พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 17, 2010 10:58 pm



พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

พระพุทธคุณ ๙ ประการ

ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจด จากกิเลส ผ่องใส
ทรงมีชัยอยู่เหนือบัลลังก์โพธิญาณทรงสยบมารได้ในที่สุด และตรัสรู้แจ้งธรรมด้วยตนเอง ด้วยความเพียร
และจากการสั่งสม บ่มบารมีมาอย่ายิ่งยวด ทรงบรรลุวิชชาอันลึกซึ้งยิ่ง และทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
ที่ประเสริฐ อันหาผู้ไดเปรียบเสมอมิได้ พระองค์เสด็จไปดีแล้วไปสู่สันติสุขอันเป็นอมตะนิรันดร์
ทรงเป็นผู้รู้แจ้ง แห่งสรรพสัตว์และสรรพชีวิตทั้งหลาย ทรงเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
ทรงเป็นบรมครู เป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตลอดเวลา
ทรงเป็นพระผู้มีพระภาค คือเป็นผู้มีความเจริญที่ไม่มีวันเสื่อม พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก
พรหมโลกให้แจ้งชัดถึงธรรมอันไม่ตาย ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมไพเราะงดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง
งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์
อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น เป็นความดี.


คุณของพระพุทธเจ้าและพระพุทธานุภาพนั้นมีอานุภาพคุ้มโทษคุ้มภัยต่อโลกและชีวิต
แห่งสรรพสัตว์ ทุกรูปทุกนาม ผู้เชื่อและยึดมั่นต่อพระองค์อย่างแท้จริง ด้วยปํญญาอันชัดแจ้ง
เมื่อนั้นแม้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า พวกเราทั้งหลายจะพ้นภัยพิบัติทั้งมวลและล่วงพ้นมือมารได้ จงกล่าวคำว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เถิด สาธุ สาธุ สาธุ


อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชา จารณะ สัมปันโน สุขโต โลกวิทู
อนุตตะโร ปุริสธรรมสารถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภควา ติ


ภาวนา บทนี้ให้ได้วันละ ๑๐๘ จบทุกวัน แล้วท่านจะได้พบกับพลังอำนาจแห่งพระมหาพุทธานุภาพ
อันวิเศษยิ่งและอำนาจแห่งจิตตานุภาพของๆท่าน ด้วยจิตของตนเอง


พระพุทธคุณพึ่งได้ไหรือไม่

คำถามคำนี้เป็นคำถามภาษาซื่อๆของคนที่ห่างไกลต่อพระธรรมคำสอน ในทางพระพุทธศาสนา
แต่ก็นับว่าเป็นคำถามที่มีค่ามาก เพราะมิฉะนั้นคำตอบนี้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีผู้ถาม
สำหรับผู้ที่ยังต้องพึ่งสิ่งศักดิ์เป็นเครื่องชูกำลังใจ ในการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความหวัง
แต่ส่วนมากก็หันไปพึ่งเทพเทวานั่นเอง เพราะเทพยังมีกิเลสอยู่จึงยังมีรักชอบเกลียดชัง
เมื่อจัดพลีกรรมบูชาเป็นที่ พอ อก พอ ใจ ก็มั่นใจว่าท่านคงจะต้องบันดาลสิ่งประสงค์ให้สมปรารถนาได้
ก็ไม่ผิดนักสำหรับความเชื่อตรงนั้น แต่ใครจะรู้บ้างไหมว่าเทวดามีฤทธาใด้ในขอบเขตจำกัด
แค่กุศลกรรมที่ตนเคยได้สร้างสมไว้เมื่อก่อนตายจากความเป็นมนุษย์มา สิ่งที่ติดตัวมาคือเรียกว่ากรรมยิทธิ
ซึ่งแปลว่าฤทธิ์อันเกิดจากอำนาจกรรมนั่นเอง ไม่ใช่อิทธิจากอภิญญาจิตที่เกิดจากฌานสมาบัติ
อันเป็นผลจากการเจริญสมาธิกรรมฐาน อาจมีคำถามต่ออีกว่า และกรรมยิทธิมันมีฤทธิ์ช่วยคนได้แค่ไหน
ก็ต้องตอบว่า ยากจะหยั่งรู้จริงๆเพราะเป็นของรู้เฉพาะตนใครทำใครได้ อาจแค่ช่วยตนเองได้แต่ช่วยคนอื่นไม่ได้
อย่างเช่นไฟใหม้ป่าสัตว์บางชนิดอาจต้องตายโดยช่วยเหลือตนเองไม่ได้ แต่นกมันกลับรอดตายได้
เพราะเหาะได้นั่นเอง การที่นกเหาะได้โดยใครๆเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่เกี่ยวกับฤทธิ์เดชไดๆนี่
แหละ เรียกว่ากรรมยิทธิหรือฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจกรรม ก็คือกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นนกนั่นเอง
คงพอเข้าใจบ้างแล้วใช่ไหมครับ


เหล่าเทพเทวาทั้งหลายก็เช่นกันย่อมจะมีบุญฤทธิ์ไม่เท่าเทียมกันเพราะกุศลที่สร้างกันมา
ไม่เท่าเทียมกันนั่นเอง เท่าที่ได้ศึกษามาก็ไม่เห็นมีตำราเล่มไดกล่าวว่าเทวดามาเนรมิตอะไรๆให้มนุษย์โดยตรง
มีแต่โดยอ้อมเสียทั้งนั้น อย่างเช่นมาเข้าฝัน หรือดลจิตดลใจอย่างที่เขาว่ากันนั่นแหละ
แต่ทุกสิ่งทีกล่าวมาทั้งหมดลองใช้วิจารณาญาณสังเกตให้ดีนะครับ จะไปคตรงกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า
ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจมีใจเป็นใหญ่มีใจเป็นหัวหน้า เทวดาทั้งหลายพบสันติสุขก็เพราะใจของตน
ใจบาปก็ทุกข์ ใจสุขก็เพราะบุญ นี่คือข้อคิดที่ควรค่าแก่การจดจำไว้รำลึกอยู่เสมอ
ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตนอย่างแท้จริง อิทธิฤทธิ์เป็นของมีได้จริงไม่ปฏิเสฐ
แต่ต้องปฏิบัติและต้องทำให้มีขึ้นสามารถทำได้ทุกคน และจะบอกเสียก่อนนะครับว่าถ้าความดีไม่ได้สร้างมา
อย่างต่อเนื่องอย่าหวังว่า เทวดาจะหลงติดสินบนเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ถ้าคิดเช่นนั้นขอบอกว่าคิดผิดถนัด


พระพุทธานุภาพย่อมเป็นที่พึ่งของเวไนยสัตว์ได้แน่ตราบไดที่ศาสนาพุทธยังไม่สิ้น พระพุทธเจ้าคือ
ผู้บำเพ็ญเพียรทางจิตมาถึงจุดสุงสุดแห่งจิต เป็นมหาบุคคลคนเดียวในหนึ่งพุทธันดรไม่มีใครยิ่งกว่า
พระพุทธองค์ทรงมีอำนาจจิตสูงสุด เรียกว่าประมาณหรือเทียบกับไครไม่ได้เลยจริงไหมแม้ผงอิฐ หิน มวลไม้
จากวัตถุทางธรรมชาติ ผู้ที่รู้เรื่องจิตนำมันมานั่งเสกเป่า ยังบังเกิดฤทธิ์อำนาจขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ
แต่ก็เป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่ แล้วพระพุทธานุภาพหรือจะมีฤทธิ์ไม่ได้ใครคิดอย่างนั้นนับว่าสมองโจ๊กมากจริงๆ


เรื่องจิตตานุภาพนี้มีตัวอย่างในปัจจุบันที่วงการวิทยาศาสตร์ก็ยังรับรอง ในโลกวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้
มนุษย์เราต่างยอมรับโดยทั่วไปว่า วิทยุ โทรทัศน์โทรเลข ดาวเทียมและเรด้าร์เป็นสิ่งที่นำสื่อจากระยะไกลมาสู่เราได้
สามารถเข้าใจติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลกภายในไม่กี่นาที สามารถพูดคุยกันได้อย่างง่ายดายแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกัน
เป็นแสนไมล์ แต่ก็มีบางอย่างลึกลับที่ไม่น่าเป็นไปได้และยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้มา ตั้งแต่สมัยแรกเกิดมนุษย์
บนพื้นโลกจนกระทั่งถึงปัจจุบัน สิ่งที่เป็นความลึกลับนั้นก็คือจิตของมนุษย์นี่เอง


จิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีอิทธิพลต่อมวลมนุษย์ทั้งโลก มันเร็วยิ่งกว่าคลื่นเสียงและคลื่นแสง
จิตใจของมนุษย์สามารถถ่ายทอดสื่อกันได้โดยปราศจากการใช้เครื่องมือไดๆทั้งสิ้น
สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด หรือแม้แต่อารมณ์อันซ่อนเร้นภายในห้วงลึก
ของจิตใจมนุษย์ที่อยู่ห่างไกลกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่างเมื่อไม่นานมานี่เอง นักอวกาศชื่อดังของอเมริกาคือ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ ได้ทดลองส่งกระแสจิตหรือโทรจิต
จากยานอวกาศติดต่อกับ ยูริ เกลเลอร์ นักพลังจิตที่อยู่บนพื้นโลกได้ เรื่องราวของ ยูริ เป็นเรื่องราวที่ลือลั่นพอสมควร
ถ้าใครสนใจจะติดตามค้นหาก็น่าจะค้นหาได้ไม่ยากเท่าไร แต่ณที่นี้ผมจะขอยกไว้เพียงเป็นตัวอย่างเท่านั้น


วิทยาการทางโลกก็คงก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่แปลกความก้าวหน้าแห่งโลกวิทยาศาสตร์
เกิดมาเพื่อยืนยันสัจจะแห่งบรรพบุรุษเท่านั้นยังไม่พบเลยว่ามีอะไรที่รู้มากไปกว่าพระสัพภัญญูของพระพุทธเจ้า
ในขณะที่โลกวิทยาศาสตร์ยังคงค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องจิตต่อไป แต่บทสรุปเรื่องราวแห่งจิตในพระพุทธศาสนา
ได้แสดงบทสรุปไว้แล้วอย่างจะแจ้ง ชัดเจนชนิดไม่มีขอโต้แย้งไดๆจะมาหักร้างได้ ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
ด้วยหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาอันเปิดกว้าง ทนทานต่อการพิสูจน์มานับได้ ๒๕๐๐ กว่าปี


ผมจะขอเสนอบทความเรื่องจิตในพระอภิธรรมไว้ให้ทุกท่านผู้เป็นปัญญาชนม์ใช้เป็นหลักในการพิสูจน์
ซึ่งประพันธ์ไว้โดยพระอรหันต์สาวกผู้ได้พิสูจน์และเข้าถึงแล้วอย่างแท้จริงคือ พระอนุรุทธาจารย์
ผู้มีคุณต่อพระพุทธศาสนาและพุทธบริษัทอย่างยิ่งเรียกว่าคุณอันหาที่สุดมิได้เลยทีเดียว


จิตคืออะไร

จิต คือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่ง รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้ สิ่งที่จิตรู้นั้นเป็นอารมณ์ จิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นแหละคืออารมณ์

อีกนัยหนึ่งแสดงว่า จิตคือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ รับ จำ คิด รู้ ซึ่งอารมณ์ จิตต้องมีอารมณ์ และต้องรับ
อารมณ์จึงจะรู้ และจำ แล้วก็คิดต่อไป


จิตฺเตตีติ จิตฺตํ อารมฺมณํ วิชานาตีติ อตฺโถ ฯ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ธรรมชาติใดย่อมคิด
ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต หรือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือ จิต


ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวัคค แสดงว่าจิตนี้มีชื่อที่เรียกใช้เรียกขานกันตั้ง ๑๐ ชื่อ
แต่ละชื่อก็แสดงให้รู้ ความหมายว่าจิตคืออะไร ดังต่อไปนี้


. ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต

. ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโน

. จิตนั่นแหล่ะได้รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า หทัย

. ธรรมชาติคือ ฉันทะ( ความยินดีพอใจ )ที่มีในใจนั่นเอง ชื่อว่า มานัส

. จิตเป็นธรรมชาติที่ผ่องใส จึงชื่อว่า ปัณฑระ

. มนะนั่นเองเป็นอายตนะ คือเป็นเครื่องต่อ จึงชื่อว่า มนายตนะ

. มนะอีกนั่นแหละที่เป็นอินทรีย์ คือครองความเป็นใหญ่ จึงชื่อว่า มนินทรีย์

. ธรรมชาติใดที่รู้แจ้งอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิญญาณ

. วิญญาณนั่นแหละเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์

๑๐. มนะนั่นเองเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ จึงชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุ


สภาพหรือลักษณะของจิต

จิตเป็นปรมัตถธรรม ดังนั้น จิตจึงมีสภาวะ หรือสภาพ หรือลักษณะทั้ง ๒ อย่างคือ
ทั้งสามัญลักษณะ และวิเสสลักษณะ


สามัญญลัษณะ หรือไตรลักษณ์ของจิต มีครบบริบูรณ์ทั้ง ๓ ประการคือ
อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ


จิตนี้เป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง ไม่มั่นคง หมายถึงว่า ไม่ยั่งยืน ไม่ตั้งอยู่ได้ตลอดกาล

จิตนี้เป็นทุกขัง คือทนอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ทนอยู่ไม่ได้ตลอดกาล
จึงมีอาการเกิดดับ เกิดดับ อยู่ร่ำไป


จิตนี้เป็นอนัตตา คือเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาให้ยั่งยืน ให้ทนอยู่ไม่ให้เกิดดับ ก็ไม่ได้เลย

และเพราะเหตุว่าจิตนี้ เกิดดับ เกิดดับ สืบต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ จนปุถุชนคนธรรมดา
เข้าใจไปว่า จิตนี้ไม่มีการเกิดดับ แต่ว่ายั่งยืนอยู่จนตลอดชีวิตจึงดับไปก็เหมือนกับเข้าใจว่า
กระแสไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ ซึ่งกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเราเห็นหลอดไฟสว่างอยู่ตลอดเวลา
ก็เข้าใจว่ากระแสไฟฟ้าไม่ได้ไหลไปแล้วกลับฉะนั้น


ส่วนวิเสสลักษณะหรือ ลักขณาทิจตุกะของจิต ก็มีครบบริบูรณ์ทั้ง ๔ ประการคือ

วิชานน ลกฺขณํ มีการรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ

ปุพฺพงฺคม รสํ เป็นประธานในธรรมทั้งปวง เป็นกิจ

สนฺธาน ปจฺจุปฏฺฐานํ มีการเกิดต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เป็นอาการปรากฎ

นามรูป ปทฺฏฐานํ มีนามรูป เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ในธรรมบท ภาค ๒ มีคาถากล่าวถึงเรื่องการระวังสังวรจิต และมีความกล่าวถึง
ลักษณะหรือสภาพของจิตด้วย จึงขอนำมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้


ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสริรํ คูหาสยํ

เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ

แปลความว่า ชนทั้งหลายใด จักระวังจิต ซึ่งไปไกล ไปเดี่ยว ไม่มีสรีระ (รูปร่าง) มีคูหาเป็นที่อาศัย
ไว้ได้ ชนทั้งหลายจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร


อนึ่ง จิตเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้เกิดขึ้น ทำให้เป็นไปได้ คือทำให้วิจิตรได้ถึง ๖ ประการ

. วิจิตร
ในการกระทำ คือทำให้งดงาม แปลก น่าพิศวง พิลึกกึกกือ เช่น
สิ่งของต่างๆที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ย่อมมีทั้งที่งดงาม แปลกตาน่าพิศวง
ตลอดจนน่าเกลียด น่าสยดสยองสพรึงกลัว


. วิจิตรด้วยตนเอง คือ ตัวจิตเองก็แปลก น่าพิศวง มีประการต่างๆ นานา เช่น
จิตดีก็มี ชั่วก็มี จิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่สงบ จิตเบาปัญญา จิตที่มากด้วยปัญญา จิตที่มีความจำเลอะเลือน
จิตที่มีความจำเป็นเลิศ สุดที่จะพรรณนา


. วิจิตรในการสั่งสมกรรมและกิเลส ก็น่าแปลกที่จิตนั่นแหละเป็นตัวที่
ก่อกรรมทำเข็ญ และก็จิตนั่นแหละเป็น ตัวสะสมกรรมและกิเลสที่ตัวนั้นทำไว้เอง น่าแปลก น่าพิศวงยิ่งขึ้น
ก็ตรงที่ว่า กรรมอะไรที่ไม่ดีที่ตัวทำ เอง ก็ไม่น่าจะเก็บสิ่งที่ไม่ดีนั้นไว้ แต่ก็จำต้องเก็บต้องสั่งสมไว้


. วิจิตร ในการรักษาไว้ ซึ่งวิบากที่กรรมและกิเลสได้สั่งสมไว้ หมายความว่า
กรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่จิตเป็นตัวการก่อให้เกิดขึ้นนั้น จะไม่สูญหาย
ไปไหนเลย แม้จะช้านานปานใด ก็ไม่มีการเสื่อมคลายไป เมื่อได้ช่องสบโอกาสเหมาะเมื่อใด
เป็นต้องได้รับผลของ กรรมเมื่อนั้นจนได้


. วิจิตรในการสั่งสมสันดานของตนเอง หมายถึงว่าการกระทำกรรมอย่างใดๆ ก็ตาม
ถ้ากระทำอยู่บ่อยๆ ทำอยู่เสมอๆ เป็นเนืองนิจ ก็ติดฝังในนิสสัยสันดานให้ชอบกระทำ ชอบพฤติกรรมอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ไป


. วิจิตรด้วยอารมณ์ต่างๆ หมายถึงว่าจิตนี้รับอารมณ์ได้ต่างๆ นานาไม่มีที่จำกัดแต่น่าแปลก
น่าพิศวงที่มักจะรับอารมณ์ที่ไม่ดี ที่ชั่วได้ง่ายดาย


จำแนกจิตเป็น ๔ ประเภท

เมื่อกล่าวตาม สภาพ คือกล่าวตามลักษณะของจิตแล้ว จิตนี้มีเพียง ๑ เพราะจิตมีสภาวะ มีสภาพ มีลักษณะ
รับรู้อารมณ์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง


