วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jan 12, 2010 10:32 pm

หลังจากที่เล่นกระทู้เรื่อง ความลับ...ที่เสือกรั่ว

ก็มีคนใจดี แจ้งเตือนให้ระวังตัวมาทางอีเมลล์

สองวันมานี้ เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมพระ ออกมาทางสื่อ

วันนี้ก็เจออีก เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังที่กาฬสินธุ์ซะด้วย โดยเน้นว่าเป็นมหานิกาย

หวังว่าคงเข้าใจผิด...อีกตามเคย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jan 12, 2010 10:36 pm

ฉาวโฉ่วงการผ้าเหลือง

และหวังว่า นี่คงไม่ใช่ sign บางอย่างที่สื่อออกมาหรอกนะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 10:46 pm

Unknown พิมพ์ว่า:http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1262783079&grpid=&catid=02


รูปหล่อภิกษุณี วัดเทพธิดาราม


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1


สมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส


วันที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:05:09 น.
มติชนออนไลน์


คณะสงฆ์ไทย

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(หมายเหตุบทความชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับประจำวันที่ 4 มกราคม 2553 เว็บไซต์มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ
จึงนำมาเผยแพร่ต่ออีกครั้งหนึ่ง)


ในที่สุด ก็ไม่มีพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทย เพราะพระคุณเจ้าที่บวชให้ผู้หญิงในวัดไทยสาขาวัดป่าพง ในออสเตรเลีย
ถูกขับออกไปจากสาขาของวัดป่าพง ส่วนคณะสงฆ์ไทยก็ประกาศไม่ยอมรับการอุปสมบทนั้น และยังถือว่าโชคดี
ที่ไม่ได้ขับพระคุณเจ้ารูปนั้นจากคณะสงฆ์ไทยเสียด้วย

ประตูที่ผู้หญิงจะได้บวชเป็นพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทยเป็นอันปิดตาย

แต่นอกคณะสงฆ์ไทย ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทด้วยกัน ประตูดังกล่าวกลับกำลังเปิดกว้างขึ้นตามลำดับ
มีพระภิกษุณีในลังกาแล้วเป็นไปได้มากว่า คณะสงฆ์ลาวจะไม่ขัดข้องกับการบวชพระภิกษุณี เมื่อเกิดความต้องการในประเทศนั้น
ในภายหน้า เช่นเดียวกับคณะสงฆ์กัมพูชาและพม่า

คณะสงฆ์ไทยจะร่วมสังฆกรรมกับพระสงฆ์ลังกา, ลาว, กัมพูชา และพม่าได้หรือไม่ หากคณะสงฆ์ของประเทศเหล่านั้น
ล้วนมีภิกษุณีหมดแล้ว หรือจะร่วมสังฆกรรมได้เฉพาะพระภิกษุ แต่กีดกันมิให้พระภิกษุณีร่วมสังฆกรรมด้วย

เรื่องนี้ทำให้อดคิดถึงกรณีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัย ร.1 ไม่ได้ ภิกษุสามเณรของลาวซึ่งเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ
ถูกตั้งข้อรังเกียจว่า
เมื่อตอนขอบรรพชาอุปสมบทไม่ได้เปล่งคำบาลีได้ถูกต้อง (ตามสำเนียงไทย)
จึงจำเป็นต้องให้ภิกษุสามเณรเหล่านั้นบรรพชาอุปสมบทใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มีรับสั่งว่า
ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะการขอบวชนั้นมาจากเจตนา หากมีเจตนาที่จะขอบวชด้วยใจจริง
แม้จะเปล่งคำบาลีไม่ตรงกับไทย ก็ไม่เป็นเครื่องกีดขวางให้ภิกษุสามเณรเหล่านั้นขาดจากความเป็น
ภิกษุสามเณรของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด


นี่คือจิตวิญญาณของผู้ตั้งราชวงศ์ใหม่ คือพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
โดยไม่ทิ้งหลักการสำคัญ ปราศจากจิตวิญญาณเช่นนั้น ราชวงศ์ใหม่คงไม่อยู่ยั่งยืนมาถึงปัจจุบัน
เช่นเดียวกับสถาบันทั้งหลายที่จะดำรงรอดไปได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนรับสถานการณ์ใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งหลักการสำคัญเสมอไป
ทำไม่ได้เมื่อไร ก็คาดได้เลยว่าสถาบันนั้นจะไม่สามารถดำรงความสำคัญในสังคมต่อไปได้นานนัก

อันที่จริง กรณีนี้มีความกำกวมบางอย่างซึ่งคณะสงฆ์ไทยอาจใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือการอุปสมบทภิกษุณีทำในต่างแดน
แม้ทำในนามของคณะสงฆ์ไทยก็ตาม จะถือความกำกวมนี้เพื่อเป็นต้นทางของการปรับเปลี่ยนก็ได้
(โดยยังไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นปัญหาขัดแย้งในสังคม และโดยไม่มีใครเสียหน้า) นั่นคือถึงไม่ประกาศรับรอง
แต่ก็ไม่แสดงการคัดค้านต่อต้าน ปล่อยให้เป็นกรณีที่จะสังเกตศึกษาปฏิกิริยาของสังคมไทย

การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้เป็นไปตามโลกาธิปไตย แทนที่จะเป็นธรรมาธิปไตย
เพราะอย่าลืมว่าโดยหลักการแล้ว การมีพระภิกษุณีเป็นส่วนหนึ่งของพุทธบริษัทนั้นไม่มีข้อขัดข้องอย่างใด
ในพุทธธรรมโดยสิ้นเชิง ที่ยังมีพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทยไม่ได้ เกิดจากการตีความกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
เพื่อไม่ให้มีแทนที่จะอ่านกฎเกณฑ์เหล่านั้นอย่างที่เอื้อต่อหลักการ เพื่อให้มีพุทธบริษัทครบถ้วน

"คณะสงฆ์ไทย" ถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ.2445 ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแรก จุดมุ่งหมายก็คือต้องการใช้คณะสงฆ์
เป็นเครื่องมือในการรวมศูนย์ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น นับตั้งแต่แรก คณะสงฆ์ไทยจึงมีหน้าที่รับใช้รัฐนั้น
กล่าวคือช่วยขยายอำนาจของรัฐไปยังท้องถิ่นห่างไกล และควบคุมพระสงฆ์หลากหลายนิกายและวัตรปฏิบัติที่มีอยู่
ในสยามประเทศ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้การกำกับของรัฐอีกทีหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน คณะสงฆ์ภายใต้การนำของบุคคลที่มีการศึกษาดีสุดคนหนึ่งในสมัยนั้น
คือสมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทำให้คณะสงฆ์ไทยเผชิญกับการท้าทายของยุคสมัยได้อย่างรู้เท่าทันพอสมควร
นั่นคือทำให้คณะสงฆ์ไทยเป็นหลักของการตีความพระพุทธศาสนา ให้สอดคล้องกับระบบเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์
ให้สมกับเป็นศาสนาของสยามอันเป็นรัฐสมัยใหม่รัฐหนึ่งของโลกยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม ครั้นมาถึงโลกยุคปัจจุบัน การท้าทายเก่าเช่นนั้นได้ยุติไปนานแล้ว เกิดคำท้าทายใหม่ๆ แก่ศาสนาต่างๆ
ที่ยังดำรงอยู่ เพื่อพิสูจน์คุณค่าของศาสนธรรมในโลกยุคปัจจุบัน

อาจสรุปคำท้าทายใหม่ที่มีนัยยะสำคัญ และศาสนาของโลกปัจจุบันต้องมีคำตอบ ได้ดังต่อไปนี้

1/ ความยากจนที่แผ่ขยายไปกว้างขวาง และการเอารัดเอาเปรียบกันในเชิงระบบ อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในอดีต

2/ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ขนาดที่เผ่าพันธุ์มนุษย์แทบจะไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

3/ สำนึกที่แหลมคมและขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิทธิเสมอภาคระหว่างเพศ และระหว่างชาติพันธุ์กับวัฒนธรรมต่างๆ

4/ ความจำเป็นที่จะต้องมีสันติภาพถาวร ซึ่งตั้งอยู่บนความเป็นธรรมและความไพบูลย์ร่วมกัน
ในขณะเดียวกันบุคคลในอารยธรรมปัจจุบันก็เรียกร้องหาสันติภาพภายใน หรือความสงบภายในอีกด้วย

หากจะถามว่า คณะสงฆ์ไทยได้ทำอะไรเพื่อตอบสนองการท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ ในฐานะองค์กรศาสนา คำตอบคือ
ไม่ได้ทำอะไรเลย

จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นหากมองไปถึงความเคลื่อนไหวทางศาสนาซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก
รวมทั้งหลายสำนักของพระพุทธศาสนาเองด้วย

นอกจากเทววิทยาแห่งการปลดปล่อยแล้ว คณะสงฆ์คาทอลิกดูเหมือนจะมีสำนึกถึงปัญหาความยากจน

และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่างแหลมคม สองเรื่องนี้จะเป็นประเด็นหลักในเทศนาของสันตะปาปา
ต่อกันมาหลายองค์ สิทธิการบวชเป็นพระสงฆ์ของสตรีคาทอลิกและนักเทศน์ในนิกายแองกลิคัน
(รวมถึงสิทธิของเพศที่สาม) เป็นประเด็นที่ศาสนิกถกเถียงกันไปทั่วโลก โดยองค์กรศาสนายอม "เปิด"
ให้ประเด็นเหล่านี้ยังมีโอกาสของการโต้เถียงกันได้ แม้ว่าอาจไม่ยอมรับก็ตาม

องค์กรศาสนาเข้าไปมีบทบาทถ่วงอำนาจของระบอบเผด็จการ และพยายามเข้าไปแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์
ในกรณีพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ หลายครั้งหลายหน

กลับมาสู่คำถามเดิมว่า คณะสงฆ์ไทยรับการท้าทายใหม่ๆ ของโลกปัจจุบันเหล่านี้อย่างไร?

