ตรุษจีน

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 11:11 pm

ตรุษจีน


งานตรุษจีน ปีระกา (พ.ศ. 2548) บริเวณวงเวียนโอเดียน กรุงเทพมหานคร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

(เปลี่ยนทางมาจาก วันตรุษจีน)

ตรุษจีน หรือ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ (ตัวเต็ม: 春節, ตัวย่อ: 春节, พินอิน: Chūnjíe ชุนเจี๋ย) หรือ
ขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ (ตัวเต็ม: 農曆新年, ตัวย่อ: 农历新年, พินอิน: Nónglì Xīnnián หนงลี่ ซินเหนียน)
และยังรู้จักกันในนาม วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีน
ในจีนแผ่นดินใหญ่และชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ของปีตามจันทรคติ
(正月 พินอิน: zhèng yuè เจิ้งเยฺว่) และสิ้นสุดในวันที่ 15 ซึ่งจะเป็นเทศกาลประดับโคมไฟ
(ตัวเต็ม: 元宵節, ตัวย่อ: 元宵节, พินอิน: yuán xiāo jié หยวนเซียวเจี๋ย)

คืนก่อนวันตรุษจีน ตามภาษาจีนกลางเรียกว่า 除夕 (พินอิน: Chúxì ฉูซี่) หมายถึง
การผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน ในวันตรุษจีนจะมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนเชื้อสายจีนขนาดใหญ่
และตรุษจีนถือเป็นวันหยุดที่สำคัญมากช่วงหนึ่งของชาวจีน และยังแผ่อิทธิพลไปถึงการฉลองปีใหม่
ของชนชาติที่อยู่รายรอบ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี เมี่ยน ม้ง มองโกเลีย เวียดนาม ทิเบต เนปาล และภูฐาน
สำหรับชาวจีนที่อาศัยอยู่ต่างถิ่นกันก็จะมีประเพณีเฉลิมฉลองต่างกันไป ในประเทศไทย

ตรุษจีนในประเทศไทย

ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว

วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี
เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลาย
จะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ในตอนค่ำจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ (地主爺 / 地主爷 ตี่จู้เอี๊ย)
ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้ว

วันไหว้ คือวันสิ้นปี จะมีการไหว้ 3 ครั้ง คือ

ตอนเช้ามืดจะไหว้ "ไป่เล่าเอี๊ย" (拜老爺 / 拜老爷) เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ
เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ) ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ)
เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง

ตอนสาย จะไหว้ "ไป่แป๋บ้อ" (拜父母) คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติ พี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว
เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย
ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง
เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ
หลังจากนั้นญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัว
หรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว

ตอนบ่าย จะไหว้ "ไป่ฮ่อเฮียตี๋" (拜好兄弟) เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวก
ขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัด
เพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล

วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่หนึ่ง (初一 ชิวอิก) ของเดือนที่หนึ่งของปี
วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ "ไป่เจีย"
เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้
เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "กิก" (橘) ซึ่งไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ (吉) [1]
เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล
ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล
งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด
และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 27, 2010 11:39 pm

http://members.tripod.com/chaiwat_s/trusjin_festival.htm





http://www.formumandme.com/article.php?a=934



เทศกาลตรุษจีน

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมวันนี้เราเรียกวันตรุษจีน และวันสารทจีน ก็มี
เพราะตรุษจีน คือวันต้น วันสารท คือวันกลาง

วันตรุษจีน คือ วันที่ ๑ เดือน ๑ ของจีน เป็นวันที่เริ่มต้นวันใหม่ของปีใหม่ของจีน
วันสารทจีน คือ วันที่ ๑๕ เดือน ๗ ของจีน วันสารทไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันที่ ๑๕ เดือน ๘ ของจีน
วันตรุษจีน คือ วันขึ้นปีใหม่ของคนจีน ถือเป็นเทศกาลใหญ่ที่ประหนึ่งรวมเทศกาลไหว้สิ้นปีเข้ากับ
เทศกาลวันตรุษ และอาจยาวถึงเทศกาลชาวนา

เทศกาลไหว้สิ้นปีเป็นอย่างไร เทศกาลไหว้สิ้นปีจะมีการไหว้ตามลำดับดังนี้ว่า

วันที่ ๒๔ เดือน ๑๒ ของจีน (ปี ๒๕๔๗ ตรงกับวันที่ ๑๕ มกราคม) เป็นวันไหว้ส่งเสด็จ “เจ้าเตา” ขึ้นสวรรค์
พ่อเล่าว่า คนจีนมีความเชื่อมาแต่โบราณ ในพระราชวังหรือบ้านหลังใหญ่ที่มีคนมากมาย
การหุงหาอาหารต้องใช้เตาใหญ่หุงกับกระทะบัว เตาใหญ่อย่างนี้จะมี “เจ้า” สถิตอยู่ เรียกว่า “เจ๊าซิ้ง”
พ่อบอกว่า เจ๊าซิ้ง หรือเจ้าเตา มีชื่อเฉพาะด้วยว่า “ซูมิงตี๊กุง” เชื่อกันว่า วันที่ ๒๔ เดือน ๑๒
เจ้าเตาจะเสด็จขึ้นสวรรค์ไปเฝ้า “เง็กเซียนฮ่องเต้” เจ้าแห่งเทวดาบนสวรรค์ เป็นเวลา ๑๐ วัน
แล้วจะเสด็จกลับวงมาอีกที คือวันที่ ๔ เดือน ๑ ของจีน ทั้งสองวันนี้จึงมีการไหว้ส่งเสด็จ
และรับเสด็จเจ้าเตาด้วยส้มและขนมอี๊

แต่มาสมัยนี้ คนทั่วไปไม่ได้ไหว้เจ้าเตา แต่เปลี่ยนเป็นการไหว้ส่งเสด็จเจ้าที่ขึ้นสวรรค์แทน เรียกว่าไหว้
“เหล่าเอี๊ยเจียที” เหล่าเอี๊ย เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกเจ้าเจียที แปลว่า ขึ้นสวรรค์ เทศกาลไหว้สิ้นปีของคนจีน
จึงอาจนับได้ตั้งแต่การไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ แล้วผนวกเข้ากับวันไหว้สิ้นปี หรือไหว้วันสุดท้ายของเดือน ๑๒
ปี ๒๕๔๗ ตรงกับวันที่ ๑๒ มกราคม วันสิ้นปีจะมีการไหว้หลายอย่าง จึงนิยมเรียกวันนี้ว่า
วันไหว้ และเรียกวันก่อนหน้าวันไหว้ว่า วันจ่าย เพราะเป็นวันสุดท้ายที่จะจับจ่ายซื้อของไหว้และของใช้ต่างๆ
ได้ก่อนที่ร้านค้าจะปิดธุรกิจหลายวัน เช้าของวันไหว้สิ้นปี จะเริ่มจากไหว้เจ้าที่ตามศักดิ์ฐานะของผู้ถูกไหว้
พอสายหน่อยจึงไหว้บรรพบุรุษ บางบ้านจะมีการไหว้ผีไม่มีญาติ คนจีนมีคำเรียกว่า “ไป๊ฮ้อเฮียตี่”
แปลว่า “ไหว้พี่น้องที่ดี” สะท้อนความสุภาพและให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่าพี่น้องที่ดีของเรา
แต่ที่บ้าน...อาม้าไม่ไหว้ผีไม่มีญาติในเทศกาลนี้ จะไหว้เฉพาะเทศกาลสารทจีน ตรงนี้สะท้อนคำว่า “ธรรมเนียม”
ซึ่งพ่อบอกว่าธรรมเนียมของพ่อแปลว่า ความนิยม ความนิยมของคนส่วนใหญ่ที่บางบ้านก็อาจมีต่างกันไปเล็กๆ น้อยๆ
อย่างไรก็ตาม เทศกาลใดที่มีการไหว้ผีไม่มีญาติ เทศกาลนั้นจะต้องมีขนมเข่ง ขนมเทียน ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ
การไหว้ผีไม่มีญาติจะต้องไหว้ที่นอกบ้าน บริเวณหน้าบ้านของเรา บางบ้านปูเสื่อวางของไหว้ บางบ้านใส่กระด้ง
บางบ้านไหว้บนโต๊ะเตี้ยๆ เช่นเดียวกับของไหว้ที่ อาจจัดมากหรือน้อยแล้วแต่ความมีเมตตาที่จะมีต่อผีอดอยากพเนจร
สำหรับที่บ้าน อาม้าทำข้าวหอมตำรับโบราณของคนจีน เรียกว่า “คอปึ่ง” ให้ ๑ หม้อใหญ่ๆ ตั้งไว้กลางกระด้งทีเดียว
เรียกเทศกาลไหว้สิ้นปีว่า “ก๊วยนี้โจ่ย”

ก๊วย แปลว่า ข้าม
นี้ แปลว่า ปี
โจ่ย แปลว่า เทศกาล
หมายถึงเทศกาลไหว้สิ้นปีนั่นเอง

ซึ่งบางบ้านมีธรรมเนียมให้ทุกคนในครอบครัวมาร่วมวงรับประทานอาหารร่วมกัน เสร็จเทศกาลวันไหว้สิ้นปี
ก็จะเป็นเทศกาลไหว้รับวันตรุษจีน เนื่องจากประเทศจีนเป็นผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล ประชาชนมากมาย
การทำเกษตรกรรมไร่นาเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการทำนาปลูกข้าว
แต่ช่วงปลายปีคือ ฤดูหนาวที่หนาวจัด ในบางพื้นที่อาจมีการปลูกพืชได้หลายอย่าง แต่ทุกพื้นที่ ไม่สามารถ
ปลูกข้าวได้ เมื่อได้เวลาของฤดูใบไม้ผลิ ที่อากาศเริ่มดีขึ้น ได้เริ่มทำนา ได้ทำงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
จึงมีการฉลองและไหว้ของพรเทพเจ้าเพื่อให้เป็นสิริมงคล อวยพรให้ปีใหม่นี้จะทำงานได้ดี ทำนาได้ผล
ขอให้ผลิตผลพืชไร่สมบูรณ์ กิจการค้าก้าวหน้า การค้ารุ่งเรือง จึงมีการเรียกวันตรุษจีนอีกอย่างหนึ่งว่า “วันชุงเจ๋”
หรือชุงโจ่ย หรือวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิและเรียกเทศกาลไหว้ตรุษจีนว่า “ง่วงตั้งโจ่ย” แปลว่า เทศการเริ่มต้น
การไหว้เทศกาลตรุษจีนเป็นการไหว้รับวันตรุษจีนที่คนจีนนิยม เรียกอีกอย่างว่า “วันชิวอิด” แปลว่าวันที่ ๑
เป็นการไหว้ที่น่าสนใจว่าคนจีนจะไหว้ “ไช้ซิ้งเอี๊ย” หรือ “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ในเวลากลางดึก
เมื่อเวลาย่างเข้าวันตรุษจีนหรือวันชิวอิด ไช้ แปลว่า โชค ซิ้ง และ เอี๊ย แปลว่า เจ้า
กำหนดเวลาไหว้มีฤกษ์ยามเฉพาะในแต่ละปี เช่นเดียวกับทิศที่จะตั้งโต๊ะไหว้ ในปี ๒๕๔๗ วันตรุษจีน
ตรงกับวันที่ ๒๒ มกราค ต้องคอยดูจากตำรา “ปฏิทินจีน” ว่าเวลาดีที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภจะเสด็จลงมา
อาจเป็นระหว่าง ๒๓.๐๐ น. – ๐๐.๕๙ น.และจะเสด็จมาทางทิศใด ให้หันโต๊ะรับทิศนั้นด้วยเพื่อความเป็นมงคล

ของไหว้แล้วแต่จะจัด ที่บ้านไหว้ง่ายๆ ด้วยส้ม และโหงวเส็กทึ้ง กับน้ำชา

ส้ม คนจีนเรียกว่า กา แต่ก็มีอีกคำหนึ่งเรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี
ส้มจึงเป็นผลไม้ประจำเทศกาลตรุษจีน เป็นผลไม้ไหว้ เพื่ออวยพรให้ลูกหลานโชคดีและ
ใช้ให้เป็นของขวัญ...นำโชคดีมามอบให้แก่กัน ขนมไหว้อีกอย่างคือ “โหงวเส็กทึ้ง” แปลว่า ขนม ๕ สี
ได้แก่ ถั่วตัด งาตัด ข้าวพอง ถั่วเคลือบน้ำตาล และฟักเชื่อม บางทีก็เรียกว่า “ขนมจันอับ” หรือ “แต่เหลียง” ก็ได้
บ้านใดจะมีของไหว้มากกว่านี้และไม่เหมือนอย่างนี้ก็ได้ เพราะธรรมเนียมคือความนิยมรายละเอียดของ
ความนิยมอาจมีแตกต่างกันได้ ในตอนเช้าวันตรุษจีนหรือวันชิวอิด จะมีการไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษด้วยส้ม
และขนมโหงวเส็กทึ้ง บางบ้านมีไหว้อาหารเจแห้งให้บรรพบุรุษด้วย และบางบ้านก็นิยมเปิดไฟไว้ที่
ศาลเจ้าที่ “ตี่จู๊เอ๊ะ” เพื่อรอรับวันที่เจ้าที่จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ในวันที่ ๔ เดือน ๑ ของจีน ปี ๒๕๔๗
ตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม ในวันตรุษจีน หรือวันชิวอิด ในหมู่คนจีนจะรู้กันว่านี่คือวันถือ ถือจะทำแต่สิ่งดี
และไม่ทำสิ่งไม่ดี เช่น จะใส่เสื้อผ้าชุดใหม่สวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดแต่ “หออ่วย” หรือคำดีๆ
ไม่อารมณ์เสียหงุดหงิด ไม่ทำงานหนักนัก เพื่อที่ว่าตลอดปีจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่กวาดบ้าน
เพราะอาจปัดสิ่งดีๆ มีมงคลออกไป แล้วกวาดความไม่ดีเข้ามา เริ่มต้นเช้าวันตรุษ คนในบ้านก็จะ
ทักทายกันด้วยคำอวยพร “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้” เวลาใหม่ให้สมใจ ปีใหม่ให้สมปราถนา และที่เด็กๆ
จะถูกใจและมีความสุขมากคือ การได้เงินอั้งเปา เงินอั้งเปาในวันตรุษจีน มีคำจีนโบราณเรียกว่า
เงินเอี๊ยบ ซ้วยจี๊ เป็นเงินสิริมงคลที่ผู้ใหญ่ให้แก่ลูกหลานเพื่ออวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและเจริญก้าวหน้า
ที่บ้านมีธรรมเนียมกินเจหนึ่งมื้อในช่วงเช้า และคนจีนบางคน เช่น คุณพ่อ จะดูช่วงเวลาที่ดีในการออกจากบ้าน
ซึ่งแต่ละปีจะไม่ตรงกัน เช่น ซินแสบอกว่าปี ๒๕๔๔ มีเพียงช่วงเวลาที่ดีหลายช่วง ออกจากบ้านครั้งแรก
ของปีใหม่ในช่วงเวลานี้ แล้วตลอดปีจะราบรื่น ไม่ติดขัด ช่วงเวลาดีของปี ๒๕๔๔ คือเวลา ๐๕.๐๐ น.– ๑๓.๐๐ น.
เป็นถึง ๔ ช่วงเวลา คนจีนเรียกแต่ละช่วงเวลาว่า “ซี้” เป็นการแบ่งเวลา ๒๔ ชั่วโมง ใน ๑ วัน เป็น ๑๒ ซี้
ซี้ละ ๒ ชั่วโมง แต่ละซี้มีชื่อเฉพาะเป็นแต่ละนักษัตรด้วย ธรรมเนียมหนึ่งในวันตรุษจีนคือการไป “ไป๊เจีย”
หรือการไหว้ขอพรและอวยพรผู้ใหญ่หรือญาติมิตร โดยมีส้มสีทอง ๔ ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าผู้ชาย
ที่นิยมใช้ส้มสีทอง ไม่ใช้ส้มเขียวหวาน เพราะสีทองเป็นสีมงคล ทองอร่ามเรืองจะอวยพรให้รุ่งเรือง
เช่นเดียวกับส้ม ที่คำจีนเรียก ไต้กิก แปลว่า โชคดี ส้มสีทองที่มอบแก่กันคือนัยอวยพรให้ “นี้นี้ไต้กิก”
แปลว่า ทุกๆ ปีให้โชคดีตลอดไป ส้มสีทอง ๔ ฝบ เมื่อเจ้าบ้านรับไป จะเป็นการรับไปเปลี่ยนว่า
เปลี่ยนส้ม ๒ ใบของแขกกับ ๒ ใบของที่บ้าน แล้วคืนส้ม ๔ ใบคืนให้แขกนำกลับไป หมายถึง
การที่ต่างฝ่ายต่างให้โชคดีแก่กัน ตรงนี้จึงมีเรื่องว่า บางคนต้องเดินสายไป “ไป๊เจีย” หลายบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้านก็อาจไม่รู้แล้วว่า ส้ม ๔ ใบที่ได้มาเป็นของบ้านไหนบ้าง และส้ม ๒ ใบของบ้านสุดท้าย
ก็อาจไม่รู้ว่าเป็นส้มใบไหน และส้มที่บ้านไหนอร่อยกว่าบ้านไหนก็บอกได้ยากเช่นกัน

