ความลับ...ที่เสือกรั่ว

หน้า 3 จาก 3 Previous  1, 2, 3

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  kaooldman on Sat May 15, 2010 2:44 pm

ตอแหล ปั้นเรื่อง จับโน่นมาโยงนี่จนมั่วไปหมด ทั้งหมดที่ทำสรุปก็คือ ต้องการกล่าวหาใส่ร้ายทักษิณนั่นเอง

kaooldman

จำนวนข้อความ : 1
Registration date : 15/05/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat May 15, 2010 5:48 pm



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Mon May 24, 2010 11:59 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat May 15, 2010 5:59 pm



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Tue May 25, 2010 12:02 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun May 16, 2010 5:41 pm

Unknown พิมพ์ว่า:http://www.onopen.com/2007/01/1708

การเลื้อยของงูศักดิ์สิทธิ์

ในขณะที่จักรวรรดิในยุโรปตะวันตกไปจนถึงอเมริกา ค่อยๆ ถูกควบคุมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
โดย “รัฐบาลที่มองไม่เห็น” จักรวรรดิอันใหญ่โตมหึมาในยุโรปตะวันออกอย่าง
รัสเซีย ก็ต้องเผชิญหน้ากับ“อำนาจที่มองไม่เห็น” จนต้องถูกเปลี่ยนแปลงแบบ
“พลิกฟ้า-คว่ำดิน”ไปในท้ายที่สุด….


และจะโดยบทบาทของ “รัฐบาลที่มองไม่เห็น” หรือ “อำนาจที่มองไม่เห็น” หรือไม่?
ก็แล้วแต่…ที่มีส่วนทำให้ผู้คนในจักรวรรดิต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดความปลาบปลื้มยินดี กับสิ่งที่ถูกเรียกกันว่า

เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ ในระหว่างที่กำลังหลั่งเลือดของผู้คนภายในชาติด้วยกันเอง
หรือ กับผู้คนต่างชาติก็ตามที…แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือบรรดาถ้อยคำเหล่านี้อันเคย ถูกนำมาใช้เป็น
คำขวัญของสมาคมลับของชาวยิว มาตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นสมาคมลับอย่างฟรีเมสัน หรือ อิลูมิเนติ
ก็ตามกลับถูกแปลความหมายเอาไว้ ในเอกสาร “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน
ได้อย่างอำมหิตลึกซึ้ง และน่าเจ็บปวดเอามากๆ !!! ซึ่งขอนำเอาข้อความในบางช่วงบางตอนมาเรียบเรียง
ให้เห็นเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้…


ช่วงหนึ่งใน “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ระบุเอาไว้ว่า…
“ย้อนหลังไปไกลในสมัยโบราณนั้น…เราเป็นพวกแรกที่ตะโกนก้องอยู่ท่ามกลางมวลชนว่า…
เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ นับแต่นั้นมาคำเหล่านี้ก็ถูกพูดซ้ำๆ หลายครั้ง
โดยพวกนกแก้วโง่ๆ ที่ถลาลงมากินเบ็ดในทุกทิศทุกทาง
แล้วนำเอาสิ่งที่ดีของโลกและอิสรภาพ
ที่เคยถูกระแวดระวังเอาไว้เป็นอย่างดีในแต่ละชุมชนไปกับพวกมันด้วย…
พวกปัญญาชนในหมู่พวกกอยยิมนั้นไม่สามารถทำอะไร จากถ้อยคำอันเป็นนามธรรมเหล่านี้
พวกมันไม่เคยสังเกตว่าในธรรมชาตินั้นไม่เคยมีความเสมอภาค
และไม่อาจเป็นอิสรภาพได้เลย พวกมันไม่ยักเห็นว่าธรรมชาติได้สร้างความคิด อุปนิสัยใจคอ
และความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาอย่างเปลี่ยนรูปไปไม่ได้ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตัวธรรมชาติเอง…


“อิสรภาพทางการเมืองนั้น…จึงเป็นเพียงความคิด…ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เราต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ความคิดนี้อย่างไร
ให้เป็นเบ็ดที่จะเกี่ยวประชาชนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนต่างๆ และกลายเป็นพลังในการบดขยี้ผู้ที่มีอำนาจในสังคมนั้นๆ
งานนี้จะทำได้ง่ายดาย เมื่อพวกมันหลงเข้าไปอยู่ในความคิดเรื่องอิสรภาพอย่างที่เรียกกันว่า…เสรีนิยม
จุดนี้นี่แหละที่จะนำเราไปสู่ชัยชนะ เมื่อรัฐบาลต่างๆ ได้หย่อนบังเหียนลงมา บังเหียนนั้นก็จะถูกคว้าเอาไว้ทันที
ด้วยมืออันใหม่ที่เข้าใจต่อกฎธรรมชาติแห่งชีวิต…


“เป็นเรื่องที่เหมาะสมอยู่บ้างถ้าหากจะยื่นสิ่งนี้ให้ประชาชนปกครองตัวเองไปซักพักหนึ่ง
เพื่อจะให้ผู้คนเหล่านั้นกลายเป็นฝูงชนที่ไร้ระเบียบ…ทันทีที่ฝูงชนคว้าอิสรภาพเอาไว้ในมือ
มันก็จะรีบเปลี่ยนให้กลายเป็นอนาธิปไตยไปทันที…และอนาธิปไตยนั้นจะนำมาซึ่ง ความป่าเถื่อนอย่างสูงสุด…
หลังจากนั้นการต่อสู้ล้างผลาญระหว่างกันและกันก็จะกลายเป็นสงครามทางชนชั้น…ท่ามกลางสงครามนั้น…
ความสำคัญของประเทศต่างๆ ก็จะเหลืออยู่เพียงกองขี้เถ้ากองหนึ่ง…”


