ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Fri Sep 19, 2008 6:44 pm



ไม่รู้จะมีประโยชน์กับตัวเอง ตรงไหน ในเมื่อต่อให้อยู่ต่อไปอีก ๓๐ ปี หรือ ๑๐,๐๐๐ วันเศษ แม้จะใช้เงิน วันละล้าน มันก็หมดไปแค่หมื่นล้านเท่านั้นแหละ เลยงงว่า ยังจะดูดมาให้เว่อกว่านี้ ทำไมหนอ... เพียงผลาญเงินวันละล้าน มันน่ากลุ้มเหลือทน ขนาดไหน ยิ่งคนไม่เห็นทุกข์ใครจะว่ายังไงได้ นอกจาก ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา...

พระท่านจึงสอนให้นึกถึงความตายบ่อยๆ เราจะได้ไม่ประมาท หลงใช้เวลาอันแสนจำกัดให้หมดไป การแย่งชิงสมบัติบ้ารวยไม่เสร็จ เหมือนกับเด็กโง่ เดินหน้าหาขอบฟ้า ขอบฟ้าก็เลื่อนออกไปเรื่อย เดี๋ยวนี้ ใครยังโง่งม ปานนี้อยู่หรือเปล่า... เพราะเห็นบ้านเรามีนายใหญ่ ชายหญิงกล้ารวยเป็นบ้า หาตัวจับยากจริงๆ โลกนี้ จึงมีตัวอย่าง ทางเลือกมากมาย แล้วแต่คน จะนิยมชมชอบเอาดีแบบไหน ระหว่างกล้ารวยกับกล้าจน

โดยเฉพาะจะแข่งรวยด้วยคนบ้าง คู่แข่งมันเต็มโลก ซ้ำร้ายจะกลายเป็นศัตรูคู่ต่อสู้กันเองอีกต่างหาก เอาแค่ขอรวย เงินล้านสดๆ ทันทีวันนี้เลย สำหรับเราๆ ท่านๆ คงหมดท่าแน่นอนที่จะทำได้

ในขณะเดียวกัน ถ้าจะลองแข่งจนดูบ้าง มันกลับมีทางจนได้ง่ายกว่าบ้ารวยไม่รู้เท่าไหร่ แม้นมีเงินแสน เงินล้าน เพียงสลัดออกวันนี้ ก็จนได้สำเร็จวันนี้ เหมือนพระพันธุ์แท้ ตามอย่างคนจนผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลก คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อนึ่ง พวกกล้ารวย มีคนแห่กันไปทั้งโลกอยู่แล้ว จะวิเศษแค่ไหนเชียว ดูตัวอย่างมหาเศรษฐีติดอันดับโลก ทั้งหลาย มีใครไปกราบบูชา อะไรนักหนา มีใครจดจำยกย่องเท่าไหร่

คงเทียบไม่ติดกับฝ่ายกล้าจนกล้าให้ สองพันกว่าปี โลกยังเทิดทูนบูชาพระบรมศาสดาไม่รู้ลืม แม้ฝ่ายทวน กระแสโลก จะมีพวกน้อยกว่าน้อย แต่ท้าทายกว่า เยอะแน่นอน กระทั่งพวกกล้ารวย ก็ยังนับถือบูชา พระพุทธเจ้า ผู้กลัวรวย ถึงพวกเขาจะไม่เอาอย่าง ทางกล้าจน อะไรนักก็ตาม

รวยกระจุก - จนกระจาย
จนกระจุก - รวยกระจาย


อยู่ในกรุงมักยุ่งเหยิง จนไม่ค่อยได้เบิ่งมองท้องฟ้ามากนัก ฟ้าในเมืองหมอกควันเต็มไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ไม่เหมือน บ้านนอก ท้องทุ่งฟ้ากว้าง ยามเช้าฝูงนก บินออกหากิน เป็นหมู่ๆ ตกเย็นบินกลับรังเป็นหมู่เหล่า ต่างพึ่งตัวเอง ออกแรงบินหาอาหารตามธรรมชาติ

ช่างผิดกันลิบลับกับคน ยิ่งพวกในเมืองกลายเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้ทำปัจจัยสี่เลี้ยงตัวเอง เพราะดูถูกว่า เป็นงานต่ำต้อย เลยหนีไปเลือกงานดี ทำเงินได้แพงกว่า แล้วค่อยใช้เงินซื้อข้าวที่ตาสีตาสาทำอีกทีหนึ่ง พวกเขานึกว่า มันเป็นวิธีฉลาดได้เปรียบดีแล้ว ที่แท้หารู้ไม่ว่า มนุษย์เงินเดือน ตกเป็นขี้ข้ารับ ใช้นายทุน ให้สามารถขูดรีด เอาเปรียบกว้างไกล หนักขึ้นอีก เรียกง่ายๆ ว่า โดนเงินจูงจมูกให้ทำงาน

ลำพังทำมาหากินเพื่อปัจจัยสี่ ชีวิตที่มีเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงตนโดยพึ่งตัวเอง งานแค่นี้จะหนักหนา สาหัส ขนาดไหน มันก็ไม่ยุ่งวุ่นวายนรกแตก เหมือนที่บ้าทำมาหาเงิน กันอุตลุด คนเมืองสมัยนี้ ไม่ต้องหาบน้ำ ตำข้าว หาฟืน เที่ยวเก็บผักหญ้า งานก็เบาไม่ต้องก้าวเท้าแกว่งแข้งขา โยกมือยกไม้ แบกหามอะไรมาก มันประหยัดแรงเก่งนัก เลยจะเป็นง่อยเอา เสร็จแล้วต้องหาเรื่องเสียเงิน ออกกำลังอีกต่างหาก ซวยกี่ต่อ ไม่รู้ซี

เมื่อมีเวลาว่างเยอะนักทั้งแรงเหลือใช้คนสบายเกินไปมันจะพาเครียดง่ายเหมือนกันผิดกับคนทำงานทั้งวัน สายตัวเป็นเกลียว แทบขาดไม่เหลือเวลาที่ไหน ว่างพอไปคิดมาก กลุ้มนั่นทุกข์นี่ แน่นอน ถึงตอนหมดแรง เหนื่อยอ่อน ต้องพักผ่อนกายา พอล้มตัวหัวถึงหมอน หลับเป็นตาย หลายคนติดโรคนอนไม่เป็น ต้องกินยา นอนหลับเสียก่อน ค่อยนอนหลับได้ มันเป็นปัญหาของคน คิดเก่งเกินไป จนไม่มีปัญญา หยุดคิดพักหัว ตัวเองบ้าง จึงน่าสงสาร คนเก่งไม่จริง...ยิ่งพวกยึดดีถือดีมากเกินเท่าไหร่ ย่อมเครียดเก่งมากเท่านั้น ความดี จึงมีละเอียด ความเกลียดพึงละก่อน พ่อท่านสอนไว้

ย้อนเข้าเรื่องถึงนกบินหากินเป็นฝูง สัตว์ชั้นสูงธรรมชาติหาอยู่กินกันเป็นฝูงทั้งนั้น เกาะกลุ่มพึ่งพากัน เช่น โขลงช้าง ฝูงลิงป่า มันมีจ่าโขลง หัวหน้าหมู่ ผู้นำฝูง ฝูงสัตว์เหล่านี้ ไม่มีปัญญาหากิน อย่างยุ่งเหยิง เหมือนคนเลย ในขณะที่มนุษย์ถือตัวว่า ประเสริฐเลิศยอด กว่าสัตว์เดรัจฉาน เสร็จแล้วพวกมนุษย์ ด้วยกันเอง ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ในการหาอยู่หากิน สาหัสสากรรจ์ มากกว่าเดรัจฉานไม่รู้กี่ร้อยพันเท่า มนุษย์ฉลาดจริงรึเปล่า บ้างไหมเอ่ย... มันน่าคิดให้ลึกซึ้ง ไม่ใช่เล่นๆ

เพื่อไม่ให้อายขายขี้หน้าฝูงนกกาไก่ลิงช้างกวางม้า ที่รวมกันอยู่เป็นหมู่เหล่า คนก็รู้จักรวมตัวกันอยู่ เป็นหมู่บ้าน ละแวกคุ้ม ชุมชนมาแต่ไหนๆ ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่เริ่มเดิมทีเราอยู่ในสังคมกสิกรรม ต่างทำนา ทำไร่ ขยันประหยัด ไม่เป็นทาสอบายมุข มันก็เหลือกินพอใช้ เศรษฐกิจพอเพียง

พอเข้ายุคอุตส่าหากรรม งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข กระทั่งแย่งกันหาเงินโกลาหล อะไรๆ เลยเป๋ ยิ่งเปี๋ยนไป๋ อย่างแรง ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ป่าเขาเขียวสด ธรรมชาติหายไปเกือบหมด เหลือล้นก็น้ำเน่า จะมีข้าวผัก ก็สารพิษเพียบ

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Fri Sep 19, 2008 6:45 pm

ไม่รู้เร่งรัดพัฒนาประสาอันใด ไม่ทันถึง ๕๐ ปี ธรรมชาติถึงพินาศสิ้นเห็นปานนี้

นี่เป็นฝีมือของลัทธิทุนนิยม อันเอาเงินเป็นตัวตั้ง ดังพระเจ้าตัวจริงของเขาก็ว่าได้

ตัวอย่างที่น่าเจ็บแสบอันอันหนึ่งคือ น้ำไฟ เมื่อบ้านเมืองยิ่งพัฒนา น้ำไฟต้องอุดมเหลือล้น ถึงจะถูกต้อง แต่มันกลับ ตาลปัตร คือยิ่งขาดแคลน ไม่เคยพอ หรือเหลือใช้สักที นี่เพราะอะไร ถ้าไม่ใช่บริโภคนิยม โทษฐาน ชอบอยากแข่งกันกิน แจกใช้เปลืองดีนัก มันน่าสมน้ำหน้า ถ้าไม่ใช่คนขี้โลภ ทุกตัวตน และ แล้วผู้ใด ต้องตายก่อนกัน คนมีหรือคนจน...

ความเจริญหรูหราของเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งเป็นภาพลวงตาสิ้นดี ไปดูสินค้าน่ากินชวนใช้หลากหลาย ตามห้างใหญ่ ล้วนสนองกิเลสตัณหา คนมีสตางค์หัวสูง ขณะเดียวกัน ก็หลอกล่อ ดูดเงินกระเป๋าคนจน ที่บ้าเห่อ ตามแฟชั่นไปด้วย สำหรับคนรวยโดนหลอก เขาเต็มใจภาคภูมิ ไม่ต้องห่วง สำคัญที่คนจน อยากสะเออะตามแห่ มันน่าเศร้า

ด้วยเหตุนี้ ผลพวงของลัทธิมือยาวสาวได้สาวเอา ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แน่นอนปลาซิวปลาสร้อย มันจึงกลาย เป็นเหยื่อที่น่าสงสาร การแข่งกันรวย มันช่วยให้คนรวย ได้หยิบมือเดียว แล้วกว่าจะสร้างคนรวย ให้แจ้งเกิด ได้หนึ่งคน มันต้องมีคนจนลงไป นับร้อยนับพัน ประมาณนั้น เป็นอย่างน้อย

บรรดาทรัพย์สิน ดิน น้ำ ลมไฟ อีกสารพัดข้าวของทองเงินต่างๆ ล้วนมีอยู่จำกัดทั้งสิ้น เมื่อถูกดูดให้ไปโป่ง อยู่มุมหนึ่ง ส่วนอื่นๆ ก็ต้องแฟบยุบลงเป็นธรรมดา

การแย่งกันเอาเปรียบ เพื่อรวยวันรวยคืน จนรวยไม่เสร็จ มันหนีไม่พ้นที่จะต้องเบียดบัง ขูดรีดกินแรง หยาดเหงื่อ ของผู้คนนับไม่ถ้วน ลำพังทำมาหากิน สร้างสรรสิ่งจำเป็น กินใช้ปัจจัยสี่ ข้าวผ้ายาบ้าน ด้วยลำแข้ง ลำขาตัวเอง ขยันให้ตายคามือยังไง ก็ไม่มีวันรวยล้นเป็นร้อยล้านพันล้านดอกน่า

แต่เพราะความฉลาดเป็นกรดของทุนนิยม วิถีทำมาหาเงิน เชิงซื้อขายแลกเปลี่ยนยักย้ายถ่ายเทซ่อนเล่ห์กล ฟาดฟันกำไร ได้เปรียบเท่าไหร่เป็นเยี่ยม นักธุรกิจเลยแข่งกันรวยได้เป็นวรรคเป็นเวร ซ้ำร้ายยกย่องชูเชิด เป็นนักธุรกิจ ดีเด่นแห่งปี ว่ากันไปตามประสาลัทธินิยมทุน ห่วงแต่ว่ามันกลายเป็นทำนาบนหลังคน ขนาดไหน กันเนี่ย... โดยเฉพาะการฉกฉวย แย่งชิงเชือดเฉือน เหมือนดูดเลือด กินเนื้อเถือหนัง เพื่อนมนุษย์ ร่วมแผ่นดินเดียวกัน มันเป็นการกระทำของมิตร พึงทำกับมิตร อย่างนั้นหรือ...

หากคนเราอุตส่าห์เข้าใจฉลาดรวมกันอยู่เป็นหมู่เหล่า เผื่อช่วยเหลือเมื่อเดือดเนื้อร้อนใจในการหาอยู่หากิน เสร็จแล้วกลับมาพลิกผัน ห้ำหั่นกันอย่างเลือดเย็น โดยคนไม่รู้ทัน คือสงครามธุรกิจ สนามการค้า ที่เปลี่ยนรูป แปลงร่าง มาจากสนามรบ อันฆ่าทิ้งตายเปล่าๆ สู้เอามาเป็นทาสเศรษฐกิจ ที่ปล่อยไม่ไปดีกว่า แบบนี้ จะสุมหัวรวมตัวกันอยู่ เป็นเหยื่อใครทำไมให้โง่เง่า สู้แยกย้ายกันอยู่ไกลห่าง ต่างคนต่างหากิน ทำข้าวผ้ายาบ้าน เอาเอง ตัวใครตัวมัน จะแบ่งงานกันทำอิหยัง ให้เกิดชนชั้นศรีธนญชัย สบช่อง จ้องแบ่ง งานเบาๆ ทีแบ่งเงินพวกเอาเงินหนักๆ ใครไม่ยอมพึ่งตน เป็นไทแก่ตัวเอง จำต้องก้มหน้าก้มตาเป็นทาส ทุนนิยม ดักดานไปทั้งชาติ เวรกรรมของ สัตวโลก เมื่อไหร่จะรู้สักที!

ชาวนาทำนาบนผืนดินพระแม่ธรณี ค่า-นิยมสังคมชอบเหยียดหยามว่าต่ำต้อยด้อยศักดิ์ศรี ไม่มีเกียรติเพราะ เงินน้อย ไม่ดีเลย แต่ทุกคนก็ต้องกินข้าว ของชาวนาทุกวัน

หันไปดูอีกด้าน ธุระกิจทำนาบนหลังคนต่างๆ ทั้งหลาย แข่งกันรวยเอาเป็นว่าเล่น ดูแต่เม็ดเงิน คงน่าเพลิน ภูมิใจในตัวเลข หรือแผ่นกระดาษ

ผลพวงทำนาบนดินโดยเสียสละ กับ ผลกำไรทำนาบนหลังคนโดยเอาเปรียบ อันหนึ่งทำนาหากิน อีกอันทำเงิน หารวย ธรรมดาโลกนิยมชมชอบ ทำเงินมากกว่า ข้อสำคัญคือ แล้วตัวเราจะเข้าข้างไหนดี...

ใครๆ คงตอบถูกว่า เสียสละเป็นความดี เอาเปรียบเป็นความเลว แต่ชีวิตจริงทำอะไรมากน้อย

ถ้าคนเชื่อบาปบุญกรรมเวรมีจริง คงจะต้องละอายใจและน่ากลัวหัวหดอีกเยอะ กับวิถีทำมาหารับประทาน ที่แย่กว่า เดรัจฉานไม่รู้กี่มากน้อย...

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Fri Sep 19, 2008 6:46 pm

ตกลงอยากจะฟันธงตรงประเด็น ทุนนิยมเสรีแม้จะเก่งกล้าสามารถสร้างสารพัดสะดวกด้วยเทคโนก้าวไกล พร้อมกันนั้น มันไม่วายมีผลข้างเคียง ร้ายกาจเกินคาด ไม่อาจรู้ทันปัญญาชนปนยาบ้า จะก้าวหน้าวัตถุ วิเศษวิโส ถึงไหนก็ไม่ว่า แต่ถ้านำพาจิตวิญญาณต่ำทราม แข่งกับเสือ สิงห์ กระทิง แรด ให้ชิดซ้ายไปเลย มันจะไหวหรือ ท่านที่เคารพ...

จึงอย่าประหลาดใจเลย ทำไมหนอยิ่งพัฒนา เงินยิ่งเฟ้อ คนเบี้ยน้อยหอยน้อยมีเงินได้นิดหน่อยพลอยตาย หย่างเขียด นี่ผิดทางแล้ว ถ้าทุกคนมันทำ ข้าวผ้ายาบ้าน สารพันจำเป็นของกินใช้ ได้มากกว่า ที่แต่ละคน แบ่งซื้อแบ่งปัน ไปกินไปใช้ ข้าวของสินค้าสารพัด มันมีแต่จะเหลือเฟือทุกวันคืน ราคามันจะแพงขึ้น ได้อย่างไร นับวันแต่จะถูกลง ถูกลง ค่าเงินจะต้อง แพงขึ้นต่างหาก ถึงจะคุยได้ว่าพัฒนามาถูกทางแม่นแล้ว นี่สิคือ เศรษฐกิจพอเพียง บุญนิยม ทุกคนรวยพอกินพอใช้ ไม่มีสลัม ไม่มีคนจรจัด ตกงาน ไม่ได้ยินใคร หนี้อ่วม โดดตึกตาย จนกระจุก รวยกระจาย มันต้องพรรค์นี้ ห้าสิบปีก่อน ถอยหลังไปไม่ต้องนาน เงินเดือน
ข้าราษฎร เริ่มต้น ๔๕๐ บาท อยู่กันได้ทั้งบ้าน ทองบาทหนึ่งไม่ถึง ๔๐๐


เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม ใช้ตัวขี้โลภจูงใจให้คนแข่งรวยหากำไร กระตุ้นตัณหายิ่งยุให้คนบ้าเห่อกินมาก ใช้เปลือง เพื่อเดินเครื่อง เศรษฐกิจสะพัด พาซื้อง่าย ขายคล่อง เชื่อกันอย่างนั้น มันได้ฉาบฉวย ข้าวของ เลยแพงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฝีมือพวกกินใช้ผลาญพร่า มากกว่าทำออกมาแลกเปลี่ยน พอข้าวของขาดแคลน ฝืดเคือง พวกฉวยโอกาสได้ที โก่งราคาทำกำไร ในขณะที่ค่าแรงกรรมกรถูกกด เงินเฟ้ออ่อนๆ ที่ชอบใจกัน มันก็พลิกผัน เป็นฟองสบู่แตก กระแทกเงินเฟ้อ หลุดอย่างแรง คนรู้แกวปั่นราคาปั่นหุ้นกักตุนสินค้า ถูกช่อง ถูกหวย รวยเละไป ทุนนิยมถึงช่วยให้รวยกระจุก เพิ่มทุกข์ยาก ให้คนจนกระจาย ขยายหนี้ท่วมหัวทั่วไทย เช่นนี้แล

เมื่อเกิดชัดแจ้งว่า ทุนนิยมยิ่งจำเริญสำเร็จผลมากเท่าไหร่ มันหมายถึง คนรวยหยิบมือเดียว แข่งกันรวย ล้นฟ้า ในขณะที่คนจน ต้องจนกรอบถ้วนหน้า เต็มแผ่นดิน โดยเป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ ซึ่งได้ค่าจ้าง พอยาไส้ ไม่อิ่มท้องก็เยอะ ส่วนมากไม่มีที่ดินทำกิน พึ่งตัวเองไม่ได้ด้วย ต้องแออัดยัดเยียด อยู่ในเมือง ดีแต่ขายแรง ไปวันๆ จนเกษียณ

สังคมทุนนิยมยิ่งพัฒนา ช่องว่างชนชั้นยิ่งถ่างห่างกว้างขึ้นทุกที ครั้นจะปล่อยให้คนจนทุรนทุรายตายทั้งเป็น มากเกินไป คนรวยก็จะเสวยสุข ไปได้ไม่รอด จึงจำเป็นอยู่เอง ที่จะเลี้ยงทาสเศรษฐกิจ ให้มีชีวิตพอรับใช้ พวกตนต่อไป ระบบสังคมสงเคราะห์ และประกันสังคม ถึงเกิดขึ้นเพื่อบรรเทาทุกข์ ของคนยากไร้บ้าง

ระบบสังคมนิยมต่างๆ ทั้งวิธีสหกรณ์ก็ดีกลายเป็นทางเลือก เข้ามาแก้ปัญหาทุนนิยมที่ล้มเหลว ซึ่งจะพูดไป ให้เมื่อยทำไม กับการกระจายรายได้ ดูมันตลกสิ้นดีเปล่าๆ ในเมื่อพวกเขา ตั้งใจดูดเงิน ให้เข้าเป้าเท่าไหร่ ไม่เคยพอเลย แล้วผู้ใดจะไปดึงเงินกระจุกที่ไหน จากใคร มากระจายให้คนเล็ก คนน้อย มันสวนทาง เป็นไปไม่ได้เห็นๆ เป็นไปได้แค่โปรยหว่าน ประชานิยม พอเป็นพิธี ผักชีโรยหน้ายาหอมแก้ลม หลอกต้ม ชาวบ้าน ไปวันๆ

แม้ว่าสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์จะพังครืนเพราะฝืนธรรมชาติสุดโต่งเลยดี เพียงใช้แก้ขัดอยู่ได้หลายสิบปี เหมือนกัน โดยเฉพาะคน มันไม่มีปัญญาศรัทธา กล้าเสียสละ ไม่เต็มใจจึงทำได้อยู่พักเดียว พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ยังเสียดายคาร์ลมาร์กซ์ มักแก้แต่ระบบ สู้ทำแต่วัตถุ โดยมองข้ามจิตวิญญาณ อันเป็น ประธานสิ่งทั้งปวง ถ้าเขามาศึกษาวิถีพุทธ มันจะครบเครื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และสังคม จะแก้ปัญหา ฉลุยไปโลด

กล่าวคือ ในเมื่อกระแสโลกมันแย่งกันเอาท่าเดียว ทางแก้ลำก็ต้องสร้างค่านิยมแข่งกันให้ขึ้นมา ให้จงได้ นั่นเอง โลกมันเอียงไปข้างหนึ่ง เราต้องช่วยถ่วงดุล อีกด้านหนึ่ง ท่านว่าคนกล้าให้กับคนกล้าเอา อยู่ด้วยกัน ได้ดี ไม่เป็นศัตรูคู่กัดทำร้ายกัน

