อเมริกา-จีน บนสนามเฮติ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: อเมริกา-จีน บนสนามเฮติ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 20, 2010 11:11 am

The Day After Tomorrow : 2012

พบศพเจ้าหน้าที่จีน8รายใต้ซากแผ่นดินไหวเฮติ

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2553



คมชัดลึก :ผู้นำเฮติขอบคุณนานาชาติระดมช่วย คาดมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 2 แสนคน บัน คี มุน-ฮิลลารี
เยี่ยมเหยื่อแผ่นดินไหวเฮติ นักข่าวออสซี่ กลายเป็นฮีโร่ ช่วยทารกติดซากตึกนาน 3 วันรอดปาฏิหาริย์
สหรัฐยกพลขึ้นบกหมื่นคนเร่งช่วยผู้ประสบภัย มาดอนนา-นางแบบดังสบทบเงินช่วย นักมายากลชื่อก้อง
ประกาศแสดงกล 3 วัน 3 คืน ระดมเงินช่วย

ในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังทำงานแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ ในทะเลแคริบเบียน
ทวีปอเมริกาเหนือ ล่าสุด นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีกำหนดเดินทางเยือนเฮติ
ในวันที่ 17 มกราคมนี้ เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวเฮติที่ประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส
ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตประเมินไว้ราว 5 หมื่นคน บาดเจ็บกว่า 2.5 แสนคน และไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 1.5 ล้านคน
นายบันกล่าวว่า การเดินทางไปยังกรุงปอร์โตแปรงซ์ เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับชาวเฮติ และเจ้าหน้าที่ยูเอ็น
ซึ่งประสบความสูญเสียอย่างหนักทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ และเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ
ที่ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 37 คน จากทั้งหมด 1.2 หมื่นคน ที่ประจำการอยู่ในเฮติ นอกจากนี้ยังสูญหายอีกกว่า 330 คน
โดยในจำนวนนี้รวมถึงนายเฮดี อันนาบิ ชาวตูนีเซีย หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน
และผู้ช่วยที่ยังสูญหายอยู่ การเดินทางเยือนของนายบันมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นายจอห์น โฮล์มส์
รองเลขาธิการสหประชาชาติ ฝ่ายกิจการมนุษยธรรม และบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ได้ออกมาเรียกร้องขอเงินบริจาค
จากทั่วโลกให้ได้ 562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) ให้ได้ภายใน 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว
ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรกมากถึง 3 ล้านคน และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน
และความช่วยเหลือระยะยาวตลอดช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยในจำนวนนี้ 246 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นงบด้านอาหาร

พบศพเจ้าหน้าที่จีน8รายใต้ซากแผ่นดินไหวเฮติ
กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงวันนี้ว่า
พบศพเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ ชาวจีนทั้งหมด 8 ราย ที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง จากเหตุแผ่นดินไหวในเฮติ
ที่ทำให้อาคารสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติพังถล่มลงมา โดยพบศพเจ้าหน้าที่จีนกลุ่มนี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
หลังทีมกู้ภัยของจีนได้ร่วมมือกับทีมกู้ภัยชาติอื่นๆ

ฮิลลารีเยือน-ทหารมะกันขึ้นฝั่งหมื่นคน
ขณะเดียวกัน นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ผู้ประกาศให้ความช่วยเหลือครั้งใหญ่แก่เฮติ
ได้เดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยในวันเสาร์ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีเรเน พรีวาลแห่งเฮติ ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐบาล
เจ้าหน้าที่สหรัฐ และเจ้าหน้าที่ยูเอ็น เกี่ยวกับภารกิจช่วยเหลือกู้ภัยในช่วงที่ความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
กำลังเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้กองทัพสหรัฐ กำลังเตรียมนำทหารราว 1 หมื่นคน ขึ้นฝั่งเฮติในวันจันทร์นี้
เพื่อให้ความช่วยเหลือ และป้องกันเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นจากฝีมือของผู้รอดชีวิตที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอด เช่นการปล้นสะดม
ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือในการฟื้นฟูเฮติระยะยาว

ผู้นำเฮติขอบคุณนานาชาติช่วยเหลือ
ประธานาธิบดีเรเน เปรวาล แห่งเฮติ ที่ต้องใช้สำนักงานตำรวจที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินกรุงปอร์โตแปรงซ์
เมืองหลวงของเฮติ เป็นที่พักพิงและศูนย์บัญชาการแทนเนื่องจากทำเนียบประธานาธิบดีพังพินาศไป
กับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ กล่าวชื่นชมนานาชาติที่ส่งมอบความช่วยเหลือจำนวนมากมาให้แก่ผู้ประสบภัยชาวเฮติ
โดยเครื่องบินบรรเทาทุกข์จำนวน 74 ลำจากประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐ ฝรั่งเศส และเวเนซุเอลา เดินทางถึง
กรุงปอร์โตแปรงซ์แล้ว ผู้นำเฮติกล่าวว่า ปัญหาของปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังคงติดขัดอยู่ที่การประสานงาน
ซึ่งในส่วนของรัฐบาลเฮติทำได้คือ การขอให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์จากชาติต่างๆ ทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการ
ที่ทางการเฮติตั้งขึ้น เพื่อความมั่นใจว่าการนำความช่วยเหลือที่ประชาคมระหว่างประเทศส่งมาให้ผู้ประสบภัยนั้น
จะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รัฐบาลเฮติยังได้ให้อำนาจควบคุมเหนือสนามบินหลัก
ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ แก่กองกำลังทหารสหรัฐ
เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ปฏิบัติการช่วยเหลือ
ผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างคล่องตัวรวดเร็วยิ่งขึ้น

ฝรั่งเศสจวกสหรัฐที่พยายามครอบงำเฮติ

วันที่ 19 มกราคม 2553 07:24

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


นายเบอร์นาร์ด คุชเนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสวิจารณ์บทบาทสหรัฐในเฮติ จี้ ยูเอ็นตรวจสอบ-สร้างความชัดเจนบทบาทให้ความช่วยเหลือของสหรัฐ

นายเบอร์นาร์ด คุชเนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส วิจารณ์บทบาทการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐในเฮติ
พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหประชาชาติ(ยูเอ็น)เข้ามาตรวจสอบ และสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทที่ค่อนข้างมากเกินไป
ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและช่วยฟื้นฟูเฮติจากเหตุแผ่นดินไหว เพราะเห็นว่า ความพยายามช่วยเหลือเฮติของนานาชาติ
มีเป้าหมายเพื่อช่วยเฮติ ไม่ใช่เข้าไปครอบงำหรือเข้าไปยึดดินแดนแห่งนั้น ถ้อยแถลงไม่พอใจของกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส
มีขึ้นหลังจากกองกำลังของสหรัฐ ได้สั่งให้เครื่องบินบรรเทาทุกข์ของฝรั่งเศสลำหนึ่ง ที่บรรทุกอุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์
ภาคสนามออกจากสนามบินปอร์โตรแปรงซ์ ซึ่งแออัดคับคั่งและได้รับความเสียหายบางส่วน กลับไปฝรั่งเศส

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้นายอลอง โจยันเดท รัฐมนตรีด้านความร่วมมือของฝรั่งเศส ออกมาแสดงความไม่พอใจ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ยังเตือนไปยังรัฐบาลประเทศต่างๆและกลุ่มบรรเทาทุกข์ทั้งหลาย
ไม่ควรทุ่มเถียงหรือทะเลาะเบาะแว้งกันขณะพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับ ความเดือดร้อนในเฮติ ขณะที่นายโจยันเดท
ยืนยันว่า ปฏิบัติการทั้งหมดในช่วงนี้คือการช่วยเหลือเฮติ ไม่ใช่การเข้าไปยึดครอง และสิ่งสำคัญที่สุดที่หน่วยงาน
บรรเทาทุกข์หรือประเทศผู้ให้การช่วยเหลือควรคำนึงถึงที่สุดคือ ประชาชนชาวเฮติที่กำลังเดือดร้อน
ฝรั่งเศสออกแสตมป์พิเศษระดมทุนช่วยเฮติ กรมไปรษณีย์ฝรั่งเศส เตรียมออกแสตมป์พิเศษ วางจำหน่าย
เพื่อนำเงินรายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เฮติ โดยแสตมป์พิเศษดังกล่าวมีจำนวน 7 ล้านดวง
จะวางจำหน่ายตามที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และทุกๆ 1 ยูโรของเงินรายได้
จากการจำหน่ายแสตมป์ จะถูกหักไป 0.44 ยูโร สมทบทุนให้สภากาชาดฝรั่งเศส เพื่อนำรายได้ทั้งหมดไป
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ อย่างไรก็ดี ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ ยังคงไปไม่ถึงมือผู้ประสบภัย
เนื่องจากเกิดการติดขัดหลายอย่าง ทั้งการขนส่ง การประสานงานที่ไม่ลื่นไหล และความหวั่นวิตกต่อเหตุการณ์รุนแรง
ทำให้ผู้ประสบภัยจำนวนมากก่อเหตุปล้นสะดมร้านค้าต่าง ๆ เพื่อหยิบฉวยข้าวของไปประทังชีวิต
ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยิงปปืนขึ้นฟ้าเพื่อระงับเหตุ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความพยายามของชาวบ้านได้
ยูเอ็นจี้คณะมนตรีขอเพิ่มจนท.ในเฮติ

นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยว่า ต้องการให้คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นส่ง
กองกำลังรักษาสันติภาพ 2,000 นาย และตำรวจอีก 1,500 นาย เข้ามายังเฮติเพิ่มเติม เพื่อทำหน้าที่
รักษาความสงบเรียบร้อย ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ
ที่เริ่มไม่พอใจ หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศล่าช้า ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ นายบัน ได้ร้องขอให้
ผู้ประสบภัยอยู่ในความสงบ และว่าความช่วยเหลือกำลังหลั่งไหลถึงมือผู้ประสบภัยแล้ว
ขณะที่โฆษกของนายบัน เผยว่า ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ยูเอ็นในเหตุแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นเป็นอย่าง
น้อย 46 คน และอีกกว่า 500 คนยังสูญหาย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263898890&grpid=&catid=06

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:01:05 น.
มติชนออนไลน์


จีนฉุนข่าวลือส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเฮติ เข้าไปค้นหาแต่เหยื่อจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ว่า รัฐบาลจีนได้ออกมาปฎิเสธกระแสข่าวว่า
จีนได้ส่งทีมกู้ภัยเข้าไปยังเฮติเพื่อช่วยกู้ภัยช่วยชีวิตเฉพาะแต่ชาวจีน โดยกระทรวงต่างประเทศระบุว่า
ข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และมีจุดประสงค์มุ่งร้ายต่อรัฐบาลจีน โดยที่ผ่านมา
จีนได้ส่งทีมกู้ภัยทันทีหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เฮติ และจีนไม่ได้ค้นหาแต่เฉพาะทหารกองกำลัง
รักษาสันติภาพสหประชาชาติสัญชาติจีน เท่านั้น แต่ยังค้นหาร่างเจ้าหน้าที่ยูเอ็นรายอื่น ๆ และชาวเฮติอื่น ๆ
ด้วย
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อเมริกา-จีน บนสนามเฮติ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 21, 2010 2:29 pm

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008916

สหรัฐฯ เสริมนาวิกโยธินในเฮติอีก 4 พันนาย

21 มกราคม 2553 13:09 น.

