The Day After Tomorrow : 2012

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 1:52 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000002833

หิมะตกหนักป่วนทั่วยุโรป อังกฤษยกเลิกเที่ยวบิน-ปิดร.ร. โปแลนด์ต่ำสุดลบ42องศา

9 มกราคม 2553 03:11 น.

เอเอฟพี - ยุโรปต้องเผชิญกับหิมะตกหนักขึ้นและสภาวะที่เป็นน้ำแข็งเมื่อวันศุกร์(8) โดยอังกฤษ
ผจญค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่สุดแห่งฤดูหนาว นำไปสู่การระงับเดินรถไฟยูโรสตาร์หลายสิบขบวน
ยกเลิกเที่ยวบินและเกมการแข่งขันฟุตบอล ส่วนโปแลนด์ อุณหภูมิต่ำสุดติดลบ 42 องศา
ขณะที่ฝรั่งเศส ประชาชนหลายพันต้องอยู่โดยปราศจากไฟฟ้าหลังเสาไฟโค่น
เนื่องจากรับน้ำหนักหิมะไม่ไหว

ด้วยสภาพอากาศอันเลวร้ายสุดในรอบหลายทศวรรษ อุณหภูมิช่วงกลางดึกของสหราชอาณาจักร
ดำดิ่งลงไปติดลบ 22 องศาเซลเซียส ณ Altnaharra หมู่บ้านเล็กๆ ทางเหนือของสกอตแลนด์

สภาพอากาศอันหนาวจัดนี้ได้จุดชนวนความกังวลด้านอุปทานพลังงานในสหราชอาณาจักร โดยได้มีคำสั่ง
ปิดการใช้งานแก๊สบริษัทยักษ์ใหญ่ 27 แห่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อในวันศุกร์(8) ในความพยายามหลีกเลี่ยงวิกฤต
ขณะที่เครือข่ายแก๊สของสหราชอาณาจักรต้องประกาศเตือนครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน เหตุอุณภูมิที่ลดลง
ก่ออุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"เรามีอุปทานมากมาย คลังแก๊สสำรองเวลานี้เหลืออยู่ราว 70 เปอร์เซ็นต์" ฮิลลารี เบนน์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม
บอกกับจีเอ็ททีวี "ไม่มีความจำเป็นที่ผู้บริโภคภายในประเทศต้องกังวล"

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี(7) มีบริษัทสำคัญๆ 97 แห่งปิดการใช้งานแก๊สเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตขาดแคลน
ซึ่งนับเป็นความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 เลยทีเดียว

ความกังวลมีขึ้นตามหลังทางการอังกฤษแถลงในช่วงต้นสัปดาห์เตือนว่า อาจเกิดภาวะไฟฟ้า แก๊ส และ
เกลือขาดแคลน เพราะอุปสงค์ความต้องการใช้มีสูงมากผิดปกติในช่วงหนาวจัด แต่อุปทานลดลงอย่างฮวบฮาบ
เนื่องจากการผลิตและการขนส่งแทบเป็นอัมพาต

ขณะเดียวกันรถไฟยูโรสตาร์ซึ่งวิ่งเชื่อมระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและเบลเยียม ได้ยกเลิกขบวนรถที่แล่น
จากลอนดอนสู่ปารีสกว่าครึ่ง สืบเนื่องจากอากาศหนาวจัด "ด้วยสภาพอากาศอันเลวร้ายในปัจจุบัน
ยูโรตาร์จะยังคงเดินรถอย่างจำกัดไปจนถึงวันอาทิตย์(10)" ฝ่ายปฏิบัติการรถไฟกล่าว

ส่วนการสัญจรทางอากาศ ผู้โดยสารทั่วยุโรปต้องเฝ้ารออย่างทุกข์ใจว่าเที่ยวบินของพวกเขาจะได้เดิน
ทางหรือไม่ หลังจากมีหลายบริษัทได้ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก อาทิอีซีเจ็ต ที่ยกเลิกเที่ยวบิน 32 เที่ยว
ส่วนใหญ่เป็นไฟลต์จากสนามบินแกตวิค ลอนดอนสู่ท่าอากาศยานลิเวอร์พูล

ด้าน บริติช แอร์เวย์ส ยกเลิกเที่ยวบินราว 60 ไฟลต์ที่มีกำหนดขึ้นบินจากสนามบินฮีทโธว์ของลอนดอน
ขณะที่อีก 90 เที่ยวบินซึ่งมุ่งหน้ามายังท่าอากาศยานแห่งนี้ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน "เรายกเลิกเที่ยวบินจำนวนหนึ่ง
ในวันนี้และยังต้องเลื่อนอีกหลายไฟลต์จากผล กระทบต่อเนื่องของหิมะและสภาวะที่เป็นน้ำแข็ง"

ทั้งนี้โรงเรียนหลายพันแห่งในสหราชอาณาจักรยังคงปิดการเรียนการสอน

ในนอร์เวย์ อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ลบ 42 องศาเซลเซียส ในหมู่บ้านโฟลล์ดาล โดยอุณหภูมิที่ดำดิ่งก่อให้อุปสงค์
ทางพลังงานพุ่งสูงขึ้นและทำให้ราคาก็แพงขึ้นตามไปด้วย

ที่โปแลนด์ พบผู้เสียชีวิต 9 รายในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมมีคนตายจากอากาศหนาวจัดแล้วกว่า 139 คน
นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นพวกขี้เมาไร้ที่อยู่อาศัย เนื่องจากอุณหภูมิช่วงค่ำคืนได้ลดต่ำ
ถึงลบ 12 องศาเซลเซียส ขณะที่นักพยากรณ์อากาศคาดหมายว่าจะมีหิมะตกหนักเพิ่มขึ้นและอุณหภูมิลดต่ำลง
อีกในช่วง 7 วันข้างหน้านี้

มีหิมะตกลงมาหนามากกว่า 40 เซนติเมตรมาพร้อมกับลมพัดแรงในเยอรมนีเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์(8)
จนนำไปสู่ความโกลาหลในการเดินทาง ส่วนสมาคมผู้ใช้รถใช้ถนนเตือนว่า "จากความคาดหมายถึงหิมะตหหนัก
หนักในช่วงสุดสัปดาห์ อาจนำไปสู่ความยุ่งเหยิงทางการจราจรที่จะทำให้ถนนส่วนใหญ่ในเยอรมนีเป็นอัมพาต"

ในฝรั่งเศส ประชาชน 15,000 คนในเมืองอาร์ล ทางภาคใต้ ต้องใช้ชีวืตท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ
โดยปราศจากไฟฟ้า หลังจากเสาไฟหักโค่นเหตุรองรับน้ำหนักหิมะไม่ไหว ขณะที่ทางการของ 37 จังหวัด
ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้มหลังคาดหมายอาจต้องเผชิญหิมะตกหนัก ราว 30 เซนติเมตรเข้าเล่นงานบางพื้นที่
ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

ทางหลวงหลักที่เชื่อมระหว่างภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสเปนและบาร์เซโลนา
ได้เปิดให้รถยนต์สัญจรผ่านไปมาอีกครั้งในวันศุกร์(8) แต่ถนนที่ผ่านเทือกเขาPyreneanเส้นนี้ยังไม่อนุญาตให้
รถบบรรทุกแล่นเข้าไป

ทั้งนี้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของสเปนก็มีการประกาศเตือนภัยสำหรับหิมะ ลมแรงและอุณหภูมิต่ำ ขณะที่ฝนตกหนัก
เป็นสาเหตุให้เกิดอุทกภัยในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของประเทศ


อากาศหนาวจัดในเยอรมนีทำให้หลายพื้นที่กลายเป็นน้ำแข็งจนสามารถเล่นฮอกกีได้

ผู้คนในฝรั่งเศสสวมชุดหนาทึบรับสภาพอากาศเย็นเฉียบ

การขนส่งทางรถไฟในเยอรมนีต้องแล่นท่ามกลางหิมะปกคลุม

ด้วยหิมะตกหนักในอังกฤษ แทบเป็นไปไม่ได้เลยในการสัญจรด้วยรถยนต์

รถกวาดหิมะต้องทำงานอย่างหนักในอังกฤษ

รถไฟยูโรสตาร์วิ่งเชื่อมระหว่างอังกฤษ-ฝรั่งเศส-เบลเยียม ต้องลดจำนวนขบวนลง

รถยนต์ในอังกฤษ ได้แต่จอดแน่นิ่งจากสภาพถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ภูมิทัศน์เต็มไปด้วยน้ำแข็งบนท้องถนนในฝรั่งเศส


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Jan 13, 2010 10:05 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 1:56 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000003614

หิมะยังคงกระหน่ำยุโรป-เยอรมนีอ่วม-โปแลนด์หนาวตายแล้วกว่า 150


11 มกราคม 2553 14:00 น.


หิมะยังคงตกหนักในเยอรมนี



เอเจนซี - หิมะและอากาศอันหนาวเหน็บยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทางทั่วยุโรป
เมื่อวันอาทิตย์ต้องปิดสนามบินในนครเจนีวา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางไปยังรีสอร์ตสกียอดนิยมต่างๆ
ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักเดินทางคับคั่งมากที่สุดของปี ในเยอรมนีมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
บนเกาะแห่งหนึ่งในเขตทะเลบอลติกด้วย


ผู้โดยสารนับพันคนติดค้างที่สนามบินคอยทรินในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
หลังจาหิมะตกตลอดทั้งคืนวันเสาร์(9) ถึงเที่ยงของวันถัดมา

โฆษกของสนามบินระบุว่า หิมะตกคราวนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1985 ทำให้ปิดสนามบินชั่วคราว และเพิ่งเปิดให้บริการ
ในช่วงเที่ยงวันของวันอาทิตย์ คาดว่า ผู้โดยสารจะพากันหงุดงหงิดที่ต้องมาต่อคิวเชคอินใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้โดยสารราว 100,000 คนที่ต้องดินทางต่อไปปลายทางอื่น ขณะที่ตามปกติแล้ว
จะมีชาวอังกฤษ เยอรมนี และชาติยุโรปอื่นๆ จำนวนมากใช้สนามบินนี้ไปพักผ่อนเล่นสกีตามรีสอร์ตยอดนิยม
แถบเทือกเขาแอลป์ ของสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

ที่เยอรมนี ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะในรัฐเมคเคิลเบิร์ก-วอร์ปอมเมินต้องจอดรถทิ้งไว้กลางถนน เพราะมีหิมะตกหนา
ถึง 25 เซ็นติเมตร ขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตออสตวอร์ปอมเมิร์น โรงเรียนในเขตนี้ต้องปิด
การเรียนการสอนไปจนถึงวันจันทร์ ขณะที่ชาวบ้านราว 5,000 คนเบนเกาะเฟห์มาร์นริมทะเลบอลติกถูกตัดขาด
จากโลกภายนอกเนื่องจากมีพายุหิมะ ขณะที่อีกจำนวนมากติดอยู่ในรถหลายชั่วโมงบนทางหลวงออห์โตบาน
สายที่ 20 รถไฟไม่สามารถออกเดินทางได้เพราะหิมะเกาะแน่นบนราง ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทางไปหลายขบวน

ทั้งนี้ ทางการเยอรมนีเผยว่า ช่วงวันเสาร์- วันอาทิตย์ที่ผ่านมาสภาพอากาศทำให้เกิดอุบัติเหตุในรัฐนอร์ท ไรน์ เวสต์ฟาเลีย
มากกว่า 1,100 ครั้ง ส่วนในรัฐบาเดน เวิร์ทเทมเบิร์ก ทางตะวันตกเฉียงใต้ หิมะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนอีกกว่า 100 ครั้ง
นับจากวันเสาร์จนถึงเที่ยงวันอาทิตย์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 คน มูลค่าความเสียหาย 4 ล้านยูโร ส่วนที่สนามบิน
นครแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งมีนักเดินทางพลุกพล่านมากที่สุด ต้องยกเลิกเที่ยวบิน 91 เที่ยวในวันอาทิตย์ หลังจากวันก่อน
เพิ่งยกเลิกถึง 225 เที่ยวบิน

ด้านโปแลนด์ สภาพอากาศอันเลวร้าย ทำให้ครัวเรือนอย่างน้อย 200,000 หลังคาขาดแคลนไฟฟ้า
ในเมืองเลสโนต้องอพยพผู้จับจ่ายใช้สอยและพนักงานออกจากศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เพราะหลังคาดูจะแบกรับน้ำหนัก
ของหิมะหนา 1.5 เมตรไม่ไหว ตำรวจโปแลนด์เผยว่า นับตั้งแต่อากาศหนาวเย็นยะเยือกในเดือนที่ตุลาคมที่ผ่านมา
มีผู้เสียชีวิตในโปแลนด์แล้ว 152 คน

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:01 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004010

เซบีญาหิมะตกครั้งแรกรอบ50ปี-อากาศยุโรปยังเลวร้ายศก.พังพินาศ

12 มกราคม 2553 03:31 น.

เอเอฟพี - หิมะตกในหลายพื้นที่ของสเปนเป็นครั้งแรกรอบครึ่งศตวรรษเมื่อวันจันทร์(11)
หลังคลื่นความเย็นจากอาร์กติก สังหารชีวิตประชาชนไปจำนวนมากและก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
ประเทศทางใต้ของยุโรปหลายพันล้านยูโร


ขณะที่หมู่บ้านหลายแห่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเยอรมนี ยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอกจาก
กองหิมะขนาดยักษ์ ด้านทางการสเปนเองก็จำต้องประกาศเตือนภัย 18 แคว้นทางภาคกลางและเหนือของประเทศ
หลังคาดหมายว่าจะมีหิมะตกลงมาเพิ่มเติมและอุณหภูมิจะลดต่ำลง

เที่ยวบินมากกว่า 160 ไฟลต์ถูกยกเลิก ณ สนามบินมาดริด-บาราคัส ขณะที่เพื่อนประเทศบ้านอย่างโปรตุเกส
ต้องประสบกัญหาในการจัดการกับภาวะหิมะตกหนักซึ่งเป็นสาเหตุให้ถนนหลายหลัก ราว 50 สายต้องปิด
ห้ามสัญจรไปมา ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องค้างคืนอยู่ในยานพาหนะของตนเอง

เมืองเซบีญา ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของสเปน โดยปกติแล้วในเดือนมกราคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ราว 15 องศาเซลเซียส
ทว่าเมื่อวันจันทร์(11) กลับต้องเผชิญกับหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีเลยทีเดียว

ทางตอนเหนือของยุโรป แม้ปลอดโปร่งกับสภาพอากาศที่บรรเทาเบาบางกว่าแต่อุตุนิยมวิทยาก็เตือนว่า
อุณหภูมิอาจลดต่ำถึงลบ 10 องศาเซลเซียสช่วงค่ำคืนในหลายพื้นที่ของเยอรมนี นอกจากนี้ยังจะมีหิมะตกหนัก
และลมพัดแรงอีกระลอกบริเวณภาคเหนือของชายฝั่งทะเลบอลติก

ณ สนามบินแฟร้งค์เฟิร์ต ท่าอากาศยานซึ่งคนพลุกพล่านที่สุดในยุโรป มีอันต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่า 320 เที่ยว
ในช่วงสุดสัปดาห์ และเพิ่มเติมอีก 15 เที่ยวเมื่อวันจันทร์(11) ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่าผู้โดยสารอาจต้อง
เผชิญปัญหาเพิ่มเติม สืบเนื่องจากการจราจรทางอากาศคืนสู่ภาวะปกติอย่างอืดอาด

ทางภาคใต้ของโปแลนด์ ราษฎรกว่า 70,000 ครัวเรือนต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากไฟฟ้าเป็นวันที่สองติดต่อกัน
หลังจากหิมะตกหนักและฝนอันเย็นเฉียบได้ตัดขาดการจราจรทางรถไฟระหว่างกรุงวอร์เซน์และทางใต้

ด้านกรุงปรากต้องเผชิญกับหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 17 ปีและประชาชนหลายร้อยครัวเรือนทั่วสาธารณรัฐเช็ก
ต้องอยู่โดยปราศจากไฟฟ้าใช้

ส่วนในอังกฤษ ท้องถนนที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะที่ตกลงมาโปรยปรายก็ทำลายความพยายามที่นำการสัญจร
คืนสู่ประเทศ ด้วยรถไฟยูโรสตาร์ที่แล่นระหว่างลอนดอน ปารีสและบรัสเซลล์ ต้องให้บริการอย่างจำกัดอีกครั้ง

ทั้งนี้ยอดผู้เสียชีวิตในอังกฤษ จากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 29 รายในช่วงสุดสัปดาห์
ขณะเดียวกันก็พบผู้เสียชีวิตอีกจำนวนมากจากอุบัติเหตุลักษณะคล้ายกันนี้ หรือถูกหิมะทับ รวมทั้งคนไร้ที่อยู่อาศัย
ตายเพราะอากาศเย็นทั่วยุโรปในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ในเยอรมนีซึ่งกำลังฟื้นตัวจากภาวะถดถอยครั้งร้ายแรงที่ สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
เตือนว่าหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วประเทศอาจกระทบต่อกิจกรรมก่อสร้างต่างๆ และก่อความยุ่งเหยิงด้านอุปทาน

ซึ่งหากว่ายังไม่ดีขึ้นในเร็ววันนี้ เศรษฐกิจของเยอรมนี จะสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นเงินกว่า 3 พันล้านดอลลาร์
หรือ 0.4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่สหราชอาณาจักร ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะถดถอย
สภาพอากาศอันเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษอาจก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.6 พันล้านดอลลาร์


หิมะปิดเส้นทางจราจรบนถนนสายหนึ่งในเยอรมนี


หลายพื้นที่ของสเปนเผชิญหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี


การจราจรท่ามกลางภูเขาหิมะในเยอรมนี


ท่าอากาศยานในเมืองมิวนิค เยอรมนี ปกคลุมไปด้วยหิมะ


อังกฤษ หนึ่งในประเทศที่เผชิญวิกฤตสภาพอากาศรุนแรงที่สุด





เครื่องบิน ณ สนามบินมาดริด-บาราคัส ต้องยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย


สภาพการจราจรไปติดขัดในเยอรมนี ท่ามกลางพื้นถนนที่เป็นน้ำแข็ง


ศิลปินชาวโปแลนด์รายนี้ดูไม่ยี่หระต่อหิมะและอากาศหนาวเท่าไหร่

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:07 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000157557

นครเวนิซ เผชิญน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบปี


24 ธันวาคม 2552 10:23 น.


จตุรัสเซนต์มาร์กจมอยู่ใต้น้ำ

เอเอฟพี - น้ำท่วมทะลักเข้าพื้นที่ราวร้อยละ 56 ของนครเวนิซ ประเทศอิตาลี เมื่อวันพุธ(23)
เจ้าหน้าที่เผยท่วมสูงถึง 143 เซ็นติเมตร กลายเป็นสถิติสูงสุดในรอบปี


ที่ประมาณร้อยละ 56 ของนครเวนิซจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากลมและฝน และปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
“อควา อัลทา” หรือระดับน้ำในทะเลสาบหนุนสูง ทำให้คนงานต้องทำทางเดินยกขึ้นสูงเหนือน้ำ
ตามเส้นทางหลักๆ เช่นที่เคยทำเป็นประจำอีก

ศูนย์สังเกตการณ์นครเวนิส ปรากฎการณ์นี้พุงถึงระดับสูงสุดเมื่อเวลา 05.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และคาดว่า
ระดับน้ำไม่น่าจะลดลงก่อนวันศุกร์นี้(25) ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ขณะที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหล
มาพักผ่อนในเมืองแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาแห่งนี้

นครเวนิซ เคยเกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ครั้งเลวร้ายที่สุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1966 หรือ 43 ปีก่อน
ครั้งนั้นทำให้นครเวนิซจมอยู่ใต้น้ำที่ความลึก 1.94 เมตร ขณะที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นครเวนิซก็กำลังถูก
รุมล้อมด้วยปัญหามากมายที่เกิดจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นด้วย



Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:14 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000158100

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หิมะตกหนักสุดรอบ128ปี!!-สหรัฐฯอ่วมถูกพายุฤดูหนาวถล่ม

25 ธันวาคม 2552 03:35 น.

เอเอฟพี - เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซีย ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวหลังต้องเผชิญหิมะตกหนักที่สุด
รอบ 128 ปี ขณะเดียวกันพายุฤดูหนาวพัดถล่มภาคกลางของสหรัฐฯ โดยฝนอันเย็นยะเยือกกับหิมะที่ตกหนัก
ได้ก่อความโกลาหลต่อการจราจรทางบกและทางอากาศ

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยในวันพฤหัสบดี(24) ว่าเมื่อช่วงค่ำวันพุธ(23) หิมะหนาถึงง 9 เซนติเมตรปกคลุมทั่วเมือง
ที่มีประชากร 5 ล้านคน และได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 14 เซนติเมตรวานนี้

หิมะตกหนักอย่างประหลาดนี้ -- ซึ่งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 1881 -- ได้ก่อความยุ่งเหยิงแก่การจราจร
โดยผู้ขับขี่ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าเดิมถึง 2 เท่าในหลายส่วนของเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย

ด้านเจ้าหน้าที่เมืองเปิดเผยว่าได้ส่งรถกวาดหิมะ 1,216 คัน รถบรรทุก 340 คันและคนงานอีก 1,144 คน
เข้าเคลียร์หิมะแล้ว

อีกด้นหนึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี(24) ได้เกิดพายุฤดูหนาวพัดถล่มภาคกลางของสหรัฐฯ โดยฝนอันเย็นยะเยือก
กับหิมะที่ตกหนักได้ก่อความโกลาหลต่อการจราจรทางบกและ ทางอากาศที่ต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

"พายุเคลื่อนผ่านใจกลางเมือง โดยทั่วไปแล้วมันพัดมาจากชายแดนแคนาดาสู่เทกซัสและแพร่กระจาย
จากทางตะวันตก ของโคโลราโดสู่อิลลิยอนส์" โฆษกศูนย์อุตุนิยมวิทยาบอก "การสัญจรช่วงคริสต์มาส
เป็นไปอย่างยากลำบาก"

ทั้งนี้ยังเกิดทอร์นาโดรุนแรงเมื่อช่วงค่ำวันพุธ(23) บริเวณทางใต้ของพายุ พัดเข้าถล่มเมืองลองวิว
ทางตะวันออกของเทกซัส ซัดหลังคาบ้านปลิวบนท้องฟ้าและต้นไม้ใหญ่โค่นล้ม

เจ้าหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่นว่า "เราขอแนะนำให้ประชาชน ถ้าเป็นไปได้ควรระงับการเดินทาง
และอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย มันไม่ใช่พายุที่คุณจะเข้าไปยุ่งด้วย"

ด้วยภาวะฝนตกหนักส่งผลให้การขับขี่เต็มไปด้วยอันตรายร้ายแรง -- โดยเฉพาะในช่งงกลางคืน
ที่ฝนกลายเป็นน้ำแข็ง -- ขณะที่ลมกรรโชกแรงอาจลดทัศนวิสัยในการขับขี่อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันได้มีการยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 260 ไฟลต์ ณ สนามบินชิคาโกเมื่อวันพุธ(23)
สืบเนื่องจากสภาวะรันเวย์ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง หิมะและลูกเห็บตกหนัก

ส่วนบริการด้านรถไฟก็ประสบปัญหาขัดข้องนานกว่า 3 ชั่วโมง ณ สถานีเพนน์ในนิวยอร์ก เหตุเพราะไฟดับ
ซึ่งก่อความวุ่นวายต่อการเดินทางจากวอชิงตันสู่น้ำตกไนแองการา ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนติดกับแคนาดา

ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี(24) สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนพายุฤดูหนาวในเซาท์ดาโกตาและมลรัฐใกล้เคียง
โดยระบุว่าพายุฤดูหนาวนี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตพลเรือน พร้อมแนะนำว่าการสัญจรใดๆในช่วงคืนวันพุธ(23)
ถึงคืนวันศุกร์(25) เป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ

ไมค์ ราวน์ด ผู้ว่าการรัฐเซาท์ ดาโกตา ซึ่งประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนพายุเดินทางมาถึง
ได้เรียกร้องขอให้ประชาชนไม่ควรใช้รถใช้ถนนถ้าไม่จำเป็น


เครื่องบินจอดนิ่งสนิท ณ สนามบินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จากสภาพอากาศอันเลวร้าย


หารรัสเซีย ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ต้องเผชิญหิมะตกครั้งร้ายแรงสุดในรอบกว่าร้อยปี


พายุฤดูหนาวพัดถล่มตอนกลางของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการจราจร


เกือบทุกหนทุกแห่งทางภาคกลางของสหรัฐฯ ปกคลุมไปด้วยหิมะ

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:16 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000000500

โปแลนด์หนาวจัด'ลบ25องศา'สังเวยแล้ว122ศพ

4 มกราคม 2553 23:35 น.

เอเอฟพี - พบผู้เสียชีวิต 13 รายจากสภาพอากาศหนาวจัดในโปแลนด์ ในช่วงสุดสัปดาห์วันหยุดปีใหม่
หลังอุณหภูมิดำดิ่งถึงลบ 25 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หน้าหนาวนี้มีพลเรือนวอร์ซอว์ตายรวมแล้ว 122 คน


ตำรวจโปแลนด์เปิดเผยเมื่อวันจันทร์(4) ว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพวกไร้ที่อยู่อาศัยอายุระหว่าง 35 ถึง 50 ปี
ที่มีภาวะอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติเพราะดื่มแอลกอฮอล์

ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเรียกร้องประชาชนชาวโปแลนด์ให้ความช่วย เหลือบุคคลไร้ที่อยู่อาศัย
ด้วยการแจ้งตำแหน่งของพวกเขาแก่เจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมที่พักพิงพิเศษช่วงฤดูหนาวให้แก่พวกเขา

นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ในโปแลนด์ พบประชาชนหนาวตายแล้ว 122 คน
ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่ปกติสำหรับประเทศหนึ่งที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันเลวร้ายในช่วงฤดูหนาว

ในฤดูหนาวปีที่แล้ว จากปลายปี 2008 ถึง 8 มกราคม 2009 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติ
ทั้งสิ้น 82 คนในโปแลนด์ ขณะที่หน้าหนาวที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ณ ประเทศแห่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานคือ
ช่วงปลายปี 2005 ถึงต้นปี 2006 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 233 คน


อากาศหนาวจัดในโปแลนด์

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:22 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000001677

ยุโรปอ่วมเจอหิมะถล่มหนัก-การจราจรอังกฤษวุ่นผู้ขับขี่หลายร้อยติดค้าง


7 มกราคม 2553 02:17 น.

