ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

หน้า 1 จาก 4 1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Jan 09, 2010 4:38 pm

ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล
เขียนโดย มุคลิส บิน ยูซุฟ

ในบรรดาชนชาติต่างๆที่มีอยู่บนโลกนี้ คงไม่มีชนชาติและประเทศใดที่เคียดแค้นและชิงชังประชาชาติอิสลามมากยิ่งไป กว่า พวกยะฮูดี/ยิว

จาก ความเคียดแค้นและชิงชังนี้เอง ได้นำไปสู่การจัดวาระและแผนการอันซ่อนเร้นสำหรับต่อสู้กับอิสลามและโลก มุสลิม โดยที่พวกเขาพยายามดำเนินแผนการด้วยเล่ห์เพทุบายที่พวกเขาถนัด นั่นก็คือ การชักใยอยู่เบื้องหลังหรือกำกับอยู่หลังฉาก เราจะเห็นได้ว่า เบื้องหลัง เหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิมหรือวิกฤตการณ์ต่างๆในโลกนั้น ขบวนการยิวไซออนิสต์สากลมักจะอยู่เบื้องหลังและเกี่ยวข้องเสมอ

ต่อไปนี้ เป็นโศกนาฏกรรมส่วนหนึ่งที่พวกยิวไซออนิสต์ ได้ก่อไว้และดำเนินการมาเป็นระยะๆ ต่อโลกมุสลิม

1.การสถาปนารัฐอิสราเอล

ใน ปี ค.ศ. 1948 /ฮ.ศ.1367 ขบวนการไซออนิสต์สากลได้บรรลุเป้าหมายสำคัญของพวกเขา โดยมีบรรดาประเทศมหาอำนาจของโลกได้ร่วมสมคบกัน แอบให้การสนับสนุนอย่างลับๆต่อความพยายามในการสถาปนารัฐยะฮูดี/ยิวขึ้นในดิน แดนศักดิ์สิทธิ์ของโลกอิสลาม โดยมีเป้าหมายซ่อนเร้น นั่นก็คือ เพื่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในโลกอิสลาม รวมทั้งเพื่อขับไล่ชาวมุสลิมนับล้านให้อพยพออกไปจากดินแดนของพวกเขา ,พยายามทำลายอารยธรรมอิสลามในดินแดนปาเลสไตน์ แล้วนำวัฒนธรรมฮิบรูมาแทนที่ แม้กระทั่งองค์กรอาหรับบางองค์กร รวมทั้งบรรดาผู้นำของประเทศอาหรับทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกพวกตะวันตกล้างสมอง ต่างก็ได้ร่วมสมคบคิดกับตะวันตกตามแผนการสถาปนารัฐอิสราเอลในครั้งนี้ และร่วมกันทรยศและทำลายดินแดนปาเลสไตน์ กลุ่มองค์กรอาหรับและบรรดาผู้นำเหล่านี้ไม่ได้มีความผูกพันกับอิสลามแม้แต่ น้อย ผลพวงจากแผนการร้ายเหล่านั้น ก็คือ ความพ่ายแพ้ของโลกมุสลิมในปี ค.ศ.1948/ฮ.ศ.1368 นั่นเอง

พวกยิวได้บรรลุแล้วซึ่งเป้าหมายที่ ธีโอดอร์ เฮิร์ทเซล ได้กำหนดไว้เมื่อปี ค.ศ. 1890/ ฮ.ศ. 1313 อันประกอบไปด้วยจุดมุ่งหมายสำคัญ 3 ประการคือ

(1) ให้มีดินแดน/ประเทศของชาวยะฮูดี/ยิวในเขตปาเลสไตน์ อย่างมีระบบและแผ่ขยายอย่างต่อเนื่อง
(2) ได้รับการรับรองสิทธิโดยชอบธรรมจากประชาคมระหว่างประเทศ ในการปล้น ยึดครองและรุกรานดินแดนปาเลสไตน์
(3) จัดให้มีกลุ่ม องค์กร และขบวนการต่างๆที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่ชาวยะฮูดี/ยิว


2. ประเทศมหาอำนาจให้การรับรองประเทศอิสราเอล

วัน ที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1948 นาย เบน กูเรียน ได้ประกาศสถาปนาประเทศอิสราเอลเป็นประเทศเอกราช หลังจากนั้นประเทศมหาอำนาจทั้งหลายต่างหลั่งไหลและรีบเร่งให้การสนับสนุน โดยการริเริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตรัสเซียเป็นประเทศแรกๆ เนื่องจากว่า การจัดตั้งรัฐอิสราเอลนั้น เป็นการบรรลุถึงเป้าหมายร่วมกันของประเทศมหาอำนาจต่างๆเหนือภูมิภาคตะวันออก กลางและโลกอิสลาม และเป็นการสร้างภัยคุกคามต่ออิสลามและโลกอิสลามโดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการสลายพลังอำนาจของโลกอิสลามนั่นเอง


3. อิสราเอล : ภัยคุกคามอันถาวรต่อเนื่องสำหรับโลกอิสลาม

ตลอด ระยะเวลานับตั้งแต่ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ อิสราเอลได้ทำการท้าทายและคุกคามโลกอิสลาม ในด้านการทหารและความอหังการได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ในปี ค.ศ 1967 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อิสราเอลเริ่มมีสถานะที่ได้เปรียบและถือไพ่ที่เหนือกว่า ในการสู้รบกับประเทศอาหรับ


4. ข้อตกลงแคมป์เดวิด : ภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ต่อโลกอิสลาม

พร้อมๆ กับกระแสความคิดในการเจรจาสันติภาพ การยอมรับสภาพด้วยการยอมทนกลืนความขมขื่นจากความพ่ายแพ้ รวมทั้งจากความอ่อนแอของประชาคมมุสลิมและอาหรับ ตลอดจนความว่างเปล่าหรือการถูกอากีดะห์ที่ไขว้เขวและบิดเบือนมาบดบังและชัก นำ ความแตกแยกในหมู่ประเทศอาหรับและโลกอิสลาม การยอมให้อำนาจการเมืองภายนอกและระหว่างประเทศมาแทรกแซงกิจการภายในของโลกมุ สิลม มันก็ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายต่ออิสลามและโลกมุสลิม ซึ่งแม้แต่อิสราเอลก็ไม่เคยคิดฝันมาก่อน อียิปต์ได้ยอมลงนามเซ็นสัญญาข้อตกลงที่แคมป์ เดวิด และประกาศยุติสงครามกับอิสราเอลซึ่งเป็นศัตรูที่ขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนาน ตามด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ มีการเปิดพรมแดนไปมาหาสู่กัน มีการแลกเปลี่ยนกันด้านการทูต การค้า การท่องเที่ยวและการสื่อสารมวลชน

การลงนามดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่แก่อิสราเอล ซึ่งมีความพร้อมและมีศักยภาพกว่าในด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ สำหรับการทำสงครามทางวัฒนธรรม ทำลายล้างความคิดและจิตวิญญาณของประชาชาติอื่นๆ ดังที่เราได้ทราบมาจากปฏิญญาของไซออนิสต์

ว่าไปแล้วการลงนามในครั้ง นี้ ได้กลายเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ต่อโลกอาหรับและอิสลาม มันเป็นภัยที่หนักหน่วงและเลวร้ายยิ่งกว่าภัยจากการรุกรานทางการทหารเสียอีก ความ จริงแล้วการตอบโต้ของชาวอาหรับ มุสลิมและชาวปาเลสไตน์นั้น ไม่สามารถจะนำมาเปรียบเทียบกับความสูญเสียและความทุกข์ยากของพวกเขาแม้แต่ น้อย

สัญญาสันติภาพ มิได้ทำให้อิสราเอลหยุดยั้งการรุกรานต่อชาวปาเลสไตน์แต่ประการใด ตรงกันข้ามมันกลับทำให้อิสราเอลอหังการรุกไปข้างหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หลังข้อตกลงไม่นาน นายเมเนเฮม เบกิน ได้ประกาศให้ บัยตุล มักดิส เป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอลตลอดไป โดยไม่แยแสต่อเสียงประณามและทัดทานจากโลกมุสลิม


5.ขบวนการต่างๆของยะฮูดี/ยิวที่เป็นภัยต่อโลกอิสลาม

ไซออนิสต์ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรต่างๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายและเจตนารมณ์ของพวกเขา

ประวัติ ศาสตร์ของชาวยิวที่ต้องระเหเร่ร่อน ได้สะสมภูมิปัญญาและประสบการณ์แก่พวกเขา ให้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้เล่ห์กลและเพทุบายต่างๆ ในการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายและอุดมการณ์ของพวกเขา

กลุ่มองค์กรที่ทำงานรับใช้ขบวนการไซออนิสต์โดยตรงและเปิดเผย ก็คือ
(1) ความร่วมมือของยิวสากล
(2) สมัชชาชาวยิวสากล
(3) สหพันธ์นักหนังสือพิมพ์ยิวระหว่างประเทศ
(4) สภาที่ปรึกษาสำหรับชาวยิว
(5) สหภาพคนงานและผู้ฟื้นฟูโบราณสถาน
(6) สหภาพชาวยิวแห่งพระเจ้า

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Jan 09, 2010 4:39 pm

ส่วนองค์กรลับของชาวยิว ส่วนหนี่ง ได้แก่
(1) องค์การฟรีแมสสัน
(2) สโมสรโรตารี่
(3) สโมสรไลออนส์


องค์การฟรีเเมสสัน( Freemasson)

ใน ปัจจุบันนี้ ขบวนการนี้ไม่ได้เป็นขบวนการลับอีกต่อไป หลังจากที่ได้มีผู้เปิดโปงขบวนการนี้ออกมาสู่สาธารณชน เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ขบวนการนี้เป็นองค์กรหนึ่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างลับๆ โดยพวกยิว เพื่อบรรลุถึงผลประโยชน์/อุดมการณ์ของพวกเขาและดำเนินแผนการต่างๆ ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐยิวขึ้นมาใหม่และครอบครองโลกต่อไป เฮิร์ทเซล กล่าวว่า

“สถานที่ทำงานอย่างลับๆของ สมาชิกขบวนการฟรีแมสสัน จะกระจัดกระจายไปตามสถานที่ต่างๆทั่วโลก ภายใต้สภาพการณ์ที่ผู้คนหลับใหล และลุ่มหลง วิธีนี้นับเป็นอีกหนทางหนึ่งในการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายของเรา และบรรดาพวกนัศรอนีย์(คริสเตียน)อันต่ำต้อย จะหันมาสนับสนุนพวกเรา เพื่อบรรลุถึงอิสรภาพของพวกเขา พวกบริวารหรือตัวแทนของเรา ซึ่งไม่ใช่ชาวยิว จะช่วยกันสร้างความผาสุขมากมายแก่พวกเราชาวยิว”

ขบวน การนี้เอง ได้มีบทบาทสำคัญในการทำให้โลกมุสลิมและอาหรับต้องปราชัยอย่างย่อยยับในปี ค.ศ.1948 จากข้อมูลที่ถูกเปิดโปงและตีแผ่ออกมานั้น พบว่า บรรดาผู้นำและผู้ปกครองในประเทศอาหรับในสมัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของขบวนการนี้ และพวกเขาได้ร่วมสมคบคิดแผนการร้ายต่ออิสลามและโลกมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อดินแดนปาเลสไตน์

สโมสรโรตารีและไลออนส์( Rotary & Lion Clubs )
หลัง จากความลับในเรื่องของขบวนการฟรีแมสสันได้ถูกเปิดเผยออกมา แผนการใหม่เพื่อการสถาปนาและบรรลุเป้าหมายของขบวนการยิวไซออนิสต์สากลในดิน แดนปาเลสไตน์และทั่วโลกก็ได้มีการจัดวางขึ้นมาทดแทนองค์กรเก่า นั่นก็คือ มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ คือ สโมสรโรตารีและไลออนส์

คำว่า โรตารี แปลล่า กลับมา หมายความว่า กลับคืนสู่ปาเลสไตน์ และสถาปนารัฐยิวขึ้นมา เพื่อปกครองและเป็นเจ้าโลก

สโมสร โรตารีและไลออนส์ ได้ มีการขยายสาขาไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกมุสลิม และดินแดนอื่น ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆในด้านวัฒนธรรม การกีฬา และ ความบันเทิง ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการล้างสมองเยาวชนคนหนุ่มสาวเป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมของเยาวชนคนหนุ่มสาวให้ หลงใหล คลั่งไคล้กับกระแสที่ชั่วร้ายต่างๆ


6.ข้อตกลงออสโลว์ : อีกบทหนึ่งของการยอมจำนนอันน่าอัปยศ

ใน ปัจจุบันนี้ เราได้เห็นโฉมหน้าใหม่ที่เราไม่เคยนึกฝันและคาดการณ์มาก่อน มันได้เปลี่ยนแปลงหลักการที่เรายึดมั่นกันมากกว่าครึ่งศตวรรษ ซึ่งลูกๆหลานๆมุสลิมได้รับการหล่อหลอมให้ตระหนักว่า

“การปลดปล่อย มัสยิด อัล-อักซอเป็นภารกิจของมุสลิมทุกคน อิสราเอลเป็นภัยคุกคามต่อโลกมุสลิมทั้งทางด้านการทหาร การเมือง ศาสนา เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ตลอดไปจนถึงสิทธิเหนือดินแดนปาเลสไตน์ของเรา รัฐอิสราเอลเป็นรัฐโจรที่ปล้นดินแดนของเรา เป็นต้น”

แต่เมื่อลูกๆ หลานๆเหล่านั้นได้เติบโต จุดยืนของคนบางกลุ่มได้เปลี่ยนไป ด้วยประโยคสั้นๆเพียงไม่กี่ประโยค ที่มีความหมายมากสำหรับอิสลามและโลกมุสลิม จากการทำข้อตกลงหรือสนธิสัญญาของกลุ่มที่ยอมจำนนและศิโรราบต่อความอัปยศและ ความปราชัย โดยการยอมรับให้มีเพียง “เขตปกครองพิเศษ” ที่อยู่ใต้อำนาจการปกครองของอิสราเอล(ข้อความในข้อตกลงออสโลว์)

ผลลัพธ์ แห่งข้อตกลงที่ยอมลดเกียรติศักดิ์ศรีและคุณค่าของตัวเองนั้น เราสามารถแลเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เป็นข้อตกลงที่ฝ่ายเดียวเป็นผู้จัดทำ แล้วให้ฝ่ายโลกมุสลิมลงนาม เพื่อยอมมอบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ มัสยิดอัล-อักซอให้แก่อิสราเอล เป็นการบีบบังคับให้มุสลิมต้องมอบพื้นที่และดินแดนของมุสลิมให้แก่ผู้ปล้น และรุกราน พร้อมทั้งในสัญญาได้เพิกเฉยไม่ยอมระบุถึง สิทธิของประชาชนชาวปาเลสไตน์ ซึ่งมีอยู่ถึง 4 ล้านคนในต่างแดน ในการที่จะอพยพกลับสู่มาตุภูมิที่ถูกปล้นและยึดครอง

คนกลุ่มนี้ยอม ลดศักดิ์ศรีตัวเองถึงขนาดแสดงอากัปกิริยา ยินดีปรีดากับการยื่นมือและกล่าวขอโทษต่อ ฆาตรกรเปื้อนเลือดที่สังหารเหล่านักรบมุสลิมและบรรดาชูฮาดาอ์ที่ ดีรยาซีน , ซอบราและซาติลลา

การที่คนมุสลิมผู้ทรยศกลุ่มนี้ยอมสละทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ได้ดินแดนคืนเพียงร้อยละ 2 ของดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกปล้นทั้งหมด มันเป็นดังคำสุภาษิตโบราณของชาวอาหรับที่ว่า “ถ้าไม่ได้อูฐ ขอให้ได้แพะเพียงตัวเดียวก็เพียงพอแล้ว”

สรุปแล้ว ข้อตกลงออสโลว์นี้ เป็นข้อตกลงหรือสัญญาหยุดยิงที่จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายที่อยู่ในสภาวะจำยอม ต้องวางอาวุธ ต้องลงนามในสนธิสัญญา ทั้งๆที่ใจไม่ยอมรับและเกลียด ในสถานการณ์ที่ตัวเองเพลี่ยงพล้ำและพ่ายแพ้จากสงคราม เหมือนกับที่ชาวญี่ปุ่นประสบหลังจากถูกถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชีมา และนางาซากิ และประเทศเยอรมันพ่ายแพ้สงครามโลกนั่นเอง

ดังนั้น สำหรับอิสลามและโลกมุสลิมแล้ว จึงไม่ถือว่า การควบม้าไปมอบธงยอมแพ้ของอบู อัมมาร์(ยาซีร อารอฟัต)แก่ศัตรูเป็นสิ่งที่นาสรรเสริญยกย่อง ไม่เป็นสิ่งที่สมควรเชิดชูเกียรติและให้รางวัลใดๆแม้แต่น้อย เพราะท่าทีและจุดยืนอันไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์อิสลาม เว้นเสียแต่ว่า นักรบและนักต่อสู้คนนั้น ได้เปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นสมุนบริวารและพันธมิตรของศัตรู ม้าศึกของเขาถูกเปลี่ยนเป็นลา ดาบของเขาถูกเปลี่ยนเป็นไม้เท้าผุๆ

ถึง แม้ว่า มันเป็นสนธิสัญญาที่อัปยศ เราก็หวังอยู่เหมือนกันว่า มันคงไม่เลวร้ายจนเกินไป เราหวังว่า เขตปกครองพิเศษภายใต้อำนาจการปกครองของยิวไซออนิสต์(ตามข้อตกลงออสโลว์) จะถูกนำมาเป็นประเด็นและหัวข้อในการเจรจา เพื่อนำไปสู่การสถาปนารัฐเอกราชของชาวปาเลสไตน์ แต่แล้ว ความหวังอันนั้นมันก็ริบหรี่ลงและสูญสลายในที่สุด เมื่อเจ้าอูฐ(อิสราเอล)ร้องตะโกนลั่น ว่ากำลังเจ็บปวด มิใช่เพราะถูกหนูกัด แต่เป็นเพราะถูกแมลงสาปรบกวน นั่นก็คือ ถูกผู้ปกครองเขตปาเลสไตน์รบกวน นั่นแสดงว่า แม้มุสลิมบางกลุ่มยอมลดเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองถึงเพียงนั้น อิสราเอลก็ยังคงไม่พอใจกับข้อตกลงและกลุ่มมุสลิมดังกล่าวอยู่ดี

สิทธิอันชอบธรรมของชาวปาเลสไตน์ เพื่อที่จะมีรัฐเอกราชบนมาตุภูมิของตัวเองมันอยู่ตรงไหน?ใครจะเป็นผู้ตอบ???

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Jan 09, 2010 4:41 pm

7. การปลดปล่อย มัสยิดอัล-อักซอ :ภารกิจทางศาสนาของมุสลิมทุกคน

ประชา ชาติอาหรับผู้ซึ่งได้แลเห็นอย่างแจ่มชัดถึงพิษภัยของไซออนิสต์ ผู้ซึ่งประสบกับความพ่ายแพ้ในสงครามกับพวกยิวครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องยอมจำนนต่อสภาพความพ่ายแพ้ ด้วยการยอมลงนามในสัญญาเดวิดและออสโลว์ อันเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของตัวเองให้ลดต่ำลงตามข้อตกลงดังกล่าว มันก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายของชาวปาเลสไตน์ดีขึ้นและมีความคืบหน้า แต่ประการใดทั้งสิ้น ตรงกันข้าม มันกลับทำให้อิสราเอลมีความอหังการ รุกทางทหารและการเมืองมากขึ้น คุกคามมุสลิมปาเลสไตน์รุนแรงและโหดร้ายมากขึ้น อิสราเอลได้ประกาศให้ดินแดนซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิม และ เป็นสถานที่ท่านศาสดาอิสรออ์และเมียะรอจญ์ ให้เป็นเมืองหลวงของรัฐอิสราเอลตลอดไป

โลกอาหรับและโลกอิสลามได้ แสดงปฏิกิริยาต่ออิสราเอลอย่างไรบ้าง? ถ้าจะมีปฏิกิริยาบ้าง จากโลกอิสลามหรือประเทศอาหรับบางประเทศ มันจะส่งผลสะเทือนต่ออิสราเอลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่าทีและนโยบายลดความ อหังการลงบ้างไหม??? คำตอบก็คือ… ไม่เลย…

การญีฮาดที่แท้จริงของ มุสลิม…เป็นหนทางเดียวและคำตอบสุดท้าย…สำหรับการหยุดยั้งความอหังการของพวก ยะฮูดี/ยิว…สำหรับการปลดปล่อยดินแดนปาเลสไตน์และมัสยิด อัล-อักซอ อันเป็นสถานที่อิสรออ์และเมียะรอจญ์ของท่านศาสดามูฮัมมัด… ให้มีอิสรภาพและรอดพ้นจากการคุกคามของขบวนการยิวไซออนิสต์สากล.

ถ้า เราพิจารณาถึงการดำเนินแผนการทางการเมือง เราจะพบว่า ระหว่างพวกยิวกับอาหรับนั้น จะมีความแตกต่างด้านยุทธศาสตร์โดยสิ้นเชิง พวกอาหรับนั้นมักจะทำงานหรือกิจกรรมอะไรโดยไม่มีแผนและการเตรียมตัวที่ดี แต่การเมืองการทหารของยิวไซออนิสต์นั้น ถูกรวมศูนย์และมุ่งไปสู่เป้าหมายที่แน่นอน ชัดเจนไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้รัฐบาลและบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
ผลลัพท์ต่างๆที่เกิดขึ้น กับพวกอิสราเอลในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลพวงมาจากการวางรากฐานและการวางแผนการต่างๆมาอย่างดีของขบวนการยิว ไซออนิสต์สากลเมื่ออดีตหลายสิบปีก่อน

แม้แต่สนธิสัญญาที่แคมป์เด วิดและข้อตกลงออสโลว์ ที่ถูกแอบอ้างว่า เป็นสนธิสัญญาสันติภาพนั้น ก็เป็นผลงานอันโสมมที่เกิดจากปลายนิ้วมือของคนอาหรับ ที่มีจิตวิญญาณและความคิดความอ่านเป็นยิว พวกเขาเหล่านี้ได้ใช้เวลาที่ยาวนานมากแอบแฝงและหลบซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม อาหรับและอิสลาม จากการศึกษา เราสามารถสรุปได้ว่า ขบวนการยิวไซออนิสต์ จะดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อครองความเป็นเจ้าเหนือดินแดนปาเลสไตน์ โลกอาหรับและอิสลาม และดินแดนอื่นๆทั่วทุกภูมิภาค มีดังต่อไปนี้


1.) การเหยียดผิวและเชื้อชาติ

แท้ จริง มูลฐานอันเป็นที่มาของนโยบายและยุทธศาสตร์ทางการเมือง การทหารของขบวนการยิวไซออนิสต์สากล ก็คือ ลัทธิเหยียดผิวและเชื้อชาติ นั่นเอง ลัทธินี้เชื่อว่า ทุกศาสนา เผ่าพันธุ์และเชื้อชาติ ไม่มีฐานะเป็นมนุษย์ และทุกกลุ่มชนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุถึงผลประโยชน์และจุดมุ่งหมาย ของขบวนการดังกล่าว

แม้แต่ในคัมภีร์ที่พวกยิวได้สังคายนาแล้วจาก คัมภีร์เตารอตอันบริสุทธิ์ ยังได้ระบุว่า ศาสนายูดายนั้นเป็นศาสนาเฉพาะเผ่าพันธุ์อิสราเอล ในขณะที่คัมภีร์อัล-กุรอานได้ยืนยันอย่างอย่างชัดเจน มั่นคงว่า “อัลลอฮทรงเป็นพระเจ้าของมนุษยชาติทั้งมวล พระเจ้าของทุกสรรพสิ่ง และพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล” อัล-กุรอานมิได้กล่าวว่า “พระเจ้าของชาวอาหรับ หรือ พระเจ้าของมวลมุสลิม “ แต่ทว่าในคัมภีร์เตารอต ได้กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮนั้น ทรงเป็นพระเจ้าของพวกอิสรออีล” อีกทั้งเนื้อหาในคัมภีร์ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ได้ให้ความสนใจสิ่งอื่นๆ นอกเสียจากเพื่อชาวบนีอิสรออีล ประวัติศาสตร์และความใฝ่ฝันของพวกเขา ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องวันปรโลก นรกและสวรรค์ กล่าวแต่เฉพาะอำนาจและฐานะของบนีอิสรออีลเท่านั้น เตารอตได้ขนานนามพวกเขาว่า “ประชาชาติที่ถูกคัดเลือก” ในขณะที่มุสลิมเรานั้นกล่าวถึง ความเป็นจริงของนามที่ได้รับจากพระเจ้า เกิดขึ้นขณะที่พวกเขายังยืนหยัดในศาสนาเตาฮีด(เอกภาพ)และต่อสู้กับการตั้ง ภาคี พร้อมทั้งยึดมั่นในหลักคำสอนของบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย เมื่อพวกยะฮูดี/ยิวได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งละเมิดและขัดแย้งกับศีลธรรมและจริยธรรมที่ดีงาม อัลลอฮจึงทรงเปลี่ยนและขนานนามนี้แก่ประชาชาติอื่นที่มีความเหมาะสม

“… และคราใดที่ได้มีรอซูลนำสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ของพวกเจ้ามายังพวกเจ้า พวกเจ้าก็ยะโส แล้วกลุ่มหนึ่งของพวกเจ้าก็ปฏิเสธ และอีกกลุ่มหนึ่งพวกเจ้าก็ฆ่าเสียกระนั้นหรือ?(เช่น นบีซาการียา นบีซอและฮ เป็นต้น)…”(ซูเราะฮ อัล-บากอเราะห์ : 87)

“บรรดา ผู้ปฏิเสธศรัทธาใน หมู่วงศ์วานอิสรออีลนั้น ได้ถูกสาปโดยถ้อยคำของดาวูดและอีซาบุตรของมัรยัม นั่นก็เนื่องจากการที่พวกเขาฝ่าฝืน และพวกเขาเคยละเมิดกัน ปรากฎว่า พวกเขาต่างไม่ห้ามปรามกันในสิ่งไม่ชอบที่พวกเขากระทำมันขึ้น ช่างเลวร้ายจริงๆที่พวกเขากระทำ”(ซูเราะฮ อัลมาอีดะห์ : 78 –79)


คน ยะฮูดี/ยิวนั้น ได้เรียกความสงสารและความเห็นใจจากชาวโลกว่า พวกเขาเป็นชนชาติเร่ร่อน ถูกขับไล่และกดขี่ พวกเขาได้ลับดาบแห่งการแพร่คำใส่ร้ายอันโสมม แก่พวกที่ขัดขวางผลประโยชน์ของพวกยะฮูดีว่า “แอนตี้เซมิต” ทั้งๆที่ โดยข้อเท็จจริงแล้ว คนยิวในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ใช่เผ่าเซมิตและไม่ใช่เผ่าพันธุ์อิสรออีล ดังข้อมูลการวิจัยของชาวตะวันตกที่รักความเป็นธรรมได้ระบุไว้ สรุปได้ว่า “แท้จริง คนยิวในปัจจุบัน ไม่ใช่คนเชื้อชาติยิวที่แท้จริง”

นี่คือ ชื่อหนังสือ ซึ่งแต่งโดย เบนจามิน เฟรดแมน (Benjamin Friedman)

นั่น หมายความว่า คนยิวในปัจจุบันไม่ใช่คนเชื้อชาติเซมิตและบนีอิสรออีลในอดีตแต่ประการใด คนยิวในปัจจุบันส่วนใหญ่ มาจากยิวแห่งรัฐบาลคาร์ซาร์ส ซึ่งกำเนิดในแถบยุโรปตะวันออกสมัยที่พวกตาร์ตาร์ได้หันมานับถือศาสนายูดาย เมื่อรัฐบาลคาร์ซาร์สล่มสลายลง ยิวบางกลุ่มก็ได้กระจัดกระจายไปทั่วแหลมไครเมีย(แถบทะเลดำของรัสเซีย) โดยที่โปแลนด์เป็นดินแดนแรกที่พวกเขาอพยพเข้ามาตั้งรกราก ในปี ค.ศ.1650 มีประชากรชาวยิวประมาณ 500,000 คน และพวกเขาได้รับอำนาจ “ในเขตปกครองพิเศษของชาวยิว” ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1658 กองทัพชัมบัสกี้ จากยูเครน บุกโจมตีชุมชนดังกล่าว

ที่แปลกประหลาดที่สุด ก็คือ ชนชาติเซมิตที่แท้จริง นั่นก็คือ ชาวอาหรับปาเลสไตน์ และชนเซมิตดั้งเดิม กลับถูกพวกยะฮูดีขับไล่จากดินแดนอันเป็นมาตุภูมิของพวกเขา ด้วยข้ออ้างทางประวัติศาสตร์อันจอมปลอม

พฤติกรรมเหยียดผิวและเชื้อ ชาติอันสุดโต่งที่พวกยิวปฏิบัติการนั้น ก็เพียงเพื่อรื้อฟื้นลัทธินาซีใหม่(Neo-Nazi) และความคลั่งเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ โดยไม่แยแสต่อสิ่งใดๆนอกเสียจากผลประโยชน์ของตัวเอง และไม่ยอมรับในสิทธิอันชอบธรรมของชนชาติอื่น โดยเฉพาะชนชาติที่ขัดขวางผลประโยชน์ของพวกเขา


2.) นิยมการใช้ความรุนแรงและรุกรานผู้อื่น

ใน เมื่อมูลฐานทางความคิดและความเชื่อของรัฐอิสราเอลมีลักษณะดังที่กล่าวมา ผลกระทบหรือโรคร้ายที่ตามมา เป็นลำดับที่สอง ก็คือ “ความรุนแรงและการใช้กำลัง พฤติกรรมชอบสงครามด้วยกำลัง การบีบบังคับและการสร้างความขัดแย้ง” แม้แต่ในคัมภีร์ของพวกเขายังได้เรียกตัวเองว่าเป็น “ชนชาติที่ปากแข็ง(ชอบทะเลาะวิวาท)” เกี่ยวกับเรื่องนี้ คัมภีร์อัล-กุรอานได้กล่าวว่า “แล้วหลังจากนั้น หัวใจของพวกเจ้าก็แข็งกระด้าง ประดุจหิน หรือแข็งกระด้างยิ่งกว่า” (ซูเราะฮ อัล-บากอเราะฮ : 74) “แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขา เราจึงได้ให้พวกเขาห่างไกลจากความกรุณาเมตตาของเรา และหัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง…” (ซูเราะฮ อัล-มาอีดะห์ : 13)

เพื่อ บรรลุถึงเป้าหมาย พวกเขาจะไม่สนใจใยดีว่า คนอื่นต้องเสียเลือดเนื้อ ต้องละเมิดสิทธิอันชอบธรรมและรุกรานประเทศอื่น ตลอดจนต้องปล้นทรัพย์สิน บ้านเรือนและที่ดินของผู้อื่น พวกเขาคิดแต่เพียงว่า ชนชาติอื่นเป็นเพียงผู้ให้บริการและสนับสนุนชาวยิวเท่านั้น

เพื่อ ยืนยันถึงความเชื่อนี้ ขอยกคำประกาศและคำแถลงของนายเมนาเฮม เบกิน วีรบุรุษของชาวยิวและขบวนการยิวไซออนิสต์ และเป็นหัวหน้าพรรคลิคุด เขาได้กล่าวเมื่อตอนสถาปนาประเทศอิสรออีล ในหนังสือของเขาชื่อ Revolution ว่า

“เพราะฉันทำสงคราม ฉันจึงมีอยู่ในวันนี้”

ผู้ศึกษา วิเคราะห์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศอิสราเอลในปัจจุบันกับชน ชาติปาเลสไตน์และอาหรับ จะประจักษ์และรู้เป็นอย่างดีถึง พฤติกรรมนิยมความรุนแรงของชาวยิว

พฤติกรรมอันรุนแรงนี้ได้มีการนำ มาใช้กับการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ เพื่อให้อพยพออกจากมาตุภูมิ มีการรุกไล่ชนชาวปาเลสไตน์ตราบจนปัจจุบันนี้ และอิสราเอลได้ผนวกเอาประเทศปาเลสไตน์มาอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพวกเขา อย่างดื้อๆ มีการก่อสร้างนิคมชาวยิวในเยรูซาเล็ม บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน กาซาร์ มีการก่ออาชญากรรมอย่างเหี้ยมโหดที่ค่ายซาบราและซาติลลา และคุกคามมัสยิดเฮ็บรอนในขณะที่ผู้คนกำลังละหมาดซุบฮีในเดือนรอมาดอน โศกนาฏกรรมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ล้วนมาจากพฤติกรรมที่นิยมความก้าวร้าวรุนแรงและการใช้กำลัง ดูเหมือนว่า ภาษาที่อิสราเอลเข้าใจ ก็คือ ภาษาแห่งความรุนแรงและสงครามเท่านั้น


3.) นโยบายการขยายอาณาจักรและดินแดน

โรคร้ายอันดับที่สาม อันเป็นผลพวงมาจากพฤติกรรมของรัฐอิสราเอล ก็คือ ความใฝ่ฝันในการที่จะเป็นจักรวรรดิ หรือ นโยบายการเป็นเจ้าโลก

อิส ราเองยังไม่หยุดและพึงพอใจกับดินแดนและทรัพยากรที่เขาปล้นมาได้ในขณะนี้ เขายังไม่อิ่มพอ พฤติกรรมของอิสราเอลนั้นมันประดุจดังนรก ญะฮันนัม ซึ่งเมื่อมันถูกถามว่า เจ้าอิ่มพอแล้วหรือยัง? นรกญะฮันนัมก็จะตอบว่า ยังมีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม?