คำว่า อิสรภาพนั้น สามารถทำให้ฝูงชนออกมาต่อสู้กับอำนาจทุกชนิด แม้กระทั่งต่อสู้กับพระเจ้า
หรือกฎธรรมชาติ และมันสามารถเปลี่ยนฝูงชนให้กลายเป็นสัตว์ป่ากระหายเลือดได้
…และก็เป็นความจริงที่เจ้าสัตว์ป่าเหล่านี้จะหลับไปทุกๆ ครั้งที่มันได้ดื่มเลือดไปจนอิ่มแล้ว ซึ่งในเวลาเช่นนั้น
เราก็อาจเอาโซ่ไปสวมมันไว้ได้ง่ายๆ แต่ถ้าเราไม่ให้เลือดมันดื่ม มันก็จะนอนไม่หลับและต่อสู้ต่อไป…”


“ในสมัยก่อนนั้นความศรัทธาเป็นเครื่องมือในการปกครอง แต่ในสมัยของเรานี้…
อำนาจซึ่งจะมาแทนที่ อำนาจของการปกครองแบบเสรีก็คือ…อำนาจทองคำ…
บนซากปรักหักพังของพวกกอยยิม เราได้สร้างชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษา
ดยมีชนชั้นสูงที่มีเงินเป็นหัวหน้า
เมื่อใดก็ตามที่ความมั่งคั่งยังคงอยู่กับเรา ชัยชนะก็เป็นของเราได้อย่างง่ายดาย
ผู้คนที่เราต้องการนั้นเรามักจะจับเส้นตรงจุดที่ละเอียดอ่อนที่สุด ของความเป็นมนุษย์ได้ด้วยการใช้บัญชีเงินสด
และความหลงรักในวัตถุอย่างไม่มีวันพอเพียง ความอ่อนแอเหล่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกมัน
ต้องกลายเป็นอัมพาตไปทันทีที่มันได้ยื่นเจตนารมณ์ของความเป็นมนุษย์…
มาให้กับผู้ที่สามารถซื้อกิจกรรมแต่ละสิ่งแต่ละอย่างของมันไป….”


บรรดาข้อความเหล่านี้…ไม่ว่าจะจริง-จะเท็จ จะถูก-จะผิด หรือไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม…
แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังจากที่บันทึกข้อสนธิสัญญาที่ว่านี้ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว ตลอดช่วงเวลานับจากนั้น
หรือแม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้ สภาพสังคมต่างๆ ในทั่วทั้งยุโรป หรือกระทั่งทั่วทั้งโลกอีกด้วย
ก็มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางแบบเดียวกับที่เอกสารฉบับนี้ได้บรรยายเอาไว้
ล่วงหน้านับเป็นร้อยปี…??? ??? ???


ความระส่ำระสายที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งยุโรปและลุกลามต่อไปยังโลกทั้งโลกในเวลาต่อมา…
ก็มีลักษณะแทบไม่ต่างไปจากที่เอกสารชิ้นนี้ได้กล่าวเปรียบเทียบถึง ”การเลื้อยของงูศักดิ์สิทธิ์” ตัวหนึ่งเอาไว้ว่า…
“งูตัวนี้จะซอกซอนเข้าไปในหัวใจของชาติต่างๆ แล้วก็จะเขมือบและทำลายอำนาจของชาติ
ที่ไม่ได้เป็นชาวยิวทั่วทั้งหมด ได้มีการคาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า งูตัวนี้จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปตามแผนการ
ที่กำหนดเอาไว้อย่างเข้มงวด จนกระทั่งหนทางที่จะชอนไชไปนั้นทำให้หัวของงูวกกลับมายังภูเขาไซออน
ด้วยประการนี้จึงกล่าวได้ว่างูตัวนี้จะชอนไชไปรอบทวีปยุโรปจนครบวงรอบของมันและด้วยการที่มันล้อมยุโรปเอาไว้
ก็เท่ากับมันล้อมโลกเอาไว้ด้วย การที่หัวงูจะย้อนกลับมายังภูเขาไซออนได้สำเร็จ ก็ต่อเมื่ออำนาจของประเทศในยุโรป
ลดต่ำลง นั่นก็คือเมื่อวิกฤติการณ์เศรษฐกิจได้ทำลายอำนาจของพวกมันจนหมดสิ้น และนำความเสื่อมโทรมทางจิตวิญญาณ
ความฉ้อฉล ความไร้จริยธรรมมาให้กับพวกมัน…ความสำเร็จของสิ่งเหล่านี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้
ก็โดยการเอาชนะด้วยอำนาจเศรษฐกิจ


และไม่ว่าสิ่งต่างๆที่ถูกเอ่ยอ้างเอาไว้ในเอกสารชิ้นนี้จะถูกเสกสรรปั้นแต่งเอาไว้หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที
แต่ภายใต้ความปั่นป่วนระส่ำระสายของชาวยุโรป…เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันกลับทำให้เครือข่ายอำนาจเศรษฐกิจ
ของชาวยิวเติบโต แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด…ความเติบโตเช่นนี้ก็ได้เริ่มเปิดเผยให้เห็นถึงร่องรอยของ
‘งูศักดิ์สิทธิ์” ที่มีการพูดเอาไว้ในเอกสารชิ้นนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที…


นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๙๕ หรือประมาณ ๒๐ กว่าปีก่อนหน้าที่เอกสารบันทึกข้อสนธิสัญญาฯ จะถูกนำมาเปิดเผย
ชาวยิวรายหนึ่งในตระกูลอภิมหาเศรษฐีที่กำอำนาจทางเศรษฐกิจการค้าเอาไว้เกือบ ทั้งโลก
อย่างตระกูลรอทไชลด์
นั่นก็คือ “เอ็ดมอนด์ เจมส์ เดอ รอทไชลด์” ลูกชายคนสุดท้องของ
“เจมส์ (จาคอป) ไมเยอร์ รอทไชลด์” ก็ได้เดินทางไปยังแผ่นดินปาเลสไตน์หรือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของภูเขาไซออน
และได้ประกาศความต้องการที่จะให้มีการจัดตั้ง ”นิคมชาวยิว” ขึ้นมาในพื้นที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก…!!!
แต่ภายใต้การประกาศความคิดที่อาจจะ ถูกมองว่าพิลึกกึกกือ และพิสดารจนอาจเป็นเพียงแค่ “ของเล่นของเศรษฐี”
ไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น ความคิดในการจัดตั้งนิคมชาวยิวขึ้นมาในพื้นที่ที่ชาวยิวไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ใดๆ แม้แต่น้อย
จึงถูกเรียกขานกันด้วยคำพูดที่ไม่ถือเป็นจริงเป็นจังอะไรมากนักว่า…”ประเทศรอทไชลด์”…


แต่หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี เมื่อชาวยิวอีกรายหนึ่งชื่อว่า “ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล” ที่แม้นว่าจะไม่ได้อยู่ในตระกูล
มหาเศรษฐีอย่างรอทไชลด์ แต่ก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องไม่น้อยในหมู่ชาวยุโรป ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า
“รัฐของชาวยิว” (The Jewish State) ออกมาเผยแพร่ในปี ค.ศ. ๑๘๙๖ และสร้างความฮือฮาขึ้นมาไม่น้อย
ในหมู่ชาวยิวทั้งหลาย ในช่วงระยะที่ว่านี้นี่แหละที่ร่องรอยของ “งูศักดิ์สิทธิ์” ที่จะเลื้อยไปยังภูเขาไซออน
ก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมารางๆ เมื่อบรรดาเครือข่ายชาวยิวทั้งหลายรวมทั้ง
ตระกูลรอทไชลด์ ได้พร้อมใจกันสนับสนุนให้บุคคลผู้นี้เปิดเผยตัวเองออกมาอย่างเป็นทางการในฐานะ
”ประธานขบวนการไซออนนิสต์”… โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนในอันที่จะก่อตั้ง“ประเทศยิว”
ขึ้นมาอีกครั้งบนโลกใบนี้….!!!


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-20.htm#5713




http://www.redicecreations.com/article.php?id=1620

The Power of the Rothschilds
Co-Masters of the World --The Media

Eustice Mullins has published his research in his book Who Owns the TV Networks showing that
the Rothschilds have control of all three U.S. Networks, plus other aspects of the recording
and mass media industry.
It can be added that they control Reuters too. From other sources it appears CNN,
which began as an independent challenge to the Jewish Network monopoly, ran into repeated trickery,
and ended up part of the system. Money from B.C.C.I.,
(B.C.C.I. has been one of the New World Orders financial systems for doing its dirty business
such as controlling Congressmen, and is involved with INSLA, the Iran-Contra Scandal, Centrust,
and other recent scandals)
which has tainted so many aspects of public power in the U.S.
has also been behind CNN. Perhaps nothing dominates the life of some Americans as does the television.
Americans sit themselves before the television set and simply absorb what it projects to them.
On a day to day basis the biggest way the Rothschilds touch the lives of Americans are
the three major networks which are under Rothschild direction. To illustrate this we will examine
who run the networks. This list is not current, and no attempt was to provide that.
The length of writing a book insures that some material will be dated anyway.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=90&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


I think that the most interesting piece of information that Commander Carr
uncovered in this book is a speech given by the German Jewish goldsmith Mayer Amschel Bauer,
who changed his name to Rothschild and founded the infamous international banking family
of the same name.
This speech by Bauer/Rothschild, found in Chapter 3 entitled
"The Men who caused the French Revolution, 1789," is undoubtedly the modern-day origin of
the infamous "Protocols of the Learned Elders of Zion."


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=609&forum=6&page=3&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.prachatai.com/journal/2007/06/13222

บรรยากาศงานรำลึกวันชาติ 24 มิ.ย. ลานปักหมุดประชาธิปไตยเหงา


Mon, 2007-06-25 00:14


ประชาไท - 25 มิ.ย.50 ย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน กลุ่มองค์กรภาคประชาชน อาทิ กลุ่มเพื่อประชาชน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาประชาชน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
เครือข่ายสลัม 4 ภาค มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย
และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พร้อมใจจัดงาน
ครบรอบ 75 ปี การอภิวัฒน์ไทย 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า
เพื่อตอบย้ำวันสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนไทยทุกคน


"วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"
นี่คือข้อความที่ปรากฏให้เห็นบนแผ่นทองเหลืองซึ่งถูกฝังอยู่บนลานพระบรมรูปทรงม้าในวันนี้
ณ จุดที่พลเอกพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ประกาศชัยชนะของการอภิวัฒน์สังคมไทย
อันเป็นการเริ่มต้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหลักประกันซึ่ง
สิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพของประชาชนตั้งแต่เมื่อปี 2475 จนถึงปัจจุบัน