เอเอฟพี - ทหารถูกส่งเข้าช่วยเหลือผู้ขับขี่หลายร้อยคนที่ติดค้างท่ามกลางหิมะตกหนักปิดถนนเมื่อวันพุธ(6)
หลังอังกฤษต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันทารุณที่สุดในรอบหลายทศวรรษซึ่งก่อความ โกลาหลแก่การจราจร
ขณะที่อุณหภูมิหนาวเหน็บได้ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป

ประชาชนหลายล้านคนในลอนดอนและทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษถูกห้อมล้อมด้วยหิมะตกหนัก
หลังจากพายุแผ่ขยายมาจากสกอตแลนด์และทางเหนือของอังกฤษ พื้นที่ที่ผจญสภาพอากาศเลวร้ายมาแล้วหลายวัน

"สภาพอากาศหนาวจัดถูกพยากรณ์ว่าจะยังคงเป็นไปแบบนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า และคาดหมายว่า
จะมีหิมะตกลงมาเพิ่มเติม ณ ช่วงเวลานั้น" หน่วยงานด้านสภาพอากาศของอังกฤษบอก พร้อมระบุว่า
สภาพอากาศอันหนาวเหน็บหนนี้ถือว่าเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดของ ประเทศนับตั้งแต่ปี 1981

เทศมณฑลต่างๆทางใต้อาจต้องเผชิญหิมะหนาถึง 40 เซนติเมตร หน่วยงานด้านสภาพอากาศระบุ
ขณะที่พายุหิมะที่พัดกระหน่ำตอนกลางของลอนดอน ที่ทำให้สวนสาธารณะและจตุรัสของเมืองกลายเป็นสีขาวโพลน

ด้านยูโรสตาร์เปิดเผยว่าได้ยกเลิกเดินรถไฟ 4 ขบวนระหว่างลอนดอน ปารีสและบรัสเซลส์ ในมาตรการป้องกันไว้ก่อน
เหตุเพราะหิมะหนาทึบ ไม่กี่สัปดาห์หลังจากอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกส่งผลให้ต้องปิดบริการนานถึง 3 วันในช่วงก่อนวันคริสต์มาส

ส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปก็ถูกเกาะกุมด้วยอุณหภูมิหนาวจัด สืบเนื่องจากแนวปะทะของอากาศจากไซบีเรีย
โดยนอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีอากาศเย็นยะเยือกสุด ด้วยอุณหภูมิในโรรอส ลดต่ำถึงลบ 41 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ที่เนเธอร์แลนด์ น้ำแข็งหนาพอที่สามารถจัดกิจกรรมสเก็ตบนลานธรรมชาติได้เป็นครั้งแรกของปี ซึ่งคาดหมายว่า
จะมีประชาชนราว 1,500 คน ร่วมสเก็ตจับกลุ่มเป็นวงกว้าง 2 กิโลเมตร บนทะเลสาบเฮนสโชเตอร์ในอูเทร็คต์

ขณะเดียวกันหิมะและน้ำแข็งก็ได้ก่อความอลหม่านแก่การจรจาจรทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส
ท่ามกลางคำเตือนว่าสภาพอากาศอาจเลวร้ายกว่านี้ แต่ในอิตาลี กลับเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่และเจ้าหน้าที่กังวลว่า
แม่น้ำทิเบอร์ที่เอ่อล้น อาจคุกคามกรุงโรมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ที่อังกฤษ ระบบขนส่งมวลชนในหลายพื้นที่ของทางใต้และตอนกลางของประเทศซึ่งมีพลเรือนหนาแน่นต้องติดขัด
จากสภาพอากาศหนาวเย็น โดยทหารถูกเรียกให้เข้าช่วยเหลือผู้ขับขี่หลายร้อยคน หลังมีรถยนต์กว่า 500 คัน
ติดค้างท่ามกลางหิมะบนถนนสายหลักในเมืองแฮมป์เชียร์

ท่าอากาศยานแกตวิค ในกรุงลอนดอน มีรายงานว่า ต้องปิดรันเวย์เพื่อกวาดหิมะ ปล่อยให้ผู้โดยสารหลายร้อนคน
ตกค้างในอาคารผู้โดยสารขาออก ขณะที่บางส่วนของถนนสายสำคัญ ที่เชื่อมระหว่างกรุงลอนดอนและเมืองลีดส์
ถูกปิดเช่นกัน

โรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วอังกฤษได้ปิดการเรียนการสอนและฟุตบอลหลายนัดต้องยกเลิก ในจำนวนนั้นรวมไปถึง
ศึกคาร์ลิง คัพ รอบตัดเชือก ในคืนวันพุธ(6) ระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ด้วย

กอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่ารัฐบาล จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือประชาชน
ในจำนวนนั้นรวมไปถึงจ่ายเงินค่าพลังงานทำความร้อนแก่ประชาชนผู้สูงอายุและ รับประกันว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
มีจำนวนเพียงพอสำหรับกำจัดน้ำแข็งบนถนน


การจรจาจรทางรถไฟในอังกฤษท่ามกลางหิมะ


สภาพอากาศอันเลวร้ายส่งผลต่อการจราจรทางรถยนต์ในอังกฤษ ขณะที่มีผู้ขับขี่หลายร้อยคนติดอยู่ในรถ


หิมะตก ถนนลื่น นำไปสู่อุบัติเหตุในอังกฤษ


สภาพอากาศอันเลวร้ายทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบิน


อากาศอันหนาวเหน็บกระทบต่อการแข่งขันฟุตบอล


บ้านเรือนในฝรั่งเศสถูกปกคลุมด้วยหิมะ


รถกวาดหิมะในฝรั่งเศสต้องทำงานอย่างหนัก


เยอรมนีก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากพายุหิมะ

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:30 pm

The Day After Tomorrow ( 2004 )

เนื้อเรื่องย่อ

จะเป็นอย่างไรหากโลกเรากำลังจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งครั้งใหม่?

นี่เป็นคำถามที่ตามหลอน แจ็ค ฮอลล์ (เดนนิส เควด) ผู้เป็นนักกาลวิทยา
ผลที่ได้จากการค้นคว้าของฮอลล์ระบุว่า สภาวะโลกร้อนอาจเป็นชนวนหายนะ
แห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันของภูมิอากาศโลก แกนน้ำแข็งที่เขาทำการเจาะ
ในทวีปแอนตาร์กติกาบ่งว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน และในตอนนี้
เขาได้ส่งคำเตือนไปยังหน่วยราชการ ว่ามันอาจเกิดขึ้นอีกครั้งหากไม่มีการดำเนินการ
โดยทันที แต่คำเตือนของเขามาถึงช้าเกินไป

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อฮอลล์ได้เจอกับก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับรัฐโร้ดไอส์แลนด์
ซึ่งแตกออกมาจากภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ และจากนั้นคือปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลง
ของอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก : ลูกเห็บขนาดใหญ่เท่าผลส้มโอ
ตกกระหน่ำเมืองโตเกียว ลมพายุเฮอริเคนรุนแรงชนิดทำลายสถิติพัดเข้าสู่ฮาวาย
หิมะตกที่เมืองนิวเดลี และจากนั้นพายุทอร์นาโดหลายลูกก็เข้ากวาดเมืองลอสแอนเจลิส

โทรศัพท์ที่เขาได้รับจาก ศาสตราจารย์แร็พสัน (เอียน โฮล์ม) เพื่อนร่วมงานในสก็อตแลนด์
ยืนยันให้กับความกลัวที่ร้ายแรงที่สุดของแจ็ค : สภาวะอากาศรุนแรงเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้
ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วโลก
น้ำแข็งที่ปกคลุมบนขั้วโลกได้ละลายและทำให้น้ำ
ไหลทะลักลงสู่มหาสมุทรและรบกวนกระแสคลื่นซึ่งเป็นตัวสร้างสมดุลย์ของระบบภูมิอากาศของเรา
สภาวะโลกร้อนได้ผลักดันให้โลกเฉียดเข้าไปใกล้กับยุคน้ำแข็งครั้งใหม่และมันจะเกิดขึ้น
ในระหว่างที่พายุมหึมาลูกหนึ่งถล่มไปทั่วโลก

ในขณะที่แจ็คเตือนทำเนียบขาวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่กำลังคุกคามโลกนั้น
แซม (เจค จิลเลนฮาล) ลูกชายวัย 17 ของเขาก็ติดอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้ ในระหว่างที่เขาและเพื่อนๆ
ไปร่วมแข่งขันด้านวิชาการระดับมัธยม และตอนนี้เขาต้องเผชิญกับอุทกภัยร้ายแรงและอุณหภูมิ
ที่กำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็วในแมนฮัตตัน ต่อมาเมื่อได้ถูกอพยพเข้าไปอยู่ในหอสมุดสาธารณะ
แห่งแมนฮัตตัน แซมจึงสามารถติดต่อกับพ่อของเขาได้ทางโทรศัพท์ แจ็คมีเวลาที่จะเตือนลูก
เพียงข้อเดียวเท่านั้น : จงอยู่แต่ในอาคารไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ในขณะที่การอพยพประชากรครั้งใหญ่เพื่อมุ่งหน้าลงใต้เริ่มขึ้นนั้น แจ็คก็เดินทางขึ้นเหนือสู่นิวยอร์ค ซิตี้
เพื่อช่วยแซม แต่แม้แต่แจ็คก็ไม่ได้เตรียมตัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
กับลูกชายของเขา และกับโลกของเขา





http://www.ee43.com/content/topic/159.html


The day after tomorrow : แม้วันวานก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

โดย สุญโญ

หลายคนเตือนผู้เขียนก่อนไปชม หนังเรื่อง The day after tomorrow ว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับหนังมากนัก
เพราะเนื้อหาก็เหมือน ๆ สูตรสำเร็จของหนังหายนภัยที่เคยสร้างกันทั่ว ๆ ไป คือ
มีตัวละครหลากหลายชีวิตที่มาตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน พูดง่าย ๆ มีครบทุกรส ความรักเสียสละ
ความห่วงใยในครอบครัว มิตรภาพ ความเอื้ออาทร และ ลุ้นระทึก ฯลฯ ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้ไปชมภาพยนต์เรื่องนี้แล้ว
มันเป็นอย่างเขาว่าไว้จริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้เขียนว่าหนังเรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับชาวพุทธนะครับ

เนื้อหาของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอันรุนแรง ที่ส่งผลกระทบจนทำให้มนุษย์แทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
เป็นภัยธรรมชาติที่มีสาเหตุเกิดจากมนุษย์ใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากเกินไป ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (เช่นคาร์บอนไดออกไซด์ )
สะสมมากขึ้นในบรรยากาศ จนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นจนถึงจุดวิกฤติ ซึ่งหนังเรื่องนี้มีสมมุติฐานมาบอกเราว่า
มันจะก่อให้เกิดหายนภัยแก่ชาวโลกอย่างไรบ้าง

แต่เมื่อพิจารณาตามหลักเหตุปัจจัย ผู้เขียนคิดว่าในหนังยังไม่ได้สืบสาวไปถึงที่สุดของปัญหาว่าต้นเหตุมันเกิดจากอะไร

ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะการที่มนุษย์โลกบริโภคปัจจัยสี่ โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาใช้สอย
เช่น บริโภคด้วยความ อวดหรู โก้เก๋ ทันสมัย สะดวก สบาย ปรนเปรอ ฟุ่มเฟือย ฯลฯ ผู้เขียนว่าตรงนี้แหละครับ
คือต้นเหตุสำคัญทำให้โลกเข้าสู่จุดวิกฤต เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าการบริโภคอย่างขาดสติ หรือ
บริโภคปัจจัยสี่ด้วยกิเลสตัณหา เช่นนี้ มันจะทำให้เกิดการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย และ ทำให้มีความต้องการมากขึ้นทุกที
ระบบอุตสาหกรรมจะต้องระดมกำลังผลิตเพื่อมาสนองความต้องการบริโภคของมหาชนทั้งโลก ในการนี้มันจะต้องใช้
พลังงานมหาศาลเพื่อการผลิตและการขนส่ง ทำให้มีการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ออกมาเป็นจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน
ก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดให้มหันตภัยในอนาคต ดังนั้นทุกชาติจึงต้องพร้อมใจกันลดการใช้พลังงาน
อย่างฟุ่มเฟือยในการผลิตและขนส่งเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง จึงต้องแก้ไขที่สาเหตุคือควรลดความต้องการบริโภค
ของประชาชนให้ลดน้อยลง ให้แค่พออยู่พอกิน ตรงนี้แหละ ที่ใครจะกล้าทำ (ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่ยอม
ลงนามในพิธีตราสารเกียวโต ในการร่วมมือกันลดก๊าซเรือนกระจก เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจของตนเองจะถดถอย )

หนังเรื่องนี้ได้นำสมมุติฐานคำทำนายเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดในช่วงร้อยสองร้อยปีข้างหน้าอันเกิดจากอุณหภูมิเฉลี่ย
ของโลกสูงขึ้นเพราะปรากฏการณ์เรือนกระจก มาให้ปรากฏขึ้นในวันเมื่อรืนนี้ (The day after tomorrow )
หนังบอกเราว่าอากาศร้อนระอุจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และเมื่อน้ำแข็งละลายลงสู่ท้องทะเล มันจะทำให้อุณหภูมิ
โดยเฉลี่ยของน้ำทะเลต่ำลง ทำให้มีผลต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่น ก่อให้เกิดอากาศวิปริตแปรปรวน
เกิดลูกเห็บยักษ์ และ พายุทอร์นาโดขนาดยักษ์ถล่มทะลายมหานคร เกิดน้ำท่วมโลก และสุดท้าย พายุมหายักษ์
ที่สูงใหญ่โตมโหฬารขนาดขึ้นไปดูดเอาอากาศหนาวเย็นจากบรรยากาศชั้นบน ลงมายังบรรยากาศชั้นล่าง
ทำให้โลกกลับกลายเป็นยุคน้ำแข็งในบัดดล

ข้อคิดทางธรรมที่ได้จากหนังเรื่องนี้ คือ กฏธรรมชาติที่เกี่ยวกับอุณหภูมิ ( อุตุนิยาม ) มันได้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน
เมื่อโลกขาดสมดุล โลกจะทำการปรับตัวให้สมดุลของมันเอง คือ เมื่อโลกร้อนเกินไป โลกก็ดึงเอาอากาศเย็นจาก
บรรยากาศชั้นสูงลงมา เพื่อปรับสมดุลของโลกกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ผลจากการปรับตัวของโลกในครั้งนี้
มนุษย์กระจ้อยร่อยและสัตว์ทั้งหลายพากันตายล้มตายกันเป็นเบือ (เกือบครึ่งโลก) ! .

"เมื่อใดผู้ปกครองบ้านเมืองไม่มีศีลธรรม ฟ้าดินก็วิปริตแปรปรวน " คำกล่าวที่มีมาตั้งแต่โบราณทำนองนี ้เราเคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ
แต่มันยังมีความทันสมัยอยู่เสมอ นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคกันอย่างไร้สติ หรือ ส่งเสริมกิจกรรมในทางอกุศล
( ราคะ โทสะ โมหะ ) อาทิเช่น ส่งเสริมกิจกรรมทางเพศ การพนัน สุรา หรือ การที่รัฐใช้นโยบายรุนแรงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโยงใยไปสู่สังคม และ ธรรมชาติ ทั้งสิ้น (บริโภคมาก -> ผลิตมาก -> ทำลายธรรมชาติมาก -> ดินฟ้า
วิปริตแปรปรวน ) จากเนื้อหาสาระและข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ ผู้เขียนคิดว่าคำกล่าวของคนโบราณข้างต้นจึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหล
หรือ งมงายแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุป แม้บทหนังจะน้ำเน่าสักนิด แต่หนังเรื่องนี้ยังดูแล้วคุ้มค่าในแง่ได้สาระที่เป็นประโยชน์ และช่วยกระตุ้น
เตือนใจตนเองไม่ให้บริโภคอย่างไร้สติอีกต่อไป เพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดหายภัยต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
ในอนาคต

อนึ่ง ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าคำทำนายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้ เราจะสามารถหลีกเลี่ยง หรือ ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในยุคปัจจุบันคนที่มีจิตสำนึกใหม่ยังเป็นคนส่วน น้อยของสังคมอยู่ คือ
ถ้าหากเรายังไม่สามารถสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เป็นพลังมหาชนขึ้นมาได้ละก้อ ผู้เขียนคิดว่าปัญหานี้คงหมดหนทางเยียวยาแก้ไข
อย่างแน่นอน คือ มันสายเกินไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วล่ะครับ ่

ที่มา http://www.budpage.com/bm47.shtml


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Fri Jan 22, 2010 4:44 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 3:09 pm

http://movie.itakk.info/the-day-after-tomorrow-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-2004.html/

http://www.oknation.net/blog/19/2009/01/11/entry-2

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม 2552

วิกฤติวันสิ้นโลก (The Day After Tomorrow) ภาพยนตร์ที่ทำให้เรารู้ว่าทำไมเราต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม


Posted by
สุวิริโย




วิกฤติวันสิ้นโลก (ชื่ออังกฤษ:The Day After Tomorrow) เป็นภาพยนตร์อเมริกันที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับหายนะทางธรรมชาติ
โดยเนื้อหามีทั้งสิ่งที่เป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์และสิ่งที่แต่งเติมขึ้น โดยเริ่มออกฉายครั้งแรกในเม็กซิโกซิตี, เม็กซิโก
เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2547 และจากนั้นก็ทยอยออกฉายทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 พฤษภาคม ปีเดียวกัน
ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีกำหนดฉายในวันที่ 4 และ 5 มิถุนายน ตามลำดับ


เนื้อเรื่อง
แจ็ค ฮอลล์ ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาโบราณและทีมงานได้ทำการขุดเจาะน้ำแข็ง ณ ชั้นน้ำแข็งลาร์เซ่น บี
ในทวีปแอนตาร์กติกาเพื่อเก็บตัวอย่าง ทันใดนั้นเอง น้ำแข็งก็เกิดรอยแยกเป็นแนวยาว จนเกือบทำให้เขาต้องสังเวยชีวิต

ในการประชุมสหประชาชาติศาสตราจารย์ฮอลล์ออกบรรยายเรื่องสาเหตุว่าทำไมโลกจึงเคยตกอยู่ในยุคน้ำแข็ง
นานถึงสองศตวรรษ สาเหตุหลักก็คือสภาวะโลกร้อนเมื่อ
10,000 ปีก่อน ความเข้มข้นของแก็สกรีนเฮ้าส์ในตัวอย่างน้ำแข็ง
ชี้ให้เห็น ซีกโลกทางเหนือมีภูมิอากาศตามกระแสแอตแลนติกเหนือ ความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรถูกทะเลพัดไอร้อนขึ้นเหนือ
และความร้อนยังทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เกิดความเย็นทำให้กระแสไอร้อนหยุดนิ่ง ทำให้ความอบอุ่นในโลกหมดไป
ศาสตราจารย์ฮอลล์พยายามโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีหาแผนรับมือ แต่ประธานาธิบดีกลับยกเรื่องเศรษฐกิจมาอ้าง
และยังอ้างถึงสนธิสัญญาเกียวโต ศาสตราจารย์ฮอลล์คาดเดาว่า ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในรุ่นลูกรุ่นหลานของเขา
แต่เขาคาดผิดถนัด อัตราเผาผลาญเชื้อเพลิงมากมายในปัจจุบันทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความร้อนและปรากฏการณ์นี้
อย่างรวดเร็ว
ไม่นานกรุงนิวเดลีเกิดหิมะตกและอากาศหนาวที่สุดในรอบปี ศูนย์วิจัยสภาพอากาศเฮดแลนด์ กรุงกลาสโกว์
ประเทศสก็อตแลนด์ พบว่าทุ่นโนแมด
4311 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบสภาพน้ำริมฝั่งจอร์เจียและกรีนแลนด์ ให้ผลการตรวจสอบว่า
น้ำมีอุณหภูมิลดลง 13 องศา ต่อมาเหตุการณ์นี้เกิดกับทุ่นตัวอื่นๆ เฮอริเคนโนลานีโถมสู่ญี่ปุ่น ทำให้เกิดลูกเห็บขนาดใหญ่
ตกทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เครื่องบินเจออากาศแปรปรวน นกบินอพยพ
ลอสแอนเจลิสถูกทอร์นาโดหลายลูกถล่มจนเสียหายทั้งเมือง แคนาดามีอากาศไหลเวียนจากอาร์กติกรุนแรงมาก
ไซบีเรียโดนร่องกดอากาศต่ำเล่นงาน ออสเตรเลียโดยไต้ฝุ่นถล่มและนิวยอร์กถูกน้ำท่วม ทุกที่เริ่มมีการอพยพผู้คน
สถานที่แรกที่เกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิลดต่ำเฉียบพลันคือที่สก็อตแลนด์ นักบินคนหนึ่งเครื่องบินตกเพราะน้ำมัน
ในท่อส่งแข็งตัว เขารอดชีวิตจากเครื่องบินตกมาได้แต่กลับเสียชีวิตขณะที่เปิดหน้าต่างออกมาหา อากาศหายใจ
ร่างทั้งร่างของเขากลายเป็นน้ำแข็ง
โปรแกรม พยากรณ์อากาศของศาสตราจารย์ฮอลล์เป็นโปรแกรมเดียวเท่านั้น
ที่สามารถทำนาน ภูมิอากาศนี้ได้ เขาร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญแขนงอื่น ในที่สุดหลังคำนวณเสร็จ เขาได้พบผลที่น่าตื่นตกใจ

ภายใน 7 - 10 วัน พายุสามลูกจะมารวมตัวกัน โลกซีกบนจะค่อยๆ กลายเป็นน้ำแข็ง อุณหภูมิจะลดต่ำลงเรื่อยๆ
จนในที่สุดหากใครสัมผัสกับอากาศข้างนอกจะแข็งตายในทันที ประธานาธิบดีเริ่มแผนอพยพผู้คนมายังซีกโลกใต้
ที่ตั้งของประเทศที่ได้รับการขนานนามว่า “โลกที่ 3” แต่จะอพยพประชาชนได้เฉพาะผู้ที่ไม่อยู่ซีกโลกเหนือมากเท่านั้น
เพราะผู้ที่อยู่ซีกโลกเหนือมากจะไม่สามารถออกมาได้ทันการ และจะแข็งตายเสียก่อน ทางที่ดีคืออยู่ในบ้าน
และทำร่างกายให้อบอุ่นเข้าไว้
แซม ฮอลล์ ลูกชายของแจ็ค ฮอลล์ อยู่ในนิวยอร์กขณะที่น้ำท่วม แซมและเพื่อนๆ
หนีน้ำมาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ โชคดีที่หอสมุดนั้นสูงพอที่น้ำท่วมไม่ถึง แซมโทรศัพย์คุยกับแจ็ค และได้รับคำบอกเล่าว่า
ให้อยู่ในหอสมุดนั้นต่อไป เพราะนิวยอร์ก อยู่เหนือเกินกว่าจะอพยพออกมาทันเสียแล้ว

แซม และไบรอันนำหนังสือในหอสมุดมาเผาเพื่อให้ความอบอุ่น หาเสบียงจากตู้ขนม เพื่อนสาวของเขา ลอร่า
บาดเจ็บจากการหนีน้ำท่วม แซมและเพื่อนๆ ต้องเผชิญกับอันตรายจากหมาป่าและความหนาวเย็นในการรักษาชีวิต
ของลอร่าเอาไว้ ระหว่างนั้นเอง แจ็คและทีมงานสมัครใจออกเดินทางเพื่อมาหาแซม ลูกชายสุดที่รัก แจ็ครู้สึกผิด
ที่เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเลย
ในที่สุดความหนาวเย็นก็ลามมาถึงนิวยอร์ก พร้อมๆ กับที่พายุผ่านพ้นไป
แซมและเพื่อนรอดชีวิตมาได้ แจ็คเดินทางฝ่าอันตรายมาถึงแม้จะต้องสูญเสียเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งไปในที่สุด
พ่อลูกก็ได้พบกันอีกครั้ง
แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้ชีวิตผู้คนหลากหลายคนดับสูญไป แต่มันก็เป็นบทเรียนอันมีค่า
สมดังคำที่ว่า
“หากเราไม่ดูแลธรรมชาตินับแต่วันนี้ วันมะรืนนี้ก็คงไม่มีอีกต่อไป…”

ข้อมูลภาพยนตร์
ชื่อไทย: วิกฤติวันสิ้นโลก
ชื่ออังกฤษ: The Day After Tomorrow
แนว: แอ็คชั่น / ไซไฟ / ดราม่า / ระทึกขวัญ
ผู้กำกับ: โรแลนด์ เอ็มเมอริค
ความยาว: 124 นาที
กำหนดฉายในประเทศไทย: 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2547
ออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เมื่อ 3 มีนาคม พ.ศ. 2550

รายชื่อนักแสดง
แจ็ค ฮอลล์ - เดนนิส เควด
แซม ฮอลล์ - เจค จิลเลนฮอล
ลอร่า แชปแมน - เอ็มมี รอสซัม
ดร.ลูซี่ ฮอลล์ - เซล่า วาร์ด
เทอร์รี่ แรปสัน - เอียน โฮล์ม
รองประธานาธิบดีเบคเกอร์ - เคนเนธ เวลช์
ประธานาธิบดีเบลค - เพอร์รี่ คิง
ไซมอน - เอเดรียน เลสเตอร์
เจสัน อีแวนส์ - แดช มิฮอค
เจดี (J.D.) - ออสติน นิโคลส์
ลูเธอร์ - เกลนน์ พลัมเมอร์
ปาร์คเกอร์ - ซาช่า รอยซ์
เจย์ โอ แซนเดอร์ส - แฟรงก์ แฮรร์ริส
โกเมซ - เนสเตอร์ เซอร์ราโน
ไบรอัน ปาร์คส - อาร์เจย์ สมิธ
แทมลิน โทมิตะ - เจเน็ต โทคาดะ



ที่มาของบทความจาก


http://www.guardian.co.uk/film/2004/may/14/climatechange

A hard rain's a-gonna fall

The Day After Tomorrow has Earth ravaged by a flood and an ice age.
Environmentalist George Monbiot gives his verdict on the controversy it has stirred



The Day After Tomorrow: bleak outlook

Perhaps it was a mistake for 20th Century Fox to invite a group of scientists to the preview of its new disaster movie.
Before it began, the climatologist Mike Hulme asked the audience to consider whether good science and
good film-making could go together. A few minutes later, it became obvious that the answer was no.
The Day After Tomorrow is a great movie and lousy science.


  1. The Day After Tomorrow
  2. Production year: 2004
  3. Country: USA
  4. Cert (UK): PG
  5. Runtime: 124 mins
  6. Directors: Roland Emmerich
  7. Cast: Dennis Quaid, Emmy Rossum, Jake Gyllenhaal
  8. More on this film
Like all science fiction, it extracts and magnifies a few fragments of scientific truth. The upper northern
hemisphere remains habitable partly because of the global circulation of ocean currents,
which drags warm water up from the tropics. The currents start in the North Atlantic when the dense,
salty surface waters sink to the ocean floor and begin to roll southward. Between Greenland and
the Faroe Islands there is an undersea waterfall 30 times
the size of the River Amazon. About 8,200 years ago, as the last main glacial period was coming to an end,
and the great global thaw had permitted humans to move back into northern Europe,
an ice dam in north-eastern Canada burst. Behind it was a vast body of meltwater, which roared through
the Hudson Strait and into the North Atlantic. The story of what happened next is now a matter of dispute,
but some researchers suggest the result was a 200-year ice age, during which humans once more were
driven out of northern Europe. The Day After Tomorrow starts with the premise that it could be about
to happen again. In fact, it now seems that there simply isn't enough freshwater to shut down
the circulation system, and no means, such as the bursting of the great Canadian ice dam, by
which it could enter the ocean quickly enough to cause a dramatic effect. But movies, of course,
are all about dramatic effects, and a film about the slow-rolling, complex
transformations induced by climate change would be about as gripping as a speech by Geoff Hoon.
I suppose we just have to accept that a major movie house would never dream of tackling this subject if it had to
stick to the facts. What we get instead is one of the best disaster movies ever released.
Dennis Quaid plays that stock sci-fi figure, the dissident scientist battling against the odds to persuade politicians
to take his data seriously. Having researched the last great oceanic shutdown, he warns that the next one could happen
within 50-100 years. No one wants to know, and no one wants to know less than the sinister, corporate-friendly
US vice-president, whose physical resemblance to Dick Cheney is surely no accident (the president, confusingly,
is the spit of Al Gore). The effects of climate change are already making themselves felt - commuters in Japan are felled
by hailstones the size of grapefruit, there is snow in New Delhi and the geese start migrating south in the summer -
when the North Atlantic weather buoys begin behaving rather oddly. One by one they start to record a temperature fall
of 13 degrees. It's inexplicable - unless Quaid's model is correct. Soon magnificent tornadoes are ripping Los Angeles
to shreds. In the eye of a freak storm in Scotland the temperature drops to -150 degrees, freezing the fuel lines
of helicopters, which then crash into the mountains. For no good reason (other than that it provides one of
the most awesome sequences ever filmed) a vast tsunami decides to engulf Manhattan.
At last the authorities turn to Quaid to find out what on earth is going on. Within weeks, his model predicts,
a gigantic global storm will trigger off the next great ice age. Two men inexplicably stuck in an orbiting
weather satellite watch as the face of the earth is blotted out by hurricanes.
The storms cut straight through the troposphere, dragging down columns of freezing air from the upper atmosphere.
And one of them is heading towards New York. So Quaid gets his audience with the president, and tells him that
the only option is to abandon everyone in the north of the country, and evacuate everyone in the south.
The sinister Cheney twin tells him not to meddle with politics. But (and it's hard to believe that Murdoch paid for this),
Quaid retorts that if the politicians had listened to the science, the scientists wouldn't have had to get political.
When Cheney suggests that Quaid doesn't care about the people in the northern states, he is told that his son is trapped
is New York. And there indeed is the scientist's only child, played rather well by Jake Gyllenhaal,
stuck in the Manhattan Public Library with the girl he fancies and the handful of character parts he persuaded not to try
to walk south, with nothing but M&Ms to eat, but no end of rare books to burn. The Quaid character, of course,
has promised his son that he will come to the rescue. With his Antarctic survey team he crosses the frozen wastes
of Philadelphia, desperate to reach New York before the ice storm strikes. Meanwhile, in the municipal library,
the heroine is dying of septicaemia, which the boy can cure only if he can venture out for long enough to find
the penicillin she needs. Needless to say a bunch of wolves has escaped from the zoo with the single purpose of
complicating his task. Yes, it's slushy and corny and predictable. Yes, every TV report in the film has Murdoch's logos
plastered all over it. Yes, the plot repeatedly breaks the laws of physics. But none of this stops it from doing everything
a disaster movie is supposed to do, and quite a bit more. At times even the climatologists stopped laughing at
the story and started laughing with it, especially when American refugees started fleeing across the Rio Grande
after the Mexicans closed the border (they reopened it when the US promised to cancel the entire Latin American debt).
Though of course the sinister Cheney man comes round in the end, and his government in exile sees the error of its ways,
this is a curiously subversive story, whose plot revolves around the climate change which Fox News and the rest of
the Murdoch press has tried so hard to deny, and the reluctance of the powerful to respond to the needs of the people.
So will The Day After Tomorrow wake people up to the realities of global warming? The danger is that the movie bears
so little relation to the science that it will encourage people either to dismiss the entire climate change story as fantasy,
or to keep waiting for the effects they have seen in the film before they accept that climate change is really happening.
On the other hand, the film makes the subject much harder to ignore. I think it is fair to assume that audiences know
the difference between a movie and a scientific paper. They don't expect to learn anything useful about reptile physiology
from Godzilla, or about life in outer space from Independence Day. People watch films like The Day After Tomorrow
because they love to see treasured places smashed to bits while heroes struggle against impossible odds.
If The Day After Tomorrow leaves them no wiser about climate change, that scarcely distinguishes it from
the rest of the mainstream media. But at least we're now talking about it. ·
George Monbiot's book The Age of Consent: A Manifesto for a New World Order

is out now in paperback. monbiot.com

http://www.monbiot.com/archives/2003/10/13/the-age-of-consent-a-manifesto-for-a-new-world-order/

http://www.smh.com.au/articles/2003/07/11/1057783340498.html

http://browseinside.harpercollins.com.au/index.aspx?isbn13=9780007150434

http://www.osun.org/Age+of+Consent+by+George+Monbiot-pdf.html

http://www.coldtype.net/Assets/pdfs/GM.23.03.pdf






Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 3:19 pm

http://www.bibliotecapleyades.net/ciencia/ciencia_climatechange01.htm


How the Ice Age will affect North America



NASA See how much of Antarctica is colder and how little is actually warming.