การดำรงอยู่ของศาสนาในโลกปัจจุบันเป็นเรื่องยาก จริงอยู่มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์เหมือนเดิม
และยังคงต้องการคำตอบบางอย่างในชีวิตที่ไม่อาจหาได้ที่ไหนนอกจากในศาสนา แต่ทุกศาสนาดำรงอยู่ได้
ไม่ใช่เพราะมีคำตอบเช่นนั้นเพียงอย่างเดียว ยังจำเป็นต้องมีคำตอบให้แก่ปัญหาที่ผู้คนเผชิญอยู่ในชีวิตจริงอีกมาก
จะตอบปัญหาความยากจนแต่เพียงให้ขยันและอดออมอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ความยากจน
ที่ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง ทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน จะบอกผู้หญิงที่มีสำนึกถึงสิทธิเสมอภาคระหว่างเพศแล้วว่า
ผู้หญิงอาจบรรลุธรรมได้เท่ากับผู้ชาย เพียงแต่ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาวิถีดำรงชีวิตอย่างนักบวชได้เท่านั้น
คำตอบเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า ถ้าเช่นนั้นผู้ชายก็อาจบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องบวชเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้
เราจะมีคณะสงฆ์เพื่ออะไร?

คณะสงฆ์ไทยนั้นเป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญของระบอบ "ขวา" ในเมืองไทย
และเช่นเดียวกับสถาบันสำคัญอื่นๆ ของระบอบนี้ ต่างกำลังเผชิญกับการท้าทายใหม่ๆ เพราะสังคมเปลี่ยนไป
และโลกเปลี่ยนไป สถาบันเหล่านี้ต้องปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้
แต่ดูเหมือนยังไม่มีสักสถาบันเดียวที่อาจปรับตัวได้ และผมได้เขียนถึงมาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุน, พรรคการเมือง,
อุดมการณ์ทางการเมือง, ระบบศีลธรรม, ระบบการศึกษา, วัฒนธรรมด้านอื่นๆ ฯลฯ

ระบอบ "ขวา" นั้นตั้งอยู่มานาน อีกทั้งมีความสืบเนื่องกับสิ่งที่บรรเจิดในอดีตหลายต่อหลายอย่าง เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้
ด้วยการรู้จักปรับตัวอย่างรู้ผ่อนหนักผ่อนเบา มีคนที่ฉลาดลึกซึ้งคอยเตือนสติ และสร้างฐานอุดมการณ์ไว้ให้

ภูมิปัญญาของระบอบ "ขวา" จะเหลืออยู่เพียงเสื้อสีเท่านั้นหรือ?


เป็นการดึงสถาบันศาสนา(พุทธ) และะ สถาบันกษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างจงใจ
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 14, 2010 4:06 pm

sunny พิมพ์ว่า:

และหวังว่า นี่คงไม่ใช่ sign บางอย่างที่สื่อออกมาหรอกนะ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263454978&grpid=02&catid=



วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:10:46 น.
มติชนออนไลน์

เรือไหว้พระ 9 วัด น้ำเข้า ค่อยๆ จมกลางเจ้าพระยา หน้าวัดอรุณฯ

เรือของบริษัทริเวอร์คิง ครูซ (River King Cruise) พานักท่องเที่ยวชาวไทยไปไหว้พระ 9 วัด
เครื่องยนต์เกิดชำรุดทำให้น้ำไหลเข้าภายในและน้ำไหลเข้าสู่ใต้ท้องเรือทำให้ เรือค่อยๆจมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
หน้าวัดอรุณฯ
แต่โชคดีที่สามารถถ่ายลำเลียงผู้โดยสาร120คนออกไปได้อย่างปลอดภัย


http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005553

เรือทัวร์ไหว้พระจมหน้าวัดอรุณฯ 120 ชีวิต รอดหวุดหวิด!

14 มกราคม 2553 15:16 น.


สภาพเรือนางนวล 3 ที่จมอยู่บริเวณท่าเรือวันอรุณ


เจ้าหน้าที่พยายามหาทางกู้เรือขึ้นจากน้ำ


ผู้โดยสารช่วยกันนำข้าวของขึ้นจากเรือขึ้น

เรือทัวร์ไหว้พระ 9 วัด "นางนวล 3" จุนักท่องเที่ยว 120 คน เข้าจอดเทียบท่าวัดอรุณฯ
ผู้โดยสารทยอยขึ้นไปไหว้พระในวัดแล้ว น้ำเอ่อท่วมห้องเครื่องอย่างรวดเร็วท้ายเรือจมลง
ในเวลา 15 นาที โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ-จมหาย

วันนี้ (14 ม.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. พ.ต.ท.ประภัศ เขียวประภัสสร พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.ปากคลองสาน
รับแจ้งเหตุมีเรือนำเที่ยวประสานขอเครื่องสูบน้ำออกจากลำเรือ เนื่องจากเรือกำลังจมน้ำที่บริเวณท่าน้ำ
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กทม.จึงประสานเจ้าหน้า
ที่สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย กทม.นำเครื่องสูบน้ำรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุทันที

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณท่าน้ำภายในวัดดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบเรือนางนวล 3 ซึ่งเป็นเรือนำเที่ยว
ขนาดความยาว 20 เมตร สูง 2 ชั้น ขนาดกำลังขับเคลื่อน 700 แรงม้า จอดเทียบท่าน้ำอยู่โดยส่วนท้ายเรือกำลังจมลงใต้น้ำ
และน้ำเริ่มไหลเข้าเรืออย่างรวดเร็ว ทางเจ้าหน้าที่ต้องรีบใช้เครื่องสูบน้ำทำการระบายน้ำออกจากลำเรือ
แต่ไม่สามารถระบายน้ำออกจากเรือได้ทัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ถังเปล่าขนาด 200 ลิตร จำนวน 6 ถัง
ทำการผูกล่ามพยุงเรือไว้ไม่ให้จม ลงสู่ก้นแม่น้ำ

