The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

หน้า 2 จาก 15 Previous  1, 2, 3 ... 8 ... 15  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 11:25 am



Chapter Six: The 12th Planet

ปัจจุบันแนวคิดที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากโพ้นพิภพเคยมาเยี่ยมเยือนโลกราหูของเรา
เมื่อนานมาแล้วนั้นค่อนข้างเป็นที่ยอมรับกัน ถึงจะไม่เต็มร้อยนักแต่หลายฝ่ายก็เริ่มตั้งใจที่ฟัง
ไม่เหมือนเมื่อก่อนครับ ขืนใครพูดเรื่องนี้ออกไปเป็นถูกมองว่าไม่บ้าก็เมาแหง(ผมโดนบ่อย)
ต่างจากทุกวันนี้อยู่ค่อนข้างมาก ประการสำคัญก็คือ แนวคิดนี้ถูกขยายออกไปว่าเมื่อครั้งกระโน้นนั้น
มนุษย์ต่างดาวจากโพ้นพิภพหาได้มาเยี่ยมเยือนโลกของเราแต่ประการเดียวไม่ หากแต่ยังช่วยกัน
รังสรรค์อารยธรรม สถาปนาบ้านเมือง เข้าแทรกแซงวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์
แถมยังเล่นบทพระเจ้าในศาสนาของคนโบราณอีกหลายๆศาสนาด้วย

ทั้งหมดทั้งเพมันมาจากความสงสัยอันไร้ที่สิ้นสุดของมนุษย์เรานี่ล่ะครับ สงสัยไปแม้กระทั่งว่า
ถ้าพระเจ้ามีจริงพระเจ้าคือใคร? ถ้าสวรรค์มีจริงสวรรค์ควรจะอยู่ที่ไหน?


...ชาวสุเมเรียนมิได้มี ความสงสัยในการดำรงอยู่ของสวรรค์เลยครับ พวกเขามีความเชื่อว่า
สวรรค์ของเทพเจ้านั้นมีจริง ตำนานของการเยือนสวรรค์ก็มีบันทึกไว้อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อตอนก่อนๆ
นั่นแหละครับ ข้อสำคัญก็คือ พวกเขาเชื่อมั่นอย่างเหลือเกินว่าบนสวรรค์(หรือโพ้นฟ้าขึ้นไป)นั้น
มีอาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ อาณาจักรอันเป็นที่อยู่อาศัยของเทพเจ้าโบราณเช่น Enki, Enlil และ
Ninhursag เป็นต้น พวกเขาเรียกอาณาจักรดังกล่าวว่า Heavenly Abode บ้าง Pure Place บ้าง หรือ
Primeval Abode ซึ่งอันหลังแปลว่าที่พำนักเมื่อครั้งบรรพกาล(ของเทพเจ้า)บ้าง อาณาจักรเหล่านี้แหละครับ
ที่เทพเจ้าของพวกเขาเคยพำนักอาศัยก่อนจะเสด็จมาเยือนโลกเพื่อปกครองพวกเขาชาวสุเมเรียน

เทพเจ้าโบราณเหล่านั้นไม่ได้จากมาแล้วมาเลย หากแต่ไปๆมาๆระหว่างโลกและที่พำนักของพวกเขา
บิดรเทพ Anu เองก็ทรงมาเยือนโลกในลักษณะของการมาเยี่ยมเยียนเท่านั้น เทวีอิชตาร์เคยขึ้นสวรรค์
ไปเฝ้า Anu อย่างน้อยสองครา ถ้าคุณยังไม่ลืมเมืองนิปเปอร์อันเป็นนครของ Enlil ที่ผมเคยเล่าให้ฟัง
เมื่อตอนต้น คุณคงพอเดาได้ว่าฐานะของ a bound-heaven-earth หรือพันธะแห่งสวรรค์และโลกของ
นครนิปเปอร์นั้นหมายถึงอะไร นอกจากนี้เรายังผ่านเรื่องราวของมนุษย์อินทรีของเทพ Shamash
การเดินทางของวีรบุรุษกิลกาเมชเพื่อค้นหาความเป็นอมตะกันมาแล้ว เรื่องราวเหล่านี้บอกพวกเรา
ได้เป็นอย่างดีว่าคนโบราณในสมัยนั้นสามารถเดินทางไปมาระหว่างสวรรค์กับโลกได้ภายใต้
อาณัติของเทพเจ้า เป็นการเดินทางประเภทไปกลับเสียด้วย ไม่ได้ไปแล้วไปลับแต่อย่างใด