แต่หลายบ้านจะมีประเพณีรับแขกด้วย “ขนมอี๊” ขนมอี๊สีชมพูหรือขนมบบัวลอยลูกกลมๆ ทำจากแป้งข้าวเหนียว
แต่นุ่มๆ เคี้ยวง่ายหวานรื่นชื่นใจ ขนมอี๊เป็นขนมสิมงคล ทานแล้วอวยพรให้ชีวิตรื่นและหวาน อี๊ แปลว่า กลม
อี่อี๊ แปลว่า กลม ๆ มีอีกหลายธรรมเนียมที่นิยม “ถือ” ทำในวันตรุษจีน เช่น การติด “ฮู้” หรือยันต์แผ่นใหม่
เพื่อคุ้มครองบ้าน ติด “ตุ้นเลี้ยง” หรือแผ่นคำอวยพรที่ปากทางเข้าบ้าน ที่น่าสนใจคือ หลายบ้านนิยมเล่นไพ่
เพื่อเสี่ยงทายดวงชะตา ถ้าเล่นได้ก็เสมือนเป็นการนำร่องว่า “ปีใหม่จะโชคดี” ถ้าเล่นเสียก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไป
ปีใหม่จะได้โชคดี นี่ไง333ตัวอย่างของการถือว่า ให้คิดและทำแต่สิ่งดี วันตรุษจีนจึงเป็นวันที่ลูกหลานจีน
มีความสุขที่สุด ได้แต่งตัวสวย ได้อยู่ในบรรยากาศที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส บ้านสะอาด ตกแต่งสวยงาม
มีดอกไม้สดชื่น มีขนมพิเศษทาน เหนืออื่นใดคือการได้เงินอั้งเปา และที่ตัวเองชอบมากที่สุดคือ
ได้ทานก้วยเตี๋ยว หมุ เป็ด ไก่ บรรดาของไหว้ฝีมือพี่สาวลูกอาม้า และพี่สาวหลานคุณพ่อซึ่งมาจากเมืองจีน
ต้องบอกว่า พี่สายนี้มีฝีมือทำกับข้าว แม้แต่ก้วยเตี๋ยวง่ายๆ ก็ยังทำได้อร่อย กระเทียมเจียวไม่มีเปลือก
แต่หอมกรุ่น หมุ เป็ด ไก่ หั่นได้สวย ขนาดกำลังเคี้ยวอร่อย และที่คอยเสมอ คือ คอยเวลาค่ำ ให้คุณพ่อ
หมดคิวรับแขกและทานข้าวเย็นแล้ว ให้ฝูงลูกๆ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่รวบรวมเงินตรุษจีน ที่ได้ตลอดวัน
เอามาเข้าบัญชีฝากคุณพ่อไว้ ท่านจะให้ฝากส่วนใหญ่และมีให้เหลือบ้างเพื่อซื้อของอะไรที่อยากได้
และที่ว่า “เวลาที่คอย” คือคอยเวลาคุณพ่อเป็นเจ้ามือ ตั้งวงเล่นไพ่ป๊อก แทงกันขาละ ๑-๒ บาท
ใครใจกล้าก็มากกว่านี้ แต่คุณพ่อจะไม่ให้เล่นหนัก เพราะไม่ชอบให้โลภ การตั้งวงเล่นไพ่ป๊อก
เป็นอีกลีลาของความสุขในครอบครัว เพราะคุณพ่อมีอารมณ์ขันและชอบหยอกเย้าลูก พวกเราจะเฮดีใจ
ถ้าได้ “ป๊อก” และจะเฮกันใหญ่เมื่อป๊อกพร้อมๆ กัน แล้วจะโห่โวยถ้าคุณพ่อเกิดโชคดี “ป๊อก” หรือ
ได้กินรอบวง แต่ถ้าเจ้ามือเจ๊งจะเป็นการ “เฮสนั่น” เสียงคุณพ่อวางเหรียญจ่ายเงินแต่ละขารอบวง
ช่างไพเราะเสียนี่กระไร

คุณพ่อจะเล่นพอควรแก่เวลาแล้วเลิก ถ้ากำไร เงินนี้จะยกให้บันดาลูกๆ ไปแบ่งกัน ถ้าขาดทุนก็ไม่เป็นไร
ท่านจะหัวเราะเอ็นดูที่ลูกๆ โชคดี และถือว่าตัวเองฟาดเคราะห์เพื่อจะโชคดีต่อไป
ตรุษจีนเป็นเทศกาลแห่งความสุข กลิ่นอายของความรัก ความอบอุ่นอบอวลอย่างนี้ทุกปี ปีแล้วปีเล่า
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วิถีชีวิตดีงามที่สร้างลูกหลานจีนไทยส่วนใหญ่ให้เติบโตอย่างคุณภาพ รอวันเป็นคนดี
ของประเทศไทย บ้านที่ทำการค้า บางแห่งก็เริ่มเปิดงานวันที่ ๒ บางแห่งดูวันดี และบางทีก็รอเปิดวันที่ ๔
วันที่ “เหล่าเอี๊ย” หรือเจ้าจะเสด็จกลับลงมา แต่สำหรับชาวนาชาวไร่จีน จะพักเต็มๆ ถึงวันที่ ๑๕ เดือน ๑ ของจีน
ซึ่งคนจีนจะมีไหว้อีกครั้ง เรียกเทศกาลไหว้นี้ว่า “ง่วงเซียวโจ่ย” แปลว่า เทศกาลกลางเดือน และมีบ้าง
ที่เรียกเทศกาลนี้ว่า เทศกาลชาวนา เพราะเป็นวันและคืนสุดท้ายที่ชาวนาจะฉลองเต็มที่ก่อนเริ่มทำงานที่เมืองจีน
จะมีธรรมเนียมไปไหว้บรรพบุรุษที่ “สื่อตึ๊ง” สถานที่ตั้งป้ายชื่อของบรรพบุรุษประจำอำเภอ บางแห่งมีขบวนแห่
โคมไฟในตอนกลางคืน ที่เมืองไทย ไม่มีเทศกาลชาวนา แต่ที่น่าสนใจคือธรรมเนียม “จันโหงวแม้” แปลว่า
คืนวันที่ ๑๕ บางบ้านมีไหว้เจ้าที่และไหว้บรรพบุรุษในช่วงเช้า กลางคืนไปไหว้ที่ศาลเจ้าด้วยส้ม มีการทิ้งส้มของเราไว้
แล้วเอาส้มของศาลเจ้ากลับมาทานเพื่อให้เป็นสิริมงคล แต่บางบ้านนิยมไปไหว้ที่ศาลเจ้าพ่อเสือด้วยขนมไหว้
“เจดีย์น้ำตาล” และใครที่ไม่มีลูก แต่อยากมี นี่คือเทศกาลไหว้ขอลูกจากศาลเจ้าพ่อเสือ โดยมีธรรมเนียมความเชื่อว่า
ต้องให้ฝ่ายชายเป็นคนไหว้ แล้วอุ้มหรือขอเช่า “สิงโตน้ำตาล” กลับมาบูชาต่อที่บ้าน หากได้ลูกสมใจ
ปีหน้าต้องไปไหว้ขอบคุณ และซื้อสิงโตน้ำตาลไปไหว้เป็นสองเท่า ที่บ้านพี่ชายเคยไปอุ้มมาและก็ได้สมหวังดังใจ
เทศกาลไหว้ต่างๆ ของคนจีน ล้วนเพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว การได้แสดงกตัญญูกตเวทิตา
การได้แสดงน้ำใจไมตรี ความรักความหวังดีต่อกัน ตรุษจีนปีนี้ขอให้ “บ่วงสื่อยู่อี่ กยงฮี่ฮวดไช้”
หรือ ทุกเรื่องให้สมปราถนา มีสุขโชคดีตลอดไป
...................................................................................................................................
ขอขอบคุณที่มาบทความ : หนังสือ ลูกหลานกตัญญูโชคดี (จิตรา ก่อนันทเกียรติ)

17 มกราคม 2549
เวลา 11:03 น. [A-934]

http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=3281.0

万事如意 ว่านซื่อหยูอี้ ....สมความปรารถนา

恭喜发财 กงสี่ฟาไฉ..ขอให้ร่ำรวย

财源广进 ไฉเหยียนกว่างจิ้น...เงินทองไหลมา

招财进宝 เจาไฉ่จิ้นเป่า..เงินทองไหลมา

年年有余 เหนียนเหนียนโหย่วหยวี๋..เหลือกินเหลือใช้

事事顺利 ซื่อซื่อซุ่นลี่..ทุกเรื่องราบรื่น

金玉满堂 จินยวี้หม่านถัง..ร่ำรวยเงินทอง

一本万利 อิ้เปิ่นว่านลี่...กำไรมากมาย

大吉大利 ต้าจี๋ต้าลี่...ค้าขายได้กำไร

年年发财 เหนียนเหนียนฟาไฉ...รำรายตลอดไป

龙马精神 หลงหม่าจินเสิน..สุขภาพแข็งแรง

吉祥如意 จี๋เสียงหยูอี้..สมปรารถนา

好运年年 เห่ายวิ่นเหนียนเหนียน..โชคดีตลอดไป

四季平安 ซื่จี้ผิงอัน..ปลอดภัยตลอดปี

一帆风顺 อี้ฝันฟงซุ่น..ทุกอย่างราบรื่น

คำอวยพรวันตรุษจีน


ประวัติเทศกาลตรุษจีน พร้อม ตัวอย่างคำอวยพรวันตรุษจีน

เนื่องในเทศกาลตรุษจีน เราจึงได้รวบรวมประวัติตรุษจีน พร้อมตัวอย่างคำอวยพรตรุษจีน
พร้อมคำแปล ไทย-จีน เพื่อสำหรับนำไปอวยพร เพื่อให้เกิดศิริมงคล

ประวัติวันตรุษจีน เป็นวันที่สำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่งเราได้ค้นหาข้อมูลประวัติเทศกาลตรุษจีน
จาก(www.wikipedia.org/wiki) มาฝากดังนี้


ประวัติเทศกาลตรุษจีน : ตรุษจีน หรือ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ (ตัวเต็ม: 春節, ตัวย่อ: 春节,
พินอิน: Chūnjíe ชุนเจี๋ย) หรือ ขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ (ตัวเต็ม: 農曆新年, ตัวย่อ: 农历新年, พินอิน:
Nónglì Xīnnián หนงลี่ ซินเหนียน) และยังรู้จักกันในนาม วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ
เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่และชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก
เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ของปีตามจันทรคติ (正月 พินอิน: zhèng yuè เจิ้งเยฺว่)
และสิ้นสุดในวันที่ 15 ซึ่งจะเป็นเทศกาลประดับโคมไฟ (ตัวเต็ม: 元宵節, ตัวย่อ: 元宵节,
พินอิน: yuán xiāo jié หยวนเซียวเจี๋ย)
คืนก่อนวันตรุษจีน ตามภาษาจีนกลางเรียกว่า 除夕 (พินอิน: Chúxì ฉูซี่)
หมายถึงการผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน
ตรุษจีน มีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่
ของคนเชื้อสายจีน ตรุษจีนถือเป็นวันหยุดที่สำคัญมากช่วงหนึ่งของชาวจีนและยังแผ่อิทธิพลไปถึง
การฉลองปีใหม่ของชนชาติที่อยู่รายรอบ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี เมี่ยน ม้ง มองโกเลีย เวียดนาม ทิเบต เนปาล
และภูฐาน สำหรับชาวจีนที่อาศัยอยู่ต่างถิ่นกันก็จะมีประเพณีเฉลิมฉลองต่างกันไปในประเทศไทย


คำอวยพรตรุษจีน พร้อคำแปล
คำอวยพร : ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวกใช้ 万事如意 新年发财
คำแปล : ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย

คำอวยพร : ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ 新正如一 新年发财
คำแปล : ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย

คำอวยพร : เจาไฉจิ้นเป้า
คำแปล : เงินทองไหลมาเทมา ทรัพย์สมบัติเข้าบ้าน

คำอวยพร : ฟู๋ลู่ซวงฉวน
คำแปล : ศิริมงคลเงินทองอำนาจวาสนา

คำอวยพร : จู้หนี่เจี้ยนคัง 祝你健康
คำแปล : ขอให้คุณสุขภาพแข็งแรง

คำอวยพร : จู้หนี่ฉางโส่ว 祝你长寿
คำแปล : ขอให้คุณอายุยืนยาว

คำอวยพร : จู้หนี่ซุ่นลี่ 祝你顺利
คำแปล : ขอให้คุณประสบความสำเร็จ

คำอวยพร : จู้เห้อซินเหนียน 祝贺新年
คำแปล : การอวยพรปีใหม่



แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Feb 03, 2010 10:40 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Thu Jan 28, 2010 12:34 am

ตรุษจีน ปีนี้ ตรงกับ วาเลนไทน์ แนะนำ ให้ไก่ต้มแทนชอคโกแลต จะประทับใจมิรู้ลืม Very Happy

พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jan 28, 2010 3:02 pm

พีพี พิมพ์ว่า:ตรุษจีน ปีนี้ ตรงกับ วาเลนไทน์ แนะนำ ให้ไก่ต้มแทนชอคโกแลต จะประทับใจมิรู้ลืม Very Happy

55555 คิดได้ไงอ่ะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 28, 2010 3:25 pm

http://www.sinsae.com/auspice/179-auspice-chinese-calandar.html

ข้อแตกต่างระหว่างปฏิทินจีนกับปฏิทินสากล


ปฏิทินจีน เปลี่ยนชั่วโมง / ยาม ทุก 120 นาที ปฏิทินสากล เปลี่ยนทุก 60 นาที
ปฏิทินจีน เปลี่ยนวันเวลา 23.00 น. ปฏิทินสากล เปลี่ยนเวลา 24.00 น.
ปฏิทินจีน เปลี่ยนเดือนไม่แน่นอนระหว่างวันที่ 3 - 9 ปฏิทินสากลเปลี่ยนทุกวันที่ 1
ปฏิทินจีน เปลี่ยนปีประมาณวันที่ 3 - 5 กุมภาพันธ์ ปฏิทินสากลเปลี่ยนทุกวันที่ 1 มกราคม
ปฏิทินจีน เมื่ออยู่ในครรภ์นับอายุ 1 ขวบ ปฏิทินสากล นับอายุเมื่อคลอด
ปฏิทินจีน เปลี่ยนอายุเมื่อเปลี่ยนปีนักษัตร ปฏิทินสากล เปลี่ยนอายุเมื่อถึงวันเกิด