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กำลังส่งทหารเรือและนาวิกโยธิน ซึ่งประจำการในอ่าวและแอฟริกา
เดินทางไปยังเฮติ เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม อีก 4,000 นาย ทำให้ยอดทหารสหรัฐฯ
ที่ถูกส่งเข้าไปในเฮติ เพิ่มเป็นราว 16,000 น.


ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา กล่าวว่า การที่รัฐบาลวอชิงตันส่งทหารเข้าไปในเฮติ โดยอ้างว่า
เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบความเดือดร้อนนั้น แท้จริงแล้วมีเป้าหมายเพื่อยึดครองเฮติทั้งหมด
โดยไม่หารือกับสหประชาชาติ หรือองค์กรรัฐอเมริกัน (OAS) เริ่มจากการยึดสนามบินในกรุงปอร์โตแปรงซ์
เมืองหลวงของเฮติ ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว กองทัพสหรัฐฯ ถูกส่งเข้าไปอำนวยความสะดวกให้กับเครื่องบินของประเทศต่างๆ
ที่ลำเลียงความช่วยเหลือไปยังเฮติ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีอีโว โมราเลส ของโบลิเวีย หนึ่งในพันธมิตร
ที่ใกล้ชิดที่สุดของเวเนซุเอลา กล่าวว่า จะเรียกร้องให้ยูเอ็นจัดการประชุมฉุกเฉิน เพื่อยกเลิกการส่งทหารสหรัฐฯ
เข้าไปยึดครองเฮติ ระหว่างแถลงข่าว นายโมราเลสกล่าวต่อว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่สหรัฐฯ จะใช้ความเสียหาย
จากภัยธรรมชาติ เพื่อรุกรานและยึดครองเฮติ นอกจากนี้ มีรายงานว่า เกิดอาฟเตอร์ช็อกในใจกลางกรุงปอร์โตแปรงซ์
อีกเมื่อวานนี้ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.9 ริกเตอร์ สร้างความตกใจให้ประชาชนอีกครั้ง อย่างไรก็ดี
คาดว่าไม่น่าจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม จากที่รัฐบาลเฮติคาดว่าจะมีราว 1-2 แสนคน และทำให้ประชาชน
อีกราว 1.5 ล้านคน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อเมริกา-จีน บนสนามเฮติ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Jan 22, 2010 12:58 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009343

ชาเวซชี้'แผ่นดินไหวในเฮติ'เป็นฝีมือของสหรัฐฯ

22 มกราคม 2553 02:37 น.


หายนะในเฮติ ถูกตั้งข้อสงสัยจากปธน.เวเนซุเอลา ว่าอาจเป็นฝีมือของสหรัฐฯ

เพรสส์ทีวี/ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ฮูโก ชาเวซ ผู้นำเวเนซุเอลา กล่าวหาสหรัฐอเมริกา
เป็นต้นตอของหายนะในเฮติ จากการทดสอบอาวุธ อันก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง
ที่คร่าชีวิตพลเรือนนับแสนคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว


แผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ เขย่าเฮติ เมื่อวันที่ 12 มกราคม สังหารชีวิตพลเรือนไปราว 100,000 ถึง 200,000 คน
และในขณะที่เฮติกำลังมองหาความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานจากทั่วโลก ทางการได้ยอมรับว่าภัยคุกคาม
ที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้รอดชีวิตคืออาการบาดเจ็บที่ไม่ได้รับการรักษาและโรคติดต่อที่เริ่มระบาดไปทั่ว

ตามหลังเหตุแผ่นดินไหว ความช่วยเหลือด้านมนุษยชนถูกส่งมาจากทั่วทุกมุมโลก
อย่างไรก็ตามเฮติกลับต้องประสบความปัญหาด้านความรุนแรงและปล้นชิงสิ่งของ
เหตุเพราะความช่วยเหลือไม่เพียงพอต่อประชาชนผู้ไร้ที่อยู่อาศัยหลายแสนคน

ชาเวซ กล่าวว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งกระหายเลือดนี้ เกิดขึ้นตามหลังการทดสอบ "อาวุธแห่งแผ่นดินไหว"
ใกล้ชายฝั่งเฮติ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้แจกแจงแหล่งข่าวที่ใช้กล่าวหาสหรัฐฯครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ชาเวซ เคยออกมากล่าวหาสหรัฐฯว่าฉวยโอกาสรุกรานเฮติ โดยใช้ "หายนะทางธรรมชาติ" บังหน้า
หลังจากกองกำลังอเมริกาอย่างน้อย 11,000 นาย กระจายกำลังไปทั่วประเทศเพื่อรักษาความปลอดภัย
ต่อกระบวนการแจกจ่ายเครื่องบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน

ด้านสื่อมวลชนของเวเนซุเอลา รายงานว่าแผ่นดินไหวเขย่าเฮติ "อาจเกี่ยวเนื่องกับโครงการ HAARP
ระบบที่สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรุนแรงและแบบไม่คาดฝัน"

ทั้งนี้โครงการ HAARP(High Frequency Active Auroral Research Project) คือ
ศูนย์วิจัยไอโอโนสเฟียร์ในมลรัฐอะแลสกา มีจุดมุ่งหมายสำรวจทรัพยากรชั้นบรรยากาศโลก
เพื่อพัฒนาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม

อย่างไรก็ตามในปี 1997 วิลเลียม โคเฮน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯขณะนั้น แสดงความกังวล
ต่อเครื่อง HAARP นี้ ในกรณีที่มันสามารถก่อความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ จุดชนวนแผ่นดินไหว
และควบคุมการปะทุของภูเขาไฟด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

HAARP เป็นโครงการทดลองทางวิทยาศาตร์ของรัฐบาลสหรัฐเพื่อสร้างและ
ควบคุมสภาพภูมิอากาศโดยการยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ขึ้นไปที่
ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ แล้วให้สะท้อนกลับมายังพื้นผิวโลก
ไปยังเป้าหมายที่ต้องการ ในจำนวนนั้นรวมไปถึงส่งพลังงานนั้นลงไปสู่
ชั้นหินใต้ดินเพื่อก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนหรือแผ่นดินไหวนั่นเอง


อนึ่งเครื่อง HARRP นี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีร่วมกับดาวเทียม และเทคโนโลยีอื่นๆ
เพื่อควบคุมกระแสลมกรด ซึ่งเป็นกุญแจของธรรมชาติที่จะนำพากลุ่มเมฆ น้ำฝน
ความร้อน ความแห้งแล้งและความหนาวเย็น และอื่นๆ อีกมาก

ลือสนั่นทั่วภาคเหนือ "3 เบอร์มรณะ" ใครกดรับ"ตาย"
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อเมริกา-จีน บนสนามเฮติ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 11:29 am

http://inteldaily.com/2010/01/focus-on-haiti-washingtons-militarized-takeover/

Focus on Haiti: Washington’s Militarized Takeover

January 25, 2010

in Analysis

By Stephen Lendman

(The Intelligence Daily) — Haiti is no stranger to adversity and anguish – over 500 years
of severe oppression, slavery, despotism, colonization, reparations, embargoes, sanctions,
deep poverty, starvation, unrepayable debt, and natural calamities from destructive hurricanes
to a dozen magnitude 7.0 or greater Caribbean region earthquakes in the past 500 years.
The last major one was in 1946 at 8.1 in the adjacent Dominican Republic, also striking Haiti.
Earlier catastrophic ones were in 1751 and 1770, both devastating Port-au-Prince, and the 1842
one destroying Cap-Haitien in the north. On September 25, 2008, Phoenix Delacroix quoted
geologist Patrick Charles of Havana’s Geological Institute saying: “conditions are ripe for
major seismic activity in Port-au-Prince. The inhabitants of the Haitian capital need to prepare
themselves for an event which will inevitably occur.”

Citing a real danger, he explained that the dangerous Enriquillo Fault Zone extends across
Port-au-Prince, starting in Petionville, traversing the Southern Peninsula to Tiburon.
Noting earlier tremors in the area, he said a larger earthquake usually follows, yet no precautions
were taken, leaving Haitians vulnerable to what happened – vast destruction, perhaps
hundreds of thousands dead, countless numbers seriously injured, and disease, depravation,
and militarized occupation haunting survivors in the aftermath. After Washington ousted
President Jean-Betrand Aristide in February 2004, UN Blue Helmets (MINUSTAH) occupied
Haiti as paramilitary enforcers. They still do, subordinate to around 20,000 US land and sea
based troops, including Marines, Army 82nd Airborne paratroupers, Navy assault ships,
and Coast Guard vessels offshore, a powerful force for indefinite occupation, severe repression,
and ruthless exploitation for American interests
– obstructing, not providing, humanitarian aid,
and facilitating potentially hundreds of thousands of deaths from starvation, dehydration, disease,
untreated wounds, trauma, and for some perhaps just giving up and expiring unnoticed, unreported,
and uncared about by forces able to help. It’s an old story for Haitians, beleaguered for over 500 years
and under America’s thumb for nearly two centuries, unrecognized, embargoed, exploited, and
slaughtered to assure their freedom is denied. Now again, but first some background.

Occupied Haiti On April 30, 2004, the UN Security Council authorized MINUSTAH –
paramilitary peacekeepers, illegally sent for the first time ever to support a coup d’etat regime
in place of a democratically elected president.
Rebel thugs got free reign to join them in the streets, the result being hundreds turned up dead
or missing. The state Port-au-Prince morgue was swamped with bodies. Many showed up with
their hands tied behind their backs and bags placed over their heads. Ruthlessness was empowered.
Orders came from Washington. Bodies turned up everywhere, in streets, on beaches, abandoned
as food for pigs, and anyone connected with Aristide’s Fanmi Lavalas party (FL) was fair game.
US Marines and foreign troops arrived, not to deliver aid or for protection, but to intimidate, terrorize,
crush resistance, solidify coup d’etat rule, and destroy Haitian democracy under Aristide and prevent
any chance of it returning.

