The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

หน้า 1 จาก 15 1, 2, 3 ... 8 ... 15  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 11:44 am

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000023989

นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

22 กุมภาพันธ์ 2553 03:10 น.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


ภาพการชนกันของกาแลกซี NGC 6872 และ IC 4970 บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทราในย่านรังสีเอกซ์
และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปริตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ในย่านอินฟราเรด ผสมกับการบันทึกของ
กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)

เป็นเวลายาวนาน ที่นักดาราศาสตร์ใช้ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์โนวา” เป็นเครื่องมือช่วยอ้างอิง
ในการวัดการขยายตัวของเอกภพ แต่พวกเขาก็มีข้อสงสัยที่ฝังแน่นว่า
อะไรเป็นสิ่งที่จุดฉนวนให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของดวงดาวนี้


มารัต กิลฟานอฟ (Marat Gilfanov) จากสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์มักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Astrophysics)
ในเยอรมนีกล่าวกับเอเอฟพีว่า มีวัตถุที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจเอกภพ แต่ก็ยอมรับด้วยว่า
เป็นเรื่องน่าอายมากสำหรับทีมวิจัยของเขา ที่ไม่ทราบว่าวัตถุที่ว่านั้นทำงานอย่างไร

อย่างไรก็ดี ตอนนี้พวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าอะไรที่จุดชนวนการระเบิดครั้งใหญ่ของดวงดาว
ที่เรียกว่า “ซูเปอร์โนวา”
(supernova)

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่า ซูเปอร์โนวา ไทป์ 1เอ (Type 1a supernovae) เกิดขึ้น
เมื่อดาวแคระขาวหรือซากดาวเก่าที่ยุบตัว จนกลายเป็นดาวที่ไม่เสถียรเมื่อถึงจุดเกินขีดจำกัด
น้ำหนักตัวเองซึ่งความไม่เสถียรนี้อาจเกิดได้จากทั้งการหลอมรวมกันของดาวแคระขาว 2 ดวง
หรือเกิดจากแรงโน้มถ่วงที่มากพอจะดึงดูดสสารจากดาวคล้ายดวงอาทิตย์ที่อยู่ข้างๆ

อาศัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ของ
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) กิลฟานอฟและทีมวิจัยของเขาได้ศึกษาซูเปอร์โนวา
ในกาแลกซีรูปทรงรี 5 กาแลกซีซึ่งอยู่ใกล้กาแลกซีของเรา รวมถึงซูเปอร์โนวา
ในบริเวณใจกลางกาแลกซี แอนโดรมีดาเพื่อนบ้าน

ผลศึกษาของเราชี้ว่า ซูเปอร์โนวาในกาแลกซีที่เราศึกษานั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก
การหลอมรวมกันของดาวแคระขาว 2 ดวง
หากซูเปอร์โนวาเกิดจากแรงโน้มถ่วง ที่ดึงเอามวลสาร
จากดาวข้างเคียงเข้ามา กาแลกซีนั้นจะต้องมีความสว่างของรังสีเอกซ์มากกว่า 5 เท่า ของความสว่าง
ที่สังเกตได้” อาคอส บอกแดน (Akos Bogdan) จากสถาบันมักซ์ พลังก์ซึ่งร่วมศึกษาในครั้งนี้ด้วยกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีความต้องการศึกษาที่จะประเมินว่าการหลอมรวมกันนั้นเป็นปัจจัยเริ่มต้นของซูเปอร์โนวา
ในกาแลกซีก้นหอยหรือไม่ และการชี้เฉพาะเจาะจงถึงจุดเริ่มต้นไปสู่การระเบิดของซูเปอร์โนวา
ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง อีกทั้งการหาคู่ของดาวแคระขาวนั้นยังทำได้ยากยิ่ง และเมื่อดาวแคระขาวทั้งสอง
ต่างหมุนวนเป็นก้นหอยเข้ารวมกัน จะเกิดระเบิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเวลาของดาวทั้งสอง

สำหรับความรู้ว่า ซูเปอร์โนวาก่อตัวขึ้นอย่างไรนั้น มาริโอ ลิวิโอ (Mario Livio) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์
จากสถาบันโทรทรรศน์อวกาศ (Space Telescope Science Institute) ในแมรีแลนด์ สหรัฐฯ กล่าวว่า
เป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นว่า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถวัดระยะทางและ
ติดตามสสารมืดได้อย่างไร

เราใช้ซูเปอร์โนวาไทป์ 1เอ เพื่อประเมินคุณสมบัติของพลังงานมืดและเพื่อทำเช่นนั้น
ได้อย่างแม่นยำ เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในวิวัฒนาการพลังงานการเปล่งแสง
ของซูเปอร์โนวาเหล่านี้
และกระบวนการที่เราเรียกว่า “ฟีดแบ็ค” (feedback) สำหรับเป็นชื่อขงอ
ซูเปอร์โนวาที่แสดงบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของกาแลกซีที่ซูเปอร์โนวาเหล่านั้นอาศัยอยู่” ลิวิโอกล่าว


ภาพเศษซากจากระเบิดซูเปอร์โนวาในกาแลกซีทางช้างเผือกทั้งซ้ายและขวา (เอเอฟพี)


ภาพควอซาร์คู่ที่อยู่ไกลออกไป 4.6 พันล้านปีแสง (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)


ภาพกลุ่มกาแลกซี Abell 3627 ซึ่งสีน้ำเงินคือบริเวณเปล่งรังสีเอกส์ และบริเวณสีเหลืองแสดงถึงแสงที่ตามองเห็น
ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยแสงของไฮโดรเจน ที่เรียกว่า "เอช-อัลฟา" (H-alpha)
ภาพจากเอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)


ภาพแสดงหลุมดำยักษ์ใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือก ที่เรียกว่า Sagittarius A หรือ Sgr A
(เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์จันทรา)


ส่วนหนึ่งของหลุมดำขนาดกลางในกาแลกซีทรงกลม (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา)


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 11:54 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 11:52 am

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=20&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.doodaw.com/

แผนที่จักรวาล




Webpage นี้ออกแบบไว้ให้ทุกคนให้รู้ว่าจักรวาลของเรามองดูแล้วเหมือนอะไร
มีแผนที่ 9 อัน แต่ละอันจะประมาณการเป็น 10 เท่าของก่อนหน้า แผนที่แรกจะแสดงดาว
ที่อยู่ไกล้ที่สุดก่อน และจะค่อยๆขยายขึ้นไปทีละช้าๆจนกระทั่งถึงมาตราส่วนเท่าที่เห็นได้ในจักรวาล


12.5 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
ใกล้ดาวมากที่สุดดาวที่อยู่ใกล้ดาวอาทิตย์มากที่สุด แผนที่จะแสดงระบบดาวแนวนอนในระยะ 12.5 ปีแสงห่างจากเรา
250 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
ระบบสุริยะเพื่อนบ้านอัตราส่วนขนาดใหญ่จากดาวที่เห็นได้ด้วยตา ในระยะทาง 250 ปีแสง แผนที่จะแสดงส่วนเล็กๆของแกเล็กซีรอบดวงอาทิตย์ของเรา
5,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
แขน The Orionตำแหน่งกลุ่มแขนของแกเล็กซีของเราที่เรียกว่า The Orion มันถูกบรรยายด้วยภาพดาวนับล้านดวงกระจายอยู่กับกลุ่มเมฆก๊าซของหมู่ดาว
50,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
แกเล็กซีทางช้างเผือกแกเล็กซีของเราดูเป็นขดจานหลวมๆมีดาวถึงหนึ่งพันล้านดวงหมุนรวมกันรอบๆตรงกลาง ภาพนี้เป็นได้อะแกรมแสดงถึงรูปลักษณะของแกเล็กซี
500,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
แกเล็กซีบริวารทางช้างเผือกเราจะอยู่รอบๆแกเล็กซีขนาดเล็กที่เคลื่อนที่อย่างช้าๆรอบหนึ่งประมาณหนึ่งพันล้านปี แผนที่แสดงแกเล็กซีบริวารที่อยู่ใกล้ที่สุด
5 ล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
ตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มทางช้างเผือกอยู่ในเส้นแรงดึงดูดระหว่างแกเล็กซีเกลียวขนาดใหญ่สองแกเล็กซีและแกเล็กซีขนาดเล็กเป็นโหล กลุ่มของแกเล็กซีได้ถูกแสดงให้ชัดแจนที่นี่
100 ล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
กลุ่มดาวขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างกลุ่มดาวสิงห์และกลุ่มดาวตาชั่งตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มแกเล็กซีมีดาวที่มีมวลสารหนักเป็นจำนวนมากของกลุ่มดาวที่อยู่ระหว่างรอบๆกลุ่มดาวสิงห์และกลุ่มดาวตาชั่งเป็นการรวมกลุ่มที่รู้จักกันดีคือ Virgo Supercluster จะแสดงที่นี่
1 พันล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
กลุ่มก้อนขนาดใหญ่เพื่อนบ้านการกระจายของกลุ่มแกเล็กซี่ในจักรวาลอย่างเป็นระเบียบแบบแผนแนวโน้มพวกมันจะรวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่เป็นรูปแบบกลุ่มขนาดยักษ์แผนที่จะแสดงกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ห่าง 1 พันล้านปีแสงจากเรา
15 พันล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
จักรวาลที่เห็นได้ถึงแม้ว่าขนาดโครงสร้างเท่าที่รู้ของจักรวาลยังไม่สมบูรณ์ขนาดที่แสดงมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ จักรวาลที่สมบูรณ์เป็นค่อนข้างจะเป็นรูปแบบ แสดงในแผนที่นี้


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:19 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:03 pm


จักรวาลภายในระยะทาง 12.5 ปีแสง

ดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด



  • จำนวนดาวในระยะ 12.5 ปีแสง= 33
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่นี้แสดงระบบดาวในแนวนอนภายในระยะ 12.5 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์ ดาวส่วนมาก
จะเป็นแคระสีแดง-- เป้นดาวที่มีมวลสารมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า มีความสว่างน้อยกว่า 100 ในร้อย 80 %
ของดาวทั้งหมดใน จักรวาลเป็นดาวแคระสีแดง และดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด เป็นดาว Proxima เป็นแบบอย่าง


แผนที่เพิ่มเติม
สถานที่โลกเราอยู่ที่ไหน?เป็นแผนผังที่ขยายจากวงโคจรของโลกถึงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด มันเป็นการแสดงระยะทางขนาดใหญ่ และดาวที่อยู่ใกล้จริงๆ
แผนที่ดาวภายในระยะทาง 20 ปีแสงที่นี่มีแผนที่ที่รู้จักในแนวนอนภายในระยะ 20 ปีแสงโดยใช้ข้อมูลข้างใต้
แสดงรายชื่อดาวภายในระยะ 20 ปีแสงมีดาวมากกว่า 100 ดวงภายในระยะ 20 ปีแสง แสดงรายชื่อดาวที่รู้ภายใต้แนวนอน

ข้อมูลเกี่ยวกับดาวที่อยู่ใกล้

Sun - Type=G2, Magnitude=-26.8, Distance=0.00 ly เป็นดาวแคระสีเหลือง มีดาวเคราห์ 9 ดวง
ในวงโคจรของมัน.
ดาว Proxima Centauri - Type=M5, ลำดับความสว่าง=11.0, ระยะทาง=4.22 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงสลัวๆอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด,และเป็นสมาชิกของระบบดาว Alpha Centauri
แม้ว่าจะดูเหมือนหลอกที่ห่างจากดาวคู่หลักของมันเพียงแค่ 0.24 ปีแสง ดาว Proxima Centauri
ได้ถูกค้นพบในปี 1915 โดย Robert Innes และเป็นดาวที่สว่างน้อย


ดาว Alpha Centauri A,B
- Type=G2+K0,
สำดับความสว่าง=0.0+1.4, ระยะทาง=4.39 ปีแสง
ดูเบาบางอยู่ห่างไกลจากเรามากกว่าดาว Proxima
,เป็นดาวแคระสีส้มและดาวแคระสีเหลือง ซึ่งถูกแต่งแต้มเป็นดาว Alpha Centauri คาบของ
วงโคจร 80 ปีเหมือนกัน พวกมันถูกเป็นวัตถุที่มีความสว่างมากที่สุดบนท้องฟ้าขั้วโลกใต้
ดูคล้ายกับดาว Alpha Centauri จะเป็นสมาชิกที่สามของระบบดาว Proxima เป็นดาวที่มีแสงสลัว
(ลำดับความสว่าง 4.8)


ดาว Barnard's
- Type=M5, ลำดับความสว่าง=9.6, ระยะทาง=5.94 ปีแสง
เป็นดาวที่มีชื่อเสียง
เมื่อเอ่ยถึงดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด, เป็นดาวแคระสีแดงสลัว ได้ถูกค้นพบโดย E Barnard ในปี 1916
ในปี 1960 คิดว่ามีดาวเคราะห์ สองดวงในวงโคจรที่ไม่มีใครเคยเห็น แต่หลังจากการสำรวจแล้วไม่พบ
ในอีก 8,000 ปีดาว Barnard's จะเป็นดาวที่ใกล้เคียงกับเรา


ดาว Wolf 359
- Type=M6, ลำดับความสว่าง=13.5, ระยะทาง=7.80 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมากถูกค้นพบโดย Max Wolf ในปี 1918 สำหรับในระยะเวลา 25 ปีมันยังคงเป็นดาว
ที่มีความสว่างน้อยที่สุด


ดาว Lalande 21185 - Type=M2, ลำดับความสว่าง=7.5, ระยะทาง=8.31 ปีแสง
ดาว JJ Lalande
ได้ถูกเก็บบันทึกจากการตรวจสอบในปี 1790 เป็นดาวแคระสีแดงที่ความสว่างมากที่สุดในท้องฟ้า
แต่ยังไงก็ต้องใช้กล้องสองตาส่องถึงจะเห็นมัน นาย G Gatewood ได้รายงานในปี 1996
เป็นไปได้อาจจะมีดาวเคราะห์ขนาดเท่ากับดาวพฤหัสบดีอยู่ในวงโคจรของมัน แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน


ดาว Sirius A,B - Type=A1+DA, ลำดับความสว่าง=-1.4+8.4, ระยะทาง=8.60 ปีแสง
เป็นดาวสีขาว
ที่มีความสว่างมากที่สุดในท้องฟ้ายามค่ำคืน เป็นดาวที่มีความสว่างมากภายใน 25 ปี มันดาวสีขาว
ที่ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในปี 1852 เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นดาวแคระสีขาว ตั้งแต่ในปี 1852 คาบวงโคจร 50 ปี


ดาว Luyten 726-8 A,B - Type=M5+M5, ลำดับความสว่าง=12.4+13.3, ระยะทาง=8.73 ปีแสง

เป็นระบบดาวคู่ที่มีความสลัวประกอบด้วยดาวแคระสีแสงสองดวง ระบบดาวนี้บางทีชื่อ UV Ceti
จะเป็นชื่อที่รู้จักกันดีมากกว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงชื่อดาวทั้งสองดวงในระบบ มันเป็นดาวที่ส่องสว่างมาก
สามารถมองเห็นแสงพื้นผิวคล้ายกับพื้นผิวของดวงอาทิตย์ แต่มีพลังงานมากกว่ามาก
ดาวคู่นี้ใช้เวลาโคจร 200 ปีแต่ละรอบ


ดาว Ross 154 - Type=M4, ลำดับความสว่าง=10.4, ระยะทาง=9.69 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงสลัว
มันเป็นดาวที่อยู่ในรายการดาวที่อยู่ใกล้ของนาย Frank Ross ในปี 1930 มันเคยเป็น
ดาวที่มีความสว่างระยะหนึ่ง


ดาว Ross 248
- Type=M6, ลำดับความสว่าง=12.3, ระยะทาง=10.33 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงสลัว
อีกดวงหนึ่ง


ดาว Epsilon Eridani
- Type=K2, ลำดับความสว่าง=3.7, ระยะทาง=10.50 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีส้ม
เป็นดาวที่ถูกค้นพบว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่มีความเฉลียวฉลาด กับกล้องโทรทัศน์วิทยุ
(Green Bank radio telescope) ในปี 1960 เมื่อดาวเทียม IRAS ได้ตรวจจับฝุ่นเป็นจำนวนมากรอบๆ
ดาวดวงนี้แสดงว่าเป็นไปได้ที่จะก่อรูปร่างระบบสุริยะ และเมื่อเร็วๆนี้(สิงหาคม 2000) ได้ค้นพบ
ดาวเคราะห์ขนาดเท่ากับดาวพฤหัสบดีอยู่ในวงโคจรของดาว ที่ระยะห่าง 3.2 AU (480 ล้านกิโลเมตร)


ดาว Lacaille 9352 - Type=M2, ลำดับความสว่าง=7.4, ระยะทาง=10.73 ปีแสง
เป็น ดาวแคระสีแดง
ที่มีความสว่างสวยงามมากซึ้งง่ายต่อการใช้กล้องสองตาส่อง มันได้ถูกเก็บบันทึกเป็นครั้งแรก
โดย Nicolas de Lacaille's เป็นดาวที่อยู่ที่ขั้วโลกใต้ เป็นดาวที่ถูกเก็บไว้ในรายการตั้งแต่ปี 1752


ดาว Ross 128 - Type=M4, ลำดับความสว่าง=11.1, ระยะทาง=10.89 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงที่สลัว
หรือที่รู้จักคือ Fl Vir มันเป็นชื่อดาวใหม่ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ


ดาว Luyten 789-6 A,B,C - Type=M5+M5+M7, ลำดับความสว่าง=13.3+13.3+14.0,
ระยะทาง=11.1 ปีแสง
ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นดาวแคระสีแดงสามดวงอยู่ในระบบนี้ คาบวงโคจรของมัน 2 ปี
ดาวดวงที่สามจะมีความสลัว เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นดาวที่อยู่ใกล้มากที่สุด


ดาว Procyon A,B
- Type=F5+DA, ลำดับความสว่าง=0.4+10.7, ระยะทาง=11.41 ปีแสง
เป็นดาวสีขาว
ที่มีความสว่างมาก เป็นดาวที่สว่างมากเป็นอำดับที่แปดในท้องฟ้า มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเป็นสองเท่า
ของดวงอาทิตย์ ดาว Procyon เป็นดาวที่ใหญ่ที่สุด ภายใน 25 ปีนี้ ดาว Procyon เป็นดาวแคระสีขาว
ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1896 คาบวงโคจรของมัน เป็นระยะเวลา 41 ปี


ดาว 61 Cygni A,B - Type=K5+K7, ลำดับความสว่าง=5.2+6.1, ระยะทาง=11.43 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีส้มสองดวงเป็นดาวที่มีชื่อเสียงมากเป็นครั้งแรกที่มีการวัดระยะทาง โดย F Bessel
ในปี 1838 ดาวคู่ดวงนี้มีความคล้ายกันมาก ห่างกัน (90 AU) ใช้เวลา 700 ปี คาบของการโคจร


ดาว Struve 2398 A,B - Type=M4+M5, ลำดับความสว่าง=8.9+9.7, ระยะทาง=11.6 ปีแสง

เป็นดาวแคระคู่สีแดงมีชื่อเรีกว่า Struve 2398 จากรายการที่บันทึกว่าเป็นดาวคู่ ได้ประกาศเป็นทางการ
ในปี 1872 ดาวสองดวงนี้อยู่ห่างกัน (60 AU) และคาบของการโคจร 450 ปี


ดาว Giclas 51-15 - Type=M6, ลำดับความสว่าง=14.8, ระยะทาง=11.8 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมาก อย่างน้อยก็ภายใน 14 ปีนี้ มันจะส่องสว่าง คิดเป็น 0.001%ของดวงอาทิตย์


ดาว Epsilon Indi - Type=K5, ลำดับความสว่าง=4.7, ระยะทาง=11.83 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีส้ม
มันคล้ายกับดาว Epsilon Eridani ถึงแม้ว่าจะเล็กกว่าเล็กน้อย และสว่างน้อยกว่า


ดาว Luyten 372-58
- Type=M5, ลำดับความสว่าง=13.0, ระยะทาง=12.1 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมาก ถึงแม้ว่าดาวดวงนี้ได้ถูกบันทึกเป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว แต่ดาวดวงนี้ได้ถูก
วัดระยะทางใหม่เมื่อเร็วๆนี้


ดาว Luyten 725-32 - Type=M5, ลำดับความสว่าง=12.1, ระยะทาง=12.1 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมาก


ดาว Luyten's Star - Type=M3, ลำดับความสว่าง=9.8, ระยะทาง=12.39 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
มันเป็นชื่อที่ถูกตั้งโดย Willem Luyten ในปี 1935 เป็นดาวที่อยู่ห่าง Procyon ในระยะ 1.2 ปีแสง
แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน




วงโคจร Epsilon Eridani จากดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ซึ่งอาจจะดูคล้ายสิ่งนี้


http://www.doodaw.com/mapuniverse/12lys.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:20 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:09 pm


250 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์



จักรวาลภายในระยะ 250 ปีแสง

ดาวเพื่อนบ้าน



  • จำนวนดาวภายในระยะ 250 ปีแสง = 250,000 ดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่นี้ชี้ตำแหน่งดาวที่สว่างมาก 1,500 ดวงภายในระยะ 250 ปีแสง ดาวทั้งหมดเหล่านี้มีความสว่างมากกว่า
ดวงอาทิตย์ทั้งหมดสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เกือบ 1/3 ที่เห็นได้ด้วยตาตามแนวนอน 250 ปีแสง
ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนเล็กๆของแกเล็กซีของเรา


แผนที่เพิ่มเติม
แผนที่ดาวภายในระยะ 50 ปีแสง
มีดาวที่เห็นได้ 133 ดวงภายในระยะ 50 ปีแสงห่างจากเรา และที่นี่จะเป็นแผนที่ที่แสดงดาวเหล่านี้
ข้อมูลและรายการ
การจำแนกประเภทดาว
นี่เป็นไดอะแกรมขนาดกระทัดรัดแสดงชนิดของดาวที่แตกต่างกันเป็นข้อมูลอย่างง่ายๆ อย่างเช่น ขนาด,มวล,อุณหภูมิที่มาด้วนกัน,ชนิดของดาวที่แตกต่างกัน อื่นๆอีก [/
ไดอะแกรม The Hertzsprung-Russell
ชนิดของดาวหลักทั้งหมดที่ตั้งอยู่ที่ไดอะแกรม Hertzsprung-Russell ซึ่งดาวทั้งหมดจะอยู่ในตำแหน่งไดอะแกรมเป็นจุดดาวที่มีความสว่าง Hertzsprung-Russel ด้วยสีที่ตรงกันข้าม.
ดาวที่สว่างมากสุด
แสดงรายการดาวที่มีความสว่างมากที่สุด จำนวน 200 ดวง กับระยะทางที่ได้รับจากตาราง Hipparcos
กลุ่มดาว Hyadesr

กลุ่มดาว Hyades อยู่ใกล้กลุ่มดาวหลักมากที่สุดและมีเพียงแค่ดวงเดียวที่อยู่ใกล้เพียงพอที่จำ
ทำแผนที่สามมิติ กลุ่มดาว Hyades เป็นวัตถุที่มีความสว่างแต่ภาพที่เห็นมีส่วนที่ถูกทำลาย
โดย Aldebaran ดาวยักษ์สีส้มที่สว่าง เจิดจ้าอยู่ข้างหน้าของกลุ่มดาว กลุ่มดาวนี้อยู่ห่างจากพวกเรา
151 ปีแสงมันก่อ รูปร่างมาแล้วเกือบ 660 ล้านปี กลุ่มดาวนี้ได้เคยอยู่รอบๆแกเล็กซี
ภายในดาวกลุ่มนี้เคลื่อนที่แยกต่างกันอย่างช้าๆ


http://www.doodaw.com/mapuniverse/250lys.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:24 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:12 pm



Hyades - เป็นกลุ่มดาวที่สว่างใน Taurus

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:16 pm


5,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์



จักรวาลภายในระยะ 5,000 ปีแสง

แขน Orion



  • จำนวนดาวภายในระยะ 5,000 ปีแสง เท่ากับ 300 ล้านดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่นี้อยู่ตรงมุมของแกเล็กซีทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์อยู่ตำแหน่งที่ตั้ง ตรงแขน Orion --
ค่อนข้างอยู่ตรงปลายแขนเปรียบเทียบกับแขนของ Sagittarius ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดกับ
ตรงกลางของแกเล็กซี แผนที่นี้แสดงให้เห็นดาวทั่วๆไป ที่เห็นได้เมื่อดูด้วยตาเปล่า
ซึ้งตำแหน่งที่ตั้งอยู่ด้านในตรงแขน Orion กลุ่มดาวที่เด่น ที่นี่เป็นดาวหลักซึ้งมาจากหมู่ดาว Orion
จากเกลียวแขนเป็นชื่อที่ได้รับ ดาวส่วน ใหญ่ทั้งหมดเป็นดาวขนาดใหญ่ที่สว่าง และดาวขนาดยักษ์
มีความสว่างมากกว่า ดวงอาทิตย์ของเราเป็นหลายหมื่นเท่า ดาวที่สว่างที่สุดบนแผนที่คือ
ดาว Rho Cassiopeia อยู่ห่างจากเรา 4,000 ปีแสงมันเป็นดาวที่ดูสลัวเมื่อดูด้วยตาเปล่า
แต่จริงๆแล้วมันเป็น ดาวขนาดยักษ์สว่างกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 100,000 เท่า


แผนที่เพิ่มเติม
แผนที่ภายในระยะ 2,000 ปีแสง ตรงแขน Orion
นี่เป็นจุดดาวที่สว่างมากภายในระยะ 2,000 ปีแสงร่วมกับกลุ่มดาวหลักและเนบิวลา ในระยะทางนี้
แผนที่กลุ่มของดาวและเนบิวลา
ที่นี่เป็นแผนที่กลุ่มดาวหลักและเนบิวลา ตามแนวนอนภายในระยะ 10,000 ปีแสง
ข้อมูลและตารางรายการ
เนบิวลาที่กระจายออกไป
เป็นอาณาบริเวณเนบิวลาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากที่มีความสว่างเป็นที่รู้จักอยู่ในแกเล็กซีเรา พวกมันปกติจะเป็นดาวที่เกิดใหม่ที่นี่แสดงจำนวนเนบิวลาเป็นจำนวนมากที่รู้จักกันดี
เนบิวลาดาวเคราะห์
เป็นเนบิวลาที่เกิดจากเศษหลงเหลือจากดาวที่ตายแล้ว พวกมันถูกเรียกว่า เนบิวลาดาวเคราะห์ เพราะว่า บ่อยครั้งจะเป็นวงกลม นี่เป็นรายการเนบิวลาดาวเคราะห์ที่สว่าง
เนบิวลามืด
ไม่ทั้งหมดที่จะเป็นเนบิวลาที่สว่างจำนวนมาก(บางทีจำนวนมากกว่าครึ่งหรือทั้งหมด) โครงสร้างจะเป็นฝุ่นผงที่มืด เห็นได้จากการปิดกั้นแสงของดาวซึ้งจะครอบคลุม พื้นที่ข้างหลังทั้งหมดนี่เป็นรายการเล็กน้อยที่เห็นเนบิวลามืดได้ชัด
กลุ่มดาวเปิด
ดาวเป็นจำนวนมากที่ก่อตัวรูปร่าง เป็นกลุ่มดาวนับร้อยๆดวงที่หนาแน่นที่รู้จักเป็นกลุ่มดาวเปิดที่มีเป็นหมื่นที่รู้จักในแกเล็กซีของเรา ก็มีกระจุกดาวลูกไก่ เป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงมาก ที่นี่จะแสดงรายการกระจุกดาวเปิดที่สว่าง

http://www.doodaw.com/mapuniverse/5000lys.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:29 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:20 pm



50,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์



แกเล็กซีทางช้างเผือก



  • จำนวนดาวทั้งหมดภายในระยะ 50,000 ปีแสง เท่ากับ 2 แสนล้านดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่ แสดงขอบเขตทั้งหมดของแกเล็กซีทางช้างเผือก -แขนหนึ่งของแกเล็กซี มีดาวอย่างน้อย
200 ล้านดวง ดวงอาทิตย์ของเราซุกอยู่ด้านในของแขน Orion ในระยะ ทางห่างจากตรงกลาง 26,000 ปีแสง
ดาวที่อยู่ตรงกลางของแกเล็กซีเป็นดาวพวกเดียวกัน ที่อยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าสถานที่ที่เราอยู่
สังเกตว่ากระจุกลุ่มดาวเล็กๆที่เรียงรายอยู่ทาง ด้านนอกของระนาบแกเล็กซี และสังเกตดาวเพื่อนบ้าน
ปัจจุบันที่เป็นแกเล็กซีขนาดเล็ก -คือแกเล็กซีแคระ Sagittarius -ซึ่งจะถูกกลืนอย่างช้าๆจากแกเล็กซีของเรา


แผนที่เพิ่มเติม
แผนที่ทางช้าวเผือก
นี่เป็นแผนที่อื่นๆของทางช้างเผือก สิ่งที่วาดได้มองตรงมาจากทางด้านบนของ แกเล็กซี
ข้อมูลและรายการ
กระจุกดาวทรงกลม
รอบๆ แกเล็กซีขนาดใหญ่ประกอบไปด้วยกระจุกดาว haloที่มีความหนาแน่นเป็นกระจุกดาว ทรงกลมที่รู้จักกันดี อย่างคล่าวๆมีถึง 150 กระจุกดาวรอบๆแกเล็กซีของเรา

แกเล็กซีแคระ Sagittarius


แกเล็กซีแคระเป็นแกเล็กซีที่อยู่ใกล้แกเล็กซีเรามากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในปี 1994 มันได้ถูกค้นพบ
มันอยู่ไกลอีกด้านหนึ่งของแกเล็กซีของเรา และยากต่อการสำรวจถูกปิดกั้นจากแก๊ซและฝุ่น
ประมาณว่าอยู่ห่างจากเรา 78,000 ปีแสง และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10,000 ปีแสง มันอยู่ในวงโคจรของ
แกเล็กซีของเรา คาบการโคจรเกือบ 1 พันล้านปีแต่เราไม่สามารถคาดการณ์ สุดท้ายว่า
อยู่ได้นานเท่าไร อาจจะ 100 ล้านปีมันจะถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยแกเล็กซีของเรา
มันมีดาวอย่างน้อย 10 ล้านดวง คร่าวๆน่าจะอยู่ในตำแหน่ง กระจุกดาว M54 แต่กระจุกดาว
ตรงส่วนนี้เป็นส่วนของดาวแคระขาวที่ไม่ชัดเจน

แกเล็กซีที่ถูกกลืน

แกเล็กซีแคระ Sagittarius มีความเป็นไปได้ที่ไม่ใช้แกเล็กซีแรกที่จะถูก "กลืนกิน" โดยแกเล็กซีของเรา
จากรายงานการสำรวจที่อยู่ด้านนอกของแกเล็กซี มีดาวที่รวม กันเป็นกระจุกที่ยังคงหลงเหลือ
จากแกเล็กซีที่มีขนาดเล็ก ซึ้งได้ถูกกลืนกินด้วย แกเล็กซีทางช้างเผือกของเรามากว่าพันล้านปีมาแล้ว
ดาวได้กระจัดกระจายอย่าง น้อยก็สองกระจุกซึ้งทั่วไปแล้วจะมีขนาด 10,000 ปีแสงหรือ
มากกว่า 100,000 ปีแสง จากตรงกลางของแกเล็กซี


http://www.doodaw.com/mapuniverse/galaxy.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:31 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:21 pm



จุดบนท้องฟ้าทั้งหมด เป็นดาวที่สว่างมากถึง 25,000 ดวง,ดาวสีขาวหลายดวงที่แสดง
ถูกรวมไปกับแกเล็กซีทางช้างเผือก แผนที่มีข้อจำกัดเมื่อมองดูด้านข้างของแกเล็กซี
แถบมืดๆตรงกลางของรูปภาพ เกิดเนื่องจากใกล้กลุ่มเนบิวลามืด ในหมู่ดาว Ophiuchus

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:26 pm



500,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์




แกเล็กซี Satellite



  • จำนวนแกเล็กซีขนาดใหญ่ภายในระยะ 500,000 ปีแสง = 1
  • จำนวนแกเล็กซีขนาดเล็กภายในระยะ 500,000 ปีแสง = 9
  • จำนวนดาวภายในระยะ 500,000 ปีแสง = สองแสนล้านดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แกเล็กซีขนาดเล็กๆที่อยู่รอบๆแกเล็กซีทางช้างเผือก ที่บรรจุดวงดาวไว้ถึง 10 ล้านดวง
ซึ้งมีจำนวนเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนดาวทั้งหมดที่มีชื่อเสียงในทาง ช้างเผือกของเรา
แผนที่ข้างบนแสดงแกเล็กซีขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ที่สุด พวกมันทั้งหมดถูกแรงดึงดูดจากแกเล็กซี
ทางช้างเผือกดูดอยู่ในวงโคจรเป็นเวลาหลายล้านปี


แกเล็กซี The Satellite


แกเล็กซีขนาดเล็ก Sagittarius (ระยะทาง = 78,000 ปีแสง)
อยู่ใกล้ด้านหนึ่งของแกเล็กซีของเรา
ได้ถูกค้นพบเมื่อเร็วนี้ในปี 1994 มันเริ่มถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยแกเล็กซีของเรา
เมฆ Magellanic ใหญ่ (ระยะทาง = 170,000 ปีแสง) เป็นแกเล็กซีบริวารขนาดใหญ่และเป็นแกเล็กซีใหญ่
เป็นอันดับที่สี่ในตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มแกเล็กซี เป็นวัตถุที่ใหญ่และสว่างมากที่สุดในท้องฟ้าขั้วโลกใต้
มันมีดาวมากเป็นจำนวนหลายล้านดวงและมีดาวเป็นจำนวนมากที่ก่อรูปร่างใหม่ ที่เ่ด่นน่าจะเป็น
เนบิวลา Tarontula ทั้งก๊าซและฝุ่นมีขนาดใหญ่มากมีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 2,000 ปีแสง
มีการระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวา ในกลุ่มเมฆ Magellanic ใหญ่ในปี 1987 และสังเกตได้จากเศษที่หลงเหลือ
จากการขยายตัวในการวัดระยะทาง ของแกเล็กซี
เมฆ Magellanic เล็ก (ระยะทาง = 210,000 ปีแสง)
ถึงแม้ว่ามันเป็นชื่อแกเล็กซีที่ค่อนข้างใหญ่ สำหรับแกเล็กซีขนาดเล็ก มันบรรจุดาวอย่างน้อย 100 ล้านดวง
และง่ายต่อการเห็นกับการมองด้วยตาเปล่าทางขั้วโลกใต้ เหมือนกับเมฆ Magellanic ใหญ่ ที่นี่ยังคงมีดาว
เป็นจำนวนมากที่ก่อรูปร่างจากสถานที่นี่
แกเล็กแคระ Ursa Minor (ระยะทาง = 215,000 ปีแสง)
ถูกค้นพบในปี 1954 เป็นแกเล็กซีที่ดูไม่สำคัญ ถึงแม้ว่ามันใกล้เคียงแกเล็กซี มันอยู่ไกลจนสลัว
ต้องดูด้วยกล้องโทรทัศน์ที่มีประสิทธิภาพสูง ดาวทั้งหมดที่มีในแกเล็กซีอย่างน้อยมีอายุน้อยกว่า
หมื่นล้านปี เป็นแกเล็กซีขนาดเล็ก มันได้จับกลุ่มก๊าซและฝุ่นในการก่อตัวดาวใหม่

แกเล็กซีแคระ Sculptor (ระยะทาง = 258,000 ปีแสง)
ถูกค้นพบโดย Harlow Shapley ในปี 1937
มันเป็นไปได้ที่มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของ แกเล็กซี Ursa แต่ดาวทั้งหมดดูแล้วน่าจะมีอายุมาก
แกเล็กซีแคระ Draco (ระยะทาง = 267,000 ปีแสง) ได้ถูกค้นพบในเวลาเดียวกันกับแกเล็กซี Ursa
ในปี 1954 แกเล็กซีนี้มีขนาดแทบจะเท่ากัน และบรรจุดาวที่มีอายุมาก
แกเล็กซีแคระ Sextans
(ระยะทาง = 280,000 ปีแสง)
เป็นแกเล็กซีที่ถูกค้นพบในปี 1989 มันเป็นแกเล็กซีที่มีความสลัวมาก
แต่ดูแล้วค่อนข้างจะใหญ่กว่า แกเล็กซี Ursa Minor และแกเล็กซี Draco
แกเล็กซีแคระ Carina
(ระยะทาง = 330,000 ปีแสง)
เป็นแกเล็กซีที่ถูกค้นพบในปี 1977 เป็นแกเล็กซีขนาดเล็กทั่วๆไป
อย่างไรก็ตามดาวที่มีอายุอ่อนที่สุด มีอายุมากถึง 7 หมื่นปีซึ้งแก่กว่าดาวแคระขนาดเล็กอื่นๆ
แกเล็กซีนี้ดูเหมือนได้ก่อรูปร่างมาหลายพันล้านปี หลังจากที่ก่อรูปร่างแกเล็กซีบริวาร