หมายเหตุ ปฏิทินจีนมีระบบจันทรคติ ( เช่น ตรุษจีน ) และ สุริยคติ ในระบบฮวงจุ้ยจะใช้ระบบสุริยคติ
เช่น การเปลี่ยนนักษัตร (ประมาณวันที่ 3 - 5 กุมภาพันธ์ )

http://www.jongha108.com/1.0/general/%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99.html

http://www.gma108.com/

ฮวงจุ้ย ปฏิทิน ปฏิทินจีน ฤกษ์มงคล วันดี ฤกษ์ดี วันดีดี ปี 2553

http://xn--2553-uhovb7dzd5f3b.blogspot.com/2009/12/2553_1750.html

http://www.lovechineseclub.com/5chinese-culture

ปฏิทินจีน

หนงลี่ 农历 (ปฏิทินการเกษตรหรือปฏิทินจันทรคติ)

ตามตำนานเชื่อกันว่ามีการคิดค้น "หนงลี่" หรือปฏิทินการเกษตรขึ้นในสมัยราชวงศ์เซี่ยซึ่งเป็นราชวงศ์ในยุคประวัติศาสตร์ราชวงศ์แรกของจีน ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เซี่ยลี่" หรือปฏิทินแห่งเซี่ย สาเหตุที่เรียกปฏิทินนี้ว่า "หนงลี่" ก็เนื่องมาจากปฏิทินดังกล่าวเป็นปฏิทินที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรมาตั้งแต่สมัยโบราณ

หนงลี่มีการคำนวณที่เที่ยงตรงตามหลักวิทยาศาสตร์จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้ตรงตามสภาพดินฟ้าอากาศจริง ด้วยเหตุนี้หนงลี่จึงได้ใช้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน หนงลี่แบ่งเวลาในช่วงปีตามรอบวันธรรมชาติออกเป็น 4 ฤดูกาลและ 24 ช่วงการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ

ส่วนการแบ่งเดือนต่างๆ จะยึดตามรูปร่างของพระจันทร์เป็นหลัก กล่าวคือจะเริ่มต้นนับวันที่หนึ่งของเดือนในคืนที่พระจันทร์เสี้ยวหรือ "พระจันทร์ใหม่" (ซินเย่ว์) ปรากฏบนท้องฟ้าและนับคืนก่อนที่พระจันทร์เสี้ยวจะปรากฏอีกครั้งเป็นวันสุดท้ายของเดือน

ปีหนึ่งของระบบหนงลี่จะมี 355 วัน ซึ่งคลาดเคลื่อนจากเวลาจริงในการหมุนของโลกประมาณ 11 วัน ดังนั้นจึงกำหนดให้มี 闰月 "รุ่นเย่ว์" หรือเดือนอธิกสุรทินทุก 3 ปี และทุก 19 ปีกำหนดให้มีเดือนอธิกสุรทินทั้งหมด 7 เดือน ปีใดที่มีเดือนอธิกสุรทินก็จะเรียกปีนั้นว่า 闰年 "รุ่นเหนียน" ทั้งนี้การกำหนดให้เดือนใดเป็นเดือนอธิกสุรทินนั้นไม่มีกฎตายตัว แต่จะกำหนดตามช่วงการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 เป็นต้นมา ทางการจีนได้ประกาศใช้ระบบปฏิทินสากล ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า "หยางลี่" หรือปฏิทินสุริยคติ และเรียกระบบปฏิทินโบราณ "หนงลี่" ซึ่งยังใช้กันทั่วไปในกลุ่มชาวบ้านว่า "อินลี่" หรือปฏิทินจันทรคติ

ช่วงการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศทั้ง 24

การกำหนดช่วงการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศทั้ง 24 เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เกษตรกรจีนเป็นผู้คิดค้นขึ้น โดยกำหนดช่วงเปลี่ยนของเวลาตามการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศในแต่ละฤดูกาล ระบบนี้จึงเสมือนเป็นคู่มือการเพาะปลูกของเกษตรกรและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป

เนื่องจากศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองของจีนตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะรวมศูนย์อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง ดังนั้นการกำหนดช่วงการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศทั้ง 24 จึงยึดเอาสภาพอากาศและสภาพธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่บริเวณนี้เป็นหลัก

ทว่า ประเทศจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย ช่วงการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศทั้ง 24 จึงไม่ตรงตามสภาพดินฟ้าอากาศจริงในหลายพื้นที่ของประเทศจีน

ช่วงการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศทั้ง 24 (นับตามวันเดือนในระบบปฏิทินสากล)

ฤดูใบไม้ผลิ

立春"ลี่ชุน" หรือเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ (3-5 ก.พ.)

雨水"อี๋ว์สุ่ย" หรือน้ำฝน (18-20 ก.พ.)

惊蛰"จิงเจ๋อ" หรือ(สัตว์)ตื่นจากฤดูจำศีล (5-7 มี.ค.)

春分"ชุนเฟิน" หรือคืนและวันในฤดูใบไม้ผลิที่ยาวเท่ากัน (20-22มี.ค.)

清明"ชิงหมิง" หรือเช็งเม้ง (4-6 เม.ย.)

谷雨 "กู๋อี่ว์" หรือฝนธัญพืช (19-21เม.ย.)

ฤดูร้อน

立夏"ลี่เซี่ย" หรือเริ่มต้นฤดูร้อน (5-7พ.ค.)

小满"เสียวหม่าน" หรือเมล็ดพันธุ์อุดม (20-22 พ.ค.)

芒种"หมางจ้ง" หรือหว่านเพาะ (5-7 มิ.ย.)

夏至"เซี่ยจื้อ" หรือช่วงวันยาวที่สุดในฤดูร้อน (21-22 มิ.ย.)

小暑"เสียวสู่" หรือร้อนเล็ก (6-8 ก.ค.)

大暑"ต้าสู่" หรือร้อนใหญ่ (22-24 ก.ค.)

ฤดูใบไม้ร่วง

立秋"ลี่ชิว" หรือเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง (7-9 ส.ค.)

处暑"ชู่สู่" หรืออากาศร้อนสิ้นสุด (22-24 ส.ค.)

白露"ไป๋ลู่" หรือน้ำค้างขาว (7-9 ก.ย.)

秋分"ชิวเฟิน" หรือคืนและวันในฤดูใบไม้ร่วงที่ยาวเท่ากัน (22-24 ก.ย.)

寒露"หานลู่" หรือน้ำค้างหนาว ( 8-9 ต.ค.)

霜降"ซวงเจี้ยง" หรือน้ำค้างแข็ง (23-24 ต.ค.)

ฤดูหนาว

立冬"ลี่ตง" หรือเริ่มฤดูหนาว (7-8 พ.ย.)

小雪"เสียวเสวี่ย" หรือหิมะเล็ก (22-23 พ.ย.)

大雪"ต้าเสวี่ย" หรือหิมะใหญ่ (6-8 ธ.ค.)

冬至"ตงจื้อ" หรือช่วงคืนยาวที่สุดในฤดูหนาว (21-23 ธ.ค.)

小寒"เสี่ยวหาน" หรือหนาวเล็ก (5-7 ม.ค.)

大寒"ต้าหาน" หรือหนาวใหญ่ (20-21 ม.ค.)

เทศกาลสำคัญในระบบปฏิทิน "หนงลี่" ได้แก่ เทศกาลตรุษจีน หยวนเซียว ตวนอู่ และจงชิว

春节 ชุนเจี๋ย (เทศกาลตรุษจีน) ขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย

元宵节 หยวนเซียวเจี๋ย (เทศกาลหยวนเซียว) ขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย

端午节 ตวนอู่เจี๋ย (เทศกาลตวนอู่) ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5

七夕 ชีซี (เทศกาลเด็กหญิง) ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7

中秋节 จงชิวเจี๋ย (เทศกาลไหว้พระจันทร์) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8

重阳节 ฉงหยางเจี๋ย (เทศกาลฉงหยาง) ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9

腊八节 ล่าปาเจี๋ย หรือ ตงจื้อเจี๋ย (เทศกาลล่าปา) ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 除夕 ฉูซี (วันส่งท้ายปีเก่า) วันที่ 30 เดือน 1

แหล่งที่มา : http://thai.cri.cn/learnchinese บทที่5 เกร็ดวัฒนธรรม

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Thu Jan 28, 2010 9:15 pm

http://www.china2learn.com/board/show.php?qID=9612

" จีนศึกษากับผลประโยชน์ของชาติ "

จีนศึกษากับผลประโยชน์ของชาติ “แม้ในวงการธุรกิจการค้า มีนักลงทุน นักธุรกิจไทย ข้าราชการไทย
ที่รู้กฎหมายจีนกี่คน ไทยเสียเปรียบมาก เราค้าขาย เปิดเสรี โดยไม่รู้กฎหมายของอีกฝ่าย เรื่องนี้
ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน นี่ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติด้วย”

พี่ทองแถม นาถจำนงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน คอลัมนิสต์ นักเขียน และนักแปลเรื่องจีน
พูดถึง เรื่องความหมายของจีนศึกษา จีนวิทยา ขึ้นอยู่กับหน่วยงาน สถาบัน ถ้าจะพยายามให้ความหมาย
จีนศึกษาคือ ทำได้ทุกเรื่อง จีนวิทยาเน้นศึกษาเรื่องจีนความเป็นจีนโดยมองในด้านประวัติศาสตร์
เช่นจีนทะเลาะกับอเมริกา จีนวิทยาจะถือว่าไม่ใช่ขอบเขตของเขา พวกจีนวิทยาจะมองประเด็นเรื่อง
ความเป็นจีน ความเป็นฝรั่ง จีนศึกษายกอะไรมาก็ได้ ก็เรียกจีนศึกษาได้

เราขาดแคลนคนที่มีความรู้จีนดี ใช้ได้ ในทุกภาคส่วนของสังคม เช่น กระทรวงต่างประเทศ
มีผู้รู้เรื่องจีน...กี่คน ในกองทัพไทย...กี่คน ในวงการภาษาศาสตร์...กี่คน ในวงการกฎหมาย
แม้ในวงการธุรกิจการค้า มีนักลงทุน นักธุรกิจไทย ข้าราชการไทย ที่รู้กฎหมายจีนกี่คน ไทยเสียเปรียบมาก
เราค้าขาย เปิดเสรี โดยไม่รู้กฎหมายของอีกฝ่าย เรื่องนี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน นี่ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์
ทางธุรกิจเท่านั้น เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติด้วย ที่ต้องมีบุคลากร มีองค์ความรู้ให้พอเพียง

นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาใหญ่ข้างหน้า เช่น การเมืองโลก เศรษฐกิจโลก ระหว่างค่ายอเมริกา จีน อินเดีย
ในช่วง 20 ปีข้างหน้านี้ เรายังมีเวลาเตรียมตัวในการเติมเต็มองค์ความรู้ที่ยังขาด ถ้ายังรอไปถึง 20 ปี ข้างหน้า
ที่ความขัดแย้งอาจแหลมคมมากขึ้น แล้วเราจะไปอยู่จุดไหน

นอกจากนี้ การกระจายตัวของคนที่ร่ำเรียนมาทางภาษาจีน ยังมีปัญหาความไม่สมดุล คือคนที่มีความรู้ภาษาจีน
มักกระจุกอยู่ในแวดวงธุรกิจ การค้า ขณะที่สาขาอื่นๆก็มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นสาขาการทูต การประพันธ์
สื่อมวลชน ที่ยังขาดแคลน เพราะวงการค้าให้เงินดีกว่า ขณะที่วงการเขียนแปลนี่ ต้องทน ต่อสู้กันยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ด้วยขณะนี้ หลายส่วนจำเป็นต้องมีบุคลากรด้านจีน อาจระดมเข้าไปในด้านธุรกิจการค้า
ที่เป็นกระแสของสังคมก่อน แต่ส่วนอื่นๆก็ต้องรีบเติมให้เต็มเหมือนกัน แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี
คืออาจารย์ที่ร่ำเรียนมาในสายวิชาการ เริ่มกลับมากันแล้ว

การเรียนภาษาจีนสู่จีนศึกษา

“ทุกวันนี้คนเน้นเรียนแต่เรื่องทักษะภาษา แต่ขาดกระบวนการทางความคิด ซึ่งถ้าไม่ใช้ทักษะไปนานๆ
ความรู้เรื่องภาษาก็จะหมดไป...ขณะที่ยังมีการส่งเสริมเรื่องจีนอย่างฉาบฉวย ไม่ได้มุ่งไปที่
การเผยแพร่ส่งเสริมความรู้”

ดร.กนกพร พุ่มทองหัวหน้าภาควิชาภาษาจีน *** กล่าวว่าจีนศึกษา จะเน้นที่เรื่องความรู้ด้านเศรษฐกิจ
สังคม การเมือง ขณะที่จีนวิทยาจะเน้นที่เรื่องศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก

“ต้องยอมรับว่าเรื่องจีนศึกษาหรือจีนวิทยาในไทยนั้น ไม่เฟื่องฟูเหมือนกับการเรียนภาษาจีนเลย
ส่วนหนึ่งก็อย่างที่บอกว่า คนมาเรียนภาษาจีนเพราะตามกระแส แต่จะหาคนศึกษาเรื่องจีนจริงๆ กลับมีน้อย
นับคนได้ ทุกวันนี้จะหาคนเรียนภาษาจีนถึงขั้นรู้จริง และก้าวไปถึงขึ้นจีนศึกษาหรือจีนวิทยามีน้อยมาก
บางคนแม้จะเรียนภาษาจีนมานาน แต่ก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง ทักษะภาษาไม่แน่นพอ
เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในเรื่องเนื้อหาเชิงลึก โอกาสที่จะทะลุไปสู่เรื่องจีนศึกษาหรือจีนวิทยา
ก็ยากตามไปด้วย” ดร.กนกพรเผย

เมื่อเปรียบเทียบกับคนสมัยก่อนที่แม้สิ่งแวดล้อมเรื่องการเรียนการสอนภาษาจีนจะไม่เอื้ออำนวย
เท่าทุกวันนี้ แต่กลับเอาจริงเอาจังมากกว่า ซึ่งทำให้เราได้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนที่เก่งๆ หลายท่านในปัจจุบัน
ทั้งๆ ที่หลายท่าน ไม่ได้มีความรู้ภาษาจีนเลย หรือมีความรู้ภาษาจีนน้อยมาก แต่กลับศึกษาค้นคว้า
จนรู้เรื่องจีนอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าคนที่ได้ภาษาจีนเสียอีก

“ทุกวันนี้คนเน้นเรียนแต่เรื่องทักษะภาษา แต่ขาดกระบวนการทางความคิด ซึ่งถ้าไม่ใช้ทักษะไปนานๆ
ความรู้เรื่องภาษาก็จะหมดไป ขณะที่คนสมัยก่อน ศึกษาองค์ความรู้เรื่องจีนแล้วไม่ทิ้ง มันก็ยิ่งเจริญงอกงามขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ดร.กนกพรมองกว่า “จีนศึกษาและจีนวิทยาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะภาษาเป็นแค่เพียงฐาน
ตอนนี้เรากำลังมุ่งแต่ฐาน ก็หวังว่าพอมีคนเรียนภาษามากแล้ว จะมีส่วนที่ต่อยอดไปสู่เนื้อหา
อย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นด้วย ซึ่งคิดว่าสำหรับเมืองไทยคงต้องใช้เวลาอีก 10-20 ปี
ถึงจะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนออกมามากขึ้น”