แต่เมื่อกล่าวตามอารมณ์ที่รู้ ตามประเภทที่รู้ กล่าวคือ รู้ในเรื่องกามที่เป็นบุญเป็นบาปรู้เรื่องรูปฌาณ รู้ในเรื่อง
อรูปฌาณ รู้ในเรื่องนิพพานเหล่านี้แล้ว จิตก็มีจำนวนนับอย่างพิศดารได้ถึง ๑๒๑ ดวง หรือ ๑๒๑ อย่าง ๑๒๑ ชนิด
และจำแนกได้เป็นประเภทตามอาการที่รู้นั้นได้เป็น ๔ ประเภท คือ


. กามาวจรจิต ๕๔ ดวง

. รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง

. อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง

. โลกุตตรจิต ๘ ดวง หรือ ๔0 ดวง

รวมเป็น ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง

. กามาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่ข้องอยู่ ที่ติดอยู่ ที่หลงอยู่ ที่เจืออยู่ในกามตัณหา หรือเป็นจิตที่ส่วนมาก
ท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในกามภูมิ จิตประเภทนี้เรียกสั้นๆ ว่า กามจิต มีจำนวน ๕๔ ดวง


. รูปาวจรจิต เป็นจิตที่ถึงซึ่งรูปฌาณ พอใจที่จะเป็นรูปพรหม หรือเป็นจิตที่ท่องเที่ยว
อยู่ในรูปภูมิ จิตประเภท นี้มีจำนวน ๑๕ ดวง


. อรูปาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่เข้าถึงซึ่งอรูปฌาณ พอใจที่จะเป็นอรูปพรหมหรือ
เป็นจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ใน อรูปภูมิ จิตประเภทนี้มีจำนวน ๑๒ ดวง


. โลกุตตรจิต เป็นจิตประเภทที่กำลังพ้นและพ้นแล้วจากโลกทั้ง ๓ คือ
พ้นจาก กามโลก (กามภูมิ), จากรูปโลก (รูปภูมิ) และจากอรูปโลก (อรูปภูมิ) จิตประเภทนี้มีจำนวน


เพียง ๘ ดวง ถ้าจิต ๘ ดวงนี้ประกอบด้วยฌาณด้วยแล้ว จิตแต่ละดวงก็แจกได้เป็น ๕ ตามชั้น
ตามประเภทของ

ฌาณ ซึ่งมี ๕ ชั้น จึงเป็นจิตพิศดาร ๔๐ ดวง ดังนั้น จิตทั้งหมด นับโดยย่อก็เป็น ๕๔ ดวง และนับโดยพิศดาร
ก็เป็น ๑๒๑ ดวงที่นับอย่างพิศดารนั้น จำนวนที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่มที่โลกุตตรกุศลจิตประเภทเดียวเท่านั้น


จิตตานุภาพ
โดยท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส

จิตตานุภาพคืออานุภาพของจิต แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ

จิตตานุภาพบังคับตนเอง
จิตตานุภาพบังคับผู้อื่น
จิตตานุภาพบังคับเคราะห์กรรม

จิตตานุภาพบังคับตนเอง

ตนของตนย่อมเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง เหตุนี้จึงต้องหัดบังคับตนเอง ผู้อื่นถึงจะเป็นศัตรู
ก็ไม่เท่าตนเป็นศัตรูต่อตนของตนเอง
ถ้ายังไม่สามารถบังคับตนของตนเองให้ดีได้แล้ว
ก็อย่าหวังเลยว่าจะบังคับผู้อื่นให้ดีได้


จิตตานุภาพบังคับตนเองมี ๗ ประการ

บังคับความหลับและความตื่น

การหัดนอนให้หลับสนิทเป็นกำลังสำคัญยิ่งนัก เหตุที่ทำให้นอนไม่หลับมี ๒ ประการ คือ

๑.๑ร่างกายไม่สบายพอ
อาหารที่ย่อยยากก็เป็นเหตุให้ร่างกายไม่สบายพอ ควรนอนตะแคงข้างขวา ถ้านอนหงาย
ก็ควรให้เอียงขวานิดหน่อย ถ้าต้องการพลิกก็ควรพลิกจากขวานิดหน่อย
แล้วกลับตะแคงขวาตามเดิม
นอนย่อมให้อวัยวะทุกส่วนพักผ่อน
อย่าให้เกร็งตึงและไม่ควรตะแคงซ้าย


๑.๒ความคิดฟุ้งซ่าน
เวลานอนถ้าจิตฟุ้งซ่าน ควรคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่อย่างเดียว ครั้นแล้วก็เลิกละไม่คิดสิ่งนั้น
และไม่คิดอะไรอื่นต่อไปอีก
กระทำใจให้หมดจดเหมือนน้ำที่ใสสะอาด

ควรบังคับตัวให้ตื่นตรงตามเวลาที่ต้องการ ก่อนนอนต้องคิดให้แน่แน่ว สั่งตนเองให้ตื่นเวลาเท่านั้น
เมื่อถึงเวลาก็จะตื่นได้เองตามความประสงค์



ทำความคิดให้ปลอดโปร่ง ว่องไว ในเวลาตื่นขึ้น อย่าให้เซื่องซึมต้องเอาความคิดในเวลาตื่นเช้า
ไปประสานติดต่อกับความคิดที่เราทิ้งไว้เมื่อวันวานก่อนที่จะนอนหลับ ก่อนนอนควรจดบันทึกกิจการที่เรา
จะต้องทำในวันรุ่งขึ้นนั้นไว้ในกระดาษแผ่นหนึ่งเสมอ
พอตื่นขึ้นมาก็หยิบดูเพื่อปลุกความคิดให้ตื่น


เปลี่ยนความคิดได้ตามต้องการ คือเมื่อต้องการคิดอย่างใดก็ให้คิดได้อย่างนั้น ทิ้งความคิดอื่น ๆ หมด
และเมื่อไม่ต้องการคิดอีกต่อไป จะคิดเรื่องอื่นก็ให้เปลี่ยนได้ทันที และทิ้งเรื่องเก่าโดยไม่เอาเข้ามาพัวพัน
คือทำใจให้เป็นสมาธิอยู่ที่กิจเฉพาะหน้า
การเปลี่ยนความคิดเป็นเหตุให้ห้องสมองมีเวลาพักชั่วคราว
ทำให้สมองมีกำลังแข็งแรงขึ้น


สงบใจได้แม้เมื่อตกอยู่ในอันตราย หรือประสบทุกข์ อย่าให้เสียใจหมดสติสะดุ้ง ดิ้นรนจนสิ้นปัญญาแก้ไข
เกิดความท้อถอยไม่ทำอะไรต่อไป
ความสงบไม่ตื่นเต้นเป็นเหตุให้เกิดปัญญาประกอบกิจให้สำเร็จได้สมหวัง
เราจะแก้ไขเหตุร้ายที่เกิดขึ้นแก่เราได้นั้นก็มีทางจะทำอยู่ ๒ ขั้น


๔.๑ต้องสงบใจมิให้ตื่นเต้น
๔.๒ ต้องมีความมานะพยายาม

วิธีสงบใจที่ดีที่สุด หายใจยาวและลึก

เปลี่ยนนิสัยความเคยชินของตัวจากร้ายเข้ามาหาดีการขืนใจตัวเองชั่วขณะหนึ่งอาจเป็นผลดี
แก่ตัวเองตลอดชีวิต
แต่การทำตามใจตัวขณะเดียวก็อาจเป็นผลถึงการทำลายชีวิตของเราได้เหมือนกัน


ตรวจตราตัวของตัวเป็นครั้งคราวโดยสม่ำเสมอให้ทราบว่ากำลังใจมั่นคงขึ้นหรือไม่
ฝ่ายกุศลเจริญขึ้นหรือไม่
ฝ่ายอกุศลลดน้อยเบาบางหมดสิ้นไปหรือไม่ ใจยังสะดุ้งดิ้นรนหวั่นไหวอยู่หรือไม่


ป้องกันรักษาตัวด้วยจิตตานุภาพการสะดุ้งตกใจหรือเสียใจ ความกลัว เป็นเหตุให้เกิดโรค
และโรคกำเริบ
และเป็นเหตุให้คนดี ๆ ตายได้ คนไข้ถ้าใจดีหายเร็ว ความไม่กลัวตายรอดอันตรายได้มากกว่ากลัวตาย
ความพยายามและอดทนเป็นเหตุให้สำเร็จสมประสงค์


จิตตานุภาพบังคับผู้อื่น

จิตตานุภาพอย่างอ่อน สามารถใช้สายตา น้ำเสียงและด้วยกระแสจิตประกอบคำพูด
ซึ่งจะเป็นเครื่องจูงใจคนให้เชื่อฟัง
ลักษณะไม่หวาดหวั่นครั่นคร้ามต่อใคร ๆ นั้นไม่ใช่ชีวิตหัวดื้อบึกบึน
ซึ่งไม่นับว่าเป็นจิตตานุภาพ
ต้องเป็นคนสุภาพสงบเสงี่ยม เคารพนบนอบต่อบุคคลที่ควรเคารพ
แต่ทว่าหัวใจของคนชนิดนั้นไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวใคร และสามารถแสดงให้เห็นว่าตัวเป็นมนุษย์คนหนึ่งอยู่ในโลก
และเป็นมนุษย์ที่รู้จักคิด
รู้จักพูด รู้จักทำ


คนที่สามารถเป็นนายตนเอง ไม่ตกเป็นทาสของหัวใจคนอื่น และสามารถดึงดูดหัวใจคนเข้ามา
เชื่อฟังเกรงกลัวนั้น
ถ้าสังเกตให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่ามีลักษณะ ๔ ประการ


สายตาแข็ง มีอำนาจในตัว
เสียงชัดแจ่มใส
ท่าทางสงบเสงี่ยมและเป็นสง่า
รู้จักวิธีชักจูงหัวใจคนให้หันมาเข้าในคลองความคิดของตัว

พยายามอ่านหนังสือหน้าหนึ่งโดยไม่กะพริบตาเลยทำให้สายตาแข็งได้ อ่านหนังสืออย่างช้า ๆ
ให้ชัดถ้อยคำทุก ๆ
ตัวและให้ได้ระยะเสมอกันทำให้เสียงชัดแจ่มใส


เวลาพูด พยายามพูดให้เป็นจังหวะอย่าให้ช้าบ้างเร็วบ้างและให้ชัดถ้อยคำเสมอ ไม่ให้อ้อมแอ้ม
หรือกลืนคำเสียครึ่งหนึ่ง เป็นการฝึกหัดให้เสียงชัดเจนแจ่มใส


บุคคลที่มีสง่า คือคนที่บังคับร่างกายให้อยู่ในอำนาจหัวใจได้เสมอ มีท่าทางสงบเสงี่ยมเป็นสง่า
ไม่แสดงอาการโกรธ เกลียด กลัว รัก ขมขื่น ตกใจ สะดุ้ง
เศร้าโศก ให้ปรากฏ ไม่ทำอิริยาบถเคลื่อนไหวอันใด
โดยไม่จำเป็น
และโดยบอกความกำกับของใจ มีหน้าตาแจ่มใส อิริยาบถสงบเสงี่ยมเป็นสง่าอยู่ทุกขณะ
การเคลื่อนไหวทุกอย่างทำด้วยความหนักแน่นมั่นคง อย่าให้รวดเร็วจนเป็นการหลุกหลิก หรือผึ่งผาย
จนเป็นการเย่อหยิ่ง หรืออ่อนเปียกจนเป็นการเกียจคร้าน
ในเวลายืนให้น้ำหนักตัวถ่วงอยู่ทั่วตัวเสมอ
ไม่ให้ถ่วงแต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง


รู้จักใช้วิธีชักจูงหัวใจคนให้หันเข้ามาในคลองความคิดของเรา

หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดมีสิ่งที่จะชักจูงให้เขาละทิ้งข้อแนะนำของเรา
จูงใจเขาให้หันเข้ามาในทางที่เราต้องการทุกที

วิธีป้องกันตัวไม่ให้จิตตานุภาพของผู้อื่นบังคับเราได้

ให้ทำมโนคติให้เห็นประหนึ่งว่า กระแสดวงจิตของเราแผ่ซ่านป้องกันอยู่รอบตัวเรา
จิตตานุภาพของผู้อื่นไม่สามารถจะเข้าถึงตัวเราได้ ให้ทำเวลาเข้านอนครั้งหนึ่ง และขณะที่อยู่ใกล้บุคคล
ที่เราระแวงว่าเขาจะใช้จิตตานุภาพบังคับเรา


จิตตานุภาพบังคับเคราะห์กรรม

เครื่องมือที่จะชักนำเอาเคราะห์ดีเข้ามา คือ ความพยายามเข้มแข็งไม่ท้อถอยหนักแน่นระมัดระวัง
เชื่อแน่ในความพากเพียรบากบั่นของตัว มักจะเป็นคนเคราะห์ดีอยู่เสมอ และมีคุณสมบัติอย่างอื่นอีกคือ
ความมุ่งหมายและอย่าให้นึกถึงเคราะห์ร้าย
ตั้งความมุ่งหมายถึงผลอันใดในชีวิตไว้เท่านั้น
เพื่อให้ก้าวหน้ามุ่งตรงไปจนบรรลุสมประสงค์


ความมุ่งหมายจำต้องให้สูงไว้เสมอ เพื่อจะได้มีความพยายามอย่างสูงด้วย แต่การก้าวไปสู่ที่มุ่งหมายนั้น
ต้องก้าวอย่างระมัดระวังไม่ก้าวให้ผิด ควรมีความปรารถนาให้สูงอยู่เสมอ แต่จะต้องระมัดระวังมิให้เดินพลาด

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 17, 2010 11:00 pm

การไม่ยอมแพ้เคราะห์ร้ายเป็นเหตุให้เคราะห์ร้ายพ่ายแพ้เองเมื่อประสบเคราะห์

จะต้องไม่ให้ใจเสีย เชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของตัว รวบรวมกำลังให้พรั่งพร้อม
ตั้งความมุ่งหมายให้ดีและตกลงแน่ว่าจะมุ่งไปทางไหน
ใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้น กุมสติให้มั่น อย่างไรก็ดีจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
ทำการต่อสู้ดังกล่าวแล้วนั้นไม่ได้เป็นอันขาด


การต่อสู้กับเคราะห์

จะต้องสงบใจ ไม่ตื่นเต้น ไว้ใจตัวและเชื่อแน่ว่า เรามีจิตตานุภาพเป็นเครื่องมือรวมกำลังสติปัญญาของเรา
ให้พรั่งพร้อม
เช่นเดียวกับนายเรือที่ไม่รู้จักเสียใจ รวบรวมกำลังเรือและกำลังคนให้บริบูรณ์


ต้องยึดที่หมายให้แน่น กล่าวคือระลึกถึงผลที่เราต้องการบรรลุนั้นให้แน่วแน่ยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนนายเรือ
ที่ตั้งเข็มทิศให้ตรง
และให้รู้แน่ว่าจะต้องการให้เรือบ่ายเบี่ยงไปทางไหน


ใช้ความระมัดระวังให้มากยิ่งกว่าเมื่อก่อนจะเกิดเหตุร้ายอีกหลายเท่า และความวินิจฉัยที่ถูกต้อง
ทำทางปฏิบัติของเราเหมือนอย่างหางเสือเรือ
ที่จะช่วยให้เรือบ่ายเบี่ยงไปทางทิศที่ต้องการจะไป


ไม่สามารถจะก้าวไปข้างหน้าได้ก็อย่าถอยหลัง ให้หยุดอยู่กับที่

ให้รู้สึกว่าเคราะห์นั้นทำให้เราดีขึ้น เป็นครูของเรา เป็นผู้เตือนเรา เป็นผู้ลวงใจเรา อย่าเห็นว่า
เคราะห์กรรมเป็นของเลว ไม่น่าปรารถนา
ควรคิดว่าเป็นของดีที่ทำให้เราเข้มแข็งมั่นคงขึ้น ให้รู้สึกเสมอว่า
เราเกิดมาเรียนทั้งเคราะห์ร้ายและเคราะห์ดี
เคราะห์เป็นบทเรียนของเรา ที่จะทำให้เราแจ้งโลกแล้วจะได้พ้นโลก
ดังนี้
จะไม่รู้จักเคราะห์ร้ายเลยในชีวิต


http://www.sathanimahaprash.com/index.asp?catid=3&contentID=10000004&getarticle=37&title=%BE%C3%D0%BE%D8%B7%B8%D2%B9%D8%C0%D2%BE%E1%C5%D0%A8%D4%B5%B5%D2%B9%D8%C0%D2%BE

http://www.dhammathai.org/radio/song_buddhanuphab.php

http://www.naronk.org/uboard/listen.php?&id=T3066



เพลง... พุทธานุภาพ
ศิลปิน... รวมศิลปิน

๐ โลกมีศาสดาตถาคตอยู่
ผู้ตรัสรู้อริยสัจเป็นอรหันต์
ข้ามวัฏฏะสงสารโดยมิหวั่น
ปฐมกาลแห่งพระพุทธองค์

๐ สิ่งใดเล่าคว้าไว้ได้ในพระหัตถ์
ห้ามลมพัดห้ามน้ำไหลห้ามใจลุ่มหลง
เลือกเป็นจักรพรรดิหาญทรนง
ก้าวสู่แวดวงล้อกงกรรมหมุนตามรอยไป

๐ เงาโศกของผู้เสียสละ
พร้อมที่จะมอบไอศูรย์ให้
กรำแดดลมทนหนาวไป
เมื่ออาทิตย์จวนปลายแสงใกล้สิ้นทิวา

๐ ค่ำนี้ดิถีเพ็ญรัชนีผ่อง
ตรัสรู้เทพแซ่ซ้องทุกห้องฟ้า
สงบเย็นศีลสมาธิและปัญญา
ดับอวิชชาเพราะปุญญาพุทธานุภาพ