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Fri Sep 19, 2008 6:47 pm

ในสังคมพุทธ เริ่มเดิมที่เรามีของกลางสงฆ์ พระมีสมบัติติดตัวเล็กน้อยแค่บาตรจีวรกับบริขารเบ็ดเตล็ด ไม่กี่ชิ้น ของใช้จำเป็นอื่น มีอยู่ในวัดไว้แบ่งปันให้พระ เมื่อต้องการ แม้อาหารบิณฑบาตมาได้ ก็ควรกองรวม แบ่งแจกภัต อีกทีหนึ่ง ยิ่งฉันรวมบนศาลา พร้อมหน้ากัน มันเป็นตัวอย่างชัดเจ นของสาธารณโภคี

นอกจากของกลางเพื่อพระสงฆ์ใช้แล้วของวัดหลายอย่างเช่น ถ้วยชามหม้อโต๊ะเก้าอี้ ชาวบ้านงานมักมายืม ของวัด ไปใช้ เป็นประจำ ของกลางสงฆ์ จึงมีประโยชน์ถึงชุมชนด้วยบ้าง

เคยมีตัวอย่างครั้งพุทธกาลมากมายเช่น อุบาสกผู้กล้าให้ใจถึงมีดวงตาเห็นธรรม เป็นพวกช่างไม้ชื่อ อิสิทัตตะ กับ ปุราณะ ทั้งสองมีคุณธรรม โสดาปัตติยังคะ ๔ คือเป็น พระโสดาบัน เพราะศรัทธาไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พร้อมพระสงฆ์ ตลอดทั้งมีจาคะ ไม่ตระหนี่ยินดีสละ ควรแก่การขอ กล้าให้ทาน ด้วยใจถึงศรัทธาเต็มๆ คือไทยธรรมทุกอย่าง ในตระกูล (สมบัติ) เป็นของไม่แบ่งแยก กับท่านผู้มีศีล มีธรรมอันงาม นิยามของความไม่แบ่งแยก ท่านอุปมาเหมือนว่า ชาวโกศลมีจำนวนเท่าไร ก็เฉลี่ยแบ่งปัน ให้เท่าๆ กันปานนั้น (ข้อมูลถปติสูตร พระไตรปิฏก เล่ม ๑๙)

รวมความมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อจะต้องรวมกันอยู่เป็นหมู่กลุ่มชุมชน แต่ละคนจำเป็นต้องเป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อันเป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของศาสนา ทุกวันนี้คนเมืองกรุง ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกัน อยู่แบบ ตัวใครตัวมัน แต่ต่างหาทางเอาเปรียบ สุดลิ่มทิ่มประตู ทางรอดของผู้คน จึงขึ้นอยู่กับว่า จะเลือก อยู่ในสังคมไหนดีกว่าเอ่ย

หมู่เหล่าอันน่าเข้าร่วมด้วยช่วยพึ่งพาอาศัยได้ดี มันสำคัญที่คนมีคุณภาพสมานฉันท์ดังทำนองพี่น้องสมัคร รักใคร่ จากไปให้คิดถึง กล่าวคือ

สาราณียะ ชวนระลึกถึงเสมอ
ปิยกรณะ เป็นที่น่ารักใคร่
ครุกรณะ เป็นที่เคารพนับถือ
สังคหะ เข้าหมู่กลุ่มกลมกลืน
อวิวาทะ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง
สามัคคียะ สมานฉันท์น้องพี่
เอกีภาวะ อันหนึ่งอันเดียวกัน


คุณธรรมพึงปรารถนาทั้ง ๖ ข้างต้น เกิดจากผลพวงปฏิบัติตัวเองตามวิถีสาราณียธรรม ๖ ได้แก่ เมตตา กายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี ศีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา โดยทำตัว สมัครสมาน กับหมู่สหายธรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลังเสมอต้นชนปลาย

อย่างไรก็ดี หลักสาธารณโภคีสมัยพระพุทธเจ้าทรงนำพาปฏิบัติยังคงจำกัดในแวดวงหมู่สงฆ์เป็นหลักใหญ่ ยังไม่ขยายออกนอก ถึงพุทธบริษัทอุบาสกอุบาสิกา ท่านว่าสังคมยุคนั้น ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่รุนแรงเหมือน สงครามธุรกิจ ในสมัยนี้ ทั้งยังมีระบบศักดินา ข้าทาสเข้มแข็ง ผู้คนยังไม่รู้เดียงสา กับประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชน อะไรเลย

ผิดกันไกลกับทุกวันนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องซิ่งหาทางออกนอกสงครามเศรษฐกิจมหาโหดแทนที่จะบ้าเห่อ แข่งรวย ให้ซวยบรรลัย ซ้ำร้าย เลือดตาแทบกระเด็น กว่าจะรวยได้ขนหน้าแข้งใครบ้าง

ดังนั้น หากหันมาหาเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเองพร้อมหมู่คณะศรัทธา มีทางหายห่วงอนาคตได้ง่าย ด้วยหลักประกัน สาธารณโภคี อันเหนือชั้นกว่าระบบคอมมูนของจีนที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าไปแล้ว ในทุกชุมชน ชาวอโศกทุกวันนี้ สมบัติทุกอย่างเป็นของกลาง ทุกคนช่วยกันทำแบ่งปันกินใช้ ไม่มีอดอยากปากแห้ง ไม่มีใครผลาญเพราะหมู่บ้าน ปลอดอบายมุขทุกชนิด ทุกคนถูกล้างสมองให้ขยันกล้าให้ ไม่กล้าเอามาก เพราะไม่หนาพอ เหมือนคนใหญ่คนโตในวงการไหนๆ ใครจะเข้าใหม่เข้าเก่ารายได้เท่าเทียมกัน เพราะ กระจาย รายได้ ไม่มีใครเหมือน ต่างมีสิทธิ์กินใช้ เหมือนได้อยู่ในครอบครัวใหญ่ทั้งชุมชน คล้ายอย่าง ชาวจีน กินอยู่แบบกงสี ในครอบครัวตระกูลยุคก่อน แต่ระบบกงสีอยู่ไม่นาน พอพ่อแม่แบ่งสมบัติ หลักประกัน กงสี เลยไม่มีเหลืออีกต่อไป

ส่วนระบบสาธารณโภคี เป็นวิถีแก้จน ให้คนไม่ตกงาน ทั้งประกันอนาคตชีวิตเบ็ดเสร็จอีกต่างหาก โดยเฉพาะ หลักประกัน สาธารณโภคี นับวันยิ่งงอกงาม ด้วยความสามารถ ของขบวนการกลุ่มอาริยชน รุ่นต่อรุ่น สืบทอดเจตนารมณ์กันไป ไม่ขาดสาย เชื่อมั่นได้ว่าสาธารณโภคีวิถีพุทธบริษัทนี้ จะยั่งยืนไพบูลย์ จริงแท้ แน่นอนกว่ากิจการ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ทั้งจะอยู่ยง สร้างสรรเหนือชั้นกว่ามหาศาลสมบัติ ตระกูลดัง ต่างๆ ฟังแล้วเหมือนฝัน ถึงประหนึ่ง โลกพระศรีอาริย์น้อยๆ นั่นเทียว...

สาธารณโภคี เป็นวิถีอาริยชนช่วยแก้จนทันตาเห็น เพราะสานฝันให้เป็นจริงได้ทุกคนเลย ขอเพียงใจถึง ซึ้งปัญญา ศรัทธาพอ...

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Fri Sep 19, 2008 6:52 pm

ระบอบการปกครองแบบ "สาธารณโภคี" ที่กลุ่มกบฏพันธมิตรเอามาประกาศนั้น นำมาจาก สำนักสันติอโศก ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังกบฏที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจริงแล้วเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งพอลพต ได้ใช้ในการปกครองเขมร และได้เข่นฆ่าชาวเขมรห้าล้านคน ก็โดยระบบเดียวกันนี้(ดูเอกสารหลักฐาน A30)

เราสามารถแยกส่วนสำคัญของระบอบนี้ออกมาให้เห็นกันชัด ๆ ได้ ดังนี้




เครื่องมือประกอบการปกครองระบอบใหม่ ปัจจุบันใช้ที่เขตปลดปล่อยหน้าทำเนียบ


แก้ไขล่าสุดโดย SpecialForce เมื่อ Fri Sep 19, 2008 7:56 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Fri Sep 19, 2008 6:56 pm

นี่คือระบอบการเมืองใหม่ ท่านทั้งหลายคิดว่าจะยอมรับได้ไหม ? จะอยู่ภายใต้ระบอบนี้ได้นานสักเท่าไร ? ที่จริงแล้วเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ ก็ต้องให้หัวหน้ากบฏพันธมิตร และผู้เข้าร่วมกลุ่มกบฏทดลองใช้กันก่อน เห็นท่าจะดีไม่น้อย

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Fri Sep 19, 2008 6:58 pm

อย่าคิดว่าประชาชนไทยที่อยู่นอกทำเนียบจะเป็นพวกโง่......ขอบอกว่า...


SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Jul 04, 2010 4:58 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t74.htm









http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000091405



75 ปี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

3 กรกฎาคม 2553 03:50 น.

เด็กดอกไม้รายทาง
โดย...อัญชะลี ไพรีรัก

วันอาทิตย์นี้ “สันติอโศก” ร่วมกับพี่น้องประชาชน เป็นเจ้าภาพเจ้างาน “ครบรอบ 75 ปี
จำลอง ศรีเมือง” งานเล็กๆ ของคนยิ่งใหญ่ ...ซึ่งเป็นคนไทยอีกคนหนึ่งที่ได้ประกาศตัว
ประกาศตนจากผลงานที่ผ่านมาว่า “รักชาติยิ่งชีพ”


เมื่อหันไปถาม พล.ต จำลอง หรือ ที่เรียกกันคุ้นปากว่า “ลุงลอง” ว่า จะทำอะไรในงานคล้ายวันเกิด
คุณลุงก็อมยิ้มน้อยๆอย่างที่เห็นกันเจนตา แล้วตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า
“ตั้งแต่เกิดมาผมเป็นคนไม่เคยมีงานเลี้ยงวันเกิด ไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ”

“จำลอง ศรีเมือง” เกิดเมื่อ 5 ก.ค. 2478 ย่านสำเหร่ ฝั่งธนบุรี บิดาเป็นคนจีนขายปลาที่ตลาดสด
ส่วนมารดาเป็นแม่ค้าหาบเร่ เมื่อเด็กๆ จำต้องกำพร้าเพราะบิดามาด่วนจากไป ครั้นเติบใหญ่มารดา
สมรสใหม่ ชีวิตของจำลองและพี่น้องจึงถึงจุดเปลี่ยน จากแซ่โล้ว มาเป็น “ศรีเมือง” สกุลใหม่
ของครัวใหญ่ซึ่งมีชีวิตเรียบง่ายสมถะพอตัวพอตนแต่ขวนขวายหนักหนาด้านการเรียน

“คุณแม่เคยเป็นแม่บ้านให้คนดีมีสกุล ทางเราเลยได้อานิสงส์จากความดี ซื่อสัตย์
และอดทนมุ่งมั่นมาจากบ้านผู้ใหญ่”

