ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

หน้า 4 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 11, 2010 11:32 pm





Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 11, 2010 11:33 pm


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue May 11, 2010 10:29 pm

Unknown พิมพ์ว่า:http://www.onopen.com/2007/01/1708

การเลื้อยของงูศักดิ์สิทธิ์

ในขณะที่จักรวรรดิในยุโรปตะวันตกไปจนถึงอเมริกา ค่อยๆ ถูกควบคุมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
โดย “รัฐบาลที่มองไม่เห็น” จักรวรรดิอันใหญ่โตมหึมาในยุโรปตะวันออกอย่าง
รัสเซีย ก็ต้องเผชิญหน้ากับ“อำนาจที่มองไม่เห็น” จนต้องถูกเปลี่ยนแปลงแบบ
“พลิกฟ้า-คว่ำดิน”ไปในท้ายที่สุด….


และจะโดยบทบาทของ “รัฐบาลที่มองไม่เห็น” หรือ “อำนาจที่มองไม่เห็น” หรือไม่?
ก็แล้วแต่…ที่มีส่วนทำให้ผู้คนในจักรวรรดิต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดความปลาบปลื้มยินดี กับสิ่งที่ถูกเรียกกันว่า

เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ ในระหว่างที่กำลังหลั่งเลือดของผู้คนภายในชาติด้วยกันเอง
หรือ กับผู้คนต่างชาติก็ตามที…แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือบรรดาถ้อยคำเหล่านี้อันเคย ถูกนำมาใช้เป็น
คำขวัญของสมาคมลับของชาวยิว มาตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นสมาคมลับอย่างฟรีเมสัน หรือ อิลูมิเนติ
ก็ตามกลับถูกแปลความหมายเอาไว้ ในเอกสาร “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน
ได้อย่างอำมหิตลึกซึ้ง และน่าเจ็บปวดเอามากๆ !!! ซึ่งขอนำเอาข้อความในบางช่วงบางตอนมาเรียบเรียง
ให้เห็นเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้…


ช่วงหนึ่งใน “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ระบุเอาไว้ว่า…
“ย้อนหลังไปไกลในสมัยโบราณนั้น…เราเป็นพวกแรกที่ตะโกนก้องอยู่ท่ามกลางมวลชนว่า…
เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ นับแต่นั้นมาคำเหล่านี้ก็ถูกพูดซ้ำๆ หลายครั้ง
โดยพวกนกแก้วโง่ๆ ที่ถลาลงมากินเบ็ดในทุกทิศทุกทาง
แล้วนำเอาสิ่งที่ดีของโลกและอิสรภาพ
ที่เคยถูกระแวดระวังเอาไว้เป็นอย่างดีในแต่ละชุมชนไปกับพวกมันด้วย…
พวกปัญญาชนในหมู่พวกกอยยิมนั้นไม่สามารถทำอะไร จากถ้อยคำอันเป็นนามธรรมเหล่านี้
พวกมันไม่เคยสังเกตว่าในธรรมชาตินั้นไม่เคยมีความเสมอภาค
และไม่อาจเป็นอิสรภาพได้เลย พวกมันไม่ยักเห็นว่าธรรมชาติได้สร้างความคิด อุปนิสัยใจคอ
และความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาอย่างเปลี่ยนรูปไปไม่ได้ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตัวธรรมชาติเอง…


“อิสรภาพทางการเมืองนั้น…จึงเป็นเพียงความคิด…ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เราต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ความคิดนี้อย่างไร
ให้เป็นเบ็ดที่จะเกี่ยวประชาชนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนต่างๆ และกลายเป็นพลังในการบดขยี้ผู้ที่มีอำนาจในสังคมนั้นๆ
งานนี้จะทำได้ง่ายดาย เมื่อพวกมันหลงเข้าไปอยู่ในความคิดเรื่องอิสรภาพอย่างที่เรียกกันว่า…เสรีนิยม
จุดนี้นี่แหละที่จะนำเราไปสู่ชัยชนะ เมื่อรัฐบาลต่างๆ ได้หย่อนบังเหียนลงมา บังเหียนนั้นก็จะถูกคว้าเอาไว้ทันที
ด้วยมืออันใหม่ที่เข้าใจต่อกฎธรรมชาติแห่งชีวิต…