แกเล็กซีแคระ Fornax (ระยะทาง = 450,000 ปีแสง)
ถูกค้นพบในเวลาเดียวกันกับแกเล็กซีขนาดเล็ก
Sculptor ในปี 1937 มันใหญ่กว่าแกเล็กซีที่มีขนาดเล็ก ที่สุดและบรรจุดาวหลายล้านดวงอายุ
โดยเฉลี่ย 3-10 พันล้านปี แกเล็กซีนี้มีหกกลุ่มทรงกลมในวงโคจรมัน


http://www.doodaw.com/mapuniverse/sattelit.php

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:26 pm


แกเล็กซี Fornax ขนาดเล็ก คล้ายกับแกเล็กซีขนาดเล็กมากมันดูแล้วไม่น่าประทับใจ
บรรจุดาวเป็นล้านดวง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:30 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=22&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://203.172.208.242/tatalad/subject/Science/darasad/SkyTelescope.htm

กล้องดูดาว การ
ที่นักดาราศาสตร์ ให้ความสนใจกับสิ่งที่เห็นบนท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์, ดาวเคราะห์, เนบิวลา, แกแล็กซี่
หรือกระทั่งหลุมดำก็ตาม ก็เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึง จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่เราอาศัยอยู่
ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนั้น ไม่เพียงแต่อาศัยเฉพาะแสง ที่เรามองเห็นด้วยตาเท่านั้น ที่เราใช้มองดู
และศึกษาไปยังในอวกาศ แต่ยังมีอีกหลายรูปแบบ ที่เรามองด้วยตาไม่เห็น ซึ่งรูปข้างล่าง
เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ และแสดงให้เห็นถึงกาแล็กซี่ทางช้างเผือก (The Milky Way) ของเรา
ที่มองเห็นได้ด้วยกล้องดูดาว แบบคลื่นวิทยุ, คลื่นอินฟราเรด, คลื่นแสงปกติที่ตาเรามองเห็น,
คลื่นรังสีเอ็กซ์ และคลื่นรังสีแกมมา
กาแล็กซี่ทางช้างเผือก (The Milky Way Galaxy)


คลื่นวิทยุ (Radio)


คลื่นอินฟราเรด (Infrared)


คลื่นแสงปกติ (visual)


คลื่นแสงปกติ (visual)


คลื่นรังสีแกมมา (Gamma ray)


รูปแสดงให้เห็นว่า คลื่นรังสีแกมมา
มีความยาวคลื่นน้อย แต่มีพลังงานสูง
ในขณะที่ คลื่นวิทยุ มีความยาวคลื่นมาก
แต่มีพลังงานต่ำ เมื่อเทียบกับคลื่นแสง
ที่เรามองเห็น (Visible)
แสง
ที่เราเห็นด้วยตา เป็นพลังงานในรูปแบบของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (The Electomagnetic Wave) ที่เกิดจากการแผ่รังสีของวัตถุในอวกาศเหล่านั้น และเป็นเพียงรูปแบบเดียว ที่ตาของมนุษย์เรามองเห็น แต่ยังมีอีกหลายรูปแบบ ที่ตาเรามองไม่เห็น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่น้อย จะมีพลังงานต่ำ เช่น คลื่นวิทยุ หรือคลื่นอินฟราเรด
ส่วนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูง ก็จะมีพลังงานมาก ได้แก่ คลื่นรังสีเอ็กซ์ หรือคลื่นรังสีแกมมา เป็นต้น

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:38 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.geocities.com/Athens/Parthenon/4883/galaxy.htm

ดาราจักรชนกัน
ปรากฏการณ์แห่งจักรวาล

องค์การนาซาเผยภาพเด็ดที่ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
เป็นที่ฮือฮากันทั่วโลก เป็นภาพ 2 ดาราจักรชนกันและก่อให้เกิดดาวฤกษ์ใหม่ๆขึ้น
กว่าหนึ่งพันกระจุกดาว รวมแล้วเป็นดาวฤกษ์กำเนิดใหม่กว่า 1 ล้านดวง
รวมทั้งยังทำนายว่าดาราจักรที่โลกเราอยู่นี้ก็จะชนกับดาราจักรแอนโดรมีดา
ในอนาคตเช่นกัน


ดาราจักร (galaxy, แกแลกซี) คือระบบของดวงดาวซึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ เนบิวลา
กลุ่มก๊าซ ฝุ่น ธุลี และที่ว่างในอวกาศ เทหวัตถุต่างๆในดาราจักรนั้นเกาะกลุ่มอยู่รวมกัน
ได้ด้วยแรงดึงดูดระหว่างกันและกัน ถ้าจะเปรียบเทียบเอกภพนี้เป็นเหมือนโลก ดาราจักรหนึ่ง
ก็คงเทียบได้กับเกาะแห่งหนึ่งนั่นเอง แต่ดาราจักรแต่ละระบบนั้นแม้จะกินเนื้อที่เพียงส่วนเสี้ยว
ของเอกภพ แต่เพียงเท่านั้นก็มีขนาดมหึมาเกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปถึง ลองคิดดูว่าในเอกภพนั้น
มีดาราจักรอยู่ถึงกว่าหมื่นล้านระบบ เฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือก (Milky Way galaxy) ที่โลก
และระบบสุริยะของเราอาศัยอยู่นั้นก็มีดาวฤกษ์อยู่ถึงราวหนึ่งแสนล้านดวงเข้าไปแล้ว


ดาราจักรแต่ละระบบนั้นไม่ได้อยู่นิ่งเฉยๆ แต่จะเคลื่อนที่ไปในเอกภพ รวมทั้งเทหวัตถุต่างๆ
ที่อยู่ในดาราจักรก็จะเคลื่อนที่ตามกันไปด้วย เมื่อดาราจักรมีอยู่มากมายในเอกภพเหมือนรถ
ที่มีมากมายในท้องถนน ดังนั้นการที่ดาราจักรจะเคลื่อนที่มาชนกันก็ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้


นักดาราศาสตร์ได้สนใจศึกษาปรากฏการณ์ดาราจักรชนกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้
รายละเอียดมากนักเนื่องจากดาราจักรแต่ละแห่งนั้นอยู่ไกลจากโลกมาก รวมทั้งโลกยังมีชั้นบรรยากาศ
ที่มีฝุ่นละอองมาบดบังแสงสว่างจากดวงดาวอยู่ ทำให้การศึกษารวมทั้งการถ่ายภาพดาราจักรชนกัน
ด้วยกล้องโทรทัศน์ที่มีอยู่บนโลกไม่สามารถเห็นรายละเอียดได้มาก


แต่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ องค์การบริหารอากาศและการบินหรือองค์การนาซา
แห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้เผยแพร่ภาพถ่ายที่ได้จากกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิลซึ่งโคจรอยู่นอกโลก
ภาพที่ส่งมานั้นเป็นภาพการชนกันของดาราจักร 2 ระบบที่อยู่ใกล้กัน นั่นคือ
ดาราจักรเอ็นจีซี 4038 (NGC4038) และเอ็นจีซี 4039 (NGC4039) ซึ่งภาพที่ได้นั้นเห็นรายละเอียด
ได้มากมายกว่าที่ได้จากกล้องโทรทัศน์บนโลกมากนัก สร้างความตื่นเต้นแก่วงการวิทยาศาสตร์
รวมทั้งเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก



ดาราจักรเอ็นจีซี 4038 (NGC4038) และ เอ็นจีซี 4039 (NGC4039)
ภาพนี้ถ่ายจาก
กล้องโทรทัศน์บนโลก ส่วนที่เห็นอยู่กลางภาพคล้ายรูปหัวใจ
นั้นคือดาราจักรทั้ง 2 ระบบที่รวม
ตัวเข้าหากัน ซึ่งที่จริงแล้วขอบเขตของดาราจักร
ทั้งสองไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่ยังรวมห้วงอวกาศที่อยู่รอบนอกอีกด้วย
ผลจากการชนกันหรือรวมตัวเข้าหากันนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
แรงดึงดูดที่ยึดเหนี่ยวดาราจักร
อยู่ เส้น 2 เส้นที่เห็นคล้ายหนวดแมลง
ที่งอกออกมา
จากหัวใจนั้นก็เป็นปรากฏการณ์อันเป็นผลจากการชนกัน
ดังนั้นดาราจักรนี้ (หมายถึง 2 ดาราจักร
ที่รวมกันอยู่นี้) จึงมีชื่อเรียก
อีกชื่อหนึ่งว่า
ดาราจักรหนวดแมลง (Antennae galaxy)


ภาพที่เห็นในซีกซ้ายคือภาพดาราจักรหนวดแมลงส่วนที่เห็น
ในกรอบสีน้ำเงิน
นั้นเมื่อจับภาพด้วยกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิลแล้ว
จะเห็นรายละเอียดภายในได้
อีกมากดังที่เห็นในซีกขวา


ภาพที่เห็นในภาพคือใจกลางของดาราจักรเอ็นจีซี 4038 และเอ็นจีซี 4039
ที่เกิดการชนกัน โดยในภาพกลางนั้นมี 4 บริเวณที่ถูกนำมาขยายเพื่อให้เห็น
รายละเอียดมากขึ้น
(คลิกที่บริเวณที่ล้อมกรอบเพื่อดูภาพขยาย)

เราจะเห็นแกนกลางของดาราจักรเอ็นจีซี 4038 คือส่วนที่เป็นคล้ายกลุ่มเพลิงสีส้ม
ที่อยู่ในล้อมกรอบด้านซ้าย ส่วนแกนกลางของดาราจักรเอ็นจีซี 4039 คือ
กลุ่มที่เห็นเป็นสีส้มในล้อมกรอบด้านขวา
ส่วนที่เห็นเป็นสีฟ้าและฟ้าอมขาวในภาพนั้นคือ
กลุ่มดาวฤกษ์ที่เกิดใหม่ทั้งสิ้น ซึ่งในภาพนี้ได้ขยายมาให้ชม 2 บริเวณ จะเห็นได้ว่า
เพียงแค่ 2 บริเวณนี้ก็เห็นดาวฤกษ์เกิดใหม่จำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว

มาตราส่วนที่เห็นในภาพขยายทั้ง 4 ภาพนั้นเทียบเท่ากับระยะทาง 1,500 ล้านปีแสง



ภาพวาดจากจินตนาการแสดงการ
ชนกันระหว่างดาราจักรทางช้างเผือก
และดาราจักรแอนโดรมีดา

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 11:15 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=5&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.mythland.org/v2/index.php

The Search for Planet X : การค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่สิบ
ตามตำนานของชาวสุเมเรี่ยน

Where do human come from?

เรื่องนี้เก็บตกมาจากหนังสือของนักภาษาศาสตร์ Zecharia Sitchin เขาเขียนหนังสือดังๆ
ไว้หลายเล่มด้วยกันในที่นี้จะเก็บรายละเอียดย่อๆมาเล่าให้ฟังพอหอมปากหอมคอนะครับ

อีตา Sitchin เนี่ยเค้ามีความเชื่อว่ามนุษย์เรานี้เป็นทายาทของมนุษย์ต่างดาวครับ บางท่านก็คงจะนึกว่า
มันจะแปลกอาไร๊…เพราะนักเขียนฝรั่งที่เชื่อแบบเดียวกันและเขียนหนังสืออกมาก็มีกันตั้งหลายคน
อันนั้นมันก็ใช่อยู่หรอกครับ เพียงแต่ตา Sitchin เนี่ยค่อนข้างจะเชี่-ยวชาญเรื่องอักขระโบราณ
เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามรอยอารยธรรมที่มีคนเชื่อกันว่าเป็นอารยธรรมที่มาจากนอกพิภพ
งานเขียนของเขาครอบคลุมอย่างกว้างขวางไล่ไปตั้งแต่เรื่องของสโตนเฮนจ์ โบราณสถานเทียฮัวนาโค
รวมไปถึงอายธรรมโบราณของสุเมเรียนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาว Nibiruans ในคำจารึกของชาวสุเมเรียน
เรียกพวกเขาว่า อานันนาคิ (Anunnaki) ซึ่ง Anunnaki นี่แหละครับที่ตา Sitchin เชื่อว่าไม่เพียงแต่
สร้างอารยธรรมในดินแดนเมโสโปเตเมียเท่านั้น แต่ยังสร้างอารยธรรมของทั้งโลกอีกด้วย
พวกเขามาจากดาวเคราะห์ดวงที่ชื่อว่า นิบิรุครับ




จากการถอดรหัสอักษรคูนิฟอร์มมากกว่าสองพันชุดที่จารึกเรื่องราวในดินแดน
แถบอ่าวเปอร์เซียเอาไว้ บางจารึกมีอายุถึงหกพันปี บางจารึกก็แตกหักไม่สมบูรณ์แถมยังกระจายอยู่
ตามพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกมีจารึกคูนิฟอร์มชิ้นนึงที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในประเทศเยอรมณีกล่าวถึง
รายละเอียดทางดาราศาสตร์บางประการ โดยเฉพาะที่ชี้ว่าโลกถือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดหากนับจาก
ดาวพลูโตนี่แหละครับ ฟังแล้วน่าทึ่งจริงๆ เพราะอายุของจารึกคูนิฟอร์มนี้มันปาเข้าไปตั้งสี่พันกว่าปีแล้ว
ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งค้นพบดาวพลูโตและนับมันเป็นดาวเคราะห์ ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ
เมื่อเร็วๆนี้เอง ชาวสุเมเรียนโบราณเค้ารู้จักดาวพลูโตกันได้อย่างไร น่าทึ่งนะครับ ยังมีสิ่งน่าทึ่งกว่านี้อีกครับ
ในจารึกของชาวสุเมเรียนโบราณบอกไว้อย่างชัดแจ้งว่าพวกเขามาจากห้วงท้องฟ้า ที่เรียกกันว่านิบิรุ


พระเจ้าหรือพระผู้สร้างจากนิบิรุพาพวกเขาล่องเรือลงมายังโลก แล้วก็ปล่อยให้
ชาวสุเมเรียนโบราณเหล่านี้ ใช้ชีวิตเริ่มต้นอารยธรรมกันบนดินแดนเมโสโปเตเมีย
ชาวสุเมเรียนเหล่านี้ หาได้มีความสามารถสร้างอากาศยาน เพื่อท่องไปทั่วอวกาศอย่าง
พระผู้สร้างไม่ แต่ความรู้ที่พระผู้สร้างจากนิบิรุทิ้งไว้ให้นี้ ก็เล่นเอานักวิทยศาสตร์ปัจจุบันงง

เป็นไก่ตาแตกเหมือนกันแหละครับ สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดแบบลึกๆของเรื่องนี้
คงต้องหาหนังสือมาอ่านกันเองล่ะครับ เพราะรายละเอียดค่อนข้างแยะ




เอาเป็นว่าผมจะสรุปรวมๆ ให้ว่า เนื้อหาของหนังสือเขาครอบคลุมไปถึงเรื่องของ Nefilim ด้วย
อันว่า Nefilim นี้เป็นกลุ่มชนที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเก่า อันเจ้าคำว่า Nefilim นี้
เป็นภาษาฮีบรูโบราณแปลว่า "ผู้ลงมาจากเบื้องบน" การตีความจารึกของ Sitchin นั้นเต็มไปด้วย
ความยากลำบาก ถึงกระนั้นก็เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก Sitchin
ออกเดินทางไปทั่วโลก ตระเวณไปตามแหล่งอารยธรรมต่างๆเพื่อหาห่วงโซ่ที่จะโยงปริศนาทั้งหลาย
เข้าด้วยกัน


Sitchin ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ซึ่งคนทั่วไปเรียกมันว่า "ใบหน้าบนดาวอังคาร"
หรือ Face On Mars อันว่า Face On Mars นี้เป็นที่กังขากันมานานแล้วครับว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียง
การเล่นตลกของแสงกับมุมกล้อง สำหรับท่านที่ตกข่าวอยู่ ผมจะท้าวความให้ก็ได้ว่าเจ้า Face On Mars
ที่ว่านี้เป็นสิ่งก่อสร้าง ลักษณะคล้ายใบหน้าสฟิงก์และหมู่ปิระมิด ซึ่งยานอวกาศขององค์การนาสา
ถ่ายได้โดยบังเอิญในบริเวณที่ราบที่เรียกกันว่า Cydonia บนดาวอังคาร (เรื่องนี้กรุณาอ่านในหัวข้อ
Face On Mars นะครับ) ตอนนี้ยังไม่มีใครตีความออกว่าลักษณะของสฟิงก์ที่รายล้อมด้วยหมู่ปิระมิด
นั้นหมายถึงอะไร แต่คาดกันว่า น่าจะใช้เป็นจุดสังเกตทางอากาศเมื่อจะนำยานลงจอดมากกว่าอย่างอื่น
เพราะสิ่งก่อสร้างลักษณะนี้ จะดูสะดุดตามากหากมองจากทางอากาศ หากเป็นจริงแล้ว
สฟิงก์แห่งกิซาและมหาปิระมิดอาจเป็น จุด Landing ของยานจากดาวนิบิรุก็ได้


ปริศนาอย่างหนึ่งของสฟิงซ์และมหาปิระมิดก็คือมันถูกสร้างด้วยฝีมือของชาวอียิปต์จริงๆหรือไม่
เพราะอายุอานามของปิระมิดและสฟิงซ์นั้น จากการตรวจสอบทางโบราณคดีอายุมันมากกว่า
บันทึกทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์ ตั้งสองพันกว่าปี หากเป็นอย่างนั้นจริง ฟาโรห์คีออปส์ก็หาใช่
ผู้สร้างปิระมิดเลย พระองค์เพียงแต่บูรณะมหาปิระมิดขึ้นมาแล้วก็อ้างชื่อในฐานะผู้สร้างเท่านั้น
แน่ล่ะครับเป็นถึงเหนือหัวเจ้าแผ่นดินนี่นา จะทรงสั่งให้อาลักษณ์บันทึกประวัติศาสตร์ยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ


จงเตรียมพร้อม!!!


การศึกษาเรื่องของพระเจ้าโดยอาศัยเงื่อนงำจากตำนานสุเมเรียนโบราณยังคงดำเนินต่อไป
หากเรื่องนี้เป็นเพียงตำนานเหลวไหลแล้วองค์การเบิ้มๆอย่างนาสา คงไม่บ้าจี้ค้นหานิบิรุตามตำนานหรอกครับ
ปัจจุบัน ณ อาร์เจนตินาและชิลี นาสาได้ขอความร่วมมือตั้งกล้องโทรทัศน์ขนาดมหึมา เพื่อสอดส่อง
หาอะไรบางอย่างอยู่อย่างเงียบเชียบ นาสาปิดบังสิ่งใดไว้หรือครับ? อเมริกาและมหาอำนาจอื่นๆ
กำลังทำอะไรกันอยู่…เตรียมพร้อมรับการมาถึงของ Anunnaki?

หลักฐานอีกชิ้นที่ยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าจากอวกาศ ก็คือแผนที่ครับ เป็นแผนที่โลกจารึกอยู่
บนแผ่นดินเหนียวอายุอานามกว่าหกพันปี มีเส้นรุ้งเส้นแวงครบถ้วนตามกระบวนการทำแผนที่ยุคปัจจุบันเด๊ะ
เพียงแต่ลักษณะของทวีปต่างๆไม่เหมือนกับปัจจุบันเลยซักนิดเดียว มันคืออะไร?
แผนที่โลกนี้เมื่อนมนานมาแล้วหรือว่าเป็นแผนที่ของดวงดาวอันไกลโพ้น ดวงดาวที่ Anunaki
นำบรรพชนของเราลงมายังโลก มีงานเขียนบางชิ้นกล่าวถึงการสร้างมนุษย์จากหลอดทดลอง
มนุษย์ที่ว่าก็คือบรรพชนของเรานี่แหละครับ งานเขียนเหล่านั้นจะอ้างอิงคัมภีร์พันธสัญญาเก่าเป็นหลัก
อาศัยการตีความจากไบเบิลเท่านั้น แต่บันทึกของสุเมเรี่ยนเจ๋งกว่า เพราะมีทั้งเรื่องราวและภาพโครงสร้าง
ของ DNA อยู่อย่างเสร็จสรรพ(รออ่านนะครับ กำลังรวบรวมข้อมูล) ชาวสุเมเรียนโบราณรู้เรื่อง DNA
ตลอดจนวาดภาพโครงสร้างของมันออกมาได้อย่างไรครับหากเขาไม่เคยเห็นมาก่อน?




คำถามสุดท้ายสำหรับ ช่วงนี้คืออนาคตของมนุษย์จะเป็นอย่างไรต่อไป
ทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศ
กำลังมีน้ำหนักและอิทธิพลต่อความเชื่อของคนยุคปัจจุบันมากขึ้นทุกที หลายคนเริ่มคล้อยตาม
ในขณะที่บางคน บางกลุ่มโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจยอมรับมันมานานแล้ว
เราอาจถูกสร้างโดยพระผู้สร้างผู้เดินทางมาจากอวกาศ
สักวันเราจะมีโอกาสเจริญรอยตามพระผู้สร้างได้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยตอนนี้มนุษย์เรา
ได้เติบโตขึ้นกว่าเดิมมากมาย เรียกได้ว่าก้าวหน้าทั้งศาสตร์และศิลป์จนทำให้บัลลังก์ของ
พระเจ้าจากอวกาศ เริ่มสั่นคลอนบ้างแล้ว ที่สำคัญคือสันดานก้าวร้าวในตัวมนุษย์รวมถึง
นิสัยชอบก่อสงครามนี่แหละจะทำให้มีปัญหาขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ส่วนหนึ่ง
เกิดปีกกล้าขาแข็งและคิดจะวัดรอยเท้าพระเจ้าขึ้นมา?

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 12:05 am



Planet - X

โลกของเราเป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบสุริยจักรวาล หรือ Solar System และพวกเราก็เรียนมาตั้งแต่
หัวเท่ากะปอม(ภาษาอิสาน แปลว่ากิ้งก่าครับ J ) แล้วว่าระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง
และมีบริวารเป็นดาวเคราะห์ทั้งสิ้น 9 ดวง แต่มีอยู่สองดวงคือเนปจูนและพลูโตที่มีอาการแปลกๆ
นักดาราศาสตร์ใหญ่ทั้งหลายต่างก็กังขากันใหญ่ว่ามันจะมาจากอิทธิพลของดาวเคราะห์ดวงที่สิบหรือไม่?

ก่อนจะว่ากันถึงดาวเคราะห์ดวงที่สิบ เรามาดูกันดีกว่าว่าอะไรเป็นจุดดลใจให้นักดาราศาสตร์เค้าเชื่อกันว่า
ระบบสุริยะยังมีสมาชิกที่ค้นไม่พบอีกหนึ่งดวง เมื่อก่อนเค้าเชื่อกันว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
มีกันแค่เจ็ดดวง(นับดวงจันทร์ด้วย) จนกระทั่งมีการค้นพบดาวยูเรนัสนั่นแหละครับ
กระบวนการล่าดาวบริวารของดวงอาทิตย์จึงเกิดขึ้น เรามาดูรายละเอียดเล็กๆน้อยของมันดีกว่า

ในปี 1841 John Couch Adams เริ่มตะหงิดๆใจกับการโคจรแบบแปลกๆของดาวยูเรนัสคล้ายๆกับมีปฏิกิริยา
กับแรงดึงดูดอะไรซักอย่าง จากการค้นพบของ Adams ทำให้หลายๆคนเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้กันมากขึ้น
ในปี 1845 เลอ วาริเยร์ (Urbain Le Verrier ) ได้เริ่มค้นหามันด้วยเช่นกันเพราะอาการของดาวยูเรนัสนี้
ต้องเป็นผลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราห์อีกซักดวงเป็นแน่ นั่นคือการนำมาของการค้นพบดาวเคราะห์
ดวงที่แปด เนปจูน

เดือนกันยายนปี 1846 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังมีการค้นพบดาวเนปจูน Le Verrier ยังคงสงสัยว่า
น่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่มีอิทธิพลกับดางยูเรนัสแน่นอน ล่วงมาถึงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
มีการค้นพบดวงจันทร์ขนาดยักษ์ที่เป็นดาวบริวารของดาวเคราะห์เนปจูน หลายคนคิดว่าตัวเอง
ได้คำตอบเรื่องแรงดึงดูดกับดาวยูเรนัสแล้วแต่มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเร้อ?



ในปี 1879นักดาราศาสตร์ชื่อ Camille Flammarion ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า มันต้องมีดาวเคราะห์อีกซักดวง
ที่อยู่ถัดจากดาวเนปจูออกไปแน่ๆ โดยอาศัยการคำนวณเรื่องวงโคจรของดาวหางและอุกาบาตเป็นหลัก

เปอร์ซิวาล โลเวล เจ้าของงานเขียนเรื่องคลองบนดาวอังคารอันลือลั่น ได้เริ่มศึกษาและค้นหา
ดาวเคราะห์ดวงที่ยังไม่มีการค้นพบอย่างเงียบๆในรัฐอริโซนา โลเวลเรียกการค้นคว้าของเขาในครั้งนี้ว่า
การค้นหา Planet X โลเวลพยายามหลายๆต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด
ด้วยความบังเอิญครับ เปอร์ซิวาล โลเวลของเราจับตำแหน่งดาวเคราะห์ที่ยังไม่มีใครรู้จักได้หลายครั้ง
แต่นั่นเป็นเวลาก่อนที่จะค้นพบดาวพลูโต ใครๆเลยคิดกันว่าดาวที่โลเวลพบเป็นดาวพลูโตไปซะฉิบ
(ดาวพลูโตถูกค้นพบในปี 1930)

ปัจจุบัน ดร.โทมัส ซี แวน แฟลนเดิร์น แห่งราชนาวีสหรัฐ ได้ยืนยันถึงการศึกษาของทางราชนาวีและให้
สมมุติฐานว่าน่าจะมีดาวเคราห์อีกดวงที่อยู่ถัดไปจากดาวพลูโตครับเป็นดาวขนาดค่อนข้างใหญ่เสียด้วย



Planet - X

นับเป็นเวลาร่วมสองร้อยปีแล้วหลังจากมีการค้นพบดาวพลูโต แม้ว่าปัจจุบันความรู้ทางดาราศาสตร์
และการคำนวณของมนุษย์จะก้าวหน้าขึ้นมากก็ตาม แต่การค้นหาดาวเคราะห์บริวารที่เหลือก็ยังเป็นไป
ด้วยความยากลำบากเนื่องจากระยะทางนั่นเอง บรรดานักดาราศาสตร์ต่างก็เรียกดาวดวงนี้ว่า
Planet X ครับ มีมหกรรมการค้นหากันอย่างมโหฬารแม้แต่องค์การใหญ่อย่างนาสาก็ยังตั้งกล้องดูดาว
ขนาดยักษ์ร่วมสังฆกรรมกับเขา
น่าหัวเราะอะไรเช่นนี้ นักดาราศาสตร์ปัจจุบันค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่สิบ
กันแทบตายแต่ชาวสุเมเรี่ยนสิครับ พวกเขารู้เรื่องนี้และได้บันทึกมันเอาไว้อย่างละเอียดละออในแผ่นจารึก
ดินเหนียวเมื่อกว่าหกพันปีกว่าโน้นแน่ะ ดาวเคราะห์ดวงนั้นพวกเขาเรียกมันว่า Nibiru ครับ เป็นที่ๆ
พระเจ้าของชาวสุเมเรียนเคยอาศัยอยู่มาก่อน ตามจารึกของชาวสุเมเรียนบอกไว้ว่าสรวงสวรรค์ของ
พระเจ้าหรือ Nibiru นั้นโดนมังกรยักษ์ที่ชื่อ Tiamat รุกราน ไอ้เจ้าตำนานนี้แหละครับตัวดีนัก
เมื่อนักวิทยาศาสตร์พากันวิเคราะห์มันอย่างละเอียดแล้วต่างก็พากันหนาวๆไป ตามๆกัน
เพราะมันใช่ตำนานที่ไหนกันล่ะครับ มันเป็นบันทึกปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ว่า
ด้วยการชนกันของดาวเคราะห์ต่างหาก

หลังจากสุมหัวตีความกันพักใหญ่ก็ได้ผลสรุปออกมาว่า จารึกนี้กล่าวถึงดาวเคราะห์ขนาดยักษ์ที่ชื่อ Nibiru
ด้วยเคราะห์กรรมหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ดาว Nibiru ถูกพุ่งชนด้วยดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้น
คงรุนแรงมากจนทำให้ดาวเคราะห์อีกดวงนั้นป่นเป็นเศษเล็กเศษน้อย บางส่วนแพ้แรงดึงดูดของ
ดวงอาทิตย์และกลายเป็นดาวเคราะห์น้อยโคจรรอบระบบสุริยะ ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์
ปัจจุบันเป๊ะครับ กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยที่อยู่หลังดาวพลูโตออกไป ชาวสุเมเรียนทราบได้อย่างไรกันว่า
มีการชนกันของดวงดาวเกิดขึ้น




ครั้งล่าสุดที่มีการบักทึกไว้อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ Planet X คงจะเป็นปี 1982 ครับ
เมื่อเจ้าหน้าที่ขององค์การนาสาประกาศว่าค้นพบ "วัตถุลึกลับซึ่งคาดว่าจะเป็นดาวเคราะห์
ในแถบบริเวณของดาวเคราะห์วงนอก" หนึ่งปีต่อมาหลังจากการยิงดาวเทียม IRAS
(Infrared Astronomical Satellite) ขึ้นสู่วงโคจร เจ้าดาวเทียมนี้จับภาพวัตถุคล้ายดาวเคราะห์ขนาดใหญ่
ได้เล่นเอาฮือฮาไปตามๆกัน

Gerry Neugebauer หัวหน้าหน่วยวิจัย IRAS ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ว่า
"เจ้าวัตถุที่ว่ามีขนาดใหญ่ยักษ์ยังกะดาวพฤหัส มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของดาวบริวารในระบบสุริยะ
เราพบมันในทิศทางเดียวกับกลุ่มดาวนายพราน บอกได้อย่างเดียวครับว่าเราไม่รู้เหมือนกันว่า
มันเป็นอะไรกันแน่"

แต่ชาวสุเมเรียนเค้าบอกได้ตั้งแต่หกพันที่แล้วมาแล้วล่ะครับว่า มันก็คือดาวเคราะห์ Nibiru
ไงเล่าเกลอแก้วเอ๋ย จารึกทางดาราศาสตร์ของชาวสุเมเรียนโบราณ ได้พรรณาถึงดวงดาวในระบบสุริยะ
ไว้อย่างละเอียด รวมไปถึงดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่ชื่อ Nibiru ด้วย ( Nibiru แปลว่า Planet of the crossing ครับ)
จารึกนี้ตรงกับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ปัจจุบันเรื่อง Planet X เด๊ะเลยครับ โดยเฉพาะการค้นพบ
ดาวขนาดยักษ์ในห้วงลึกของระบบสุริยะยิ่งยืนยันความสามารถของชาวสุเมเรียนโบราณ

ถ้าดาวเคราะห์ดวงนี้มีจริงแล้วทำไมป่านนี้เรายังไม่ค้นพบกัน?




ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่สิบมีจริงแล้วทำไมป่านนี้เรายังไม่ค้นพบกัน? หลายท่านอาจจะถามผมแบบนี้
ทฤษฎีที่เป็นคำตอบมันมีอยู่ครับ แถมตรงกันทั้งในจารึกสุเมเรียนและหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เสียด้วย
เพราะวงโคจรไงครับ จึงทำให้เราจับเจ้าดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่ได้ซักที ก็มันดันโคจรเป็นวงรีนี่เอง
จึงทำให้ระยะระหว่าง Planet X จากดาวเคราะห์ดวงอื่นมันเลยห่างกันจนสุดกู่

คิดดูนะครับ เราค้นพบดาวพลูโตเมื่อปี 1930 พร้อมกับข้อสงสัยเรื่องแรงกระทำระหว่างแรงดึงดูด
ของดาวเคราะห์วงนอก รวมทั้งเรื่องของที่มาดาวเคราะห์น้อย ในวงโคจรถัดจากดาวอังคาร
แต่ชาวสุเมเรียนเค้ารู้กันมานมนานแล้ว ส่วนที่ว่าทำไมชาวสุเมเรียนจึงบอกว่าระบบสุริยะ
มีดาวอยู่สิบสองดวงนั้นผมจะค่อยๆอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งหลายคน
อาจจะอ้าปากค้างเพราะความเป็นไปไม่ได้ของมัน แต่มันก็เป็นไปแล้วและยืนยันความสารถของ
บรรพชนเราก็คือการชนกันของดาวเคราะห์นี่แหละครับ ไม่ใช่ดาวอื่นไกลเลย เป็นโลกนี่แหละ
ที่ชนกับ Planet X (หรือ Nibiru นั่นเอง) ก่อนคุยเรื่องนี้ขอทบทวนอะไรหน่อยละกัน
ทุกคนที่เคยเรียนภูมิศาสตร์กันมาน่าจะเคยเรียนทฤษฎีที่ว่า ในสมัยที่โลกยังอายุเยาว์อยู่
แผ่นดินบนโลกนี้เคยติดกันอยู่เป็นทวีปเดียว ทฤษฎีนี้เพิ่งมาศึกษากันเมื่อร้อยกว่าปีมานี้
แต่ชาวสุเมเรียนรู้ล่วงหน้าพวกเราถึงหกพันปี แถมมีแผนที่จารึกอยู่บนแผ่นดินเหนียวเสียด้วย

การที่โลกแบ่งออกเป็นทวีปๆก็เพราะ Continental Drift หรือการเคลื่อนตัวของแผ่นดินนั่นเอง
มันเป็นไปอย่าง ช้-า-ม-า-ก และค่อยเป็นค่อยไป จนกลายเป็นแผ่นดินที่พวกเราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
หากดูแผนที่ดีๆเราจะสามารถเอาทวีปต่างๆมาต่อกันเป็นชิ้นเดียวได้เหมือนจิ๊กซอเลย
ถึงั้นก็เถอะครับแผนที่ที่ต่อกันมันจะยังดูแหม่งๆคล้ายกับขาดอะไรไป นักภูมิศาสตร์ที่รู้สึกถึง
เจ้าความแหม่งที่ว่าเลยพากันศึกษากันใหญ่และได้ข้อสรุปที่น่าตกใจออกมา




โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ที่มีครึ่งดวงครับ!!!!

....ครึ่งดวงจริงๆครับ เหมือนลูกบอลดินเผาที่โดนชนกระจุยหายไปส่วนหนึ่ง นักภูมิศาสตร์บางท่าน
บอกว่าหากสูบน้ำออกจากมหาสมุทรต่างๆได้หมด เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า
โลกได้หลุดหายไปกระบิหนึ่ง และไอ้ส่วนที่เคยเป็นกระบิที่หายไปนั่นแหละคือมหาสุทรต่างๆในปัจจุบัน

แล้วเพราะอะไรล่ะโลกจึงหายไปกระบินึง? บางท่านอาจถามขึ้นมาอีก ชาวสุเมเรียนเค้าตอบให้ได้
เสร็จสรรพเลยครับว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้ พวกเค้าบันทึกเอาไว้ว่าโลกโดนดาว Nibiru เฉี่ยวเอาครับ
ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่านานเท่าไหร่แล้ว แต่ผลจากการกระทบไหล่ของดาวเคราะห์ทั้งสองนี้
ทำให้โลกของเราแหว่งไปส่วนหนึ่ง เศษชิ้นส่วนของดาวเคราะห์ทั้งสองกระจัดกระจาย
กลายเป็นวงแหวนดาวเคราะห์น้อย โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์(ดูแผนภาพประกอบ)

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 12:10 am



Planet X และพระผู้สร้าง

เหตุที่ Planet X ผลุบๆโผล่ๆนั้นก็เพราะว่าวิถีโคจรของมันเหมือนดาวหางครับ เป็นวงรีแล้วก็กินเวลา
ค่อนข้างมากกว่าจะโคจรครบหนึ่งรอบ ในบันทึกของชาวเมโสโปเตเมียและคัมภีร์พันธสัญญาเก่า
ก็มีระบุไว้ครับถึงวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงนี้ วงโคจรรอบหนึ่งของ Planet X (Nibiru) กินเวลา
ตั้ง 3600 ปีแน่ะกว่าจะครบรอบ รอบของวงโคจรนี้ชาวสุเมเรียนเรียกมันว่า Shar ครับ

- Anunnaki พระเจ้าจาก Nibiru ผู้สร้างมนุษย์

ตามพระคัมภีร์ไบเบิล มนุษย์คนแรกของโลกคืออาดัมครับ และมนุษย์คนที่สองถูกสร้างจาก
ชิ้นส่วนของอาดัมอีกที เชื่อกันหรือไม่ว่าในบันทึกของชาวสุเมเรียนโบราณก็บันทึกเรื่องนี้เอาไว้
เหมือนกัน และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือมีการกล่าวถึง DNA และการทำโคลนนิ่งด้วย

ปัจจุบันเรื่องของการทำโคลนนิ่งและผสมเทียมเป็นเรื่องที่มนุษย์ทำได้และกำลังพัฒนาอยู่
แต่เชื่อกันหรือไม่ว่าชาวสุเมเรียนโบราณมีความรู้ในเรื่องนี้ล่วงหน้าพวกเราถึงหกพันกว่าปี
ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆของขั้นตอนการผสมเทียมนะครับ คงพอจะทราบกันเลาๆว่ากรรมวิธีคือ
เอาสเปิร์มของเพศชายเข้าไปผสมกับไข่ จากนั้นก็เพาะเลี้ยงไว้ในหลอดแก้ว ปัญหาก็คือ
หากลักษณะของทารกที่ผสมออกมามีปัญหา นักวิทยาศาสตร์ก็จะทำการแก้ไขปัญหานั้น
โดยอาจ Replanning ไข่ที่ผสมแล้วเสียใหม่ หรือไม่ก็ปรับปรุงโครงสร้างบางอย่าง
(ซึ่งอาจจะรวมถึง DNA ด้วย) ในจากรึกแห่งชาวสุเมเรียนมีภาพอยู่ภาพหนึ่งซึ่งดูเผินๆ
เหมือนภาพการประกอบ พิธีทางศาสนา แต่นักวิชาการหลายท่านบอกว่า
นี่แหละครับคือภาพของการผสมเทียมและการโคลนนิ่ง

มันจะเป็นปายด้ายยางง๊าย? โม้หรือเปล่า

หลายท่านอาจจะว่าอย่างนี้ งั้นลองมองดูรูปด้านล่างนะฮะ มีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวสุเมเรียน
ของเทพ Enki มีลักษณะคล้ายงูสองตัวพันกระหวัดกันอยู่ และบางภาพที่เป็นรูปอะไรซักอย่าง
คล้ายริบบิ้นพันอยู่รอบงูสองตัวเป็นไงครับ นึกอะไรออกบ้างหรือยัง?