ด้วยความฉลาดหลักแหลม และสุภาพอ่อนน้อม เป็นที่ตั้ง “จำลอง” ได้พาตัวเองผ่านการทดสอบ
อันทรหดเข้าสู่ประตูนักเรียนเตรียมทหาร และ เรียนจบนายร้อย จปร.รุ่น 7/2 ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพรา
มีเรื่องมีราวรับกระบี่ช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่น ด้วยเหตุที่จอมพล สฤษด์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ในขณะนั้น ประกาศกฎอัยการศึกอยู่ แต่หัวหน้านักเรียนนายร้อยผู้นี้ดันชวนเพื่อนฉายภาพยนตร์หาทุน
ซื้ออุปกรณ์ กีฬาและดนตรี เลยถูกลงโทษลดตำแหน่งหัวหน้าและรับกระบี่ช้าด้วยประการฉะนี้แล

หลังเรียนจบไม่นาน ร้อยตรีจำลอง ศรีเมืองก็โลดแล่นในแวดวงทหารสื่อสาร จนได้รับทุนการศึกษา
ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา กลับมาก็โลดโผนจนทะยานไปออกรบในศึกสงครามเวียดนาม
แต่ประจำสมรภูมิที่ลาวในนาม “โยธิน” และที่นี่เองทหารหนุ่มแจ้งเกิดในฐานะ “วีรบุรุษแห่งภูผาที”

สงครามและความตายทำให้นายทหารรับจ้างผู้นี้มีบาดแผลในชีวิตไม่ต่าง จากนายทหารคนอื่นๆ
แม้แผลเป็นจะตกสะเก็ดไปนานแล้ว แต่ลึกๆ ลงไปก็เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง

เขามักบอกกับทุกคนเสมอๆว่า “สงครามไม่เคยให้อะไรกับใคร นอกจากความตาย
ไม่ตายจากก็ตายทั้งเป็น”

หลังกลับจากสนามรบได้ไม่นาน วีรบุรุษผู้แกล้วกล้าเจนจัดก็ชักชวนคู่สมรส “พ.ท.หญิงศิริลักษณ์”
ละทิ้งชีวิตทางโลกที่สุขสมบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ มุ่งหน้าใฝ่ศึกษาทางธรรม สามี-ภรรยา
ผู้อ่อนหวานนอบน้อมไม่นิยมวัตถุเงินทองของสะสมใดๆ ไม่มีทายาทให้ถวิลหาอาลัย ไม่ฟุ้งเฟ้อฟู่ฟ่า
ตัดขาดกับโลกสมมุติ แล้วหันมาใช้ชีวิตสมถะอยู่กับพืชผักมังสวิรัติ นุ่งเจียมห่มเจียมใช่แต่ผ้าม่อฮ่อม
ย้อมสีธรรมชาติ นอนบนไม้กระดาน ทานวันละมื้อ และอาบน้ำเพียงวันละ 5 ขัน พร้อมมุ่งมั่นปวารณาตัว
รับใช้ใกล้ชิดพระศาสนาในฐานะศิษย์เอกสันติอโศก

จากจำลอง ศรีเมือง ก้าวสู่ความเป็นมหา 5 ขันจึงกลายเป็นความโดดเด่น ยิ่งเมื่อเขากระโจนเข้าสู่วังวน
คนการเมืองในฐานะเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีรัฐบาล “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” …วาระนั้น
พล.ต.จำลอง ศรีเมืองถูกจับตามองทุกฝีก้าว

ก้าวแรกในชีวิตการเมืองของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ช่างเต็มไปด้วยรสชาติเผ็ดร้อน
แตกต่างจากชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายจืดชืดราวฟ้ากับดิน

แต่แล้วการงานที่กำลังรุ่งโรจน์ดุจดาวจรัสแสงก็ดับวูบลง เมื่อเขาไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทำแท้งและ
ลาออก จากนั้นก็รวบรวมสมัครพรรคพวกสายมังสวิรัติก่อตั้งกลุ่มรักธรรม และลุยงานการเมืองท้องถิ่น
ในนามผู้ว่าฯ แห่งกรุงเทพมหานคร ผู้พารถไฟฟ้าลาวาลินมาสู่ธนายง และเป็นบีทีเอสในปัจจุบัน

ตามมาด้วยการพัฒนากลุ่มก้อนการเมืองไปสู่ “พรรคพลังธรรม” และนำพาพลังผักกวาดชัยชนะ
ถล่มทลาย กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครลืมแม้จะสิ้นสูญไปแล้วกับวัฏจักรการเมืองก็ตามที

แต่จำลองก็คือจำลองที่ไม่เคยเปลี่ยน แม้จะได้รับรางวัลแมกไซไซ แม้จะได้รับการขนานนาม
ให้เป็นผู้นำแห่งเอเชีย ลองถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม เขาสามารถ
ตัดสินใจทิ้งไปได้โดยไม่แยแส หลายครั้งที่เขาชักใบหนีจนเป็นที่เข็ดขาม-ครั่นคร้ามของคนในสังคม
การเมืองไทยยุคต่อๆ มา

ต่อเมื่อเขารู้ว่า ประเทศชาติต้องการ “การเมืองใหม่”มาแก้ไขให้ ประชาธิปไตยเต็มใบต้องใสสะอาด
และประชาชนจะลืมตาอ้าปากได้ เขาก็เริ่มลงมืออีกครั้งด้วยเดิมพันคือชีวิตกับการดาหน้าพาประชาชน
ออกไปต่อต้านเผด็จการทหารรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร จนถูกจับและชีวิตเฉียดตาย
สุดท้ายรอดมาได้แต่ก็ต้องจมจ่อมอยู่ท่ามกลางเสียงใส่ร้ายประหัตประหารว่า
“จำลองพาคนไปตาย” จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35

อย่างที่บอกบาดแผลจากสงครามเจ็บปวดร้าวลึกเสมอ หลังจากนั้น“จำลอง” ผู้มุ่งมั่นกับแนวคิด
การเมืองคือเรื่องของทุกคนและปัญหาบ้านเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองใหม่ ได้ให้การสนับสนุน
“กฤษดา อรุณวงศ์” เป็นผู้ว่าฯ กทม. และ ไปชักชวน “ทักษิณ” มาขยายพลังธรรม นี่คือ
ประตูบานแรกที่เปิดรับ “ทรราช”ผู้มากับความปลิ้นปล้อน “รวยแล้วไม่โกง”และจำลองคือ
ผู้รับผิดชอบต้องออกมาแก้ไขในเวลาถัดมา

เพราะในขณะที่ทักษิณอู้ฟู่กับลาภยศในสภาฯและฐานะดีขึ้นอักโขจากผลพวงการลอยตัว
ค่าเงินบาทในรัฐบาล “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” หากแต่ พล.ต.จำลองกลับพาพี่น้องสันติอโศก
ลงบนท้องถนนเพื่อขัดขวางไม่ให้เบียร์ช้างเข้าตลาดหลักทรัพย์

และบนฟุตบาทหน้าตลาดหลักทรัพย์ฯในวันแดดร้อนแรง “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” ใช้คนใกล้ชิด
ส่งเทียบเชิญชวนให้จำลองและกองทัพสันติอโศกร่วมขบวน “โค่นระบอบทักษิณ”และนี่คือจุดเริ่มต้น
ของการเปิดฉากขับไล่ทรราชทักษิณในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” กองทัพธรรม
นำธงเหลืองโบกสะบัดกำจัดเสี้ยนหนามแผ่นดินครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “5แกนนำ”

หลังการต่อสู้ที่เข้มข้นของพันธมิตรฯทั้ง 2 ครั้งได้ผ่านพ้นไป “จำลอง” ได้กลายเป็นผู้นำประชาชน
แห่งประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างแท้จริงชนิดที่ ไม่มีใครลืมเขาได้ลง

แต่เมื่อการขับไล่ทรราชทักษิณ และ รัฐบาลร่างทรงสมัคร - สมชายแล้วเสร็จ จำลองและกองทัพธรรม
ได้ละทิ้งทุกสิ่งอันเช่นเคย แล้วเดินพาพลพรรคนักอหิงสากลับสันติอโศก จากนั้นก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่
หมดไปกับการทำกิจกรรมที่ ”โรงเรียนผู้นำ”กาญจนบุรี และผลิตปุ๋ยขวัญดินขายถูกเพื่อซ่อมแผ่นดิน
และหารายได้ให้สถานี เอ เอส ที วี เบาะๆ ตอนนี้มีกำไรเดือนละ 10 ล้านบาท มอบให้สถานีโทรทัศน์
ของประชาชนทุกบาททุกสตางค์

ลุงจำลองใช้ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 75 ปีแล้วถึงวันนี้ เอกบุรุษซึ่งเป็นผู้นำแห่งการพลิกโฉมหน้า
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ได้กลายเป็นตำนานของการต่อสู้ผู้ทรหดอดทน และ แน่วแน่แก้ไข
บนแนวทางสันติอหิงสาเยี่ยงมหาตมะคานธี

กาลเวลาได้พา “จำลองคนฝั่งธนบุรี” มาถึง “ลุงจำลอง แห่งสันติอโศก” ส่วนโชคชะตาฟ้าลิขิต
ได้พาเด็กน้อยผู้มีชีวิตยากจนมาสู่ถนนของนายทหารผู้เข้ม แข็ง พานักรบเดนตายมาสู่อ้อมกอด
ญาติธรรมแห่งอโศกสถาน พาคนบุญสู่ถนนคนการเมือง พาคนปราดเปรื่องผันแปรมาสู่ผู้นำมวลชน
ที่พร้อมต่อสู้กับความอยุติธรรมทุกรูปแบบ

ทั้งหมดนี้คือ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม ผู้ชูธงธรรมนำหน้า
รบกับอริราชศัตรูเพื่อผดุงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ โดยไม่เคยสะดุ้งสะทือน
กับถ้อยคำติฉินนินทาว่าร้ายสารพัดสารพัน เพราะทั้งหมดนี้เขาต่อสู้บนหลักธรรม
ด้วยสองมือเปล่า ด้วยหัวใจสันติอหิงสา และ ด้วยคาถาบทเดียวคือ

“มาทำหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดินและมาทำบุญ”

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000091404




Happy แมวของ สนธิ ลิ้มทองกุล

แมวของสนธิชื่อ “Happy” แต่ “แมว”ที่มอนเตเนโกร “Unhappy”

3 กรกฎาคม 2553 03:43 น.