ประเทศนี้มีความใฝ่ฝันที่จะเป็น “จักรวรรดิอันยิ่งใหญ่” มีอาณาบริเวณตั้งแต่แม่น้ำไทกริส จนถึงแม่น้ำไนล์

คน ยิวบางคนกล่าวว่า “รัฐของท่านโอ้อิสรออีล มีอาณาบริเวณตั้งแต่แม่น้ำไทกริส จนถึงแม่น้ำไนล์ และจากข้าวจนถึงต้นอินทผลัม” หมายความว่า ตั้งแต่แม่น้ำไทกริสในอีรัก จนถึงแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์ และจากต้นข้าวในประเทศเลบานอนไปจนถึงต้นอินทผลัมในเมืองมาดีนะห์ อัล-มุเนาวาเราะฮ และเมืองไคบัร ในประเทศซาอุดีอารเบีย อันเป็นดินแดนที่บรรพบุรุษของชาวยิวเคยอาศัยอยู่

เรื่องนี้ได้รับ การยืนยันอย่างชัดเจนจากวีรบุรุษของชาวยิวท่านหนึ่ง ชื่อ ศาสตราจารย์ อิสรออีล ซะหาก อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ท่านผู้นี้ได้เปิดม่านที่ได้ปกปิดส่วนลึกของจิตใจชาวอิสราเอลมานาน โดยเขาได้เปิดเผยในหนังสือเล่มหนึ่งที่พิมพ์ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ตอนหนึ่งมีความหมายว่า “เขตอิทธิพลและอำนาจที่รัฐอิสราเอลใฝ่ฝันนั้น จะครอบคลุมอาณาบริเวณหลายประเทศ อันได้แก่ ซีเรีย เลบานอน ตุรกี อีรัก ซาอุดีอารเบีย เยเมน คูเวต อิยิปต์ จนถึง อเลกซานเดรีย”

สรุปแล้ว พวกยิวไซออนิสต์ต้องการจะเป็นเจ้าโลก และได้มีการดำเนินยุทธศาสตร์ต่างๆอย่างมีขั้นตอน และสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมือง การทหารของโลก

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Jan 09, 2010 4:43 pm

อาจจะมีบางท่านกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมันเป็นเรื่องเพ้อฝัน มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

สำหรับ คนที่คิดเห็นเช่นนี้ เราขอตอบโต้ว่า การสถาปนารัฐอิสราเอล ในตอนแรกๆมันก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันของคนยิวเมื่อร้อยปีก่อน และประเทศนี้ก็ปรากฏเป็นจริงขึ้นในเวลาต่อมา แม้อิสราเอลในปัจจุบันไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึงเรื่องความใฝ่ฝันนี้มากนัก เพราะกลัวจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาหลายเรื่อง และอาจทำให้แผนการของพวกเขาหยุดชะงัก พวกเขาจึงทำเป็นเพิกเฉยไม่พูดถึงเรื่องนี้สักระยะหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางการเมืองของอิสราเอลและโลกในปัจจุบัน

ใน อดีตมีหลายกรณีที่อิสราเอลถูกประณามและปฏิเสธจากประชาคมระหว่างประเทศ อาทิ เช่น มติสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ.1947 อันเป็นมติการแบ่งดินแดนปาเลสไตน์บางส่วนให้แก่อิสราเอล แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้น นั่นก็คือ สังคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอิสลาม ได้ให้การยอมรับและรับรองในสิ่งที่เราปฏิเสธในอดีต

แท้ที่จริงแล้ว อิสราเอลยังคงใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละ ในอันที่จะบรรลุถึงความใฝ่ฝัน ซึ่งในอดีตมันเป็นเพียงความฝัน แต่กำลังจะปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในปัจจุบันและอนาคต

สิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม ก็คือ ประเทศมหาอำนาจต่างๆจะให้การสนับสนุนพวกเขาเพื่อให้บรรลุถึงความใฝ่ฝันดังกล่าว

เริ่ม ตั้งแต่ปฏิบัติการของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาแก่พวกเขาว่า “จะยกดินแดนในปาเลสไตน์” ให้เป็นสถานที่ตั้งของรัฐอิสราเอล

อังกฤษได้ให้คำมั่นสัญญานี้ผ่าน รัฐมนตรีต่างประเทศ ชื่อ อาเธอร์ บัลฟอร์ โดยได้บรรจุไว้ในสนธิสัญญาอันลือชื่อ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1917 บัลฟอร์ ได้กล่าวในวันนั้นว่า “คนที่ไม่ครอบครองอะไร(อังกฤษ) จะให้คำมั่นสัญญา(มอบปาเลสไตน์)แก่ผู้ที่ไม่มีอะไรเลยเช่นเดียวกัน” แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจหนึ่งเดียวอย่างสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ก็เป็นผู้ให้การสนับสนุนคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังต่อประเทศนี้ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการใช้อำนาจในวีโต้ในองค์การสหประชาชาติ นอกจากนั้น ยังได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตเมื่อครั้งยังเป็นมหาอำนาจค่าย คอมมิวนิสต์และในปัจจุบันอีกด้วย

ถ้าหากประเทศอิสราเอลไม่ได้รับ การสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสหรัฐอเมริกา ประเทศตะวันตกและรัสเซีย ประเทศอิสราเอลไม่อาจดำรงอยู่เช่นทุกวันนี้อย่างแน่นอน


4.) ละเมิดศีลธรรมและจริยธรรม

รัฐ อิสราเอลถูกสถาปนาบนพื้นฐานของพฤติกรรมที่ไร้ศีลธรรมและจริยธรรมต่อชนชาว อาหรับและปาเลสไตน์ พวกเขายึดมั่นในปรัชญาที่ว่า ศีลธรรมและจริยธรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่มีความแน่นอน มันไม่ควรถูกใช้โดยองค์รวม และมันควรถูกแยกส่วนและเลือกใช้อย่างเหมาะสม

ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากประเทศอิสราเอลมีนโยบายต่างประเทศแบบสองมาตรฐาน (ดับเบิ้ลสแตนดาร์ด) นั่นก็คือ นโยบายสำหรับตัวเอง กับ นโยบายสำหรับผู้อื่น
เป็น ที่น่าเสียใจ เมื่อเรื่องแบบนี้ไปปรากฏในหลักคำสอนทางศาสนาของพวกเขาด้วย ความว่า “แท้จริง คนอิสรออีลมีสิทธิ์ที่จะกอบโกยดอกเบี้ยจากผู้อื่นที่มิใช่พวกบนีอิสรออีล แต่มันเป็นข้อห้ามสำหรับพวกอิสรออีลด้วยกัน”

มันช่างแตกต่างกับคำ สอนอิสลามอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่หะล้าล อิสลามจะอนุมัติสำหรับทุกๆคน สิ่งที่หะรอม อิสลามก็จะห้ามสำหรับทุกๆคนด้วยเช่นกัน อัล-กุรอานระบุว่า “…นั่น ก็เพราะ พวกเขากล่าวว่า สำหรับหมู่ผู้อ่านเขียนไม่เป็นนั้น จะไม่มีทางใดที่เป็นบาปแก่เราได้ (คือ - พวกเขาถือว่า การโกงบรรดาผู้ที่เขียนอ่านไม่เป็นในหมู่ชนชาติอาหรับนั้นไม่มีบาปหรือโทษ ใดๆ โดยอ้างว่า พวกเขาเป็นผู้ที่อัลลอฮทรงเกลียดชัง)” (ซูเราะฮ อาลิอิมรอน : 75)

ขณะ ที่คนอิสรออีลยึดมั่นใน อุดมการร์ญาฮีลียะห์ที่ว่า จะให้เป็นสิ่งอนุมัติ(หะล้าล)หนึ่งปี และจะให้เป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)หนึ่งปีถัดไป กฏเกณฑ์ของพวกเขาจะถูกกำหนดไปตามผลประโยชน์ของพวกเขา ดังเช่นปรัชญาอันลือชื่อของ แมคคิววาลี ที่ว่า “เป้าประสงค์ จะอนุมัติให้ใช้รูปแบบและวิธีใดก็ได้เพื่อให้บรรลุถึงเป้าประสงค์อิสราเอล โดยไม่ต้องแยแสว่า จะละเมิดและปล้นดินแดนผู้อื่นหรือไม่ก็ตาม”

ตรง กันข้ามกับมุสลิมและอาหรับ จะเป็นประชาชาติที่ยึดมั่นในศีลธรรมและจริยธรรมอย่างเคร่งครัด เพราะศาสนาของพวกเขาสอนให้ยึดมั่นในหลักศีลธรรมและจริยธรรมในทุกๆด้าน
อิสลามไม่ยอมรับในปรัชญาที่ว่า เป้าประสงค์ จะอนุมัติให้ใช้ทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ที่กำหนด

ดัง นั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อปรากฏว่า อิสราเอลจะยึดมั่นในพันธะสัญญาต่างๆตราบใดที่สนองประโยชน์ของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจะฉีกสัญญาทิ้งเมื่อปรากฏว่า มันขัดกับผลประโยชน์ของพวกเขา

ลอง ดูท่าทีของเบนจามิน เนทันยาฮู , เอเรียล ชารอน นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล เมื่อผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับ “ข้อตกลงออสโลว์” และ “การปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว “ ทั้งสองได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันได้ตายไปแล้ว”

มันจึงเป็นสิ่งยืนยันและพิสูจน์พฤติกรรมของพวก เขาตามที่อัล-กุรอานได้ระบุไว้เป็นอย่างดี ความว่า “คือ บรรดาผู้ที่เจ้าได้ทำสัญญาไว้ในหมู่พวกเขา (คือ พวกยิวตระกูลกุรอยเฎาะฮ แห่งนครมาดีนะฮ) แล้วพวกเขาก็ทำลายสัญญาของพวกเขาในทุกครั้ง โดยที่พวกเขาหาเกรงกลัวไม่” (ซูเราะฮ อัล-อัมฟาล :56)

ความไร้ศีลธรรมและจริยธรรมของพวกเขา ยังเป็นการยึดมั่นและนำคำพูดของผู้นำชาวยุโรปในอดีตมาใช้อีกด้วย
ดังเช่น คำพูดที่ว่า “แท้จริง สัญญาต่างๆนั้น มันเป็นเพียงยุทธวิธีหนึ่งที่ผู้เหนือกว่ากระทำต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า”

จริยธรรม ที่รัฐอิสราเอลยอมรับก็คือ จริยธรรมแห่งความรุนแรง การปล้นสดมภ์และละเมิดผู้อื่นเท่านั้น นี่คือพฤติกรรมของทรราชย์ที่แท้จริง

ความ จริง อิสราเอลซึ่งพยายามใส่ร้ายชาวปาเลสไตน์ตลอดเวลาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ควรจะถูกตราหน้าว่า เป็นผู้ก่อการร้ายโดยรัฐเถื่อนที่อันตรายที่สุดในโลก เพราะพวกเขาได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและรุกรานประเทศอื่น ด้วยการใช้กำลัง อาวุธและความรุนแรงเสมอมา

เพราะความไร้ศีลธรรมและจริยธรรมของ พวก เขา จึงไม่แปลกแต่ประการใด ที่ท่านอีซา อัล-มาซีฮ(พระเยซู คริสต์) ต้องสาปแช่งพวกเขาว่า “ความวิบัติจงมีต่อบรรดานักเขียนผู้หลงละเริง โอ้บรรดพวกงู และลูกงูทั้งหลาย โอ้วงศ์วานของกลุ่มชนที่ฆ่าบรรดานบีทั้งหลาย พวกเจ้าจะรอดพ้นจากนรกญะฮันนัมได้อย่างไร???”


5.) ความโลภ บูชาวัตถุและครอบงำเศรษฐกิจ

โรค ร้ายอันเป็นที่รู้จักของชาวยิว ก็คือ ความโลภ บูชาวัตถุและมีความตระหนี่ ในประวัติศาสตร์พวกบนีอิสรออีลเคยภักดีและบูชาเจว็ดลูกวัวที่ถูกหล่อมาจาก ทองคำ อัล-กุรอานจึงขนานนามพวกเขาว่า “เป็นผู้ตระหนี่”

“หรือ ว่า พวกเขามีส่วนได้ใดๆจากอำนาจ(อำนาจในการปกครอง และในการได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติ) ถ้าเช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะไม่ให้แก่คนอื่น(ผู้ที่มิใช่ชาวยิว) แม้เพียงอณูเดียวจากเม็ดอินทผลัม”(ซูเราะฮ อันนีซาอ์ : 53)

เป้า หมายสูงสุดของขบวนการยิวไซออนิสต์ ก็คือ การผูกขาดและครองงำทางเศรษฐกิจในทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน พลังงาน ธุรกิจบันเทิง เป็นต้น


6.) การเสริมสร้างแสนยานุภาพทางการทหาร

ชาวยิวนั้นเกิดมาในสภาพที่หวาดกลัวและระแวงต่อผู้อื่น พร้อมทั้งต้องการจะครอบงำคนอื่นและพยายามให้ผู้อื่นตกเป็นเครื่องมือของพวกเขา

ความ รู้สึกเช่นนี้ ทำให้ชาวยิวจำเป็นต้องพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารตลอดเวลา เพื่อข่มขู่ชาวอาหรับและชาวโลกให้เกรงกลัวในแสนยานุภาพ ประกอบกับ วิถีชีวิตของชนชาวอาหรับได้ห่างไกลจากหลักอากีดะห์และครรลองอิสลาม ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตัวเองและอ่อนแอลง


7.การครอบงำสื่อสารมวลชน

คน ยิวถือว่า สื่อมวลชนเป็นประตูด่านแรก ที่ทำให้พวกเขาสามารถเจาะเข้าไปในประเทศมุสลิม ด้วยสื่อทำให้พวกเขาสามารถล้างสมองและครอบงำชนชาติอื่นๆและมวลชนทั้งหลาย ดังนั้น ยิวจึงพยายามหาหนทางในการที่จะครอบงำสื่อทุกประเภท

ในโปรโต คอล/ปฏิญญาของชาวยิว ระบุว่า “วรรณกรรมและหนังสือพิมพ์เป็นสองพลังทางความคิดที่มีความสำคัญ” ด้วยเหตุนี้รัฐบาลของเราจะซื้อสื่อส่วนใหญ่มาเป็นเจ้าของ ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถแทรกแซงสื่อได้และสร้างกระแส ตลอดจนควบคุมความคิดของมวลชนส่วนใหญ่ได้

เป็นภารกิจสำคัญสำหรับเรา ชาวยิวที่จะเข้าไปมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลที่มิใช่ชาวยิว โดยผ่านเวทีการแสดงมุมมอง ทัศนะและคอลัมน์ในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ เราต้องให้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายอยู่ในเงื้อมมือของเรา ยกเว้นหนังสือพิมพ์เล็กๆบางฉบับที่ไม่มีอิทธิพลต่อสังคมมากนัก

คนยิว ประสบผลสำเร็จในการครอบงำสื่อทั้งหลาย อาทิเช่น นิตยสารไทมส์ ,เดลี่ เทเลกราฟ , เดลี่ เอ็กซเพรส , เดลี่ เมล์ , อ็อบเซอร์บเวอร์ ,วอชิงตันโพสต์, ดิ อิโคโนมิสต์ เป็นต้น คนยิวยังสามารถครอบงำสื่อต่างๆในประเทศอาหรับและโลกอิสลามด้วย โดยผ่านทางรายการวิทยุ โทรทัศน์และภาพยนตร์ ต่างๆ เป็นต้น


8.) การรุกรานทางวัฒนธรรม

อาวุธ ที่ร้ายแรงที่สุด ที่ขบวนการยิวไซออนิสต์นำมาใช้ ก็คือ การรุกราน/สงครามทางวัฒนธรรมและความคิด ซึ่งจะถูกนำมาใช้เพื่อทำลายชนชาติอื่น รวมทั้งทำลายสมอง ความคิด สติปัญญา เพื่อให้หันมายอมรับต่อคำพูด ความคิดและวิถีชีวิตที่พวกยิวไซออนิสต์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา มีการประชาสัมพันธ์และโฆษณาผ่านสมาคม องค์กรและตัวบุคคลต่างๆทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระหว่างประเทศ ด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาล

ในโปรโตคอลที่ 2 ระบุว่า “เรา ผู้ซึ่งได้เตรียมคนอย่างชาร์ล ดาร์วิน , คาร์ล มาร์กซ , นิทเช่ ต้องไม่ลืมวิธีการต่างๆที่จะให้ความคิดของบุคคลเหล่านี้เกิดผลต่อสังคม"
ใน โปรโตคอลที่ 9 ระบุว่า “เราได้ทำลายประชาชาติอื่นที่มิใช่ยิว เราได้ทำลายศีลธรรมและ จริยธรรมของชนรุ่นนี้ ด้วยการแพร่ความคิด ทฤษฎีต่างๆที่อันตรายและเราพยายามให้ความคิดอันเป็นพิษภัยนี้ดำรงอยู่อย่าง เข้มแข็งยั่งยืนในชนรุ่นนี้ตลอดไป”

บทสรุปของสิ่งที่กล่าวมาทั้ง หมดนั้น ทำให้เราพอจะมองออกว่า ใครคือศัตรูของชาวโลกและมวลมุสลิม พฤติกรรมต่างๆของรัฐอิสราเอล โดยมีขบวนการยิวไซออนิสต์ชักใยอยู่เบื้องหลังนั้นล้วนเป็นพฤติกรรมของการก่อ การร้าย ที่นิยมการใช้ความรุนแรงและแนวทางสุดโต่ง เป็นเผด็จการอย่างแท้จริง การประกาศสงครามกับผู้ก่อการร้ายจึงต้องเริ่มต้นด้วยการทำครามและปราบปราม การก่อการร้ายโดยรัฐเถื่อนอิสราเอลเป็นอันดับแรก โลกจึงจะมีสันติภาพและความยุติธรรมที่แท้จริง

ที่มา http://www.iqraforum.com
www.annisaa.com
ขอบคุณ Mr. Terran

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 10:30 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263396620&grpid=&catid=02




วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 22:37:10 น.
มติชนออนไลน์


สายตรงจากกัวลาลัมเปอร์...โอ้... พระเจ้า!

โดย มุสตาฟา อาลี


เวลานี้ถ้าใครได้มาเดินเล่นแถวมาเลเซียแล้วเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ตกอกตกใจแล้วไซร้ ก่อนจะเผลอตัวอุทานออกมา
ก็ขอให้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เพราะคำบางคำหากออกจากปากของคนผิดกลุ่ม ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติตามมาตรฐานของกระทรวงมหาดไทยมาเลเซีย

คำเจ้าปัญหาที่ทิ่มแทงใจใครต่อใครอยู่ในตอนนี้คือคำว่า “อัลเลาะห์” หรือ ”พระเจ้า” ในภาษาอาหรับนั่นเอง

คำคำเดียวที่ปรารถนาของหลายฝ่ายนี้ เป็นที่มาเหตุการณ์อันน่าหวั่นวิตก สร้างความสงสัยในหมู่ผู้มองโลกในแง่ร้ายว่า
มาเลเซียกำลังจะเดินหน้าเข้าสู่ ยุคตาลิบันนิยมอยู่หรือเปล่า

ที่สงสัยกันอย่างนี้ก็เพราะจู่ๆเมื่อเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา มือมืดกลุ่มหนึ่งได้ขว้างระเบิดขวดใส่โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่ง
ในใจกลางเมืองกัวลาลัมเปอร์ เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ร้ายแรงบริเวณชั้นล่าง ประมาณความสูญเสียได้ถึงหนึ่งล้านริงกิตมาเลเซีย
หรือ 10 ล้านบาท


นี่เป็นครั้งแรกที่ศาสนสถานของชาวคริสต์ถูกโจมตีเช่นนี้ ท่ามกลางบรรยากาศของข้อพิพาทเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นอยู่
การใช้ความรุนแรงดังกล่าวนับว่าได้สร้างความกลัวขึ้นในหมู่ประชาชนคนธรรมดาอยู่ไม่น้อย

ข่าวลือและข่าวจริงเรื่องการโจมตีโบสถ์คริสต์ทยอยเข้ามาตลอดทั้งวัน ในวันเดียวกันนั้นเองโบสถ์คริสต์อีกสามแห่ง
ในกัวลาลัมเปอร์และย่านใกล้เคียง ก็ถูกโจมตีด้วยระเบิดขวดแต่ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง
ในขณะที่อีกสองโบสถ์ถูกโทรศัพท์ลึกลับข่มขู่ทำร้าย

สองวันต่อมากลับกระจายไปในรัฐบางรัฐของมาเลเซีย เช่นที่เกาะเนกรีเซมบิลัน และเปรัก ไม่ใช่เฉพาะโบสถ์คริสต์อย่างเดียว
แต่โบสถ์ของชาวซิกข์อายุร่วมร้อยปีในกัวลาลัมเปอร์ก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย เมื่อมีมือลึกลับระดมขว้างก้อนหิน
ขนาดเท่าลูกกอล์ฟนับสิบลูกทำลายประตูทางเข้าเสียยับเยิน

แม้ว่าจะไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่บรรยากาศของความกลัวก็คืบคลานเข้ามาทุกที เพราะนี่อาจเป็นสัญญานของ
ความรุนแรงทางศาสนาที่ทำเอาคนฆ่ากันตายมานักต่อนัก
แล้วในอดีต

ยุทธการถล่มโบสถ์เป็นผลพวงมาจากข้อพิพาทระหว่างกระทรวงมหาดไทยมาเลเซียกับคริสตจักรมาเลเซีย
เรื่องสิทธิของชาวคริสต์ในการใช้คำว่า “อัลเลาะห์”

เมื่อปลายปีที่แล้ว กระทรวงมหาดไทยสั่งห้ามนิตยสาร ดิเฮอรัลด์ อันเป็นนิตยสารของคริสตจักรมาเลเซีย
ไม่ให้ใช้คำว่า “อัลเลาะห์” เมื่อเอ่ยถึงพระเจ้าของศาสนาคริสต์ในข้อเขียนภาคภาษามลายูของนิตยสาร

ข้ออ้างของทางการคือการใช้คำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความสับสนอันอาจกระทบกระเทือนความมั่นคงของชาติ
นอกจากนั้นยังบอกว่า คำว่า “อัลเลาะห์” นั้นหมายถึง “พระเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว” ซึ่งก็คือพระเจ้า
ในศาสนาอิสลาม ดังนั้นศาสนาอื่นจึงไม่สามารถใช้คำนี้ได้

ว่ากันว่าสาเหตุของคำสั่งกระทรวงมหาดไทยมาจากแรงกดดันจากกลุ่มมุสลิมบางกลุ่มที่มีความกลัวอยู่ในใจว่า
ฝ่ายคริสต์กำลังมีแผนจะรุกไล่คอยเปลี่ยนศาสนาคนมุสลิมในประเทศ

พอกระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งเช่นนี้ คริสตจักรมาเลเซียก็ไม่รอช้า จัดการยื่นฟ้องต่อศาลสูงโดยโต้แย้งว่า
โบสถ์คริสต์ใช้คำว่า อัลเลาะห์ในการสื่อสารภาษามลายูมานานแล้ว โดยเฉพาะที่เกาะซาราวักและซาบาห์วัก
ที่มีประชากรประมาณ 50 เปอร์เซนต์นับถือศาสนาคริสต์ ประชากรที่นั่นส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลัก
และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

นอกจากนั้นคริสตจักรในประเทศตะวันออกกลางก็ยังใช้คำว่าอัลเลาะห์ในการเอ่ยถึงพระเจ้า หาได้มีการห้ามกันไม่

เมื่อวันคริสต์มาสอีฟที่ผ่านมา ศาลสูงแห่งกัวลาลัมเปอร์ตัดสินให้คริสตจักรมาเลเซียมีสิทธิในการใช้คำว่า
อัลเลาะห์ได้ต่อไป


ผู้พิพากษาหญิงแห่งศาลไคฟง เอ๊ย.. ศาลสูงชี้ว่า ถึงแม้ศาสนาอิสลามจะเป็นศาสนาของชาติ
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจห้ามไม่ให้ผู้อื่นใช้คำคำนี้ นอกจากนั้นการะทรวงมหาดไทยเอง
ก็ไม่สามารถให้เหตุผลที่ชัดเจนต่อศาลได้ว่าการที่ชาวคริสต์ใช้คำว่าอัลเลาะห์นั้น มันเป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างไร


นอกจากนั้นเธอยังกล่าวว่า ประชาชนมาเลเซียมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้คำคำนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 11
ว่าด้วยสิทธิในการแสดงออกและการนับถือศาสนา


ประเทศมาเลเซียมีประชากรผู้นับถือศาสนาคริสต์ประมาณ 10 เปอร์เซนต์ของประชากร 27 ล้านคนของประเทศ
ส่วนนิตยสาร ดิเฮอรัลด์ นั้นมียอดพิมพ์อยู่ที่14,000 ฉบับต่อสัปดาห์ นอกจากโบสถ์คริสต์แล้ว
โบสถ์ของชาวซิกข์ก็ใช้คำคำนี้เมื่อเอ่ยถึงพระเจ้าในศาสนาของตนด้วย

คำพิพากษานี้สร้างความไม่พอใจต่อชาวมุสลิมบางกลุ่มเป็นยิ่งนัก ถึงขั้นประกาศประท้วงใหญ่ตามมัสยิดต่างๆทั่วประเทศ

เอาเข้าจริงๆผู้ประท้วงตามที่ต่างๆมีเพียงจำนวนร้อย ชะรอยคนบางกลุ่มอาจคิดว่าแค่นี้ยังไม่หนำใจ
เผามันเสียเลยดีกว่า... ฮ่าๆๆ

ที่เผาก็เผากันไป ส่วนทางกระทรวงมหาดไทยก็ยื่นอุธรณ์โดยพลัน พร้อมทั้งขอคำสั่งศาลให้ระงับคำสั่งของศาลสูงไว้
จนกว่าการพิจารณาคดีในศาลอุธรณ์ ซึ่งก็ได้สมใจ สรุปแล้ว ดิเฮอรัลด์ ก็กลับไปใช้คำว่าอัลเลาะห์ไม่ได้เสียที


จนป่านนี้ตำรวจมาเลเซียยังแอ๊บแบ๊วจับมือใครดมไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือใครต่อใครปักใจเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่า
กลุ่มมือระเบิด(ขวด) เหล่านี้เส้นใหญ่ขนาดเส้นก๋วยจั๊บ นักวิเคราะห์บางคนฟันธงว่าเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองช่วงชิง
คะแนนเสียงชาว มุสลิมของพรรคอัมโน เพื่อเตรียมการในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในอีกสองปีข้างหน้า

จึงไม่แปลกอะไรที่นักการเมืองพรรคอัมโนตั้ง แต่ตันายกฯ นาจิบ ราซัค จึงออกมาพูดอะไรอึมๆครึมๆไม่ชัดเจน
ในขณะที่บางคนสนับสนุนแนวคิดแบบกระทรวงมหาดไทยอย่างเปิดเผย


ส่วนฝ่ายค้านอย่างพรรคพาสที่เป็นพรรคอิสลามและเป็นคู่แข่งสำคัญของ อัมโนนั้นออกมาประนามความรุนแรงครั้งนี้
อย่างชัดเจน โดยฮาดี อาหวัง ผู้นำพรรคซึ่งเดินทางไปเยี่ยมโบสถ์ที่ถูกโจมตีกล่าวว่า การกระทำครั้งนี้ถือว่า
ขัดแย้งต่อหลักการของอิสลาม

พรรคอิสลามอย่างพาสเสียอีกที่ก่อนหน้านี้ได้ออกแถลงการณ์ชี้ว่า ชาวคริสต์มีสิทธิในการใช้คำว่าอัลเลาะห์
แต่ขอให้ใช้คำนี้อย่างระมัดระวังไม่ให้มีการสับสนเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ขณะที่รอฝ่ายตำรวจที่ยังมะงุมมะงาหราหาตัวการมาลงโทษอยู่นั้น บรรยากาศในโลกไซเบอร์ก็คุกรุ่นประหนึ่งระเบิดลง
โดยมีเว็บไซด์เกิดใหม่เพื่อโต้เถียงในประเด็นนี้ 3 เว็บไซด์ เว็บไซด์แรกเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย
เว็บไซที่สองเพื่อคัดค้าน และเว็บไซด์ที่สามมีจุดยืนต่อต้านการใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมือง

เว็บไซด์แรกมีสมาชิกแรกเริ่มถึง 85,000 คน และจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่าวรวดเร็วถึงพันคนต่อชั่วโมง
ตัวตั้งตัวตีของเว็บนี้คือกรรมการกลุ่มยุวชนพรรคอัมโนผู้หนึ่งนักเขียนบท ความผู้หนึ่งของหนังสือพิมพ์ อูตูซานมลายู
อันเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีพรรคอัมโนเป็นเจ้าของ ส่วน “เจ้าหน้าที่” ผู้หนึ่งของเว็บไซด์นี้ชื่อว่า มุคกริซ มหาธีร์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมต่างประเทศ บุตรชายอดีตนายกมหาธีร์ โมฮัมหมัด นั่นเอง


ส่วนเว็บไซด์ที่เหลืออีกสองเว็บแพ้รายแรกอย่างไม่เป็นฝุ่น เพราะมีสมาชิกรวมกันแล้วไม่ถึงหนึ่งพันคน
การถกเถียงในโลกไซเบอร์ทั้งในเว็บไซด์ทั้งสามและตามบล็อกต่างๆเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านเป็นยิ่งนัก

ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้อยู่ บรรยากาศทางการเมืองของมาเลเซียยังคงตึงเครียด
ไม่มีใครรู้ว่าวันนี้โบสถ์ไหนจะเจอแจ็คพ็อตเป็นรายต่อไป และที่สำคัญกว่านั้นคือ
หลังจากระเบิดขวดแล้วยังจะมีอะไรตามมาอีกหรือเปล่า..

โอ้... พระเจ้า!

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 12:25 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=609&forum=6&page=4&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.onopen.com/2007/01/1705

คอมมิวนิสต์และไซออนนิสต์

ในขณะที่เครือข่ายชาวยิวอย่างตระกูลรอทไชลด์สามารถแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลในอภิมหาจักรวรรดิ
อย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้ไม่ต่างอะไรไปจากการเติบโตของปลาหมึกยักษ์… แต่ในดินแดนอันใหญ่โตมโหฬาร
อย่างรัสเซียนั้น ดูเหมือนว่าหนวดปลาหมึกของตระกูลรอทไชลด์จะไม่สามารถแหย่เข้าไปยุ่มย่ามหรือประสบความสำเร็จ
ในการแผ่อำนาจทางเศรษฐกิจ-การค้าเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศนี้ ได้อย่างจริงๆ จังๆ กันซักเท่าไหร่นัก…
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะสภาพของสังคมรัสเซียเอง…ที่ส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นสังคมที่มีวิถีการผลิตในแบบเกษตรกรรม
ระบบเจ้าที่ดินยังคงฝากรากอยู่ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล การเปลี่ยนเข้าสู่ความเป็นสังคมเมืองหรือ
สังคมอุตสาหกรรมมักจะกระจุกตัวอยู่ แต่ในพื้นที่เล็กๆ…สภาพเช่นนี้อาจจะไม่ถึงกับเปิดโอกาสให้กับเครื่องจักร
ทุนนิยมของตระกูลรอทไชลด์ได้มากมายนัก…


นอกเหนือไปจากนั้น…บทบาทของกษัตริย์องค์ต่างๆในรัสเซีย โดยเฉพาะในยุคของราชวงศ์โรมานอฟเป็นต้นมา
ก็ค่อนข้างสับสน เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายปกครองประเทศแบบพลิกไป-พลิกมาอยู่บ่อยๆ ลังเลอยู่ระหว่างความคิด
ในแนวปฏิรูปอันมีแรงขับดันมาจากความต้องการที่จะก้าวตามให้ทันกับบรรดาประเทศในยุโรปตะวันตกทั้งหลาย
กับความคิดในแนวอนุรักษ์ที่มีรากฐานมาจากจากความหวั่นไหวต่อความไร้เสถียรภาพ และแรงกดดันต่างๆ
ที่ปรากฏตัวขึ้นมาในสังคมอันเนื่องมาจากความพยายามที่จะทำการปฏิรูป…


ลักษณะเช่นนี้ปรากฏให้เห็นค่อนข้างชัดเจนโดยเฉพาะในสมัยการปกครองของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ ๑
และอเล็กซานเดอร์ที่ ๒ ความพยายามที่จะดำเนินการปฏิรูปในแนวทางแบบเสรีนิยมที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงแรกๆ
ในรัชสมัยของพระจักรพรรดิทั้งสอง…มักจะจบลงด้วยการสวิงกลับไปสู่แนวทางอนุรักษ์แบบเข้มข้น
และภายใต้การแกว่งไป-แกว่งมาของแนวคิดเหล่านี้…บรรดาชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศรัสเซีย
ต่างก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย การรับมือกับนโยบายที่มักหวนกลับมากีดกันและควบคุมบังคับชาวยิวในด้านต่างๆ
จึงได้ส่งผลให้เกิดสมาคมลับ หรือการจัดตั้งองค์กรบังหน้าในแบบรัฐซ้อนรัฐในหมู่ชาวยิวมาอย่างต่อเนื่อง
ดังที่ได้กล่าวเอาไว้บ้างแล้ว….


และในยุคของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โรมานอฟนั้น…
นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จนมาถึงช่วงสิ้นสุดรัชสมัยของพระองค์ ไม่ได้มีอะไรแสดงให้เห็นว่า
ต้องการที่จะเปิดรับ แนวคิดปฏิรูปในแบบเสรีนิยม แม้แต่น้อย แต่ดูจะทรงพึงพอใจอยู่กับ
ความสงบเรียบนิ่งและเสถียรภาพความมั่นคงในแนวอนุรักษ์มาโดยตลอด…


แน่นอนว่าภายใต้ทัศนะที่ออกไปในแนวนี้…เครือข่ายอำนาจของชาวยิวที่กำลังแทรกซึมมีอิทธิพล
ไปทั่วทั้งยุโรป และเคยสร้างความปั่นป่วน หรือมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสังคมประเทศต่างๆ ในยุโรปมาแล้ว
หลายหนหลายครั้งน่าจะทำให้พระองค์เกิดทัศนคติในทางลบต่อบรรดาชาวยิวไม่มากก็น้อย ในปี ค.ศ. ๑๘๖๔
พระองค์ได้ปฏิเสธคำขออนุญาตของตระกูลรอทไชลด์ที่จะเข้าไปตั้งธนาคารสาขาในรัสเซียอย่างไม่มีเยื่อใย
แต่การกระทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์สามารถประคับประคองเสถียรภาพความมั่นคงในเชิงอนุรักษ์
อย่างที่พระองค์พึงประสงค์เอาไว้ได้นานนัก…เพราะเครือข่ายอำนาจอิทธิพลของชาวยิวนั้น
เป็นไปดังที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า…ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เครือข่ายอำนาจในทางเศรษฐกิจ-การค้าเท่านั้น
ความหวาดระแวงที่พระองค์และสมาชิกในราชวงศ์มีต่อเครือข่ายองค์กรลับในทางการเมืองของชาวยิว…
ท้ายที่สุดก็กลายเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาจริงๆ และมีผลทำให้ไม่เพียงแต่ระบบกษัตริย์ในรัสเซีย
จะถูกโค่นล้มลงไป ทว่าพระองค์และสมาชิกในราชวงศ์ยังต้องสังเวยชีวิตกันทั้งครอบครัว…


บรรดากลุ่มคนที่มีบทบาทในการโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟ และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในรัสเซีย
ทั้งกลุ่มที่เรียกกันว่าพวก“เมนเชวิค” และ “บอลเชวิค” นั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า…ในหมู่สมาชิกชั้นนำของ
กลุ่มทั้งสองเต็มไปด้วย ชาวยิวจำนวนมากมาย โดยเฉพาะในฝ่ายบอลเชวิคหรือในพรรคอมมิวนิสต์รัสเซียนั้น…
หนังสือพิมพ์ “ไทม์ ออฟ ลอนดอน” เคยสรุปเอาไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๑๙ ว่า
ในหมู่สมาชิกชั้นนำจำนวนถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์…ล้วนแล้วแต่เป็นชาวยิว…เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ของ
ชาวยิวเอง อย่างหนังสือพิมพ์ “เดอะ ยิวอิชโพสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอดิชั่น” ที่แสดงการยอมรับ
ในภายหลังในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ว่าผู้นำการปฏิวัติของฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่าง
“วลาดิมีร์ อิลลิช เลนิน” (V.I.Lenin) นั้น…อันที่จริงก็คือชาวรัสเซียเชื้อสายยิวเช่นกัน…???


การโยงเครือข่ายสมาคมลับของชาวยิวอย่างองค์กร “อิลูมิเนติ” เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัสเซีย
ในปี ค.ศ. ๑๙๑๗
และพยายามแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย
โดยบรรดาผู้ที่มีอคติกับชาวยิว…อันที่จริงก็ออกจะดูหวือหวา หรือหนักไปทางการกล่าวหาลอยๆ
ตามแบบทฤษฏีสมคบคิดที่อาจจะไม่ถึงกับเป็นหลักเป็นฐานอะไรมากมายนัก แต่ยิ่งนานวันเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง
ได้เริ่มคลี่คลายไปตามช่วงจังหวะเวลาทางประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏให้เห็นออกมาเป็นระยะๆ…
ก็ดูจะเพิ่มน้ำหนักให้กับการกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้อยู่ไม่น้อย….


เช่นถ้าหากลองเริ่มต้นไล่เรียงกันมา ตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของบุคคลที่มีส่วนสำคัญ
ในการสร้างทฤษฏี หรือแนวคิดในเรื่อง “คอมมิวนิสต์” ให้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า
เต็มไปด้วยบุคคลที่เป็นชาวยิวยืนอยู่ นับเป็นแผงๆ ไม่ว่าตั้งแต่ตัว “คาร์ล มาร์กซ์” เอง
ซึ่งได้รับการยอมรับกันมาตั้งแต่ต้นว่าเป็นชาวยิวในเยอรมัน

ส่วน “ฟริดดิช แองเกลส์” ที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการร่วมกับ “มาร์กซ์” ผลักดันให้ลัทธิคอมมิวนิสต์
ปรากฏตัวขึ้นมา รวมทั้งการเผยแพร่แนวคิดเหล่านี้ให้แพร่กระจายไปอย่างมีประสิทธิภาพ แม้นว่าจะไม่ใช่
ชาวยิวก็ตามที แต่เมื่อมองไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างแรงบันดาลใจให้กับ “แองเกลส์” ให้หันมาเป็นคอมมิวนิสต์
หรือเชื่อมั่นศรัทธาในแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์…บุคคลผู้นั้นก็ยังคงเป็นชาวยิวอีกนั่นแหละ และเป็นชาวยิว
ที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการละลายเจือจางความเข้มข้นในความเป็นยิวลงไป เพราะแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์กันเลย
แม้แต่น้อย…ตรงกันข้ามกลับเป็นคอมมิวนิสต์ที่ยึดมั่นอยู่กับความเป็นยิวอย่างเอาจริงเอาจัง จนได้รับสมญาว่า
“แรบไบแดง” (The Red Rabbi)…นั่นก็คือ… “โมเสส เฮซ” นักปรัชญาและนักหนังสือพิมพ์ชาวยิว
ที่เติบโตขึ้นมาในประเทศเยอรมัน..ผู้ที่นำเอาความเป็นนักสังคมนิยม (Socialism)
ไปผสมผสานกับความเป็นยิว (Zionnist) ได้อย่างลงตัว


http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-120.htm
( ก่อนหน้าในวันที่ ๓ กันยายน ๒๔๗๖ หลวงประดิษฐมนูธรรมได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในสิงคโปร์
เกี่ยวกับเรื่องที่ถูกกล่าวหาสรุปความว่า เค้าโครงเศรษฐกิจของเขานั้นไม่ใช่คอมมูนิสต์แต่
เป็น
เรดิกัล โซเซี่ยลลิสต์ Radical Socialists
ซึ่งควรจะรู้ว่า โซเชียลลิสต์
กับคอมมิวนิสต์นั้นแตกต่างกัน..)