*************
http://www.ijigg.com/songs/V2A4ACBBPB0



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=9&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sun Jan 17, 2010 11:13 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=652&forum=9&page=4&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น

http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=129562

ลางบอกเหตุแห่งการมรณะ

ก่อนที่จะถึงมรณะญาณ จะมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างสำหรับคนป่วย เช่น กินสั่งลา ไฟธาตุแตก เป็นต้น
กินสั่งลา คือ อาการของคนป่วยที่เจ็บหนักมาเป็นเวลานาน กินข้าวกินน้ำไม่ค่อยได้ แล้วจู่ๆ
ก็มีอาการเหมือนหายป่วย ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ขอข้าวขอน้ำกิน หลังจากนั้นอีกไม่นาน
ก็จะหมดลมหายใจหรือตายอย่างสงบ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า กินสั่งลา ไฟธาตุแตก คนป่วย
จะปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมาอย่างไม่รู้ตัว ลูกหลานจะรีบทำความสะอาด และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้
สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ คนไข้หรือคนชราที่นอนเจ็บอยู่นั้น ตัวจะเย็นผิดปกติ หากเย็นจากปลายเท้ามากขึ้น
ตามลำดับเรียกว่า ตายขึ้น หากตายแล้วร่างกายจะเย็นจากตัวลงสู่ปลายเท้า เรียกว่า ตายลง เป็นภาษาชาวบ้าน

มีคติความเชื่ออันหนึ่ง กล่าวว่า หากมีนกแสกมาเกาะที่หลังคาบ้านที่มีคนป่วย หรือบินผ่าน พร้อมส่งเสียงร้อง
ในเวลากลางคืน แสดงว่าคนป่วยนั้นถึงกาลหมดอายุ เพราะนกแสก เป็นพาหนะของพญายม




คำว่า “มรณะ” หรือ “มรณัง” ที่แปลว่า ความตาย นั้น เป็นสิ่งที่สัตว์โลกทั้งหลาย
ไม่ว่าจะอยู่ภพภูมิใดก็ตาม หากยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้วล่ะก็ ต้องพบและประสบ
ด้วยกันทุกตัวตน หลายคนหรือคนนอกศาสนา ที่ไม่เคยได้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างถึงแก่น
มักจะเข้าใจกันไปว่า ความตาย คือ จุดสิ้นสุดของชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอย่างมาก
เพราะแท้จริงแล้ว ความตาย คือ จุดเริ่มต้นของชีวิตต่างหาก ชีวิตหลังความตายเป็นชีวิตใหม่
ในชาติ หรือภพภูมิใหม่ ส่วนจะเป็นภพภูมิใด ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับบาปบุญ ที่เกิดจากกรรม หรือ
การกระทำของผู้นั้นในภพภูมิก่อนเป็นผู้ชักพาไปปฏิสนธิ หรือ เกิดใหม่ นั่นเอง

ที่นี้จะเชื่อได้อย่างไรว่า คนเราหรือสรรพสัตว์โลกทั้งหลายเมื่อตายไปแล้วต้องเกิด ?
เรื่องนี้ต้องขอตอบว่า จะรู้ได้ด้วยตัวของตัวเอง หรือ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ฯ เท่านั้น
คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจอวิญญาณ หรือ ภูติผีปีศาจ ไม่เจอด้วยตนเอง
มักจะไม่เชื่อคำบอกเล่าของคนที่เขาประสบพบเห็นมา หาว่าปั้นเรื่องแต่งขึ้นมาหลอกลวง หลอกให้กลัว
หรือพูดเล่นสนุกปาก ต่อเมื่อเขาผู้นั้น ประสบพบเจอด้วยตนเองเข้าอย่างจัง เมื่อนั้นแหละจะเชื่อ
และเชื่อไปจนตาย หากใครมาบอกว่า ผีไม่มีจริงในโลก เขาจะเถียงหัวชนฝาเลยทีเดียว

พี่ชายคนโตของผม ปัจจุบันอายุ ๖๕ ปี สมัยที่ยังทำการค้าขายอยู่ที่วัดช่างเหล็ก เขตตลิ่งชัน
กรุงเทพมหานคร เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน แต่แรกเริ่มเดิมทีเป็นคนที่ไม่กลัวผี ไม่เชื่อว่าผีมีจริง
เพราะไม่เคยเจอ เคยไปนอนเฝ้าศพคนตาย เป็นเพื่อนเจ้าภาพหลายต่อหลายงาน ดึกดื่นเที่ยงคืน
ออกจากบ้าน หรือกลับบ้านคนเดียว ก็ไม่เคยเจอ ใครมาบอกว่าเคยเจอผี แกไม่เชื่อหรอกครับ

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ประมาณตีสอง แกขี่รถเครื่อง หรือจักรยานยนต์ออกไปซื้อของที่ตลาดหัวรถไฟ
(สถานีรถไฟธนบุรี) ขณะที่ขี่รถผ่านหน้าวัดตลิ่งชัน ด้วยความเร็วปกติ เรื่อย ๆ ไม่รีบร้อนนั้น
แกก็ต้องตกใจสุดขีด เบรครถจนเสียหลัก เกือบล้มคว่ำขมำหงาย ด้วยมีหญิงสาวผิวขาว
ผมยาวเลยไหล่ อายุประมาณ ๒๐ ปี มาจากไหนไม่ทันเห็น เดินตัดหน้ารถของแกในระยะ
กระชั้นชิด ๔ – ๕ เมตร เท่านั้น แกตกใจ รีบหักหลบ พอให้รถเบี่ยงพ้นไม่ชนคุณเธอไปได้
ชนิดใจหายใจคว่ำ เมื่อหยุดรถได้ หันกลับไปจะด่าให้หายแค้นสักหน่อย คุณเธอผู้นั้น
ก็ค่อย ๆ หายวับไปต่อหน้าต่อตาในทันทีทันใด

เท่านั้นแหละครับ ขนทั่วตัวแกลุกซู่ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เย็นวาบไปทั้งตัว ดีที่เครื่องยนต์ไม่ดับ
แกเข้าเกียร์ได้ก็บิดคันเร่งบึ่งไปข้างหน้า ไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวากันล่ะ ตามองไปข้างหน้า
โกยแน่บอย่างเดียว ชนิดไม่เหลียวมามองอีกเลย มาทราบภายหลังว่า วิญญาณที่พี่ชายผมเจอนั้น
ชื่อนางหวาน ชาวบ้านละแวกนั้นรู้จักกันดี เรียกกันติดปากว่า “ผีอีหวาน” ในสมัยที่มีชีวิตอยู่เป็น
สาวสวยประจำหมู่บ้าน หนึ่งในตำบลเลยทีเดียว แต่ต้องมาตายเพราะมีชู้ เมื่อผัวที่เป็นทหารรับจ้าง
กลับมาจากลาว หรือ เวียดนาม พบเห็นเข้า เลยยิงนางหวานตาย ส่วนชายชู้หนีรอดไปได้
ศพของนางในขณะนั้นยังไม่ได้เผา ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด เก็บไว้ในโกดังของวัด วันดีคืนดี
ใครโชคไม่ดี ดวงตก แล้วต้องเดินทางผ่านล่ะก็ มักจะเจอนางในรูปลักษณ์ต่าง ๆ กัน ชนิดที่เรียกว่า
ดึกดื่นค่ำคืนยามวิกาล คนที่เขารู้ หรืออยู่ละแวกนั้น ไม่มีใครเขากล้าเดินทางผ่านหน้าวัดตลิ่งชันกันหรอก
มีแต่พี่ชายผมนี่แหละที่อาจจะไม่รู้ หรือ รู้แต่ไม่กลัว เลยเจอดีเข้าจนได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
พี่ชายผมก็ไม่คิดที่จะเดินทางผ่านหน้าวัดตลิ่งชันตอนกลางคืนอีกเลย แม้จะมีคนร่วมเดินทางไปด้วยก็เถอะ

ผี หรือ วิญญาณผู้ตายที่มาปรากฎร่างให้เห็น คืออะไร ? ทำไม มาหลอกมาหลอนผู้คน
ทำไมไม่ไปผุดไปเกิด ทั้ง ๆ ที่พุทธศาสนาสอนว่า คนเรา หรือ สัตว์โลกทั้งหลาย ตายแล้วต้องเกิด
และ เกิดทันที ไม่มีการรีรอ เรื่องนี้ผมเองก็ได้ศึกษามามาก อ่านประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณ
ที่มาปรากฎตัว เรื่องของคนตายแล้วฟื้น เรื่องของคนที่เกิดมาแล้วระลึกชาติได้ มามากต่อมาก
เรียกว่า เจอหรือพบเห็นที่ไหน เป็นต้องอ่าน เคยถามผู้รู้หลายท่าน ท่านก็ยืนยันในหลักคำสอนว่า
คนเราตายแล้วต้องเกิดทันที และต้องเกิดอยู่ในทางทั้ง ๗ สาย คือ พรหม เทวดา มนุษย์ เดรัจฉาน
เปรต อสุรกาย และ สัตว์นรก ประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น โดยท่านบอกว่า ภูตีผีปีศาจ หรือ
วิญญาณที่มาปรากฎร่างให้เห็นนั้น น่าจะจัดอยู่ในสองจำพวก คือ ไม่เป็นเปรต ก็เป็นอสุรกาย
มีกำเนิดเป็นโอปปาติกะ คือ ปรากฎรูปร่างเป็นตัวเป็นตน เป็นผู้ใหญ่ทันที ไม่ต้องเกิดเป็นเด็กทารก
แล้วค่อย ๆ เจริญเติบโต เหมือนมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ปกติมักจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เป็นอาทิสมานกาย มีร่างกายเป็นปรมาณู

ผมเองก็รับฟังครับ แต่ไม่ฟังอย่างเดียว ฟังแล้วคิดตาม พร้อมกับศึกษาเรื่องภพภูมิต่าง ๆ ไปด้วย
ก็มีความเห็นแย้งว่า หากภูติผีปีศาจที่เราพบเห็น ซึ่งบางทีไม่ใช่อื่นไกล เป็นพ่อแม่ พี่น้องของเรา
ที่ล่วงลับไปแล้วมาปรากฎให้เห็นด้วยตาเปล่า ไม่ใช่ในความฝัน ต้องเป็นเปรต เป็นอสุรกายอย่างที่ท่านบอกไว้
เราก็ย่อมเสียใจ เพราะเท่ากับว่า ท่านไม่ได้ไปดีอย่างที่เราคิดเราหวัง เพราะเปรต อสุรกายนั้น
อยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่าเดรัจฉาน มีสภาพโดยทั่วไปอดอยาก หิวโหย มีร่างกายพิกล ตัวสูงโย่ง หรือ
ไม่ก็ใหญ่โต มีมือเท้าเก้งก้าง มักไม่นุ่งผ้า มือเท่าใบลาน ปากเท่ารูเข็ม ฯลฯ

เอ. แต่วิญญาณที่เราพบเห็นนั้น ไม่ใช่ลักษณะที่ว่านี้นี่นา ส่วนมากเรามักเห็นเป็นรูปเป็นร่างของ
คนเราดี ๆ นี่แหละ มีอาการครบทั้งสามสิบสองประการ (เว้นแต่เจอผีหัวขาด) ถ้าไม่สังเกตให้ดี
เช่นไม่มีเงา หรือ เดินเท้าไม่ติดพื้น ดวงตาไม่มีแวว หรือ มีน้ำในดวงตา ฯลฯ บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า
ที่เราเจอน่ะ เป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วมาปรากฎร่างให้เห็น บางทียังได้พูดคุยกันนานสองนาน
อีกต่างหาก นอกเสียจากว่า มารู้ในภายหลัง หรือไม่ ก็รู้ในขณะนั้น เพราะพี่ท่านเล่นหายไปต่อหน้าต่อตา
อย่างที่พี่ชายผมพบมา ถึงรู้ว่าเป็นผี

ไม่ต้องอื่นไกล ขอยกตัวอย่างเรื่องของ แม่นาคพระโขนง ซึ่งเราท่านเคยได้ฟังเรื่องราวกันมามากต่อมาก
ทำให้รู้เรื่องเป็นอย่างดี นางนาคเมื่อตายท้องกลม มาปรากฎรูปร่างให้คนเห็น เป็นหญิงสาวแสนสวย
เหมือนเมื่อมีชีวิต อุ้มลูกที่เป็นผีมา ร้อง อุแว้ ๆ ๆ ได้อีก จนนางนาคต้องร้องกล่อมให้หลับ
ด้วยเสียงที่โหยหวน เยือกเย็น เป็นที่ได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน จนชาวบ้านในละแวกนั้น ไม่มีใครกล้า
ออกมาเดินเพ่นพ่าน หลังพระอาทิตย์ตกดิน ทิดมากเอง เมื่อพบเห็นแม่นาคผู้เป็นเมีย ยังเข้าใจว่า
นางนาคเป็นคน แม้มารู้ภายหลังจากชาวบ้านว่า นางนาคตายท้องกลมไปตั้งนานแล้ว ก็ไม่เชื่อ
จนมาเจอด้วยตาตนเอง เมื่อนางนาคใช้มือที่ยาวหยิบมะนาวที่หล่นไปใต้ถุนขณะตำน้ำพริก
อยู่บนบ้านน่ะแหละ ถึงหูตาสว่าง เชื่อสนิทใจว่าเมียตนตายไปแล้วจริง ๆ

เมื่อรู้แล้ว ทิดมากก็ต้องเผ่น ทำให้นางนาคต้องตามไปทุกหนทุกแห่ง ทิดมากอยู่กับใครไม่ได้
ก็ต้องไปอาศัยวัดมหาบุษย์ แม่นาคก็ไม่กลัว อยู่กุฏิไหน ก็ตามไปกุฏินั้น พระเณรต่างหากที่ต้องกลัว
เผ่นหนีกันจ้าละหวั่น มีที่เดียวที่แม่นาคไม่กล้าเข้าไปตอแยด้วย คือ ภายในโบสถ์ ได้แต่วนเวียน
อยู่ภายนอก จนพระอาทิตย์ใกล้ขึ้น หรือเริ่มสว่างน่ะแหละ จึงค่อยจากไป

หากแม่นาคเป็นเปรต เป็นอสุรกาย สภาพของแม่นาคไม่น่าจะคงรูปลักษณ์เอาไว้อย่างเดิมได้
จริงอยู่ มีเปรต หรือ อสุรกายบางตน สามารถจำแลงร่างได้ แต่ไม่นาน ต้องกลับไปสู่สภาพเดิมในที่สุด
แต่ตรงกันข้าม ปกติแล้ว คนที่เจอแม่นาค มักจะเจอในรูปลักษณ์ที่เป็นคน นอกเสียจากแม่นาค
จะสำแดงเดช หลอกหลอน เนรมิตกายตนเองให้ใหญ่โต ให้น่ากลัว นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เท่าที่ทราบ เปรต อสุรกาย มักจะมาปรากฎตัวให้เห็น เพื่อขอส่วนบุญ หากอุทิศกุศลผลบุญไปให้
เขาก็จะจากไปโดยดี และเท่าที่ศึกษามา เปรต อสุรกาย มักจะอยู่ในภพภูมิของตน คือ เปตภูมิ
ที่ห่างไกลจากภพภูมิมนุษย์มาก ติดต่อสื่อสารกันไม่ได้ เปรตที่จะรับส่วนบุญได้โดยตรง มีชนิดเดียวเท่านั้น
คือ ปรทัตตุปชีวิกเปรต เพราะอยู่ใกล้บ้านเรือน หรือภพภูมิมนุษย์มากที่สุด การรับส่วนบุญทำได้
ด้วยการเงี่ยหูฟัง หากใครอุทิศกุศลผลบุญมาให้ตน ก็กล่าวอนุโมทนา สาธุ ก็จะได้ผลบุญนั้น หากไม่ได้ยิน
หรือกล่าวอนุโมทนาสาธุไม่ได้ เช่น เปรตปากเท่ารูเข็ม ได้แต่ร้องวี๊ด ๆ เหมือนเสียงนกหวีด
อย่างนี้ก้ไม่อาจรับส่วนบุญนั้นได้

สรุปความเชื่อของผมนะครับ ท่านผู้อ่านอ่านแล้ว ไม่จำเป็นต้องเชื่อตาม ขอให้ใช้วิจารณญาณกันเอง ว่า
ควรเชื่อหรือไม่ ? ผมเชื่อว่า ภูติผีปีศาจ หรือ วิญญาณคนตาย ที่มาปรากฎตัวให้เราท่านทั้งหลายเห็นนั้น
กำเนิดเป็น โอปปาติกะ คือ ตายแล้วเกิดเป็นตัวตนขึ้นมาทันทีทันใด คือ เกิดแล้วโตทันที แต่โอปปาติกะนั้น
ไม่ใช่เปรต หรือ อสุรกายเสมอไป ส่วนมากเป็นจิตวิญญาณชนิดหนึ่ง ที่ยังคงอยู่ในภพภูมิมนุษย์
ยังไม่ไปเกิดในภพภูมิอื่น หรือ ยังเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ได้ ด้วยกุศลผลบุญที่ทำไว้ยังไม่เพียงพอ หรือ
อาจตายก่อนกำหนดกรรมที่ทำเอาไว้ เนื่องจากมีกรรมเก่า หรือ กรรมปัจจุบัน มาตัดรอน (ผีตายโหง)
ที่เราท่านเรียกกันว่า “สัมภเวสี” หรือ “วิญญาณที่รอการเกิด” นั่นเอง

สัมภเวสีนั้น ยังคงมีสัญญา หรือ ความจำ ในสมัยที่เป็นมนุษย์ได้ครบถ้วน ดังนั้น จิตวิญญาณ
จึงคงรูปลักษณ์ในสมัยเมื่อเป็นมนุษย์ทุกอย่าง ยังมีกิเลส ตัณหา ราคะ ไม่ต่างกับสมัยที่มีชีวิตอยู่เป็นคน
มีรัก มีโลภ มีโกรธ มีหลง มีร้อน มีหนาว มีหิว มีอิ่ม เหมือนปุถุชนคนธรรมดา สัมภเวสีนั้น ต้องการที่อยู่
หรือ ที่สิงสถิต ถ้าสถิตอยู่ที่ต้นไม้ก็เรียกว่า นางไม้, ถ้าสถิตอยู่ในบ้านเรือน (ส่วนมากมักจะเป็นบรรพบุรุษของเรา)
หรือ ศาลที่ตั้งไว้ในบริเวณบ้านเรือน ในหมู่บ้าน ก็เรียกว่า ผีบ้านผีเรือน ผีปู่ตา ส่วนมาก ตายที่ไหน
จิตวิญญาณมักจะสิงสถิตที่นั่น เนื่องจากวิญญาณนั้นต้องการที่อยู่ เปรียบได้กับพลังงาน
ที่ต้องการที่อยู่ จะอยู่ลำพังไม่ได้