ณ บ้านพระอาทิตย์
โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

สนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากภาพที่เราเห็นว่าจะเป็นผู้รอบรู้ในฐานะนักสื่อสารมวลชน จะเป็นนักปราศรัย
ปลุกระดมมวลชนในฐานะแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล
ยังมีภาพที่เราไม่ค่อยได้เห็นมากนักก็คือเป็น “คนรักสัตว์”

เมื่อประมาณกว่า 20 ปีที่แล้ว ใครจะรู้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เคยเป็นผู้อุปถัมภ์ลูก “หมีแพนด้า”ตัวหนึ่ง
ซึ่งเลี้ยงอยู่ในศูนย์เพาะเลี้ยงหมีแพนด้าในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกลายมาเป็นบรรพบุรุษ
ของ “หลินปิง”ในเวลาต่อมา

ปกติแล้ว ส่วนใหญ่แล้ว คนที่เลี้ยงสุนัขมักจะไม่เลี้ยงแมว ในขณะที่คนเลี้ยงแมวก็ไม่ค่อยได้เลี้ยง
สุนัข แต่สนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากจะเลี้ยงสุนัขในบ้านถึง 4 ตัวแล้ว ยังได้สัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาใน
บ้านพระอาทิตย์ หิ้วจากบ้านมาทำงานด้วยกันที่บ้านพระอาทิตย์ และหิ้วจากบ้านพระอาทิตย์กลับบ้าน
เป็นกิจวัตร แมวตัวนี้ชื่อ Happy แมวตัวนี้นอกจากคนในค่าย ASTV-ผู้จัดการจะได้เผยแพร่ภาพ
“เจ้า Happy” ทางโลก Face Book แล้ว แมวตัวนี้ยังได้ออกทีวีเมื่อวันศุกร์ที่แล้วที่ สนธิ ลิ้มทองกุล
ได้อุ้มเจ้า Happy ในขณะที่เจรจากับ คณิต ณ นคร แมวของสนธิตัวนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดา

ภาพที่คนทั่วไปไม่ได้เห็นในวันที่ในบางวันประเทศไทยมีความสับสนวุ่นวาย
กับแรงกดดันและข่าวสารทางการเมืองในแต่ละวัน สนธิ ลิ้มทองกุล กลับมีจิตใจ
ที่สงบนิ่ง นั่งเล่นกับ Happy อย่างมีความสุข


Happy เป็นแมวเปอร์เซียน บรรพบุรุษของแมวพันธุ์เปอร์เซีย มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเปอร์เซีย
หรือประเทศตุรกี และอิหร่านในปัจจุบัน โดยในปี ค.ศ. 1684 ได้มีการบันทึกลายลักษณ์อักษร
เกี่ยวกับที่มาของ แมวเปอร์เซีย หรือแมวเปอร์เซียน (Persian Cats) ว่า พ่อค้าทะเลทราย
(หรือที่เรียกว่ากองคาราวาน) ทางแถบๆ ตะวันตกของตุรกีและอิหร่าน มักบรรทุกสินค้ามากมาย
อาทิเครื่องเทศน์ อัญมณี และสินค้ามีค่าอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็มีแมวขนยาวติดมาด้วย
แมวขนยาวนั้นถูกซื้อโดยกะลาสีและได้นำแมวติดไปกับเรือสินค้าเดินทางเข้าทวีปยุโรป
ซึ่งหลายปีต่อมาแมวพันธุ์นั้นถูกรู้จักในชื่อ เตอร์กิส แองโกร่า (Turkish Angora)

ต่อมาในปลายศรรตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษเริ่มผสมพันธุ์แมวเตอร์กิส แองโกร่า กับแมวสายพันธุ์อื่น
และพัฒนาจนได้แมวที่มีขนหนาและยาวกว่าเดิม กระทั่งในที่สุดแมวพันธุ์นี้ก็ได้รับการยอมรับ
และจดทะเบียนขึ้นที่ประเทศ อังกฤษในชื่อว่า Longhair ซึ่งชื่อของมันก็ถูกตั้งขึ้นตามประเทศ
ต้นกำเนิดนั่นเอง

นอกจากประเทศอังกฤษแล้ว แมวเปอร์เซียนยังถูกนำไปเลี้ยงในประเทศต่างๆ ทั้งยุโรปและ
อเมริกามานานหลายร้อยปี ซึ่งอเมริกาจะเรียกแมวพันธุ์นี้ว่า Persian

แมวเปอร์เซียน เป็นแมวที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีกระดูกที่ใหญ่และแข็งแรง หัวและหน้ากลม
หน้าผากโหนก แก้มเต็ม ดวงตากลมโต และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกัน มีจมูกที่หัก กล่าวคือ
สังเกตได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นจุดหักระหว่างจมูกกับหน้าผากชัดเจน
เมื่อมองจากด้านหน้าจะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตา

สำหรับแมวเปอร์เซียนที่มีลักษณะตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์ ควรจะมีจมูกอยู่ในระดับเดียวกับตา
โครงสร้างลำตัวสั้น ขาสั้นเตี้ย หูเล็กมีปลายหูที่กลมมน และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกัน หางสั้นและตรง
ไม่มีรอยหัก ขนยาวฟู มีท่วงท่าการเดินดูสง่างาม ทั้งนี้ แมวเปอร์เซียนในสมัยแรกๆ มีรูปร่างหน้าตา
ที่ต่างจากแมวเปอร์เซียนในปัจจุบันมากทีเดียว ปัจจุบันมันถูกพัฒนาให้มีรูปร่างที่สันขึ้น ขนยาวขึ้น
ถูกเปลี่ยนแปลงโครงร่างให้ใหญ่และกลม จมูกสั้นและหักมากขึ้น

Happy เป็นแมวเปอร์เซียน ได้มาจากฟาร์ม chilli เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 เป็นตัวผู้สีขาว
สีขาวที่ว่านี้มีชื่อเฉพาะว่า “Blue Tabby-White” ขณะนี้ยังเป็นแมวตัวเล็กแต่ขนยาวฟูจนดูเหมือน
เป็นแมวตัวใหญ่ แต่ดูแล้วเหมือนตุ๊กตาแมวเดินได้มากกว่า

แมวประเภทนี้เหมาะกับการเลี้ยงในบ้าน Happy ถ่ายในกระบะทรายของตัวเองเท่านั้น เลี้ยงในห้องแอร์
เพราะเป็นแมวขี้ร้อนเหมือนแมวเปอร์เซียนส่วนใหญ่ทั่วไป Happy อาบน้ำอาทิตย์ละ 1ครั้ง
และต้องแปรงขนของ Happy เพื่อรักษาสภาพขนทุกวัน นอกจากนี้แมวเปอร์เซียน ยังเป็นแมวที่มี
คราบน้ำตาจึงต้องเช็ดตาให้ทุกวันเช้าเย็น แล้วต้องทาแป้งให้หน้าให้กับ Happy อีกต่างหาก
คนที่จะคิดเลี้ยงแมวประเภทนี้ต้องมีความเอาใจใส่และดูแลเป็นพิเศษ

Happy เป็นแมวที่อาจจะรู้ว่าตัวเองเป็นแมวที่มีขนสวยและสง่างาม
ชอบอยู่ใกล้คนและเจ้าของ แต่ไม่ค่อยให้ใครสัมผัสตัวง่ายๆ
ไม่เข้าไปอ้อนเจ้าของแบบเคล้าเคลีย ถือเป็นแมวที่มีความทรนงในตัวเอง

ต่างจากอุปนิสัยแมวไทยที่ส่งออกไปมอนเตเนโกรบางตัวที่ต้องวิ่งอ้อน
เข้าไปหาผู้มีอำนาจเพื่อไปหาอาหารหรือสัมปทานดาวเทียม จริงหรือไม่ !?


ตอน Happy มาอยู่ที่บ้าน สนธิ วันแรกๆพอเจอสุนัของคนสนธิที่เลี้ยงเอาไว้ แทนที่จะวิ่งหนี
กลับโก่งตัวขู่ แล้วยินจ้อง แสดงถึงความไม่กลัวชนิดตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊งเลยทีเดียว

Happy เป็นแมวฉลาดชอบเล่นกับคนที่เอาของเล่นมาเล่นด้วย แต่บางครั้ง Happy จะมีลีลา
ที่จะทำเป็นไม่สนใจก่อน พอคนเผลอเมื่อไรก็จะกระโดดตระครุบของเล่นนั้นแล้วลากไปเล่นทันที
แล้วลากของเล่นนั้นไปเล่นอย่างเพลิดเพลิน

เล่ามาถึงเวลานี้ก็เพื่อจะบอกว่าคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ต้องอยู่ในสภาวะ
ที่มีสิ่งแวดล้อมกดดันมากมาย มีคนมุ่งปองร้ายหมายเอาชีวิต ต้องทำหน้าที่
สื่อที่ต้องแบกรับภาระทั้งปวงโดยที่ไม่ได้มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย
มีคดีความที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลไม่เว้นแต่ละวัน แต่เพราะความเชื่อ
และศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำด้วยการ“เอาธรรมนำหน้า”ในการรักษาระบบนิติรัฐ
ของประเทศ จึงสามารถทำให้มีจิตว่างปลอดทุกข์ และ มีความสุขเล่นกับ Happy
แมวเปอร์เซียนทรนงในผืนแผ่นดินไทยอย่างเพลิดเพลิน ในขณะที่ Happy
เป็นแมวเปอร์เซียนแท้ๆแต่ก็ได้มาอยู่ในผืนแผ่นดินไทยอย่างมีความสุขเช่นเดียวกัน

เรียกได้ว่ามีความสุขทั้งคนและแมว ในผืนแผ่นดินไทย !!!


ตรงกันข้ามกับ “นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร”ซึ่งเป็นคนที่เกิดผืนแผ่นดินไทยแท้ๆ กลับหาความสุข
ไม่ได้ในผืนแผ่นดินไทย ทั้งๆที่มีเงินทองล้นฟ้า มีบริวารมากล้น แต่หาความจริงใจกับคนที่ไม่หวัง
ลาภ ยศ สรรเสริญจากนักโทษชายทักษิณได้สักกี่คน

วันนี้ แม้ผืนแผ่นดินไทยนักโทษชายทักษิณยังเหยียบไม่ได้เท่ากับ
“อุ้งเท้า”เดียวของแมวเปอร์เซียนชื่อ Happy เลย!!!


hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ระบอบการปกครองใหม่..สำหรับคนไทยยุคกบฏครองเมือง

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Jul 11, 2010 10:21 pm

เปิดตัวอดีตผู้นำ นศ.14 ตุลา สวมเสื้อ"ก.ม.ม."ชิง ส.ก.บึงกุ่ม

11 กรกฎาคม 2553 21:14 น.


นายบุญส่ง ชเลธร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบึงกุ่ม พรรคการเมืองใหม่


นายบุญส่ง ชเลธร เปิดตัวร่วมกับคนเดือนตุลา จัดงาน “ต้อนรับบุญส่ง
คืนสู่เหย้า คืนสู่การเมืองไทย” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (สี่แยกคอกวัว)
โดยมีนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนชื่อดังมาร่วมงานด้วย



พรรคการเมืองใหม่มีมติให้"บุญส่ง ชเลธร"อดีตผู้นำนักศึกษายุค 14 ตุลาฯ ลงสมัคร ส.ก.
เขตบึงกุ่มในนามพรรค เผยเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องรัฐสวัสดิการ หลังใช้ชีวิตที่สวีเดนกว่า 30 ปี


วันนี้(11 ก.ค.) นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรคการเมืองใหม่ แถลงว่า
พรรคมีมติส่งนายบุญส่ง ชเลธร อดีตผู้นำนักศึกษายุค 14 ตุลาคม 2516 ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก
สภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบึงกุ่ม ในนามพรรคการเมืองใหม่และทางพรรคได้ตอบรับแล้ว

วันเดียวกัน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (สี่แยกคอกวัว) นายบุญส่ง ชเลธร ได้เปิดตัวร่วมกับคนเดือนตุลา
จัดงาน “ต้อนรับบุญส่ง คืนสู่เหย้า คืนสู่การเมืองไทย” พร้อมกับเปิดตัวงานเขียนเล่มล่าสุดของบุญส่ง
คือ “รัฐสวัสดิการ สวีเดน” ซึ่งในการนี้ผู้บริหารของพรรคการเมืองใหม่ได้มอบเสื้อพรรคต้อนรับบุญส่ง
เข้าเป็นสมาชิกพรรคด้วย

สำหรับประวัติ นายบุญส่ง ชเลธร นอกจากเป็นแกนนำนักศึกษายุค 14 ตุลาแล้ว ยังเป็น 1 ใน 13 กบฎ
เรียกร้องรัฐธรรมนูญในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 ต่อมาหลังเหตุการณ์เลือด 6 ตุลา 2519
นายบุญส่งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แล้วออกมาและเดินทาง
ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศสวีเดน 30 กว่าปี จึงเป็นผู้รู้ลึกเรื่อง“รัฐสวัสดิการ สวีเดน

http://mondayapril.blogspot.com/2010/04/3_26.html

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

พระเจ้าแผ่นดินมีหน้าที่ 3 อย่างใช่ไหม...."