จากการสอบสวนนายประคอง ประสมวัฒน์ อายุ 60 ปี นายท้ายเรือลำเกิดเหตุ ให้การว่า เรือลำดังกล่าว
เป็นของบริษัท ริเวอร์คิงส์ สำหรับพานักท่องเที่ยวชาวไทยไปไหว้พระ 9 วัด โดยก่อนเกิดเหตุได้พาผู้โดยสาร
ซึ่งเป็นพนักงานของ บริษัท เซ็นทรัล เรสเทอร์รอง กรุ๊ป จำนวนประมาณ 120 คน ลงเรือออกจากท่าวัดยานนาวา
ย่านถนนสาธร ช่วง 09.00 น. เพื่อจะมาไหว้พระที่วัดอรุณฯ เมื่อมาถึงที่วัดอรุณเวลาประมาณ 09.30 น.
ได้จอดเทียบท่าให้ผู้โดยสารขึ้นจากเรือไปไหว้พระในวัด

นายประคอง ให้การต่อว่า หลังจากนั้นเริ่มรู้สึกว่ามีน้ำเข้าที่บริเวณท้ายเรือ เลยเดินลงไปดูท้ายเรือชั้นล่าง
พบว่า น้ำท่วมห้องเครื่อง 2 ห้องแล้ว จึงรีบขึ้นมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ให้ช่วยนำเครื่องสูบน้ำ
มาระบายน้ำออกจากเครื่อง แต่ไม่ทัน จึงทำให้เรือค่อยจมลงในเวลา 15 นาที

ด้านนายสมเกียรติ เลิศกาญจนนาพร กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุตนกำลังนั่งอยู่ท่าน้ำหน้าวัด
จากนั้นเห็นนายท้ายวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาหาตนพร้อมบอกว่า ท้ายเรือกำลังจะจมน้ำ เลยรีบวิ่งไปดู
ก็พบผู้โดยสารในเรือขึ้นท่ามากันหมดแล้ว จึงรีบแจ้งหน่วยบรรเทาสาธาณภัยรีบนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากเรือ
แต่ไม่ทันเพราะเรือมีน้ำหนักมาก จึงทำให้ช่วงท้ายเรือจมน้ำอย่างรวดเร็วภายในเวลา 15 นาที
สำหรับเรือลำนี้นานมากกว่า 50 ปี แล้ว

ขณะที่ผู้โดยสารในเรือรายหนึ่ง กล่าวว่า ตอนแรกเห็นว่าเครื่องยนต์ของเรือขัดข้องเล็กน้อย
แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก เพราะเรือยังคงวิ่งได้ตามปกติดี แต่เมื่อมาเรือจอดเทียบท่าจนผู้โดยสาร
ขึ้นมาจากเรือหมดแล้ว ก็มารู้ภายหลังว่าเรือกำลังจมลงอย่างเร็วมากรู้สึกตกใจ
ซึ่งบางส่วนได้ลงไปช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือด้วย แต่ไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับระบบการทำงานของเครื่องยนต์เรือนั้น เมื่อเริ่มทำงานจะมีการดูดน้ำเข้า
เพื่อระบายความร้อนของเครื่องยนต์ก่อนจะระบายออกสลับหมุนเวียนไปมา
แต่เมื่อมีเครื่องยนต์ดับกระทันหัน น้ำที่อยู่ภายในจะไม่สามารถระบายน้ำออกไปได้
และน้ำจะไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนท่วมเครื่องยนต์อย่างรวดเร็ว
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 15, 2010 9:29 am

http://www.thaipost.net/news/150110/16429

'สุริยคราส'ใครล่ะกำลังถูกฆาต?

15 มกราคม 2553 - 00:00

วันนี้-ศุกร์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู เป็นวันอมาวสีจันทร์ดับเกิดเป็นสุริยคราส
ณ ราศีมังกร ๑ องศา ๐๑ ลิปดา เวลา ๑๔.๑๑ น.และเป็นวันโลกาวินาศตามกาลโยคประจำปี ท่านว่าระยะนี้
จะทำอะไรต้องรอบคอบ มีเกณฑ์เกิดอุบัติเหตุสูง แต่ที่ผมว่าเองคือ พวกไม้หลักปักขี้ควายจะถอนจากกองขี้ควาย
มาลงหลักปักเสาคอนกรีต ต่างชาติ-ต่างภาษาจะนำลาภผลมาให้เมืองไทย ระวัง...ตลาดหุ้นจะไฟลุกพรึ่บ!

ถ้าถามผมว่า การเกิดสุริยคราสยาวนานเป็นประวัติการณ์อย่างวันนี้ จะมีผลให้ประเทศไทยต้องเป็นไป
ในทางอกสั่นขวัญแขวน อย่างที่โหราจารย์หลายๆ ท่านทำนายทายทักไว้หรือไม่?