พวกวิญญาณที่ตายโหง เช่น ตายบนท้องถนน ตกน้ำตาย เครื่องบินตกตาย ฯลฯ พวกนี้น่าสงสาร
เพราะสถานที่ที่จะสิงสถิตนั้น กว้างใหญ่ไพศาล เวิ้งว้าง กลายเป็นผีข้างถนน ผีน้ำ หรือ พรายน้ำ
ต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งร้อนและหนาว และอดอยากหิวโหย เนื่องจากวิญญาณผู้ตาย
อยู่ห่างไกลจากญาติพี่น้องมาก เวลาพี่น้องทำบุญอุทิศกุศลผลบุญไปให้ ไม่ได้ยิน หรือ ไม่ได้รับทราบ
ก็เลยไม่ได้อนุโมทนา เลยไม่ได้รับกุศลผลบุญนั้น เว้นเสียแต่ว่า มีการทำพิธีอัญเชิญวิญญาณของ
คนที่ตายโหงบนท้องถนน หรือ ในแม่น้ำลำคลอง มาสิงสถิตในรูปภาพของตนที่ตั้งไว้ในงานศพ หรือ
เวลาญาติพี่น้องทำบุญไปให้ เวลากรวดน้ำ ได้ฝากน้ำที่กรวดนั้น บอกกล่าวแม่พระธรณี แม่พระคงคา หรือ
ทวยเทพเทวาทั้งหลาย มีพระภูมิเจ้าที่ รุกขเทวดา อากาศเทวดา ฯลฯ ให้ช่วยนำข่าวการทำบุญอุทิศกุศล
ผลบุญไปแจ้งให้ญาติพี่น้องของตนที่ล่วงลับทราบ และอนุโมทนา ถึงจะได้รับ

ดังนั้น เราท่านจึงมักจะเห็นญาติพี่น้องของผู้ตาย หาท่านผู้รู้ที่มีความสามารถทางจิต โดยไปยังที่เกิดเหตุ
ที่ที่เขาตาย กระทำพิธีอัญเชิญวิญญาณ ให้มาสถิตในรูปภาพ ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น หรือ
มีหลายคน ที่เวลาจะเทน้ำที่กรวดลงบนพื้นดิน หรือ โคนต้นไม้ จะต้องบอกกล่าวฝากฝังทวยเทพเทวา
แม่พระธรณี แม่พระคงคา ก็ด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน หากไม่ได้กระทำการใด ๆ ในสองประการข้างต้น
วิญญาณผู้ตายก็จะไม่ได้รับกุศลผลบุญ และต้องเร่ร่อน อดอยาก หิวโหย วนเวียนอยู่ในท้องถนน
หรือแม่น้ำลำคลอง คอยปรากฎตัวให้คนเห็นเพื่อขอส่วนบุญ หากใครมีเคราะห์กรรมหนัก
หรือเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมา เมื่อเห็นเข้าก็อาจจะต้องตาย เพราะความตกใจ เกิดอุบัติเหตุ เป็นผีเฝ้าถนน
เฝ้าคุ้งน้ำด้วยกัน หรือไม่ก็เฝ้าที่ตรงนั้นแทน ต้องใช้เวรใช้กรรมจนกว่าจะหลุดพ้นจากที่ตรงนั้น
บางรายอาจจะอยู่นานเป็นร้อย ๆ ปี หรือ ร่วมพันปี อย่างเช่น วิญญาณของนักรบไทย พม่า มอญ ที่เขาชนไก่
จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น วันดีคืนดี ก็จะปรากฎได้ยินเสียงโห่ร้องก้องทุ่ง ขุนเขา มีเสียงอาวุธ เช่น
มีดดาบ โล่ เขน กระทบกัน ที่โชคร้าย หรือ ดวงตก ปรากฎให้เห็นเป็นรูปร่าง มองเห็นด้วยตา หรือ
เข้ามาในความฝันก็มี ไม่เชื่อลองถามนักศึกษาวิชาทหารปีสุดท้าย หรือ ครูฝึก ร.ด. ที่ไปฝึกภาคสนามดูได้
ทุกปีที่ไปฝึก มักพบเห็น หรือ เจอะเจอเป็นประจำ เว้นเสียแต่ จะได้มีการบอกกล่าวให้เขาทราบก่อน
ไม่ไปทำอะไรที่เป็นการลบหลู่ ล่วงเกิน หรือ รบกวนความสงบสุขของเขา อธิษฐานจิต กรวดน้ำอุทิศกุศล
ผลบุญไปให้เขาบ้าง อย่างนี้ก็จะนอนหลับ และทำกิจกรรมที่นั่นอย่างราบรื่น ปลอดภัย ไร้กังวล


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=129562

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 2:16 pm

http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=19800

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 10 ฉบับที่ 2463 ประจำวัน อังคาร ที่ 20 มกราคม 2009

โดย รัตติกร รัตนเจริญ

ปิดทองฝังลูกนิมิตเปรียบเสมือนปิดประตูนรก

“การปิดทองฝังลูกนิมิต”...พวกเราเคยนึกสงสัยกันไหม ว่า ต่างกับการทำบุญ ใส่บาตร ที่เราทำกันตามปรกติอย่างไร
มีที่มาอย่างไร แล้วทำไปเพื่ออะไร และจะได้อานิสงส์จากการทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิตอย่างไร

ในที่สุดก็หาคำตอบได้แล้ว...การปิดทองฝังลูกนิมิตก็คือ นำทองไปปิดที่ลูกนิมิต เหมือนกับปิดที่องค์พระพุทธรูปทั่วไป
โดยจะมีลูกนิมิตอยู่ 9 ลูก วางอยู่รอบอุโบสถมีชื่อตามทิศต่างๆ 8 ลูก คือ อุดร (ทิศเหนือ), อีสาน (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ),
บูรพา (ตะวันออก), อาคเนย์ (ทิศตะวันออกเฉียงใต้), ทักษิณ (ทิศใต้), หรดี (ทิศตะวันตกเฉียงใต้) และทิศสุดท้าย
ทิศประจิม (ทิศตะวันตก) เมื่อจบช่วงปิดทอง ก็จะนำลูกนิมิตเหล่านั้นไปฝังไว้ตามที่ต่างรอบอุโบสถตามชื่อทิศ
และจะมีลูกนิมิตลูกหนึ่งที่เรียกว่า “ลูกเอก” จะนำไปฝังไว้กลางอุโบสถ

นอกจากนี้ลูกนิมิตที่ใช้ฝังตามทิศต่างๆมีผู้เปรียบว่าเป็นเสมือนองค์พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกสำคัญๆ กล่าวคือ
ลูกนิมิตที่ฝังทางทิศตะวันออก หมายถึง พระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งได้ชื่อว่า ผู้รู้ราตรีกาลนาน คือมีความรู้มาก ผ่านโลกมาเยอะ,
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หมายถึง พระมหากัสสปะ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทรงธุดงค์คุณ,
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หมายถึง พระราหุล ผู้เป็นเลิศทางการศึกษา,
ทิศใต้ หมายถึง พระสารีบุตร ผู้เลิศในทางปัญญา,
ทิศเหนือ หมายถึง พระโมคัลลานะ ผู้เลิศทางฤทธิ์,
ทิศตะวันตก หมายถึง พระอานนท์ ผู้เลิศในทางพหูสูต,
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หมายถึง พระอุบาลี ผู้เลิศในทางวินัย และ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หมายถึง พระควัมปติ ผู้เลิศในทางลาภและรูปงาม
ส่วนลูกนิมิตกลางโบสถ์ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทีนี้ก็มาที่สาเหตุที่มาของลูกนิมิตนั้น มีมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงประกาศศาสนาแล้ว ภายหลังได้มีผู้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุสาวกมากขึ้น พระองค์จึงได้ส่งพระภิกษุเหล่านี้
ออกไปเผยแผ่พระศาสนาตามที่ต่างๆ ซึ่งการที่พระภิกษุออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ก็เท่ากับห่างจาก
การฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ อีกทั้งพระสงฆ์ที่บวชแล้ว ก็มิใช่ว่าจะบรรลุพระอรหันต์กันทุกองค์

ดังนั้น พระพุทธองค์จึงออกกุศโลบายอย่างหนึ่ง เพราะต้องการให้มีการทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์อยู่
ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรมร่วมกันในบางเรื่อง เช่น การสวดปาติโมกข์ การบวชพระ
การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรมในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น
เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยว เนื่องจากเรื่องเหล่านี้เป็นกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยแรกๆ
พระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน

ถึงจะมีคนถวายพื้นที่เป็นวัดให้พระอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ เช่น วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นป่าสวนไผ่ ดังนั้น
เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่างๆ จึงทรงให้หมายเอาวัตถุบางอย่างเป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า
“การผูกสีมา” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้ 8 ประการ ได้แก่ ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ และน้ำนิ่ง
และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดน
ที่จะทำสังฆกรรมนั้นทำได้ยาก และมักคลาดเคลื่อน ต่อมาจึงการพัฒนากำหนดนิมิตใหม่ อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทนคือ
เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น บ่อ คู สระ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมาก
เพราะทนทานและเคลื่อนย้ายยาก

ครั้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า จึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลมๆ เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทน
และเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “โบสถ์”
และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อๆมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต” ขึ้นด้วย

โดยอานิสงส์ที่จะได้จากการปิดทองฝังลูกนิมิตนี้มีอยู่ 6 ประการคือ
1.ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกชาติ ปราศจากอุปัททวะทั้งหลาย
2.ไม่เกิดในตระกูลต่ำ
3.หากเกิดในมนุษย์โลกก็จะเกิดเป็นท้าวพระยา
4.หากเกิดในเทวโลกก็จะเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช
5.จะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ผิวพรรณผ่องใส
6.มีอายุยืนยาว

เหตุที่มีความเชื่อที่ว่า การทำบุญผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตมีอานิสงส์มาก ก็เพราะวัดๆหนึ่งจะมีได้แค่พัทธสีมาเดียว
แล้วอุโบสถนั้นก็ไม่ได้มีการสร้างกันบ่อยๆ ดังเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ปิดทองลูกนิมิตลูกหนึ่งก็เหมือนปิดประตูนรก

ส่วนในชีวิตนี้ ใครที่ยังไม่เคยปิดทองฝังลูกนิมิต แล้วอยากลองดูสักครั้งหนึ่ง ก็ลองไปทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิต
ที่วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ หรือวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นวัดจีนนิกายรังสรรค์
ซึ่งลักษณะวัดจำลองมาจากพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง และที่สำคัญเป็นวัดที่เพิ่งสร้างเสร็จ
จุดประสงค์เพื่อน้อมเกล้าฯถวายเป็นวัดเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เสด็จฯแทนพระองค์ประกอบพิธีสมโภชเปิดวัดบรมฯ ไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2551

โดยทางวัดจะจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิตในวันที่ 23 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2552 ใครที่มีโอกาสและเวลา
ก็เชิญไปทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิตกันได้ เพราะนอกจากจะได้บุญแล้วยังได้สัมผัสพุทธศิลป์แบบจีนอีกด้วย

ใครที่มีโอกาสไปทำบุญ ก็ขออนุโมทนาบุญล่วงหน้า สาธุ...

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 2:31 pm

http://www.itti-patihan.com/index.php?option=com_xmap&Itemid=88&sitemap=1

http://www.dhammamongkol.com/content/show_gallery.php?id=0151

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=oxyman&month=17-01-2010&group=4&gblog=5

4.งานฝังลูกนิมิตวัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101



วัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 จัดงานฝังลูกนิมิต ๗-๑๗ มค ได้มีโอกาสไปร่วมงานวันสุดท้ายพอดี และขอนำบุญมาฝาก เพื่อนๆ พี่-น้อง
ที่เข้าชม Blog ทุกท่าน ขอให้มีความสุข สุภาพแข็งแรง การงานเจริญก้าวหน้ามีเงินเพิ่มพูนทุกท่าน...



มาดูบรรยากาศ ในวัดรวมทั้งรายละเอียดการฝังลูกนิมิต...

การฝังลูกนิมิต เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า การผูกพัทธสีมา เป็นพิธีการกำหนดเขตแดนของสถานที่
ที่ใช้ในการทำสังฆกรรม เช่น การสวดโอวาทปาติโมกข์ ปวารณากรรม และอุปสมบท เป็นต้น

ความหมายก็คือ การกำหนดเขตพระอุโบสถ นั่นเอง เมื่อเราเข้าในในวัด หรือบริเวณพระอุโบสถ
จะเห็นใบสีมาอยู่โดยรอบ บางทีก็ประดิษฐานอยู่ในซุ้มและบางทีก็ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่บางวัดอาจไม่มีใบสีมา
ปรากฏให้เห็น เช่น วัดเบญจมบพิตร และวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ที่ใต้ใบสีมานี้เองที่มีลูกนิมิตฝังอยู่
ธรรมเนียมการฝังลูกนิมิตนี้คงสืบเนื่องมาจากสมัยพุทธ กาลในตอนที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาใหม่ ๆ
บรรดาภิกษุสาวกทั้งหลาย ยังไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นหลักแหล่ง จึงมีผู้สร้างอารามถวาย เช่น เวฬุวนาราม เขตวนาราม
และบุปผาราม ซึ่งก็เป็นแบบอย่าง ของการสร้างที่อยู่ของพระสงฆ์ในเวลาต่อมา เมื่อพระพุทธศาสนาเริ่มมั่นคงขึ้น
พระภิกษุสาวกมีมากขึ้น และแยกย้ายไปประกาศพระศาสนาตามที่ต่างๆ แต่การทำสังฆกรรมจะต้องทำ
ในพระอุโบสถเท่านั้น พระพุทธองค์จึงกำหนดเขตให้พระภิกษุสงฆ์กระทำกิจของสงฆ์ร่วมกันในบริเวณที่กำหนด
โดยหมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดน เรียกว่า การผูกเขต หรือผูกสีมา
คำว่า สีมา นี้แปลว่า เขตแดนและวัตถุที่บอกเขตแดนเรียกว่า นิมิต พระพุทธองค์ทรงระบุไว้ ในบาลี 8 ประการ คือ
ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ และน้ำนิ่ง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติ แต่แนวนิมิตนี้
ไม่ค่อยมีระยะที่แน่ชัด ทำให้เข้าใจกันสับสน ต่อมาจึงสร้างนิมิตขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นคู สระและก้อนหิน
ซึ่งก้อนหินนี้เป็นที่นิยมกันมาก เพราะทนทาน และเคลื่อนย้ายได้ยาก เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น
เราก็ทำให้ก้อนหินเป็นลูกกลม ๆ มีลักษณะสวยงาม จึงเรียกกันว่า "ลูกนิมิต" ปัจจุบันนี้ พระอุโบสถนอกจาก
จะเป็นที่ประชุมสงฆ์ เพื่อทำกิจต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นที่ที่ชาวบ้านใช้ประกอบพิธีกรรมหลายอย่าง จึงมีการ
สร้างและซ่อมแซม พระอุโบสถของเก่าให้สวยงามอยู่เสมอ และการสร้างพระอุโบสถใหม่นี้เองที่ต้องมีการผูกพัทธสีมา
หรือฝังลูกนิมิต ที่ทางวัดมักเชิญชวนให้ใคร ๆ ไปทำบุญ เนื่องจากการฝังลูกนิมิตเป็นกิจของสงฆ์
เราจึงไม่ค่อยได้เห็นการประกอบพิธีนี้เท่าใดนัก หากพบว่าบริเวณที่จะกำหนดเคยเป็นสีมา หรือเป็นที่ที่มีเจ้าของมาก่อน
พระสงฆ์จะต้องสวดถอน เพื่อมิให้สีมาไปทับที่เจ้าของเดิม แต่ การกำหนดเขตสีมา ว่าจะมีอาณาเขตแค่ไหน
จะต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อให้ที่ดินบริเวณนั้นเป็นสิทธิ์ ของสงฆ์ หรือแยกวัดออกมาจากเขตบ้าน
เรียกว่า วิสุงคามสีมา เสียก่อน การสวดถอนนี้จะกระทำก่อนพิธีการผูกสีมา หรือทำในวันเดียวกันก็ได้
โดยมากนิยมใช้ลูกนิมิต 8 ลูก ฝังตามทิศต่าง ๆ รอบพระอุโบสถ 8 ทิศ ทิศละหนึ่งลูก รวมทั้งกลางพระอุโบสถอีกหนึ่งลูก
รวมทั้งหมด 9 ลูก พระสงฆ์ 4 รูป จะเดินตรวจลูกนิมิตที่นำไปวางตามทิศต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ ทิศตะวันออก เรียกว่า
สวดทักสีมา เมื่อเสร็จแล้วจะเข้าไปในพระอุโบสถสวดประกาศสีมาอีกค รั้งหนึ่ง หลังจากนั้น
ก็ตัดลูกนิมิตลงหลุมและกลบ ในขั้นตอนของการตัดลูกนิมิตนี้ ทางวัดมักจะเชิญบุคคลสำคัญมาเป็นประธานในพิธี
หากเป็นวัดหลวงจะกราบบังคมทูลเชิญพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาทรงประกอบพิธี เมื่อผังลูกนิมิตและ
กลบแล้วก็จะสร้างเป็นซุ้มหรือทำฐาน ตั้งใบสีมา เวลาปิดทองลูกนิมิตจะเริ่มปิดตั้งแต่ลูกหน้าพระอุโบส ถและวนขวา
ไปจนครบ 8 ลูก และปิดทองลูกที่ฝังกลางพระอุโบสถเป็นลูกสุดท้าย มีผู้เปรียบว่าลูกนิมิตเหล่านี้ หมายถึง
พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวก ที่ทรงคุณธรรม .......!