ปราย พันแสง "การ เผชิญหน้ากันอย่างนี้ ตุลา 16 มาตุลา 19 แม้จนถึงพฤษภาทมิฬ ในหลวงมีบทบาท
ในการแก้ปัญหา ผมไม่แน่ใจว่า เวลานี้ยังมีบทบาทอยู่หรือเปล่า นี่พูดกันอย่างไม่เกรงใจนะครับ
เพราะว่าเสื้อแดงเขาก็ท้าทายมากเลย เขาจะฟังท่านหรือเปล่า ท่านเองจะกล้าแสดงบทบาทหรือเปล่า
ที่ พล.อ.ชวลิต จะขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้า? เป็นความคิดที่ดี แต่การเมืองมีหน้าฉากกับหลังฉาก
ต้องเล่นหลังฉากนะครับ ถ้าคุณจะเข้าเฝ้าก็ต้องติดต่อราชเลขาฯ เป็นการภายใน คุณมาตูมๆๆ
แบบนี้เป็นไปไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีไว้ให้มาโฆษณาชวนเชื่อ พระเจ้าแผ่นดิน
มีหน้าที่ 3 อย่างใช่ไหม...."

“เราจะออกจากวิกฤตอย่างไร?”
สุลักษณ์ ศิวรักษ์
http://www.mbamagazine.net
Hotel Rwanda

ในห้วงวิกฤติเช่นนี้ ทุกความคิดความเห็น ย่อมน่ารับฟัง สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นนักคิด นักเขียน
ที่สังเกตการณ์สังคมการเมืองไทยโดยใกล้ชิดมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ และรู้ตื้นลึกหนาบาง
ที่มา ที่ไป ตลอดจนความคิดอ่านของ Players แต่ละกลุ่มซึ่งมีส่วนในวิกฤติ และจะมีส่วนในการ
แก้วิกฤติครั้งนี้ดี Track Record ของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในเรื่องการต่อสู้กับความอยุติธรรม
ในสังคมก็เป็นที่ประจักษ์ชัด

MBA จึงเดินทางไปพบกับท่านที่บ้าน เพื่อขอความเห็นที่จะแสวงหา Creative Solutions
สำหรับออกจากวิกฤติครานี้ ทั้งในระยะเฉพาะหน้าวันสองวันนี้ และระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยง
วิกฤติซ้ำซาก ไม่ให้กลับมารบกวนสังคมไทยอีก

นี่เป็นบทบาทเดียวที่เราทำได้ ณ ขณะนี้ ในฐานะนิตยสารเล็กๆ ฉบับหนึ่ง

ในฐานะที่ Observe การเมืองไทยมานาน รู้ตื้นลึกหนาบางของตัวละครทุกคน
ท่ามกลางการเผชิญหน้ากันอย่างนี้ Scenario ของอาจารย์คืออะไร?

ทักษิณ นี่นะครับ ตอนนี้เป็นไพ่ใบสุดท้ายแล้ว ก็คงยอมฉิบหายเต็มที่ เพื่อจะยอมเอาชนะให้ได้
ก็ไม่ยอมสูญเสีย เขาเป็นคนใจร้อน ฉะนั้น ตอนนี้เขาก็ซื้อทุกอย่าง เท่าที่เขาจะซื้อได้ รวมทั้งอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ คนในกองทัพ ทั้งตำรวจและนักการเมืองเท่าที่เขาจะซื้อได้

แล้วไทยมันน่าเศร้าตรงที่ว่า ส่วนใหญ่มันซื้อได้ซะด้วย มันน่าเศร้าตรงนี้

ปัญหา คือว่า ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ ที่ใช้คำว่า ‘อำมาตย์’ วันก่อนเขาให้สัมภาษณ์ชัดเจนลง
มติชนสุดสัปดาห์ จึงรุ่งเรืองกิจอะไรเนี่ย ที่เขาอุดหนุนเอาเงินให้ฟ้าเดียวกัน เขาบอกว่า
อำมาตย์ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ ทหาร เท่านั้น แต่สูงส่งกว่านั้น ที่มีอภิสิทธิ์และ
ไม่โปร่งใสก็พูดจากล้าหาญพอสมควรนะครับ ในทางกฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้ ผมว่าตอนนี้
คนเราก็พูดจากล้าหาญขึ้นทุกทีแล้ว

ทางฝ่าย อำมาตย์ที่ว่านี่ ถ้าไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้โปร่งใส ให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ เชื่อว่าไปไม่รอด
ทีนี้ฝ่ายเสื้อแดง แน่นอนครับ ติดต่อเกี่ยวข้องกับทักษิณโดยตรง จะรับเงินรับทองเขามากน้อยเพียงใด
ผมไม่สามารถจะพูดได้
บางคนอาจจะรับ บางคนอาจจะไม่รับ แต่พวกเสื้อแดงที่มาก็เช่นเดียวกัน

บางคนก็รับบางคนก็ไม่ได้รับ

แต่ประเด็นหลัก รับเงินหรือไม่ได้รับเงินก็ตาม ทำไมถึงมาทู่ซี้อยู่ได้นานขนาดนี้
ทำไมถึงกล้าหาญชาญชัยพร้อมที่จะตาย

ผมว่าเมื่อดูถึงจิตวิทยาในขั้นนี้แล้ว เห็นเลยว่า พวกเสื้อแดงเหล่านี้นั้นรู้สึกว่า อำมาตย์นี่เอาเปรียบ
เขามาตลอด อำมาตย์ในที่นี้ อาจจะเป็นตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอด้วยซ้ำไป นายอำเภอ ศึกษาฯ
ดูถูกเขาทั้งนั้นเลยครับ ตั้งแต่เราตั้งระบบบริหารราชการแบบใหม่ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมานี่
เราไม่เคยยกย่องราษฎรเลยนะครับ

ตั้งแต่หลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา มีนักการเมืองใหม่ที่คุณปรีดี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ
การเมืองสร้างไว้ นักการเมืองใหม่รุ่นนี้ทั้ง คุณเตียง ศิริขันธ์ สกลนคร คุณถวิล อดุล ร้อยเอ็ด
นักการเมืองใหม่พวกนี้ถูกฆ่าตายหมด สมัย 2490 อีกนัยหนึ่ง นักการเมืองที่จะคานอำนาจ
อำมาตย์ถูกปราบหมดและพวกอำมาตย์ก็กลับมามีทีท่าและเริ่มกลับมาเผด็จการขึ้นทุกที

โดยเฉพาะตั้งแต่สมัย สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมานี่
ชาวบ้านถูกรังแกมาตลอดเลย

แสดงว่าข้อเสนอของพวกเขา สองมาตรฐาน หรืออะไรต่างๆ มีมูล?


ใช่ อันนี้ถูกต้องเลย ไม่มีใครปฏิเสธได้เลย อยากให้ชาวกรุงเข้าใจประเด็นเหล่านี้ด้วย
ชาวกรุงที่บอกว่า เสียวันละกี่ร้อยล้านกี่พันล้านเนี่ย ไอ้กี่ร้อยล้านกี่พันล้านที่ว่าส่วนใหญ่
แล้วมาจากการเอาเปรียบราษฎรทั้งนั้น
โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพราะว่าสิ่งที่เราพัฒนาน่ะ

คุณทำถนนเนี่ยได้ประโยชน์กับใครครับ?

ชาวไร่ชาวนาไม่ได้ประโยชน์จากการสร้างถนน เจ้าของรถ บริษัททัวร์ที่หากินกับโรงแรม
บริษัทข้ามชาติ เกาหลี ญี่ปุ่น มาเป็นกระะตั้กๆ เลย ชาวบ้านได้อะไรครับ ได้น้อยมาก
บ๋อยโรงแรมก็ถูกเอาเปรียบแรงงาน แม้กระทั่งสาวๆ ที่มารำไทยนะครับ เขาได้สตางค์น้อยมาก
ดีไม่ดีกลับบ้านค่าแท็กซี่พอไหมไม่รู้ ประเด็นเหล่านี้ เราไม่ได้พูดถึงกันเลยนะครับ ผมว่า
ถ้าจะแก้ปัญหาพื้นฐานของเมืองไทยต้องพูดอันนี้ครับ ว่าทำอย่างไรจะทำให้พวกเสื้อแดงเขารู้สึกภูมิใจ
ไม่เป็นราษฎรประเภทสอง ประเภทสามอีกต่อไป ที่สามจังหวัดสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ฉันใด
ที่อีสานก็ฉันนั้น เป็นแต่ว่าอีสานอาจจะพูดภาษาเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน นับถือผีคล้ายๆ กัน
แต่ถ้าแม้คุณใช้ภาษาอีสานคุณก็จะถูกมองว่าเป็นบักหนาน บักเสี่ยวแล้ว เนี่ยไอ้ระบบอำมาตย์
มันกดขี่กันตลอดเลย


ตอนนี้ มาถึงขั้นเผชิญหน้าแล้ว มีการตั้งกองเชียร์ อาจจะเกิดการฆ่าหมู่หรือความรุนแรงขึ้นถ้าไม่ระวัง?

การเผชิญหน้ากันอย่างนี้ ตุลา 16 มาตุลา 19 แม้จนถึงพฤษภาทมิฬ ในหลวงมีบทบาทในการแก้ปัญหา
ผมไม่แน่ใจว่า เวลานี้ยังมีบทบาทอยู่หรือเปล่า นี่พูดกันอย่างไม่เกรงใจนะครับ เพราะว่าเสื้อแดง
เขาก็ท้าทายมากเลย เขาจะฟังท่านหรือเปล่า ท่านเองจะกล้าแสดงบทบาทหรือเปล่า

แล้วที่ พล.อ.ชวลิต จะขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้า?

ความคิดของบิ๊กจิ๋วเป็นความคิดที่ดี แต่ข้อเสียของบิ๊กจิ๋วก็คือว่า ปัญหาพวกนี้ ต้องใช้ ‘ความละเมียด’
การเมืองมีหน้าฉากกับหลังฉาก ต้องเล่นหลังฉากนะครับ ถ้าคุณจะเข้าเฝ้าก็ต้องติดต่อราชเลขาฯ
เป็นการภายใน ว่าท่านมีสุขภาพอนามัยแข็งแรงพอไหม มีข้อต่อรองอะไรไหมที่จะกราบบังคมทูล
มีข้อเจรจาอะไรบ้าง คุณมาตูมๆๆ แบบนี้เป็นไปไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีไว้ให้มา
โฆษณาชวนเชื่อ พระเจ้าแผ่นดินมีหน้าที่ 3 อย่างใช่ไหม
หนึ่ง เตือน
สอง ให้การสนับสนุน
สาม วิพากษ์วิจารณ์

แต่ทั้งหมดต้องเป็นการภายในเท่านั้น หลังฉากเท่านั้น นี่คุณเอาท่านมาโฆษณาปาวๆ อย่างนี้
คุณก็ถูกโจมตีสารพัดแหละ

-ในหลวงทรงยอมให้พึ่งพระบรมโพธิสมภาร ให้เลิกชุมนุมไปเลย จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ไหม?

