แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Jan 18, 2010 11:29 am

ม.21พรบ.มั่นคงความหวังดับไฟใต้ (บทบรรณาธิการ)

นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่รัฐบาลมีแนวความคิดที่จะประกาศใช้มาตรา 21 ในพ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรในจังหวัดชายแดนภาคใต้บางจังหวัดเพื่อเป็น โครงการนำร่องก่อนที่จะประกาศใช้ไปทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อดับไฟการก่อ การร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานหลายปีเสียทีหลังจากที่ทำให้ เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตให้กับวิกฤติก่อการ ร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วกว่า 5,000 คน ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

สาระสำคัญของมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำผิดหรือผู้ ที่ก่อเหตุร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามอบตัวต่อทางการแล้วเข้ารับ การอบรมตามขั้นตอนโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ใช้การเมืองนำการทหาร ที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในอดีตด้วยการใช้นโยบาย 66/2523 ที่เปิดโฮกาสให้ผู้หลงผิดที่เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)กลับมาร่วมพัฒนาชาติโดยไม่มีความผิด

ทั้งนี้ เนื้อหาในมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรระบุว่า ภายในเขตพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ดำเนินการตามมาตรา 15

หากปรากฏว่า ผู้ใดต้องหาว่าได้กระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่กลับใจเข้ามอบตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่า ผู้นั้นได้กระทำไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

และการเปิดโอกาสให้ผู้นั้นกลับตัวจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ในการนี้ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนของผู้ต้องหานั้นพร้อมทั้งความ เห็นของพนักงานสอบสวนไปให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในกรณีที่ผู้อำนวยการเห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวนให้ส่งสำนวนพร้อม ความเห็นของผู้อำนวยการให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องต่อศาล

หากเห็นว่ามีความสมควร ศาลอาจสั่งให้ส่งผู้ต้องหานั้นให้ผู้อำนวยการเพื่อเข้ารับการอบรม ณ สถานที่กำหนดเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่ศาลกำหนดด้วยก็ได้ การดำเนินการตามวรรคสอง ให้ศาลสั่งได้ต่อเมื่อผู้ต้องหานั้นยินยอมเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตาม เงื่อนไขดังกล่าว เมื่อผู้ต้องหาได้เข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดดังกล่าว แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหานั้นเป็นอันระงับไป

ดังนั้นหลายฝ่ายเชื่อว่ามาตรา 21 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรน่าจะเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะเป็นความ หวังในการดับไฟก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานหลายปีให้ มอดและดับไปในที่สุดเสียที โดยอย่างน้อยก็เป็นการแยกปลาออกจากน้ำนั่นคือแยกผู้หลงผิดออกจากผู้ที่มีแนว คิดรุนแรงสุดขั้วที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันหัวใจสำคัญอันเป็นแนวทางดับไฟใต้อีกประการหนี่งก็คือ การสร้างความยุติธรรม ทั้งนี้รัฐจะต้องแสดงความจริงใจในการสร้างความเป็นธรรมแก่ชาวไทยมุสลิมใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะคดีสำคัญอย่างโศกนาฏกรรมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส คดีกรือเซะ หรือคดีการอุ้มฆ่าทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งจากแนวทางทั้งหมดข้างต้นก็คือ ความหวังที่จะดับไฟก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้นโยบายการเมืองนำ การทหารได้อย่างแท้จริง

วันที่ 18/1/2010

ที่มาข่าว

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Mon Jan 18, 2010 11:39 am

การแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางในการกระทำแบบที่เคยทำกับคอมมิวนิสต์นั้น แตกต่างกับการแก้ปัญหาภาคใต้โดยสิ้นเชิง

ที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในปลายยุคสงครามเย็นนั้น ไม่ใช่เกิดจากความสำเร็จจากคำสั่ง 66/23 อย่างที่กล่าวอ้าง แต่เป็นเพราะสถานการณ์ทำให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยยุติลง

การเคลื่อนไหวของ พคท.ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศหรือจากฝ่ายใดๆอีกต่อไป
นั่นหมายถึง พรรคคอมมิวนิสต์แพ้อยู่แล้ว

ย้ำอีกครั้งว่า คอมมิวนิสต์แพ้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีคำสั่ง 66/23

ถ้าไม่เชื่อก็ดูได้จากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีความเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์รุนแรงกว่าเรามากมายนัก รวมถึงประเทศอื่นๆ
การปราบคอมมิวนิสต์ของพวกเขาก็ไม่ได้มีคำสั่ง 66/23 เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้างว่าคำสั่ง 66/23 สามารถใช้ดำเนินการกับพรรคคอมมิวนิสต์หรือผู้ก่อการร้ายได้