A diagram of the Gulf Stream conveyor and related currents.


This image shows how England, Western Europe and Scandinavia are bathed in the heat of the Gulf Stream


Gulf Stream Temps and Chlorophyll Concentration


The World during the Ice Age


A screen capture from the movie "The Day After Tomorrow"
showing massive cyclonic storms preceding the sudden onset of an ice age.


Mukluks and Snowshoes required Day After Tomorrow.

http://www.bibliotecapleyades.net/ciencia/ciencia_globalwarmingpseudo19.htm

แผ่นดินไหวในเฮติ พ.ศ. 2553

แผ่นดินไหวในเฮติ เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีความรุนแรง 7.0 ตามมาตราริกเตอร์
โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศไปราว 25 กิโลเมตร
(หรือ 16 ไมล์) โดยแผ่นดินไหว
เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16:53:09 ตามเวลาท้องถิ่น [1] ของ วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553
หรือตรงกับเวลา 04.53 นาฬิกา ในเช้าวันพุธที่ 13 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย[2]
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ความลึก 13 กิโลเมตร (8.1 ไมล์)[3] องค์กรสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา
(The United States Geological Survey) ได้ตรวจสอบบันทึกและพบอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีก 14 ครั้ง
ซึ่งมีความแรงอยู่ที่ประมาณ 5 - 8 ริกเตอร์ หน่วยงานกาชาดสากลได้กล่าวว่ามีคนกว่า 3 ล้านคน
ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ และมีคนเสียชีวิตกว่า 500,000 คน ในกรุงปอร์โตแปรงซ์
เมืองหลวงของเฮติ เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
ถล่มเป็นซากปรักหักพังนับไม่ถ้วน ซึ่งรวมถึงทำเนียบประธานาธิบดีที่พังถล่มลงมาด้วย



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263382377&grpid=01&catid=


วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:36:07 น.
มติชนออนไลน์

เปิดปูมเหตุการณ์แผ่นดินไหว-สึนามิครั้งใหญ่ทั่วโลกในศตวรรษที่ 21

เหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ที่ขึ้นเกิดในประเทศเฮติเมื่อวานนี้ ถือเป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ล่าสุด
ที่มนุษยชาติต้องเผชิญ โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ได้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิขึ้น
หลายต่อหลายครั้งทั่วโลก ดังลำดับเหตุการณ์ต่อไปนี้

26 มกราคม ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในรัฐกุจราชทางตะวันตกของประเทศอินเดีย
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 25,000 คน บาดเจ็บ 166,000 คน

26 ธันวาคม ค.ศ.2003 (พ.ศ.2546) เกิดแผ่นดินไหว 6.7 ริกเตอร์ ที่เมืองบาม ประเทศอิหร่าน มีผู้เสียชีวิต 31,884 คน
บาดเจ็บ 18,000 คน

26 ธันวาคม ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) แผ่นดินไหว 9.1 ริกเตอร์ใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะสุมาตรา ส่งผลให้เกิด
สึนามิใหญ่ขึ้นกับหลายประเทศบริเวณมหาสมุทรอินเดีย (รวมทั้งประเทศไทย) จนคร่าชีวิตผู้คน
ไปถึง 220,000 คน และเฉพาะประเทศอินโดนีเซียแห่งเดียวก็มีผู้เสียชีวิต 168,000 คน


28 มีนาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) เกิดแผ่นดินไหว 8.6 ริกเตอร์ที่เกาะเนียส ประเทศอินโดนีเซีย
มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 900 คน

8 ตุลาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) เหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์บริเวณพรมแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน
และเขตการปกครองของปากีสถานในรัฐแคชเมียร์ คร่าชีวิตผู้คนไป 75,000 คน และมีคน 3.5 ล้านรายไร้ที่อยู่อาศัย

27 พฤษภาคม ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) เกิดแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ในเขตยอกยาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย
มีผู้เสียชีวิต 6,000 ราย และอีก 1.5 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย

17 กรกฎาคม ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) แผ่นดินไหว 7.7 ริกเตอร์ใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย
ได้ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนไป 596 ราย บาดเจ็บมากกว่า 9,500 คน และประมาณ 74,000 คนไร้ที่อยู่

6 มีนาคม ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) เกิดแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย
ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนเสียหายพังทลาย และมีผู้เสียชีวิต 70 คน

26 เมษายน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) แผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ บริเวณหมู่เกาะโซโลมอนตะวันตก
ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิผลาญชีวิตผู้คนไปมากกว่า 50 คน และอีกหลายพันรายต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน

3 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เกิดแผ่นดินไหว 6.1 ริกเตอร์ บริเวณตะวันออกของประเทศคองโก
และตะวันตกของประเทศรวันดา ทวีปแอฟริกา มีผู้เสียชีวิต 45 คน และอีกหลายพันรายต้องไร้ที่อยู่อาศัย

12 พฤษภาคม ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เกิดแผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ ที่มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน
มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย 87,000 ราย

29 ตุลาคม ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เกิดแผ่นดินไหว 6.4 ริกเตอร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน
ผู้คนมากกว่า 300 รายเสียชีวิต และอีกนับหมื่นคนไร้บ้าน

6 เมษายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) เกิดแผ่นดินไหว 5.8 ริกเตอร์ที่เมืองลากวีลา และบริเวณใกล้เคียง
ในประเทศอิตาลี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 300 คน


2 กันยายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) แผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ ที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย
ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินถล่มและมีผู้เสียชีวิต 123 ราย

29 กันยายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) คลื่นยักษ์สึนามิจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ ได้ซัดทำลายหมู่บ้าน
และรีสอร์ตหลายแห่งบนเกาะซามัว รวมทั้งหมู่เกาะอเมริกัน ซามัว และตอนเหนือของประเทศตองกา
ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 186 คน

30 กันยายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) เกิดแผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์ ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย
มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,100 ราย

(ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทม์ส ออนไลน์)



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



เมืองอาควีลาเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอาคารสร้างตามแบบในยุคเรอเนสซองซ์

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000038906
6 เมษายน 2552 19:10 น.

ยอดตายแผ่นดินไหวในอิตาลีพุ่งเป็น 90-บ้านเรือนนับหมื่นพังยับ

เอเอฟพี – เกิดเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรงระดับ 6.3 ริกเตอร์ ที่เมืองลาควิลา
ในแคว้นอาบรุซโซ บริเวณตอนกลางของอิตาลี ในตอนเช้ามืดวันนี้ (6) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป
อย่างน้อย 90 คน นายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน
และระงับการเดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อไปตรวจเยี่ยมพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่
ตั้งแต่ในยุคกลาง และอยู่ห่างจากกรุงโรมไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือราว 100 กิโลเมตร



วาติกัน...ตัวบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

ปรากฎว่า ประเทศวาติกัน ได้มีการแบ่งเขตการปกครองขึ้น บนผืนแผ่นดินไทย เรียกว่า มิซซัง
ตามกฎหมายของประเทศวาติกัน มิซซัง แปลว่า แคว้น ส่วนตำแหน่งอาร์ค บิชอป คือ ผู้ครองแคว้น
แต่งตั้งโดยประมุขของประเทศวาติกัน
มีการแต่งตั้งอัศวิน มีหน้าที่กำจัดบุคคลที่ขัดขวาง เหล่านี้
มาจาก
สงครามครูเสด และแต่งตั้งในวันจักรีด้วย บนผืนแผ่นดินไทย ตามกฎหมายของประเทศวาติกัน
มีการแตะบ่าด้วย หมายความว่าอย่างไร บนผืนแผ่นดินนี้ องค์พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
ที่แตะบ่าได้
ตามกฎหมายไทย ผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์บนผืนแผ่นดินไทย ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น

ปรากฎว่า ประเทศวาติกันเอาพวกที่เข้าไปเป็นคาทอลิกจะถูกแปลงสัญชาติอัตโนมัติไปเป็นวาติกัน
เสียสัญชาติไทยไปแล้วตามกฏหมาย แต่วาติกันได้อาศัยบุคคลเหล่านี้มาถือครองกรรมสิทธิที่ดิน
บนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งผิดกฏหมายแพ่งพานิชย์ว่าด้วยนิติกรรม เป็นการใช้กลอุบายเพื่อเอาที่ดินนั้น
ไปเป็นสมบัติของวาติกัน โดยนำที่ดินนั้นเข้าบัญชีกระทรวงทรัพย์สินเกี่ยวกับศาสนจักรตะวันออก
ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บส่วยอาณานิคมวาติกันในแถบเอเซียโดยเฉพาะ วาติกันได้ตั้งสำนักงานในประเทศไทย
ชื่อ “
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์” รวบรวมทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ที่เป็นคาทอลิกในประเทศไทยทั้งหมด
ขึ้นเป็นสมบัติของสันตะปาปา เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ประเทศไทยมีในหลวงพระองค์เดียว
และมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หนึ่งเดียว
หากไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อล้มล้างพระมหากษัตริย์
องค์พระประมุขของไทย จะมีเหตุผลอื่นอ้างหรือไม่ ขอให้พิจารณาจากหลักฐานนี้





http://keytorich.tripod.com/page3.htm
http://keytorich.tripod.com/download/kingword1.pdf
พระราชดำรัสในหลวง
30 ข้อคิดของการดำเนินชีวิต น่าสนใจและยังทันสมัยมากๆ หลายคนสงสารเยาวชน
คนรุ่นใหม่ที่ไปฟังคนดัง
ผู้สังสอนในทางศาสนาและพวกลัทธิเทียมเท็จ
ที่ไร้ยางอาย เอาคำพูดของพระองค์ท่านมาอ้างเป็นคำพูดตัวเอง


หัวข้อ : พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต"
ข้อความ : > >Subject: พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับปล่อย เขาฟุ้งไปตามสบาย
3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น
4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดีให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง"แต่อย่าให้ถึง"สาม"
11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือ สิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
17. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
18. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
19. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
20. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้"
ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
21. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอเพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ ,
ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน
หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
22. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจ ในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ
มากกว่าเสียใจใน สิ่งที่ทำไปแล้ว
23. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
24. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
25. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้ง สิ้น
26. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
27. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
28. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
29. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
30. คุณกำลังทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?

http://www.ee43.com/board/topic/1180.html

http://board.palungjit.com/f13/36-%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-6815.html

36 แผนที่ชีวิตของพ่อ( พระบรมราโชวาทจากในหลวง)


1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
http://www.newmana.com/yabb/index.php?action=printpage;topic=1698.0

2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญา และความกล้าหาญ
3. เพื่อนใหม่ คือของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อนเก่า หรือ มิตร คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า ขอบคุณให้มากๆ
7. รักษา ความลับ ให้เป็น
8. ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง
9. ฟังให้มาก แล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่า เป็นจริง
11.หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน
15. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า ขอโทษ
16. อย่าอายหากจะบอกใครว่า ไม่รู้
17 ระยะทางนับพันกิดลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
19 การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
23. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด
25. เหรีญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับล้มเหลว
26. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ ( อย่าใจร้อน)
29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด
31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ
32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33. ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน บันไดสูง
34. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36. ระเบียบวินัย คือคุณสมบัติ ที่สำคัญในการดำเนินชีวิต
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ของปลอมครับ ข้อความ แปลมาจากบทความจากหนังสือต่างประเทศ
ชื่อ Life's Little Instructions ของ H. Jackson Brown Jr.
ซึ่งเขียนเป็นคำแนะนำเป็นข้อๆ
ให้แก่ลูกชายชื่อ "อดัม" เมื่อคราวจากบ้านไปเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

อ้างอิง:

http://www.ee43.com/board/topic/1180.html
http://topicstock.pantip.com/library.../K2875994.html
]http://garun.exteen.com/20051024/entry




http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/P3829093/P3829093.htmlhttp://www.nangdee.com/title/?movie_id=603

แล้วความจริงก็ปรากฎ คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์

โพสต์ทูเดย์ — คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์ เรารักพระเจ้าอยู่หัว บกพร่อง
นักท่องเว็บแฉเป็นข้อเขียนฝรั่ง ไม่ใช่พระราชดำรัส จี้ให้แจ้งสังคม หวั่นอ้างผิดต่อไม่รู้จบ

นักท่องเว็บนับร้อยคนได้เข้าไปโพสต์ ข้อความในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แสดงความกังขาว่า
ข้อความซึ่งมูลนิธิคิงเพาเวอร์ได้นำมาตีพิมพ์ในใบรับรองสายรัดข้อมือ หรือริสต์แบนด์เฉลิมพระเกียรติ
เรารักพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้ผลิตออกมาจำนวน 1 ล้านเส้น เพื่อตอบแทนผู้บริจาครายละ 100 บาท
นำรายได้ 100 ล้านบาทขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาส
ที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2549 นั้นไม่ใช่พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้ ตั้งกระทู้ซักถามหลายคนได้ระบุว่า ข้อคิดการใช้ชีวิต 19 ประการที่อ้างมา เช่น อย่าทำลายความหวังของใคร
เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
, ใช้เวลาน้อยในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากกว่าในการคิดว่า
“อะไร” คือสิ่งที่ถูก ฯลฯ นั้น แท้จริงแล้วเป็นข้อเขียนจากหนังสือเรื่อง Life’s Little ซึ่งเขียนโดย

เอช.แจ็คสัน บราวน์ ซึ่งเคยเป็นหนังสือขายดี ตีพิมพ์มาแล้ว 35 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย

บางคนได้ให้ข้อมูลโดย นำตัวอย่างข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาเปรียบกัน
ซึ่งก็พบว่ามีหลายข้อความที่ตรงกัน บางข้อความที่เป็นภาษาไทยก็ตรวจสอบไม่ได้ว่ามีที่มาจากแหล่งใด

ผู้ โพสต์ข้อความจำนวนมากหลายคนได้ระบุว่า ยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมนี้ต่อไป เพราะมีเจตนาดี
แต่ก็ได้ตำหนิมูลนิธิคิงพาวเวอร์ว่า ก่อนจะดำเนินการเรื่องนี้น่าจะตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางมูลนิธิฯ รับผิดชอบ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ เพราะทางมูลนิธิฯ
ได้จัดทำคู่มือนี้ออกไปถึง 1 ล้านเล่ม เกรงว่าจะมีการอ้างอิงกันผิดๆ ต่อไปอีก บางคนระบุว่า
ข้อคิด 19 ประการนั้นบริษัทขายตรงบางแห่งได้นำมาเผยแพร่และอ้างกันต่อๆ มาว่าเป็นพระราชดำรัส

ด้านแหล่งข่าวจากมูลนิธิคิงเพาเวอร์ เปิดเผยว่า ได้นำข้อความเหล่านั้นมาจาก “ในหลวงกับ คึกฤทธิ์”
ของนายสละ ลิขิตกุล ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2546 และยอมรับว่า ไม่ได้มีการขอพระบรมราชานุญาต
จัดทำข้อความเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ หากแต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในบริษัทได้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ได้มีการตรวจทาน ข้อความต่างๆ ในใบแทรกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างที่มูลนิธิฯ
ทำขึ้นนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด

ที่มา http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=57504&PHPSESSID=3e1b5a1223e95b9ddf1dd6c8901ec648

จากคุณ : cheese - [ 24 ต.ค. 48 11:46:30 A:58.10.171.66 X: TicketID:067100 ]

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-20.htm#3825


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Fri Jan 22, 2010 4:45 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:15 am

http://www.sonypictures.com/movies/2012/

2012-Movie Teaser Trailer (2009)

http://video.mediathai.net/detail_clip.php?tv=3104

2012 The Movie Trailer



'2012' Trailer HD




2012 (film)

2012 is a disaster film, directed by Roland Emmerich and released in 2009.
The film stars John Cusack, Chiwetel Ejiofor, Amanda Peet, Oliver Platt, Danny Glover, Thandie Newton
and Woody Harrelson. It was distributed by Columbia Pictures. Filming began in August 2008 in Vancouver.
The film briefly references Mayanism, the Mesoamerican Long Count calendar, and the 2012 phenomenon
in its portrayal of cataclysmic events unfolding in the year 2012. Because of solar flare bombardment the Earth's core
begins heating up at an unprecedented rate, eventually causing crustal displacement.
This results in an onslaught of Doomsday event scenarios plunging the world into chaos.
Ranging from Los Angeles falling into the Pacific Ocean, the eruption of the Yellowstone National Park caldera,
cataclysmic earthquakes wreaking havoc around the globe, and Megatsunamis surging across the Earth.
The film centers around an ensemble cast of characters as they narrowly escape multiple catastrophes
in an effort to reach ships in the Himalayas, along with scientists and governments of the world
who are attempting to save as many lives as they can before the disasters ensue.
The film was promoted in a marketing campaign by a fictional organization, the "Institute for Human Continuity";
this entailed a fictitious book written by Jackson Curtis entitled Farewell Atlantis,
and streaming media, blog updates and radio broadcasts from the apocalyptic zealot Charlie Frost
at his website entitled This Is The End. This campaign was subjected to numerous criticisms,
and was regarded as a form of viral marketing.
The film received mixed to negative reviews but topped the international box office
in its first weekend with $225 million.[3] It ultimately grossed $759 million world-wide becoming
Roland Emmerich's 2nd highest grossing film behind Independence Day.


By Mike Fleming – Variety.com For his first significant film project acquisition,
Peter Chernin is taking on a project of Biblical proportions.
20th Century Fox has made a preemptive acquisition of a pitch to tell the story of Moses in “300″ style.
The tale will start with his near death as an infant to his adoption into the Egyptian royal family,
his defiance of the Pharoah and deliverance of the Hebrews from enslavement.
Chernin will produce with Dylan Clark, who recently moved over from Universal to become
president of Chernin’s Fox-based film company. The script will be written by Adam Cooper and Bill Collage,
who make this their followup to a high-level deal they made to reinvent Herman Melville”s “Moby Dick,”
with a graphic novel feel, for director Timur Bekmambetov and producer Scott Stuber at Universal.
That script is in, the extensive pre-visualization work is done. It could be Bekmambetov’s next film,
if “Wanted 2″ doesn’t come together first. The Moses story will be told using the same green screen strategy
as “300,” so it will feel more like that pic or “Braveheart” than
“The Ten Commandments,” the 1956 Cecil B. DeMille film.
The popular mythical and magical elements inherent in the Book of Exodus will be there–including the plagues
visited upon Egypt and the parting of the Red Sea–but the Cooper & Collage version will also include
new elements of Moses’ life that the writers culled from Rabbinical Midrash and other historical sources.


http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004184

อียิปต์พบสุสาน ชี้แรงงานสร้างปิรามิดไม่ใช่ทาสแต่เป็นไท


12 มกราคม 2553 15:53 น.


คนงานทีมสำรวจโบราณคดีของอียิปต์ช่วยกันลำเลียงทรายจากบริเวณทีขุดสำรวจ ซึ่งด้านหลังเป็นปิรามิดแห่งกิซา (เอพี)


โครงกระดูกที่พบในสุสานใหม่ใกล้ปิรามิดใหญ่แห่งกิซา ซึ่งเชื่อว่าเป็นคนงานสร้างปิรามิด ไม่ใช่ทาสแต่เป็นแรงงานยากจน (เอพี)


คนงานทีมสำรวจโบราณคดีของอียิปต์ช่วยกันลำเลียงทรายจากบริเวณทีขุดสำรวจ (เอพี)


ซาไฮ ฮาวาส อยุ่บริเวณที่มีการสำรวจพบสุสานแห่งใหม่ใกล้ปิรามิดแห่งเมืองกิซา (รอยเตอร์)

อียิปต์เผยสุสานโบราณอายุกว่า 4,500 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นของคนงานที่สร้างปิรามิดใหญ่แห่งกิซา
นักโบราณคดีเชื่อเป็นหลักฐานว่า ผู้สร้างปิรามิดไม่ใช่ทาส หากแต่เป็นคนงานที่มีความเป็นไท
ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้รับเกียรติให้ฝังศพใกล้กับสุสานของกษัตริย์


สุสานที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้อายุประมาณ 4,510 ปี ซึ่งเอพีระบุว่า ทีมสำรวจได้พบสุสานแห่งนี้บริเวณที่ราบสูงของเมืองกิซา
ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนตะวันตกของกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ด้านรอยเตอร์ยังให้รายละเอียดของหลุมศพเพิ่มเติมว่า
มีลักษณะเป็นปล่องเรียงๆ กันขนาดไม่ใหญ่มาก อยู่ลึกลงไปใต้ดิน 9 ฟุต มีโครงกระดูกของผู้เป็นแรงงานในการสร้างปิรามิด
ประมาณ 10 กว่าโครง ซึ่งโครงกระดูกเหล่านั้นถูกรักษาไว้อย่างดีจากความแห้งแล้งของทะเลทรายข้างๆ โครงกระดูก
มีเหยือกหลายใบ ซึ่งเคยบรรจุเบียร์และขนมปัง เพื่อใช้ในโลกหน้าสำหรับคนงานเหล่านี้

สุสานที่สร้างด้วยอิฐที่ปั้นจากโคลนนี้ ค้นพบบริเวณด้านหลังของปิรามิดกิซา กระจายไปตามพื้นที่ของสุสาน
และพบสุสานลักษณะนี้ครั้งแรกเมื่อช่วงทศวรรษ 1990 และคำนวณหาอายุของสุสานได้ในช่วงราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์
หรือในช่วง 2575-2467 ปีก่อนคริสตศักราช ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสร้างปิรามิดใหญ่

ภายในสุสานไม่มีทองคำหรือสิ่งมีค่า ซึ่งเป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้สุสานเหล่านี้ ถูกรื้อค้นโดยนักปล้นสมบัติในสุสาน
ส่วนศพก็ไม่ผ่านการทำมัมมี่ โดยลักษณะของศพอยู่ในท่าของทารก ศีรษะชี้ไปทางทิศตะวันตก
และเท้าชี้ไปทางทิศตะวันออก ตามความเชื่อของอียิปต์โบราณ

ทั้งนี้ เชื่อกันว่าปิรามิดนั้นถูกสร้างขึ้นจากแรงงานทาส โดยฮีโรดูตุส (Herodotus) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ
อธิบายว่า ผู้สร้างปิรามิดคือทาส ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่นักอียิปต์วิทยาทั้งหลายเรียกว่า "เรื่องแต่ง"
ที่ถูกนำไปโฆษณาชวนเชื่อต่อโดยภาพยนตร์ฮอลลิวูด


“สุสานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นข้างๆ กับปิรามิดของกษัตริย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนเหล่านี้ต้องไม่ใช่ทาสแต่อย่างใด
หากพวกเขาเป็นทาส พวกเขาจะไม่มีสิทธิสร้างสุสานใกล้ๆ กับสุสานกษัตริย์ของพวกเขาได้เลย ไม่มีทางที่พวกเขา
จะได้รับการฝังศพอย่างมีเกียรติหากพวกเขาเป็นทาส" ซาไฮ ฮาวาส (Zahi Hawass) หัวหน้านักโบราณคดี
ที่ร่วมทีมสำรวจหาวัตถุโบราณของอียิปต์กล่าว

ฮาวาสกล่าวว่า คนงานสร้างปิรามิดนั้น มาจากครอบครัวอียิปต์ที่ยากจนจากทั้งเหนือและใต้ของอียิปต์
และพวกเขายังได้รับความนับถือจากงานที่ทำอย่างมาก ดังนั้นผู้ที่เสียชีวิตระหว่างก่อสร้างปิรามิด
จะได้รับพระราชทานเกียรติให้ฝังศพในสุสานใกล้กับปิรามิดของฟาโรห์

ส่วนอาหารของคนงานเหล่านี้ ฮาวาสระบุว่า พวกเขากินเนื้อเป็นอาหารอย่างปกติ และจากหลักฐานชี้ว่า
คนงานเหล่านั้นกินวัว-ควายไป 21 ตัว และแกะอีก 23 ตัว โดยมีคนงานสร้่างปิรามิดประมาณ 10,000 คน
ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ของที่ฮีโรดูตุสประมาณไว้ว่ามีอยู่ 100,000 คน ตามบันทึกของเขา
หลังจากเดินทางมาอียิปต์ในช่วง 450 ปีก่อนคริสตศักราช

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคนงานสร้่างปิรามิดจะไม่ใช่ทาสอย่างที่เชื่อกัน แต่จากสภาพโครงกระดูกของคนงานเหล่านี้
ก็ชี้ให้เห็นพวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานหนักมากแค่ไหน ซึ่ง อาเดล โอกาชา (Adel Okasha)
ผู้อำนวยการสำรวจกล่าวว่าโครงกระดูกของคนงานเหล่านี้มีสัญญาณของโรคข้ออักเสบ และกระดูกสันหลังของคนเหล่านี้
ยังชี้ให้เห็นถึงชีวิตอันยากลำบาก


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Jan 13, 2010 4:42 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:18 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263348244&grpid=02&catid=no



ธรณีพิโรธ - ชาวเฮติช่วยกันนำตัวผู้บาดเจ็บออกจากซากอาคารถล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.3 ริกเตอร์
ในเมืองปอร์โตแปง คาดมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก (ภาพจากเอพี)


วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:06:42 น.
มติชนออนไลน์

โศกนาฎกรรมแรกปีเสือดุ "เฮติ"แผ่นดินไหว7.3ริกเตอร์ ทำเนียบ ปธน-
ตึกถล่มเพียบคาดคนตายติดใต้:ซากนับพัน


แผ่นดินไหว"เฮติ" เตือนภัยสึนามิประเทศแถบแคริบเบียน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค.​ตามเวลาท้องถิ่น
เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ประเทศเฮติ เมืองปอร์โตแปง เมืองหลวง ทำให้ต้องประกาศเตือนภัยสึนามิประเทศ
ในแถบทะเลแคริบเบียน แต่ล่าสุดได้ประกาศยกเลิกแล้ว

ขณะที่สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ​วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.3 ริกเตอร์ศูนย์กลางอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 10 ไมล์ ​
หรือ 16 กิโลเมตรและลึกลงไปใต้ดิน 6 ไมล์ ซึ่งต้องเฝ้าระวังการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในเฮติบางส่วนของประเทศคิวบา
โดมินิกันรีพับลิก และ บาฮามาส

"โอบามา"เห็นใจทำเนียบปธน.ถล่ม

นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯกล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวและบอกว่ากำลัง
จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กับพร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือทั้งนี้ มีรายงานว่า
อาคารจำนวนมากพังทลายรวมทั้งทำเนียบประธานาธิบดีเฮติและอาคารที่ทำการรัฐบาลหลายหลังและ
โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเพชั่นวิลล์เมืองเชิงเขาในกรุงปอร์โตแปรงซ์

สำนักข่าวบีบีซีอ้างรายงานของนักข่าวรอยเตอร์ว่า อาจทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
ติดอยู่ใต้อาคารที่ถล่ม ลงมาขณะที่นายคาเรลซาเลนกา ผู้แทนหน่วยบรรเทาภัยพิบัติคาดว่าจะมียอดผู้เสียชีวิตนับพันราย


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263346843&grpid=01&catid=

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 08:40:17 น.
มติชนออนไลน์







โศกนาฎกรรมแรกปีเสือดุ แผ่นดินไหว7.0ริกเตอร์เขย่าเฮติ คาดคนตายเพียบ ปธน.-ภริยาปลอดภัย

"เฮติ"แผ่นดินไหวรุนแรง7.0ริกเตอร์ก่อนอาฟเตอร์ช็อคอีก คาดตึกถล่มทับร่างผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตเพียบ
ทำเนียบฯพังแต่ปธน.-ภริยาปลอดภัย "โอบามา"เสียใจพร้อมจับตาดูเหตุการณ์ใกล้ชิด สหรัฐฯ-ยูเอ็น
เริ่มหาทางช่วยเหลืออย่างเต็มที่


เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ประเทศเฮติ เมืองปอร์โตแปง เมืองหลวง เวัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอร์
และเกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมาอีก 3 ครั้ง เมื่อเวลา 16.53 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 04.53 น. ในประเทศไทย


สหรัฐฯ-ยูเอ็นเริ่มหาทางช่วยเหลือ"เฮติ"

ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า กระทรวงต่างประเทศ,
องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (ยูเอส-เอด)
และศูนย์บัญชาการภาคพื้นทางใต้ของสหรัฐ (เซาท์คอม) กำลังเริ่มทำงานเพื่อประสานความร่วมมือ
ในการประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือเฮติ หลังเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง


ด้านนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า หน่วยงานของรัฐบาลอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล
เกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น รวมถึงเสนอให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อเฮติและที่อื่นๆในภูมิภาค
ทั้งกำลังคนฝ่ายพลเรือน เจ้าหน้าที่บรรเทาภัยพิบัติของกองทัพ หรือการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมอื่นๆ


ขณะที่นายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดี ในฐานะทูตพิเศษของสหประชาชาติประจำเฮติ กล่าวว่า
หน่วยงานของเขาและระบบอื่นๆ ของสหประชาชาติ กำลังจับตาสถานการณ์เช่นกัน และจะทำทุกอย่าง
เท่าที่ทำได้เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวเฮติ เช่นเดียวกับ นายแบร์กนารด์ คุชแนร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ
ของฝรั่งเศส กล่าวว่า ฝรั่งเศสเตรียมจะจัดส่งความช่วยเหลือไปยังเฮติ


สเตฟานี บังเกอร์ โฆษกของสำนักงานของสหประชาติเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรม (OCHA)
กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสบปัญหาในการติดต่อกับหน่วยงานของสหประชาชาติในพื้นที่
เนื่องจากระบบการติดต่อสื่อสารจะล่มเพราะแผ่นดินไหว


เผย"ปธน.เฮติ-สตรีหมายเลข1"ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว

นายเรย์มอนด์ อัลซิด โจเซฟ เอกอัครราชทูตเฮติประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า
ประธานาธิบดีเรเน่ เปรวัลของเฮติกับภริยา ไม่ได้รับอันตรายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์
โดยนางเอลิซาเบ็ธ เดอบรอสส เดลาตูร์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ได้ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเขาในสหรัฐ
และยืนยันว่าทั้งคู่ยังปลอดภัยดี แต่ทำเนียบประธานาธิบดีกับอาคารกระทรวงพาณิชย์ในกรุงปอร์โตแปรงซ์
ได้รับความเสียหายหนัก

แผ่นดินไหว"เฮติ"เตือนภัยสึนามิประเทศแถบแคริบเบียน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่าศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯรายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค.​ตามเวลาท้องถิ่น
เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ประเทศเฮติ เมืองปอร์โตแปง เมืองหลวง เมื่อเวลา 16.53 น. ตามเวลาท้องถิ่น
หรือเวลา 04.53 น. ในประเทศไทย ทำให้ต้องประกาศเตือนภัยสึนามิประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน
แต่ล่าสุดได้ประกาศยกเลิกแล้ว

ขณะที่สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ​วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอร์ และเกิดอาฟเตอร์ช็อค 3 ครั้ง
ศูนย์กลางอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 10 ไมล์ ​หรือ 16 กิโลเมตร และลึกลงไปใต้ดิน 6 ไมล์
ซึ่งต้องเฝ้าระวังการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในเฮติ บางส่วนของประเทศคิวบา โดมินิกันรีพับลิก และ บาฮามาส

"โอบามา"เห็นใจทำเนียบปธน.ถล่ม

นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว
และบอกว่ากำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กับพร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ มีรายงานว่า
อาคารจำนวนมากพังทลาย รวมทั้งทำเนียบประธานาธิบดีเฮติและอาคารที่ทำการรัฐบาลหลายหลัง
และโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเพชั่นวิลล์ เมืองเชิงเขาในกรุงปอร์โตแปรงซ์

ด้านกงสุลใหญ่เฮติประจำนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวทำให้การสื่อสารถูกตัดขาด

สำนักข่าวบีบีซีอ้างรายงานของนักข่าวรอยเตอร์ว่า อาจทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
ติดอยู่ใต้อาคารที่ถล่มลงมา ขณะที่นายคาเรล ซาเลนกา ผู้แทนหน่วยบรรเทาภัยพิบัติ
คาดว่าจะมียอดผู้เสียชีวิตนับพันราย


สำหรับเฮติ (Haiti)มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐเฮติ (Republic of Haiti) เคยเป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส
ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ บนเกาะฮิสปันโยลาในทะเลแคริบเบียน โดยมีเกาะเล็ก ๆ ใกล้เคียงด้วย คือ
ลาโกนาฟว์ (La Gonâve) ลาตอร์ตู (La Tortue) เลกาเยอมีต (Les Cayemites) อีลาวาช (Île à Vache)
ลากรองด์เก (La Grande Caye) และนาวาส (Navasse) โดยประเทศเฮติแบ่งครึ่งเกาะฮิสแปนิโอลากับ
สาธารณรัฐโดมินิกัน มีพื้นที่ 10,714 ตารางไมล์ (27,750 ตารางกิโลเมตร) มีเมืองหลวงคือกรุงปอร์โตแปรงซ์


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Jan 13, 2010 1:34 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:24 am

เกิดกลียุคชาวเฮติออกมาปล้นสะดมภ์

วันพุธที่ 13 มกราคม 2553

คมชัดลึก :รมต.ฝรั่งเศสระบุมีคนสูญหายกว่า 200 คน ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ถล่มจากแผ่นดินไหวที่เฮติ
ส่วนชาวเกาหลีใต้หาย 7 คน เกิดกลียุคชาวเฮติออกมาปล้นสะดมภ์ นักวิทยาศาสตร์เคยเตือนอาจเกิดแผ่นดินไหว
ครั้งใหญ่บนเกาะฮิสปานิโอลา

(13ม.ค.) นายอแลง โจยันเดต์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีฝ่ายความร่วมมือของฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์
สถานีวิทยุยุโรป 1 ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศสว่า มีผู้สูญหายประมาณ 200 คนหลังจากโรงแรมมอนตาน่า
อันเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว และเป็นที่พักของชาวฝรั่งเศส ที่ทำงานอยู่ในกรุงปอร์โต แปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ
ได้เกิดพังทลายลงมา หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริคเตอร์ ในวันนี้ที่ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อคหลายระลอก
นายโจยันเดย์กล่าวว่าเป็นที่ทราบกันว่า มีคนในโรงแรมประมาณ 300 คนตอนที่เกิดถล่ม พบว่ามีเพียงประมาณ 100 คนเท่านั้น
ที่ออกมาได้ เขากล่าวด้วยว่า สถานฑูตฝรั่งเศสในกรุงปอร์โตแปรงซ์ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวเช่นกัน
และว่ามีชาวฝรั่งเศสไปชุมนุมกันที่นั่นประมาณ 60 คนแล้ว และคนอื่นๆกำลังทยอยกันไปที่นั่นเพิ่มมากขึ้น
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงว่า นับจนถึงเวลา 15.00 น.ของบ่ายวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น
พบว่ามีชาวเกาหลีใต้ทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยว หรือที่พักอยู่ที่เฮติจำนวน รวมประมาณ 70 คน ซึ่งในจำนวนนี้ยังสูญหาย
ไป 7 คนหลังแผ่นดินไหว ซึ่งรวมทั้งนักธุรกิจ 7 คน ที่อยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ถล่มลงมาเพราะแผ่นดินไหว กับอีก 3 คน
ที่อยู่นอกเมืองหลวง ขณะที่สามารถยืนยันได้ว่ามีชาวเกาหลีใต้ที่รอดปลอดภัยประมาณ 60 คน
รวมทั้งทหารหญิงคนหนึ่งในกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ

เกิดกลียุคชาวเฮติออกมาปล้นสะดมภ์
รายงานข่าวระบุว่าเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ฝูงชนได้พากันไปหยิบฉวยข้าวของจากซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง
ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ที่ได้รับความเสียหายอาคารพังจากแผ่นดินไหว มีรายงานด้วยว่าสถานทูตไต้หวันได้รับความเสียหาย
และตัวเอกอัครราชทูตได้รับบาดเจ็บต้องถูกนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่บรรยากาศภายในเมืองหลวงที่ได้รับความเสียหายหนัก
จากแผ่นดินไหว ครั้งยังคงเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน ยังมีศพนอนเกลื่อนอยู่ตามถนน และมีผู้คนที่ยังติดอยู่
ใต้ซากปรักหักพังอีกเป็นจำนวนมาก และระบบการสื่อสารก็ยังใช้งานไม่ได้ ผู้คนหลายพันคนต้องไปอาศัยนอนอยู่
ตามลานสาธารณะเมื่อคืนนี้ ขณะที่บรรดาผู้บาดเจ็บยังคงนั่งกันอยู่ตามท้องถนนเพื่อรอความช่วยเหลือ
แต่โรงพยาบาลซึ่งส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายก็ไม่สามารถรับมือกับผู้บาดเจ็บ เหล่านี้ได้ ผู้สื่อข่าวของเอพีรายงาน
จากกรุงปอร์โตแปรงซ์ว่า ความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 200 ปีที่เกิดขึ้นในชาติที่ยากจนที่สุดครั้งนี้
ยิ่งซ้ำเติมชะตากรรมของชาวเฮติที่ ต้องเจอกับภัยพิบัติและโศกนาฎกรรมมาครั้งแล้วครั้งเล่า
แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาด 7 ริคเตอร์ และอาฟเตอร์ช็อคหลายระลอก ทำให้อาคารบ้านเรือนพังทลายหลายพันหลัง
มีบ้านเรือนพังเสียหายทั่วทั้งเมืองหลวง และยังมีฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในอากาศแม้แผ่นดินไหวจะผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง
ทางการเฮติยังไม่สามารถประเมินความเสียหายครั้งนี้ได้ และยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บที่แน่ชัด
มีรายงานว่ามีประชาชนหลายแสนคนที่สูญเสียบ้านเรือน โครงสร้างอาคารจำนวนมากตกอยู่ในอันตราย ช่างภาพเอพีรายงานว่า
มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขต เพชั่นวิลล์ ที่พังถล่มลงมา

นักวิทยาศาสตร์เคยเตือนอาจเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
นักวิทยาศาสตร์ 5 คนเคยเสนอรายงานในการประชุมทางธรณีวิทยาของพื้นที่แถบทะเลแคริบเบียนครั้งที่ 18
ที่กรุงซานโต โดมิงโกของสาธารณรัฐโดมินิกันเมื่อเดือนมีนาคมปี 2551 ระบุว่า บริเวณรอยเลื่อนของเปลือกโลก
ทางด้านใต้ของเกาะฮิสปานิโอลามีความเสี่ยงทำให้ เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้ง 7 ริกเตอร์
ในเฮติเมื่อวาน ซึ่งเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 200 ปีของประเทศ ก็อยู่ในแนวรอยเลื่อนดังกล่าว ที่ชื่อว่า
เอ็นริกิลโย-เพลนเท่น การ์เด้นด้วย พอล มานน์ นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันธรณีฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยเท็กซัส
ให้สัมภาษณ์เมื่อวานว่า พวกเขาเป็นห่วงเกี่ยวกับรอยเลื่อนดังกล่าว เพราะมันสามารถอยู่อย่างสงบนิ่งได้หลายร้อยปี
ทำให้ยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อไหร่ ผลการศึกษาของมานน์และเพื่อนๆสอดคล้องกับรายงานของ
นักธรณีวิทยา 2 คนซึ่งเคยตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยทางธรณีฟิสิกส์เมื่อปี 2547 ที่ระบุว่า พบความเสี่ยงมากขึ้นว่า
จะเกิดแผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อน เซพเทนทริโอนัล ที่เป็นแนวยาวจากหุบเขา ซีบาวในสาธารณรัฐโดมินิกัน
ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่มักเกิดแผ่นดินไหว ขณะเดียวกันไมเคิล บลันเพด ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการอันตรายจากแผ่นดินไหว
ของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐ เปิดเผยว่า เกาะฮิสปานิโอลาตั้งอยู่ระหว่างแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ
และแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียน และการกระทบกันของแผ่นเปลือกโลกทั้งสอง ทำให้เกิดแผ่นดินไหว
นอกจากนี้ฮาร์ลีย์ เบนซ์ จากสำนักสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐ บอกว่า เป็นที่เชื่อกันว่า รอยเลื่อนเอ็นริกิลโย เพลนเท่น-การ์เด้น
เคยเป็นต้นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถึง 7 ครั้งระหว่างปี 2161-2403 ส่วนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดบนกาะฮิสปานิโอลา
เกิดขึ้นในปี 2489 วัดความรุนแรงได้ 8.1 ริกเตอร์ ทำให้เกิดสึนามิ และมีผู้เสียชีวิต 1,790 คน โดยจุดศูนย์กลางเกิดขึ้นในโดมินิกัน
และได้ส่งผลกระทบไปถึงเฮติ ขณะที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในกรุงปอร์โตแปรงซ์เท่าที่บันทึกไว้ได้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2313

แผ่นดินไหว7.0-ทำเนียบปธน.เฮติถล่ม

วันพุธที่ 13 มกราคม 2553


คมชัดลึก :ทำเนียบประธานาธิบดีเฮติถล่ม หลังแผ่นดินไหว 7.0 ริคเตอร์ตามด้วยอาฟเตอร์ช็อครุนแรง
และมีคำเตือนสึนามิ ฑูตเฮติฯระบุ ประธานาธิบดีกับภรรยาปลอดภัยหลังทำเนียบถล่มจากแผ่นดินไหว

(13ม.ค.) ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐฯ กล่าวแสดงความเสียใจและบอกว่ากำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
กับพร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด7.0 ริคเตอร์ที่สั่นสะเทือนเฮติ ประเทศหมู่เกาะยากจน
ในทะเลแคริบเบียนเมื่อวันอังคาร ซึ่งมีรายงานอาคารจำนวนมากพังทลาย รวมทั้งทำเนียบประธานาธิบดีเฮติ
กับอาคารที่ทำการรัฐบาลหลายหลัง และโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเพชั่นวิลล์ เมืองเชิงเขาในกรุงปอร์โตแปรงซ์
สร้างความเสียหายและความตื่นตระหนกเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐนายหนึ่งรายงานว่าเห็นบ้านหลายหลัง
พังถล่มลงไปในหุบเขาลึกที่มีลำธาร สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ปรับลดระดับความรุนแรงลง
หลังจากในตอนแรกวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้ 7.3 ริคเตอร์ โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นห่างกรุงปอร์โตแปรงซ์
16 กิโลเมตร และเมืองเพชันวิลล์ 27 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 8 กิโลเมตร สำหรับเมืองเพชันวิลล์เป็นย่านหรูหรา
อันเป็นที่พักของบรรดานักการฑูตต่างชาติ กับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ และชาวเฮติผู้มีฐานะดี
สำนักข่าวเอเอฟพีสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ เฮติปาล ที่บอกว่าอาคารสาธารณะทั่วเมืองหลวงถล่มลงมาทั้งหมด
รวมทั้งทำเนียบประธานาธิบดี อาคารกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณูปโภค กระทรวงสื่อสารและวัฒนธรรม
รวมทั้งอาคารรัฐสภา และมหาวิหารแห่งหนึ่ง การติดต่อสื่อสารที่ขัดข้อง ทำให้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
แต่มีการออกคำเตือนภัยสึนามิในทันที หลังเกิดแผ่นดินไหว เมื่อ เวลา 21.53 น. คืนที่ผ่านมาตามเวลามาตรฐานสากล
ซึ่งแผ่นดินสั่นสะเทือนนานกว่า 1 นาที และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ก็เกิดอาฟเตอร์ ช็อครุนแรงขนาด 5.9 และ 5.5
ริคเตอร์ตามมา ทำให้มีการเตือนภัยสึนามิสำหรับเฮติ คิวบา หมู่เกาะบาฮามาส และสาธารณรัฐโดมินิกัน
ขณะที่รู้สึกได้ถึงแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านคือสาธารณรัฐโดมินิกันกับคิวบาด้วย ประชาชนที่ตื่นตระหนกหลายคน
ในกรุงซานโต โดมิงโก้พากันวิ่งหนีออกจากอาคารที่สั่นไหว
สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯหรือ USGS ปรับลดระดับความรุนแรงลง หลังจากในตอนแรกวัดความรุนแรง
ของแผ่นดินไหวได้ 7.3 ริคเตอร์ โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นห่างจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ 16 กิโลเมตร และเมืองเพชันวิลล์
27 กิโลเมตรที่ระดับความลึก8 กิโลเมตร สำหรับเมืองเพชันวิลล์เป็นย่านหรูหราอันเป็นที่พักของบรรดานักการฑูตต่างชาติ
กับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ และชาวเฮติผู้มีฐานะ นายเรย์มอนด์ อัลซิด โจเซฟ เอกอัครราชฑูตเฮติประจำสหรัฐ
แสดงความเห็นทางสถานีโทรทัศน์CNN ของสหรัฐว่า เป็นหายนะภัยครั้งใหญ่ เขาหัวใจสลายหลังจากเพิ่งได้สนทนา
ทางโทรศัพท์กับนายฟริตว์ ลองแชมป์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ของประธานาธิบดีเรเน่ เปรวาล ที่บอกว่าความเสียหาย
ร้ายแรงมาก และเกิดความสับสนทั่วไปหมด นายโจเซฟกล่าวว่า
นายลองแชมป์ต้องจอดรถยนต์เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนและลงเดิน เขาเห็นอาคารพังทลายตลอดสองข้างถนน
บริเวณใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีขณะที่ตัวเขายังไม่ทราบว่าจะเดินถึงบ้านเมื่อใดและจะพบบ้านหรือไม่
เพราะยังมีสะพานแห่งหนึ่งที่เขาจะต้องข้ามก่อนไปถึงบ้านด้วย แต่หลังจากนั้น ก็ไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้อีก
ด้านนายเรย์มอนด์ อัลซิด โจเซฟ เอกอัครราชฑูตเฮติประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ เปิดเผยกับโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นว่า
ประธานา ธิ บดีเรเน่ เปรวัลของเฮติกับภรรยา ไม่ได้รับอันตรายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริคเตอร์ ที่ถล่มเฮติ
เมื่อเช้ามืดวันอังคาร โดยเขากล่าวว่านาง เอลิซาเบ็ธ เดอบรอสส เดลาตูร์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง
ได้ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเขาในสหรัฐและยืนยันว่าทั้งคู่ยังปลอดภัยดี

แต่ทำเนียบประธานาธิบดีกับอาคารกระทรวงพาณิชย์ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ได้รับความเสียหายหนัก
นายโจเซฟคาดว่ามีความเสียหายรุนแรงอย่างหนักจากแผ่นดินไหวที่ ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อคหลายระลอก
และคำเตือนสึนามิ เขากลาวว่าหากทำเนียบประธานาธิบดีและอาคารรัฐบาลพังทลายก็จินตนากดารณืได้ว่าเกิดอะไรขึ่นบ้าง
กับอาคารตามเชิงเขารอบๆเมืองหลวง เขากล่าวด้วยว่า เขาได้เตือนมานานแล้วเรื่องการสร้างอาคารที่ไม่มีการควบคุม
ตามเชิงเขา เขาเคยเขียนบทความเตือนเมื่อหลายปีก่อนว่า "เป็นหายนะภัยที่แค่รอว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดเท่านั้น"
และน่าเศร้าที่มันได้เกิดขึ้นแล้ว เขาคาดว่ายอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจะค่อนข้างสูง

แผ่นดินไหว6.5นอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2553




คมชัดลึก :เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.5 ริคเตอร์ นอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ

(10ม.ค.) สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้เกิดแผนดินไหวขนาด 6.5 ริคเตอร์
ที่นอกชายฝั่งทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเวลา16.27 น.วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น (ราว 07.27 น.เช้านี้ตามเวลาในไทย )
โดยเกิดที่ระดับความลึก 16 กิโลเมตร และเกิดขึ้นห่างจากเมืองเฟิร์นเดลไปทางตะวันตก 35 กิโลเมตร กับห่างจาก
นครซาคราเมนโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 360 กิโลเมตร สื่อท้องถิ่นรายงานอ้างตำรวจเมืองเฟิร์นเดลว่า
อาคารศาลากลางเสียหาย แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ และสำนักงานบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติหรือ NOAA
ระบุว่าไม่มีภัยคุกคามจากสึนามิ ในเหตุแผ่นดินไหวในมหาสมุทรแปซิฟิคครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นห่างจากเมืองยูเรก้า
ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่ง 43 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนรัฐโอเรกอน 177 กิโลเมตร
นายริชาร์ด บัคมาสเตอร์ นักธรณีวิทยาของ USGS เปิดเผยว่า รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนไปไกลสุดทางใต้
ถึงเมืองคาปิโตล่าในภาคกลางของรัฐแคลิฟอร์เนีย และเหนือสุดที่เมืองทิลเลอร์ ในตอนกลางของรัฐโอเรกอน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ พื้นที่แถบอ่าวซานฟรานซิสโก สั่นไหวด้วยแผ่นดินไหวไม่รุนแรงสองครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Jan 13, 2010 4:19 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:45 am



กราฟิกแสดงแผ่นดินไหวในเฮติ

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004619

แผ่นดินไหวรุนแรงในเฮติ เตือนภัยสึนามิ-บ้านเรือนพังยับ

13 มกราคม 2553 06:38 น.

เอเอฟพี - เกิดแผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ราว 7.0 ริกเตอร์ เขย่าเฮติ ประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน
เมื่อวันอังคาร(12) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคาร บ้านหลายหลังพังถล่มลงมา ก่อความตื่นกลัวและ
จุดชนวนเตือนภัยสึนามิ แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ


ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือนยาวนานกว่า 1 นาทีและไม่กี่นาทีให้หลัง
ก็เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกสองครั้ง ซึ่งวัดความรุนแรงได้ 5.9 และ 5.5 ริกเตอร์

ด้านสำนักงานธรณีวิทยาของสหรัฐฯ ระบุว่าในเบื้องต้นวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวซึ่งเกิดขึ้น ณ เวลา 21.53 จีเอ็มที
(04.53 น. ตามเวลาในเมืองไทย) ได้ 7.3 ริกเตอร์ โดยมีจุดศูนย์กลางห่างจากเมืองคาร์ฟูร์เพียง 14 กิเลโมตรและ
เมืองเพชันวิลล์ 27 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้พื้นดิน 10 กิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพีในเมืองเพชันวิลล์รายงานว่ามีตึก 3 ชั้นแห่งหนึ่งพังถล่มลงมาและรถไถเข้าไปยังที่เกิดเหตุ
เพื่อช่วยเหลือเหยื่อ ที่ติดอยู่ใต้ซากตึก ขณะที่ผู้คนต่างหนีตายออกมาอยู่บนท้องถนน

ละแวกพื้นที่เกิดเหตุเป็นที่ตั้งของบ้านพักของเหล่านักการทูตต่างชาติและตัวแทนของสหประชาชาติซึ่งประจำอยู่
ณ ประเทศแห่งนี้

มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ สำหรับเฮติ คิวบา บาฮามาสและสาธารณรัฐโดมินิกัน พร้อมทั้งคาดหมายว่า
หากมีสึนามิเกิดขึ้นจริง คลื่นลูกแรกจะเข้าเล่นงานเฮติในเวลาไม่นานนัก

เรย์มอนด์ อัลซิเด โจเซฟ ทูตสหรัฐฯประจำเฮติ เปิดเผยซีเอ็นเอ็นว่าเขาได้พูดคุยกับผู้ช่วยของประธานาธิบดีเฮติ
ซึ่งบรรยายสถานที่เกิดเหตุนี่คือหายนะและเต็มไปด้วยความสับสน

"เขาจอดรถเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนและเดินสำรวจตามท้องถนน เขาบอกว่าบ้านหลายหลังทั้งซ้ายและขวาของถนน
พังถล่มลงมา" โจเซฟ กล่าว

อนึ่ง เฮติ ชาติที่ยากจนที่สุดในทวีปอเมริกา ต้องประสบกับหายนะหลายระลอกช่วงไม่นานที่ผ่านมา
โดยเฉพาะภัยร้ายจากเฮอร์ริเคนในปี 2008 ที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004639

คาดยอดตายธรณีพิโรธเฮติหลายร้อย-อาคาร สนง.รัฐบาลเสียหายหนัก

13 มกราคม 2553 09:28 น.


อาคารที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวรุนแรง


ประชาชนแตกตื่น


แพทย์ท้องถิ่นคาดมียอดผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

เอเอฟพี - แพทย์ในท้องถิ่นคาดน่าจะมีประชาชนหลายร้อยคนเสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว รุนแรง 7.0 ริกเตอร์
ที่ถล่มกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศเฮติ ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดี และอาคารสำนักงานรัฐบาล
หลายแห่งในประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียนแห่งนี้ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก


แพทย์คนหนึ่ง ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่แขนซ้ายและเนื้อตัวเปื้อนเลือดกล่าวคาดการณ์ว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง
ซึ่งมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาถึง 3 ครั้ง และต้องประกาศเตือนภัยสึนามิในทันที น่าจะมีจำนวนมากหลายร้อยคนทีเดียว

ขณะที่รถของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และของยูเอ็นกำลังลำเลียงขนส่งผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาตัว

ด้านกรุงวอชิงตัน โดยกระทรวงการต่างประเทศแถลงแสดงความกังวลว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
จากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ โดยพีเจ ครอว์ลีย์ โฆษกกระทรวงระบุว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ
คอยรายงานความคืบหน้าจากสถานที่เกิดเหตุรอบกรุงปอร์โตแปรงซ์แล้ว

ส่วนการติดต่อไปยังประเทศหมู่เกาะ ที่ยากจนที่สุดในซีกโลกตะวันตกแห่งนี้ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

นักข่าวสถานีโทรทัศน์เฮติปอลของเฮติ ซึ่งถูกสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากกรุงปอร์โตแปรงซ์เผยว่า
อาคารสำนักงานของภาครัฐหลายแห่งทั่วเมืองหลวงได้รับความเสียหายอย่างหนัก

"ทำเนียบประธานาธิบดี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคมและวัฒนธรรม ทั้งหมด
ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว" นักข่าวคนดังกล่าวระบุ โดยเสริมว่าอาคารรัฐสภาและโบสถ์ในเมืองหลวง
ก็พังทลายเช่นเดียวกัน

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติประจำเฮติเผยว่า เจ้าพนักงานของยูเอ็นหลายคนสูญหายไป
หลังเกิดเหตุธรณีพิโรธ ซึ่งได้สร้างความเสียหายร้ายแรงแก่สำนักงานใหญ่ยูเอ็นในเฮติด้วย

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004884

ประมวลภาพ: แผ่นดินไหวถล่มเฮติ คาดตายเป็นเบือ

13 มกราคม 2553 14:27 น.



เอเจนซี/เอเอฟพี - ทีมงาน "เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์" ประมวลภาพความเสียหาย จากแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์
ถล่มกรุงปอร์โตแปรงซ์ ประเทศเฮติ เมื่อเวลา 21.53 น. วันอังคาร(12) ตามเวลามาตรฐานสากล หรือเวลา 04.53 น.
วันนี้ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนั้นยังเกิดแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหว หรืออาฟเตอร์ช็อก
ตามมาอีกหลายระลอกด้วย


ภาพจากสื่อต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า เฮติได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารบ้านเรือน ตลอดจนที่ทำการของรัฐบาล
รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดีก็ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม จนถึงขะณี้ยังไม่มีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด
แต่แพทย์ท้องถิ่นคาดว่า น่าจะมีหลายร้อยคน ล่าสุด เอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีเรเน่ เพรวาล ผู้นำเฮติ
รอดชีวิตหวุดหวิดจากคำยืนยันของเอกอัครราชทูตเฮติประจำเม็กซิโก ซึ่งระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้ร้ายแรงอย่างยิ่ง


อาคารบ้านเรือนถล่มลงมาจากแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ ซึ่งนับว่ารุนแรงมาก


เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือหญงสาวที่อยู่ในอาคาร


ประธานาธิบดีเรเน่ เพรวาล อยู่ในทำเนียบ และโชคดีรอดชีวิตมาได้












อาคารต่างๆ แตกร้าวจำนวนมาก



http://neic.usgs.gov/neis/last_event/world_haiti.html

http://www.cnn.com/2010/WORLD/americas/01/12/haiti.earthquake/index.html

http://news.bbc.co.uk/2/hi/americas/8455629.stm

http://www.nytimes.com/2010/01/13/world/americas/13haiti.html


Haiti’s damaged National Palace.

http://www.nytimes.com/slideshow/2010/01/13/world/20100113-HAITI_index.html










http://www.haitixchange.com/index.php/hx/Articles/possibilty-of-earthquake-in-port-au-prince/


Possibilty of Earthquake in Port-au-Prince?