มันไม่ง่ายอย่างนั้น พระบรมโพธิสมภาร ตอนนี้แข็งแรงขนาดไหน พระองค์ท่านเอง
สมัยหนึ่งสามารถสั่งทหารได้ไม่ใช่น้อย สั่งทหารเสือพระราชินีได้ไม่ใช่น้อย
สั่งผ่านเปรมได้ แล้วใครรองๆ ลงไปอีก ตอนนี้สถานะนั้นได้ขนาดไหนแล้ว
แล้วตอนนี้ทักษิณซื้อทหารไป มากน้อยเพียงใดแล้ว ท่านมั่นคงแข็งแรงขนาดไหน


เป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้เลยว่า ท่านก็วิตก อยากให้สิ้นแผ่นดินท่านโดยไม่มีการนองเลือด

ผมก็ทำหนังสือกราบบังคมทูล ตรงๆ เลย ยกตัวอย่างเช่น สถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ได้ต้องโปร่งใส
เปิดเผย ข่าวพระราชสำนักทุกสองทุ่มเนี่ย ต้องเปิดเผย เอาเงินรัฐบาลไปหรือเอาเงินที่ไหนไป
ไปแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง แล้วคุณอย่านึกว่ารถติดนี่เรื่องเล็กนะ ราชวงศ์ในยุโรปเขาแก้หมด
เรื่องเล็กเรื่องน้อยเขาแก้หมด ถึงอยู่ได้ ทีวีสวีเดนสัมภาษณ์ผม เพราะเดือนมิถุนายนนี้ มกุฎราชกุมารี
จะอภิเษกสมรส เลยอยากรู้ถึงราชวงศ์อื่นๆ ทั่วโลกว่าอยู่ได้อย่างไร

ผมบอกว่า ไทยคงไม่มองที่สวีเดนเป็นตัวอย่าง แต่ก็ต้องชำเลืองบ้าง สวีเดนอยู่ได้เพราะ
สถาบันสูงสุดยอมประชาชน ยอมนักการเมือง นักการเมืองจะชั่วยังไงก็แล้วแต่ ก็ต้องยอม
เพราะได้รับการเลือกตั้งมา ราชวงศ์สวีเดนต้องการที่จอดรถหน้าวังเพิ่มอีก 6 คัน
แต่นายกเทศมนตรีไม่ยอม ก็ต้องเลิกไป ถอย


เพราะความอยู่รอดสมัยนี้ จะอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ มันไม่ได้แล้ว ลูกพระราชินีเนเธอร์แลนด์
ไปเมืองจีน นั่งชั้น tourist class นะครับ ถือว่าไปส่วนตัว ไปเที่ยว แล้วก็ไม่ต้องให้ทูตไปรับ ผมว่า
มันจะอยู่ได้จะต้องเปิดเผย ตอนนี้เจ้านายเสด็จไปนอกกันทุกเดือน บางเดือนไม่รู้กี่องค์ครับ
ทูตไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากเตรียมต้อนรับเจ้าอย่างเดียว
ต้องทำเมนูถวายด้วยจะเสวยอะไรบ้าง
ไวน์ฝรั่งอย่างดี
แล้วอย่างเสื้อแดงไม่เห็นมีใครไปต้อนรับเลย พวกนี้มันต้องเลิกหมด

หมายความว่า ถ้าจะไม่ให้มีความรุนแรง หรือฆ่าหมู่นั้นสิ้นหวังแล้วหรือ?

ไม่สิ้นหวัง แต่ตราบใดที่อภิสิทธิ์ยังหน่อมแน้มอยู่นั้นยาก บริหารงานแบบเชื่อข้าราชการประจำ
ตอนนี้คุณก็ไปเชื่อราบ 11 แล้วให้เขามาปกป้องคุณ ไม่แตกต่างจากคุณธานินทร์ (กรัยวิเชียร) เลยนะครับ
หอยอยู่ในกระดองเลย ปกครองบ้านเมืองไม่ได้หรอกคุณ แล้วยังมีทหารแตงโมอีก ข้างนอกเขียว ข้างในแดง

วิธีแก้ปัญหานี้คือ คุณต้องมีกุนซือที่กล้าหาญ ฉลาดพอ มีทหารที่แข้มแข็งแก้ปัญหาได้รวดเร็วทันใจ
แล้วคนไม่กี่คน ทำไมคุณจับไม่ได้ แค่ราชประสงค์เอง และการจับนั้น ไม่จำเป็นต้องรุนแรงมากมาย
ถ้าจำเป็นจะต้องรุนแรง ก็ต้องรุนแรง แล้วคุณจะไปรบกับใครล่ะครับ ถ้าคุณไม่มีฝีมือขนาดนี้
แล้วนี่มันก็บานปลาย เพราะทุกคนไม่ต้องการเสี่ยง ไม่อยากเปลืองเนื้อเปลืองตัว คุณอนุพงษ์ (เผ่าจินดา)
จะเกษียณแล้วก็อยากกินบำนาญสบายๆ และคุณต่างๆ เหล่านี้รับอะไรจากทักษิณอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้
ดังนั้นอภิสิทธิ์แกไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร ก็ลำบาก

ถึงแม้ข้อเรียกร้องเสื้อแดงจะมีมูลต้องให้แก้ไขปรับปรุง แต่สถานการณ์นี้ อาจารย์เห็นด้วยว่า
ให้หยุดม็อบ?

หยุดครับ ไม่ยากด้วย แค่จับแกนนำไม่กี่คนเท่านั้นเอง แต่ถ้าคราวนี้คุณไม่มีกึ๋น
คุณก็ไปบวชชีเขายายเที่ยงนู่น

คุณอภิสิทธิ์อาจจะเป็นห่วง Career Path ของตนในอนาคต ?

เมืองไทยมีห่วงกันแค่นี้เอง สิ่งที่ต้องห่วงอันดับแรกคือ ห่วงบ้านห่วงเมือง เห็นว่าสิ่งที่เสื้อแดงเรียกร้อง
เป็นจริงหลายเรื่อง เราต้องแก้ไข ถ้าเข้าใจประเด็นนี้จับเข่าคุยกันได้ ถ้าแกนนำเห็นตรงกัน
ผมเชื่อว่าทักษิณเป็นเรื่องรองเลย นี่ผมพูดในฐานะที่ผมรู้จักเสื้อแดงหลายคน
ลูกชายผมทั้งนั้น เขาบอกผมเลยว่าเขาไม่มีทางเลือก ต้องอยู่กับทักษิณ


ไม่มีใครติดต่ออาจารย์ในฐานะตัวกลางช่วยเจรจา?

รัฐบาลถือว่าเขารู้ดีกว่าผมหมด (หัวเราะ) คุณเทพ เทือก คุณอะไรต่างๆ

หมายความว่า นายกฯ ต้องมีที่ปรึกษาที่เก่งอยู่ข้างๆ?

คุณคิดดูสิครับ แม้กระทั่งก่อนขงเบ้งมา เล่าปี่ก็มีซุนเขียน จนมาได้ขงเบ้งเป็นยอดที่ปรึกษา ทั้งนั้นครับ
ไม่มีที่ปรึกษาไม่ได้ พระเจ้าวิทูร ก็มีที่ปรึกษาถึง 4 คน ในเรื่อง ‘พระมโหสถ’ พระเจ้าวิกรมาทิตย์
ก็มีที่ปรึกษา ที่ปรึกษามันเป็นหัวใจเลยครับ พระเจ้าจันทรคุปต์ พระบิดาของพระเจ้าอโศก มี เกาฏิยะ
คนแต่งคัมภีร์อรรถศาสตร์ แต่ไทยไม่รู้จักเรื่องพวกนี้เลย

ที่คิดว่ามีกึ๋น อย่าไปเอ่ยชื่อเขาดีกว่า แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่เมื่อขึ้นมาใหม่ๆ คุณอภิสิทธิ์ติดต่อกับ
เสื้อเหลืองอย่างคุณสุริยใส (กตศิลา) ถ้าคุณอภิสิทธิ์รู้จักใช้ประโยชน์ ก็ได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช้แล้ว
เสื้อแดงก็เห็นว่าเป็นศัตรูแล้ว ผมว่าการเมืองนี่ ถ้าไม่มีมิตร มีแต่ศัตรูนี่ไปลำบาก เพราะเสื้อแดงบางคน
เขาก็เคยติดต่ออยู่กับคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญเลย สามารถติดต่อได้หลายฝ่าย
ทั้งบุคคลชั้นสูง ทั้งคุณเนวินได้ด้วย แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน ตอนนี้ ประชาธิปัตย์นี่
เสือสิงห์กระทิงแรดเยอะแยะไปหมด ฆ่าฟันกันทั้งนั้น

แม้แต่สมัยรัฐบาล คมช. ยังมาให้ผมช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ผมทำให้เลยนะครับ
ติดต่อท่านอับดุล วาฮิด กับ อันวา อิบราฮิม ปัญหาภาคใต้คุณต้องติดต่อกับพวกมุสลิม
พูดให้หมั่นไส้ ผมพูดกับหัวหน้าได้ทั้งหมดแหละครับ
วิธีนี้เป็นวิธีที่จะแก้ไขปัญหาระยะยาว
แต่ประชาธิปัตย์เขารู้สึกว่า เขาแก้ไขปัญหาภาคใต้ได้ดีกว่าผม ผมเกี่ยวข้องกับมุสลิมมา 30-40 ปี
ผมเป็นมิตรกับเขา


คือต้องมี dialogue กัน?

ใช่ ต้องมี dialogue กัน

เป็นไปได้ไหมครับว่า สุดท้ายทหารต้องเป็นคนจัดระเบียบ?

อันนี้น่ากลัวที่สุดเลย ถ้าคุณอภิสิทธิ์พลาดคราวนี้นะครับ คุณทักษิณตีปีกเลย เขาอยากให้รัฐประหาร
ที่สุดเลยครับ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่อ้างความชอบธรรมของเขาได้ เขามีความชอบธรรมอยู่บ้าง
ก็เพราะคราวที่แล้ว รัฐประหาร

ผมไม่อยากพูดนะครับ ถ้าคุณปล่อยให้เสื้อเหลืองทำงานไป อีกไม่กี่อาทิตย์ ทักษิณไปแน่เลย
เพราะการขับไล่รัฐบาลทำได้นอกรัฐสภา ผมไม่ชอบใจนะครับ แต่ผมเห็นด้วย ยึดสนามบินหรือ
อะไรต่างๆ มันจะง่อยเปลี้ยเสียขาเลย แต่ทหารไม่ยอม ชนชั้นนำไม่ไว้ใจมวลชน หมดสมัยเลยนะครับ
คุณดูสิ คุณอะไรเป็นนายกฯ ล่ะครับ มีแต่เข้าวัดเข้าวา คนไทยเข้าใจตรงนี้ผิด เข้าวัดคือหนีปัญหา
ไม่ใช่พุทธศาสนิกนะครับ ศาสนาพุทธสอนอริยสัจ 4 ต้องเผชิญปัญหา

ถ้ารัฐประหารจะเข้าทางทักษิณ แล้วจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้มั้ย?

ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เรื่องนั้นผมไม่ห่วง แต่ความชอบธรรมเนี่ยสำคัญ คือเขาจะเอาอีกฝ่ายมาสู้ก็ได้

ถ้ามีการปราบและเสียชีวิตใหญ่ มันจะคลี่คลายไหม?