(กลับกลายเป็นว่า คำสั่ง 66/23 เป็นการช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ให้กลับมามีอำนาจในประเทศไทยในภายหลัง ซึ่งจะไม่กล่าวรายละเอียดในที่นี้)

สรุปว่า คำสั่ง 66/23 ไม่ได้แก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ จึงไม่สามารถใช้กล่าวอ้างเพื่อที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาผู้ก่อการร้ายภาคใต้ได้

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Mon Jan 18, 2010 11:55 am

ปัญหาภาคใต้ เป็นปัญหาคนละรูปแบบกับปัญหาคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น เป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนในยุคสงครามข่าวสารข้อมูล และภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบ ยิ่งกว่าในยุคสงครามเย็นมากมายหลายเท่านัก

การผสมผสานระหว่างการแย่งชิงอำนาจของมหาอำนาจในภูมิภาค การแย่งชิงพื้นที่ของกลุ่มศาสนาในภูมิภาค การแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่ของหลากหลายประเทศ และอื่นๆ ทำให้เกิดสงครามในรูปแบบใหม่ที่ยากจะเข้าใจและยากที่จะแก้ไขในมิติใดๆ โดยมิติเดียวได้

ฉะนั้นเพียงแค่จะกล่าวอ้างเอาคำสั่ง 66/23 หรือแนวทางเก่าๆที่พ้นสมัยแล้วมาเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาภาคใต้ จึงไม่มีทางที่จะเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง หรือเป็นไปไม่ได้โดยแท้

แนวทางแก้ปัญหาภาคใต้ที่แท้จริงคือ

1. ประเทศไทยต้องสามารถประสานประโยชน์กับมหาอำนาจให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ไม่เช่นนั้นแล้ว ประเทศมหาอำนาจก็ไม่หยุดการสนับสนุนให้เกิดการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้ลงได้

2. ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาให้ได้ ต้องมีความเข้าใจเรื่องศาสนาอย่างแท้จริง แม้ว่าปัญหาเรื่องศาสนาจะเป็นปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาหลัก และเป็นปลายของปัญหาที่ถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อทำให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ก็ตาม

3. ประเทศไทยต้องไม่สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้เสียเอง อันเนื่องจากกลุ่มผลประโยชน์ที่คอยแสวงหาความชอบธรรมในการที่จะกอบโกยทรัพยากรของชาติจากการเกิดขึ้น และมีอยู่ของความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ไม่เช่นนั้น กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความรุนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้เสียเอง

4. ประเทศไทยต้องมีวิธีการที่เป็นองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาภาคใต้อย่างเป็นวิชาการและเป็นสากล เช่น การมียุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาภาคใต้ที่ถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการที่แท้จริง มิใช่เป็นการแก้ปัญหาเป็นรายวันเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

5. ประเทศไทยต้องหยุดกีดกันคนที่มีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาออกจากพื้นที่ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วผู้เขียนมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่า ในประเทศไทยคือคนไทยเองจำนวนมาก มีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาภาคใต้ได้ชั่วข้ามคืน หรือเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่คนเหล่านี้ถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปข้องเกี่ยวในการแก้ปัญหา เพราะหากแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้ว กลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องจะสูญเสียผลประโยชน์ไป

Arrow ขอยืนยันอีกครั้งว่า เรามีความสามารถในการแก้ปัญหาภาคใต้ได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยที่ใช้งบประมาณไม่ถึงครึ่งของปัจจุบันนี้

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  SpecialForce on Mon Jan 18, 2010 12:13 pm

เคยพูดถึงเรื่องนี้มาหลายครั้้งแล้วว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ จะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งเป็นแม่แบบที่เบ็ดเสร็จย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อรูปแบบของสงครามเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย วิธีการในการจัดการปัญหาก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน

สิ่งที่จะยึดมั่นไว้เป็นแบบอย่างได้คือ วิชาการที่ว่าด้วยตำราพิชัยสงคราม ทั้งนี้เพราะเป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วเป็นพัน ๆ ปี ว่ายังใช้ได้อยู่เสมอ ส่วนวิธีการในรายละเอียดนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องสอดคล้องกับยุคสมัย ทั้งนี้เพราะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของสงคราม เช่น เมื่อผู้ก่อการร้ายใช้เทคโนโลยีสูง