“เป็นเรื่องที่เหมาะสมอยู่บ้างถ้าหากจะยื่นสิ่งนี้ให้ประชาชนปกครองตัวเองไปซักพักหนึ่ง
เพื่อจะให้ผู้คนเหล่านั้นกลายเป็นฝูงชนที่ไร้ระเบียบ…ทันทีที่ฝูงชนคว้าอิสรภาพเอาไว้ในมือ
มันก็จะรีบเปลี่ยนให้กลายเป็นอนาธิปไตยไปทันที…และอนาธิปไตยนั้นจะนำมาซึ่ง ความป่าเถื่อนอย่างสูงสุด…
หลังจากนั้นการต่อสู้ล้างผลาญระหว่างกันและกันก็จะกลายเป็นสงครามทางชนชั้น…ท่ามกลางสงครามนั้น…
ความสำคัญของประเทศต่างๆ ก็จะเหลืออยู่เพียงกองขี้เถ้ากองหนึ่ง…”


คำว่า อิสรภาพนั้น สามารถทำให้ฝูงชนออกมาต่อสู้กับอำนาจทุกชนิด แม้กระทั่งต่อสู้กับพระเจ้า
หรือกฎธรรมชาติ และมันสามารถเปลี่ยนฝูงชนให้กลายเป็นสัตว์ป่ากระหายเลือดได้
…และก็เป็นความจริงที่เจ้าสัตว์ป่าเหล่านี้จะหลับไปทุกๆ ครั้งที่มันได้ดื่มเลือดไปจนอิ่มแล้ว ซึ่งในเวลาเช่นนั้น
เราก็อาจเอาโซ่ไปสวมมันไว้ได้ง่ายๆ แต่ถ้าเราไม่ให้เลือดมันดื่ม มันก็จะนอนไม่หลับและต่อสู้ต่อไป…”


“ในสมัยก่อนนั้นความศรัทธาเป็นเครื่องมือในการปกครอง แต่ในสมัยของเรานี้…
อำนาจซึ่งจะมาแทนที่ อำนาจของการปกครองแบบเสรีก็คือ…อำนาจทองคำ…
บนซากปรักหักพังของพวกกอยยิม เราได้สร้างชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษา
ดยมีชนชั้นสูงที่มีเงินเป็นหัวหน้า
เมื่อใดก็ตามที่ความมั่งคั่งยังคงอยู่กับเรา ชัยชนะก็เป็นของเราได้อย่างง่ายดาย
ผู้คนที่เราต้องการนั้นเรามักจะจับเส้นตรงจุดที่ละเอียดอ่อนที่สุด ของความเป็นมนุษย์ได้ด้วยการใช้บัญชีเงินสด
และความหลงรักในวัตถุอย่างไม่มีวันพอเพียง ความอ่อนแอเหล่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกมัน
ต้องกลายเป็นอัมพาตไปทันทีที่มันได้ยื่นเจตนารมณ์ของความเป็นมนุษย์…
มาให้กับผู้ที่สามารถซื้อกิจกรรมแต่ละสิ่งแต่ละอย่างของมันไป….”


บรรดาข้อความเหล่านี้…ไม่ว่าจะจริง-จะเท็จ จะถูก-จะผิด หรือไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม…
แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังจากที่บันทึกข้อสนธิสัญญาที่ว่านี้ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว ตลอดช่วงเวลานับจากนั้น
หรือแม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้ สภาพสังคมต่างๆ ในทั่วทั้งยุโรป หรือกระทั่งทั่วทั้งโลกอีกด้วย
ก็มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางแบบเดียวกับที่เอกสารฉบับนี้ได้บรรยายเอาไว้
ล่วงหน้านับเป็นร้อยปี…??? ??? ???


ความระส่ำระสายที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งยุโรปและลุกลามต่อไปยังโลกทั้งโลกในเวลาต่อมา…
ก็มีลักษณะแทบไม่ต่างไปจากที่เอกสารชิ้นนี้ได้กล่าวเปรียบเทียบถึง ”การเลื้อยของงูศักดิ์สิทธิ์” ตัวหนึ่งเอาไว้ว่า…
“งูตัวนี้จะซอกซอนเข้าไปในหัวใจของชาติต่างๆ แล้วก็จะเขมือบและทำลายอำนาจของชาติ
ที่ไม่ได้เป็นชาวยิวทั่วทั้งหมด ได้มีการคาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า งูตัวนี้จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปตามแผนการ
ที่กำหนดเอาไว้อย่างเข้มงวด จนกระทั่งหนทางที่จะชอนไชไปนั้นทำให้หัวของงูวกกลับมายังภูเขาไซออน
ด้วยประการนี้จึงกล่าวได้ว่างูตัวนี้จะชอนไชไปรอบทวีปยุโรปจนครบวงรอบของมันและด้วยการที่มันล้อมยุโรปเอาไว้
ก็เท่ากับมันล้อมโลกเอาไว้ด้วย การที่หัวงูจะย้อนกลับมายังภูเขาไซออนได้สำเร็จ ก็ต่อเมื่ออำนาจของประเทศในยุโรป
ลดต่ำลง นั่นก็คือเมื่อวิกฤติการณ์เศรษฐกิจได้ทำลายอำนาจของพวกมันจนหมดสิ้น และนำความเสื่อมโทรมทางจิตวิญญาณ
ความฉ้อฉล ความไร้จริยธรรมมาให้กับพวกมัน…ความสำเร็จของสิ่งเหล่านี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้
ก็โดยการเอาชนะด้วยอำนาจเศรษฐกิจ


