้ประกัน แถมมากราบขออภัยพวกขาใหญ่ก็เลิกเชียร์เหลี่ยม แล้วก็หันมาส่งซิกว่า
เฮ้ย!เล่นแม่งเลยพวกเรา


#อังคาร กัลยาณพงศ์ มาเวทีพันธมิตรทางสายส.ศิวรักษ์ ทั้งเขียนรูปเขียนบทกวีขายหาทุนให้พันธมิตร
พรรคพวกป๋าส.อย่างท่านอังคารนี่แกถือว่าเลือดสุพรรณ แกก็เอาด้วย ร่ายบทกวี เขียนรูปส่งไปประมูลเวทีพันธมิตร
น้าเนาว์ก็เมาๆอยู่วงเดียวกับท่านอังคาร ก็เสด็จตามมาด้วย หลังๆท่านอังคารเสด็จไปนิพพานที่ไหนไม่รู้
เข้าใจว่าปลีกวิเวกกลับสวรรค์ เลยปล่อยน้าเนาว์กลายร่างเป็นมนุษย์อยู่แถวเวทีพันธมิตรมาจนป่านนี้...กรำ
!น้าเปี๊ยกอยู่ป่าเมืองกาญจน์ หมู่บ้านเด็กมาเป็นชาติก็ต้องออกป่ามาเมือง ศิษย์จะแก้แค้นให้ท่านอาจารย์!
แม่งยังกับหนังจีนกำลังภายใน

#บำรุง บุญปัญญา NGOผู้มีบารมีในอีสาน ทีนี้ ตอนประชุมเอ็นจีโอนัดสำคัญนัดหนึ่งซัก4-5ปีมานี่แหละ
น้าเปี๊ยกก็มาเมากันกับเอ็นจีโอสายอีสาน ทางนั้นขาใหญ่ก็มีจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ น้าเปี๊ยก-บำรุง บุญปัญญา
น้าโย-บำรุง คะโยธา น้าสมภพ บุนนาค น้าเดชา ผู้ประสานกป.อพช.ภาคอีสาน น้าอี๊ด-เสน่ห์ ชัยวงษ์
(คนนี้ได้ทุนจากภูษณ อดัตผู้บริหารDTAC) จารย๋ผ่อง-สุนทรี เล่งอี้ จารย์เป๋ง-สมพันธ์ เตชะอธิก
ทางเหนือก็พวกชัชวาลย์ ทางใต้ก็บรรจง นะแส นก-ภาคภูมิ อะไรงี้นะ พอเมากันได้ที่ก็สรุปกันตอนเมาๆนั่นแหละ
(ผมก็เผอิญเมาอยู่ในวงเหมือนกัน คือผมมันแร่ด ก็รับเหมา เมาทั่วราชอาณาจักร)ว่า พวกเราจะพึ่งการเมือง
แบบเก่าไม่ได้แล้ว มันต้องมีการเมืองใหม่

#บรรจง นะแส เอ็นจีโอห้าวเป้งจากปักษ์ใต้ ก็คิดตั้งแบบพรรคกรีนกันขึ้นมา คือไม่ต้องส่งส.ส.ลงสมัคร
เวลาเลือกตั้งก็ขึ้นป้ายไปว่ามีนโยบายอะไร(อันนี้น้าวสันต์ สิทธิเขตต์เคยทำ ที่มีรูปแกหนวดเคราเฟิ้ม
ผมเผ้าไม่หวี เป็นหัวหน้าห่าอะไรซักอย่างขึ้นป้ายทั่วกรุงเทพฯแบบกวนตีนพวกมึงเล่น)นี่ก็ โมเดลหนึ่ง

#วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินนักเขียนเจ้าของหนังสือ"ประทานโทษ!..เป็นเหี้ยอะไรครับ?"ผู้สร้างตำนาน
ขึ้นคัตเอาต์หาเสียงโดยไม่ลงสมัครส.ส. เคยเป็นโมเดลที่เอ็นจีโอจะทำพรรคกรีน ก่อนกลายร่างมาเป็น
พรรคการเมืองใหม่ในวันนี้ อีกโมเดลก็คิดกันว่าจะไปทำ สัมพันธไมตรีกับใครให้มันมีพลัง ก็พอดีลิ้มมันแตก
กับเหลี่ยมออกมาพอดี ดูลำหักลำโค่นก็น่าจะไหว...ลิ้มมีลูกน้องชื่อสำราญ รอดเพชร ตัวสำราญมีสายสัมพันธ์
กับจารย์สมเกียรติอยู่ก็ต่อกันมา

#สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผู้เชื่อมแวดวงเอ็นจีโอเข้ากับสนธิลิ้ม จารย์สมเกียรติก็ลากพวกแกนๆของเอ็นโตดี
สายอีสานเข้ามา น้าเปี๊ยกพิภพก็มา พระอาจารย์ของน้าเปี๊ยกอย่างป๋าส.ก็แห่มา พอป๋าส.ขาใหญ่ก็ยังมา
พวกอาจารย์เหน่ห์ หมอเสม หมอประเวศอะไรงี้ก็มา


#โสภณ สุภาพงษ์ ผู้เชื่อมสัมพันธ์เอ็นจีโอกับบ้านสี่เสา เขาเป็นคนที่จริงจังกับคนยากจนคนด้อยโอกาสทางสังคม
อย่างซีเรียสในเนื้อหา แต่โสภณจะเคยมองไหมว่า ระบบโครงสร้างสังคมการเมืองแบบที่เขาสนับสนุนนั่นเอง
คือที่มาของ"ปัญหา"! โสภณ สุภาพงษ์ ที่เป็นลูกป๋า ป๋าเปรมเคยให้ไปทำบางจากมานานหลายปี
ดันไม่ได้ต่อวีซ่ายุคทักษิณก็เชื่อมสายพวกนี้เสียบปลั๊กบ้านสี่เสาอีกที ก็เลยถึงยุคโชติช่วงชัชวาลย์ของเอ็นจีโอ
ที่เข้าไปร่วมรบกับพันธมิตรเต็มลำขึ้นมา งานนี้เลยเกิดรายการผสมพันธุ์ข้ามสปีชีส์ระหว่างอำมาตย์เก่ากับ
ขุนนางใหม่ขึ้นมา แต่ว่าไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์พลันบังเกิดแต่อย่างใดแต่เป็นอัปรีย์จังไรพลันอุบัติ เมื่อเหี้ยเอากับเหี้ย
ตกลูกออกมาเป็นเหี้ยชื่อ"พรรคการเมียใหม่" ก็มีด้วยประการะฉะนี้ แล..ขากๆๆๆถุ๊ยยยยย์!!


http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t276-40.htm


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Jan 09, 2010 3:01 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 2:50 pm

http://onknow.blogspot.com/2009/02/blog-post_3375.html

Monday, February 16, 2009

เปิดตำนานใหม่“กะเหรี่ยงแพร่”ต้าน“แม้ว” เดินหน้ากรองข้อมูลสื่อ-สร้างสังคมการเมืองใหม่

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
เกียรติ คำน้อย ส.อบต.แม่พุงหลวง ที่ร่วมริเริ่มใช้ ASTV กระจายข้อมูลข่าวสารให้ชาวบ้าน

แพร่ – เปิดศักราชใหม่ “ชุมชนกะเหรี่ยงแม่พุงหลวงเมืองแพร่” หมู่บ้านชนเผ่ากลางหุบเขา “ผีปันน้ำ” ที่ใช้ “ASTV”
จุดประกายการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เปิดช่องทางการเรียนรู้ให้แก่คนในชุมชน จนเริ่มตามทันการเมืองน้ำเน่า
เห็นผลร้ายจาก “ระบอบแม้ว” ที่กัดกร่อนสังคมไทยตั้งแต่ยุคสารพัดโครงการเอื้ออาทร-กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ
ถึงขั้นหลุดปากว่า “ถ้าปล่อยไว้ก็ฉิบหาย”

“ผมยังติดใจคำพูดของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่มักจะบอกกับผู้ชม ASTV อยู่เสมอ ๆ ว่า ทีนี้รู้หรือยัง !?
เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดเวทีทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ของภาคประชาชน ที่ไม่เจอในทีวีเสรีช่องอื่น ๆ” อำนวย ใจอ้าย
หนึ่งในเกษตรกรเชื้อสายกะเหรี่ยง บ้านแม่พุงหลวง ที่มีวิถีเกษตรพอเพียงทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ

“อะไรที่เราไม่รู้ ก็ได้รู้ อะไรที่เราไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น การเมืองเมื่อก่อน เราไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เราเห็นเขาโกงกิน
สิ่งที่ประชาชนคนไทยควรจะได้ไปอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ฉิบหายแน่” ด่วน ปิงจันทร์
ปราชญ์ชาวบ้านเชื้อสายกะเหรี่ยง ในหมู่บ้านแม่พุงหลวง อ.วังชิ้น จ.แพร่

“การเมืองใหม่ กำลังเกิดขึ้นในใจของประชาชนแล้ว แม้ว่าการเมืองในระบบ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
แต่เมล็ดพันธุ์การเมืองใหม่ ได้เกิดขึ้นแล้ว” เกียรติ คำน้อย อบต.บ้านแม่พุงหลวง

นี่คือส่วนหนึ่งในบันทึกคำพูดของคนในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวง อ.วังชิ้น จ.แพร่ ชุมชนชาวกะเหรี่ยง
แห่งเทือกเขา “ผีปันน้ำ” ที่บอกเล่ากับ “ASTVผู้จัดการรายวัน” เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนพื้นเมืองแห่งนี้
นับเนื่องตั้งแต่ปี 48-49 ที่พวกเขาบางส่วนร่วมต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ผ่านหน้าจอ “ASTV” ก่อนที่จะมีบางส่วน
เคยเข้าไปร่วมชุมนุม 193 วันสงครามครั้งสุดท้าย – ร่วมชุมนุมในทำเนียบฯ – สนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ

ในอดีต อ.วังชิ้น จ.แพร่ ถือเป็นบ้านป่า ห่างไกลความเจริญ ไม่มีใครให้ความสนใจ โดยเฉพาะภาครัฐมักส่ง
ข้าราชการที่มีปัญหาไปอยู่ หรือหากจะมีข้าราชการที่อยากเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ก็เพียงกลุ่มที่มีผลประโยชน์
กับการตัดไม้ทำลายป่า – รับส่วย เท่านั้น

แต่ทว่าวันนี้อำเภอวังชิ้น มิได้เป็นเมืองที่หลายคนสบประมาทได้อีกแล้ว ด้วยแนวคิดที่เกิดจากเนื้อในวัฒนธรรมประเพณี
ที่ยังคงมีอยู่สืบทอดมาจนปัจจุบัน ทั้งวัฒนธรรมชุมชน สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และอาชีพเกษตรกรรมธรรมชาติ
พร้อมทั้งความเป็นชนพื้นเมืองที่ยืนหยัดอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี

ในมิติ “การเมือง” ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ต่างประณามคนวังชิ้นว่า ตกอยู่ภายใต้เม็ดเงิน ที่หว่านลงไปซื้อเสียง
และกลุ่มการเมืองเดิมๆ ก็กลับมา จนทำให้เมืองแพร่ หานักการเมืองคุณภาพได้ยากเต็มที