บรรยากาศยามเช้าของงานรำลึกจากการสังเกตการณ์ของประชาไท มีผู้ทยอยเข้าร่วมตั้งแต่ตี 5
และเริ่มหนาตามากขึ้นในช่วงฟ้าสาง สำหรับวันที่ 24 มิ.ย. เคยเป็นวันชาติไทย
ซึ่งเป็นวันประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ต่อมา ในปี พ.ศ. 2503 ทางราชการ
ได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระประมุขแห่งชาติเป็นวันชาติแทน


"ลูกหลานไม่รู้เลยว่าวันที่ 24 มิถุนายน คือวันชาติที่ราษฎรได้มีสิทธิมีเสียง มี
ความเสมอภาคเท่าเทียมคนทั้งหลาย" นายเดช พุ่มคชา นักพัฒนาอาวุโส
กล่าวถึงความสำคัญกับวันที่ 24 มิถุนายน


นายเดช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรามีประชาธิปไตย ที่เป็นเพียงแค่หมุด มีเพียงหลักฐานเชิงสัญลักษณ์
แต่สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพอย่างเท่าเทียมที่รัฐควรทำให้เกิดขึ้น-ไม่เคยมี
ดังนั้นคนที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้คือประชาชนซึ่งจะเป็นผู้สืบสานเจตนารมณ์ของคณะราษฎร
โดยการเผยแพร่ ชักชวนให้หลักทั้ง
6 ประการให้เป็นจริง และเป็นของพี่น้องประชาชน



กิจกรรมวันนี้เริ่มต้นท่ามกลางบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนด้วยพิธีกรรมสืบชะตา 24 มิถุนายน ประชาธิปไตย
โดยการจุดเทียนหลัก6ประการ และผู้ร่วมงานได้ร่วมจุดเทียนล้อมรอบหมุดจารึกข้อความประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ผู้เป็นตัวแทนจุดเทียนหลัก 6 ประการทั้งหกท่านก็ได้แถลงคำประกาศคณะราษฎร 6 ประการ
ซึ่งได้เคยมีการประกาศในวันนี้เมื่อ 75 ปีที่แล้ว โดย นายสมศักดิ์ โกสัยสุข เลขาธิการศูนย์ประสานงานกรรมกรแห่งชาติ
ประกาศหลักประการแรก คือ "การดำรงไว้ซึ่งเอกราชทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในทางการเมือง ศาล และเศรษฐกิจ
ตามเจตจำนงของคณะราษฎร"
หลักประการที่ 2 เรื่องความปลอดภัย นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานมูลนิธิสุขภาพไทย
ได้กล่าวถึงการประทุษร้ายและก่ออาชญากรรมโดยภาครัฐและนายทุนเพื่อแย่งชิงทรัพยากรโดยอ้างการพัฒนาในปัจจุบัน



นางรสนา ยังได้เสนอการอภิวัฒน์ทางศาสนาเพื่อลดการประทุษร้ายต่อกัน และการอภิวัฒน์เศรษฐกิจเพื่อกระจายทรัพยากร
ให้กับประชาชน ส่วนในหลักประการที่
3 ดร.สุธี ประศาสนเศรษฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวว่าเมื่อ 75 ปีที่แล้วคณะราษฎรประกาศที่จะ "อำนวยความสุขให้ราษฎรโดยการวางแผนเศรษฐกิจ
เพื่อลดการเบียดเบียนระหว่างกลุ่มชน"
ส่วน นายเดช พุ่มคชา ประกาศหลักประการที่ 4 เกี่ยวกับ
"สิทธิความเสมอภาคของราษฎร" หลักต่อมาหลักประการที่ 5 เสรีภาพประกาศโดย สมณะจัทนเสฎโฐ
ส่วนหลักประการสุดท้าย คือ การให้การศึกษาแก่ราษฎร ที่ นางรัชนี ธงไชย ประธานเครือข่าย
การศึกษาทางเลือกเป็นผู้แถลง




http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=2290004&Itemid=37

ส.ศิวรักษ์ แถลงการณ์หน้าหมุดคณะราษฎรแนะวิกฤตินำสู่การปฏิรูปการเมืองใหม่

เขียนโดย ประชาไท


เมื่อ 16 ก.ย. 2551 เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม
กลุ่มคนจำนวนประมาณ 30 คน ซึ่งประกอบด้วยประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน
ในนาม “กลุ่มเครือข่ายประชาชนผู้รักสันติ” ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมท่ามกลางสายฝน เพื่อสร้างพลังสันติในจิตใจ
และแสดงเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านการเมืองอย่างสันติ


ในส่วนของกิจกรรมนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ได้อ่านแถลงการณ์
"กลับวิกฤติให้เป็นโอกาส" ณ บริเวณหมุดคณะราษฎร โดยมีเนื้อหาระบุให้ทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
รัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเปลี่ยนผ่านการเมืองไทย
โดยไม่ใช่ความรุนแรง อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองใหม่โดยใช้วิกฤติทางการเมืองให้เป็นโอกาส
เพื่อทำลายโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ยุติธรรม


"นี่เป็นความหวังที่อาจเป็นจริงได้ และนี่จะสำคัญยิ่งกว่าการจัดตั้งรัฐบาลระดับชาติไหนๆ
การเมืองใหม่ต้องไม่ออกมาจากความคิดของคนบางคนเท่านั้น การเมืองใหม่ต้องกลับไปหาฐานราก
ทางภูมิปัญญาอย่างดั้งเดิมของเขา" ปัญญาชนสยามกล่าวถึงแนวคิดต่อการเมืองใหม่