Oct 11, 2008
Posted
By:CoolP

A recent article in Haiti’s Le Matin newspaper has quoted 65 year old geologist and former professor
at the Geological Institute of Havana, Patrick Charles, as stating that “conditions are ripe for major seismic
activity in Port-au-Prince. The inhabitants of the Haitian capital need to prepare themselves for an event
which will inevitably occur...”
According to him, the danger is imminent. He ads “Thank God that science has provided instruments that
help predict these types of events and show how we have arrived at these conclusions.”

According to Patrick Charles, Port-au-Prince is traversed by a large fault which is part of the Enriquillo Fault Zone.
The fault starts in Petionville and follows the Southern Peninsula ending at Tiburon. In 1751 and 1771,
this town was completely destroyed by an earthquake. As proof to his claims, he referred to recent tremors
that have occurred in Petionville, Delmas, Croix des Bouquets, and La Plaine. Minor tremors such as
these usually signal a larger earthquake to come.

Haiti is no stranger to large quakes with the destruction of Palais Sans Souci near the Citadelle in 1842.
It has also been 200 years since any major seismic activity has occurred in Port-au-Prince.
This means that the level of built up stress and energy in the earth could one day be released resulting
in an earthquake measuring 7.2 or more on the Richter Scale. This would be an event of catastrophic proportions
in a city with loose building codes, and an abundance of shanty-towns built in ravines and other undesirable
locations. Even the super-rich may not be immune as many own homes with great views,
but precariously perched on the mountainsides above Petionville, on ground which is also susceptible to landslides.

Although city officials often discuss this, it is noted that no measures have been put into place to
address the situation. Mr. Charles mentions the following devastating scenarios: A giant tsunami reaching
all the way to Lake Azuéi (aka Étang Saumâtre) flooding La Plaine, and the complete destruction of Morne l’Hopital
which is currently dotted with flimsy shantytowns. If we thought the recent back-to-back hurricanes were
devastating, they surely will pale in comparison to a major earthquake in the densely populated Haitian capital.

Is this all scientific rhetoric, or something that Haitian officials should take seriously?
Participate in the poll and say what you want. Di sa’w vle!

Read Article in Le Matin:

HAÏTI/ MENACE DE CATASTROPHE NATURELLE / Risque sismique élevé sur Port-au-Prince

http://www.lematinhaiti.com/Article.asp?ID=14646

The population of Port-au-Prince is very dense and would result in many casualties if a strong earthquake were to hit.



The city is full of shantytowns built in ravines and on mountainsdes which would not fare well if disaster struck.



This picture from Mòn Kabrit shows La Plaine and
Étang Saumâtre in the background. Patrick Charles believes a large
tsunamui could completly inundate this area if a big quake struck.




Map of northern Caribbean plate bounderies.



http://www.sciencedaily.com/releases/2005/02/050205102502.htm


3-D view of the Puerto Rico Trench. (Image Credit: Christopher Polloni,
USGS and Jack Cook, Woods Hole Oceanographic Institution)

http://www.sciencedaily.com/releases/2005/02/050205102502.htm
Major Caribbean Earthquakes And Tsunamis A Real Risk

ScienceDaily (Feb. 8, 2005) — A dozen major earthquakes of magnitude 7.0 or greater have occurred in
the Caribbean near Puerto Rico, the U.S. Virgin Islands and the island of Hispaniola, shared by Haiti and
the Dominican Republic, in the past 500 years, and several have generated tsunamis.
The most recent major earthquake, a magnitude 8.1 in 1946, resulted in a tsunami that killed a reported 1,600 people.

With nearly twenty million people now living in this tourist region and a major earthquake occurring on
average every 50 years, scientists say it is not a question of if it will happen but when. They are calling for
the establishment of tsunami early warning systems in the Caribbean Sea, Gulf of Mexico and Atlantic Ocean,
and better public education about the real tsunami threats in these regions.

In a new study published December 24, 2004 in the Journal of Geophysical Research from
the American Geophysical Union, geologists Uri ten Brink of the U.S. Geological Survey in Woods Hole
and Jian Lin of the Woods Hole Oceanographic Institution (WHOI) report a heightened earthquake risk
of the Septentrional fault zone, which cuts through the highly populated region of the Cibao valley in
the Dominican Republic. In addition, they caution, the geologically active offshore Puerto Rico
and Hispaniola trenches are capable of producing earthquakes of magnitude 7.5 and higher.
The Indonesian earthquake on December 26, which generated a tsunami that killed (to date)
an estimated 150,000 people, came from a fault of similar structure, but was a magnitude 9.0,
much larger than the recorded quakes near the Puerto Rico Trench.

The Puerto Rico Trench, roughly parallel to and about 75 miles off the northern coast of Puerto Rico,
is about 900 kilometers (560 miles) long and 100 kilometers (60 miles) wide. The deepest point in the Atlantic Ocean,
the trench is 8,340 meters (27,362 feet) below the sea surface. The Hispaniola Trench parallels the north coast of
the Dominican Republic and Haiti, and is 550 kilometers (344 miles) long and only 4,500 meters (14,764 feet) deep.

Earthquakes typically occur near faults or fractures in the Earth's crust where rock formations,
driven by the movements of the crustal or tectonic plates that make up the Earth's surface,
grind slowly past each other or collide, building up stress. At some point, stress overcomes friction and
the rocks slip suddenly, releasing seismic energy in the form of an earthquake, which drops the stress in one area
but raises the stress elsewhere along the fault line. Eighty percent of earthquakes on Earth occur on the sea floor
and most of them along the plate boundaries.

Hispaniola, Puerto Rico and the U.S. Virgin Islands sit on top of small crustal blocks that are sandwiched
between the North American and Caribbean plates. The island of Hispaniola faces a double risk:
an earthquake from the Septentrional fault on the island itself as the plates move past each other,
and an earthquake deep in the earth in the subduction zone on which the island sits.
Both could cause severe damage and loss of life, although the researchers say an earthquake in
the subduction zone could be more devastating and has the potential to cause a tsunami.

The two scientists studied the geology of the northern Caribbean plate boundary, looked at historical
earthquake data in the region, and used three-dimensional models to calculate the stress changes in and
near the trenches after each earthquakes. Ten Brink, who is also an adjunct scientist at WHOI,
and Lin say stress has increased for the Hispaniola area, and that the potential threat of earthquakes and
resulting possible tsunamis from the Puerto Rico and Hispaniola trenches is real and should be taken seriously.
In addition to establishing warning systems and informing the public about the risk,
they call for improved documentation of prior earthquake and tsunami events and better estimates of future threats
from the Puerto Rico and Hispaniola trenches through underwater studies.

"Every earthquake has its own character," says Lin, who has studied mid-ocean ridges, hotspots and
undersea volcanoes as well as earthquakes in Southern California, China and the Pacific.
"And not all earthquakes generate tsunamis, which form when large areas of the seafloor rise or drop suddenly,
causing the ocean above them to move. Many factors come into play in tsunami formation, including the size
and type of an earthquake and how much the quake has ruptured the seafloor."

Lin, a senior scientist and a marine geophysicist in the WHOI Geology and Geophysics Department, says that
each time an earthquake occurs on the offshore Puerto Rico and Hispaniola trenches, it adds stress to
the Septentrional fault zone on Hispaniola. Since the fault is in a highly populated region and is capable of generating
magnitude 7.7-7.9 earthquakes, the public should be educated about the risk of this earthquake prone area.

The region has a long history of destructive earthquakes. Historical records show that major earthquakes
have struck the Puerto Rico, Virgin Islands region many times during the past 500 years although the locations
and sizes of events that occurred more than a few decades ago are poorly known. Major earthquakes,
greater than magnitude 7.0, damaged Puerto Rico in 1670, 1787, 1831, 1844, 1846, 1865, 1867, 1875,
1890, 1906, 1918, 1943 and 1946. The 1867,1918 and 1946 earthquakes were accompanied by destructive tsunamis.

"Our results indicate that great subduction zone earthquakes, which often occur in the deep trenches off shore,
have the potential to add stress or trigger earthquakes on other types of faults on the nearby islands," Lin says.
"We don't want people to overreact, just make them aware of the potential risk of such rare and yet deadly events
so they are prepared. It is similar to knowing about hurricanes or tornadoes and being prepared to react
when one is coming."

Ten Brink, who studies earthquakes, tsunamis and geology in the Caribbean and Puerto Rico region,
and has studied earthquake hazards in the Dead Sea in the Middle East, says there are a number of possible sources
for tsunamis in the Caribbean. "The threat of major earthquakes in the Caribbean, and the possibility of
a resulting tsunami, are real even though the risks are small in the bigger picture," ten Brink said.
"Local earthquakes, such as from the fault on Hispaniola, or effects from distant earthquakes can be severe.
Landslides and volcanic eruptions can also cause major earthquakes and potential tsunamis in this region.
It has happened before, and it will happen again." He cautions that the threat of submarine landslides near
Puerto Rico is real and residents and tourists, including those on cruise ships, would have very little warning
given the close proximity to shore. However, the risk is small and should be put into perspective.

The Puerto Rico Trench, which is capable of producing earthquakes of magnitude 7 to 8 or greater, faces north and
east into the Atlantic Ocean. There are few land areas or islands to block a tsunami generated near the Puerto Rico
Trench from entering the Atlantic Ocean. The direction of the waves would depend on many factors,
including where in the trench the earthquake occurred.

Long-term ocean observatories, new generations of seismic and oceanographic sensors, and information technologies
offer great promise to earthquake and tsunami research, Lin says. He and colleague Dezhang Chu of the WHOI
Applied Ocean Physics and Engineering Department received WHOI seed funding in 2004 to develop a new technology
to measure seafloor change, which could be a step forwards in understanding the processes that trigger underwater
earthquakes and tsunamis.

Woods Hole Oceanographic Institution (WHOI) is a private, independent marine research and engineering
and higher education organization located in Falmouth, MA. Its primary mission is to understand the oceans
and their interaction with the Earth as a whole, and to communicate a basic understanding of the ocean's role in
the changing global environment. Established in 1930 on a recommendation from the National Academy of Sciences,
the Institution operates the U.S. National Deep Submergence Facility that includes the deep-diving submersible Alvin,
a fleet of global ranging ships and smaller coastal vessels, and a variety of other tethered and autonomous
underwater vehicles. WHOI is organized into five departments, interdisciplinary institutes and a marine policy center,
and conducts a joint graduate education program with the Massachusetts Institute of Technology.


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Jan 13, 2010 4:10 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:49 am

ประเทศสาธารณรัฐเฮติ


ธง


ตราสัญลักษณ์



ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Haiti

ชื่ออย่างเป็นทางการ
สาธารณรัฐเฮติ หรือ Republic of Haiti
ที่ตั้ง
ในแคริบเบียน ด้านตะวันตกมีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐโดมินิกัน
พื้นที่
27,750 ตารางกิโลเมตร พื้นดินเท่ากับ 27,560 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 190 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต
พรมแดนยาว 360 กิโลเมตร ติดกับสาธารณรัฐโดมินิกัน ความยาวชายฝั่งเท่ากับ 1,771 กิโลเมตร
สภาพภูมิประเทศ
เกือบทั้งประเทศมีลักษณะเป็นภูเขาขรุขระ
สภาพภูมิอากาศ
แบบร้อนชื้น ส่วนทางฝั่งตะวันออกอากาศแห้งเนื่องจากมีแนวเขาบังลมสินค้า
ทรัพยากรธรรมชาติ
บอกไซต์, ทองแดง, แคลเซียมคาร์บอเนต, ทองคำ, หินอ่อน, พลังน้ำ
ภัยธรรมชาติ
ประเทศตั้งยู่ตรงกลางแนวเฮอร์ริเคน
จึงเกิดพายุอย่างรุนแรงช่วงเดือนมิถุนายน- ตุลาคม
น้ำท่วมและแผ่นดินไหวเป็นครั้งคราว เผชิญกับภัยแห้งแล้งเป็นระยะๆ
จำนวนประชากร
9,035,536 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏคมคม พ.ศ. 2552)
อัตราการเติบโตของประชากร
1.838% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2552)
สัญชาติ
Haitian (s)
เชื้อชาติ
ผิวดำ 95% คนที่มีเชื้อสายผสมระหว่างคนผิวขาวกับนิโกร และชนผิวขาว 5 %
ศาสนา
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาร์ทอลิก 80%
โปรแตสแตนท์ 16% (แบบติสต์ 10% Pentecostal 4%
แอตเวนทิสต์ 1% อื่นๆ 1%)
ไม่นับถือศาสนาใดๆ 1% ศาสนาอื่นๆ 3%
ภาษา
ภาษาราชการ ได้แก่ ฝรั่งเศส และ Creole

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 11:11 am

http://forums.catholic.com/showthread.php?t=350588

Forgive me if this has already been mentioned,
I looked but I couldn't find anything.

Has anyone seen the new trailer for "2012" the new disaster movie that
depicts the end of the world?
It has a section in the middle that depicts the destruction of the Vatican...
and I was surprised how much it upset me. I'm not saying it's offensive,
but even a fictional depiction of the Vatican
being destroyed affected me deeply.


http://scifiwire.com/2009/11/5-best-things-2012s-direc.php

Exclusive interview

Related Sections: Interviews Movies News


What even Roland Emmerich won't destroy: an Islamic landmark




In Roland Emmerich's upcoming global demolition derby movie 2012, the director gets to indulge his passion
for destroying landmarks on a world scale.

In previous movies, he's destroyed the Empire State Building and the White House (Independence Day),
sent a giant monster into the middle of Manhattan (Godzilla), blown away the famous Hollywood sign
and the Capitol Records building in Los Angeles (The Day After Tomorrow) and savaged New York again
by flooding and then freezing it (also The Day After Tomorrow).

In 2012, he takes on landmarks in Rome, Rio de Janeiro and, yes, Washington,
but there is one place even he couldn't bring himself to obliterate.
We caught up with Emmerich in Jackson Hole, Wyo.,
where he told us why he chose various landmarks to lay waste in 2012, and about the one that got away.

"I always like I think when it feels very new and original," Emmerich said,
adding: "Landmarks are always symbols, just symbols. ... They stand for something."

Herewith Emmerich's favorite landmarks destroyed in 2012 and the one he couldn't blow up
(click on the images for larger versions). 2012 opens Nov. 13.

The White House



Obviously.

This time around, he has a giant wave striking it. A wave carrying the aircraft carrier John F. Kennedy.

"I think my favorite in this one is like the White House destruction," he said.
"I didn't want to go there again, and [co-writer/producer] Harald [Kloser] pretty much convinced me
that I have to. And then I was brooding for days and days and days, and then I kind of had the idea: ...
I've got JFK kind of coming back to the White House, which I thought was ironic."

The Poseidon



Well, not really. It's a cruise ship that rolls over much like the ill-fated ship from
The Poseidon Adventure and its recent remake.

"The most striking image for me of any disaster movie was when the ship in
Poseidon Adventure rolls over," Emmerich says. "I pay homage to that. ...
For me it's always the most striking image of all the disaster movies.
Because it's a really big object that rolls over."



The Sistine Chapel in the Vatican

That includes the famous frescoed ceiling by Michelangelo depicting Adam touching fingers with God.

"I always try to come up with what makes sense for the story, you know?" Emmerich says.
"And it's not only about the destruction. It has to kind of stand for something.
One of my favorite pieces of art is Michelangelo's Sistine Chapel: ... God ... reaches out to Adam,
and the crack goes through it. It's just an interesting kind of notion."



St. Peter's Basilica in the Vatican

"Why ... don't [we] have the church fall on people's head?" Emmerich said.
He added: "The whole Vatican kind of tips and kind of rolls over the people.
It said something, because in the story, some people ...
believe in praying and prayer, and they pray in front of the church,
and it's probably the wrong thing, what they would do in that situation."




Christ the Redeemer statue in Rio de Janeiro

"Because I'm against organized religion," Emmerich says.


The one that got away

Emmerich said that he got approached by people who wanted their landmarks destroyed,
such as the 101 Tower in Taipei, the world's tallest building (pictured below).


But Emmerich was thinking of something even more explosive: the Kaaba, the cube-shaped building
at the heart of Mecca, the focus of prayers and the Islamic pilgrimage called the Hajj;
it is one of Islam's holiest sites.

Really?

"Well, I wanted to do that, I have to admit," Emmerich says. "But my co-writer Harald said
I will not have a fatwa on my head because of a movie. And he was right. ... We have to all ... in the Western world...
think about this. You can actually ... let ... Christian symbols fall apart, but if you would do this with [an] Arab symbol,
you would have ... a fatwa, and that sounds a little bit like what the state of this world is.
So it's just something which I kind of didn't [think] was [an] important element, anyway, in the film,
so I kind of left it out."


Taipei's 101 Tower

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.adishakti.org/pdf_files/damned_in_michelangelo%27s_last_judgment_%28landru.i-link-2.net%29.pdf

The Damned in Michelangelo's Last Judgment.



http://mv.vatican.va/3_EN/pages/x-Schede/CSNs/CSNs_G_Giud.html

"If before the Last Judgement we are dazzled by splendour and fear, admiring on the one hand
the glorified bodies and on the other those subjected to eternal damnation, we also understand that
the entire vision is deeply permeated by one light and one artistic logic: the light and logic of the faith
that the Church proclaims by confessing: I believe in one God ... creator of heaven and earth,
of all things visible and invisible" (from the Homily pronounced by
the Holy Father John Paul II on 8 April 1994).


The mighty composition, painted by Michelangelo between 1536 and 1541, is centred around the dominant
figure of Christ, captured in the moment preceding that when the verdict of the Last Judgement is uttered
(Matthew 25:31-46). His calm imperious gesture seems to both command attention and placate
the surrounding agitation. It starts a wide slow rotary movement in which all the figures are involved.
Excluded are the two upper lunettes with groups of angels bearing in flight the symbols of the Passion
(on the left the Cross, the nails and the crown of thorns; on the right the column of the scourging,
the stairs and the spear with the sponge soaked in vinegar). Next to Christ is the Virgin,
who turns her head in a gesture of resignation: in fact she can no longer intervene in the decision,
but only await the result of the Judgement. The Saints and the Elect, arranged around Christ and the Virgin,
also anxiously await the verdict. Some of them can be easily recognized: St Peter with the two keys,
St Laurence with the gridiron, St Bartholomew with his own skin which is usually recognized as
being a self-portrait of Michelangelo, St Catherine of Alexandria with the cogwheel and St Sebastian
kneeling holding the arrows. In the centre of the lower section are the angels of the Apocalypse
who are wakening the dead to the sound of long trumpets. On the left the risen recover their bodies
as they ascend towards heaven (Resurrection of the flesh), on the right angels and devils fight over making
the damned fall down to hell.

Finally, at the bottom Charon with his oars, together with his devils, makes the damned get out of his boat
to lead them before the infernal judge Minos, whose body is wrapped in the coils of the serpent.
The reference in this part to the Inferno of Dante Alighieri's Divina Commedia is clear. As well as praise,
the Last Judgement also caused violent reactions among the contemporaries. For example
the Master of Ceremonies Biagio da Cesena said that "it was most dishonest in such an honoured place
to have painted so many nude figures who so dishonestly show their shame and that it was not a work for
a Chapel of the Pope but for stoves and taverns" (G. Vasari, Le Vite). The controversies,
that continued for years, led in 1564 to the decision by the Congregation of the Council of Trent to have
some of the figures of the Judgement that were considered "obscene" covered. The task of painting
the covering drapery, the so-called "braghe" (pants) was given to Daniele da Volterra, since then known as
the "braghettone". Daniele's "braghe" were only the first and in fact others were added in the following centuries.

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:06 pm

http://mv.vatican.va/3_EN/pages/CSN/CSN_Storia.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Sistine_Chapel_ceiling

The iconic image of the hand of God giving life to Adam.



The Sistine Chapel ceiling, painted by Michelangelo between 1508 and 1512, at the commission of Pope Julius II,
is one of the most renowned artworks of the High Renaissance. The ceiling is that of the large Papal Chapel built
within the Vatican between 1477 and 1480 by Pope Sixtus IV after whom it is named the Sistine Chapel.
The chapel is the location for Papal Conclaves and many important services.[1]
The ceiling's various painted elements comprise part of a larger scheme of decoration within the Sistine Chapel
which includes the large fresco The Last Judgment on the sanctuary wall, also by Michelangelo,
wall paintings by a team of the most highly regarded painters of the late 15th century including
Botticelli and Perugino, and a set of large tapestries by Raphael, the whole illustrating much of the doctrine
of the Catholic Church.[2][3]
Central to the ceiling decoration are nine scenes from the Book of Genesis of which the Creation of Adam
is the best known, having an iconic standing equalled only by Leonardo da Vinci's Mona Lisa, the hands of God
and Adam being reproduced in countless imitations.


Pope Julius II by Raphael

Pope Julius II
was a "warrior pope" who in his papacy undertook an aggressive campaign for political control,
to unite and empower Italy under the leadership of the Church.
He invested in symbolism to display his temporal power such as his procession, in the Classical manner,
through a triumphal arch in a chariot after one of his many military victories.

It was Julius who began the rebuilding of St. Peter's Basilica in 1506,
as the most potent symbol of the source of papal power.[4]
In the same year, 1506, Julius II conceived a program to paint the ceiling of the Sistine Chapel.[5]
The walls of the chapel had been decorated twenty years earlier. The lowest of three levels is painted to resemble
draped hangings. The middle level contains a complex scheme of frescoes illustrating the Life of Christ
on the right side and the Life of Moses on the left side. It was carried out by some of the most renowned
Renaissance painters: Botticelli, Ghirlandaio, Perugino, Pinturicchio, Signorelli and Cosimo Rosselli.[6]
The upper level of the walls contains the windows, between which are painted pairs of illusionistic niches
with representations of the first thirty-two popes.[7] A draft by Matteo d'Amelia indicates that
the ceiling was painted blue like that of the Arena Chapel and decorated with gold stars, possibly representing
the zodiacal constellations. It is probable that because the chapel was the site of regular meetings and
Masses of an elite body of officials known as the Papal Chapel who would observe the decorations and
interpret their theological and temporal significance, it was Pope Julius' intention and expectation that
the iconography of the ceiling was to read with many layers of meaning.[8] Michelangelo,
who was not primarily a painter but a sculptor, was reluctant to take on the work. Also, he was occupied with
a very large sculptural commission for the Pope's own tomb. The Pope was adamant, leaving Michelangelo
no choice but to accept.[9] But a war with the French broke out, diverting the attention of the Pope,
and Michelangelo fled from Rome to continue sculpting. The tomb sculptures, however, were never to be finished
because in 1508 the Pope returned to Rome victorious and summoned Michelangelo to begin work on the ceiling.
The contract was signed on 10 May 1508.[5] The scheme proposed by the pope was for twelve large figures of
the Apostles to occupy the pendentives.[10] However Michelangelo negotiated for a grander,
much more complex scheme and was finally permitted, in his own words, "to do as I liked".[11]
His scheme for the ceiling eventually comprised some three hundred figures and took four years to execute,
being completed in 1512.[5][9] It is unknown and is the subject of much speculation among art historians
as to whether Michelangelo was really able to "do as he liked".[10] It has been suggested that Egidio da Viterbo
was a consultant for the Theology.[12]. Many writers consider that Michelangelo had the intellect,
the Biblical knowledge and the powers of invention to have devised the scheme himself.
This is supported by Condivi's statement that Michelangelo read and reread the Old Testament
while he was painting the ceiling, drawing his inspiration from the words of the scripture,
rather than from the established traditions of sacral art.[13]


The ceiling of the Sistine Chapel, "an artistic vision without precedent"

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005177

โป๊บเรียกร้องร่วมกันช่วยเหลือเฮติ ที่ประสบภัยแผ่นดินไหว

13 มกราคม 2553 21:24 น.

สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก
ทรงเรียกร้องให้ร่วมกันช่วยเหลือเฮติที่เผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่อาจมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแสดงความเสียใจกรณีเกิดภัยพิบัติในเฮติ ทำให้สูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก
รวมทั้งทำให้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัย สูญหาย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน นอกจากนี้ พระองค์ยังตรัสว่า
สำนักวาติกันจะกระตุ้นให้หน่วยงานด้านมนุษยธรรมช่วยจัดหาสิ่งของจำเป็นให้แก่เหยื่อแผ่นดินไหว
และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันสวดมนต์ให้แก่พวกเขาเหล่านั้นด้วย

มีรายงานจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ ของเฮติว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ อาจอยู่ระหว่าง
หลายร้อยถึงหลายพันคน โดยมีรายงานชาวต่างชาติสูญหาย 200 คน ที่โรงแรมมอนทานา ขณะที่จอร์แดน
มีรายงานสมาชิกกองกำลังรักษาสันติภาพเสียชีวิต 3 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 21 คน ส่วนจีน มีสมาชิกกองกำลัง
รักษาสันติภาพถูกฝังใต้กองซากปรักหักพัง 8 คน และสูญหาย 10 คน ด้านสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐรายงาน
มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ถึง 27 ครั้ง

ประธานาธิบดีเฮติคาดมีผู้เสียชีวิต 50,000 คน

วันที่ 14 มกราคม 2553 06:58

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ประธานาธิบดีเฮติคาดมีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริคเตอร์หลายหมื่นคน
แต่นายกรัฐมนตรีคาดตายกว่าแสนคน

ประธานาธิบดีเรเน่ เปรวาลของเฮติให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ CNN ประเมินยอดผู้เสียชีวิตในกรุง ปอร์โต แปรงซ์
จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริคเตอร์ที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันอังคารว่า อาจมีจำนวน หลายหมื่นคนและว่าบางคนก็ประเมินว่า
30000 คน แต่บางคนประเมินว่า 50000 คน พร้อมยอม รับว่าการประเมินอย่างเป็นทางการทำได้ยากมาก
ในขณะที่นายกรัฐมนตรีฌอง-แม็กซ์ เบลเลอร์รีฟ คาดการณ์ในการให้สัมภาษณ์ CNN เช่นกันว่ายอดผู้เสียชีวิต
อาจสูงกว่า 100,000 คนเมื่อประเมินจาก จำนวนอาคารที่พังถล่มลงมา ในขณะที่ความเสียหายมีจุดศูนย์กลาง
อยู่ที่ในและรอบๆเมืองหลวงซึ่งมีประชากรประมาณ 1.9 ล้านคน

นายเบลเลอร์รีฟกล่าวด้วยว่า ได้ตั้งความหวังว่ายอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงจะไม่สูงเท่าที่คาดการณ์
เพราะหวังว่าประชาชนจะมีเวลาที่จะหลบหนี แต่ตอนนี้มีผู้คนตามท้องถนนมากเสียจนไม่รู้ว่า มาจากไหนบ้าง
ขณะที่มีจำนวนอาคารพังเสียหายมากมายเหลือเกิน หลายพื้นที่ราบเป็นหน้ากอง และไม่เห็นผู้คนเลยในบางพื้นที่
มีรายงานข่าวว่า หลังเกิดแผ่นดินไหวที่ พังทลายตั้งแต่ทำเนียบประธานาธิบดี โรงพยาบาล โรงเรียน โบสถ์ เรือนจำ
และบ้านเรือน มีอาฟเตอร์ช็อคตามมามากกว่า 30 ครั้งแล้ว ตามท้องถนนในเมืองหลวงเต็มไปด้วยศพ
รวมทั้งศพของเด็กเล็กๆที่เรียงซ้อนกันอยู่ใกล้กับโรงเรียน ศพของผู้หญิงเรียงรายอยู่บนถนน ที่ใบหน้ายังบ่งบอกถึง
ความตื่นตระหนกและเริ่มมีแมลงวันตอม ไปจนถึงศพผู้ชายในถุงพลาสติกหรือคลุมด้วยผ้าฝ้าย ผู้เสียชีวิตยังรวมทั้ง
อาร์คบิชอปแห่งปอร์โตแปรงซ์ เมอร์ซิเออร์โจเซฟ เซอร์เก มิออต วัย 63 ปี ผู้ถูกอาคารห้องทำงานพังถล่มทับด้วย
มีรายงานว่ากรุงปอร์โตแปรงซ์พังทลายแทบหมดทั้งเมือง ศพผู้เสียชีวิตหลายคนติดค้างอยู่ในซาก อาคาร รวมทั้ง
ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้คนจำนวนมากยังสูญหาย ขณะที่สหประชาชาติรายงานว่า เรือนจำหลักพังทลายบางส่วน
ทำให้นักโทษจำนวนหนึ่งหลุดออกมายิ่งสร้างความตื่นตระหนก ให้กับประชาชน ที่เดือดร้อนอยู่แล้วเพราะ
ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งหมดใช้การไม่ได้ รวมทั้ง การคมนาคมต่างๆ สหประชาชาติยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่
ในสังกัดของ"ยูเอ็น มิชชั่น อิน เฮติ" หรือ MINUSTAH เสียชีวิต 14 คน ได้รับบาดเจ็บ 56 คน และสูญหายอีก
ประมาณ 150 คน แต่ยังไม่อาจยืนยันถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเปรวาลที่ว่า นายเฮดี แอนนาบี นักการฑูตชาวตูนีเซีย
ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน ของ MINUSTAH ได้เสียชีวิตแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในอาคารหลักของหน่วยงาน
ที่พังทลายลงมา ขณะที่นายเอ็ดมอนด์ มูเลต์ ผู้ช่วยของนายแอนนาบีกำลังเดินทางไปที่กรุงปอร์ โตแปรงซ์
เพื่อรักษาการณ์ในตำแหน่งของเขาเป็นการชั่วคราว

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 1:32 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005314

เล่าด้วยภาพ : หายนภัย “แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถล่มเฮติ”


14 มกราคม 2553 10:43 น.