ทิศตะวันออก หมายถึง พระอัญญาโกญธัญญะ ผู้รู้ราตรีกาลนาน
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หมายถึง พระมหากัสสป ผู้ทรงธุดงค์คุณ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หมายถึง พระราหุลผู้เลิศในทางการศึกษา
ทิศใต้ หมายถึง พระสารีบุตร ผู้เลิศในทางปัญญา
ทิศเหนือ หมายถึง พระโมคคัลลาน์ ผู้เลิศในทางมีฤทธิ์
ทิศตะวันตก หมายถึง พระอานนท์ ผู้เลิศในทางพหูสูตร
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หมายถึง พระอุบาลี ผู้เลิศในทางวินัย
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หมายถึง พระดวัมปติ ผู้เลิศในทางลาภและรูปงาม
ส่วนลูกนิมิตกลางพระอุโบสถ หมายถึงพระพุทธเจ้า ....!

ในงานปิดทองฝังลูกนิมิตนิยมใส่ สมุด ดินสอ เข็ม ด้าย ลงไปในหลุมด้วย เพราะมีความเชื่อว่า
หากผู้ทำบุญเขียนข้อความที่อธิษฐานลงในสมุด จะมีความจำดี ไม่หลงลืมง่าย ส่วนเข็มมีความหมายว่า
จะได้มีปัญญาเฉียบแหลม ด้าย หมายถึงความต่อเนื่องมีชีวิตที่ผาสุกยืนยาว และการปิดทองที่ลูกนิมิต
เพื่อให้ผิวกายผ่องใส ในสมัยก่อน ผู้มีจิตศรัทธาจะนำของมีค่าใส่ลงในหลุมด้วย เช่น พวกเครื่องทอง นาก เงิน
เพราะถือว่าเป็นการฝากไว้ในพระพุทธศาสนา แต่ปัจจุบันไม่ค่อยทำกันนัก เพราะบางครั้ง มีคนไปลักลอบขุดขึ้นมา
วัดต่าง ๆ จะจัดงานผูกพัทธสีมา หรือฝังลูกนิมิตได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เมื่อมีการสร้างพระอุโบสถ แม้ว่าจะขยายขอบเขตก็เป็นเวลานานมาก เชื่อกันว่าใครที่ทำบุญจะได้อานิสงส์มาก
ในอรรถกถาบาลีกล่าวถึงอานิสงส์ในการผูกพัทธสีมาไว้ 6 ประการ คือ ไม่มีโรคภัย ไข้เจ็บทุกชาติ
ปราศจากอุปัทวะทั้งหลาย ไม่เกิดในตระกูลต่ำ หากเกิดในโลกมนุษย์จะเป็น ท้าวพระยามหากษัตริย์
หากเกิดในเทวโลกจะเป็นท้าวสักกเทวราชสมบูรณ์ด้วยทรัพ ย์สินเงินทอง มีผิวพรรณผ่องใสและอายุยืน
เหล่านี้เป็นความเชื่อในเรื่องผลบุญในชาตินี้และชาติหน้า นั่นเอง และนี่ก็คือเรื่องที่หลายคนยังไม่เคยทราบ
ที่มาที่ไปว่าการไปปิดทองฝัง ลูกนิมิตนั้นมีประโยชน์และสำคัญอย่างไร (จากข้อมูล เวปพลังจิต )

















การตัดหวายไม่ใช่ว่าจะตัดได้ง่าย หวายเหนียวพอควรใช้เวลาอยู่พักใหญ่เลย









Create Date : 17 มกราคม 2553
Last Update : 17 มกราคม 2553 19:21:04 น.

เชิญร่วมงาน ปิดทองลูกนิมิต ฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมา
สมทบทุนและร่วมฉลองพระ สูง 14 เมตร ฉลองอายุวัฒนะ 90 ปี หลวงพ่อวิริยังค์
สิรินฺธโร ณ วัดธรรมมงคล 7 – 17 มกราคม พ.ศ. 2553
วันอังคาร ที่ 12-15 มกราคม พ.ศ. 2553
11:00 – 12:00 น. ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ 100 รูป ศาลา 84 ปี
19:00 – 20:00 น. แสดงพระธรรมเทศนาและนำนั่งสมาธิ โดยพระเถรานุเถระสายกรรมฐาน
20:30 – 21:30 น. สวดพระปริตร ฉลองพระประธาน

วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553
11:00 – 12:00 น. ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ 100 รูป ศาลา 84 ปี
18:00 – 19:00 น. พิธีเจริญเมตตาฌาน เพื่อสันติสุขแด่ทุกท่าน

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
16:00 – 18:00 น. พิธีตัดหวายลูกนิมิต ผูกสีมา เป็นเสร็จพิธี


หลวงพ่อวิริยังค์วัดธรรมมงคลจัดงาน'สวดลักขีบวชชีหมื่นคน'

วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2552

คมชัดลึก : หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร (พระเทพเจติยาจารย์) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล กล่าวว่า การบวชชี
หมายถึง การทำความดีให้ตนเองสะอาดบริสุทธ์ ปราศจากสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง หญิงชายก็บวชชีได้
แล้วเสริมพลังแห่งความสุขด้วยการ สวดลักขี คือ การสวดบทพุทธคุณ ธัมมะคุณ สังฆคุณ หนึ่งแสนจบ

พิธีกรรมการบวชชีครั้งแรกนั้น หลวงพ่อวิริยังค์ กล่าวว่า เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๔๙๙ ณ สถานที่ธุดงค์วิปัสสนากรรมฐาน
วัดดำรงธรรมาราม อ.ขลุง จ.จันทบุรี ซึ่งตอนนั้น เกิดความตระหนักว่า ในเส้นทางปฏิบัติธรรม ผู้หญิง
ไม่ค่อยมีสิทธิเทียมเท่า ผู้ชาย จึงได้คิดแนวปฏิบัติที่จะให้โอกาสสตรี ด้วยการบวชชีให้สตรีได้เข้าสู่การปฏิบัติธรรม
แห่งปณีตศีล ถือเพศบรรพชิต กินนอนในวัดอย่างน้อย ๓ วัน ๓ คืน โดยวันแรก ถือเป็นวันรับศีล วันที่สอง
เป็นวันทรงศีล จะมีโอกาสปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ ส่วนวันสุดท้าย จะเป็นวันส่งผลบุญ พิธีกรรมการบวชชี
ครั้งแรกในเมืองไทยครั้งนั้น มีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และหลวงปู่กงมา จิรปุญโญ
เป็นผู้ให้วิสัยแก่ผู้เข้ามาบวชชี สมัยนั้นยังถือว่าเป็นของใหม่ แต่ก็มีผู้สนใจเข้ามาบวชชีถึง ๖๒๕ คน
ด้วยอานิสงส์ผลบุญแห่งการบวช ทำให้หลายคนที่ผ่านการบวชแล้ว กลับไปด้วยจิตอันอิ่มเอิบ เบิกบาน แจ่มใส
มีความสุขใจ โดยทั่วกัน ในครั้งนั้น หลวงพ่อวิริยังค์ ได้จัดพิมพ์ภาพของท่านเองให้เป็นของที่ระลึกแก่
ผู้ร่วมพิธีบวชทุกคน โดยมีผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นชาวบ้าน อ.แกลง จ.ระยอง อาชีพต้มเหล้าพื้นบ้าน (เหล้าเถื่อน)
ซึ่งมาบวชอยู่ด้วย ก็ได้รับแจกภาพของหลวงพ่อไปด้วย วันหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้ได้ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต
ขณะที่เธอมีสติเลื่อนลอยไปเรื่อยๆ แล้วมาหยุดอยู่ตรงที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีคนหน้าตาดุร้ายหลายคน
จับเธอโยนลงไปในกระทะใบใหญ่ ที่มีน้ำเดือดพล่าน แต่พอเธอจะตกลงไป ก็มีอันกระดอนกลับขึ้นมา
เป็นอยู่อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ในช่วงนั้น เธอเห็นรูปหลวงพ่อวิริยังค์ มารองรับเธอไว้ มิให้ตกลงไปในกระทะ
แม้ชายหน้าตาดุดันก็เห็นเช่นเดียวกัน จากนั้นเขาก็ได้หยิบรูปนั้นขึ้นมา แล้วถามว่า รู้จักคนนี้หรือไม่
เธอตอบว่า รู้จัก เพราะเคยไปบวชชีที่วัดของท่าน ๓ วัน เขาจึงบอกให้เธอกลับไปได้ เธอมารู้สึกตัวอีกครั้ง
ขณะที่ญาติกำลังจะเอาร่างของเธอใส่ลงในหีบศพ พอรู้ว่าเธอฟื้นต่างก็ดีอกดีใจ จากวันนั้นเป็นต้นมา
เธอได้ประกาศเลิกต้มเหล้าเถื่อนขายอย่างเด็ดขาด ข่าวนี้เป็นที่โจษขานกันมากในหมู่ชาวบ้าน อ.แกลง
ในช่วงเวลานั้น ต่อมา เมื่อมีการบวชชีที่วัดดำรงธรรมารามเมื่อไร จะมีผู้คนจำนวนมาก พากันสมัครเข้าบวชชี
จนแน่นวัด ชาวบ้านที่มาร่วมงาน ต่างหอบสัมภาระที่เตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่ เพราะจะต้องอยู่กันถึง ๓ คืน
๓ วัน ภายในงาน คุกรุ่นไปด้วยพลังแห่งสมาธิ แล้ววัดอื่นๆ ก็เอาแบบอย่างนี้ไปปฏิบัติตาม จนแพร่หลายทั่วไป
เมื่อหลวงพ่อวิริยังค์ ไปสร้างวัด ณ ที่ใดก็ตาม จะนำเอาประเพณีบวชชีสวดลักขีนี้ไปจัดขึ้นที่วัดนั้นๆ เสมอ

ดังเช่นที่ วัดธรรมมงคล ก็ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในปีนี้กำหนดจัดในระหว่างวันที่ ๘-๑๐ มกราคม ๒๕๕๓ เรียกว่า
งานสวดลักขี บวชชีหมื่นคน ผู้ศรัทธาสนใจติดต่อสอบถามได้ที่ วัดธรรมมงคล ถนนสุขุมวิท ซอย ๑๐๑
(ซอยปุณณวิถี ๒๐) บางจาก เขตพระโขนง กทม.๑๐๒๖๐ โทร.๐-๒๓๓๒-๔๑๔๕,๐-๒๓๑๑-๑๓๘๗
โอกาสเดียวกันนี้ ทางวัดได้จัดงานมงคลพร้อมกันอีก ๓ งาน คือ
๑. ฉลองพระพุทธสุพิโนภาสศาสดา พระประธานสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ สูง ๑๔ เมตร
๒. ฉลองอุโบสถ วัดธรรมมงคล พร้อมกับงานฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมา
๓.ฉลองอายุวัฒนะมงคลครบ ๙๐ ปี หลวงพ่อวิริยังค์ (พระเทพเจติยาจารย์)
โดยงานทั้งหมดนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๗ ถึงวันที่ ๑๗ มกราคม รวม ๑๐ วัน ๑๐ คืน




http://www.dhammamongkol.com/content/view.php?id=0379
http://www.109wat.com/bk01.php?id=418

http://www.rakpratat.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=rakpratatcom&thispage=1&No=1280933

http://www.udon108.com/board/index.php?topic=21592.msg257735


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Jan 20, 2010 10:29 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 2:40 pm

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14046

ประมวลภาพวัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 กรุงเทพมหานคร



ประตูสู่ “นครธรรม” อันเป็นสถานที่ตั้งสถาบันการศึกษาหลักสูตรครูสมาธิ ที่มีชื่อเรียกว่า
“สถาบันพลังจิตตานุภาพ” (Willpower Institute) ณ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมงคล)
เลขที่ 132 ถ.สุขุมวิท ซอย 101 ตรอกปุณณวิถี 20 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร



พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)


ปัจจุบัน วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมงคล) มี พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
หลวงพ่อวิริยังค์ท่านเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ


ในขณะเขียนตำราสมาธิ หลวงพ่อวิริยังค์ก็กล่าวมาคำนึงว่าชาวโลกได้พัฒนาก้าวไปไกลถึงยุคโลกาภิวัฒน์
เขาได้ลงทุนสร้างวัตถุต่างๆ ทั้งแหล่งบันเทิงเริงรมณ์ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทั้งหลาย ทั้งที่อยู่อาศัย
ทั้งรถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน สามารถย่นระยะทางไกลให้ใกล้ ไปมาได้ง่ายและสะดวก ทั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์
โทรสาร คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และอีเมลล์ ก็ย่นระยะการติดต่ดสื่อสารกันได้อย่างสบาย ทั้งหมดเงินเป็นหมื่นล้าน
แสนล้าน เขาก็ยังลงทุนกันได้ แล้วทำไม ? เราจะลงทุนสร้าง “นครธรรม” ให้ทันสมัยด้วยไฮเทคต่างๆ
เพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะบ้างมิได้หรือ ?


หลวงพ่อวิริยังค์จึงได้คิดสร้างนครธรรมขึ้นเมื่อ พ.ศ.2529 และได้ดำเนินการสร้างเมื่อ พ.ศ.2536
ซึ่งก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะคนส่วนมากเข้าใจแต่การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ บวชพระ
ถวายสังฆทาน เป็นต้น จึงจะได้บุญกุศล แต่จะมาสร้างนครธรรมสอนคนด้วยไฮเทคนี้ ไม่รู้ว่าจะได้บุญตรงไหน
แต่ด้วยใจที่มีความมุ่งมั่นของผู้สร้าง จึงพยายามพูดให้สาธุชนทั้งหลายเข้าใจในการทำบุญกุศล
จนสามารถมีผู้บริจาคสร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ.2539 จึงเป็นนครธรรมยุคไฮเทค แหล่งย่นระยะการศึกษาธรรมะล้ำยุค
สุดอลังการ ณ วัดธรรมมงคล ในเนื้อที่ 4,800 ตารางเมตร ใต้ฐานพระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร
คือสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมทันสมัย มีห้องเรียนภาคทฤษฎี มีห้องเรียนภาคปฏิบัติทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม
มีห้องชมธรรมะด้วยสไลด์มัลติวิชั่น มีห้องสนทนาธรรม มีห้องสมุดธรรมะ มีห้องธุรการ มีห้องอาหารและเครื่องดื่ม
มีห้องสำนักงานประทีปเด็กไทยเพื่อช่วยเหลือเด็กทั่วเมืองไทย มีห้องถ้ำวิปัสสนาไว้ให้ปฏิบัติธรรม เป็นต้น

ผู้ที่มาศึกษาและปฏิบัติธรรมจะได้รับความสะดวกสบายในห้องแอร์คอนดิชั่นอย่างดี เป็นการลงทุนสร้างนครธรรม
ให้ทันสมัยเพื่อสุขภาพใจโดยเฉพาะ จึงเหมาะแก่คนยุคโลกาภิวัฒน์ที่ได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรม ทั้งมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
ทั้งจะได้รับความรู้และความสุขใจเป็นอย่างยิ่ง นี้คือนครธรรม สถานที่ตั้งของสถาบันพลังจิตตานุภาพ
ในใจกลางกรุงเทพมหานคร

ด้วยเหตุนี้ จึงได้ประกาศเปิดสอนหลักสูตรครูสมาธิขึ้น ณ นครธรรม วัดธรรมมงคล และเปิดรับสมัครนักศึกษา
อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2540 มีบุคคลที่มีความรู้ตามกำหนดมาตรฐานมาสมัครเรียนถึง 200 กว่าคน
เริ่มเปิดสอนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2540 เป็นรุ่นแรกเรียกว่า รุ่นปฐโม (รุ่นพยัคฆ์) ดำเนินการสอนโดยหลวงพ่อวิริยังค์
ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม จึงจะจบครบตามหลักสูตร



“สถาบันพลังจิตตานุภาพ” (Willpower Institute) เป็นสถานการศึกษาสมาธิที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน
โดยเปิดสอนให้แก่บุคคลทั่วไป
ในการเรียนการสอนนักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสมาธิเบื้องต้น
ตั้งแต่การเริ่มบริกรรม จนถึงสมาธิชั้นสูง ที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้เรียนรู้มาจากพระอาจารย์ใหญ่มั่น และพระอาจารย์กงมา
รวมทั้ง จากประสบการณ์ในชีวิตการปฏิบัติสมาธิของท่านเองกว่า 60 ปี นอกจากผู้เรียนจะเข้าใจการทำสมาธิทั้งสมถะ
วิปัสสนา อย่างถี่ถ้วนแล้ว ยังสามารถเป็นครูสอนสมาธิให้แก่บุคคลอื่นได้อย่างถูกต้องด้วย


เมื่อมีการเรียนการสอนตามระบบของหลักสูตรดังได้กล่าวมาแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ
สถาบันพลังจิตตานุภาพ (Willpower Institute) คือ มีทั้งอาจารย์ผู้สอน มีนักศึกษา มีอาคารสถานที่
มีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบถ้วนบริบูรณ์ ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาศึกษาจะได้รับประโยชน์จากสถาบันแห่งนี้อย่างเต็มที่
ทั้งจะเป็นผลดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่โลกมากยิ่งขึ้นต่อไป



คติพจน์ของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระราชธรรมเจติยาจารย์”



“พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์” พระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย
สูง 14 ชั้น อันเป็นสถานที่บรรจุ “พระบรมสารีริกธาตุ” ซึ่งองค์พระมหาเจดีย์นั้นมีความสวยสดงดงามตามศิลปไทย
วิจิตรตระการตาหาชมได้ยาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ
เสด็จทรงหล่อพระประธาน ตัดลูกนิมิต และวางศิลาฤกษ์พระมหาเจดีย์
สิ้นงบประมาณการก่อสร้างร่วมร้อยล้านบาท






พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย พระพุทธรูปหยกเขียว

“ศาลาหลวงพ่อหยก” เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย” พระพุทธรูปหยกเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เป็นปฏิมากรรมทันสมัยที่มีความอัศจรรย์อย่างยิ่ง หยกชิ้นใหญ่นี้ได้ถูกค้นพบที่ใต้ทะเลสาบน้ำแข็ง ประเทศแคนนาดา
หยกเป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งมากและเหมาะแก่การนำมาสร้างพระพุทธรูป เพราะมีความสวยงาม คงทนถาวร
และ “พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก”

ศาลาหลวงพ่อหยกเป็นศาลากระจก หลังคาแบบโดมแก้ว มีสระน้ำล้อมรอบประดับด้วยไม้ใบและไม้ดอกรอบขอบสระ
เพื่อเป็นพุทธบูชา ซึ่งออกแบบตามสถาปัตยกรรมทันสมัย ลักษณะเป็นวงกลมโดยยึดหลักปฏิจจสมุปปบาท 12 ประการ
และมีการจารึกพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาลาแห่ง นี้ด้วย สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่
ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกเขียวให้เป็นการสมพระเกียรติ



พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก


สาธุชนชาวพุทธมักจะมาเดินสวดมนต์ เจริญจิตภาวนารอบ “หลวงพ่อหยก” จำนวน 3 รอบ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา




กลางศาลาโดมบนศาลาหลวงพ่อหยก มีรูปปั้นนูนที่เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ และรอบๆ ด้านบนหลังคา
เป็นการบอกเล่าเรื่องราวทางธรรม แต่มักมีน้อยคนนักจะเงยหน้าขึ้นไปดู




“หลวงพ่อองค์ดำ” หรือ “พระพุทธรูป ภ.ป.ร.” พระประธานในวิหารของพระมหาเจดีย์ ประดิษฐาน ณ ชั้นที่ 2 ของพระมหาเจดีย์


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 2:44 pm




พระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากมาย ที่มีสาธุชนนำมาถวายให้ทางวัด
โดยจะถูกเก็บและจัดเรียงกันไว้ ณ ชั้นที่ 13 ขององค์พระมหาเจดีย์



ภาพทิวทัศน์ที่มองมาจากชั้นบนขององค์พระมหาเจดีย์



พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐาน ณ ชั้นบนสุดของพระมหาเจดีย์ (ชั้นที่ 14)



พระบรมสารีริกธาตุ
รวมทั้ง พระอุรังคธาตุ และพระเกศาธาตุ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประดิษฐาน ณ ชั้นบนสุดของพระมหาเจดีย์ (ชั้นที่ 14) ซึ่งมีความงดงามยิ่งนัก


คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

เวลาเปิด-ปิด ในการเข้าไปกราบมนัสการพระบรมสารีริกธาตุ

ประมวลภาพวัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 กรุงเทพมหานคร

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Jan 18, 2010 2:53 pm

http://www.sittloungpormhui.com/board/index.php?action=printpage;topic=2852.0

พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร
วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร

ท่านพระอาจารย์วิริยังค์เป็นศิษย์รุ่นสุดท้าย และเป็นศิษย์ก้นกุฏิที่อยู่ปรนนิบัติหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นานที่สุด
ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ องค์สำคัญ ประกอบด้วยบุญบารมีมากองค์หนึ่ง ปฏิปทาของท่าน
น่านิยมกราบไหว้บูชายิ่ง ท่านเคยติดตามพระอาจารย์ เดินธุดงค์กรรมฐาน ไปอยู่ป่าเขาลำเนาไพร
ผจญกับสัตว์ป่าที่ดุร้าย ตลอดจนไข้ป่าอันโชกโชนมาแล้วด้วยความมานะอดทน ชีวิตในทางธรรมนั้น
ท่านเคยอยู่กับครูบาอาจารย์ที่วิเศษหลายองค์ด้วยกัน เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ
ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตโต เป็นต้น

แต่เยาว์วัย ท่านพ้นจากอกบิดามารดาแล้ว ก็ได้นุ่งขาวห่มขาว รักษาศีลอุโบสถมาโดยตลอดจนได้บวชเรียน
เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร มีนามเดิมว่า
วิริยังค์ บุญทีย์กุล เกิดที่ตำบลบ้านปากเพียง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ปีที่เด็กชายวิริยังค์เกิดนั้น
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๔ ปีระกา

ครอบครัวของท่าน เป็นบุคคลที่มีฐานะดี ส่วนมากทำงานเป็นข้าราชการ แม้กระทั่งบิดาของท่าน ก็เป็นข้าราชการด้วย
ต่อมา ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่บ้านใหม่สำโรง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ชีวิตบ้านนอกคอกนาอาศัยป่าเขา ทุ่งเขียวขจี
เป็นพื้นฐานประกันชีวิตครอบครัว ฉะนั้นทุกคนจะต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามสภาพ เด็กชายวิริยังค์
ถึงแม้จะเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ก็ต้องช่วยบิดามารดาทำมาหากิน เพื่อความอยู่รอดของชีวิต ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๒ ปี
ก็พบพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ซึ่งท่านได้นำกองทัพธรรม ออกเผยแพร่ธรรม ที่บ้านใหม่สำโรงและในครั้งนั้น
เด็กชายวิริยังค์ก็ได้ติดตามหลัง พระอาจารย์กงมา ออกเดินธุดงค์ไปในทุกแห่ง นับว่า พระอาจารย์กงมา
เป็นผู้เปิดแสงสว่างทางธรรมให้เป็นครั้งแรก ปกติแล้ว ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ สมัยเป็นเด็ก มีจิตใจรัก
ในการทำบุญทำกุศลมาก ซึ่งเป็นการผิดนิสัยเด็กๆ โดยทั่วไป เช่นชอบทำบุญเข้าวัด ฟังพระเทศนา รักษาศีล เป็นต้น

เรื่องการทำบาป ดูเหมือนจะฆ่าไก่ ตายไปหนึ่งตัว ด้วยความจำใจ นี่เป็นบาป ที่สร้างความสะเทือนจิตใจ
ให้แก่ท่านในสมัยนั้นมากที่สุด!…

หลักสมาธิของจิต เด็กชายวิริยังค์ ได้สมาธิมาก่อน และการเข้าอกเข้าใจสมาธิในครั้งนั้น
เป็นความดื่มด่ำในรสพระธรรม ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ เคยเล่าให้ฟังว่า ความรู้ความเข้าใจในครั้งนั้นมารู้ว่า
โอ…คุณของพระพุทธศาสนายังมีอยู่ และมีคุณแก่ ผู้ปฏิบัติได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

อายุได้ ๑๓ ปี เด็กชายวิริยังค์ บุญทีย์กุล ได้มาอยู่วัดเพื่อสมาทานศีลอุโบสถ นุ่งขาวห่มขาว ในทุกๆ วันพระตลอดไป
แต่กรรมก็ยังไม่สิ้น เพราะท่านเคยล้มป่วย เป็นอัมพาตเดินไปไหนมาไหนไม่ได้เลย และก่อนจะสิ้นกรรม
ท่านต้องนอนอยู่กับที่ถึง ๓๗ วัน ก็พอดีมีตาปะขาวคนหนึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน…มารักษาให้ จนหาย
นับว่าบุญบารมีเก่าท่าน มาส่งเสริมแล้ว โรคอัมพาตหายอย่างเด็ดขาดตั้งแต่บัดนั้น

ต่อมาท่านได้พยายามที่จะบวชเสียที ขัดสนอยู่ในหมู่ญาติท่านจึงต้องต่อสู้อย่างทรหดอดทน คือ สู้ด้วยสติปัญญา
ทั้งน้ำตาและความหวัง ในที่สุดท่านก็สมความปรารถนา ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร
เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ วัดสุทธาราม จ.นครราชสีมา จากนั้นท่านได้หันหลัง
ให้กับความวุ่นวายสับสนทางโลกอย่างสิ้นเชิง ติดตามหลวงปู่กงมา จิรปุญโญ เดินธุดงค์บุกบั่นเข้าไปบำเพ็ญสมณธรรม
ท่ามกลางป่าเขา เช่น บริเวณป่าเขาใหญ่ ซึ่งล้วนมีแต่ไข้ป่า ที่แสนจะชุกชุมและเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด
แม้จะเป็นสามเณรน้อยๆ แต่เวลาปักกลด ท่านก็ไปปักกลดห่างไกลออกไปเชิงตีนเขา และได้เผชิญกับสัตว์ป่า
ที่มาวนเวียนอยู่บริเวณกลด ท่านก็หาได้เกรงกลัวไม่ อาศัยใจสิงห์ที่มีความเด็ดขาด เชื่อมั่นในพระธรรม จึงผ่านพ้นมาได้

อำนาจจิตอำนาจใจของท่านนั้น แก่กล้าก้าวหน้าขึ้นมากมายในช่วงนี้ จนได้รับฉายานาม อาจารย์เณร
ตั้งแต่สมันนั้นเลยทีเดียว การแสดงธรรมะนั้น ก็แยบคาย ผู้ฟังแล้ว ก็เข้าใจในธรรมที่ท่านแสดงนั้นๆ การสอน
ท่านให้ทุกคนมีฐานะของจิตใจคือ ทาน ศีล ภาวนา เพราะการปฏิบัติธรรม ต้องอาศัยหลักธรรมเหล่านี้
จึงจะเป็นผลแห่งการปฏิบัติ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านได้อุปสมบทที่จังหวัดจันทบุรี ได้รับฉายา “สิรินฺธโร”

เมื่อบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ท่านได้ติดตาม หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ ออกเดินธุดงค์ และได้ช่วยเป็นกำลัง
ก่อสร้างวัดได้หลายแห่ง ในเขตจังหวัดจันทบุรี ภายหลังจากเดินธุดงค์ ผ่านป่าเขาลำเนาไพร จากจันทบุรี
ออกทางด้านประเทศเขมร ตัดเข้ามาทาง จ.สกลนคร ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ ก็ได้มีโอกาสพบ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
และได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๕

พระอาจารย์วิริยังค์ เคยตายมาแล้ว ๒ ครั้ง ชนิดจิตออกจากร่างไปเลย พอครั้งที่ ๒ ตายไป ๓๐ นาที
จึงได้กลับมาอีกครั้ง เพราะท่านได้ยินเสียงหลวงปู่กงมาเรียกให้กลับ ต่อมาท่านเดินทางเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ
แล้วได้ออกมาดูที่จะสร้างวัดกรรมฐานเสียที่กรุงเทพฯ บังเอิญท่านมาพบกับสถานที่เป็นค่ายทหารญี่ปุ่นเก่า
ปล่อยทิ้งเป็นป่าอยู่ และบังเอิญได้มีคณะญาติโยมศรัทธา ถวายให้สร้างวัด ท่านจึงได้ริเริมการก่อสร้างวัดป่า
กลางใจพระนคร คือวัดธรรมมงคลถนนสุขุมวิท ๑๐๑ พระโขนง กรุงเทพฯ

นอกจากนี้แล้ว ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร ยังได้สร้างเกียรติประวัติ แด่พระพุทธศาสนาและวงการพระสงฆ์ไทย
คือได้เดินทางไปรับ พระบรมสารีริกธาตุ และเส้นพระเกศา ขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ก่อสร้าง
พระมหาเจดีย์องค์ใหญ่ ชื่อว่า “พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์” เพื่อประดิษฐาน

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 20, 2010 1:24 pm

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008009

เร่งบูรณะพระพุทธรูปโบราณ ทรุดเพราะเหมือง


19 มกราคม 2553 17:54 น.


พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ ซึ่งแกะสลักบริเวณหน้าผาในมณฑลกานซู่ - เอเจนซี่

เอเจนซี่ – จีนเร่งบูรณะพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดบนแดนมังกร อายุ1,459 ปี
ซึ่งแกะสลักอยู่บนหน้าผาของภูเขาเหมิงในเมืองไท่หยวน, มณฑลซานซี ทางภาคเหนือของประเทศ


สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานเมื่อวันจันทร์ (18 ม.ค.) ว่า พระพุทธรูปหินมีสภาพทรุดโทรม
จวนพังทลายลงมาจากแรงสั่นสะเทือนในการทำเหมืองถ่านหิน โดยทางการได้ทุ่มงบประมาณ
จำนวน 10 ล้าน 8 แสนดอลาร์สำหรับการซ่อมแซมในส่วนของพระพักตร์

นอกจากนั้น จะมีการเสริมความแน่นหนาของแนวลาดภูเขา ซ่อมรอยแตกบนองค์พระ
และรอยแตกของหน้าผาโดยรอบ เพื่อป้องกันการพังถล่ม
ตลอดจนปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างความเขียวชอุ่มบนภูเขา

เมื่อปี 2550 จีนสั่งปิดเหมืองถ่านหิน 7 แห่งในแถบนี้ เพื่อรักษาพระพุทธรูปไว้ โดยต้องการพัฒนา
บริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีพระพุทธรูปอันงดงามด้วยศิลปะเป็นจุดสนใจ
แม้ว่าเหมืองถ่านหินเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของมณฑลซานซีก็ตาม

จีนเตรียมบูรณะ-ป้องกันพระสลักบนหน้าผาที่เก่าแก่สุดในประเทศจากการพังทลาย


สำนักข่าวบีบีซีอ้างรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัวว่า พระพุทธรูปสลักบนหน้าผาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน
กำลังจะได้รับการบูรณะ ด้วยงบประมาณ 10.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 356.4 ล้านบาท
เพื่อหลีกเลี่ยงจากการพังทลายซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต


พระพุทธรูปสลักบนหน้าผาอายุ 1,459 ปี องค์นี้ ถูกค้นพบโดยชาวนาในปี พ.ศ.2548 ที่ภูเขาเหม็ง
ใกล้ ๆ เมืองไท่หยวน มณฑลซานซี อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปดังกล่าวก็เสี่ยงต่อการพังทลายจากธุรกิจ
การทำเหมืองแร่ถ่านหิน บริเวณข้างเคียง จนส่งผลให้เหมืองแร่ 7 แห่งต้องถูกทางการสั่งปิดไปเมื่อปี
พ.ศ.2550 เพื่อป้องกันการพังทลายของพระพุทธรูปหินแกะสลัก

กระทรวงทรัพยากรที่ดินของจีนให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันนี้พื้นที่ลาดเอียงของภูเขาเหม็งถูกทำให้
มีความมั่นคงมากขึ้นเพื่อ จะได้ไม่พังทลายลงมา นอกจากนี้ ส่วนเปราะบางของพระพุทธรูปสลักบนหน้าผา
ก็ยังได้รับการป้องกันไว้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เหมืองแร่ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศจีน ดำเนินกิจการอยู่ในมณฑลซานซี อย่างไรก็ตาม
อุตสาหกรรมดังกล่าวได้ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ประชาชนในหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง
กับพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว ก็เริ่มมีความคาดหวังที่จะดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม
พระพุทธรูปสลักบนหน้าผาที่เก่าแก่ที่สุดในจีนองค์นี้

http://www.matichon.co.th/news_detai...rpid=&catid=06

http://www.davidsanger.com/stockimages/4-132-38.bingling

http://travel-and-photography.blogspot.com/2008/06/ancient-buddha-carving-at-binglingsi.html




Location: 炳灵寺 Binglingsi Grotto, Gansu, China (35°48'32.18"N 103° 2'51.98"E)
Date: 21 May 1999; 3.15pm
Camera: (analogue) Canon 500N with negatives and scanned


Binglingsi may not be the oldest Buddhist complex in China but its construction was started around 430BC.
"Bingling" means "thousand Buddha's" in the Tibetan language. The grottos are carved into the cliffs of red
sand-stones along the HuangHe (Yellow River). It is a historically significant site being in the site of
a very early dynasty (Western Qin) and regularly visited since it is along the Silk Route.

It was not easy to visit this site back in 1999, though I suspect there are easy regular transport & boats
across the river to the site today. The largest statue (above) stands at 27 meters, with its upper body carved
into the cliff and lower body made of clay.

http://www.chinatouristmaps.com/travel/gansu/gansu/gansu-tourist.html



แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Sat Jan 23, 2010 3:22 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 20, 2010 11:09 pm

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008404

หยกจากพม่า เวียดนามสลักพระพุทธใหญ่สุดในโลก

20 มกราคม 2553 19:04 น.


ก้อนหยกหนัก 35 ตันจากพม่า ที่นำมาแกะสลักพระพุทธรูปหยกในครั้งนี้

Accompanying Photos by VietnamNet เวียดนามเน็ต -- ช่างแกะสลักจาก
บริษัทเถิ่นโจวหง็อกเหวียด (Than Chau Ngoc Viet) ที่รับตกแต่งจิตรกรรมด้วยอัญมณี
ได้ลงมือเริ่มต้นแกะสลักพระพุทธรูปหยกขนาดยักษ์จากก้อนหยกหนัก 35 ตัน
ใน จ.หายเซวือง (Hai Duong) ในวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา


นายด่าวจ่องเกือง (Dao Trong Cuong) รองผู้อำนวยการสถาบันเพชรและอัญมณีเวียดนาม ประมูลก้อนหยก
ขนาด 35 ตันในราคา 1.45 ล้านดอลลาร์ ในงานประมูลหยกนานาชาติที่จัดขึ้นในพม่าเมื่อ 4 ปีก่อน และ
ขนกลับไปถึงเวียดนามในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว โดยนายเกื่องปรารถนาที่จะให้สลักเป็นพระพุทธรูปหยก
ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลา
ในการแกะสลักนานถึง 2 ปี

งานนี้มีการเชิญช่างแกะสลักชาวจีนมาร่วมงานด้วยถึง 50 คน

การแกะสลักพระพุทธรูปหยกคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2554 โดยจะมีน้ำหนักประมาณ 16 ตัน
และ ความสูง 3 เมตร ส่วนฐานรองรับพระพุทธรูป จะประดับด้วยเพชรพลอยที่จะนำเข้ามาจากพม่าเช่นกัน

ในพิธีทางพุทธศาสนาที่จัดขึ้นในเช้าวันที่ 18 ม.ค. ก่อนเริ่มต้นการแกะสลักพระพุทธรูปหยกนั้น
ประธานาธิบดีเวียดนาม นายเหวียน มิงห์ เจี๊ยต (Nguyen Minh Triet) พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่กว่า 400 รูป
ผู้ศรัทธาอีกนับพันคน ได้เข้าร่วมในพิธีที่จัดขึ้นใน จ.หายเซวือง ทางตะวันออกกรุงฮานอย

ในปัจจุบัน พระพุทธรูปหยกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักเพียง 3.5 ตัน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเวียดนามเช่นเดียวกัน.