ใช่แล้วครับภาพโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนภาพนี้ ปัจจุบันเราใช้เป็นสัญญลักษณ์ทางการแพทย์
สัญญลักษณ์นี้แสดงถึงความรู้อันเป็นความลับการสร้างมนุษย์โดย Anununaki พระเจ้าจาก Nibiru
อันไกลโพ้นเจ้ารูปงูเกี่ยวกระหวัดกันเนี่ยดูยังไงมันก็ภาพจำลองของครงสร้าง ไมโตคอนเดรีย
และ DNA ชัดๆ หรือใครมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น?



ภาพนี้ได้มาจาก พิพิธภัณฑ์ British Museum ในอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของจารึกที่เกี่ยวกับ Anunnaki
และสถานที่ที่พวกเขามา แล้วคุณล่ะครับ ตอนนี้พอจะเชื่อหรือเปล่าว่าดาวเคราะห์ Nibiru
ของชาวสุเมเรียนโบราณมีจริง? ถ้ามีเวลาผมจะแกะหนังสือของนักเขียนคนนี้มาให้ดูกันเล่นๆอีก
รายละเอียดค่อนข้างเยอะมากครับแต่หลักฐานก็หนักแน่นน่าเชื่อถือดี
หาซื้อตามร้านขายหนังสือต่างประเทศตามห้างใหญ่ๆน่าจะพอมีครับ

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 10:21 am

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=86&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 10:39 pm

The Earth Chronicles Series

บอกกล่าว

ซีรี่ส์ล่าสุดที่ผมกำลังจะเขียนนี้ เป็นเรื่องที่เอามาจากหนังสือซีรี่ส์ The 12th Planet ของ
Zecharia Sitchin เป็นหลัก นอกนั้นก็มีหนังสือในชุด Gods of New Millennium อีกสองสามเล่มมา
รวมถึงข้อมูลจากเว็บไซต์ The Earth Chronicles เป็นข้อมูลรองพื้น ซึ่งแน่ล่ะครับว่า
ความหนาของเอกสารที่เอามาประกอบนั้นไม่ใช่เล่นๆเลย

ดังนั้นขอทำความเข้าใจกันก่อนอ่านสักนิดนะครับ ว่าผมจะสรุปแบบย่อๆให้ฟังเท่านั้น
บางครั้งอาจ Quote ข้อความจากต้นฉบับในลักษณะของการตัดต่อมาเลยเพื่อความประหยัดเวลา
หรือไม่ก็เน้นกันไปเป็นข้อๆในลักษณะเหมือนเขียนเล็คเชอร์ให้คุณอ่านกัน ไม่อย่างนั้น
ผมนั่นแหละที่ต้องตายก่อน

อย่างที่รู้ๆกันว่าผมทำเว็บนี้เพราะอยากทำ เขียนเพราะอยากเขียน ไม่ได้ต้องการให้ใครเชื่อหรือศรัทธา
แม้พระเจ้าของ Myth แห่งนี้จะมาจากห้วงอวกาศ แต่เราก็ไม่ได้ต้องการให้ใครเชื่ออย่างที่เรา,ผม
(และอาจรวมถึง)คุณเชื่อกันอยู่ ใครที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ถือว่าอ่านเพื่อศึกษาหรือประดับความรู้เถิดนะครับ

อย่างไรก็ตาม ผลของการศึกษาในเรื่องใดๆย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ดังนั้นจะเป็นการดีถ้าคุณลองศึกษาเพิ่มเติมในหัวข้อที่ได้อ่านไปจากแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้อง
เป็นวิชาการ และน่าเชื่อถือกว่าเว็บไซต์เล็กๆแห่งนี้ ตัวผมเองก็ใช่ว่าเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาจากไหน
ดีไม่ดีตอนนี้ผมอาจกำลังต้มพวกคุณอยู่ก็ได้

อ้อมีเรื่องจะรบกวนนิดครับ คือปกติผมเป็นคนที่ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางกิจกรรมที่วุ่นวาย
บ่อยครั้งที่ผมทำอะไรค้างคาเอาไว้เนื่องจากต้องไปทำกิจกรรมอื่นที่มีความสำคัญกว่า
แล้วก็ลืมไปเลยว่าตัวเองค้างอะไรชาวบ้านเอาไว้บ้าง ดังนั้นถ้าผมเกิดอาการแบบนี้อีก
รบกวนเมล์มากระทุ้งผมหน่อยนะครับ ถ้าครั้งแรกผมเงียบไม่ยอมตอบก็อย่าเพิ่งท้อเสียล่ะ
กระทุ้งบ่อยๆเข้าเดี๋ยวผมก็ละอายแก่ใจกลับมาเขียนบทความที่ค้างเอาไว้ต่อเองแหละครับ

และต่อไปนี้คือรายชื่อของหนังสือที่คุณและผมจะมาช่วยกันแกะในซีรี่ส์นี้

1 - THE 12TH PLANET
- - เรื่องราวของดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ของชาวสุเมเรียน ซึ่งรายละเอียดส่วนหนึ่งผมเคยเขียนไปแล้ว
เมื่อหลายปีก่อน ปฐมบทของเรื่องราวทั้งหมดที่จะตามมาในภายหลัง

2 - THE STAIRWAY TO HEAVEN
- - ความเกี่ยวเนื่องของพระเจ้าจากห้วงอวกาศ, ความลับของฟาโรห์,
กิลกาเมชวีรบุรุษชาวสุเมเรียนผู้ปฏิเสธได้แม้กระทั่งความตาย

3 - THE WARS OF GODS AND MEN
- - สงครามแห่งพระเจ้าโบราณที่ลากเอามนุษย์เข้าไปเกี่ยวพันด้วย, การชิงชัยเหนือแผ่นดินไอยคุปต์
ระหว่างโฮรัสกับเซธ, ขีปนาวุธข้ามทวีปของเซอุสและองค์อินทรา, อับราฮัมผู้บันทึกความสูญเสียที่เกิดขึ้น
จากสงครามนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเปอร์เซีย

4 - THE LOST REALMS
- - ความลับของ เอล โดราโด, บุรุษแปลกหน้าผู้มาจากอีกฟากมหาสมุทร, วันที่โลกหยุดหมุน,
และพระเจ้าแห่งน้ำตาทองคำ

5 - WHEN TIME BEGAN
- - วัฏจักรของกาลเวลา, คอมพิวเตอร์ที่ทำจากก้อนศิลา, ผู้พิทักษ์ความลับ, สถาปัตยกรรมแห่งสวรรค์
และ ยุคแห่งลูกแกะผู้หลงทาง

6 - THE COSMIC CODE - - The Cosmic Conection: DNA,
ผู้พยากรณ์แห่งกาลเวลา, สะดือแห่งโลก, มนุษยชาติทายาทของมนุษย์ต่างดาว

7 - GENESIS REVISITED
- - ผู้ส่งสารจากเยเนซิส, เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต, อาดัม:ผลผลิตแห่งพันธุวิศวกรรม,
อีฟ:มหามารดาแห่งมวลมนุษย์, ฐานลับบนดาวอังคาร

8 - DIVINE ENCOUNTERS
- - กาลนั้นสวรรค์ล่ม, The Nefilim ครึ่งมนุษย์-ครึ่งพระเจ้า,
ความลับของเทพผู้อมตะ, เทวทูตหรือดาราทูต

รายชื่อด้านบนเป็นฉบับที่ผมมีข้อมูล(และสโคปของเรื่องที่จะเขียน)ครับ ชื่อบทมันลิเกไปหน่อย
เขียนแบบสรุปและรีวิว(ว่าแต่มันจะเสร็จไหมเนี่ย ชาตินี้) หนังสือเล่มที่เหลือในซีรี่ส์เดียวกัน
อันได้แก่ Of Heaven and Earth, The Lost Book of Enki, The Earth Chronicles Expeditions
ผมคงละเอาไว้ก่อน สบโอกาสเมื่อไหร่ค่อยว่ากันต่อ

จนกว่าคุณและผมจะตายกันไปข้าง


http://www.mythland.org/v2/index.php













The Alan Parsons Project - Sirius + Eye in the Sky (Descanse em paz Eric...)


Don't think sorry's easily said
Don't try turning tables instead

You've taken lots of Chances before
But I'm not gonna give anymore

Don't ask me
That's how it goes
Cause part of me knows what you're thinkin'

Don't say words you're gonna regret
Don't let the fire rush to your head

I've heard the accusation before
And I ain't gonna take any more

Believe me
The sun in your Eyes
Made some of the lies worth believing

Chorus:

I am the eye in the sky
Looking at you
I can read your mind

I am the maker of rules

Dealing with fools
I can cheat you blind

And I don't need to see any more
To know that

I can read your mind, I can read your mind

Don't leave false illusions behind
Don't Cry cause I ain't chnaging my mind

So find another fool like before
Cause I ain't gonna live anymore believing
Some of the lies while all of the Signs are deceiving

(chorus)

http://www.lyrics007.com/Alan%20Parsons%20Project%20Lyrics/Eye%20In%20The%20Sky%20Lyrics.html

Games People Play by The Alan Parsons Project


Where do we go from here now that all other children are growin' up
And how do we spend our lives if there's no one to lend us a hand

I don't wanna live here no more,
I don't wanna stay
Ain't gonna spend the rest of my life,
Quietly fading away

Games people play, You take it or you leave it
Things that they say, Honor Brite
If I promise you the Moon and the Stars, Would you believe it
Games people play in the middle of the night

Where do we go from here now that all of the children have grown up
And how do we spend our time knowin' nobody gives us a damn

I don't wanna live here no more,
I don't wanna stay
Ain't gonna spend the rest of my life,
Quietly fading away

Games people play, You take it or you leave it
Things that they say, Just don't make it right
If I'm telling you the truth right now, do you believe it
Games people play in the middle of the night

Games people play, You take it or you leave it
Things that they say, Honor Brite
If I promise you the Moon and the Stars, Would you believe it
Games people play in the middle of the night

Games people play, You take it or you leave it
Things that they say, Just don't make it right
If I'm tellin' you the truth right now, do you believe it
Games people play in the middle of the night

http://www.lyrics007.com/Alan%20Parsons%20Project%20Lyrics/Games%20People%20Play%20Lyrics.html



A rare one by the talented Mr. Michael Bublé. Please enjoy and feel free to comment.
(I know the quality of the audio isn't all that great but this is what I got)
----------------------------------------
Lyrics:

When they begin the beguine
It brings back the sound of music so tender,
It brings back the days of tropical splendor,
It brings back a memory ever green.

I'm with you once more under the stars,
And down by the shore an orchestra's playing
And even the palms seem to be swaying
When they begin the beguine.

To live it again is past all endeavor,
Except when the tune clutches my heart,
And there we are, swearing to love forever,
And promising never, ever to part.

What moments divine, what rapture serene,
Till clouds came along to disperse the joys we had tasted,
And now when I hear people curse the chance that was wasted,
I know but too well what they mean;

So don't let them begin the beguine
Let the love that was once a fire remain an ember;
Let it sleep like the dead desire I only remember
When they begin the beguine.

Oh yes let them begin the beguine, make them play
Till the stars that were there before return above you,
Till you whisper to me once more,
Darling, I love you!
Then we'll suddenly know, what heaven we're in
When they begin the beguine
When they begin the beguine

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 11:52 pm

Chapter One: THE ENDLESS BEGINNING

วิวัฒนาการประเภทไหน?

ทุกคนคงเคยได้ยินกฏของมัวร์ที่ว่าด้วยการเพิ่มของความเร็ว CPU แม้ว่ากฏนี้จะถูกคิดขึ้น
เป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบันกฏนี้ก็ยังกล้อมแกล้มไปได้อยู่ วิวัฒนาการของมนุษย์ก็เช่นกันครับ
หากคำนวณจากระยะเวลานับตั้งแต่มนุษย์คนแรกอุบัติขึ้นบนพื้นพิภพ ปัจจุบันพวกเราน่าจะมี
ความก้าวหน้าพอๆกับเผ่าบุชเมน คนป่าเผ่าหนึ่งในอาฟริกา ไม่ใช่ยุคซิลิกอนชิปครองโลกอย่างทุกวันนี้

ตำราทางมานุษยวิทยาอนุมานเอาไว้ว่ามนุษย์ใช้เวลาประมาณ 2 ล้านปีในการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมหิน
รู้จักใช้เครื่องมือที่ทำมาจากหิน โดยเฉพาะอาวุธหินและกระดูกสัตว์ซึ่งใช้ประโยชน์สำหรับการล่าสัตว์
เพื่อยังชีพ 2 ล้านปีกว่าที่มนุษย์จะเริ่มรู้จักใช้ความคมของแง่งหินมาหั่นเนื้อ เฉือนไม้ เซาะดิน
หรืออะไรก็ตามแต่ที่พวกเขาต้องการจะทำ ดูจากสเกลนี้ ทำไมมนุษย์จึงไม่ใช้เวลาอีก 2 ล้านปี
ก้าวเข้าสู่ยุคสัมฤทธิ์และยุคโลหะ และอีก 10 ล้านปีเพื่อความชำนาญการด้านคณิตศาสตร์
เครื่องกล และดาราศาสตร์

เป็นวิวัฒนาการที่มหัศจรรย์เหลือจะกล่าว เราใช้เวลาน้อยกว่า 5 หมื่นปีด้วยซ้ำ จากยุคของ
มนุษย์ถ้ำนีแอนเดอร์ธัลแมนมาสู่ยุคของการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปเดินเล่นบนดวงจันทร์


ภาพที่ยังคงเถียงกันมาถึงทุกวันนี้ว่าถ่ายบนดวงจันทร์จริงหรือไม่



กระท่อมของชาวบุชเมน อารยธรรมแบบปุบปับ

ตอนที่นโปเลียนมาถึงอียิปต์ในปี 1799 ท่านจอมคนได้นำนักปราชญ์ราชบัณฑิตติดมาด้วยเข่งหนึ่ง
เพื่อที่จะทำการศึกษาโบราณสถานของอียิปต์ อันได้แก่หมู่ปิระมิด เมืองโบราณซึ่งจมอยู่ใต้กองทราย
สัตว์ผู้พิทักษ์รูปร่างประหลาดที่เรียกกันว่าสฟิงซ์ หนึ่งในทีมสำรวจค้นพบศิลาโบราณใกล้ๆเมืองโรเซตตา
อายุของศิลาหลักนี้นับย้อนหลังไปถึง 200 ปีก่อนคริสตกาล เหล่านักปราชญ์รู้สึกประหลาดใจกับ
อักขระไฮโรกลิฟิกที่จากรึกอยู่บนนั้น และเมื่อสำรวจต่อไปพวกเขาก็พบศิลาโบราณเพิ่มเติมอีกสองหลักครับ

ความมหัศจรรย์ของภาษาโบราณแห่งอียิปต์ที่ไม่มีใครอ่านออก(ในตอนนั้น) ทำให้เริ่มมีการสำรวจพื้นที่
อย่างเอาจริงเอาจัง เหล่าผู้พิชิตจากยุโรปเริ่มตระหนักว่าอารยธรรมบนแผ่นดินไอยคุปต์ มีอายุยาวนานกว่า
อารยธรรมกรีกที่พวกเขาภูมิใจนักหนาเสียอีก บันทึกประวัติศาสตร์ของอียิปต์เองก็เริ่มต้นราชวงศ์แรก
เมื่อ 3100 ปีก่อนคริสตกาล สองสหัสวรรษเต็มๆก่อนยุครุ่งเรืองของอารยธรรมเฮลเลนิคในยุโรป
ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีก 4-5 ศตวรรษกว่าจะมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าเจริญสูงสุดอย่างแท้จริง

ด้วยความเก่าแก่นี้ หรืออียิปต์จะเป็นจุดกำเนิดแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติ?



ภาพหมู่บ้านบริเวณโรเซตตา วาดโดย Luigi Mayer

ตอนแรกใครๆก็คิดอย่างนั้น จนกระทั่งเวลาต่อมานักโบราณคดีได้รู้จักดินแดนในตะวันออกกลาง
นับระยะทางแล้วก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากอียิปต์เลย ดินแดนแห่งนั้นรู้จักกันในนามของซูเมอร์ (Sumer)
ชื่ออื่นๆที่ใช้เรียกกันก็มี Sumer, Shumer, Sumeria, Southern Mesopotamia ครับ

ดินแดนนี้เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมมากมายต่อ เนื่องกันมา ที่พวกเราคุ้นหูกันก็ได้แค่
อารยธรรมสุเมเรียน อัคเคเดียน บาบิโลเนียนเป็นต้น อารยธรรมเหล่านี้เจริญรุ่งเรือง
ไม่แพ้ที่อียิปต์เลยครับ พวกเขามีภาษาพูดภาษาเขียนเป็นของตนเอง โดยเฉพาะภาษาเขียน
ที่จารึกไว้บนแผ่นดินเหนียวหรือคิวนิฟอร์มของพวกเขานี่แหละครับ ที่ทำให้เราแกะรอยย้อนเวลา
ไปสู่ความรุ่งเรือง แต่ครั้งนั้นของพวกเขาได้

หนึ่งในการค้นพบจารึกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแวดวงโบราณคดีได้แก่ การค้นพบห้องสมุด
ที่นิเนเวห์(Nineveh) นักโบราณคดีพบจารึกดินเหนียวมากกว่า 25,000 ชิ้น ในบรรดาจารึกเหล่านั้น
มีไม่น้อยเหมือนกันที่ระบุเอาไว้ว่า เนื้อหาทั้งหลายไม่ได้มาจากสมองของคนเชียนหรอก
หากแต่คัดลอกจากเอกสารโบราณของบรรพบุรุษอีกต่อหนึ่ง ฮ่วย... อารยธรรม Sumer
นี่ว่าเก่าพอดูอยู่แล้วยังมีอารยธรรมไหนที่เก่าไปกว่านี้อีกเรอะ?

มีแผ่นจารึกอยู่ราว 20 แผ่นที่มีหมายเหตุกำกับเอาไว้เป็นภาษาโบราณแปลออกมาได้ทำนองนี้ครับ
23rd tablet: language of Shumer not changed..... Except for mispronouncing the name
ถูกต้องแล้วครับ ชื่อที่แท้จริงของดินแดนนี้ควรอ่านว่าชูเมอร์ไม่ใช่ซูเมอร์ มีเรื่องติดตลก
จะเล่าให้ฟังนิดหน่อยคือ เมื่อก่อนนี้นักโบราณคดีสับสนมากครับ ว่าอารยธรรมที่พวกเขาค้นพบ
ในดินแดนเมโสโปเตเมียโบราณนั้น ชนชาติที่เป็นเจ้าของอารยธรรมคือใคร พวกเขาสืบสายพันธุ์
มาจากมนุษย์วงศ์ไหน เหตุใดจึงรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างกระทันหันและล่มสลายไปอย่างปุบปับเช่นนั้น
เล่า ช่วงแรกๆของการศึกษาอารยธรรม Sumer นั้น นักโบราณคดีตีอกชกหัวไปตามๆกัน
เนื่องจากรื้อก็แล้ว ขุดก็แล้ว สอบถามคนเก่าคนแก่ก็แล้ว พวกเขาไม่เจอเอกสารที่กล่าวถึง
ที่มาชนชาติสุเมเรียนเลยครับ (อันนี้เป็นเหตุการณ์ในยุโรปช่วงนั้นเน้อ ^^)

โทษใครไม่ได้หรอกงานนี้ ก็เล่นค้นไม่ถูกจุดเองนี่ ความจริง Sumer ไม่ใช่ดินแดนปริศนาอะไรเลย
ในเอกสารเก่าแก่อย่างไบเบิลได้ระบุถึงดินแดนนี้อย่างชัดเจนในฐานะที่ตั้ง เมืองหลวงของชาวบาบิโลน,
อัคเคด และอีเรช ไบเบิลระบุชื่อของดินแดนเอาไว้ว่า The Land of Shi'ar หรือ Shinar ครับ

การขุดค้นโบราณสถานครั้งสำคัญของอารยธรรมสุเมเรียนเริ่มขึ้นในปี 1877 โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส
ผลจากการขุดค้นทำให้ต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมอย่างมโหฬาร อะโห! พื้นที่ของอาณาจักรนี้ไม่ใช่เล็กๆเลยครับ
จากไซต์สู่ไซต์ จากเมืองแรกสู่เมืองที่สอง สร้างความพิศวงงงงวยแก่ทีมสำรวจเป็นล้นเหลือ
โปรเจ็คนี้ยุติลงในปี 1933 ทั้งที่ยังเหลืองานที่ต้องสำรวจอยู่อีกเยอะ แต่แน่ล่ะ ทีมสำรวจไม่ได้มีทีมเดียวนี่ครับ
นักโบราณคดีในสังกัดอื่นยังคงทำงานของพวกเขาอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อยใดๆ
นอกจากกลัวตายก็จะไม่ให้กลัวได้ไงล่ะครับ อาณาบริเวณของ Sumer กินดินแดนครอบคลุมทั้ง
อิหร่าน อิรัก จอร์แดน ตุรกี ซึ่งระอุด้วยไฟสงครามมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าคุณเชื่ออย่างที่ผมเชื่อ
เราอาจสรุปได้ว่า ดินแดนแห่งนี้มีอาถรรพ์ เพราะรบพุ่งกันตลอดไม่เคยหยุดนับจากปัจจุบัน
ย้อนไปจนถึงยุคสมัยแห่งพระเจ้ากันเลยทีเดียว

Zecharia Sitchin เป็นหนึ่งในผู้กล้าไม่กี่คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตในการสำรวจดินแดนนั้น ตะแกเป็นเก่งครับ
เรียกว่าปราชญ์ด้านภาษาโบราณคนหนึ่งเลยทีเดียว Sitchin ทำการศึกษาโบราณสถาน,
แผ่นจารึกที่เรียกว่า Seals, เอกสารที่เขียนด้วยอักษรลิ่ม(Cuneiform)จนแตกฉาน Sitchin เริ่มต้นงาน
อย่างนักโบราณคดีสมัครเล่นจนก้าวสู่มืออาชีพ Sitchin อดพิศวงกับนิสัยช่างจดบันทึกของ
ชาวสุเมเรียนไม่ได้ เพราะชนชาตินี้บันทึกอะไรเอาไว้แบบจิปาถะเสียจริงๆเมื่อเทียบกับอารยธรรม อื่นๆ
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีภาษาเขียนไว้เพื่อจดจารงานสำคัญเช่น คำสอนทางศาสนา หรือตัวบทกฏหมายเท่านั้น

แต่ชาว Sumer เล่นบันทึกเอาไว้แทบทุกอย่างแม้กระทั่งตำราทำกับข้าว และนี่คือตัวอย่างครับ

บันทึกของคนโบราณเหล่านี้แสดงให้เห็นความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของพวกเขา มันสร้างความตื่นใจ
ให้กับนักโบราณคดีไม่แพ้ซิกกูรัตหรือโบราณสถานอื่นๆ นักโบราณคดีบางคนกล่าวไว้อย่างน่าฟังครับว่า
การศึกษาอารยธรรมในดินแดนแถบนั้นเหมือนการค้นพบภูเขาน้ำแข็งในทะเล เริ่มแรกเห็นแต่
ยอดกระจิ๋วที่ลอยปริ่มอยู่เหนือน้ำ ครั้นพอสำรวจเข้าจริงๆก็พบว่าความจริงแล้วเนื้อที่อันมหึมาของมัน
ซ่อนอยู่ใต้น้ำต่างหาก

ในฐานะอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดบนผืนพิภพ สุเมเรียนไม่เพียงแต่มีสถาปัตยกรรมอันน่าพิศวง
แต่ภาพวาดและงานเขียนของพวกเขาก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาพประดิษฐ์ที่ทำเป็น
ตราสัญลักษณ์หรือผนึก(Cylinder Seal)นั้น นอกจากจะแสดงถึงตัวตนของพวกเขา ยังเป็นสัญลักษณ์
ทางจิตวิญญาณของมนุษย์ชาติพันธุ์นี้อีกด้วย

ปกติงานศิลปะของมนุษย์ยุคโบราณจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาอย่างแยกกันไม่ออก
ชาวสุเมเรียนไม่เพียงแต่สร้างงานทางศาสนาเท่านั้น พวกเขายังมีศิลปะที่บอกเล่าถึงการเกษตร
การรังวัดที่ดิน การคำนวณราคาของผลผลิต ซึ่งแสดงถึงความรู้ทางคณิตศาสตร์อันสูงส่งของพวกเขา
ตัวอย่างของความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรสุเมเรียนได้แก่

การคิดค้นอิฐเผาสำหรับก่อสร้าง อุตสาหกรรมเครื่องทอขนาดใหญ่ การเก็บเกี่ยวและถนอมผลผลิต
ทางการเกษตร ศิละในการประกอบอาหาร ซึ่งจากดูจากวิธีทำและส่วนผสมแล้ว ...แสดงว่าชนชาตินี้
มีรสนิยมในการกินอยู่ไม่น้อยเชียวครับ พูดถึงอาหารแล้ว หากมีใครถามคุณว่าตำราประกอบอาหาร
ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาอยู่ที่ไหน ตอบเค้าไปอย่างมั่นใจเลยครับว่าพบในเมโสโปเตเมียนี่แหละ
เป็นตำราที่มีชื่อว่า coq au vin (ดูจากชื่อแล้วเหมือน Cook with Wine ไหมครับ?) ขอยกเนื้อหาส่วนหนึ่ง
มาให้ลองอ่านละกัน ว่าชนชาติสุเมเรียนเค้าละเมียดละไมกันแค่ไหน ขนาดตำราทำอาหาร
ยังเขียนออกมาเป็นโคลงเลยครับ




In the wine of drinking,
In the scented water,
In the oil of unction -
This bird have I cooked,
and have eaten.

ไม่น่าเชื่อว่าอาหารขึ้นชื่อในปัจจุบัน ชาวสุเมเรียนเค้าทำกินกันเป็นแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

หมายเหตุ หลักฐานความรุ่งเรืองของชนชาตินี้ผมเคยเขียนไปแล้วส่วนหนึ่งในพระเจ้าจากอวกาศ
และ Ancient Astronaut Revivsit ครับ ใครยังไม่เคยอ่านหรืออยากทบทวนความหลัง
ก็คลิกเข้าไปอ่านได้เลย

เอ้า เรามาต่อเรื่องของเรากันดีกว่า

ชาวสุเมเรียนยังเป็นชนชาติแรกที่เริ่มทำการค้าขาย พวกเขารู้จักการเดินทะเล การประมง ปกติคนโบราณ
จะแสยงกับทะเลมากครับ เพราะเชื่อว่าโลกแบนขืนแล่นเรือไปไกลจะพาลตกขอบทะเลเอาเสียเปล่า
แต่ชาวสุเมเรียนไม่อย่างนั้นครับ พวกเขาไปกันไกลที่สุดเท่าที่เรือจะพาพวกเขาไปได้ มีการดำน้ำ
เพื่อลงไปค้นหาทรัพยากรแปลกๆ สำรวจเกาะแก่งที่ยังไปไม่ถึงเพื่อค้นหาแร่ธาตุ โลหะ หิน
หรือแม้กระทั่งพันธุ์ไม้ที่หาไม่ได้ในดินแดนของพวกเขา




ภาพจำลองเทวสถานในยามเย็นของชาวสุเมเรียน งดงาม
และคงความขลังน่าประทับใจเป็นยิ่งนัก


Samuel N. Kramer หนึ่งในนักสุเมเรียนวิทยา(Sumerologist)ได้แจงรายละเอียดของความเป็นผู้ริเริ่ม
ในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งตกทอดมาสู่สังคมของเราในยุคปัจจุบันไว้มากมาย ลองดูตัวอย่างเล็กๆน้อยๆเหล่านี้
แล้วคิดให้ดีๆนะครับว่า คนโบราณที่ดำรงชีวิตอยู่เมื่อเกือบหมื่นปีที่แล้วพวกนี้ เค้าเจริญก้าวหน้ากัน
ผิดยุคขนาดไหน ความเป็นเจ้าแรกหรือผู้ริเริ่มของชาวสุเมเรียนเท่าที่เราค้นพบกันนั้นได้แก่

มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นเจ้าแรก(ของโลก เท่าที่เรามีหลักฐานกันน่ะนะครับ) มีสภานิติบัญญัติ
อันประกอบด้วยฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านเป็นเจ้าแรก มีนักประวัติศาสตร์และการเขียนประวัติศาสตร์เป็นเจ้าแรก
มีตำราเภสัชกรรมเป็นเจ้าแรก มีตารางกิจกรรมทางการเกษตรตลอดปีเป็นเจ้าแรก ศึกษาเรื่องจักรวาลวิทยา
และโหราศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับดวงดาวเป็นเจ้าแรก มีการจ้างงานและค่าตอบแทนแรงงานในสังคม
เป็นครั้งแรกของโลก มีการบันทึกสุภาษิตและสุนทรพจน์ มีการถกประเด็นต่างๆในห้องสมุดหลวงเป็นเจ้าแรก
(โปรดนึกถึงรายการถึงลูกถึงคนเมื่อหลายพันปีก่อน) เรื่องราวของน้ำท่วมโลกและวีรบุรุษสไตล์โนอาห์
มีเล่าอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ที่นี่ครับ มีบัญญัติกฏหมายและการจัดระเบียบทางสังคมเป็นเจ้าแรก
(ต้นฉบับเค้าใช้คำว่า Social Reform หรอก ^^) และอื่นๆอีกมากมาย

สิ่งเหล่านี้ยังคงตกทอดมาถึงพวกเราในยุคปัจจุบัน เราแบ่งโลกออกเป็น 360 องศาตามแบบสุเมเรียน,
นับเวลาด้วยชั่วโมงและนาทีตามแบบของพวกเขา ยกเว้นระยะเวลาของการดำรงอยู่บนโลก
ซึ่งแตกต่างกันแล้ว อาจกล่าวได้ว่า เราและเขาไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Wed Feb 24, 2010 12:37 am

Chapter Two: The Almighty God Enki

ในปี 1919 กระทาชายนาม H. R. Hall เดินทางมาถึงซากปรักหักพังของโบราณสถานใกล้หมู่บ้าน
ที่เรียกกันว่า เอล-ยูเบด ชื่อของไซต์นี้ถูกตั้งขึ้นตามนักปราชญ์โบราณซึ่งกล่าวอ้างถึง
อารยธรรมสุเมเรียนเป็นคนแรก นครของสุเมเรียนสมัยนั้นกินอาณาบริเวณจากเมโสโปเตเมียตอนเหนือ
จรดตีนเขาซากรอนในตอนใต้ เป็นผู้ริเริ่มการทำอิบเผา กำแพงฉาบปูน ภาพประดับแบบโมเสค
สุสานหลวงที่ประดับประดาอย่างสวยงาม มีการใช้กระจกเงาที่ทำจากทองแดงขัด ผลิตภัณฑ์จาก
อัญมณีนานาชนิด มีการผลิตเครื่องทอ เครื่องเรือนและเหนืออื่นใด มีการสร้างอนุสรณ์สถาน
ที่ยิ่งใหญ่จนยากจะเชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มาจากฝีมือของคนโบราณเมื่อครั้งกระโน้น


จิตรกรรมฝาผังในซูเมอร์



Enki เทพโบราณผู้ถุกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งความรู้และปัญญา

ไกลออกไปทางตอนใต้ นักโบราณคดีค้นพบเอริดู นครแห่งแรกของชาวสุเมเรียน
(ตามที่เคยมีอ้างอิงไว้ในเอกสารโบราณ) ขุดกันอย่างบ้าเลือดพักหนึ่งพวกเขาได้พบกับวิหารโบราณ
ซึ่งจารึกเอาไว้ว่าสร้างเพื่ออุทิศแด่เทพเอนกิ (Enki) เทพเจ้าแห่งความรู้ของซูเมอร์ วิหารแห่งนี้
มีลักษณะคล้ายกรุงทรอยอยู่ประการหนึ่งครับ คือมันถูกสร้างถูกบูรณะทับของเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก
ผลจากการศึกษาทำให้นักโบราณคดีย้อนอายุของอารยธรรมสุเมเรียนจากร่องรอยของ
การบูรณะวิหารแห่งนี้ไปจนถึง 2500, 2800, 3000 และ 3500 B.C. ตามลำดับ

พวกเขาขุดจนกระดั่งถึงดินชั้นล่างสุด ซึ่งเป็นดินบริสุทธิ์ไม่มีร่องรอยสิ่งก่อสร้างใดๆ
อายุของดินชั้นนั้นอยู่ที่ประมาณ 3800 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเราอาจสรุปผลจากการสำรวจนี้ว่า
อารยธรรมสุเมเรียนน่าจะรุ่งเรืองขึ้นในช่วงนั้น




ไซต์ทางโบราณคดีที่ Uruk ประเทศอิรัก สนใจก็บินไปดูได้นะครับ ^^ นี่ไม่เป็นเพียงอารยธรรมแรก
ที่พวกเราตัดสินได้จากสามัญสำนึกเท่านั้น หากแต่ยังมีผลแตกแขนงให้กับอารยธรรมอื่นทั่วทุกมุมโลก
มันน่ามหัศจรรย์ตรงที่ว่า ชาวซูเมอร์ไม่เพียงแต่มีความเจริญรุ่งเรืองในท้องถิ่นของตนเท่านั้น
พวกเขายังคงทิ้งร่องรอยความรุ่งเรืองเหล่านี้ไว้ตามอารยธรรมอื่นๆแม้กระทั่ง อารยธรรมของมนุษย์
ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 20 นายโซนิคเว็บมาสเตอร์เล็กๆในประเทศไทยกล่าวด้วยความอยากมีส่วนร่วม
ในการค้นพบที่น่าทึ่งครั้งนี้

เริ่มต้นจากการรู้จักใช้เครื่องมือจากหิน เมื่อ 2 ล้านปีก่อน และธำรงชีวิตอย่างลุ่มๆดอนๆมาจนกระทั่ง
อารยธรรมสุเมเรียนผุดขึ้นมาเมื่อ ประมาณ 3800 ปีก่อนคริสตกาล มันเรืองโรจน์เสียจนนักโบราณคดี
ประหลาดใจไปตามๆกัน ไม่มีร่องรอยของการวิวัฒน์ให้สืบสาว ไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์พวกนี้ไปเอาความรู้
ที่ไม่มีร่องรอยของการสั่งสมเหล่านี้มาจากที่ใด จากใคร และเมื่อใด

...เหมือนกับจู่ๆอารยธรรมนี้ก็ผุดขึ้นบนโลกมนุษย์ของเราเสียอย่างนั้นแหละครับ

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

75,000,000 BC - 0 AD

How it all began.

Reproduced with kind permission from Nathan Decker.

Email Nathan nmdecke@hotmail.com

This is a timeline of "Art Bell-ish" (an American term for unnatural) events and
happenings that Nathan Decker has been collecting off the internet for a while.
All of these are in the public domain and you can sort them out for yourselves...
Please understand that the internet has a lot of "crap" on it BUT it ALSO has
some very interesting stuff..I (Phil) have tried to filter out the "crap"....
I really mean this....It's worth a read....I think it's fantastic stuff and I seriously mean this.
I have corresponded with Nathan and I really believe he has gone to a great deal of time
and effort on this project. Due to the huge amount of information I have broken it
into three parts.This one, 0-1900 and 1901 to present day.... (from Phil) ...
If you need to please email Nathan Decker


Before it all began. Before Planet Earth. (was founded)

Alpha and Omega .......We are going way way back now......

Initialising of the Echelon. When planet earth was a
"twincle in your mums eye" so to speak....


75,000,000 BC ..................................

Xenu ordered nuking of earth (Per Scientology). Radioactive dust still in geologic strata
in the areas of the American southwestern deserts, African deserts, and Gobi desert.
Geologists can't explain the "fused green glass" that has been found in such sites
as Pierrelatte in Gabon, the Euphrates Valley, the Sahara Desert, the Gobi Desert, Iraq,
the Mojave Desert, Scotland, the Old and Middle Kingdoms of Egypt, and south-central Turkey.
From the same time period, scientists have found a number of uranium deposits that appear
to have been mined or depleted in antiquity. When the Rishi City of Mohenjodaro in Pakistan
was excavated by archeologists in the last century, they found skeletons just lying in the streets,
some of them holding hands, as if some great doom had suddenly overtaken them.
These skeletons are among the most radioactive ever found, on a par with those found at
Hiroshima and Nagasaki.
Ancient cities whose brick and stone walls have literally been vitrified,
that is-- fused together like glass, can be found in India, Ireland, Scotland, France, Turkey
and other places. There is no logical explanation for the vitrification of stone forts and cities,
except from an atomic blast. The Lop Nor Desert in western China is known to be the canter of
a great UFO mystery. Scientists drilling down in an excavation near Babylon, in Iraq,
found various strata containing evidence of different civilisations. They eventually stopped
when they hit a solid wall of glass, like the sand had been fused together by a nuclear blast.
(Date estimate not given.)