ลงไปๆมาๆกันได้บ่อยๆแบบนี้อาณาจักรแห่งสวรรค์ของเทพเจ้าโบราณของชาวสุเมเรียนก็ไม่น่าจะอยู่ไกลนัก
และในความเป็นจริงคนโบราณพวกนี้ก็ระบุเอาไว้ว่าเทพเจ้าของพวกเขาไม่ได้อยู่ห่างไกลประเภทคนละขั้ว
แกแล็กซี่เลย (ไม่เหมือนชาวอินคาที่ระบุว่าเทพของพวกเขามาจากกลุ่มดาวเพลเดียส) เทพของพวกเขา
มาจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งอยู่ในระบบสุริยะของพวกเรานี่แหละ



นักโบราณคดีพบว่าชาวอัสสิเรียนมีความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ของดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่ไม่ใช่น้อย
สัญลักษณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่ตามบันทึก งานเขียน ตลอดจนผนึกทางศาสนาที่กระจัดกระจายอยู่
แทบจะทั่วอาณาจักร โดยเฉพาะภาพที่ชื่อว่า The Gateway of Anu นั้นแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า
คนโบราณพวกนี้รู้จักดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์บริวารทั้งหลายเป็นอย่างดี

ด้วยความเจริญอย่างเหลือเชื่อทางวัฒนธรรมของชนชาตินี้ นักโบราณคดีไม่แปลกใจอะไรเลยที่พวกเขา
ชาวสุเมเรียนจะมีความเจริญทางสาขาวิชาดาราศาสตร์ชนิดที่เรียกว่ารู้จักระบบสุริยะของเรา
จนเขียนแผนผังได้ เพียงแต่รู้สึกตะหงิดใจอยู่นิดๆเท่านั้นเองว่า ดาวเคราะห์ที่อยู่เลยดาวเสาร์ออกไป
เช่น ดาวยูเรนัส เนปจูน และพลูโตนั้น ชาวสุเมเรียนรู้จักพวกมันได้อย่างไรทั้งที่มนุษย์สมัยใหม่อย่างเราๆ
เพิ่งจะส่องกล้องค้นพบกันเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง

ที่สำคัญที่สุดคือรูปอันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขานั้น มีรูปสำคัญอยู่รูปหนึ่ง(ปัจจุบันถูกเก็บไว้
ในพิพิธภัณฑ์ในกรุงเบอร์ลิน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์กำลังถูกโคจรรอบโดย
ดาวเคราะห์บริวารจำนวน 11 ดวง!

น่าแปลกนะครับ ปัจจุบันเราทราบกันดีอยู่ว่าระบบสุริยะของเราประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นแกนกลาง
มีดาวเคราะห์อันเป็นดาวบริวารโคจรล้อมรอบอยู่ 9 ดวงอันได้แก่ ดาวพุทธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร
ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน แล้วก็ดาวพลูโต
(ส่วนดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือเซดนานั้น
ปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงหาข้อสรุปไม่ได้ว่า เจ้าดาวจิ๋วดวงนี้ควรจัดอยู่ในสารบบดาวเคราะห์หรือไม่
นักดาราศาสตร์บางคนให้ความเห็นว่าเซดนานั้นเป็นดวงจันทร์บริวารของดาว เคราะห์ยักษ์อีกดวง
ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปด้วยซ้ำลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่นี่ดูนะครับ)

ชาวสุเมเรียนเอาดาวเคราะห์มาจากไหนครับตั้ง 11 ดวง?

ความเชื่อของชาวสุเมเรียนโบราณนั้นมีอยู่ว่า สวรรค์ประกอบไปด้วยดาวทั้งหมด 12 ดวง คือ
ดวงอาทิตย์และดาวบริวารอีก 11 ดวง (พวกเขานับดวงจันทร์บริวารของโลกให้เป็น Planet หรือ
ดาวเคราะห์ด้วย นิยามดาวเคราะห์ของชาวสุเมเรียนอาจจะต่างไปจากสาขาวิชาดาราศาสตร์ในปัจจุบัน
ก็ได้นะครับ) เอ้า อย่าเพิ่งไปยึดติดกับความขัดแย้งของข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ที่พวกเราเรียน
กันมาเลยครับ อย่างน้อยชนชาติโบราณนี้ก็ได้พิสูจน์ว่ามีอะไรดีๆไม่น้อยหน้ามนุษย์ในยุคปัจจุบันเลยสักนิด
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าถัดจากดาวพลูโตออกไปยังมีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่โคจรอยู่จึงไม่ควรเป็นเรื่องที่
พวกเรามองข้ามที่สำคัญดาวเคราะห์ดวงนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่ชาวสุเมเรียนระบุว่าเป็นที่พำนักของ
เหล่า Anunnaki เทพเจ้าผู้ลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบนเสียด้วย แหม...อยู่ในระบบสุริยะเหมือนกันนี่เอง
มิน่าล่ะจึงเดินทางไปๆมาๆระหว่างโลกและดาวดวงนั้นได้เป็นว่าเล่น หากนับจากดวงอาทิตย์ออกไป
ดาวเคราะห์ดวงนั้นจะอยู่ในอันดับที่ 12 ของดาวเคราะห์ทั้งหมด