แม้นว่าในหมู่ผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์จะไม่ค่อยมีการกล่าวถึงเรื่องราวของ “โมเสส เฮซ” กันซักเท่าไหร่นัก
แต่ในหมู่ชาวยิวด้วยกันเองไม่ว่าจะเป็นชาวยิวที่ยอมรับแนวคิดแบบสังคมนิยม หรือชาวยิวที่ยึดมั่นอยู่กับพลังอำนาจ
แบบทุนนิยม…ชื่อของ “โมเสส เฮซ” เป็นชื่อที่ถูกกล่าวขวัญและติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของชาวยิวทั้งหลายในฐานะ
“ไซออนนิสต์” รุ่นบุกเบิกกันเลยทีเดียว หลังจากเขาเสียชีวิต ศพของเขาได้ถูกนำไปฝังในอนุสรณ์สถานของชาวยิว
คนสำคัญๆ ในประเทศอิสราเอล และได้รับการยกย่องให้เกียรติอยู่จนถึงทุกวันนี้…


ว่ากันว่า…แต่เดิมที “โมเสส เฮซ” ซึ่งเกิดในเยอรมันเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๑๒ ได้รับการตั้งชื่อแบบชาวเยอรมัน
ทั้งหลายว่า “มอริตซ์ เฮซ” แต่ด้วยความเข้มข้นของความเป็นยิวที่คงไม่ต่างอะไรไปจาก “ไมเยอร์ อัมสเชล รอทไชลด์”
เมื่อเติบโตขึ้น เขาจึงได้เปลี่ยนชื่อจาก “มอริตซ์” เป็น “โมเสส” แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในสายเลือดความเป็นยิว
อย่างชัดเจน…


โมเสส เฮซ เริ่มต้นการเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยบอนน์อยู่ได้ระยะหนึ่ง แต่ขณะที่ยังเรียนไม่จบ
เขาก็ได้แสดงออกถึงความหลงใหลต่อแนวคิดสังคมนิยม จนออกไปสมัครเป็นผู้สื่อข่าวในหนังสือพิมพ์แนวสังคมนิยม
และได้ถูกส่งไปประจำ สาขาที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่วิถีชีวิตของ “โมเสส เฮซ” ก็ไม่ถึงกับต้องดิ้นรนอะไรมากมายนัก
มรดกจำนวนมหาศาลที่เขาได้รับจากลุงทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ในสังคมของปัญญาชนในกรุงปารีส
และแต่งงานอยู่กินกับสตรีชาวปารีสรายหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าเคยมีอาชีพเป็นโสเภณีชั้นสูงมาก่อน…


ในแวดวงที่แวดล้อมไปด้วยนักคิดและปัญญาชน โมเสส เฮซ ได้พยายามยกระดับตัวเองด้วยการ
กลับเข้าไปเป็นนักศึกษาในวิชาปรัชญาจนจบ สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดอย่างลึกซึ้งอันเป็นที่กล่าวขวัญกัน
ในหมู่นักคิด และปัญญาของเฮซ ทำให้เขาเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อบรรดานักคิดในยุโรปจำนวนไม่น้อย
และในจำนวนนั้นมีทั้ง คาร์ล มาร์กซ์และฟริดดิช แองเกลส์…โดยเฉพาะแองเกลส์นั้นได้รับการสรุปว่าเป็นผู้ที่เฮซ
โน้มน้าวให้หันมาเป็นนักสังคมนิยมโดยตรง…


แต่ในขณะที่ทั้ง “มาร์กซ์” และ “แองเกลส์” มุ่งมั่นอยู่กับการประกาศทฤษฏีและแนวทางคอมมิวนิสต์อยู่นั้น…
“เฮซ” กลับหันมาแสดงความสนใจกับเรื่องราวของ “พระเจ้า” และ “มนุษย์” ซึ่งจะมีที่มาจากการที่เขาหันไปศึกษา
วิชาปรัชญามากขึ้นหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้?
แต่ท้ายที่สุดแล้ว…เขาก็ได้กลายมาเป็นนักสังคมนิยมที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากนักสังคมนิยมรายอื่นๆ
ด้วยการประกาศความเป็น “ไซออนนิสต์” ควบคู่ไปกับสังคมนิยม…อันทำให้เกิดการเรียกขานตัวเขา
ในเวลาต่อมาว่า “บิดาแห่งสังคมนิยมไซออนนิสต์” (Father of Zionist Socialism)


ในช่วงระหว่างที่ต้องย้ายไปย้ายมาในยุโรป โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ในปี ค.ศ. ๑๘๔๘
เฮซได้สรุปแนวความคิดที่ผสมผสานระหว่างความเป็นนักสังคมนิยมกับอุดมการณ์ไซออนนิสต์ ออกมาเป็น
หนังสือ ๓ เล่มด้วยกัน…คือ “European Triachy” ในปี ค.ศ. ๑๘๔๑ “Rome and Jerusalem” ในปี ค.ศ. ๑๘๖๒
และ “Holy History of mankind” ในปี ค.ศ. ๑๘๗๓ บรรดาแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเหล่านี้
เต็มไปด้วยเรื่องราวอันซับซ้อนและค่อนข้างยุ่งยากในการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะความพยายามของเฮซ
ที่จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง “พระเจ้าของชาวยิว” กับพระเจ้าในความหมายที่ชาวคริสต์เคยได้รับรู้มาก่อน
ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาคอมมิวนิสต์และนักสังคมนิยมทั้งหลายล้วนแล้วแต่สรุปว่า เป็น “พระเจ้าที่ได้…ตายไปแล้ว”
ด้วยกันทั้งสิ้น… การแนะนำ “พระเจ้าของชาวยิว” ให้คอมมิวนิสต์และนักสังคมนิยมได้รู้จัก…
และเพื่อให้เกิดการยอมรับว่าพระเจ้าองค์นี้ไปกันได้กับความเป็นคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม

จึงเป็นอะไรที่น่าฉงนฉงายเอามากๆ สำหรับนักคิดและปัญญาชนโดยทั่วไป… แต่แม้นว่าสิ่งเหล่านี้จะดูสลับซับซ้อน
และค่อนข้างขัดแย้งภายในตัวของมันเองจนอาจจะไม่ได้มีใครให้ความสนใจกันซักเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับ
ทฤษฏีคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์และแองเกลส์ ที่ได้ตัดพระเจ้าองค์ต่างๆ ลงไปโดยสิ้นเชิง…และกำลังเป็นแนวคิด
ที่ถูกนำเอาไปใช้อย่างได้ผลในหมู่ชาวคอมมิวนิสต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ในประเทศยุโรปหลายต่อหลายประเทศ…


แต่สุดท้ายแล้ว…แม้นว่าแนวคิดของโมเสส เฮซ อาจจะไม่ได้สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นมาในยุโรป
อย่างทฤษฏีคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์… แต่หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้วในปี ค.ศ. ๑๘๗๕ เแนวคิดอันสลับซับซ้อน
ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโมเสส เฮซ อยู่ไม่น้อย ได้ถูกนำไปถ่ายทอดเป็นเอกสารฉบับหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็น
เอกสารลับของชาวยิว กลุ่มหนึ่งซึ่งจัดการประชุมพบปะกันในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. ๑๘๗๙
หัวหน้าตำรวจลับรัสเซียในประเทศฝรั่งเศส อ้างว่าได้รับเอกสารชิ้นนี้มาจาก “โสเภณีชาวฝรั่งเศส” รายหนึ่ง
และได้นำมามอบให้กับบาทหลวงชาวคริสต์นิกายกรีกออร์เธอร์ดอกซ์ในรัสเซียทำการศึกษา… แน่นอนว่าเนื้อหาสาระต่างๆ
ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารชิ้นนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนสับสนวกวนแบบข้อเขียนในเชิงปรัชญาของโมเสส เฮซ แต่อย่างใด
แต่ภายใต้การเปิดเผยอย่างตรงไป-ตรงมาของกลุ่มชาวยิว ที่ถูกเรียกขานไว้ในเอกสารชิ้นนี้ว่า
“ปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” นั้น…ได้ทำให้ชาวรัสเซีย ชาวยุโรป และชาวโลกต่างต้องตื่นตะลึง
กับแนวคิดที่ปรากฏในเอกสารชิ้นที่ว่ามาจนถึงทุกวันนี้…???


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=106&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


Russian copy - "Protocols of the Elders of Zion"

But Chamberlain’s influence was to live on in the mind of Adolph Hitler. He had been introduced
to Hitler by Alfred Rosenberg, the refugee from Russia and another Satanist figure. It was Rosenberg,
despite his ‘Jewish’ background, who gave a copy of the Protocols Of The Learned Elders Of Zion
to Hitler via another occultist, Dietrich Eckart.4 The Protocols were used by Hilter to justify
his campaign against the Jews.


http://www.holocaustresearchproject.org/nazioccupation/alroseninrussia.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Alfred_Rosenberg

http://www.spartacus.schoolnet.co.uk/GERrosenberg.htm

http://www.historyplace.com/worldwar2/holocaust/h-rosen.htm

http://www.ess.uwe.ac.uk/genocide/Rosenberg.htm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


Jesus, the Risen Lord and Savior


Beloved Brothers and Sisters, it is no coincidence that the Catholic Church,
The Jesuits, Freemasons, and the Illuminati all use Sun symbols and pyramids!
Please take note of the "Suns Rays", on the Left is the Masonic emblem,
on the right is the Symbol of the Jesuit Order.
If you will notice,
they are of the same design and more importantly Intent.
For those of you who do not know, Sun worship from ancient times all the way up to today,
always has and still does represent Lucifer worship!. You see gang, in the occult they truly believe
that it is Lucifer who is the true son of god, not Jesus!, this is also a Freemason ideology.
Albert Pike who is the author of Morals and Dogma, which is today considered the Freemason bible.
Wrote a letter to the Supreme 23 Councils of the World, who were holding an International gathering of
Freemason's in Paris France in the late 1800's, (Pike himself could not attend due to failing health)
but in which this letter was delivered by his dear friend Mazzini, and read aloud to those gathered that
which in part simply stated.......and I quote:
Lucifer is god.End Quote:

So.......
Satan controls Rome, The Roman Jesuit Order controls Freemasonry,
and the Freemasons control all of US.....Got it!!!



แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Thu Jan 14, 2010 2:14 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 1:51 pm

http://www.onopen.com/2007/01/1706

เดอะ โปรโตคอล


ในขณะที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ กำลังเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง-เศรษฐกิจ
และการเคลื่อนไหวของสมาคมลับกลุ่มต่างๆ ในประเทศรัสเซียอยู่นั้น พระองค์ก็ได้รับหนังสือเล่มหนึ่งจาก
สมาชิกในราชวงศ์ คือ “แกรนด์ ดัทเชส อลิซา เวตา ฟีโอโดโรฟนา” หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า
“บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” (The Protocol of the elder of Zion)…


แกรนด์ ดัทเชส ฟีโอโดโรฟนา ซึ่งแสดงความประทับใจต่อหนังสือเล่มนี้อย่างจริงๆ จังๆ ยังได้พยายามนำ
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มาเข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัส อีกด้วย ซึ่งบุคคลผู้นั้นมีชื่อว่า “เซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิช ไนลัส”
เป็นพระชาวคริสต์ในนิกายกรีกออร์เธอร์ดอกซ์ ว่ากันว่า…แม้นว่าพระเจ้าซาร์จะแสดงความยอมรับต่อเนื้อหา
ในหนังสือเล่มนี้ไม่น้อย แต่ความตกตะลึงต่อความลึกลับซับซ้อนของแผนการต่างๆ ที่ถูกบรรยายเอาไว้ในหนังสือ
ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยขอให้ระงับการเผยแพร่หนังสือดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าอาจจะนำมาซึ่งความปั่นป่วนวุ่นวาย
ในสังคมรัสเซียยิ่งขึ้นไปอีก…


สำหรับ “เซอร์เกย์ ไนลัส” นั้น…โดยประวัติชีวิตคร่าวๆระบุว่า เขาเป็นลูกของชาวรัสเซียที่อพยพมาจาก
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๒ เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีฐานะพอสมควร มีที่ดินมากมาย
ในแถบเมือง “อูเรล” ได้รับการศึกษาด้านวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยมอสโคว์และยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญ
ในภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศสอย่างดีเยี่ยม หลังจากครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมือง “บีอาริตซ์” ไนลัส ก็เข้ารับราชการ
จนมีตำแหน่งใหญ่โต โดยเคยเป็นถึงผู้ว่าการเขตทรานส์ คอเคเซีย มาก่อน…


เดิมทีนั้น…ว่ากันว่าไนลัสเป็นผู้มีแนวคิดแบบพวก “อนาธิปไตย” ที่พร้อมจะปฏิเสธพระเจ้ามาโดยตลอด
ให้ความยกย่องศรัทธาต่อ “เฟรดเดอริค นิทเช่” นักปรัชญาชาวเยอรมัน แต่ต่อมาเมื่อวิถีชีวิตของเขาเกิดการหักเหอย่างรุนแรง
จนตัวไนลัสกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เขาก็เริ่มหันมาสนใจศาสนาคริสต์ และเดินทางกลับไปอยู่รัสเซีย
ในปี ค.ศ. ๑๙๐๑ พร้อมกับพยายามหาทางบวชเป็นพระในนิกายกรีก ออร์เธอร์ดอกซ์


ก่อนหน้าที่ไนลัสจะเขียนหนังสือเรื่อง “เดอะ โปรโตคอล” ขึ้นมา เขาเคยมีงานเขียนทางศาสนาอยู่อีกเล่มหนึ่ง
ชื่อว่า “The Great in the Small-The coming of the Anti-Christ and the rule of Satan on Earth”
ซึ่งได้ตีพิมพ์เผยแพร่หลังจากที่เขากลับมาอยู่ในรัสเซียได้ไม่นานนัก แต่หลังจากนั้นอีก ๔ ปี คือในปี ค.ศ. ๑๙๐๕
ผลงานการเขียนที่เขาส่งไปลงในหนังสือพิมพ์ “มอสโคสกียา วีโดโมสติ” ในรัสเซีย ก็ได้ถูกรวบรวมจัดพิมพ์
จนกลายมาเป็นหนังสือชื่อว่า “เดอะ โปรโตคอล” หรือ “บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน”
อันมีเนื้อหาว่าด้วยการเปิดโปงแผนการลับสุดยอดของกลุ่มชาวยิวที่จะทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง
ประเทศต่างๆ ในยุโรป
รวมทั้งแผนการเพื่อยึดครองโลกทั้งโลกอีกด้วย???


เอกสารที่ถูกนำมาใช้ประกอบงานเขียนเรื่อง “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ที่ว่านี้ ไนลัสอ้างว่าเป็นเอกสารบันทึก
การประชุมของบรรดากลุ่มผู้อาวุโสชาวยิวที่จัดขึ้นอย่างลับๆ ในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ.๑๘๗๙
ซึ่งมีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ไนลัสยอมรับว่าเขาได้รับเอกสารดังกล่าวมาจากนายพล “ราทชคอฟสกี้”
ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจลับของรัสเซียหรือที่เรียก กันว่า “โอคาห์นคา” ในประเทศฝรั่งเศส
และมีการอ้างด้วยว่านายพลผู้นี้ได้รับเอกสารมาจาก “มาดามเค.” ซึ่งเป็นอดีตโสเภณีชั้นสูงในเมืองปารีส
ที่ขโมยมาจากผู้อาวุโสชาวยิวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงในองค์กร “ฟรีเมสัน” แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ
เรื่องราวความเป็นมาของเอกสารฉบับดังกล่าวรวมทั้งเรื่องราวของตัวไนลัสเอง จึงกลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
เต็มไปด้วยปมปริศนา ข้อกล่าวหาการวิพากษ์วิจารณ์ที่ขัดแย้งกันไป-กันมาจนยากที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรเท็จอะไรจริง….


หลังจากหนังสือเล่มนี้ได้รับการเผยแพร่…ชื่อของ “ไนลัส” และเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้รับการกล่าวขวัญ
กันอย่างกว้างขวาง ไม่แต่เฉพาะในหมู่สมาชิกในราชวงศ์ ในวงการศาสนา ลงมาถึงบรรดาข้าราชการ
หรือแวดวงปัญญาชนกลุ่มอนุรักษ์ในรัสเซีย…แต่เมื่อมีการนำหนังสือเล่มนี้ไป เผยแพร่ต่อในยุโรปและอเมริกา
หลังการปฏิวัติในรัสเซียจบสิ้นลงไปแล้ว…มันได้ก่อให้เกิดการโจษจันวิพากษ์วิจารณ์ถึงประวัติความเป็นมาของไนลัส
และข้อเท็จจริงของหนังสือเล่มนี้กันอย่างไม่สิ้นสุด แม้จนกระทั่งทุกวันนี้…


หลังจากหนังสือเล่มนี้ได้รับการเผยแพร่มาแล้วถึง ๑๖ ปี หรือหลังจากการปฏิวัติในรัสเซียได้จบลงไปแล้ว
ประมาณ ๔ ปี ขุนนางชาวฝรั่งเศสรายหนึ่งชื่อว่า “เคานท์ เดอ ชายาลา” ซึ่งอ้างว่าตัวเองได้มีโอกาสพบปะกับไนลัส
อย่างตรงไป-ตรงมา และมีความผูกพันใกล้ชิดกันมานานนับเป็นปีๆในขณะที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศรัสเซีย
ได้เขียนหนังสือเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของไนลัสไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๒๑ ซึ่งข้อเขียนดังกล่าวค่อนข้างจะออกไปในทาง
พยายามโน้มน้าวให้ผู้คนเกิดความรู้สึกว่า… ไนลัสนั้นเป็นพวกกำมะลอและมีสติไม่สมประกอบหรือ ”กึ่งดี-กึ่งบ้า”
ในขณะที่กำลังเขียนหนังสือเรื่อง “เดอะ โปรโตคอล” นอกจากนั้นก็ยังได้พยายามชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว คนบ้าอย่างไนลัสนั้น
อาจจะเป็นเพียงแค่ ”เครื่องมือ” ของหัวหน้าหน่วยตำรวจลับรัสเซียในกรุงปารีสอย่าง นายพล “ราทชคอฟสกี้” ที่พยายาม “ปั่น”
ไนลัสขึ้นมา ให้มีบทบาทในราชสำนักของพระเจ้าซาร์เพื่อตอบโต้กับ คู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่
ในราชสำนักขณะนั้น ส่วนเรื่องราวของ “มาดามเค.”โสเภณีชั้นสูงในฝรั่งเศส

เรื่องของผู้อาวุโสชาวยิวในองค์กรลับฟรีเมสัน รวมทั้งเนื้อหาต่างๆที่ถูกอ้างว่าเป็นบันทึกการประชุมของ
ปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน ล้วนแล้วแต่ถูกใส่สีตีไข่แต่งขึ้นมาโดยฝีมือหน่วยตำรวจลับโอคาห์นคาด้วยกันทั้งสิ้น…???


แต่แม้นว่าไนลัสจะถูกทำให้กลายเป็นคนหลอกลวง กึ่งดี-กึ่งบ้า หรือเป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเมืองชิ้นหนึ่ง
ของความขัดแย้งทางการเมืองในหมู่ข้าราชสำนักชาวรัสเซียด้วยกัน แต่เรื่องราวที่ถูกบรรยายเอาไว้ในหนังสือ
“เดอะ โปรโตคอล” ก็ยังเป็นสิ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อชาวยุโรปและชาวรัสเซียไม่น้อย หลังจากที่พระเจ้าซาร์
ถูกปฏิวัติโค่นล้มลงไปแล้ว รัฐบาลของพวก “เมนเชวิค” ภายใต้การนำของนาย “เกอเรนสกี้”
ได้สั่งให้มีการกวาดล้าง ระงับการเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ และสั่งให้ทำลายต้นฉบับที่มีอยู่ทั้งหมด
ต่อมาเมื่อพวก “บอลเชวิค” ขึ้นมายึดอำนาจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=103&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://en.wikipedia.org/wiki/Alexander_Kerensky
http://www.channelingreality.com/Documents/WallStreetCommieRevolution.pdf





ไนลัสก็ถูกจับเข้าคุกในปี ค.ศ. ๑๙๒๔ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว และแม้กระทั่งภรรยาของไนลัส
“เยเลนา อเล็กซานโดรนา โอเซโรวา” ที่ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้แต่อย่างใดเลย
แต่จะเป็นเพราะเธอเคยมีส่วนดูแลไนลัสด้วยเงินเบี้ยหวัดบำนาญซึ่งได้รับจาก การเป็นข้าหลวงในราชสำนัก
พระเจ้าซาร์ในระหว่างที่ไนลัสกำลังเขียนหนังสือเล่มนี้ หรือจะเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบได้
แต่ในช่วงการกวาดล้างของพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียในปี ค.ศ. ๑๙๓๗เธอก็ถูกจับเข้าคุก และถูกเนรเทศไปอยู่ที่
คาบสมุทรโคลาในแถบทะเลอาร์คติก และเสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากความหิวและความหนาวเย็น…


สำหรับในยุโรป…หลังจากที่หนังสือ “เดอะ โปรโตคอล” ได้ถูกเผยแพร่ หนังสือพิมพ์ “ไทม์ ออฟ ลอนดอน”
ได้แสดงความเห็นเอาไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐ ว่า “นี่คือคำพยากรณ์อันน่าขนลุก ที่บางส่วนได้เป็นไปแล้วและบางส่วน
ยังต้องการบรรลุผลอีกต่อไป เราพยายามหนีไปจากองค์กรลับที่พยายามรวมเยอรมัน เพื่อที่จะหล่นลงไปในหลุมพราง
ขององค์กรรวมยิวเช่นนั้นหรือ…???”
ส่วนหนังสือพิมพ์ “ดิ อินดิเพนเดนท์” สรุปเอาไว้ในช่วงเวลาเดียวกันว่า…
“มันจะเป็นความจริงหรือเป็นแค่นิยายก็ตามแต่…แต่ใครก็ตามที่มีความเข้าใจต่อสิ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้
ย่อมต้องเข้าใจถึงแก่นแห่งความเป็นมนุษย์ ความเป็นไปของประวัติศาสตร์ และศิลปะการบริหารจัดการรัฐ
อันเป็นสิ่งที่น่างุนงงต่อความสมบูรณ์ของมัน และน่ากลัวเกินกว่าความเป็นนิยาย แยบยลเกินกว่าจะคาดเดาได้
ลึกล้ำเกินไปสำหรับการล่วงรู้ถึงสายธารแห่งชีวิต จนยากที่จะสรุปว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา…???”

ส่วนในอเมริกา หลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐ ผู้ที่แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่
ว่านี่คือเอกสารลับของชาวยิวกลุ่มหนึ่งจริงๆ
ไม่ใช่การปลอมแปลงหรือการจินตนาการขึ้นมา
จากอาการกึ่งดี-กึ่งบ้าของไนลัส…ก็คืออภิมหาเศรษฐีอเมริกันรายหนึ่งที่ชื่อว่า “เฮนรี่ ฟอร์ด”…


แน่นอนว่า… สำหรับเรื่องราวอันเต็มไปด้วยปมปริศนา ซึ่งเกิดขึ้นมาเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีที่แล้ว การแยกแยะว่า
อะไรจริง-อะไรเท็จ มันคงเป็นเรื่องยากที่จะหาข้อสรุปกันได้ง่ายๆ ไม่ว่าเครือข่ายสมาคมลับของชาวยิวจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการปฏิวัติในรัสเซีย หรือไม่? อย่างไร? แบบไหน? การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียที่ได้ผ่านพ้นมาแล้วกว่า ๘๐ ปี
ก็ได้หมดสภาพลงไปแล้ว…แต่อย่างไรก็ตาม เอกสารลับหรือเอกสารกำมะลอซึ่งว่าด้วยแผนการครองโลกขององค์กร
เครือข่ายชาวยิวที่ “เซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิช ไนลัส” ได้นำออกมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก ก็ยังคงได้รับการพูดถึง
และนำไปอ้างอิงกันอยู่เสมอๆ แม้นว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ที่นำเอามาอ้างอิงมักจะเป็นพวกที่มีอคติกับชาวยิวโดยตรงก็แล้วแต่…
แต่อะไรหลายอย่างในเอกสารหรือหนังสือที่ว่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิเสธสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าและทำความเข้าใจ
ต่อความเป็นมาของชาวยิวกันจริงๆ…ซึ่งจะมีเนื้อหาเช่นไรนั้น…คงต้องไปแยกแยะ รายละเอียดกันในบทต่อไป…


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=104&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



Fidel Castro (right) in a Masonic grip with Vatican Secretary of State,
Cardinal Angelo Sodano.
The Cuban dictator is a lifelong Freemason and is also
a member of the secret order known as the Odd Fellows.


Almost all the Vatican curia are Masons and cabalists and many are also Rosicrucians.
(Photo: The Catholic World Report, January 1997)



Codex Magica - Secret Signs, Mysterious Symbols & Hidden Codes Of The Illuminati (2005) by Marrs

http://www.scribd.com/doc/3958861/Codex-Magica-Secret-Signs-Mysterious-Symbols-Hidden-Codes-Of-The-Illuminati-2005-by-Marrs




The WHO tell the world there is going to be an epidemic of something or other and its controllers,
the pharmaceutical corporations, provide the vaccine. Another problem-reaction-solution and
the vaccines are causing untold harm to the physical and spiritual well being of billions.


The UN Population Fund uses ‘population control’ for a policy of eugenics
against people with black faces and those with white faces who are not up to the genetic ‘purity’
(reptilian bloodline)
demanded by these deeply imbalanced people.
The UN Environment Programme
uses the environment as an excuse to create international laws,
take control of great swathes of land, and steal land from developing countries under the heading of
‘debt for nature’ swaps.


UNESCO, the science and culture operation, advances the Agenda across many areas of life.
Now the United Nations, which was set up to stop war, according to the propaganda,
is actually going to war.

This happened in the Gulf when American, British and French soldiers and pilots
killed untold thousands of Iraqi civilians under the banner of the UN flag.


Today the latest of the stooges wheeled in to be UN Secretary-general is Kofi Annan,
a black man who ought to be disgusted at what his organization is doing to his African continent.
An advisor is Maurice Strong, the Canadian oil tycoon, Rockefeller clone, and manipulator extraordinaire,
not least of the environment movement. The United Nations is there for the good of the world?
Yes, sure it is. Oh look, another pig goes flying by.


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Thu Jan 14, 2010 9:57 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 2:27 pm



http://en.wikipedia.org/wiki/Sergei_Nilushttp://www.onopen.com/2007/01/1707

อำนาจที่มองไม่เห็น


คงเป็นเรื่องยากเอามากๆ ที่จะหาข้อสรุปว่า… เรื่องราวว่าด้วย “บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน”
หรือ “เดอะ โปรโตคอล” นั้นอะไรเท็จ-อะไรจริง??? เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยปมปริศนาอยู่ภายในตัวของมันเอง
มาตั้งแต่ต้นแล้ว มันยังเป็นเรื่องราวที่ถูกเปิดเผยขึ้นมาในห้วงเวลาอันเต็มไปด้วยความสับสน อลหม่านของประวัติศาสตร์
การเมืองในรัสเซีย เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว…และภายใต้ความสับสนอลหม่านในลักษณะที่ว่า ข้อเท็จจริงต่างๆ
ก็มักจะถูกดูดกลืนลงไปอยู่ภายใน “หลังม่านเหล็ก” ของระบอบปกครองคอมมิวนิสต์รัสเซียอย่างต่อเนื่องยาวนาน
อีกกว่าครึ่งศตวรรษ…เอกสาร-หลักฐาน ที่พอจะนำมาแยกแยะความเท็จ-ความจริงจึงแทบไม่หลงเหลืออยู่
พอที่จะทำให้เกิด ข้อสมมุติฐาน ที่มีน้ำหนักโน้มเอียงไปในด้านหนึ่งด้านใดได้…


นอกจากนั้น…คงไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งได้ว่า โดยทั่วๆ ไปแล้วประวัติศาสตร์นั้นมักถูกเขียน
โดย “ผู้ชนะ”
แต่ผู้ที่พยายามทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น “เซอร์เกย์ ไนลัส”
หรือผู้ที่พยายามนำเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเผยแพร่และเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นความจริง… ส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในฐานะ “ผู้แพ้”
กันเป็นหลัก…ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาเรื่องราว “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ที่ว่า…น่าจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการแยกแยะ
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาบันทึกเอกสารฉบับนี้ว่า…มีน้ำหนักพอให้น่าคิด-น่าเชื่อกันมากน้อยแค่ไหน???


และถ้าหากลองทำใจกันแบบเป็นกลางแล้ว…ก็คงต้องยอมรับอีกนั่นแหละว่า เนื้อหาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่
ในบันทึกเอกสารฉบับนี้ค่อนข้างจะเป็นไปตามคำวิจารณ์ที่หนังสือพิมพ์ “อินดีเพนเดนท์” ได้สรุปเอาไว้
ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐ นั่นแหละ…คือมันเป็นอะไรที่… “น่ากลัวเกินกว่าที่จะเป็นนิยายแยบยลเกินกว่าจะคาดเดาได้
ลึกล้ำเกินไปสำหรับการล่วงรู้ถึงสายธารแห่งชีวิต จนยากที่จะสรุปว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา
…” ??? ??? ???


บันทึกฉบับนี้มีอยู่ด้วยกัน ๒๔ บท…ที่น่าสนใจอันดับแรกก็คือ รูปแบบของการเขียนบันทึกในแต่ละบทนั้น
มีลีลาไม่ต่างไปจากงานเขียนของ “โมเสส เฮซ” ผู้ได้รับฉายาว่า “แรบไบแดง” หรือ “บิดาแห่งสังคมนิยมไซออน”
ที่เคยแสดงรูปแบบลีลาวิธีเขียนอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเอาไว้ในหนังสือเรื่อง “Rome and Jerusalem” ชนิดแทบจะเป็น
พิมพ์เดียวกันไปเลยก็ว่าได้ แต่แม้นว่าโมเสส เฮซนั้น จะเป็นผู้ที่รับรู้กันดีอยู่ว่าเป็นนักปราช์ชาวยิวที่ยึดมั่นอยู่กับแนวคิด
แบบไซออนนิสต์ และมีภรรยาเป็นโสเภณีอยู่ที่กรุงปารีสจริงๆ ก็แล้วแต่ แต่เขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๕ หรือ ๔ ปี
ก่อนหน้าที่จะมีการจัดประชุมผู้อาวุโสแห่งไซออนที่เมืองบาเซิล ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามที่ไนลัสได้อ้างอิง
ถึงที่มาของเอกสารฉบับนี้…


อย่างไรก็แล้วแต่…เนื้อหาของเอกสารฉบับนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยมิติทางปรัชญาที่สับสน ซับซ้อน คลุมๆ เครือๆ
เหมือนกับการอธิบายเรื่องราวระหว่างพระเจ้าของชาวยิวกับแนวทางสังคมนิยมของ โมเสส เฮซ แต่อย่างใด
แต่เป็นการเปิดเผยให้เห็นถึง “แผนปฏิบัติการ” อันแสดงถึงจุดมุ่งหมายความต้องการในการยึดครองโลก
กันอย่างตรงไป-ตรงมา แน่นอนว่า…
สิ่งต่างๆ ที่ถูกบรรยายเอาไว้ในแผนการเหล่านี้
ไม่ได้แสดงออกถึงการเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาแบบหยาบๆ
แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงระบบความคิดที่ลึกซึ้ง แยบยล
ความเฉลียวฉลาดและสติปัญญาในระดับสุดหยั่งคาดกันเลยก็ว่าได้
ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเข้าใจต่อแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์
ความหมายของคำว่าอิสรภาพและเสรีภาพ ศิลปะในการปกครองรัฐ
การเข้าถึงความหมายของคำว่า “
อำนาจ” รวมทั้งความเชี่ยวชาญ
ในการปกปิดและการสร้างระบบป้องกันให้กับอำนาจนั้นๆ…


อำนาจที่ถูกระบุเอาไว้ในบันทึกเอกสารว่าสามารถนำมาซึ่งการยึดครองยุโรป
และยึดครองโลกได้นั้น ก็หนีไม่พ้นอำนาจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ
ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า มันเป็นระบบที่ถูกเครือข่ายชาวยิวยึดกุมเอาไว้แล้ว
อย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จจริงๆ ข้อความในบันทึกตอนหนึ่งระบุเอาไว้ว่า…
พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้เราผู้เป็นประชากรที่ได้รับการคัดสรรแล้วจากพระองค์
ได้สร้างพรสวรรค์อันเกิดจากการต้องอยู่กันอย่างกระจัดกระจายซึ่งดูคล้ายเป็น
ความอ่อนแอของเรา แต่ที่จริงกลับเป็นพละกำลังของเราซึ่งกำลังนำเราไปสู่
ความมีอำนาจสูงสุดเหนือโลกทั้งโลก…


อำนาจเช่นนี้ถูกอธิบายเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า…
“อำนาจของเราจะมีอยู่ท่ามกลางสภาพอันง่อนแง่นของอำนาจทุกรูปแบบและ
เป็นอำนาจที่เหนียวแน่นมากกว่าอำนาจอื่นใด เพราะยังคงเป็นอำนาจ
ที่ไม่มีใครมองเห็น จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่มันมีพลังสูงสุด ก็จะไม่มีอำนาจ
หรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ สามารถทำลายมันลงได้อีกเลย”
และ
“นี่แหละคือเหตุผลที่ ทำไมเราถึงต้องทำลายความศรัทธาทั้งมวลลงไปให้หมด
ต้องยึดเอาหลักการความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าออกไปเสียจากจิตใจของพวกกอยยิม
(พวกที่ไม่ใช่ยิว) แล้วเอาการคำนวณทางคณิตศาสตร์และความต้องการทางวัตถุ
ใส่เข้าไปแทนที่ เพื่อไม่ให้พวกมันมีเวลาคิดและสังเกตสังกา
เราจะต้องเบี่ยงเบนความสนใจพวกมันไปยังการค้าและการอุตสาหกรรม
เพื่อให้ชาติทุกชาติถูกดูดกลืนเข้าไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์และการแข่งขัน
เพื่อผลกำไร และพวกมันจะมองไม่เห็นศัตรูที่แท้จริงของมันได้
และเพื่อจะขจัดอิสรภาพออกไปจากชุมชนของพวกมันให้หมด
เราจะต้องเอาอุตสาหกรรมมาวางเอาไว้บนพื้นฐานแห่งการเสี่ยงโชค
เพื่อให้ผลของมันลื่นหลุดไปจากมือผ่านเข้าไปสู่ระบบแห่งการเสี่ยงโชค…
นั่นก็คือ…ผ่านเข้ามาสู่มือของเรา…อุตสาหกรรมจะสูบเอาแรงงานและเงินทุน
ออกไปจากที่ดิน และถ่ายโอนเงินทั้งโลกเข้ามาสู่มือเราด้วย ระบบการเสี่ยงโชคหากำไร
และมันจะทำให้พวกกอยยิมทั้งหลายล้วนแล้วแต่ต้องกลายเป็นคนชั้นต่ำในแต่ละชุมชน…
” ??? ??? ???


ต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า…ภาพจินตนาการที่ถูกวาดเอาไว้เช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
แต่เมื่อมาถึงทุกวันนี้คงต้องยอมรับว่าจินตนาการเช่นนี้ได้กลายมาเป็นข้อเท็จจริงที่กำลังปรากฏอยู่
ทั่วทั้งโลกอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลย บันทึกดังกล่าวยังอธิบายต่อไปอีกว่า…
“การต่อสู้แข่งขันเพื่อความวิเศษกว่ากันในทางเศรษฐกิจเช่นนี้นี่แหละ
ย่อมจะสร้างชุมชนที่แล้งน้ำใจ เย็นชา และปราศจากหัวใจขึ้นมา
ชุมชนเหล่านั้นจะหล่อเลี้ยงความเกลียดชังต่อชนชั้นที่สูงกว่า…
และกระทั่งต่อศาสนาอื่นใด
ผู้นำทางอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ…ผลกำไร
นั่นก็คือ..ทองคำอันสามารถตอบสนองความยินดีปรีดาทางวัตถุให้กับเขาได้…
กงล้อทุกอัน และเครื่องจักรกลของกลไกแห่งรัฐต่างๆ ล้วนแล้วแต่หมุนไปได้ด้วยเครื่องยนต์
ซึ่งอยู่ในมือของเรา…ซึ่งก็คือเจ้าแม่แห่งทองคำนั่นเอง พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานอัจฉริยภาพให้เรา
ถ้ามีคนเป็นอัจฉริยะอยู่ในฝ่ายตรงกันข้ามแม้นว่ามันคิดจะสู้กับเรา…
แต่คนมาใหม่น่ะหรือจะสู้กับคนที่ตั้งรกรากมาแล้วเก่าแก่
ศาสตร์แห่งเศรษฐกิจการเมือง
ซึ่งนักปราชญ์อาวุโสของเราได้ประดิษฐ์มานานแล้ว…มือหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นในทุกๆ ส่วนของโลกนี่แหละ
ที่จะให้พลังทางการเมือง
ที่เป็นอิสระแก่เงินทุน การค้า อุตสาหกรรม อำนาจในการที่
จะใช้กิเลสตัณหาของพวกเขา ระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟ…

ครั้นแล้วก็จะถึงเวลาที่พวกชนชั้นต่ำเหล่านี้จะเดินตามการนำทางของเราไปต่อสู้กับอำนาจ
ที่เป็นคู่แข่งขันของเรา มิใช่เพื่อการบรรลุถึงสิ่งที่ดีงาม หรือแม้กระทั่งในท้ายที่สุดก็มิใช่เพื่อ
ทรัพย์สินเงินทองด้วยซ้ำ…แต่เพราะความเกลียดชังที่มีต่อพวกบรรดาชนชั้นสูงต่างหาก... .