บ้านเรือนพังยับเยิน ขณะที่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเสียชีวิตด้วย 14 คน

เอเจนซี/เอเอฟพี - แผ่นดินไหวรุนแรงถึง 7 ริกเตอร์ถล่มประเทศเฮติเมื่อวานนี้ (14)
สร้างความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งยังประเมินมูลค่าไม่ได้ ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังไม่ทราบแน่ชัด
อย่างไรก็ตาม คาดว่าธรณีพิโรธคราวนี้อาจคร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนคน พิจารณาจากสภาพบ้านเรือน
และเมืองทั้งเมืองที่พังพินาศยับเยิน

ชาวเฮติจำนวนมากกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยในเพียงชั่วข้ามคืน หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงถึง 7.0 ริกเตอร์
เมื่อเวลา 16.53 น.ตามเวลาท้องถิ่นวันอังคาร (12) หรือ 04.53 น.วานนี้ ตามเวลาไทย ทำให้อาคารบ้านเรือนของพวกเขา
รวมถึงที่ทำการรัฐบาล ทำเนียบประธานาธิบดี ตลอดจนสำนักงานขององค์การสหประชาชาติทั่วกรุงปอร์โตแปรงซ์
ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์ของแผ่นดินไหวเพียง 16 กิโลเมตรพังกถล่มลงมา ฝังร่างผู้เคราะห์ร้ายอีกเป็นจำนวนมาก

จากตัวเลขคาดการณ์ผู้เสียชีวิตแค่หลักร้อย กลายเป็นหลักพัน ล่าสุด ฌอง แมก เบลเลริเว นายกรัฐมนตรีของเฮติ
ระบุว่า ตัวเลขอาจถึงหลักแสน เห็นจากสภาพเมืองทั้งเมืองของกรุงปอร์โตแปรงซ์พังพินาศยับเยิน
ขณะที่ความช่วยเหลือจากนานาชาติกำลังหลั่งไหลมายังเฮติ ชาติแถบทะเลแคริเบียนที่ยังต้องดิ้นรนจากความทุกข์ยาก
และหายนะภัยจากธรรมชาติ หลังจากเมื่อปี 2008 เพิ่งถูกพายุเฮอริเคนถล่มถึง 4 ลูกในปีเดียว


ภาพถ่ายทางอากาศ ไม่กี่ชั่วโมงที่แผ่นดินไหว 7 ริกเตอร์ถล่มกรุงปอร์โตแปรงซ์


เมืองพังพินาศ ขณะที่ตลอดทั้งคืนมีแต่เสียงโหยหวนขอความช่วยเหลือ


ภาพนี้เป็นภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อรุ่งเช้าถัดมา หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ภาพนี้รายงานโดยสำนักข่าวรอยเตอร์


สำนักงานขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน(MSF) กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราว


ได้แต่ทอดอาลัย


นานาชาติกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือชาวเฮติ รวมถึงทีมกู้ภัยของกองทัพสหรัฐฯ


หวั่นเกรงกันว่า จะมีผู้เสียชีวิตนับแสน แม้ว่าประธานาธิบดีเรเน เพรวาล ผู้นำเฮติจะบอกตัวเลขคาดดการณ์ไว้
เพียง 30,000-50,000 คนผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น


ภาพตัดจากวิดีโอของเจ้าหน้าที่ยูเอ็น ที่กำลังช่วยเหลือผู้ติดอยู่ตามซากปรักหักพัง


ต้องนอนอยู่กลางแจ้ง เพราะสูญเสียบ้านและกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยในชั่วเวลาแค่พริบตา


ชาวเฮติต้องทนทุกข์กับภัยธรรมชาติอีกแล้ว


ชาวบ้านกำลังตรวจสอบความเสียหายในโบสถ์


โรงแรมก็ถล่มลงมาด้วย


บ้านก็พัง รถก็พังเสียหาย


รัฐบาลอิตาลีกำลังส่งชุดปฐมพยบาลและเวชภัณฑ์มาให้


เจ้าหน้าที่สถานทูตเฮติในเม็กซิโกจัดเตรียมอาหารกระป๋อง และน้ำดื่มสะอาดกลับมายังบ้านเกิด


ทีมค้นหาและกู้ภัยจากรัฐบาลจีน กำลังเดินทางมายังเฮติ


ธนาคารโลก (World Bank) ประกาศเพิ่มความช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศเฮติอีก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 3:41 pm

ชี้แผ่นดินไหวเฮติคล้าย2012วันสิ้นโลก

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553

คมชัดลึก :โศกนาฏกรรมกลางเมืองหลวงเฮติ แผ่นดินไหว 7 ริกเตอร์ กว่า 1 นาที ทำเนียบประธานาธิบดี-ที่ทำการ
กระทรวง-ตึกถล่มพังพินาศ คาดยอดตายสูงหลายพันคน "สมิทธ" ชี้ปรากฏการณ์ "พายุสุริยะ" เขย่าโลก
คล้ายในหนัง "2012 วันสิ้นโลก"

เกิดเหตุแผ่นดินไหววัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอร์ ใกล้เมืองหลวงของสาธารณรัฐเฮติ
เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. วันที่ 13 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย ส่งผลให้เนียบประธานาธิบดี
ที่ทำการกระทรวงต่างๆ ตลอดจนที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พังถล่ม
คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตน่าจะสูงนับพันคน เพราะจุดเกิดเหตุมีคนอาศัยอยู่หนาแน่น
ขณะที่อาคารบ้านเรือนก็สร้างอย่างไม่แข็งแรง แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 200 ปี
ที่เกิดขึ้นในเฮติ ประเทศยากจนในแถบแคริบเบียน แถมยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมาอีกถึง 24 ครั้ง
เบื้องต้นทางการเฮติยืนยันแล้วว่า ประธานาธิบดีเรเน พรีวาล และภริยาปลอดภัยดี แม้ทำเนียบ
จะได้รับความเสียหายยับเยินจากเหตุธรณีพิโรธที่มีศูนย์กลางอยู่ ห่างจากเมืองหลวงเพียง 15 กิโลเมตร
และเกิดลึกลงไปใต้ผิวดินเพียง 10 กิโลเมตร แผ่นดินไหวครั้งนี้กินเวลากว่า 1 นาที
แต่แรงสั่นสะเทือนทำให้แม้แต่ตึกที่มีโครงสร้างแข็งแรงอย่างทำเนียบประธานาธิบดี กระทรวงการคลัง
กระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้
มีรายงานว่าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งชานเมืองหลวงพังถล่มลงมาด้วย ด้านยูเอ็นแถลงว่า ตึกสำนักงานใหญ่
ของสหประชาชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่กว่า 7,000 คน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
มีเจ้าหน้าที่ยูเอ็นสูญหายเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นหนังสือพิมพ์ไชนา เดลี รายงานว่า มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ
ชาวจีนเสียชีวิต 8 คน สูญหายอีก 10 คน ส่วนโฆษกกองทัพจอร์แดนแถลงว่า มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพชาวจอร์แดน
เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 3 นาย ได้รับบาดเจ็บอีก 21 นาย ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหาร
ประจำการอยู่ในเฮติกว่า 600 คน ก็แสดงความเป็นห่วงคนของตัวเองเช่นกัน

ส่วนภาพที่ชาวเฮตินำมาโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต และภาพที่สื่อต่างๆ ถ่ายออกมา แสดงให้เห็นว่าจุดเกิดเหตุ
เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่พังราบเป็นหน้ากลอง เสาโทรศัพท์ล้มลงมากองกับพื้น รถยนต์หลายคัน
ถูกซากปรักหักพังทับพังยับ กลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยปกคลุมพื้นที่บางส่วนของตัวเมือง ชาวเมืองที่ร่างปกคลุม
ไปด้วยฝุ่นผงได้รับความช่วยเหลือออกมาจากซากปรักหักพัง ถนนและทางหลวงบิดเบี้ยวไปมา บ้างก็ถูกตัดขาด
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.53 น.ของวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากนั้นไม่นานความมืดก็เข้าปกคลุม
แต่แผ่นดินไหวทำให้สายไฟขาด จึงไม่มีไฟตามท้องถนนหรือตามตึกรามบ้านช่องต่างๆ ทำให้การกู้ภัย
เป็นไปอย่างยากลำบาก และยังไม่ทราบยอดผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บที่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ประเมินว่า
ยอดในเมืองหลวงน่าจะสูง เพราะนอกจากจะแออัดแล้ว ยังเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่สร้างอย่างไม่แข็งแรงด้วย
ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า หลังเกิดเหตุกลุ่มควันสีขาวซึ่งเกิดจากผงฝุ่นจากอาคารที่พังถล่มลงมาได้ปกคลุมท้องถนน
ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ กลุ่มควันนี้ลอยอยู่ในอากาศจนกระทั่งความมืดปกคลุมลงมา ขณะที่สถานการณ์ในเมือง
เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ผู้ที่รอดชีวิตต่างวิ่งวุ่นตามหาญาติๆ ของตัวเอง เสียงไซเรนดังไปทั่วเมือง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นานาประเทศต่างประกาศให้ความช่วยเหลือกันโดยถ้วนหน้า เยอรมนีประกาศให้ความช่วย
มูลค่า 1 ล้านยูโร (กว่า 47 ล้านบาท) ในทันที ขณะที่อังกฤษ ฝรั่งเศส ไต้หวัน ส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปให้ความช่วยเหลือแล้ว
ด้านเจ้าหน้าที่กาชาดซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุแล้วบอกว่า ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งโทรศัพท์ ไฟฟ้า น้ำประปา
ตลอดจนการรักษาพยาบาลในเมืองหลวงของเฮติตอนนี้ใช้การไม่ได้เลย ทั้งยังประเมินว่า
จะมีผู้ได้รับผลกระทบร่วม 3 ล้านคน ทั้งนี้ เฮติเป็น ประเทศที่ยากจนในทวีปอเมริกาเหนือ
แต่ต้องเผชิญกับหายนภัยครั้งรุนแรงหลายครั้งในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2551 เกิดเฮอริเคน 3 ลูก
และพายุโซนร้อนลูกหนึ่งถล่ม มีคนตาย 793 คน สูญหายอีกกว่า 300 คน ในปีเดียวกันนั้นยังเกิดการจลาจล
เพราะราคาอาหารแพงลิบอีกด้วย

ด้าน นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
อธิบายถึงสัญญาณผิดปกติจากเกิดแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐเฮติว่า
เคยมีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดแตกต่างกัน มองว่าการเกิดแผ่นดินไหวบนโลกทุกวันนี้เกิดจากการสะสมพลังงาน
จากใจกลางโลกและนอกโลก ซึ่งเป็นพลังงานที่ปลดปล่อยมาจากระบบสุริยะ คล้ายกับปรากฏการณ์
ในภาพยนตร์เรื่อง "2012 วันสิ้นโลก" ที่เกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างรุนแรง
เนื่องจากความผิดปกติของการเคลื่อนตัวของระบบสุริยะที่สร้างแรงกระตุ้นให้ดาวเคราะห์ต่างๆ รวมถึงโลก
โดยการปลดปล่อยพลังงานแสง พลังงานสนามแม่เหล็ก มายังดาวเคราะห์หลายดวง กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง
ของอุณหภูมิ แสงสว่าง ทำให้โลกได้รับสนามแม่เหล็กจากการเกิด "พายุสุริยะ" หรือ "จุดดับ"
ก็ส่งพลังงานจากภายนอกเข้ามามีผลต่อการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกได้ "ส่วนตัวผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้
ที่โลกได้รับพลังงานจากระบบสุริยะ หรือจักรวาลอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
อย่างกรณีที่เฮติก็เชื่อว่าเกิดจากการเรียงตัวของดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล ที่กระตุ้นให้ดวงอาทิตย์
เกิดสันดาป ปลดปล่อยสนามแม่เหล็กมาสู่โลก" นายสมิทธกล่าว

"พิตต์-โจลี่"นำชาวฮอลลีวู้ดช่วย"เฮติ"

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553

คมชัดลึก :ดาราดัง"พิตต์-โจลี่"นำชาวฮอลลีวู้ด เคลื่อนไหวช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวเฮติ ปธน.เฮติ
คาดผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน ขณะที่นายกรัฐมนตรี คาดตายกว่าแสน

(14ม.ค.) นักแสดงและนักดนตรีในแวดวงบันเทิงฮอลลีวู้ด ต่างยื่นมือเข้าช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว
ที่เฮติ ทั้งระดมเงินและรับปากว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยอดีตผู้อพยพชาวเฮติ
ที่กลับกลายเป็นคนมีชื่อเสียงอย่าง ไวเคลฟ จีน ได้เรียกร้องให้สาธารณชนร่วมบริจาคเงิน
เพื่อสนับสนุนความพยายามกู้ภัยในประเทศบ้านเกิด ผ่านทางองค์กรการกุศลของเขา ที่มีชื่อว่าเยเล่ ฟาวเดชั่น
ขณะที่คู่สามี-ภรรยา ที่ทรงอิทธิพลแห่งวงการฮอลลีวู้ด แบรด พิตต์ และแองเจลีน่า โจลี่ ต่างก็เดินหน้ารณรงค์
ให้ความช่วยเหลือเช่นกัน แถลงการณ์"พิตต์และโจลี่"ที่ออกผ่านเว็บไซท์จัสต์แจ ดอท คอม ระบุว่า
พวกเราตกตะลึงเมื่อได้รับทราบข่าวเฮติ และจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับไวเคลฟ จีน เพื่อนของเรา
เพื่อสนับสนุนความพยายามด้านมนุษยธรรมในเฮติ ช่วยเหลือคนที่ได้รับบาดเจ็บ และคนไร้ที่อยู่อาศัยและที่พักพิง
ไวเคลฟ จีน ที่เดินทางไปยังเฮติทันที ที่ได้ทราบข่าวแผ่นดินไหว กล่าวว่า เขาไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาบรรยาย
หายะภัยที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติ การไม่ทำอะไรจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เฉพาะในกรุงปอร์โตแปรงซ์
เพียงแห่งเดียวก็มีคนที่เผชิญภัยพิบัติกว่า 2 ล้านคนเราต้องเร่งมือกันตั้งแต่ตอนนี้ ด้านนักร้องฮิป ฮอป ฌอน "ดิ๊ดดี้" คมบ์
ได้เรียกร้องผ่านเว็บไซท์นิยมของสังคมชาวเน็ต"ทวิตเตอร์" ให้แฟนๆ ของเขาร่วมกันบริจาคช่วยเหลือชาวเฮติ
ผ่านองค์กรการกุศลของไวเคลฟ จีน ส่วนคนอื่นที่ร่วมออกมาเรียกร้อง รวมถึงอลิสซ่า มิลาโน่,เอ็มซี แฮมเมอร์ เรนน์ วิลสัน ,
อดัม แลมเบิร์ท และลินเซย์ โลฮัน อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ให้คำมั่นว่ารัฐของเขา
จะให้ความช่วยเหลือเฮติ ด้วยการส่งทีมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในเมืองที่ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษ
เข้าไปช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว โดยชวาเซเน็กเกอร์ เจ้าของฉายา " ผู้ว่าคนเหล็ก " กล่าวว่า เขาและมาเรีย ภรรยา
ได้ส่งความรู้สึกและสวดมนตร์ขอพรให้ประชาชนชาวเฮติ ในขณะที่พวกเขาต้องรับมือกับโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้น
และในนามของชาวแคลิฟอร์เนีย เขาและภรรยาขอแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งไปยังครอบครัวและบุคคล
อันเป็นที่รักของเหยื่อแผ่นดินไหวด้วย

ด้านประธานาธิบดีเรเน่ เปรวาลของเฮติให้ สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ CNN ประเมินยอดผู้เสียชีวิตในกรุงปอร์โต แปรงซ์
จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริคเตอร์ที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันอังคารว่า อาจมีจำนวนหลายหมื่นคน และว่าบางคนก็ประเมินว่า
30000 คน แต่บางคนประเมินว่า 50000 คน พร้อมยอมรับว่าการประเมินอย่างเป็นทางการทำได้ยากมาก ในขณะที่นายกรัฐมนตรี
ฌอง-แม็กซ์ เบลเลอร์รีฟ คาดการณ์ในการให้สัมภาษณ์ CNN เช่นกันว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่า 100,000 คน
เมื่อประเมินจากจำนวนอาคารที่พังถล่มลงมา ในขณะที่ความเสียหายมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ในและรอบๆเมืองหลวง
ซึ่งมีประชากร ประมาณ 1.9 ล้านคน นายเบลเลอร์รีฟกล่าวด้วยว่า ได้ตั้งความหวังว่ายอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริง
จะไม่สูงเท่าที่คาดการณ์เพราะ หวังว่าประชาชนจะมีเวลาที่จะหลบหนี แต่ตอนนี้มีผู้คนตามท้องถนนมากเสียจน
ไม่รู้ว่ามาจากไหนบ้าง ขณะที่มีจำนวนอาคารพังเสียหายมากมายเหลือเกิน หลายพื้นที่ราบเป็นหน้ากองและ
ไม่เห็นผู้คนเลยในบางพื้นที่

มีรายงานข่าวว่า หลังเกิดแผ่นดินไหวที่พังทลายตั้งแต่ทำเนียบประธานาธิบดี โรงพยาบาล โรงเรียนโบสถ์ เรือนจำ
และบ้านเรือน มีอาฟเตอร์ช็อคตามมามากกว่า 30 ครั้งแล้ว ตามท้องถนนในเมืองหลวงเต็มไปด้วยศพ
รวมทั้งศพของเด็กเล็กๆที่เรียงซ้อนกันอยู่ใกล้กับโรงเรียน ศพของผู้หญิงเรียงรายอยู่บนถนน
ที่ใบหน้ายังบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกและเริ่มมีแมลงวันตอม ไปถึงศพผู้ชายในถุงพลาสติกหรือคลุมด้วยผ้าฝ้าย
ผู้เสียชีวิตยังรวมทั้งอาร์คบิชอปแห่งปอร์โตแปรงซ์ เมอร์ซิเออร์โจเซฟ เซอร์เก มิออต วัย 63 ปี
ผู้ถูกอาคารห้องทำงานพังถล่มทับด้วย มีรายงานว่ากรุงปอร์โตแปรงซ์พังทลายแทบหมดทั้งเมือง
ศพผู้เสียชีวิตหลายคนติดค้างอยู่ในซากอาคาร รวมทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้คนจำนวนมากยังสูญหาย
ขณะสหประชาชาติรายงานว่าเรือนจำหลักพังทลายบางส่วน ทำให้นักโทษจำนวนหนึ่งหลุดออกมา
ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน ที่เดือดร้อนอยู่แล้วเพราะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งหมดใช้การไม่ได้
รวมทั้งการคมนาคมต่างๆ สหประชาชาติยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของ"ยูเอ็น มิชชั่น อิน เฮติ"
หรือ MINUSTAH เสียชีวิต14 คน ได้รับบาดเจ็บ 56 คน และสูญหายอีกประมาณ 150 คน แต่ยังไม่อาจยืนยัน
ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเปรวาลที่ว่า นายเฮดี แอนนาบี นักการฑูตชาวตูนีเซีย ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน
ของ MINUSTAH ได้เสียชีวิตแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในอาคารหลักของหน่วยงานที่พังทลายลงมา
ขณะที่นายเอ็ดมอนด์ มูเลต์ ผู้ช่วยของนายแอนนาบีกำลังเดินทางไปที่กรุงปอร์โตแปรงซ์ เพื่อรักษาการณ์
ในตำแหน่งของเขาเป็นการชั่วคราว ขณะที่เครื่องบินบรรทุกเจ้าหน้าที่กู้ภัยและสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวนมาก
มุ่งหน้าไปเฮติ เพราะรัฐบาลประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์กรบรรเทาทุกข์ กำลังเร่งปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ครั้งใหญ่
หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.0 ริคเตอร์ ทำลายกรุงปอร์โต แปรงซ์ แทบทั้งเมืองเมื่อบ่ายวันอังคาร

ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่าออกคำสั่งให้หน่วยบรรเทาทุกข์ของสหรัฐฯเข้าช่วยในทันที ขณะที่สหภาพยุโรป
ก็เคลื่อนไหวภายใต้ระบบการรับมือกับเหตุวิกฤตของตน และองค์การกาชาดสากลกับสหประชาชาติ
ก็อนุมัติการใช้เงินกองทุนฉุกเฉินและสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่างๆ ให้เฮติ แม้อาคารที่ทำการและบ้านเรือนส่วนใหญ่
ในเฮติจะพังทลาย แต่ท่าอากาศยานที่ได้รับความเสียหายยังสามารถเปิดใช้งานได้ เปิดทางรับความช่วยเหลือ
จากนานาชาติที่กำลังไปถึงทางอากาศเช่นเดียวกับทางทะเล

ประธานาธิบดีโอบาม่ากล่าวว่าได้สั่งการให้รัฐบาลของตนให้ความช่วยเหลืออย่างรีบด่วน โดยมีการประสานงานกัน
และใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัย หน่วยกู้ภัยและค้นหาจากฟลอริด้า เวอร์จิเนียและแคลิฟอร์เนีย
จะเดินทางถึงที่นั่น ในวันพุธไปจนถึงวันพฤหัสบดีขณะที่เรือลำหนึ่งของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงนอกชายฝั่งเฮติแล้ว
เพื่ออพยพผู้ได้รับบาดเจ็บบางส่วน โฆษกหญิงขององค์การความร่วมมือด้านกิจการบรรเทาทุกข์ของสหประชาชาติ
เปิดเผยว่า เป้าหมายแรกคือค้นหาผู้รอดชีวิต และว่ากำลังทำงานแข่งกับเวลา ในขณะที่สหประชาชาตินำทีมค้นหาและ
กู้ภัย 37 ทีม มาจากเครือข่ายทั่วโลก ขณะที่สมเด็จพระสันตปาปาเบเนดิคที่ 16 ทรงเรียกร้องให้ประชาคมโลก
ร่วมใจกันให้ความช่วยเหลือ

องค์กรกาชาดสากลและสภาวงเดือนแดงกล่าวว่ากำลังเร่งให้ความช่วยเหลือคนประมาณ 3 ล้านคน
ในพื้นที่ประสบภัย และว่าจำนวนที่สำรองไว้ในเฮติซึ่งมักประสบภัยน้ำท่วมและเฮอริเคนเป็นประจำ
มีมากพอช่วย 3000 ครอบครัวได้ 3-4 วัน แต่ต้องรีบนำมาเสริมจากศูนย์ตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่ปานามา

โครงการอาหารโลกหรือ WFP บอกว่าสามารถตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยปริมาณอาหาร15000 ตัน
ที่มีอยู่ที่เฮติแล้ว ขณะที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยจัดการกับศพผู้เสียชีวิต
พร้อมเตือนว่าการควบคุมโรคติดต่อในชุมชน เช่น โรคท้องร่วงมีความสำคัญมากในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า
นานาประเทศทั่วโลกที่ส่งความช่วยเหลือ รวมทั้งบราซิลที่ลังจัดส่งอาหารหลายตันไปให้รวมทั้งส่งรัฐมนตรีกลาโหม
ไปที่นั่นด้วย เพราะมีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพบราซิลอย่างน้อย 11 คนเสียชีวิต ขณะที่แคนาดาส่งทีมไปสำรวจ
ความต้องการของผู้รอดชีวิตแล้วและจะส่งทีมกู้ภัยและสิ่งของบรรเทาทุกข์ตามไป คิวบาส่งแพทย์ไปช่วย 30 คน
ขณะที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ 400 คนที่อยู่ในเฮติอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ปลอดภัย และจนถึงเช้าวันพุธ
โรงพยาบาลสนาม 2 แห่งของคิวบาที่เฮติ ให้การรักษาผู้บาดเจ็บเกือบ 700 คน ขณะที่มีข่าวว่าโรงพยาบาลของ
สหประชาชาติที่อาร์เนติน่าสร้าง กำลังรับมือกับผู้บาดเจ็บ 800 คน และสถานการณ์กำลังวิกฤตจากจำนวนผู้เสียชีวิต
และบาดเจ็บที่สูงมาก ฯลฯ

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 15, 2010 1:42 pm

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/world/20100115/95534/กาชาดสากลประเมินยอดคนตายที่เฮติครึ่งแสน.html











วันที่ 15 มกราคม 2553 07:05

กาชาดสากลประเมินยอดคนตายที่เฮติครึ่งแสน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

กาชาดสากลประเมินยอดผู้เสียชีวิตในเฮติครึ่งแสนคน ขณะที่ยอดเจ้าหน้าที่สหประชาติ
ที่เสียชีวิตอยู่ที่ 36 คนสูญหาย 200 คน

ฌอง ลุค มาร์ตินาจ โฆษกขององค์การกาชาดสากลและ สมาคมเสี้ยววงเดือนแดง หรือ ICRC
แถลงที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพฤหัสบดี คาดว่า ยอดผู้เสียชีวิตจาก แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริคเตอร์
ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมื่อวันอังคาร น่าจะอยู่ที่ระหว่าง 45,000-50,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้อยู่โดยสมาชิกรัฐบาล
และจากเครือข่ายอาสาสมัคร กาชาดเฮติในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ซึ่งทาง ICRC เชื่อว่าเป็นการคาดการณ์ที่เหมาะสม
สำหรับ สถานการณ์ปัจจุบัน

ทางด้านนางโบแลตต์ อาซอร์ ชาร์ล เอกอัครราชฑูตเฮติประจำสเปนกล่าวต่อที่ประชุม เพื่อแสดงการสนับสนุน
ผู้ประสบภัยชาวเฮติที่กรุงมาดริดในวันเดียวกันว่า อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 วันกว่าประเมินยอดผู้เสียชีวิตแท้จริงได้
เพราะพบศพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เธอ กล่าวด้วยว่า การประเมินยอดผู้เสียชีวิตว่าอาจสูงกว่าแสนคนของนายกรัฐมนตรี
ฌอง แม็ก เยลเลอรีฟ เป็นการประเมินจากสภาพความเสียหายและจำนวนความหนาแน่นของประชากร
ในกรุงปอร์โตแปรงซ์

ทางด้านนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยชีวิต ยามรักษาการณ์คนหนึ่ง
ออกมาจากซากอาคารกองบัญชาการใหญ่สูง 5 ชั้นของสหประชาชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ที่พังทลาย
ซึ่งเป็นปาฏิหารย์เล็กๆ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่ยืนยันแล้วมี 36 คน
และสูญหายเกือบ 200 คน ซึ่งรวมทั้งกว่า100 คนในซากอาคารกองบัญชาการใหญ่ ที่มีนายเฮดี แอนนาบี
กับนายลูอิส คาร์ลอส ดา คอสต้า หัวหน้ากับรองหัวหน้าฝ่ายพลเรือนของกองกำลังปฏิบัติภารกิจ
เพื่อรักษาเสถียรภาพของเฮติของสหประชาชาติ หรือ MINUSTAH รวมอยู่ด้วย

นอกจากสหประชาชาติ จนถึงปัจจุบัน มี 10 ประเทศที่รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายใน เฮติ
รวมทั้งแคนาดาที่ยืนยันผู้เสียชีวิต 3 คนสูญหาย 5 คน ,คอสตาริก้าสูญหาย 5 คน ฝรั่งเศสเสียชีวิต 2 คน
สูญหายหลายคน, อิตาลีสูญหายประมาณ 100 คน ขณะที่เม็กซิโกติดต่อกับพลเมืองของตนที่อาศัยอยู่ที่เฮติ
ได้ 40 คนจากทั้งหมด 80 คน ส่วนสหรัฐฯยืนยันผู้เสียชีวิต 1 คน สูญหาย 3 คน ขณะที่สถานฑูตติดต่อกับ
ชาวอเมริกันได้เกือบ 1000 คน แต่ประเมินว่ามีชาวอเมริกันประมาณ 45,000 คนอยู่ที่เฮติ

โฆษกกระทรวงดการต่างประเทศสหรัฐฯเปิดเผยว่า ได้ส่งตัวนายฮวน เฟอร์นานเดซ ทริโต เอกอัครราชฑูตสเปนประจำเฮติ
ที่ได้รับบาดเจ็บไปรักษาที่ฐานทัพเรือสหรัฐฯที่อ่าวกวนตานาโมของคิวบา ขณะที่ชาติเพื่อนบ้านคือสาธารณรัฐโดมินิกัน
ยืนยันว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวเฮติข้ามพรมแดนเข้าไปรักษาตัวประมาณ 2000 คน
รวมทั้งนายสวี๋เหมียน เซิง เอกอัครราชฑูตไต้หวัน ประจำเฮติที่บาดเจ็บเพราะอาคารสถานฑูตถล่มทับ แต่ไม่มีการเปิดเผย
อาการของเขา ส่วนทหาร 5 นายจากกองกำลังนานาชาติ MINUSTAH มีอาการทรงตัวหลังเข้ารับการผ่าตัด
และทหารอีก 12 นายที่มีอาการบาดเจ็บน้อยกว่าก็ได้รับการรักษาแล้ว





ผู้รอดชีวิตมามุงดูศพผู้เสียชีวิต


ผู้รอดชีวิต กลับกลายเป็นคนไร้บ้าน





ผู้ได้รับบาดเจ็บทอดถอนใจ


สภาพโบสถ์กลางกรุงที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก


สนามกีฬากลายเป็นบ้านชั่วคราว





เมืองทั้งเมืองพังพินาศยับเยิน
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005743

ภาพล่าสุด : เฮติพังพินาศจากภัยธรรมชาติ

14 มกราคม 2553 19:53 น.