MINUSTAH and the reconstituted Haitian National Police (the force Aristide abolished with the army)
took over from the initial Multinational Interim Force (MIF), terrorizing Haitians through thousands
of political killings, disappearances, torture, and unlawful arrests and incarcerations.
FL was effectively destroyed and Aristide’s remarkable accomplishments ended in areas of healthcare,
education, free expression, economic and social reforms, human rights and justice, lost under coup d’etat rule
and thereafter under the Preval government, a pseudo one subservient to Washington.

In the 2006 presidential and parliamentary elections, he agreed to painful concessions,
surrendered his authority, and yielded power to US and elitist Haitian interests –
a shameless betrayal of his people. After the coup and thereafter, episodes like the following
were commonplace: On December 22, 2006, Blue Helmets assaulted Cite Soleil
(one of Port-au-Prince’s most impoverished communities), randomly shot and killed 30
or more people, supposedly to capture a gang member, but in fact to terrorize.


In an earlier July 6, 2005 incident, hundreds of heavily armed troops attacked Cite Soleil with
an array of powerful weapons – high-powered assault ones atop armored personnel carriers,
precision rifles for assassinations
, and a type of gattling gun firing depleted uranium tipped
armor-piercing bullets. Thousands of rounds were indiscriminately fired. About 70 people
were murdered, and many were left unattended to bleed to death on streets or in their homes.

On January 23, 2007, MINUSTAH forces were back, open fired randomly for hours,
and used helicopters to reign death from the skies, killing dozens, then removing the dead
to prevent a body count
. From February 2004 – December 2005 alone, Wayne State University
School of Social Work researchers estimated that 8,000 people were murdered and 35,000 women
sexually assaulted in the greater Port-au-Prince area – attributed to MINUSTAH
,
the Haitian National Police (PNH), Haitian demobilized army members, and anti-Aristide
paramilitary gangs enlisted to commit terror. Also reported were documented kidnappings,
extrajudicial detentions, assaults other than rape, death threats, physical threats, and
threats of sexual violence against helpless people. The report concluded that
“crime and systematic abuse and human rights were common in Port-au-Prince”
involving criminals but also “political actors and UN soldiers.”


Today, similar abuses crush resistance, prevent the restoration of democracy, and keep
Haitians cowed, abused and exploited. Washington decides their fate, and now the Marines
are back along with thousands of combat paratroupers and naval forces (an authorized 20,000 force
mostly arrived), not to provide aid, to deny it and perhaps let hundreds of thousands perish –
a crime of genocidal proportions
, a US specialty, honed and perfected from decades of ritual slaughter,
especially against people of color, deemed inferior to American “exceptionalism” and “moral superiority.”
Marines came earlier in 1915, stayed 20 years, ravaged the country, destroyed Haitian society
and institutions, and committed horrendous crimes against humanity. Most notorious was
the infamous 1929 slaughter of 264 peasants protesting in Les Cayes. In addition,
corvee or forced labor was employed, brutally exploited, and new weapons tested like today,
including aerial bombing years before the Nazis did it against Guernica (in April 1937)
in support of Spanish fascists in the country’s civil war. Haiti’s Catastrophic Tragedy
After its worst catastrophe in nearly 170 years, millions in the country need everything,
not Marines – food, water, medical care, shelter, and deep compassion at
their greatest time of need.

Instead, the country is occupied, militarized, denied aid, and taken over for greater exploitation.
General Ken Keen, in charge of forces, says US troops will “be here as long as needed,”
signaling an open-ended commitment for years. On her January 16 photo-op visit,
Secretary of State Hillary Clinton practically announced an emergency decree,
suspension of the rule of law, and authorization of curfews and martial law
under Pentagon control.
She said: “The decree would give the government an enormous amount
of authority, which in practice they would delegate to us,” omitting that its choice was do it or else.
Despite the calm and lack of disorder, it’s now official under Pentagon command enforcing
a state of emergency and martial law. US troops control Port-au-Prince’s airport and port facilities,
blocking and slowing aid, including relief flights from France, Brazil, Italy and other countries,
diverting them to the neighboring Dominican Republic, hours from Port-au-Prince on bad roads.


In addition, the Red Cross and Doctors Without Borders report aid flights can’t land for fast access
to treat the injured, ill and dying. Pentagon troops obstruct them, willfully letting people suffer, die,
and be ethnically cleaned from Port-au-Prince areas wanted for new development. More on that below.

According to General Keen: “If an air traffic controller doesn’t know what’s on an incoming plane,
then he doesn’t know what priority to give it.” Military flights in and ones out with US citizens and
foreign nationals have top priority. Saving lives don’t matter. They’re just Haitians, poor, black,
unimportant, to be removed, using the earthquake as a pretext to do it, dead or alive.

In natural disasters, immediate aid is critical. After that, casualties multiply fast and in Haiti
they’re exploding, from a lack of medical supplies and equipment, vital surgeries, infections, diseases,
extreme trauma, and inadequate essential to life supplies not let in or delayed. Three million or more
Haitians need help. A fraction of that number are getting it. As a result, thousands are dying daily.
Phillippe Bolopion from FRANCE24 TV said supplies are piling up at the airport and not being delivered.
Desperate people can’t “understand why the generosity of the world isn’t getting to them.
It’s really hard to comprehend.” Radio Television Esponola’s (RTVE) Fran Sevilla reported:
“There continues to be no distribution of humanitarian aid, of food and water. I ask myself how all these
human beings survive. I ask if anyone is helping them, if they are receiving anything, and the answer is
always no. They survive thanks to the solidarity between them, sharing between families and
groups of friends what little they have, what they can get.”

President Rene Preval is disturbingly absent and silent, reportedly at the airport, out of sight,
playing no role in the relief effort – something he should lead, not abstain from, and do it visibly, actively,
on the ground in Port-au-Prince, what Aristide would do if there. Despite the obstacles, some nations are
doing what they can, Venezuela for one, a critical Hugo Chavez saying on his weekly Sunday broadcast:

“It seems that the United States is militarily occupying Haiti,
taking advantage of the tragedy….
Thousands of (soldiers) are disembarking in Haiti as if it were a war.
(Haiti) needs doctors, tents, rescue teams and machinery….
Now, who said soldiers, rifles and machine guns are necessary?”

Venezuelan and Cuban aid were some of the first to arrive, and Chavez and Castro promise more,
including food, water, doctors, medical supplies and rescue equipment, yet Venezuelan Foreign Minister
Nicholas Maduro said shipments were diverted to the Dominican Republic, losing precious hours to
deliver it to victims. So far, Venezuela alone has sent fuel, 616 metric tons of food, and 116 metric tons
of equipment, including water purification systems, electrical generators and heavy equipment for
moving rubble, Chavez saying:

“The Venezuelan people (will do more and) will donate all the fuel the Haitian people need.
We are coordinating with the president of the Dominican Republic, Leonel Fernandez,
who put the terminal of the refinery of his country at our service.”

Chavez later announced that another five ships loaded with food and medical supplies left for Haiti
on January 19 with Venezuelan soldiers on board to “protect the safety of everyone,
but not to militarily occupy (the country) as the US intends to do.”

Venezuela and other ALBA nations (Bolivarian Alliance for the Americas) pledged generous aid,
additional shiploads already sent carrying thousands of tons of food and other supplies.

America’s Response – Occupation, Not Aid In a show of strength, US paratroupers took control
of the Presidential Palace, symbol of the nation’s sovereignty, wanting it for a command center,

and angering one Haitian to say: “I haven’t seen the Americans in the streets giving out
water and food, but now they come to the palace.
From another: “It’s an occupation. The palace is our power, our face, our pride,”
now taken, occupied, a deep humiliation while critical needs go begging. Besides control,
security is top priority, never mind how calm, resilient, compassionate, and committed able
Haitians are to help, asking no more than for vital supplies to survive at a time they can’t provide them
on their own. Yet Keen claims: “incidents of violence (are) imped(ing) our ability to support
the (Haitian) government and answer the challenges that this country faces as they’re suffering
a tragedy of epic proportions,” one America exacerbates along with repressive MINUSTAH forces,
to be reinforced with thousands of additional troops.


In separate incidents, they fired tear gas and rubber bullets at a crowd close to the Port-au-Prince airport,
and Hatian police did as well against civilians in the city center. Another report said police were shooting
Haitians and letting them bleed to death in the street. “We don’t need military aid.
What we need is food and shelter,” shouted one man at UN Secretary-General Ban Ki-moon
during his one-day visit with officials and UN forces, not to assess the tragedy and direct massive aid
to address it. Arriving on January 17, he left the same day, an appalling display of arrogance and
indifference. During a photo-op near a tent city, he was heckled by angry crowds demanding help
from the international community. Instead he said:
“Coordination will improve as we are better organized. Deliveries are now being made in
a more effective and efficient manner.” In fact, they’re being obstructed and prevented from landing,
and much getting in is stacked at the airport, not delivered or delayed.

The result is death, devastation, and human suffering everywhere while Ban, Hillary Clinton
and husband Bill come for photo-ops and shameless comments like the former president saying:

“There was an extraordinary amount of time devoted to try and dig through those buildings
to try to find living and dead.”
If fact, no heavy equipment was delivered. UN and US troops didn’t help,
and Haitians had to use small implements and their bare hands to rescue a bare handful of people
on their own while perhaps hundreds of thousands perished.

At the same time, desperation grows, arousing one woman to say: “I have been here every day.
I heard they gave away some food but there was a riot….we have been on this spot
since the day of the earthquake and we have not seen anyone give away anything but water,”
and not enough.

Another man shouted: “Have we been abandoned? Where is the food?” Head of mission of
Doctors Without Borders (MSF), Michelle Chouinard, described their enormous challenges:
– limited supplies of everything;
– extreme crush injuries, partial amputations and open fractures;
– people in severe pain with festering wounds;
– a young man, typical of others, with a traumatic crush injury; he was young and strong,
but his leg was dead and had to come off;
– gangrenous limbs removed to save lives;
– after surgeries, patients can’t go home; they have none and need care – to prevent infections,
change dressings and control pain;
– many amputees and the paralyzed need lifelong care, but from where, by whom, and the numbers
are so great it’s impossible to help everyone;
– thousands of children have been orphaned;
– shocked, traumatized people are everywhere;
– the number of people needing surgery is overwhelming; teams work under makeshift conditions
around the clock with inadequate supplies running out as well as enough fuel for refrigerating medicines;
and
– people are dying and will die without essential treatment, and for the seriously ill, survival depends on
leaving Haiti for what’s not available internally – but Washington is blocking Haitian citizens from leaving,
even parents whose children are US citizens; they can go, not their parents.