13,000,000 BC

The Ica stones of Peru show illustrations of advanced surgery (like heart and brain transplant,
Caesarean section) and men riding dinosaurs: Dr. Javier Cabrera discovers about
40,000 stone tablets detailing advanced science in the Peruvian desert of Ocucaje.
These were called the Ica Stones of Peru. The tablets detail such complex ideas as astronomy,
surgery (heart and kidney transplants), C section, acupuncture, genetic disorders, and more.
There were descriptions of vehicles which flew through spaces without consuming fuel,
descriptions of the lines drawn at Nazca. They described the evacuation of large-headed
small-statured race to a planet which would now be in the Pleaides star cluster.
These were found in the Peruvian state of Ica. The city of Ica is only 100 miles
from the city of Nazca.


445,000 BC

According to the apocryphal "Book of Enoch", the Nephilim "descended on" Mount Hermon.


250,000 BC

"Eve", one single, hypothetic woman might be the sole source of the whole of mankind
(homo sapiens) according to recent, genetic research. This theory is supported by
a number of additional evidences.

30,000 BC

First Illuminatus, Gruad, rules in Atlantis.

15,000 BC

Tiahuanaco, the height of the Lemurian remnant, begins
construction.


12,000 BC

Indian country of Rama existed. Remains of their large cities still exist in the deserts of India
and Pakistan (Mohenjodaro).
Indian texts from this period tell of anti-gravity space ships
called Vimanas, or Astras, and a war with the Atlanteans on the moon. Curiously, Soviet scientists
have discovered what they call "age-old instruments used in navigating cosmic vehicles"
in caves in Turkestan and the Gobi Desert. The "devices" are hemispherical objects of glass
or porcelain, ending in a cone with a drop of mercury inside. Some ancient Indian texts
describe a war with Atlantis (who flew Vailixi machines) using flying machines and atomic bombs.


11,600 BC

A great flood engulfed the Earth according to Mexica--Nahuatl mythology and timetable.

About >11,000 BC

The flood, caused by the slippage of the Antarctic ice sheet into the sea.
This was in its turn a consequence of the 12th planet, called Marduk by the Babylonians.


11,000-13,000 BC, Moon came into orbit around Earth.
See link to MOON


11,000 BC

The piece of rock blasted off the surface of Mars carrying
signs of biological life that came to be called ALH84001, crashed in Antarctica.

10,000 BC

Estimated date of inscriptions on stone disks by the Dropa tribe, small-bodied,
yellow-faced aliens who crash land on Tibet/China border. Remains discovered in 1938.
Aligned graves contained skeletons of short, spindly people with large heads.
A stone disk with tiny pictograms on it told the story of aliens crash landing
in the mountains of Bayan Kara-Ula on the China Tibet border.

They tried to make friends with the neighboring Ham tribe, but the Hams hunted them down
and killed them. An English scientist later visited the area and learned their lore.
Descendants of the Dropas still live in the area, and they don't look Mongolian or Chinese.
The Dropas came from a star in the Sirius system. The small people of the Dropas were
rediscovered in the same mountains in 1995.


Earliest estimated date of carving of the Crystal Skull found at Lubaantun in the Yucatan.

Worldwide floods occur approximately 10,000 BCE, Tiahuanaco
partially destroyed and other cities including Atlantean empire submerged


9,000 to 10,000 BC

Date of Plato's Atlantis.

about> 9,600 BC

Plato said the Atlanteans invaded Athens this year and a great war was fought.

8,000 BC

More evidence exists the Sphinx was built at this time, before the Egyptians.


The Mullion culture suddenly appeared approximately 10,000 years ago along
the Algerian coast with the largest skeletal population in the entire prehistoric record.
In addition, the Mullions also possessed the largest cranial capacity of any population
the world has ever known--approximately 2,000 cc versus our present 1,400 cc.
Skeletons found showed they were mostly women and children, who worked with
tools never before seen and with unknown domesticated animals.


5,900 BC

Ubaid period predates Sumeria, supposedly the first civilization. At the Al Ubaid site in Iraq,
a mask was found which looks like it has a high, long forehead.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=80&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=82&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


Morph from recent drawing Draco/interventionist to
Sumerian Goddess Statue 5000BC -Orion Queen



5,000 BC

Australian Aboriginal mythology tells of foreign visitors,
there are paintings on caves that describe just that..Visitors from outer space.


about> 3,500 BC

A great meteorite hit the Atlantic ocean off the coast of Portugal.
The event is mentioned in Assyrian and Babylonian scripts.

about> 3400 BC

A great change took place in Egypt. Well-organized monarchies,
the art of writing, monumental architecture were all achieved within
a short period of time from little or no background.


3,113 BC

Mayan year 0, or the beginning of the current Great Cycle according to
the Mayan Tzolkin Calendar, which is supposed to end 2012 CE.


3,000 BC

Trephination (cutting a hole in the skull) practiced by people all over the world.

Some Sumerian statuettes are reptilian and Dr. Arthur Horn says
the Sumerians interacted with the Annunaki, who were reptilian.


about> 2800 BC

A third millennium Assyrian clay tablet says "the world is speedily coming to an end".

1,800 BC

The Eleusinian Mysteries traced back to this time ("the time of Inachus").

1,700 BC

Enuma Elish--The Babylonian Epic of Creation.

1,500 BC

Early references to Mithraism on cuneiform astronomical tests.

In Egypt, the Pharaoh Thutmose III sees silent,
foul-smelling circles of fire and flying discs in the sky.


Cosmas and Damian, two brothers, accomplished successful leg transplants 1700 years ago.
Had they somehow acquired knowledge of the techniques of gifted surgeons from the dim past?


Ancient Aliens - (Fallen Angels) History Channel Documentary

1,450 BC

Approximate date of the destruction of Thera, on which Atlantis legends are probably based,
caused huge destruction to Cretan civilization.

1,300 BC

Approximate date "I Ching" written in China, attributed to Wen Wang.

1,000 to 2,000 BC

Legendary Thule civilization in the Gobi region destroyed by a catastrophe,
"possibly of an atomic nature".


1,000 BC

Huge Sacrificial Table built at Mystery Hill near North Salem, New Hampshire.

950 BC

Approximate date of building of Solomon's Temple in Jerusalem, traditional origin of
the Masonic fraternity; alleged assassination of Temple master-mason
Hiram for refusing to reveal Masonic secrets.


900 BC

Approximate time settlers from Europe and the Middle East established colonies in North America.

856 BC

The first known account of the Poltergeist phenomena.

800 BC

D. Kelley, a Calgary archeologist, claims that rock carvings in Petroglyph Provincial Park
were etched by European explorers circa 800 BC, rather than by Native Americans.
One petroglyph, for example, depicts a Viking-like ship almost identical to those carved
on a rock near Boslund, Sweden. There are also abstract symbols like those used by
Northern Europeans in the same time frame.


Peru Aerial landing strips are built in the Peruvian Andes.

about> 600 BC

Mithra born of a virgin in a stable on December 25th,
according to the legend. His resurrection was celebrated at Easter.


Unknown พิมพ์ว่า:


Altar diagram from Ceremonial for the use of the Catholic Churches
in the United States of America
, Ninth Edition, revised by Rev. W. Carroll Milholland,
S.S., published by H. L. Kilner & Co., 1926.



Symbol for Baal

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=83&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=84&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

- CLICK BELOW TO WATCH "ZEITGEIST, THE MOVIE" -
[ RELEASED JUNE 18TH 2007 ]

http://video.google.com/videoplay?docid=-1817848131611744924#

[googlevideo] [/googlevideo]

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=87&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



Books to Read and download:
The following books are in PDF format and are fully searchable.
Please feel free to download them and give them to your friends.
Remember the only real sin you can do to these religions is to TELL PEOPLE
about the Piso's.


The True Authorship of the new Testament
; By Abelard Reuchlin (c) 1979

http://vectorpub.com/True_Authorship_of_the_New_Testament.html

http://vectorpub.com/pdf/TrueAuthorship.PDF

http://www.bibliotecapleyades.net/sociopolitica/esp_sociopol_piso01.htm


WHO WROTE THE NEW TESTAMENT?

from RomanPisoHomepageBookshelf Website

The Pisos created the story and the characters;
they tied the story into a specific time and place in history;
and they connected it with some peripheral actual people,
such as the Herods, Gamaliel, the Roman procurators, etc.
But Jesus and everyone involved with him
were created (that is, fictional!) characters.”




http://hacksecrets.com/challenger.htm
THE CHALLENGER
ความลับหลังไม้กางเขน


600 to 500 BC

Time of Buddha, Lao Tse, Confucius, Zarathustra, Orpheus,
Pythagoras, Zachariah and Daniel--an Illuminated century.


about> 563 to about> 483 BC

Life of Gautama Siddhartha Buddha.


390 BC

Approximate date Plato's The Republic written, featuring such Illuminoid images
as the Philosopher Kings, the Divided Line and the parable of the Cave.


360 BC

The story of Atlantis first recorded by Plato in his Dialogues
(specifically in Timaeus and Critias). Plato said the story of Atlantis
was told to Solon by a learned priest of Egypt.


342-267 BC

Life of Greek anarchist Zeno, founder of Stoic philosophy.

329 BC Alexander the Great, via his historians: "...told of 2 strange objects in the sky
that dived repeatedly at his army as they were attempting a river crossing. (Jaxartes River).
The action so panicked his elephants, horses, and men they had to abandon
the river crossing until the following day. They were described as great silver shields,
spitting fire around the rims."


300 BC

Invention of Mayan calendar in Yucatan, based on advanced astronomy.

The Mahabharata and Ramayana (Sanskrit).

246 BC

Primitive battery created in Iraq. Later to be found in 1938 by
Dr. Wilhelm Konig in the basement of a Baghdad museum.


273 to 232 BC

Rule of Asoka, king of India who allegedly founded the Nine Unknown.


170 BC

From Medieval reporter Conrad Wolfhart, at Lanupium,
a remarkable spectacle of a fleet of ships was seen in the air.


99 BC

Rome, from Prodigia of Julius Obsequens: When C. Murius and L. Valerius were consuls
in Tarquinia towards sunset, a round object, like a globe, a round or circular shield,
took its path in the sky from west to east.


90 BC

Rome, from Prodigia of Julius Obsequens: At Aernarie, while Livius Troso was promulgating
the laws at the beginning of the Italian war, at sunrise, there came a terrific noise in the sky,
and a globe of fire appeared burning in the north. In the territory of Spoletum, a globe of fire,
of golden color, fell to the earth gyrating. It then seemed to increase in size, rose from the earth
and ascended into the sky, where it obscured the sun with its brilliance. It revolved toward
the eastern quadrant of the sky.


85 BC

Rome, from Pliny, Natural History: Book II, chapter 34: "In the consulship of Lucius Valerius
and Caius Marius, a burning shield scattering sparks ran across the sky."


67 BC

Pirates based in Cilicia (a province on the southeastern coast of Asia Minor)
were practicing "secret rites" of Mithras.

42 BC Rome, from Prodigia of Julius Obsequens: Something like a sort of weapon,
or missile, rose with a great noise from the earth and soard into the sky.


4 BC

Birth of Jesus of Nazareth, accompanied by various Illuminoid trappings:
three early Men-In-Black disguised as the Wise Men; strange lights in the sky;
miracles such as visits from angels, prophecy and suspension of time are reported.


0

"Carnation-Painted Eyebrows Society", "Copper Horses", "Iron Shins"
and other secret societies active in China.

http://www.phils.com.au/dot-0.htm


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Wed Feb 24, 2010 9:26 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Wed Feb 24, 2010 1:39 pm

0 - 1900A.D. History of the World.

Yes. It's a long one but well worth the effort.

Reproduced with kind permission from Nathan
Decker..who has spent a great deal of time on this. I have double checked it.


Email Nathan at nmdecke@hotmail.com

Sumerian Artifacts Planet X Nibiru 2012

30 A.D.

Assassination of the radical Jesus, allegedly on Illuminati orders; more Illuminoid trappings;
an eclipse; an earthquake; visitors from the sky roll away the stone from
the sepulcher and liberate the crucified Jesus.



ILLUMINATI 2012 SECRETS of RELIGION & EVOLUTION 1

ILLUMINATI 2012 SECRETS of RELIGION & EVOLUTION 2



Ex-Illuminati Leo Zagami on Jesuits, Zionists & Masons
Interview with ex-freemason and illuminatiLeo Zagami. Vol1
Interview with ex-freemason and illuminatiLeo Zagami. Vol2
Interview with ex-freemason and illuminatiLeo Zagami. Vol3


1st Century

Flavius Josephus, the noted Jewish historian of the first century A.D., described giants as having
"bodies so large and countenances so entirely different from other men that they were surprising
to the sight and terrible to the hearing." And he adds that in his day,
the bones of the giants were still on display.


A cavern adjacent to the ruins of the "temple of Apollo" in Pamukkale (formerly Hierapolis),
built when the ancient Grecian empire held sway in the area. Several strange disappearances
have surrounded the cavern as for back as ancient Grecian times. The Greek philosopher Strabe
(circa 63 BC - 24 AD) recorded that many animals who entered the cavern never emerged,
and also many people who went past the mouth of the cave never returned. Only sorcerers
in ancient times, who had apparently made an alliance with the "gods of the underworld",
would be able to enter and would emerge glowing with a reddish aura.


The Key of Solomon, a book of incantations for invoking demons, attributed to
the authorship of Solomon, was in existence. Influenced the Golden Dawn movement
and was one of the sources of modern ritual magic. Some people believed these were written
by King Solomon himself, whereas others believed they were written by demons and
given to the king. Solomon has been widely acclaimed as a great wizard in his time and
he was a master in the art of commanding demons. Some experts pretend that the many versions
all derive from an original written by the Rabbi Abognazar.


The great first-century pagan philosopher and physician Apollonius of Tyana was said
to have transported himself instantaneously to Ephesus to treat sufferers from a plague.


46

According to Masonic tradition, Ormus started an order in Alexandria having
the "rose-cross" as symbol.


60

A "ship" was seen speeding across the Scottish night sky.

64

A disastrous fire sweeps through Rome. The Emperor Nero blames the Christians.
Persecution of both Christians and Jews erupts. Tradition has it that Peter was crucified
during these Neronic persecutions and buried, eventually, under the site of
the present altar of St. Peter's church.


70

May 21--From Flavius Josephe Jewish War Book CXI: "On the 21st of May a demonic phantom
of incredible size... for before sunset there appeared in the air over the whole country chariots
and armed troops coursing through the clouds and surrounding the cities."


79

When a comet appeared, astrologers wondered if it would mean the death of Emperor Vespasian.
Vespasion, alluding to the term "long-haired star" used for comets, joked that the comet
must have been meant for the Parthian King, who wore his hair long, not for himself, Vespasian,
who was bald. Despite his clever pun, Vespasian died within the year.


80

From medieval reporter Conrad Wolfhart: "When the Roman emperor Agricola was in Scotland,
wonderous flames were seen in the skies over Caledon Wood, all one winter night.
Everywhere the air burned, and on many nights, when the weather was serene,
a ship was seen in the air moving fast."


98

From medieval reporter Conrad Wolfhart: "At sunset, a burning shield passed over the sky at Rome.
It came sparkling from the west and passed over to the east."


100

Hero of Alexandria devises a primitive steam-engine.


120-130

Basilides, a "heresiarch" (Gnostic) of Alexandria is supposed to have written twenty-four
commentaries on the Gospels, wherein he claimed that Jesus did not die on the cross and that
a substitute, Simon of Cyrene, took his place. The Koran held the same argument in the seventh century.


125 to 150

Simon Magus, Menander, Valentinus and others develop Gnostic religious doctrines of
esoteric knowledge (illumination). Simon Magus was a contemporary of Jesus and has been called
his most dangerous rival. Clement I called him "God's left hand" and the counterpart of Saint Paul.
He found "wisdom" in a brothel in Tyre and preached a Gnostic philosophy summed up in his work
The Root of All. He has later been called the founder of all Gnostic teachings.


150

Roman Mithraism competes with Christianity.

Yellow Turban Society subdues northern China, Triad cult formed in opposition.

186

Mount Taupo in New Zealand erupts, Romans record 3 days of global darkness.

3rd Century

"'The way was long, and as if enveloped in darkness,'
explains Chu Yan, a Chinese poet of the third century B.C. Chinese tradition
narrates the extraordinary adventure of Hou Yih, an engineer of the Emperor Yao,
who decided, 4,300 years ago, to go to the moon with a 'celestial bird.'

In the course of the flight, the bird indicated to the traveler the exact movements of the rising,
the apogee, and the setting of the sun. Hou Yih thereafter explained that he 'sailed up
the current of luminous air.' Could this current have been the exhaust of a rocket? "
'He no longer perceived the rotary movement of the sun,' the narrator points out.
Effectively, contemporary astronauts have noted that, in space, it was not possible to discern
the diurnal passage of the sun. And what did the Chinese engineer observe on the moon?
He saw 'an horizon which appeared frozen.' To protect himself from the glacial air,
he built the 'Palace of the Great Cold.' His wife, Chang Ngo, left to join him on the satellite,
which she described as 'a luminous sphere, brilliant as glass, of an enormous size, and very cold.'"

200

First book of the cabala, Sepher Yetzirah, compiled.

216 to 276

Life of Mani, the Illuminator, who founded Manicheism,
based on ideas from Judaism, Christianity, Zoroasterism, Gnosticism, etc.


252-712

The Holy Grail of the Last Supper kept in Aragón, Spain, according to Catholic tradition.



The Last Supper by Leonardo Da Vinci.
Look how he symbolizes Jesus as the Sun and breaks up the twelve disciples
into four sets of three - the signs of the zodiac.
It is a pictorial version of the sun circle and the cross we saw earlier.
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=85&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

312

Constantine and his army all beheld in the heavens a luminous cross.
He claimed to have been shown a cross on the Sun as a sign from Christ
that he would triumph over Maxentius.


> 320 >about

Constantine visits the Shrine at Delphi and leaves with a prize collection of bronze statuary.
He is one of a long line of Roman plunderers of this sacred site. In spite of this,
the Oracle continues to reside at Delphi.


325

Council of Nicaea in which Christianity begins to rigidify. The Book of Enoch,
having been suppressed by the Church, was declared apocryphal by St. Jerome. Eusebius,
Bishop of Caeseria, sets out the list of New Testament books still in use today.
He also lists books which he considers "doubtful," such as the "Acts of Paul,"
"Revelation of Peter," "Gospels of Peter, Thomas, Matthias," and many other ancient books.
Constantine orders Eusebius to have fifty Bibles made of vellum. The amount of vellum required
would have taken the skins of about 4500 animals. Some of these Bibles still exist today in Leipzig,
St. Catherine's Monastery in Sinai, and London, in the British Museum.


367

The first major witch-hunt in the modern sense occurred
by order of the Roman emperor Valerian.


386

The beginnings of a society called hung, or "The Brotherhood of Heaven and earth",
containing many Masonic traditions.



393

Strange lights were seen in the sky in the days of the Emperor Theodosius. On a sudden,
a bright globe appeared at midnight and shone brilliantly near the daystar, (Venus).
This globe shone little less brilliantly than the planet, and little by little, a great number of other
glowing orbs drew near the first globe. The spectacle was like a swarm of bees flying around
the beekeeper, and the light of these orbs was as if they were dashing violently against each other.
They blended together into one awful flame, and bodied forth to the eye as a horrible two-edged sword.
The strange globe, which was first seen now appeared like the pommel to a handle,
and all the little orbs, fused with the first, shone as brilliantly as the first globe.


398

A thing like a burning globe, presenting a sword, shown brilliantly in the sky over Istanbul.
It seemed almost to touch the earth from the zenith, "Such a thing was never recorded
to have been seen before by man."


about> 5th Century

A Pictish stone depicts what might be the Loch Ness Monster

about> 400

Copies of the Mandylion, "the true picture of the face of Christ", alleged to have been given
to King Abgar of Mesopotamia by Christ himself, spread all over the Christian world.


457

A report from Brittany in northern France, "a blazing thing like a globe was seen in the sky.
Its size was immense, and on its beams hung a ball of fire like a dragon out of whose mouth
proceeded two beams, one of which stretched beyond France, and the other reached toward
Ireland, and ended in fire, like rays."


458

There is a text preserved in a Buddhist Monastery in China which tells of some monks
who voyaged 7000 miles east to a new continent. The text describes them making landfall
on a coast with mountains and rivers, (California?) then traveling inland to the east
where they discover a large canyon with stratified colors and a great river at the bottom
(the Grand Canyon?)
They then travel south over a great desert with strange trees that
have many thorns, (cactus?) and find a civilization far to the south. Some stone carvings with
oriental features have been discovered among the civilizations of South and Central America,
and the similarities between Chinese dragon sculptures and Central American
dragon sculptures are striking.


552

Council Of Constantinople declares reincarnation to be heresy.

565

Genesis of the Loch Ness Monster. According to a written account, Saint Columba,
a Christian missionary to Scotland, saved a swimmer from the monster by shouting,
"Think not to go further, touch not thou that man. Quick! Go back!"
In obedience to the Saint the creature fled. Ever since then there have been
vague accounts of "something" in the Loch.


584

The Bishop of Tours in France, is perplexed by curious
"domes and golden globes that raced across the sky".


> 610 > about

Muhammad began to receive the Koran, from the angel Djibril, (Jibril, Gabriel),
while meditating at night in a cave outside Mecca.
The revelation continued for 23 years.


650

One night in the hot season, in India, a man named Hariswami and his new wife were laying
on the roof of the summer house. The veil on the woman's face slipped off in the night
while a demi-god was seated in his car over head. His gaze suddenly fell upon her.
The demi-god lowered the car and placed her asleep within. She was never seen again.
(As told by Hariswami, translated from Hindu by J. Platts)


664

At a monastery at Barking near the Thames, England, "a great light appeared in the sky
at night and shone over nuns who were singing in the burial-ground.
They reported that it lifted up, moved to the other side of the monastery,
and then ascended into the night sky. Priests said the light surpassed the brightness of day."


670

Estimated date of carving of stone statues found on Easter Island.

The Frankish Bishop Arculf of Périgueux claims to have seen the "Shroud of Jesus" in Palestine.

671

Flaming object was seen flying to north from many countries
in Japan, one year before the war of the Jinshin.


673 to 735

Life of the Venerable Bede, the greatest scholar of Saxon England whose Ecclesiastical
History of England (731) contained many occult and unexplained occurrences.


700

Sufi mysticism begins.

730

Al Azif (Necronomicon) a book supposed to have been written by the black wizard Abdul Al-Hazred
who lived at Sanaa in Yemen. The book which has been translated by John Dee is also known as
Al Azif or the whispers of demons. Today most agree that The Necromicon is a compilation of spells,
recipes and other texts taken from older grimoires as The Key of Salomon or the Kitab al Uhud from
Araby which were among the famous magic library of Assurbinapal.


733

Charles Martel defeated the Moslems with the aid of the Holy Lance, the spear that pierced Christ's side.

747

China: Huge flame-breathing dragons were reported being seen in skies, accompanied by men in airships.

763

Meath County: While King Domnall Mac Murchada attended the fair at Teltown, ships were seen in the air.

772

The "Holy Vehm", a secret society founded by Charlmagne who wrote the Code and
Statues of the Holy Secret Tribunal of Free Courts and Free Judges of Westphalia for this order.


776

From an chronicle by W. R. Drake: At Charlemagne's castle at Sigiburg, as the Saxons were laying
siege to the castle, "Those watching outside in that place, of whom many still live to this very day,
saw they beheld the likeness of two large shields, reddish in color in motion above the church,
and when the pagans who were outside saw this sign, they were at once thrown into confusion
and terrified with fear and began to flee from the castle."


810

St. Gregory of Tours, a historian, wrote of Charlemagne:
"Alcuin, the secretary and biographer of Charlemagne, and author of the Vita Karoli,
states in the thirty second chapter of his work that in 810 when he was on his way from Aachen,
he saw a large sphere descend like lightning from the sky. It traveled from east to west and
was so bright it made the monarch's horse rear up so that Charlemagne fell
and injured himself severely."


813

According to legend, the grave of Jacob was found at
the site where the cathedral of Santiago de Compostela later was built.


820

The Great Pyramid of Giza was broken into for the first
time. It was done by an Arab team on the orders of Caliph Ma'moun.


827

A synod meeting at Mantua decides to subject Venetians to a new Patriarch of Aquila
on the Frankish controlled mainland. Venice however, in a bid for independence in church affairs,
decided to obtain the body of a potent saint. Two merchants--Buono of Malamocco and
Rustico of Torcello--sail to Alexandria, set out for the church containing the body of the apostle St. Mark,
and promptly steal it, substituting into the shroud the body of St. Claudian from a nearby tomb.
In order to avoid discovery by Muslim customs officials, they smuggle the holy relic back to Venice
in a barrel of salt pork and cabbages.


840

As he was coming out of the Cathedral at Lyons, France, Archbishop Abobard saw
a mob stoning three men and a woman alleged to have been seen alighting from a aerial ship.


858

An "evil spirit" threw stones and made the walls shake in a small farmhouse,
this was the first recorded poltergeist case.


875

Landulf II of Capua excommunicated from Sicily when his alliance with Islam was unveiled.
According to the medieval Chronicler Echempertus he had, in the mountains of Monte Castello
in the south-west of Sicily, discovered the Temple of Erix at which priestesses had once guarded
the Oracle of Venus. (Qal'at al-Bellut, the Fortress of the Oaks). There he is said to have performed
evil rituals and according to Adolf Hitler's personal notes from c. 1910 he was the source of
Klingsor in Eschenbach's Parsifal.


900

Beginning of the Bogomils of Bulgaria, a Manicheian sect, and the roots of Cathari.

919

An object like a flaming torch was seen in the sky in Hungary, together with spheres,
which flew over giving out a brighter light than the stars.


920 to 1003

Life of Pope Sylvester II who allegedly visited the Nine Unknown in India.

926 (936?)

Edwin, a mythical son of Athelstan, presided according to tradition over a Masonic meeting
at York where certain charges where agreed upon for the government of the Brotherhood.


927

A report from France: "In the town of Verdun, like the whole eastern part of France,
saw fiery armies appearing in the sky. Flodoard's chronicle reports that they flew over
eastern Reims on a Sunday morning in March. Similar phenomena happened several times
under King Pepin the Short, under Charlemagne, under Louis I, the Debonair.
These sovereign's capitularia mention penalties against creatures that travel on aerial ships."


930

The first legislation against witchcraft (and banning of Sunday trade) by King Athelstan.

944

August 15--The "Mandylion", a picture of Christ "not made by human hands",
(acheiropoieton), arrived at the church of Our Lady at Blachernae in Constantinople from Edessa.


950

Al Azif translated into Greek as Necronomicon.

11th Century

Some writers claim that a group know as the "Illuminated Ones" was founded by
Joachim of Floris in the eleventh century and taught a primitive,
supposedly Christian doctrine of "poverty and equality".



1000

Approximate founding of Yezidi cult by Sufi Sheik Adi in Iraq.

"Abode of Learning" active in Cairo.

Spread of Cathari Manicheism throughout Europe.

1027

August--In Egypt, a number of "stars" were seen to fly over Cairo and the Nile Delta.

1034

A rare typeset book from 1493 contains what may be the earliest pictorial representation of a UFO.
The book Liber Chronicarum, describes a strange fiery sphere, seen in Europe, soaring through
the sky in a straight course from south to east and then veering toward the setting sun.
The illustration accompanying the account shows a cigar-shaped form haloed by flames,
sailing through a blue sky over a green, rolling countryside. This may be the first work that
actually contains actual illustrations of UFO's.


1034 to 1124

Life of Hasan-e Sabbah, founder of the Assassins of Persia. Member of the Ismaili sect,
Hasan seized fortress of Alamut in Daylam in 1090; split with Fatimid dynasty in 1094;
Assassins flourished for next several centuries.


1050

Approximate date of founding of the "Order of Hospitallers" in Jerusalem.

1054

The super nova called the Crab nebula appeared on the sky and was pictured in rock
paintings in some parts of the world.


1067

From Geoffrey Gaimar's Lestoire des Englis: "In this year people saw a fire that flamed
and burned fiercely in the sky. It came near the earth and for a little time brilliantly lit it up.
Afterwards, it revolved, ascended on high, and then descended into the sea.
In several places it burned woods and plains, and in the County of Northumberland
this fire showed itself in two seasons of the year."


> 1080 > about

The "Order of St John" founded in Jerusalem?


> 1090 > about

Hasan-e Sabbah created out of the Ishmaelians, (a Shiite sub-sect), the "Order of the Assassins".

1095

The "Queen of the Universe" appears in Arras, France.

1098

The alleged "Holy Lance of the Passion" found by the Crusaders
in Antiochia in the Church of Saint Peter.


1099

Godfroi founded the "Order of Sion".

1100's

Prince Madog of Wales brings the last of the Druids to America and erects rings of
blue gray stones in the hills near what would one day be Mobile, Alabama.


1100

Approximate date Sufi Gilani founds Arabic school of Illuminati,
the "Kadiri Order of Sebil-el-ward", in Baghdad.


Bogomil leader Basil burned in Constantinople.

Albigensian Cathari sect flourishes near Albi, France.

Avengers and Beati Paoli active in Italy.

Robin Hood active in England.

Vimanas (silent flying machines) written of in Indian texts.

"Dervish Orders" appeared (Islamic-mystic brotherhoods with hierarchical structure,
initiations and exercises designed to bring man in direct contact and oneness with God).


1113

"Hospitallers of Jerusalem" founded, St Bernard of Clairvaux founds monastery,
to protect a "great secret".


A group of churchmen from Laon in France were going from town to town in Wessex,
England, bearing with them relics of the Virgin Mary, which they used to perform
miracles of healing. At the coastal town of Christchuch, they were astonished to see
a dragon come out of the sea, "breathing fire out of its nostrils."


The "Order of St John" achieved their legitimate status by a decree by Pope Paschalis II.

1118

Hugh de Payens, a vassal of the count of Champagne, France and eight other
Crusader knights form the "Poor Fellow-Soldiers of Christ and the Temple of Solomon",

later to be known as the "Knights Templar". They were approved as a holy order by
the Vatican, and proceeded to fight in the Crusades, gain converts, and ultimately re-take
the city of Jerusalem and the ruins of the Temple of Solomon. While there, they carried out
what would now be called archaeological investigations, digging in and around the Temple.
While no one knows for sure, they may have found a great treasure. Later authors will
speculate that this treasure is the Shroud of Turin, or an occult manuscript.
They were a strict order of warrior/monks, and the Rule of their Order was based on obedience,
poverty and chastity. They were a major force in the Crusades, and although individual members
were permitted to own nothing, the order itself grew rich. They gained lands, castles, money,
power, and prestige.
They were also the forerunners of the banking business.
They provided such services as safe deposit, agents for collection of debts and taxes,
trusts for heirs, mortgage brokers, and issued paper money which could be exchanged
for hard currency with any other Templar outpost. They also had the best communications
network in the world.
All their outposts were connected by courier, and they used codes
and ciphers for private messages between each other.
This was doubly effective since
most people were completely illiterate, and couldn't have even read a plain message.
It was networks such as this, and similar networks in other sacred orders,
which started to bring Europe out of the dark ages. During their existence,
the Templars also made many enemies. They were rich, powerful and secretive.
They were accused of performing occult rites in their round temples.


1130

The first documented presence of the Templars in Spain--in the northeastern
part fighting against the Moors.


1134

The Holy Grail present at the Saint Juan de la Pena Monastery, Spain,
according to catholic tradition.


1138

Monks at the Brunia Monastery in the Trier region of ancient Prussia (now Germany),
founded by Charlemagne's father Pepin the Short, reportedly captured a dark-skinned dwarf
in the basement of the monastery, after they discovered several wine casks that had been
emptied onto the cellar floor. They confined the little man, who refused to speak or eat,
until he escaped back down through the cellar and into a sloping tunnel
that was accessed via a displaced stone.


1139

Pope Innocent II granted the Knights Templar the unique privilege to build their own churches.


The east front of Chartres cathedral is dedicated to the Blessed Virgin Mary and inside is a relic:
the robe she is said to have been wearing at the moment of her Assumption into heaven.


1140

Rapid growth of Cathari sect begins.

1145-1202

Life of Joachim of Fiore, a Calabrian hermit, claimed to have found a trinitarian system of ages
in the Bible (the theory came to have a big influence in history).


1146

Knights Templars adopted the splayed red cross as symbol.
(The same as those of the Assassins or Hashishim.)


1147

Everard de Barree, Grand Master of the Templars, saw the Passion relics in Constantinople
while in company with Louis VII and Eleanor of Aquitaine.


1149

The ancient Sterling Lodge claimed to represent the Masons who built Cambies Kenneth Abbey.

> 1150-1200 >about

Sepher-ha-Bahir, a Koranistic work, appeared in Southern France from unknown origin.
It contained the first reference to the Tree and the Sephirot.


> 1150 >about

The tale of the green children dates from the middle of the twelfth century,
in the realm of either King Stephen or his successor King Henry II.
In Suffolk, England, according to medieval chroniclers, two green children,
weeping inconsolably, were found wandering in a field. Seized by reapers,
they were taken to the nearest village, Woolpit, and held in captivity at the home of
Sir Richard cle Calne where local people came to gape. According to William of Newburgh,
the children were clad in "garments of strange color and unknown materials."
They could speak no English and refused all food offered them. A few days later,
on the brink of starvation, they were brought "beans cut off or torn from stalks,"
wrote Abbot Ralph of Coggeshall, who allegedly had the story from the Calne himself.
The children "broke open the beanstalks, not the pod or shell of the beans,
evidently supposing that the beans were contained in the hollows of the stalks.
But not finding beans within the stalks they again began to weep, which,
when the bystanders noticed, they opened the shells and showed them the beans themselves.
Whereupon, with great joyfulness, they ate beans for a long time, entirely,
and would touch no other food." Soon the children were baptized, and not long afterwards
the boy weakened and died. The girl learned to eat other foods and was restored both
to health and to normal skin color. She learned to speak English and took employment
in service to a knight and his family. She "was rather loose and wanton in her conduct,"
Ralph of Coggeshall wrote. Asked about her native country, "she asserted that
the inhabitants, and all that they had in that country, were of a green color;
and that they saw no sun, but enjoyed a degree of light like what is after sunset.
Being asked how she came into this country with the aforesaid boy, she replied,
that as they were following their flocks they came to a certain cavern,
until they came to its mouth. When they came out of it, they were struck senseless by
the excessive light of the sun, and the unusual temperature of the air; and they thus lay
for a long time. Being terrified by the noise of those who came on them, they wished to fly,
but they could not find the entrance of the cavern before they were caught."
In William of Newburgh's account, the children said their country was called St. Martin's Land.
Its people were Christians.
There was no sun there, but across a broad river a bright, shining land could be seen.
Eventually the woman married and reportedly lived for years at Lenna in Suffolk.
Newburgh remarked, "Although the thing is asserted by many, yet I have long been
in doubt about the matter, deeming it ridiculous to credit a thing supported by
no rational foundation, or at least one of a mysterious character; yet, in the end,
I was so overwhelmed by the weight of so many competent witnesses that I have been
compelled to believe and wonder over a matter I was unable to comprehend and unravel by
the powers of my intellect." A modern writer, British folklorist Katharine Briggs,
says, "This is one of those curiously convincing and realistic fairy anecdotes
which are occasionally to be found in the medieval chronicles."
Another recent chronicler, Paul Harris, speculates that the children were not aliens
from another realm but simply lost, undernourished children who had wandered into
flint mines in the vicinity of Thetford Forest, near the village of Fordham St. Martin.
"Perhaps from the twilight of the thick woodlands the children could see a less forested
and therefore sunnier land across the river Lark," he writes. They may have spoken in
an English dialect "unintelligible to the insular 12th Century farmworkers of Woolpit."


1153

An old legend tells how the knight Owen visited a cave on Station island in County Donegal.
Ireland, in the year 1153, leading to an underground plain and a "cloister" where he met monks
who warned him of the temptations ahead. The knight travels to a black, icy realm and
also sulfurous pits of molten metal in which the wicked suffer,
finally arriving at the earthly paradise below the earth.


1170

A certain Welsh prince, Madoc ab Owain Gwynedd, sailed away from his homeland,
which was filled with war and strife and battles between his brothers. Yearning to be away
from the feuds and quarrels, he took his ships and headed west, seeking a better place.
He returned to Wales brimming with tales of the new land he found--warm and golden and fair.
His tales convinced more than a few of his fellow countrymen, and many left with him
to return to this wondrous new land, far across the sea. This wondrous new land is believed
to be what is now Mobile Bay, Alabama. Time has left several blank pages between
the legend of Madoc and the "history" of America, with its reports of white Indians
who speak Welsh, and these blank pages have been the subject of much controversy
in certain circles over the five centuries since Columbus discovered the New World.


1176

Peter Waldo founds the "Poor Men of Lyons".

1180

A term equivalent to our "flying saucer" was actually used by the Japanese approximately
700 years before it came into use in the West. Ancient documents describe an unusual
shining object seen in the night as a flying "earthenware vessel." The object,
which had been heading northeast from a mountain in Kii province,
changed its direction and vanished below the horizon, leaving a luminous trail.


1184

"Poor Men of Lyons" excommunicated, suppressed.

1185

The Church of the Templars in London conscecrated.

1188

"Prieure de Sion" separated from the Templars.