และไม่ว่าสิ่งต่างๆที่ถูกเอ่ยอ้างเอาไว้ในเอกสารชิ้นนี้จะถูกเสกสรรปั้นแต่งเอาไว้หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที
แต่ภายใต้ความปั่นป่วนระส่ำระสายของชาวยุโรป…เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันกลับทำให้เครือข่ายอำนาจเศรษฐกิจ
ของชาวยิวเติบโต แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด…ความเติบโตเช่นนี้ก็ได้เริ่มเปิดเผยให้เห็นถึงร่องรอยของ
‘งูศักดิ์สิทธิ์” ที่มีการพูดเอาไว้ในเอกสารชิ้นนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที…


นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๙๕ หรือประมาณ ๒๐ กว่าปีก่อนหน้าที่เอกสารบันทึกข้อสนธิสัญญาฯ จะถูกนำมาเปิดเผย
ชาวยิวรายหนึ่งในตระกูลอภิมหาเศรษฐีที่กำอำนาจทางเศรษฐกิจการค้าเอาไว้เกือบ ทั้งโลก
อย่างตระกูลรอทไชลด์
นั่นก็คือ “เอ็ดมอนด์ เจมส์ เดอ รอทไชลด์” ลูกชายคนสุดท้องของ
“เจมส์ (จาคอป) ไมเยอร์ รอทไชลด์” ก็ได้เดินทางไปยังแผ่นดินปาเลสไตน์หรือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของภูเขาไซออน
และได้ประกาศความต้องการที่จะให้มีการจัดตั้ง ”นิคมชาวยิว” ขึ้นมาในพื้นที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก…!!!
แต่ภายใต้การประกาศความคิดที่อาจจะ ถูกมองว่าพิลึกกึกกือ และพิสดารจนอาจเป็นเพียงแค่ “ของเล่นของเศรษฐี”
ไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น ความคิดในการจัดตั้งนิคมชาวยิวขึ้นมาในพื้นที่ที่ชาวยิวไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ใดๆ แม้แต่น้อย
จึงถูกเรียกขานกันด้วยคำพูดที่ไม่ถือเป็นจริงเป็นจังอะไรมากนักว่า…”ประเทศรอทไชลด์”…


แต่หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี เมื่อชาวยิวอีกรายหนึ่งชื่อว่า “ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล” ที่แม้นว่าจะไม่ได้อยู่ในตระกูล
มหาเศรษฐีอย่างรอทไชลด์ แต่ก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องไม่น้อยในหมู่ชาวยุโรป ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า
“รัฐของชาวยิว” (The Jewish State) ออกมาเผยแพร่ในปี ค.ศ. ๑๘๙๖ และสร้างความฮือฮาขึ้นมาไม่น้อย
ในหมู่ชาวยิวทั้งหลาย ในช่วงระยะที่ว่านี้นี่แหละที่ร่องรอยของ “งูศักดิ์สิทธิ์” ที่จะเลื้อยไปยังภูเขาไซออน
ก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมารางๆ เมื่อบรรดาเครือข่ายชาวยิวทั้งหลายรวมทั้ง
ตระกูลรอทไชลด์ ได้พร้อมใจกันสนับสนุนให้บุคคลผู้นี้เปิดเผยตัวเองออกมาอย่างเป็นทางการในฐานะ
”ประธานขบวนการไซออนนิสต์”… โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนในอันที่จะก่อตั้ง“ประเทศยิว”
ขึ้นมาอีกครั้งบนโลกใบนี้….!!!