หลวงพ่อ Thich Pho Tue พระชั้นครูที่ได้รับความเลื่อมใส (ที่ 1 จากซ้าย) เดินทางมาร่วมสวดมนต์ทำพิธีพร้อมพระสงฆ์อีก 400 รูป
ก่อนเริ่มการแกะสลักพระพุทธรูปหยกอย่างเป็นทางการ


นายเหวียนมิงห์เจี๊ยต ประธานาธิบดีเวียดนาม และพล.ท.เลข่าเฟียว อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์
ร่วมเป็นประธานในพิธีครั้งนี้ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐอีกหลายนา


หลวงพ่อ Thich Pho Tue ทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ก้อนหยก โดยมีนายเหวียนมิงห์เจี๊ยต อยู่ร่วมระหว่างพิธีด้วย


ก้อนหยกจากมุมมองด้านข้าง


ภาพพระพุทธรูปติดอยู่ด้านหน้าของก้อนหยกเพื่อแสดงรูปจำลองเมื่อเสร็จสมบูรณ์ซึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 20 ตัน


นายเหวียนมิงห์เจี๊ยตลงมือสลักก้อนหยกประเดิมเป็นคนแรก

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Feb 04, 2010 3:12 pm

http://www.thaipost.net/news/040210/17439

ด้วยบุญญาพระบารมีพ่อนี้ปกเมือง

เปลว สีเงิน

4 กุมภาพันธ์ 2553 - 00:00

เฉลิม - "ดร.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" เพื่อนเลิฟผมนี่จ๊าบจริงๆ กล้าชน-กล้าถามได้ว่า "สุดารัตน์เป็นใคร?"
ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ไปถามคนชื่อ "ทักษิณ" เค้าดูซี นี่...โทรทัศน์รายงานข่าวแจ๋วๆ เปิดสภาฯ ได้นัดเดียว
เมื่อวาน (๓ ก.พ.๕๓) สภาฯ ล่มซะแล้ว แล้วอย่างนี้จะเอาปลากะพงไปคลุกข้าวให้หมากิน
ทำนองว่า "สร้างรัฐสภาใหม่" ตั้ง ๒-๓ หมื่นล้านเพื่ออะไรกัน เก็บแบบ "สัปปายสถาน" ไว้ก่อนเถอะ
ถึงยุคพระศรีอาริย์ค่อยไปสร้างพร้อมๆ กรุง NEW BANGKOK โน่น!

บ้านเมืองน่ะ-ดี แต่คนเล่นการเมือง มีส่วนหนึ่งที่-เลว เผอิญส่วนนี้มีมากซักหน่อย ดังนั้น
ใครที่มองสถานการณ์บ้านเมืองแบบขยำรวมกันไป ก็จะเกิดความคิดแบบจับฉ่ายคือ สรุปว่าบ้านเมืองไม่ดี

ความจริงมันดี คือบ้านเมืองไทยดีอยู่แล้ว และอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ดีเฉยๆ
แต่จะถึงระดับ "มหาดี" เลยทีเดียว เชื่อผมเถอะ ไม่ใช่พูดปลอบใจเรื่อยเปื่อย
แต่คนที่จะได้อานิสงส์จากภาวะบ้านเมืองดีนั้น ไม่ใช่ว่าใครเป็นคนไทย
หรืออยู่ในขอบเขตขัณฑสีมาเมืองไทยก็จะพลอยได้ดิบ-ได้ดีไปหมดเสียทุกคน

เหมือนตอนนี้ "ต้นหน้าแล้ง" ถ้าใครเตรียมตุ่ม เตรียมภาชนะไว้ล่วงหน้า
พอถึงมิถุนา-กรกฎา ถึงหน้าฝน ฝนตกปุ๊บ แค่เปิดฝาตุ่มก็จะได้น้ำฝนไว้ดื่มกินปั๊บ

แต่คนที่ไม่เตรียมอะไรไว้เลย ยิ่งหน้าแล้ง คนที่พอมีตุ่มอยู่บ้างกลับขายไปซะอีก เพราะเห็นแห้งแกรก
เก็บไว้ก็เกาะกะ คนในสภาพนี้ พอถึงตอนนั้นต่อให้ฝนตก ๗ วัน ๗ คืน อย่างเก่งก็ได้แค่แค่
ยืนแหงนหน้า-อ้าปากรอน้ำ จะได้บ้าง ก็ได้เท่าที่เปียกและเท่าที่กระเซ็นเข้าปากเท่านั้น!

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ คนที่จะได้รับอานิสงส์จากภาวะบ้านเมืองฟื้นคืนสู่
ความรุ่งเรืองไพศาลทันที-ทันใด ก็คือคนที่จรรโลง-รักษาชาติ พระศาสนา
และสถาบันพระมหากษัตริย์ มั่นคงและดำรงวิถีชีวิตอยู่ด้วย
กายสุจริต วาจาสุจริต และใจสุจริต


นี้คือการเตรียม "ตุ่มน้ำ" หรือภาชนะในความหมายที่ผมพูดถึง!

ด้วยพลังใจภักดิ์ของพสกที่พร้อมพรั่ง ณ ลานโรงพยาบาลศิริราช มิเว้นวาย ขณะนี้
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และแข็งแรงดีแล้ว เมื่อวานซืนนี้ (๑ ก.พ.)
พระองค์ท่านเสด็จออก ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช
เพื่อพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะผู้พิพากษา

เป็นวัน "มหาประชาปีติ" พร้อมเพรียงกันอีกวันหนึ่งจริงๆ!

เพราะอะไรน่ะหรือครับ ก็เพราะว่าทุกคนที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์ เห็นชัดกันทุกคนว่า สีพระพักตร์
และแววพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปล่งปลั่ง สมบูรณ์ สดใส อาจพูดได้ว่า
"พระพักตร์พ่อ" ณ วันนี้ ประหนึ่งทอแสงทองแรกแห่งรุ่งสุริยะสาดส่องสู่ลูกคือพสก

อาบผืนปฐพีไทย เป็นแสงให้ชีวิตใหม่อีกครั้งอย่างแท้จริง!

หาใช่ว่าผมรับรู้สิ่งนั้นได้เพียงคนเดียว ผมนั่งทำงานอยู่ตอนช่วง "ข่าวในพระราชสำนัก"
ทางกองบรรณาธิการยังโทร.มาบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ "ในหลวงออกโทรทัศน์
ในหลวงทรงหายประชวรแล้ว" คือโทร.มาในความหมายให้ผมรีบเปิดดู ความจริงผมนั่งดูอยู่แล้ว
และในวันรุ่งขึ้น ผมก็ได้สดับตรับฟังคำโจษขานไปในทางเดียวกันว่า

"ในหลวงทรงหายประชวร ในหลวงทรงสมบูรณ์แข็งแรงดีแล้ว" เพราะมีพระราชดำรัสกับ
คณะผู้พิพากษาที่เข้าเฝ้าฯ ได้แจ่มใส ชัดเจนดังปกติดีทุกประการ

พระองค์ประทับอยู่ในวัง ถึงใกล้-ก็เหมือนไกลจากประชาชนของพระองค์ แต่เมื่อเสด็จฯ มาประทับ
ณ โรงพยาบาลศิริราช สูง-แต่ใกล้ ประหนึ่งศีรษะพสกซบนบอยู่เบื้องพระบาทของพระองค์ ทั้งวัน
ประชาชนทุกหมู่เหล่า ใจคนรวย ใจคนจน ใจผู้ดี ใจไพร่ ใจคนมีอาการครบ ๓๒ ใจคนพิการ
เรียกว่าจะต่างชั้น วรรณะ และฐานะ-อาชีพขนาดไหน

แต่เท่ากัน......

คือ ใจรักและภักดี "พ่อของฉัน" เหมือนกันหมด!

ชาวบ้านแท้ๆ อันเป็นสมบัติของแผ่นดิน สมบัติของพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงรักและทรงปกปักรักษา
โน่น....รอนแรมจากแดนไกลมา จากต่างถิ่น ต่างจังหวัด ผมเห็นในโทรทัศน์
ขนมห่อด้วยใบไม้ ชาวบ้านยังประคองแนบกาย-แนบใจ นำมาถวายให้พ่อหลวงของฉัน
พระองค์ท่านประชวร เกรงว่าพระองค์ท่านจะไม่มีพระกระยาหารเสวยถูกพระราชหฤทัย

ดูซิ...คุณย่า คุณยาย กระทั่งนักเรียนตัวเล็กๆ มาไหว้ มากราบ มาอธิษฐานใจ ใครมีอะไรที่
"ดีที่สุด" ในสภาพฐานะของตนเอง ก็พยายามถนอมประคองสิ่งนั้นมาทูลเกล้าฯ ถวาย
ด้วยบริสุทธิ์แห่งใจอย่างเดียวว่า สิ่งนี้แทนหน้า-แทนใจ มาเยี่ยมพระอาการไข้ในหลวง

มะโนปุพพัง คะมา ธัมมา ในตัวเรามีใจเป็นใหญ่

มะโนเสฏฐา มะโน มะยา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นธรรมชาติถึงก่อน

มะนะสา เจ ปะสันเนนะ ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จแล้วแต่ใจ

นี่แหละ...ตรงนี้แหละ ตรงกระแสจิตบริสุทธิ์ของมวลพสกที่ส่งตรงจากลาน ณ โรงพยาบาลสู่ชั้น ๑๔
ด้วยหวังอภิบาลรักษาพระอาการประชวร เป็น "จิตตานุภาพ" กอปรด้วยพลังมหาศาลที่ต่อติดจริงๆ

ประชาชนคนไทยทั้งหลาย จงยึดมั่นไว้เถิด แล้วความประเสริฐทั้งมวลจะบังเกิดกับชาติ-ประชาชน
เพราะพระองค์มิเพียงทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่พร้อมด้วยทศพิธราชธรรมเท่านั้น หากแต่พระองค์
ทรงบำเพ็ญพระบารมีธรรมขั้นอุดม ทรงเป็น "เนื้อนาบุญประเสริฐ" ของพสกผู้เคารพนบนอบกราบไหว้

ผมถึงบอกว่า "ประเทศไทย-คนไทย" ดีแน่ ถ้าจะแย่ ก็แย่เฉพาะคนที่ใจประเภท "บัวใต้น้ำ"!

ตอนนี้ พูดกันมาก พูดกันทุกวัน จะนองเลือดบ้าง ทหารจะปฏิวัติบ้าง เท่าที่ฟัง ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรก
ที่ทั้งนักวิชาการและนักโหราจารย์เห็นตรงกันว่า "ปีนี้-ต้องเกิดกลียุคไทย"
สาเหตุใหญ่จากเสื้อแดงทักษิณจะกลืนกินเมือง

ผมไม่ได้เป็น "นัก" อะไรกับเขา จึงไม่มีศาสตร์ด้านไหนเป็นฐานรับหรือปฏิเสธ แต่ผมยอมรับ
ด้วยเชื่อตามหลัก อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา คือมันไม่มีอะไร ถ้าไปทึกทักว่ามีอะไรเป็นอะไร
มันก็ทุกข์ เหตุที่ผมว่าไม่มีอะไร เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ไม่มีตัวตนถาวร
ให้จับต้อง-ยึดถือได้คงที่ตลอดกาล ตลอดไปเลย

แม่น้ำ ภูเขา ดิน ฟ้า อากาศ กระทั่งจักรวาล มันยังเปลี่ยน ยังสูญสลาย แล้วจะมีอะไรล่ะคงที่?

เมื่อใช้หลักนี้เป็นแกนในมองเหตุการณ์บ้านเมือง ผมก็เกิดความรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลง
เป็นเรื่องธรรมชาติ การตีกัน การนองเลือด เป็นเรื่องธรรมชาติของสัตว์ แล้วแค่รัฐบาล
แค่ระบบบ้านเมือง ถ้าจะเปลี่ยนแปลง มันแปลกตรงไหน ซึ่งความจริงก่อนจะมีวันนี้
มันก็เปลี่ยนแปลงมาแล้วร้อยอย่าง-พันแบบ

มนุษย์ทุกคน อยู่กับการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ไม่เชื่อเอากล้องส่องเซลล์ผิวหนังตัวเองดูก็ได้
ฉะนั้น อย่าหวั่นไหว!

เมื่อเข้าใจว่า "การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ" เราก็จะเข้าใจเองว่า อ้อ...
ที่มันนองเลือดก็เพราะ "เราไปฝืนธรรมชาติ" ฉะนั้น เราควรอนุวัตร คือหมุนไปกับธรรมชาติ
การหมุนนี่แหละที่เราควบคุมได้ เราต้องการให้หมุนไปทิศไหน-ที่ไหน-อย่างไร-แบบไหน
เราก็ควบคุมไปสู่เป้าหมายนั้น

เห็นมั้ย...ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ จงยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่จงอย่ายอมรับ
การเปลี่ยนแปลงที่เราไม่ควบคุมทิศทาง!


ผมคุยกะท่านหลายหนแล้วเรื่อง "ดาวเสาร์ทับเสาร์" ในดวงเกิดของใครบางคนที่ราศีกันย์
แถมเล็งกับดาวมฤตยูที่ราศีมีน พูดถึงดาวเสาร์ โหรไหนเป็นโหรนั้น ท่องเป็นกลอนไว้เลยว่า
"เสาร์ทับลัคน์ทับจันทร์จะพลันร้าย เกิดวิบัติฉิบหายลูกเมียหนี" ผมไม่ปฏิเสธตามตำราครูบาอาจารย์

แต่อยากจะบอกว่า ดาวเสาร์อันเป็น "ดาวร้าย" นั้นไม่สามารถให้คุณ-ให้โทษใครได้เลย
เสาร์ก็แค่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ในระบบสุริยจักรวาล ๑,๔๓๐ ล้านกิโลเมตร
ใช้เวลา ๒๙ ปี ๔ เดือน พูดกันตัวกลมๆ ว่า ๓๐ ปีจึงจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ ๑ รอบ

นี่แหละ "ทีเด็ด-เคล็ดลับ" มันอยู่ตรงนี้ คุณ-โทษที่เกิดกับคน มาจากอิทธิพล "วงโคจร" ของดาวเสาร์
ไม่ใช่จากตัวดาวเสาร์ ฉะนั้น พูดในภาพรวม เสาร์จะให้คุณ-ก็คุณมหันต์ จะให้โทษ-ก็โคตรฉิบหาย
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น อยู่ที่ว่า ณ ช่วงนั้นๆ ตามวงรอบดาวเสาร์โคจรถึง เขาหรือเรา...
ทำอะไรไว้ หรือกำลังทำอะไรอยู่?

เคยบอกแล้วว่า คนที่ลัคนาอยู่ราศีกันย์ อย่างคนที่เกิดวันที่ ๒๖ กรกฎา คนหนึ่ง รอบนี้เป็น "เสาร์เช็กบิล"
เพราะเสาร์รอบใหม่โคจรมาทับเสาร์รอบเดิมพอดี เหมือนนายตรวจ หรือตำรวจมาแล้ว
และเจ้าตัวกำลังทำอะไรอยู่ รักษาบ้าน-รักษาเมือง หรือว่ากำลังเผาบ้าน-เผาเมือง
และที่ทำซุกๆ ซ่อนๆ ไว้ก่อนนายตรวจมาถึง ไหน...เอามาดูซิ เป็นกรรมดี หรือกรรมบาปอะไรบ้าง

ใครทำดี วงโคจรดาวเสาร์มาถึง "เหมือนชิงช้า" พาหมุนขึ้นสวรรค์ไปเลย!

ใครระยำ อย่างทำป่วนบ้าน-ป่วนเมืองอยู่ขณะนี้ เรียกว่า
"คาหนัง-คาเขา" นายตรวจดาวเสาร์มารอบนี้ "นรก-อเวจี" รออยู่แล้วสถานเดียว!

ฉะนั้น นอนซู้ดน้ำแข็งกดราดน้ำหวานสีธงชาติกันให้สบายเถอะ ไม่มีทหารคนไหนจะมาปฏิวัติหรอก
เพราะอะไร แล้วผมจะบอกให้วันหลัง ก่อนหลับก่อนนอนก็ไหว้พระสวดมนต์บท "พุทธชัยมงคลคาถา"
บทพาหุงนั่นแหละ จะไม่มีมาร-ไม่มีแมว-ไม่มีแม้ว ตัวไหนมากล้ำกรายทำร้ายประเทศไทยได้
เพราะ "นายตรวจ" มา...เผลอๆ จะพาลงนรกไปเลย.


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Fri Feb 26, 2010 1:03 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=81&PHPSESSID=d7590c08be5ad2a1f4a1bb8ddcde2126.htm



TheBuddhas of Bamyan, which dated to the fifth century,
were destroyed by the Taliban in 2001 as "un-Islamic".


http://en.wikipedia.org/wiki/Buddhas_of_Bamyan

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=42&contentID=50772

อัญเชิญคัมภีร์พุทธศาสนา2พันปีมาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 7:46 น

ร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวง83พรรษา

ดร.อำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้
ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้เห็นชอบให้อัญเชิญธรรมเจดีย์คัมภีร์พระพุทธศาสนาโบราณ
อายุกว่า 2,000 ปี จากสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน ประเทศนอร์เวย์ มายังประเทศไทย เป็นการชั่วคราว
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล
เฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธ.ค. 2553 โดยจะมีการอัญเชิญมาในช่วงงานวันวิสาขบูชา
ประจำปี 2553 เพื่อจัดแสดงให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าชม เป็นระยะเวลาประมาณ 65 วัน

ดร.อำนาจ กล่าวด้วยว่า การอัญเชิญพระคัมภีร์ดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค. 2552
พระธรรมสิทธินายก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ได้เป็นผู้แทนสมเด็จพระพุฒาจารย์
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์
รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์
และหารือกับ ศ.ดร.เยน โบรกวิก กรรมการกองโบราณคดีและอักษรศาสตร์แห่งนอร์เวย์
ในการอัญเชิญคัมภีร์โบราณดังกล่าว และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางศ.ดร.เยน โบรกวิก ได้ทำหนังสือแจ้งมาว่า
สถาบันอนุรักษ์สเคอเยน อนุญาตให้อัญเชิญพระคัมภีร์มายังประเทศไทยได้เป็นเวลา 65 วัน
นับตั้งแต่วันวิสาขบูชาเป็นต้นไป

คัมภีร์โบราณนี้ถูกค้นพบในถ้ำที่หุบเขาบามียัน ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งนักโบราณคดี
และภาษาศาสตร์ใช้เวลาร่วม 12 ปี ทำการชำระคัมภีร์และสันนิษฐานว่าเป็นผลงานของ
พระอรหันต์ที่ได้จารึกพระธรรมวินัยเป็นตัวอักษรในช่วง พ.ศ. 6”
ดร.อำนาจ กล่าว.