1190

The "Order of St John" founded a monastery in Eskilstuna, Sweden.
On orders of King Henry II, who had heard that the legendary King Arthur was buried there,
workers began digging between two ancient, pyramid-shaped pillars located at Glastonbury,
in Somerset. At a depth of seven feet they found a leaden cross which was engraved with
this inscription: HIC JACET SEPULTUS INCLYTUS REX ARTURUS
IN INSULA AVALLONIA
("Here lies buried the renowned King Arthur in the Isle of Avallon").
Excited over this find, the excavators doubled their efforts. At sixteen feet their shovels
struck a large oaken tree trunk which had been hollowed out to serve as a coffin.
Breaking the trunk coffin open, they found the skeleton of a man who once measured
close to nine feet tall. Beside him lay the remains of a woman of average height,
whom the excavators took to be Arthur's queen, Guinevere. About a century later
the bones of the two were reinterred in the great church before the altar in
the presence of King Edward I. "From that time," says the Encyclopedia Britannica,
"the Isle of Avalon has been identified with Glastonbury and romances connecting
Arthur and Glastonbury are still being written."


1191

The "Teutonic Knights", (the "Order of the Hospital of the Blessed Virgin Mary of
the German House of Jerusalem"), founded as a field hospital at the siege of Acre.


1200 to 1300

"House of Wisdom" in Cairo, roots of the Afghan Roshaniya.

Origin of the Mafia in Sicily.

>1200 (about)

Joseph d'Arimathie, a poem written by Robert de Boron,
describing Joseph as the first keeper of the Holy Grail.


1200's

A 13th century historian, Saxo-Gammaticus, wrote down the folklore and myths of Scandinavia.
He recorded the ancient Viking belief in "Hadding Land", a subterranean world where giants,
superhumans, tribes of black dwarfs, and "snake people" lived. These strange beings,
and even stranger animals, were said to occasionally surface in the outer world and create chaos.


1200

A report from England: William of Newburgh describes a silvery, flat, shiny disc-like object,
which appeared near the abbey and frightened everyone near it.


1203

The "Shroud of Jesus" was exhibited in the Blachernae church, Constantinople.

1207

Gervase of Tilbury, England writes in Otio Imperialia about an aerial ship
which caught its anchor on a pile of stones. An occupant came down from the ship
and managed to free it, however he was asphyxiated by the atmosphere.


1208

"Albigensian Crusade" begins suppression of Cathari heresy.

1208

April 13--"La Iglesia de la Vera Cruz" (Knights Templars church in Segovia, Spain)
was consecrated.


1211

During a Sunday mass in Gravesend, Kent, England it is said that the congregation
saw an anchor descend and catch on a tombstone in the churchyard.
The churchgoers rushed outside to see a strange "ship" in the sky, with people on board.
One occupant of the vessel leaped over the side, but did not fall: "as if swimming in water"
he made his way through the air toward the anchor. The people on the ground tried to capture him.
The man then "hurried up to the ship." His companions cut the anchor rope, and the ship then
"sailed out of sight." The local blacksmith made ornaments from the abandoned anchor to
decorate the church lectern.


1216

The Dominicans created by a Spanish fanatic.

1233

The Dominicans started the "Holy Inquisition" to suppress Cathari and other heresies.
The Inquisition founds the blessed "Society of Leopold". The Society begins to suspect
the presence of vampires in the Church.


1235 to 1315

Life of "Dr. Illuminatus", Ramon Llull (Raymond Lully) in Spain.

1235

What might be called the first official investigation of a UFO sighting occurred in Japan in 1235.
During the night while General Yoritsume and his army were encamped, mysterious lights
were observed in the heavens. The lights were seen in the southwest for many hours, winging,
circling and moving in loops. The general ordered a "full-scale scientific investigation"
of these strange events. The report finally submitted to him has the "soothing" ring of many
contemporary explanations offered for UFO phenomena. In essence it read: "the whole thing
is completely natural, General. It is... only the wind making the stars sway."

1239

July--A report from Matthew of Paris from England: "At dusk, but not when the stars
came out, while the air was clear, serene and shining, a great star appeared. It was like
a torch, rising from the south, and flying on both sides of it, there was emitted in the height of
the sky a very great light. It turned quickly towards the north in the aery region, not quickly,
nor, indeed, with speed, but exactly as it wished to ascend to a place high in the air."


1242

The "Shroud of Jesus" sold to the Templars by King Bela IV of Hungary because of lack of money.

1244

Massacre of Cathari at Montsegur, France.

1250s

Approximate beginning of "Holy Vehm" in Westphalia.

1252

The Knights Templars threatened by Henry III of England.

1254

January 1--A report from Matthew of Paris: "At midnight in the clear and serene sky
with the stars shining and the moon eight days old, there suddenly appeared in the sky
a kind of large ship, elegantly shaped, and well-equipped of marvelous color.
Certain monks of St. Albans saw it for a long time, as if it were painted,
and a ship made of planks, but finally it began to disappear."


1256

The Assassin library at Alamut destroyed. All books of their doctrine and
ritual where burned by Hulagu Khan's Mongols.


1270s

Cathari hierarchy fades.

1270

A spaceship was seen in Bristol, England, which landed and an occupant came down
from a ladder and was suffocated in the Earth's atmosphere.


1271

Marco Polo reported from his trip to China that on special occasions
the royal chariot was pulled by dragons.


September 12--A priest was spared his life in Japan when a shiny, bright object
appeared in the sky, causing the executioners to panic, fearing they had falsely accused
the cleric of wrongdoing.


1272

The alleged bones of Mary Magalene found in the southern French town of Saint-Maximin
after excavations in a 4th-century crypt. A cathedral was later erected on the place.


1275

Zohar, second book of the cabala, compiled by Moses de Leon in Spain.

1280

Roger Bacon, deviser of early eyeglasses, independently invents gunpowder.

1284

Pope Innocent III pronounces the second coming will be this year ­ 666 years
after the founding of Islam.


1290

Report from Byland, North Yorkshire, from William of Newburgh's Chronicle.
The text is known as "The Ampleforth Manuscript", it is a very old manuscript
found in Ampleforth Abbey which gives a startling account of a flying saucer over
Byland Abbey in Yorkshire. It reads in part: "While the abbot and monks were in
the refectorium, a flat round, shining, silvery object (discus) flew over the abbey
and caused the utmost terror."

1291

July 12--Acre, the last Christian fortress in Syria lost to the Moslems.
Theobald Gaudin, Grand Master of the K.T., managed to escape from Acre to Cyprus
with the treasure and relics the Knights Templars. Hospitallers retreat to Cyprus.


The Teutonic Knights moved the center of the order from the Holy Land to Venice.

c.1294

Marco Polo hears of a giant bird capable of lifting an elephant. It is supposed that
this is the Madagascar Elephant Bird. About this time they become extinct.


1300

"White Lotus Society" founded in China at Rozan, south of the Yang Tze.

Inquisition begins suppression of witches and other pagan groups.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=93&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



The Scapegoat Baphomet

http://www.hazankert.com/200705_vatican_masons.html
Masons Control the Vatican
And The Roman Catholic Church

1307

October 13--Philippe IV of France ordered arrest of all Knights Templars for witchcraft
and heresies; more than 600 of the 3,000 Templars in France were imprisoned according
to Inquisition records. Jacques de Molay imprisoned in the Temple in Paris.
From the destruction of the Templars we get some of our modern customs.
Friday the 13th is unlucky; it is the day that the Templars were arrested.


1308

June 24--Knights Templars held an annual chapter in Poitiers for three days,
displaying "The Mysterious Head", according to Etienne de Troyes.


1309

Hospitallers acquire the Isle of Rhodes.

September--The Teutonic Knights moved their headquarters to Marienberg, Prussia.

October 6--Edward II ordered arrest of all Templars in Scotland.

1313

Knights Templar dissolved by papal decree.

1314

March 18--Jacques de Molay and Geoffroi de Charnay roasted to death over
a slow fire on the Ile de la Cité in the Seine.


Robert Bruce established, according to old Masonic tradition,
the "Royal Order of Scotland" and appointed the St. Clairs as hereditary Grand Masters.
Many prominent Templars became members.


ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Fri Feb 26, 2010 10:03 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Thu Feb 25, 2010 12:05 am

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=7&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

Chapter Three: The Importance of Number 12

พูดถึงเลข 12 แล้วคุณคงอดคิดถึงเหล่าเทพแห่งราชวงศ์โอลิมปัสของกรีกไม่ได้
ผมว่าเป็นไอเดียที่ดีหากคุณจะคิดถึงเรื่องดังกล่าวนี้เมื่อเราพูดถึงเลข 12 ว่าแต่
เทพราชวงศ์โอลิมปัสมีความสำคัญอย่างไร
ทำไมผมต้องเอามากล่าวอ้างทั้งที่ตอนนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องของชาวสุเมเรียนกันอยู่



ภาพน่าสนใจจากหนังสือ DevineEncouters ของ Zecharia Sitchin จะว่าไม่สำคัญก็ไม่เชิงนะ
สังเกตไหมครับว่าเทพเจ้าของชาวกรีกมีอารมณ์ โทสะ และราคะไม่แตกต่างไปจากมนุษย์เลย
มิหนำซ้ำจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของอารยธรรมกรีก ชาวกรีกไม่เคยกล่าวอ้างเลยว่า
เทพราชวงศ์โอลิมปัสของพวกเขาเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์


เอ้า อย่าเพิ่งทำหน้าเบ้สิครับนี่เรื่องจริง

เทพเจ้าของชาวกรีกล้วนเดินทางมาจากดินแดนอื่น ซึ่งเป็นผลพวงจากการค้าขายระหว่างประเทศ
ในสมัยนั้น เทพเซอุสมาจากเมดิเตอร์เรเนียน-แถบเกาะครีต, อโฟรไดต์มาจากแถบตะวันออกไกล-
แถวไซปรัส, โปเซดอนมาพร้อมกับวัฒนธรรมแบบทหารม้าจากเอเชียไมเนอร์, อาธีนาแบกกิ่งโอลิฟ
ความอุดมสมบูรณ์และอารมณ์ร้ายจากดินดนในพระคัมภีร์ ว่ากันว่าหากจะมีหลักฐานเชื่อมโยงถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างเทพราชวงศ์โอลิมปัส กับเลข 12 แล้วไซร้ หลักฐานดังกล่าวก็คงอยู่ใน
โบราณสถานแถบหมู่เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นแหละ

เลข 12 อย่างพอดิบพอดีไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น อ้อ...ชาวฮิตไทต์ในพระคัมภีร์
ฉบับพันธสัญญาเก่าก็เชื่อในเรื่องของเทพเจ้า 12 องค์เช่นเดียวกับชาวกรีกครับ
มีหลักฐานว่าด้วยความสัมพันธ์ ทำนองเดียวกันในศาสนาพราหม์อีกด้วยแต่ไม่สู้จะชัดเจนนัก

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เลข 12 กับคนโบราณคงมีอะไรสัมพันธ์กันอยู่ อย่างน้อยหน่วยนับที่เป็นโหล
หรือ dozen ที่ใช้กันในปัจจุบันก็ได้มาจากคนโบราณที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ ชาวสุเมเรียน...

ย้อนกลับกันมาที่เรื่องเดิมของเรา

อะไรคือสาเหตุของการพัฒนาอย่างปุบปับในด้านอารยธรรม? ในเมื่อหลายหมื่นหรือ
อาจจะเก่าไปจนถึงล้านปีก่อนนั้นพัฒนาของมนุษย์เป็นไป อย่างเชื่องช้า ความเป็นอยู่ของพวกเขา
ล้าหลัง ป่าเถื่อน และเจริญพอๆกับลิง อะไรที่ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปอย่างปุบปับ

เปลี่ยนอย่างกระทันหันและเป็น step เหมือนหมัดสามจังหวะในการ์ตูน 1-2-โพล๊ะ!




จากมนุษย์ถ้ามาเป็นมนุษย์ยุคพริมิทิฟที่ยังชีพด้วยการล่าสัตว์ หาของป่า จากนั้นพวกเขารู้จัก
ทำเกษตรกรรมและเครื่องปันดินเผา และหมัดเด็ดของการพัฒนาจากชุมชนขึ้นมาเป็นเมือง
ซึ่งเจริญล้นเหลือทั้งในด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การผลิตโลหะ การพาณิชย์ ดนตรี
กฏหมาย การแพทย์ ศาสนา และมาถึงขั้นสำคัญที่สร้างหลักฐานให้พวกเราได้สืบสาวราวเรื่องกัน
ความเจริญสูงสุดในแง่ของศิลปะและวรรณคดีครับ

ทั้งหมดทั้งเพนี้นักโบราณคดีมึนหัวตึบเพราะตอบไม่ได้ว่าชาวสุเมเรียนเอาความเจริญพวกนี้มาจากไหน
ทั้งที่ชาวสุเมเรียนระบุเอาไว้อย่างชัดเจนถึงที่มาของอารยธรรมอันรุ่งเรืองนี้ว่า

...เอามาจากพระเจ้า


เห็นท่าจะจริง พิศจากหลักฐานที่เรามีอยู่ ทุกอย่างของชาวสุเมเรียนดูมหัศจรรย์ไปเสียหมด
ราวกับว่าจู่ๆพระเจ้าก็ทรงประทานทุกอย่างมาให้พวกเขาเสียอย่างนั้น ข้อเท็จจริงอีกประการก็คือ
บันทึกของชาวสุเมเรียนที่เราขุดค้นกันได้นั้น ส่วนใหญ่เน้นแล้วเน้นอีกว่าผลผลิต
แห่งความรู้เหล่านี้ คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ พระเจ้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่
ในดินแดนเมโสโปเตเมีย ปกครองชนพื้นเมืองเยี่ยงราชาของมนุษย์ปุถุชน


มาถึงตรงนี้แล้วสงสัยไหมครับว่า พระเจ้าของชาวสุเมเรียนเป็นใครและมาจากไหน?



Chapter Three: The Importance of Number 12 (ต่อ)

วัวกับไม้กางเขน

ปัจจุบันแวดวงโบราณคดียอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วครับว่า รากเหง้าของอารยธรรมกรีก
น่าจะมีที่มาจากบริเวณเกาะครีตที่ซึ่งมีอารยธรรมที่ ชื่อมิโนอันเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วง 2700 ถึง 1400 ปี
ก่อนคริสตกาล ในเทพตำนานของมิโนอันนั้นมีเรื่องเล่าของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งวัวที่ชื่อ ไมโนทอร์อยู่ด้วย
ชาติกำเนิดของเจ้าอมนุษย์ตัวนี้ก็พิศดารอยู่ คือเกิดจากชายาของกษัตริย์ไมนอสและวัวตัวผู้ครับ
น้อง Rayon เคยเขียนถึงไปแล้วในตำนานวีรบุรุษ Theseus สนใจก็คลิกไปอ่านกันนะเอ้อ

นักโบราณคดีลงความเห็นว่าอารยธรรมมิโนอันมีความเกี่ยวพันกับวัวอย่างลึกซึ้ง
จารึกโบราณบางชิ้นที่พบที่นั่นมีรูปวัวซึ่งเป็นตัวแทนแห่งเทพอยู่ด้วย ที่น่าประหลาดใจก็คือ
รูปนั้นมีสัญลักษณ์ของกางเขนอยู่ ซึ่งจากตำแหน่งของมันชวนให้คิดเหลือเกินว่า
น่าจะเป็นสัญลักษณ์แทนรูปดาวอะไรซักอย่างหนึ่ง


มาถึงตรงนี้นักโบราณคดีที่ค้นพบก็ชักจะเอะใจขึ้นมานิด ถ้ารูปกางเขนเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง
กลุ่มดาวแล้วไซร้ รูปวัวอันเป็นสมมติเทพของไมโนอันก็น่าจะแทนกลุ่มดาวอะไรซักอย่างด้วยเช่นกัน
ชาวกรีกก็เช่นเดียวกับชาวสุเมเรียนครับ พวกเขาแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 12 ราศี
กลุ่มดาวในจักรราศี หรือ Zodiac ที่พวกเราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้ล้วนได้รับอิทธิพล
มาจากกรีกทั้งนั้นแหละ



http://www.holidaythai.com/9kimjor/blogs-2144.htm

เป็นไปได้ไหมครับว่า ภาพนั้นแสดงปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเมื่อประมาณ 4000 ปีก่อนคริสตกาล
หรือ 6 พันปีที่ผ่านมา โดยเป็นปรากฏการณ์ของดาวบางดวงที่ปรากฏขึ้นให้สังเกตได้ใกล้กับ
กลุ่มดาววัว หรือ Taurus ในช่วงอธิกมาสกลางฤดูร้อน
The Goggles

นักโบราณคดีค้นพบว่าชาวฮิตไทต์โบราณนั้นมีสัญลักษณ์ของพระเจ้าเป็นรูปของสวรรค์และโลก
โครงสร้างนี้มีความสัมพันธ์และถูกจัดเรียงอย่างเป็นลำดับขั้น เทพบางองค์ในจำนวนเทพอันมากมาย
ของชาวฮิตไทต์ถูกจัดให้เป็นพระเจ้าโบราณซึ่งเดินทางมาจากสรวงสวรรค์ น่าแปลกตรงที่ว่า
สัญลักษณ์อันวาดแทนพระเจ้าของคนโบราณกลุ่มนี้มองดูคล้ายกับแว่นคู่หนึ่ง และบ่อยครั้ง
ที่วาดคู่กันไปกับสัญลักษณ์ทางศาสนาซึ่งรูปพรรณคล้ายคลึงกับจรวดในยุคปัจจุบันอย่างเหลือเกิน

มีเรื่องเล่าเก่าแก่ของชาวฮิตไทต์เรื่องหนึ่งกล่าวถึงอาณาจักรแห่งสวรรค์
ซึ่งถูกปกครองโดยเทพโบราณผู้มีอายุขัยเกือบอมตะกลุ่มหนึ่ง ทายสิครับว่าเทพกลุ่มนั้นมีจำนวนกี่องค์

สิบสององค์... ถูกต้องเลยครับ

ใครคือพระเจ้าโบราณของชาวฮิตไทต์เหล่านั้น?
คงจะเซอร์ไพรส์คนที่มีความรู้ทางอารยธรรมโลกอยู่บ้างถ้าผมจะไล่ชื่อให้ฟังว่า หนึ่งในจำนวนนั้น
ประกอบไปด้วย Anu, Antu, Ninlil, Ea, Ishkur ,etc. ซึ่งเป็นชื่อเทพเจ้าของชาวสุเมเรียน!
ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ สถานที่ในเรื่องเล่านี้มีอยู่หลายแห่งปรากฏอยู่จริงในดินแดนซูเมอร์โบราณ
ซึ่งก็แปลกดีที่เรื่องราวของสองอารยธรรมนี้มีส่วนคล้ายคลึงกันได้อย่างน่าประหลาด

ถ้าสองอารยธรรมนี้มีการถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างกัน มันจะต้องมีจุดเชื่อมโยงให้นักโบราณคดี
สืบสาวได้ซักจุดสิน่า คิดได้ดังนี้แล้ว Zecharia Sitchin จึงเริ่มศึกษาอย่างระมัดระวังว่าชาวฮิตไทต์
สืบทอดความรู้จากชาวสุเมเรียนโบราณมาได้อย่างไร โดยเริ่มจากการศึกษาไวยากรณ์ของ
ภาษาโบราณทั้งสองเป็นอันดับแรก

ห่วงโซ่ของความสัมพันธ์นี้อยู่ที่กลุ่มชนที่ชื่อเฮอไรอัน(Hurrians) คัมภีร์พันธสัญญาเก่า
เรียกพวกเขาว่า ฮอไรต์(Horites)อันมีความหมายว่าชนชาติอิสระ ในขณะที่เอกสารโบราณของอียปต์
กล่าวถึงอาณาจักรของพวกเขาในนามของ Mitanni ปัจจุบันเรารู้จักชนชาติชื่อประหลาดนี้ในนามของ
ชาวอริยกะหรืออารยัน



The Aryans and the reptile-Aryans expanded by sea and land into Europe under many names,
and especially thanks to the ‘British’ Empire, they would eventually take over the wodd.

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=80&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ชาว Hurrian สร้างวัฒนธรรมของตนโดยสืบสานมาจากสุเมเรียนเดิมแทบทั้งหมด ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร
เพราะมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าคนกลุ่มนี้เคยอาศัยอยู่ใน อาณาจักรสุเมเรียนเมื่อ 3 พันปี
ก่อนคริสตกาล มีผู้นำหลายคนดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลสุเมเรียนอีกด้วย และทั้งหมดนี้
เกิดขึ้นในช่วงราชวงศ์ที่สามแห่งเออร์(Ur)นครหลวงของชาวซูเมอร์


ภาพถ่ายทางอากาศจากโบราณสถานของชาวฮิตไทต์


โบราณสถานอูราราไทอันในประเทศตุรกี หลักแหล่งดั้งเดิมของชาว Hurrians

Chapter Three: The Importance of Number 12 (ต่อ)

Sumerian Father of the Gods


ประมาณ 1300 ปีก่อนคริสตกาล ภายใต้ยุคสมัยแห่งการอพยพและการรุกราน (ยุคเดียวกับที่ชาวอิสราเอล
อพยพออกจากอียิปต์สู่ดินแดนคานาอันนั่นแหละครับ) ชาว Hurrians ถอนตัวไปยังหลักแหล่งใหม่
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักร ทำการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ใกล้ทะเลสาบ Van (Lake Van)
ชาว Hurrians ขนานนามเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ว่า Uraty หรือ Ararat ชื่อเดียวกับยอดเขาที่เรือของโนอาห์
ไปค้างเติ่งอยู่เสียด้วย พวกเขามีรูปเคารพแทนองกษัตริย์เป็นเทพผู้น่าเกรงขาม เทพองค์นั้นทรงสวมหมวก
มีเขายืนตะหง่านอยู่บนหลังสัตว์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ให้ทายครับว่าสัตว์อะไร

ถูกต้องครับ วัว...

ชาว Hurrians เรียกวิหารหลักของพวกเขาว่า Bitanu ที่แปลว่า House of Anu พวกเขาอุทิศตน
เพื่อสร้างอาณาจักรอันเรียกว่าวิหารแห่งหุบเขาของ Anu เทพที่พวกเรารู้จักกันในนามของ
บิดรเทพแห่งสุเมเรียน



Lake Van



อาณาจักรโบราณของชาวคานาอัน

ณ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของอิสราเอล เลบานอน และซีเรียใต้ในปัจจุบัน ดูจากแผนที่แล้วดินแดนนี้
จะแวดล้อมด้วยทิวเขาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์กว่าพื้นที่ใกล้เคียง
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า บริเวณนี้แหละครับที่เป็นถิ่นฐานของชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า
ชาวคานาอัน หรือ Canaanites น่าประหลาดที่คำอธิบายเกี่ยวกับวิหารของชาวคานาอันคล้ายคลึงกับของ
ชาวกรีกมากแม้กระทั่งส่วนยอดของวิหารชาวคานาอันมีคำที่หมายถึงพระเจ้าอันเป็นที่สักการะสูงสุด
คือ El ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นชื่อแสดงบุคลิกลักษณะของพระเจ้าและมีความหมายในเชิงทั่วไปว่า
พระเจ้าผู้สูงส่ง

ศิลาจารึกที่พบในปาเลสไตน์กล่าวถึง เทพเจ้าอาวุโสผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ แวดล้อมไปด้วยเทพวัยเยาว์
คอยสักการะและสนองโองการ เทพอาวุโสนั้นทรงหมวกโคนสูงประดับประดาด้วยเขาสัตว์-
สัญลักษณ์แห่งพระเจ้า อย่างที่เราเคยเห็นคนยุคก่อนประวัติศาสตร์บูชากัน ภาพทั้งหมดอยู่ภายใต้
ดวงตรารูปดาวมีปีก(Winged Star) สัญลักษณ์ที่คุณและผมจะพูดถึงกันบ่อยขึ้นในบทต่อๆไป
เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันแล้วครับว่ารูปนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ El เทพอาวุโสของชาวคานาอัน

Winged Satr มีลักษณะเป็นวงกลมล้อมดาวแปดจุดและวงกลมนั้นมีปีกสยายออกซ้ายขวา
ปัจจุบันสัญลักษณนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะกับกองทัพอากาศ เพียงแต่เปลี่ยนตรงกลาง
ให้เป็นรูปดาวห้าแฉกเท่านั้น

คำถามจึงมีอยู่ว่า ชาว Canaanites รับวัฒนธรรมทางศาสนาเหล่านี้มาจากไหน?

ก่อนตอบคำถามนี้ผมจะพาคุณไปทัวร์อียิปต์กันบ้าง ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้า
ผู้ปกครองสวรรค์และโลกอย่างลึกซึ้ง G. A. Wainwright ผู้เขียน The Sky Religion in Egypt
สรุปผลการศึกษาของเขาเพื่อแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าผู้ลงมาจากท้องฟ้า
เพื่อปกครองโลกมนุษย์ของชาวอียิปต์นั้นเป็นความเชื่อที่โบราณสุดๆ ไม่ได้หมายถึงหัวโบราณนะครับ^^
หมายถึงอายุของความเชื่อนี้ต่างหาก เราไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพวกเขามีเริ่มความเชื่อนี้ตั้งแต่สมัยใด
รู้เพียงแต่ว่าสมญาที่ใช้ขนานนามเทพสูงสุดมันฟังแล้วคุ้นหูเหลือเกิน เช่น เทพผู้ยิ่งใหญ่,
โค(หมายถึงวัว)เทพแห่งสวรรค์, เทพเจ้าแห่งขุนเขาและภูผา โดยเฉพาะชื่อสุดท้ายนี่ชัดเหลือเกิน

อ้าว อย่าเพ่งตีหน้ายุ่งว่า "ตูไม่คุ้นซักชื่อเลยว๊อย" สิครับ ลองถามพวกนักศึกษาที่ลงเรียน
วิชาอารยธรรมหรือศาสนาเปรียบเทียบดูเค้าจะอมยิ้มให้คุณเห็นเลยล่ะ

ชาวอียิปต์โบราณใช้เลขฐานเดียวกับ พวกเราในปัจจุบันคือฐานสิบ แต่ในทางศาสนาแล้ว
พวกเขาใช้ตัวเลขชนิดเดียวกับชาวสุเมเรียนโบราณคือเลขที่ สัมพันธ์กับฐาน 60 และทุกอย่าง
เกี่ยวกับสรวงสวรรค์จะหารด้วยเลข 12 ลงตัวเสมอ เช่นการแบ่งท้องฟ้าออกเป็นส่วนด้วย
จักราศีทั้ง 12 การแบ่งวันละคืนออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน และอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวพันกับเลข 12

กระทั่งเทพราบิดรเทพแห่งไอยคุปต์ยังทรงแบ่งเทพในการปกครองออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 12 องค์...

รา เป็นเทพเจ้าที่ทรงปรากฏกายให้โลกได้ประจักษ์เฉพาะยุค ในบางครั้งพระองค์ปรากฏกาย
ในอีกลักษณะ คอเทพตำนานของอียิปต์อาจคุ้นชื่อนี้ครับอาเตน(ATEN) เทพลักษณ์ที่มีรูปร่าง
คล้ายจานซึ่งบางครั้งถูกแทนด้วยทรงกลมมีปีก

ตราของ ATEN เป็นวงกลมว่างเปล่าที่มีปีกสองข้างลักษณะเหมือน Winged Star
และถูกใช้แทนรูปเคารพของเทพเจ้าราอยู่พักหนึ่งในอียิปต์


Adoration fo Ra



Mari นครโบราณของชาวอามอไรต์


รา มีโอรสสององค์คือโอสิริสกับเซธ สงครามระหว่างเทพสององค์นี้ผมไม่เล่าซ้ำเพราะรู้กันดีอยู่ว่า
โอสิริสถูกเซธผู้อนุชาทำร้ายชิงอำนาจไป จนกระทั่งโฮรัสบุตรของโอสิริสเติบโตขึ้นและกลับมาทวง
ความเป็นธรรมแทนบิดา สัญลักษณ์ของโฮรัสในบางครั้งถูกเขียนด้วยรูปปีกและเขา บางคนตีความว่า
มันคือสัญลักษณ์แทนอำนาจที่ได้รับจากเทพรา

นักประวัติศาสตร์สมัยก่อนเชื่อว่าอารยธรรมแรกของโลกเริ่มต้นที่อียิปต์ ถึงปัจจุบันเองก็เถอะครับ
ลองถามใครดูก็ได้ที่เคราะห์ร้ายมาคุยกับคุณเข้าว่า เขาคิดว่าอารยธรรมของชาติไหนที่เก่าแก่ที่สุด
ร้อยทั้งร้อยหนีไม่พ้นอียิปต์ ทั้งที่ในความเป็นจริงเรามีหลักฐานที่แน่ชัดแล้วว่าชาวอียิปต์มีนครรัฐและ
วัฒนธรรมตามหลังสุเมเรียนอยู่นับพันๆปี ซึมซับเอาวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เทคโนโลยี ศิลปะ
และวรรณคดีมาจากดินแดน Sumer อยู่ไม่ขาด แม้กระทั่งด้านศาสนาเอง มีเทพเจ้าของอียิปต์
อยู่ไม่น้อยที่ถือกำเนิดในดินแดน Sumer

ชาวคานาอันไม่ได้สั่งสมอารยธรรมที่เป็น Original ของตัวเองฉันใดชาวอียิปต์ก็ฉันนั้น
แม้สภาพทางภูมิศาสตร์ของสองอาณาจักรจะห่างไกลกันไม่ใช่เล่น แต่การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม
ระหว่างสองชาติโบราณนี้กลับไม่เป็นอุปสรรคเลย ชาวอียิปต์เข้าถึงแหล่งความรู้ของชาวสุมเรียน
ผ่านชนเผ่าโบราณกลุ่มหนึ่งที่ ชื่ออามอไรต์ (Amorite)

ช่วงทศวรรษ 1980's นักโบราณคดีค้นพบอาณาจักรและเมืองหลวงของชาวอามอไรต์ที่ชื่อ Mari
เมืองดังกล่าวตั้งถูกแถบชายแดนของประเทศซีเรียในปัจจุบัน มีแม่น้ำยูเฟรติสไหลผ่านเป็นพรมแดน
นักโบราณคดีพบว่าเมืองนี้ถูกสร้างและบูรณทับชั้นเดิมสองครั้งในช่วง 3,000 และ 2,000 ปี
ก่อนคริสตกาลตามลำดับ โบราณสถานแห่งนี้มีเอกสารโบราณบางชิ้นและร่องรอยของ
การสร้างทับเมืองเก่าของเผ่าที่อาศัยอยู่แต่เดิม ในบรรดาร่องรอยเหล่านี้มีส่วนหนึ่งที่เป็นปิระมิด
แบบขั้นบันได และวิหารของเทพเจ้าองค์สำคัญของสุเมเรียน เช่น Inana, Ninhursag และ Enlil อีกด้วย

เทพเจ้าเหล่านี้เป็นใครกันแน่ พวกเขาลงมาจากท้องฟ้าเพื่อปกครองโลกมนุษย์ มีความเกี่ยวพัน
กับเลข 12 อย่างลึกซึ้ง ในเนื้อที่ประมาณ 2 หน้ากระดาษ ผมได้พาคุณท่องไปตามวิหารของชาวกรีก
อารยัน ฮิตไทต์และ Hurrians ชาวคานาอัน ชาวอียิปต์ รวมไปถึงชาวอามอไรต์ เป็นการเดินทางข้ามน้ำ
ข้ามทะเลลัดเลาะตามบริเวณสำคัญๆของสองทวีป เพื่อหาจุดกำเนิดแห่งอารยธรรมเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

แหละร่องรอยทั้งหมดพร้อมใจกันชี้ไปยังต้นตอเพียงที่เดียวคือดินแดนที่มีชื่อว่า Sumer

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Thu Feb 25, 2010 10:04 pm



Chapter Four: Sumer... Land of The Gods

Anu ผู้นำแห่งตระกูลเทพ

ผู้นำทวยเทพแห่งสวรรค์และโลกของชาวสุเมเรียนมีนามว่า An (หรือ Anu ในวรรณคดีของบาบิโลเนียน
กับอัสสิเรียน) ทรงได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเทพทั้งปวง มีอาณาจักรอันไพศาลอยู่บนสรวงสวรรค์และ
มีรูปดวงดาวเป็นสัญลักษ์ประจำองค์ เรื่องน่าปวดหัวสำหรับนักโบราณคดีคือสัญลักษณ์ของ An
ในงานเขียนของชาวสุเมเรียนเป็นตัวแทนของทั้งสวรรค์ สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนนั้น หรือแม้กระทั่งเหล่า
เทพเล็กเทพน้อยที่เป็นทายาทของ An เองก็ตาม สัญลักษ์ที่แสดงความหมายสี่ประการนี้
ถูกใช้โดยคนโบราณในยุคต่อมาด้วยเช่นกันครับ กล่าวคือจากตำนานที่เล่ากันแบบปากเปล่า
ไปสู่อักษรภาพ สู่อักขระคิวนิฟอร์ม สู่ภาษาบาบิโลเนียนและอัสสิเรียนตามลำดับ

สำหรับชาวตะวันออกโดยเฉพาะชาวไทยอย่างพวกเรา สวรรค์หรือนรกเป็นสถานที่ที่มนุษย์สามัญ
มิอาจเดินทางถึงนอกเสียจากดวงจิตละสังขารไปแล้ว มนุษย์ธรรมดาจะไปที่นั่นได้ก็ต่อเมื่อตายไปแล้ว
แต่พระอริยบุคคลหรือผู้มีฌาณสมาบัติสูงสามารถแวะเวียนไปเป็นครั้งคราวได้ด้วยการถอดจิต

สำหรับชาวสุเมเรียนไม่เป็นเช่นนั้นครับ พวกเขาเชื่อว่าหากได้รับความกรุณาจากเทพเจ้า พวกเขาก็สามารถ
ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นได้เช่นกัน ความเชื่อนี้ยืนยันกับเราได้ประการหนึ่งคือ สวรรค์ในความหมายของชาวสุเมเรียน
ไม่ใช่เรื่องของภพหน้าหรือโลกหลังความตาย แต่เป็นสถานที่บางแห่งซึ่งอยู่เหนือท้องฟ้าขึ้นไป
ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่ามีเรื่องทำนองนี้อยู่เหมือนกันครับ ว่าด้วยการส่งยานพาหนะ
ลงมารับผู้มีคุณสมบัติขึ้นไปบนสวรรค์ เรื่องใน The Book of Enoch กับศาสดาพยากรณ์ Elijah
ดูจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด (และเป็นของหวานชิ้นโตที่สุดสำหรับนักล่าเอเลี่ยนในพระคัมภีร์
อย่างผมเสียด้วยสิ ^^)
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=78&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


The Book of Enoch
tr. by R.H. Charles
[1917]
http://www.sacred-texts.com/bib/boe/

...Anu ทรงมีชายานามว่า ANTU

จารึกที่ค้นพบที่ Uruk ให้ความกระจ่างแก่นักโบราณคดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องการมาเยือนโลกของ Anu
และพระชายา น่าเสียดายที่กาลเวลาทำเอาแผ่นจารึกเจ้ากรรมชำรุดไปเยอะมาก เราจึงอ่าน
รายละเอียดของมันได้จากช่วงกลางแผ่นเป็นต้นไปเท่านั้น แต่นักโบราณคดีก็ได้อะไรเยอะครับ
จากจารึกนี้ อย่างน้อยก็ได้รู้แหละว่าพิธีสมรสในปัจจุบันและการสวมมงกุฏเพื่อขึ้นครองราชย์
มาจากความเชื่อของชาวสุเมเรียนนี่เอง

ตามธรรมเนียมสุเมเรียน ผู้ครองบัลลังก์จะได้รับโองการจากบิดรเทพ Anu พวกเขามีคำที่มี
ความหมายเดียวกับราชบัลลังก์คือคำว่า Anutu สัญลักษณ์สามอย่างของ Anu หรืออีกนัยหนึ่ง
องค์ราชาประกอบไปด้วย มงกุฏศักดิ์สิทธิ์, คฑาสำหรับแสดงราชฐานะ และไม้เท้าพระธรรม

เห็นไหมครับว่าสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกสืบทอดมายังอารยธรรมของชนรุ่นหลังอย่างไม่ตกหล่น
ที่เพี้ยนไปบ้างคือไม้เท้า เพราะตั้งแต่คริสตศาสนารุ่งเรือง ไม้เท้าพระธรรมนี้ดูจะเป็นสัญลักษณ์
แทนตัวของบิชอปมากกว่าพระราชา
แต่มงกุฏนี่คงไม่มีใครเถียง ว่ามันคือสัญลักษณ์ประจำตนของ
บุรุษหมายเลขหนึ่งแห่งแผ่นดินทุกแผ่นดินที่มีราชบัลลังก์

pine-johnpaul 17KB
Notice the pine cone upon the Pope's staff

rcc-crosier-2 15KB
Roman Catholic serpent crosier of the bishops as well as high church officials

pope-horis 27KB
Upon every Bishop as well as every Pope you will find the fish head mitre of Babylon.

Also Notice the eye of Satan looking down on the gathering of Roman Catholic Bishops.