นอกจากนั้น การสอดแทรกเรื่องจีนศึกษาและจีนวิทยาควบคู่กับการเรียนภาษาจีนก็เป็นอีกหน ทางที่จะช่วย
ยกระดับองค์ความรู้เรื่องจีนให้สมบูรณ์ขึ้น รวมทั้งการจัดหลักสูตรปริญญาโทด้านจีนศึกษาที่จะมีในอนาคตด้วย

“ทุกวันนี้เมื่อมองประเทศอื่นจะเห็นว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นตัวอย่างของประเทศที่ทำเรื่องจีนศึกษาดีเยี่ยม
ถึงระดับรู้ซึ้งรู้จริง ส่วนเมืองไทย คนที่รู้กลับไม่ค่อยแสดงตัว ขณะที่ยังมีการส่งเสริมเรื่องจีนอย่างฉาบฉวย
ไม่ได้มุ่งไปที่การเผยแพร่ส่งเสริมความรู้ อย่างเช่นในปีนี้ที่เป็นวาระครบรอบ 30 ปีไทย-จีน มุ่งแต่งานเฉลิมฉลอง
ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็จะเห็นได้ว่างานสัมมนาทางวิชาการหรืองานหนังสือกลับมี***ส่วนน้อย” ดร.กนกพรกล่าว

เกี่ยวกับสถาบันขงจื้อ ที่จะจัดตั้งที่มหาวิทยาเกษตร ส่วนการที่***จะจัดตั้งสถาบันขงจื้อนั้น
ความคืบหน้าล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันพันธมิตรที่จีน คือ
มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน

ทำไมเป็นขงจื้อ “สำหรับที่เมืองจีนแล้ว ขงจื้อ ถือเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ เป็นนักการศึกษาคนสำคัญ
เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมจีน ไม่ได้เป็นแค่นักปรัชญาเพียงอย่างเดียว ดังนั้น สถาบันขงจื้อที่จะตั้งขึ้น
จึงวางเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางการศึกษาเรื่องจีนทุกด้านที่มีมาตรฐาน เป็นศูนย์วิจัยเชิงลึกผสมการเผยแพร่
ความรู้ในเชิงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาษาจีน แต่จะเป็นสหวิทยาการ ครอบคลุมถึง ศิลปะวัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์ ปรัชญา วรรณคดี เศรษฐกิจการค้า ตลอดถึงการเกษตรที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล
ตลอดจนเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิการลงทุนในจีนให้กับนักธุรกิจไทย
และแน่นอนว่าจะต้องบรรลุวัตถุประสงค์เรื่องจีนศึกษาให้ได้ด้วย”

ทั้งนี้ โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก NOCFL หรือ สำนักงานส่งเสริมภาษาจีน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการแดนมังกร
ซึ่งช่วยทั้งเรื่องทุนและบุคคลากรชาวจีน โดยในอนาคตทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์จะจัดหลักสูตรปริญญาโท
ด้านจีนศึกษาหรือ ภาษาและวัฒนธรรมจีนด้วย ดร.กนกพรทิ้งท้ายว่า “แม้ที่ผ่านมาทักษะภาษาจีนและความรู้เรื่องจีน
จะค่อนข้างแยกส่วนกัน แต่ตอนนี้เราต้องหันมาบูรณาการทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน เพราะจีนศึกษาและจีนวิทยา
เริ่มหันมาใช้เอกสารภาษาจีนมากขึ้น อีกทั้งแนวโน้มภาษาจีนจะเหมือนภาษาอังกฤษที่จะมีคนรู้เยอะแยะจนอิ่มตัว
เมื่อนั้นคนจะเริ่มสร้างความพิเศษแตกต่าง นั้นคือการหันไปสู่จีนศึกษาและจีนวิทยามากขึ้นในที่สุด”

กระแสเรียนจีน ‘ปริมาณท่วมท้น คุณภาพโหรงเหรง’ "จีนศึกษาตอนนี้แม้ว่าจะมีการเปิดสอนหลายสถาบัน
ในหลายจังหวัดของไทย ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือลักษณะโครงการอบรม แต่ก็เป็นลักษณะ
การเพิ่มขึ้นเชิงปริมาณ ไม่ใช่คุณภาพ และขยายตัวอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง"

อ.อักษรศรี พาณิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญจีน
เฉพาะด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนจีน คอลัมนิสต์ นักวิจัย อาจารย์อักษรศรี เห็นว่าทุกวันนี้องค์ความรู้
เรื่องจีนโดยทั่วไปเป็นลักษณะให้ภาพกว้างทั้งระบบ แม้จะดีใจอยู่ไม่น้อยที่ปัจจุบันมีบทความเกี่ยวกับ
เรื่องจีนออกมามาก แต่บ่อยครั้งที่พบว่าเป็นการแปลมาจากสื่อตะวันตก โดยไม่ได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
ซึ่งทำให้อาจได้ข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยส่วนตัวตอนนี้กำลังศึกษาข้อมูลระดับมณฑลอยู่
ซึ่งปกติแล้วจะไม่นำเสนอเฉพาะด้านบวกของจีน แต่อยากจะติดเบรกความคิดที่ว่าจีนสวยงาม

ส่วนเรื่องจีนศึกษาตอนนี้แม้ว่าจะมีการเปิดสอนหลายสถาบันในหลายจังหวัดของไทย ทั้งระดับปริญญาตรี
ปริญญาโท หรือลักษณะโครงการอบรม แต่ก็เป็นลักษณะการเพิ่มขึ้นเชิงปริมาณ ไม่ใช่คุณภาพ
และขยายตัวอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง “ที่ว่าน่าห่วงคือ ไม่มีวิทยากรพอที่จะรองรับตลาดผู้เรียนเรื่องจีนที่เพิ่มขึ้น
หรืออีกนัยหนึ่ง คือไทยเราสร้างผู้เชี่ยวชาญไม่ทันกับความต้องการของตลาด ขณะที่อาจารย์รุ่นใหม่ก็ยังมีความรู้
ไม่แน่นพอ” อาจารย์อักษรศรีกล่าว

อย่างไรก็ตาม อาจารย์อักษรศรีมองโลกในแง่ดีว่า “แม้ขณะนี้เรายังพัฒนาไม่ทันในเชิงคุณภาพ แต่อย่างน้อย
ก็ถือว่าเรามาถูกทิศถูกทางแล้ว เริ่มช้าหน่อยก็ดีกว่าไม่เริ่มเลย และหวังว่าผู้ที่หันมาสนใจเรื่องจีน
จะทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนทิศทางไปง่ายๆ”

จากการเป็นอาจารย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการทำวิจัยค้นคว้าหาความรู้เพิ่ม ทำให้เห็นปัญหาที่ว่า
“แม้จะเป็นเรื่องดีที่ทุกวันนี้ภาครัฐหันมาสนับสนุนงบประมาณวิจัยเกี่ยวกับ เรื่องจีนเป็นจำนวนมาก
แต่กลับหานักวิจัยไม่ได้ จนบางครั้งต้องให้มือสมัครเล่นมาทำแทน เพียงเพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ
ของหน่วยงานนั้นๆ ว่าเคยทำการวิจัยเรื่องจีนมาแล้ว หรือบางครั้งก็มีการจัดงบประมาณซ้ำซ้อนกัน”

ถามโดย จีนศึกษา

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 1:33 pm

http://www.edtguide.com/dontmiss/activity_detail.php?id=5103

ททท. ร่วมส่งมอบความสุขในเทศกาลตรุษจีนสานสัมพันธ์มิตรภาพ 35 ปี


รายละเอียด :

ททท. ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน ส่งมอบความสุขในเทศกาลตรุษจีน
สานสัมพันธ์มิตรภาพ 35 ปี ส่งเสริมให้เทศกาลตรุษจีนเป็นกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ
โดยเฉพาะตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ และมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน

นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายฉินยู่เซิน
ทูตวัฒนธรรมประจำสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
พร้อมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนที่เกี่ยวข้องจาก 10 พื้นที่ลัก ประกอบด้วย
กรุงเทพมหานคร สุพรรณบุรี ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี(พัทยา) เชียงใหม่ นครสวรรค์
นครราชสีมา สงขลา(หาดใหญ่) ภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าว เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์ในประเทศไทย
เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้เทศกาลตรุษจีนเป็นกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ
โดยเฉพาะตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญและมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน

จากนโยบายของ ททท. มุ่งผลักดันเป้าหมายนักท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้วยการส่งเสริมและสร้างสรรค์กิจกรรมทางการท่องเที่ยวเป็นการดึงดูด เช่นเทศกาลตรุษจีน
ที่มีจุดเด่นและมีจุดแข็งโดยชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่อาศัยอยู่หลายพื้นที่ด้วยกัน
ที่สำคัญคือเทศกาลตรุษจีนยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทั้งนี้งานเทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์
ที่ ททท. สนับสนุนรวม 10 พื้นที่ใน 5 ภูมิภาคของประเทศไทยประกอบด้วยเทศกาลตรุษจีน
ไชน่าทาวน์เยาวราช(14-15กุมภาพันธ์) งานอภินิหารมังกรสวรรค์ ตรุษจีนสุพรรรบุรี(12-16 กุมภาพันธ์)
ตรุษจีนกรุงเก่าอยุธยามหามงคล "มหาเฮง"(15-19 กุมภาพันธ์) ตรุษจีนเมืองพัทยา(14-16 กุมภาพันธ์)
ราชบุรีไชน่าทาวน์ (14-22 กุมภาพันธ์) งานไชน่าทาวน์เมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 8 (14-15 กุมภาพันธ์)
ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ (7-18 กุมภาพันธ์) ตรุษจีนโคราช (13-15 กุมภาพันธ์)
ตรุษจีนหาดใหญ่ (14-17 กุมภาพันธ์) และตรุษจีนย้อนอดีตเมืองภูเก็ต ครั้งที่ 11 (19-21 กุมภาพันธ์)
รวมทุกพื้นที่มีระยะเวลาจัดงานคาบเกี่ยว ยาวนานกว่า 2 สัปดาห์

ในปีนี้ ททท. ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน
ประจำประเทศไทย ให้การสนับสนุนสุดยอดศิลปการแสดงจาก มณฑลต่าง ๆ และเขตปกครองพิเศษของจีน
อาทิ มวยกังฟูจากนครปักกิ่ง งิ้วราชสำนักจากมณฑลจี๋หลิน การแสดงเปลี่ยนหน้ากากจากมณฑลเสฉวน
ระบำชนเผ่าของทิเบต ระบำฮุยกูซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (จีนมุสลิม) ในเขตซินเกียง ระบำมองโกล ฯลฯ
ล้วนหาชมได้ยากและมาจากหลากหลายทั่วภูมิภาคของจีนแผ่นดินใหญ่ การแสดงดังกล่าวจะเริ่มเปิดตัว
ในวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จากนั้นจะเปิดรอบแสดงพิเศษ ณ โรงละครแห่งชาติ
ตั้งแต่วันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ 2553 จัดแสดงวันละ 2 รอบ บัตรราคา 1,000 / 500 / 200 บาท
และ 50 บาทสำหรับนักเรียน นักศึกษารายได้จากการจำหน่ายบัตร จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัย
สามารถซื้อบัตรได้ที่ โรงละครแห่งชาติ หรือที่งานจำหน่ายและจัดเก็บรายได้ ททท.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ ทั้ง 2 ประเทศ โดยผ่านวัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง
ซึ่งคณะนักแสดง บุคคลสำคัญ และสื่อมวลชนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมกว่า 200 ราย
ที่เดินทางเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว ยังจะได้เดินทางหมุนเวียนไปเปิดการแสดงในพื้นที่อื่น ๆ อีกด้วย
ซึ่ง ททท. ได้สอดแทรกการพาเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช็อปปิ้งศูนย์การค้า ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ สยามนิรมิต อุทยานมังกรสวรรค์
พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี ล่องเรือแม่น้ำสะแกกรัง
วัดท่าซุง ชมสินค้าโอทอปหมู่บ้านด่านเกวียน เป็นต้น กิจกรรมข้างต้นนอกจากจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีแล้ว
ยังส่งผลดีต่อการขยายผลประชาสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางการท่องเที่ยวระหว่างกัน

ที่มา : http://thai.tourismthailand.org/news/release-content-2835.html

http://www.oknation.net/blog/tengpong/2010/02/02/entry-2

บรรยากาศและ งานแถลงข่าว เทศกาลตรุษจีน ไชน่าทาวน์ 2553

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ห้องสวนมะลิ
โรงแรมแกรนด์ไชน่า ถ.เยาวราช กรุงเทพฯ ได้มีการแถลวข่าวการจัดงาน
"เทศกาลตรุษจีน ไชน่าทาวน์ 2553" โดย กรุงเทพมหานคร ร่วมกับประชาคมเขตสัมพันธ์วงศ์


กิจกรรมสุดพิเศษต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เทศกาลสำคัญของพี่น้องไทยเชื้อสายจีน
โดยงานเทศกาลดังกล่าวใช้สโลแกนว่า "ท่องถนนสายหัวใจมังกร สนุกกันเที่ยงวันยัน เที่ยงคืน"
ระหว่างวันที่ 14 - 15 กุมภาพันธ์ 2553


เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมจีน ส่งเสริมและสนับสนุนประเพณีท้องถิ่นของคนไทยเชื้อสายจีน
และเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศษรฐกิจ
ของประเทศด้านการท่องเที่ยว


โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จะทรงเสด็จพระราชดำเนิน
มาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด "เทศกาลตรุษจีน ไช่น่าทาวน์ 2553" ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ
๖ รอบพระชนมพรรษา ในวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 17.00 น.