เอเอฟพี/เอเจนซี - นานาชาติกำลังส่งความช่วยเหลือเทไปยังเฮติ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์ และอาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 30 ครั้ง เมื่อวานนี้(14) ขณะที่รัฐบาลเฮติระบุว่า อาจมีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้มากกว่า 100,000 คน ท่ามกลางซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนในเมืองทั้งเมืองของกรุงปอร์โตแป รงซ์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวเพียง 16 กิโลเมตร

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sat Jan 16, 2010 1:22 am

ในหลวง-ราชินีเสียพระราชหฤทัยเฮติแผ่นดินไหว





วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553

คมชัดลึก : ในหลวง-ราชินี ส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุแผ่นดินไหวที่เฮติ
ผู้ประสบภัยยัวะผู้นำล่องหน ไม่มีคำสั่งช่วยเหลือ สุดโกลาหลโจรปล้นสะดมอาละวาดชิงน้ำ-อาหาร
ส่วนนานาชาติยังระดมความช่วยเหลือต่อเนื่อง

โศกนาฏกรรมมหันตภัยแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงกลางเมืองหลวงของสาธารณรัฐเฮติ
ส่งผลให้สถานที่สำคัญและอาคารบ้านเรือนพังพินาศ คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 1 แสนคน
และมีประชาชนเดือดร้อนกว่า 300 ชีวิตนั้น ล่าสุด เมื่อเวลา 16.52 น. วันที่ 15 มกราคม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
มีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเฮติ ความว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเฮติ กรุงปอร์โตแปรงซ์


ข้าพเจ้าและพระราชินี รู้สึกเศร้าสลดใจยิ่งนักที่ได้ทราบข่าวเหตุการณ์แผ่นดินไหวในสาธารณรัฐเฮติ
ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ทั้งยังก่อความเสียหายอย่างหนักในประเทศของท่าน
ขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจ ท่านและประชาชนของสาธารณรัฐเฮติผู้ประสบความสูญเสีย
อย่างใหญ่หลวงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้


เผย รมต.-การเมืองตายหลายคน
สถานการณ์ที่สาธารณรัฐเฮติ นายฌอง-แบร์ทรองด์ อาริสตีด อดีตประธานาธิบดีเฮติ ที่ถูกกลุ่มกบฏขับออกจากอำนาจ
ด้วยการนองเลือดเมื่อปี 2547 และกำลังอาศัยลี้ภัยอยู่ในแอฟริกาใต้ ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า พร้อมจะเดินทางกลับไป
บริหารประเทศเฮติอีกครั้ง แต่ยังไม่ระบุว่าจะเดินทางกลับอย่างใดและเมื่อใด นายอาริสตีดแถลงข่าวพร้อมนางมิลเดรด
ภริยาในนครโยฮันเนสเบิร์ก ระบุว่า รู้สึกเป็นอย่างยิ่งว่าตนเองควรอยู่ที่เฮติกับ ประชาชน เพื่อช่วยทำอย่างดีที่สุด
ในการป้องกันการเสียชีวิต โดยขณะนี้เพื่อนหลายคนพร้อมจะให้เครื่องบินเขาบินกลับไปพร้อมกับสิ่งของบรรเทาทุกข์
ด้านสำนักข่าวดีพีเองรายงานอ้างการเปิดเผยของนายฌอง-โรแบร์ ซาเกต์ รัฐมนตรีคนหนึ่งของเฮติ ที่เผยว่า
มีรัฐมนตรีและนักการเมืองคนดังเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้หลายคน หนึ่งในนั้น คือ นายปอล เดอนีส์ รัฐมนตรียุติธรรม
และนายไมเคิล กายยาร์ด นักการเมืองฝ่ายค้าน

สหรัฐส่งเรือเป็น"สนามบินลอยน้ำ"
ส่วนความช่วยเหลือยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะขณะที่ความช่วยเหลือจากนานาประเทศหลั่งไหลเข้าไป
ความโกลาหลในประเทศกลับทำให้ภารกิจการบรรเทาทุกข์เป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ
เปิดเผยว่า เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์พลังงานนิวเคลียร์ยูเอสเอส คาร์ล วิลสัน ที่กำลังเร่งเดินทางและมีกำหนดจะเดินทาง
ถึงเฮติในวันศุกร์ จะทำหน้าที่เป็นฐานลงจอดสำหรับฝูงบินเฮลิคอปเตอร์สำหรับหน่วยปฏิบัติการกู้ภัย และให้การสนับสนุน
ที่จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์ ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาความคับคั่งของท่าอากาศยานนานาชาติ
ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ที่กำลังเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัยที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เรือลำนี้ออกแบบมาสำหรับใช้
ในสงครามและเน้นแสนยานุภาพของสหรัฐ แต่ก็เหมาะสมสำหรับปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม เพราะติดตั้งระบบกรองน้ำจืด
มีเตียงพยาบาลหลายสิบเตียง ห้องผ่าตัด 3 ห้อง กับดาดฟ้าขนาดใหญ่ ที่สามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก
ทำให้เป็นประโยชน์ในการอพยพทางการแพทย์ ใช้ขนส่งแพทย์กับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกู้ภัยขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์
และน้ำดื่ม เพราะ "คาร์ล วิลสัน" มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 เตา และเครื่องทำน้ำจืดที่ผลิตน้ำดื่มได้วันละ 4 แสนแกลลอน
ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเฮติกำลังขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มอย่างหนัก เรือลำนี้มีราคา 4,500 ล้านดอลลาร์
(ราว 1.48 แสนล้านบาท) มีความยาว 332 เมตร ดาดฟ้ากว้าง 77 เมตร และมีลิฟต์ 4 ตัว เพื่อขนย้ายเฮลิคอปเตอร์
จากดาดฟ้าไปไว้ในโรงเก็บ มีลูกเรือรวม 3,200 คน รวมทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และจิตแพทย์ เป็นลำหนึ่ง
ในเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น "นิมิต" ซึ่งสหรัฐมีอยู่สิบลำ และเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่สุดของโลก
แต่เรือลำนี้แตกต่างจากลำอื่น ตรงที่ไม่ได้บรรทุกเครื่องบินรบ แต่บรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 19 ลำ มีตั้งแต่เฮลิคอปเตอร์
ลำเลียงขนาดใหญ่อย่าง ซีเอช-53 "ซี สเตเลียน" ไปจนถึงขนาดเล็กกว่าอย่าง "ซีฮอว์ก"

โจรปล้นสะดมพุ่งวุ่นทั้งเมือง
หนังพิมพ์เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ว่า
ความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวอาจเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ความมั่นคง
ที่กำลังเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ เนื่องจากอาชญากรและประชาชนที่ดิ้นรนหาของมาดำรงชีวิต ขณะที่ทหารสหรัฐ
กว่า 5,000 คน มีกำหนดจะเดินทางไปถึงเฮติภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อสนับสนุนกำลังตำรวจและกองกำลัง
รักษาสันติภาพของนานาชาติประมาณ 3,000 นาย ที่ถูกเกณฑ์ไปรักษาความปลอดภัยตามสนามบินท่าเรือ
และอาคารสำคัญต่างๆ ด้านเจ้าหน้าที่ขององค์กรการกุศล ระบุว่า พวกเขาแทบไม่เห็นมาตรการรักษาความปลอดภัย
ในขณะที่การปล้นสะดมกำลังแพร่ระบาด รวมถึงการต่อสู้กันเพื่อแย่งน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยหัวขโมยยังบุกเข้าไป
ยังซูเปอร์มาร์เก็ต ที่พังถล่มไปครึ่งหนึ่งในย่านเดลมาส ขนเอาเครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าวสารไปด้วย มีบางคนลักลอบดูดน้ำมัน
จากรถบรรทุกน้ำมันที่คว่ำอยู่ด้วย เจ้าของกิจการคนหนึ่งเปิดเผยว่า ตำรวจทุกคนมัวแต่กู้ภัยและฝังศพสมาชิก
ในครอบครัวของตัวเอง ทำให้ไม่มีเวลาออกลาดตระเวนตามท้องถนน เจ้าหน้าที่เปิดเผยอีกว่า การที่อาหารยังมาไม่ถึง
ทำให้คนเริ่มปล้นสะดมตามบ้านเรือน เสียงปืนได้ยินเป็นระยะๆ และหลายครอบครัวพยายามปกป้องตนเองจากคนร้าย
ส่วนตัวแทนจากกาชาดอเมริกันระบุว่า เกิดการปล้นสะดมอย่างแพร่หลายตามอาคารที่พังถล่ม ส่วนกาชาดท้องถิ่น
ระบุว่า ความสามารถในการช่วยคนจะอ่อนด้อยลงไป ถ้าหายนภัยถูกซ้ำเติมด้วยคลื่นอาชญากรรม

"ยูเอ็น"สะดุดหลังกองบัญชาการถล่ม
หลังจากกองบัญชาการพังถล่ม กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จำนวน 9,000 คน
ก็ตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย หลังจากที่สูญเสียบุคลากรไปถึง 100 คน และการขาดเครื่องไม้เครื่องมือในการรับมือ
กับการจลาจลใหญ่ ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก องค์กรการกุศลด้านการแพทย์จากบอสตัน ระบุว่า
พยายามจะขอให้สหประชาชาติช่วยดูแลพื้นที่ที่แพทย์กำลังให้การรักษาผู้บาด เจ็บ แต่กลับได้รับแจ้งว่า
การร้องขอนี้ไม่ใช่ความสำคัญอันดับแรกของสหประชาชาติ ส่วนองค์กรการกุศลของบราซิล ระบุว่า
ไม่เห็นเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติออกมาลาดตระเวนแม้แต่คนเดียว

เฝ้ารอความช่วยเหลือนานาชาติ
นางลอรา บราวน์ โฆษกหญิงของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ แถลงว่า ทางการเฮติแจ้งระงับ
การขึ้นลงของเครื่องบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์เป็น การชั่วคราวเมื่อวันพฤหัสบดี
เพราะท่าอากาศยานเต็ม ยังมีเครื่องบินทหาร 1 ลำ กับเครื่องบินพลเรือน 10 ลำ ต้องบินวนเหนือท่าอากาศยาน
เพื่อรอคิวลงจอด ขณะที่หอควบคุมการบินก็เสียหายจากแผ่นดินไหว ทำให้สหรัฐต้องระงับการส่งเครื่องบิน
และความช่วยเหลือให้แก่เฮติเป็นการชั่วคราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความล่าช้าให้แก่ความช่วยเหลือจากนานาชาติ
ในขณะที่รัฐบาลชาติต่างๆ รวมทั้งองค์การบรรเทาทุกข์ และกลุ่มช่วยเหลือจากทั่วโลก พยายามทำงานแข่งกับเวลา
เพื่อช่วยชาวเฮติจำนวนมากที่ยังถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารแทบทั้งกรุงปอร์โตแปรงซ์ มีรายงานว่า
ความโกรธแค้นและสิ้นหวังได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นในหมู่ผู้ประสบภัย ที่เมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นคืนที่สามที่ต้องใช้ชีวิต
อยู่กลางแจ้ง โดยมีคนจำนวนมากยังติดอยู่ใต้ซากอาคารและรอความช่วยเหลือ ขณะที่กลิ่นซากศพอบอวลไปทั้ว
ผู้รอดชีวิตยังขาดแคลนสาธารณูปโภค รวมทั้งอาหารและน้ำ หวาดวิตกจนนอนไม่หลับจากอาฟเตอร์ช็อกที่ยังคง
เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความช่วยเหลือน้อยมากจากนานาชาติ แม้นานาชาติจะประกาศให้ความช่วยเหลือ
แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์ยกขนาดใหญ่ตามถนนสายต่างๆของเมืองที่จะมาช่วยเคลียร์ซากปรักหักพัง
ตามถนนสายต่างๆ และเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์บอกว่า หากความช่วยเหลือจากต่างประเทศยังไปไม่ถึง
สถานการณ์จะยิ่งถดถอยลงจากรวดเร็ว มีเสียงปืนดังเป็นระยะๆ กับรายงานการปล้นสะดมเป็นบางจุด
ขณะที่ชายคนหนึ่งชูกำปั้นและตะคอกใส่ผู้สื่อข่าวต่างชาติคนหนึ่ง ร้องขอแพทย์เพิ่มมากขึ้นและขอผู้สื่อข่าวน้อยลง

ชาวเฮติแค้นผู้นำล่องหน
มีรายงานว่า ชาวเฮติบาง ส่วนยังโกรธแค้นที่ไม่ได้ข่าวคราวและความช่วยเหลือจากบรรดาผู้นำ ทำให้ยังต้องใช้มือเปล่า
ในความพยายามช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากอาคาร ที่ยังกรีดร้องและส่งเสียงครางขอความช่วยเหลือ
พวกเขามองเห็นเครื่องบินจำนวนมากบนท้องฟ้า และได้ข่าวจากวิทยุว่าจะมีความช่วยเหลือจากนานาชาติ
แต่ยังไม่เห็นสักที ทั้งที่เวลาผ่านไปกว่า 48 ชั่วโมงแล้ว
ที่ผ่านมา มีหลายสิบคนได้รับความช่วยเหลือออกจากซากอาคารจากทีมกู้ภัยจากนานาชาติที่ ส่งไปถึงแล้ว
พร้อมสุนัขค้นหา รวมทั้งทีมกู้ภัยจากรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐ ที่ช่วยชีวิตตำรวจชาวเอสโตเนียคนหนึ่งออกจาก
ซากอาคารของสหประชาชาติที่พังถล่ม ทีมทหารจีน 50 นาย พร้อมสุนัขดมกลิ่นและทีมเจ้าหน้าที่ดับเพลิง
ฝรั่งเศส 2 พร้อมสุนัข ฯลฯ แต่ยังน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วเมือง นอกจากความช่วยเหลือ
จากหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ ประธานาธิบดีโอบามาประกาศให้เงินช่วยเหลือ 100 ล้านดอลลาร์
ขณะที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช และอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ต่างขานรับคำร้องขอจากนายโอบามา
ที่ให้ช่วยระดมเงินความช่วยเหลือเพื่อผู้ประสบภัยและปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ต่างๆ

"ไทเกอร์ วู้ดส์" เล็งบริจาครพ.
เว็บไซต์ข่าวฮัฟฟิงตัน โพสต์ รายงานว่า รัสเซลล์ ซิมมอนส์ ผู้ก่อตั้ง เดฟ แจม เรคคอร์ดดิ้ง ได้เขียนลงในทวิตเตอร์ว่า
ไทเกอร์ วู้ดส์ ยอดโปรกอล์ฟชาวอเมริกัน กำลังทำในสิ่งที่น่าอัศจรรย์ โดยได้ยินมาว่า วู้ดส์ได้บริจาคเงิน
3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) ให้แก่มูลนิธิไวคลิฟ ฌอง เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเครื่องบินลำเลียง
เพื่อนำโรงพยาบาลเคลื่อนที่ไปยังเฮติ

"ยูเอ็น"คาดยอดตาย 5 หมื่น
ฌอง ลุค มาร์ตินาจ โฆษกขององค์การกาชาดสากลและสมาคมเสี้ยววงเดือนแดง หรือไอซีอาร์ซี แถลงว่า
ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์ ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ อาจอยู่ที่ระหว่าง 4.5-5 หมื่นคน
ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้อยู่โดยสมาชิกรัฐบาล และจากเครือข่ายอาสาสมัครกาชาดเฮติในกรุงปอร์โตแปรงซ์
ซึ่งทางไอซีอาร์ซีเชื่อว่าเป็นการคาดการณ์ที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน
ด้าน นางโบแลตต์ อาซอร์ ชาร์ล เอกอัครราชทูตเฮติประจำสเปน กล่าวต่อที่ประชุมเพื่อแสดงการสนับสนุน
ผู้ประสบภัยชาวเฮติที่กรุงมาดริดในวันเดียวกันว่า อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 วัน กว่าจะประเมินยอดผู้เสียชีวิต
แท้จริงได้ เพราะพบศพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน นางโบแลตต์ อาซอร์ ชาร์ล กล่าวด้วยว่า การประเมินยอดผู้เสียชีวิตว่า
อาจสูงกว่าแสนคนของนายกรัฐมนตรีฌอง แม็ก เยลเลอรีฟ เป็นการประเมินจากสภาพความเสียหายและ
จำนวนความหนาแน่นของประชากรในกรุงปอร์โตแปรงซ์

ช่วยชีวิต รปภ.จากซากตึกสำเร็จ
นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยชีวิตยามรักษาการณ์คนหนึ่ง
ออกมาจากซากอาคารกองบัญชาการใหญ่สูง 5 ชั้นของสหประชาชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ที่พังทลาย
ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์เล็กๆ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่ยืนยันแล้วมี 36 คน
และสูญหายเกือบ 200 คน ซึ่งรวมทั้งกว่า 100 คน ในซากอาคารกองบัญชาการใหญ่ ที่มีนายเฮดี แอนนาบี
กับนายลูอิส คาร์ลอส ดา คอสต้า หัวหน้ากับรองหัวหน้าฝ่ายพลเรือนของกองกำลังปฏิบัติภารกิจ
เพื่อรักษาเสถียรภาพของเฮติของสหประชาชาติ หรือ MINUSTAH รวมอยู่ด้วย นอกจากสหประชาชาติ
จนถึงปัจจุบัน มี 10 ประเทศที่รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายในเฮติ รวมทั้งแคนาดาที่ยืนยันผู้เสียชีวิต 3 คน
สูญหาย 5 คน, คอสตาริกาสูญหาย 5 คน, ฝรั่งเศสเสียชีวิต 2 คน สูญหายหลายคน, อิตาลีสูญหายประมาณ 100 คน
ขณะที่เม็กซิโกติดต่อกับพลเมืองของตนที่อาศัยอยู่ที่เฮติได้ 40 คนจากทั้งหมด 80 คน ส่วนสหรัฐยืนยันผู้เสียชีวิต 1 คน
สูญหาย 3 คน ขณะที่สถานทูตติดต่อกับชาวอเมริกันได้เกือบ 1,000 คน แต่ประเมินว่ามีชาวอเมริกันประมาณ 4.5 หมื่นคน
อยู่ที่เฮติ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า ได้ส่งนายฮวน เฟอร์นานเดซ ทริโต เอกอัครราชทูตสเปน
ประจำเฮติ ที่ได้รับบาดเจ็บไปรักษาที่ฐานทัพเรือสหรัฐที่อ่าวกวนตานาโมของคิวบา

ขณะที่ชาติเพื่อนบ้านคือสาธารณรัฐโดมินิกันยืนยันว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวเฮติข้ามพรมแดน
เข้าไปรักษาตัวประมาณ 2,000 คน รวมทั้งนายสวี๋เหมียน เซิง เอกอัครราชทูตไต้หวันประจำเฮติ ที่บาดเจ็บ
เพราะอาคารสถานทูตถล่มทับ แต่ไม่มีการเปิดเผยอาการ ส่วนทหาร 5 นาย จากกองกำลังนานาชาติ
มีอาการทรงตัวหลังเข้ารับการผ่าตัด และทหารอีก 12 นาย ที่มีอาการบาดเจ็บน้อยกว่าก็ได้รับการรักษาแล้ว

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sat Jan 16, 2010 11:59 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000006454

ยอดตายแผ่นดินไหวเฮติอาจทะลุถึง 200,000 หลังฝังไปแล้ว 40,000 ศพ

16 มกราคม 2553 11:44 น.


อาหารขาดแคลนทำให้เกิดการปล้นสะดมภ์ในกรุงปอร์โตแปรงซ์


ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง 100,000-200,000 คน

เอเจนซี - รัฐบาลเฮติเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจถึง 200,000 คน ขณะที่พื้นที่ถึง 3 ใน 4 ของกรุงปอร์โตแปรงซ์
เมืองหลวงจะต้องได้รับการฟื้นฟูบูรณะจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น


ปอล อองตวน เบียง-ไอเม่ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในของเฮติ บอกกับรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์(15)ว่า
พบผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวแล้วประมาณ 50,000 ราย และคาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง 100,000-200,000 คน
และเจ้าหน้าที่ได้ทำการฝังศพผู้เสียชีวิตไปแล้ว 40,000 ศพในหลุมศพขนาดใหญ่

ทั้งนี้หากการประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องจะทำให้แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็น 1 ใน 10
ของแผ่นดินไหวที่มีคนตายมากที่สุดที่มีการจดบันทึก

สำหรับสถานการณ์ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ซึ่งอยู่ห่างจากสูนย์กลางแผ่นดินไหวเพียง 16 กิโลเมตรยังเต็มไปด้วย
ความสับสนอลหม่านมีมิจฉาชีพออกปล้นสะดมภ์ผู้รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ที่เพิงพักชั่วคราวตามท้องถนน
ขณะที่ประธานาธิบดีเรอเน่ เพรวาล และนายกรัฐมนตรีฌอง มากซ์ แบลเลอรีฟ ได้สั่งการตำรวจให้ลงไป
ในพื้นที่ซึ่งมีรายงานว่าโจรออกปล้นสะดมภ์แล้ว ท่ามกลางความโกรธแค้นของของประชาชนที่เริ่มรู้สึกว่า
ได้รับความช่วยเหลือล่าช้า

แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์เกิดขึ้นในเฮติ เมื่อเย็นวันอังคาร(12) ที่ผ่านมา รัฐมนตรีสาธารณสุขของเฮติระบุว่า
พื้นที่ 3 ใน 4 ของกรุงปอร์โตแปรงซ์จะต้องได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่พื้นที่ที่ถูกทำลายอย่างราบคาบ
แต่รวมถึงพื้นที่ที่มีบ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหายที่โครงสร้างด้วย

หลังจากแผ่นดินไหวเกิดขึ้น นานาชาติได้ทยอยส่งความช่วยเหลือมายังเฮติ ทั้งการส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัย
สุนัขดมกลิ่น เครื่องจักรกลหนักเข้ามาช่วยกู้ภัยและค้นหาผู้รอดชวิต และในรูปของสิ่งบรรเทาทุกข์ต่างๆ
ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และเวชภัณฑ์ โดยมีการขนส่งทั้งทางเครื่องบินและทางเรือ อย่างไรก็ตาม จากสภาพท่าอากาศยานคับคั่ง
อีกทั้งท่าเรือและถนนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น
ทำให้ผู้ประสบภัยนับแสนชีวิตยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ

ด้านธนาคารโลกระบุว่า นานาชาติจะช่วยร่วมบริจาคให้แก่เฮติ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดี
บารัค โอบามา ประกาศว่า สหรัฐฯจะให้เงินช่วยเหลือเฮติอีก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน เขายังให้คำมั่นว่า
รัฐบาลสหรัฐจะดำเนินการเพื่อรักษาชีวิต และนำพาให้เฮติกลับมายืนบนลำแข้งของตนเองได้อีกครั้งด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฮิลลารี คลินตัน จะเดินทางเยือนเฮติในวันนี้ (16) ขณะที่บันคีมุน
เลขาธิการสหประชาชาติ เตรียมลงพื้นที่พรุ่งนี้(17)

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000006580

ชาวเฮติไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 1 ล้านคน-ชาวบ้านเร่งอพยพหนีซากศพ

16 มกราคม 2553 18:27 น.


ชาวเฮติอพยพหนีออกจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ ที่มีแต่ซากศพอยู่เกลื่อนกลาด


การค้นหายังดำเนินต่อไป

เอเจนซี - ชาวกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ ต่างกำลังพากันอพยพไปยังเมืองอื่นๆ
ขณะที่รัฐบาลประกาศว่า ขณะนี้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยพิ่มขึ้นถึงกว่า 1 ล้านคนแล้ว


รถโดยสารที่อัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร แม้กระทั่งบนหลังคา กำลังทยอยแล่นออกจากกรุงปอร์โตแปรงซ์
ไปตามถนนที่เพิ่งได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์ ขณะที่สองข้างทางเต็มไปด้วย
ศพผู้เสียชีวิตที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่า

อเล็กซ์ ลาร์เซน รัฐมนตรีสาธารณสุขเฮติ กล่าวต่อสถานีโทรทัศน์สหประชาชาติว่า สิ่งจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้คือ
การจัดการกับซากศพผู้เสียชีวิตหลายพันคน ที่ยังเกลื่อนกลาดอยู่ตามท้องถนนในเมืองหลวงและทำความสะอาด
ทุกพื้นที่โดยเร็วที่สุด หากไม่แล้วจะเกิดโรคระบาดติดตามมาอย่างแน่นอน อีกทั้งขณะนี้ยังมีกลุ่มวัยรุ่นพร้อมอาวุธมีด
ที่พร้อมจะทำร้ายใครก็ตาม ที่มาขัดขวางการบุกเข้าไปรื้อค้นเอาทรัพย์สินจากบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับ
ความเสียหายจากแผ่นดินไหว

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์เกิดขึ้นในเฮติ เมื่อเย็นวันอังคาร(12) ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น
ซึ่งตรงกับเวลา 04.53 น. วันพุธ(13) ตามเวลาประเทศไทย รัฐมนตรีสาธารณสุขของเฮติระบุว่า
พื้นที่ 3 ใน 4 ของกรุงปอร์โตแปรงซ์จะต้องได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่พื้นที่ที่ถูกทำลายอย่างราบคาบ
แต่รวมถึงพื้นที่ที่มีบ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหายที่โครงสร้างด้วย

ด้านนานาชาติกำลังเร่งขนสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปให้ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ โดยสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด
ในขณะนี้ ได้แก่ อาหาร น้ำดื่มสะอาด และเวชภัณฑ์

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000006563

ภาพชุดจากบีบีซี "ค้นหาผู้รอดชีวิตจากธรณีพิโรธเฮติ"

16 มกราคม 2553 17:31 น.