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

กษัตริย์ไทยสายราชวงศ์พระเจ้าไทยดี ทรงพระนามว่า “พระกนิษกะที่ ๒” ได้ขึ้นครองราชย์
ในอาณาจักรกุษาน (ติดแคว้นคันธาระ) ในปี พ.ศ. ๖๕๓ ทรงมีพระราชศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาและ
พระนาคารชุนยิ่ง ได้ทรงเป็นพุทธศาสานูปถัมภกต่อพระภิกษุสงฆ์มหายานนี้มาก ด้วยพระองค์เป็น
พระญาติแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช ทำให้ได้รับการถ่ายทอดความเชียวชาญ จากคัมภีร์มหาจักรพรรดิราช
สงผลให้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพแผ่พระราชอำนาจเข้าไปตลอดเขตอิหร่าน เตอรกีสถาน และ
ข้ามเทือกเขาฮินดูกูฎ การาโครัม เช้าไปยังแคว้นซินเกียง ทั้งยังทรงครอบครองอาณาจักรซอกเตียน
อาเรีย โขตาน ส่วนทางอินเดียนั้น ทรงแผ่อานุภาพปกคลุมแคว้นคันธาระ กัษมิระ ปัญจาป
ตลอดลงมาถึงฝั่งแม่น้ำคงคา และในที่สุดได้ทรงตั้งเมืองใหญ่ (เมืองหลงงที่สองด้านใต้) ไว้ที่ปุรุษปุระ
(แคว้นปชวารในปัจจุบัน) ทรงเป็นมหาราชแห่งชนชาติไทยที่เป็นพุทธมามกะที่ยิ่งใหญ่ ทรงสร้าง
พระพุทธรูปไว้ในอาณาจักรของพระองค์มากมายปรากฎอยู่ในประเทศอาฟกานิสถานปัจจุบัน)
พระองค์ทรงศรัทธาต่อแนวพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ทำให้พระภิกษุสงฆ์ที่หลบหนีการเข่นฆ่า
ของพราหมณ์เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์นับล้านองค์ และเป็นยุคที่พราหมณ์ในดินแดน
ของพระองค์ อพยพหนีลงไปยึดดินแดนทางใต้คือแคว้นกาลิงครัฐ (ยะไข่) ติดทะเลอาระกัน
ในขณะเดียวกันความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาก็กลับคืนมาในอาณาจักรนี้มีอีกครั้งหนึ่ง
และพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็เผยแพร่เข้าสู่ดินแดนธิเบต และซินเกียง ผ่านข้ามทะเลทราย
ไปยัง “ตุ้งฮ้วง” เข้าสู่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงแต่เวลานั้น

ตามจดหมายเหตุของพระภิกษุเฮี้ยนจัง (ถังซัมจั๋ง) กล่าวว่า ราชสำนักของพระเจ้ากนิษกะมหาราช
เปลี่ยนแปลงและโยกย้ายไปตามฤดูกาล ในฤดูหนาวราชสำนักของพระองค์จะอยู่ทางด้านใต้
คือในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียแถบริมแม่น้ำคงคา เมื่อถึงฤดูร้อนก็จะทรงย้ายไปอยู่ยังแคว้นกปิศะ
(ทางใต้ของหิมาลัย เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ก็จะทรงย้ายไปอยู่ที่แคว้นคันธารราษฎร์
(ประเทศอาฟกานิสถานปัจจุบัน) แต่ละแห่งที่ระองค์เสด็จไปประทับนั้น ได้ทรงสถาปนาพุทธวิหารไว้
สำหรับเป็นที่พึ่งของประชาชน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเจริญรอยตามพระเจ้าอโศกมหาราช
ในฐานะที่พระองค์เป็นราชวงศ์เดียวกัน คือโปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และสังฆาราม
ตลอดพสุธาเขตที่พระบารมีของพระองค์จะแผ่ไปถึง

สิ่งที่สำคัญยิ่งในสมัยของพระองค์ คือ “การสังคายนาพระไตรปิฎก” โดยในการสังคายนาครั้งนี้
ได้อาราธนาพระอรหัตตฺถุง ๒๐,๐๐๐ (สองหมื่นรูป) มากกว่าเมื่อสมัยปฐมสังคายนาและครั้ง
พระเจ้าอโศกมหาราชได้กระทำไว้
(ในสมัยพระเจ้ากนิษกะเป็นสมัยที่มีพระอรหันต์มากที่สุด จะเห็นได้จาก
จำนวนถ้ำสำหรับปฏิบัติสมาธินับล้านถ้ำบนเทือกเขาในประเทศอาฟกานิสถาน
แต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกประเทศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดในปี พ.ศ. ๒๕๔๕
ทำลายทิ้งเสียเกือบหมดแล้ว


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra03150752§ionid=0131&day=2009-07-15

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11449 มติชนรายวัน

แลน-คำลาว, ตะกวด-คำเขมร ไม่ใช่เหี้ย-คำบาลี

คอลัมน์ สยามประเทศไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ


แลน เป็นคำลาว หมายถึงตะกวด ไม่ใช่เหี้ยตามที่มีผู้เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ, โทรทัศน์,
หนังสือพิมพ์

ตะกวด เป็นคำเขมร (เขียน ตฺรกวต อ่านว่า ตฺรอกวต) หมายถึง แลน ไม่ใช่เหี้ย

แลนหรือตะกวด เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของคนดึกดำบรรพ์ยุคสุวรรณภูมิราว 3,000 ปีมาแล้ว
เป็นอย่างน้อย มีลายเส้นอยู่บนกลองทอง(หรือมโหระทึก) ร่วมกับลายเส้นรูปอื่นๆ
อันเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในยุคนั้น



"ตะกวด" สำริด พบในบริเวณเขตเขาบ่อพลับห่างจากเขาไม้เดนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ไม่ไกลนัก อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ กำหนดอายุอยู่ในยุคสุวรรณภูมิ เมื่อราว พ.ศ. 1-500

ชิ้นงานหล่อขึ้นอย่างง่ายๆ อย่างฝีมือช่างพื้นบ้าน เนื้องานไม่ประณีตนักหล่อได้ถูกต้องตามสรีระของสัตว์ประเภทนี้ อาจเป็นของที่ใช้ในพิธีกรรม โดยมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับคติการบูชาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อย่างพวกตะกวด จระเข้ หรือกบ คางคก

ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่อาคารมิวเซียมท้องถิ่นวัดเขาไม้เดน (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เขียนคำบรรยายภาพ วิภาช ภริชานันท์ นักศึกษาปริญญาโท Arts Institute, Chicago, USA. ถ่ายภาพ)

ราชพงศาวดารกัมพูชายกย่องตะกวดเป็นบรรพชน
ที่ฟังธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่
ใต้ต้นหมัน(ต้นทะโลกหรือทะลอก) จนบรรลุธรรม
(แต่พวกสร้าง?ประวัติศาสตร์บาดหมาง?โฆษณาบิดเบือนให้ร้ายว่า
บรรพชนชาวกัมพูชาเป็นเหี้ย แล้วใช้งานด่าทอเพื่อนบ้านคราว
เสียปราสาทพระวิหาร ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อราว พ.ศ. 2505)

ส่วนในชาดก(500 พระชาติ) เล่าว่าพระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติ
เป็นตะกวดหรือแลน ไม่ใช่เหี้ย

ลายเส้นบนหน้ากลองสัมฤทธิ์(มโหระทึก)ในวัฒนธรรมดองซอน พบที่เวียดนามเป็นภาพเล่าเรื่องพิธีกรรมในระบบความเชื่อดั้งเดิมคือ "ศาสนาผี"ของชุมชนหมู่บ้านในอุษาคเนย์ราว 4,000 ปีมาแล้ว มีรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หลายอย่าง เช่น นกกระเรียน ตะกวด(แลน) ฯลฯ
(ภาพและคำอธิบายจากหนังสือสุวรรณภูมิ ต้นกระแสประวัติศาสตร์ไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 48)

ร่องรอยที่ยกมานี้แสดงว่าคนแต่ก่อนทั้งในสุวรรณภูมิและในชมพูทวีป(อินเดีย) ล้วนยกย่องตะกวดหรือแลนเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์

หลักฐานที่สนับสนุนร่องรอยดังกล่าว พบล่าสุดบริเวณโดยรอบเมืองบน โคกไม้เดน อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์ เป็นโลหะหล่อเป็นรูปตะกวดอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ขณะนี้จัดแสดงอยู่ในมิวเซียมท้องถิ่นวัดเขาไม้เดน ต. ท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์

เหี้ย ยังไม่พบที่มา แต่มีผู้รู้สามัญชนเคยบอกว่าน่าจะเพี้ยนจากคำบาลีว่าหีน (อ่านว่า หี-นะ) หมายถึงเลวทรามต่ำช้า, สกปรกโสโครก, ฯลฯ เช่น หีนยาน, ทมิฬหีนชาติ, เป็นต้น

คำบาลี หีน กร่อนเหลือ หี เรียกอวัยวะเพศหญิง แผลงเป็น เหี้ย
เรียกสัตว์เลื้อยคลานคล้ายตะกวดหรือแลน แล้วยังเป็นคำด่า เช่น ไอ้เหี้ย, อีเหี้ย


หน้า 20


2. ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ประเภทอเทวนิยม (ไม่นับถือพระเจ้า) มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา
คัมภีร์ของศาสนาพุทธ คือ พระไตรปิฎก หมายถึงตำราที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า
แบ่งออกเป็น 3 คัมภีร์ คือ

1. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยศีลหรือวินัยของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
2. พระสุตตันตปิฎก (พระสูตร) ว่าด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าและสาวก รวมทั้งชาดกต่าง ๆ
3. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยหลักธรรมล้วน ๆ

นิกายสำคัญของศาสนาพุทธ
1. นิกายเถรวาท หรือหีนยาน
ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัย
ประเทศที่นับถือ ได้แก่ ไทย พม่า ศรีลังกา ลาว กัมพูชา
2. นิกายอาจริยวาท หรือมหายาน
ดัดแปลงพระธรรมวินัยได้ ประเทศที่นับถือ ได้แก่ จีน ทิเบต ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลี


http://www.poosawan.org/hoopha.html

http://www.watkoh.com/forum/index.php?topic=1036.0

http://123.242.145.121/sac/Opac/BibItem.aspx?BibID=b00011392

http://opac.lru.ac.th/cgi-bin/vtls.web.gateway?authority=0028-52180&conf=120000+++1

++++++++++MENU OF COPIES AND VOLUMES
CALL NO ร ส. ช194ค 2522
AUTHOR ชยานันโท,ภิกษุ.
MAIN TITLE คำสอนเดียรกีย์
EDITION พิมพ์ครั้งที่ 1 062117110523
LOCATION STATUS ITEM-ID COPY UNITS
1.เรื่องสั้น ชั้น 1Available18940000041
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธานุภาพและจิตตานุภาพ

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Mar 20, 2010 2:19 pm

ผมไม่เชื่อว่าเมืองไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง

Thursday, 24 September 2009 16:16 เจ้าพ่อยูเอสเอ

คนไทยทุกคนเมื่อเกิดมา ทุกคนถูกหล่อหลอมให้มีความเชื่อถือเรืองไสยศาสตร์
เรื่องโชคลางของขลัง ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ผู้ใหญ่มักยัดเยียดความเชื่อของตัวเอง
แล้วถ่ายทอดสู่ลูกหลานของตัวเอง และคนรุ่นใหม่ ความเชื่อถือที่ยึดเหนี่ยวมาตามยุคตามสมัย
ที่ถ่ายทอดจากยุคสู่ยุค ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่นำหลักวิทยาศาสตร์
และความเจริญทางเทคโนโลยีมาเปรียบเทียบกับความงมงายของตัวเอง เป็นที่น่าสังเกตว่า
คนไทยส่วนใหญ่มักมีความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบุคคล ที่ตัวเองคิดว่าเป็นผู้วิเศษหรือเทวดา
ซึ่งยังคงปรากฎให้เห็นตามพิธีการต่างๆ ตลอดทั้งมีความเลื่อมใสต่อบุคคลที่ตัวเองคิดว่า
เขาคือผู้วิเศษ ที่สามารถทำให้ชีวิตพวกเขาประสพแต่สิ่งที่ดี อยู่ดี กินดี แต่ก็ไม่เคยปรากฎให้เห็น
ความคิดเยี่ยงนี้เป็นความคิดที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่น ซึ่งปรากฎชัดเจนว่า
คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่น เขามีความเจริญก้าวหน้ามากกว่า และเขาก็มีความเชื่อว่ากฎหมายเท่านั้น
คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาต้องเคารพบูชา และเป็นกติกาในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี
เพราะฉะนั้น หากใครมาถามผมว่าคนไทยบางคนยังมีความงมงายเชื่อเรื่องที่ไม่สมควรเชื่อหรือไม่?
ผมก็ตอบว่าใช่ สาเหตุที่คนไทยยังไม่มีความเจริญ สาเหตุที่สำคัญนั้นเกิดจากความงมงายที่เชื่อถือ
ในสิ่งที่ไม่สมควรเชื่อ จึงทำให้คนไทยมีความคิดล้าหลัง ไม่มีการพัฒนาตามสิ่งที่ปรากฎให้เห็น
เป็นหลักฐานกลับเชื่อถือตามคำพูดที่ขัดต่อหลักความจริงและก็ไม่ปรากฎหลักฐานให้เห็นเพื่อ
เป็นการพิสูจน์ ตามหลักการที่ถูกต้อง และก็ตามหลักสากลที่คนในสังคมโลกยอมรับ

โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องวัตถุ หรือพระต่างๆที่คนในชาตินำมาเป็นที่พึ่งเพื่อให้ช่วยในการแก้ไข
หรือปกป้องคนดีๆ หรือลงโทษคนที่ทำร้ายบ้านเมือง หรือกลุ่มคนที่โกงกินบ้างเมือง หรือกลั่นแกล้ง
บุคคลผู้บริสุทธิ์ หรือการใช้อำนาจของตัวเองทำร้ายคู่ต่อสู้ก็ตาม สิ่งที่ปรากฎให้เห็นนั้น จึงพอมอง
และสรุปได้ว่าหากประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้นต้องลุกขึ้นมา
ปกป้องคนดีๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ตามหลักที่ว่า "ทำดีต้องได้ดี"แต่สิ่งที่ปรากฎให้พวกเราได้เห็น
ก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่สามารถคุ้มครองคนดีๆ ได้เช่นประชาชนที่ด้อยโอกาส
แต่กับปล่อยให้คนชั่วๆ ทั้งหลายที่มีอำนาจยังคงทำลายความยุติธรรมและ
รังแกคนที่ด้อยโอกาสกว่า
เป็นเรื่องที่ทำให้คนที่มีสำนึกอย่างผม ต้องนำเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
มาวิจารณ์ให้เห็นกันบ้างว่า ประเทศที่เจริญแล้วนั้นไม่ได้อยู่ได้ด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์
แต่อยู่ได้ด้วยหลักของความยุติธรรมต่างหากที่เป็นกรอบกำหนดให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
วันนี้พวกเราเลิกพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว เลิกงมงายกันเสียที มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว
เพราะคนที่มีอำนาจนั้นสามารถทำอะไรก็ได้ และก็ทำตัวเหนือกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียด้วยซ้ำ
เช่น ช่วยคนผิดให้เป็นถูกเช่นเรื่องคดีกล้ายางที่มีพวกนายเนวินคนขี้โกงประเทศ

ที่เล่นแทงพนันฟุตบอลคู่ละเป็นล้านทุกวันได้รับอิสระเพราะอำนาจมาจากใคร?
รัฐบาลที่เป็นพวกเดียวกัน เพราะนายเนวินยอมให้ความร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล
ยอมทรยศพรรคพวกที่เคยให้ความช่วยเหลือ เอาตัวรอดมา ผลจึงออกมาเป็นในรูปนี้
แต่คดีของนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นเพียงคดีเรื่องเล็กน้อยที่ไปสอนทำอาหาร
(ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม)กลับถูกลงโทษ แต่ไม่ลงโทษคนที่มีพฤติกรรมเหมือนกัน
เช่นนายวิชา มหาคุณ หรือนายจรัญ ภักดีธนากุล ที่ไปรับจ้างสอนหนังสือเหมือนกัน หรือ
คดีคุณหญิงพจมานที่ไปประมูลที่ดินสามีกลับมีความผิด แต่พลเอกสุรยุทธิ์ยึดที่ดินของประเทศไปฟรีๆ
เป็นสมบัติตัวเอง กลับไม่มีความผิด อำนาจที่รัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ที่กำลังบริหารประเทศอยู่ทุกวันนี้นั้น
ด้มาเพราะใคร? ประชาชนหรือก็ไม่ใช่เพราะเสียงส่วนใหญ่คนในประเทศก็ไม่ได้เลือกพรรคประชาธิปัตย์
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นมาเป็นแบบนี้นั้นก็เป็นเพราะเขาได้รับอำนาจจากใครเป็นคนแต่งตั้ง?
เพราะฉะนั้นอำนาจที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ผลบังคับใช้นั้นเป็นอำนาจที่มาคนๆ นี้
ที่ไม่ใช่อำนาจของประชาชน วันนี้เรายังคงรอคอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ช่วยเหลือพวกเราอยู่อีกหรือ?
กลุ่มพันธมิตรยึดสนามบินยึดทำเนียบรัฐบาล ประเทศชาติเดือดร้อน ไม่เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลุกขึ้นมา
ลงโทษคนที่ทำชั่วเลย ไหนบอกว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วไง เราเลิกงมงายกันได้แล้วไปมัวนับถือ
เรื่องโง่ๆอยู่ทำไมเรียนแบบคนต่างชาติดีกว่าที่พวกเขาไม่เคยโง่งมงายเหมือนพวกเราเลย
พวกเขาเชื่อถือเพียงการเคารพต่อกฎหมาย และปฎิบัติตนให้เป็นคนดีของครอบครัวและสังคมเพียงเท่านั้น
อย่าเอาหลักการที่ล้าสมัยมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเลย เพราะคนทำชั่วกลับได้ดีแต่คนทำดีกลับได้ชั่ว
เราต้องช่วยกันชี้แจงให้คนในชาติเห็นว่านี่คือโทษของความงมงาย

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