Two million or more are homeless, living on streets or, if lucky, in tents. Partners in Health,
(with 25 years experience providing healthcare to Haitians), estimates 20,000 are dying daily from
lack of surgery and essential treatment. The human tragedy is incalculable.
Tens of thousands of bodies get dumped in mass graves like garbage. MSF’s Dr. Greg Elder fears:
“The next health risk could include outbreaks of diarrhea, respiratory tract infections, and other diseases
among hundreds of thousands of Haitians living in overcrowded camps with poor or nonexistent sanitation.”

On January 20, even The New York Times reported that:
“….people (are) writhing in pain (in squatter camps around the capital), their injuries bound up
by relatives but not yet seen by a doctor eight days after the quake struck. On top of that,
the many bodies still in the wreckage increase the risk of diseases spreading, especially, experts say,
if there is rain.” The Wall Street Journal reported that Port-au-Prince General Hospital is besieged
by over 1,000 patients needing surgery. “….thousands of injured, some grievously,
wait outside virtually any hospital or clinic, pleading for treatment.”
BBC correspondents said aid arriving by sea is taken to the airport, “where it is piling up and
not being distributed to those who need it.” As a result, most Haitians are getting little or nothing.
An estimated two hundred thousand or more have died. Many more will perish for lack of help.

At the same time, MINUSTAH and US forces provide security, not aid, leaving Haitians on their own,
at the mercy of what relief agencies can provide and doctors from Cuba, Venezuela and
other concerned nations, not America, not the EU, not Canada, not the world’s wealthiest states
able to mount a sustained, large-scale effort but won’t. Instead, reports say flyers are being
circulated throughout Port-au-Prince, telling people to evacuate to safer places.
It’s reminiscent of New Orleans post-Katrina, a mass ethnic cleansing exodus to level the city’s
most valued parts, prepare it for upscale development, and prevent poor Haitians from returning.

On January 22, AP reported that: “Haitian officials are planning a massive relocation of 400,000 people
from makeshift camps to the outskirts of the capital….to help residents survive the aftermath of
the catastrophic earthquake.” In fact, Pentagon forces run everything, providing aid not their concern.
They’re relocating people, dumping and forgetting about them, out of sight and mind.
The New York Times ignores it, referring only to aid groups helping the homeless by
“an epic relocation (of) up to one million people.” Not a word about capitalizing on disaster for profit.
Before the quake, Haiti had over 10,000 NGOs profiteering on the nation’s misery, preparing now for
a bonanza at the expense of the poor, displaced and immiserated. Blocking a Haitian Exodus

The Pentagon has Haiti under siege. Five US Coast Guard vessels and Navy warships patrol offshore
to interdict those fleeing and forcibly return them back home. On January 19, cnn.com reported that:
“A US Air Force plane serving as an airborne radio station is broadcasting messages
to Haitians (warning) them not to attempt ocean voyages to the United States,
saying they will be intercepted and turned back home if they do.”


The message comes from Raymond Joseph, Haiti’s US ambassador, saying in Creole:
“Listen, don’t rush on boats to leave the country. If you do that,
we’ll all have even worse problems….If you think you will reach the US
and all the doors will be wide open to you, that’s not at all the case.

And they will intercept you right on the water and send you back home where you came from.”
If large numbers flee, they’ll be incarcerated at Guatanamo’s Krome Service Processing Center
under conditions others earlier faced. After the 1991 coup deposed President Aristide,
thousands fled to America. Most were sent home, but around 300 were held at Guantanamo
because tests showed they were HIV positive. In subsequent years, thousands more were interned there.
Conditions were deplorable. Treated like prisoners, they were held behind razor wire in leaky barracks
with bad sanitation, poor food, and little medical care even for the sick and pregnant women.
After one protest and a hunger strike, crackdowns were severe, and many were imprisoned.
In October 2002, 212 Haitians reached South Florida seeking asylum and safety. Instead,
they were rounded up, handcuffed, held in detention, and grossly mistreated. Families were separated
from children, husbands from wives, and siblings from each other, but it wasn’t an isolated incident
under a secret Bush administration policy authorizing what now is the Department of Homeland Security
to detain South Florida arrivals, regardless of their asylum eligibility.
It’s how Washington always treated Haitians since they began arriving over 50 years ago
to escape repression, only to be treated abusively once here.

Today, sick and dying Haitians are denied visas for emergency medical treatment and those with them
can’t leave. On January 19, the Miami Herald reported that commercial flights
from Haiti are banned because checks can’t screen out potential terrorists,
a policy applying to Haitians, not US citizens

or others allowed to depart. Abducting Haitian Children Noted international law and human rights
expert Professor Francis Boyle reports the following: “The USA is stealing the alleged ‘orphans’ of Haiti,
taking them away from their families. Haiti is currently being occupied by the United States….
Obama basically told Preval he was taking over the country, and Preval said OK —
no choice in the matter” as Washington does what it pleases,
especially against defenseless countries like Haiti.

“….the Fourth Geneva Convention applies to this situation. It clearly states in Article 2:
‘The Convention shall also apply to all cases of partial or total occupation of the territory of
a High Contracting Party, even if the said occupation meets with no armed resistance.’ ”
Under Fourth Geneva, Haitian “orphans are protected persons under the terms of the (Convention).
Hence, they cannot be moved from Haiti for any reason. To do so is a serious war crime.”
Boyle added that Defense Secretary Gates said America won’t police Haiti. However,
under Fourth Geneva, occupying the country and displacing its sitting government
(even in weakened form) is precisely what Washington is doing.

On January 19, The New York Times headlined, “53 Haitian Orphans Are Airlifted to US,”
then explained that some Haitian orphanages “are fronts for traffickers who buy children
from their parents and sell them to couples in other countries.” Now profiteers are stealing them.

According to UNICEF spokesperson Christopher de Bono: “In orphanages in Haiti,
there are an awful lot of children who are not orphans.” According to UNICEF adviser Jean Luc Legrand,
children are also missing from hospitals. “We have documented around 15 cases of children disappearing
from hospitals and not with their own family at the time. UNICEF has been working in Haiti
for many years and we knew the problem with the trade of children….that existed beforehand.


Unfortunately, many of the….networks have links with the international adoption market.”
Fast-track adoptions are proceeding in Belgium, Canada, France, Germany, the Netherlands, Spain,
and America. They’re victims of child-traffickers, now aided by Homeland Security’s January 18
announced policy of waiving visa requirements on humanitarian grounds for Haitian children
approved for adoption, or perhaps abducted to be sold for profit, never to see their parents
again or know if they’re alive. DHS is facilitating a crime, a practice it’s expert at targeting
Latino immigrants, including documented US citizens.

Boyle asks who gives “the White Racist United States (the) Divine Right to go around the world
(stealing) Black Children from Third World Countries, depriving those children and their countries
of their future?”
“The forcible transfer of children of one group (Black Hatians) to another group (White Americans)
is genocide under the 1948 Genocide Convention (besides violating Fourth Geneva).”
It may also violate America’s “Genocide Implication Act as amended by the Genocide
Accountability Act and perhaps the US War Crimes Act.” The White House pressured
the Haitian government to comply, forcing it to be complicit in child abductions – trafficking potentially
thousands of Haitian children for profit at a time they’re most vulnerable.
“Notice the duress and coercion involved here. The Black Haitian government was forced
by the White Racist USA to surrender up their Children to White American child thieves,”
parents complicit in a crime with lawyers helping them who know better but are well paid
to stay silent.

Boyle asks:
“Are we American Lawyers going to stand by and let their genocidal thievery of Haitian babies happen?
Or are we going to do something to stop it?”

Stephen Lendman is a Research Associate of the Centre for Research on Globalization.
He lives in Chicago and can be reached at lendmanstephen@sbcglobal.net .
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อเมริกา-จีน บนสนามเฮติ

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 2:40 pm

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20100127/97339/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%95%E0%B8%B4-...%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B9%84%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9-.html

วันที่ 27 มกราคม 2553 00:01
โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ












ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู

ไม่ได้ชวนมองโลกในแง่ร้าย แต่นี่คือบางส่วนของคำอธิบายว่า สรรพความช่วยเหลือที่ระดมไปลงที่เฮติ
บางส่วนอาจเพื่อเป็นการไถ่โทษและหวังผลระยะยาว


จากประเทศเล็กๆ ในหมู่เกาะแคริบเบียน ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก มาวันนี้ทุกคนทั่วโลกต่างระดมใจไปที่ "เฮติ"

ประวัติความเป็นมาของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ น่าจะรับรู้กันแล้วในฐานะสาธารณรัฐเอกราชของคนผิวดำ
แห่งแรกของโลก ที่เป็นไทจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1804 ถึงอย่างนั้นด้วยสภาพการเมือง เศรษฐกิจ
สังคมที่ลุ่มๆ ดอนๆ ตลอด 200 กว่าปีที่ผ่านมา มีการรบพุ่งระหว่างรัฐบาลทุนนิยมกับสังคมนิยมแทบไม่เว้น...
เฮติ จึงเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในซีกโลกตะวันตก ตัวตั้งตัวตีของการเข้าไปบรรเทาทุกข์ครั้งนี้
หนีไม่พ้น "สหรัฐอเมริกา" กับกำลังทหารกว่า 20,000 นายถูกทยอยส่งไปอย่างเร่งด่วน
หากแต่การเข้าไปเต็มอัตราศึกครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก
สำหรับเฮติ ถ้าพลิกกลับไปดูประวัติศาสตร์
เมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา พบว่า ประเทศเล็กในอเมริกาเหนือแห่งนี้ได้ต้อนรับพญาอินทรีมา
ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนว่า เหตุผลการมาของสองสามครั้งแรก ออกจะดุดันและพะบู๊กว่าคราวนี้...มาก

เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1915 ที่กองทัพสหรัฐบุกขึ้นฝั่งเฮติ และ อีกสองครั้งในปี 1957 เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์
ในพื้นที่ขนาด 27,750 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ และเมื่อรัฐบาลที่หนุนหลังอยู่ถูกโค่นลงด้วย
ขบวนการคนยากจน ชาวเฮติได้ผู้นำคนใหม่ชื่อ ฌอง แบร์ทรองด์ อริสติด
ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของเฮติ แต่หลังจากนั้น 1 ปี
ก็ถูกรัฐประหารโค่นล้ม ความไม่สงบก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาล ประธานาธิบดี บิล คลินตัน
ส่งทหารบุกเฮติอีกระลอก ในนามของการปราบปรามความไม่สงบ พร้อมกับการยินยอมให้
ประธานาธิบดี ฌอง แบร์ทรองด์ อริสติด กลับคืนมาตำแหน่งอีกครั้ง ด้วยเงื่อนไข
ต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม

ถึงอย่างนั้น การเมืองภายในของสองขั้วอำนาจยังรบพุ่งอยู่เนืองๆ อริสติด ต้องลี้ภัยอีกครั้ง
เพราะกับการส่งทหารเข้าไปอีกครั้งของสหรัฐในสมัย ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช
ก่อนจะส่งไม้ต่อไปให้สหประชาชาติ รวมถึงครั้งนี้ที่ยิ่งย้ำว่า สหรัฐเดินทางเข้าออกเฮติ
บ่อยกว่าประเทศใดในโลก
รวมถึงครั้งนี้ ที่(อาจ)มี "วาระ" บางอย่าง รวมถึงการออกมาเป็นตัวตั้งตัวตี
เบอร์แรกๆ ของสองอดีตผู้นำ บิล คลินตัน และ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เคยสั่งนาวิกโยธิน
ในสังกัด บุกเข้าเฮติโดยไม่ได้รับเชิญ ถึงขนาดสร้างเว็บไซต์ช่วยเหลือร่วมกัน
http://clintonbushhaitifund.org ในฐานะผู้ประสานงานพิเศษในการช่วยเหลือเฮติ จริงอยู่
ความช่วยเหลือเป็นเรื่องดี แต่จะดีกว่าถ้าเรารู้ว่าการช่วยเหลือนั้นมีที่มาที่ไป

"มันไม่มีใครที่จะเป็นนักบุญระหว่างประเทศ ให้เปล่าไปเสียหมด ไม่มีหรอก ให้เปล่านี่เป็นท่าที พูดตรงๆ
แม้แต่ประเทศเราก็เหมือนกัน ไปช่วยเพื่อนบ้านก็ไม่ใช่หวังดี100เปอร์เซ็นต์หรอก ประโยชน์เราเป็นหลักทั้งนั้น"
ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุบโต๊ะอย่างมีข้อมูลสนับสนุน

การช่วยเหลือของสหรัฐฯ มันมีอะไรแฝงอยู่คะ
เฮติ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใน Western Enlistsphere คือ เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา
ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร (1817-1825) ที่ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาแทรกแซงในบริเวณ
อเมริกากลางเพราะว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอเมริกา ติดกับคิวบา และ คิวบาก็เป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ
เพราะฉะนั้น สหรัฐจึงไม่ต้องการให้ประเทศอื่นใดเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้

กรณีที่สหรัฐฯ ไปแทรกแซงการเมืองสมัยของประธานาธิบดีคลินตัน ไปโค่นล้มรัฐบาลทหาร เพราะถือว่า
เป็นภารกิจที่ต้องช่วยไม่ให้เกิดความระส่ำระสายในบริเวณแถบนี้ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องภัยธรรมชาติ ซึ่งมหาอำนาจ
มักจะต้องมีบทบาทเพราะมันเป็นภาพลักษณ์ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาคมนานาชาติ

อย่างรัฐบาลปัจจุบัน สหรัฐก็สนับสนุน?
ใช่ ถ้าดูหนังเรื่อง Black Hawk Dawn ล้มเหลวนะในสมัยของคลินตัน ถูกกลุ่มต่อต้านของสหรัฐฯ ต่อสู้ขับไล่
หนังเรื่องนั้นแสดงให้เห็นถึงกระแสต่อต้านอเมริการุนแรงมากที่ไปแทรกแซงการเมืองของเขา
ก็สลับขั้วอำนาจกันไปมา มีคนตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐส่งทหารเข้าไปมากกว่าหมอ


ทหารเขามีความพร้อม ได้รับการฝึกมาพอสมควรถึงจะช่วยเหลือทางด้านกายภาพได้
เพราะทางด้านกายภาพหมอช่วยมากไม่ได้ ต้องใช้ทหารซึ่งฝึกมาให้สมบุกสมบัน
เพราะงั้นในกรณีนี้ทหารพร้อมที่สุด นอกจากฝึกรบแล้วกู้ภัยได้ แล้วหมอค่อยมาทีหลัง

คนอาจจะติดภาพสหรัฐส่งทหารไปทิ้งระเบิด แต่คราวนี้ไปช่วยเหลือ แล้วภาพลักษณ์นี้ก็ออกไป
ทั้ง CNN BBC อดีตประธานาธิบดีสองคน ก็ออกมาแถลงข่าวร่วมกัน คลินตัน กับ บุช สหรัฐฯ
ต้องการฉายภาพไปยังสังคมนานาชาติ ว่าห่วงใยต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับประเทศที่เป็น backyard (หลังบ้าน)
ของตนเอง และเนื่องจากสหรัฐฯเป็นประเทศที่มีอิทธิพล ก็ยิ่งต้องมีบทบาทโดดเด่นกว่าใครเพื่อน

ถ้าดูข้อมูลย้อนหลัง ทั้งบิล คลินตัน หรือจอร์จ บุชก็เคยเป็นผู้กระทำ ?
ใช่ เพราะฉะนั้นตัวเองก็เลยต้องมีภารกิจรับผิดชอบด้วย เพราะตัวเองก็มีส่วนเข้าไปแทรกแทรงประเทศนี้
เมื่อเขาเกิดภัยพิบัติจะนิ่งเฉยไม่ได้ ก็ต้องแสดงให้ชาวโลกเห็นมนุษยธรรม แล้วมนุษยธรรม
ก็เป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Soft Power การที่จะมีอิทธิพลในโลก จะใช้กำลังทหารอย่างเดียวไม่พอแล้ว

Soft Power เป็นแนวความคิดของนักวิชาการมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โจเซฟ ไนล์ คือ การสร้างอิทธิพล
ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ต้องเน้นเรื่องที่ทำให้คนยอมรับบทบาทของเราอย่างเต็มใจ
แล้วบทบาททางวัฒนธรรม ประเทศไหนก็ชอบ ไม่มีความรู้สึกต่อต้านอะไร ก็เป็นโอกาสดีที่สหรัฐฯ
จะแสดงSoft Power เป็นผลงานที่จะสร้างความประทับใจให้กับประชาคมโลก

การช่วยเหลือแบบนี้แม้จะมีผลทางการเมืองหรือในแง่ยุทธศาสตร์ แต่มนุษยธรรมก็เป็นสิ่งที่คนยอมรับได้
มันเนียน ได้สองอย่าง ได้ทั้งภาพลักษณ์ ได้ทั้งผลประโยชน์ ถ้าต่อไปเฮติฟื้นตัวขึ้นมา เขาก็จะได้จดจำว่า
สหรัฐฯ เป็นตัวตั้งตัวตีเข้ามาช่วยเหลือในการบรรเทาทุกข์ยาก

ในฐานะประชาคมโลก ไทยเราก็ต้องช่วยเหลือเหมือนกัน แม้ตอนแรกจะขายหน้า ให้ความช่วยเหลือ
ด้วยงบไม่กี่แสน ซึ่งไอ้อย่างนั้นไม่เป็นข่าวซะยังจะดีกว่า (หัวเราะ) เป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกันว่า
ประเทศเราก็ต้องแสดง คือ มนุษยธรรม เราก็ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งข้างหน้า จะเจอแบบนี้บ้าง

เวลาที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซง มันเกิดด้านบวกหรือด้านลบกับเฮติมากกว่ากัน
สหรัฐเข้าไป ความจริงด้านหนึ่งก็ล้มเหลวนะ ที่เขาไม่ได้ไปช่วยพัฒนาอะไรมาก
เขาต้องการเพียงผู้ปกครองที่ร่วมมือกับเขา


ในสมัยเวียตนาม สหรัฐก็ไปสนับสนุนรัฐบาลคอรร์รัปชั่น แต่เป็นรัฐบาลที่ร่วมมือกับอเมริกา
ทีนี้มันก็ลำบากที่สหรัฐจะไปสร้างชาติให้ใคร เช่น โง ดินห์ เดียม , เหงียน เกา กี พวกนี้เป็นทหาร

ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ที่เป็นปัญหาตลอดมา คือ สหรัฐมักจะไปหนุนหลังรัฐบาล
ที่ไร้ประสิทธิภาพ คอร์รัปชั่น แต่ตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐทางด้านยุทธศาสตร์


คือ มุ่งหวังผลทางการเมืองมากกว่าจะช่วยเหลือจริงๆ?
จะพูดอย่างนั้นก็ได้ คือ มนุษยธรรมถ้าสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐก็ดีไป
มันเป็นผลประโยชน์ซ้อนกันอยู่

ถ้ามองโลกในแง่ร้าย สหรัฐเข้าไปเป็นขาใหญ่ในการปรับ
ฟื้นฟูโครงสร้างรัฐบาล วางฐานเศรษฐกิจ ก็ยิ่งเข้าทาง?