ปีนี้ทางคณะผู้จัดงานฯ ได้แจ้งว่าอยากให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมชมงานนี้
เพราะจะเป็นครั้งแรกของเมืองไทย กับการแสดงนาฏศิลป์ ที่ส่งตรงจากประเทศจีน
ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ได้รับเกียรติให้มาเปิดการแสดงมากถึง 10 มณฑล
พร้อมด้วยนักแสดงชั้นนำกว่า 200 ชีวิต เป็นของขวัญพิเศษจากรัฐบาลจีน
และเพื่อความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศ


ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงที่หลากหลายเช่น กังฟู จากวัดเส้าหลิน, กายกรรมปักกิ่ง,
นาฏศิลป์ชนเผ่า จากเมืองลาซา เขตปกครอตนเองธิเบต, นาฏศิลป์ของชาวอุยกูร์ เมืองอูรุมชี
มณฑลซินเกียง, การแสดงอุปรากรจีน หรืองิ้วในราชสำนัก จากมณฑลจี๋หลิน, การแสดงจากชาวมองโกล,
ระบำจากเมืองฮาบิ้น มณฑลไห่หลงเจียง, ระบำเจียงหนาน เมืองหังโจว มณฑลเจ๋อเจียง,
นิทรรศการตราประทับเจ้าแม่กวนอิมและ การแสดงโชว์เปลี่ยนหน้ากาก หรืองิ้วเสฉวน มณฑลเสฉวน,
การแสดงดนตรีจีน จากเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง


นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบันเทิงบนเวทีจากศิลปินจากค่ายแกรมมี่
เพื่อเป็นการรับอั่งเปา ในวันวาเลนไทน์


วันที่ 14 ก.พ. 53 เวลา 18.00-24.00 น.
พบกับ บี้-สุกฤษณ์, สิงโต The Star, รุจ The Star, เอ็ม อรรถพล

วันที่ 15 ก.พ. 53 เวลา 18.00-24.00 น.
พบกับ ก๊อต จักรพันธ์, แคลอรี่ บรา บรา, ชิน-ชินวุฒิ, ดิวและ กิ่ง The Star
ดำเนินรายการทั้งสองวันโดยพิธีกรคู่แฝดหน้าตี๋ ฝันดี-ฝันเด่น


นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น การดูโหงวเฮ้ง, การดูดวงแบบจีน,
งิ้วเด็ก, หมั่นหมิง หรือการดึงขนบนใบหน้าด้วยเส้นด้าย, หมากรุกจีน,
การแข่งคิดเลขเร็วระหว่างเครื่องคิดเลข กับ ลูกคิด, การทำอาหาร
เครื่องดื่ม และขนมแบบจีนโบราณ ที่หลายคนอาจไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน,
การถ่สยภาพย้อนยุคในชุดจอมยุทธ, หรือสนุกสนานกับชุดกี่เพ้าในยุคเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
อีกทั้งชมชุดและของใช้ต่างๆในพิธีการแต่งงานแบบวัฒนธรรมจีน


หากมี่เวลาขอเชิญท่านชักชวนคนรู้ใจ มาฉลองวันแห่งความรักในเทศกาลตรุษจีนปีนี้
ที่เยาวราชนะครับ รับรองยิ่งใหญ่ อลังการไม่ผิดหวังแน่นอนครับ


เชิญชมภาพบรยากาศงานแถลงข่าว ได้เลยครับ

1.โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สำหรับปีนี้



2.คณะสิงโตกว๋องสี สัญลักษณ์คู่งานมงคลในแบบจีน

3.สิงโต เข้ารับอั่งเปา จากคณะกรรมการจัดงาน

4.คนที่เชิดสิงโตเข้ามาในงานก็คือ พิธีกรหน้าตี่ ฝันดี-ฝันเด่น

5.คณะกรรมการจัดงานทั้งจาก กทม., สนพลับพลาไชย, และจากประชาคมเขตสัมพันธวงศ์

6.ศิลปินและคณะผู้จัดงานถ่ายภาพร่วมกัน ใครเป็นใครดูกันเอาเลยครับ

7. ศิปลปินจาก GMM Grammy

8.


9.


10.


11.สื่อมวลชน จากหลายสำนัก

12.กิ่ง The Star, ชิน ชินวุฒิ, รุจ The Star ให้สัมภาษณ์และเชิญชวนมาชมงาน

13.วิน และ Pop แคลอรี่ บรา บรา

14.ในงานมีให้จองแสตมป์มงคล ฮก ลก ซิ่ว

15. ชิน-ชินวุฒิ รับรองความมันส์เต็มที่ พบกับ ชิน วันที่ 15 ก.พ. ครับ

16. รับอั่งเป่าแห่งความรักในงานนี้...แล้วพบกันนะครับ
................................................
เต็งพ้ง
รายงาน


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Feb 03, 2010 1:54 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 1:40 pm

http://www.sadoodta.com/news/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2553

งานเทศกาลตรุษจีน ทั่วไทย ประจำปี 2553


28 มกราคม, 2010 - 20:07 — บอยสบาย

ปีนี้เป็นปีที่เทศกาลตรุษจีน และเทศกาลวาเลนไทน์ มาประจวบเหมาะที่วันเดียวกันคือ 14 กุมภาพันธ์
หลายคนคงต้องเลือกหน่อยนะครับว่าจะไปไหนดี จะไปกับแฟน หรือจะไปกับครอบครัวช่วงตรุษจีน
บางคนทำได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันคือเที่ยวตรุษจีนกับแฟน เฉพาะงานตรุษจีนปีนี้
ก็จัดกันหลายที่เพราะเป็นการฉลอง การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน
ครอบ35ปีอีกด้วย เอาตารางงานตรุษจีนมาฝากกัน ให้เลือกันเที่ยวครับมีหลายพื้นที่น่าสนใจมาก



1. Chinese New Year 2010
วันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2553 สถานที่ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ SQUARE A&B กิจกรรม ชมฟรีทุกกิจกรรม
การแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน ขบวนพาเหรดและการแสดงบนเวที การแสดงน้ำพุประกอบแสงเสียง
งานเทศกาลอาหารจีน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โทร. 0 2635 1111
www.centralworld.co.th

2. การแสดงสุดยอดศิลปวัฒนธรรมไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน
วันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ 2553 สถานที่ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
กิจกรรม

  • การแสดงสุดยอดศิลปวัฒนธรรมไทย โดย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
  • การแสดงสุดยอดศิลปวัฒนธรรมจาก 10 มณฑล ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
    (นครปักกิ่ง เขตปกครองตนเองทิเบต เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน
    เขตปกครองตนเองเผ่ากว่างซีจ้วง(กวางสี) มณฑลเหลียวหนิง มณฑลเสฉวน
    มณฑลจี๋หลิน มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเฮยหลงเจียง เขตปกครองตนเองซินเกียง)
    อาทิเช่น อุปรากรจีน การแสดงในราชสำนัก กายกรรม มวยกังฟู การแสดงดนตรีจีน
    การแสดงหุ่นกระบอก ระบำชนเผ่า ระบำฮุยกู ระบำมองโกล ระบำเจียงหนาน
    การแสดงเปลี่ยนหน้ากากจากมณฑลเสฉวน ฯลฯ
  • วันละ 2 รอบ (บ่าย/ค่ำ)
เวลา 14.30-17.00 น. (สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
และเขตปกครองตนเองทิเบต มณฑลเหลียวเหลียวหนิง มณฑลจี๋หลิน นครปักกิ่ง
เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน)
เวลา 19.00-21.30 น. (สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และมณฑลเสฉวน
มณฑล เจ้อเจียง มณฑลเฮยหลงเจียง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง(กวางสี)
เขตปกครองตนเองซินเกียง)

  • ราคาบัตรเข้าชม 1,000 บาท / 500 บาท / 200 บาท / 50 บาท
    (รายได้ทั้งหมดจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายองค์ประธานเสด็จฯ
    เปิดงานเทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช ปี 2553 ตามพระราชอัธยาศัย
    โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น)

สำรองบัตรเข้าชมได้ที่
งานจำหน่ายและจัดเก็บรายได้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 0 2250 5500 ต่อ 2105
โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2224 1342
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
งานจำหน่ายและจัดเก็บรายได้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 0 2250 5500 ต่อ 2105
กองสร้างสรรค์กิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 0 2250 5500 ต่อ 3464
โทร.1672 และ www.tourismthailand.org

4. งานอภินิหารมังกรสวรรค์ ตรุษจีนสุพรรณบุรี ปี 2553
วันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2553 สถานที่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
(อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธ์มังกร) จังหวัดสุพรรณบุรี
กิจกรรม

  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 10 มณฑล (นครปักกิ่ง
    เขตปกครองตนเองทิเบต เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน
    เขตปกครองตนเองเผ่ากว่างซีจ้วง(กวางสี) มณฑลเหลียวหนิง มณฑลเสฉวน
    มณฑลจี๋หลิน มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเฮยหลงเจียง เขตปกครองตนเองซินเกียง)
  • การแสดงโปงลาง จากวิทยาลัยนาฎศิลป์กาฬสินธุ์
  • มินิคอนเสิร์ต “แอ๊ด คาราบาว” และ “ปาน ธนพร” /อ๊อฟ AF/พัดชา AF/แกรนด์ The Star/
    โฟร์-มด/และศิลปินลูกทุ่ง
  • การแสดงดนตรีร่วมสมัยไทย-จีน จากวง Bangkok Xylophone จากรายการคุณพระช่วย
  • การแสดงหุ่นละครเล็ก “โจหลุยส์”
  • การแสดงดนตรีร่วมสมัยไทย-จีน การทำนายโชคชะตาราศี ปีเสือ 2553
  • ละครพันทางโดยปกรณ์ พรพิสุทธิ์ และศุภชัย จันทร์สุวรรณ
  • การแสดงพลุ ดอกไม้ไฟ มังกรสวรรค์อวยชัยให้พรตรุษจีน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
บริษัท คอมอาร์ตโปรดักชั่น จำกัด โทร. 0 2954 3206-9
โทร.1672 และ www.tourismthailand.org

5. ตรุษจีนกรุงเก่าอยุธยามหามงคล “มหาเฮง”
วันที่ 15-19 กุมภาพันธ์ 2553 สถานที่ ถนนนเรศวร (ตั้งแต่ตลาดเจ้าพรหม – เจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่)
กิจกรรม ชมฟรีทุกกิจกรรม
พิธีเปิดและแห่เจ้าเฉลิมฉลอง การเชิญเจ้า การประกวดรถบุปผาชาติ การประกวดโคมไฟจีน
(เต็งลั้ง) การประกวดหนูน้อยไชน่าทาวน์ มิสเตอร์แอนด์มิสไชนีส
การแสดงมังกรทอง สิงโต การแสดงอุปรากรจีน การแสดงดนตรีจีน การออกร้านอาหาร
สินค้าราคาถูก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• คณะกรรมการจัดงานตรุษจีนกรุงเก่าอยุธยามหามงคล โทร. 035 244 451
• www.ayutthayachinesenewyear.com

6. เทศกาลตรุษจีนเมืองพัทยา ประจำปี 2553
วันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ บริเวณท่าเรือบาลีฮาย (พัทยาใต้) จังหวัดชลบุรี
กิจกรรม
พิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
การแสดงเชิดมังกร และสิงโต ขบวนแห่และการแสดงการเชิดมังกร สิงโต เอ็งกอ
โล้วโก้ว ฯลฯ การแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน การประกวดหนูน้อยไชนิสเกิร์ลพัทยา
2010 การแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินนักร้อง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา โทร. 0 3842 8750, 0 3842 7667, 0 3842 3990
• ฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว ศาลาว่าการเมืองพัทยา โทร. 0 3825 3129, 0 3842 3990
• Pattaya City Call Center 1337

7. ราชบุรีไชน่าทาวน์ 2010
วันที่ 14-22 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ บริเวณถนนอัมรินทร์ – ถนนวรเดช
กิจกรรม
ขบวนแห่มังกร สิงโต เอ็งกอ – พะบู๊ ที่ยิ่งใหญ่อลังการ
การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติบนเสาดอกเหมยชิงแชมป์อาเซียน ครั้งที่ 1
สัมผัสบรรยากาศโรงเตี๊ยมย้อนยุคสมัยราชวงศ์จิ๋น
และความงดงามของกำแพงเมืองจีน ร่วมผัดหมี่มงคล เฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน
นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ แพลานบุญ
การแสดงประกอบแสง สี เสียงและม่านน้ำดนตรี ประติมากรรมโคมไฟ
สัมผัสวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายจีน บนถนนคนเดิน และ ตลาดเก่าโคยกี๊
การจำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นบ้าน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• เทศบาลเมืองราชบุรี โทร. 0 3233 7688
• การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเพชรบุรี โทร. 0 3247 1005-6
• www.ratchaburichinatown.com

8. เทศกาลตรุษจีนเมืองเชียงใหม่
วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ ถนนวิชยานนท์ (ย่านตรอกเล่าโจ้ว) ย่านตลาดวโรรส
กิจกรรม
ขบวนแห่ตรุษจีนเมืองเชียงใหม่ การแสดงบนเวที
การแสดงนิทรรศการความสัมพันธ์ ไทย-จีน การประกวดตี๋-หมวย สวย-เก่ง
การประกวด Miss China Town การออกร้านจำหน่ายอาหารจีนและเครื่องดื่ม
การแสดงนาฏศิลป์จีน กายกรรม และมวยกังฟู
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• ฝ่ายท่องเที่ยวเทศบาลนครนครเชียงใหม่ โทร. 0 5325 9365, 0 5325 2557

9. งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ ปากน้ำโพ
วันที่ 7-18 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ ตลาดปากน้ำโพ และลานหาดทรายแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
กิจกรรม
ไหว้เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ำโพ เพื่อขอพรเป็นสิริมงคลชีวิต
พิธีไหว้รับ ไฉ่ชิ่งเอี๊ย และ Chiness New Year Countdown
ชมขบวนแห่เจ้าแม่กวนอิม ขบวนแห่นางฟ้า ชมขบวนแห่เจ้า ขบวนเองกอ
การแสดงบนเวทีแสง สี เสียง การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน
การแสดงกวนอิมพันมือ การแสดงลีลานาฎศิลป์จีน ระบำโคมไฟ ลีลากายกรรมบนผืนผ้า
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• มูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ปากน้ำโพ โทร. 0 5621 3614

10. มหัศจรรย์วันตรุษจีนทั้งรักทั้งรวย เฮง เฮง เฮง
วันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี บริเวณสวนสุรนารี และบริเวณสวนอนุสรณ์สถาน
อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
กิจกรรม
ขบวนแห่สิงโตทอง การแสดงเชิดสิงโต เชิดมังกรไฟ
การแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน มหกรรมโคมไฟยักษ์ มหกรรมอาหารจีนเลิศรส กว่า 100
ร้านค้า รับอั่งเปาและส้มเพื่อเป็นสิริมงคล การสักการะเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์
ไฉ่ ซิ่ง เอี๊ยะ มหกรรมแจกทองทุกวัน การแสดง แสง สี เสียง ตอน
“ลูกหลานพันธุ์มังกร” ทัวร์ไหว้ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์สะเดาะเคราะห์ปีเสือ
และการประดับโคมไฟยักษ์บริเวณประตูชุมพล 1 คู่
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• กองวิชาการและแผนงานเทศบาลนครราชสีมา โทร. 0 4424 2600 ต่อ 1507, 1534,
0 4423 4752, 0 4423 4763
• การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนนครราชสีมา โทร. 0 4421 3666, 0 4421 3030
• www.tourismthailand.org/nakhonratchasima

11. เทศกาลตรุษจีนหาดใหญ่
วันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ โรงเรียนศรีนคร และสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่
กิจกรรม
การแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 10 มณฑล ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
(นครปักกิ่ง เขตปกครองตนเองทิเบต เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน
เขตปกครองตนเองเผ่ากว่างซีจ้วง(กวางสี) มณฑลเหลียวหนิง มณฑลเสฉวน
มณฑลจี๋หลิน มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเฮยหลงเจียง เขตปกครองตนเองซินเกียง)
อาทิเช่น อุปรากรจีน การแสดงในราชสำนัก กายกรรม มวยกังฟู การแสดงดนตรีจีน
การแสดงหุ่นกระบอก ระบำชนเผ่า ระบำฮุยกู ระบำมองโกล ระบำเจียงหนาน
การแสดงเปลี่ยนหน้ากากจากมณฑลเสฉวน ฯลฯ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• เทศบาลนครหาดใหญ่ โทร. 0 7420 0041
• www.hatyaicity.go.th

12. ตรุษจีน - ย้อนอดีตเมืองภูเก็ต ครั้งที่ 11
วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี ถนนถลาง ซอยรมณีย์ ถนนกระบี่ จังหวัดภูเก็ต

กิจกรรม

  • จัดบริการนำเที่ยวโดยรถโปท้องไปสักการะศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นศิริมงคลในเทศกาลตรุษจีน บริการจัดทำแสตมป์ถ่ายรูปย้อนยุค
  • ชมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุเกส และการเสวนาภาษาภูเก็ตกับปราชญ์ท้องถิ่น ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
  • นิทรรศการสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุเกส ล่องเรือกอจ๊านบริเวณริมคลองบางใหญ่ในตัวเมืองภูเก็ต
  • ขบวนแห่งานตรุษจีน-ย้อนอดีตเมืองภูเก็ต ครั้งที่ 11
  • ประเพณีไหว้เทวดา ณ สวน 72 พรรษามหาราชินี
  • การแสดงนาฎศิลป์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ สวน 72 พรรษามหาราชินี และศูนย์การค้าจังซีลอน ชายหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• เทศบาลนครภูเก็ต สำนักงานปลัด โทร. 0 7621 4306
• การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต โทร. 0 7621 2213, 0 7621 1036
• www.tourismthailand.org/phuket

13. งานประเพณีสืบสานวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายจีน
วันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ ถนนสุรินทรฤาชัยตลอดสาย (ถนน 18 เมตร) จังหวัดเพชรบุรี
กิจกรรม
พิธีเปิดงานและอวยพรวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยเชื้อสายจีน
จัดให้มีการผัดหมี่ซั่วกระทะยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
การแสดงโชว์เชิดมังกรและสิงโตชุดใหญ่ ร่วมสักการะเทพเจ้าที่ชาวไทย
เชื้อสายจีนนับถือ ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ
เพื่อความเป็นศิริมงคล และการแสดงบนเวที
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• งานศูนย์เยาวชน กองการศึกษา เทศบาลเมืองเพชรบุรี โทร. 0 3242 5013 ต่อ 122 และ 0 3242 6258

14. งานประเพณีไทยเชื้อสายจีน
วันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ ถนนสายกลางเทศบาลตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
กิจกรรม การแห่มังกร เชิดสิงโตไปตามบ้านต่าง ๆ เพื่อเป็นสิริมงคล ประดับประดาโคมไฟ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
• กองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลท่ายาง โทร. 0 3246 3000-2 ต่อ 105, 501

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 1:49 pm

http://chinesenewyear.kapook.com/
































แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Feb 03, 2010 2:44 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 2:29 pm

http://www.nmt.or.th/chonburi/phanatmuni/Lists/List57/AllItems.aspx




เอ็งกอ

ความเป็นมา

“เอ็งกอ” เป็นศิลปะการแสดงของชาวจีน ที่มาพร้อมกับชาวจีนอบยพ ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ร่วม 100 ปี และได้อนุรักษ์ศิลปะนี้มาตลอดหลายช่วงอายุบรรพบุรุษ ปัจจุบัน “เอ็งกอ” ได้กลายเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาวอำเภอพนัสนิคมไปแล้ว และได้ร่วมกันจัดตั้ง “เอ็กกอ” ขึ้นมาก็เพื่อความสามัคคี และการออกกำลังกาย เป็นสำคัญ ต้นกำเนิดของเอ็งกอ ตามประวัติศาสตร์ของประเทศจีนกล่าวไว้ว่า ณ ที่เมืองหนึ่งของจีน มีพวกกบฎได้ทำการยึดเมือง และกระทำการไม่เหมาะสม จึงทำให้เหล่าขุนนาง เศรษฐี ประชาชน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ได้รวมพลังกัน เพื่อที่จะต่อสู้และต้องการให้เมืองที่ตนอาศัยอยู่ ได้กลับคืนมา จึงมีคนกลุ่มนี้ซึ่งรวมเอาบรรดาชนชั้นต่าง ๆ ร่วมแรงร่วมใจกัน และมีความสามัคคีกัน ได้คิดหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะเข้าเมืองโดยไม่ถูกพวกกบฏจับได้ และที่สำคัญคือต้องจำหน้าไม่ได้ คนกลุ่มนี้ จึงคิดการแสดงขึ้นมาชุดหนึ่ง ให้มีความแตกต่างกันกับการแสดงที่เป็นชุด “งิ้ว” และเรียงขานว่า “เอ็งกอ” และวันสำคัญก็มาถึง เหล่าคนกล้า ได้แต่งกายเป็นชุดรัดกุม เหมือนทหารที่ออกศึก ในรูปแบบการแสดงด้วยการเต้นตีไม้ สร้างความเร้าใจ ให้ผู้คนสนใจ ทำให้ทหารฝ่ายกบฏ แม้กระทั่งขุนนางกังฉิน ก็ไม่สามารถจำหน้าคนเหล่านี้ได้ เนื่องจากมีการวาดหน้าทั้งใบหน้า แต่งเติมสีสันที่ฉูดฉาด ประชาชนที่อยู่ในเมืองที่ทราบข่าวและเป็นพวกเดียวกัน ได้เตรียมซ่อน มีด ซ่อนดาบ ไว้ให้พวก “เอ็งกอ” เมื่อการแสดงเริ่มต้น ทุกคนต่างสนใจที่ชม แม้ขุนนางกังฉินก็ชื่นชม บรรดาพวกกบฏต่างก็ชื่นชม เมื่อการแสดงได้ล่วงเลยมาพอสมควร ก็ถึงเวลาที่ผู้กล้าทั้งหลายที่แสดง “เอ็งกอ” ได้เปลี่ยนมาเป็นคณะกู้เมือง และสามารถจับพวกกบฏ ขุนนางกังฉินได้ ที่สำคัญคือได้เมืองกลับคืนมาสำเร็จ

ตามประวัตินั้น คล้ายกับวีรบุรุษเขาเหลี่ยงซาน ซึ่งถ้าได้ศึกษาอย่างละเอียด จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย แทรกอยู่อย่างมาก เช่น นักแสดงเอ็งกอ ได้แต่งหน้าและท่าทาง ให้เหมือน บู้ซ้ง, พระจีน และการแสดงแต่ละครั้งถ้าเป็นชุดสมบูรณ์ ต้องใช้ผู้แสดงจำนวน 108 คน แต่ในปัจจุบันเรามักจะเห็นไม่ครบ เนื่องจากการแสดง การเตรียมความพร้อมทั้งทางกาย จิตใจ เสื้อผ้านั้น ต้องอาศัยความร่วมมือหลายอย่าง อีกสาเหตุก็คือ การมีการแสดงเอ็งกอครบ จำนวน 108 คนนี้มักจะมีเหตุการณ์ณ์สูญเสียชีวิตของนักแสดงเอ็งกอเกิดขึ้น จึงทำให้ผู้แสดงมีจำนวนไม่ครบจนทุกวันนี้ และส่วนใหญ่ที่แสดงโชว์ หรือออกงานประเพณีต่าง ๆ มักจะมีผู้แสดงอย่างต่ำ 40 คนขึ้นไปเสมอ ซึ่งไม่รวมพวกตีล้อ เป่าเขาควาย ตีกลองใหญ่ ฉาบเล็ก ฯลฯ

ก่อนการฝึกซ้อม ต้องเชิญผู้ใหญ่ทำพิธีอัญเชิญเทพเจ้า ตามความเชื่อถือของชาวจีนคือ ต้นข้าว ที่เป็นต้นกำพร้า แต่มีสภาพสมบูรณ์ (เหตุผล เนื่องมาจากต้องการให้ต้นข้าวสามารถแตกหน่อ ออกกอเผยแพร่ได้) และแห่รอบตลาด เมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นนำไปประทับ ณ สถานที่ฝึกซ้อม มีโต๊ะบูชาเทพเจ้า และปักร่มไว้บนโต๊ะ (ร่มต้องเป็นร่มกระดาษที่คนจีนนิยมใช้) ให้นักแสดงกราบไหว้เคารพบูชา ทุกครั้ง และทุกวันต้องมีของมงคล โดยเฉพาะขนมจันอับ ผลไม้ มาไหว้บูชา น้ำดื่ม น้ำชา ต้องไม่ขาด การฝึกซ้อมจะเน้นกำลังของร่างกาย แขน ขา ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งนี้เพื่อความพร้อมเพรียงและกระบวนท่าที่สวยงาม
ก่อนการแสดง ต้องนำขนมไหว้ของชาวจีน ที่เรียกว่า ง่วนก้วย นำมาไหว้และเต้นแสดงให้เทพเจ้าเห็น หลังจากนั้นนำขนมไหว้ ให้ผู้แสดงรับประทาน คนละเล็กละน้อย ทั้งนี้เพื่อเป็นสิริมงคลในการแสดง ไม่ให้เกิดอุปสรรคใด ๆ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และทุกครั้งที่กระทำตามนี้ ไม่เคยบังเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่ไม่ดีเลย

การแสดงจะใช้ผู้ถือธง (เปรียบเสมือนการให้สัญญาณในการรบ) โดยไม้ไผ่ทั้งลำและธงที่มีพื้นสีแดง ภาษาจีนอยู่กลางธงเป็นอักษรที่กล่าวถึง ชาวเม่งจื้อ (เม่งจื้อ แปลว่า เทพเจ้า) และมียอดโคมไฟ หรือที่เรียกว่า เต็งรั้ง ห้อยแขวนอยู่ที่ปลายยอดไม้ไผ่ มีนักแสดงที่เป็นผู้ถืองู คอยให้จังหวะในการแสดง และนักแสดงอื่น ๆ ก็จะเต้นประกอบจังหวะกันไป เช่น

1. ท่าสอดไม้ สอดกลอง
2. ท่าตีไม้ ตีกลอง
3. ท่าหมอบพื้น
4. ท่ายกแขนสูงในการตีไม้
5. ท่าทางประกอบการใช้หน้า ฯลฯ

การแต่งหน้านักแสดง ถ้าทุกท่านเห็นการแสดง “เล่นงิ้ว” การแต่งหน้า จะคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าใช้ชุดการแต่งหน้าของ งิ้ว มาแต่งจะแพง เนื่องจากแป้งพับบนใบหน้า สีที่ทาจะเป็นอย่างดี มีราคาแพง ดังนั้น เอ็งกอ มักจะใช้แป้งทาหน้าที่มีการขายอยู่ที่เยาวราช นำมานวดให้เป็นเนื้อเดียวกัน และผสมน้ำเพื่อทาบนใบหน้าของนักแสดง ส่วนสีสันเช่น สีแดง สีน้ำเงิน สีดำ สีเขียว จะขายเป็นหลอด ใน 1 ชุด เหมือนกับสีที่ใช้กับการวาดเขียนของนักเรียน แต่จะเป็นสีที่แพง ช่างแต่งหน้าจะทำการวาดบนใบหน้า เช่นนักแสดงผู้ใด หน้าดุขึงขัง ก็มักจะวาดให้ดูหน้าเกรงขาม แต่ถ้าผู้ใด มีใบหน้าหวาน ก็วาดหน้าให้อ่อนช้อย

ผู้แสดง เอ็งกอ ในสมัยก่อนมักจะใช้ผู้ที่มีใจรัก และมีอายุ 17 ปี ขึ้นไป ไม่เกิน 35 ปี แต่ปัจจุบัน หลังจากได้ฟื้นฟู เพื่อสืบสานตำนานเอ็งกอ จะมีผู้แสดงที่อายุต่ำสุด เคยทำการแสดงคือ 4 ขวบ จนถึงอายุไม่เกิน 25 ปี ทั้งนี้เพราะ เพื่อต้องการให้เด็ก ๆ และเยาวชน ได้รักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันดีงามนี้ไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป

ปัจจุบัน การแสดงเอ็งกอ ได้ดำเนินการฝึกซ้อม ณ มูลนิธิสว่างกุศลธรรมสถาน และโรงเรียนเทศบาล 2 วัดกลางทุมมาวาส สาเหตุที่ใช้สถานที่ดังกล่าว เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนสามารถสัญจรไปมาสะดวก และนักเรียนนักแสดง ได้เปิดกว้างรับจากนักเรียนทั่วไป ทั้งในสังกัดเดียวกันและนอกสังกัด รวมทั้งเด็ก ๆ ที่มีใจรัก




























เอ็งกออุดรธานี ปี 51



เอ็งกออุดรธานี ปี 52/1



แห่วันที่ 5 ธันวาคม 2552



แห่มังกรนครสวรรค์ ปี 51

มังกรและเจ้าแม่กวนอิม ที่ถนนสวรรค์วิถี เมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์



เจ้าแม่กวนอิม ปี 52

การคัดเลือกองค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิมเมืองป ากน้ำโพ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552


Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Feb 08, 2010 5:08 pm

http://tham-manamai.blogspot.com/2009/05/4.html

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เปิดตำนานสุดยอดการแสดงสิงโต 4 มณฑล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2552 23:56 น.

ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมกับ ดีแทค และ ธนาคารกสิกรไทย ต้อนรับปีฉลู
ในเทศกาลมหามงคลตรุษจีน 2552 จัดงาน "สยามพารากอน ไชนีส นิวเยียร์ 2009"
พบกับการแสดงชุดพญาสิงโตจตุกัมปนาท จาก 4 มณฑลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ได้แก่ กวางเจา กวางตุ้ง ไหหลำ และฮากกา ที่จะมาวาดลวดลายประกอบแสงสีเสียง
อย่างยิ่งใหญ่สุดตระการตา โดยจัดให้ชมฟรี ในวันจันทร์ที่ 26 มกราคม นี้ เริ่มเวลา 19.30 น.
และจัดแสดงอีกวันละ 2 รอบ ในวันพุธที่ 27 และพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม ศกนี้
เวลา 18.30 น. และ
19.30 น. ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน

การแสดงสิงโต 4 มณฑลชุดพิเศษนี้ ได้รวบรวมศิลปะ ในแบบฉบับการแสดงจาก 4 แหล่งมงคล
ตามความเชื่อของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่นำเสนอมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลมหามงคลเข้าไว้ด้วยกัน
ซึ่งคงไว้ด้วยเอกลักษณ์และศิลปะตาม ธรรมเนียมบนเส้นทางแห่งวัฒนธรรมอันประกอบด้วย

สิงโตกวางตุ้ง สิงโตสีขาวที่สื่อถึงความบริสุทธิ์ และประดับประดากระจกที่ใบหน้า
มีการเขียนสีสันลวดลายลงบนหัว มีนอที่หน้าผาก และมีเคราที่คาง

สิงโตไหหลำ กลุ่มชาวจีนไหหลำได้มีการสร้างรูปหัวเสือขึ้นมาใช้แทนรูปหัวสิงโต
จึงทำให้รูปหัวสิงโตของกลุ่มชาวจีนไหหลำมีลักษณะแตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ อย่างเด่นชัด
แตยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ และมนต์ขลังแห่งศิลปะจนถึงปัจจุบัน

สิงโตกวางเจา มีลักษณะคล้ายกับหมาจู มีขนปุกปุย ตาโต มีโบว์ที่ศรีษะ และติดกระดิ่งไว้ที่ใต้คาง
เวลาที่ทำการแสดงอาจจะทำการแสดงสองตัวขึ้นไป และ

สิงโตฮากกา
หรือสิงโตแคะสิงโตของชาวจีนแคะ หัวสิงโตมีลักษณะคล้ายกับ บุ้งกี๋ ใบหน้าจะทาสีเงินและทอง
สื่อถึงความมั่งคั่ง และรำรวย และมีฟันซี่โต ๆ เป็นเอกลักษณ์ ตามความเชื่อที่ว่าสิงโตเป็นเทพพิทักษ์
และส่งเสริมให้ผู้ที่ได้พบเห็น มีความสุขและประสบความสำเร็จตลอดไป

และในโอกาสพิเศษนี้ สิงโตทั้งสี่มณฑล จะร่วมอำนวยอวยชัยจตุรมงคลถือเป็นการร่วมแซ่ซ้องอำนวยพร
พร้อมตื่นตาไปกับโคมไฟที่ส่องจ้าเจิดจรัสไปพร้อมกับแสดงการเชิดสิงโตตัวแทน เทพมงคลจากสวรรค์
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองตรุษจีนให้ทุกท่านโชคดีรับปีฉลู ด้วยทีมนักแสดงกว่า 200 ชีวิต
ประกอบแสง สี เสียง สวยงามสุดตระการตา