แต่ทว่าด้วยเหตุผลข้างต้นกับความเข้าใจรัฐธรรมนูญ ชาววังชิ้น โดยเฉพาะกลุ่มพี่น้องชนเผ่ากะเหรี่ยง
ชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยเทือกเขาผีปันน้ำมานานหลายชั่วอายุคน มีการไหว้ผีขุนห้วย ผีขุนน้ำ
เพื่อให้ธรรมชาติปกปักรักษาให้ชุมชนอยู่อย่างปลอดภัยมาช้านาน ได้รับรู้เรื่องราวของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ที่ร่วมร่างเมื่อปี 2540 และอีกครั้งในปี 2550 ทำให้พวกเขารู้ถึงสาระในกฎหมายสูงสุดของประเทศ
โดยเฉพาะสิทธิของชุมชนและการดูแลทรัพยากรและการปกครองดูแลกันเองในภาคประชาชน

ลานบ้านของ “อบต.เกียรติ”ศูนย์รวมของชาวบ้านแม่พุงหลวง ที่ร่วมกันรับชมรายการเอเอสทีวีทุกค่ำคืน
จากโทรทัศน์ดาวเทียมเครื่องเดียวกัน

โดยเฉพาะในมาตรา 3 กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุชัดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าใจการเมืองว่า เขาทุกคนต้องสร้างเอง

และในที่สุดไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง – การโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ชาววังชิ้นจึงมีความแตกต่างจากอำเภออื่นๆ
ของจังหวัดแพร่ อย่างสิ้นเชิง

การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดจากความรู้ในกฎหมาย ทำให้ชาววังชิ้นเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมมาก
และเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดแพร่ และเป็นผลดีอีกทางที่อำนาจของภาครัฐเข้าไปครอบงำน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ

พวกเขาเล่าว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาเห็นแย้งกับรัฐอย่างรุนแรง เริ่มขึ้นในช่วงปี 2549 โดยเฉพาะที่บ้านแม่พุงหลวง
หมู่ 15 ต.แม่พุง อ.วังชิ้น ประชากรทั้งชุมชนเป็นชาวกะเหรี่ยงพื้นเมือง ร้อยละ 99.99 เริ่มมองเห็นการทำงานของรัฐ
ที่ไม่ตรงตามความต้องการหรือความจำเป็นของชุมชน จากการบริหารราชการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่เริ่มทำให้ประชาชนอ่อนแอลง เช่นการทำโครงการเอื้ออาทรหลากหลาย

ช่วงนั้นเห็นชัดว่า บ้านแม่พุงหลวง มีความเข้มแข็งเรื่องการออมทรัพย์
ภายใต้การหนุนช่วยของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน
โดยก่อตั้ง “กลุ่มออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนสร้อยหล้า”

ขึ้นมานานและมีผลการบริหารจัดการจนชาวบ้านมีสวัสดิการของตนเองในชุมชน
แต่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญแก่สิ่งที่ชุมชนประสบความสำเร็จ กลับนำกองทุนหมู่บ้านเข้ามาอีก และไม่อนุญาตให้รวมกองทุน
ตรงนี้เริ่มทำให้ชาวบ้านแตกแยกเป็น 2 ส่วน นอกจากนั้นยังพบปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการในระบอบทักษิณมากมาย

ในปีนี้เองที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองขึ้นในกรุงเทพฯ คือ “ปรากฏการณ์สนธิ” ที่บานปลายออกสู่การรวมตัวจากหลายฝ่าย
เป็นเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และใช้สื่อ “ASTV” ในการเผยแพร่ความรู้ทางการเมืองและ
ปัญหาที่เกิดจากการบริหารบ้านเมือง

แกนนำสำคัญ เริ่มเก็บข้อมูลข่าวสาร นำเข้าสู่การถกเถียงและพูดคุยกันในชุมชน ตามบ้านของผู้นำ เช่น
“เกียรติ คำน้อย สมาชิก อบต.แม่พุงหลวง - ลุงอำนวย ใจอ้าย ปราชญ์ชุมชนคนสำคัญที่ร่วมกันต่อยอดข่าวสาร
ใน กทม.สู่การรับรู้ของประชาชน

“อบต.เกียรติ” บอกว่า ยิ่งรู้ข้อมูลมากขึ้นก็พบว่าการบริหารของรัฐบาลทักษิณ เป็นปัญหาของบ้านเมือง
ซึ่งผู้นำตามธรรมชาติ เหล่านี้ ซึ่งเคยดูแลรักษาสถาบันการเงินของชุมชน วัฒนธรรมชนเผ่า รักษาป่าของชุมชน
เริ่มถูกจุดประกายขึ้นด้วยการหารือในที่ประชุมหลายฝ่าย เพื่อต้องการหาข้อมูลข่าวสารลงสู่ชุมชนให้มากที่สุด
ในที่สุดได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนบ้านค้างปินใจ ให้ยืมโปรเจกเตอร์ และสำนักฮอมบุญอโศก
บ้านป่าไผ่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ อนุเคราะห์จานดาวเทียมเอเอสทีวีให้

http://www.asoke.info/04Agriculture/OFNT/Office/FrameworkOrg04.html

จากนั้นพวกเขาก็ติดตั้งกันเอง ลองผิดลองถูกทางด้านเทคนิค และในที่สุดก็ได้ผล

รายการรู้ทันประเทศไทยของ อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ,รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของสนธิ ลิ้มทองกุล
และสโรชา พรอุดมศักดิ์ ก็ถูกแพร่ภาพกลางหมู่บ้าน


ช่วงนั้นลานบ้านของ “อบต.เกียรติ” กลายเป็นพื้นที่รับชมรายการเอเอสทีวีทุกค่ำคืน มีชาวบ้านแม่พุงหลวง
นั่งกลางดินดูโทรทัศน์ดาวเทียมเครื่องเดียวกัน ประชาชนสนใจมากขึ้นๆ ทุกขณะ และในที่สุดก็เกิดการเรียนรู้ของชุมชน
ไม่แพ้คนที่ไปเรียนในมหาวิทยาลัยราชดำเนิน และชุมชนได้ร่วมขับไล่ทรราชออกไปจากแผ่นดิน แม้เขาเหล่านั้นอยู่ในป่า
ห่างไกลความเจริญ

กลุ่มผู้นำทั้งที่เป็นทางการ และผู้นำตามธรรมชาติ บ้านแม่พุงหลวง เล่าว่า 19 กันยายน 2549 เป็นวันที่พวกเขาใจจดใจจ่อ
และในที่สุดการปฏิวัติก็เกิดขึ้น ชุมชนไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่ไม่มีทางออกสำหรับรัฐบาลที่มีอำนาจล้นฟ้า

การติดตามไม่ได้จบลง แต่กลับมีผู้สนใจมากขึ้นสร้างความก้าวหน้าทางการเมือง เมื่อช่วงเลือกตั้งใหม่
การตัดสินของศาลในการยุบพรรคไทยรักไทย และที่ประชาชนสนใจมากในขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช
เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงนี้ประชาชนใน อ.วังชิ้น หลายกลุ่มเดินทางไปร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบ
โดยเฉพาะแกนนำของแม่พุงหลวง และปราชญ์ชาวบ้าน กว่า 20 คนได้เข้าสัมผัสรสชาติอาหาร
ร่วมเยี่ยมชมทำเนียบรัฐบาลด้วย มีหลายคนได้ร่วมปิดสนามบินดอนเมือง


ด่วน ปิงจันทร์ ปราชญ์ชาวบ้านในแม่พุงหลวง กล่าวว่า อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้รู้อะไรที่เราไม่เห็นก็ได้เห็น
การเปลี่ยนแปลงช่วงรวดเร็ว และสมัยนี้เราเห็นสิ่งผิดสิ่งถูกได้เร็วกว่าอดีต การเมืองเมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจแต่วันนี้
เราเห็นการโกงกินนั้นเป็นผลประโยชน์ที่ตกสู่ประชาชนแต่เขาเอาไปหมด “อย่างนี้ถ้าปล่อยไปก็ฉิบหาย”

อำนวย ใจอ้าย เกษตรกรที่มีวิถีเกษตรพอเพียงทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ กล่าวว่าสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี
เป็นสถานีที่เปิดเผยมากทุกแง่มุมไม่ใช่สถานี เป็นผู้กล่าวหารัฐบาล แต่สถานีและนักจัดรายการได้ร่วมกันนำเอา
เนื้อหาสาระที่มาจากนักวิชาการและคนรอบด้านมาสู่สายตาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักการทูต นักธุรกิจ
นักการเมือง ผู้นำศาสนา และสำคัญคือนักวิชาการที่ชาวบ้านมีโอกาสสัมผัสน้อยมาก เอเอสทีวี
ได้จัดรายการจนชาวบ้านอดดูไม่ได้ ต้องติดตามต่อเนื่องเพื่อค้นหาความจริงให้ปรากฏ

เขาบอกว่า ยังติดใจคำพูดของคุณสนธิ ที่ว่า “ทีนี้รู้หรือยัง” นี่เป็นการเปิดเวทีครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมืองในรัฐธรรมนูญ
ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีเวที มุมหนึ่งมีคนกล่าวหาพันธมิตรฯมากมาย แต่ผมคิดว่า เป็นเวทีที่ประชาน
ได้มีโอกาสระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน ชาวบ้านอยากจะใช้วิธีโต้ตอบ แต่ที่ชุมชนยังไม่มีอินเทอร์เน็ต
หรือเครื่องมือสื่อสารที่ดีพอทำให้ไม่มีโอกาสได้ร่วม

“แต่ยังพอมีที่นักข่าวASTVผู้จัดการได้นำภาพของชาวแม่พุงหลวงที่นั่งดูทีวีทุกค่ำคืนไปเผยแพร่”

เกียรติ คำน้อย สรุปความคิดของเขาให้ฟังว่า ตนคิดว่าการพัฒนาทางการเมืองขณะนี้เกิดแล้ว
การเมืองใหม่กำลังเกิดขึ้นในใจของประชาชน แม้แต่การเมืองในระบบยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
แต่เห็นภาพความสนใจทางการ เมืองไม่เพียงที่ อ.วังชิ้น เราไปสัมผัสการจัดเวทีพันธมิตรฯ ที่จัดในตัวเมืองแพร่
ชาวบ้านได้พบกับอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่โรงแรมนครแพร่ ที่องค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดแพร่จัดขึ้น
เป็นส่วนหนึ่งที่ทุกคนได้รู้ถึงธาตุแท้ของนักการเมือง ว่า โกงกิน

อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังไม่ถือว่า การต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่จบลงแต่ยังคงต้องทำงานกันต่อไป


นี่เป็นเสียงวิพากษ์และเรียกร้องของชุมชนห่างไกลที่ได้รับข้อมูลข่าวสารแล้วเป็นประโยชน์ วันนี้ชาวบ้านไม่เพียงดูสื่อ
แต่ยังคงเดินหน้าร่วมกันพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ไว้ให้มากที่สุด และเดินตามแนวพระราชดำริ
ในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขแบบองค์รวมของหมู่บ้านชุมชน