เมื่อใดก็ตามที่ถึงเวลาซึ่งเราได้สร้างวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นทั่วโลก
เมื่อนั้น…เราก็จะโยนฝูงกรรมกรลงไปในท้องถนน ฝูงชนเหล่านี้จะวิ่งไปวิ่งมาอย่างยินดีปรีดา
เพื่อที่จะหลั่งเลือดบรรดาผู้ที่เขาอิจฉาริษยามาตั้งแต่ยังนอนเปล และพวกที่เขาจะปล้นยึดทรัพย์
กลับมาเป็นของเขาได้
…ส่วนสมบัติของเรา พวกเขาจะไม่แตะต้อง และไม่มีวันแตะต้องได้เลย
เพราะเราย่อมรู้เวลาที่พวกเขาจะเข้าโจมตี เนื่องจากเป็นเวลาที่เราจะกำหนดเอาไว้ให้…
และเราย่อมสามารถหามาตรการป้องกันเอาไว้ได้ก่อนล่วงหน้า…”


ถ้าหากมองถึงเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศรัสเซียในยุคที่เอกสารฉบับนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมา…
ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า…เหตุใดพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งรัสเซียถึงกับตกตะลึงเมื่ออ่านเอกสารฉบับนี้…
แต่ถึงแม้นพระองค์จะเชื่อ หรือไม่เชื่อหรือคิดเห็นเป็นประการใดต่อเอกสารชิ้นนี้ก็ตามที…
แต่สุดท้ายพระองค์ก็ไม่อาจจะเอาชนะต่อ “อำนาจที่มองไม่เห็น” ที่ระเบิดขึ้นมาในสังคมรัสเซียจริงๆ…
และก็คงไม่เพียงแต่พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเท่านั้น…อำนาจในลักษณะที่ว่านี้ก็ยังสามารถก่อให้เกิดความตกตะลึง
กับใครต่อใครได้เสมอแม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้…โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงถ้อยคำที่บรรยายเอาไว้ในช่วงหนึ่งของบันทึกฉบับนี้ว่า…

ทุกประเทศจะต้องจำเอาไว้ในใจว่า…ใครก็ตามที่พยายามทำข้อตกลงใดๆ
เพื่อต่อต้านอำนาจของเรานั้น…จะไม่ได้ก่อให้เกิดผลกำไรแก่พวกมันเลย…

เรานั้น แข็งแกร่งเกินไปกว่าที่ใครจะต่อต้านได้ อำนาจของเราจะไม่มีวันหายไป
ชาติไหนๆ ก็จะไม่มีวันทำความตกลงอะไรกันได้โดยที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างลับๆ
หรอก…Per Me reges regnant…กษัตริย์จะครองราชย์ได้ด้วยข้า…”

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 3:08 pm

http://www.onopen.com/2007/01/1708

การเลื้อยของงูศักดิ์สิทธิ์

ในขณะที่จักรวรรดิในยุโรปตะวันตกไปจนถึงอเมริกา ค่อยๆ ถูกควบคุมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
โดย “รัฐบาลที่มองไม่เห็น” จักรวรรดิอันใหญ่โตมหึมาในยุโรปตะวันออกอย่าง
รัสเซีย ก็ต้องเผชิญหน้ากับ“อำนาจที่มองไม่เห็น” จนต้องถูกเปลี่ยนแปลงแบบ
“พลิกฟ้า-คว่ำดิน”ไปในท้ายที่สุด….


และจะโดยบทบาทของ “รัฐบาลที่มองไม่เห็น” หรือ “อำนาจที่มองไม่เห็น” หรือไม่?
ก็แล้วแต่…ที่มีส่วนทำให้ผู้คนในจักรวรรดิต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดความปลาบปลื้มยินดี กับสิ่งที่ถูกเรียกกันว่า

เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ ในระหว่างที่กำลังหลั่งเลือดของผู้คนภายในชาติด้วยกันเอง
หรือ กับผู้คนต่างชาติก็ตามที…แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือบรรดาถ้อยคำเหล่านี้อันเคย ถูกนำมาใช้เป็น
คำขวัญของสมาคมลับของชาวยิว มาตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นสมาคมลับอย่างฟรีเมสัน หรือ อิลูมิเนติ
ก็ตามกลับถูกแปลความหมายเอาไว้ ในเอกสาร “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน
ได้อย่างอำมหิตลึกซึ้ง และน่าเจ็บปวดเอามากๆ !!! ซึ่งขอนำเอาข้อความในบางช่วงบางตอนมาเรียบเรียง
ให้เห็นเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้…


ช่วงหนึ่งใน “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ระบุเอาไว้ว่า…
“ย้อนหลังไปไกลในสมัยโบราณนั้น…เราเป็นพวกแรกที่ตะโกนก้องอยู่ท่ามกลางมวลชนว่า…
เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ นับแต่นั้นมาคำเหล่านี้ก็ถูกพูดซ้ำๆ หลายครั้ง
โดยพวกนกแก้วโง่ๆ ที่ถลาลงมากินเบ็ดในทุกทิศทุกทาง
แล้วนำเอาสิ่งที่ดีของโลกและอิสรภาพ
ที่เคยถูกระแวดระวังเอาไว้เป็นอย่างดีในแต่ละชุมชนไปกับพวกมันด้วย…
พวกปัญญาชนในหมู่พวกกอยยิมนั้นไม่สามารถทำอะไร จากถ้อยคำอันเป็นนามธรรมเหล่านี้
พวกมันไม่เคยสังเกตว่าในธรรมชาตินั้นไม่เคยมีความเสมอภาค
และไม่อาจเป็นอิสรภาพได้เลย พวกมันไม่ยักเห็นว่าธรรมชาติได้สร้างความคิด อุปนิสัยใจคอ
และความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาอย่างเปลี่ยนรูปไปไม่ได้ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตัวธรรมชาติเอง…


“อิสรภาพทางการเมืองนั้น…จึงเป็นเพียงความคิด…ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เราต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ความคิดนี้อย่างไร
ให้เป็นเบ็ดที่จะเกี่ยวประชาชนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนต่างๆ และกลายเป็นพลังในการบดขยี้ผู้ที่มีอำนาจในสังคมนั้นๆ
งานนี้จะทำได้ง่ายดาย เมื่อพวกมันหลงเข้าไปอยู่ในความคิดเรื่องอิสรภาพอย่างที่เรียกกันว่า…เสรีนิยม
จุดนี้นี่แหละที่จะนำเราไปสู่ชัยชนะ เมื่อรัฐบาลต่างๆ ได้หย่อนบังเหียนลงมา บังเหียนนั้นก็จะถูกคว้าเอาไว้ทันที
ด้วยมืออันใหม่ที่เข้าใจต่อกฎธรรมชาติแห่งชีวิต…


“เป็นเรื่องที่เหมาะสมอยู่บ้างถ้าหากจะยื่นสิ่งนี้ให้ประชาชนปกครองตัวเองไปซักพักหนึ่ง
เพื่อจะให้ผู้คนเหล่านั้นกลายเป็นฝูงชนที่ไร้ระเบียบ…ทันทีที่ฝูงชนคว้าอิสรภาพเอาไว้ในมือ
มันก็จะรีบเปลี่ยนให้กลายเป็นอนาธิปไตยไปทันที…และอนาธิปไตยนั้นจะนำมาซึ่ง ความป่าเถื่อนอย่างสูงสุด…
หลังจากนั้นการต่อสู้ล้างผลาญระหว่างกันและกันก็จะกลายเป็นสงครามทางชนชั้น…ท่ามกลางสงครามนั้น…
ความสำคัญของประเทศต่างๆ ก็จะเหลืออยู่เพียงกองขี้เถ้ากองหนึ่ง…”


คำว่า อิสรภาพนั้น สามารถทำให้ฝูงชนออกมาต่อสู้กับอำนาจทุกชนิด แม้กระทั่งต่อสู้กับพระเจ้า
หรือกฎธรรมชาติ และมันสามารถเปลี่ยนฝูงชนให้กลายเป็นสัตว์ป่ากระหายเลือดได้
…และก็เป็นความจริงที่เจ้าสัตว์ป่าเหล่านี้จะหลับไปทุกๆ ครั้งที่มันได้ดื่มเลือดไปจนอิ่มแล้ว ซึ่งในเวลาเช่นนั้น
เราก็อาจเอาโซ่ไปสวมมันไว้ได้ง่ายๆ แต่ถ้าเราไม่ให้เลือดมันดื่ม มันก็จะนอนไม่หลับและต่อสู้ต่อไป…”


“ในสมัยก่อนนั้นความศรัทธาเป็นเครื่องมือในการปกครอง แต่ในสมัยของเรานี้…
อำนาจซึ่งจะมาแทนที่ อำนาจของการปกครองแบบเสรีก็คือ…อำนาจทองคำ…
บนซากปรักหักพังของพวกกอยยิม เราได้สร้างชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษา
ดยมีชนชั้นสูงที่มีเงินเป็นหัวหน้า
เมื่อใดก็ตามที่ความมั่งคั่งยังคงอยู่กับเรา ชัยชนะก็เป็นของเราได้อย่างง่ายดาย
ผู้คนที่เราต้องการนั้นเรามักจะจับเส้นตรงจุดที่ละเอียดอ่อนที่สุด ของความเป็นมนุษย์ได้ด้วยการใช้บัญชีเงินสด
และความหลงรักในวัตถุอย่างไม่มีวันพอเพียง ความอ่อนแอเหล่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกมัน
ต้องกลายเป็นอัมพาตไปทันทีที่มันได้ยื่นเจตนารมณ์ของความเป็นมนุษย์…
มาให้กับผู้ที่สามารถซื้อกิจกรรมแต่ละสิ่งแต่ละอย่างของมันไป….”


บรรดาข้อความเหล่านี้…ไม่ว่าจะจริง-จะเท็จ จะถูก-จะผิด หรือไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม…
แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังจากที่บันทึกข้อสนธิสัญญาที่ว่านี้ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว ตลอดช่วงเวลานับจากนั้น
หรือแม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้ สภาพสังคมต่างๆ ในทั่วทั้งยุโรป หรือกระทั่งทั่วทั้งโลกอีกด้วย
ก็มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางแบบเดียวกับที่เอกสารฉบับนี้ได้บรรยายเอาไว้
ล่วงหน้านับเป็นร้อยปี…??? ??? ???


ความระส่ำระสายที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งยุโรปและลุกลามต่อไปยังโลกทั้งโลกในเวลาต่อมา…
ก็มีลักษณะแทบไม่ต่างไปจากที่เอกสารชิ้นนี้ได้กล่าวเปรียบเทียบถึง ”การเลื้อยของงูศักดิ์สิทธิ์” ตัวหนึ่งเอาไว้ว่า…
“งูตัวนี้จะซอกซอนเข้าไปในหัวใจของชาติต่างๆ แล้วก็จะเขมือบและทำลายอำนาจของชาติ
ที่ไม่ได้เป็นชาวยิวทั่วทั้งหมด ได้มีการคาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า งูตัวนี้จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปตามแผนการ
ที่กำหนดเอาไว้อย่างเข้มงวด จนกระทั่งหนทางที่จะชอนไชไปนั้นทำให้หัวของงูวกกลับมายังภูเขาไซออน
ด้วยประการนี้จึงกล่าวได้ว่างูตัวนี้จะชอนไชไปรอบทวีปยุโรปจนครบวงรอบของมันและด้วยการที่มันล้อมยุโรปเอาไว้
ก็เท่ากับมันล้อมโลกเอาไว้ด้วย การที่หัวงูจะย้อนกลับมายังภูเขาไซออนได้สำเร็จ ก็ต่อเมื่ออำนาจของประเทศในยุโรป
ลดต่ำลง นั่นก็คือเมื่อวิกฤติการณ์เศรษฐกิจได้ทำลายอำนาจของพวกมันจนหมดสิ้น และนำความเสื่อมโทรมทางจิตวิญญาณ
ความฉ้อฉล ความไร้จริยธรรมมาให้กับพวกมัน…ความสำเร็จของสิ่งเหล่านี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้
ก็โดยการเอาชนะด้วยอำนาจเศรษฐกิจ


และไม่ว่าสิ่งต่างๆที่ถูกเอ่ยอ้างเอาไว้ในเอกสารชิ้นนี้จะถูกเสกสรรปั้นแต่งเอาไว้หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที
แต่ภายใต้ความปั่นป่วนระส่ำระสายของชาวยุโรป…เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันกลับทำให้เครือข่ายอำนาจเศรษฐกิจ
ของชาวยิวเติบโต แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด…ความเติบโตเช่นนี้ก็ได้เริ่มเปิดเผยให้เห็นถึงร่องรอยของ
‘งูศักดิ์สิทธิ์” ที่มีการพูดเอาไว้ในเอกสารชิ้นนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที…


นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๙๕ หรือประมาณ ๒๐ กว่าปีก่อนหน้าที่เอกสารบันทึกข้อสนธิสัญญาฯ จะถูกนำมาเปิดเผย
ชาวยิวรายหนึ่งในตระกูลอภิมหาเศรษฐีที่กำอำนาจทางเศรษฐกิจการค้าเอาไว้เกือบ ทั้งโลก
อย่างตระกูลรอทไชลด์
นั่นก็คือ “เอ็ดมอนด์ เจมส์ เดอ รอทไชลด์” ลูกชายคนสุดท้องของ
“เจมส์ (จาคอป) ไมเยอร์ รอทไชลด์” ก็ได้เดินทางไปยังแผ่นดินปาเลสไตน์หรือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของภูเขาไซออน
และได้ประกาศความต้องการที่จะให้มีการจัดตั้ง ”นิคมชาวยิว” ขึ้นมาในพื้นที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก…!!!
แต่ภายใต้การประกาศความคิดที่อาจจะ ถูกมองว่าพิลึกกึกกือ และพิสดารจนอาจเป็นเพียงแค่ “ของเล่นของเศรษฐี”
ไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น ความคิดในการจัดตั้งนิคมชาวยิวขึ้นมาในพื้นที่ที่ชาวยิวไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ใดๆ แม้แต่น้อย
จึงถูกเรียกขานกันด้วยคำพูดที่ไม่ถือเป็นจริงเป็นจังอะไรมากนักว่า…”ประเทศรอทไชลด์”…


แต่หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี เมื่อชาวยิวอีกรายหนึ่งชื่อว่า “ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล” ที่แม้นว่าจะไม่ได้อยู่ในตระกูล
มหาเศรษฐีอย่างรอทไชลด์ แต่ก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องไม่น้อยในหมู่ชาวยุโรป ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า
“รัฐของชาวยิว” (The Jewish State) ออกมาเผยแพร่ในปี ค.ศ. ๑๘๙๖ และสร้างความฮือฮาขึ้นมาไม่น้อย
ในหมู่ชาวยิวทั้งหลาย ในช่วงระยะที่ว่านี้นี่แหละที่ร่องรอยของ “งูศักดิ์สิทธิ์” ที่จะเลื้อยไปยังภูเขาไซออน
ก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมารางๆ เมื่อบรรดาเครือข่ายชาวยิวทั้งหลายรวมทั้ง
ตระกูลรอทไชลด์ ได้พร้อมใจกันสนับสนุนให้บุคคลผู้นี้เปิดเผยตัวเองออกมาอย่างเป็นทางการในฐานะ
”ประธานขบวนการไซออนนิสต์”… โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนในอันที่จะก่อตั้ง“ประเทศยิว”
ขึ้นมาอีกครั้งบนโลกใบนี้….!!!


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-20.htm#5713




http://www.redicecreations.com/article.php?id=1620

The Power of the Rothschilds
Co-Masters of the World --The Media

Eustice Mullins has published his research in his book Who Owns the TV Networks showing that
the Rothschilds have control of all three U.S. Networks, plus other aspects of the recording
and mass media industry.
It can be added that they control Reuters too. From other sources it appears CNN,
which began as an independent challenge to the Jewish Network monopoly, ran into repeated trickery,
and ended up part of the system. Money from B.C.C.I.,
(B.C.C.I. has been one of the New World Orders financial systems for doing its dirty business
such as controlling Congressmen, and is involved with INSLA, the Iran-Contra Scandal, Centrust,
and other recent scandals)
which has tainted so many aspects of public power in the U.S.
has also been behind CNN. Perhaps nothing dominates the life of some Americans as does the television.
Americans sit themselves before the television set and simply absorb what it projects to them.
On a day to day basis the biggest way the Rothschilds touch the lives of Americans are
the three major networks which are under Rothschild direction. To illustrate this we will examine
who run the networks. This list is not current, and no attempt was to provide that.
The length of writing a book insures that some material will be dated anyway.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=90&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


I think that the most interesting piece of information that Commander Carr
uncovered in this book is a speech given by the German Jewish goldsmith Mayer Amschel Bauer,
who changed his name to Rothschild and founded the infamous international banking family
of the same name.
This speech by Bauer/Rothschild, found in Chapter 3 entitled
"The Men who caused the French Revolution, 1789," is undoubtedly the modern-day origin of
the infamous "Protocols of the Learned Elders of Zion."


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=609&forum=6&page=3&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.prachatai.com/journal/2007/06/13222

บรรยากาศงานรำลึกวันชาติ 24 มิ.ย. ลานปักหมุดประชาธิปไตยเหงา


Mon, 2007-06-25 00:14


ประชาไท - 25 มิ.ย.50 ย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน กลุ่มองค์กรภาคประชาชน อาทิ กลุ่มเพื่อประชาชน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาประชาชน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
เครือข่ายสลัม 4 ภาค มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย
และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พร้อมใจจัดงาน
ครบรอบ 75 ปี การอภิวัฒน์ไทย 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า
เพื่อตอบย้ำวันสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนไทยทุกคน


"วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"
นี่คือข้อความที่ปรากฏให้เห็นบนแผ่นทองเหลืองซึ่งถูกฝังอยู่บนลานพระบรมรูปทรงม้าในวันนี้
ณ จุดที่พลเอกพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ประกาศชัยชนะของการอภิวัฒน์สังคมไทย
อันเป็นการเริ่มต้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหลักประกันซึ่ง
สิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพของประชาชนตั้งแต่เมื่อปี 2475 จนถึงปัจจุบัน

บรรยากาศยามเช้าของงานรำลึกจากการสังเกตการณ์ของประชาไท มีผู้ทยอยเข้าร่วมตั้งแต่ตี 5
และเริ่มหนาตามากขึ้นในช่วงฟ้าสาง สำหรับวันที่ 24 มิ.ย. เคยเป็นวันชาติไทย
ซึ่งเป็นวันประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ต่อมา ในปี พ.ศ. 2503 ทางราชการ
ได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระประมุขแห่งชาติเป็นวันชาติแทน


"ลูกหลานไม่รู้เลยว่าวันที่ 24 มิถุนายน คือวันชาติที่ราษฎรได้มีสิทธิมีเสียง มี
ความเสมอภาคเท่าเทียมคนทั้งหลาย" นายเดช พุ่มคชา นักพัฒนาอาวุโส
กล่าวถึงความสำคัญกับวันที่ 24 มิถุนายน


นายเดช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรามีประชาธิปไตย ที่เป็นเพียงแค่หมุด มีเพียงหลักฐานเชิงสัญลักษณ์
แต่สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพอย่างเท่าเทียมที่รัฐควรทำให้เกิดขึ้น-ไม่เคยมี
ดังนั้นคนที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้คือประชาชนซึ่งจะเป็นผู้สืบสานเจตนารมณ์ของคณะราษฎร
โดยการเผยแพร่ ชักชวนให้หลักทั้ง
6 ประการให้เป็นจริง และเป็นของพี่น้องประชาชน



กิจกรรมวันนี้เริ่มต้นท่ามกลางบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนด้วยพิธีกรรมสืบชะตา 24 มิถุนายน ประชาธิปไตย
โดยการจุดเทียนหลัก6ประการ และผู้ร่วมงานได้ร่วมจุดเทียนล้อมรอบหมุดจารึกข้อความประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ผู้เป็นตัวแทนจุดเทียนหลัก 6 ประการทั้งหกท่านก็ได้แถลงคำประกาศคณะราษฎร 6 ประการ
ซึ่งได้เคยมีการประกาศในวันนี้เมื่อ 75 ปีที่แล้ว โดย นายสมศักดิ์ โกสัยสุข เลขาธิการศูนย์ประสานงานกรรมกรแห่งชาติ
ประกาศหลักประการแรก คือ "การดำรงไว้ซึ่งเอกราชทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในทางการเมือง ศาล และเศรษฐกิจ
ตามเจตจำนงของคณะราษฎร"
หลักประการที่ 2 เรื่องความปลอดภัย นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานมูลนิธิสุขภาพไทย
ได้กล่าวถึงการประทุษร้ายและก่ออาชญากรรมโดยภาครัฐและนายทุนเพื่อแย่งชิงทรัพยากรโดยอ้างการพัฒนาในปัจจุบัน



นางรสนา ยังได้เสนอการอภิวัฒน์ทางศาสนาเพื่อลดการประทุษร้ายต่อกัน และการอภิวัฒน์เศรษฐกิจเพื่อกระจายทรัพยากร
ให้กับประชาชน ส่วนในหลักประการที่
3 ดร.สุธี ประศาสนเศรษฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวว่าเมื่อ 75 ปีที่แล้วคณะราษฎรประกาศที่จะ "อำนวยความสุขให้ราษฎรโดยการวางแผนเศรษฐกิจ
เพื่อลดการเบียดเบียนระหว่างกลุ่มชน"
ส่วน นายเดช พุ่มคชา ประกาศหลักประการที่ 4 เกี่ยวกับ
"สิทธิความเสมอภาคของราษฎร" หลักต่อมาหลักประการที่ 5 เสรีภาพประกาศโดย สมณะจัทนเสฎโฐ
ส่วนหลักประการสุดท้าย คือ การให้การศึกษาแก่ราษฎร ที่ นางรัชนี ธงไชย ประธานเครือข่าย
การศึกษาทางเลือกเป็นผู้แถลง




จากนั้นเป็นการปาฐกถาโดย นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ราษฎรอาวุโส ในหัวข้อ "ไปให้ไกลกว่าประชาธิปไตยเลือกตั้ง"
ต่อด้วยการอ่านคำประกาศจากองค์กรภาคประชาชน โดย นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย คณะกรรมการสมานฉันท์
แรงงานไทย (คสรท.) เป็นตัวแทนกลุ่มแรงงาน นายกิจ ผ่องภักดิ์ ผู้แทนในกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จ.เพชรบุรี
เป็นตัวแทนกลุ่มชาวนา และ นายภัทรดนัย จงเกื้อ เป็นตัวแทนจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)


"หลัก 6 ประการนี้ ฝากไว้กับประชาชนทุกคนที่จะหันมาทบทวน ไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งที่รัฐหยิบยื่นให้แต่ทุกอย่างล้วนเกิดจาก
การร่วมมือร่วมใจกันเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชน ที่จะรักษาเจตนารมณ์ที่ดีของคณะราษฎรสืบต่อไป"
นางสาววิไลวรรณกล่าว


ด้านนายกิจ กล่าวตอกย้ำในประเด็นเดียวกันว่า ไม่คาดหวังต่อการทำงานของรัฐหรือของนักการเมือง
เพราะชาวนาต้องเป็นผู้ช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอดและการพัฒนาของรัฐที่ผ่านมานั้นทำให้เกิดความยากจน
ครอบครัวต้องแตกสลาย สังคมเกิดการแบ่งชนชั้นให้ชาวนา ให้คนจนกลายเป็นคนรากหญ้าที่ไม่มีสิทธิมีเสียง
แม้แต่การต่อสู้บนท้องถนน การพัฒนาไม่ได้ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างที่คณะราษฎรเคยประกาศ มีแต่เพียง
คนมีอำนาจเพียงไม่กี่ตระกูลเป็นผู้ได้ประโยชน์ ดังนั้นจึงขอยืนหยัดการปกป้องประชาธิปไตยด้วยมือของประชาชนเอง


ส่วนนายภัทรดนัย ได้ออกมาแสดงจุดยืนขอ งสนนท.ที่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญภายใต้การปกครองของรัฐบาล
ที่มาจากการรัฐประหาร ประกาศเจตนารมณ์ทวงคืนรัฐธรรมนูญปี
40 โดยเชิญชวนให้ผู้มาร่วมงาน
ไปร่วมลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ในวันที่ 19 สิงหาคมที่จะถึงนี้

หลังจบการอ่านคำประกาศ ผู้ร่วมงานร่วมวางดอกไม้เชิดชูเกียรติแด่วีระชนผู้เสียสละลงบนหมุดทองเหลืองอย่างสงบ
พร้อมปิดท้ายกิจกรรมการหวนรำลึกถึงวันแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ด้วย เสียงขลุ่ยจาก ศรีไพร เมฆาลัย กวีเมืองเพชร
ผู้ขึ้นเวทีพร้อมด้วยขลุ่ย


http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=2290004&Itemid=37

ส.ศิวรักษ์ แถลงการณ์หน้าหมุดคณะราษฎรแนะวิกฤตินำสู่การปฏิรูปการเมืองใหม่

เขียนโดย ประชาไท


เมื่อ 16 ก.ย. 2551 เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม
กลุ่มคนจำนวนประมาณ 30 คน ซึ่งประกอบด้วยประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน
ในนาม “กลุ่มเครือข่ายประชาชนผู้รักสันติ” ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมท่ามกลางสายฝน เพื่อสร้างพลังสันติในจิตใจ
และแสดงเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านการเมืองอย่างสันติ


ในส่วนของกิจกรรมนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ได้อ่านแถลงการณ์
"กลับวิกฤติให้เป็นโอกาส" ณ บริเวณหมุดคณะราษฎร โดยมีเนื้อหาระบุให้ทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
รัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเปลี่ยนผ่านการเมืองไทย
โดยไม่ใช่ความรุนแรง อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองใหม่โดยใช้วิกฤติทางการเมืองให้เป็นโอกาส
เพื่อทำลายโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ยุติธรรม


"นี่เป็นความหวังที่อาจเป็นจริงได้ และนี่จะสำคัญยิ่งกว่าการจัดตั้งรัฐบาลระดับชาติไหนๆ
การเมืองใหม่ต้องไม่ออกมาจากความคิดของคนบางคนเท่านั้น การเมืองใหม่ต้องกลับไปหาฐานราก
ทางภูมิปัญญาอย่างดั้งเดิมของเขา" ปัญญาชนสยามกล่าวถึงแนวคิดต่อการเมืองใหม่


ส.ศิวรักษ์ ยังได้ยกตัวอย่างถึงการเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ภายใต้แนวคิดของ ปรีดี พนมยงค์
ว่าไม่เพียงต้องการความเสมอภาคในทางกฎหมาย
แต่ยังมุ่งไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและ
วัฒนธรรม ผ่านทางประกาศคณะราษฎร 6 ประการ
ซึ่งแม้ที่ช่วงระยะเวลาผ่านมาจะถูกละเลยไป แต่ในช่วงวิกฤตการเช่นนี้ หลักทั้งหกข้อ
สามารถนำกลับมาใช้ให้เหมาะกับยุคสมัยได้


ทั้งนี้ ภายหลังจบแถลง ส.ศิวรักษ์ ได้ทำการจุดเทียนแห่งปัญญา และผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกัน
ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่จะพากันเดินเท้าไปยัง
วัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อทำพิธีสวดภาวนาและแผ่เมตตาให้ชาติเกิดความสงบในอุโบสถวัดวัดเบญจมบพิตรฯ
หลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ



Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 25, 2010 4:14 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=96&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.grailcode.net/

http://en.wikipedia.org/wiki/Solar_eclipse_of_August_11,_1999





THE AUGUST 1999 SOLAR ECLIPSE CONNECTION TO KING ARTHUR AND THE MYSTICAL 11:11






In the year 1999 after Seven full months From the sky will come the Great King of Terror
who will bring back the Great King of Angolmois Before and after this, shall Mars reign supreme


-Nostradamus Century 10 Quatrain 72

New Age speakers and metaphysical authors of late have been telling their ignorant
sheep to look for and meditate on the numerical
phenomena of 11:11. One of these self-inflated sages who goes by the solar name Solara
informs us that "11:11 has long been our preordained signal that our time of earthly
completion is near. There is no turning back as it is our key to unlock the portal of Ascension.
As the 11:11 is activated, the seventh star is made manifest and the Dove returns.
What we are called to do is quickly take our positions within the Body of the Dove.
This must be done in a state of full surrender and total commitment to the One.
For we are being called to serve a far greater purpose than any of us could achieve on our own.
This is deeper, more vast and more profound than anything we can yet imagine."

As you can clearly determine by her own words, something very cult-like and strange is going on
in the New Age world. They are fully expecting 'The One' to arrive shortly after the year 2012,
of whom they are to willingly surrender themselves, without hesitation, to join him in whatever
he does no matter the sacrifice or cost. The code 11:11 in their own words is to awaken them
as it is an Ascension number, and his Ascension number, and they already see themselves
as joining into his body, which interestingly enough, is represented by the Dove,
the symbol of peace, the same symbol for the Holy Spirit which was present at Christ's Baptism.
Now, to the Satanist, 11:11 is coded language to convey the 'Age of Aquarius,'
an astrological term representative of the time when the entire world will be
under the Antichrist's rule and subjection. To the new spiritulist 'seeker' movement on
the internet, 11:11 is a point of synchronicity that will unite the planet.
Perhaps all of this New Age musing and cultish prophecy is to make cult-like members of believers in
a New World Order now, based on one-worldism, and for the 2012 Antichrist 'One' to come.
Clearly 11:11 is connected to the beginning of the so-called New Age to come,
yet being that it is ultimately connected to Satan and his"Once and Future" Antichrist,
it is more than likely the Occult the esoteric 11:11 also has something to do with the distant past.

It is believed that the nine original Knights Templar, carriers of Cainitic lineage in league with Satan,
were formed in the year 1111 AD, yet the origins of the number travel much further back in time to
the very Beginning. At some point after the Creation, when all was yet perfect even as Lucifer
was still perfect, and before the ruination of earth (after the Fall of Lucifer), this annointed Cherub
was befit with a Messianic role and seated in the highest of Heavenly offices called the Morning Star.
As such, Lucifer was 'the Light of the World,' a 'god' of light, (as Freemasonry and
other secret societies worship him as the Lightbearer still).
We also know that Christ likewise
held this office, as Morning Star, and that these two Suns of God goverened over all of Creation,
namely over the Earth and its pre-adamic inhabitants. They were as the 'Tree of Life' to that first world,
healers of the nations; the Twin Towers of God, represented as Two Towers in the ancient Tarot,
each having the Kabbalistic master number of 11, the number of the Aquarian Messiah.


According to this thinking, since 11-11 is the splitting of Heavenly forces, in effect representing
the cosmic duality, the principal forces of good and evil in complete disharmony and chaos.
The number 22 therefore represented their once-bound unison and perfect harmony and this is why,
for example, the Hebrew language of God was founded using 22 letters, the Kaballah and
its Sefiroth Tree of Life are connected upon 22 paths, 22 cards exist in the Major Arcana of the Tarot, etc.
Interestingly, people sensitive to the paranormal and those deep into the New Age enigma around
the world are seemingly having strange visions of dual Suns in the sky, and all connected to 11:11.
Ancient Sumerian, Egyptian, and Aztec myth speak to us of similar accounts of twin heavenly brothers,
Enki and Enlil, Xbalanque and Hunahpu, Seth and Osiris, yet as most ancient cultural myths inform us,
somewhere in the dateless past, one of them became evil.

When Prince William is finally given the title 'Prince of Wales,' he will in fact be the 22nd
person to have been born into such prestige. In the book, The Templar Revelation
by Clive Prince, he reminds us that "There is a good reason for the emphasis on eleven and
twenty-twos: these numbers are both "Master numbers" within the Occult work.
They are particularly significant in Cabalistic studies."

The Necronomicon refers to the spirit of Antichrist rising up from its ancient abyss to possess
the one who would become his Son and reign as a World King. 11:11 therefore represents
the coming Antichrist and his ascension. That said, perhaps the actual interpretation of the Quatrain
about a King of Terror coming from the sky above, bringing forth the "King of Angolmois"
from below was too easily overlooked. While everyone at that time searched for the most obvious thing
falling from the sky in July 1999, perhaps it was actually a more subtle event going on with the Sun
and its effect on earth which should have been investigated. This fourth Stargate opened on
the morning of August 11, 1999 at precisely 11:11 am [GMT; London time] in the already
blackening skies over England,
when a dark shadow from the 'last Total Solar Eclipse
of the Millennium' first cast itself upon earth over Tintagel, Cornwall in England.
Now, this would mean very little to anyone if it weren't for a few things. First, the Solar Eclipse itself
is a powerfully wrought and ancient occult portent relating directly to the omen of Satan's Antichrist.
Second, 11:11 is Satanic numberology relating directly to Antichrist himself.
Third, and perhaps most interesting of all is where this shadow of the Eclipse was first cast
upon earth that morning of August 11th, at Tintagel, birthplace of King Arthur, at precisely 11:11am GMT.

Consider also the Grand Cross Alignment appearing exactly one week later on August 18 1999
in the skies over Britain within the astrological signs of the Lion, Eagle, Bull, and Aquarius/Man.
Take careful notice, as those are the same four (1+1+1+1) Holy Beasts of Revelation (see Rev. 4:7),
pre-cursors to the four horseman of the Apocalypse, who pour out Hell on earth.
The actual Cross shape itself formed was an equal sided 'Celtic Cross,' the Solar Cross of Britain
at the time of King Arthur and found everywhere throughout the ancient British isles.
Many in the occult attribute this cross to not being a Christian symbol at all, yet a very ancient pagan
rune of their Sun God. Others have likened Grand Cross Alignment to an imperfect 'crooked cross'
or Solar Swastika, therefore relating it to the Antichrist. The reference to Mars reigning supreme
before and after the 1999 event alludes to the fact that in both 1988 and 2003,
Mars was closer to earth than ever before in modern history. In the occult, Mars being so near
represents a sign of great change about to take place, catastrophe, upheaval, war,
and in the ancient world, the Devil himself. Mars being this close is said to signal the time of Satan
and his Antichrist King being chosen. Evidence is virtually everywhere, if you know where to look,
and all signs point to centuries of British involvement being intertwined with the spirit world,
hastening the end of the current age (Christ's Age of Pisces), to be replaced supernaturally by
a new age (Satan's Age of Aquarius), and more than any other place in all of Britain,

is (Arthur's Avalon) Glastonbury constantly referenced as being that place from which
the entire world is to be transformed. This fact, is even seen built into the English countryside itself,
a puzzle unlocked by various methods of science, not least of which extends even beyond Britain,
beyond earth. Recent research into the 19.5 degree/Mars connection relating to
the planet Mars and its area known as Cydonia seems to reflect back to the same areas of Britain
where time and again, history meets the paranormal, as if some strange and
otherworldly involvement had its hand in all of this from the very beginning.
As such from Avalon to Avebury, all have their time & place.

In summary, the 11:11 synchronicity and the 1999 Total Solar Eclipse corresponding with it,
as well as casting its first solar shadow upon King Arthur's ancient birthplace,
connected to a celestial Celtic Cross, both above and below, linked to the Antichrist King of Revelation
as well as a Nostradamian future Antichrist King enigmatically called Angolmois, heralded by Mars
(the Devil) must mean something, and it does. Occult author and practicing Dianic New Age witch
Kathy Doore, stated "The August 1999 Cross in the heavens will form the Hebraic Tau which is
the emblem of the Initiate who has triumphed over death. It also signifies the 22nd and last letter of
the Hebrew alphabet denoting the end and perfection of the Kabbalistic Great Work,
as well as the soon rebuilding of the Third Jewish Temple in Jerusalem, and the return of a Grail King
to oversee the world's own anscension to the Godhood.

In addition, the Grand Cross Alignment corresponds directly with the Tribes of Israel,
the British people themselves, who have the Royal Blood of the Ancient Hebrew Kings.
" Therefore taking all of these epic signs into account, the stunning celestial events of
August 11, 1999 were many and clearly meant to be noticed by our generation and taken as a warning,
leaving no more question as to the meaning behind the now infamous Quatrain above about
'the Great King of Terror' whose planet is represented by Mars (Satan) who comes to
bring back the spirit of "King Angolmois," other than who or what is the Angolmois?
To the Occult mindset, Satan is the Sun God; Diana is the Moon Goddess, and their tantric union
is represented by the symbol of the Baphomet, yet also by the symbol of the Solar Eclipse
which symbolizes the Antichrist Child, that Once and Future King who according to the prophet
Nostradamus is to be born under the Astrological sign of Cancer with Mars active and Sagittarius rising.

KING ANGOLMOIS = ANGLO [KING] + LION + SANG + SOLOMON
The British King Descendant [supposedy] of the Bloodline of Solomon





When the Eclipse of the Sun will then be The Beast's Omen will be seen
in the daylight One will interpret it much different from the rest High price
unguarded: many are ill-prepared for it.