นั่นคือเป้าหมายระยะยาว ถ้าภายหลังเฮติตั้งตัวได้ ฟื้นตัวได้ แล้วสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตี เหมือนมาร์แชลแพลน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศในยุโรปถูกสงครามทำลาย แล้วสหรัฐเข้าไปฟื้นฟู
แต่ทั้งหลายทั้งมวลก็เพื่อประโยชน์ของสหรัฐเอง เพราะเขาจะเจริญอยู่ประเทศเดียวไม่ได้
ต้องพึ่งตลาด ขยายตลาด ดังนั้นต้องทำให้ประเทศเหล่านี้ฟื้นตัวด้วย


ตอนที่ไทยให้ความช่วยเหลือ ฑูตสหรัฐก็ออกมาขอบคุณ จริงๆ ไม่ใช่เรื่องกงการของเค้า
คนที่ขอบคุณเราต้องเป็นรัฐบาลเฮติ

เราสามารถสรุปบทบาทของสหรัฐได้ไหมว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย
หรือเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาก็ทำกัน

เขาต้องการสองอย่าง
1. สร้างภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจที่อ่อนโยน ที่เต็มใจช่วยเหลือสังคมนานาชาติ
2. มีผลพลอยได้คือ อิทธิพลของอเมริกาที่จะรักษาต่อไปในอเมริกากลางทั้งระยะสั้นและระยะยาว

อนาคตของเฮติเป็นอย่างไรต่อไปคะ
ผมมองว่าจะใช้ เวลาอีกนาน เพราะโดนทำลายราบเป็นหน้ากลอง แล้วพื้นฐานมันแย่อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามถ้ามองในแง่ดี จะทำให้คนเฮติหันหน้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แล้วถ้าโชคดี
ได้ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ มันก็อยู่ที่คนเฮติเอง ที่จะสร้างชาติขึ้นมา ใครไปช่วยก็ลำบาก
ถ้าผู้นำไม่สามารถจะช่วยประเทศตัวเองได้ก่อน

การหาผู้นำต้องมาจากความเห็นของประชาชน
แต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นกับประชาคมนานาชาติด้วยหรือเปล่า

ก็ต้องช่วย พราะเขาช่วยตัวเองยังไม่ได้ ถ้าประชาคมมองเห็นว่าประเทศนี้มั่นคง การเมืองมีเสถียรภาพ
ก็ต้องทุ่มเทความช่วยเหลือ ต้องบูรณะเหมือนที่อเมริกาบูรณะยุโรปหลังสงครามโลก
แต่ยุโรปเขามีผู้นำที่ไม่คอร์รัปชั่น มีความเป็นผู้นำ พื้นฐานมันต่างกันนะ แต่เฮติเท่าที่ดูประวัติที่ผ่านมา
ยังไม่ค่อยได้ผู้นำที่ดี ถ้าเจอผู้นำที่เอาเงินช่วยเหลือส่วนนี้ไปเอง หรือเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง
สร้างอำนาจให้ตัวเองมั่นคง มันก็โชคร้ายสำหรับเฮติ

ถ้าผู้นำเก่ง แต่มีหัวเป็นสังคมนิยม จะอยู่ได้ไหม
ก็เป็นไปได้ ถ้าได้ผู้นำหัวสังคมนิยมที่ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้ทุนนิยมของตะวันตก ก็ไปไม่รอด
ซึ่งถ้ามองจากอดีตสหรัฐก็ไม่สนับสนุน ประเทศที่มีผู้นำที่ขัดกับหลักทุนนิยมของอเมริกา
เพราะขัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

อีกทางหนึ่ง ถ้าไม่สนับสนุนมันทางเศรษฐกิจก็ลำบากเหมือนกันนะ เพราะว่า สังคมนิยมต้องมีผลงาน
ความนิยมจากประชาชนก็อาจจะไม่ได้รับ มันเป็นเรื่องธรรมดาว่า มีความคิดอย่างเดียวไม่พอ
ต้องมีเครื่องมือที่จะบริหารประเทศ ซึ่งก็คือ เครื่องมือทางการเงิน ในการไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ
นอกจากว่าจะเป็นเสรีนิยมไปก่อน ขอความช่วยเหลือไปก่อน เข้มแข็งแล้วค่อยหักหลังเขาตอนหลัง
แต่มันก็ทำไม่ได้ง่ายอยู่ดี อยู่ยาวลำบาก

ผมว่าจริงๆ แล้วน่าจะให้เป็นหน้าที่ของสหประชาชาติ จะได้เป็นผลงานที่ไม่ใช่ของประเทศหนึ่งประเทศใด
แล้วสังคมระหว่างประเทศก็เกิดวัฒนธรรมอย่างแท้จริง คือให้ความช่วยเหลือในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน
ไม่ได้หวังจะไปมีอิทธิพลอะไรในภายหลัง แต่ในทางปฏิบัติสหประชาชาติก็ไม่มีความสามารถเท่าไหร่
สหรัฐมักเข้าไปมีบทบาทมากกว่า

แต่การช่วยเหลือที่ไหนๆ มันก็มีเงื่อนไขตามมาเสมอ?
ถูกต้องครับ ต้องยอมรับอย่าไปคาดหวังว่าจะมีใครมาปรารถนาดีกับเรา เพราะว่า
เขาก็ต้องช่วยประเทศเขาเองอยู่แล้ว งบประมาณของเขา เขาก็เอาจากภาษีประชาชนของเขามา

การใช้ Soft Power ก็เพื่อผลพลอยได้อย่างหนึ่ง หลักๆ คือ มันเป็นผลประโยชน์ของชาติ
คือการที่มีเกียรติภูมิในเวทีการเมืองนอกประเทศ ประเทศอื่นได้ชื่นชมว่าประเทศนี้มีน้ำใจ ทั้งๆ
ที่ประเทศเราก็มีปัญหาเยอะแยะ แต่ก็ยังเจียดงบประมาณมาช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

ถ้ามองภาวะซ่อนเร้นหรือแอบแฝง เราจะพุ่งมองที่สหรัฐฯประเทศเดียวได้หรือไม่
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเขาต้องการมีอิทธิพลในโลกมาก เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีโมทีฟ
ที่ชัดเจนกว่าคนอื่นเขา แต่ทุกประเทศ พูดตรงๆ อย่างประเทศเราก็เหมือนกันแหละ
ไปช่วยประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ใช่หวังดี 100 เปอร์เซ็นต์หรอก ประโยชน์เราเป็นหลักทั้งนั้น


ฮุนเซนถึงไม่แคร์ไง เราก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าเขา
สร้างถนนอะไรให้เพราะว่าเราจะได้ไปขยายการคมนาคมขนส่ง ขยายเศรษฐกิจ
แต่อย่างน้อยก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน

..............................................................

(หมายเหตุ : ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก บทความเรื่อง
"ทำไมชาวเฮติถึงยากจน ขณะที่ถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว?" ใน www.prachatai.com)

อาจไม่ใช่แค่ภัยจาก "ธรรมชาติ"
นาโอมิ ไคลน์ (Naomi Klein) นักเขียน นักเคลื่อนไหว นักวิเคราะห์โลกระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์
ชาวอเมริกัน-แคนาดา เปิดเผยกับ Democracy Now! องค์กรข่าวอิสระจากอเมริกาเหนือว่า
ด้านหนึ่งแผ่นดินไหวในเฮติเกิดจากน้ำมือของธรรมชาติ แต่อีกด้าน มาจากความยากจน
ที่รัฐบาลต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย

"เหตุผลที่ภัยธรรมชาติทำร้ายเฮติได้ร้ายแรงอย่างนี้เพราะ พวกเขาสร้างบ้านบนพื้นดินที่อ่อนยวบ
ชั้นดินไม่หนาพอ ซึ่งอันตรายมากๆ ดังนั้นบ้านจึงถล่มลงมาง่ายๆ เพราะพวกเขาสร้างในที่ที่ไม่ควรสร้าง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจาก ทั้งหมดนี้มันเป็นเหตุเชื่อมโยงกันหมด

เราชัดเจนว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรม ส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติ แต่อีกส่วนมาจากคน
โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนที่มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานอย่างนี้
โดยเห็นแก่ประโยชน์ตนเอง"

แต่อย่างน้อย หายนะครั้งนี้ก็พอมีอยู่บ้าง อย่างที่ เดวิด วิลสัน (David Wilson) นักข่าวที่ลงพื้นที่เฮติ
เขียนบรรยายเอาไว้ว่า ระหว่างหายนะจากแผ่นดินไหวยังดำเนินต่อไป คนราวๆ 200-300 คน
รวมตัวกันร้องเพลง ปรบมือ และ สวดมนต์ร่วมกันที่สี่แยก ตอนสามทุ่ม
หลังจากบ้านเรือนพวกเขาถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองไปเพียง 4 ชั่วโมงเศษ

วัยรุ่นเฮติคนหนึ่งที่ร่วมร้องเพลงบอกกับ วิลสันว่า ชาวเฮติแตกต่างจากคนอื่น ประชาชนประเทศอื่นๆ
เมื่อเจอภัยพิบัติอาจทำอย่างนี้ไม่ได้

"แต่เราทำได้ นี่คือวัฒนธรรมหนึ่งของชุมชนเรา" เด็กหนุ่มคนนั้นเฉลย
(หมายเหตุ : ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก http://www.alternet.org)

http://www.inteldaily.com/2010/02/haiti-is-open-for-business/

Haiti Is Open for Business

February 15, 2010

in Commentary

By Stephen Lendman (The Intelligence Daily) — In December 1984, Canada’s conservative prime minister,
Brian Mulroney, told the New York Economic Club that “Canada is open for business,”
meaning US companies were welcome, the two countries would work for greater economic integration,
America’s sovereignty took precedence of his own, and corporate interests from both countries
could operate freely at the expense of most Canadians. That’s always been Haiti’s curse,
now more than ever. Under American militarized control, Haiti is occupied for profit,
its pseudo government largely invisible, and predators aim to cash in to the fullest.
On January 21, in his article titled, “Securing disaster in Haiti,” Peter Hallward explained,
saying: “….the US-led relief operation has conformed to the three fundamental tendencies
that have shaped the more general course of the island’s recent history. It has adopted
military priorities and strategies.
It has sidelined Haiti’s own leaders and government,
and ignored the needs of the majority of its people. And it has proceeded in ways that reinforce
the already harrowing gap between rich and poor. All three tendencies aren’t just connected,
they are mutually reinforcing. (They’ll also) govern the imminent reconstruction effort as well,
unless determined political action is taken to counteract them.”

Post-quake, conditions on the ground are horrific. Three million or more Haitians are affected.
Most are displaced and struggling. Essential aid is obstructed and limited.
Hundreds of thousands are being removed from the capital,
not to help them, to “cleanse” the area for development.

The official estimated death toll tops 230,000, over 300,000 are injured, and AP reported
(on February 9) that the “Health crisis in Haiti enter(ed) a deadly new phase,” the result of
“a half-million (or more) people jammed into germ-breeding makeshift camps”
where a health emergency is already apparent in the form of malnutrition, diarrheal illnesses,
acute respiratory (and other) infections, at least one reported typhoid case, and fears of possible
outbreaks of tetanus, measles, TB, malaria, dengue fever, diphtheria, acute flaccid paralysis,
meningococcal meningitis, rabies, and other infectious diseases, including water-borne ones,
particularly threatening children. Independent reports cite outbreaks of tetanus, TB, diarrhea,
scabies, ringworm and growing depravation, misery and anger, mostly unreported in
the mainstream that instead focuses on disease containment and improving conditions.
Daily, conditions are worse, not better, threatening a far greater disaster ahead.
Given the widespread depravation, the obstruction of food, clean water, and temporary shelter,
and lack of proper sanitation, infectious disease outbreaks may cause
biblical levels of more deaths ahead, perhaps raising the toll to from
500,000 – one million Haitians, a scale definable as genocide.