ส.ศิวรักษ์ ยังได้ยกตัวอย่างถึงการเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ภายใต้แนวคิดของ ปรีดี พนมยงค์
ว่าไม่เพียงต้องการความเสมอภาคในทางกฎหมาย
แต่ยังมุ่งไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและ
วัฒนธรรม ผ่านทางประกาศคณะราษฎร 6 ประการ
ซึ่งแม้ที่ช่วงระยะเวลาผ่านมาจะถูกละเลยไป แต่ในช่วงวิกฤตการเช่นนี้ หลักทั้งหกข้อ
สามารถนำกลับมาใช้ให้เหมาะกับยุคสมัยได้


ทั้งนี้ ภายหลังจบแถลง ส.ศิวรักษ์ ได้ทำการจุดเทียนแห่งปัญญา และผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกัน
ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่จะพากันเดินเท้าไปยัง
วัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อทำพิธีสวดภาวนาและแผ่เมตตาให้ชาติเกิดความสงบในอุโบสถวัดวัดเบญจมบพิตรฯ
หลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273574358&grpid=&catid=02

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:35:45 น.
มติชนออนไลน์







เสวนา"110 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์" แนะใช้หลักคิด"ภราดรภาพ"แก้วิกฤตการเมืองไทย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้จัดงานวันปรีดี ประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 11 พ.ค.
ช่วงเช้ามีพิธีสักการะอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ วางพานพุ่มดอกไม้สดและ
พิธีกรรมทางศาสนา โดยตัวแทนรัฐบาล นักการเมือง ศิษย์เก่า รวมถึงคณาจารย์และนักศึกษา
ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมในการวางพานพุ่มดอกไม้สด ในพิธีสักการะอนุสาวรีย์
ณ บริเวณลานปรีดี เช่น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา
"ทุนปาล พนมยงค์"

พร้อมกันนี้ ยังจัดงานเสวนาในหัวข้อ "110 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์" โดยดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,
รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ดำเนินรายการโดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น 2

ผู้ดำเนินรายการถามถึงเรื่องภราดรภาพตามหลักคิดของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี นั้น ดร.ชาญวิทย์
ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่าวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นแขนงหนึ่งของราชบัณฑิต
กรณีของทุนอานันทมหิดลก็มีทุนธรรมศาสตร์และการเมือง ตนคิดว่าท่านปรีดีได้รับแรงบันดาลใจ
ของภราดรภาพมาจากฝรั่งเศส เพราะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบัณฑิตหรือสถาบันทางการศึกษา
ของฝรั่งเศส
ชื่อมหาวิทยาลัยของเรา University of Moral and Political Sciences เป็นชื่อเก่า
เหมือนประเทศไทยที่เคยชื่อ Siam แรงบันดาลใจของท่านเป็นสากล ทั้งนี้ วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
หนีไม่พ้นฝรั่งเศสที่ติดตัวมากับเรา คำขวัญว่าด้วยประชาธิปไตย อย่างเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
มันก้องอยู่ในธรรมศาสตร์ ที่มาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ภราดรภาพ ตอนนี้หายไปเยอะมาก เราเกลียดกัน
มากกว่าที่รักกัน เราสร้างสถานีโทรทัศน์แห่งความเกลียด เราสร้างอีเมล์ หรือ Hate Internet จึงต้องผลักดัน
สืบต่อภราดรภาพ ประเด็นที่เราถกเถียงระหว่างสีต่างๆ หรือตนเรียกว่า เสียมโป๊ยก๊ก ที่ทะเลาะกันอยู่
ประเด็นก็คือเหล่านี้


ด้าน นพ.บัญชา กล่าวว่า ในความหมายที่เรียนรู้มาหลักภราดรภาพ อยู่ในทุกหลักคิดของศาสนาด้าน
จรรยาบรรณและศีลธรรม ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นพุทธ คิดว่าหลักพุทธจริงๆ ต้องครบ 3 อย่าง คือ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ท่านปรีดี สากลมากกว่า มองในมุมกว้างและบูรณาการยิ่งกว่าไประบุว่า
ภราดรภาพนั้นเป็นเรื่องของพุทธ ต้องทำให้สากลมากขึ้น นอกจากนั้น ท่านพุทธทาสได้กล่าวในการ
ลอยอัฐิธาตุของท่านปรีดีว่า " ท่านรัฐบุรุษอาวุโสต้องรับเคราะห์ด้วยการถูกขับ
ออกจากประเทศเพราะเสนอลัทธิสังคมนิยม เพื่อเป็นหลักการปกครองประเทศชาติ
เมื่อเขาไม่เห็นด้วย เพราะไม่เข้าใจ ความหมายของคำว่าสังคมนิยมก็เลยต้องพ่ายแพ้
ฉะนั้นข้อนี้อาตมาก็ได้รับเคราะห์อย่างเดียวกัน คือเสนอหัวใจของสังคมนิยมว่า
เป็นหัวใจของทุกศาสนา
ที่สอนลัทธิสังคมนิยมให้รักกันอย่างเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย จนนายทุน
รักกรรมกร กรรมกรรักนายทุน คนมั่งมีรักคนยากจน คนยากจนรักคนมั่งมี ลัทธินี้เรียกว่า
ธรรมิกสังคมนิยม อาตมายังขอยืนยันอยู่ว่าเป็นหัวใจของทุกศาสนา"


นพ.บัญชา กล่าวอีกว่า สถานการณ์ขณะนี้มีทางเดียวที่จะแก้ได้ คือ ภราดรภาพ เรื่องการเห็นอกเห็นใจ
เรื่องการแผ่เมตตา ไม่คิดว่าเรื่องที่ท่านปรีดีคิดไกลจะเป็นเรื่องที่ทำแล้วจะไม่ได้ กลับมองว่า
เป็นเรื่องท้าทายสามารถพาเราไปได้ไกล โดยไม่จำเป็นต้องลงเอยเช่นเดียวกับท่านปรีดี
สำหรับข้อเสนอ ขณะนี้อยากให้ช่วยกันคิดและขับเคลื่อน ลดความเหลื่อมล้ำ นำลัทธิที่เหมาะสม
มาแก้ปัญหาที่ซึมลึก อย่างในระดับชุมชนก็ควรตั้งใจทำกิจกรรม เช่น การสร้างสถานธรรมให้แผ่วงกว้าง