นอกจากนี้ สยามพารากอนยังได้นำประติมากรรมเมืองเครื่องปั้นขนาดจิ๋วในบรรยากาศอันอบอุ่น
ตามขนบธรรมเนียมและวีถีชีวิตอันงดงามแห่งตำนานแดนมังกรมาจัดแสดงไว้ ณ ฮอลล์ ออฟ เฟม
ชั้น M ในขณะที่บริเวณ ฮอลล์ ออฟ มิเรอร์ ชั้น M จัดแสดงนิทรรศการภาพเขียนสีน้ำพู่กันจีน
ระดับมาสเตอร์พีซกว่า 100 ชิ้น จากปลายพู่กันศิลปินระดับปรมาจารย์ที่เดินทางตรง
มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนกว่า 25 ท่าน

ส่วนใครที่ชอบเรื่องพยากรณ์ พบกับนักพยากรณ์กว่า 40 คน ที่มาให้คำปรึกษาและทำนายดวงชะตา
จาก 25 ศาสตร์อันลี้ลับ นำโดยโหราศาสตร์จีน อาทิ ฮวงจุ้ย, โหงวเฮ้ง และ หมากรุกจีน
นอกจากนี้ยังมียังมีศาตร์อื่นๆ ได้แก่ การดูลายมือ,ลายเซ็นต์, การตั้งชื่อ,พลังจิต, ใบไม้, ไพ่วงกลม,
ไพ่พยากรณ์กรรม, ไพ่เทพพยากรณ์, ไพ่ทาโร่ต์ และไพ่ยิปซี ร่วมด้วย พยากรณ์โหราศาสตร์ไทย,
โหราศาสตร์พม่า, ยูเรเนี่ยน, ดวงไทย, จักรราศี, เลข 7 ตัว 4 ฐาน, มหาภูติ, เลข 7 ตัว, ดวงตัวเลข,
กราฟชีวิต และรหัสชีวิต คอยสับเปลี่ยนหมุนเวียน มาให้คำปรึกษาเพื่อหาทิศทางการดำเนินชีวิต
ในระหว่างวันที่ 23 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ และ ไลฟ์สไตล์ แกลลอรี่ ชั้น 2

สำหรับใครที่ต้องการทำบุญเพื่อต้อนรับตรุษจีน ไปที่ส่วนไลฟ์ สไตล์ แกลลอรี่ ชั้น 1 ดีแทคได้เนรมิต
ให้กลายเป็นเมืองแห่งการทำความดี ด้วยการเชิญคนไทยร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อคืนสู่สังคม เช่น
การมอบอั่งเปาความสุขให้แก่เด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาส การร่วมบันทึกเสียงอ่านเพื่อผู้พิการทางสายตา
ด้วยการจำลองห้องบันทึกเสียงสำหรับผู้สนใจสามารถนำหนังสือประเภทต่าง ๆ มาบันทึกเสียง
เพื่อส่งความสุขเหล่านี้ไปยังผู้พิการทางสายตา ได้มีโอกาสสัมผัสถึงความปรารถนาดี
โดยจะกระจายความสุขดังกล่าวไปยัง มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย, สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนบ้านปากเกร็ด
และสถานสงเคราะห์เด็กบ้านสงขลาต่อไป


ประติมากรรมเมืองเครื่องปั้นขนาดจิ๋ว

ศิลปปลายพู่กันจีน



สิงโตกวางตุ้ง
สิงโตกวางตุ้ง สิงโตสีขาวที่สื่อถึงความบริสุทธิ์ และประดับประดากระจกที่ใบหน้า
มีการเขียนสีสันลวดลายลงบนหัว มีนอที่หน้าผาก และมีเคราที่คาง


สิงโตไหหลำ
สิงโตไหหลำ กลุ่มชาวจีนไหหลำได้มีการสร้างรูปหัวเสือขึ้นมาใช้แทนรูปหัวสิงโต
จึงทำให้รูปหัวสิงโตของกลุ่มชาวจีนไหหลำมีลักษณะแตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ
อย่างเด่นชัด แตยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ และมนต์ขลังแห่งศิลปะจนถึงปัจจุบัน


สิงโตกวางเจา
สิงโตกวางเจา มีลักษณะคล้ายกับหมาจู มีขนปุกปุย ตาโต มีโบว์ที่ศรีษะ และติดกระดิ่ง
ไว้ที่ใต้คาง เวลาที่ทำการแสดงอาจจะทำการแสดงสองตัวขึ้นไป


สิงโตฮากกา
สิงโตฮากกา หรือสิงโตแคะสิงโตของชาวจีนแคะ หัวสิงโตมีลักษณะคล้ายกับ บุ้งกี๋
ใบหน้าจะทาสีเงินและทอง สื่อถึงความมั่งคั่ง และรำรวย และมีฟันซี่โต ๆ เป็นเอกลักษณ์
ตามความเชื่อที่ว่าสิงโตเป็นเทพพิทักษ์และส่งเสริมให้ผู้ที่ได้พบเห็น มีความสุขและ
ประสบความสำเร็จตลอดไป


http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000008380


http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9530000017864

สยามพารากอนเก๋ จัดพญาสิงโตจีน ลงนามถวายพระพร "ในหลวง" ในเทศกาลตรุษจีน

8 กุมภาพันธ์ 2553 12:23 น.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


ผู้บริหารสยามพารากอนทำเก๋ จัดพญาสิงโตจตุกัมปนาทจาก 4
มณฑลของประเทศจีน มาร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ตามติดกระแสเทศกาลตรุษจีนมหามงคล



วันนี้ (8 ก.พ.) บรรยากาศที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช
เต็มไปด้วยความคึกคักจากการแสดงพญาสิงโต
ซึ่งงานนี้ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน นำโดย นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ
ผู้บริหารฯ ได้จัดพญาสิงโตจตุกัมปนาท 4 มณฑล แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ได้แก่ ฮากา กวางเจา กวางตุ้ง และไหหลำ รวมทั้งหมด 83 พญาสิงห์
มาร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เนื่องในเทศกาลตรุษจีนมหามงคล
และเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 83
พรรษา และเป็นปีที่ 60 แห่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก










Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 5:46 pm

http://www.thairath.co.th/content/eco/64202

ตรุษจีนสุวรรณภูมิคึกคัก ขอเพิ่ม 382 เที่ยวบิน


สนามบินสุวรรณภูมิสุดคึกคักช่วงเทศกาลตรุษจีนมีสายการบินขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษถึง 382 เที่ยวบิน
คาดมีผู้โดยสารสูงถึง 1.4 ล้านคน หรือเฉลี่ยวันละ 140,000 คน มากกว่าปีที่แล้ว 3 เท่าตัว..

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นายนิรันดร์ ธีรนาทสิน ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้
ซึ่งจะอยู่ระหว่างวันที่ 12-21 ก.พ.นี้ มีสายการบินขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษที่ ทสภ.
จำนวน 382 เที่ยวบิน คาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการสูงถึงวันละ 140,000 คน
เป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประมาณ 105,000 คน ผู้โดยสารภายในประเทศ
ประมาณ 35,000 คน ทำให้ในช่วง 10 วันดังกล่าวจะมีผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้งสิ้น
ประมาณ 1.4 ล้านคน ซึ่งสูงขึ้นกว่า ช่วงตรุษจีนของปีที่แล้วเฉลี่ยวันละกว่า 3,000 คน
หรือกว่า 3 เท่าตัว โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน

โดยเที่ยวบินที่ขอเพิ่มเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ จำนวน 367 เที่ยวบิน
และเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ จำนวน 15 เที่ยวบิน ซึ่งเที่ยวบินต่างประเทศ
ที่ขอเพิ่มกว่าร้อยละ 70 หรือจำนวน 257 เที่ยวบิน จะมาจากจีน ไต้หวัน
และฮ่องกง
สายการบินที่มีการขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษมากที่สุดคือ
สายการบินไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ (China Eastern Airline)
มีการขอเพิ่มเที่ยวบิน 88 เที่ยวบิน


นายนิรันดร์ กล่าวว่า ทสภ. ได้มีการเตรียมการรองรับผู้โดยสาร เพื่อให้มีความปลอดภัย
สะดวกสบายในทุกด้านทั้งอุปกรณ์เครื่องมือเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย
การเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้รวดเร็ว การจัดเจ้าหน้าที่ Airport Ambassador คอยแนะนำ
เกี่ยวกับการกรอกเอกสารเดินทางเข้า-ออกประเทศ หรือใบ ตม.6 ก่อนเข้าช่องตรวจ
หนังสือเดินทาง การนำของเหลว เจลขึ้นเครื่อง มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาจีนได้
มาคอยให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนด้วย

อย่างไรก็ตาม ทสภ. ใคร่ขอความร่วมมือผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางให้มาถึงท่าอากาศยานล่วงหน้า
อย่างน้อย 3 ชั่วโมง สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ และอย่างน้อย 2 ชั่วโมง สำหรับการเดินทาง
ภายในประเทศ รวมทั้งขอความร่วมมือผู้โดยสารให้ปฎิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่าง
เคร่งครัด โดยเมื่อผู้โดยสารเดินผ่านจุดตรวจค้นขอให้ผู้โดยสารนำถุงบรรจุของเหลว เจลสเปร์ย
รวมทั้งวัตถุที่ทำด้วยโลหะ เช่น เข็มขัด พวงกุญแจ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค พร้อมทั้ง
ถอดเสื้อแจ็คเก็ตใส่ในถาด เพื่อผ่านเครื่องตรวจเอ็กซ์เรย์ ซึ่งจะทำให้การตรวจค้นเป็นไปด้วย
ความรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
หมายเลข 02-132-1888 ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถเช็คข้อมูลตารางการบินต่างๆ ได้ล่วงหน้าที่
www.suvarnabhumiairport.com หรือบริการ Airport Flight Info ผ่านทางโทรศัพท์มือถือเครือข่าย
ระบบ AIS ด้วยการพิมพ์หมายเลขเที่ยวบินส่งไปยัง 471474 ก็จะสามารถทราบข้อมูลเที่ยวบินได้ทันที.

ไทยรัฐออนไลน์



  • โดย
    ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 กุมภาพันธ์ 2553, 13:45 น.

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 10, 2010 5:50 pm

http://www.thairath.co.th/content/edu/64206

เตือนตรุษจีนระวัง ของไหว้เจ้า สารฟอกขาวเพียบ



ภาพ จาก singaporehomemaker.com

สธ. เตือนระวังตรุษจีนปีนี้ พบสารฟอกขาวเกินมาตรฐาน อยู่ในของไหว้เจ้าหลายชนิด
โดย ดอกไม้จีน-เห็ดหูหนู พบมีมากสุด แนะควรใช้วิธีล้างก่อนปรุงมากกว่านำไปแช่น้ำ...

นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร เปิดเผยผล
การตรวจวิเคราะห์เพื่อหาการตกค้างของสารฟอกขาวซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอาหารแห้ง
ว่าสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจวิเคราะห์
เพื่อหาการตกค้างของสารฟอกขาวซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอาหารแห้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2551 - 2552
ประกอบด้วย ดอกไม้จีน 13 ตัวอย่าง พบ 12 ตัวอย่าง มีปริมาณสารฟอกขาวสูงสุด เยื่อไผ่ 24 ตัวอย่าง
พบ 12 ตัวอย่าง เห็ดหูหนูขาว 91 ตัวอย่าง พบ 46 ตัวอย่าง พุทราจีน 3 ตัวอย่าง พบ 1 ตัวอย่าง
เห็ดหอม 16 ตัวอย่าง พบ 4 ตัวอย่าง เก๋ากี้ 2 ตัวอย่าง พบปริมาณสารฟอกขาวสูงทั้ง 2 ตัวอย่าง

ส่วนอาหารแห้งที่ไม่พบหรือมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณน้อย ได้แก่ สาหร่าย 27ตัวอย่าง
พบเพียง 1 ตัวอย่าง และเม็ดบัว 3 ตัวอย่างไม่พบทุกตัวอย่าง ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้พบปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ไม่เกิน1,500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ด้าน นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า การตรวจวิเคราะห์
สารฟอกขาวดังกล่าว เพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้
ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะออกมาจับจ่ายตลาด เพื่อเลือกซื้ออาหารแห้งมาเป็นวัตถุดิบ
ในการประกอบอาหารสำหรับไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษจะต้องมีความใส่ใจในการเลือกซื้อ
และคำนึงถึงความปลอดภัยต่อการบริโภคด้วย

ซึ่งซัลเฟอร์ไดออกไซด์(Sulphur dioxide)เป็นสารเคมีตัวหนึ่งในกลุ่มซัลไฟต์หรือสารฟอกขาว
ที่มีคุณสมบัติใน การยับยั้งการเปลี่ยนสีของอาหารไม่ให้เป็นสีน้ำตาลยับยั้งการเจริญเติบโต
ของยีสต์ รา บักเตรีหากใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณที่พอเหมาะจะไม่เป็นอันตราย
ต่อผู้บริโภคทั่วไป อย่างไรก็ตามกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาการลดปริมาณ
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในดอกไม้จีนและเห็ดหูหนูก่อนนำไปปรุงอาหารเพื่อใช้เป็นแนวทาง
ในการลดปริมาณซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ในผักแห้งอื่นๆ พบว่า หากนำดอกไม้จีนมาล้างน้ำ
จะลดปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้มากกว่าการแช่น้ำ สำหรับเห็ดหูหนูควรนำมาล้างน้ำ
และลวกในน้ำเดือด 2 นาทีก่อนนำไปปรุงอาหาร จะทำให้สามารถลดปริมาณสารนี้ได้เช่นกัน
ผู้บริโภคสามารถนำผลการศึกษานี้ไปใช้ประโยชน์ในการปรุงอาหารเพื่อลดความเสี่ยง
ในการรับสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อไปได้

ไทยรัฐออนไลน์




  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 10 กุมภาพันธ์ 2553, 14:45 น.

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Fri Feb 12, 2010 1:38 pm

เมื่อทูตจีนมองไทย เป็น'ฮับ'ของเอเชียอาคเนย์

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 01:00
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ผมนั่งสนทนากับ ท่านเอกอัครราชทูต ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ก่วนมู่ ระหว่างไปร่วมพิธีเปิด งานตรุษจีนนครสวรรค์


อย่างอลังการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ก็ได้ความรู้และความเห็นจากมุมมองของ "มังกรยักษ์"
หลายประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง ท่านทูตก่วนมู่ ใช้ชีวิตในฐานะนักการทูตจีน ประจำประเทศไทยหลายรอบ
รวมแล้วไม่น้อยกว่า 14 ปี มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับไทยอย่างรอบด้าน ยิ่งภาษาไทย
ของท่านทูตก่วนมู่ แล้ว คนไทยหลายคนอาจจะพูดได้ชัดน้อยกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหากเป็น
ราชาศัพท์ และศัพท์แสงทางการทูตด้วยแล้ว คนไทยหลายคนต้องอายที่พูดได้คล่องน้อยกว่าด้วยซ้ำ
ท่านทูตก่วนมู่ ติดตามความเป็นไปของเมืองไทยอย่างใกล้ชิด และสามารถเล่าเรื่องราวการเมืองของไทย
ในอดีตและวันนี้ให้ผมฟังเป็นฉากๆ

แลกเปลี่ยนความเห็นทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับท่านทูตจีนท่านนี้แล้ว
จึงเข้าใจคำว่า "ลุ่มลึกและรอบด้าน" ว่ามีความหมายจริงๆ อย่างไร

วิธีคิดของท่านทูตที่ต้องการเห็นประเทศไทยก้าวกระโดดไปสู่การพัฒนาเป็น "ศูนย์กลาง"
ด้านต่างๆ สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ในฐานะที่มีความคุ้นเคย
และเป็นห่วงเป็นใยเป็นประเด็นที่น่าติดตามและวิเคราะห์ยิ่ง โดยเฉพาะท่านทูตก่วนมู่
บอกผมว่าไม่ว่าจะพิจารณาทางด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและการเมืองแล้ว
ประเทศไทยเป็น "hub" ได้อย่างแท้จริง

"จีนสร้างทางหลวงหลายสายเพื่อเชื่อมโยงกับอาเซียน และทุกเส้นจะต้องผ่านประเทศไทย
ไม่ว่าจะไปทางตะวันออก ตะวันตกหรือลงใต้...ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นฮับของการคมนาคม
จากจีนลงไปสู่ทุกภาคส่วนของเอเชียอาคเนย์..."