Whore of Babylon



EN.LIL.... Second most Powerful God

โอรสองค์โตของ Anu ชื่อของ Enlil มีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า Lorad of the Airspace เทพองค์นี้
เกิดในวังของบิดาซึ่งอยู่บนสวรรค์และเดินทางมายังโลกมนุษย์ด้วยเหตุผลบางประการ Enlil ทำหน้าที่
ทุกอย่างแทนบิดาในเวลาต่อมาโดยเฉพาะเมื่อเทพทั้งหลายมีอันต้องหารือกัน เหล่าเทพเจ้าจะมาประชุม
กันที่สภาของ Enlil ซึ่งอยู่ที่เมือง Nippur เมืองโบราณของสุเมเรียนที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าองค์นี้
เมื่อเทพเจ้ามากันครบองค์ประชุม พวกเขาจะเริ่มปรึกษาภารกิจในวิหารที่ชื่อว่า E.KUR อันมีความหมายว่า
house which like a moutain หรือเคหาสน์คล้ายภูผา

Enlil เป็นที่นับถือของทั้งมนุษย์และเทพเจ้า ทรงมีอำนาจอย่างล้นเหลือทั้งบนสวรรค์และในโลกมนุษย์
บนสวรรค์ Enlil มีฐานะเป็นเจ้าชายองค์หนึ่ง แต่บนโลกมนุษย์ชาวสุเมเรียนถือว่า Enlil คือ ผู้นำ
ในทุกสรรพสิ่งเลยทีเดียว ตำนานกล่าวว่า Enlil เสด็จมายังโลกตั้งแต่โลกยังว่างเปล่าไร้ซึ่งอารยธรรมใดๆ

จารึกสุเมเรียนตอนหนึ่งกล่าวว่า Enlil ทรงมายังโลกก่อนหน้าที่ Black-Headed-People (เป็นคำที่ใช้เรียก
เผ่าพันธุ์มนุษย์ของชาวสุเมเรียน)คนใดถูกสร้างจะขึ้น ในช่วงเวลานั้น Enlil สถาปนานคร Nippur
เป็นกองบัญชาการส่วนพระองค์ จุดมุ่งหมายของการสร้างนครนี้คือใช้เพื่อเชื่อมสวรรค์และโลก
เข้าด้วยกันด้วย พันธะบางอย่าง พวกเขาเรียกมันว่า DUR.AN.KI (bound heaven-earth) แหม...
ฟังแล้วเหมือนทวารข้ามดวงดาวในเรื่อง Star Gate จังเลยนะครับ

เหล่าเทพในสังกัดของ Enlil ทำงานกันอย่างขันแข็งรวมถึงตัวขององค์ Enlil เอง พระองค์พบรัก
กับเทวนารีนาม SUD(แปลว่า the nurse) และมีธิดานาม NIN.LIL(lady of the airspace) ในเวลาต่อมา

Enlil ทรงกลายเป็นผู้นำของเหล่าเทพ สร้างความรุ่งเรืองให้กับดินแดน Sumer ทรงสร้างและ
ปกครอง Black-headed-people จนได้รับสมญาว่า Lord of the Land ตำนานสุเมเรียนกล่าวถึง
ภาระกิจของเทพองค์นี้ไว้มากมาย จุดที่น่าสนใจคืออภินิหารแปลกๆที่กล่าวถึงในจารึกโบราณนั้นครับ
อ่านแล้วแทนที่จะนึกว่าอ่านตำนานโบราณกลับนึกถึงนิยายวิทยาศาสตร์ไปเสียนี่ ลองมาดูตัวอย่างกัน

Enlil เป็นทายาทโดยชอบธรรมของ Anu เทพโบราณผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำและบริหารสภาเทพแห่งสวรรค์
มีองค์ประชุมมีการบบริหารการตัดสินใจ ไม่ใช่เผด็จการ ถึงกระนั้น Enlil ก็ยังมีฤทธานุภาพอันน่าครั่นคร้าม
ไม่ว่ากับเทพหรือมนุษย์ ทรงถ่ายทอดคำสั่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้จากระยะไกลโพ้น ข้ามน้ำ ข้ามทะเล
ข้ามอากาศ ทรงสร้างพันธะเชื่อมโยงสวรรค์กับโลกเข้าด้วยกันที่เมือง Nippur มีดวงตาแห่งแสง
ที่สามารถแลเห็นการเคลื่อนไหวได้ทั้งแผ่นดิน
อ่านแล้วนึกถึงอะไรกันบ้างครับ
อ้อ... ยังไม่ต้องตอบผมตอนนี้ก็ได้







ฉายา The God of airspace หรือ God of Rocket ไม่ได้แปลมาอย่างลอยๆ ลองเปรียบเทียบ
จรวดยุคปัจจุบันกับจรวดของชาวสุเมเรียนดูสิครับ



Enlil รับบทคล้ายยะโฮวาในบทเยเนซิสของคัมภีร์ไบเบิล กล่าวคือเป็นเทพอมตะ
ผู้ปกครองสวรรค์และโลก ทรงจัดระเบียบสังคมได้ดีเสียจนรัฐมนตรีบางกระทรวงของบ้านเรา
ควรไปขอคำปรึกษา ทว่าระเบียบดังกล่าวกลับธำรงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะในกาลต่อมาเกิดสงคราม
ชิงอำนาจระหว่างบุตรของ Enlil ขึ้น เป็นสงครามเทพเจ้าที่สนุกสนานมากๆครับ สมรภูมิของทั้งสองฝ่าย
ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในดินแดน Sumer เท่านั้น แต่ลามไปถึงทวีปแอฟริกา เอเชีย ไปจนกระทั่งถึงดาวอังคาร!

ยังผลให้อารยธรรมแห่งเทพถึงกาลเสื่อมลงนับตั้งแต่บัดนั้น

Chapter Four: Sumer... Land of The Gods

EN.KI เทพผู้มีดวงเนตรอันเจิดจ้า


Enki เป็นบุตรอีกคนของ Anu ทรงถูกเรียกขานด้วยสองนามอันได้แก่ E.A และ EN.KI
ทรงเป็นเทพที่เสด็จลงมาจากท้องฟ้าเช่นเดียวกับ Enlil ผู้เชษฐา

E.A (แปลว่าผู้อาศัยอยู่ในน้ำ สุดหล่ออย่างรูปด้านล่าง ^^) มีความสามารถด้านวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่
เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการวางผังขุดคลอง การทำชลประทานจากแม่น้ำหรือการระบายน้ำออกจาก
พิ้นที่ที่เป็นบึง โปรดการสัญจรทางน้ำเป็นที่สุด Ea สร้างเมืองขึ้นบริเวณบึงใหญ่โดยตั้งชื่อว่า HA.A.KI
(ถิ่นฐานแห่งมัจฉา) แต่คนรุ่นหลังรู้จักเมืองแห่งนั้นในนามของ E.RI.DU (home of going afar) มากกว่าครับ

จารึกสุเมเรียนรุ่นแรกๆเขียนถึง Ea ด้วยสัญลักษณ์ของปลากับท้องทะเล บางครั้งมีดวงจันทร์พ่วงเข้ามาด้วย
ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะคนโบราณทราบกันดีถึงอิทธิพลของดวงจันทร์ที่มีต่อ ระดับน้ำทะเล ส่วนฉายา
เทพผู้มีดวงเนตรเจิดจ้านั้นได้มาจากคำว่า NIN.IGI.KU ในภาษาสุเมเรียน

แผนพัฒนาดินแดนเป็นไปอย่างรุดหน้า เทพเจ้าร่วมกันแปรสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลและแม่น้ำ
ให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัย Ea ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในแผนพัฒนาที่พาเหล่าประชากร
"...จับคราดและคันไถ ขุดร่องดินอันศักดิ์สิทธิ์ ทำกสิกรรม ริเริ่มการค้าขาย พัฒนาด้านการปศุสัตว์..."
ข้อความเหล่านี้เอามาจากส่วนหนึ่งของเอกสารโบราณชื่อ Enki and the World Order
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาศิลปกรรมบนแผ่นอิฐเผา การก่อร่างสร้างเมืองและการแปรโลหะอีกด้วย

เรื่องการสร้างโลกของเทพมีอยู่ในทุกอารยธรรมโบราณ แต่ของชาวสุเมเรียนนี่น่าประทับใจเป็นพิเศษครับ
เพราะบทบาทของเทพที่กล่าวถึงในจารึกโบราณนั้นกล่าวถึงการอยู่ร่วมกันระหว่าง เทพและมนุษย์
ทรงเป็นผู้นำของสังคมเป็นตัวแทนของเทพบนสวรรค์ลงมาชี้นำชาวโลก เรียกว่าเล่นบทเหมือนมิชชันนารี
ในสมัยศตวรรษที่ 18-20 เลยทีเดียว บทบาทของเทพเจ้าสุเมเรียนนี้ยังถ่ายทอด
มาสู่คัมภีร์ไบเบิลในภายหลัง ตอนนี้นักโบราณคดีส่วนใหญ่เริ่มยอมรับแล้วครับว่า
เนื้อหาของไบเบิลส่วนหนึ่ง มาจากตำนานของชาวสุเมเรียน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
เรื่องของโนอาห์กับน้ำท่วมโลกนี่แหละ
ชาวสุเมเรียนกับอัคเคเดียน
มีความเชื่อแบบเดียวกับคัมภีร์พันธสัญญาเก่าว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะ
เหมือนพระเจ้าทั้งด้านกายภาพและอุปนิสัย จารึกของชาวสุเมเรียนกล่าวถึงหลัก
และกระบวนการสร้างมนุษย์ไว้อย่างละเอียด
โดยมี Ea ผู้ทรงความรู้คอยชี้นำให้กับ Adapa
(หมายถึงมนุษย์) ผลผลิตของความรู้จากเทพ Ea สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์ต่างไปจากพระเจ้าคือ
ชีวิตอันอมตะ
ซึ่งสภาเทพแห่งสวรรค์เป็นผู้ลงมติว่ามนุษย์ไม่ควรได้รับสิทธิ์นี้

Ea หรือ Enki ถึงกับขัดแย้งกับสภาเทพด้วยเรื่องของมนุษย์ เทพองค์นี้เข้าข้างมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
เหตุผลแรกมองเห็นค่อนข้างชัดเจนครับ เพราะมนุษย์คือผลผลิตที่ Ea มีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น
ส่วนเหตุผลแฝงเร้นนั้นอยู่ที่เรื่องของอำนาจในหมู่เทพ ว่ากันว่า Ea
ทำเช่นนี้เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับพี่น้องร่วมบิดาของตน Enlil

ตามบันทึกกล่าวไว้ว่า Enlil มีสิทธิ์ในการสืบทอดอำนาจจาก Anu อย่างชอบธรรม ถ้าพูดอย่างไบเบิล
ก็ต้องกล่าวว่ามีสิทธิ์ในการเป็นลูกหัวปี ทว่า Enki เองก็เคยรำพันเอาไว้ในทำนองว่า "เราคือเมล็ดพันธุ์
อันสมบูรณ์กว่า เราคือบุตรหัวปีของ Anu" คำพูดประโยคนี้น่าคิดนะครับ เป็นไปได้ไหมว่า Enki เกิดก่อน
Enlil แต่ว่าเป็นบุตรที่เกิดจาก Anu กับเทพธิดาองค์อื่นซึ่งไม่ใช่ชายาตามกฏหมาย Enki จึงพลาดสิทธิ์
ของการเป็นรัชทายาทของเทพบิดร Anu ไป

อย่างรู้ฐานะ Enki ยอมรับ Enlil ในเรื่องสิทธิ์แห่งรัชทายาท ยอมทำงานร่วมในสภาเทพอย่างไม่มี
ข้อขัดแย้ง ด้วยความที่เทพทั้งสองเป็นเทพที่ปราดเปรื่อง มีฤิทธานุภาพทัดเทียมกัน เทพหลายองค์
ในสภาได้แต่หวั่นอยู่ในใจว่าภัยซ่อนเร้นของสภาเทพสุเมเรียนอาจกำลังเกิดขึ้น แล้วก็จริงเสียด้วยครับ
เพราะสงครามอันเนื่องมาจากกองทัพโคลนจู่โจมได้เกิดขึ้นบนโลกในเวลาต่อมายังกะ Star Wars เด๊ะเลย
เดี๋ยวผมค่อยเล่าในบทต่อๆไปนะครับ

Enki เก็บความเจ็บช้ำใจเอาไว้เงียบๆ เขามีความอดทนพอๆกับความรอบรู้ Enki ตัดสินใจไม่งัดข้อ
กับสภาเทพเพราะรู้ดีว่าฐานอำนาจของตนยังไม่พร้อม Enki ตั้งความหวังว่าบุตรชายของตนต้องเป็น
เทพที่ยิ่งใหญ่กว่าบุตรของ Enlil และประสบชัยชนะในการชิงอำนาจของผู้นำสภาพเทพรุ่นที่สาม
Enki ตัดสินใจแต่งงานกับน้องสาวต่างมารดาของตนนาม NIN.HUR.SAG (lady of the mountainhead)
ซึ่งนางเองก็เป็นธิดาของ Anu เช่นเดียวกัน แต่มิได้ถือกำเนิดจากเทวี Antu ชายาตามกฏหมายของ
องค์บิดรเทพ (หัวอกเดียวกันว่างั้นเถอะครับ ว่าแต่อ่านแล้วนึกถึงความสัมพันธ์ของโอสิริส - ไอซิส
- เซธ และเนฟธิสแห่งอียิปต์ไหมครับ?)


แต่เหมือนฟ้าแกล้ง Enki กับ Ninhursag มีทายาทเป็นธิดาแทนที่จะเป็นโอรส...

จารึก สุเมเรียนกล่าวไว้ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นด้วยมือของเทวี Ninhursag โดยมีเทพ Enki คอยให้คำปรึกษา
และออกแบบ หน้าที่ของ Ninhursag ตอนอยู่บนโลกมนุษย์คือเป็นหัวหน้าเหล่าพยาบาลคอยเยียวยาเทพ
ที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ นางได้รับการยกย่องจากหมู่เทพจำนวนมากให้เป็นเจ้าแห่งการคิดค้น
โอสถสมุนไพร นักโบราณคดีลงความเห็นว่าบทบาทของนางในตำนานคล้ายคลึงกันมากกับเทพธิดา
ที่ชื่อ NIN.TI (lady life)

เนื่องจากได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดมนุษย์นี้เอง ในบางครั้งคนโบราณเรียกชื่อเล่นของนางว่าเทวี Mammu
(ต้นแบบของคำว่า Mom หรือ Mamma ที่เก่าแก่ที่สุด ^^!) นางมีสัญลักษณ์เป็นมีดเล่มบางอันเป็นอุปกรณ์
ที่หมอตำแยเอาไว้ตัดสายสะดือเด็กในตอนทำคลอดครับ

Enlil พี่น้องและคู่แค้นของ Enki กลับโชคดีกว่าที่มีโอกาสได้โอรสกับน้องสาวของตน Ninhursag
เทพผู้อายุเยาว์ที่สุดในสภาเทพได้ถือกำเนิดขึ้น นามของเขาคือ NIN.UR.TA
(lord who completes the foundation)

ภาพวาดโบราณของ Ninurta สร้างความประหลาดใจให้นักโบราณคดีตามสมควร เพราะเทพองค์นี้
ทรงอาวุธประหลาดไม่เหมือนใคร เพราะอาวุธนี้สามารถยิงสายฟ้าได้ด้วย Ninurta ใช้อาวุธนี้ต่อสู้กับ
ZU(wise) ผู้บังอาจแข็งข้อหมายประทุษ Enlil ผู้นำแห่งสภาเทพ เจ้า Zu ก็มีของดีเช่นเดียวกันครับ
เป็นพาหนะบินได้ที่เรียกว่า MU(แปลว่าชื่อหรือ name) ลักษณะของ Mu ที่กล่าวถึงในจารึกโบราณนั้น
เทียบชั้นได้กับเครื่อง Air Force One ในปัจจุบันได้เลยแหละ ^^



เทพ Ninurta


จารึกว่าด้วยวีรกรรมแห่งเทพเจ้าของชาวสุเมเรียน

ZU วิหคแห่งตำนาน

Zu เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทนกในตำนานใช่หรือไม่ ผมว่าไม่ครับ แม้ว่า Zu จะมีความสามารถบินไป
ในอากาศได้ แต่จากคำบรรยายในจารึกทำให้เรามองภาพว่าตัวของ Zu น่าจะอาศัยยานพาหนะ
ประเภทเครื่องบินในการเดินทางทางอากาศ เทพหนุ่ม Ninurta ของเราก็ใช่ย่อยเพราะบินได้
เหมือนกันเผลอๆเก่งกว่า Zu ด้วย สรุปว่าตัวตนผู้กล้าท้าทายผู้นำเทพตนนี้ไม่ใช่นกก็แล้วกันครับ
คำพรรณาในจารึกกล่าวถึงคู่หูของ Zu นามว่า BA.U(บางครั้งเรียก GU.LA) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเนวิเกเตอร์
หรือนักบินผู้ช่วยของ Zu ทำไมผมสงสัยว่า Zu ใช้เครื่องบินเป็นยานพาหนะทราบไหมครับ?

ก็เพราะในจารึกกล่าวว่า Zu สามารถเดินทางไปไหนมาไหนด้วยสัญลักษณ์รูปนกซึ่งถูกเก็บรักษาไว้
ในเขตหวงห้าม (GIR.SU) ในเมืองลากาช แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้ถ้าไม่ใช่เครื่องบินที่ถูกจอดไว้
ในโรงเก็บ มียามคอยอารักขาอย่างแน่นหนาในยามที่ไม่ใช้งาน

เอาล่ะครับ ผมขอเล่าเรื่องต่อเพื่อให้คุณฟุ้งซ่านขึ้นไปอีก เทพ Ninurta กับวิหค Zu
(ก็ไหนว่าไม่ใช่นกไงเล่า ^^) ทำการสัปประยุทธกันบนอากาศในแบบดอจไฟท์ เสียงออเคสตรา
ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Top Gun ดังกระหึ่มขณะที่สิ่งเหนือธรรมชาติทั้งสองโฉบเฉี่ยวเพื่อหาช่องว่าง
เล่นงานฝ่ายตรงข้าม อาวุธเด็ดที่ Ninurta ใช้สอยวิหค Zu ร่วงจากฟ้ามีชื่อว่า TIL(หรือ til-lum
ในภาษาอัสสิเรียน) หนังสือต้นฉบับแสดงรูปของอาวุธที่มีลักษณะเป็นเส้นตามแนวนอน มีกิ่งก้าน
คล้ายประกายไฟที่ส่วนท้าย สำหรับหัวของอาวุธนั้นเป็นรูปโคนกรวยค่อนข้างยาว อ่านแล้วนึกถึง
อาวุธชนิดไหนในปัจจุบันครับ?

อ้อ...ชาวฮีบรูว์(ยิวโบราณ)ชนชาติผู้ได้ชื่อว่าสืบทอดวัฒนธรรมมาจากสุเมเรียนนั้น ก็มีศัพท์โบราณ
คำว่า til ใช้อยู่ด้วยเช่นกัน til ในภาษาฮีบรูว์แปลว่า Missile ครับ

Zu เป็นหนึ่งในเทพโบราณอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจาก Zu ก่อการแข็งข้อต่ออาณาจักรของ Enlil
เทพ Ninurta ในฐานะรัชทายาทโดยชอบธรรมจึงจำเป็นต้องแสดงสปิริตด้วยการต่อสู้กับเทพอัน
เป็นวงศ์วานว่านเครือเดียวกัน มาถึงตรงนี้คุณอาจสงสัยว่า Zu ผู้นี้เป็นเทพองค์ใดของสุเมเรียน
เนื่องจากชื่อนี้ฟังไม่คุ้นหูเลย

สุเมเรียน-อัสสิเรียน-บาบิโลเนียน สามชนมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นในเรื่องอารยธรรม
ในด้านเทพตำนานก็มีอยู่ไม่น้อยที่กล่าวพ้องต้องกันในด้านเนื้อเรื่อง ต่างกันเฉพาะชื่อของเทพเจ้า
ซึ่งออกเสียงไปตามภาษาของชนชาติตน มีนักโบราณคดีบางคนสงสัยว่า Zu อาจหมายถึง Marduk
แต่หลายกระแสค้านมาว่าไม่ใช่

เทพสุเมเรียนที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับ Zu มากที่สุดคือเทพ Nanna โอรสของ Enlil ที่เกิดกับ
ชายาเอก Ninlil (อย่าลืมว่ามารดาของ Ninurta ที่รบกับ Zu คือ Ninhurzag) ถ้ากำจัด Ninurta
ลงได้สิทธิในการครองบัลลังก์ของสภาเทพก็จะตกอยู่แก่ Nanna โดยชอบธรรม



ภาพจำลองนครรัฐ Ur สมัยรุ่งเรืองโดยนักโบราณคดี


ซิกกูรัตของชาวสุเมเรียน ยิ่งใหญ่ไม่มีใครเหมือนจริงๆเลยนะครับ

Nanna (เขียนเต็มๆคือ NAN.NAR แปลว่าผู้เจิดจรัส) กลับไปมีบทบาทในตำนานของชาวอัคเคเดียน
หรือเซมิติค ชื่อในภาษานั้นของเขาเอ่ยไปคุณก็ต้องร้องอ๋อ เพราะ Final Fantasy X ที่เพิ่งผ่านไป
ก็มีบทบาทของเทพองค์นี้อยู่ด้วย เทพโบราณแห่งความกราดเกรี้ยวที่มีนามว่า Sin

ถึงอย่างนั้น Nanna เองทรงมีคุณูปการต่อมนุษย์อยู่มาก โดยเฉพาะที่นครรัฐเออร์ (Ur) ที่ซึ่ง Nanna
ทรงนำความรู้และความเจริญมาให้ เทพองค์นี้กลายเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ในสายตาของ
ชาว Ur เนื่องจากเป็นผู้พัฒนาระบบการเก็บผลผลิตตลอดจนระบบการขนส่งเสบียงให้กับ
ปราสาทหรือวิหารอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง

ข้อพิสูจน์ที่นักโบราณคดี เอา Nanna มาผูกเข้ากับ Zu ก็คือชื่อครับ คำว่า Sin อันเป็นอีกชื่อหนึ่ง
ของเทพองค์นี้กร่อนมาจากคำว่า SU.EN ซึ่งออกเสียงแบบสุเมเรียนหน่อยๆว่า ZU.EN
ซึ่งหมายถึง "Lord Zu"

หลักฐานจากทั้งจารึกสุเมเรียนและทางโบราณคดีสรุปออกมาพ้องต้องกันว่า เพื่อสร้างฐานอำนาจใหม่
Nanna/Sin กับชายาได้พาเหล่าสาวกหนีไปตั้งหลักอยู่ที่ฮาราน นครรัฐแห่งหนึ่งของชาว Hurrian
นครแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพราะมีแม่น้ำและทิวเขาอันเป็นปราการ ธรรมชาติล้อมรอบอยู่

Inanna and Utu.... Zu/Sin's Children....

ชายาของ Sin มีนามว่า Ningal ทั้งคู่ให้กำเนิดทายาทเป็นแฝดหญิงชายคู่หนึ่ง และถูกคนโบราณ
รวมเข้าไว้ในฐานะทายาทของราชวงศ์เทพด้วย ทายาทองค์โตเป็นเทพีนามว่า Inanna ส่วนคนเล็ก
นาม Utu ว่ากันตามความจริงแล้ว Inanna ถือกำเนิดก่อนครับ แต่ด้วยความเป็นสตรีสิทธิของการเป็น
รัชทายาทของ Sin จึงตกอยู่แก่ Utu ผู้เป็นอนุชาไป

รัชทายาท Utu (รูปด้านขวามือ)มีเมืองในปกครองแถบนคร Sippar อันเป็นเมืองแห่งแรกๆ
ที่เทพของสุเมเรียนสถาปนาขึ้น เมื่ออารยธรรมเริ่มรุ่งเรืองและมนุษย์เข้ามาเป็นสาวกใต้อาณัติ
แห่งเทพเจ้า รัชทายาทองค์นี้ได้กลายเป็นบิดาแห่งกฏหมายของสุเมเรียนไป เดิมมีกฏอยู่ส่วนหนึ่ง
ที่ถูกตราขึ้นโดย Anu กับ Enlil เทพ Utu นี่แหละครับที่เป็นองค์ประธานในการประมวลชำระกฏหมาย
เหล่านี้เสียใหม่ โดยทูลขอราชานุญาตจากเทพบิดรทั้งสององค์ที่กล่าวมา กระทั่งพระเจ้าฮัมมูราบี
กษัตริย์แห่งบาบิโลเนียนผู้ลือชื่อจากกฏหมายประเภท "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" เองก็ยังถือองค์ Utu
เป็นเทพประจำพระองค์ กฏหมายส่วนหนึ่งของบาบิโลเนียนโบราณถอดแบบมาจากประมวลกฏหมาย
ของ Utu ครับ

คิงฮัมมูราบีเรียกพระนามของ Utu ตามภาษาอัคเคเดียนว่า Shamash(อันมีความหมายในภาษาเซมิติค
ว่า Sun-พระอาทิตย์) คนโบราณเขียนสัญลักษณ์แทนเทพองค์นี้ด้วยวงกลมขนาดใหญ่คล้ายดวงอาทิตย์
ตัวของ Utu เองมักแสดงอภินิหารด้วยการเปล่งแสงเจิดจ้าออกจากร่างกายบ่อยๆ(นับว่าเป็นการเร่งเร้า
พลังแบบหนังจีน ^^) เทพองค์นี้ได้รับความไว้ใจจาก Enlil ให้เป็นตัวแทนในการทำเทวกิจของ
พระองค์อยู่เนืองนิจ

เทพ Utu ถือเป็นบิดาแห่งหลักนิติศาสตร์ในขณะที่ด้านวรรณกรรม ศิลปะเพื่อการจรรโลงใจ การพยากรณ์
รวมถึงศาสตร์แห่งจิตนั้น ชาวสุเมเรียนโบราณยกให้เป็นศาสตร์ของเทวี Inanna ซึ่งคอการ์ตูนคงรู้จักเธอ
ในชื่อเทวีอิชตาร์อันเป็นคำในภาษาอัคเคเดียน มากกว่าครับ (เห็นบางสำนวนแปลอ่านว่าอิชูตัล
ผมล่ะอยากบ้าตาย)


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=80&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.sacred-texts.com/lcr/eod/eod21.htm

http://www.sign2god.com/folders/oorsprong-3eenheid-en.html

http://www.freemasonrywatch.org/sixpointedstar.html

http://www.loveyah.com/nimrod.htm


http://www.cityoflondon.gov.uk/Corporation/


http://en.wikipedia.org/wiki/Temple_Bar,_London



Inanna and Utu.... Zu/Sin's Children....(ต่อ)

เทวีผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดนับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน ชื่อของเธอในภาษาโรมันคือวีนัส(Venus),
ในภาษากรีกว่าอโฟรไดต์(Aphrodite), ชาวคานาอันไนต์กับฮีบรูว์เรียกเธอว่าแอชตาแต(Ashtarte),
ชาวอัสสิเรียน-บาบิโลเนียน-ฮิตไทต์และประชาคมในบริเวณใกล้เคียงเรียกเธอว่า อิชตาร์
หรือเอชดาร์ (Ishtar or Eshdar)
, ส่วนในภาษาสุเมเรียนและอัคเคเดียนชื่อของเธอคือ
Inanna หรือ Innin หรือ Ninni

Innana มีฉายาอีกมากมายจำไม่หวาดไหว เธอเป็นเทพธิดาแห่งสงครามและความรัก(ควบสองตำแหน่ง)
เธอเป็นเทวีที่อารมณ์ร้ายที่สุดและสวยงามที่สุดในเวลาเดียวกัน และด้วยความเป็นหลานสาว
หัวแก้วหัวแหวนของเทพบิดร Anu เธอจึงเบียดตังเองขึ้นทำเนียบเทพองค์สำคัญแห่งสภาพเทพ
ของสุเมเรียนได้อย่างไม่ยากนัก

หน้าที่ของ Innanna คือดูแลวิหารของ Anu ในนคร Uruk แม้เธอได้รับการยอมรับในฐานะเทพธิดา
แห่งนครอูรุกและเป็น Anunitum (beloved of Anu) ที่เทพองค์ใดเห็นเป็นต้องอิจฉาก็ตาม Innanna
กลับไม่พอใจเพียงเท่านั้น เธอต้องการเปลี่ยนจุดยืนของนคร Uruk เสียใหม่ให้เข้มแข็งเป็น
ศูนย์กลางอำนาจมากกว่านี้ ในสมัยนั้นนครที่รุ่งเรืองที่สุดของซูเมอร์คือ Eridu ของเทพ Enki ว่ากันว่า
ความลับแห่งปัญญาของ Enki ล้วนอยู่ที่นั่น เพื่อให้ได้มาซึ่งความลับนั้น Inanna ใช้สติปัญญา
อย่างเต็มกำลังเพื่อที่จะขอ ยืมหรือแม้กระทั่งฉกชิงความลับแห่งปัญญานั้นมา

ดังนั้น Inanna จึงวางแผนเข้าพบเทพผู้ใหญ่อย่าง Enki...




อาศัยการฉอเลาะแบบเด็กหญิงนิดหน่อย คอยรินเหล้าเอาใจเล็กๆน้อยๆ เทพ Enki ก็ใจอ่อน
ตกลงรับปากจะทำอะไรก็ได้เพื่อเธอหนึ่งเรื่อง Inanna ไม่รอช้าที่จะขอสูตรศักดิ์สิทธิ์จาก Enki
สูตรศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวเป็นความลับทางเทคโนโลยีของ Enki ครับ ว่าด้วยเรื่องการปกครอง
อุตสาหกรรม การผลิตอาวุธ และเทคโนโลยีอื่นๆที่ Enki ทรงใช้พัฒนานครเอริดูซึ่งตามปกติ
ใครที่ไหนเขาจะให้กัน เทพผู้ใหญ่องค์นี้ทำไปเพราะความเมาแท้ๆ

ภายในเวลาไม่นานนัก Enki ฟื้นจากอาการมึนเมา ทรงรำลึกได้ว่าตัวเองพลาดท่าเด็กสาวเข้าให้เสียแล้ว
Enki ได้บัญชาทหารของตนตามไปจับตัว Inanna มาโดยด่วน เพราะเธอไม่ได้หยิบไปเฉพาะ
สูตรศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นน่ะซีครับ เธอเอาอาวุธมหาประลัย (awesome weapons) ของเทพ Enki ติดมือไปด้วย

Enki โกรธจนหนวดกระดิกเมื่อทหารกลับมารายงานว่าทุกอย่างช้าไปเสียแล้ว Inanna เร่งความเร็ว
เรือสวรรค์ (Boat of Heaven) ของนางชนิดไม่มีเรือลำไหนในกองเรือของ Enki บินตามไปทัน




The Sons of the Gods....Their alloted numbers....The Anunnaki....

เทพ Enki มีโอรสทั้งหมด 6 องค์ สามในหกเป็นเทพที่มีบทบาทยิ่งในตำนานสุเมเรียน โอรสองค์แรก
คือ Marduk ผู้กลายเป็นเทพเหนือเทพในเวลาต่อมา, Nergal เจ้าแห่งแผ่นดินทางตอนล่าง
และ Dumuzi ซึ่งเป็นคู่สมรสของ Inanna เทวีจอมแสบ
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=79&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
Babylon, Iraq's 666 Anunnaki Nimrod - Marduk from Planet Nibiru. Nefilim skeleton is 25-30 ft.



โอรสทั้งสามองค์ของ Enlil ก็มีบทบาทต่อสุเมเรียนโบราณไม่แพ้กัน Ninurta รัชทายาทผู้เกิดกับ
เทวี Ninhursag ผู้เป็นขนิษฐาแท้ๆของเอนลิล, Nanna/Sin บุตรหัวปีที่แท้จริงผู้เกิดกับชายาเอก Ninlil,
และสุดท้ายคือ ISH.KUR พี่น้องร่วมมารดาของ Nanna/Sin บ่อยครั้งที่ชาวสุเมเรียนจะเรียกนามของ
เทพองค์นี้ว่า Adad ซึ่งแปลว่าอันเป็นที่รัก

...ตำนานบ่งบอกกับเราเป็นนัยๆว่า Ishkur(Adad) และ Inanna ชอบพอกันอยู่ตั้งแต่ต้น

Ishkur เป็นเทพผู้สง่างาม ทรงเป็นเพลย์บอยพอๆกับเทพเซอุสของชาวกรีก แต่ก็ใช่ว่าพระองค์
จะทรงโฉบฉายไปวันๆอย่างไม่มีสาระ เทพ Ishkur ได้รับการถ่ายทอดพลังจาก Enlil ผู้บิดาให้อยู่
ในฐานะของเทพแห่งพายุ นักโบราณคดีรู้จักเทพองค์นี้ดีพอสมควรครับ เนื่องจากอยู่ในตำแหน่ง
สักการะอย่างสูงของหลายชนชาติในแถบนั้น เช่น เป็นเทพ Teshubu(Wind blower) ของชาวฮิตไทต์,
เป็นเทพ Ramanu(Thunderer) ของชาวอามอไรต์, ชาวคานาอันไนต์เรียกพระองค์ว่า Ragimu
ส่วนชาวเซมิติคขนานนามพระองค์ให้เป็นผู้เจิดจรัสแห่งท้องฟ้าหรือ Meir

ตำแหน่งของวงศ์วานแห่ง Anu, Enlil และ Enki ในราชวงศ์เทพของชาวสุเมเรียนมีความเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการให้ตำแหน่งแก่เทพองค์ต่างๆโดยการแทนด้วยตัวเลข
ซึ่งจากการค้นพบระบบตัวเลขนี้เองทำให้นักโบราณคดีเข้าใจแนวคิดของชาวสุเมเรียนเกี่ยวกับเทพเจ้า
ในช่วงที่อารยธรรมของชนชาตินี้รุ่งเรืองถึงที่สุด พวกเขามีเทพหลักอยู่ 12 องค์เท่ากันกับ
เทพแห่งโอลิมปัสของชาวกรีกเด๊ะ


เราพบว่าสัญลักษณ์แห่งเทพสูงสุดประกอบด้วยเทพ 12 องค์(ซึ่งเป็นที่มาของทฤษฏีดาวเคราะห์ 12 ดวง
ที่ผมจะกล่าวถึงในภายหลัง) เทพแต่ละองค์ถูกแทนด้วยตัวเลขในระบบตัวเลขของพวกเขา
ซึ่งปัจจุบันเราก็ยังใช้กันอยู่ ถูกแล้วครับเลขฐาน 60 นั่นเอง เลขอันเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของระบบนี้
(ในแนวคิดของพวกเขา)คือเลข 60 ถูกยกให้แก่บิดรเทพ Anu, เลข 50 และ 40 ถูกยกให้แก่ Enlil กับ Enki
สองพี่น้องตามลำดับ, เทพ Ishkur/Adad อยู่ที่ตำแหน่งของเลข 10 เป็นต้น

ความเป็นระบบอีกอย่างของ สัญลักษณ์แห่งเทพนี้ก็คือ เทพเจ้าที่เป็นชายจะอยู่ในตำแหน่งของ
ตัวเลขที่หารด้วย 10 ลงตัว(เมื่อเอา 60 เป็นตัวตั้ง) ส่วนเทพเจ้าที่เป็นเทวนารีจะอยู่ในตำแหน่ง
ที่สามารถหารได้ด้วย 5

ชาวสุเมเรียนเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีเทพเจ้าในความสักการะมากมายนับกันไม่หวาดไม่ไหว
แถมเทพ Anu ก็ทรงมีวงศ์วานเยอะเหลือเกิน นับเฉพาะเท่าที่มีรายนามในจารึกโบราณก็ร่วมร้อยแล้วครับ
เพียงแต่เทพที่ถูกยกให้เป็นเทพสูงสุดจริงๆนั้นมีกันอยู่เพียงแค่ 12 องค์เท่านั้น นับว่าคล้ายกันกับ
ชาวกรีกในยุคหลังเป็นอย่างมาก

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Fri Feb 26, 2010 11:04 pm



Chapter Five: THE NEFILIM,People of The Fiery Rockets

งานเขียนของสุเมเรียนและอัคเคเดียนโบราณแสดงความเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่า
พระเจ้าโบราณของพวกเขาเสด็จลงมาจากสวรรค์ ทำการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาปนานคร
รวมทั้งสร้างสังคมอันเป็นปึกแผ่นให้กับบรรพชนของพวกเขา เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างว่า
ปาฏิหารย์ของเทพเจ้าในงานเขียนของพวกเขานั้น มีอย่างหนึ่งซึ่งสอดคล้องต้องกันและ
เป็นสิ่งที่คนโบราณกล่าวถึงอย่างไม่ประหลาดใจ ราวกับว่าพวกเขาเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เสียจนชิน

ปาฏิหารย์ดังกล่าวคือการบินครับ...

Inanna เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จารึกโบราณกล่าวถึงการบินของเธอบ่อยว่า เทวีองค์นี้สามารถท่องเที่ยว
ไปทั่วสวรรค์ เดินทางจากแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่งได้อย่างไม่มีข้อจำกัด บางดินแดนที่เธอไปเยือนนั้น
เป็นที่ๆมนุษย์ไม่สามารถไปถึงได้ เพราะต้องเดินทางด้วยการบินไปทางอากาศเพียงอย่างเดียว

ฟังดูเป็นตำนานธรรมด๊าธรรมดานะครับเพราะเทพของชาติไหนก็บินได้ทั้งนั้น
ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกสักนิด

พูดอย่างนั้นมันก็ใช่ แต่อย่าลืมเสียว่าเทพของชาวสุเมเรียนค่อนข้างต่างไปจากเทพของ
ชนชาติโบราณอื่นๆ เราเปรียบเทียบประเด็นนี้ได้จากภาพวาดของคนโบราณครับ เทพ(หรือทูตสวรรค์)
ในความเชื่อของคนโบราณ มักมีปีกกับรัศมีเป็นสัญลักษณ์ เทพเหล่านี้ไปไหนมาไหนทีก็อาศัยปีกของตน
นั่นแหละบินไป รูปของเทพในลักษณะนี้เชื่อว่าชาว Myth คงเคยผ่านตากันอยู่บ้าง

หันมาดูเทพของสุเมเรียนโบราณบ้าง จากภาพวาดหรือจารึกโบราณแสดงให้เราเห็นว่า
พวกเขาก็มีปีกเช่นกันแต่เป็นปีกที่ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเหมือนเทพของชาติอื่น
พูดง่ายๆคือ ปีกเหล่านั้นไม่ได้งอกออกมาจากกลางหลังหรือช่วงไหล่ หากแต่ติดเข้าไป
ในลักษณะของออปชั่นคอสเพลย์ เอ๊ย...ในลักษณะของเครื่องแต่งกายประเภทหนึ่งต่างหาก


เหมือนชุดเจ็ทขนาดเล็กสำหรับนักบินในปัจจุบันว่างั้นเหอะ...