Nostradamus Century III Quatrain 34

The sign of this transition will be the astro[logical] Star of Bethlehem,
which contains three "mystic rectangles", a Star of David, a Seal of Solomon,
a Grand Sextile, superimposed upon another to form three sets
of six (666) with a "Grand Cross."

http://www.seekgod.ca/myths.htm

Behold the Radiant Child of the Two! Bright Space, Son of Dark Space
Who emerges from the Depths of the Great Dark Waters!
He shines forth as the Sun - He is the blazing Voice, Dragon of Wisdom!

HP Blavatsky: Stanzas of Dyzan





Eclipses/events in Diana/William's Life/Death

Prince Charles and Diana married July 29, 1981: Solar Eclipse
Prince William born at St. Mary's June 21, 1982: Solar Eclipse
Prince Charles and Diana announce divorce Dec. 9, 1992: Lunar Eclipse
Princess Diana killed in suspect crash August 31, 1997: Next day Solar Eclipse
The King Arthur Solar Eclipse: Last Solar Eclipse of the Millennium: August 11, 1999




ARTHUR 11:11 | ARTHUR'S ECLIPSE AND 11:11 | ATHENA'S WEB~ECLIPSE 99 | STARGATE 11:11 | SOLAR ECLIPSE | HAPPEN | PRINCE WILLIAM | NEW AGE MERLIN | THE 11:11 OCTAVE MATRIX | THE 11 SOLAR GATES | ARK OF THE COVENANT 11:11

This Solar Eclipse on August 11, 1999 at 11:11am over Tintangel, England was considered
by many in the occult to be the literal "seeding moment" for the spiritual [re]birth of the
"New Aquarian Messiah" (what us Christians call the Antichrist). According to one new age author,
this event "is the representative or rebirth of the Arthurian archetype,
an old Avatar for a New Age."

How fitting is that description, because according to their modern neo-prophets,
the rising of Arcturus represents the cosmic return of King Arthur. Furthermore, many in their ranks
agree that the most startling piece of evidence relating the Solar Eclipse of August 11, 1999 to
King Arthur is that his star of Arcturus rose precisely to its highest point during mid-eclipse.
(Arcturus is also known as the Star(s) of Satan [see 7th paragraph here].) Revelation 9:11 makes very clear '
...they had a king over them, which is the Angel of the Abyss, whose name in the Hebrew tongue is
Abaddon but in the Greek tongue hath his name Apollyon (the Destroyer),' and no wonder,
for September 11, 2001 was a Satanic calling card and portal leading us down a short path towards
a final countdown ending in Antichrist and Armageddon. To occultists, the King to return is Thoth,
the etherial King of Atlantis, bringing with him the Emerald Tablets to change thru metaphysical alchemy,
men into gods, heralding a new enlightenment for mankind. Important to modern Freemasons are
the rites and rituals of the star Sirius for it is represented in the symbol of the blazing star
who came from the heavens to enlighten mankind. This same 'star' was earlier depicted as Horus,
the 'Conquering Child King' or starchild who, according to occult and Masonic belief,
shall yet speak thru and embody one man, one King, who will rule and reign and be seen as
the great restorer of the nations.

In Masonic writings, the constellation Orion is also very important and sacred, representing the
"Return of a Conquering Messiah," just as it was for the ancient Egyptians.
The Egyptians believing that their great dying King Pharaoh 'being possessed of the Sun' had
ascended to the stars to be reborn in the future.
Prince William has also recently been connected to the Demon Star Angol.
The now obvious omen that occurred on August 11th 1999, took place on the 222nd day of the year
and exactly 144 days before the year 2000. Nine months after this 11th day of August 1999 came
May 5 2000 when nearly all the planets of our solar system were perfectly aligned all in a row
behind the Sun. This portent combined with the 9/11:11 symbology and its own connections to
the Eclipse was ultimately to send a powerful message to Satanists telling them their long awaited
Aquarian Age has finally arrived and their ancient British God-King had been spiritually reborn.
Eleven months after the August 11, 1999 Arthurian Solar Eclipse brought the eclipse of July 1 2000,
on what should have been the 39th birthday of Princess Diana. One year and one month
after the alignment of the planets on May 5th 2000, was the Druid Summer Solstice on June 21 2001,
Prince William's day of birth. On that same day there was a rather unique Solar Eclipse over Africa
with a unusually bright corona. Coincidentally enough, Prince William was visiting Africa
at the time completing a three-month 'gap year' there, yet something just as interesting occurred
a few months earlier when Prince William was in Chile, the dark shadow of another eclipse blighted
the landscape there, as well. In addition to these events on June 21 2001, there were also a number of
giant solar flares striking the earth as well as a comet called Linear C/2001 A2 burning through the sky,
all on the same day, while those Druids and others back in England continued to worship
at Stonehenge on into the night.

Exactly one year later, on June 21, 2002 saw a day very much like the 1999 King Arthur Solar Eclipse,
with Mars [Red Dragon] shining unusually bright in the sky, it reportedly being closer to earth
that it had been in thousands of years, shining from the constellation of the Sword, yet June 21, 2002
is perhaps more infamous for being the day when Nostradamus predicted a new King would arise
in stature, who would later lead the world in global peace, and that a unexpected star falling would
herald this event. Strangely enough, it was reported precisely on June 21, 2002 that a 'killer asteroid'
just missed our planet, coming within 1/3 of the distance between earth and the moon.
Scientists admitted that had it struck earth, we would already be living in a very different world already.
Again, all these strange events happen directly on or around Prince William's day of birth, this notable
future King of our time. His day of birth is one of the most important and certainly most celebrated,
holidays in the Satanic/Pagan calendar. As we steadily approach the Occult banner year of 2012-2013,
we shall see all manner of strange signs and events relating to the coming Antichrist,
yet of these most recent occurrences which transpired, it could not be any clearer that even now,
the Beast already lives among us.

Yet another sign in the heavens that did prove disastrous was the 1997 Comet Hale-Bop
as it seemingly cut right through the constellation of Cassiopeia (the Queen). In ancient times,
comets were always known to spell doom for a certain Royal or Royal family living on the earth
at the time of its sighting, not just in Europe, yet in Egypt, China, and most of the ancient world.
In China, comets were even known as "broom-stars" for the way they were said to 'sweep away'
the ruling family or emperor of the time. In 1997, as Hale-Bop silently burned through Cassiopeia,
an omen which seemed to spell death for a Queen, Princess Diana was killed in Paris.
There is so much overwhelming esoteric meaning all relating to this unique mother (Diana/Moon Goddess)
as well as her first son (William/Sun God) within the writings of Occultists, like Aliester Crowley,
who penned "Moonchild" years before even Princess Diana was born, and yet it is so utterly prophetic.
With the surviving Sun-Child remembered against the template of the Moon-Mother, it can be easily seen
how and why the Antichrist symbol is both of the Sun, and the Black Sun (Eclipsed Sun).
More recently, some in the Occult have even added on to the Eclipse symbology, displayed around it
a circular Serpent eating its own tail, known as the Ouroboros. Occultists seen it as a symbol of renewal.
Satanists see it as sign of their Messiah, yet its very real scientific interpretation is related to the Milky Way
galaxy keeping a great time cycle that ends in catastrophic change at the point where the serpentine
galaxy devours itself, which many ancient cultures attribute to be a death of this present age making way
for the next. Another related Occult symbol, the Suntelia Aion, gives hope for a New Age rising
out of the old, and depicts our Sun rising out of the mouth of the Ouroboros, which is to occur precisely
on the Winter Solstice (December 21st) 2012 at 11:11-11:18 AM GMT. More importantly,
whatever disasters would have befallen the earth by 2012 and after, the planet will be forced to
rebuild those nations, a three year period of time I call earth's Great Reconstruction from 2012-2015
with 2015 possibly being the start of the Tribulation period.




I. The Years Leading Up to the Seven Year Tribulation Under the Antichrist-King
a. Increased Falling Away from Christianity as New Age/Luciferian Religions Rise
b.
Global Warming Affects Weather Patterns Causing Weather Related Disasters
c.
Dramatic Increase in Earthquakes, Floods, Drought, Disease Strains, and War
d.
A Seven Year Peace Treaty is Accomplished for Israel; Broken within a Month

II. The Epic Disaster Which Forces the World to Change Under the "Great Work"
a. A Comet Devastates Much of the U.S. While Other Disasters Plague Globally
b.
The Russia-Iran Alliance (Gog/Magog) Attempts to Invade Israel; "World War III"
c.
Raptured Souls Counted Among the Millions of "Missing Persons" Worldwide
d.
Without America, the European Union Ascends to Global Police/Power Status

III. The People Begin to Rebuild; A Global Tax and Reconstruction Period is Enacted
a. Israel Turns to its National Religious Roots, Recognizing God; Temple Rebuilt
b.
Strange Angelic Beings, False Teachers, and a "Raiser of Global Taxes" Arise
c.
The Antichrist is Crowned King in England, His Global Power Greatly Increased
d.
Antichrist reconfirms the Peace Treaty between Israel and its Arab Neighbors
e.
After Many False Signs and Miracles, Antichrist Accepted as Israel's Messiah
f.
Three Years of Relative Global Peace; Solar Mark of the Beast; World Prospers

IV. 3 1/2 Years into the Reign of Antichrist, the Peace Covenant w/ Israel is Broken
a. The Antichrist is Assassinated yet Ressurrects in 40 hours Stunning World
b.
In One Day European Armies Under the Antichrist Conquer and Take Jerusalem
c.
Lucifer within Antichrist Enters the Third Temple and Claims to be God Himself
d.
The Two Witnesses who were Killed by Antichrist Suddenly Ascend into Heaven

V. The Great Tribulation Period Begins; Earth's Last Forty-Two Months of Great Evil
a. God Pours Out His Great Wrath Upon the Wickedness of Earth in 7 Final Stages
b.
News of Invasion from the North (Russia) and East (China) Troubles Antichrist
c.
Antichrist Plans a Final War with the Worlds Armies in the Valley of Megiddo
d.
Christ Returns; Antichrist is Defeated; Israel Finally Accepts its True Messiah

VI. The Seventh Millennial Period; 1000 Years of Sabbath Rest; The Earth at Peace
a. The Third Temple is Cleansed; Millennial Reign of Christ from Jerusalem Begins
b.
Entire Planet at Rest; Earth is Taught of God by Christ Himself; A True 'New Age'
c.
The Final and Last War Waged by GogMagog/Satan is Put Down by God Himself

VII. Age of Man's Testing Finally Ended; A New Heaven Descends upon a New Earth
a. The Great White Throne Judgment as God and Christ Judge Every Created Soul
b.
The Faithful Enter the Kingdom of God; The Damned are Cast into Hell with Satan
c.
A New Heaven Descends Upon a New Earth and The Trinity Dwells with Mankind


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 25, 2010 4:34 pm

http://www.posttoday.com/breakingnews.php?id=82027

เจ้าชายวิลเลี่ยมค้างคืนริมถนน

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552 13:24

ในสภาพอากาศหนาวติบลบ 4 องศา หลังเข้าใจหัวอกคนไร้บ้าน

เจ้าชายวิลเลียม แห่งราชวงศ์อังกฤษ ประทับค้างคืนริมถนน กรุงลอนดอน ในสภาพอากาศหนาวติดลบ
4 องศาเซลเซียส เพื่อให้เข้าใจหัวอกคนไร้บ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในงานการกุศล ขององค์กรเซ็นเตอร์พอยท์
ที่ช่วยเหลือคนไร้บ้าน องค์กรการกุศลเซ็นเตอร์พอยท์ ช่วยเหลือคนไร้บ้าน ได้เผยแพร่ภาพของเจ้าชายวิลเลียม
รัชทายาทอันดับ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ กับนายเซยี โอบากิน ผู้บริหารขององค์กรเซ็นเตอร์พอยท์
ซึ่งพระองค์ได้ประทับค้างคืน อยู่ข้างถนนในกรุงลอนดอน 1 คืน ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ
เพื่อต้องการให้ตระหนักถึงปัญหาคนไร้บ้า นอกจากนี้ องค์กรการกุศลเซ็นเตอร์พอยท์ ระบุว่า
พระองค์ต้องนอนบนกล่องกระดาษ ภายในซอยใกล้กับแม่น้ำเทมส์ ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวติดลบ
ถึง 4 องศา เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานของพระองค์ในการช่วยเหลือองค์กรดังกล่าว
ในการช่วย เหลือคนไร้บ้าน ขณะที่เจ้าวิลเลียม ตรัสว่า พระองค์ไม่สามารถจินตนาการได้ว่า
การนอนในสภาพอากาศเลวร้ายทุกคืนนั้นจะเป็นอย่างไร



"เจ้าชายวิลเลียม"ประทับค้างคืนริมถนนกลางลอนดอน

11 มค. 2553



บริเวณริมถนนใต้สะพานแบล็กไฟร์อาร์

ในกรุงลอนดอน ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ อุณหภูมิติดลบถึง 4 องศาเซลเซียส ผู้คนละแวกนั้น ต่างแปลกใจ
ที่เห็นหนึ่งในกลุ่มคนที่นอนอยู่ริมถนนนั้นคือ "เจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลําดับ 2 ของราชบัลลังก์อังกฤษ"
ทั้งนี้ "เซ็นเตอร์พอยต์" องค์การสาธารณกุศลเพื่อช่วยเหลือคนไร้ที่อยู่อาศัย เป็นผู้เผยเรื่องดังกล่าว

โดยระบุว่า เจ้าชายวิลเลียม ผู้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรแห่งนี้ ได้ทรงบรรทมกับพื้นถนนใกล้กับ
สะพานแบล็กไฟร์อาร์ ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งเพื่อรณรงค์ให้คนตระหนักถึงปัญหาคนไร้ที่อยู่อาศัย



เจ้าชายรูปงาม ตรัสว่า การที่ได้นอนค้างคืนริมถนน จะช่วยให้พระองค์เข้าใจถึงชะตากรรมที่คนไร้บ้านประสบ
และหาหนทางต่างๆ เพื่อช่วยคนเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น

"เราไม่สามารถลืมได้ หลังจากคืนเดียว เราไม่อยากแม้แต่จะจินตนา การว่ามันจะเป็นอย่าง
ไรที่ต้องนอนกับพื้นโดยไม่มีที่นอนกลางถนนในลอนดอนในแต่ละคืน
"
เจ้าชายรูปงามแห่งราชวงศ์วินเซอร์ตรัส

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=427442

ชาวออสเตรเลีย อยากได้เจ้าชายวิลเลี่ยมเป็นกษัตริย์

19 มค. 2553 10:06 น.

ผลสำรวจที่ทำให้กับสถานีโทรทัศน์ช่อง ITV นิวส์ของออสเตรเลียระบุว่า ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่คือ
ร้อยละ 58 มีความต้องการให้เจ้าชายวิลเลี่ยม พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ พระชนมายุ 27 พรรษาของ
เจ้าฟ้าชายชาร์ล องค์มกุฎราชกุมารอังกฤษ ผู้เป็นรัชทายาทอันดับ 2 ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอังกฤษ
แทนที่พระราชบิดา มีเพียงร้อยละ 30 ที่สนับสนุนเจ้าฟ้าชายชาร์ล

ผลสำรวจซึ่งมีขึ้นในขณะที่เจ้าชายวิลเลี่ยมเสด็จไปยังนครซิดนีย์เพื่อ การเยือนอย่างไม่เป็นทางการนาน 3 วัน
หลังเสร็จสิ้นการเยือนนิวซีแลนด์เมื่อวันอังคาร ยังพบด้วยว่ามีร้อยละ 63 ของสตรีออสเตรเลียที่กล่าวว่า
ต้องการเห็นเจ้าชายวิลเลี่ยมขึ้นครองราชย์ต่อจากองค์สมเด็จพระราชินีนารถอลิซาเบ็ธที่ 2
มีเพียงร้อยละ 28 ที่สนับสนุนเจ้าฟ้าชายชาร์ล

บรรดาสื่ออังกฤษพากันชื่นชมพระองค์ รวมทั้ง "เดอะ เดลี่ เทเลกราฟ"ซึ่งขนานนามพระองค์ว่า
"ปริ้นซ์ ชามมิ่ง" และว่านับเป็นหลักไมล์สำคัญอีกหลักหนึ่งของพระองค์ เพราะเป็นครั้งแรกที่
เจ้าชายวิลเลี่ยมเสด็จเยือนต่างประเทศ ในนามของสมเด็จพระราชินีนารถอลิซาเบ็ธที่ 2
สมเด็จพระอัยกีซึ่งมีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้ว

http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=86893

ชาวจิงโจ้-กีวีถวายการต้อนรับเจ้าชายวิลเลียมอบอุ่น

รายงานโดย :กุ้งนาง:

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553


การเสด็จเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ของเจ้าชายวิลเลียมแห่งราชวงศ์อังกฤษ
เพื่อเป็นตัวแทนพระองค์ของสมเด็จย่า สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนทั้งสองประเทศที่มาเฝ้ารับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น
เมืองส่วนใหญ่ที่พระองค์เสด็จไปเยือนได้ถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยนำพิธีแบบพื้นเมืองของ
ชาวอะบอริจินส์ในออสเตรเลีย และพิธีของชาวเมารีในนิวซีแลนด์มาใช้ด้วย ด้านเจ้าชายวิลเลียมเอง
ก็ดูจะประทับใจและไม่รีรอที่จะร่วมกิจกรรม และพิธีกรรมต่างๆ ที่ชาวเมืองจัดมาถวายพระองค์
ซึ่งก็เรียกคะแนนนิยมจากชาวเมืองจิงโจ้และชาวกีวีเพิ่มขึ้นได้อีกมาก เจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์
ทรงอยู่ในอันดับสันตติวงศ์ในอันดับ 2 ที่มีสิทธิจะขึ้นครองบัลลังก์อังกฤษต่อจากพระบิดา เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
การเสด็จเยือนประเทศในกลุ่มเครือจักรภพนับเป็นพระกรณียกิจสำคัญในฐานะที่ทรง เป็นเชื้อพระวงศ์ของอังกฤษ

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156099

ภาพหายาก! ควีนอังกฤษเสด็จนั่งรถไฟ

21 ธันวาคม 2552 16:26 น.


เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส


เดลิเมล์ - ภาพหญิงสูงวัยขณะะก้าวขึ้นรถไฟภาพนี้ ไม่ใช่ภาพของสุภาพสตรีทั่วๆ ไป
แต่เป็นสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งทรงซื้อตั๋วโดยสาร(ในราคาผู้สูงอายุ)
เดินทางออกนอกเมืองเพื่อเตรียมฉลองเทศกาลคริสมาต์กับพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นนอร์ฟอล์ก


แม้ไม่มีหมายกำหนดการประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ แต่ผู้โดยสารที่กระจัดกระจาย
อยู่ที่สถานีคิงครอสในกรุงลอนดอน กลับมาออกันที่ชานชลา 11บี เมื่อทราบว่า
หนึ่งในผู้โดยสารที่ตีตั๋วชั้นหนึ่งนั้น คือ พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งกำลังจะเสด็จแปรพระราชฐาน
ไปยังพระตำหนักแซนดริงแฮม ในช่วงคริสตมาส์นี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี(17) ที่ผ่านมา แอนดรูวส์ สมิธ ผู้โดยสารเที่ยวเดียวกัน
กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "เหลือเชื่อ ภรรยาผมคงไม่เชื่อผมแน่ๆ " ขณะที่นักเดินทางบางส่วน
รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เมื่อตำรวจปิดกั้นพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระองค์เพียง 5 นาที
ก่อนที่รถไฟจะออกเดินทาง

ประมุขแห่งอังกฤษมีข้าราชบริพารติดตามเพียงไม่กี่คนในการเสด็จครั้งนี้ ทรงประทับนั่งในตู้โดยสารที่มี 8 ที่นั่ง
โดยพระองค์ทรงพระองค์นั่งเคียงข้างองค์รักษ์ในห้องโดยสารที่มีบานประตูกั้น แยกจากที่นั่งห้องอื่นๆ
ทรงมีท่าทางผ่อนคลายอย่างเป็นที่สุด ขณะที่มีปฏิสันถารกับองค์รักษ์ ในการเดินทางบนขบนรถไฟ
เฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ไปยังสถานีคิงสลิน สถานีที่ใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮมที่สุด

และมีเพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้นที่ฝ่าด่านความปลอดภัยเข้าไปได้ เมื่อเด็กน้อยวิ่งไปตามทางเดิน
ขณะที่พ่อวิ่งไล่ตาม แต่เด็กน้อยก็ได้แต่เพียงชะเง้อหน้าขึ้นมองบานกระจกรถไฟ เขาตัวเล็กเกินไป
ที่จะเอื้อมกดปุ่มเปิดประตู อย่างไรก็ตาม เด็กชายได้รับรอยยิ้มสดใสจากสมเด็จพระราชินี
ผู้มีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้วในปีนี้

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานียืนยันว่า สมเด็จพระราชีนีอลิซาเบธที่ 2
และข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดได้จ่ายเงินซื้อตั๋วโดยสาร โดยราคาตั๋วไป-กลับ(ยังไม่ระบุเที่ยวกลับ)
สำหรับวันนั้น คือ 86 ปอนด์ (4,655 บาท)แต่เขากล่าวติดตลกว่า พระองค์จะทรงได้ประหยัดเงินมาก
เพราะซื้อตั๋วในราคาผู้สูงอายุได้และจากการซื้อตั๋วล่วงหน้า ทั้งนี้ ราคาตั๋วล่วงหน้าสำหรับรถไฟชั้นหนึ่ง
ในราคาลดแล้วอยู่ที่ 44.40 ปอนด์(2,403 บาท)

ทั้งนี้ หลังจากถึงสถานคิงสลิน เมื่อเวลา 12. 20 น. รถแรนโรเวอร์ก็มารถรับพระองค์ต่อไปยังซานดริงแฮม
การเดินทางครั้งนี้ พระองค์เสด็จเพียงลำพัง โดยดยุคแห่งเอดินเบอระ พระสวามี เสด็จเดินทางไปก่อนหน้านี้
สองสามวัน โฆษกของเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ระบุว่า พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษ
เหนือกว่าผู้โดยสารธรรมดาและพระองค์ก็ซื้อตั๋วล่วงหน้าด้วย

ด้านโฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เผยว่า พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระราชินีทรงเดินทาง
ด้วยโรถไฟสาธารณะอยู่บ่อยๆ

"เราต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่นความคุ้มค่าและความปลอดภัย และเราจะลองหากทุกอย่างเหมาะสม"

แน่นอนว่า สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ทรงมีสิทธิ์ใช้ขบวนรถไฟส่วนพระองค์ แต่การเดินทางแต่ละครั้ง
ต้องใช้ภาษีของประชาชนถึง 57,142 ปอนด์ (3,090,000 บาท)เลยทีเดียว







ทรงทอดพระเนตรออกมาจากหน้าต่างชั่วขณะก่อนออกเดินทาง



เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส

http://en.wikipedia.org/wiki/London_King%27s_Cross_railway_station

London King's Cross railway station





ถ้าจะแปลตรงๆ คือ สี่แยกของกษัตริย์
(หมายเหตุ : แต่อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ไม้กางเขน
คือ การกลับมาของพระเยซูครั้งที่สอง)


ชานชาลาที่ 11
ทำไมถึงต้องเดินเหยียบตัวเลข 11 ก่อนขึ้นรถไฟ
และทำไมต้องมี บี ต่อท้าย

ดูเหมือนกำลังทำพิธีแก้เคล็ด ข่มอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า!

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 26, 2010 10:50 am

http://www.numberman.net/12-21-2012-1111.html

12-21-2012 11:11

11:11, 1:11 and other 11's

I would like to start this article with a quote from 11-11-1755 A.D.

"Those who would give up essential Liberty, to purchase a little temporary Safety,
deserve neither Liberty nor Safety
." - BENJAMIN FRANKLIN, Pennsylvania Assembly

I encourage anyone whom loves their freedom to join the American Civil Liberties Union
so you can at least do something to protect the freedoms being stripped
away from each and every one of you. I'm a member and plan to donate on
a regular basis if it means someone is out there fighting to keep my
rights of Free Speech, Free Religion, and Free Press among other things.



In this article I'll cover a variety of things that revolve around the number 11.
This article is dedicated to the possibilities for those that see the
number 11:11 all the time and other numbers of the like.

Greek and Hebrew Gematria

Below is a process referred to as Gematria or in Greek Isopsephy. The most
famous use of Gematria is of course from this verse in Revelation.

Revelation 13:17 And no one could buy or sell anything without that mark,
which was either the name of the beast or the number representing his name.

Revelation 13:18 Wisdom is needed to understand this. Let the one who has understanding solve
the number of the beast, for it is the number of a man. His number is 666. – NLT

The idea behind it is numerical syncs such as 111,1111,911 are some form of
encoded message. Numbers of course seem meaningless unless we can
assign some form of meaning to them.

The Hebrew and Greek Biblical texts use a vocabulary with numerical
assignments on each letter. If you add up each letter you will have the
value of that word. You can refer to the chart values on the Gematria
Calculator pages.

As an example, you keep getting 111 all the time. The logical thing to do
is then look up the words that total 111. Maybe you will find some
personal meaning to those words that relate to that number.

The English language uses numerals such as 1,2,3 etc.. Therefore there is
no numerical assignment to each letter in this language. You will find
some web pages that are looking for 666 using some contrived numerical
assignment to each English letter such as A=1 and Z=26. Some change
those values to make persons names fit and have no logical sense to the
assignments. There is no real evidence that Gematria has any real use
or biblical connections so this is all hearsay by me and guess work
unless otherwise noted.



Earth = 11



The Greek word for Earth is Γη (Gamma/Eta)

Γ = 3

η = 8

Earth has a numeric value of 11 using Greek Gematria.



The Sun goes through an 11 Year Cycle of Activity


Source Link



The Jewish Temple
Eleven strands of goat skin were used for the Temple as instructed by Yahweh.

Ex 26:7 And thou shalt make curtains [of] goats' [hair] to be a covering upon the tabernacle:
eleven
curtains shalt thou make.

Ex 26:8 The length of one curtain [shall be] thirty cubits, and the breadth of one curtain four cubits:
and the eleven curtains [shall be all] of one measure.

Here is an ancient Jewish coin depicting the first Temple with the Ark of
the Covenant placed within the center of the four pillars.






Here is a link to more details about the Eleven curtains of the temple. Very intriguing and you should look it over.


11th Centered Tetrahedron using Hebrew Gematria

(More Gematria Speculation but interesting nonetheless)

יהוה Yahweh = 26 (God) , ישוע Yahshua = 386 (Christ), רוח הקדש Ruach ha' Kodesh = 623 (Holy Spirit)

Total Value = "1035"




Besides being the 11th Centered Tetrahedron, (2 × 11 +1)(11² + 11 + 3)/3 = 1035,
the figurate number 1035 is the 45th Triangle, (45² +45)/2 = 1035.

The sum of the factors of 1035 (3 × 3 × 5 × 23) is 34, the 4th points on
the surface of a tetrahedron (2 × n² +2).

Hebrew place values of Yahweh, Yahshua and Ruach ha'Kodesh total 162 (26 + 53 + 83),
a cube of triangles (3³ × 6).


Mayan Calendar

Some of you might be aware of the Mayan Calendar ending on this date at that time
during the winter equinox. I by no means follow the Mayans, but the number 11:11
for the Winter Solstice is intriguing.




12-21-2012 at 11:11 (111x11=1221)

They also had a numeric system that used only 3 symbols. A bar which had a value worth 5,
a dot which represented 1 and something that represented 0 which was usually a shell.
Here is a sample of some of their math.



(I made this 11:11 marking, not actual evidence of mayan 11:11- simply demonstrating the symbols used)
I also just noticed this about a D.C. license plate. Using a Mayan Chart that symbol results
in the numeral 13. I have no idea what it really symbolizes just that it reminded me of
the Mayan numeral system. See link below to compare.



Here is a detailed link showing a mayan mathematical chart.



Hebrew/Greek Gematria
This is simple hearsay by me - these Hebrew and Greek words calculate to the following values
but don't mean they have any truth.
The Remnant - ישאר (Yud/Shin/Aleph/Reish) (10+300+1+200 = 511)


Isaiah 11:11 And it shall come to pass in that day, that the Lord shall set his hand again
the second time to recover the Remnant of his people
, who shall be left, from Assyria,
and from Egypt, and from Pathros, and from Cush, and from Elam, and from Shinar,
and from Hamath, and from the islands of the sea.

Isaiah 11:16 And there shall be a highway for the Remnant of his people,
who shall be left, from Assyria; like it was for Israel in the day when he came up
out of the land of Egypt.








There is also another Hebrew word for Remnant called “Sheh-ay-Reeth
and it’s found in Isaiah 46:3 and has a numeric value of 911.

Isaiah 46:3 Hearken unto me, O house of Jacob, and all the Remnant of the house of Israel,
which are borne [by me] from the belly, which are carried from the womb:



Remnant - שארית (Shin/Aleph/Reish/Yud/Tav) (300+1+200+10+400= 911)


Iota ιωτα (Iota/Omega/Tau/Alpha) = 10+800+300+1 = 1111

Matt 5:18 For verily I say unto you, Till heaven and earth pass, one jot or
one tittle shall in no wise pass from the law, till all be fulfilled.

This is a Greek word meaning "the smallest amount". This is also the only time
this word occurs in which makes it even more unique as an 1111 value.


Rev 2:13 I know thy works, and where thou dwellest, [even] where Satan's seat [is]:
and thou holdest fast my name, and hast not denied my faith, even in those days
wherein Antipas [was] my faithful martyr, who was slain among you, where Satan dwelleth.

My name - το ονομα μου = 1111


Isaiah 9:6 For unto us a child is born, unto us a son is given: and the government
shall be upon his shoulder: and his name shall be called Wonderful, Counsellor,
The mighty God, The everlasting Father, The Prince of Peace.

Wonderful - פלא = 111

Rev 11:3 And I will give power unto my two witnesses, and they shall prophesy
a thousand two hundred and threescore days, clothed in sackcloth. –KJV

Sackcloth - Σακκους = (Sigma/Alpha/Kappa/Kappa/Omicron/Upsilon/Sigma)

200+1+20+20+70+400+200 = 911


Matt 13:39 The enemy that sowed them is the devil; the harvest is the end of the world;
and the reapers are the angels.

Completion/ End - Συντελεια (Sigma/Upsilon/Nu/Tau/Epsilon/Lambda/Epsilon/Iota/Alpha)

200+400+50+300+5+30+5+10+1 = 1001


Torah תורה

(Tav/Vav/Reish/Heh) (400+6+200+5) = 611

The biblical word for Law is Torah. Most bible translations swap in the word "Law" in place of it.




Rune Stones Americas
Here was an interesting find awhile back as well. These Rune Stones were found
with the dates “November 11, 1012 A.D.” and another “November 11, 1017 A.D.”
carved into them. I must say if you take the time to do this into a stone then there might
a reason for it and this 11-11 was significant back then.
Here is the link to Rune Stones Article




Some (11:11) November 11th Events:

I'm sure there are more but here are some highlights

The Mayflower Compact was signed on November 11, 1620 in what is now
Provincetown Harbor near Cape Cod. It was the first governing document of
Plymouth Colony which later became the most powerful nation on Earth.

World War I was ended on the 11th hour of the 11th day of the 11th month
(Very odd don't you think)

The Berlin Wall was dismantled starting on 11-11-1989

Yasser Arafat died on 11-11-2004 (A trouble maker to Middle East Peace)


The 1111th minute in the 1,440 Minute / 24 hour day is "6:31 PM UTC"




Ephod אפוד

(Aleph/Peh/Vav/Daleth)(1+80+6+4) = 91
There is also the Jewish Ephod (Breastplate) that has an uncanny resemblance to the number 111
and 1111. There were 12 stones, one for each of the Tribes of Israel inlayed in a pattern of 3
across and 4 down.

It was worn by the Jewish High Priest. He would ask a question to Yahweh and his reply
would come in the lighting up of the Stones. I made something that resembles one below,
but I'm unsure of exact gem stones, how they were cut, and also the exact colors of
some of the gems. The names of each Tribe of Israel was also engraved into the Ephod.
111




"Priests of Yahweh" has numeric value of "111" using Hebrew Gematria.

כהני יהוה (Caph/Heh/Nun/Yud - Yud/Heh/Vav/Heh)

Rotated: 90 Degrees

11:11






More 11's in scripture

Genesis 37:9-10
Gen 37:9 Then Joseph had another dream and told his brothers about it.
"Listen to this dream," he said. "The sun, moon, and eleven stars bowed low before me!"

Gen 37:10
This time he told his father as well as his brothers, and his father
rebuked him. "What do you mean?" his father asked. "Will your mother,
your brothers, and I actually come and bow before you?"

Joseph had 11 brothers whom later with Joseph became the 12 Tribes of Israel.
He was saying his 11 brothers as well as his father and mother would bow down to him.

This aligns with the symbolic description of the Woman of Revelation:

Rev 12:1
Then I witnessed in heaven an event of great significance. I saw a woman clothed with the sun,
with the moon beneath her feet, and a crown of twelve stars on her head.
11 Brothers of Joseph betrayed (Hebrew scriptures)

11 Apostles Faithful (Greek scriptures)


Sorting Work

Mat 25:33 And he shall set the sheep on his right hand, but the goats on the left.

Mat 24:40 Then shall two be in the field; the one shall be taken, and the other left.

Mat 24:41 Two [women shall be] grinding at the mill; the one shall be taken, and the other left.
1 Taken 1 left
Perhaps this is the sorting work happening to people before they are taken away.
Taken away is not a good thing as it implies destruction within the scriptures
and is not implying a "Rapture".


Parable of the 11th Hour

Matthew 20:6-16

Mat 20:6 And about the eleventh hour he went out, and found others standing idle,
and saith unto them, Why stand ye here all the day idle?


Saros Numbers

I've also thought of numbers as being possible Saros numbers which are numbers
given by NASA to categorize periods of time with certain eclipses and so forth.
Here's a link to NASA Eclipse Page



Latitude and Longitude
The standard figure of 111.325 kilometers is used. Some form of coordinate perhaps ...?


Alien Take Over?

Here is an article I came across recently that talks a little about this persons 111,1111 experiences.
I was a bit taken back because its close to what I think about Aliens and what our future
holds as far as a test for mankind.
Link
I also heard another interesting story from a person who sees the 111,1111 signs all the time.
He and his girlfriend had an acquaintance whom was in a car wreck and went into coma.
They would visit her at the hospital and he remarked she would say some strange things out loud.
One of the things said that put the chills down their spine was
"The Ships are coming have to make the connection 11:11".

When I hear things like that and read other comments similar to what I've been lead to believe
then this all starts to make more sense to me. The 111,1111 are various signs to get us thinking
and prepare us for the test to come upon mankind.

Sounds crazy doesn't it? Well we humans have a hard time believing anything until it happens,
so sit back and watch and be ready for what is coming. It seems to align with the 666 Mark of the Beast
from Revelation. A global take over by something non human that would have the power to inflict
that upon all mankind. No one government has the power to do that. The greatest power on Earth
is stretched thin just in one country. No secret society can do this either there are simply
too many people to control.

I recently came across a news brief called the Disclosure Project. I must say my jaw about dropped
when I heard the testimony of retired military persons who had above top secret clearance.
They tell in front of the camera what they know and it's more then you can comprehend.
Captured alien beings, craft, reverse engineered craft that can do beyond the speed of light or better.
These are Doctors, High ranking military officials and others who tell what they know to get it all
out in the open. Here is a link so you can watch the press release for free.

Free Video Link - 2001 Dicslosure Project Press Conference
Still don't believe me? Read my Satan and Alien articles along with the Nephelim article
as they are all interrelated.


The Masons or Illuminati

I'm well aware these types have a thing for the number 11 as well,
but I assure you I'm not paying membership fees.

http://www.numberman.net/Hebrew_Gem_Calculator.html

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 26, 2010 11:08 am

In Masonic writings, the constellation Orion is also very important and sacred, representing the
"Return of a Conquering Messiah," just as it was for the ancient Egyptians.
The Egyptians believing that their great dying King Pharaoh 'being possessed of the Sun' had
ascended to the stars to be reborn in the future.
Prince William has also recently been connected to the Demon Star Angol.
The now obvious omen that occurred on August 11th 1999, took place on the 222nd day of the year
and exactly 144 days before the year 2000. Nine months after this 11th day of August 1999 came
May 5 2000 when nearly all the planets of our solar system were perfectly aligned all in a row
behind the Sun. This portent combined with the 9/11:11 symbology and its own connections to
the Eclipse was ultimately to send a powerful message to Satanists telling them their long awaited
Aquarian Age has finally arrived and their ancient British God-King had been spiritually reborn.
Eleven months after the August 11, 1999 Arthurian Solar Eclipse brought the eclipse of July 1 2000,
on what should have been the 39th birthday of Princess Diana. One year and one month
after the alignment of the planets on May 5th 2000, was the Druid Summer Solstice on June 21 2001,
Prince William's day of birth. On that same day there was a rather unique Solar Eclipse over Africa
with a unusually bright corona. Coincidentally enough, Prince William was visiting Africa
at the time completing a three-month 'gap year' there, yet something just as interesting occurred
a few months earlier when Prince William was in Chile, the dark shadow of another eclipse blighted
the landscape there, as well. In addition to these events on June 21 2001, there were also a number of
giant solar flares striking the earth as well as a comet called Linear C/2001 A2 burning through the sky,
all on the same day, while those Druids and others back in England continued to worship
at Stonehenge on into the night.