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-20.htm#5713




http://www.redicecreations.com/article.php?id=1620

The Power of the Rothschilds
Co-Masters of the World --The Media

Eustice Mullins has published his research in his book Who Owns the TV Networks showing that
the Rothschilds have control of all three U.S. Networks, plus other aspects of the recording
and mass media industry.
It can be added that they control Reuters too. From other sources it appears CNN,
which began as an independent challenge to the Jewish Network monopoly, ran into repeated trickery,
and ended up part of the system. Money from B.C.C.I.,
(B.C.C.I. has been one of the New World Orders financial systems for doing its dirty business
such as controlling Congressmen, and is involved with INSLA, the Iran-Contra Scandal, Centrust,
and other recent scandals)
which has tainted so many aspects of public power in the U.S.
has also been behind CNN. Perhaps nothing dominates the life of some Americans as does the television.
Americans sit themselves before the television set and simply absorb what it projects to them.
On a day to day basis the biggest way the Rothschilds touch the lives of Americans are
the three major networks which are under Rothschild direction. To illustrate this we will examine
who run the networks. This list is not current, and no attempt was to provide that.
The length of writing a book insures that some material will be dated anyway.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=90&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


I think that the most interesting piece of information that Commander Carr
uncovered in this book is a speech given by the German Jewish goldsmith Mayer Amschel Bauer,
who changed his name to Rothschild and founded the infamous international banking family
of the same name.
This speech by Bauer/Rothschild, found in Chapter 3 entitled
"The Men who caused the French Revolution, 1789," is undoubtedly the modern-day origin of
the infamous "Protocols of the Learned Elders of Zion."


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=609&forum=6&page=3&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.prachatai.com/journal/2007/06/13222

บรรยากาศงานรำลึกวันชาติ 24 มิ.ย. ลานปักหมุดประชาธิปไตยเหงา


Mon, 2007-06-25 00:14


ประชาไท - 25 มิ.ย.50 ย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน กลุ่มองค์กรภาคประชาชน อาทิ กลุ่มเพื่อประชาชน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาประชาชน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
เครือข่ายสลัม 4 ภาค มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย
และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พร้อมใจจัดงาน
ครบรอบ 75 ปี การอภิวัฒน์ไทย 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า
เพื่อตอบย้ำวันสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนไทยทุกคน


"วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"
นี่คือข้อความที่ปรากฏให้เห็นบนแผ่นทองเหลืองซึ่งถูกฝังอยู่บนลานพระบรมรูปทรงม้าในวันนี้
ณ จุดที่พลเอกพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ประกาศชัยชนะของการอภิวัฒน์สังคมไทย
อันเป็นการเริ่มต้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหลักประกันซึ่ง
สิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพของประชาชนตั้งแต่เมื่อปี 2475 จนถึงปัจจุบัน

บรรยากาศยามเช้าของงานรำลึกจากการสังเกตการณ์ของประชาไท มีผู้ทยอยเข้าร่วมตั้งแต่ตี 5
และเริ่มหนาตามากขึ้นในช่วงฟ้าสาง สำหรับวันที่ 24 มิ.ย. เคยเป็นวันชาติไทย
ซึ่งเป็นวันประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ต่อมา ในปี พ.ศ. 2503 ทางราชการ
ได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระประมุขแห่งชาติเป็นวันชาติแทน


"ลูกหลานไม่รู้เลยว่าวันที่ 24 มิถุนายน คือวันชาติที่ราษฎรได้มีสิทธิมีเสียง มี
ความเสมอภาคเท่าเทียมคนทั้งหลาย" นายเดช พุ่มคชา นักพัฒนาอาวุโส
กล่าวถึงความสำคัญกับวันที่ 24 มิถุนายน


นายเดช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรามีประชาธิปไตย ที่เป็นเพียงแค่หมุด มีเพียงหลักฐานเชิงสัญลักษณ์
แต่สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพอย่างเท่าเทียมที่รัฐควรทำให้เกิดขึ้น-ไม่เคยมี
ดังนั้นคนที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้คือประชาชนซึ่งจะเป็นผู้สืบสานเจตนารมณ์ของคณะราษฎร
โดยการเผยแพร่ ชักชวนให้หลักทั้ง
6 ประการให้เป็นจริง และเป็นของพี่น้องประชาชน