นอกจากนี้ ดร.อนุสรณ์ ยังตั้งข้อสังเกต เรื่องการเผยแพร่ผลงานของท่านปรีดี แต่อำนาจรัฐไทยบางช่วง
กลับมีคำอธิบายบางอย่างที่แตกต่างจากการรับรู้ข้อเท็จจริง และพยายามลบความทรงจำบางอย่าง
ที่สังคมไทยมีต่อผลงานความคิดของท่าน เป็นเพราะความคิดที่ล้ำสมัยมากเกินไปของท่านหรือ
ทำให้คนบางกลุ่มเสีย ประโยชน์ ทั้งที่วิธีการเปลี่ยนแปลงประเทศโดยอภิวัฒน์นั้นนิ่มนวลที่สุด
และยึดหลักศาสนา

ดร.ชาญวิทย์ ระบุว่า จุดเด่นในประวัติศาสตร์การเมือง อาทิ 1.บทบาทของท่านปรีดี
ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 2.บทบาทในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทย
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
สองประเด็นนี้สำคัญว่า คนเราคิดอะไรมากมาย ทำมากมาย
ถ้าเราเคลียร์ประเด็นทั้งหมดได้ ก็สามารถมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง กรณีเรื่องเสรีไทยนั้น
เกือบไม่มีข้อกังขา แต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ข้อมูลถูกบิดเบือนแต่งเติม หรือไฮแจ็ค
ทำให้เป็นประวัติศาสตร์ที่พร่ามัว มีนักวิชาการที่ทวนกระแสที่มองเห็นต่างมากๆ
ว่าประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างไร

ขณะที่ รศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าท่าน ปรีดีก้าวหน้าเกินไปจนคนรับไม่ได้ เช่น
ท่านต่อสู้ตลอดเวลาตั้งแต่ปี 2475-2489 ที่ต้องการให้เลือกตั้งทั้ง ส.ส.และส.ว. จริงๆ การเลือกตั้ง ส.ว.
เกิดตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2589 แต่ท่านปรีดีออกแบบไว้เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม
เช่นเดียวกับการเลือก
ตั้งในฝรั่งเศส เข้าใจว่าคนไทยโดยเฉลี่ยรับไม่ได้ ตนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ใน
กรรมาธิการทั้งหมดมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่ขอให้เลือกตั้ง ส.ว. แต่ท่านปรีดีเรียกการต่อสู้นี้ว่า
ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ในแนวคิดของท่าน รัฐธรรมนูญปี 2475 เป็นกึ่งประชาธิปไตยเท่านั้น
ประชาธิปไตยสมบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2489 เลือกตั้งทั้งระบบ แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เลือกตั้งทั้งหมด
เพราะในใจเราไม่รับ นี่เป็นเหตุที่ทำให้ท่านอยู่ลำบาก

"2.การเปิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) เป็นตลาดวิชา เชื่อว่าข้าราชการรับไม่ได้
เพราะการเปิดตลาดวิชาสร้างความระส่ำระสายให้ระบบราชการ เราเปิดธรรมศาสตร์บัณฑิต (ธ.บ.)
มาตั้งแต่ปี 2477 พอปี 2489/2490 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มหาดไทย
กระทรวง ทบวง กรม ตั้งกฎใหม่ว่า ใครจบธ.บ.เข้ารับราชการเงินเดือนจะต่ำกว่าคนอื่น 1 ขั้น
เพราะคนเรียนสมัยนั้น เรียนแบบตลาดวิชาและอายุไม่เท่ากัน นี่คือที่มาของการปิด ธ.บ.แล้วมามี
มหาวิทยาลัยเปิดอีกทีตอนตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง นี่คือแรงกดดันทางการเมืองชนิดหนึ่ง
เพราะมองว่าตลาดวิชาสู้การเรียนในระบบปิดไม่ได้" รศ.ดร.นครินทร์ กล่าวพร้อมทั้งเรียกร้องว่า
หากเราเป็นสานุศิษย์ปรีดี พนมยงศ์ จริงๆ ธรรมศาสตร์ต้องเป็นตลาดวิชา

รศ.ดร.นครินทร์ กล่าวอีกว่า ท่านปรีดีเป็นคนผลักดันจัดตั้งเทศบาล แล้วประเทศไทยต้องเป็น
เทศบาลอย่างเดียว จริงๆ แล้วฝรั่งเศสคือแม่แบบของเทศบาล แต่เราก็รับไม่ได้ ในปี 2477
ตั้งได้นิดหน่อยในพื้นที่ ต่อมาต้องตั้งสุขาภิบาลทับเข้าไป ท่านปรีดีเคยพูดในสภาฯ อธิบายร่างกฎหมาย
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินปี 2476 และร่างกฎหมายเทศบาลปี 2476 ขณะนั้นท่านเป็นรมว.มหาดไทย
ที่เสนอร่างกฎหมายว่า มนุษย์มีการปกครองอยู่ 2 อย่าง ถ้าปกครองตามธรรมชาติก็ต้องใช้การปกครอง
ท้องที่แบบที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อเราเป็นพลเมืองที่รู้จักสิทธิหน้าที่ในการปกครองตนเองที่นั่น
จะต้องมีเทศบาล อีกนัยหนึ่งคือเป็นของพลเมืองที่มีอารยชน คนที่จบธรรมศาสตร์ยุคแรกๆ
จะทำงานเทศบาล ตอนนี้ทุกคนทิ้งหมด เพราะมองว่าเป็นงานชั้นต่ำ ทำให้เห็นว่าท่านปรีดีมองทุกอย่าง
ก้าวหน้ากว่าเรา

...