ดังนั้นชื่อชั่วคราวที่เราจะเรียกดาวเคราะห์ดวงนั้นก็น่าจะเป็น The Twelfth Planet ถูกต้องไหมครับ?

ความแม่นยำทางดาราศาสตร์ของชาวสุเมเรียน

บอกกล่าวกันก่อน: ดาวยูเรนัสถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1781 เนปจูนในปี 1846 และพลูโตในปี 1930 ตามลำดับ

ตั้งแต่กรีกยุคโบราณจนกระทั่งถึง ค.ศ. 1870 ผู้คนล้วนมีความเชื่อว่าบนท้องฟ้ามีดาวเคราะห์อยู่ 6 ดวง
โคจรรอบดวงอาทิตย์หรืออีกนัยหนึ่งระบบสุริยะของเราประกอบด้วยสมาชิก 7 ดวงอันได้แก่
ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, ดาวพุทธ, ดาวศุกร์, ดาวอังคาร, ดาวพฤหัส, และดาวเสาร์ โลกไม่ถูกนับรวมอยู่ด้วย
เพราะคนโบราณ(ชาวยุโรป)เค้าเชื่อกันว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล มีท้องฟ้าล้อมรอบ
โลกของเราเอาไว้ในลักษณะวงกลม โลกที่เราอยู่อาศัยนั้นถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในจักรวาล
ที่ถูกสร้างโดยพระผู้เป็นเจ้าเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าทรงรักที่สุดคือมนุษย์นั่นเอง


ตำราเรียนทางดาราศาสตร์พื้นฐานบอกกับเราว่านิโคลัส คอเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) เป็นผู้ค้นพบว่า
แท้ที่จริงโลกของเราเป็นเพียงสมาชิกดวงหนึ่งของดาวเคราะห์ใน ระบที่เรียกว่า Heliocentric System หรือ
ระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ทฤษฎีของคอเปอร์นิคัสยังความโกรธเกรี้ยวให้แก่ศาสนจักรผู้เชื่อว่า
โลกคือศูนย์กลางของจักรวาลเป็นอย่างมาก นิโคลัส คอเปอร์นิคัสมีโอกาสพิมพ์และเผยแพร่ทฤษฎีของเขา
ในปี 1543 อันเป็นเวลาที่เขานอนรอความตายอยู่บนเตียงนอน

ความรู้และเทคโนโลยีหลายอย่างที่เรารู้จัก ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกค้นพบอีกครั้งเท่านั้น เป็นต้นว่า
กรรมวิธีผลิตไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่ที่เราเพิ่งรู้จักกันมาไม่กี่ร้อยปีนี้ เมื่อสามพันกว่าปีก่อน
ชาวแบกแดด เขามีไว้ใช้ชุบเครื่องทองกันแทบทั้งนั้น
แนวคิดเรื่องระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง
ก็เช่นเดียวกันครับ นักวิชาการต่างประหลาดใจไปตามๆกันเพราะหลักฐานที่มีบอกกับพวกเขาว่า
แนวคิดนี้เคยถูกเผยแพร่โดยนักดาราศาสตร์โบราณมาแล้วเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล,
ค.ศ. 500 และศตวรรษที่ 15 ตามลำดับ



แผนที่จักรวาลตามแบบฉบับของคอปเปอร์นิคัส

ยิ่งไปกว่านั้นนักวิชาการรู้สึกประหลาดใจจนยากจะอธิบายว่า เหตุใดชาวกรีกในยุคหลัง
(รวมทั้งชาวโรมันในเวลาต่อมา)จึงหันมาคล้อยตามแนวคิด เรื่องโลกแบน คุ้นกันอยู่ใช่ไหมครับกับ
คนโบราณที่เชื่อว่าโลกของเราแบนเหมือนแผ่นกระดานลอยอยู่เหนือแผ่นน้ำอันดำมืดใต้โลกลงไป
เป็นพิภพของความมืดมิดที่เรียกกันว่า The World of Hades ซึ่งแนวคิดนี้นับว่าถอยหลังลงคลองชัดๆ
เมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่ว่า บรรพบุรุษของพวกเขาค้นพบกันมานานนมว่าโลกของเรามีสันฐานกลมแป้น
ไม่ได้แบนราบ