กิจกรรมวันนี้เริ่มต้นท่ามกลางบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนด้วยพิธีกรรมสืบชะตา 24 มิถุนายน ประชาธิปไตย
โดยการจุดเทียนหลัก6ประการ และผู้ร่วมงานได้ร่วมจุดเทียนล้อมรอบหมุดจารึกข้อความประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ผู้เป็นตัวแทนจุดเทียนหลัก 6 ประการทั้งหกท่านก็ได้แถลงคำประกาศคณะราษฎร 6 ประการ
ซึ่งได้เคยมีการประกาศในวันนี้เมื่อ 75 ปีที่แล้ว โดย นายสมศักดิ์ โกสัยสุข เลขาธิการศูนย์ประสานงานกรรมกรแห่งชาติ
ประกาศหลักประการแรก คือ "การดำรงไว้ซึ่งเอกราชทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในทางการเมือง ศาล และเศรษฐกิจ
ตามเจตจำนงของคณะราษฎร"
หลักประการที่ 2 เรื่องความปลอดภัย นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานมูลนิธิสุขภาพไทย
ได้กล่าวถึงการประทุษร้ายและก่ออาชญากรรมโดยภาครัฐและนายทุนเพื่อแย่งชิงทรัพยากรโดยอ้างการพัฒนาในปัจจุบัน



นางรสนา ยังได้เสนอการอภิวัฒน์ทางศาสนาเพื่อลดการประทุษร้ายต่อกัน และการอภิวัฒน์เศรษฐกิจเพื่อกระจายทรัพยากร
ให้กับประชาชน ส่วนในหลักประการที่
3 ดร.สุธี ประศาสนเศรษฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวว่าเมื่อ 75 ปีที่แล้วคณะราษฎรประกาศที่จะ "อำนวยความสุขให้ราษฎรโดยการวางแผนเศรษฐกิจ
เพื่อลดการเบียดเบียนระหว่างกลุ่มชน"
ส่วน นายเดช พุ่มคชา ประกาศหลักประการที่ 4 เกี่ยวกับ
"สิทธิความเสมอภาคของราษฎร" หลักต่อมาหลักประการที่ 5 เสรีภาพประกาศโดย สมณะจัทนเสฎโฐ
ส่วนหลักประการสุดท้าย คือ การให้การศึกษาแก่ราษฎร ที่ นางรัชนี ธงไชย ประธานเครือข่าย
การศึกษาทางเลือกเป็นผู้แถลง




http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=2290004&Itemid=37

ส.ศิวรักษ์ แถลงการณ์หน้าหมุดคณะราษฎรแนะวิกฤตินำสู่การปฏิรูปการเมืองใหม่

เขียนโดย ประชาไท


เมื่อ 16 ก.ย. 2551 เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม
กลุ่มคนจำนวนประมาณ 30 คน ซึ่งประกอบด้วยประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน
ในนาม “กลุ่มเครือข่ายประชาชนผู้รักสันติ” ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมท่ามกลางสายฝน เพื่อสร้างพลังสันติในจิตใจ
และแสดงเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านการเมืองอย่างสันติ


ในส่วนของกิจกรรมนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ได้อ่านแถลงการณ์
"กลับวิกฤติให้เป็นโอกาส" ณ บริเวณหมุดคณะราษฎร โดยมีเนื้อหาระบุให้ทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
รัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเปลี่ยนผ่านการเมืองไทย
โดยไม่ใช่ความรุนแรง อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองใหม่โดยใช้วิกฤติทางการเมืองให้เป็นโอกาส
เพื่อทำลายโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ยุติธรรม


"นี่เป็นความหวังที่อาจเป็นจริงได้ และนี่จะสำคัญยิ่งกว่าการจัดตั้งรัฐบาลระดับชาติไหนๆ
การเมืองใหม่ต้องไม่ออกมาจากความคิดของคนบางคนเท่านั้น การเมืองใหม่ต้องกลับไปหาฐานราก
ทางภูมิปัญญาอย่างดั้งเดิมของเขา" ปัญญาชนสยามกล่าวถึงแนวคิดต่อการเมืองใหม่


ส.ศิวรักษ์ ยังได้ยกตัวอย่างถึงการเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ภายใต้แนวคิดของ ปรีดี พนมยงค์
ว่าไม่เพียงต้องการความเสมอภาคในทางกฎหมาย
แต่ยังมุ่งไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและ
วัฒนธรรม ผ่านทางประกาศคณะราษฎร 6 ประการ
ซึ่งแม้ที่ช่วงระยะเวลาผ่านมาจะถูกละเลยไป แต่ในช่วงวิกฤตการเช่นนี้ หลักทั้งหกข้อ
สามารถนำกลับมาใช้ให้เหมาะกับยุคสมัยได้