The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Jun 24, 2010 2:58 pm

โครงการอุปสมบทหมู่ ๑๐๐,๐๐๐ รูป รุ่นเข้าพรรษา ๒๕๕๓




ครั้งหนึ่งใน ชีวิตของลูกผู้ชาย ต้องบวชให้ได้อย่างน้อย ๑ พรรษา


นับตั้งแต่สมัยพุทธกาล เมื่อย่างเข้าลู่ฤดูฝน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์
อยู่จำพรรษา ตามวัดวาอารามหรือบริเวณที่กำหนดขึ้น งดการเดินทางไปยัง ถิ่นต่าง ๆ เป็นเวลา ๓ เดือน
ข่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสดีที่ พระภิกษุสงฆ์จะได้ศึกษาพระธรรมวินัยและฝึกฝนธรรมปฏิบัติ อย่างเข้มข้น
ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพ เพิ่มพูนคุณธรรม และ ปรับปรุงแก้ไขสิงที่ยังบกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น

ในฤดูเข้าพรรษา จึงมีประเพณีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ ที่ชายไทยทั้งหลายต่างนิยม อุปสมบทเป็น
พระภิกษุ เพื่อศึกษา และ ฝึกฝนอบรมตนเองให้ลามารถดำเนิน ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ตามครรลอง
คลองธรรม เพื่อความสุขและความสำเร็จในชีวิต ด้วยเหตุนี้ คณะลงฆ์ทั้งแผ่นดินร่วมกับคณะกรรมาธิการ
การศาลนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร จึงได้จัด ให้มีโครงการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป
เข้าพรรษา ในระหว่าง วันที่ ๙ กรกฎาคม ถึง ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยได้รับ ความเมตตาจาก
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นประธาน ที่ปรึกษาโครงการ รกทั้งยังมีพระเถระผู้ทรงภูมีรู้ภูมิธรรม
ทั่วสังฆมณฑลเมตตามาแสดงธรรม และให้การอบรมตลอด ทั้งโครงการ ซึ่งผู้สมัครบวชทุกท่าน
ไม่ต้องเลียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น


ใบสมัคร โหลดที่นี่

วันที่ 17 มิย 2553 ถึง 2 กค 2553 ณ ห้อง จักรแก้ว 1 สำนักงานใหญ่รวม (สอบถามยามหน้าประตูได้)
(พร้อมตรวจสุขภาพ) วันที่ 3 กค 2553 ถึง 11 กค 2553 ณ วิหารคด คอร์ 32 (พร้อมตรวจสุขภาพ)
{ ระยะเวลาการอบรม วันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม - วันจันทร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓} (๑๑๒ วัน)
( รับสมัครภายในวันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ )

กำหนดการอบรม
ระยะเวลาการอบรม
วันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม – วันจันทร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ (๑๑๒ วัน)
เข้ารับการอบรม
วันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
วันบรรพชา
วันอังคารที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ วัดพระธรรมกาย
วันอุปสมบท
วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ – วันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓



โครงการอุปสมบทหมู่ ๑๐๐,๐๐๐ รูป รุ่นเข้าพรรษา ปี ๒๕๕๓

หนึ่งพรรษาเพื่อคุณค่าตลอดชีวิต

การบวชครั้งนี้จะเป็นการช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาลนา และมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยของเรา
เป็นดินแดนแห่ง สันติสุขอันเกิดจากพุทธธรรม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ทุกท่าน จะได้ฝึกฝน
อบรมตนเองถึง ๑ พรรษา เพื่อให้เป็นพระแท้ตาม พระธรรมวินัย เปิ่ยมด้วยศีล สมาธิ และ ปัญญา
ซึ่งถือเป็นการใช้วันเวลาอย่างคุ้มค่าและมีความหมายต่อการเกิดมาเป็นมนุษย์ อย่างยิ่ง ดังที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า "ชีวิตเพียง วันเดียวของผู้มีศีล มีสมาธิ ยังประเสริฐกว่า
ชีวิตตั้งร้อยปี ของผู้ทุศีล ไร้สมาธิ"

มาร่วมกันเป็น "หนึ่งในแสน" ของบุคคลประวัติศาสตร์ ตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ของบิดา มารดา
ด้วยกาวบวชเรียน ศึกษาธรรมะ และมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรมตลอดพรรษา เพื่อ สลัดตนออกจาก
กองทุกข์ แสวงหาความสุขที่แท้จริง

อานิสงส์ของการบวชครั้ง ประวัติศาสตร์

๑. ผู้บวชย่อมได้โอกาลโนการสั่งสมเนกขัมมบารมี (คือบารมีที่เกิดจากการออกบวช)
ตามรอยบาท พระลัมมาลัมพุทธเจ้า

๒. ผู้บวชย่อมได้บุญใหญ่ที่จะช่วยปิดอบาย เปิด หนทางลวรรค์และพระนิพพาน
ติดตัวไปยาวนาน ถึง ๖๔ กัป