ผมก็อยากจะบอกว่า อย่าไปบ้าตามหนังโฆษณา "ทักษิณภาพยนตร์" ให้มากนัก ถ้ามันจะมีวิบัติ ไม่ใช่ประเทศวิบัติ
แต่มันเป็นคนบางคนที่กำลัง "รนหาที่ตาย" ใกล้จะวิบัติ!?

ดาวจะคราส-ดาวจะไถ ก็เรื่องของดาว เพราะเหนือดาวยังมีบริกรรม ช่วงนี้ เป็นช่วงสุดท้ายของมนุษย์ระยำเมือง
จะกระเดื่องฤทธิ์ เนื่องจากหลงคว้าเอากงจักรไปทูนไว้บนหัว ในความเมามัว ก็ใกล้จะหัวไปทาง-ตัวไปทาง
ไม่ใช่เพราะใครทำ หากแต่ "กรรมระยำ" จะติดจรวดทำตัวเอง ตามวงรอบโคจรของดาวเสาร์ ดาวพลูโต และดาวมฤตยู

ก็เคยบอกแล้ว รอบที่แล้วกัวราชา ส่วนรอบนี้มันคาลิปโซ บทจบที่ใครต้องโศกา-โศกี
คำตอบมันมีอยู่ตามรหัสดาวที่บอกว่า ใครดีมา ก็ถึงคราดี ส่วนใครร้ายมา ก็ถึงคราฉิบหายตายโหง!

แต่นี่ไม่ใช่โองการแห่งดาว หรือโองการแห่งฟ้าดิน แต่เป็น....โองการแห่งวงรอบกรรม!?

สำหรับประเทศไทยนั้น มีอะไรที่ทรงพลานุภาพเหนือดาว-เหนือดวงอีกมากนัก ไม่รู้แล้วอย่าลบหลู่
และเที่ยวละเลิงหลง ต้องไม่ลืมว่าดาวไม่มีชีวิต ไม่มีจิต ไม่มีใจ ส่วนมนุษย์ มีทั้งชีวิต มีทั้งจิต และมีทั้งใจ
โดยเฉพาะ "มนุษย์-ผู้มีใจฝึกแล้วประเสริฐ"

แล้วแค่กลุ่มก๊าซ กลุ่มแร่ธาตุ กลุ่มฝุ่นละออง อันรวมเรียกได้ว่าวัตถุ
จะมาเหนือมนุษย์-ผู้ใจฝึกแล้วประเสริฐได้อย่างไร?!

ฉะนั้น วันนี้ ก็ขอให้สาธุชน และทุรชนทุกท่าน จงมีความสุข สมหวัง กับการเอากระจกรมควันตะเกียงให้ดำปิ๊ดปี๋
แล้วส่องดูราหูอมพระอาทิตย์ โดยที่เบ้าตาไม่กลายเป็นแพนด้าเถิด!

แผ่นดินถล่มที่เฮติจนตายเป็นแสน จะโมเมเป็นอิทธิพลสุริยคราสวันนี้ (๑๕ ม.ค.) หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
แต่อย่าโมเมดีกว่า เพราะดูตามแผนที่ เฮติอยู่แถวๆ อเมริกากลาง แต่สุริยคราสวงแหวนวันนี้ "ท่านวรวิทย์
ตันวุฒิบัณฑิต" ปราชญ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคตะวันออก ด้านดาราศาสตร์ ท่านบอกว่า

จะเริ่มที่แอฟริกากลาง คองโก ยูกันดา เคนยา โซมาเลีย ผ่านมหาสมุทรอินเดีย มัลดีฟส์ ภาคใต้ของอินเดีย
ภาคเหนือศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า ไปสิ้นสุดเอาที่ประเทศจีน

ส่วนไทยเราเห็นได้บางส่วนทั่วประเทศ ตั้งแต่บ่ายสอง ถึงห้าโมงเย็น แต่ละภาค-แต่ละพื้นที่เวลา
จะเหลื่อมกันเล็กน้อย ใครอยู่ตรงไหนก็สนใจหาข้อมูลเอาละกัน แต่ห้ามนะครับ อย่าทำเก่งเที่ยวเอาตาเปล่า
ไปเพ่งดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์หล่นปุ๊ลงมาผมไม่กลัวหรอก กลัวท่านจะตาบอดมากกว่า!

เขามีการตั้งกล้อง ตั้งกลุ่มดูกันเกือบทุกจังหวัด ในกรุงเทพฯ สมาคมดาราศาสตร์ไทยเขาร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์
ตั้งกล้องให้ดู แจกแว่นอีกตะหาก (แต่ไม่แจกหมาก) ไปดูกันได้ที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ถนนวิภาวดีรังสิตนั่นแหละ

แต่พอมีคราส มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นทีไร เพื่อความทันสมัยและไม่เชยไทยเราเป็นต้องยกเรื่อง "เขื่อนเมืองกาญจน์"
ขึ้นมาสมมุติว่าแตกทุกทีไป เพราะเมืองกาญจน์อยู่ในแนวรอยเลื่อนแขนงศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนแขนงเจดีย์สามองค์
อันมาจากรอยเลื่อนใหญ่สะแกงในประเทศพม่า

เขาว่ากันว่า ถ้าเขื่อนเมืองกาญจน์แตก ภายใน ๒ วันครึ่ง กรุงเทพฯ จะจมน้ำป๋อมแป๋ม ๒ เมตร!