Exactly one year later, on June 21, 2002 saw a day very much like the 1999 King Arthur Solar Eclipse,
with Mars [Red Dragon] shining unusually bright in the sky, it reportedly being closer to earth
that it had been in thousands of years, shining from the constellation of the Sword, yet June 21, 2002
is perhaps more infamous for being the day when Nostradamus predicted a new King would arise
in stature, who would later lead the world in global peace, and that a unexpected star falling would
herald this event. Strangely enough, it was reported precisely on June 21, 2002 that a 'killer asteroid'
just missed our planet, coming within 1/3 of the distance between earth and the moon.
Scientists admitted that had it struck earth, we would already be living in a very different world already.
Again, all these strange events happen directly on or around Prince William's day of birth, this notable
future King of our time. His day of birth is one of the most important and certainly most celebrated,
holidays in the Satanic/Pagan calendar. As we steadily approach the Occult banner year of 2012-2013,
we shall see all manner of strange signs and events relating to the coming Antichrist,
yet of these most recent occurrences which transpired, it could not be any clearer that even now,
the Beast already lives among us.

http://starcats.com/anima/Wills.html



The Millennial World Of Wills

by Claudia Dikinis

"Some people are born great; some people become great; some people have greatness thrust upon them."
From Twelfth Night, by William Shakespeare

He is 6 feet 2 inches tall and is the very image of his mother. Sexy William Arthur Philip Louis
also has her charisma. And if that isn't enough, Wills stands to inherit a fortune estimated at more than
a billion dollars. Born three hours after the 1982 Summer Solstice and 8 hours after a Lunar eclipse,
star-kissed Prince William holds the British Monarchy in the palm of his hand.

When will he ascend the throne? Possibly much later in life, as is the fate of his father,
The Prince of Wales.Wills' Sun in cozy Cancer trines his kingly Jupiter conjoined to his fame angle
but it is retrograde. This signifies delay. Both the Queen Mother (100 years old) and Queen Elizabeth II
(74 years old) are long-lived women which prevents Charles' ascension to the throne.
Rumor has it that Queen Elizabeth may retire in order to allow Charles to reign. However,
at present, this seems unlikely.

What is the heir apparent to do? Travel. Mature. Integrate past traditions with millennial values!
From the age of 16 to 18, Wills' Solar Arc directed Saturn in Scorpio
(1). conjoined his birth chart Jupiter (initiating a 20 year maturation cycle); and
(2). presently conjoins his Midheaven - the angle of fame or shame.

This is a turning point, for Wills' rite of passage also contains the pain of separation.
His progressed Moon at birthday time was 26 Aquarius -- a degree past his mother's birth Moon
at 25 Aquarius. How Wills negotiates this lunar separation is critical. Within the Uranian Moon lies
the choice to stay or vacate the body, and Wills is a bit of a dare-devil as was JFK, Jr.
Wills' directed Scorpionic Saturn in his fame sector (ruled by ruthless Pluto) is his first life test
on the wise use of power and self-rule.

Wills is already bucking authority and making it clear that he'll navigate his own course.
He's decided to spend a year devoted to travel before enrolling in university. He loves yachting,
as indicated by his directed sea-faring Jupiter in Scorpio trine his progressed Cancer Sun.
This decision has the family in royal uproar! Wills' progressed Venus (17 Gemini) trine to
progressed Mars (17 Libra) more than hints at the fact that part of Wills' agenda is sexy adventuring!

Wills has been linked with American pop diva Brittany Spears. Although the two maintain that
their connection is merely "friendly," Wills' birth chart Venus in Taurus cojoined to Caput Algol
in the 5th sector of love affairs indicates that his "nemesis" may be an addiction to beautiful women.
With emotional Cancer Sun and Moon in Wills' 7th sector of relationships, feelings run deeper than
may be apparent on the surface, as Venus on Caput also presaged the shocking loss of Wills' mother.
Cancerian Princess Diana also had Venus conjoined to Algol. The links between Wills' chart and
Princess Diana's (Cancer-Taurus planets) are deeply tied to security needs. Wills' relationships
will take center stage in his life. His North Lunar Node at 13 Cancer conjoined to the USA's Sun
on super-lucky Sirius reveals that he'll be wildly popular in the USA and may even spend time here!

According to Newsweek (June 26, 2000), the Prince's "A" List includes:

1. Emma Parker Bowles, age 25 (Camilla's niece by marriage).

2. Davina Duckworth-Chad, age 21 ("Deb on the Web").

3. Isabella Anstruther-Gough-Calthorpe, age 19 (named the 8th most eligible woman in Britain).

4. Tara Palmer-Tomkinson, age 27 (daughter of one of Charles' friends who denies she gave him
a "Sloane Greeting." [Think Monica Lewinsky.]). (Wills' directed Saturn in his fame sector also
indicates his enjoyment of "older" women!)

Wills' has four planets in the 9th sector of travel, diplomacy and the laws of "royal good form."
Mars, Saturn and Pluto are ruled by Wills' Taurean Venus in his 5th sector (Taurus and Venus
are associated with the throat) and Pluto-ruled Jupiter (associated with ruthless power and
bottomless wealth [think Bill Gates he has the conjunction!]). Wills holds the power to give
the Monarchy a new voice! With tradition-breaking Uranus in Jupiter- ruled Sagittarius
(in the 11th sector of the future where Wills becomes a law unto himself), we may be looking
at the monarch who dissolves the Monarchy!

As reported in Newsweek, Wills' 18th birthday is his initiation into a life pattern of protocols.
Wills is now addressed as "Your Royal Highness." The private life he craves has already
become too public. Wills, who hates the paparazzi, can no longer evade cameras and the tabloid
rumor-mill. Revolutionary Uranus (and Wills' visionary Neptune), give rise to an intuitive and
dreamy seeker whose reported love of arts and refinement set him on a quest for something
greater than "self."

In the end, it may be Wills who finds an inner greatness by throwing off the wordly power
associated with the throne. It is a greatness born out of the world of privilege but may transcend it.

This article orginally appeared at:



Footnotes:


1. Prince William Arthur Philip Louis
June 21, 1982
9:03 pm BST -1:00
London (Paddington) England
51N30 000W10
Ascendant: 27 Sagittarius

2. Sites to Visit:

The British Monarchy Official Web site

Official Memorial Web site of the Queen Mother
Prince William

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 26, 2010 11:36 am

http://web.archive.org/web/20040110212845/edition.cnn.com/2001/TECH/space/06/18/solar.eclipse/


The elusive solar corona seen during a 1999 eclipse of the sun

Africa awaits total eclipse of the sun

June 18, 2001 Posted: 5:04 PM EDT (2104 GMT)

By Richard Stenger CNN

(CNN) -- The first total solar eclipse of the millennium is expected to create
a show of darkness and light Thursday over the South Atlantic and parts of Africa,
where thousands of tourists and scientists have gathered.


They can anticipate quite a spectacle. When the moon blocks the rays of the sun during totality,
those watching in the shadow below will see the sky suddenly darken into twilight, bringing planets
and bright stars into view.

Jupiter, Mercury and Venus should make rare daytime appearances. Under the right conditions --
a very dark and cloudless sky -- stars including Capella, Castor, Pollux, Sirius, Betelgeuse,
Rigel and others could make cameo showings as well.

The moon's shadow is to become visible from just east of Uruguay, race across the Atlantic
at twice the speed of sound, pass over central Africa and Madagascar, and disappear
at dusk over the Indian Ocean -- the marathon lasting only three hours.

Those on the ground should see the sun disappear for only a few minutes. The longest eclipse visible
in one spot -- a few seconds shy of five minutes -- should be seen from east of the African coast at
about 8 a.m. EDT.

People in a much larger region of the world can anticipate seeing a partial solar eclipse,
in which the moon blocks only a fraction of the sun's disk. The partial eclipse shadow is to
become visible in Brazil, spread over much of the Atlantic and cover much of Africa,
as far north as the central Saharan desert.

For viewing the total eclipse, the best places on terra firma are in central Africa,
where the eclipse will last four minutes or longer -- more than twice as long as
the last total solar eclipse in 1999.

Thousands of amateur and professional eclipse watchers are in the region,
but perhaps in smaller numbers than other parts of the world might have attracted.
Unrest including civil wars has plagued parts of Angola, Zambia, Zimbabwe and
Mozambique for years.

Most of the eclipse chasers have gone to Zambia, which enjoys more political stability than
neighboring nations. Hotels have booked up around prime viewing locations, including
the capital Lusaka, the Luangwa game reserve and Kafue National Park.

Among the tens of thousands expected to watch the celestial show from Zambia this week
is Jay Pasachoff, a leading U.S. eclipse scientist.

During his 32nd solar eclipse observation, the Harvard-trained astronomer is to study
the elusive coronal ring, the outer atmosphere of the sun, which can only be seen
when the moon blots out the solar disk.


The red line depicts the path of the total solar eclipse.
The yellow grid marks the region that will experience a partial eclipse

Pasachoff says he hopes his research will help solve a burning solar question:
Why does the surface of the sun simmer at about 10,800 degrees Fahrenheit (6,000 degrees Celsius),
while the outer coronal ring around the sun blazes at 3.6 million degrees Fahrenheit
(2 million degrees Celsius)?

Solar eclipses inspired many legends of the ancients, causing birds to roost, planets and
stars to appear and the sun to seem to vanish, leaving behind an awesome halo, the corona.
Voracious dragons eat the sun. The sun washes itself during its absence. The sun abandons
the Earth. The word "eclipse" comes from the Greek word meaning "abandonment."

Whether banging pots, shooting arrows or chanting, the fearful ancients always managed to make
the sun return to its normal perch in the sky.

While modern science has debunked such myths, the reverence with which some view the periodic
solar event remains. Contemporary eclipse hunters spend lifetimes chasing solar eclipses --
which they describe as addictive experiences unmatched by other phenomena.

http://tracy_prinze.tripod.com/theentertainerswelove/id36.html

Prince William Articles
Articles on Prince William




Prince William










FIRST ARTICLE

William crowns gap year with three-month African safari
3/04/2001

St James Palace has revealed that LAST WEEK Prince William flew to southern Africa where he will spend 3 1/2 months working in game conservation parks, returning in mid-June.

Traveling with William are Mark Dyer, an ex-Welsh Guards captain who accompanied him on his Chile adventure, some friends from Eton, and two royal detectives.

William is expected to visit more than one African country, with South Africa, Botswana, Swaziland and Namibi being mentioned as possible destinations.

According to a palace source: "The prince will not be doing any shooting, except with his camera."

SECOND ARTICLE
ISSUE 2109 Sunday 4 March 2001 From Telegraph

William embarks on African adventure
By Andrew Alderson, Chief Reporter

Prince William - The British Monarchy

PRINCE WILLIAM has left for a three-and-a-half month visit to Africa on the latest stage of his "gap year" between school and university. The 18-year-old will spend some time on safari and will also become involved in game conservation, learning about Africa's wildlife and environment. St James's Palace disclosed yesterday that Prince William, 18, had left for Africa with a friend late last week but would not say which country he was currently visiting. A spokesman said: "This visit is independent and is not linked to any particular organisation." There will be no official photographs during his visit to Africa.

St James's Palace also disclosed that before leaving for Africa Prince William had spent a month, until mid-February, working on a dairy farm in the South-West of England. "He worked as a farm hand and was involved in a variety of farm jobs," said
the spokesman, adding that he completed his work before the outbreak of foot and mouth disease in Britain.

In an appeal that the Prince be left alone to enjoy his visit to Africa, St James's Palace said: "The Prince of Wales and Prince William continue to be grateful to all the media for respecting Prince William's privacy."

Officials close to Prince Charles said that Prince William would initially be accompanied by a friend but would later spend time in Africa on his own. The Telegraph has learnt that the friend is Mark Dyer, a former equerry to the Prince of Wales and an ex-Welsh Guards officer who spent time in Chile with Prince William. They have been friends since 1994.

On his return, the Prince will spend time at home before attending St Andrews University in Scotland, where he is taking a degree in the history of art. Late last year Prince William spent 10 weeks in remote areas of Chile as a volunteer for Raleigh International.

THIRD ARTICLE
ISSUE 1843 Sunday 11 June 2000 From Telegraph

A very different sort of Royal upbringing
By Andrew Roberts

Prince William, Prince Harry and the Code of Practice
[29 Apr '00] - Press Complaints Commission

AS Prince William attains his majority on June 21, those responsible for his upbringing - including of course Prince Charles - can allow themselves a large measure of self-congratulation. For despite the ghastliness of his parents' public confessions of adultery, then their divorce and his mother's tragic death, Prince William has grown into a well-adjusted, mature, eminently sensible young man.

For all his interest in techno music and motorbikes, he is no angry teenage rebel, as he might so easily have become. Instead, we have a king-in-waiting who is well-mannered, charming and seems eminently ready to embark on the next stage of his life.

In a looks-obsessed age, Prince William's 6ft 2in, blond-haired, blue-eyed film star features are a standing rebuke to any republican movement. This genetically-modified prince has, as Diana, Princess of Wales used to tell her friends, inherited both the Spencer looks and Spencer height.

Here is a dynasty which, for all its commitment to duty and its history of devoted public service, will secure its hold on the throne in part through sheer sex appeal. It is almost a national resource, and must be carefully husbanded and deployed to maximum effect.

The contrasts between Prince William's 18th birthday and that of his father on Monday November 14, 1966, are very instructive, both about the differences between the two men's personalities and about what has happened to the monarchy in the intervening 34 years.

When he turned 18, which under the Regency Acts is the age at which he could sit on the throne alone in his own right, Prince Charles had just returned from a year in Australia.

He had been studying at Geelong Grammar School, much of the time spent in its Timbertop camp in the Outback. He had found the experience testing but enjoyable and his friend and "minder", Squadron-Leader David Checketts, equerry to the Duke of Edinburgh, said afterwards: "I went out with a boy and came back with a man."

None the less, Prince Charles had afterwards to return to Gordonstoun for the remainder of his schooling. "It was pretty good hell coming back here again," he wrote, and for some time his biographer Jonathan Dimbleby says that he suffered from low self-esteem.

When it was announced later that year that the Prince would be studying Modern History at Trinity College, Cambridge, despite only getting a B in his History A-level and a C in French, there were the inevitable chippy complaints about "elitism" and the abuse of the royal prerogative.

Prince William, in contrast, went to a school he thoroughly enjoyed, Eton College, which is moreover one of the best academic schools in the country. While Prince Charles made relatively few long-lasting friends at Gordonstoun, his son is at the centre of a large and devoted set of good friends, albeit with the inevitable complement of toadies and sycophants.

His GCSE results were not officially released, but are believed to comprise five As and seven Bs, whereas his father passed just five (albeit harder) O-levels. Furthermore,
William does not suffer from any sense of low self-esteem, itself a very rare complaint amongst Etonians.

The choice of Edinburgh University for Prince William was little short of inspired, as well as being a sign of the times. With the current row over elitism it is fortunate that no one has had to defend an Oxbridge place for someone who is unlikely to achieve three A grades in his A-level subjects of
Biology, Geography and History of Art.

Edinburgh is a popular university destination for Etonians, with about 70 going there every year; so unlike his father, Prince William will have a ready-made circle of friends there as soon as he arrives.

It is crucial that he does not act like the arrogant Southern Sloane that political opponents of the Union will be keen to depict him as being. On that thin dividing line between arrogance and self-confidence, Prince William is said to be teetering on the brink, but is still just on the right side of it.

The hope that the Scots will be more likely to retain a Scottish-educated monarch after independence is likely to depend upon how the Prince behaves when up there.
They are unlikely to be impressed by a bunch of roaring hoorays screeching around the New Town in their Golf GTIs, but Prince William seems to have developed a good sense of what people like and what alienates them.

His choice of the hitherto-unfashionable, Midlands-based Aston Villa as his favourite football team showed sound good sense, for example, especially when so many of his friends support Chelsea or Manchester United.

Yet Prince William is no slave to public opinion. He exercised commendable disdain for it when he rode to hounds with the Beaufort Hunt, despite the Government's anti-hunting stance and the cries of the outraged New Labour-supporting Daily Express.

His political views are not known for sure - he is far too wise to broadcast them - but they are not generally believed to be sympathetic to New Labour.

His mother told me that during the 1997 General Election he was impressed with the arguments of the Referendum Party that should Britain become immersed in a European superstate there would soon be no constitutional role left for the sovereign of a country which had itself surrendered its sovereignty. It is a sign that he has thought seriously about the meaning of the modern Crown, and such seriousness is also evident in his birthday plans.

The Queen gave an 18th birthday party for Prince Charles at Windsor Castle in 1966, where 150 teenagers danced in the Crimson Drawing Room of the private apartments to the music of a band modestly entitled The Quiet Five.

Prince William is not slated to attend a large party given at Windsor Castle on his birthday as he will be revising for his exams, but it would be surprising if he did not make at least
a fleeting appearance to congratulate the Queen Mother on her 100th, Princess Margaret on her 70th, Princess Anne on her 50th and Prince Andrew on his 40th birthday. It is a very modern, meritocratic concept that, even in a future King of England, exams take precedence over celebration.

Prince William can be guaranteed to party all the harder when his A-levels are over. His group of friends are far more sophisticated, worldly-wise and hedonistic than were Prince Charles's at the same age, and in Lord Frederick Windsor and Tom Parker Bowles they include people who have admitted to taking illegal drugs.

Although some newspapers have professed concern that his friends might lead Prince William astray in this area, in fact there is little danger of it. If anyone were stupid enough to offer drugs to him, his answer is almost certain to be "No". The Prince's own sense of self-respect, his commonsense and respect for his father, not to mention his ever-present detectives, are quite enough to protect him from the danger of
indulging in narcotics-abuse. His reportedly strong Windsor libido, however, might provide other embarrassments.

Prince Charles aged 18 was known to have written regularly when in Australia to an 18-year-old model called Rosaleen Bagge, the daughter of a Norfolk baronet and landowner, but that was a platonic relationship. It was some years before his name was romantically linked with anyone else's. "The Prince of Hearts", on the other hand, visits nightclubs regularly and has already been photographed "snogging" a girl.

Prince William's name has already been connected, usually in inaccurate tabloid press reports, with any number of pretty, usually well-born, socialite girls who are as discreet as they are fun. With looks that would let him earn a living as a male model if he were not royal, the role of International Playboy Number One is his for the taking, should he want it. Without any set constitutional role for even the heir to the throne, let alone the heir to the heir, it might one day prove hard to refuse the opportunity.

What goes on in country house weekend parties is quite rightly not divulged to the media, but if Prince William is still sexually innocent he is unlikely to remain so for very much longer. While the Press Complaints Commission continues
to insist that newspapers respect the Prince's right to privacy, he is likely to be safe from embarrassing kiss 'n' tell "revelations" about his love life. However it is thought unlikely that this self-denying ordinance by the media can last long after Prince William's final term at Eton.

At some point in the probably not too distant future, the public is going to have a legitimate right to know something about the private life of this important public figure. By the time he goes up to Edinburgh University, therefore, it is perfectly possible that the Prince will be living in something like the full glare of global attention which stalked his mother to her death and beyond. How he reacts will probably tell us more about him than the relatively little about his personality that we have been allowed to glimpse already.

Prince William's heartfelt detestation of the print media, and especially the tabloids and their photographers, is well attested. It seems to be only with the utmost reluctance that
he agrees to pose for photographs at Balmoral on the opening day of his summer holidays there every year.

Prince Charles was known to be concerned lest the relative vulnerability of Balmoral to the telephoto lens might prejudice his son against the Highlands retreat which he so loves himself. Even the shortest of photocalls is anathema to Prince William, who might very well privately blame the paparazzi for the death of his mother.

While Henri Paul, the Ritz Hotel driver, was undeniably drunk and high on drugs, he would not have been driving so fast had the photographers not been in such hot pursuit of snaps of his mother with Dodi Fayed.

To some extent his privacy has already been invaded by one of St James's Palace's own spin doctors who in August last year persuaded sections of the press to publish the alleged fact that William was behind the decision to invite Camilla Parker Bowles to a Mediterranean cruise with Prince Charles and the boys. One suspects that Prince William is well aware that there are those in his father's circle who regard him as a useful tool in the selling of Mrs Parker Bowles to the British public.

Prince Charles, too, also had a serious problem with the press when he was 18. When he arrived in Australia no fewer than 320 media representatives went to report the event. It was a time when the former sense of deference towards the Royal Family was starting to disappear and a more astringent tone was fast developing.

Squadron-Leader Checketts, the equerry who accompanied him to Australia, described the intrusion into the Prince's life as "the usual business of binoculars on the house, telephoto lenses and chase cars, and although we managed to evade them on the first morning they had caught up with us after a
few hours". The problem might have come to a head at the time of the Princess of Wales's death, but it has in fact been around for more than three decades. The era of the telephoto lens is here to stay, and slowly Prince William has established a workable modus vivendi, but how long that might last in Edinburgh - especially once he finds a steady girlfriend - really is anyone's guess.

The Prince, who has been hugely protective of his younger brother Prince Harry since their mother's death, has had to develop a tougher outer carapace than his father needed at the same age. Like many male teenagers, he bottles up his most powerful emotions, to the point that even close schoolfriends are said to be surprised by how little he shows of his feelings about growing up without a mother.

In a sense he also protected her when she was alive, calming her at her vulnerable moments when she was on the edge of hysteria. She therefore relied on him almost as much as he on her, thus forcing him to grow mature before his time. If Prince
Charles turned from a boy into a man in Australia, the break up of his parents' marriage did much the same for Prince William.

This meant that responsibility at school came relatively easily. Just as Prince Charles became a "colour bearer" (prefect), "helper" (house captain) and eventually "guardian" (head boy) at Gordonstoun, reputedly entirely on his own merits, so Prince William won the Sword of Honour as best cadet in the Eton Rifles and was elected to the exclusive and pre-eminent school society "Pop". Both men carry responsibility easily.

Another thing they have in common is their love of hunting, shooting and fishing, or "killing things", as the Princess of Wales put it. Prince William is an excellent shot, if not quite so good as Prince Harry, who is also the better skier.

Despite a love of swimming - he is joint-keeper of swimming at Eton - polo, water-polo, and apparently abseiling off Welsh dams, William is more fit than sports-mad. His only public utterance to date was about football - a prediction that "this year the Cup is definitely secure at Villa", a prediction that turned out to be wrong. It is interesting to note that otherwise the British public have hardly heard Prince William speak; his voice, like his demeanour, is much more like his mother's than his father's.

At 18 his father had very different interests indeed. Prince Charles played the cello, and for his 21st birthday a concert was given in his honour at Buckingham Palace at which Yehudi
Menuhin and the famous cellist Maurice Genfron played. He was also a keen amateur potter who made mock-grotesque animals out of clay which he gave his family for Christmas. He read John Buchan and Sherlock Holmes books, loved mimicry and the Goons, but hadn't travelled to any European country except Switzerland for skiing.

Above all, at 18 he did not enjoy the prospect of returning to the tough and spartan boarding school whose Teutonic philosophy of education was entirely wrong for him. Jonathan Dimbleby records how: "On the day of departure, members of the household would glimpse him sitting on the lawn at Balmoral, clasping his labrador for comfort. Even as he approached his 18th birthday, he found it impossible to shake off the despair, knowing that once back at Gordonstoun he would return to that isolation imposed on him by birth and character."

Perhaps the best decision Prince Charles and his wife ever made together was to send Prince William to Eton College, and to choose the house of the intelligent and urbane Andrew Gailey. For all the social resentment that Eton inspires, the fact remains that it is a superb school in every area, whereas
Gordonstoun was run on some very strange principles indeed.

What a former editor of The Spectator, Iain Hamilton, in a 1966 article on Prince Charles's future education, called "the sinecure of hereditary chief civil servant" does not truly require any great genius to fill. Indeed, of the last genuinely intellectual monarchs, George III lost the American colonies and Charles I lost the Civil War (and with it his head).

The best monarchs are those such as George V and Queen Victoria who exhibit great common sense. So far the auguries are good that the future King William V will manage not to let his superstar celebrity status go to his head. Being the most eligible bachelor in the world might turn almost anybody's, but he seems to be ready to take on the next stage of his responsibilities with confidence.

At his mother's funeral, Prince William's uncle, Earl Spencer, famously insisted that the two young Princes' "blood family" must be allowed to ensure that they were brought up in such a way that "their souls are not simply immersed by duty and tradition and can sing openly".

For all that it was an unwarranted intrusion into the way that the Prince of Wales would be bringing up his sons, this has in fact happened without the influence or involvement of the Spencer family - Princes William and Harry pointedly turned down an invitation from Lady Sarah McCorquodale, Diana's elder sister, to join a Spencer family holiday the summer after their mother's death.

With a far more relaxed teenage life than his father enjoyed, with his girlfriends and St James's Palace apartment and gold Coutts card and e-mail conversations with the pop singer Britney Spears, Prince William's soul is singing much more openly than any senior member of the Royal Family has done before.

The experiment has worked, and Prince Charles and the rest of the Windsor "blood family" should be congratulated on the way that they have learnt the lessons of his own upbringing and have produced a fine son and future king of whom Britain
can be proud.

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 26, 2010 11:39 am

http://members.cox.net/lop1/SRAcalendar.html

LIST OF SATANIC HOLIDAYS




Satanic holiday dates change annually
according to the regular calendar and differ from cult to cult




Date

Celebration

Type

Usage

Age
Jan 1New Year's Day Druid Feast Day15-33
Jan 7St. Winebald Daybloodanimal and/or human
sacrifice and dismemberment
(male, if human)
Jan 17Satanic Revelssexualoral, anal, vaginal7-17 female
Jan 20-27Abduction, ceremonial
preparation and holding of sacrificial victim for Candlemas
sexual and bloodoral, anal, vaginal
human sacrifice
female or child (any
age)
Jan 29St. Agnes Eve casting of spells
Feb. 2Candlemas
(Sabbat Festival)
bloodanimal and/or human
sacrifice
Feb. 2Satanic Revelssexualoral, anal, vaginal7-17 female
Feb. 25St. Walpurgis Daybloodcommunion of blood and
dismemberment
any age
Mar. 1St. Eichatadtblooddrinking of human blood
for strength and homage to the demons
any age (male or
female)
Mar. 15,17Eides
Mar. 20
date varies
Spring Equinox
(Sabbat Festival)
(Major fertility Sabbat)
orgiesoral, anal, vaginalany age (male or
female, human or animal)
Shrovetide - three days
before Ash Wednesday
(which is a Witch Sabbat)
date variesGood Friday
Day of Passion
(death of Christ)
bloodhuman sacrificemale only
(adult)
date variesEaster Eve Daybloodhuman sacrificemale or female (adult)
Apr 21-26Abduction, ceremonial
preparation and holding of sacrificial victim
Apr 24St. Mark's Eve divining and herb
gathering
Apr 26 - May 1Grand ClimaxDe Meuroral, anal, vaginal
Corpus De Baahl
1-25 (female)
Apr 30Walpurgisnacht
Roodmas
Day
bloodanimal and/or human
sacrifice
any age
Beltane Eve (often
celebrated with a festival that includes bonfires and fertility
rites) - greatest Witches Sabbat
May 1Beltane
Walpurgis Day
May Day
Druid Fire Festival
Coven Initiations
Jun 21
date varies
Feast Day
(Summer Solstice)
orgiesoral, anal, vaginal
animal and/or human sacrifice
any age (male or female
or animal)
Jul 1Demons RevelbloodDruid sexual
association with demons
any age (female)
Jul 20-26Abduction, ceremonial
preparation and holding of sacrificial victim for Grand Climax
Jul 25St. James Day gathering of herbs
Jul 27Grand Climax (5 weeks,
1 day after summer solstice)
Da Meuroral, anal, vaginal
human sacrifice
female (child or adult)
Aug 1Lammas Day
(Sabbat Festival)
bloodanimal and/or human
sacrifice
any age (male or
female)
(Feast of Sun God,
Harvest seasons begin)
Aug 3Satanic Revelssexualoral, anal, vaginal7-17 (female)
Aug 24St. Bartholomew's Day
(Great Sabbat and Fire festival)
large herb gathering
Sep 7Marriage to the Beastsexualsacrifice,
dismemberment
infant - 21 (female)
Sep 21Midnight Hostblooddismemberment and hands
removed for Hand of Glory
(female)
Sep 22
date varies
Feast Day
(fall equinox)
orgiesoral, anal, vaginalany age
Oct 13 - 30Preparation for all
Hallows Eve, Samhain (Halloween)
Abduction, holding and ceremonial preparation of individual for
human sacrifice
(13 -Backward Halloween Date)
Oct 28-30Satanist High
(Holy Day related to Halloween)
bloodhuman sacrifice each
day
any age (male or
female)
Oct 30-31All Hallows Eve and
Halloween Night
blood and sexualsexual climax,
association with the demons, animal and/or human sacrifice
any age (male or female
and/or animal)
Nov 1Satanist High
(Holy Day related to Halloween)
bloodhuman sacrificeany age (male or
female)
Nov 4Satanic Revelssexualoral, anal, vaginal7-17 (female)
Dec 22Winter Solstice
(Sabbat Festival)
(Feast Day)
orgiesoral, anal, vaginalany age (male or
female, human or animal)
Dec 24Demon RevelsDa MeurHigh Grand Climaxany age (male or female,
human and/or animal)
Christmas EvebloodReceive body parts as
Christmas gifts
infant male

  • The highest ritual holiday is the
    member's birthday. It usually involves the member or a victim of
    the member's choice and someone in authority, usually the coven's
    leader.

  • The first and third of every
    month. Put 1 and 3 together and it makes 13, though ritual/worship
    can occur at anytime, frequently coinciding with times of stress.

  • All Friday the 13th's
    are high satanic days.

  • All full-moon nights provide reason for
    major occult activity (easiest to move around without difficulty and
    without being detected).

  • Holy week (Palm Sunday to Easter
    Sunday). Some groups are thought to sacrifice, cook and eat a
    human baby on Easter Sunday..


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 9:47 pm

http://horoscope.kajeab.com/view.php?id=132782

คณะแพทย์คอนเฟิร์ม ควีนอังกฤษ พระสุขภาพแข็งแรงจะมีพระชนม์ ถึง 100 พรรษา



เมื่อตรวจวิเคราะห์เจาะลึกแล้ว สามารถฟันธงได้ว่า องค์พระประมุขแห่งอังกฤษจะทรงมีพระชนมายุ
ยืนยาวถึง 100 พรรษา เช่นเดียวกับ "ควีนมัม" พระราชมารดาของพระองค์ ซึ่งมีพระชนมายุถึง 101 พรรษา...

แม้ปีนี้ สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษ จะทรงมีพระชนมายุย่าง 84 พรรษาแล้วก็ตาม
แต่พระพลานามัยของพระองค์ก็ยังดูแข็งแรงยิ่งนัก โดยตลอดปี 2009 ที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ
มากมายนับไม่ถ้วนกว่า 375 ครั้ง ลดลงเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 2008 ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ 417 ครั้ง
เนื่องจากในปีที่ผ่านมา ทรงงดเสด็จเยือนต่างประเทศลงเหลือเพียงครั้งเดียว และได้ทรงมอบหมายให้
พระราชโอรส "เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์" มกุฎราชกุมารอังกฤษ กับองค์รัชทายาทอันดับสอง "เจ้าชายวิลเลี่ยม"
เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในต่างแดน

และเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่ง ทีมแพทย์ที่ถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด
ได้ออกมาประสานเสียงคอนเฟิร์มว่า จากการตรวจพระวรกายอย่างละเอียดพบว่า ควีนเอลิซาเบธที่สอง
ทรงมีพระวรกายที่แข็งแรง และพระราชหฤทัยเบิกบานแจ่มใส ราวกับสุภาพสตรีวัย 50 และเมื่อตรวจวิเคราะห์
เจาะลึกแล้ว สามารถฟันธงได้ว่า องค์พระประมุขแห่งอังกฤษจะทรงมีพระชนมายุยืนยาวถึง 100 พรรษา
เช่นเดียวกับ "ควีนมัม" พระราชมารดาของพระองค์ ซึ่งมีพระชนมายุถึง 101 พรรษา โดยเหตุผลสำคัญ
เป็นเพราะควีนเอลิซาเบธที่สองทรงใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง
ทรงเลือกเสวยแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทรงดื่มแต่น้อย และไม่ทรงพระโอสถมวนเลย
โปรดการออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยเฉพาะการเดินออกกำลังกายและกีฬาขี่ม้า.

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

วันที่โพส :
2010-01-07 07:35:22

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Feb 07, 2010 3:24 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t620-40.htm

ปี พ.ศ. 2485 ทำพิธีเปิดวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน (วัดประชาธิปไตย)
ทำพิธีเปิดอนุสาวรย์ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เสื้อแดงยึดอนุสาวรีย์ชัยฯแทนสี่เสาฯ

"เสื้อแดง"เคลื่อนพลปิดล้อมอนุสาวรีย์ชัยฯ
ขณะที่เมื่อเวลา14.00น. กลุ่มคนเสื้อแดงได้รวมตัวกันอยู่บริเวณหน้ากระทรวงต่างประเทศมจำนวนผู้ชุมนุม
ประมาณ 1,000 คน เพื่อเป็นการกดดันนายกษิต ภิรมย์ รมต.ต่างประเทศ โดยระหว่างที่ชุมนุมได้มีถุงขยะ
ร่วงลงมาจากบนทางด่วนมาโดนกลุ่มคนเสื้อแดงสร้างความแตกตื่นให้กับผู้ชุมนุม จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดง
ได้ใช้ยุทธการดาวกระจายปิดถนนสายหลักรอบอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีการใช้แท๊กซี่และจักรยานยนต์
มากั้นกีดขวางเส้นทางจราจรทั้งนี้แท๊กซี่ทั้งหมดมีการเปิดฝากระโปรงหลัง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่า
จะมีการใช้มาตรการอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำสั่งจากทางแกนนำ

ต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนตัวมายังจุดต่างๆของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมทั้งโห่ร้องและเป่าแตร
เพื่อเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับผู้มาชุมนุม และกลุ่มคนเสื้อแดงได้เดินวนอยู่รอบๆอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
พร้อมทั้งขี่จักรยานยนต์ถือธงสีแดงและธงชาติขี่วนรอบๆอนุเสาวรีย์ เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความแตกตื่น
ให้กับผู้ที่สัญจรไปมาและแม่ค้า โดยประชาชนได้หันมาใช้จักรยานยนต์รับจ้างแทนรถประจำทางและรถส่วนตัว

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=84&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://en.wikipedia.org/wiki/Mary_Magdalene
http://www.thenazareneway.com/life_of_st_mary_magdalene.htm
http://www.cinemagonline.com/article_detail_new.php?id=76

สมมุติฐานหลักของ Dan Brown ที่เป็นต้นกำเนิดของนิยาย The Da Vinci Code คือ...
...พระเยซูแต่งงานและมีลูกกับ Mary Magdalene !?...


คำถาม Mary Magdalene เป็นใคร?..
คำตอบ ในพระคัมภีร์ใหม่ (New Testament ที่เขียนโดยอัครสาวก 4 คน ได้แก่ Matthew, Mark,
Luke และ John) ซึ่งใช้เป็นหลักในการเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิกทุกวันนี้
ระบุว่า Mary Magdalene เป็นหญิงโสเภณีที่พระเยซูช่วยชีวิตไว้จากการถูกรุมประชาทัณฑ์
ขว้างด้วยก้อนหิน (ใน The Passion of Christ ฉากที่พระเยซู ก้มลงใช้นิ้วขีดเส้นบนพื้นดิน)
หลังจากนั้น Mary ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มอัครสาวก 12 คน ที่คอยติดสอยห้อยตาม
ปรนนิบัติพระเยซู (หญิงที่ร้องเพลง I Don’t Know How to Love Him ใน Jesus Christ Superstar)
เธอกับพระนาง Mary มารดาของพระเยซู และอัครสาวก John อยู่เฝ้าพระเยซูถูกตรึงกางเขน
จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ (ใน The Passion of Christ) และเธอยังเป็นคนแรกที่พบว่าพระเยซู
กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย
ว่าไปแล้ว Mary Magdalene เป็นบุคคลที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับ
ชีวิตพระเยซูไม่น้อยและความใกล้ชิดก็สามารถทำให้มองในแง่ความสัมพันธ์ลึกซึ้งได้ (หากต้องการ)


ใน The Da Vinci Code ตัวละครที่ชื่อ Sir Leigh Teabing เปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ภาพวาด
The Last Supper ของ Leonardo da Vinci ให้นางเอก Sophie Neveu รับรู้...บุคคลที่อยู่ทางขวามือของพระเยซู
ไม่ใช่อัครสาวก John อย่างที่เข้าใจ แต่เป็น Mary Magdalene อีกทั้งในภาพยังไม่มีจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Grail)
และหากลากเส้นจากพระเยซูไปยัง Mary ที่ซบไหล่ Peter จะได้เป็นตัวอักษร M



มีการอธิบายเพิ่มเติมโดยอ้างอิงถึงพระวรสารฉบับ Mary Magdalene ที่ระบุว่า Mary Magdalene
เป็นภรรยาของพระเยซู และตั้งครรภ์ในช่วงที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน การที่ภาพ The Last Supper
ไม่มีจอกศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บรรจุพระโลหิตของพระเยซู เป็นความตั้งใจหาใช่ความเผอเรอของ Da Vinci ผู้วาด
ด้วยเพราะเขาต้องการบอกเป็นนัยว่าร่างกายของ Mary Magdalene นั่นแหละคือที่รองรับสายพระโลหิต
ของพระเยซู ส่วนจอกศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องหลอกลวงให้เหล่าอัศวินออกตามหา (Indiana Jones and the Last Crusade)


เท่านั้นยังไม่พอ Da Vinci ยังขีดเส้นใต้ในสารที่ต้องการเสนอถึง 2 เส้น เส้นแรกคืออักษร M
ซึ่งแทนชื่อ Mary Magdalene กับการนำ Mary มาแทนที่อัครสาวก John ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเป็นศิษย์
ที่พระเยซูรักมากที่สุด (The Disciple Jesus Loved)
สีเสื้อซึ่งประกอบด้วยฟ้ากับแดงของพระเยซูและ John/Mary
ในภาพก็ยังถูกนำมาเป็นหลักฐาน
อ้างอิงในฐานะสัญลักษณ์ที่สะท้อนความผูกพันในฐานะสามีภรรยาของคนทั้งคู่

ก่อนก้าวต่อไป จำเป็นอธิบายบางอย่างเพิ่มเติม ตามหลักฐานทางโบราณคดีมีการค้นพบพระวรสาร
ฉบับ Mary Magdalene จริงในประเทศอียิปต์ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีการตีพิมพ์ในปี 1955 อย่างไรก็ตาม
ต้นฉบับที่ค้นพบไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขาดหายไปหลายหน้าและชื่อผู้เขียนที่ระบุไว้ในหลักฐานต้นฉบับ
ก็มีแค่ Mary เฉยๆ ส่วนที่ระบุว่าเป็นของ Mary Magdalene ก็เป็นการอนุมานกัน เพราะมี Mary ในพระคัมภีร์ใหม่
ถึง 6 คน อาจเป็น Mary ไหนก็ได้!?