รายละเอียดของวิธีการในการแก้ปัญหาก็ต้องมีเทคโนโลยีสูงของฝ่ายเราเข้าไปแก้ไขปัญหาเช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายตรงข้ามใช้สงครามข่าวสาร ฝ่ายเราต้องมีเทคโนโลยีด้านส่งครามข่าวสารที่เหนือกว่า ชัยชนะอยู่ที่กลยุทธ์ที่เหนือกว่า กลยุทธนั้นจะได้มาจากไหน กลยุทธ์นั้นย่อมได้มาจากนักคิดทางยุทธศาสตร์ที่หลักแหลม เปี่ยมด้วยประสบการณ์ สว่างไสวด้วยภูเกิมิปัญญาที่เหนือชั้น ไม่ใช่เอาใครก็ได้มาคิดมาทำแล้วจะสำเร็จ ย่อมเป็นไปไม่ได้ อย่าคิดตื้น ๆ อย่าคิดเอาแต่ได้ อย่าติดอยู่กับความโลภอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ แล้วภูมิปัญญาจะเกิด

SpecialForce

จำนวนข้อความ : 89
Registration date : 04/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Jan 18, 2010 9:28 pm

ทหารรวบเขมรลอบขนยารักษาโรค-ยาปฏิชีวนะ

ทหารพรานรวบเขมรมุสลิมลอบขนยารักษาโรคและยาปฏิชีวนะจำนวนมากเข้า ไทย อ้างจะนำไปส่งชาวเขมรมุสลิมที่อาศัยอยู่ในป่า อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส จนท.สงสัยอาจเป็นชุดส่งเสบียงให้โจรใต้ นำตัวพร้อมของกลางส่งตำรวจ สภ.คลองลึก ดำเนินคดีและสอบสวนเข้ม

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 ม.ค.53 พ.อ.วสุ เจียมสุข ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา(ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา) ได้สั่งการให้ ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผู้บังคับกองร้อย ทหารพรานที่ 1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ประสานความร่วมมือกับ ร.ต.อ.สุริยะ เต่าทอง รอง สว.สส.สภ.คลองลึก,จนท.ด่านอาหารและยา จ.สระแก้ว นำกำลังตั้งจุดตรวจค้นและตรวจสอบชาวเขมรมุสลิม บริเวณจุดตรวจร่วมหน้า กองร้อยทหารพรานที่ 1206ฯ หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว

หลัง ตรวจพบว่ามีชาวเขมรมุสลิมจำนวนมากเดินทางเข้ามาจากฝั่งเขมรอ้างจะเดินทางไป ประเทศมาเลเซีย โดยใช้เส้นทางผ่านด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และมีการลักลอบขนยารักษาโรคชนิดต่างๆเข้ามาด้วยเกรงอาจมีการนำยารักษาโรคไป ส่งให้หรือสนับสนุนกลุ่มโจร3 จว.ชายแดนใต้ของไทย จึงสั่งการให้ตรวจค้นและตรวจสอบอย่างเข้มงวด หลังพบมีชาวเขมรมุสลิมเดินทางเข้ามามากผิดสังเกตและเหตุการณ์ 3 จว.ชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ต่อมา จนท.ได้ตรวจพบชาวเขมรมุสลิม จำนวน 10 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 4 คน เดินลากกระเป๋าสัมภาระจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ เข้ามาในประเทศไทย เมื่อถึงจุดตรวจ จนท.จึงขอตรวจสอบพบว่าเป็นชาวเขมรมุสลิมเดินทางมาจาก จ.กัมปงจาม ประเทศกัมพูชา อ้างว่าจะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ชายแดนประเทศมาเลเซีย โดยจะเดินทางไปข้ามด่านพรมแดนที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยมีพาสปอร์ตและขอวีซ่าเดินทางเข้ามาอย่างถูกต้อง

จนท.จึงทำการตรวจ ค้นในกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งจากการตรวจค้นพบมีการซุกซ่อนยารักษาโรคและยาปฏิชีวนะ จำนวนมากมาในกระเป๋าเสื้อผ้าและในกล่องปลาย่างโดยมีน้ำตาลปึกบรรจุถุงพลาสติ คจำนวนกว่า 10 ถุง พร้อมเครื่องชั่งขนาดเล็ก และบุหรี่ต่างประเทศอีก 70 ซอง ซุกซ่อนเข้ามาด้วย จึงสอบถามพบว่าเป็นของนายซา ซาลิส อายุ 60 ปี เป็นชาวเขมรมุสลิม บ้านอยู่ จ.กัมปงจาม ประเทศกัมพูชา จึงได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางมาทำการสอบสวนที่ บก.ร้อย ทพ.1206ฯ