ก็ดีซี....จะได้ยืดมาตรการ "ใช้นำฟรี" ออกไปตลอดชีวิต!!

พูดถึงรอยเลื่อนในพม่า สุริยคราสวันนี้ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเขาลงข่าวว่า ทางตะวันตกเมืองสิตต่วย เมืองฉ่วยโบ
ตอนกลางของมันฑะเลย์ เมืองมอนยอ เมืองปิ่นอูละวิน กับเมืองลาเฉียว ทางด้านตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือพม่า
เห็นได้อล่างฉ่างเกือบเต็มดวง

เขาว่านักท่องเที่ยวแห่กันไปยกใหญ่ ทางการพม่าก็ตื่นเต้นจนโสร่งกระตุก นักดาราศาสตร์พม่า
ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ MRTV-๓ จะตั้งกล้องออกอากาศกันสดๆ ปานนั้นเลยเชียว

แหม...ผมเพิ่งติดดาวเทียมร้อยช่อง เห็นท่าจะต้องไปกดหาช่องพม่าดูซะแล้ว เคยลองค้นอยู่เหมือนกัน
แต่เหนื่อย...ร้อยช่อง มีแต่ช่อง "ร้อยพ่อ-พันแม่" ซะเกือบ ๙๐ ช่อง!

ก็สมควรที่พม่าจะตื่นราหูอมอาทิตย์อยู่หรอก เพราะช่วงนี้ เป็นช่วงการเมืองพม่าเข้าสู่ "หัวเลี้ยว-หัวต่อ"
ไทยก็กำลังเข้าสู่กระบวนการลอกคราบไปสู่มิติใหม่ (ที่ไม่มีทักษิณเหลือซาก) พม่ากับไทยอยู่ใต้ตารางฟ้าเดียวกัน
ฉะนั้น อนาคตบ้านเมืองพม่า ถ้าจะว่าไป อิทธิพลดาว ๓-๔ ดวง ก็กำลังพาไปสู่ "ประวัติศาสตร์หน้าใหม่" คล้ายๆ กัน

แต่ในช่วงหน้า ๗ หลัง ๗ ของวันคราส ใครจะโชคดีเท่า ๑๒๐ คน ที่นั่งเรือไปในรายการ "ทัวร์ไหว้พระ ๙ วัด"
เมื่อวานนี้ (๑๔ ม.ค.) เห็นจะไม่มี อย่างนี้แหละที่เรียกว่า "ขลัง" บุญบังเกิดชนิดทันตาเห็น!

ก็ดูซีครับ เรือออกจากท่าวัดยานนาวาฝั่งกรุงเทพฯ ล่องตามเจ้าพระยามุ่งหน้าจะไปไหว้พระที่วัดอรุณราชวรารามฯ
ฝั่งธนบุรี ถึงท่าวัดอรุณฯ คนขึ้นฝั่งหมดแล้ว เรือก็เอกเขนกในน้ำ ค่อยๆ จมเจ้าพระยา ปล่อยให้ผู้แสวงบุญทั้ง ๑๒๐ คน
อิ่มบุญอยู่บนบกสบายๆ

คนเดี๋ยวนี้ ร้อยคนจะว่ายน้ำเป็น และว่ายน้ำพอเอาตัวรอดกลางแม่น้ำได้ซัก ๕๐ คนหรือเปล่าก็ไม่รู้
สมมุติว่าขณะเรือจมจุ๊ย ทั้ง ๑๒๐ คนอยู่ในเรือกลางเจ้าพระยา คุณพระ-คุณเจ้าทั้ง ๙ วัดเท่านั้นแหละที่ตอบได้ว่า...
จะมีชะตากรรมกันอย่างไร?

"วัดอรุณราชวรารามฯ" นามนั้นเป็นมงคลนามนัก แต่ท่านทราบความเป็นมากันแล้วหรือยัง
คุณ Tosak Thasananutariya โพสต์เรื่องไหว้พระ ๙ วัดมาให้ผมทั้งแต่ตอนปีใหม่

๙ วัดก็มี วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดชนะสงคราม วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

ครับ...ก็ไหนๆ ไปเรือจม แต่คนไม่จมที่วัดอรุณฯ กันมาแล้ว ก็มาทำความรู้จักวัดอรุณฯ
กันให้แจ้งสักหน่อยเป็นไร ดังนี้ครับ

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก
เมื่อ พ.ศ.2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พระเจ้ากรุงธนบุรี) เสด็จฯ ทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยา
มารุ่งเช้าที่หน้าวัดมะกอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดแจ้ง"

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอรุณราชวราราม" ในสมัยกรุงธนบุรี
วัดอรุณราชวรารามฯ เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต ก่อนที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระแก้ว
นอกจากนั้นยังมียักษ์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 ตน ตั้งอยู่หน้าประตูซุ้มยอดพระมงกุฎ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม
"ยักษ์วัดแจ้ง"

ภายในวัดอรุณราชวรารามฯ นี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ มีพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง 33 วาเศษ
ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีปรางค์ทิศทั้ง 4
ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประสูติ เทศน์พระธรรมจักร ตรัสรู้ นิพพาน