ส่วนใหญ่ Inanna จะเดินทางไปเยี่ยมน้องสาวคือเทวี Ereshkigal ที่อาณาจักรของเธอใน Lower Land
(หมายถึงแอฟริกา) การเดินทางของ Inanna มิเพียงทำให้นักโบราณคดีต้องทึ่งกับบทกวีซึ่งบรรยายไว้
อย่างไพเราะเท่านั้น แต่ยังสร้างความพิศวงในส่วนของรายละเอียดแห่งการเดินทางนั้น
ถ้าเราตัดอภินิหารและจินตนาการออกไปเราจะพบว่า สิ่งที่จารึกโบราณบอกเล่ากับเรานั้น
คือรายละเอียดของการเดินทางด้วยการบินจากดินแดนซูเมอร์ไปยังแอฟริกาด้วย อุปกรณ์บางประเภท
จารึกกล่าวถึงอุปกรณ์ 7 ชิ้นซึ่งเทวี Inanna สวมใส่ก่อนทะยานข้ามฟ้าไปยังอาณาจักรของ Ereshkigal
อุปกรณ์เหล่านั้นดูคล้ายส่วนประกอบของชุดนักบินอย่างที่สุด แต่ละชิ้นก็มีชื่อเฉพาะของมัน
เช่น Shugarar ที่หมายถึงหมวก, เกราะหุ้มไหล่สองชิ้น รวมไปถึงชุด(นักบิน)ที่เรียกว่า Pala อีกด้วย

เทวี Inanna ให้คำอธิบาย(ไว้ในจารึก)ว่าเครื่องประดับเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของภัสตราภรณ์แห่งฟ้า
(Celestial Garment) ซึ่งเธอต้องสวมใส่ก่อนเดินทางไกลด้วยเรือแห่งสวรรค์(Boat of heaven)

ตามปกติ Inanna ไม่ทรงแต่งกายพิศดารปานนี้หรอกครับ ชุดประกอบอุปกรณ์ที่ว่ามานี้ใช้เฉพาะเวลา
ที่เธอต้องบินเท่านั้น นักโบราณคดีผู้สำรวจวิหารของ Inanna ใน Ashur ต่างรู้สึกประหลาดใจกับ
รูปเทพธิดาผู้ทรงหมวกรัดศีรษะ มีหูฟังครอบสองด้านแต่ละด้านมีเสาคล้ายเสาอากาศเล็กๆโผล่ขึ้นมา
แถมมีแว่นตาอันเบ้อเริ่มเป็นส่วนประกอบของหมวกเสียด้วย เห็นจะไม่ต้องพูดอะไรมากนะครับว่า
ถ้าคุณเกิดเห็นใครใส่หมวกลักษณะอย่างนี้เข้า คุณจะคิดว่าเขาเป็นอะไรถ้าไม่ใช่นักบิน

The Anunnaki's Rockets

มีจารึกของพระเจ้าเนบูคัดเนซซาที่ II ที่พรรณาถึงความพยายามในการบูรณะกระโจมโบราณแห่งหนึ่ง
ในนครบาบิโลน กระโจมโบราณดังกล่าวเคยเป็นที่เก็บรถสวรรค์ของเทพ Marduk มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่
ของชาวบาบิโลเนียน(ทรงเป็นโอรสของ Enki) เป็นหนึ่งในเจ็ดปราการสำคัญที่คอยปกป้อง ME ทั้งเจ็ด
แห่งสวรรค์และโลก คำว่า ME หมายถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลานุภาพครับ ในวรรณคดีของชนชาติโบราณ
ขยายความคำๆนี้ว่าเป็นวัตถุซึ่งสามารถแวกว่ายอยู่บนท้องฟ้า

ในเทพนิยายกรีกเรื่องหนึ่งกล่าวถึงอิคารัสผู้สามารถบินบนท้องฟ้า โดยอาศัยปีกขนนกที่เชื่อมเข้ากับ
ร่างกายโดยขี้ผึ้ง แนวคิดนี้ชาวกรีกอาจได้รับการถ่ายทอดมาจากตะวันออกกลาง เพราะเทพเจ้า
ของแถบนั้นก็มีความสามารถในการบินด้วยการติดอุปกรณ์ประเภทปีกเข้ากับชุด(นักบิน)เช่นกัน
แต่ก็นั้นแหละครับ อย่าเพิ่งคล้อยตามผมนัก สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงจินตนาการของคนโบราณเท่านั้น
แม้ว่าหลายต่อหลายตอน ในจารึกโบราณชวนให้เรานึกฝันเหลือเกินว่า เทพเจ้าเหล่านั้นสามารถบินไป
บนท้องฟ้าด้วยอุปกรณ์ไฮเทค ประเภทเครื่องเจ็ทปีกในตำนานอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ของนักบินเท่านั้น
เวลาที่บินจริงๆเทพเจ้ายังต้อง อาศัยเครื่องบินบินไปเหมือนพวกเราในปัจจุบันนี่แหละ

ราวสองพันปีก่อนหน้านั้น Gudea ผู้นำชาวสุเมเรียนโบราณได้สั่งให้สร้างอนุสรณ์สถานเพื่ออุทิศแด่
เทพ Ninurta ซึ่งเขาเขียนบันทึกไว้ว่ามาปรากฏตัวต่อหน้าเขา "ด้วยรัศมีอันเรืองโรจน์ ด้วยหมวกที่บุรุษผู้นั้น
สวมใส่ เขาคือเทพเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย" ประหลาดดีนะครับ คนโบราณเค้าแยกมนุษย์กับเทพเจ้า
ออกจากกันด้วยลักษณ์ของหมวกหรือ เป็นไปได้ไหมว่าพระเจ้าในที่นี้หมายถึงนักบินที่สวมหมวก
และชุดนักบินเต็มยศ

Ninurta เสด็จมาพร้อมผู้ติดตามสองคน ตอนที่ Gudea พบพวกเขา มีวิหคสีดำขนาดใหญ่จอดเทียบอยู่
เทพองค์นี้แจ้งวัตถุประสงค์ต่อเขาว่า ต้องการเทวสถานที่อยู่ในเขตปลอดภัย ภายในเทวสถาน
ต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับเก็บวิหคดำตัวนี้

ถ้าเราเชื่อว่าวัตถุ(หรือตัวตน)เหล่านั้นคืออากาศยาน เราต้องเชื่อต่อไปว่าอากาศยานเหล่านั้น
มีความสำคัญต่อคนโบราณเป็นอย่างมาก พวกเขายกย่องมันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า
เจ้าวิหคดำลำดังดังกล่าวถูกยกให้เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ มันถูกปกป้องโดยอาวุธสวรรค์ที่เรียกว่า
supreme hunter และ supreme killer ซึ่งจะสาดแสงแห่งความตายเข้าใส่ใครก็ตามที่บังอาจเข้าใกล้
วิหคดำก่อนได้รับอนุญาต

บันทึกของ Gudea ยังกล่าวถึงยานบางประเภทที่ทำหน้าที่ขนส่งนักบินสู่ท้องฟ้า เขาให้ชื่อมันว่า
วิหคสวรรค์ซึ่งลงจอดอย่างเที่ยงตรงบนสัญลักษณ์วงกลมที่ทำเตรียมไว้บนพื้นดินหรือหลังคาวิหาร
ในยามที่มันร่อนลงก่อให้เกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทเปลวไฟจากวิหคสวรรค์แลบเลียไปทั่วพื้นอิฐ
ที่มันลงจอดสถานที่ที่ใช้เก็บวิหคสวรรค์ฟังแล้วก็เข้าเค้าครับ เพราะบันทึกโบราณเรียกมันว่า
MU.NA.DA.TUR.TUR หรือปราการศิลาสำหรับเก็บ MU

อ้อ... ลืมบอกไปว่ายานศักดิ์สิทธิ์ของเทพ Marduk ที่พระเจ้าเนบูคัดเนซซาที่ II
ทรงสร้างอนุสรณ์สถานให้นั้นมีชื่อว่า ZAG.MU.KU ครับ



การสร้างเทวสถานของเนบูคัดเนซซาที่2



Gudea ผู้รับเทวบัญชาให้สร้างโรงเก็บอากาศยานให้เทพเจ้า




Chapter Five: THE NEFILIM,People of The Fiery Rockets (ต่อ)

Mu และ Shem จรวดของคนโบราณ

“I raised the head of the boat ID.GE.UL, the chariot of Marduk’s princeliness.
The boat ZAG.MU.KU, whose approach is observed, the supreme traveler between
heaven and earth, in the midst of the pavilion I enclosed, screening off its sides”.

ข้อความด้านบนเป็นข้อความที่คัดมาจากบักทึกของพระเจ้าเนบูคัดเนซซาที่ 2 ซึ่งพรรณนาไว้
เกี่ยวกับอากาศยานและการสร้างโรงเก็บ คำว่า ID.GE.UL มีความหมายในทางวรรณคดีว่า
"สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เปล่งแสงสว่างในยามราตรี" เป็นคำที่ใช้อธิบายตัวยยานและนักบินที่มากับยาน
ส่วน ZAG.MU.KU นั้นเป็นชื่อของยานซึ่งถูกเก็บไว้ในปราการซึ่งสร้างขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

MU อันหมายถึงวัตถุรูปโคนที่มีปลายแหลมนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีภายในวิหารที่สร้างขึ้น
เพื่อเป็นที่ระลึกแก่เทพเจ้าที่เสด็จลงมาจากท้องฟ้า The Anunnaki... เป็นที่น่าสังเกตว่า
เทวสถานที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านี้เกือบทุกแห่งไม่ใช่ เทวสถานที่สร้างขึ้นมาครั้งแรก ตรงข้าม
พวกมันถูกบูรณะหรือซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ในจุดที่เคยถูกสร้างขึ้นต่างหาก บางแห่งถูกทำลายลงไป
เพราะสงครามบ้าง ภัยธรรมชาติบ้าง แต่คนโบราณก็ยังเลือกที่จะสร้างมันขึ้นมา ณ จุดเดิม
ครั้งแล้วครั้งเล่า จุดเหล่านั้นมีอะไรพิเศษหรือครับ?

ท่านที่สนใจในศาสตร์เฟิงสุ่ย (หรือฮวงจุ้ย)คงพอจะนึกออก บริเวณที่คนโบราณใช้สร้างเทวสถาน
เพื่อเก็บอากาศยานนั้นต้องเป็นบริเวณที่มี ความสัมพันธ์บางอย่างกับแนวพลังงานโลก
(เหมือน Ley lines ในอังกฤษ) เป็นไปได้ไหมครับว่าเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานสำหรับอากาศยานเหล่านี้
เป็นพลังงานจากโลกของเรา พลังงานบางอย่างที่เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่รู้จัก

นอกจากนี้คำว่า MU ในภาษาสุเมเรียนยังมีความหมายอีกหลายอย่าง ความหมายหลักที่ใช้กันคือ
สิ่งที่พุ่งตรงขึ้นไป ส่วนความหมายอื่นที่พอจะพบก็เช่น สูงเสียดฟ้า, ไฟ, ยิง, การออกคำสั่ง เป็นต้น



ร่องรอยของ Mu ในบันทึกโบราณ

จากการสืบสาวต้นตอของคำว่า Mu ซึ่งถูกพบบ่อยในงานเขียนด้วยอักษรคิวนิฟอร์มของบาบิโลเนียน
และอัสสิเรียน นักโบราณคดีพบว่ามันมีที่มาจากอักษรภาพของสุเมเรียนซึ่งถูกเขียนเป็นรูปห้องทรงกรวย
ในบางรูปมีบทพรรณนาสั้นๆกำกับอยู่ว่า "จากห้องพำนักแห่งสวรรค์ เราจะคอยจับตาดูเจ้า"
อันนี้เป็นบทพูดซึ่งเป็นคำรับปากของเทวี Inanna แก่ราชาแห่งมนุษย์ผู้ปกครองสุเมเรียนครับ

บทสวดเก่าแก่ชื่อเพลง สรรเสริญแด่ Inanna บอกเราอย่างชัดแจ้งครับ ว่า Mu เป็นอะไรไปไม่ได้เลย
นอกจากพาหนะที่เทพเจ้าโบราณของชาวสุเมเรียนใช้เดินทาง ระหว่างสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะ
เดินทางจากฟากฟ้าอันไกลโพ้นมายังโลกมนุษย์ของพวกเรา (ก็เดี๋ยวนี้เป็นของพวกเรา
ถึงเมื่อก่อนจะเป็นของพวกเขาก็เถอะ ^^)

Lady of Heaven: She puts on the Garment of Heaven; She valiantly ascends towards Heaven.
Over all the people lands she flies in her Mu Lady, who in her Mu to the heights of Heaven
joyfully wings. Over all the resting places she flies in her Mu.

จาก: Hymn to Inanna

อักษรภาพของชาวฮิตไทต์เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะมีภาพของจรวดบนฐานยิงซึ่งมีเทพโบราณ
ประทับอยู่ข้างใน จรวดนั้นคล้ายกำลังเคลื่อนที่อยู่เพราะมีเปลวไฟพุ่งจากท้ายจรวด
โดยมีดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นฉากหลังของภาพ

กลับมาที่ชาวสุเมเรียนโบราณบ้าง พวกเขาเป็นชาติที่ไม่ขาดแคลนสัตว์ในเทพนิยายชาติหนึ่งครับ
ภาพสัตว์ในจินตนาการ(หรือเปล่า?)ของพวกเขาเช่น ม้ามีปีก, สัตว์ที่อาศัยบนสวรรค์ในทำนองเดียวกับ
สัตว์หิมพานต์ของบ้านเรา ซึ่งรูปร่างก็ล้วนแปลกตามีปีกบ้างมีเขาแปลกๆบ้าง ภาพสัตว์เหล่านี้
ดูจะเป็นตัวแทนทางศิลปะของดินแดนซูเมอร์ไปเสียแล้ว สิ่งที่น่าแปลกก็คือในบรรดาภาพวาดเหล่านี้
แทบทุกภาพต้องมีสิ่งหนึ่งปรากฏอยู่ด้วยเสมอ ลองพิจารณาภาพด้านล่างนี้สิครับมีภาพจรวด
อยู่ด้านบนด้วยเห็นไหม?

ที่เมืองเกเซอร์เมืองเล็กๆปห่งหนึ่งใกล้ชุมชนของชาวคานาอันโบราณทางตอนใต้ของกรุงเยรูซาเล็ม
นักโบราณคดีค้นพบภาพวาดของจรวดขนาดใหญ่ตั้งลำอยู่ใกล้ต้นปาล์ม ลำตัวจรวดมีปีก
(ซึ่งดูคล้ายกับครีบ) อยู่โดยรอบ มีบันไดขนาดใหญ่พาดจากพื้นสู่ตอนบนของลำจรวด
ซึ่งก็ดูแปลกดีเหมือนกัน (รูปไหนที่มันใหญ่มากผมไม่เอามาลงนะครับ คัดมาเท่าที่พื้นที่
ที่เหลือใน thai.net จะเอื้ออำนวย ^^)

ภาพวาดของจรวดที่กำลังเดินทางเหล่านี้ มีจุดหมายเป็นสัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์โบราณ
เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือกลุ่มดาวในจักราศี ภาพเหล่านี้มักมีอักษรกำกับเป็นคำบรรยายถึง
การเดินทางของเทพเจ้า แต่ในบางครั้งผู้โดยสารที่พ่วงไปด้วยกลับเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ
ซึ่งพลอยอาศัยพาหนะนี้ไปสวรรค์กับเทพเจ้าของพวกเขาด้วย นักภาษาศาสตร์ให้ข้อสังเกตว่า
คำว่า MU ในภาษาสุเมเรียนน่าจะกลายคำมาจากคำว่า SHU.MU ซึ่งบ่อยครั้งออกเสียงว่า
Sham หรือ Shem อันแปลว่าชื่อในภาษาเซมิติค

จารึกของอนุชนรุ่นหลัง ซึ่งคัดลอกมาจากชาวสุเมเรียนโบราณมีอยู่มากที่แปลความหมายผิดเพี้ยนไป
ตัวอย่างคือคำว่า Shem นี่แหละครับ นักโบราณคดีหลายคนแปลคำๆนี้ออกมาตามความหมายในภาษา
เซมิติคว่าชื่อ และถูกใช้อ้างอิงต่อๆกันมาจนความหมายที่แท้จริงในจารึกโบราณผิดเพี้ยนไปหมด
ตัวอย่างง่ายๆก็เช่นที่ G.A. Barton (ราชบัณฑิตด้านจารึกสุเมเรียนและอัคเคเดียน) แปลความหมาย
ในบันทึกของ Gudea ประโยคที่ว่า “Its MU shall hug the lands from horizon to horizon” เป็น
“Its name shall fill the lands” ชื่อขจายไปทั่วแผ่นดินหรือ มันคนละเรื่องกันเลยนะพี่ ^^!



Shem ในอียิปต์และ The Tower of Babel

ถ้าไม่กล่าวถึงไบเบิลบ้างก็คงไม่ใช่นายโซนิค ในคัมภีร์พันธสัญญาเก่าเองก็ได้กล่าวถึงอนุสรณ์สถาน
2 ประเภทอันได้แก่ Yad และ Shem (ขออณุญาตทับศัพท์) ศาสดาพยากรณ์เอไสยะผู้ทำหน้าที่เกลี้ยกล่อม
ปวงชนผู้กำลังสับสนในจูเดียด้วย คำมั่นของพระเจ้าที่ว่า And I will give them, In my house and
within my walls, a yad and a shem.

ส่วนในอียิปต์โบราณ เหล่าภิกขาจารผู้แสวงหาธรรมต่างหลั่งไหลเข้าไปชมวิหารแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่
ในนครเฮลิโอโพลิสเพื่อทำการสักการะแด่ ben-ben วัตถุทรงปิระมิดซึ่งเทพเจ้าของพวกเขาให้ไว้
เป็นที่ระลึกในคราวเสด็จมาเยือนโลก

สำหรับชนชั้นกษัตริย์เช่นองค์ฟาโรห์ เมื่อทรงสวรรคตลง พระศพจะถูกนำเข้าทำพิธีศักดิ์ที่เรียกว่า
การเบิกทวาร (หมายถึงการเปิดประตูนะ คิดไปถึงไหนกันแล้ว ^^) โดยการนำพระศพเข้าบรรจุ
ใน yad หรือ shem อันเป็นพาหนะที่จะนำองค์ฟาโรห์เดินทางสู่โลกอันมีชีวิตนิรันดร์

ความหมายของคำว่า Shem ถูกแปลว่าชื่อจวบจนถึงปัจจุบัน(ก็ไบเบิลแปลมาอย่างนี้นี่ครับ)
เคยมีการเสนอให้ตีความคำๆนี้ใหม่ในการสัมมนาทางวิชาการของนักโบราณคดี แต่ที่ประชุมเพิกเฉยไป
โดยเห็นว่าสำนวนแปลที่มีอยู่นั้นถูกต้องอยู่แล้ว การยืนกรานในลักษณะนี้ในวงวิชาการเป็นเรื่องธรรมดาครับ
เพราะเมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อน G.M. Redslob ก็เคยเสนอความหมายของคำๆนี้ในหนังสือของเขาเช่นกัน
Redslob ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คำว่า Shem และ Shamaim (ที่แปลว่าสวรรค์)นั้นน่าจะมีรากศัพท์
มาจากคำว่า Shamah อันแปลว่าที่อยู่สูงขึ้นไป ในบางครั้งถูกแทนด้วยคำว่า Shama


ในคัมภีร์พันธสัญญาเก่ากล่าวถึงการ "made a shem" ของกษัตริย์เดวิดเพื่อเป็น
สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ
ที่มีต่อเหล่าอาราเมอัน คำแปลในนั้นกล่าวไปในความหมายของ
การสร้างชื่อของคิงเดวิดให้ขจรขจาย ฟังดูก็เข้าเค้าเข้ารูปกับเรื่องราวแห่งชัยชนะ
แต่คิดไหมครับว่า made a shem กับ made a name นี่มันไปคนละเรื่องกันเลย

Shem ของกษัตริย์เดวิดเป็นอนุสรณ์สถานที่ยอดของมันชี้ตระหง่านขึ้นไปบนฟ้า คิดไหมครับว่า
มันควรเป็น Shem ชนิดเดียวกับ MU หรือ SHEM ที่กล่าวถึงในตำนานของชาวสุเมเรียน เป็น shem
ที่ไม่ได้แปลว่าชื่อหากแต่หมายถึงอากาศยานบางประเภทต่างหาก ความเพี้ยนของการแปล
จารึกโบราณ(รวมทั้งไบเบิล)ในทำนองนี้ทำให้ข่าวสารจาก โบราณกาลคลาดเคลื่อนไปหมด
ซึ่งผมว่าจริงๆแล้วไม่ใช่ความผิดของคนแปลเสียทีเดียวหรอกนะ เพราะหนึ่งนั้นในยุคสมัยของ
คนแปล ด้วยประสพการณ์และภูมิความรู้ของเขาคงนึกไม่ถึงอะไรทำนองนี้
และสอง ต่อให้ยุคปัจจุบันเองก็เถอะ จะมีมนุษย์ปกติที่ไหนบ้างที่ได้มีโอกาสอ่านงานโบราณเหล่านั้น
และแปลมันออกมาในลักษณะที่ท่านกำลังอ่านในเว็บนี้...โดยที่เขาไม่ตะขิดตะขวงใจว่า
นี่ตูข้ากำลังเพี้ยนไปหรือไรหวา

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 12:18 am

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=79&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



Figure 6:
The Fleur-de-lis, symbol of the Babylonian trinity of Nimrod,
Queen Semiramis and Tammuz, among other things.


The classic depiction of the Devil also has Draco-like horns.
Nimrod
was given the title Baal (the Lord) and Semiramis was Baalti (My Lady).
The Latin term for my lady is Mea Domina which in its corrupted Italian form became Madonna.8
Nimrod was represented in a dual role of God the Father and Ninus, the son of Semiramis,
and her olive branch was symbolic of this offspring produced through a ‘virgin birth’.
Ninus was also known as Tammuz who was said to have been crucified with a lamb
at his feet and placed in a cave.


When a rock was rolled away from the cave’s entrance three days later,
his body had disappeared. Heard that somewhere before?
This husband-wife-son theme of Nimrod-Semiramis-and Ninus/Tammuz
became the Osiris-Isis-Horus mythology of the Egyptians with its equivalent
in India, Asia, China and elsewhere. Much later it would be Joseph, Mary and Jesus.
When the Babylonians held their Spring rites to mark the death and resurrection
after three days of Tammuz-Ninus, they offered buns inscribed with a solar cross.

Yes, even the hot cross buns of British Easter tradition come from Babylon.


Easter comes from another face of Queen Semiramis - Ishtar -and it is from this,
and possibly another Brotherhood deity, Ashtaroth, that we get the name of ‘Ashtar
as in ‘Ashtar Command ’, a completely manipulated New Age belief in an extraterrestrial ‘hero’
who has come to save us. The Babylonian myths and symbolism provided the foundations
for all the major religions, especially Christianity. The Roman Church was the creation of
the Babylonian Brotherhood and the Pope still wears a mitre shaped
like a fish head to symbolize Nimrod
.
This is also the significance of his Fisherman’s Ring.


Whore of Babylon

dagon-1 10KB
Oannes,Babylonian fish-god. It is believed Nimrod came back
to life half man half fish. Notice the fish's head worn upon the human head



dagon-4 25KB
Zooming in you can better see the man wearing the fish head mitre of Babylon.
Also notice how the scales of the fish run down the back of the man



dagon-5 19KB
In this etching of Dagon (Dag - fish, on - sun) the sun-fish god of Babylon,
you can see the fish head mitre as well as the scales running down the back much better


dagon-pope1 27KB
Roman Catholic serpent crosier of the bishops as well as high church officials.
Also notice upon every Bishop as well as every Pope you will find the fish head mitre of Babylon.


dagon-pope2 18KB
Upon every Bishop as well as every Pope you will find the fish head mitre of Babylon

The Chair of St Peter in the Vatican was claimed to be a holy relic,
but in 1968 it was exposed by a scientific commission as being no older than
the 9th century More significantly, according to the Catholic Encyclopaedia,
is that it is decorated by twelve plates portraying the twelve labours of Hercules.
This same work claims that Hercules was another name for Nimrod before becoming
a deity of the Greeks.9 In 1825, Pope Leo XII authorized the production of a jubilee medal
and it depicted a woman in a pose that was blatant symbolism of Queen Semiramis.


She had a crucifix in her left hand, a cup in her right and on her head was
a seven rayed crown like the one on the Statue of Liberty, another depiction of Semiramis
which was given to New York by French Freemasons.
A contact who has relatives working
in high positions in the Vatican told me how, during the reign of Pope John Paul II, he was given
a guided tour of the place which blew his mind. He was shown the Pope’s solid gold bath
which is decorated with all the astrological symbols and he saw inside the vacuum-sealed vaults
which contain thousands of ancient esoteric books which have been stolen and hoarded over
hundreds of years of religious dictatorship
and so taken out of public circulation.

The Roman Church and the Babylonian Brotherhood are one and the same.

Nimrod was also Eannus, the god with two faces, who was later known to
the Romans as Janus. One of the Anunnaki brothers, Enki the ‘serpent god’, was also




http://en.wikipedia.org/wiki/Nimrodh

http://zencadet.info/kingnimrod.htm



http://www.ancientdays.net/nimrod.htm

Who Was Nimrod?
by Dr. David Livingston
"Cush was the father of Nimrod, who grew to be a mighty warrior on the earth.
He was a might hunter before the LORD; that is why it is said, "Like Nimrod,
a mighty hunter before the LORD. " The centers of his kingdom were

Babylon, Erech, Akkad and Calnehin Shinar.
(Genesis 10:8-10) Many consider this to be a positive,
complimentary testimony about Nimrod. It is just the opposite! First,
a little background study is necessary.


Cultural Connections in the Ancient Near East


Found at Khorsabad, this
eighth century BC stone relief is identified as Gilgamesh. The
best-known of ancient Mesopotamian heroes, Gilgamesh was king of Uruk in southern Mesopotamia. His story is known in the poetic Gilgamesh Epic, but there is no historical evidence for his exploits in the story. He is described as part god and part man, a great builder and warrior, and a wise man in the story. Not mentioned in the Bible, the author suggests Gilgamesh is to be identified with Biblical Nimrod in
Genesis 10:8-12.
Besides the stories of the Creation and Flood in the Bible, there ought to be similar stories on clay tablets
found in the cultures near and around the true believers.
These tablets may have a reaction, or twisted version, in their accounts
of the Creation and Flood. In the
post-Flood genealogical records
of Genesis 10, we note that the sons of Ham were: Cush, Mizraim,
Put and Canaan. Mizraim became the Egyptians. No one is sure where Put
went to live. And it is obvious who the Canaanites were. Cush lived in
the "land of Shinar," which most scholars consider to be Sumer.
There they developed the first civilization after the Flood.
The sons of Shem --the Semites -- were also mixed, to some extent, with the Sumerians.
We suggest that Sumerian Kish, the first city established in Mesopotamia after the Flood, took its name from the man known in the Bible as Cush.The first kingdom established after the Flood was Kish,
and the name "Kish" appears often on clay tablets. The early post-Flood Sumerian king lists (not found in the Bible) say that "kingship descended from heaven to Kish" after the Flood. (The Hebrew name "Cush" was much later moved to present-day Ethiopia as migrations took place from Mesopotamia to other places.)
The Sumerians, very early, developed a religio-politico state which was extremely binding on all who lived in it (except for the rulers, who were a law unto themselves). This system was to influence the Ancient Near East for over 3000 years. Other cultures which followed the Sumerian system were Accad, Babylon, Assyria, and Persia, which became the basis of Greece and Rome's system of rule. Founded by Cush, the Sumerians were very important historically and Biblically.
Was "Nimrod" Godly or Evil?


Nimrod started his kingdom at Babylon (Genesis 10:10). Babylon later reached its zenith under Nebuchadnezzar (sixth century BC). Pictured are mudbrick ruins of Nebuchadnezzar's city along with ancient wall lines and canals.
First, what does the name Nimrod mean? It comes from the Hebrew verb marad, meaning "rebel." Adding an "n" before the "m" it becomes an infinitive construct, "Nimrod." (see Kautzsch 1910: 137 2b; also BDB 1962: 597). The meaning then is "The Rebel." Thus "Nimrod" may not be the character's name at all. It is more likely a derisive term of a type, a representative, of a system that is epitomized in rebellion against the Creator, the one true God. Rebellion began soon after the Flood as civilizations were restored. At that time this person became very prominent.
In Genesis 10:8-11 we learn that "Nimrod" established a kingdom. Therefore, one would expect to find also, in the literature of the ancient Near East, a person who was a type, or example, for other people to follow. And there was. It is a well-known tale, common in Sumerian literature, of a man who fits the description. In addition to the Sumerians, the Babylonians wrote about this person; the Assyrians likewise; and the Hittites. Even in Palestine, tablets have been found with this man's name on them. He was obviously the most popular hero in the Ancient Near East.

Part of Nimrod's kingdom (Genesis 10:11),
Nineveh along the Tigris River continued to be a major city in ancient Assyria. Today adjacent to modern Mosul, the ruins of ancient Nineveh are centered on two mounds, the acropolis at Kuyunjik and Nebi Yunis
(Arabic "Prophet Jonah"). Pictured is Sennacherib's "Palace without a rival" on Kuyunjik, constructed at the end of the seventh century BC and excavated by Henry Layard in the early 20th century.

The Gilgamesh Epic



The Babylonian Flood Story
is told on the 11th tablet of the Gilgamesh Epic, almost 200 lines of poetry on 12 clay tablets inscribed in cuneiform script. A number of different versions of the Gilgamesh Epic have been found around the ancient Near East, most dating to the seventh century BC. The most complete version came from the library of Ashurbanipal at Nineveh. Commentators agree that the story comes from a much earlier period, not too long after the Flood as described in the story.
The person we are referring to, found in extra-Biblical literature, was Gilgamesh. The first clay tablets naming him were found among the ruins of the temple library of the god Nabu (Biblical Nebo) and the palace library of Ashurbanipal in Nineveh. Many others have been found since in a number of excavations. The author of the best treatise on the Gilgamesh Epic says,
The date of the composition of the Gilgamesh Epic can therefore be fixed at about 2000 BC. But the material contained on these tablets is undoubtedly much older, as we can infer from the mere fact that the epic consists of numerous originally independent episodes, which, of course, did not spring into existence at the time of the composition of our poem but must have been current long before they were compiled and woven together to form our epic (Heidel 1963: 15).
Yet his arrogance, ruthlessness and depravity were a subject of grave concern for the citizens of Uruk (his kingdom). They complained to the great god Anu, and Anu instructed the goddess Aruru to create another wild ox, a double of Gilgamesh, who would challenge him and distract his mind from the warrior's daughter and the noblemen's spouse, whom it appears he would not leave in peace (Roux 1966: 114).
The Epic of Gilgamesh has some very indecent sections. Alexander Heidel, first translator of the epic, had the decency to translate the vilest parts into Latin. Spieser, however, gave it to us "straight" (Pritchard 1955: 72). With this kind of literature in the palace, who needs pornography? Gilgamesh was a vile, filthy, man. Yet the myth says of him that he was "2/3 god and 1/3 man."Gilgamesh is Nimrod


Model of ancient ziggurat.
How does Gilgamesh compare with "Nimrod?" Josephus says of Nimrod,
Now it was Nimrod who excited them to such an affront and contempt of God. He was the grandson of Ham, the son of Noah -- a bold man, and of great strength of hand. He persuaded them not to ascribe it to God, as if it
were through his means they were happy, but to believe that it was their own courage which procured that happiness. He also gradually changed the government into tyranny -- seeing no other way of turning men from the fear of God, but to bring them into a constant dependence upon his own power. He also said he would be revenged on God, if he
should have a mind to drown the world again; for that he would build a tower too high for the waters to be able to reach! and that he would avenge himself on God for destroying their forefathers (Ant. 1: iv: 2)
What Josephus says here is precisely what is found in the Gilgamesh epics.
Gilgamesh set up tyranny, he opposed YHVH and did his utmost to get people to forsake Him.

Two of the premiere commentators on the Bible in Hebrew has this to say about Genesis 10:9,
Nimrod was mighty in hunting, and that in opposition to YHVH; not "before YHVH" in the sense of according to the will and purpose of YHVH, still less, . . . in a simply superlative sense . . . The name itself,
"Nimrod" from marad, "we will revolt," points to some violent resistance to God . . . Nimrod as a mighty hunter founded a powerful kingdom; and the founding of this kingdom is shown by the verb with vav consecutive, to have been the consequence or result of his strength in hunting, so that hunting was intimately connected with the establishing of the kingdom. Hence, if the expression "a mighty hunter" relates primarily to hunting in the
literal sense, we must add to the literal meaning the figurative signification of a "hunter of men" (a trapper of men by stratagem and force); Nimrod the hunter became a
tyrant, a powerful hunter of men (Keil and Delitzsch 1975: 165).
"in the face of YHVH can only mean "in defiance of YHVH," as Josephus and the Targums understand it (op. cit.: 166).
And the proverb must have arisen when other daring and rebellious men followed in Nimrod's footsteps and must have originated with those who saw in such conduct an act of rebellion against the God of salvation,
in other words, with the possessors of the divine promise of grace (loc. cit.).

Often attributed to Nimrod,
the Tower of Babel (Genesis 11:1-9) was not a Jack and the Beanstalk
type of construction, where people were trying to build a structure to
get into heaven. Instead, it is best understood as an ancient ziggurat
(Assyrian "mountaintop"), as the one pictured here from ancient Ur of
the Chaldees, Abraham's hometown (Genesis 11:31). A ziggurat was a
man-made structure with a temple at its top, built to
worship the host of heaven.
After the Flood there was, at some point, a breakaway from YHVH. Only eight people descended from the Ark. Those people worshipped YHVH. But at some point an influential person became opposed to YHVH and gathered others to his side. I suggest that Nimrod is the one who did it. Cain
had done similarly before the Flood, founding a new city and religious
system.
Our English translation of the Hebrew of Genesis 10:8-10 is weak. The author of this passage of scripture will not call Gilgamesh by his name and honor him, but is going to call him by a derisive name, what he really is -- a rebel. Therefore we should translate Genesis 10:8-10 to read,
Cush begat Nimrod; he began to be a tyrant in the earth. He was a tyrannical
hunter in opposition to the Lord. Thus it is said, "Nimrod the tyrannical opponent of YHVH."
Likewise,
Gilgamesh was a man who took control by his own strength. In Genesis 10 Nimrod is presented as a type of him. Nimrod's descendants were the ones who began building the tower in Babel where the tongues were changed. Gilgamesh is a type of early city founders. (Page numbers below are from Heidel 1963)
He is a "shepherd" .................. page 18
From Uruk ............................. page 17 (Kramer 1959: 31 calls Uruk, Erech.)
A giant ................................... page 17 (11 cubits)
Builds cities ............................ page 17
Vile man "takes women" ......... page 18
Mighty hunter ......................... page 18
Gilgamesh Confronts YHVH!

The name of YHVH rarely appears in extra-Biblical literature in the Ancient Near East. Therefore we would not expect to find it in the Gilgamesh epic. But why should the God of the Jews rarely be mentioned? The Hebrew Bible is replete with the names of other gods. On the other hand, the nations surely knew of Him even though they had no respect for Him. If so, how might His Name appear in their literature, if at all? The name of YHVH, in a culture which is in rebellion against His rule, would most likely be in a derisive form, not in its true form. Likewise, the writers of scripture would deride the rebels.Putting the Bible and the Gilgamesh Epic Together

The Gilgamesh Epic describes the first "God is Dead" movement. In the Epic, the hero is a vile, filthy, perverted person, yet he is presented as the greatest, strongest, hero that ever lived. (Heidel 1963: 18). So that the one who sent the Flood will not trouble them anymore, Gilgamesh sets out to kill the perpetrator. He takes with him a friend who is a monstrous half-man, half-animal -- Enkidu. Together they go on a long journey to the Cedar Mountain to find and destroy the monster who sent the Flood. Gilgamesh finds him and finally succeeds in cutting off the head of the creature whose name is "Huwawa" ("Humbaba" in the Assyrian version; see Heidel 1963: 34ff).Is there a connection with the Gilgamesh epic and Genesis 10? Note what Gilgamesh says to Enkidu, the half-man, half-beast, who accompanied him on his journey, found in Tablet 111, lines 147 - 150.
"If I fall," Gilgamesh says, "I will establish a name for myself. 'Gilgamesh is fallen,' they will say, 'in combat with terrible Huwawa.'"
But the next five lines are missing from all tablets found so far! Can we speculate on what they say? Let's try . . . We suggest that those five lines include,
"But if I win,.. they will say, Gilgamesh, the mighty vanquisher of Huwawa!"
Why do we say that? Because Genesis 10:9 gives us the portion missing from the Gilgamesh tablets. Those lines include... "it is said, Nimrod (or Gilgamesh) the mighty vanquisher of YHVH." This has to be what is missing from all the clay tablets of the Gilgamesh story. The Gilgamesh Epic calls him Huwawa; the Bible calls Him YHVH.