The Genocide Convention defines it as “any of the following acts committed with
intent to destroy, in whole or in part, a national, ethnical, racial or religious group
(including) causing serious bodily or mental harm (and) deliberately inflicting on
the group conditions of life calculated to bring about its physical destruction
in whole or in part….”

US forces control everything – Haiti’s airport, port facilities,
the Presidential Palace, and other strategic locations.
They patrol Port-au-Prince streets menacingly with heavy weapons.


In late January, police beat people, and UN Blue Helmets fired rubber bullets,
tear gas and pepper spray at hungry Haitians wanting food, a likely precursor to
graver confrontations ahead as desperate people seek it to survive. One Haitian told a reporter:
“They treat us like animals, they beat us, but we are hungry people.”

On February 7, the 19th anniversary of Jean-Bertrand Aristide first inauguration,
his supporters commemorated the event as they do every year, calling for his return,
denouncing the occupation, condemning the lack of food and other aid, and the corruption
exacerbating the problem along with America’s obstruction to let desperate people suffer
and expire.
A month after the quake, inadequate amounts of everything are being distributed.
Residents in poor areas like Cite Soleil have gotten virtually nothing and were in
desperate straits pre-disaster. On February 8, thousands marched through Petionville,
a Port-au-Prince suburb, denouncing what’s occurring throughout stricken areas –
mayors and other officials hoarding food and selling it at inflated black market prices,
not distributing it to starving Haitians. One protestor said: “I am hungry, I am dying of hunger.
(Mayor) Lydie Parent keeps the rice and doesn’t give us anything.” Haitian-truth.org said
Haitian customs agents are charging people arriving with aid fees to deliver it. Otherwise,
their supplies will be held indefinitely.

AlJazeera and other sources reported fake coupons being used for free food,
to be sold on the black market at inflated prices.
On February 10, AP reported that public and private hospitals are charging patients,
UN officials warning free medications won’t be sent to ones that do. Christophe Rerat of
the UN’s Pan American Health Organization said they got about $1 million worth of free drugs,
supplied by donations, and all medical care is to be provided without charge.
Donated funds are also paying staff. On February 11, rain and growing frustration
sparked spontaneous street protests denouncing President Rene Preval’s inaction,
calling for Aristide’s return, and demanding food, clean water and tents for shelter.
Club wielding police met marchers. Scuffles followed. Minor injuries were reported. A sign read:
“The rain has soaked us. The MINUSTAH must go. We need help. We need aid.”
Shelter from the elements is needed as the rainy season approaches, and with it the greater threat
of disease. Reportedly 10,000 tents have arrived, not the 200,000 the government requested and
hundreds of thousands more needed.

OCHA reports that 90% of affected Haitians need emergency shelter, over 1.2 million are
in “spontaneous settlements,” and nearly half a million “have left Port-au-Prince for outlying” areas.
Most of them, in fact, have been forced into permanent displacement, the same fate planned
for hundreds of thousands more. Sanitation is a major concern. At most, 5% of needed latrines
are available, and the lack of dumping sites for waste is also a huge problem.
With the arrival of thousands of people along the Dominican Republic border,
“the food security situation, which was already precarious prior to the earthquake,
is getting worse….”
The Nutrition Cluster expects the Global Acute Malnutrition (GAM) rate to soar given
conditions on the ground throughout the country. In addition, months of rain
“will increase morbidity rates for childhood diseases while hunger is expected to be
especially severe….Delays in incoming stock pipelines must be addressed to ensure
a steady influx of needed items.”

The problem is relief supplies are warehoused at Haiti’s airport, ports and other facilities,
not adequately distributed, so willful obstruction is exacerbating the crisis.
People are starving. Diseases are becoming epidemics. Everything is in short supply,
and OCHA reports only 10% of trauma injuries have been treated.
Yet the web site reliefweb.int shows $569.8 million in relief already donated
(as of February 14), or 99% of the appeal’s goal and certain to way exceed it.
Where has the money gone? Who’s getting it, and why hasn’t an amount this
great delivered significant aid? Disturbing questions demand answers.
Why aren’t they forthcoming? It’s because Haiti is being prepared for plunder,
and NGOs, including charities, will get their fair share.

NGOs Defined The web site ngo.org defines them as follows: “A non-governmental organization
(NGO) is any non-profit, voluntary citizens’ group which is organized on a local,
national or international level. Task-oriented and driven by people with a common interest,
NGOs perform a variety of service and humanitarian policies and encourage political
participation through provision of information.

Some are organized around specific issues, such as human rights, environment or health.
They provide analysis and expertise, serve as early warning mechanisms and help monitor
and implement international agreements. Their relationship with offices and agencies of
the United Nations system differs depending on their goals, their venue and the mandate of
a particular institution.”

A paper prepared by the Harvard Kennedy School of Government’s L. David Brown
and Mark H. Moore titled, “Accountability, Strategy, and
International Non-Governmental Organizations” quotes Anna Vakil’s five NGO
“functional categories: welfare, develop (in the sense of capacity-building), advocacy,
development education, and networking or research.”
Various other definitions include the following characteristics:
– local, national or international in scope;
– non-governmental;
– non-profit;
– staffed by unpaid volunteers;
– non-political; and
– advancing social, humanitarian objectives.

Some NGOs do. Most don’t as James Petras explained on The Lendman News Hour
saying most skim 90% of donations for themselves. Some genuinely enhance welfare,
support human and civil rights, and mitigate the ravages of disease and repression.
The large majority, however, are ideologically biased think tanks or lobby groups,
serving a political agenda for profit. They’re predators, not humanitarians.
In his December 1997 Monthly Review article titled, “Imperialism and NGOs in Latin America,”
Petras discussed their early 1970s history under military dictatorships when they actively
supported their victims and denounced human rights abuses. Even then, however,
their limitations were evident as “they rarely denounced the US and European patrons
who financed” them. Nor did they “link the neoliberal economic policies and human rights
violations to the new turn in the imperialist system. Obviously” their funding limits their
ability to criticize. Yet as neoliberal regimes “devastat(ed) communities (through) cheap imports,
extracting external debt payments, abolishing labor legislation, and creating a”
reserve army of cheap labor, NGOs were well funded “to be their ‘community face’….
intimately related to those at the top and complementing their destructive work with
local projects.” In other words, NGOs are profiteers with a friendly face acting
as predatory capitalism’s agents. When they take over, social movements decline,
and that’s the whole idea for their presence. Nearly all have entrenched bureaucracies,
highly paid officials, secret operational rules, and undisclosed financing sources and amounts,
mostly from domestic or foreign nations whose interests they serve, including for PR,
intelligence, or population control, not providing humanitarian services.
They all claim non-profit status, yet operate unethically, collude with governments or
business interests, profit handsomely, own unrelated businesses, and exploit people
they claim to serve. In many countries, they’re the preferred choice for Western aid and
emergency relief, providing cover for an imperial agenda and cashing in handsomely,
especially after disasters like wars and their aftermath, floods, famines and earthquakes.

Haiti is called “the Republic of NGOs,” with over 10,000 operating
(according to World Bank estimates) for its nine million people, the highest per capita
presence worldwide in all sectors of activity and society, many with sizable budgets.

Yet their numbers beg the question. With that abundant firepower, why is Haiti the poorest country
in the hemisphere, one of the poorest in the world, and one of the most oppressed?
Why were so many Haitians starving pre-quake?
Why now are conditions catastrophic and worsening?

NGO proliferation mirrored the atrophy of Haiti’s government, providing cover for
imperial interests with UN paramilitary and now US combat troop occupiers
for enforcement, Haitians, of course, suffering as they have for over 500 years.

Profiteering from Misery In his book titled, “Travesty in Haiti: A true account of Christian
missions, orphanages, fraud, food aid and drug trafficking,” Timothy Schwartz recounts
an “anthropologist’s personal story of working with foreign aid agencies (the NGO network)
and discovering that fraud, greed, corruption, apathy, and political agendas permeate
the industry,” part of the reason behind Haiti’s institutionalized oppression, poverty and misery.
According to Haitian lawyer/activist Marguerite Laurent: “It’s laughably idealistic to wish
for accountability, honesty, grace and dignity from the folks at USAID, World Bank,
the Christian missions and those ‘doing good’ in Haiti for more than a-half century now,”
when, in fact, most come to exploit, seeking profits, not a desire to provide humanitarian services.
“Schwartz’s book unveils paradoxes and lots of critical data on foreign aid, mission schools,
orphanages, and the world’s major multinational charities working in Haiti.”
He reveals a nation “you’ll not read about in current mainstream books and papers on Haiti.”
Nor through the major media that ignore over 500 years of enslavement,
colonization, serfdom, severe exploitation and oppression, and brutalizing misery,
the last two centuries under US domination. The book is an “inside story,” said Schwartz,
about “fraud, greed, corruption, and apathy, and political agendas (as well as a)
story of failed agriculture, health and credit projects; violent struggles for
control over aid money; corrupt orphanage owners, pastors, and missionaries;
the nepotistic manipulation of research funds; economically counterproductive
food relief programs that undermine the Haitian agricultural economy;
and the disastrous effects of economic engineering by foreign governments and
international aid organizations (like USAID, World Bank and others),
and the multinational corporate charities….in their service (like CARE International,
Catholic Relief Services, World Vision, and many others) that have programs spread
across the globe, moving in response not only to disasters and need,
but political agendas and economic opportunity.”

He saw it for over 10 years, researching and living in Haiti. He stresses not wanting
to damage charity providers, just those in it for personal gain, not people they profess to help.
“At the level of individuals and NGOS, the lack of fiscal accountability is manifest in
the enrichment of the custodians of the money – pastors and directors of NGOs,
schools and orphanages – and the redirection of charity toward middle and upper class Haitians,”
the very ones who don’t need it. At governmental levels, “Charity is manipulated to serve
political ends.” Without accountability, corruption gets embedded, aid is distorted,
and ends up doing more harm than good, precisely according to plan. For example,
Haiti’s School for Jesus Christ of America “was a nest of elites (disdaining) and
spurn(ing) the impoverished peasants, fishermen, and slum dwellers, (calling) them
ignorant and uncivilized, as subhuman, who called them dan wouj (red teeth)
and pye pete (cracked fee)….”