การเดินเวียนทักษิณาวรรตรอบพระปรางค์ 3 รอบ โดยเดินเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) เพื่อความเป็นสิริมงคล
มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" ซึ่งรัชกาลที่ 2 ทรงปั้นหุ่นและพระพักตร์
ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง และยังมีพระวิหารที่มีพระบรมสารีริกธาตุที่เกศพระพุทธชมภูนุชฯ
มีพระอรุณหรือพระแจ้ง ที่รัชกาลที่ 4 ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์

เอาละมังครับ...เท่านี้ก็สมควรแก่เหตุ ราหูก็อมได้แค่พระอาทิตย์ แต่จะอมบ้าน-อมเมืองไทยไม่ได้เด็ดขาด
ก็ขอให้ทุกท่านได้ดูการอมในระบบสุริยจักรวาลในวันนี้กันด้วยความสุข ความสมหวังเถิด และขออย่าให้
ทุกข์ โศก อีกทั้งโรค ภัย ตลอดถึงอุปัทวันตรายทั้งหลายมาอมท่านได้เลย...สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง
สิทธิลาโภ ชโยนิจจัง เพี้ยง..เพี้ยง.


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Jan 16, 2010 1:36 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sat Jan 16, 2010 1:28 pm

att พิมพ์ว่า:ทำไมต้องที่ลำพูน?

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t280-15.htm


เจ้าคณะบ้านธิ ท้าเณรเบิร์ดโชว์หลักฐานคู่ขาใช้บริการ




คราวนี้ตรงเป้าเป๊ะเลยเนาะ



Arrow ร่วมอนุโมทนา สร้างบุญมหากุศล




http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t280-160.htm
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 2:08 pm

http://www.ch7.co.th/news/news_royal_detail.aspx?c=1&p=1&d=66138

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงอัญเชิญพระพุทธศรีไสยาสน์พัชรธรรมมงคล
ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดพนัญเชิงวรวิหาร


16-01-2553 | 20:00 l ชมทั้งหมด 130

เวลา 12 นาฬิกา 9 นาที วันนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปยังวัดพนัญเชิงวรวิหาร
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทรงอัญเชิญพระพุทธศรีไสยาสน์พัชรธรรมมงคล
ขึ้นประดิษฐาน ณ พระอุโบสถในการนี้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมา
พระประธานประจำพระอุโบสถจากนั้น ทรงพระสุหร่าย พระพุทธศรีไสยาสน์พัชรธรรมมงคล
ทรงวางพุ่มดอกไม้ทอง พุ่มดอกไม้เงิน และทรงจุดธูปเทียนเครื่องท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธศรีไสยาสน์พัชรธรรมมงคล
แล้วทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก ทรงลาพระสงฆ์

พระพุทธศรีไสยาสน์พัชรธรรมมงคล เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์เนื้อทองเหลืองติดทองคำแท้ ศิลปะสมัยสุโขทัย
มีความยาว 152 เซนติเมตร โดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีพระดำริให้สร้างขึ้น
พร้อมกับพระพุทธรูปปางสมาธิ 2 องค์ และพระพุทธรูปปางมารวิชัย 1 องค์ ซึ่งจะอัญเชิญไปประดิษฐาน
ที่พระบรมธาตุธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และได้เสด็จไปทรงเททองหล่อ
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 ณ วัดสระเกศวรมหาวิหาร เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้แก่ชนรุ่นหลัง
และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน

วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท สังกัดมหานิกายตามหนังสือพงศาวดาร กล่าวว่า
พระเจ้าสายน้ำผึ้ง สร้างขึ้นราวปี 1867 ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา 26 ปี ภายในมีเสนาสนะและศาสนวัตถุ
ที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต ที่เป็นพระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง ปางมารวิชัย
ขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัด, ศาลพระนางสร้อยดอกหมาก ซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึก
ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก พระอัครมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วงการพระ(มหานิกาย) คือเป้าโจมตี..ณ ปัจจุบัน(รึเปล่า)

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 31, 2010 9:29 am

บิ๊กจิ๋ว ทำบุญ

วันที่ 30 มกราคม 2553 23:33

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างศาลาหอประชุมศูนย์กลาง
คณะสงฆ์ธรรมยุตมุกดาหาร ณ วัดป่าศิลาวิเวก อ.เมืองมุกดาหาร งบ 12ล้านบาท


http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=nutty&id=161

ศาสนาพุทธฝ่ายมหานิกายกับฝ่ายธรรมยุต ต่างกันอย่างไร

ศาสนาพุทธในประเทศไทยอยู่ในนิกายเถรวาท ซึ่งยังสามารถแบ่งเป็น 2 สาย คือ
สายมหานิกาย กับสายธรรมยุต
ผมอยากทราบว่าทั้ง 2 สายมีแนวคิดและแนวปฏิบัติต่างกันอย่างไร ,
จะทราบว่าวัดหรือพระสงฆ์รูปใดเป็นสานมหานิกายหรือสานธรรมยุต

ศาสนาพุทธในบ้านเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นนิกายเถรวาทสืบสายจากลังกาวงศ์ครับ