วันนี้ เขามีสวัสดิการของชุมชน มีระบบประปาที่ใช้พลังงานทางเลือก มีการดูแลสุขภาพด้วยหมอพื้นบ้าน
มีความพอเพียงที่ก้าวหน้า

และวันนี้ชาวบ้านเข้าใจชัดเจนแล้วว่า การใช้สื่อเป็นอาวุธชนิดหนึ่งของชุมชน ที่จะเป็นตัววิเคราะห์ได้ว่า
ภาครัฐเดินหน้าพัฒนาเพื่อหวังอะไรและชุมชนควรตั้งมั่นระวังอย่างไร

ในที่สุด ชุมชนแห่งนี้ก็มีมติ ใช้งบประมาณที่รวบรวมจากกองทุนสวัสดิการ เครดิตยูเนี่ยนสร้อยหล้า
จัดซื้อโปรเจกเตอร์เป็นของหมู่บ้าน เปิดฉายโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวีได้ทุกคืน


ชุมชนแม่พุงหลวง นอกจากดูสื่อ เอเอสทีวี แล้วยังดูช่องอื่นเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
ซึ่งในที่สุดการนำเสนอกับเหตุการณ์จริงเอเอสทีวีน่าจะอยู่กลางใจของประชาชนในชนบท แต่ยังคงมีข้อเสียอยู่บ้าง
ที่ เอเอสทีวี ดูไม่ได้ทุกบ้าน

ดังนั้น ต้องทำอย่างไร ที่จะให้โทรทัศน์สาระดีอย่างนี้ได้เข้าถึงทุกหลังคาเรือน

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000014565

http://www.asoke.info/04Agriculture/OFNT/Office/FrameworkOrg04.html


โครงการพลังกู้ดินฟ้า ประชาเป็นสุข
เจ้าของโครงการ



เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย (คกร.)
ผู้สนันสนุนงบประมาณ



สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ระยะเวลาของแผนงาน


สิงหาคม 2546 ถึง สิงหาคม 2547
คณะกรรมการบริหารโครงการ


คณะกรรมการประสานงานกลาง
(จำนวน 9 คน) เป็นที่ปรึกษาโครงการ ....
[ดูภาพถ่าย...คลิก]

  1. ประธานกรรมการ
    นายธำรงค์ แสงสุริยจันทร์
  2. รองประธาน
    นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ
  3. รองประธาน
    นายอำนาจ หมายยอดกลาง
  4. เลขาธิการ
    นายแก่นฟ้า แสนเมือง
  5. ฝ่ายการตลาด
    นายร้อยแจ้ง จนดีจริง
  6. ฝ่ายบัญชี
    นางสาวเพชรตะวัน ธนะรุ่ง
  7. ฝ่ายการเงิน และธุรการ
    นางสุริยา สิทธิสงค์
  8. ฝ่ายทะเบียน
    เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์
  9. ฝ่ายสารสนเทศ
    นายสู่ดิน ชาวหินฟ้า

อำนาจหน้าที่
กำหนดทิศทาง หลักเกณฑ์เงื่อนไข และให้ข้อเสนอแนะต่างๆ
ตลอดจนการพิจารณาอนุมัติแผนปฏิบัติการ และแผนงบประมาณ
ให้สามารถบรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ตามที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 2:55 pm

คณะกรรมการประสานงานส่วนท้องถิ่น
(ผู้แทนจากชุมชนในเครือข่าย จำนวน 49 คน) เป็นคณะกรรมการบริหาร

1


นางมิ่งหมาย บุญเฉลียว
tel.0-4524-0584-5

น.ส.เพชรตะวัน ธนะรุ่ง
tel.0-4524-0584-6

ราชธานีอโศก
หมู่บ้านราชธานีอโศก หมู่ที่ 10 ต.บุ่งไหม

อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี 34190

tel.0-4524-0584-5, 0-4531-8072-3


2


คุณพลีขวัญ พูนลาบ
tel.0-4563-5767

นายมั่นแม่น กะการดี
tel.0-4563-5767

ศีรษะอโศก

หมู่ที่ 15 ต.กระแซง อ.กันทรลักษ์
จ.ศรีสะเกษ 33110
tel.0-4563-5767
0-4563-5691, 0-3425-8470-1


3


ท.ญ.ฟากฟ้าหนึ่ง นาวาบุญนิยม
tel.0-3425-8470-1

น.ส.สีดิน ไชยธรรม
tel.0-3425-8470-1



ปฐมอโศก


66 หมู่ที่ 5 ต.พระประโทน
อ.เมือง
จ.นครปฐม 73000
tel.0-5625-9217


4







นายจำนงค์ สังวรณ์
tel.0-5625-9217


นายเสกสรร ไผ่ทอง
tel.0-5635-2409

ศาลีอโศก
116 หมู่ที่ 3 ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี
จ.นครสวรรค์ 60220
tel. 0-5635-2409, 0-9770-7454

5


น.ส.วรัทยา ธรรมรักษ์
tel.0-4432-7306


น.ส.พลังศีล ฉาไทยสงค์
tel.0-4432-7306
นายเต็มสูญ อ่างทอง
tel.0-4421-2797





สีมาอโศก


94 หมู่ที่ 5 ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง
จ.นครราชสีมา 30000

โทรศัพท์/โทรสาร 0-4432-7306
tel.0-4421-2797, 0-4432-7400


6


นายเมืองหิน ลือโขง
tel. 0-5327-1262
0-1765-4451

นางจุรีย์ ตันวิระ
tel.0-5331-1019
0-5382-2871



ลานนาอโศก

280 หมู่ที่ 4 ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย
จ.เชียงใหม่

ร้านอาหารชมรมมังสวิรัติ
เลขที่ 42 ถนนมหิดล
ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
tel.0-5349-8675, 0-5327-1262


7


นางกัลยา ชูทอง
tel.0-7522-6196

นายภาณุ (ธาตุเมืองพุทธ)
พิทักษ์เผ่า
tel. 0-7434-6436



ทักษิณอโศก

41 หมู่ที่ 3 ต.บ้านควนอ.เมือง จ.ตรัง 92000
tel.0-7522-6196

8


น.ส.วินากร สิทธิพันธ์
tel.0-1991-5592

น.ส.เกลี้ยง แซ่ผั่ว
tel.0-1853-2757

สมณะเสียงศีล
tel.0-1835-6108


ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเพื่อนช่วยเพื่อน
อินทร์บุรี

2 หมู่ที่ 7 ต.อินทร์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี 16110
tel.0-3658-1922

9


นายอำนาจ หมายยอดกลาง


tel.0-1966-4247



วังน้ำเขียว

14 หมู่ที่ 11 บ้านน้ำซับ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว

จ.นครราชสีมา 30370
tel.0-4424-9107 โทรสาร 0-4424-9109

10

นายวีระพล กมลรัตน์
tel. 0-4527-0233,
0-6245-3016


สวนส่างฝัน

216 สวนส่างฝัน ถนนเอกอำนาจ

อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 37000
tel.0-4527-0233


11

นางนภัสวรรณ บุตรเพ็ง
tel.0-4259-9490


ศรีสงครามอโศก

458 บ้านปากอูน หมู่ที่ 7 ต.ศรีสงคราม

อ.ศรีสงคราม จังหวัดนครพนม 48150

tel.0-4259-9490


12


นายสมพงษ์ ฟังเจริญจิตต์
tel.0-18535000
โทรสาร 0-2466-6229


ตามตัว 1188 เรียก
6329988



สถาบันฝึกอบรมผู้นำ

บ้านพุประดู่ ต.บ้านเก่า อ.เมือง
จ.กาญจนบุรี

679/44 ถ.อิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่

กรุงเทพฯ 10600


13

นางนวพร ขวัญสำราญ

tel.0-4481-0095
0-9844-8298


หินผาฟ้าน้ำ

428 หมู่ที่ 17 บ.นาแก ต.นาหนองทุ่ม

อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ 36150
tel.0-4481-0095


14


นายวัลลภ จันดาเบ้า
tel.0-9574-9860

นายไพโรจน์ อรรคสีวร
tel.0-1711-6069

นายกอใจ ชาวหินฟ้า
tel.0-6851-3335,
0-9279-9055



ดินหนองแดนเหนือ

159 หมู่ที่ 11 ต.บ้านตาด

อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000


15


นายหินชนวน อโศกตระกูล
tel.0-9416-5618,
0-42832179


นายวิเชียร ถาวงค์กลาง
tel.0-4284-1534



เลไลย์อโศก

246 หมู่ที่ 7 บ้านเอราวัณ ต.ผาอินทร์แปลง

กิ่งอำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย 42220

tel. 0-4285-3237


16


นายอภิชาติ รุ่งเรืองพัฒนากุล

tel.0-1050-7069



ร้อยเอ็ดอโศก

หมู่ที่ 6 ต.เกาะแก้ว อ.เสลภูมิ
จ.ร้อยเอ็ด 45120

110 หมู่ 6 ต.เกาะแก้ว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45120

tel.0-1050-7069


17


น.ส.น้ำนวลดิน ใจแปง


tel.0-5370-0504,
0-1288-4505



เชียงรายอโศก

259 หมู่ที่ 8 บ้านห้วยบง ต.ท่าสาย อ.เมือง
จ.เชียงราย 57000
tel. 0-5370-0504

18


นายทศพล เปี่ยมสมบูรณ์

tel.0-3721-3461



บูรพาอโศก

96/1 หมู่ที่ 6 ต.หัวหว้า
อ.ศรีมหาโพธิ์
จ.ปราจีนบุรี
51 ถนนหน้าเมือง ต.หน้าเมืองอ.เมือง
จ.ปราจีนบุรี 25000

19


น.ส.แก่นเกื้อ นาวาบุญนิยม

tel.0-4337-9394



แก่นอโศก

239 หมู่ที่ 5 ต.โนนท่อน อ.เมือง
จ.ขอนแก่น 40000

สวนเพิ่มบุญ tel.0-4337-9394


20


นายนิยม มาประโคน


tel.0-4467-1491



เมฆาอโศก

56 หมู่ 7 ต.บึงเจริญ อ.บ้านกรวด

จ.บุรีรัมย์ 31180

tel.0-6246-3136


21

หลวงพ่อลักษณ์
(จัตมโร)
tel.0-1604-4903


อยู่สุขเจริญ

สำนักสงฆ์ธุดงค์สถานอยู่สุขเจริญ

หมู่ 2 ต.หนองบัวใต้ อ.เมือง จ.ตาก 63000


22


คุณสีนวล ทุลจินดา
tel.0-1740-0756

คุณเยาวดี ศรีพันธวรานุสรณ์
tel.0-1171-4674



จิตรเพชรอโศก

(เพชรผาภูมิ)