ทั้งนี้ ภายหลังจบแถลง ส.ศิวรักษ์ ได้ทำการจุดเทียนแห่งปัญญา และผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกัน
ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่จะพากันเดินเท้าไปยัง
วัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อทำพิธีสวดภาวนาและแผ่เมตตาให้ชาติเกิดความสงบในอุโบสถวัดวัดเบญจมบพิตรฯ
หลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273574358&grpid=&catid=02

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:35:45 น.
มติชนออนไลน์







เสวนา"110 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์" แนะใช้หลักคิด"ภราดรภาพ"แก้วิกฤตการเมืองไทย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้จัดงานวันปรีดี ประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 11 พ.ค.
ช่วงเช้ามีพิธีสักการะอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ วางพานพุ่มดอกไม้สดและ
พิธีกรรมทางศาสนา โดยตัวแทนรัฐบาล นักการเมือง ศิษย์เก่า รวมถึงคณาจารย์และนักศึกษา
ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมในการวางพานพุ่มดอกไม้สด ในพิธีสักการะอนุสาวรีย์
ณ บริเวณลานปรีดี เช่น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา
"ทุนปาล พนมยงค์"

พร้อมกันนี้ ยังจัดงานเสวนาในหัวข้อ "110 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์" โดยดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,
รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ดำเนินรายการโดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น 2

ผู้ดำเนินรายการถามถึงเรื่องภราดรภาพตามหลักคิดของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี นั้น ดร.ชาญวิทย์
ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่าวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นแขนงหนึ่งของราชบัณฑิต
กรณีของทุนอานันทมหิดลก็มีทุนธรรมศาสตร์และการเมือง ตนคิดว่าท่านปรีดีได้รับแรงบันดาลใจ
ของภราดรภาพมาจากฝรั่งเศส เพราะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบัณฑิตหรือสถาบันทางการศึกษา
ของฝรั่งเศส
ชื่อมหาวิทยาลัยของเรา University of Moral and Political Sciences เป็นชื่อเก่า
เหมือนประเทศไทยที่เคยชื่อ Siam แรงบันดาลใจของท่านเป็นสากล ทั้งนี้ วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
หนีไม่พ้นฝรั่งเศสที่ติดตัวมากับเรา คำขวัญว่าด้วยประชาธิปไตย อย่างเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
มันก้องอยู่ในธรรมศาสตร์ ที่มาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ภราดรภาพ ตอนนี้หายไปเยอะมาก เราเกลียดกัน
มากกว่าที่รักกัน เราสร้างสถานีโทรทัศน์แห่งความเกลียด เราสร้างอีเมล์ หรือ Hate Internet จึงต้องผลักดัน
สืบต่อภราดรภาพ ประเด็นที่เราถกเถียงระหว่างสีต่างๆ หรือตนเรียกว่า เสียมโป๊ยก๊ก ที่ทะเลาะกันอยู่
ประเด็นก็คือเหล่านี้


ด้าน นพ.บัญชา กล่าวว่า ในความหมายที่เรียนรู้มาหลักภราดรภาพ อยู่ในทุกหลักคิดของศาสนาด้าน
จรรยาบรรณและศีลธรรม ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นพุทธ คิดว่าหลักพุทธจริงๆ ต้องครบ 3 อย่าง คือ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ท่านปรีดี สากลมากกว่า มองในมุมกว้างและบูรณาการยิ่งกว่าไประบุว่า
ภราดรภาพนั้นเป็นเรื่องของพุทธ ต้องทำให้สากลมากขึ้น นอกจากนั้น ท่านพุทธทาสได้กล่าวในการ
ลอยอัฐิธาตุของท่านปรีดีว่า " ท่านรัฐบุรุษอาวุโสต้องรับเคราะห์ด้วยการถูกขับ
ออกจากประเทศเพราะเสนอลัทธิสังคมนิยม เพื่อเป็นหลักการปกครองประเทศชาติ
เมื่อเขาไม่เห็นด้วย เพราะไม่เข้าใจ ความหมายของคำว่าสังคมนิยมก็เลยต้องพ่ายแพ้
ฉะนั้นข้อนี้อาตมาก็ได้รับเคราะห์อย่างเดียวกัน คือเสนอหัวใจของสังคมนิยมว่า
เป็นหัวใจของทุกศาสนา
ที่สอนลัทธิสังคมนิยมให้รักกันอย่างเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย จนนายทุน
รักกรรมกร กรรมกรรักนายทุน คนมั่งมีรักคนยากจน คนยากจนรักคนมั่งมี ลัทธินี้เรียกว่า
ธรรมิกสังคมนิยม อาตมายังขอยืนยันอยู่ว่าเป็นหัวใจของทุกศาสนา"