เดิมทีนั้นไม่ได้แบ่งแยกออกมาเป็น 2 สาย อดีตกาลนั้นพุทธศาสนาในไทยนั้นยึดถือตามแบบเถรวาท
สายลังกาวงศ์เพียงอย่างเดียว แต่ได้มาแยกออกเป็น 2 สาย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ครับ
ตามที่กระผมซึ่งได้บวชเรียนและศึกษามาบ้างก็พอจะให้คำตอบได้บ้างพอสมควรครับ
คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกผนวชนั้น พระองค์ทรงเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา
เป็นอันมากครับและได้ทรงตั้งพระทัยที่จะครองสมณเพศให้ถึงแก่นพระพุทธศาสนา ทรงถือปฏิบัติตาม
พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด อันเป็นแบบอย่างของสมณเพศอันประเสริฐ จึงทำให้บังเกิดความเลื่อมใส
และเป็นแบบอย่างปฏิบัติของพระภิกษุที่ดีครับ ในสมัยนั้นเอง พระภิกษุบางจำพวกได้หย่อนยานต่อ
การปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ จึงเป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยก
ออกเป็น 2 ฝ่ายครับ ซึ่งฝ่ายที่เคร่งครัดปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ซึ่งชอบปฏิบัติบำเพ็ญเพียรเพื่อธรรม
อันประเสริฐก็ยืดตามหลักธรรมเดิมคือต้องอยู่ตามป่าเขาหรือที่เรียกกันว่าพระป่า
ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยครับ แต่ก็ยังมีพระส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่ในเขตบ้านเรือนเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ
และสั่งสอนพุทธศาสนิกชนหรือที่เรียกกันว่า พระบ้านครับ ถ้าเทียบอัตราส่วนนะครับ
พระสายมหานิกายในบ้านเรานั้นมีมากถึง 70 % ส่วนพระสายธรรมยุตนั้นมีเพียง 30 % ครับ

ส่วนแนวทางปฏิบัตินั้นก็ไม่ต่างกันมากครับ ถือซะว่าคล้ายๆกันครับ

สำหรับการจะดูว่าวัดใดเป็นวัดมหานิกายหรือธรรมยุตนั้น บางวัดก็จะมีบอกครับ เช่น วัดเขื่อนขันธ์
(มหานิกาย) หรือ วัดเจดีย์ยอดทอง (ธรรมยุต) หรือบางวัดใช้อักษรย่อ เช่น ธ คือ ธรรมยุต ม คือ มหานิกาย
ครับ แต่ถ้าไม่ได้มีป้ายเขียนบอกก็คงต้องดูจากการปฏิบัติของพระในวัดครับ หรือไม่ก็ดูจากสีของจีวร
ซึ่งสีของจีวรนั้นพระสายธรรมยุตกว่า 99% มักใช้สีกรัก(ออกสีน้ำตาลเข้ม) และพระสายมหานิกายกว่า 90%
ใช้สีเหลืองทองหรือสีออกส้ม และยังมีพระสายมหานิกายบางวัดใช้สีกรักอ่อน(น้ำตาลอ่อน) ก็มีครับ

สำหรับการดูว่าพระรูปใดเป็นสายใดนั้นอาจจะดูคร่าวๆ จากการครองจีวรครับ ภายในวัดหรือ
สำหรับปฏิบัติศาสนกิจนั้น พระสายมหานิกายมักจะครองจีวรแบบห่มดอง พาดสังฆาฏิที่ไหล่ซ้าย
มีผ้ารัดอกมัดไว้ ส่วนพระสายธรรมยุติจะครองจีวรแบบเฉวียงบ่าแล้วพาดสังฆาฏิที่ไหล่ซ้ายเหมือนกัน
แต่มัไม่มัดผ้ารัดอก สำหรับภายนอกวัดนั้น ส่วนใหญ่พระฝ่ายมหานิกายซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
ให้ครองจีวรแบบห่มมังกร ส่วนพระสายธรรมยุตนั้นครองจีวรแบบลูกบวบ ครับ ไม่ทราบว่า
จะเข้าใจมั้ยสำหรับการครองจีวร เอาไว้ผมจะหารูปมาให้ดูในภายหลังแล้วกัน จะได้ไม่งง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสายธรรมยุตหรือมหานิกาย ต่างก็ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่บัญญัติไว้เหมือนกัน
การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่ปฏิบัติดีไม่ปฏิบัติชอบนั้นขึ้นอยู่กับตัวสมมติสงฆ์หรือพระสงฆ์ในปัจจุบันครับ

" ดอกไม้ที่ปักแจกันบูชาพระยังมีหลายหลากสีหลายหลากชนิด ผู้คนนั้นมีมากมายจำพวกมากกว่า
ดอกไม้ซะอีก เช่นกันพระสงฆ์ นั้นก็มาจากคนจึงไม่แปลกอะไรที่จะต้องเจอพระที่ดีและไม่ดี
ใช่ว่าในสมัยพุทธกาลจะมีแต่พระที่ดีเพียงอย่างเดียว ถ้าเราได้ศึกษาในพุทธประวัติแล้วจะทราบว่า
ในสัมยพระพุทธเจ้ายังทรง ดำรงอยู่นั้นก็มีพระบางจำพวกที่ปฏิบัติไม่ดีก็มี ดังนั้น ขอให้พุทธศาสนิกชน
จงอย่าเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุเพราะการปฏิบัติของพระสงฆ์เลย จงศรัทธาต่อองค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงศรัทธาต่อพระธรรมที่จะนำเราสู่ ความหลุดพ้น และจงศรัทธาต่อพระสงฆ์
ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเถิด"
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