60 หมู่ 11 ต.ห้วยพุก

กิ่งอำเภอดงเจริญ จ.พิจิตร 66210


23

นายมานะ ภู่แส

tel.0-5524-2966


พิษณุอโศก

135/1 หมู่ 3 ต.สมอแช

อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000


24

นายจำนงค์ พนมลัง
tel.0-54289-1133


ลำปางอโศก

290/2 หมู่ 2 ซอยโรงเรียนแม่ทะวิทยา

อ.แม่ทะ จ.ลำปาง 52150

ยุบไปรวมกับกลุ่มฮอมบุญ


25

นายบุญฉลอง หนูนันท์

tel.0-1454-3814


ชนแดน

18/1 หมู่ 2 ต.พุทธบาท

อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ 67150


26

นายมนต์ชัย อมรพิเชษฐ์กูล

มะเซอย่อ

138 หมู่ 4 บ้านทุ่งมะเซอย่อ ต.บ้องตี้

อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี 71150


27

พ.จ.อ.วรวุฒิ
ไชยคุด


สกลอโศก

175/2 ถนนเจริญเมือง อ.เมือง
จ.สกลนคร 47000

tel.0-4271-3457


28

นางปราณี พิมพ์ศิริ

หนองคายอโศก

136 หมู่ 2 บ้านบุ่งคล้า ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า
จ.หนองคาย 43140

29


นายสุรเดช ศิรินาม


tel.0-4436-1118



กลุ่มญาติธรรมปากช่อง

60 หมู่ 9 ต.กลางดง อ.ปากช่อง
จ.นครราชสีมา 30130
tel. 0-4436-1118

30


นางสมหมาย หนูแดง
tel.0-12927924

นายวัชลภ หนูแดง
tel.0-9801-3369



ไร่ทนเหนื่อย

19 หมู่ 8 บ้านพนาทิพย์ ต.หนองแขม

อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี
tel.0-1292-7924


31

นายศิริ ดีรัตนา

tel.0-2919-6162


วังสวนฟ้า

ที่ตั้ง: หมู่ที่ 4 ต.วังทอง กิ่งอำเภอวังสมบูรณ์

จ.สระแก้ว

107/8 ถนนเสรีไทย เขตคันนายาว
กทม 10130


32


นายธนาศักดิ์ ก่ำรัมย์


tel.0-4461-1580



บุรีรัมย์อโศก

54 บ้านหนองครอบ หมู่ 5 ต.สองชั้น

อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ 31160


33

นายมงคล จันทร์ทรง

tel.0-7750-9011


ธรรมชาติอโศก

126 หมู่ 4 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ
จ.ชุมพร 86120
tel.0-7750-9011

34

นายสำเริง มีทรัพย์

tel.0-1117-4740


มุกดาอโศก

สถานีอนามัยบ้านนิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก

ต.ดงหมู อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร
49150


35

นางวิทัยวรรณ
มหาวงศ์
tel.0-5445-8817


พะเยาอโศก

9 หมู่ 3 ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา 56000

36


นายโกศล น้อยโสภา


tel.0-3235-3366



เพื่อนบุญอโศก

107/1 หมู่ที่ 10 บ้านโพธิ์เจริญ
ต.หนองอ้อ

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
tel. 0-3235-3100, 0-3235-3366


37

นายภาณุ พิทักษ์เผ่า

tel.0-7434-6436


สงขลา

49 ถนนจุติอนุสรณ์ อ.หาดใหญ่
จ.สงขลา 90110

tel.0-7434-6436


38

น.พ.ระวี มาศฉมาดล
tel.0-7736-1483


สวนสรรพยา

โรงพยาบาลเวียงเวช อ.เวียงสระ
จ.สุราษฎร์ธานี


tel.0-7736-1483, 0-7736-1672


39

นายอดุลย์ ศรีสวัสดิ์
tel.0-5349-5983


สวนลำพูน

บ้านผาเงิบ ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จ. ลำพูน

192 หมู่ที่ 3
ต.หนองล่อง กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง

จ.ลำพูน 51120


40

นางฟ้างาย คำอโศก
tel. 0-2393-5729


บ้านพืชผัก

161 หมู่ 9 บ้านห้วยไร่ ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง
จ.เชียงใหม่

41

นายรักษ์ธรรม กล่อมอำภา
tel. 0-1865-0041
0-3829-7133
ชลบุรีอโศก
24/25 หมู่ 2 ต.หนองชาก

อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี 20170


42

นายตู้ สุขนึก
tel. 0-1312-8338
0-13338001


บ้านรัตนะ

บ้านรัตนะ ต.บุฤาษี อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000

43

นายประกอบ วิธีสอน

tel. 0-1903-3170


กลุ่มชูธรรม

12 หมู่ 1 ต.บึงบอน อ.หนองเสือ

จ.ปทุมธานี 12170

tel.0-1903-3170


44

นายอำนวย คลี่ใบ
tel. 0-9853-1244


ชุมชนฮอมบุญ

4/1 หมู่ที่ 5 บ้านป่าไผ่ ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย
จ.แพร่ 54110

tel.0-9853-1244


45

กำนันกำไร ดีจะโป๊ะ
tel. 0-1266-9614


กลุ่มกำนันกำไร

49 หมู่ที่ 7 บ้านซับน้อย ต.ลำนางแก้ว

อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
tel.0-1266-9614


46

นายศักดิ์ แก้วมาลา

tel.0-1651-4 038
กลุ่มรักถิ่น173
หมู่ 5 บ้านอ่าย ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ
จ.เชียงใหม่ 50320
tel. 0-1681-4 038
อำนาจหน้าที่
ดำเนินงานให้โครงการดำเนินไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
รวมทั้งร่างแผนงานในการดำเนินงาน ในท้องถิ่น จัดทำแผนปฏิบัติการ
แผนงบประมาณ ตลอดทั้งข้อเสนอแนะ เสนอกรรมการประสานงานกลาง
รวมทั้งดูแลกำกับ และอำนวยการ ให้งานดำเนินไป อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานโครงการ

(ก.) สำนักงานกลาง

ที่ตั้งสำนักงาน

เลขที่ 65/45 อาคารฟ้าอภัย ซอยเทียมพร ถนนนวมินทร์
เขตบึงกุ่ม
กรุงเทพมหานคร 10240 โทรศัพท์ 0-2733-6063 โทรสาร 0-2375-7800
การบริหารและความรับผิดชอบ

(1) ฝ่ายการเงิน
(2) ฝ่ายฝ่ายบัญชี
(3) ฝ่ายประสานงาน
(4) ฝ่ายธุรการ
คณะกรรมการ ....
[ดูภาพถ่าย...คลิก]



  • ผู้จัดการโครงการ
    นายธำรงค์ แสงสุริยจันทร์
  • ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ
    นายแก่นฟ้า แสนเมือง
  • ผู้จัดการสำนักงานกลาง
    เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์
  • รองผู้จัดการสำนักงานกลาง
    นางสาวลัดดา ปิยะวงศ์รุ่งเรือง
  • พนักงานการเงิน
    นางสาวเทียนแก้ว บุญมี
  • พนักงานบัญชี
    นางสาวยลศิริ ดำช่วย
    นายไพโรจน์ วงค์เที่ยง
    นางสาวปนัดดา แสงทอง

  • พนักงานธุรการ และประสานงานทั่วไป
    นายเทวินทร์ สิทธิ์น้อย
  • ผู้ตรวจสอบบัญชี และวิเคราะห์ข้อมูล
    นายหนึ่งพุทธ วิมุตตินันท์

ภาระหน้าที่


  • ประสานงานเก็บข้อมูลและสนับสนุนการทำงานทั่วประเทศ
  • ประสานงานให้เกิดการสนับสนุน หรือรับการสนับสนุนจากทรัพยากรในเครือข่ายทุกภาค
    อย่างทันท่วงที
  • รับจ่ายเงินให้สำนักงานภาค เพื่อดำเนินโครงการ
  • ตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณของสำนักงานภาค
  • จัดรวบรวมเอกสารการเงิน การบัญชี
  • ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ

(ข.) สำนักงานภาค
8 แห่ง


ที่ตั้งสำนักงานภาค

1. สำนักงานภาคเหนือ
ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนศาลีอโศก
116 หมู่ 3 ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ 60220
ผู้ประสานงาน: นายชัยสิทธิ์ มานะดี
ศูนย์ฝึกอบรม: แม่ข่ายศาลีอโศก รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย
2 แห่ง
(1) ชุมชนเชียงรายอโศก
(2) ชุมชนฮอมบุญ

2. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1

ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนราชธานีอโศก
ชุมชนราชธานีอโศก หมู่ 10 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ

จ.อุบลราชธานี 34190
ผู้ประสานงาน: นางสาวเพชรตะวัน ธนะรุ่ง
ศูนย์ฝึกอบรม: แม่ข่ายราชธานีอโศก รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย
2 แห่ง
(1) ชุมชนสวนส่างฝัน
(2) ชุมชนเมฆาอโศก
3. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2

ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนศีรษะอโศก
หมู่ 15 ต.กระแซง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 33110
ผู้ประสานงาน: นางสาวอร่ามศิลป์ ยืนยาว
ศูนย์ฝึกอรบรม: แม่ข่ายศีรษะอโศก รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย
3 แห่ง
(1) ชุมชนศรีโคตรบูรณ์อโศก
(2) ชุมชนร้อยเอ็ดอโศก
(3) ชุมชนสุรินทร์อโศก
4. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3

ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนสีมาอโศก
94 หมู่ 5 ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000
ผู้ประสานงาน: น.ส.วรัทยา ธรรมรักษ์
ศูนย์ฝึกอรบรม: แม่ข่ายสีมาอโศก รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย
2 แห่ง
(1) ชุมชนดินหนองแดนเหนือ
(2) ชุมชนวังน้ำเขียว
5. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4

ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนหินผาฟ้าน้ำ
428 หมู่ 17 บ.นาแก ต.นาหนองทุ่ม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
36150
ผู้ประสานงาน: นายแผนผา คงนาวัง
ศูนย์ฝึกอรบรม: แม่ข่ายหินผาฟ้าน้ำ รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย
2 แห่ง
(1) ชุมชนแก่นอโศก
(2) ชุมชนเลไลย์อโศก
6. สำนักงานภาคกลาง 1
ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนสันติอโศก
ชุมชนสันติอโศก 65/1 ซอยเทียมพร ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม

เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
ผู้ประสานงาน: เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์
ศูนย์ฝึกอบรม: แม่ข่ายสันติอโศก รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย

2 แห่ง
(1) ชุมชนบูรพาอโศก
(2) ชุมชนวังสวนฟ้า
7. สำนักงานภาคกลาง 2
ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนปฐมอโศก
66 หมู่ 5 ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม 73000
ผู้ประสานงาน: นายทิวเมฆ นาวาบุญนิยม
ศูนย์ฝึกอบรม: แม่ข่ายปฐมอโศก รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย
1 แห่ง
(1) ศูนย์การเรียนรู้ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน อินทร์บุรี
8. สำนักงานภาคใต้
ที่ตั้งสำนักงาน: ชุมชนทักษิณอโศก
41 หมู่ 3 ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง 92000
ผู้ประสานงาน: น.ส.เรวดี ตันนุกิจ
ศูนย์ฝึกอบรม: แม่ข่ายทักษิณอโศก รับผิดชอบ ศูนย์ฝึกลูกข่าย
1 แห่ง
(1) ชุมชนธรรมชาติอโศก
การบริหารและความรับผิดชอบ