นพ.บัญชา กล่าวอีกว่า สถานการณ์ขณะนี้มีทางเดียวที่จะแก้ได้ คือ ภราดรภาพ เรื่องการเห็นอกเห็นใจ
เรื่องการแผ่เมตตา ไม่คิดว่าเรื่องที่ท่านปรีดีคิดไกลจะเป็นเรื่องที่ทำแล้วจะไม่ได้ กลับมองว่า
เป็นเรื่องท้าทายสามารถพาเราไปได้ไกล โดยไม่จำเป็นต้องลงเอยเช่นเดียวกับท่านปรีดี
สำหรับข้อเสนอ ขณะนี้อยากให้ช่วยกันคิดและขับเคลื่อน ลดความเหลื่อมล้ำ นำลัทธิที่เหมาะสม
มาแก้ปัญหาที่ซึมลึก อย่างในระดับชุมชนก็ควรตั้งใจทำกิจกรรม เช่น การสร้างสถานธรรมให้แผ่วงกว้าง

นอกจากนี้ ดร.อนุสรณ์ ยังตั้งข้อสังเกต เรื่องการเผยแพร่ผลงานของท่านปรีดี แต่อำนาจรัฐไทยบางช่วง
กลับมีคำอธิบายบางอย่างที่แตกต่างจากการรับรู้ข้อเท็จจริง และพยายามลบความทรงจำบางอย่าง
ที่สังคมไทยมีต่อผลงานความคิดของท่าน เป็นเพราะความคิดที่ล้ำสมัยมากเกินไปของท่านหรือ
ทำให้คนบางกลุ่มเสีย ประโยชน์ ทั้งที่วิธีการเปลี่ยนแปลงประเทศโดยอภิวัฒน์นั้นนิ่มนวลที่สุด
และยึดหลักศาสนา

ดร.ชาญวิทย์ ระบุว่า จุดเด่นในประวัติศาสตร์การเมือง อาทิ 1.บทบาทของท่านปรีดี
ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 2.บทบาทในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทย
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
สองประเด็นนี้สำคัญว่า คนเราคิดอะไรมากมาย ทำมากมาย
ถ้าเราเคลียร์ประเด็นทั้งหมดได้ ก็สามารถมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง กรณีเรื่องเสรีไทยนั้น
เกือบไม่มีข้อกังขา แต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ข้อมูลถูกบิดเบือนแต่งเติม หรือไฮแจ็ค
ทำให้เป็นประวัติศาสตร์ที่พร่ามัว มีนักวิชาการที่ทวนกระแสที่มองเห็นต่างมากๆ
ว่าประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างไร

ขณะที่ รศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าท่าน ปรีดีก้าวหน้าเกินไปจนคนรับไม่ได้ เช่น
ท่านต่อสู้ตลอดเวลาตั้งแต่ปี 2475-2489 ที่ต้องการให้เลือกตั้งทั้ง ส.ส.และส.ว. จริงๆ การเลือกตั้ง ส.ว.
เกิดตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2589 แต่ท่านปรีดีออกแบบไว้เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม
เช่นเดียวกับการเลือก
ตั้งในฝรั่งเศส เข้าใจว่าคนไทยโดยเฉลี่ยรับไม่ได้ ตนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ใน
กรรมาธิการทั้งหมดมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่ขอให้เลือกตั้ง ส.ว. แต่ท่านปรีดีเรียกการต่อสู้นี้ว่า
ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ในแนวคิดของท่าน รัฐธรรมนูญปี 2475 เป็นกึ่งประชาธิปไตยเท่านั้น
ประชาธิปไตยสมบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2489 เลือกตั้งทั้งระบบ แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เลือกตั้งทั้งหมด
เพราะในใจเราไม่รับ นี่เป็นเหตุที่ทำให้ท่านอยู่ลำบาก