This face supposedly represents Huwawa
who, according to the Gilgamesh's Epic, sent the Flood on the earth. According to the story, Huwawa (Humbaba in the Assyrian version) was killed by Gilgamesh and his half-man/half-beast friend, Enkidu. The
author suggests Huwawa is the ancient pagan perspective of Yahweh (YHVH), the God of the Bible.
About 3 inches (7.5 cm), this mask is dated to around the sixth century BC. Of an unknown provenance, it is now in the British Museum.
Heidel, speaking of the incident as it is found on Tablet V says,
All we can conclude from them (the lost lines) is that Gilgarnesh and Enkidu cut off the head of Humbaba (or Huwawa) and that the expedition had a successful issue (ending) (1963: 47).
The missing lines from the Epic are right there in the Bible!Because of the parallels between Gilgamesh and Nimrod, many scholars agree that Gilgamesh is Nimrod.
Continuing with Gilgamesh's fable, he did win, he did vanquish Huwawa
and took his head. Therefore he could come back to Uruk and other
cities and tell the people "not to worry about YHVH anymore, he is
dead. I killed him over in the Lebanon mountains. So just live however
you like, I will be your king and take care of you."

There are still other parallels between the Bible and the Gilgamesh epic: "YaHVeH" has a somewhat similar sound to "Huwawa." Gilgamesh did just as the "sons of god" in Genesis 6 did. The
"sons of god" forcibly took men's wives. The Epic says that is precisely what Gilgamesh did. The Bible calls Nimrod a tyrant, and Gilgamesh was a tyrant. There was a Flood in the Bible, there is a flood in the Epic. Cush is mentioned in the Bible, Kish in the Epic. Erech is mentioned in scripture, Uruk was Gilgamesh's city. Gilgamesh made a trip to see the survivor of the Flood. This was more likely Ham than Noah, since "Nimrod" was Ham's grandson! Historically, Gilgamesh was of the first dynasty of Uruk. As Jacobsen points out (1939: 157), kings before Gilgamesh may be fictional, but not likely. The fact that the Gilgamesh Epic also contains the Deluge story would indicate a close link with events immediately following the Flood. S.N. Kramer says,
A few years ago one would have strongly doubted his (historical) existence . . . we now have the certitude that the time of Gilgamesh corresponds to the earliest period of Mesopotamian history. (Kramer 1959: 117)

Originally established by Nimrod (Genesis 10:11),
andtoday known as Nimrud, Calah became an important city in Iraq. This is an artist's reconstruction of the interior of Tiglath-pileser III's palace (late seventh century BC).
What a contrast Psalm 2 is compared with the Gilgamesh Epic!
Why do the nations conspire and the peoples plot in vain? The kings of the earth take their stand and the rulers gather together against the LORD and against his Anointed One. "Let us break their chains," they say,
"and throw off their fetters." The One enthroned in heaven laughs, the Lord scoffs at them. Then he rebukes them in his anger and terrifies them in his wrath, saying, "I have installed my King on Zion, my holy hill." I will proclaim the decree of the LORD: He said to me, "you are my Son, today I have become your Father, Ask of me, and I will make the nations your inheritance, the ends of the earth your possession. You will rule them with an iron scepter; you will dash them to pieces like pottery." Therefore, you kings, be wise; he warned, you rulers of the earth.
Serve the LORD with fear and rejoice with trembling. Kiss the Son, lest he be angry and you be destroyed in your way, for his wrath can flare up in a moment. Blessed are all who take refuge in him. (Psalm 2)
Bibliography

Brown, F., Driver, S.R., and Briggs, C.A.(abbreviated to BDB)
1962 A Hebrew and English Lexicon of the Old Testament. Oxford: Clarendon Press.
Cassuto, U.
1964 A Commentary on the Book of Genesis. 2 Vols., Jerusalem: Magnes.
Frankfort, R.
1948 Kingship and the Gods. Chicago: University Press.
Heidel, A.
1963 The Gilgamesh Epic and Old Testament Parallels. Chicago: University Press.
Jacobsen, T.
1939 The Sumerian Kinglist. Chicago: University Press.
Josephus
1998 Jewish Antiquities. Books I-III, Loeb Classics, Cambridge MA: Harvard University Press.
Kautzsch, E., ed.
1910 Genesius' Hebrew Grammar. Oxford: Clarendon.
Kramer, S. N., ed.
1959 History Begins at Sumer. Garden City NY: Doubleday.
Keil, C. F., and Delitzsch, P.
1975 Commentary on the Old Testament., Vol. I, Grand Rapids: Eerdmans.
Pritchard, J.
1969 Ancient Near Eastern Texts and the Old Testament. 3rd ed., Princeton: University Press.
Roux, G.
1992 Ancient Iraq. 3rd ed., Harmondsworth, Middlesex, UK: Penguin.
Thomas, D.W.
1958 Documents From Old Testament Times. New York: Thomas Nelson and Sons.




เอาเป็นว่าเมื่อคุณหลวมตัวอ่านมาสิบกว่าหน้าแล้ว ลองมาดูตัวอย่างง่ายๆของการทำความเข้าใจ
ข่าวสารที่แท้จริงจากคนโบราณกันดีกว่า เราจะยกตัวอย่างเล็กๆในไบเบิลพอให้เห็นกัน
โดยมีเรื่องราวของคนคอยคนบาป The Tower of Babel เป็นของแถมครับ


เรื่องราวของหอคอยบาเบลในไบเบิลแสดงให้เห็นเหตุการณ์หลังยุคน้ำท่วมโลก
เมื่อมนุษย์ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีการสถาปนานครรัฐขึ้นใหม่ การรวมตัว
เพื่อจัดระเบียบสังคม
ของพวกเขาทำให้ชนชาติหลังน้ำท่วมโลกมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
ดังรายละเอียดในไบเบิลที่ว่า มนุษย์ส่วนหนึ่งอพยพมาจากทางตะวันออก พวกเขาพบ
ที่ราบขนาดใหญ่แห่งชีนาร์และเริ่มตั้งรกรากกันที่นั่น

The Land of shinar นั้นปัจจุบันรู้จักกันในนามของดินแดนแห่งซูเมอร์ เป็นผืนดินกว้างใหญ่คั่นกลาง
ระหว่างแม่น้ำสองสายคือไทกริสกับยูเฟรติสทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย อารยธรรม
ยุคหลังน้ำท่วมโลกของมนุษย์ไม่ได้ถึงกับล้มหายตายจากหรือย้อนหลังไป สู่ยุคหินแต่อย่างใด
พวกเขาก่อร่างสร้างนครรัฐจากเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ จวบจนกระทั่งสังคมเมืองกลับสู่
ความรุ่งเรืองอีกครั้ง มนุษย์เหล่านั้นเริ่มมีความคิดต้องตรงกันในแง่ที่ตำนานกล่าวเอาไว้ว่า

...ให้พวกเราก่อสร้างนครรัฐ และหอคอยซึ่งมียอดตระหง่านสูงจรดสวรรค์...
ให้พวกเรามี Shem เป็นของเราเอง เพื่อมิให้เผ่าพันธุ์กระจัดกระจายไปทั่วโลกอย่างมิเป็นกลุ่มก้อน...

พฤติกรรมของมนุษย์ครั้งนี้ไม่เป็นที่สบพระทัยของพระเจ้าเท่าใดนัก เรื่องของหอคอยคนบาป
ในไบเบิลลงเอยอย่างไรคุณคงรู้ดีอยู่แล้ว ส่วนในตำนานของชาวสุเมเรียนอันเป็นต้นฉบับของ
ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่านั้น กล่าวว่า Anunnaki หรือเทพเจ้าผู้เสด็จลงมาจากท้องฟ้า
ต่างกริ้วโกรธมนุษย์ โปรเจ็คบาเบลพังครืนไม่เป็นท่าด้วยฤทธิ์ของเทพเจ้า ลูกหลานแห่ง
อาดัม(มนุษย์) แตกกระจายออกเป็นกลุ่มย่อยอีกครั้งหนึ่งภายใต้การสำทับจาก Anunnaki ว่า

“Behold, all are as one people…..with one language, and this is just the beginnings
of their undertakings…..now anything which they shall scheme to do….
shall no longer be impossible for them.”

เรื่องของหอคอยบาเบลยังมีบันทึกไว้ในตำนานของอีกหลายชนชาติ เช่นบันทึกช่วยจำของ
นักปราชญ์ชาวกรีกชื่อเบรอสซัสผู้มีชีวิตอยู่ราวสองพันปีก่อน รวมทั้งเวอร์ชั่นเก่าแก่ที่ทุกคนรู้จักกันดี
คือ เวอร์ชั่นของบาบิโลเนียน (ปัจจุบันถูกเก็บรักษาใน British Museum ประเทศอังกฤษ)
นักวิชาการด้านศาสนาบาบิโลเนียนชื่อ A.H. Sayce ให้ความเห็นว่า "โดยพื้นฐานแล้ว
ตำนานหอคอยบาเบลในหลายชนชาติมีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน เช่นเรื่องราวของมนุษย์ผู้พยายาม
จะปีนป่ายให้ถึงสรวงสวรรค์ ต้นเหตุแห่งภาษาอันแตกต่างของมนุษยชาติ มีข้อน่าสังเกตบางประการ
คือในเวอร์ชั่นอื่นนั้น ความวิบัติของมนุษย์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเพราะเพลิงพิโรธแห่งเทพเจ้า
แต่ในเวอร์ชั่นของสุเมเรียนนั้นภัยพิบัติดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างปุบปับตามอารมณ์ หากแต่ถูก
เตรียมการมาอย่างยาวนานโดยเทพเจ้าและทำการลงมือเมื่อหอคอยคนบาปนั้นสร้างจวนสำเร็จ"

...มีความเป็นไปได้ว่ามนุษยชาติในตอนนั้นยัง ไม่มีเทคโนโลยีบางอย่างเป็นของตนเอง เช่น
เทคโนโลยีด้านการบิน ตำนานโบราณก็บอกกับเราอย่างชัดแจ้งแล้วว่าหลายต่อหลายอย่างของ
อารยธรรมมนุษย์ล้วนขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือของเทพเจ้า ในขณะที่เทพเจ้าก็ต้องพึ่งมนุษย์อยู่
ในหลายๆด้าน ปัญหาก็คือด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์เพียวๆนั้นคงเอาอะไรไปท้าทายอำนาจเทพเจ้า
ไม่ได้แน่ๆ หรือว่าในหมู่เทพเจ้าด้วยกันเองนั้น มีอยู่บางองค์หรือบางกลุ่มที่คอยให้การหนุนหลัง
มนุษยชาติอยู่อย่างลับๆ หลักฐานที่ชวนให้คิดก็คือภาพในจารึกของชาวสุเมเรียนที่แสดงให้เห็นถึง
การเผชิญหน้ากันระหว่างกองทัพของพระเจ้า โดยมีหอคอยที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเป็นสมรภูมิรบ

เราไม่สามารถสรุปชัดเจนลงไปได้หรอกครับ เพราะหลักฐานค่อนข้างคลุมเครือ แต่ที่แน่นอนที่สุด
ก็คือในทุกเวอร์ชั่นของตำนานแห่งหอคอยบาเบลกล่าวตรงกัน ว่า เทคโนโลยีด้านการบินมีไว้สำหรับ
เทพเจ้าไม่ใช่สำหรับมนุษย์ (คนโบราณเคารพอากาศยานเหล่านั้นเสมือนหนึ่งเทพเจ้า
เป็นไปได้ไหมว่าบัญญัติประการแรกในไบเบิลคือห้ามสร้างรูปเคารพของพระเจ้านั้น
แท้ที่จริงกลายความมาจาก "ห้ามสูเจ้าสร้างอากาศยานใดๆเป็นอันขาด")
..ทั้งในไบเบิลและ
จารึกสุเมเรียนต่างยืนยันตรงกันว่า สิทธิ์ในการเดินทางสู่ดินแดนที่อยู่เหนือท้องฟ้าขึ้นไปของมนุษย์นั้น
ต้องได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากเทพเจ้าเสียก่อน ตัวอย่างของการเดินทางสู่ห้วงอวกาศ
ที่เรารู้จักกันดีก็เช่น เรื่องราวของอีนอชและการขึ้นสวรรค์ของศาสดาพยากรณ์เอไลจาห์

ตำนานสุเมเรียนโบราณกล่าวถึงมนุษย์ธรรมดาที่ได้รับสิทธิ์ในการเดินทางสู่สวรรค์ ด้วยเช่นกันครับ
มี Adapa (เป็นภาษาสุเมเรียนหมายถึงมนุษย์) ซึ่งถูกสร้างโดยเทพ EA/Enki ผู้หนึ่งได้รับสิทธิ์
จากเทพองค์นี้ให้โดยสาร Shem ของ Enki เดินทางไปยังอาณาจักรของ Anu ที่อยู่บนสวรรค์
โดยปกติแล้วมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพโบราณจะได้รับทุกอย่างอันเป็นสมบัติของเทพเจ้า
เช่น รูปร่างหน้าตา ความรู้ ฯลฯ
เว้นอยู่อย่างเดียวที่ถือว่าเป็นสมบัติเฉพาะของเทพเจ้าเท่านั้นคือความเป็นอมตะ

เมื่อเวลาล่วงเลยไป Enki ทรงเปลี่ยนพระทัยอยากให้มนุษย์อันเป็นเสมือนหนึ่งบุตรหลานของตน
ได้รับชีวิตอันอมตะบ้าง จึงส่งมนุษย์โดยสารไปกับ Shem ส่วนตัวเพื่อมีส่วนร่วมในการรับขนมปังแห่งชีวิต
กับน้ำแห่งชีวิตบนสวรรค์ เมื่อยานของ Adapa ทั้งหลายเข้าสู่ชั้นบรรยากาศแห่งสวรรค์ บิดรเทพ Anu
ประหลาดใจและสอบถามเทพบริวารว่าผู้ใดกันที่บังอาจให้สิทธิ์แก่มนุษย์เหล่านั้นในการโดยสาร Shem
ขึ้นมาจากโลกจนถึงอาณาจักรของพระองค์ได้


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Sat Feb 27, 2010 10:13 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 12:51 am

Chapter Five: THE NEFILIM,People of The Fiery Rockets (ต่อ)

Gateway of the Gods


งานเขียนของชาวบาบิโลเนียนโบราณที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Epic of Creation กล่าวถึง
ประตูหรือช่องทางแห่งพระเจ้าว่า มันถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในกรุงบาบิโลนโดยคำสั่งของเทพสูงสุด
ซึ่งสั่งลงมายังเหล่าเทพบริวารให้ "จงสร้างประตูแห่งพระเจ้า ประดับประดาด้วยอิฐหนาที่สวยงาม
Shem ของเราจะอยู่ในที่ที่กำหนดไว้" เห็นไหมครับ ลักษณะเหมือนสนามบินสำหรับลงจอดยังไงพิลึก
ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่มนุษย์อยากมีสิ่งก่อสร้างนี้เป็นของพวกตนบ้าง โดยการสร้างหอคอยขนาดยักษ์
ในที่ๆเทพเจ้าของพวกเขาเคยใช้เป็นสนามบิน ข้อสนับสนุนอย่างหนึ่งก็คือมนุษย์ตั้งชื่อให้หอคอยแห่งนี้ว่า
Babilli อันเป็นภาษาบาบิโลเนียนโบราณที่แปลว่าประตูแห่งเทพเจ้า (Gateway of the Gods)

Gilgamesh

เจ้าประตูแห่งเทพเจ้านี่แหละครับที่มนุษย์บางคนต้องผ่านมันไปให้ได้ เพื่อจะได้พบกับสิ่งที่เป็นความลับ
แห่งอายุขัยอันอมตะของเทพเจ้า สิ่งนั้นคือต้นมาน่า เอ๊ย... ต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life)
ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มีกล่าวถึงในมหากาพย์ยิ่งใหญ่ของโลกเรื่องหนึ่ง เป็นมหากาพย์ที่เก่าแก่ที่สุด
ซึ่งรจนาขึ้นโดยชาวสุเมเรียนโบราณมหากาพย์เรื่องนั้นมีชื่อว่า The Epic of Gilgamesh


วีรบุรุษในมหากาพย์เรื่องแรกของโลก กิลกาเมช ...1



วีรบุรุษในมหากาพย์เรื่องแรกของโลก กิลกาเมช ...2

กิลกาเมชเป็นผู้ปกครองนคร Uruk เขาเกิดจากบิดาที่เป็นมนุษย์ธรรมดากับมารดาซึ่งมีสายเลือดเทพ
จึงทำให้วีรบุรุษผู้นี้มีเลือดเทพเจ้าในกาย 2 ส่วน และเลือดของสามัญมนุษย์อีก 1 ส่วน
แม้จะมีพละกำลัง กับความกล้าเหนือปุถุชนทั่วไป แต่กิลกาเมชก็หนีชะตามกรรมหนึ่งซึ่ง
มนุษย์ทุกรูปทุกนามต้องเผชิญไม่ได้ นั่นคือชะตากรรมแห่งความตาย

กิลกาเมชนึกถึงบรรพบุรุษคนหนึ่งของเขา อุทนาปิชทิม (Uthapishtim) โนอาห์ในเวอร์ชั่นสุเมเรียน
วีรบุรุษผู้รอดตายจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ ตามตำนานกล่าวว่าอุทนาปิชทิมพร้อมภรรยาได้เดินทาง
สู่สวรรค์หลังน้ำท่วมโลกใน คราวกระโน้น กิลกาเมชตัดสินใจตามไปที่นั่นเพื่อขอความลับของ
ชีวิตอมตะจากบรรพบุรุษของเขา

สวรรค์ไม่มีรถเมล์สายใดวิ่งผ่าน ไม่ใช่ที่ที่ใครนึกจะไปก็ไปได้ ในการเดินทางไกลครั้งนี้กิลกาเมช
จำเป็นต้องมีพาหนะในการเดินทาง เขาและเพื่อนร่วมทางชื่อเอนกิดูรอนแรมไปตั้งต้นที่ดินแดน Tilmun
เพื่อที่จะนำ Shem เดินทางสู่สรวงสวรรค์ของ Anu ด้วยตนเอง (มาถึงตรงนี้คงไม่ต้องย้ำซ้ำอีกนะครับ
ว่า Shem ในที่นี้หมายถึงพาหนะไม่ได้หมายถึงชื่อ-name อย่างที่นักแปลไบเบิลแปลกันมา)
รายละเอียดของมหากาพย์เรื่องนี้คุณคงต้องไปหาอ่านเพิ่มเอาเอง(เพราะผมจะไม่เล่า^^)
กิลกาเมชเป็นบุรุษที่นอกจากจะมีพละกำลังมาแต่กำเนิดแล้วเขายังมีความฉลาดล้ำเกินคน
จากดินแดน Tilmun จนถึงที่พำนักของ Anu นั้นกินระยะทางยาวไกลมาก ระหว่างการเดินทาง
พระเอกของเราต้องเผชิญอุปสรรคมากมายทั้งจากเทพและมาร เอาเป็นว่าจุดที่เราจะกล่าวถึง
เป็นตอนที่กิลกาเมชเดินทางมาถึงสวนแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยพืชพันธุ์แลสิ่งมีชีวิตอันน่าพิศวง
อุทนาปิชทิม(หรือ Noah ในเวอร์ชั่นไบเบิล)บรรพบุรุษของกิลกาเมชก็อาศัยอยู่ที่นั่นด้วย

อุทนาปิชทิมบอกแก่ลูกหลานของเขาว่าเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตใดๆจะคงความอมตะ
ไม่ตายไปชั่วกาลนาน ความตายคือชะตากรรมที่มนุษย์ไม่มีทางเลี่ยง ถึงอย่างไรอุทนาปิชทิม
ก็ไม่ใจร้ายเกินไปนัก เขาเสนอให้กิลกาเมชลองหาวิธีอื่นมาทดแทน แน่ล่ะครับความตาย
ต้องมาเยือนมนุษย์ทุกคนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ในเมื่อหนีไม่พ้นก็ไม่ต้องไปวิ่งหนีมันหรอก
แค่ชะลอมันลงให้มาถึงช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอแล้ว กิลกาเมชได้รับคำบอกใบ้ถึงที่ตั้งของ
ต้นไม้แห่งความเยาว์วัย (Plant of Youth) ซึ่งมีสรรพคุณทำให้มนุษย์คงความเยาว์วัยได้
แม้อายุจะล่วงเลยไปเท่าใดก็ตาม (แต่มิได้หมายความว่าทำให้เป็นอมตะ)


ท่านที่เคยอ่านมหากาพย์กิลกาเมชคงทราบดีว่า การเดินทางเพื่อค้นหาความเป็นอมตะของ
วีรบุรุษชาวซูเมอร์ผู้นี้ลงเอยอย่างไร (ถ้าผมไม่บอกรายละเอียดอะไรบ้างก็ดูจะใจร้ายไป เอาเป็นว่า
ลองอ่านเรื่องย่อที่ผมเคยเขียนเอาไว้เมื่อปีกลายที่ ลิงค์นี้ กันนะครับ) จะว่าไปกิลกาเมชแกก็ทึ่มอยู่
พอสมควรที่ทำให้ความเพียรทั้งหลายแหล่มาเสียเปล่าในขากลับ ยานของกิลกาเมชกลับมาลงจอด
ที่ Tilmun โดยสวัสดิภาพ อ้อ...TIL.MUN เป็นภาษาสุเมเรียนครับ ความหมายของมันคือ
The Land of Missiles หากไม่นับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความงดงามในภาษา รวมถึงปรัชญาโบราณ
ที่แทรกอยู่ในเรื่องแล้ว มหากาพย์กิลกาเมชดูจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆเกี่ยวกับเทคโนโลยี
ด้านการบินในสมัยโบราณ ยาน(Shem)ของกิลกาเมชที่ใช้โดยสารไปยังดินแดนของ Anu ก็มี
ลักษณะคล้ายยานที่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเป็นที่สุด ตามท้องเรื่องนั้นดินแดนที่กิลกาเมช
นำยานขึ้นฟ้าอยู่บริเวณภูเขาที่แวดล้อมด้วยป่าใหญ่ มียามคอยอารักขาอย่างเคร่งครัดไม่ผิดกับ
สนามบินหรือสถานีอวกาศในยุคปัจจุบันเลย

น่าเสียดายที่มหากาพย์เรื่องนี้ไม่มีภาพประกอบให้เห็นกันชัดๆ ว่าดินแดนแห่งมิสไซล์ของกิลกาเมชนั้น
มีสภาพอย่างไร แต่จากภาพโบราณภาพหนึ่งซึ่งพบในอียิปต์พอจะทำให้เราอนุมานภาพออกได้บ้าง
ภาพดังกล่าวเป็นภาพซึ่งถูกระบุว่าเป็นดินแดนอันรุ่งเรืองที่อียิปต์(ช่วงนั้น)รับเอาวิชาการหลายๆอย่างมา
ดูรายละเอียดในภาพให้ดีนะครับ ว่าเป็นภาพของป่าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีไซโลยิงจรวดซ่อนอยู่ใต้ดิน
ภายในไซโลมีลักษณะเป็นอุโมงค์ยาวซึ่งมีเทคนิคเชี่-ยนสองคนกำลังทำงานอยู่ บริเวณโดยรอบ
มีการประดับประดาด้วยหนังแมวป่าตามไสตล์ศิลปะสุเมเรียน

ภาพของอุโมงค์(หรือท่อ)ดังกล่าวอาจเป็นภายในตัวจรวดเองก็ได้ เพราะถ้าเราสังเกตให้ดีเจ้าท่อที่ว่านี้
เหมือนส่วนประกอบที่เป็นห้องต่างๆ ของจรวดในปัจจุบัน ช่างสองคนที่อยู่ด้านล่างอาจหมายถึง
นักบินซึ่งคอยสั่งการไปยังห้องเครื่องที่มีลักษณะคันบังคับที่อยู่เหนือหัวพวกเขา ส่วนบนสุดของจรวด
มีลักษณะคล้ายอนุสรณ์สถาน ben-ben ที่ผมเคยกล่าวถึงมาแล้ว เป็นไปได้ไหมครับว่านี่เป็นภาพของ
MU หรือ Shem ของชาวสุเมเรียน ซึ่งดูจากสัดส่วนแล้วจรวดลำนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารสองคน
ได้อย่างสบายๆ เสียอย่างเดียวคือเราไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางของจรวดลำนี้อยู่ที่ใดเท่านั้นเอง

Commander of the Anunnaki Spaceport

TIL.MUN หรือ land of missiles ที่กิลกาเมชใช้เป็นจุดปล่อยยานนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ
เทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเทพองค์นั้นใช้ที่นี่เป็นที่เดินทางสู่ท้องฟ้าอันสูงลิบอยู่เสมอๆ
นามของเทพองค์นั้นคือ UTU หรือ Shamash ผู้ยิ่งใหญ่

Shamash มีสัญลักษณ์ประจำตัวคือดวงอาทิตย์ครับ ทรงเป็นจุดกึ่งกลางของสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ -
ดวงตราแห่งดาวเคราะห์ทั้ง 12 ของชาวสุเมเรียนโบราณ นักวิชาการหลายคนให้ข้อสังเกตว่า
ดวงอาทิตย์อาจมิได้หมายถึงสัญลักษณ์ประจำตัวของเทพ Shamash หรอก ดวงแสงอันเจิดจ้า
ที่เข้าใจว่าเป็นแสงอันร้อนแรงแห่งสุริยะนั้นอาจหมายถึง พลังหรือหน้าที่ของ Shamash ก็เป็นได้

ข้อสังเกตนี้น่าคิดมากครับ เนื่องจากนามของ Shamash ในภาษาสุเมเรียนคือ Utu อันมีความหมายว่า
เทพผู้เจิดจรัส คำๆนี้แผลงมาเป็นชื่อ Shem-Esh หรือ Shamash อันเป็นภาษาอัคเคเดียนในเวลาต่อมา
Esh นั้นแปลว่าไฟ(หรือยิง) ส่วน Shem ก็แปลว่าจรวดอย่างที่รู้ๆกันอยู่

สรุปแล้ว Utu/Shamash น่าจะหมายถึงเทพผู้เป็นเจ้าของอากาศยานอันเรืองโรจน์ ซึ่งก็น่าจะเข้าเค้า
ถ้าเราสันนิษฐานต่อไปว่าเทพองค์นี้แหละคือผู้บัญชาการ สถานีอวกาศของพระเจ้าในยุคโบราณ



โบราณสถานเค้าออกใหญ่โตออกอย่างนี้ จะเก็บยานซักลำสองลำก็ไม่น่าจะมีปัญหานะครับ ว่าไหม

Etana และความลับของมนุษย์อินทรี

พงศาวดารของสุเมเรียนโบราณบอกให้เราทราบว่าในบรรดากษัตริย์สุเมเรียนนั้น มีอยู่องค์หนึ่ง
ซึ่งได้รับอภิสิทธิ์จากเทพเจ้าให้เดินทางสู่สวรรค์อันเป็น ดินแดนของ Anu ได้ กษัตริย์องค์นั้นมีนามว่า
เอทานา(Etana) ขึ้นครองราขย์เป็นอันดับที่สิบสามในราชวงศ์แห่ง Kish

เอทานาได้รับมอบหมายจากเทพเจ้าให้เป็นผู้นำปวงราษฏร์ชาวมนุษย์ ภายใต้ความช่วยเหลือ
ด้านวิทยาการจากเทพเจ้าอย่างใกล้ชิด มีข้อน่าสังเกตคือเอทานาเป็นเหมือนผู้นำที่ดีทั่วไปครับ
คือโหมแต่งานโดยไม่สนใจเรื่องครอบครัว พงศาวดารกล่าวว่าเอทานาไม่มีรัชทายาทมาสืบสันตติวงศ์
จากชายาองค์ใดทั้งสิ้น ผู้ที่มาสานต่องานของพระองค์ในฐานะบุตรแห่งเอทานานั้นเติบโตมาจาก
Plant of Birth ซึ่งได้รับการประทานจากเทพเจ้าบนสวรรค์ โอรสองค์นี้ถือกำเนิดด้วยการฟักตัวจาก
ผลของต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายรังไหม ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่านิทานว่าไหมครับ

เอทานาเคยประกอบกิจอย่างหนึ่งเหมือนกิลกาเมชคือเดินทางสู่ท้องฟ้าอันไกลโพ้น พระองค์ของ
เทวานุญาตจากเทพ Shamash เพื่อโดยสาร Shem ขึ้นสู่ท้องฟ้า ดังคำแปลจากจารึกโบราณที่ว่า

Oh Lord, may it issue from thy mouth!
Grant thou me the Plant of Birth!
Show me the Plant of Birth!
Remove my handicap!
Produce for me a shem!

รายละเอียดในการเดินทางของกษัตริย์องค์นี้มิได้กล่าวถึง Shem มากนักเพราะบทไปตกอยู่ที่คู่หู
ซึ่งเทพ Shamash รับสั่งให้พาเอทานาเดินทางสู่สวรรค์ คู่หูที่ปรากฏตัวบ่อยที่สุดในตำนานของสุเมเรียน
ในฐานะคนของเทพเจ้า The Eagle หรือมนุษย์อินทรี...

Shamash นำเอทานามายังหลุมซึ่งมนุษย์อินทรีสถิตย์อยู่ จากนั้นรับสั่งถึงภารกิจที่ปักษาตนนั้นต้องกระทำ
ในเอกสารโบราณกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อเดินทางมาถึงภูเขาอันเป็นนิวา ศสถานของเทพ Shamash
เอทานาทรงเห็นหลุมขนาดใหญ่ซึ่งมนุษย์อินทรีสถิตย์อยู่ ณ ที่นั้น Shamash อธิบายถึงจุดหมายปลายทาง
ที่มนุษย์อินทรีต้องพาเอทานาเดินทางไป จากนั้นทรงให้เอทานาทำการสื่อสารกับปักษาตนนั้น
เพื่อทบทวนภารกิจอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดเรื่องจุดหมายแล้ว Shamash ทรงสอนเอทานา
เกี่ยวกับวิธีนำมนุษย์อินทรีขึ้นจากหลุมอันเป็นที่สถิตย์ ก่อนที่การเดินทางจะเริ่มขึ้นนั้นกษัตริย์เอทานา
ทรงหายใจไม่ทั่วท้องเพราะ ความประหวั่น แต่แล้วก็ทรงใจชื้นขึ้นเมื่อเสียงของมนุษย์อินทรีดังกระหึ่ม
ไปทั่วหลุมขนาดใหญ่ว่า "เพื่อนยาก เราจะนำท่านขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน สู่ดินแดนแห่ง Anu ณ บัดนี้!"




อ่างน้ำเล็กๆของเอทานาควรจะมีลักษณะอย่างในรูป จริงไหมครับ ช็อตเด็ดมันอยู่ตรงนี้นี่เองครับ
ระหว่างเดินทางขึ้นสู่ท้องฟ้านั้นมนุษย์อินทรีพูดคุยกับเอทานาไปตลอดทาง พญาปักษาชี้ชวนให้
เอทานามองภาพพื้นโลกเบื้องล่างว่ามีสภาพเป็นอย่างไรเมื่อมองจากบนอากาศ เอกสารโบราณ
บรรยายภาพเอาไว้อย่างละเอียดถึงความเปลี่ยนแปลงที่เอทานาได้เห็น ยิ่งขึ้นสูงเท่าไหร่
ทิวทัศน์เบื้องล่างก็เล็กลงเท่านั้น เอทานามองเห็นทิวเขาเริ่มเล็กหรี่จนติดกันเป็นพืด มหาสมุทร
สุดลูกหูลูกตาเริ่มมีขนาดเล็กลง ผืนโลกในสายตาของเขาในขณะนี้มีลักษณะไม่ผิดอะไรกับ
อ่างน้ำเล็กๆ! เมื่อผ่านไปชัวเวลาหนึ่งผืนโลกก็หายไปจากสายตาของเอทานาไปในที่สุด

ผมคิดว่าถ้าคุณเอารายงานของนักบินอวกาศในยุคปัจจุบันมาอ่าน เพื่อดูว่าภาพของโลก
ที่พวกเขาเห็นขณะกระสวยอวกาศทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้นเป็นอย่างไร มันเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน
ขณะที่ตัวยานห่างออกจากชั้นบรรยากาศไปเรื่อยๆ สิ่งที่คุณจะได้พบนั้นคงไม่ต่างอะไรกับ
คำบรรยายของกษัตริย์ลำดับที่ 13 แห่งคิชองค์นี้จริงไหมครับ

อ้อ... ตามคำบอกเล่าของเอทานั้น ขณะที่เขากำลังติดต่อสื่อสารกับมนุษย์อินทรีที่สถติย์อยู่
ในหลุมขนาดยักษ์ ภาพประกอบในตราผนึกแสดงให้เห็นพญาอินทรีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ส่วนด้านล่างมีหอคอยทรงสูงปรากฏอยู่ เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งนั้นคือหอคอยสื่อสารสำหรับ
อากาศยานของเทพเจ้า

ปัญหาที่เหลือคงมีอยู่แค่ว่า มนุษย์อินทรีที่นำเอทานาขึ้นสู่สรวงสวรรค์นั้นเป็นใครกันแน่?

แย่หน่อยที่ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้นอกจากตัวคุณผู้อ่านเอง ทำไมน่ะหรือครับ เอางี้นะ
ลองนึกถึงฉากลงจอดของหนังอะไรซักเรื่องที่มียานอวกาศ ดีครับ หลับตานึกภาพเอาไว้
จะจินตนาการเอาซาวด์ประกอบกระหึ่มๆมาพ่วงด้วยก็ไม่ว่า จากนั้นก็ตัดภาพมาเมื่อครั้งที่
ยานอพอลโล 11 เดินทางไปสู่ดวงจันทร์ ตอนที่ นีล อาร์มสตรอง กำลังส่งข้อความรายงาน
สถานการณ์มายังศูนย์ควบคุมฮุสตัน เสียงของหัวหน้าทีมอพอลโล 11 ดังกระหึ่มออกมา
ทางลำโพงสื่อสารเหมือนภาพยนตร์ซาวด์แทร็คว่า

“Houston! Tranquillity Base here. The Eagle has landed”!

เป็นไงครับพอจะจินตนาการออกหรือยังว่ามนุษย์อินทรีที่นำเอทานาขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศนั้นเป็นใคร
ข้อความที่ผมโควตมาด้านบนนั้นเป็นคำรายงานของ นีล อาร์มสตรอง ต่อสถานีสื่อสารฮุสตัน
Tranquillity base หมายถึงจุดที่ยานจะลงจอด ส่วน Eagle นั้นเป็นโค้ดเนมของลูนาร์ โมดูล
อันเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์สำคัญของวงการอวกาศไปแล้ว อ้อ... Eagle ยังเป็นโค้ดที่หมายถึง
นักบินอวกาศทั้งสามผู้โดยสารไปกับอพอลโล 11 อีกด้วย เหตุการณ์ในเชิงเปรียบเหล่านี้คงพอทำให้
คุณคล้อยตามได้บ้างแหละว่ามนุษย์อินทรีในเอกสารโบราณของสุเมเรียนนั้น มิได้เป็นสัตว์
ในเทพนิยายหรือสิ่งมีชีวิตในจินตนาการหรอก มันคือสัญลักษณ์ของนักบินอวกาศและเครื่องบินครับ
ถ้าถามผมว่าทำไมต้องเป็นอินทรี ผมคงตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเพราะอินทรีเป็นเจ้าแห่งเวหาครับ
สง่างามเหนือวิหคพันธุ์ใดๆ เมื่อพูดถึงเจ้าแห่งท้องฟ้าแล้วไม่ว่าชาติใดภาษาใดก็ต้องนึกถึงนกอินทรีแหละ
น่า คงไม่เข้าท่านักถ้า นีล อาร์มสตรอง จะรายงานสู่สถานีสื่อสารบนพื้นโลกว่า "ฮุสตัน! เรามองเห็น
หลังควายเฒ่าแล้วกำลังจะเอานกเอี้ยงลงไปเกาะ!" เอาเป็นว่าตอนนี้คุณถูกผมต้มเสียเปื่อยสนิทว่า
เทพโบราณของชาวสุเมเรียนนั้นคืออาคันตุกะจากนอกพิภพ (ไม่ใช่แค่เทพของสุเมเรียนหรอก
ของโลกด้วยซ้ำ เพราะหลักฐานก็มีอยู่อย่างชัดเจนแล้วว่า ชนชาติโบราณซึ่งเจริญแล้วทางอารยธรรม
ล้วนแต่รับการถ่ายทอดเอาวัฒนธรรมจากดินแดนซูเมอร์ไปแทบทั้งสิ้น) ถ้าเป็นซุปเนื้อตอนนี้คุณคงเริ่ม
จะนุ่มส่งกลิ่นน่ากินนิดหน่อยแล้วและเพื่อให้เปื่อยได้ที่นายโซนิคจะเริ่มกระบวนการตุ๋นต่อโดยการ
ให้คุณตั้งคำถามไว้ในใจว่า

...เทพเจ้าแห่งโลกโบราณเหล่านี้เดินทางมาจากไหนกันแน่



รูปเปรียบเทียบระหว่างมนุษย์อินทรียุคปัจจุบันกับมนุษย์อินทรีเมื่อครั้งกระโน้น....1


รูปเปรียบเทียบระหว่างมนุษย์อินทรียุคปัจจุบันกับมนุษย์อินทรีเมื่อครั้งกระโน้น....2


รูปเปรียบเทียบระหว่างมนุษย์อินทรียุคปัจจุบันกับมนุษย์อินทรีเมื่อครั้งกระโน้น....3

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 15 1, 2, 3 ... 8 ... 15  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