(1) ศูนย์ฝึกอบรมแม่ข่าย (8 แห่ง)
(2) ศูนย์ฝึกอบรมลูกข่าย
ภาระหน้าที่


  • ประสานงานกับอาสาสมัครในพื้นที่
  • ประสานงานเพื่อสนับสนุน หรือขอรับการสนับสนุน จากส่วนกลางและภาคอื่นๆ
  • จัดรวบรวมเอกสารการเงิน การบัญชี ส่งสำนักงานกลาง
  • ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานระหว่างภาคอื่นๆ
  • ดูแล และเบิกจ่ายเงินในการดำเนินโครงการ
  • ดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  • ดูแลกำกับศูนย์อบรมของเครือข่ายในภาค

(ค.) สำนักงานวิชาการ

ที่ตั้งสำนักงาน

ชุมชนวัฒนธรรมบุญนิยมศีรษะอโศก
270 หมู่ 15 ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 33110

การบริหารและความรับผิดชอบ

(1) ฝ่ายวิชาการ
(2) ฝ่ายศูนย์ข้อมูล
(3) ฝ่ายสารสนเทศ และประชาสัมพันธ์
คณะกรรมการ แบ่งสายงานออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายวิชาการ
ฝ่ายศูนย์ข้อมูล และ ฝ่ายสารสนเทศ และประชาสัมพันธ์ ดังนี้
ฝ่ายวิชการ ประกอบด้วย ...
[ดูภาพถ่าย...คลิก]



  • น.ส.ขวัญดิน สิงห์คำ
  • นายแก่นฟ้า แสนเมือง
  • นางอาภรณ์ วิชัยดิษฐ์
  • ท.ญ.ฟากฟ้าหนึ่ง นาวาบุญนิยม

  • น.ส.ปัทมาวดี กสิกรรม


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 3:00 pm

ฝ่ายศูนย์ข้อมูล ประกอบด้วย ...
[ดูภาพถ่าย...คลิก]



  • นายสู่ดิน ชาวหินฟ้า
  • นายมนตรี รัตนิล
  • น.ส.ฟากฝั่งฝัน นาวาอโศกตระกูล


ฝ่ายสารสนเทศ และประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วย


  • นายสู่ดิน ชาวหินฟ้า
  • นายมนตรี รัตนิล
  • นายวิศิษฏ์ จิตตนุปัสน์

ภาระหน้าที่


  • ประมวล วิเคราะห์ สถานการณ์ ความต้องการ ในการพัฒนางานของโครงการ
  • ร่างหลักสูตรการอบรม ประชุม สัมมนาต่างๆ เพื่อการพัฒนางานในระดับต่างๆ
    เสนอต่อคณะกรรมการบริหาร คกร.
  • จัดหาวิทยากร สนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ต่างๆ
  • รวบรวมองค์ความรู้ และฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน
  • จัดทำ และจัดหาสื่อ เพื่อยกระดับคุณภาพและศักยภาพ
    ในการฝึกอบรมของศูนย์ฝึก คกร.
  • จัดทำสื่อต่างๆ เช่น หนังสือ สิ่งพิมพ์ วีซีดี จดหมายข่าว
    เว็บไซต์ รายการออกอากาศวิทยุชุมชน เพื่อการเผยแพร่
    และประชาสัมพันธ์

(ง.) สำนักงานประเมินผล
ที่ตั้งสำนักงาน

เลขที่ 65/45 อาคารฟ้าอภัย ซอยเทียมพร ถนนนวมินทร์

เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
โทรศัพท์ 0-2733-6063 โทรสาร 0-2375-7800
การบริหารและความรับผิดชอบ

(1) ฝ่ายประสานงานและติดตามงาน
(2) ฝ่ายประเมินผล
คณะกรรมการ แบ่งสายงานออกเป็น 2 ฝ่าย ดังนี้
ฝ่ายประสานงานและติดตามงาน ประกอบด้วย ...
[ดูภาพถ่าย...คลิก]



  • นายร้อยแจ้ง จนดีจริง

  • นายสุวรรณ์ บุญแท้

  • น.ส.ดินนา โคตรบุญอาริยะ


  • นายราเมศ เชียวเขตรวิทย์


  • น.ส.น้อมขวัญ ปัฐฏยาวัต


  • น.ส.ประกายขวัญ ปัญญาพร


  • น.ส.พลอยไพร ชาวหินฟ้า

ฝ่ายประเมินผล ประกอบด้วย...
[ดูภาพถ่าย...คลิก]



  • นายธำรงค์ แสงสุริยจันทร์


  • นายสงกรานต์ ภาคโชคดี

  • นายวีรพงศ์ ชัยภัค

  • น.ส.ปัทมาวดี กสิกรรม

ภาระหน้าที่


  • ส่งเสริมสมาชิกในเครือข่าย ในการสร้าง ผลผลิต-ผลิตภัณฑ์
    การตลาด-พาณิชย์ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เครือข่ายบุญนิยม
  • จัดหาทีมงานประเมินผลการอบรมทั่วประเทศ
  • ออกแบบการประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ
  • วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล

แผนงานโครงการ ประกอบด้วย
3 แผนงานหลัก
(ก.) แผนงานการศึกษาอบรม

  1. กิจกรรมสร้างผู้นำกสิกร
  2. กิจกรรมอบรมเยาวชนคนสร้างชาติ
  3. กิจกรรมมหกรรมกู้ดินฟ้า
  4. กิจกรรมสร้างสุขภาพ 8อ.

(ข.) แผนงานเศรษฐกิจและสังคม

  1. กิจกรรมเสริมสร้างพลังกู้ดินฟ้า
  2. กิจกรรมประชุมแกนนำเชื่อมร้อยเครือข่าย
  3. กิจกรรมศึกษาดูงาน
  4. กิจกรรมสัมมนากสิกรในหมู่บ้าน
  5. กิจกรรมติดตามผลประเมินผล และสรุปผลเรียน

(ค.) แผนงานข้อมูลข่าวสาร (Information &
Communication)


  1. กิจกรรมผลิตสื่อสาระ
  2. กิจกรรมเผยแพร่ความรู้ และประชาสัมพันธ์ ด้วยสื่อวิทยุ
    สิ่งพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต







การประเมินผลภายนอก


โดยคณะทำงาน จากสถาบันการศึกษา
ทำหน้าที่ประเมินผลโครงการ และ ร่วมสรุปบทเรียน แลกเปลี่ยนประสบการณ์
การทำงานภายในชุมชน ตลอดจนการบริหารโครงการ

att พิมพ์ว่า:
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการ ดำเนินงาน
ชุมนุม สหกรณ์เครดิตยูเนียน ประเทศไทย จำกัด
ในฐานะไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย


http://www.semsikkha.org/review/index.php?option=com_content&task=view&id=41&Itemid=65&date=2006-12-01

การไปสัมมนาที่เชียงใหม่นี้นับว่าสำคัญมากสำหรับงานและชีวิตของมนัสและ
ผมจำได้ว่าก่อนจะขึ้นรถบัสที่หน้าร้านศึกษิตสยาม สามย่านนั้น มีการถามกันว่า
ตกลงจะไปหรือเปล่าเพราะรัฐบาลถนอม-ประภาสปฏิวัติตนเองไม่กี่วันก่อนหน้านั้น
พี่จรัล(จรัล ดิษฐาอภิชัย) ยังพูดให้ฟังว่า วันที่ปฏิวัตินั้นต้องมีคนด่า “......แม่” ผู้นำสองคนนี้
พร้อมๆกันทั้งเมืองแน่ ถ้าใครสามารถได้ยินได้ เมื่อมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้น อาจารย์สุลักษณ์
ก็เป็นคนชี้แจงว่าได้โทรไปถามเจ้าชื่น เจ้าของสถานที่และเจ้าเมืองแล้ว ทางโน้นไม่ขัดข้องอะไร
แม้ว่าจะมีการล้มรัฐสภาเกิดขึ้น

ผมอาจนั่งใกล้อาจารย์สุลักษณ์ก็ได้ จำได้ว่าถามแกว่าเวลาแกพูดนี่ต้องเตรียมหรือเปล่า
แกบอกต้องเตรียมตลอดเวลา แกว่าแกนั่งเตรียมตลอดทางที่ไปเชียงใหม่
ตอนนั้นนักกิจกรรมจากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาพบกันที่นั่น เรียกว่ารวมดาวก็ได้
เราเป็นสองคนที่อยู่ในระดับนักเรียน สนุกมากกับการฟังการถกเถียงต่างๆ
เจ้าคุณประยุทธ ปยุตโต และ สังฆราชบาทหลวงบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ก็ไปด้วย
ท่านหลังนี้ตอนนั้นเป็นบาทหลวงธรรมดา ได้ไปโฆษณา “เครดิตยูเนี่ยน” ที่ตอนนั้นใหม่มาก
สำหรับสังคมไทย ผมได้คุยกับเจ้าคุณประยุทธตัวต่อตัวด้วย ตอนนั้นไม่ค่อยศรัทธาท่านนัก
เพราะเรานิยมสวนโมกข์จัด และท่านเจ้าคุณยังมีลักษณะอนุรักษ์นิยมมาก จำได้ว่าเถียงกับท่าน
เรื่องวัฒนธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่ ที่เราเห็นว่าใช้ไม่ได้แล้ว อย่างมากควรแค่รับฟังไว้เท่านั้น
ผมเข้าใจในภายหลังว่าอาจารย์สุลักษณ์ต้องการให้พระทันสมัย ให้รู้เท่าทันความคิดอ่าน
ของคนรุ่นใหม่ ให้รู้ว่าคนรุ่นใหม่คิดอะไร สนใจอะไรทำนองนั้น จึงนิมนต์ท่านไปร่วมด้วย







ปัจจุบันธรรมกายถูกควบคุมโดย กลุ่มทุนวาติกันไปแล้ว


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Fri Jan 08, 2010 3:03 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 08, 2010 3:02 pm

att พิมพ์ว่า:

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm#4332

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=2&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.acassoc.com/o2/Newsdetail.asp?id=2464
“อนันต์”เฟื่องยุค “ทักษิณ”เปิดความสัมพันธ์ไทยรักไทย


“อนันต์”เฟื่องยุค “ทักษิณ”เปิดความสัมพันธ์ไทยรักไทย

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 22 ธันวาคม 2548 16:15 น.