จากการตรวจสอบพบว่า นายซา ซาลิส ซุกซ่อนยารักษาโรคและยาปฏิชีวนะ ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เข้ามารวม 1990 เม็ด ครีมแกคัน รวม 62 กล่อง ซึ่ง จนท.ด่านอาหารและยาฯระบุว่าเป็นยาต้องห้าม ห้ามนำเข้าประเทศ

จากการ สอบถามนายซา ซาลิส เบื้องต้น อ้างว่าจะนำยารัษาโรค และน้ำตาลปึก ไปส่งให้พรรคพวกที่เป็นชาวเขมรมุสลิม ที่ไปทำงานและอาศัยอยู่ในป่ายาง ชายแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ของไทย แต่เมื่อสอบถามอีกครั้งกลับอ้างว่าจะนำยาดังกล่าวไปส่งให้ญาติที่อยู่ชายแดน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งการให้การอย่างวกวนทำให้ จนท.เกิดความสงสัยเกรงนายซา ซาลิส จะนำยาดังกล่าวไปส่งให้ ชาวเขมรมุสลิมที่นำไปสนับสนุนกลุ่มโจรภาคใต้ จึงได้ควบคุมตัวพร้อมของกลาง ส่งให้ ร.ต.อ.สุริยะ เต่าทอง รอง สว.สส.สภ.คลองลึก นำตัวไปดำเนินคดีและสอบสวนอย่างเข้มงวดต่อไป

ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา เผยว่าจากการตรวจสอบพบว่าช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.53 จนถึงปัจจุบัน ได้มีชาวเขมรมุสลิม เดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้วอ้างจะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย โดยใช้เส้นทางผ่านด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ของไทย รวมกว่า 300 คน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าระยะนี้มีชาวเขมรมุสลิมเดินทางลงไป 3 จว ชายแดนภาคใต้ของไทยมากผิดปกติ โดยแต่ละคนจะถือพาสปอร์ตใหม่เอี่ยมทุกคน แต่เมื่อตรวจสอบการเดินทางกลับ กลับพบว่ามีข้อมูลการเดินทางกลับมาไม่ถึง 10% จึงไม่ทราบว่าชาวเขมรมุสลิมส่วนที่เหลือหายไปไหน

news

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Feb 18, 2010 8:38 pm


คมชัดลึก : แม้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะพบปัญหาการจัดการคดีความมั่นคงในพื้นที่มากพอสมควร เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มีคดีที่นำขึ้นสู่ศาลแล้วและศาลมีคำพิพากษารวมทั้งสิ้น 216 คดี แต่ศาลตัดสินลงโทษเพียง 130 คดี ยกฟ้องถึง 86 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 40 เป็น 216 คดี จาก 7,004 คดีที่เกิดขึ้นทั้งหมด และพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว 1,388 คดี อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง 562 คดี โดยมีสถิติคดีที่ศาลยกฟ้องสูงถึงร้อยละ 40 ทั้งๆ ที่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น มีเปอร์เซ็นต์การยกฟ้องเพียงร้อยละ 0.02 เท่านั้น (ข้อมูลจาก ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด และอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวไว้ในเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2551)

แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมภาค 9 ที่รายงานสถิติคดีความมั่นคงในความรับผิดชอบของศาลในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ศาลจังหวัดนราธิวาส ศาลจังหวัดนาทวี ศาลจังหวัดเบตง ศาลจังหวัดปัตตานี ศาลจังหวัดยะลา ศาลจังหวัดสงขลา และศาลจังหวัดสตูล

พบว่าในปี 2552 ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป (1 ม.ค.-31 ธ.ค.2552) มีคดีที่ศาลรับมาทั้งสิ้น 190 คดี จำหน่าย 3 คดี พิพากษาแล้ว 23 คดี ตัดสินลงโทษเพียง 5 คดี แต่ยกฟ้องมากถึง 18 คดี และมีคดีคงค้าง 164 คดี

ปัญหาทั้งในแง่ของคดีคงค้างจำนวนมากและอัตราการยกฟ้องคดีที่สูงมากนั้น ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และกับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความมั่นคงที่ถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการประกันตัวซึ่งมีมากถึง 548 คน

นิพนธ์ บุญญามณี ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามงบภาคใต้ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมภาค 9 ที่ได้รับมา ยังมีสถิติคดีในรอบปี 2550-2551 ด้วย พบว่าศาลมีคำพิพากษาคดีความมั่นคงทั้งสิ้น 60 คดี ลงโทษจำคุกเพียง 20 คดี แต่ยกฟ้องมากถึง 40 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 66 ซึ่งนับว่าสูงมากจริงๆ และน่ากังวลอย่างยิ่ง