“The impoverished children in the Hamlet could not get medical care,”
and what they got was poor quality for exorbitant fees. At the same time, elite children
were treated free and their education paid for, using funds meant for the poor.
Visiting missionaries called the school administrators “dedicated spreaders of biblical truth,
somehow holier than ordinary Christians, closer to God, better than the rest of us.”
In fact, they’re predators, profiteering from Haiti’s poor and living lavishly at their expense.
Their mission, in fact, is bogus. “Helping the poor? The hell they were!”
CARE is no different, “a perversion of American charitable ideals with its false claims to be
aiding the ‘poorest of the poor’ when what it was really doing was throwing exquisite banquets
at plush hotels while carrying out US political policy in the interest of international venture
capitalists and industrialists.”

Child Trafficking in Haiti This section deals with abducted children for profit,
not Haiti’s century-long Restavek system covered in an earlier article titled,
“Child Slavery in Haiti.” Under it, impoverished families send one or more of their children
to live with wealthier or less poor ones in return for food, shelter, education, and a better life
in return for performing tasks as servants. They, in fact, become de facto slaves subjected
to verbal and physical abuse. Trafficking children for profit is another matter, another scam.
Operatives representing orphanages or adoption agencies approach poor families,
offer money, promise their children will be well cared for and educated, then disappear them.
None are ever heard from again. According to Schwartz: “Not one of the families ever received
a single letter from the agency or from any of the adoptive parents.
An SOS (Enfants Without Frontiers) employee obtained the address of (one) parent organization
in Paris but, when they called, the person who answered the phone said that the agency
had moved and left no forwarding address.” Schwartz visited “every single orphanage in
the Province as well as Gonaives. They all look like scams to (him. He didn’t want to) write
a report saying the orphanages are all scams,” but, in fact, they are,
preying on impoverished families. The problem, however, is far greater. World Vision and
Compassion International sponsor 58,500 Haitian children. Christian Aid Missions
(CAM) 10,000, the Haiti Baptist Mission 57,800, and many other NGOs run similar operations,
trafficking children for profit or diverting funds for the poor to elite ones or their pockets.
“….think about all the money that must be collected and never even gets there….
So many people at these orphanages are outright lying. Most of the children are not orphans.”

Schwartz’s “dismay with charity and development was growing. (His) job wasn’t over.”
He investigated further and found other alarming surprises, “shatter(ing) any remaining faith
(he) had in foreign aid to Haiti.” Under militarized control, perhaps much worse is underway,
with hundreds of millions of donor aid likely stolen and thousands of predatory NGOs and
other profiteers grabbing it. The recent report about 10 Americans detained (likely to be
released pending further investigation and perhaps absolved altogether) for illegally trying
to spirit 33 children from Haiti is just the tip of a global problem, one very much affecting Haiti.
This longstanding practice is now way accelerated with thousands of children separated
from parents, enabling abductors to pass them off as orphans and sell them for profit.

Overall, UNICEF calls human trafficking “one of the most lucrative and fastest growing
transnational crimes, generat(ing) approximately up to $10 billion per year,” affecting many
millions of victims, mostly women and children. In 2005, the International Labour Organization
estimated from 980,000 – 1.25 million children trafficked annually, mostly for:
“domestic labour, commercial sexual exploitation, agricultural work, drug couriering,
organized begging, child soldiering and exploitative or slavery-like practices in the informal economy.”
The UN Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, Especially Women
and Children (called the Palermo Protocol or Trafficking Protocol) defines the practice
as follows in Article 3: “Trafficking in persons shall mean the recruitment, transportation,
transfer, harbouring or receipt of persons, by means of the threat or use of force or
other forms of coercion, of abduction, of fraud, of deception, of the abuse of power or
of a position of vulnerability, or of the giving or receiving of payments or benefits to
achieve the consent of a person having control over another person, for the purpose
of exploitation. Exploitation shall include, at a minimum, the exploitation of the prostitution
of others or other forms of sexual exploitation, forced labour or services, slavery or
practices similar to slavery, servitude or the removal of organs….”

Under this definition, abductions for sale or transfer to prospective parents are criminal acts
– “illicit adoptions” according to UNICEF stating:
“An increase in demand for adoption has helped to propel the unlawful trafficking of
babies and young children. Sometimes (parents) from developing countries sell their baby
or young child, at other times” infants are stolen.

UNICEF conservatively estimates at least 2,000 Haitian children are trafficked annually
to the Dominican Republic alone, and, post-quake, confirmed that 15 or more disappeared
from area hospitals, likely victims of abductors. In addition, adoption applications soared,
from 10 a month earlier to dozens daily, one agency saying it’s gotten over 1,000 requests
to adopt Haitian children. With many thousands alone and vulnerable, they’re easy pickings
for traffickers – for non-Haitian prospective parents, forced labor, commercial sex,
or other illicit purposes. On January 27, Time.com writers Tim Padgett and Bobby Ghosh
highlighted the problem in their article titled, “Human Predators Stalk Haiit’s Vulnerable Kids.”
They cited one instance of a “Toyota pickup truck cruising the debris-cluttered streets
of Leogane,” offering children food, getting them in the pickup and disappearing, all of them
abduction victims. According to UNICEF, “Traffickers fish in pools of vulnerability, and
we’ve rarely if ever seen one like this.” Haiti is now occupied. Under Fourth Geneva,
its children, including orphans, are protected persons and can’t be moved for any reason.
According to international law expert Francis Boyle, doing so “is a serious war crime,”
yet America may be aiding and abetting the guilty, even though it’s (nominally) committed
to combatting the practice, and the US 2000 Trafficking Victims Protection Act calls
“trafficking in persons….a transnational crime with national implications.”
The law enhanced earlier penalties, added new protections, and provided victims various
benefits and services. It also established a cabinet-level federal interagency task force
and federal program to provide them. Under US and international law, Washington recognizes
the grievousness of this crime. In practice perhaps it’s another matter given America’s global
lawlessness, including illegally occupying Haiti and stealing its sovereignty.
Private Military Contractors (PMCs) See a Bonanza in Haiti
They’re mercenaries, paramilitaries, hired guns, unprincipled,
in it for the money, and go anywhere to find it.
They’re unregulated, unchecked, free from criminal or civil accountability,
and are licensed to kill and get away with it. Wherever they’re deployed,
they’re feared for good reason, and they’re heading to Haiti.
Xe Services (formerly Blackwater USA) is already there.
Jeremy Scahil, author of “Blackwater: The Rise of the World’s Most
Powerful Mercenary Army calls them a: “shadowy mercenary company
(employing) some of the most feared professional killers in the world
(accustomed) to operating with worry or legal consequences
(with) remarkable power and protection within the US war apparatus….”


Many PMCs belong to the International Peace Operations Association
(IPOA). Immediately after the quake, its web site (ipoaworld.org) announced:
“In the wake of the tragic events in Haiti, a number of IPOA’s member companies
are available and prepared to provide a wide variety of critical relief services to
the earthquake’s victims. If you would like more information about IPOA and
its member companies, you can read more here.”
A list of services and member companies followed. Unexplained was their dark side.
In his January 19 Nation magazine article titled, “US Mercenaries Set Sights on Haiti,”
Scahill said to expect “a lot of (disaster profiteering) in Haiti over the coming days,
weeks and months. (It’s) kicking into full gear in Haiti,” and arrivals signal the kinds of
terrorizing common wherever these professional killers are deployed.

Exploiting Haiti’s ResourcesIn October 2009, Marguerite Laurent, exposed the key reason
for exploiting Haiti, easier under occupation and hundreds of thousands of Haitians
removed from where huge oil deposits likely exist and other development is planned.
In 2008, an estimated 20 billion barrels were found in deep water off Cuba.
Haitian resources are believed to be far greater, and they’ve been known about for decades.
In a 2004 article titled, “Oil in Haiti,” George Michel explained that:
“Since time immemorial, it has been no secret that deep in the earthy bowels of the two states
that share the island of (Hispaniola – Haiti and the Dominican Republic) and the surrounding
waters that there are significant, still untapped deposits of oil. No one knows why they are
still untapped.” Why is with abundant Middle East and other resources, they weren’t needed.
Ahead they will be, so maybe now’s the time to exploit them. “Since the early twentieth century,
the physical and political map of the island of Haiti, erected in 1908 by Messrs. Alexander Poujol
and Henry Thomasset, reported a major oil reservoir….near the source of the Rio Todo El Mondo,
Tributary Right Artibonite River, better known today as the River Thomonde.”
Oil also exists “in the Dominican plain of Azua, a short distance north of the Dominican Republic
in the town of Azua.” The field was operating earlier in the last century, producing up to
60,000 barrels daily. In 1982, more significantly, “a huge oil field offshore at the coast of
(the Dominican Republic’s) Barahona” province was discovered, but left untapped.
In Haiti and offshore, geological evidence shows oil reserves at “the Bay of Cayes,
Les Cayes and between Ile a Vache.” The Dunn Plantation papers as well as George Michel
confirm that Haiti is oil rich.

Laurent says: “big US oil companies and their inter-related monopolies of engineering
and defense contractors made plans, decades ago, to (exploit Haiti’s resources and use its)
deep water ports either for oil refineries or to develop oil tank farm sites or depots where crude oil
could be stored and later transferred to small tankers to serve US and Caribbean ports.”

No wonder Washington has its fifth largest embassy in Port-au-Prince after Iraq
(the largest anywhere on 104 acres, costing at least $592 million to build), China,
Afghanistan and Germany.Haiti is a strategic resource for its cheap labor,
but mostly its exploitable resources, including, oil and gas, gold, copper, diamonds,
iridium, and zirconium as well as deep water ports at Fort Liberte and elsewhere.

In February 2004, removing Jean-Bertrand Aristide and exiling him was step one,
followed by a coup d’etat government, UN paramilitary “peacekeepers,”
and an elected one, subservient to Washington, opening Haiti to greater plunder,
including privatizing state-owned companies, exploiting its cheap labor even more,
letting unwanted portions perish, and developing its resources.
Now the occupation and, according to Laurent, US-France-Canada balkanization for
resource exploitation, Washington wanting the South, including Port-au-Prince,
La Gonaive island, offshore to the West, Les Cayes, the southern peninsula and
offshore waters. Around 20,000 US Marines and paratroupers arrived for the duration,
to ensure Haiti is open for business for the usual corporate interests, and to ensure
none of its wealth is shared with the poor – how Haitians have always been treated
for over 500 years, except for the brief interregnum under Artistide and short period
after becoming the first free and independent Black republic.

Stephen Lendman is a Research Associate of the Centre for Research on Globalization.
He lives in Chicago and can be reached at lendmanstephen@sbcglobal.net .
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