“อนันต์ อัศวโภคิน” บนเส้นทางทางการเมือง

ย้อนไปในราวปี 2531 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งพรรคพลังธรรมโดยแกนนำการจัดตั้งพรรคในครั้งนั้น
ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และต้องการเข้ามาแก้ปัญหาและช่วยชาติอย่างจริงจัง
จนทำให้พรรคนี้เป็นพรรคที่ได้รับการขานถึงว่า เป็นพรรคน้ำดี

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า
อนันต์ อัศวโภคิน บิ๊กบอส แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลัก
และให้เงินอุดหนุนการจัดตั้งพรรค และยืนหยัดอยู่เคียงคู่กับพลตรี จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคคนแรก
ทำให้อนันต์ และพลตรีจำลอง มีความสนิมสนม และสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น


ในปี 2540 เป็นช่วงลอยตัวค่าบาท ทำให้ภาวะเศรษฐกิจล่มสลายรวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งก็หนีไม่พ้นภาวะวิกฤต ผู้ประกอบการหลายรายทยอยกันตายและบางส่วนรอการเยียวยา ทำให้อนันต์ ต้องตัดสินใจ
ยุติบทบาททางการเมืองชั่วคราว เพื่อมากู้วิกฤตที่เกิดขึ้นกับแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก่อนและเป็นช่วงที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรม

ในช่วงนั้นเอง อนันต์ เกิดความศรัทธาในวัดธรรมกายมาก เพราะเห็นพนักงานแลนด์ฯ และอีกหลายคน
ที่เข้าไปศึกษาในวัดธรรมกาย จากอดีตที่เป็นคนไม่สนใจการงาน ดื่มเหล้า เล่นการพนัน กลับตัวเป็นคนดีหมด
จุดนั้นเอง ทำให้อนันต์ ลองเข้าไปคลุกคลีกับวัดธรรมกายอย่างใกล้ชิด และยังคงให้ความศรัทธาอย่างมากมาถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้วัดธรรมกายเองก็ให้ความสำคัญกับอนันต์อย่างออกนอกหน้า เห็นได้จากงานสำคัญที่วัดธรรมกายจัดขึ้น
จะต้องปรากฏกายของอนันต์ ร่วมในงานพิธีเสมอ และทางวัดจะจัดที่นั่งระดับ VIP หรือแถวหน้าไว้ให้เสมอ

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า
เหตุผล ที่อนันต์ ให้ความสำคัญกับวัดธรรมกาย เพราะลูกศิษย์วัดธรรมกาย
ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีระดับ มีตำแหน่ง มีเงิน มีทอง ร่ำรวย ซึ่งการเข้าไปใกล้ชิดกับวัดธรรมกาย
นอกจากอนันต์ จะได้ศึกษาธรรมะแล้ว อีกส่วนหนึ่ง อนันต์ยังได้เพื่อนที่มีโอกาสแปรมาเป็นลูกค้า
ในโครงการบ้านของแลนด์ฯ หรืออาจจะได้งานต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องมาจากวัดธรรมกาย


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=787&forum=4&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://cu-banna.is.in.th/?md=content&ma=show&id=12http://cu-banna.is.in.th/?md=content&ma=show&id=26
ธรรมะสหกรณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ
"สหกรณ์ เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง แม้แต่ชีวิตที่ตั้งอยู่ได้ และมีความเจริญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
โดยมากแล้วเป็นเรื่องที่เราหลับหูหลับตาทำกันหรือทำอย่างเด็กเล่น จึงขอให้เป็นเรื่องใหญ่โตมหาศาล
เหมือนระบบจักรวาล" เป็นคำบรรยายธรรมเรื่องธรรมะสหกรณ์ ของพระธรรมโกศาจารย์
หรือที่รู้จักกันดีในนาม ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้บรรยายให้กับคณะกรรมการ สหกรณ์/กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนในเขตภาคใต้
จำนวน 60 คน
เมื่อวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2534



และบังเอิญอีกเหมือนกันที่มาพร้อมกับข่าวนี้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258547698&grpid=&catid=10

วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 19:31:46 น.
มติชนออนไลน์

ปาฐกถาประจำปี ๒๕๕๒ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ “สื่อมวลชน เพื่อนร่วมสร้างโลก” 22-23พ.ย.


เชิญร่วมงาน ปาฐกถาประจำปี ๒๕๕๒ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ “สื่อมวลชน เพื่อนร่วมสร้างโลก”
ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยพหลโยธิน 5 (อารีย์สัมพันธ์-ราชครู) ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร
ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 22 – วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2552

วันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เวลา ๑๓.๐๐ น. เพลงธรรมะ โดย พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

เวลา ๑๔.๐๐ น. เสวนา “สื่อมวลชน เพื่อนร่วมหน้าที่"โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา – โอเพ่นบุ๊ค
ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ – นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย วีรณัฐ โรจนประภา – มูลนิธิบ้านอารีย์ /
พิชัย ตั้งสิน – สวนหนังสือเจริญกรุง

เวลา ๑๖.๐๐ น พิธีเปิดนิทรรศการส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติธรรม ณ ลานด้านหน้าและใต้หอประชุม ฯ
โดย นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นิทรรศการสารธรรมเพื่อมวลชน โดย บมจ.อสมท. และ กรมประชาสัมพันธ์

นิทรรศการสื่อมวลชนในทัศนะของพุทธทาส โดย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

นิทรรศการจดหมายเหตุ การปาฐกถาธรรมทางวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของพุทธทาสภิกขุ
ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๑ – ๒๕๒๙

-นิทรรศการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ -นิทรรศการของธรรมภาคีส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติธรรม
-แนะนำสถานปฏิบัติธรรมทั่วไทย
-ซุ้มหนังสือธรรมจากสำนักพิมพ์

เวลา ๑๖.๑๕ น. เปิดตัวหนังสือ “สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส”
โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ ผู้แทนหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เวลา ๑๐.๐๐ น.นิทรรศการ ณ บริเวณหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

เวลา ๑๒.๓๐ น.ดนตรีและเพลงกับ ศุ บุญเลี้ยง

เวลา ๑๓.๓๐ น.ความคืบหน้าและการเปิดหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย และ คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม

เวลา ๑๓.๕๕ น.ปาฐกถาเกียรติยศหัวข้อ “เขาหาว่าพุทธทาสบ้า...ที่จะทำให้สื่อมวลชนเป็นปูชนียบุคคล”
โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เสียงและภาพประกอบ

เวลา ๑๔.๑๕ น. การเสวนา “สื่อมวลชน ...ผู้ทำได้ดีกว่าใคร ๆ” โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี คุณบัณฑูร ล่ำซำ
คุณเทพชัย หย่อง ดำเนินการโดย คุณนิรมล เมธีสุวกุล

เวลา ๑๖.๐๐ น. “สื่อทำได้ ถ้าสมัครจะทำ” โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091122/87671/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%AA.html
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2552 19:35
หนังสือดีของท่านพุทธทาส

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดงานและปาฐกถา"เขาหาว่าพุทธทาสบ้า
จะทำสื่อมวลชนให้เป็นปูชนียบุคคล" หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีสัมพันธ์

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm
พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง
ตัดตอนและเรียบเรียงจากการปาฐกถาพิเศษ


เรื่อง"พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง"
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

จัดโดยมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒
ณ หอประชุมกรมประชาสัมพั
นธ์

“ทักษิณ”อ้างศึกษา“พุทธทาส”ลึกซึ้ง-ใช้“ธรรมนำการเมือง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

“ทักษิณ” ได้ทุกเรื่อง วันนี้ลึกซึ้งหลักธรรมคำสอนพระพุทธองค์ ระบุก่อนตั้งพรรคไทยรักไทยได้ศึกษาคติธรรมของ
“พระพุทธทาส” อย่างลึกซึ้งจึงสามารถ “ปล่อยวาง” ทำให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่น ใช้ธรรมนำการเมือง

วันนี้ (22 ต.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน”
โดยเล่าให้ฟังว่า พระพุทธทาส ภิกขุ เป็นพระที่มีคุณูปการต่อชีวิตของตนเป็นการส่วนตัว
เพราะก่อนที่จะตั้งพรรคไทยรักไทย ไม่ค่อยมีความลึกซึ้งกับธรรมะเท่าที่ควร จึงใช้เวลาก่อนตั้งพรรคอ่านหนังสือของ
ท่านพุทธทาสเป็นสิบเล่ม และทำความเข้าใจ ซึ่งในรอบแรกยังไม่ค่อยเข้าใจ จึงอ่าน 2 รอบและบางเล่มก็อ่านถึง 3 รอบ
ทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง มีความเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น รู้จักคำว่าปล่อยวางคืออะไร

“คำหนึ่งที่พระพุทธทาสพูดไว้ ในหนังสือธรรมะกับการเมือง คือ ท่านให้ความสนใจต่อบุคลากรทางการเมืองมาก
ประชาธิปไตยจะรุ่งเรืองหรือไม่อยู่ที่คุณภาพของบุคลากรทางการเมืองเป็นหลัก ระบบอย่างเดียวไม่พอ ท่านพูดว่า
ถ้านักการเมืองไม่เป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ ถ้านักการเมืองไม่รักเพื่อนมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์คือ
เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ามีนักการเมืองแบบนั้นมาก ๆ ประชาธิปไตยจะกลายเป็น
ประชาธิปตาย
เป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านให้สติมาก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องที่องค์การยูเนสโก ยกย่องพุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระชาตกาล
ครบ 100 ปี ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 นี้ว่า สาเหตุที่พุทธทาสภิกขุ ได้รับการยกย่องเพราะได้ตั้งปณิธาน
ของชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ

ข้อ 1.ให้ศาสนิกชนไม่ว่าศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งแห่งศาสนาของตน เพราะว่าเวลานี้บางคน
ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจศาสนาของตนอย่างลึกซึ้ง ชาวพุทธก็เช่นกัน ชาวพุทธก็ไปเข้าใจว่า
ศาสนาพุทธนั้นก็คือความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในสิ่งที่มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ
เพราะศาสนาพุทธนั้นอยู่ที่หลักธรรมะเป็นหลัก

การบูชาอะไรทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนพระพุทธเจ้าตัวแทนของธรรมะ
แต่การปฏิบัติตนตามธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมากกว่า
เพราะฉะนั้นอย่างนี้เราก็จะต้องเข้าใจ


ข้อ 2.พุทธทาสภิกขุ ตั้งใจว่าจะทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา ต้องอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่ว่า จะต้องอยู่คนเดียว ศาสนาอื่นอย่ามาอยู่ร่วมด้วย
แล้วก็ไปรังแกเขา เหมือนที่พวกคนบ้า ๆ

ที่ตามจังหวัดภาคใต้ที่พยายามรังแกเขาอย่างนี้ โดยอ้างศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นของสูง
สูงกว่าที่ใครจะมาใช้เป็นประโยชน์แห่งตน หรือการใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เพราะศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ
ที่ต้องการทำให้คนเป็นคนดี อันนี้คือสิ่งที่พุทธทาสตั้งปณิธานไว้แต่ต้น

ข้อ 3. คือดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาจากวัตถุนิยม แน่นอนการอยู่ในโลกของวัตถุนิยมจะต้องรู้เท่าทัน
และไม่ถูกมันมอมเมาด้วยกิเลสและตัณหาที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งชั่งใจได้


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2548 14:40 น.

http://www.se-ed.com/eShop/%28A%285TDAjLmAygEkAAAAYTZhOGEyNWUtM2MyZS00YmI4LWJhNWItNGYzZmE2M2M2YWE0NkkxjIb_2Z05-VG4nfqSUtyy6w81%29%29/Products/Detail.aspx?No=9789744973467&AspxAutoDetectCookieSupport=1



http://www.buddhadasa.org/html/articles.html

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000026543
สหายเก่าปลุกเสื้อแดงอุบลฯ ช่วย"แม้ว"กลับมาเปลี่ยนการปกครองประเทศ