สาเหตุที่คดียกฟ้องจำนวนมากน่าจะมาจาก 2 สาเหตุสำคัญได้แก่

1.ตัวจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่เจ้าหน้าที่ไปจับคนเหล่านั้นมาลงโทษในลักษณะเหวี่ยงแหจับกุม หรือจับแพะ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีต

2.ผู้ต้องหาอาจเป็นคนกระทำความผิดจริง แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมายืนยัน

แน่นอนว่าการจะแก้ไขหรืออุดช่องโหว่ที่เป็นปัญหาในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ และสามารถดำเนินการได้ 2 ทาง คือในแง่เทคนิควิธีการกับในแง่การเมือง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับมา

“ผมคิดว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมชั้นต้นไม่มั่นใจในพยานหลักฐาน ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรัดให้นำ มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาใช้บังคับ” นิพนธ์ ระบุ

พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่ว่านี้ก็คือ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งในมาตรา 21 สรุปสาระให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่กลับใจเข้ามอบตัว หรือเป็นบุคคลที่หลงผิด ทำความผิดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พนักงานสอบสวนสามารถทำความเห็นเสนอไปยัง ผอ.รมน.เพื่อพิจารณา หาก ผอ.รมน.เห็นชอบ ก็ให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้บุคคลผู้นั้นเข้ารับการอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ด้วยความยินยอม และจะไม่ถูกดำเนินคดีอาญา

“เท่าที่ทราบเบื้องต้นในขณะนี้ ท่านนายกฯ มีความตั้งใจที่จะให้นำมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาใช้ โดยนำร่องในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ซึ่งยกเลิกกฎอัยการศึกไปแล้ว”

นิพนธ์ยังเห็นว่า แนวทางตามมาตรา 21 นี้ คล้ายกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ในอดีตที่ใช้แก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์จนประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคปัญหาและรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการก็คือ การกำหนดลักษณะคดีหรือฐานความผิดว่ามีคดีหรือลักษณะคดีใดบ้างเข้าข่ายได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 21 ซึ่งฝ่ายทหารจะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะคดี

ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลงานในมิติด้านความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงยังไม่ได้รับมอบหมายให้วางกรอบหรือกำหนดลักษณะคดีที่จะเข้ากระบวนการตามมาตรา 21 เลย

"การจะดำเนินการตามมาตรา 21 ต้องมีนโยบายทางอาญาที่ชัดเจน ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐหรือรัฐบาล แต่คนไทยทั้งประเทศ ญาติผู้ต้องหา ตลอดจนครอบครัวของผู้เสียหายจะต้องเห็นชอบร่วมกัน จึงอยากเสนอให้จัดประชาพิจารณ์เพื่อให้ได้ข้อสรุป เพราะคดีอาญาที่มีเบื้องหลังเป็นความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง หรือที่เรียกว่า Political Crime เป็นโจทย์ข้อใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทยว่าจะแก้ไขอย่างไร เนื่องจากการจับเข้าคุกไม่ใช่แนวทางแก้ไขที่ถูกต้องแน่นอน" ชาญเชาวน์ ระบุ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Feb 19, 2010 6:35 pm

รัฐทุ่ม 500 ล้าน พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้

19 กพ. 2553 17:23 น.

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในเปิดโครงการ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ โครงการพนม โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า งบประมาณที่อุดหนุนลงไปกว่า 500 ล้านบาท มีหลักการสำคัญให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นผู้คัดเลือกโครงการที่จะดำเนินการด้วยตนเอง และเป็นโครงการแรกที่ให้ภาคประชาสังคมภายใต้การนำของ 4 เสาหลัก (Big Four) ของหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำศาสนา ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. และผู้นำทางธรรมชาติ เป็นผู้แทนทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในหมู่บ้านผ่านกระบวนการประชาคม แล้วคัดเลือกโครงการให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในหมู่บ้านมากที่สุด โครงการที่ประชาชนช่วยกันคัดเลือกขึ้นมานี้ จะเป็นโครงการที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ หรือเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหาด้านสาธารณูปโภค หรือแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ ก็ได้ ส่วน การดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว กำหนดให้ประชาชนในหมู่บ้านนั้น ทำหน้าที่ติดตามและประเมินผลกันเอง ดังนั้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว จะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่มีปัญหาด้านการทุจริตอย่างแน่นอน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แก้ปัญหาภาคใต้...แบบหลงทาง

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 20, 2010 11:47 am

แก้ปัญหาภาคใต้ให้ได้ใน ๖ เดือน ทำอย่างไร

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