๓. ผู้บวชและผู้สนับสนุนการบวชย่อมได้อานิสงส์ (ผลที่ได้จากการทำความดี) คือ
เป็นผู้มีปัญญา มีสัมมาทิฐิ สมบูรณด้วยโภคทรัพย์และอริยทรัพย์
และได้เกิดในดินแดนที่พระพุทธศาลนารุ่งเรือง ไปนับภพนับขาติไม่ถ้วน

๔. ลังคมและประเทศขาติเกิดความสงบสุข ร่มเย็น ผ่านพ้น'ปัญหาไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
ได้อย่างเป็น อัศจรรย์

๕. สร้างผู้นำทางศีลธรรมให้เกิดขึ้นทั่วแผ่นดินไทย จะได้ช่วยกันสิบทอดอายุพระพุทธศาลนา
ให้อยู่คู่ขาติไทยและโลกใบนี้ไปตราบนานเท่านาน รอ. สร้างความสมัครมานสามัคคีให้เกิดขึ้นแก่
พุทธบริษัท ๔ ทั้งแผ่นดิน เพื่อให้ ทุกภาคส่วนมีบทบาทโนการฟื้นฟูศีลธรรม และพัฒนาท้องถิ่น
ได้อย่างยั่งยืนสืบไป


สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารยํ วัดปากนํ้า ภาษีเจริญ
ประธานที่ปรึกษาโครงการ

การรับสมัคร

ตั้งแต่ บัดนี้เป็นต้นไป
1. สมัครออนไลน์ ได้ที่ www.dmycenter.com >>กดที่นี่ <<
วันที่ 17 มิย 2553 ถึง 2 กค 2553 ณ ห้อง จักรแก้ว 1 สำนักงานใหญ่รวม (สอบถามยามหน้าประตูได้)
(พร้อมตรวจสุขภาพ) วันที่ 3 กค 2553 ถึง 11 กค 2553 ณ วิหารคด คอร์ 32 (พร้อมตรวจสุขภาพ)
หรือ CALL CENTER โทร. 02-831-1234 ทุกวัน เวลา 8.00 น. – 17.30 น.

3. สมัครผ่านผู้นำบุญหรือผู้ประสานงานและศูนย์อบรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ของใช้ในการอบรม
๑. ชุดกันหนาวสีสุภาพ และผ้าห่มสีเหลือง ๑ ผืน
๒. ชุดอบรมสีขาวล้วนไม่มีลาย จำนวน ๒ ชุด
๓. เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ไม่มีลาย ๑ ตัว สำหรับใช้วันบรรพชา
๔. ของใช้ส่วนตัว เช่น ขันน้ำสีขาว สบู่ แชมพู ผงซักฟอก
แปรงสีฟันและยาสีฟัน ไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย
๕. กางเกงขาสั้นหรือผ้าขาวม้า สำหรับใส่อาบน้ำ 1 ตัว
และผ้าเช็ดตัวสีเหลือง 1 ผืน
๖. ยาประจำตัว เช่น ยาแก้แพ้ ยาทากันยุง ยาแก้โรคกระเพาะ
๗. มีดโกนหนวดพร้อมใบมีด อย่างน้อย ๔ ใบ
๘. รองเท้าแตะ สีน้ำตาล ๑ คู่

ของที่ไม่ควรนำมาในการอบรม
๑. หนังสืออ่านเล่น หรือสื่อ ที่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกสมาธิ
๒. อาหาร และของขบเคี้ยวทุกชนิด
๓. เครื่องเล่นสื่อทุกชนิด เช่น วิทยุ, ซีดี, MP3, MP4
๔. กระจกเงา รูปถ่ายญาติมิตร และกล้องถ่ายรูป
๕. ของมีค่าและเครื่องประดับ เช่นแหวน สร้อยคอ เป็นต้น
๖. อุปกรณ์สำหรับติดต่อสื่อสารทุกชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ
(คณะกรรมการจะตรวจและเก็บดูแลของเหล่านี้แทนท่านระหว่างการอบรม)

ของที่ห้ามนำติดตัวตลอดการอบรม
๑. วัตถุมีคม อาวุธ สิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินต่าง ๆ
๒. บุหรี่ รวมถึงยาเสพติดทุกชนิด

สอบถามรายละเอียดได้ที่
CALL CENTER โทร. 02-831-1234

สถานที่อบรม

วัดพระธรรมกายและวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉลี่ยอำเภอละ 1 แห่ง
ยกเว้น 4 จังหวัดภาคใต้ กทม.และปริมณฑล รวมประมาณ 900 แห่ง

หลักฐานการสมัคร
1 รูปถ่ายขนาด 1 หรือ 2 นิ้ว ไม่สวมหมวก ไม่ใส่แว่นดำ ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน 1 ใบ
2 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ชุด
3 ใบรับรองแพทย์ ระบุผลการตรวจเลือด HIV (ตามแบบฟอร์ม บพ.02)

คุณสมบัติ
1. เป็นชายแท้ อายุ 20 - 65 ปี
2. จบการศึกษาชั้น ประถม 6 ขึ้นไป
3. สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อ หรือโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการอบรม เช่น โรคลมชัก โรคเบาหวาน
โรคจิตประสาท โรคไต หอบหืด โดยผ่านการตรวจรับรองโดยแพทย์ตามแบบฟอร์ม บพ. 02
4. ร่างกายไม่พิการ เช่น หูหนวก ตาบอด แขนขาพิการ
5. ต้องไม่ติดยาเสพติดให้โทษ
6. ไม่มีรอยสักขนาดใหญ่หรือสักเป็นรูปที่ไม่เหมาะสมนอกร่มผ้าเมื่อห่มจีวร
7. เป็นผู้มีความประพฤติดี สามารถรักษาระเบียบวินัยได้

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 3 จาก 3 Previous  1, 2, 3

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