เนื้อหาสำคัญของพระวรสารฉบับ (ที่อ้างว่าเป็นของ) Mary Magdalene
เป็นความขัดแย้งระหว่าง Peter กับ Mary อัครสาวกหญิงคนเดียวผู้เขียน
โดย Peter ปฏิเสธอำนาจในการเผยแพร่คำสั่งสอนของพระเยซูโดยผู้หญิง!!


ตามหลักฐานที่ค้นพบไม่มีการกล่าวอ้างถึงการตั้งครรภ์ระหว่างพระเยซูกับ Mary Magdalene!

สำหรับเรื่องสีเสื้อผ้าในรูป The Last Supper บรรดานักประวัติศาสตร์ศิลปะส่วนใหญ่
ไม่เห็นด้วยกับการตีความตาม The Da Vinci Code
Dan Brown ผูกเรื่องใน The Da Vinci Code ว่า
หลังพระเยซูถูกตรึงกางเขน Mary ซึ่งกำลังตั้งครรภ์อพยพไปอยู่ในดินแดนซึ่งเป็นประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน
โดยไปอาศัยอยู่กับชาวยิวในเมือง Marseille เธอคลอดบุตรสาวชื่อ Sarah ซึ่งในภายภาคหน้า Sarah จะเป็น
ผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ Merovingian แห่งประเทศฝรั่งเศส (Merovingian เป็นชื่อตัวละครใน The Matrix Reloaded)


เรื่องทายาทพระเยซูยังมีการแตกแขนงออกไปอีก บางแหล่งบอกว่าพระเยซูมีลูก 3 คน
คนแรกเป็นหญิงชื่อ Tamar เกิดก่อนพระองค์ถูกตรึงกางเขน อีก 2 คนเป็นชายชื่อ Jesus กับ Josephes ทั้งคู่
เกิดหลังจากพระองค์ฟื้นคืนชีพสายเลือดพระเยซูใน The Da Vinci Code เป็นสายเลือดของ Josephes

ไม่ว่าจะสายไหน เรื่องราวชีวิตครอบครัวของพระเยซูถูกเก็บเป็นความลับมานานร่วม 1,000 ปี
ก่อนที่จะถูกค้นพบโดยเหล่าอัศวิน Templar ใต้วิหาร Temple of Solomon
หลังจากชาวคริสต์ชนะสงครามครูเสดยึดกรุงเยรูซาเลมจากกองทัพมุสลิมในปี 1099


หน้าที่ในการรักษาความลับของสายเลือดพระเยซูตกเป็นของ
เหล่าอัศวิน Templar
กับกลุ่มองค์กรลับ The Priory of Sion
จาก
พระนักรบทหารของพระเยซู (The Poor Fellow-Soldiers of Christ)

สัญลักษณ์กางเขนบนอกเสื้อที่เข้าร่วมรบในสงครามครูเสดครั้งแรก
กลายมาเป็นอัศวิน Templar (Knights Templar) ที่ก่อตั้งในปี 1118 โดยขุนนางฝรั่งเศส
Hughes de Payens อดีตนักรบผ่านสงครามครูเสด โดยมีภารกิจคุ้มครองผู้แสวงบุญ
ที่เดินทางสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลม ชื่อ Templar มาจากวิหาร The Temple Mount
ที่เชื่อกันว่าสร้างบนซากปรักหักพังของ วิหาร The Temple of Solomon ที่
กษัตริย์ King Baldwin II แห่งเยรูซาเลมมอบให้เป็นกองบัญชาการ


ในภารกิจสู้รบบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อัศวิน Templar ขึ้นตรงต่อ
สันตะปาปาแห่งกรุงโรมพระองค์เดียว แถมยังได้รับการสนับสนุน
ทั้งการเงิน ได้รับบริจาคที่ดิน รวมไปถึงกำลังพลจาก
เหล่าขุนนางทั่วยุโรป นอกจากภารกิจสู้รบ อัศวิน Templar
ยังประกอบธุรกิจคล้ายธนาคารในปัจจุบัน

รับฝากทรัพย์สินของผู้ต้องการเดินทางแสวงบุญทั่วยุโรป ออกใบรับในรูปตั๋ว
ที่สามารถนำไปแลกเป็นทรัพย์สันที่กองบัญชาการอัศวิน Templar ในกรุงเยรูซาเลม
โดยใช้เวลาไม่นาน กลุ่มอัศวิน Templar กลายเป็นกลุ่มอิทธิพลผลประโยชน์สำคัญในยุโรป
มีอำนาจที่ประมุขแห่งคริสตจักรรับรอง และมีกำลังเงินมากมหาศาลใช้ไม่หมด


ขาลงของอัศวิน Templar เริ่มต้นหลังฝ่ายคริสต์เสียกรุงเยรูซาเลมให้กับ Saladin ในปี 1187
(ดู Kingdom of Heaven) เวลาผ่านไปจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 1300 อัศวิน Templar
ในฐานะเจ้าหนี้เกิดพิพาททางการเงินกับกษัตริย์ฝรั่งเศส King Philip IV ซึ่งเป็นลูกหนี้
และในวันที่ 13 ตุลาคม 1307 อัศวิน Templar นับร้อยถูกจับด้วยข้อหาฉกรรจ์หมิ่นศาสนา
พวกเขาถูกทรมานจนต้องยอมรับสารภาพ เข้าสู่ปี 1312 สันตะปาปา Clement V
มีคำสั่งเลิกสนับสนุนกลุ่มอัศวิน Templar จุดจบของพวกเขาเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 1314
เมื่อบรรดาผู้นำถูกกษัตริย์ Philip IV สั่งเผาทั้งเป็น


แม้ชีวิตเหล่าอัศวิน Templar จะจบสิ้นแต่เรื่องราวลึกลับของพวกเขากลับไม่หมดตามไปด้วย
ว่ากันว่าความลับเกี่ยวกับสายเลือดพระเยซูที่พวกเขาค้นพบใต้กองบัญชาการในกรุงเยรูซาเลม
กลายเป็นเครื่องต่อรองชั้นดีกับประมุขคริสตจักรในกรุงโรม พวกเขาตกลงที่จะเก็บสิ่งที่ค้นพบ
เป็นความลับแลกกับอำนาจและความร่ำรวยและส่วนหนึ่งของการล่มสลายของอัศวิน Templar
มาจากความต้องการปิดตายความลับสายเลือดพระเยซูแบบถาวรของคริสตจักร


เรื่องเล่าลือหลังกลุ่มอัศวิน Templar ล่มสลายคือทรัพย์สมบัติมากมายของพวกเขารวมถึง
ความลับเกี่ยวกับสายเลือดพระเยซูพลอยสูญหายตามไปด้วย
Rosslyn Chapel โบสถ์คาธอลิก
ที่ตั้งอยู่ในเมือง Roslin ประเทศ Scotland ออกแบบโดย William Sinclair
(หรือจะสะกดนามสกุลเป็น St. Clair ก็ได้) ผู้สืบทอดสายเลือดขุนนางที่ตามตำนานเล่าว่า
เกี่ยวโยงกับอัศวิน Templar ชาวสก็อตติช เริ่มก่อสร้างในปี 1440 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 40 ปี
ความที่มีตำนานเชื่อมโยงกับอัศวิน Templar ทำให้เกิดเสียงเล่าขานว่าโบสถ์แห่งนี้มีห้องลับ
ที่เคยใช้เป็นสถานที่สุดท้ายสำหรับเก็บสมบัติของอัศวิน Templar ที่ว่ากันว่าอยู่ดีๆก็สูญหาย
แล้วก็มีการพูดจาเลยเถิดไปว่าใต้โบสถ์เป็นที่ซ่อนของจอกศักดิ์สิทธิ์ !
ไม่เพียงเท่านั้น
ยังมีหลักฐานหลายอย่างที่เชื่อมโยงโบสถ์ Rosslyn Chapel เข้ากับทวีปอเมริกา อาทิหลุมศพเก่าแก่ที่สุด
ใน Nova Scotia (New Scotland) มีรูปกางเกนของนักรบครูเสด, รูปแกะสลักหินอัศวิน Westford Knight
บนพื้นที่ Massachusetts ก็สันนิษฐานว่าเป็นรูปของอัศวินชาวสก็อตติช และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
โบสถ์ Rosslyn Chapel สร้างเสร็จก่อนที่ Christopher Columbus จะออกเดินทางสำรวจพบโลกใหม่ 6 ปี
แต่บนกำแพงของ Rosslyn Chapel กลับมีรูปแกะสลักหินเป็นรูปข้าวโพดซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกา

ก็เลยลงตัวกับบางสมมุติฐานที่บอกว่าอัศวิน Templar นำสมบัติไปซ่อนในอเมริกา!!
(ดู National Treasure ที่เอ่ยอ้างถึงสมบัติของอัศวิน Templar ที่ซุกซ่อนในสหรัฐ)

National Treasure 1&2 ภาพยนตร์ของ กลุ่มฟรีเมสันและอิลลูมิเนติ

Dan Brown กล่าวถึง The Priory of Sion ต้นกำเนิดเรื่องราวใน The Da Vinci Code ว่า
เป็นองค์กรลับในยุโรปที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1099 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ชาวคริสต์ยึดกรุงเยรูซาเลม
โดยอ้างหลักฐานเอกสารชื่อ The Secret Dossiers ที่หอสมุด Bibliotheque Nationale กรุงปารีส
ค้นพบในปี 1975 ในเอกสารระบุว่าสมาชิกของ The Priory of Sion มีอาทิ Sir Isaac Newton,
Sandro Botticelli, Victor Hugo และ Leonardo da Vinci และในหนังสือ The Holy Blood and The Holy Grail
ที่เขียนโดย Michael Baigent กับ Richard Leigh ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นธารแรงบันดาลใจของ Dan Brown
ในการเขียน The Da Vinci Code ก็ระบุว่า The Priory of Sion เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้ง
กลุ่มอัศวิน Templar โดยมีจุดประสงค์จะทำให้ราชวงศ์ Merovingian (447-751) ทายาทพระเยซู
ซึ่งเคยครองราชย์ในฝรั่งเศสช่วงปี 447-751 ได้เป็นใหญ่ครองแผ่นดินยุโรปและเยรูซาเลม


ในแง่ของการเมืองเรื่องอำนาจ การมีสายเลือดพระเยซูขึ้นมาอีกหนึ่งสถาบัน
ย่อมสั่นคลอนอำนาจของคริสตจักรที่กรุงโรม ทางออกจึงเหลือให้เลือกไม่กี่ทาง?

ตามหลักฐานปัจจุบัน The Priory of Sion ก่อตั้งโดย Pierre Plantard กับคณะที่ประเทศฝรั่งเศส
เมื่อปี 1956 นาย Plantard กล่าวอ้างว่าสมาคมของตนสืบต่อเนื่องมาจาก Order of Sion
หรือชื่อที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ The Abbey of Notre Dame of Mount Sion ซึ่งก่อตั้ง
ในอาณาจักรเยรูซาเลมในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 1 ไม่เท่านั้น เขาหวังยกระดับสมาคมของเขา
ว่าเก่าแก่ด้วยการทำเอกสาร The Secret Dossiers ใน Bibliotheque Nationale ปลอม


และถ้า The Secret Dossiers เป็นของปลอม นั่นหมายความว่า Leonardo da Vinci
ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ The Priory of Sion และการตีความภาพวาด The Last Supper
ตามที่ปรากฏใน The Da Vinci Code ก็เป็นเรื่องคิดเอาเอง!!!


ไม่เพียงเท่านั้น ข่าวลือที่ว่าบาทหลวงชาวฝรั่งเศส Berenger Sauniere เจ้าอาวาสโบสถ์
ในเมือง Rennes-le-Chateau ที่กลายเป็นเศรษฐีข้ามคืนเพราะค้นพบเอกสารระบุถึงเชื้อสายกษัตริย์
Merovingian ที่ยังมีชีวิต ก็ยังเป็นผลงานการปลอมแปลงของนาย Plantard เช่นกัน


ที่น่าสังเกต ใน The Da Vinci Code ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ Louvre
ที่ปารีสนามสกุล Sauni?re !!


Opus Dei องค์กรคาธอลิกก่อตั้ง ขึ้นในปี 1928 ในประเทศสเปน
โดยบาทหลวง Josemaria Escriva (หลังจากเสียชีวิตได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ)
ปัจจุบัน Opus Dei มีสมาชิก 85,000 คนทั่วโลก โดยเป็นบาทหลวง 2,000 คน
ภารกิจของสมาชิกคือการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานให้สอดคล้องกับ
คำสอนของพระเยซู และอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสันตะปาปาในกรุงโรม
ใน The Da Vinci Code สังฆราช Manuel Aringarosa นั่งเก้าอี้ประธาน Opus Dei ทั่วโลก
ห้าเดือนก่อนเหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้น Aringarosa ได้รับแจ้งว่าสันตะปาปา
จะตัดการช่วยเหลือ Opus Dei ในอีก 6 เดือนข้างหน้า สังฆราช Aringarosa
ที่เชื่อว่ามีแตองค์กรของตนเท่านั้นที่สามารถช่วยไม่ให้ศาสนจักรไม่เสียศูนย์
ในโลกยุคใหม่ที่มีแต่การฉ้อฉลและเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะปกป้ององค์กร
ความคิดนี้ทำให้ Aringarosa ถลำตัวสู่ด้านมืดในที่สุด


พูดถึงสังฆราช Aringarosa แล้วต้องพูดถึง Silas สมาชิกที่อุทิศตัวเองแบบเกินร้อย
ให้กับ Opus Dei ปูมหลังของ Silas เป็นเด็กกำพร้าปากกัดตีนถีบแถวเมืองท่า Marseilles
ชีวิตหลงเข้าไปในวังวนของอาชญากรรม ถูกจับขังเรือนจำที่ Andorra แถบเทือกเขา Pyrenees
แต่ก็แหกคุกออกมาได้ในขณะเกิดแผ่นดินไหว เขาได้ที่พักพิงจากพระหนุ่มชาวสเปน
ชื่อ Aringarosa ซึ่งเป็นคนตั้งชื่อ Silas ให้กับเขา และทำให้ Silas ยอมรับทำภารกิจที่เขาเชื่อว่า
จะทำให้ศาสนาคริสต์ไม่ล่มสลาย
เรื่องต้องรู้ยังมีอีกเยอะ แต่จะไม่สาธยายต่อ รอไปดูเองในโรงแล้วกัน...
สัญลักษณ์ ไพรเออรี่ ออฟไซออน

สัญลักษณ์ ไพรเออร์รี่ ออฟไซออน อันแรกนี้ ถ้าใครเข้ามาบลอคผมตอนธีมเก่า
ก็คงเคยเห็นกันแล้ว มันเป็นสัญลักษณ์ ของไพรเออร์รี่ ออฟไซออน เป็นดาว ห้าแฉก (pentacular)
สัญลักษณ์นี้เชื่อกันมาแต่โบราณ เป็นโครงสร้างอย่างหนึ่งที่ทรงพลังอำนาจในโลกสิ่งเร้นลับ
เช่นเดียวกับรูปทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ด้านบรรจบพบกันที่ยอดแหลม



ดาว 5 แฉก นี้ปรากฏมากมายทั่วดินแดนตะวันตกและตะวันออกกลาง
บางแห่งเรียกว่า เงื่อนปมไม่รู้จบ (Endless Knot) บางแห่งเรียกว่า ดาวแห่งโซโลมอน
เชื่อกันว่าสามารถปกป้องรักษาตนเองจากสิ่ง ่ชั่วร้าย แต่ในสมัยหนึ่งสัญลักษณ์นี้
ถูกกล่าวหาว่าเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจ ที่พวกพ่อมดหมอผี ใช้ในการเรียกวิญญาณชั่วร้าย
แต่สิ่งที่ อัศวินนักรบ ค้นพบเป็นวิทยาศาสตร์ ยารักษาโรคที่สูญหายไปนาน เรียกกันว่า
ยาอายุวัฒนะ ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลให้หายได้ และฟื้นคืนกำลังอย่างรวดเร็ว
จากการเล่นแร่แปรธาตุ

แต่ในสมัยกลางของยุโรปกลับเรียกผู้ที่มีความรู้ในการปรุงยา และนักเล่นแร่แปรธาตุ นี้ว่า
พ่อมด หรือ แม่มดจนป้ายสีพวกเหล่านี้เป็นผู้ใช้ไสยเวทย์หรือมนต์ดำและเป็นสาวกของ
วิญญาณชั่วร้ายหรือ ซาตาน




รูปเคารพบูชา ของ อัศวินนักรบ คือ บาโฟเมต (Baphomet) คือ
เทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ แต่ในคริสตจักรกล่าวหาว่าเป็นลัทธินอกรีต

บาโฟเมต มีศีรษะเป็นแพะที่มีเขางอกออกมา 2 ข้าง ของแพะในโบราณเป็นสัตว์
ที่ให้นมเป็นอาหารของมนุษย์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

การค้นพบกลุ่ม อัศวินนักรบ นิยมใช้ อักาะ แอตบาซ เป็นรหัสนัยเพื่อ
ปกปิดความลับให้เป็นปริศนา เป็นอักษรแบบเล่นคำ ที่ชาวเฮบรูว์ โบราณใช้กัน


เมื่อนำอักษร Baphomet มาเทียบตามหลักการของอักษรแอตแบช จะได้คำว่า Sofia ในภาษากรีก
แปลว่า สติปัญญา หรือความเฉลียวฉลาด รวมทั้งความสมบูรณ์พูนสุข และชีวิตที่ยืนยาวด้วย

ภายหลังมีการกล่าวหาว่ากลุ่มอัศวินนักรบ เป็นกลุ่มศาสนานอกรีต และบูชา ซาตาน การบูชา
บาโฟเมต นี้เอง ทำให้คริสตจักรสร้างเรื่อง ว่าบูชา ซาตาน โดยใช้รูปสัญลักษณ์หัวแพะ
เป็นภาพเดียวกับซาตาน และมีพิธีกรรมประหลาด จึงทำให้เชื่อกันได้ง่าย
ต่อสายตาของประชาชนผู้ไม่ทราบความจริง




สัญลักษณืเกี่ยวกับ ไพรเออร์รี่ ออฟไซออน บางอันผมก็ไม่รู้จักครับ
แต่มันอยู่ด้วยก็เลย เอามาหมดเลย

เคยมีคนถามในบอร์ดผมว่า ไสยศาสตร์กับ วิทยาศาสตร์ต่างกันอย่างไร
อันที่จริงดูเหมือนต่างแต่มันก็ต่างกันในแบบเหมือนกัน ฟังแล้วงง แฮะ เช่นเดียวกับ
สิ่งต่าง ๆ มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด มี ขั้วบวก ก็ต้องมี ขั้วลบ อะไรประมาณนั้นนะ
อันที่จริงมันเป็น ตรรกะ บางครั้งเรามองไปข้างหน้า เรามักจะเห็นอดีต ฟังเหมือนปรัชญา
แต่มันไม่ใช่ปรัชญา สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว จากที่ไหน? เมื่อไหร่?
ก็มีหลักวิธีอธิบายได้ทั้ง 2 อย่าง เป็น ตรรกะ" ขอ งโลก มี 2 ด้านเสมอ

แต่ ทั้งสองมีพื้นฐานมาจากที่เดียวกัน คือ ความเชื่อ เท่านั้น ที่ผู้ใดจะทำให้เชื่อตามฝ่ายนั้น
ได้มากกว่า มีสัดส่วน น้ำหนัก และแนวความคิดนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งนั้น
ก็อาจกลายเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็เป็นได้




อันนี้เป็นดวงดาวแห่งโซโลมอนครับ เป็นที่ตั้งของเมืองแต่ละเมือง
เมื่อตีเส้นระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลของ อัศวินนักรบ (Knights templar)
ในฝรั่งเศส จะได้รูปดาว 5 แฉกครับ


http://lionardo.exteen.com/category/Priory-of-sion


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Feb 07, 2010 9:29 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t141.htm



att พิมพ์ว่า:
โดย... มหาวิทยาลัยครูเซี่ยงไฮ้ อรุณ โรจนสันติ แปล สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 2542

ประวัติศาสตร์โลกยุคใกล้
ตอนที่ 1 สภาพสังคมและความสัมพันธ์ทางชนชั้นของฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติ


การพัฒนาของเศรษฐกิจทุนนิยมกับความขัดแย้งของระบอบศักดินา

The French Revolution: The Moderate Stage, 1789-1792


ฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติ เป็นประเทศเกษตรกรรมศักดินา ประชากรทั่่วประเทศในปี 1789 มีประมาณ 25 ล้านคน
ในจำนวนนี้ มี 23 ล้านคนอยู่ในชนบท เมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรมที่มีประชากรมากกว่า 100,000 คน
มีเพียงปารีสกับลีอองส์ 2 แห่งเท่านั้น มูลค่าของผลิตผลภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 2 เท่าครึ่งของมูลค่าของผลิตภัณฑ์
ทางอุตสาหกรรม ชนบทจึงมีฐานะเหนือกว่าเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ว่า เศรษฐกิจสินค้าทุนนิยมของฝรั่งเศสได้เริ่มปฏิสนธิ
ในครรภ์มารดาของสังคมศักดินาแล้ว ในภาคเกษตรกรรม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ปรากฏเจ้าที่ดินที่เป็นแบบ
ชนชั้นนายทุนแบบอังกฤษ พวกเขาขับไล่ชาวนา ยึดครองที่ดิน สร้างฟาร์มเกษตรที่ว่าจ้างแรงงงานรับจ้างเป็นพื้นฐาน
ในด้านพาณิชยกรรม เริ่มแต่ต้นศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา การค้าขาเข้าและขาออกได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว
การค้ากับประเทศเมืองขึ้นเพิ่มขึ้น 4 เท่า ในด้านอุตสาหกรรม ถึงแม้ว่าที่อยู่ในฐานะปกครองยังคงเป็นหัตถกรรมสมาคมอาชีพ
แต่สถานประกอบการหัตถกรรมทุนนิยมได้เริ่มพัฒนาแล้ว สถานประกอบการที่กระะจัดกระจายมีค่อนข้างแพร่หลาย
สถานประกอบการหัตถกรรมที่รวมศูนย์ก็มีจำนวนไม่น้อย วิสาหกิจผลิตเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่ก็เริ่มมีปรากฏขึ้นบ้าง
เช่น "บริษัทเหมืองถ่านหินอองส์จัง" มีกรรมกร 4,000 คน โรงงานถลุงเหล็กอัลซัสอันลือชื่อในขณะนั้น เริม่ใช้วิธีการผลิต
แบบจักรกลในก้าวแรก ขณะนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษผู้หนึ่งกล่าวว่า จากเขตรูอองถึงเลออาฟร์ ถ้าจะกล่าวว่า
เป็นเขตเกษตรกรรมสู้กล่าวว่าเป็น เขตอุตสาหกรรมจะถูกต้องกว่า

แต่ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมของฝรั่งเศสกลับถูกความสัมพันธ์แบบศักดินาผูกมัดต่างๆ นานา ขณะนั้น
พื้นฐานทางเศรษฐกิจของความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบศักดินาคือ ระบอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเจ้าที่ดินใหญ่
ในศตวรรษที่ 18 ที่ดินเพาะปลูกร้อยละ 90 ขึ้นไปเป็นของกษัตริย์ ขุนนางและศาสนจักร ชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่สุด
ของประชากรกลับมีที่ดินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ราชสำนัก ขุนนนาง และพวกพระ ได้ใช้ความสัมพันธ์ในการถือครองที่ดิน
แบบศักดินาไปดำเนินการขูดรีดต่อชาวนาอย่างทารุณ ทำลายการพัฒนาพลังการผลิตในชนบทอย่างร้ายแรง และก็เป็นอุปสรรค
ขัดขวางต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมทุนนิยมอย่างร้ายแรงด้วย ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ดิน แปรระบอบกรรมสิทธิ์
ในที่ดินแบบศักดินาเป็นระบอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบบทุนนิยมจึงเป็นเนื้อหาพื้นฐานในการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอดมา


ภายใต้การปกครองของระบอบศักดินาเก่า ระบอบสมาคมอาชีพ ระเบียบข้อบังคับทางอุตสาหกรรมและระบอบด่านศุลกากร
ภาษีจิปาถะ สัมปทานผูกขาดการขายทางการค้า ความไม่เป็นเอกภาพของเงินตราและระบบ ชั่ง ตวง วัด ล้วนเป็นอุปสรรค
ขัดขวางต่อการพัฒนาอย่างเสรีของอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมทุนนิยมอย่างร้ายแรง ก่อนปฏิวัติ ภายในประเทศ
มีด่านศุลกากรอยู่ทั่วไป รัฐและศาสนจักร(โรมัน คาธอลิก) ต่างก็จัดเก็บภาษีศุลกากร ทำให้การหมุนเวียนของสินค้า
มีความยากลำบากมากเป็นที่สุด เช่น การขนส่งสินค้าจาก ออร์เลียงส์ที่อยู่ภาคกลางไปยัง นอร์มังดีซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตก
Normandy

ราคาสินค้าจะเพิ่มจากราคาเดิมเพียง 20 เท่าตัว ขณะที่การขนส่งสินค้าจากประเทศจีนไปยังฝรั่งเศส
ราคาสินค้าจะเพิ่มจากราคาเดิมเพียง 3-4 เท่าตัวเท่านั้น ดังนั้น พลังการผลิตใหม่แบบทุนนิยม
จึงเกิดความขัดแย้งกับความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบศักดินาที่เน่าเฟะอย่างแหลมคม

การทำลายความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบศักดินาตลอดจนโครงสร้างชั้นบนทั้งหมดของมัน
ใช้เผด็จการชนชั้นนายทุนเข้าแทนที่เผด็จการศักดินา เบิกทางให้กับการพัฒนาทุนนิยม
จึงกลายเป็นภาระหน้าที่มูลฐานของการปฏิวัติชนชั้นนายทุนของฝรั่งเศส และก็เป็นสาเหตุแห่ง
การปะทุของการปฏิวัติด้วย

att พิมพ์ว่า:รูปแบบอำนาจรัฐเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นแบบฉบับ

ผู้ที่ปกครองฝรั่งเศสก่อนปฏิวัติคือ ราชวงศ์บูร์บองส์ House of Bourbon



ดำเนินการปกครองแบบเผด็จการรวมศูนย์อำนาจ กษัตริย์เป็นตัวแทนสูงสุดของฐานันดรอภิสิทธิ์
อำนาจกษัตริย์ก่อนปฏิวัติของฝรั่งเศสต่างกับของอังกฤษก่อนปฏิวัติ ฝรั่งเศสไม่มีรัฐสภาดังเช่นอังกฤษ
และสถาบันที่ประชุมฐานันดรแบบเก่าซึ่งก็คือ สภา 3 ฐานันดรตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 ก็ไม่ได้เปิดขึ้นอีกเลย
กษัตริย์ฝรั่งเศสเป็นผู้กุมสถาบันข้าราชการและการทหารที่ใหญ่มหึมาโดยตรง ทั้งใช้ศานจักรไปกดขี่
และมอมเมาประชาชนในด้านจิตใจ
สถาบันข้าราชการกับศาสนจักรเป็นเสาค้ำ 2 เสาในการพิทักษ์รักษา
ระบอบเผด็จการศักดินา เพื่อปองร้ายต่อผู้ที่อาจเป็นอันตรายต่ออำนาจกษัตริย์ กษัตริย์ยังได้ประกาศ
"ราชโองการลับ" ชนิดหนึ่ง ผู้ถือราชโองการลับมีอำนาจจับคนได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณา
ของกระบวนการยุติธรรม ก็สามารถนำไปกักขังไว้เป็นเวลานาน ฉะนั้น รูปแบบอำนาจเผด็จการศักดินาของฝรั่งเศส
จึงเป็นแบบฉบับดื้อรั้นเป็นพิเศษของยุโรป

รูปแบบอำนาจรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศสได้เข้าสู่ยุคเจริญที่สุดในสมัยการปกครองของหลุยส์ที่ 14
( Louis 14 ครองราชย์ 1643-1715) Louis XIV of France


ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่ความเสื่อมโทรมด้วย หลุยส์ที่ 14 ได้ดำเนินการปกครอง
ที่เกะกะระรานชนิดที่เรียกว่า "ตัวกูคือประเทศ" "กฏหมายออกโดยตัวกู" ถึงสมัยการปกครองของหลุยส์ที่ 15
(ครองราชย์ 1715-1774) Louis XV of France



รูปแบบอำนาจรัฐเผด็จการฝรั่งเศสก็ถึงขั้นเสื่อมโทรมสุดขีด ทรงวางอำนาจบาตรใหญ่รีดนาทา่เร้น
สูบรีดทรัพย์สินเงินทองของทั่วประเทศไปบำรุงบำเรอชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ภายในราชสำนัก
"เบื้องหลังของกูจะเกรงกลัวอะไรกับน้ำป่าท่วมฟ้า" นี่ก็คือหลักการปกครองประเทศฝรั่งเศส
ของหลุยส์ที่ 15 เพราะเหตุนี้เอง หลุยส์ที่ 16 (ครองราชย์ 1774-1792) Louis XVI of France


ซึ่งเป็นหลานปู่ของหลุยส์ที่ 15 หลังขึ้นสู่ราชบัลลังก์ไม่นาน ราชวงศ์บูร์บองก็ถูกน้ำป่าแห่งการปฏิวัติ
ที่เชี่ยวกรากซัดกระหน่ำจนพังทลายลง

ระบอบฐานันดรศักดินาของฝรั่งเศสก็เข้มงวดมาก ขณะนั้นประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในประเทศถูกแบ่งเป็น 3 ฐานันดร
พวกพระหรือนักบวชเป็นฐานันดรที่ 1 ขุนนางเป็นฐานันดรที่ 2 ที่อยู่นอก 2 ฐานันดรข้างต้นล้วนจัดอยู่ในฐานันดรที่ 3
สองฐานันดรแรกเป็นฐานันดรอภิสิทธิ์ที่กุมอำนาจการปกครอง พวกเขามีจำนวนคนทั้งสิ้นไม่เกิน 200,000 คน
เป็น 1 ใน 100 ของประชากรทั่วประเทศ ฐานันดรอภิสิทธิ์ครอบครองตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งในรัฐบาล กองทัพ และศาสนจักร
มีสิทธิพิเศษทุกชนิด มีรายได้มากมายมหาศาล แต่ไม่ต้องเสียภาษี ในบทบัญญัติเก่ากล่าวไว้ว่า
"พระรับใช้กษัตริย์ด้วยการสวดวิงวอน ขุนนางรับใช้กษัตริย์ด้วยการใช้ดาบ ฐานันดรที่ 3 รับใช้กษัตริย์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง"
นี่ก็ได้กำหนดฐานะอภิสิทธิ์ของพระและขุนนางและฐานะไร้สิทธิ์ของฐานันดรที่ 3 อย่างแจ่มชัด

att พิมพ์ว่า:ฐานันดรอภิสิทธิ์

ชนชั้นที่เป็นส่วนบนของพวกพระมีอภิสิทธิ์ทั้งทางการเมือง การศาลและการคลัง

ครอบครองที่ดิน 1 ใน 10 ของที่ดินทั่วประเทศ เก็บค่าเช่าได้ปีละ 80-100 ล้านลีฟ์ นอกจากนี้แล้ว
ยังมีรายได้จากภาษี 10 ชัก 1 อีก 120 ล้านลีฟ์ พวกพระชั้นสูงส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากขุนนาง
ปี 1789 ทั่วประเทศมีพระสังฆราช 143 องค์ ล้วนถือกำเนิดจากขุนนาง พวกเขาส่วนใหญ่
พักอยู่ในเขตพระราชฐาน ใช้ชีวิตที่เหลวแหลก เป็นชนชั้นกาฝากร้อยเปอร์เซ็นต์

พวกพระชั้นล่าง เช่น บาทหลวงชนบท รองบาทหลวงเป็นต้น มีรายได้น้อย ส่วนใหญ่ถือกำเนิด
ในฐานันดรที่ 3 ในด้านความศรัทธาทางศาสนาพวกเขาแม้ว่าจะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
บางประการกับพวกพระชั้นสูงก็ตาม แต่พวกเขาก็มีความเคียดแค้นชิงชังต่อพระชั้นสูง
เห็นอกเห็นใจฐานะของฐานันดรที่ 3 ฉะนั้นในยุคต้นของการปฏิวัติ พวกนี้จึงแยกตัวออกจากพวกพระ
โถมตัวลงสู่การต่อสู้คัดค้านระบอบเผด็จการ

ขุนนางของฝรั่งเศสในขณะนั้นแบ่งเป็น "ขุนนางราชสำนัก" กับ "ขุนนางชุดยาว" และ "ขุนนางชนบท"
ล้วนมีอภิสิทธิ์ในด้านต่างๆ พวกเขาไม่เพียงแต่รีดนาทาเร้นหยาดเหลื่อแรงงานของชาวนา
ยังได้รับเบี้ยหวัดเงินปีจากกษัตริย์เป็นประจำ ในฝรั่งเศสแม้ว่าได้ปรากฏสภาพขุนนางแบบชนชั้นนายทุน
ออกมาบ้างเป็นส่วนน้อย แต่ที่สำคัญยังคงเป็นชนชั้นนายทุนแบบขุนนางมากกว่า ถ้าเปรียบเทียบกับ
ขุนนางของอังกฤษก่อนปฏิวติ ขุนนางของฝรั่งเศสก็มีลักษณะพิเศษบางประการคือ
1) ผูกขาดอำนาจบังคับบัญชากองทหาร
2) ไม่ต้องเสียภาษี มีอภิสิทธิ์ทางด้านการคลัง
3) ดูถูกเหยีดหยามพวกดำเนินกิจการด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเป็นที่สุด
ฉะนั้น ฐานันดรขุนนางของฝรั่งเศสจึงดื้อรั้นและวางอำนาจที่สุด

"ขุนนางราชสำนัก" คือตระกูลที่เข้าออกราชสำนักประมาณ 4,000 ตระกูล พวกนี้ใช้ชีวิตที่เหลวแหลก
เน่าเฟะที่สุด
เป็นอิทธิพลเน่าเฟะที่มีปฏิกิริยามากที่สุด
"ขุนนางชุดยาว" คือชนชั้นนายทุนที่เป็นแบบขุนนาง พวกนี้ใช้เงินซื้อบรรดาศักดิ์ของขุนนาง ครอบครอง
แผนกงานด้านตุลาการของรัฐศักดินา
พิทักษ์รักษารูปแบบอำนาจรัฐศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชย์
คัดค้านการปฏิรูปทั้งปวง
"ขุนนางชนบท" คือขุนนางน้อย เนื่องจากพยายามรักษาของเก่า พวกนี้จึงมีปฏิกิริยาอนุรักษ์ ยื่งตกต่ำลง
ก็ยิ่งขูดรีดชาวนาอย่างบ้าระห่ำ ทั้งถูกเคียดแค้นชิงชังจากชาวนา และยังได้รับการดูถูกจากขุนนางใหญ่
ขุนนางถ้ากล่าวในฐานเป็นชนชั้นหนึ่งแล้วล้วนเป็นเป้าหมายของการปฏิวัติ แต่ในวิถีดำเนินของการปฏิวัติ
ก็มีคนส่วนน้อยแยกตัวออกมา สนับสนุนการปฏิรูปบางประการของชนชั้นนายทุน พวกนี้ถูกเรียกว่า
"ขุนนางฝ่ายเสรีนิยม" ในระยะแรกๆ ของการปฏิวัติ พวกนี้เคยร่วมกับชนชั้นนายทุนแย่งชิงดอกผลของการปฏิวัติ



att พิมพ์ว่า:ฐานันดรที่ 3

ก่อนปฏิวัติ ฐานันดรที่ 3 มีจำนวนคนเป็นร้อยละ 99 ของประชากรทั่วประเทศ ประกอบด้วยชาวนา ชาวเมือง
และชนชั้นต่างๆ ของชนชั้นนายทุน ในทางการเมือง พวกนี้ล้วนอยู่ในฐานะไร้สิทธิ์ไร้เสียง