การค้นหาผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินต่อไปในเฮติ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อวันอังคาร(12) ที่ผ่านมา

บีบีซี - แผ่นดินไหวในเฮติเกิดขึ้นได้ 3 วันแล้ว
ขณะที่นานาชาติกำลังเร่งส่งความช่วยเหลือไปยังชาติในทะเลแคริบเบียนแห่งนี้
ท่ามกลางความโกลาหลและอดอยากขาดแคลน ซึ่งเริ่มจะทำให้ประชาชนโกรธเคือง
เพราะความช่วยเหลือล่าช้า ล่าสุดสหประชาชาติจะส่งกำลังทหาร 5,000
คนกลับไปประจำการในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง
จากเหตุแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงถึง 7.0 ริกเตอร์ครั้งนี้
ขณะที่รัฐบาลเฮติคาดว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 100,000 - 200,000 คน


คาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ภายใต้ซากปรักหังพังในกรุงปอร์โตแปรงซ์ จุดที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 17, 2010 10:50 am

เลขาฯยูเอ็นแถลงหน.สนง.ในเฮติเสียชีวิตแล้ว

เลขาธิการยูเอ็น แถลงข่าวยืนยัน หัวหน้าสำนักงานยูเอ็นในเฮติ พร้อมด้วยผู้ช่วยหัวหน้า และ อธิบดีตำรวจฯ
เสียชีวิตแล้ว
ขณะยอดการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ ยังอยู่ที่ 37 ศพ คาดอาจสูงถึง100 ศพ...สำนักข่าวรอยเตอร์
รายงานว่า นายบัน กี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ว่า นายเฮดี อันนาบี หัวหน้าสำนักงานยูเอ็นประจำเฮติ นายหลุยส์ คาร์ลอส ดา คอสตา ผู้ช่วยหัวหน้า
และ นายดูจ โคอาเตส อธิบดีตำรวจรักษาการยูเอ็น ชาวแคนาดา กระนั้น นายบัน ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
ถึงการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็น ทั้ง 3 คน แม้มีรายงานข่าวก่อนหน้าที่ประธานาธิบดี เรเน เปรวัล แห่งเฮติ
ประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันพุธ 13 ม.ค.ถึงการเสียชีวิตของนายอันนาบี แต่ทางยูเอ็นยังไม่ยืนยันชัดเจน
กระทั่งพบร่างไร้วิญญาณของทั้ง 3 ชีวิต

ตามรายงานข่าวเสนอว่า ศพทั้ง 3 ถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคารโรงแรมคริสโตเฟอร์ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของยูเอ็น
ในกรุงปอร์-โต-แปรงซ์ นับว่า นายอันนาบี เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของยูเอ็นคนแรกที่เสียชีวิต
ขณะปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ นายเซอร์จิโอ วิเอรา เดอ เมลโล หัวหน้าสำนักงานยูเอ็น ประจำบราซิล
ที่เสียชีวิตพร้อมกับเจ้าหน้าที่ยูเอ็นอีก 14 ศพ หลังถูกคนร้ายวางระเบิดรถ นอกสำนักงานยูเอ็น
ในกรุงแบกแดด เมื่อปี 2546


ขณะเดียวกันยอดการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ยูเอ็นยังอยู่ที่ 37 ศพ ซึ่งนายบัน คาดว่าอาจเพ่ิมเป็นอย่างน้อย 40 ศพ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ยูเอ็นประเมินว่าอาจสูงเกิน 100 ศพ


ไทยรัฐออนไลน์



  • โดย ทีมข่าวต่างประเทศ
  • 17 มกราคม 2553, 09:40 น.
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263741375&grpid=01&catid=


วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 22:15:47 น.
มติชนออนไลน์

พบแล้วศพหน.สำนักงานยูเอ็นในเฮติพร้อมผู้ช่วย ปธน.เซเนกัล
พร้อมยกแผ่นดินให้ชาวเฮติอยู่


พบแล้วศพหัวหน้าสำนักงานยูเอ็นในเฮติพร้อมผู้ช่วย คณะมนตรีความมั่นคงนัดหารือด่วน
เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ปธน.เซเนกัลพร้อมยกแผ่นดินส่วนหนึ่งให้ชาวเฮติไปอยู่
ด้าน 2 อดีต ปธน.สหรัฐเรียกร้องชาวมะกันช่วยเหลือระยะยาว


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวรุนแรงถึง 7 ริคเตอร์ ในกรุงปอร์โตแปรงซ์
เมืองหลวงเฮติ เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมาว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
ประกาศอย่างเป็นทางการว่านายเฮดิ อันนาบี วัย 65 ปี ชาวตูนิเซีย หัวหน้าสำนักงานยูเอ็นในเฮติ เสียชีวิตในเหตุการณ์
แผ่นดินไหวด้วย การประกาศของนายบัน คี มุน มีขึ้นหลังพบศพของนายอันนาบีภายในซากอาคารของ
โรงแรมคริสโตเฟอร์ที่ใช้เป็นที่ทำการของยูเอ็น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็นที่เสียชีวิตครั้งนี้ยังมี
นายหลุยซ์ คาร์ลอส ดา คอสต้า ผู้ช่วยของนายอันนาบี และนายด็อก โคเทส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจยูเอ็นในเฮติ
พบศพเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้ง 2 คน เรียบร้อยแล้วเช่นกัน จนถึงเมื่อวันที่ 15 มกราคม พบศพเจ้าหน้าที่ยูเอ็นแล้ว
ทั้งหมด 37 คน ยังมีเจ้าหน้าที่สูญหาย อีกราว 100 คน

เลขาธิการยูเอ็นแสดงความเสียใจต่อการจากไปของอันนาบีพร้อมกล่าวถึง นายอันนาบีว่าเป็นเจ้าหน้าที่
ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้โลกมากที่สุดคนหนึ่ง
ข่าวระบุด้วยว่านายอันนาบีและผู้ช่วยกำลังเจรจากับตัวแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจจากจีนบนชั้น 5 ของโรงแรม
ในขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ยังผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนเสียชีวิตไปทั้งหมดเช่นกัน
ขณะนี้พบศพเจ้าหน้าที่ตำรวจจีน 8 นายแล้วเช่นกัน ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
จะมีการพบปะหารือด่วนในเรื่องการ ให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และบิล คลินตัน ได้เรียกร้องให้ชาวอเมริกัน
เพิ่มความช่วยเหลือในระยะยาว มิใช่ให้ความช่วยเเหลือเร่งด่วนช่วง 2-3 สัปดาห์นี้เท่านั้น อดีตผู้นำทั้ง 2 คน
ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งและมีการตีพิมพ์ในหนังสือพิม์เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส โดยในจดหมายดังกล่าวระบุไว้
ตอนหนึ่งว่า "เรามีโอกาศทำอะไรบางอย่างมากกว่าในอดีต ขอให้เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกว่าในอดีต
ช่วยให้ชาวเฮติเข้มแข็งและมีความมั่นคง"

ในจดหมายยังระบุให้ชาวอเมริกันทั่วไปออกมาช่วยเหลือนอกเหนือจากการช่วยเหลือของทางการสหรัฐ
โดยความช่วยเหลือจากประชาชนจะมอบให้ผู้ประสบภัยโดยตรง จากนั้นจะวางแผนช่วยเหลือในระยะยาว
เช่นช่วยสร้างโรงเรียน อาคารโรงเรียนที่ทนทานจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวในอนาคต
ช่วยเหลือด้านสาธารณสุข ช่วยไปลงทุนเพื่อสร้างงานให้แก่ชาวเฮติและสร้างพลังงานใสสะอาด
อดีตผู้นำทั้ง 2 คน ยังเข้าร่วมแถลงข่าวช่วยเหลือกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา
ขณะเดียวกันนาวิกโยธินสหรัฐกำลังเตรียมความช่วยเหลือระยะยาว

ข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีอับดูลาเย วาเด ของประเทศเซเนกัลในทวีปแอฟริกา เสนอยกแผ่นดินส่วนหนึ่ง
ให้แก่ชาวเฮติที่ประสงค์จะอพยพไปอยู่ในเซเนกัล ภายหลังชาวเฮติประสบกับภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวรุนแรง
เนื่องจากเฮติเป็นประเทศ ที่ก่อตั้งโดยทาสจากแอฟริกา และส่วนหนึ่งเป็นทาสจากเซเนกัล ประธานาธิบดีวาเด
จึงยินดีที่จะรับชาวเฮติกลับไปอยู่ในผืนแผ่นดินของ บรรพบุรุษชาวเฮติ ถ้าชาวเฮติแสดงความประสงค์
จะกลับไปอยู่ในเซเนกัล โดยเซเนกัลยินดีที่จะมอบภูมิภาคหนึ่งของเซเนกัล ที่อุดมสมบูรณ์ให้อยู่

สำนักงานความร่วมมือเพื่อมนุษยธรรมของสหประชาชาติ เปิดเผยว่า เงินช่วยเหลือจากนานาชาติ
สำหรับผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวสูงขึ้น 545 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นความช่วยเหลือจากส่วนบุคคล
บริษัท รัฐบาล และองค์กรระหว่างประเทศ ส่วนที่อังกฤษ คณะกรรมาธิการความช่วยเหลือฉุกเฉินของอังกฤษ
ร่วมมือกับองค์กร 13 แห่ง ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม 10 ล้านปอนด์ เป็น 12 ล้านปอนด์ ภายใน 24 ชั่วโมง
2 เท่าจากจำนวนเงินช่วยเหลือของทางการอังกฤษที่ประกาศช่วยเหลือ 6.15 ล้านปอนด์
สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ทรงบริจาคทรัพย์สินพระองค์ส่วนหนึ่ง แต่ไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงิน
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศช่วยเหลือเพิ่มอีก 4 ล้านดอลลาร์ จากจำนวนหนึ่งที่ประกาศบริจาคก่อนหน้านี้
กาชาดสากลสามารถระดมความช่วยเหลือได้สูงถึง 103 ล้านดอลลาร์

ส่วนสถานการณ์ภายในปอร์โตแปรงซ์ ชาวเฮติผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและ
กำลังตกอยู่ในความหิวโหยได้เข้าไปแย่งอาหารและน้ำ และส่วนหนึ่งอพยพออกจากเมืองหลวงที่ได้รับ
ความเสียหายยับเยินไปยังเมืองอื่นๆ โดยหวังว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นและหนีความหวาดกลัวที่อาจเกิด
อาฟเตอร์ช็อคและความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองหลวง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงปืน
ขึ้นสู่ท้องฟ้าขู่ชาวเฮติที่กำลังปล้นสะดมร้าน การขู่ทำนองนี้ของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ผลเพราะประชาชน
ตกอยู่ในความยากลำบากมากกว่าที่จะกลัวการขู่ของตำรวจ

ส่วนการค้นผู้รอดชีวิตและการเก็บศพผู้เสียชีวิตดำเนินไปอย่างต่อ เนื่อง เจ้าหน้าที่นานาชาติ 1,739 คน
จากทีมความช่วยเหลือนานาชาติ 43 ทีม พร้อมสุนัขดมกลิ่น 161 ตัว กำลังปฏิบัติภารกิจหนัก เจ้าหน้าที่ยังหวัง
ที่จะพบผู้รอดชีวิต ทางองค์กรอนามัยโลกหรือฮู แถลงว่าผู้เสียชีวิตน่าจะอยู่ระหว่าง 40,000-50,000 คน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ปชป. แถลงว่า
กรณีที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือประเทศเฮติ 2 หมื่นเหรียญสหรัฐที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าน้อยเกินไปนั้น ขอชี้แจงว่า
เงินดังกล่าวเป็นเพียงเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเท่านั้น โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้
คณะกรรมการช่วยเหลือภัยพิบัติในต่างประเทศ ที่มีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน
ประชุมในวันที่ 19 มกราคม เพื่อพิจารณาว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างไร และให้เสนอความเห็นต่อ ครม.
เบื้องต้นทราบว่าเฮติขาดแคลนอาหาร จึงจะพิจารณาส่งข้าวสารไปช่วยเหลือด้วย


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Mon Jan 18, 2010 1:35 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 17, 2010 10:54 am

หิมะถล่มอ่าวโบไห่ เป็นน้ำแข็ง รุนแรงสุด30ปี



หิมะตกหนัก 2 สัปดาห์ รุนแรงมากที่สุดในรอบ 30 ปี ทำให้ผิวน้ำทะเลในอ่าวโบไห่ ทางภาคเหนือของจีน
กลายเป็นน้ำแข็งเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ เรือเข้าจอดเทียบท่าไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ว่า สภาพอากาศหนาวจัด หิมะตกหนักมาตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
รุนแรงมากที่สุดในรอบ 30 ปี ทำให้ผิวหน้าน้ำทะเลในอ่าวโบไห่ ทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน
กลายเป็นน้ำแข็งเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เรือประมงหลายลำจอดติดค้างน้ำแข็งอยู่กลางทะเล
ท่าเรือหลายแห่งเป็นอัมพาต เรือเข้าจอดเทียบท่าไม่ได้

หิมะตกที่ตกหนักยังกระทบถึงการคมนาคมขนส่งบนทางหลวงสายหลักหลายแห่งต้องหยุด ชะงัก
เพราะทางการต้องคอยใช้รถไถหิมะออกจากเส้นทางเกือบตลอดเวลา ไม่นับรวมถึงอุบัติทางรถยนต์เพราะถนนลื่น
คร่าชีวิตชาวบ้านหลายราย



  • โดยไทยรัฐออนไลน์
  • 17 มกราคม 2553, 04:48 น.

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 17, 2010 1:09 pm

พบศพเจ้าหน้าที่จีน8รายใต้ซากแผ่นดินไหวเฮติ

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2553



คมชัดลึก :ผู้นำเฮติขอบคุณนานาชาติระดมช่วย คาดมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 2 แสนคน บัน คี มุน-ฮิลลารี
เยี่ยมเหยื่อแผ่นดินไหวเฮติ นักข่าวออสซี่ กลายเป็นฮีโร่ ช่วยทารกติดซากตึกนาน 3 วันรอดปาฏิหาริย์
สหรัฐยกพลขึ้นบกหมื่นคนเร่งช่วยผู้ประสบภัย มาดอนนา-นางแบบดังสบทบเงินช่วย นักมายากลชื่อก้อง
ประกาศแสดงกล 3 วัน 3 คืน ระดมเงินช่วย

ในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังทำงานแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ ในทะเลแคริบเบียน
ทวีปอเมริกาเหนือ ล่าสุด นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีกำหนดเดินทางเยือนเฮติ
ในวันที่ 17 มกราคมนี้ เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวเฮติที่ประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส
ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตประเมินไว้ราว 5 หมื่นคน บาดเจ็บกว่า 2.5 แสนคน และไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 1.5 ล้านคน
นายบันกล่าวว่า การเดินทางไปยังกรุงปอร์โตแปรงซ์ เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับชาวเฮติ และเจ้าหน้าที่ยูเอ็น
ซึ่งประสบความสูญเสียอย่างหนักทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ และเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ
ที่ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 37 คน จากทั้งหมด 1.2 หมื่นคน ที่ประจำการอยู่ในเฮติ นอกจากนี้ยังสูญหายอีกกว่า 330 คน
โดยในจำนวนนี้รวมถึงนายเฮดี อันนาบิ ชาวตูนีเซีย หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน
และผู้ช่วยที่ยังสูญหายอยู่ การเดินทางเยือนของนายบันมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นายจอห์น โฮล์มส์
รองเลขาธิการสหประชาชาติ ฝ่ายกิจการมนุษยธรรม และบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ได้ออกมาเรียกร้องขอเงินบริจาค
จากทั่วโลกให้ได้ 562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) ให้ได้ภายใน 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว
ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรกมากถึง 3 ล้านคน และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน
และความช่วยเหลือระยะยาวตลอดช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยในจำนวนนี้ 246 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นงบด้านอาหาร

พบศพเจ้าหน้าที่จีน8รายใต้ซากแผ่นดินไหวเฮติ
กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงวันนี้ว่า
พบศพเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ ชาวจีนทั้งหมด 8 ราย ที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง จากเหตุแผ่นดินไหวในเฮติ
ที่ทำให้อาคารสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติพังถล่มลงมา โดยพบศพเจ้าหน้าที่จีนกลุ่มนี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
หลังทีมกู้ภัยของจีนได้ร่วมมือกับทีมกู้ภัยชาติอื่นๆ

ฮิลลารีเยือน-ทหารมะกันขึ้นฝั่งหมื่นคน
ขณะเดียวกัน นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ผู้ประกาศให้ความช่วยเหลือครั้งใหญ่แก่เฮติ
ได้เดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยในวันเสาร์ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีเรเน พรีวาลแห่งเฮติ ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐบาล
เจ้าหน้าที่สหรัฐ และเจ้าหน้าที่ยูเอ็น เกี่ยวกับภารกิจช่วยเหลือกู้ภัยในช่วงที่ความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
กำลังเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้กองทัพสหรัฐ กำลังเตรียมนำทหารราว 1 หมื่นคน ขึ้นฝั่งเฮติในวันจันทร์นี้
เพื่อให้ความช่วยเหลือ และป้องกันเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นจากฝีมือของผู้รอดชีวิตที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอด เช่นการปล้นสะดม
ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือในการฟื้นฟูเฮติระยะยาว

ผู้นำเฮติขอบคุณนานาชาติช่วยเหลือ
ประธานาธิบดีเรเน เปรวาล แห่งเฮติ ที่ต้องใช้สำนักงานตำรวจที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินกรุงปอร์โตแปรงซ์
เมืองหลวงของเฮติ เป็นที่พักพิงและศูนย์บัญชาการแทนเนื่องจากทำเนียบประธานาธิบดีพังพินาศไป
กับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ กล่าวชื่นชมนานาชาติที่ส่งมอบความช่วยเหลือจำนวนมากมาให้แก่ผู้ประสบภัยชาวเฮติ
โดยเครื่องบินบรรเทาทุกข์จำนวน 74 ลำจากประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐ ฝรั่งเศส และเวเนซุเอลา เดินทางถึง
กรุงปอร์โตแปรงซ์แล้ว ผู้นำเฮติกล่าวว่า ปัญหาของปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังคงติดขัดอยู่ที่การประสานงาน
ซึ่งในส่วนของรัฐบาลเฮติทำได้คือ การขอให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์จากชาติต่างๆ ทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการ
ที่ทางการเฮติตั้งขึ้น เพื่อความมั่นใจว่าการนำความช่วยเหลือที่ประชาคมระหว่างประเทศส่งมาให้ผู้ประสบภัยนั้น
จะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รัฐบาลเฮติยังได้ให้อำนาจควบคุมเหนือสนามบินหลักในกรุงปอร์โตแปรงซ์
แก่กองกำลังทหารสหรัฐ
เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างคล่องตัว
รวดเร็วยิ่งขึ้น

คาดผู้เสียชีวิตสูงถึง 2 แสน
ด้านเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์กล่าวเตือนว่า หากไม่สามารถนำความช่วยเหลือไปให้ถึงมือผู้ประสบภัยชาวเฮติ
ที่มีอยู่จำนวนมากโดยเร็วแล้ว กรุงปอร์โตแปรงซ์ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้
อาจจะตกอยู่ในความไม่สงบได้ นายพอล อันตวน เบียง-ไอเม รัฐมนตรีมหาดไทยเฮติ กล่าวว่า
ขณะนี้ศพผู้เสียชีวิตที่รวบรวมได้มีอยู่ราว 5 หมื่นศพ คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจมีมากถึง 1 แสน-2 แสนราย
ส่วนจำนวนผู้บาดเจ็บอยู่ที่ราว 2.5 แสนคน ไร้ที่อยู่อาศัยอีกเกือบ 1.5 ล้านคน ขณะที่นายอารามิค หลุยส์
รัฐมนตรีต่างประเทศดูแลกิจการความปลอดภัยสาธารณะ กล่าวว่า มีการฝังศพหมู่ผู้เสียชีวิตไปแล้วราว 4 หมื่นศพ
ทั้งนี้หากตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มีการคาดการณ์กันไว้ดังกล่าวถูกต้อง เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้จะกลายเป็น 1 ใน 10
ของธรณีพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดของโลกที่มีการบันทึกไว้

นักข่าวออสซี่ฮีโร่ช่วยทารกติดซากตึก 3 วัน
นายไมค์ อาเมอร์ นักข่าวสถานีโทรทัศน์ของออสเตรเลีย ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ช่วยชีวิตผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารถล่มในเฮติ
โดยระหว่างสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตในกรุงปอร์โตแปรงซ์ นายอาเมอร์ได้ยินเสียงเด็กร้องดังออกมาจากใต้ซากบ้าน 2 ชั้น
ที่พังถล่มลงมา จึงรีบรื้อซากปรักหักพังและช่วยเด็กหญิงวินนี่วัย 16 เดือนออกมาได้สำเร็จ โดยเด็กมีอาการกระหายน้ำ
เป็นอย่างมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งกล่าวว่า หนูน้อยมีจิตวิญญาณในการเอาชีวิตรอดที่ดีมาก จึงสามารถทนอดน้ำ
ได้ถึง 3 วัน จนกระทั่งได้รับการช่วยให้รอดชีวิต ส่วนทีมกู้ภัยของชิลี แถลงว่าสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตขึ้นมาจาก
ซากอาคารโรงแรมมอนแทนา โรงแรมใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงได้แล้ว 23 คน แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นคนประเทศใดบ้าง
โดยปกติโรงแรมอายุ 98 ปีแห่งนี้มักเป็นที่พักของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ชาวต่างชาติ ส่วนทีมกู้ภัยของฝรั่งเศส
และสหรัฐ ก็สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้หลายสิบคนแล้วเช่นกัน ท่ามกลางความวิตกว่า เวลาที่ผ่านไปนานกว่า 72 ชั่วโมง
อาจทำให้โอกาสพบผู้รอดชีวิตเพิ่มริบหรี่ลงไปทุกที

ช่วยหญิงท้องออกจากซากตึกได้แล้ว
ขณะเดียวกันหญิงตั้งครรภ์วัย 43 ปีชาวเฮติ ได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังรักษาสันติภาพของบราซิลในกรุงปอร์โตแปรงซ์
หลังจากติดอยู่ใต้ซากอาคารโรงพยาบาลเด็กที่พังถล่มลงมาเพราะแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริคเตอร์
นานเกือบ 70 ชั่วโมง โดยภาพนี้ ถูกบันทึกโดยผู้สื่อข่าวหญิงของ ทีวี โกลบัล ที่เข้าไปถ่ายทำสถานการณ์ ในกรุงปอร์โตแปรงซ์
โดยมีทหารของสหประชาชาติคอยอารักขา ซึ่งเธอได้ขอให้ทหารหยุดเดิน ตอนที่เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังร้องขอความช่วยเหลือ
อยู่บนกองซากอาคาร และมีคนกว่า 10 คน กำลังมุงดูอยู่รอบช่องเล็ก ๆ และบอกว่า มีเสียงคนร้องมาจากใต้ซากหิน
ภายหลังพบว่า หญิงที่ร้องขอความช่วยเหลือชื่อ จีน บาทิสเต้ เป็นพยาบาลที่ทำงานอยู่ภายในโรงพยาบาล
ที่เดิมเป็นอาคารขนาด 5 ชั้น ทหารและหน่วยดับเพลิงของบราซิลต้องใช้เวลาเกือบ 3 ชั่งโมง ในการนำร่างของหญิงผู้นี้ออกมา
และนำตัวส่งโรงพยาบาลทหารของบราซิล เพื่อรักษาอาการขาดน้ำและบาดเจ็บอื่น ๆ มีรายงานด้วยว่า สามีของหญิงผู้นี้ก็ทำงาน
อยู่ในอาคารตอนเกิดเหตุ และเขาก็ปลอดภัยด้วยเช่นกัน ส่วนหญิงผู้นี้และลูกในครรภ์ของเธอ ต่างกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ต้องการอาหาร-น้ำ-แพทย์มากที่สุด
คณะกรรมการกาชาดสากล (ไอซีอาร์ซี) แถลงว่า ในภารกิจการช่วยเหลือเฮติขณะนี้ ต้องการอาหาร น้ำ
และความช่วยเหลือ ทางการแพทย์มากที่สุด โดยขณะนี้ผู้ประสบภัยต้องนอนกลางแจ้งมาเป็นคืนที่สามแล้ว
ขณะที่คนเจ็บก็มีมากเกินความสามารถของแพทย์ ในขณะที่เวลาที่ผ่านไปนานก็ทำให้ผู้รอดชีวิตที่ขาดน้ำ
และอาหารเป็นเวลา นานกว่า 3-4 วันยิ่งลดลงไปอีก อีกทั้งการขาดแคลนไฟฟ้า และน้ำมันสำหรับรถยนต์การแพทย์
ก็ยิ่งทำให้ความช่วยเหลือยิ่งแย่ลงไปอีก

ระดมเทคโนโลยีช่วยเหยื่อเฮติ

หลังจากที่ข่าวกระจายไปทั่วโลกเรื่องการร้องขอความช่วยเหลือ บรรดาบริษัทห้างร้านต่างหันมาใช้เทคโนโลยี
เช่น แผนที่ออนไลน์ การบริจาคเงินทางโทรศัพท์มือถือ และเว็บไซต์ต่างๆ เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ประสบภัย
แผ่นดินไหวในเฮติ

เว็บไซต์กูเกิล ที่บริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท) สำหรับภารกิจกู้ภัย และบรรเทาทุกข์
ได้เสนอให้ใช้แผนที่ออนไลน์ และเครื่องมือภาพถ่ายดาวเทียมแก่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ เพื่อให้สามารถประเมิน
ความเสียหายและประสานงานบรรเทาทุกข์ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กูเกิลยังสร้างเว็บเพจที่เชื่อมโยง
ผู้คนกับองค์กรการกุศลต่างๆ เช่น สภากาชาดอเมริกัน และองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนอีกด้วย

ส่วนบริษัทแอปเปิลได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานไอทูนส์ โปรแกรมเล่นเพลงของแอปเปิล ร่วมบริจาคเงินจากบัญชี
ร้านเพลงออนไลน์ให้สภากาชาดโดยตรงตั้งแต่ 5-200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 165-6,600 บาท) ขณะเดียวกันเงินบริจาค
หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็หลั่งไหลไปยังสภากาชาด และองค์กรเยเล ที่ก่อตั้งโดย ไวเคลฟ ฌอง นักร้องฮิพฮอพ ชาวเฮติ
และองค์กรการกุศลอื่นๆ หลังจากบริษัทโทรศัพท์มือถือในสหรัฐช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถบริจาคเงิน ช่วยผู้ประสบภัย
ได้ง่ายผ่านการส่งข้อความสั้น โดยกลุ่มเยเล และ เฮล์พ เฮติ ยังกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเว็บไซต์ทวิตเตอร์
ซึ่งผู้ใช้ทวิตเตอร์ ต่างวิงวอนให้ผู้อื่นร่วมบริจาคเงินผ่านการส่งข้อความ

ส่วนบริษัทไมโครซอฟท์ บริจาคเงินช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหวมูลค่า 1.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 41 ล้านบาท)
และจับมือกับเน็ตโฮป เพื่อประสานงานกับองค์การด้านมนุษยธรรมเช่นเดียวกับซิสโก และอินเทล ที่เชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต
ในการช่วยเหลือ

โดมินิกันรับช่วยเหลือกผู้อพยพและผู้บาดเจ็บเฮติ
วิกฤติที่เกิดขึ้นในเฮติ กำลังส่งสัญญาณข้ามไปถึงเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐโดมินิกันแล้วจากการที่เหยื่อแผ่นดินไหว
หลายร้อยคน พากันข้ามชายแดนไปขอความช่วยเหลือ และการรักษาทางการแพทย์ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ในเมืองจิมานี่ ที่อยู่ชายแดน ต้องรองรับเหยื่อแผ่นดินไหวมากกว่า 300 คน ที่ท่วมท้นตึกผู้ป่วยที่มีเพียง 30 เตียงเท่านั้น
ทำให้หลายคนต้องแบ่งที่กันนอนบนพื้นและโถงทางเดินของโรงพยาบาล แพทย์ของโรงพยาบาลต้องรับมือกับผู้บาดเจ็บ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล จำเป็นต้องบอกให้นำผู้บาดเจ็บบางคนไปที่อื่นบ้าง แต่รถพยาบาลก็ยังคง
นำผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างไม่ขาดสาย นายแพทย์ทีโอฟิลโล่ฟิคาร์โด กล่าวว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นสถานการณ์ขั้นวิกฤติ มีผู้ป่วยเต็มไปหมดทุกพื้นที่ ไม่มีแม้แต่ทางที่จะเดิน การคมนาคมสื่อสาร
ระหว่างแพทย์ของโรงพยาบาล ที่มีจำนวน 60 คน และผู้ป่วยเป็นไปอย่างจำกัด และจำเป็นต้องใช้ล่ามทหารต้องเข้าอารักขา
บริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ และพยายามทำอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในขณะที่ชาวเฮติ
ผู้หิวโหยและไร้ที่อยู่อาศัย เดินทางข้ามไปยังเมืองชายแดน ในขณะที่ยังไม่ทราบตัวเลขที่แท้จริงของผู้เสียชีวิตนั้น
รถบรรทุกศพหลายคน ยังคงนำศพไปทิ้งในหลุมขนาดใหญ่นอกเมืองอย่างไม่ขาดสาย โฆษกหญิงของสหประชาชาติ
ได้ประกาศให้เหตุแผ่นดินไหวที่วัดความรุนแรงได้ 7.0 ริคเตอร์นี้ เป็นหายนะภัยที่เลวร้ายที่สุดอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน
เพราะทั้งหน่วยงานรัฐบาลและของสหประชาชาติ ก็ถูกทำลายไปด้วย

เดวิด เบลน แสดงมายากลมาราธอน ช่วยเฮติ
ในส่วนของความช่วยเหลือจากคนดังในวงการบันเทิง ล่าสุด เดวิด เบลน นักมายากลชื่อดัง ได้จัดการแสดงมายากลมาราธอน
เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ที่ย่านไทม์สแควร์ของสหรัฐ เพื่อหาเงินช่วยผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวที่เฮติ โดยจะจัดต่อเนื่องเป็นเวลา
3 วัน 3 คืน ให้ผู้ชมทุกคนได้ชม เพื่อแลกกับเงินบริจาคให้แก่กาชาดสากล เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ
นอกจากนั้นผู้ที่ประสงค์จะช่วยเหลือยังบริจาคเงินได้โดยผ่านเว็บไซต์ของตัวเองได้ด้วย นายเบลนกล่าวว่า เคยไปแสดงกล
ที่เฮตินานถึง 10 วัน ทั้งที่แต่แรกคิดเพียงจะแค่ไปชมไสยศาสตร์มนต์ดำ หรือวูดู ที่เฮติ เท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเฮติขณะนี้
ทำให้นอนไม่หลับ คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะช่วยชาวเฮติได้อย่างไร จึงได้จับมือกับกาชาดสากลจัดการแสดงมายากลครั้งนี้ขึ้น
ขณะเดียวกัน มาดอนนา นักร้องชื่อดังประกาศบริจาคเงิน 2.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ และ จิเซล บุนด์เช่น ซูเปอร์โมเดลคนดัง
ให้เงินอีก 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหวด้วย

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