ท่านทูตบอกผมด้วยความกระตือรือร้น ที่อยากจะเห็นประเทศไทยวางแผนระยะยาว
เพื่อเสริมสร้างบทบาทของตัวเอง ในฐานะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ หากศักยภาพของไทยด้านนี้
ถูกมองข้ามโดยคนไทยและรัฐบาลไทยเอง ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง เราคุยกันว่านั่งรถยนต์
จากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำโพใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเศษ...หากมองไปข้างหน้า สร้างรถไฟฟ้าด่วน
จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ก็อาจสามารถทำให้การเดินทางจากเมืองหลวงไทยปัจจุบันไปเมืองหลวงเก่า
ทางภาคเหนือเพียงสองสามชั่วโมง...แวะระหว่างทางอีกสองสามเมืองใหญ่ ก็จะเป็นการเดินทางที่สะดวก
รวดเร็ว และเศรษฐกิจของประเทศก็จะได้รับแรงหนุนเนื่องอย่างคึกคักยิ่ง เมืองจีนกำลังสร้างเส้นทางรถไฟ
ความเร็วสูงจากเมืองใหญ่ๆ อย่างกระตือรือร้นเพราะต้องการจะสร้างเครือข่ายของการคมนาคม
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผมแซวทูตก่วนมู่ ว่าท่านจะต้องประสานระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย ให้มีการพูดจากันเพื่อร่วมกัน
สร้างทางรถไฟสายด่วนระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่...หากรัฐบาลจีน ยื่นมือมาช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ
ก็จะเป็นการเปิดศักราชแห่งการคมนาคมยุคใหม่ของไทยด้วยความร่วมมือของจีน
"ท่านต้องทำให้ได้ก่อนเกษียณนะครับ..." ผมเย้าท่านทูตก่วนมู่... ท่านยืนยันว่าพร้อมที่จะมีส่วนผลักดัน
ให้ไทยสร้างเสริมบทบาทของตนเป็น "ฮับ" ทางคมนาคมขนส่งของอาเซียนกับจีนตอนใต้

ให้คึกคักอย่างเป็นรูปธรรม หากโอกาสอำนวย ผมจะเชิญชวนให้ท่านทูตพูดจาปราศรัยแสดงวิสัยทัศน์
เกี่ยวกับ "เมืองไทยในอนาคตที่ผมอยากเห็น" ในฐานะที่มีความคุ้นเคยและสนิทสนมกับประเทศไทย
ในหลายๆ มิติ ก่อนจากกันวันนั้น ท่านทูตก่วนมู่ บอกผมหลังจากที่ผมได้สัมภาษณ์ท่านบนเรือลำเล็กๆ
บริเวณใกล้ๆ กับที่บรรจบของ "ปิง / วัง / ยม / น่าน" ที่รวมพลังกันที่ปากน้ำโพเป็น "แม่น้ำเจ้าพระยา"
ที่เป็นสายเลือดสำคัญยิ่งของประเทศไทย...ว่า "ขอให้เชื่อเถอะว่าจีน มีความจริงใจและจริงจัง
ต่อความสัมพันธ์กับประเทศไทย... และอย่าได้เกรงใจ คนไทยต้องรู้จักจับโอกาส
ซึ่งแตกต่างในความหมายกับคำว่าฉวยโอกาส..."

และหยอดท้ายอย่างน่าฟังว่า
"...และขอให้คนไทยรู้จักใช้ประเทศจีนให้เป็นประโยชน์..."
ประโยคท้ายสุดนี่มีความหมายลุ่มลึกอย่างไร ท่านผู้อ่านที่เป็นคนไทย
คงจะนำไปวิเคราะห์กันต่อเนื่องได้อย่างกว้างขวางต่อนะครับ

(พรุ่งนี้ติดตามอ่านคำถาม-ตอบของผมกับท่านทูตก่วนมู่
ว่าด้วยบทบาทของจีนในเวทีโลกวันนี้และพรุ่งนี้)

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ตรุษจีน

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Sat Feb 13, 2010 10:19 am

ผมถาม-ทูตจีนตอบ... เราควรกลัวยักษ์ตื่นไหม

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 01:00
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ผมนั่งคุยกับท่านเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ก่วนมู่ เรื่องราวของไทยกับจีน
แล้วก็หนีไม่พ้น ว่าจะต้องคุยกันเรื่องจีนกับโลก


เพราะมีประเด็นเรื่อง "มังกรยักษ์" ที่กำลังผงาดพร้อมบทบาทคึกคักหลายๆ ด้าน จึงหนีไม่พ้น
ที่จะต้องโดนตั้งคำถามว่าจะเล่นบทพะบู้ หรือพี่คนโตที่ให้ความอบอุ่นเอ็นดูเพื่อนบ้าน?

อ่านคำตอบของท่านทูตก่วนมู่ ต่อคำถามของผมจะมองทะลุได้เองว่าจีนมองโลกอย่างไรวันนี้

ถาม : เราควรจะมองจีนอย่างไรครับ?
จีนกำลังเป็นลูกพี่ใหญ่ ที่มีกล้ามใหญ่ขึ้น เพราะเศรษฐกิจก็โตกว่าคนอื่น การเมือง การทหาร
ก็ขยายตัวขึ้นทุกวัน...เราควรจะมองจีนเป็นเจ้าโลกชาติใหม่หรือเป็นพี่ใหญ่ที่โอบอ้อมอารี

ตอบ : ถามเรื่องอย่างนี้ต้องโยงไปเกี่ยวกับวัฒนธรรม...วัฒนธรรมตั้งแต่หลายพันปีก่อน
คนจีนเมื่อก่อนจะส่งเสริมความเป็นสมานฉันท์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ภายในครอบครัว ภายในสังคม
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มีการเชิดชูเป็นอย่างมาก ตอนหลังจีนมีการพัฒนาแล้ว เพื่อนบ้านยังไงๆ
ก็อยู่ใกล้กัน วัฒนธรรมเบื้องหลัง ประเพณีก็มีความคล้ายคลึงกัน เราก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
จีนตั้งแต่สมัยก่อนโน้น ตอนที่จีนเจอความยากลำบาก ประเทศเพื่อนบ้านก็ช่วยเราเยอะมาก
พอเข้าเรื่องนี้ก็เข้าเรื่องวัฒนธรรมจะต้องมีความกตัญญูกตเวที คนอื่นช่วยเรา เราก็ต้องช่วยคนอื่นเค้า
ต้องตอบแทนกัน

ถาม : เราควรจะกลัวจีนไหมครับ? น่ากลัวไหมที่จีนรวยแล้ว มีพลังแล้วจะรังแกเพื่อนบ้านเล็กๆ?

ตอบ : ไม่มีครับ ท่านก็ดูประวัติศาสตร์ครับ อย่างวันก่อนเราพูดถึง เจิ่งเหอ (ซำปอกง)
เอากองทัพเรือขนาดใหญ่ หลายหมื่นคน กองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนั้น เมื่อ 600 ปีก่อน
เพียงแค่ขอยืมที่ตั้งค่ายในพื้นที่ต่างๆ ไม่เคยเข้าไปโวยวาย ไม่ก้าวก่ายใครเลย
แล้วไปซื้อเสบียงซึ่งก็ใช้เงินซื้อ ใช้ของแลก ไม่มีการรุกราน ไม่มีการไปยึดพื้นที่เลย
ตัวอย่างเช่นนี้ของจีนมีเยอะมาก

เพราะฉะนั้นเราก็มีการชูขึ้นมาว่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กประเทศใหญ่
เราจะต้องอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกันในสังคมโลก ต่างคนต่างก็มีสิทธิที่จะออกเสียงได้
แสดงความเห็นได้เพื่อให้โลกของเราออกมาเป็นในแนวสันติ


ถาม : หากมีเรื่องซัดกับอเมริกา มังกรสู้กับอินทรี เวลาช้างตีกัน หญ้าแพรกอย่างไทยจะแหลกไหม?

ตอบ : ไม่ใช่สู้กันอย่างนั้น ก็ถือหลักการอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่เป็นของเราก็จะรักษาด้วยชีวิต
เพราะสิ่งที่เป็นอธิปไตยบูรณภาพแห่งดินแดนเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ต้องหวงแหน
จะต้องรักษาปกป้องด้วยชีวิต แล้วสิ่งที่เรามีความขัดๆ กัน เป็นเพราะเค้าเป็นคนที่ ทำกันมา
ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ หากเป็นในเรื่องอื่นๆ ก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นเรื่องที่ทำผลประโยชน์ต่างๆ นานา
ไม่เป็นไร ต่างคนต่างร่วมมือกันได้อยู่ที่ว่าใครจะออกแรงมากกว่า ฝ่ายนั้นก็ได้ผลตอบแทนมาก
ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องธรรมดามากอยู่แล้วอาจจะมีความขัดแย้งอยู่แต่ก็คุยกัน

ถาม : พูดกันได้ระหว่างประเทศที่มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แต่ไม่ใช่เป็นการเผชิญหน้า
ที่จะเกินสงครามเย็นรอบใหม่ใช่ไหมครับ?

ตอบ : ไม่ใช่ ไม่มี

ถาม : มองจากแง่มุมของจีน โอบามา ขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ เทียบกับตอนที่ จอร์จ ดับเบิลยู บุช
เป็นประธานาธิบดีอเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศใหญ่ดีขึ้นหรือแย่ลงครับ?

ตอบ : ความจริงโลกเราก็ต้องมีการพัฒนาในแง่ที่ดีมากขึ้น ส่วนที่ว่าความสัมพันธ์ จีน สหรัฐ
ในช่วงหลังๆ ปีหลังๆ ก็มีการพัฒนาไป พยายามหาจุดร่วมกัน ซึ่งฝ่ายจีน ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี
เราก็มีการส่งเสริมกันมานานแล้ว แม้จะความขัดแย้งกัน ก็อย่าไปขัดแย้งกันจนหัวชนฝา
เราสามารถหาจุดร่วมกันได้ มีสิ่งที่พูดจากันได้ ร่วมมือกันได้ ก็แสวงหาจุดนี้ พอเราร่วมจิตใจทางนี้แล้ว
ทำให้ข้อผิดพลาดหายจางไปแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะตกไปเลย หลังจากเรามีการร่วมมือกันแล้ว
ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ปัญหาที่เคยมีแก้ไปในตัวมันเอง ผมก็เชื่อว่า
เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้ และเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ถาม : เราควรจะกลัวว่าจะเกิดสงครามระหว่าง จีน สหรัฐ รอบใหม่หรือไม่...
ไม่ว่าจะเป็นสงครามเย็นหรือสงครามร้อน?

ตอบ : ไม่มีหรอก

ถาม : มีคนวิจารณ์ว่าไม่มีทางที่จะเกิดสงครามระหว่าง จีน กับ สหรัฐ เพราะว่า
จีนไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลไว้เยอะพูดง่ายๆ เป็นเจ้าหนี้สหรัฐเพราะว่า
ถ้าสหรัฐเจ๊ง จีนก็เจ๊งด้วย
ขณะเดียวกันตลาดสหรัฐก็ใหญ่ จีนต้องขายของให้สหรัฐ
จีนก็ต้องระมัดระวังไม่ให้แตกหักกัน เขาวิเคราะห์กันว่าอเมริกา ไม่ทำสงครามกับจีนหรอก
เพราะรู้ว่าจีนเป็นตลาดใหญ่สำคัญ อนาคตสำคัญสำหรับตัวเองเหมือนกัน วิเคราะห์อย่างนี้ถูกไหม?

ตอบ : ถูก ต้องพึ่งพากัน...ประเทศทั้งหลายต่างก็ต้องพึ่งพากันและกัน

ถาม : แล้วคิดว่าจะเกิดความขัดแย้งอะไรที่จะร้ายแรงถึงขั้นเผชิญหน้าแตกหักกันหรือไม่...
นอกจากเรื่องไต้หวัน ทิเบต ทะไล ลามะ ล่าสุดเรื่องโคเปนเฮเกน เรื่องโลกร้อน อิหร่าน 4 -5 เรื่อง
ที่คาราคาซังอยู่...จะมีประเด็นไหนที่ตูมตาม ระเบิดขึ้นมา กลายเป็นเรื่องระดับโลก?

ตอบ : มันอยู่ที่ว่า เรื่องเหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศหรือไม่ หรือเป็นเรื่องสำคัญ
ที่ต้องรักษา ไม่ว่าจะเรื่องไต้หวัน เรื่องทิเบต เรื่องซินเจียง ถือว่าเป็นเรื่องภายในของจีน
เราก็ไม่อยากให้ต่างประเทศเข้ามาแทรกแซง เป็นสิ่งที่ปรากฏจริงมาหลายสิบปีแล้ว
สิ่งที่คาราคาซังอยู่ขณะนี้ เพราะว่าบางฝ่ายเข้ามาแทรกแซง จึงเกิดปัญหาขึ้นมา
ปัญหาไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศ อย่างเรื่องทิเบต จริงๆ แล้ว เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ
แผ่นดินจีนนานแล้ว...ก่อนที่ประเทศตะวันตกจะก่อตั้งด้วยซ้ำ การจะเรียกร้องเอกราช เป็นไปไม่ได้...
บางคนโจมตีว่า ทำลายวัฒนธรรม ทำลายสิ่งแวดล้อมต่างๆ คือความจริงไม่ต้องไปดูหรอก
เพราะไปดูแล้วก็ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น เราก็มีคำถามว่าในทิเบต นั้น สังคมยังอยู่ในสภาพทาส เลย
ตั้งแต่ 50 - 60 ปีก่อนเลย แบบนั้นเลย ดังนั้น ทางการจึงให้โอกาสพวกเขาพัฒนา โดยที่ว่า
วัฒนธรรมนั้นต้องสืบทอดกันต่อไป วัดวาอารามแบบทิเบต สร้างกันบูรณะกันขนานใหญ่เลย

ถาม : เขากล่าวหาว่ารัฐบาลกลางจีนพยายามไปสร้างใหม่ ให้ลืมความเป็นทิเบต

ตอบ : ยังคงแบบเก่าอยู่ พวกลามะที่นับถือศาสนาพุทธนิกายทิเบตก็มากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม
ซึ่งทางรัฐบาลกลางก็ให้ความสำคัญ พยายามเข้าไปช่วย บางสิ่งบางอย่าง แต่ว่าบางฝ่ายจากข้างนอ
ค่อยๆ แทรกแซง ทิเบตจะต้องแยกออกมา ตั้งเป็นเอกราช เป็นสิ่งที่เรายอมไม่ได้

ผมอาจจะเห็นพ้องหรือเห็นต่าง กับท่านทูตก่วนมู่หลายประเด็น
แต่การได้แลกเปลี่ยนกัน อย่างตรงไปตรงมาทำให้สามารถมองจากแง่มุม
ของกันและกันได้ชัดเจนมากขึ้น... และสามารถถกแถลงกันได้
อย่างตรงไปตรงมามากกว่าจีนยุคก่อนมากมายหลายเท่านัก


เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทยม ก่วนมู่

Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