ฐานันดรที่ 3 ชาวนาเป็นมวลชนพื้นฐาน มีจำนวนคนเป็น 3 ใน 4 ของประชากรทั่วประเทศปลายศตวรรษที่ 18
ชาวนาฝรั่งเศสยกเว้นส่วนน้อยที่สุดส่วนหนึ่งแล้ว ล้วนสลัดพ้นจากสภาพการขึ้นต่อทางร่างกายแบบทาสกสิกรแล้ว
แต่ว่า ชาวนาทำนาบนผืนที่ดินของขุนนางจะต้องส่งค่าเช่าแทนแรงเกณฑ์และภาษีที่ดิน ชาวนายังต้องเสียภาษี
10 ชัก 1 ให้ศาสนจักร(โรมัน คาธอลิก)
เสียภาษีจำนวนมากให้รัฐบาล เพื่อขูดรีดชาวนาอย่างทารุณยิ่งขึ้น
พวกขุนนางจะหาข้ออ้างต่างๆ ไปรีดนาทาเร้นต่อชาวนา กระทั่งสัตว์เลี้ยงของชาวนาเดินบนถนนหนทางที่ขุนนาง
ครอบครองมีฝุ่นตลบก็ต้องเสีย "ภาษีฝุ่น" ชาวนามีชีวิตที่ยากไร้อย่างที่สุด พวกเขาเรียกร้องให้แบ่งปันที่ดินของขุนนาง
พันธะศักดินาทุกชนิด ดังนั้นจึงก่อการลุกขึ้นสู้มิได้ขาด สั่นคลอนระบอบศักดินาอย่างหนัก พวกนี้เป็นกำลังหลักของการปฏิวัติ

ส่วนประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งในฐานันดรที่ 3 คือชาวเมือง ประกอบด้วย อาจาร์ยสมาคมอาชีพหัตถกรรม
เจ้าของร้านค้าย่อย ผู้ช่วยงานและคนงานเป็นต้น พวกนี้ถูกกกดขี่และเหยีดหยามจากฐานันดรอภิสิทธิ์อย่างหนัก
แบกภาษีจิปาถะอันหนักอึ้ง ขณะนั้นทุนนิยมยังอยู่ในชั้นสถานประกอบการหัตถกรรม กรรมกรหัตถกรรมสถานประกอบการ
เป็นบรรพกายของชนชั้นกรรมาชีพ ชั่วโมงทำงานในแต่ละวันยาวถึง 16-18 ชั่วโมง ค่าแรงเพียงเดือนละ 20-25 ซู
แต่ค่าครองชีพในขณะนั้นคือ ขนมปัง 1 ปอนด์ต้องใช้เงินถึง 5 ซูจึงจะซื้อได้ ฐานะของผู้ช่วยงานยิ่งย่ำแย่
พวกนี้ยังต้องถูกขูดรีดจากอาจาร์ยสมาคมอาชีพ ใช้ชีวิตที่แสนจะแร้นแค้น ชาวเมืองเหล่านี้ได้รับขนานนามว่า
"ไอ้กางเกงขายาว" ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 พวกเขาลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธไม่ขาดสาย เป็นกำลังของการปฏิวัติร่วมกับชาวนา

ชนชั้นนายทุนกลางในฐานันดรที่ 3 ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่มีผลสะเทือนสูง พวกเขาได้กลายเป็นชนชั้นใหญ่
ทางเศรษฐกิจ มีเงินทุนก้อนใหญ่รวมศูนย์อยู่ในมือ กุมอุตสาหกรรมภายในประเทศและควบคุมการค้าทั้งภายใน
และภายนอกประเทศ แย่งยึดที่ดินได้จำนวนมาก แต่ในทางการเมืองพวกเขายังอยู่ในฐานะที่ไร้สิทธิ์ พลังทางเศรษฐกิจ
ของชนชั้นนายทุนดูไม่สมกันเลยกับฐานะที่ไร้สิทธิ์ทางการเมืองของพวกเขาแม้แต่น้อย พวกเขาจึงมีความไม่พอใจ
ชนชั้นอภิสิทธิ์ของศักดินาอย่างที่สุด ในใจคิดแต่ช่วงชิงอำนาจรัฐ ขณะนั้น ชนชั้นปกครองศักดินาเป็นศัตรูร่วมกัน
ของชนชั้นนายทุนและชนชั้นที่ถูกขูดรีดทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นนายทุนจึงได้แอบอ้างตนว่า ไม่ใช่เป็นตัวแทนของ
ชนชั้นหนึ่งชนชั้นใด หากเป็นตัวแทนของมนุษยชาติที่ตกทุกข์ได้ยากทั้งมวล ในการต่อสู้คัดค้านศักดินา
พวกเขาสวมบทบาทเป็นผู้นำ
(เหมือนไทยตอนนี้)

att พิมพ์ว่า:ภายในของชนชั้นนายทุนประกอบด้วยชนชั้นที่แตกต่างกันหลายชนชั้น บนวิถีดำเนินของการปฏิวัติ
ท่าทีของพวกเขาที่มีต่อระบบศักดินาและมวลชนกรรมกรชาวนาก็แตกต่างกันไป ทางส่วนบนของชนชั้นนี้
คือ นายธนาคาร พวกนี้มีความสัมพันธ์เป็นสายระโยงระยางกับราชวงศ์ศักดินา พวกนี้เพียงยินดีให้ดำเนินการ
ปฏิรูปอย่างสันติบางประการ ให้ตนเองได้เข้าร่วมการบริหารราชการแผ่นดินบ้างก็พอใจแล้ว (ความจริงคือ
นายธนาคารเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง Index of the Illuminati Book) พวกเขาพยายามอย่างสุดกำลัง
ในการคัดค้่านมวลชนกรรมกร ชาวนา คัดค้านการปฏิวัติ ดังนั้นพวกนี้จึงทรยศต่อการปฏิวัติตั้งแต่การปฏิวัติ
ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น บุคคลที่เป็นตัวแทนของพวกนี้เรียกว่า "กลุ่มรัฐธรรมนูญ" ชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรม
และพาณิชยกรรมยึดถือความเห็นให้ค้าขายอย่างเสรี เรียกร้องให้โค่นล้มระบอบเผด็จการศักดินา
กุมอำนาจด้วยตนเอง
แต่พวกนี้ก็หวาดกลัวมวลชนกรรมกรชาวนาเช่นกัน ต่อมาไม่นานก็ทรยศต่อการปฏิวัติ
บุคคลที่เป็นตัวแทนของพวกนี้ส่วนใหญ่มาจากแคว้นจีรองด์ Gironde ส่วนชั้นกลางและชั้นล่างในชนชั้นนายทุน
บุคคลที่เป็นตัวแทน ของพวกเขาได้ชื่อว่า "กลุ่มจาโกแบง" Jacobin Club ค่อนข้างหัวรุนแรง



The Door of the Jacobin Club in the Saint-Honoré Street, Paris, France.
เคยเสนอให้เลิกล้มระบอบศักดินาในขั้นมูลฐาน ดำเนินประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน
เพื่อรบชนะอิทธิพลศักดินาที่ดื้อรั้น พวกเขาจึงได้สร้างพันธมิตรชั่วคราวกับมวลชน

แต่ว่าพอได้กุมอำนาจรัฐแล้วก็หวนกลับมาเล่นงานมวลชนอย่างป่าเถื่อน (เหมือนทักษิณหรือยัง)
อันเป็นการเผยให้เห็นทวิลักษณะของชนชั้นนายทุนอย่างเด่นชัด เบื้องหน้าศัตรูพวกเขาจะร่วมกับกรรมกรชาวนา
ไปคัดค้านศัตรู เมื่อกรรมกรชาวนาตื่นตัว พวกเขาก็จะร่วมกับศัตรูไปคัดค้านกรรมกร ชาวนา นี่เป็นกฏทั่วไปของ
ชนชั้นนายทุนประเทศต่างๆ ทั่วโลก


สรุปความที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ ฐานันดรอภิสิทธิ์ที่มีกษัตริย์เป็นผู้นำอันประกอบด้วย พระ ขุนนาง
(ยกเว้น พระชั้นล่างและขุนนางฝ่ายเสรีนิยมส่วนน้อย) เป็นตัวแทนของพลังปฏิกิริยาที่เสื่อมโทรม
เน่าเฟะและเป็นกาฝาก คือเป้าหมายของการปฏิวัติ ชาวนาอันกว้างใหญ่ไปศาลและชาวเมืองในฐานันดรที่ 3
คือกำลังหลักของการปฏิวัติ ชนชั้นนายทุนภายใต้เงื่อนไขประวัติศาสตร์ในขณะนั้นได้สวมบทบาทเป็นผู้นำการปฏิวัติ
ก่อนปฏิวัติ ชนชั้นนายทุนก็ได้ดำเนินงานตระเตรียมทางความคิดและตระเตรียมประชามติเป็นเวลายาวนาน
ชนชั้นขุนนางของฝรั่งเศสจนถึงก่อนปฏิวัติก็ไม่เคยผ่านการแตกแยกภายในจนกำลังถูกบั่นทอน
ดังนั้นอิทธิพลศักดินาจึงดื้อรั้นเป็นพิเศษ ขณะที่การปฏิวัติเริ่มต้นนั้นเป็นเวลาเดียวกับยุคที่เริ่มต้นการผลิต
ด้วยเครื่องจักรของทุนนิยม ความขัดแย้งระหว่างความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมกับความสัมพันธ์
ทางการผลิตแบบศักดินาจึงแหลมคมเป็นพิเศษ หลังการปฏิวัติเกิดขึ้นแล้ว ก็ตกอยู่ในท่ามกลางการล้อมตี
ของพันธมิตรคัดค้านฝรั่งเศสในทั่วยุโรป ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าชนชั้นนายทุนไม่ร่วมกับกรรมกร ชาวนา
ก็ไม่มีทางโค่นทำลายอิทธิพลศักดินา ก็ด้วยสาเหตุเหล่านี้นั่นเอง การปฏิวัติชนชั้นนายทุนของฝรั่งเศส
จึงกลายเป็นการปฏิวัติที่ก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ และสิ้นสุดลงด้วยการรบชนะ
ชนชั้นศักดินาอย่างถึงที่สุดครั้งหนึ่ง


ถ้าจะเปรียบเทียบกับไทยตอนนี้ก็คือ ทำไม พธม. และ นปก.
จึงพยายามยกระดับการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายขึ้นไปเรื่อยๆ
ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน แต่ทำให้แบ่งแยกกันเป็นสองฝ่าย
ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่นิสัยคนไทยแท้ๆ
เป้าหมายที่แท้้จริงคือ เป้าหมายเดียวกัน แต่แยกกันตีนั่นเอง

เพราะทั้งสองฝ่ายล้วนแต่มี กลุ่มคนของต่างชาติเข้าไปควบคุมอยู่

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Feb 07, 2010 9:43 pm

Unknown พิมพ์ว่า:http://londonboi.exteen.com/20051025/entry

การปฏิวัติรัสเซียตอนที่ 3 - เลิกทาสล้มเหลว

posted on 25 Oct 2005 17:17 by londonboi in History

ก่อนอื่นข้อแก้ข้อความจากครั้งที่แล้วนิดนึงคือว่าผมเล่า ว่ากลุ่มบอลเชวิคคือ The Reds
ส่วน เมนเชวิค คือ The Whites ขอแก้ไขเป็น กลุ่ม White เนี่ยคือกลุ่มที่สนับสนุนราชวงศ์นะครับ
2 กลุ่มนี้รบกันเพื่อชิงอำนาจทางการเมือง



มาต่อตอนที่ 3 กันเลยดีกว่า ครั้งที่แล้วผมเล่าให้ฟังว่ามีการปฎิวัรัสเซียนั้นมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มที่สนับสนุนราชวงศ์โรมานอฟ กับ กลุ่มพรรคแรงงานที่ประกอบด้วย เมนเชวิค กับ บอลเชวิค นะครับ

คือว่าวันนี้จะมาพูดรายระเอียดการปฏิวัติกันดีกว่าว่าจะเป็นอย่างไรการ ปฎิวัติส่วนใหญ่ในโลกที่ผมสังเกตุมานั้นเนี่ย
เริ่มแรกจะเป็นการโค่นอำนาจของคนที่มีอำนาจอยู่ หลังจากนั้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยมีการชิงอำนาจกัน
ในหลายๆครั้งอาจจะเกิดสงครามกลางเมืองเลยก็ได้เพราะแนวคิดหลังจากการได้ อำนาจมานั้นอาจจะมีหลากหลาย
บางครั้งมีการแทรกแทรงจากต่างชาติที่จะสนับสนุนผู้ที่จะให้ประโยชน์อชาติ นั้นๆได้ดีที่สุด อีกอย่างคือ
ใครๆก็อยากเป็นใหญ่ทั้งนั้นแหละการปฎิวัติเดือนกุมภาพันธ์ 1917 ที่เมือง St Peterburg
นี่เป็นจุดเริ่มในการโค่นอำนาจผู้นำประเทศ
ถามว่าทำไมคนต้องปฎิวัติหรือทำอะไรต่างๆนานา
มันก็เกิดจากการที่ประชาชนไม่ได้พอใจสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในการเมืองนั่นแหละ คนไม่ได้พอใจสิ่งที่เกิดขึ้น
จากการที่รัฐบาลบริหารประเทศอย่างล้มเหลว คนไม่มีกิน ปัญหาทั้งหลายเนี่ยจริงๆแล้วมันสะสมมา
ตั้งแต่กษัตริย์รุ่นก่อนๆ โดยเฉพาะนโยบายเลิกทาสของพระเจ้า Alexander II (เลิกทาสแล้วไม่ดีหรอ?)



คือ ว่าการเลิกทาสของรัสเซียเนี่ยเกิดมาจากกระแสทางการเมืองของยุโรปในสมัยนั้น
ซึ่งเกิดหลังจากการปฎิวัติฝรั่งเศสไม่นานนัก พระเจ้า Alexander ก็กลัวว่ากระแสพวกประชาธิปไตยนี้
มันจะมาที่รัสเซียก็เลยมีนโยบายเลิกทาส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องการรวมตัวกันของประชาชน
ในการเรียกร้องอิสระภาพ แต่สมัยนั้นเนี่ยการเลิกทาสของรัสเซียไม่ได้คำนึงผลที่จะเกิดมาในอนาคต
เพราะว่าพวกเจ้าของที่ดินหรือนายทาสยอมที่จะให้ทาสนั้นเป็นอิสระได้แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้ รัสเซียตอนนั้น
จึงมีทรัพยากรคนจำนวนสูงมาก ซึ่งถ้าจัดการดีๆก็จะทำให้พัฒนาประเทศไปได้ดีเลย แต่ถ้าไม่ดีละก็
คนเหล่านั้นก็กลายเป็นแรงงานราคาถูกไป เหตุการณ์ที่รัสเซียคือทาสเป็นอิสระแต่ไม่มีที่ทำกิน
มันก็สะสมกันมาเรื่อยๆจนเกิดปัญหาในอนาคตหล่ะครับ



ถามว่าทำไมประเทศไทยไม่ได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเลิกทาสมากนักปัญหาทุกอย่างถูกคิดไว้
และดำเนินการทีละนิดๆ ประเด็นการจัดการเรื่องการเลิกทาสของประเทศไทยเราเนี่ยผมพอจะสรุปได้ดังนี้

1.ทำอย่างไรไม่ให้นายทาสขุ่นเคือง
- ก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะครับ ไม่งั้นพวกนายทาสคงจะรวมตัวกันประท้วงอาจจะเกิดปฏิวัติจนเกิดสงครามการเมืองได้
ทางรัฐบาลไทยค่อยๆออกกฏหมายเป็นให้ทาสรุ่นต่อๆไปพ้นความเป็นทาสเร็วขึ้น มีการซื้อทาส ไถ่ถอนให้เป็นอิสระ
แล้วไม่มีการรับทาสอีก รวมทั้งประกาศนโยบายต่างๆให้เห็นว่าการเลิกทาสนั้นทำให้เราเป็นชาติที่มีมนุษยธรรม

2. ทำอย่างไรให้ทาส พ้นการเป็นทาส -
ทาสบางคนไม่รู้จะไปไหนก็ยอมเป็นทาสต่อก็มี บางคนชอบอยู่กับเจ้านายบ้านหลังโตๆ สบายดี มีกิน
ไม่ต้องหางานที่ไหนอีก ทางรัฐบาลไทยก็เลยต้องออกกฏหมายให้เก็บภาษีของคนที่ยังเป็นทาสสูงขึ้นๆ
คนเป็นทาสก็เลยไปหางานอื่นที่มันทำให้จ่ายภาษีน้อยกว่านี้

3. ทำอย่างไรหลังจากทาสพ้นความเป็นทาส-
ก็ต้องจัดหาที่ทางให้กับทาสเพื่อไปประกอบอาชีพของตัวเอง สมัยนั้นรัฐบาลมีการจัดการเรื่องหน่วยงานต่างๆ
ก็ทำให้มีแรงงานเข้ามาประกอบอาชีพได้ โดยทาสไม่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องการงานแบบทางรัสเซีย
ความอดยากของคนก็นำไปสู่การรับผิดชอบของผู้นำประเทศ แถมตอนนั้นกับมีสงครามสารพัดปัญหาคนยิ่งอดอยาก
นำไปสู่การปฎิวัติรัสเซีย โดยบังคับให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซียสละราชสมบัติ หลังจากนั้นก็นำพระองค์
และครับครัวไปขังไว้ที่ไซบีเรียอย่างที่ผมบอกนะครับหลังจากมีการโค่นอำนาจเกิดขึ้นก็จะมีสงครามกลางเมือง
เพื่อช่วงชิงอำนาจกันและแน่นอนครับมันการช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่ายบอลเชวิคกับฝ่ายที่นิยมในตัวกษัตริย์

http://www.tiewrussia.com/catalog.php?idp=278

ปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ (The February Revolution)

8 มีนาคม พ.ศ. 2460 เกิดการ ปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ (The February Revolution) ในประเทศรัสเซีย
หลังจากที่รัสเซียพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 คนงานและทหารได้ลุกฮือขึ้นประท้วง ทำให้
พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) แห่งราชวงศ์ โรมานอฟ (Romanov) กษัตริย์องค์สุดท้ายของรัสเซีย
ต้องสละราชสมบัติ มีการตั้งรัฐบาลชั่วคราวนำโดย อเล็กซานเดอร์ เกเรนสกี้ (Alexander Kerensky)
ก่อนที่จะถูก พรรคบอลเชวิค (bolshevik) นำโดย เลนิน (Vladimir Lenin) เข้ามาทำการปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้ง
ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันแล้วเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ประเทศแรกในโลก




http://www.thaigoodview.com/node/46592

ปฏิวัติรัสเซีย


By ริต้า เมื่อ อังคาร, 24/11/2009 - 20:59

7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2460 เกิด การปฏิวัติรัสเซีย (Russian Revolution) เป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน
(ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม) เมื่อ วลาดิมีร์ อิลยิช เลนิน (Vladimir Llyich Lenin) ผู้ยึดมั่น
ในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ตามแนวคิดของคาร์ล มารกซ์ เข้าโค่นล้มรัฐบาลชั่วคราวของ
อเล็กซานเดอร์ เกเรนสกี้ (Alexander kerensky) ณ พระราชวังฤดูหนาวในกรุงเปโตรกราด
(เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) แล้วก่อตั้งรัฐบาลของพรรค บอลเชวิก (Bolshevik) การปฏิวัติครั้งนี้
ก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองรัสเซียตามมา
ต่อมารัฐบาลภายใต้การนำของเลนิน
ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์เป็นประเทศแรกของโลก
และประกาศตั้ง สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (USSR)

ในปี พ.ศ. 2465 หลังการขึ้นสู่อำนาจของเลนิน ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แผ่ขยายไปในหลายประเทศ
และมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของโลกในศตวรรษที่ 20

การปฏิวัติรัสเซีย
รัสเซียในตอนต้นของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 กำลังเข้าสู่ยุคของการขยายตัวของอุตสาหกรรม ประชาชนเปลี่ยนอาชีพ
จากเกษตรกรรมมาเป็นกรรมกร กรรมกรเหล่านี้เริ่มมีแนวคิดโน้มเอียงเข้าหาแนวทางสังคมนิยม ในขณะที่เศรษฐกิจ
กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ในปี ค.ศ.1898 ได้มีการก่อตั้งพรรคสังคมประชาธิปไตย (Russin Social Democatic Party)
โดยมีนโยบายล้มล้างการปกครองในระบบเก่า (Ancient Regime) กรรมกรนัดหยุดงาน
เกิดความวุ่นวายทั่วประเทศ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ จึงก่อให้เกิดการปฏิวัติรัสเซียขึ้นในปี ค.ศ.1917


สาเหตุของการปฏิวัติ ก.พ.(มี.ค.) ค.ศ.1917
1. ความไม่พอใจในระบบการปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพของราชวงศ์โรมานอฟ ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2

- ผลสืบเนื่องมาจากสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1904-1905 ทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียตกต่ำ ประกอบกับ
รัสเซียแพ้สงคราม มีผลตามมาคือ พระชื่อ กาปอน ได้นำฝูงชนเข้ามาเรียกร้องในพระราชวังเซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก
เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายลดชั่วโมง
การทำงาน และแก้ไขความทุกข์ยากของราษฎร แต่ทหารรักษาพระราชวังได้ยิงปืนเข้าใส่ฝูงชน
เกิดการล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ในวันนั้นรู้จักกันนาม Bloody Sunday


- ประชาชนเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นปกครองประเทศ รัฐบาลยังต้องเผชิญปัญหา
จากความไม่พอใจของกลุ่มชาวนาและกรรมกรที่ต้องแบกภาระภาษีของประเทศไว้ K. นิโคลัสที่ 2
ได้ประทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชน และจัดตั้งสภาดูมา (DUMA) ขึ้นมาเพื่อเป็นปากเสียงของประชาชน
แต่พระองค์เป็นกษัตริย์กึ่งรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนไม่พอใจใน K.นิโคลัสที่ 2


2. เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ดี
ทำให้เกิดแนวคิดสังคมนิยมและลัทธิคอมมูนิสต์

3. พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เกิดความขัดแย้งกับสภาดูมา จึงยุบสภาและแต่งตั้งตนเองเข้าไปแทน

4. เกิดปัญหาภายในราชสำนัก K.ซาร์นิโคลัสที่ 2 ไร้ความสามารถในการปกครอง เมื่อทรงไปบัญชาการบในส่วนแนวหน้า
อำนาจการปกครองส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับซารีนาอเล็กซาดรา ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของรัชปูติน
ทำให้เกิดการวิภาควิจารณ์จนราชสำนักเสียหายมาก

5. การที่รัสเซียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งที่ไม่มีความพร้อมรบไม่เป็น ขาดแคลนอาวุธ กล่าวคือ
ทหารรัสเซียมีจำนวนมากแต่ก็เสียชีวิตมากและผลจากสงครามทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียตกต่ำ

สาเหตุปัจจุบัน
ในวันที่ 23 ก.พ. ค.ศ.1917(ปฏิทินเก่ารัสเซีย) ประชาชนยืนรอเข้าแถวซื้ออาหารในกรุงเซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก
ซึ่งไปตรงกับกลุ่มสตรีที่ได้นัดหยุดงานเดินขบวนประท้วงบนท้องถนน ขบวนประท้วงได้เกิดการปะทะกับ
กลุ่มคนที่รอซื้ออาหาร ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้ลุกลามกลายเป็นจลาจลระบาดไปทั่วกรุงเซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก
จนกลายเป็นการปฏิวัติในที่สุด เหตุการณ์ประทะกันโดยบังเอิญนั้นได้กลายเป็นวันสตรีสากล
(International Wonen’s Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ตามปฏิทินตะวันตก


ผลของการปฏิวัติ
การล้มล้างราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งปกครองรัสเซียมานานกว่า 300 ปีต้องจบลง มีรัฐบาลชั่วคราว
ขึ้นมาปกครองแทน โดยเจ้าชายลวอฟภายใต้การนำของสภาดูมา ต่อมาภายหลังเจ้าชายลวอฟลาออก
จากการเป็นหัวหน้ารัฐบาล เคอเรนสกี้เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลชั่วคราวแทน

แต่รัฐบาลภายของเคอเรนสกี้ก็ยังไม่ถอนรัสเซียออกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะได้รับการสนับสนุน
จากอังกฤษและฝรั่งเศส อีกทั้งสหรัฐอเมริกายังขู่ว่าจะไม่ให้กู้เงิน



สาเหตุการปฏิวัติรัสเซีย ต.ค.(พ.ย.) ค.ศ.1917

1.ชนกลุ่มน้อยต้องการสิทธิในการการเมืองการปกครอง
2. รัสเซียยังคงเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนเบื่อหน่ายสงคราม
3.เกิดความขัดแย้งของรัฐบาลชั่วคราวกับทหาร ทำให้รัฐบาลชั่วคราวอ่อนแอเป็นเหตุให้พวกบอลเชวิค
ทำการทำการปฏิวัติในเดือน ต.ค.(พ.ย.) ค.ศ.1917
โดยมีเลนินที่เดินทางมาจากฟินแลนด์เข้ามาเพื่อเป็น
ผู้นำการปฏิวัติโดยมอบหน้าทางการทหารให้กับทรอสกี้ ซึ่งผลก็คือฝ่ายบอลเชวิคเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

การปฏิวัติ
ในระหว่างคืนวันที่ 6 พ.ย. ค.ศ.1917 (ตามปฏิทินแบบสากล) พรรคบอลเชวิคได้ทำการยึดอำนาจในกรุงเปรโตกราด
โดยการยึดสถานที่สำคัญของประเทศ ให้เรือรบระดมยิงใส่พระราชวังฤดูหนาว จนรัฐบาลเคเรนสกี้ไม่สามารถหยุดยั้งได้
ต่อมาตอนสายของวันที่ 7 พ.ย. ค.ศ.1917 เลนินจึงจัดการประชุมสภาโซเวียของประชาชนชาวรัสเซียทั้งมวลว่า
รัฐบาลชั่วคราวได้ล้มสลายแล้วและเปลี่ยนชื่อเป็นสภาผู้ตรวจการของประชาชนให้มีอำนาจในการปริหารประเทศ
นิโคลาย เลนินดำรงตำแหน่งประทานสภาผู้ตรวจการของประชาชน

ผลของการปฏิวัติ
1. พรรคบอลเชวิคเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคคอมมูนิสต์ รัสเซียเป็นประเทศแรกที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์

2. เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลคอมมูนิสต์กับพวกรัสเซียขาว (White Russians) ประกอบด้วย
พวกนิยมกษัตริย์ พวกนิยมเสรี ที่ต้องการให้รัสเซียมีการปกครองในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
แต่พวกรัสเซียขาวไม่สามารถรวมตัวกันได้ จึงทำให้รัฐบาลคอมมูนิสต์ยังคงอำนาจไว้


3. กรรมกรได้รับอนุญาตให้เข้าควบคุมโรงงาน

4. ทรัพย์สินของวัดและของพวกต่อต้านรัฐบาลถูกยึดเข้ารัฐบาล

5. ทำสนธิสัญญาสงบศึกกับเยรมนี เบรสท์-ลิทอป (Ttreaty Of Brest-Litovsk) ฟินแลนด์ แอสโทเนีย ลัทเวีย ลิธัวเนีย
โปแลนด์และยูเครนเป็นเอกราช ฮาร์ดาฮาน บาทัม คาร์ส ดินแดน 3 แห่งบริเวณคอเคซัสต้องยกให้ตุรกี
เมื่อเสียอาณานิคมมากรัสเซียจึงเสียประชาการ 1 ใน 4 เสียดินแดนในยุโรป 1ใน 4 เสียเหมืองแร่เหล็กและถ่ายหิน
ที่พัฒนาแล้ว 3 ใน 4 พรรคคอมมูนิสต์มีความเห็นว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นการต่อสู่ระหว่างนายทุนด้วยกันเอง
แต่ก็ได้ส่งผลให้ชาวรัสเซียทนทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บล้มตายเป็นเวลานานถึง 4 ปี ชาวรัสเซียต้องการสันติภาพ
ต่อมา 25 ปี รัสเซียได้ดินแดนที่เสียไปคืนมาทั้งหมด ยกเว้นฟินแลนด์

6. ระบบคอมมิวนิสต์ได้แพร่กระจายออกไปทั่วโลก จนทำให้เกิดลัทธิต่อต้านคือ ฟาสซิสต์ และนาซี


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Feb 07, 2010 9:58 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=100&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


London, Paris, and Washington, and many other major cities were designed
under the laws of sacred geometry and have many remarkably similar buildings
and monuments. Domes and obelisks are particularly prevalent. Here (left to right)
we have St Paul’s Cathedral (London), the Pantheon (Paris) and
the Congress Building (Washington)...

...and (left to right) the Egyptian obelisk called
Cleopatra’s Needle in London, the obelisk from Luxor
in the Place de Ia Concorde in Paris, and
the Washington monument in Washington DC


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=101&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



HEBREW GEMATRIA

LetterValueFinalValueNameTransliteration
1 alephA
2 bethB
3 gimelG
4 dalethD
5 heH
6 vauV
7 zayinZ
8 chethCh
9 tethT
10 yodI
20500kaphK
30 lamedL
40600memM
50700nunN
60 samekhS
70 ayinAa
80800pePh
90900tzaddiTz
100 qophQ
200 reshR
300 shinSh
400 tauTh
These gematria values are very well established. A standard reference for them
during the Renaissance was Agrippa's Three Books of Occult Philosophy (1532),
Book II: chapter xix.
The 'Final' figures for Kaph, Mem, Nun, Pe and Tzaddi are counted
as such when these letters come at the end of a word. The gematria value of the word
may be taken at this higher value, but it can also be counted low.

The rule of
Colel allows for the addition or subtraction of one digit to or from
a computed total.


http://www.masoncode.com/Hebrew%20gematria.htm
http://www.amazon.com/Baron-James-Rise-French-Rothschilds/dp/0865650284
http://www.bible-codes.org/mene-bible-prophecy-nun-tet-atbash.htm

Anka Muhlstein, the Jewish author of Baron James,
The Rise Of The French Rothschilds
, says
the family intelligence network used Hebrew letters as a code.


เอกสารลับสุดยอด ที่ถูกบันทึกเข้ารหัส เป็นภาษาฮิบรู (อิสราเอล)

Year 766 13 = เริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบ วันที่ 13 สิงหาคม 2006=766
Tai Elul 772 Thailand 28 Aug 2012
= สิ้นสุดปฏิบัติการ วันที่ 28 สิงหาคม 2012=772

คมช. ทำรัฐประหารล้มรัฐบาล วันที่ 19 กันยายน 2006=766 (หลังคำสั่งปฏิบัติการ 1 เดือน 1 สัปดาห์)


http://www.redicecreations.com/specialreports/2005/11nov/hebrewletters.html

Secrets of the Hebrew Letters


http://smontagu.org/writings/HebrewNumbers.html

The Hebrew Numbering System

http://www.psyche.com/psyche/psyche.html

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Feb 09, 2010 11:35 pm



ILLUMINATI 2012 SECRETS of RELIGION EVOLUTION 3 3

The source of most if not all our woes, revealed (from the present to the past):
Connecting the dots through 5000 years of revisionist human history, spanning from the time of the pharaohs,
all the way up to the present dynasties creating the New World Order, in a quest to perfect
the enslavement of mankind. From pirates to banksters, to the ruling elite, who run the world's finances,
the media and cover both side of nearly every conflict or war: the world may make more sense
after watching all the videos on this 911investigator You Tube channel.

About the Producer of The Secret Rulers of the World - As a child, she had many arguments
between her parents over her father's ring, inscribed with "G", a compass and square. At a later age,
years of intensive research led her to the identity , history and plans of a power "so organized, so subtle,
so watchful, so interlocking, so complete, so pervasive" that even the known 'leaders' of the world are
careful not to speak in "condemnation" of it.

"Protocols of Zion" is the NWO Blueprint
http://www.savethemales.ca/000205.html

THE PROTOCOLS OF THE LEARNED ELDERS OF ZION
http://www.biblebelievers.org.au/przion1.htm

THE ROTHSCHILD DYNASTY
http://www.biblebelievers.org.au/slavery.htm

The Rothschild Bloodline
http://www.theforbiddenknowledge.com/hardtruth/the_rothschild_bloodline.htm

The power of the Rothschilds
http://www.rense.com/general77/POWERS.HTM

The Truth Seeker - The Rothschilds
http://www.thetruthseeker.co.uk/category.asp?ID=39

Did Rothschild Write The Protocols of Zion?
http://www.the7thfire.com/new_world_order/illuminati/Henry_Makow/did_rothschild_write_the_protocols.htm

The Money Masters - How International Bankers Gained Control of America
http://video.google.com/videoplay?docid=-515319560256183936#

http://www.911truth.org/
Scholars for 9/11 Truth
http://911scholars.org/

Why Doubt 9/11? by James H. Fetzer
http://twilightpines.com//index.php?o...

Scholars for 9/11 Truth & Justice
http://stj911.org/



Obama Calls For New World Order In Berlin




Taken from another vid site...

Friday, July 25, 2008 The media hailed Obama's Berlin speech in front of hundreds of thousands
yesterday as a call for a vision of America as part of a "new world order".

Excerpts from The International Herald Tribune:

"I come to Berlin as so many of my countrymen have come before," Obama said,
confronting the delicate issue of campaigning abroad.
"Tonight, I speak to you not as a candidate for President, but as a citizen —
a proud citizen of the United States, and a fellow citizen of the world."

Obama was warmly embraced by the German press, which frequently referred to his aura,
or as the newspaper Bild put it in Thursday's paper, the "political pop star."

"Yes, there have been differences between America and Europe," Obama said.
"No doubt, there will be differences in the future. But the burdens of global citizenship
continue to bind us together. A change of leadership in Washington will not lift this burden.
In this new century, Americans and Europeans alike will be required to do more — not less.
Partnership and cooperation among nations is not a choice; it is the one way,
the only way, to protect our common security and advance our common humanity."


http://www.nytimes.com/2008/07/24/world/americas/24iht-sub25obamacnd.14772845.html?_r=1

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 10:00 pm

http://video.google.com/videoplay?docid=-515319560256183936#

[googlevideo] [/googlevideo]


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Feb 13, 2010 5:55 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 10:05 pm

THE EMPIRE OF "THE CITY" (World Superstate) part 1.avi

2:23:30-2 years ago

City of London +City of Vatican + City of columbia are the 3 independant states within states
wich composes the empire of the city. The first is financial control over earth economy,
the second is religion control over the earth and the third one is military control over the earth.
Together they make the very unholy trinity which forms the egyptian pyramid that we can see
on the back of the privately owned federal reserve note that is used as american dollar to maintain
the colony in debt and under the Queen. Many people realize that this mystifying situation,
in which an alleged democratic and self-governing nation is actually controlled against
the will of the people, is a clear indication that there must be a very powerful and well-financed
occult organization which plans and directs world affairs, and for lack of a more specific
identification thie suspected secret organization is popularly referred to as the International
Financiers, Banksters cartel or "The Crown corporation".

THE EMPIRE OF "THE CITY" (World Superstate) part 1.avi

[googlevideo] [/googlevideo]


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Feb 13, 2010 6:03 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 10:07 pm

THE EMPIRE OF "THE CITY" (World Superstate) part 2.avi

[googlevideo] [/googlevideo]


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Feb 13, 2010 6:07 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 10:59 pm

William Cooper Exposes The Illuminati & The Secret Government

1:28:23-3 years ago

William Cooper exposes the dark side of the United States Government.
THIS IS A MUST SEE!(William Cooper was murdered on 5th. Nov 2001)
WRITE THE TRUTH ON THE MONEY!! Only write on the light border of all your bills,
as not to deface them, subsequently keeping them in circulation. Use their own control
and tyranny against them. Allow our founding fathers to speak of freedom once again
and the paper will leave your hand carrying true value, knowledge. Write things like,
“9/11 was an inside job”, etc. anything to get the message out and inspire people
to open their eyes. Do not deface the bills as they will be destroyed.

http://uk.video.yahoo.com/watch/1645894

http://video.google.com/videoplay?docid=2414574348304077734&hl=en&emb=1

[googlevideo] [/googlevideo]


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Feb 13, 2010 6:10 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 4 1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