อุบลราชธานี
-อดีตสหายเก่าที่เคยเปิดศีกรบกับรัฐบาลไทย เปิดตัวปลุกคนเสื้อแดงช่วย“ทักษิณ”
กลับมาเปลี่ยนแปลงการปกครองประชาธิปไตยแบบคนเสื้อแดง พร้อมใช้สำนวนโวหารโจมตีสถาบัน
ทำให้คนเสื้อแดงบางคนทนฟังคำจาบจ้วงไม่ไหวลุกเดินออกไปจากที่ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่คริสตจักรข่าวดีอุบลราชธานี สภาคริสตจักรลูเธอร์แรนท์ประเทศไทย
หลังที่ทำการพรรคเพื่อไทย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุบลราชธานี
ซึ่งปัจจุบันแยกตัวจากกลุ่มชักธงรบมาตั้งกลุ่มใหม่ชื่อกลุ่มเสรีชน จัดประชุมคนเสื้อแดง โดยอ้างว่า
จะจัดงานขายบัตรโต๊ะจีน เพื่อหาเงินทุนใช้สนับสนุนการเคลื่อนไหว
แต่มีพฤติกรรมปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังสถาบันหลักๆ ของชาติไทย

โดยนายประยุทธ ชุ่มนาเสียว ประธานเครือข่ายวัฒนธรรมชุมชนภาคอีสาน ซึ่งเป็นวิทยากรในที่ประชุมได้ระบุว่า
ปัจจุบันมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เคยสู้รบกับอำนาจรัฐในป่าในอดีต ได้เข้ามารวมตัว
กับกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อขับเคลื่อนขบวนการคนเสื้อแดงให้มีพลังสามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการปกครอง

ที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
กลุ่มคนเสื้อแดง จึงต้องเข้าใจว่า “คนบางคนต้องการให้พวกเรารัก แต่ไม่เคยทำอะไรให้กับชาวบ้าน
ตรงกันข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเอาโครงการดีๆ มาให้ชาวบ้าน ทำให้คนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ
แล้วจะให้พวกเราไปรักคนบางคนได้อย่างไร เพราะรักแล้วไม่มีจะกิน”

นาย ประยุทธยังกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมวลชนคนเสื้อแดงมีคนเข้าร่วมมากขึ้น ทั้งในภาคอีสาน ภาคเหนือ
ภาคตะวันออก ซึ่งทั้ง 3 ภาคนี้ถือเป็นฐานกำลังสำคัญที่คนเสื้อแดงต้องรวมตัวกันให้ได้
ส่วนภาคใต้ยกให้พรรคประชาธิปัตย์เขาไป พร้อมกล่าวอย่างมั่นใจว่าถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกันเคลื่อนไหวต่อไป
จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ต้องการได้แน่นอน เพราะการบุกเข้าตรวจค้นและจับกุมบรรณาธิการ
เว็บไซต์ประชาไทยแสดงว่า อำนาจรัฐเริ่มหวั่นไหวพลังของคนเสื้อแดง จึงใช้อำนาจไม่เป็นธรรมกลั่นแกล้ง
ผู้ไม่เห็นด้วยในการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของเมืองไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ระหว่างที่นายประยุทธ ชุ่มนาเสียว ได้กล่าวพาดพิงสถาบัน โดยใช้คำพูดให้ผู้ฟัง
เข้าใจเอาเองว่าพูดถึงใคร ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดง 7-8 คน ซึ่งเข้าใจเนื้อหาได้ลุกเดินออกไปจากห้องประชุม
ด้วยท่าที่ไม่พอใจคำพูดของ นายประยุทธ์ และไม่กลับเข้ามาในห้องประชุมอีกเลย

สำหรับนายประยุทธคนนี้ อดีตเคยเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรบกับรัฐบาลไทย
โดยสังกัดเขตงาน 444 ภูสระดอกบัว ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงคำเดือย อาณาเขตครอบคลุม
หลายจังหวัดในเขตอีสานใต้ หลังจากนั้นได้ออกจากป่ามาทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน(เอ็นจีโอ)
และประกาศตัวเป็นเป็นนักวิชาการสายคนเสื้อแดงเช่นเดียวกับ
นายใจ อึ้งภากรณ์ ที่ออกแถลงการณ์สยามแดง
ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย ก่อนหลบหนีไปประเทศอังกฤษ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm#top

สาขาที่ ๓ จัดตั้ง องค์กรพุทธศาสนิกชนเอเซียเพื่อสันติภาพ” ตั้งขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๐๒
จากกรณีความผิดพลาดในการขยายอิทธิพลในประเทศไทยและเพื่อบั่นทอนอิทธิพลของจีนในย่านเอเซีย
สนับสนุนปฏิบัติการและประสานผลประโยชน์กับประเทศมหาอำนาจในย่านภูมิภาคเอเซีย
ทั้งนี้เนื่องจากประเทศจีนซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้น เมื่อเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว
โรมันคาทอลิก” กลับถูกกำจัดจนเกือบสิ้นซาก บาทหลวงโรมันคาทอลิก ได้ถูกส่งให้บวชเป็นพระลามะ
และใช้วัดอีโวเจน เป็นศูนย์บัญชาการ จากนั้นได้เคลื่อนไหวโดยใช้ศาสนาพุทธมหายาน นิกายลามะเป็นตัวนำ
แทรกซึมเข้าไปในองค์กรพุทธเกือบทั้งหมด
โดยเฉพาะในปัจจุบันในอเมริกาได้มีผู้เป็นศาสนิก “ลามะ
ขององค์กรนี้กว่า ๑๐ ล้านคน


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ผลปฏิบัติการในประเทศไทย เหยื่อที่ถูกกำจัดเป็นพระราชาคณะของไทยคือ พระพิมลธรรม
(อาจ อาภาสภเถร) ดังได้กล่าวไปแล้ว องค์กรนี้ได้จัดตั้ง คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา(ศพพ.)
ศูนย์ศาสนสัมพันธ์ กลุ่มประสานงานเพื่อศาสนา(กศน.)”
ขั้นแรกดำเนินการโดย นาย ส.ศิวลักษณ์
นายประเวศ วสี นายรวี ภาวิไล นายพิภพ ธงชัย นายโคทม อารียา
ฯลฯ มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่
วัดอุโมงค์ ในเขตมิชซัง เชียงใหม่ อำนวยการด้านมวลชนคาทอลิกโดย นายวิโรจน์ ศิริอัฐ
แห่งมูลนิธิเผยแพร่ธรรมประเสริฐ
โดยมีพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาที่หลงผิดเข้าร่วมปฏิบัติการ
คือพระประยุทธ ต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก “วาติกัน” ให้ไปรับการอบรมที่เพ็นซิลวาเนียในวิชา
พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ” เพื่อรับหน้าที่เปลี่ยนแปลงแนวคำสอนของพุทธศาสนา โดยการเขียนหนังสือ
พุทธธรรม” และเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในพระไตรปิฏกเถรวาททั้งหมด ใช้การประสานงานต่างประเทศ
กับสภาคริสตจักรฯ มีศูนย์บัญชาการอยู่ในประเทศอังกฤษ
ดูแลโดย นายโจ อึ้งภากร บุตรของนายป๋วย อึ้งภากร
(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ใจ” และกลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อเข้าเป็น “วุฒิสมาชิก
เมื่อ เมษายน๒๕๔๓)


พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติฉบับเต็ม

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=354768
ธรรมสถานอิทัปปัจจยตา ตั้งอยู่ ณ ตำบลพุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี (ติดที่ดินสวนพฤกษศาสตร์ ด้านทิศตะวันออก)
มีเนื้อที่ ๒๐ ไร่เศษ คุณวิโรจน์ ศิริอัฐ ประธานมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ (ผชป.) ซื้อไว้เป็นสมบัติของมูลนิธิฯ
โดยประสงค์จัดเป็นที่อบรมวิธีการเผยแพร่พุทธศาสนาแก่พระสงฆ์ ตามโครงการอบรมพระธรรมทายาท
ท่านพุทธทาสได้มาเยี่ยมและตั้งชื่อให้ว่า “ธรรมสถานอิทัปปัจจยตา”

http://www.theology.ac.th/bit/index.php?option=com_content&task=view&id=343&Itemid=68
ประวัติศาสตร์การเผยแผ่ข่าวประเสริฐ

เนื้อหา เนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 3 ตอน
1.ประวิติศาสตร์การเผยแผ่ข่าวประเสริฐในอดีต ( ในพระคัมภีร์ )
2. ประวัติศาสตร์การเผยแผ่ ข่าวประเสริฐในเอเชีย และประเทศไทย
3. ประวัติศาสตร์การเผยแผ่ ข่าวประเสริฐในปัจจุบัน


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Fri Jan 15, 2010 2:53 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sat Jan 09, 2010 3:12 pm

http://taidin.blogspot.com/


ชำแหละ ไทยพีบีเอส

บังเอิญเพื่อนฝูงส่งมาให้อ่าน นี่เป็นอีกด้านของสื่อที่พยายาทหาแนวร่วมกับชาวบ้านด้วยการเป็นพันธมิตร
อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยเฉพาะกรณีโรงถลุงเหล็กที่บางสะพาน ซึ่งมี สุพจน์ ส่งเสียง เป็นนักข่าวพลเมืองด้วย
เนื้อหาต่อไปนี้เป็นการชำแหละของคนที่มีน้ำหนักในการพูดอย่างถึงที่สุดเวลานี้ "สนธิ ลิ้มทองกุล"

ใครโดนหางเลขบ้าง เก็บเป็นข้อมูลไว้ แล้วจับตาดูพฤติกรรมของพวกเขา
ว่าต่อไปคุณจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูดและทำอีกหรือเปล่า

ขอเชิญอ่านได้ ณ บัดนาว

รายการ “Good Morning Thailand” ดำเนินรายการโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-
ทีวีของประชาชน เวลา 06.00-07.00 น.วันจันทร์ถึงศุกร์วันที่ 16 เมษายน 2552 ช่วงหนึ่ง "นายสนธิ"ได้กล่าวตำหนิ
การรายงานข่าวของ"สื่อ"ในเหตุการณ์วันที่ ๑๓ เม.ย.๕๒ โดยเฉพาะ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส.
ที่นำแหล่งข่าวเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เป็น NGO มาสัมภาษณ์

พี่น้องจะสังเกตได้ชัด คุณภาพความกล้าหาญของสื่อระดับโลก ซึ่งเมื่อเทียบกับสื่อโทรทัศน์ไทย
และไม่ว่าจะเป็นฟรีทีวีช่องไหน ก็ไม่มีทางจะพัฒนาเทียบเขาได้เลย ช่องทีวีไทย หรือ TPBS พี่น้อง
กินเงินภาษีของพวกเราปีละ 2,000 ล้าน แล้วอ้างว่า ตัวเป็นทีวีสาธารณะ พี่น้อง กินเงินเดือน กินค่าใช้จ่ายปีละ 2,000 ล้า
แล้วมีพวก NGO นั่งเป็นบอร์ด TPBS มีนายจอน อึ๊งภากรณ์ พี่ชายนายใจ อึ๊งภากรณ์ นั่งอยู่ในคณะกรรมการ
มีเงินปีละ 2,000 ล้าน ASTV วิ่งหาเงินเดือนทุกเดือนถ่ายทอด 24 ชั่วโมง ไอ้ทีวีช่องบ้านี่ถ่ายทอด 6 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน
แล้วปิด แล้วก็เอาข่าวต่างๆ มารีรัน นี่มันถลุงเงินภาษีอากรของประเทศ ถลุงเงินภาษีอากรของประเทศผมไม่ว่า
แต่ขอให้มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง

ในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้นทีวีไทย ปล่อยพวกเสื้อแดง ส.ส.เพื่อไทย โกหกออกอากาศ แล้วเน้นสัมภาษณ์แต่พวกนักวิชาการ
กลางกลวง ริบบิ้นขาวแต่หัวใจเป็นเสื้อแดง ที่ท่องเป็นอยู่อย่างเดียว ไอ้พวกบ้านี่ท่องเป็นอยู่อย่างเดียวพี่น้อง
ให้นายกฯ คุณอภิสิทธิ์ยุบสภา ลาออก พยายามหาแง่มุมมาเล่นรัฐบาล เน้นการรายงานข่าวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ยกตัวอย่างเช่น ใครบ้างที่มาออก นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นายชัยวัฒน์ สถาอนันต์
ที่ชอบอ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการด้านสันติวิธี แต่ไอ้พวกบ้านี่ไม่เคยแก้ปัญหาอะไรให้ประเทศชาติเลย ชอบนัก อหิงสา
ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ วางฟอร์มว่าตัวเอง หรือว่านายปริญญา เป็นกลาง แต่ไม่เคยออกมาแก้ปัญหาประเทศชาติ
เวลาคนเขายิง คนเขาถูกตำรวจยิงตายเป็นสิบๆ คน คุณก็นั่งอมสากกระเบืออยู่ แล้วไอ้ที่พวกเสื้อแดงออกมา
เผาบ้านเผาเมืองคุณก็ยังนั่งอมสากกระเบืออยู่ คุณก็บอกว่า ต้องยุบสภา ต้องลาออก ต้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภา
ลาออก เอ๊ยคุณรับเงินทักษิณ ชินวัตร มาขนาดนั้นเชียวหรือ จนกระทั่งคุณไม่มีปัญญาของความเป็นครูบาอาจารย์
ที่จะมาอธิบายเหรอ

ที่ร้ายไปกว่านั้น ไอ้ช่องทีวีบ้านี่ทำข่าวในสถานการณ์วิกฤตที่เสื้อแดงกำลังเผาบ้านเผาเมืองอยู่ ช่องทีวีไทย
ทำหน้าที่เสนอความจริงให้ลดความขัดแย้งของสังคมเลย วันจันทร์ที่ 13 เมษายน หลังจากที่พวกเสื้อแดง
มันเผาเมืองก่อการจลาจล บีบให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ประมาณ 04.00 น.
Thai TPBS เป็นช่องเดียวที่เปิดโอกาสให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. โกหกออกอากาศ โกหกออกอากาศ
ในขณะที่วิกฤตการณ์มันตึงเครียด ลองหลับตาว่ามันกำลังเผาบ้านเผาเมืองอยู่ ไปให้ไอ้นายณัฐวุฒิมันพูดโกหก
ออกอากาศ ถ้านายณัฐวุฒิมันบอกว่า พี่น้องครับ ในขณะนี้ประชาชนเสื้อแดงถูกทหารยิงตายไปแล้ว 40 ศพ
ตรงโน้นๆๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น คุณรับผิดชอบตรงไหนบ้าง Thai TPBS ไทยทีวี คุณรับประทานภาษีอากรของประชาชน
ของพวกเราไปปีละ 2,000 ล้าน

อังคารที่ 14 เมษายน ไอ้ทีวีช่องบ้านี่ หลังแกนนำเสื้อแดงประกาศยอมแพ้ Thai TPBS ก็สัมภาษณ์นายวิทยา บุรณศิริ
ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน โดยปล่อยให้นายวิทยาโกหกออกอากาศ ว่าเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นนั้น
เกิดขึ้นเพราะมือที่สาม เห็นหรือยังพี่น้อง

เอาต่อ พุธที่ 15 เมษาฯ รายการเปลี่ยนประเทศไทยของ Thai TPBS ช่วง 3 ทุ่ม ได้เชิญนายสมบัติ บุญงามอนงค์
หรือมีฉายาหนูหริ่ง มีนามที่รู้จักกันดีว่า บก.ลายจุด มาออกอากาศเพื่อช่วยชี้ทางออกให้สถานการณ์บ้านเมือง
โดย Thai TPBS ขึ้นเครดิตว่าเป็นประธานมูลนิธิกระจกเงา แต่ให้ทัศนะต่างๆ เข้าทางเสื้อแดงและ นช.ทักษิณ ตลอด

เอาล่ะ ให้ผมฉีกหน้ากากไอ้บ้านี่ ไอ้บ้านี่ บก.ลายจุด เห็นไหม เห็นเสื้อไหมในรูป มันก็คือพวกเสื้อแดง มันร่วมกับ PTV
ของนายวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ จักรภพ มันเป็น นปก.รุ่นที่ 2 นี่คือ นปก.ตัวจริง หลังจากแกนนำรุ่นที่ 1 ถูกจับกรณีบุกจลาจล
หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ และมันเป็นคนที่จัดทำสติ๊กเกอร์ "เบื่อม็อบพันธมิตรฯ" และมีกิริยาหยาบคาย ถ่อย สถุล
ดูสิดูมันชูนิ้วกลาง เห็นไหม นี่ไงคือคนที่ Thia TPBS เอามาออก เอาคนสถุนอย่างนี้มาออกว่าหาทางออกให้ชาติบ้านเมือง

Thai TPBS ก็เลยกลายเป็น กลายเป็นใครรู้ไหม กลายเป็นเครื่องมือ คนที่บอกว่าเป็นประธานชมรม มูลนิธิบ้าบอ
นี่คือเสื้อแดงไง เห็นหรือยัง กินภาษีอากรเราปีละ 2,000 ล้าน

ดูคุณเทพชัย หย่อง หน่อย น่าเสียดาย น่าเสียดายมาก น่าเสียดายจริงๆ คุณเทพชัย หย่อง คุณต้องระวังเรื่องนี้ให้มากๆ นะ
เพราะคุณจะเอาความเห็นอีกด้านหนึ่งมา ถ้าคุณเอาความเห็นให้คนได้พูดเท่าเทียมกัน ไม่เป็นไร
แต่ถ้าคุณให้คนออกมาใส่ร้าย มันไม่ใช่แล้วคุณเทพชัย ผมอยากให้แก้ แล้วพิธีกร Thai TPBS นะ คุณกรุณา กับคุณนาตยา
ก็ใช้ไม่ได้ ถ้าคุณแน่จริงคุณเอาสองฝ่ายมาออกสิ คุณเอา อ.เจิมศักดิ์ คุณพิภพ ธงไชย มายันกับไอ้พวกนี้สิ
มายันในเหตุการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นว่าใครผิดใครถูก ใครเผาบ้านเผาเมือง

วันก่อนนี้ Thai TPBS ไปทำรายงานสัมภาษณ์เสื้อแดง แล้วเสื้อแดงให้สัมภาษณ์ผิดๆ แต่คนทำสกู๊ป ผู้สื่อข่าว Thai TPBS
ก็ไม่แก้ไขข้อมูลที่ผิด อย่างเช่นเรื่องคนตาย นี่ ไอ้ บก.ลายจุด ใส่เสื้อแดง ชูนิ้วกลาง เป็นพวกทักษิณ ชินวัตรชัดๆ
ยังทะลึ่งเอามาพูดออกอากาศช่วยชี้ทางออกให้สถานการณ์บ้านเมือง ปัดโถ...เฮ้อ...

แล้ว Thai TPBS ชอบเอาใครรู้ไหม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บก.บห.เว็บไซต์ประชาไท
ที่หมิ่นสถาบันกษัตริย์ตลอดเวลา มาให้ทัศนะเรื่องสื่อบ่อยครั้ง ประชาไทมันไม่ใช่สื่อ
มันเป็นแหล่งที่รวมโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบัน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ถูกตำรวจเข้าตรวจค้น
และไอ้เว็บไซต์ประชาไทนี่ก่อตั้งโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ และนายจอน อึ๊งภากรณ์
ปัจจุบันก็เป็นกรรมการ Thai TPBS และเป็นพี่ชายนายใจ อึ๊งภากรณ์


พิธีกร เช่นกรุณา บัวคำศรี นาตยา แวววีรคุปต์ ก็เอียงเข้าข้างพวก NGO พวกนักวิชาการกลางกลวง
จะเน้นพวกกลางกลวงและพวกเสื้อแดง โชคดีอย่างหนึ่ง พี่น้องครับ ผมฝากบอกคุณเทพชัย ว่าการเปิดโอกาส
ให้คนพูดเท่าเทียมกัน กับการปล่อยให้คนโกหกออกอากาศนั้นแตกต่างกัน คุณเทพชัยครับ Thai TPBS
ที่บอกว่าตัวเองเป็นสื่อมืออาชีพนั้น ต้องแยกแยะให้ออก แล้วชอบพูดนักว่าก่อตั้ง TPBS ให้เหมือน BBC ปุดโถ.....
พวกคุณที่อยู่ Thai TPBS คุณอายบ้างหรือเปล่า คุณน่ะไม่มีวันที่จะเป็น BBC ได้เลย ไม่มีวันครับ และคุณใช้ประชาชน
เงินประชาชนปีละ 2,000 ล้าน เอาไปละเลงในหมู่ NGO พรรคพวกคุณเอง ผมนี่อยากเสนอให้ยุบ Thai TPBS เสียด้วยซ้ำ
ไอ้เงิน 2,000 ล้านบาทนั้น เอามาให้ ASTV ทำ ยังจะช่วยชาติบ้านเมืองได้ดีกว่าเยอะเลย แล้วแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองได้หมด

เอาให้พวกคุณสำเร็จความใคร่ ความเป็นกลางกลวงของพวกคุณ ไม่ว่าจะเป็นไอ้พวกนักวิชาการริบบิ้นขาว
ไอ้พวกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หรือไอ้พวกกลางกลวง ไอ้พวกที่แอบ อีแอบ แท้ที่จริงแล้วเป็นพวกเสื้อแดงทั้งสิ้น

เวลาทำข่าว ทำสกู๊ป ก็โน้มน้าวให้คนเข้าข้างพวกกลางกลวง นักวิชาการริบบิ้นขาว หลายครั้งก็ปกป้องเสื้อแดง
ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ประเทศชาติเลย นอกจากนั้นแล้ว พวกนี้ยังฉกฉวยซ้ำเติมวิกฤตบ้านเมือง
เสนอ Agenda ให้อภิสิทธิ์ยุบสภา โชคดีอย่างพ่อแม่พี่น้อง ท่านผู้ชม เรทติ้ง Thai TPBS มันยังแพ้ ASTV เลย
มันต่ำมาก ก็มันไม่ต่ำได้อย่างไรเล่า มันทำมาตั้งนาน มันยังสู้ช่อง 11 ไม่ได้เลย แล้วช่อง 11 ก็ยังสู้ช่องเราไม่ได้เลย
ช่อง 5 ช่อง 9 บางครั้งก็สู้เราไม่ได้

น่าเสียดาย คุณเทพชัย ผมว่าคุณต้องแก้ไขเรื่องนี้แล้ว ใช้ไม่ได้เลย ผมนี่จับผิดได้ทุกจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ไอ้ บก.ลายจุด ที่มันแสดงความสถุลออกมา ชูนิ้วกลาง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 3 1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