"2.การเปิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) เป็นตลาดวิชา เชื่อว่าข้าราชการรับไม่ได้
เพราะการเปิดตลาดวิชาสร้างความระส่ำระสายให้ระบบราชการ เราเปิดธรรมศาสตร์บัณฑิต (ธ.บ.)
มาตั้งแต่ปี 2477 พอปี 2489/2490 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มหาดไทย
กระทรวง ทบวง กรม ตั้งกฎใหม่ว่า ใครจบธ.บ.เข้ารับราชการเงินเดือนจะต่ำกว่าคนอื่น 1 ขั้น
เพราะคนเรียนสมัยนั้น เรียนแบบตลาดวิชาและอายุไม่เท่ากัน นี่คือที่มาของการปิด ธ.บ.แล้วมามี
มหาวิทยาลัยเปิดอีกทีตอนตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง นี่คือแรงกดดันทางการเมืองชนิดหนึ่ง
เพราะมองว่าตลาดวิชาสู้การเรียนในระบบปิดไม่ได้" รศ.ดร.นครินทร์ กล่าวพร้อมทั้งเรียกร้องว่า
หากเราเป็นสานุศิษย์ปรีดี พนมยงศ์ จริงๆ ธรรมศาสตร์ต้องเป็นตลาดวิชา

รศ.ดร.นครินทร์ กล่าวอีกว่า ท่านปรีดีเป็นคนผลักดันจัดตั้งเทศบาล แล้วประเทศไทยต้องเป็น
เทศบาลอย่างเดียว จริงๆ แล้วฝรั่งเศสคือแม่แบบของเทศบาล แต่เราก็รับไม่ได้ ในปี 2477
ตั้งได้นิดหน่อยในพื้นที่ ต่อมาต้องตั้งสุขาภิบาลทับเข้าไป ท่านปรีดีเคยพูดในสภาฯ อธิบายร่างกฎหมาย
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินปี 2476 และร่างกฎหมายเทศบาลปี 2476 ขณะนั้นท่านเป็นรมว.มหาดไทย
ที่เสนอร่างกฎหมายว่า มนุษย์มีการปกครองอยู่ 2 อย่าง ถ้าปกครองตามธรรมชาติก็ต้องใช้การปกครอง
ท้องที่แบบที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อเราเป็นพลเมืองที่รู้จักสิทธิหน้าที่ในการปกครองตนเองที่นั่น
จะต้องมีเทศบาล อีกนัยหนึ่งคือเป็นของพลเมืองที่มีอารยชน คนที่จบธรรมศาสตร์ยุคแรกๆ
จะทำงานเทศบาล ตอนนี้ทุกคนทิ้งหมด เพราะมองว่าเป็นงานชั้นต่ำ ทำให้เห็นว่าท่านปรีดีมองทุกอย่าง
ก้าวหน้ากว่าเรา

...









The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Jun 24, 2010 9:39 am



วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 24, 2010

78 ปี ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1
ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1-นายทหารผู้นำการปฏิวัติ อ่านประกาศแถลงการณ์ปฏิวัติ
ฉบับแรกเมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ความตอนหนึ่งว่า "ราษฎรทั้งหลาย พึงรู้เถิดว่า
ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง" และคณะก่อการ
ได้ตะโกนไชโยให้กับการปฏิวัติที่หวังกันในตอนนั้นว่าจะ
"ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ"
ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคน
ได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไป
ตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และ
คนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้
ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้
ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษ
มากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไป
ตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการ
ทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่
รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง
ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากัน
ทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้
ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น
ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้า
กลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และ
พระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่า
จะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่
มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎร
ยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่
เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้า
ปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้า
ทำไว้และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลาย

พึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของ
ราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและ
กวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎร
เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหาร
ต้องทิ้งนาเพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด
นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำจะต้องอดอยากไป
ตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ
และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้า
กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎร
ซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่
คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนี
เมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาล
ดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว
คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครอง โดยมีสภา
จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น
คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรง
ตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไร
โดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้ง
ความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือ
ไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ
และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ

ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่ง
ตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด
ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเรา
ได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศ
ขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ
จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์
เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล
ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางาน
ให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการ
ดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลาย

จงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคน
ที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและ
ตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วย
คณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง
ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคน
จะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่
เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ
ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้น
แก่ราษฎรถ้วนหน้า
คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕


************

บทความเกี่ยวเนื่องที่ต้องอ่าน:

-นี่ครับ เชิญชม "ประกาศคณะราษฎร" (ฉบับที่ ๑)ของต้นฉบับ

-เชิญฟังเพลง24มิถุนา รำลึกว่าไทยก็(เคย)มีวันชาติ..ประวัติศาสตร์ที่อำมาตย์อยากให้คนรุ่นเราลืม

-ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปีประชาธิปไตย (2475-2553)

-อะไรคือผลของการปฏิวัติ ๒๔๗๕?

-คณะราษฎร์คนสุดท้ายสิ้นลมสงบในวันครบรอบเปลี่ยนแปลงการปกครอง77ปี

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 4 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