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดเลย ถ้าคุณไม่ตัดสินใจให้กระฉับกระเฉง จะเกิดการสูญเสีย
เมื่อวานจอห์น อึ๊งภากรณ์ ก็มาติดต่อผมให้ผมไปพูดกับคุณอภิสิทธิ์
ผมถือระเบียบคนไทยนะครับ เขาไม่เรียกอย่าขาน เขาไม่วานอย่าเสือก (หัวเราะ)
ผมรับใช้ท่านอาจารย์สัญญามา 20 ป
ี ท่านเป็นนายกผมไม่เคยไปหาท่านเลย
ใกล้อำนาจอันตราย ถ้าเขามาใช้มาวานเนี่ยทำให้ แต่ถ้าเสนอตัวไม่เคยทำเลย

แล้วในแวดวงข้าราชการระดับสูง จะมีบทบาทช่วยแก้วิกฤติเฉพาะหน้าแบบนี้ได้บ้างไหม?

ระบบของเรา เป็นระบบที่ฆ่าความเป็นผู้นำของคน คุณขึ้นไปโดยไม่มีความเป็นผู้นำเลย
ผมเคยพูดกับคุณเกษมสโมสร (ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรี) ซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวง
ผมบอก “คุณชาย กระทรวงการต่างประเทศเนี่ยเราต้องการคนที่มีกึ๋น เราเคยมีคนที่กล้าออก
ความเห็นค้านนักการเมือง แม้นโยบายจะเป็นเรื่องของนักการเมือง แต่ข้าราชการก็มีความกล้าหาญ
ที่จะค้าน เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง”

ท่านบอก คุณ ส.ศิวรักษ์ มันหมดแล้วล่ะ หมดที่รุ่นผมนี่แหละ ตอนนี้ข้าราชการประจำตาม
นักการเมืองหมด ผมเชิญน้องสาวดาไลลามะมา กษิต ภิรมย์ ยังไม่ให้เข้าเลย เขาบอก
พม่าก็เกลียดผม เขมรก็เกลียดผม เขากลัวจีนจะเกลียดอีกคน นี่แสดงว่าคุณไม่รู้สึกอัปยศเลยใช่ไหม
ว่าประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธกลับไม่ยอมต้อนรับคนแบบนี้เพราะกลัวเจ๊ก
คุณไม่ห่วงศักดิ์ศรี
ของประเทศเลย คุณกลัวจีนเกลียดคุณเท่านั้นเอง
เรามองคนที่อัตตากันเท่านั้นเอง

เราแก้ปัญหาที่โครงสร้าง แก้ที่รัฐธรรมนูญเลยได้ไหม?

ก็คงได้ แต่อย่างที่บอกคนเรามันต้องมีกึ๋น ปัญหาที่น่าสนใจคือ คนที่มีกึ๋นไม่อยู่ในระบบราชการเลย
หนึ่งพวกนักธุรกิจ อย่างที่คุณปรีดา (ปรีดา เตียสุวรรณ์ ผู้บริหาร บมจ. แพรนด้า จิวเวลรี) เขามาทำเนี่ย
คุณไม่ฟังเขาเลย ยกตัวอย่างอย่างมาบตาพุดเนี่ย ไม่ใช่เลิก แต่จับนักธุรกิจมาคุยกัน ได้กำไรน้อยหน่อย
นี่สองมาตรฐานก็เสร็จเลย นักการเมืองก็กินกัน แต่คุณอภิสิทธิ์เขาไม่กินนะ แต่เขาไม่มีความฉับพลัน
ฉับไว และแหลมคมในทางนี้ เขาแก้ปัญหาไม่ได้

ในแง่รัฐสภาและศาล จะมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาวิกฤติเฉพาะหน้าได้ไหม อย่างไร?

ไม่มี เป็นไปไม่ได้เลย รัฐสภาก็มีบางคน อย่างรสนา (รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา) อะไรงี้
มีกึ๋นพอสมควร แต่ถ้ายังเห็นว่า นี่แดงนั่นเหลืองอยู่ ตราบใดยังเห็นดำเห็นขาวอยู่ ก็เป็นไปไม่ได้
ทำไมไม่คุยกัน เห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แทนที่จะคุยแต่เรื่องยุบสภา ผมว่ามันคุยกันไม่ได้
แทนที่จะบอกว่า ต่อไปนี้นะ ผู้ว่าฯ ต้องมาฟังราษฎรเรื่องนี้ๆ ก็จะได้คะแนนจากพวกเสื้อแดง
ประชาชนก็ลืมตาอ้าปาก สมกับที่เหนื่อยยากมาร่วมต่อสู้ ผมยังรู้สึกว่าที่มานี่ยังเป็นเครื่องมืออยู่
แต่บางคนก็เต็มใจเป็นเครื่องมือเพราะเขาเชื่อว่าจะสำเร็จ
เชื่อว่าระบบอำมาตย์จะหยุด
แต่มันก็อาจจะมีอำมาตย์ใหม่ๆ เข้ามา
อย่างทักษิณนี่เลวร้ายที่สุดในระบบอำมาตย์ที่ผมเคยเจอมาเลย

บทบาทของศาล จะมีช่องทางให้เสนอ Creative Solutions ได้บ้างหรือไม่?

เราจะทำอย่างไรให้นักกฎหมายรุ่นใหม่รักความยุติธรรม?

ยกตัวอย่าง อย่าง ม.ขอนแก่นกับ ม.นเรศวร คณบดีเขามาขอให้ผมช่วย บอกอยากฝึกลูกศิษย์
ให้รักความยุติธรรม ไม่ต้องการให้ลูกศิษย์มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่อยากให้ลูกศิษย์เป็นนิติบริการ
ผมให้คนไปช่วยเลยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองสมัยอาจารย์ ปรีดี ก่อนจบต้องให้
นักศึกษาไปดูในคุกก่อน ไปดูเขาอยู่กันยังไง สมัยก่อนยังไม่มีสลัม เขาเดือดร้อนกันอย่างไร
หรือโครงสร้างทางสังคมมันทำเขา ให้เขาเดือดร้อน ผมเชื่อว่าศาลไม่เคยเข้าไปดูในคุก

ผมอาจจะผิดก็ได้ อย่าเอาผมเป็นบรรทัดฐาน เช่นเดียวกับพระ นี่ก็ไม่รู้เรื่องเลย
วันก่อนนิมนต์มา พระหลายรูปก็อยากเป็นชนชั้นสูง ไม่ได้ไปเยี่ยมคนยากคนจนเลย
ทั้งที่ตัวเองก็เป็นลูกคนยากคนจน


ช่วงนี้สถาบันสงฆ์ น่าจะมาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาได้บ้าง?

ส่วนมากก็ฝ่ายเสื้อแดงนะ พระเล็กๆ เสื้อแดงทั้งนั้น เพราะพระใหญ่ๆ นี่ เข้าวังหมด
ขนาดพระยังมาให้ ผมเป่ากระหม่อมด้วยซ้ำไป (หัวเราะ
) บอกนี่อาจารย์เราจะไปล้มอำมาตย์กัน
ผมบอกล้มก็ได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรงนะ

แล้วอย่างปัญญาชนต่างๆ ที่ออกมาเสนอแนวทางมากมายในเวลานี้ มีความคิดใคร
ที่อาจารย์เห็นว่าช่วยผ่าทางตันได้บ้าง?

ปัญญาชนพวกนี้ บางคนก็รู้เรื่องดี บางคนก็แสวงหาผลประโยชน์ไม่รู้เรื่องจริง เขาก็ไม่รู้เรื่องบ้างไปเหมา
รวมหมดไม่ได้หรอก แล้วนักการเมืองนี่ ถ้าพูดถูกใจเขา เขาก็ฟังมั้ง แต่คิดว่าเขาคงไม่ฟังมากกว่า

อย่าง นิธิ (นิธิ เอียวศรีวงศ์) ก็ดี ชาญวิทย์ (ชาญวิทย์ เกตรศิริ) ก็ดี พวกนี้เขาก็มองปัญหาชัดเจน
หมอประเวศ (ประเวศ วะสี)
ท่านก็มองเห็นปัญหาชัด ก็อาจจะแก่ไปแล้ว รู้ปัญหาชัดเจนพอสมควร
แต่พวกเสื้อแดงก็หาว่าอาจารย์ประเวศไปเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองไปแล้ว

แล้ว Scenario ของฝ่ายการเมืองเอง อาจารย์มองยังไง?

มิติ ทางการเมือง คุณต้องใช้พระเดชใช่ไหม ก็ต้องปราบ ส่วนพระคุณ คุณต้องทำยังไง แก้ไขยังไง
ว่าที่เสื้อแดงเขาโจมตีอำมาตย์ คุณจะแก้ไขยังไง จะให้อำมาตย์โปร่งใสได้ยังไง แล้วเรื่องนี้
ถ้าคุณไม่ให้ชวลิต (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) เข้าเฝ้า อภิสิทธิ์ต้องกราบบังคมทูลเลย ว่าใต้ฝ่าละอองฯ
ก็ต้องโปร่งใสเช่นเดียวกัน ผมเสนอไปนะ หนึ่ง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เนี่ย เปลี่ยนชื่อเป็น
ทรัพย์สินของแผ่นดิน รัฐบาลรับผิดชอบ อะไรที่เป็นเงินและอำนาจอย่าไปยุ่งกับมัน
พอพระเจ้าแผ่นดินจนแล้วจะไม่มีใครมาด่าหรอกคุณ คือไม่มีอภิสิทธิ์แล้วคนก็สงสาร


ผมเติบโตมาในสมัยที่ ในหลวงถูกรังแก จอมพลป. บีบในหลวงทุกอย่างเลยครับ
ซื้อรถยนต์คันหนึ่งก็ต้องขออนุญาตรัฐบาล พระราชทานเพลิงศพกรณีพิเศษนี่
รัฐบาลเป็นคนอนุมัตินะครับ ไม่ใช่สำนักพระราชวัง


โดย ทฤษฎี นายกรัฐมนตรียังมีหน้าที่กำกับสำนักพระราชวัง แต่ตอนนี้
สำนักพระราชวังเป็นอิสระ แล้วก็ไม่โปร่งใส ไม่มีเปิดเผยข้อมูลอะไรเลย
บางทีวิ่งเต้นอะไรกัน แม้กระทั่งขอพระราชทานเพลิงศพ ก็ต้องวิ่งเต้น
แบบนี้เป็นต้น ก็ไม่มีความหมายเลยครับ
เกียรติยศเกียรติศักดิ์ไม่มีความหมายเลย
สถาบันนี้ จะต้องมีความหมาย ต้องศักดิ์สิทธิ์

แล้วบทบาทของสื่อเป็นอย่างไรครับในวิกฤตนี้ อาจารย์เห็นยังไงครับ?

สื่อก็ดีนะ มันมีพวกเล็กๆ น้อยๆ ออกมา อย่างของคุณก็เป็นตัวของตัวเอง ฟ้าเดียวกัน
ก็ต้องชมนะ เป็นผู้กล้า ทำอะไรกันมากขึ้น
เดี๋ยวหาว่าผมไปอุดหนุนเสื้อแดง
เขาก็เป็นตัวของเขาเอง พวกนั้นก็ทำอะไรหลายอย่าง เหมือนกัน ทุกคนก็มีผิดพลาดหลายอย่าง
แต่สื่อกระแสหลักมันไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ เนชั่น มติชน อะไรต่างๆ เอาตัวรอดอย่างเดียว
มันกลัวจะไม่รอด มันก็อ้าง ลูกน้อง ลึกๆ อะไรก็ไม่มีกึ๋น

แล้ว ASTV ของคุณสนธิล่ะครับ?

ASTV จุดยืนเขาก็ชัดเจน ฝ่ายเหลือง มีอะไรหลายอย่างก็ดี ไอ้นี่ฝ่ายศัตรูกันเต็มที่เลย


หมายความว่า เหลืองก็ได้ แดงก็ได้ มีเยอะๆ?

ใช่ๆ Propaganda ต้องมี



hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