ฮิปปาร์คัสนักเขียนโบราณเคยเขียนเผยแพร่ผลงานของเขาที่อยู่บนพื้นฐานของการศึกษาเอกสารโบราณ
เขากล่าวว่าความรู้ที่เขานำมาประมวลในงานเขียนของเขานั้นถูกสั่งสมถ่ายทอดมาจากบรรพชน
เป็นเวลานับพันๆปี เจ้าของผลงานเดิมเหล่านั้นฮิปปาร์คัสกล่าวถึงในลักษณะของผู้มีเครดิตในงานของเขา
ซึ่งแต่ละคนล้วนอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งสิ้น เป็นต้นว่า นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลเนียนแห่งอีเร็ค,
บอร์ซิปปา และบาบิโลน

เจอร์ มินัสแห่งเกาะโรดส์กล่าวถึงชาวคาลเดียนอันเป็นบรรพชนของชาวบาบิโลเนียนว่า ค้นเหล่านี้ค้นพบ
และคำนวณวงโคจรของดวงจันทร์ได้ ส่วนนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกชื่อไดโอโดรัส ซิคูลัส เขียนเอาไว้
ในเอกสารเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนคริสตกาลว่าชาวกรีกในสมัยนั้นได้ วิชาดาราศาสตร์มาจากเมโสโปเตเมีย
เขากล่าวว่าคนเล่านั้นจัดลำดับและตั้งชื่อแก่ดาวเคราะห์บนท้องฟ้ากึ่งกลางของจักรวาลคือ
ดวงอาทิตย์อันเปล่งรัศมีเจิดจ้า ดาวเคราะห์ที่ส่องแสงนวลบนท้องฟ้าล้วนเป็นลูกหลานที่อาศัยแสงสะท้อน
จากดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

มหัศจรรย์เหลือที่จะกล่าวจริงๆครับ คนโบราณรู้ข้อเท็จจริงว่าดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตนเองและ
ต้องอาศัยแสงสะท้อนจากดาวฤกษ์ได้อย่างไร ในเมื่อนักวิชาการสมัยใหม่ของพวกเราเพิ่งจะค้นพบ
ข้อเท็จจริงเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ ห่างจากยุคสมัยของพวกเขาตั้งหลายพันปี




Zodiac กับราศีทั้ง 12 อันเป็นสัญลักษณ์ของโกลด์เซ็นต์ เอ๊ย... กลุ่มดาวทั้ง 12
ตามความเชื่อของชาวกรีก(ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากชาวคาลเดียนอีกต่อหนึ่ง)
พวกเราทุกคนรู้กันดีว่าพื้นทางวิชาดาราศาตร์ในปัจจุบันนั้นมาจากชาวกรีกโบราณ (ฟังแค่ชื่อดาว
ก็พอจะรู้ใช่ไหมครับ) แต่ทราบกันไหมว่าแหล่งความรู้ในสาขาวิชาดาราศาสตร์ของชาวกรีกนั้น
มาจากชาวคาลเดีย ซึ่งชาวคาลเดียเองก็สะสมความรู้ดังกล่าวมาจากคนรุ่นก่อนอีกทีหนึ่งจากยุคสู่ยุค
จากรุ่นสู่รุ่นย้อนหลังเวลาขึ้นไปนับไปเป็นพันๆปี สำหรับชาวกรีกโบราณแล้วคาลเดียมีความหมายเดียว
กับคำว่า Stargazer และ Astronomers ครับ

ตำราประวัติศาสตร์บอกกับเราว่า ดาราศาสตร์พัฒนามาจากวิชาดูดาวและโหราศาสตร์ที่ใช้วิถีโคจรของดาว
มาทำนายทายทักดวงชะตา จากนั้นด้วยกึ๋นอันแสนอัจฉริยะของนักวิชาการในยุโรป วิชาโหราศาสตร์
จึงค่อยๆพัฒนามาเป็นดาราศาสตร์ยุคใหม่อย่างในปัจจุบัน ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วมันผิด!

ในไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าเองก็ กล่าวถึงข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์มากมาย
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่สั่งสมมาจากตะวันออกกลางแทบทั้งสิ้น
เช่นเรื่องของจักรราศี
กลุ่มดาว รวมถึงทางช้างเผือกเป็นต้น จะด้วยอะไรก็ตามแต่ ดาราศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาปรากฏการณ์
บนท้องฟ้าของคนโบราณกลับกลายมาเป็น วิชาโหราศาสตร์ทีละน้อยละน้อย คนโบราณเชื่อเรื่องของ
อิทธิพลของดวงดาวต่อชะตามนุษย์ก็จริงครับ แต่เชื่อในลักษณะของผลกระทบโดยรวมต่อสังคมหรือ
บุคคลสำคัญของสังคมเช่น กษัตริย์เท่านั้น วิถีโคจรหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าบางอย่างอาจส่งผล
ต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือความเข้มแข็งของนครรัฐ
ไม่ได้ส่งผลต่อบุคคลในลักษณะปัจเจกเช่นวิชาโหราศาสตร์ในยุคหลังเลย

ระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางที่เราใช้กันในทุกวันนี้ เราอาศัยการขึ้นและตกของดวงดาวที่มองเห็น
จากท้องฟ้าของโลก(โดยสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์)เป็นมาตรวัด ทำนองเดียวกับที่ชาวเมโสโปเตเมียโบราณ
อย่างชาวคาลเดียนใช้สิ่งที่เรียกว่า Ephemerides เมื่อครั้งกระโน้น ชาวเมโสโปเตเมียเหล่านี้กล่าวว่า
ความรู้ทุกอย่างในแขนงของดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ของพวกเขาได้รับการถ่ายทอดจากบรรพชน
คุณคงไม่ถามผมหรอกนะครับว่าบรรพชนอันเป็นรากเหง้าของความรู้เหล่านี้เป็นใครกันแน่


A Radiant Celestial Body....

พูดถึงปฏิทินทางดาราศาสตร์แล้ว ชนชาติที่มีชื่อเสียงด้านนี้เห็นจะหนีไม่พ้นชาวบาบิโลเนียนกับอัสสิเรียน
ทว่าทั้งสองชาตินี้กลับไม่ได้เป็นผู้ค้นคิดวิธีการคำนวณตลอดจนกำหนด คุณสมบัติสำคัญของปฏิทิน
ทางดาราศาสตร์เลยครับ ปฏิทินของพวกเขาเป็นที่ทราบกันดีว่าไปเอาแบบมาจากต้นกำเนิดซึ่งเป็น
คนโบราณในดินแดนซูเมอร์ นักโบราณคดีหลายคนลงความเห็นว่า รูปแบบของปฏิทินเหล่านั้นถูกดัดแปลง
มาจากหลักการสร้างปฏิทินแห่งนิปเปอร์ (Nippur) โดยเฉพาะสัญลักษณ์ที่ใช้ในปฏิทินนั้นเห็นได้ชัดเลยว่า
เอามาจากหลักการแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 3 ฟากของชาวสุเมเรียน คือ
way of Enlil, Enki และ way of Anu


...ทราบไหมครับว่าปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ก็มีรากฐานมาจากปฏิทินแห่งนิปเปอร์นี่แหละ
พูดถึงความรู้ทางดาราศาสตร์ของสุเมเรียนโบราณกันสักนิด พวกเขามีศัพท์คำว่า DUB อันมีความหมาย
ทางดาราศาสตร์ว่าเส้นรอบวง 360 องศาของโลก ซึ่งในสายตาของชาวสุเมเรียนมีความสัมพันธ์กับ
ความโค้งของสวรรค์(ท้องฟ้า) ซึ่งครอบคลุมโลกอยู่อย่างแน่นแฟ้น เพื่อความสะดวกในการคำนวณ
ทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ พวกเขาลากเส้นสมมติที่เรียกว่า AN.UR เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการวัด
ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เส้นดังกล่าวนี้เป็นเส้นแบ่งในแนวนอนครับส่วนแนวตั้งนั้นพวกเขามีเส้นที่ชื่อว่า
NU.BU SAR.DAR อันมีจุดสำคัญที่สุดที่เรียกว่า AN.PA หรือ Middle lines of heaven

...ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมครับว่าเจ้าเส้นชื่อ ประหลาดๆเหล่านี้ได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
และพวกเรารู้จักกันในนามของเส้นละติจูดและเมอร์เดียน

นอกจากนี้พวกเขายังมีศัพท์เฉพาะที่ใช้สำหรับทำปฏิทินทางดาราศาสตร์อย่างละเอียดละออ
ตัวอย่างเช่นพวกเขามีเส้นที่แสดงช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกที่สุด ที่ชื่อ AN.BIL เป็นต้น
ซึ่งหลักการ(รวมทั้งศัพท์)เหล่านี้มีให้เห็นเกลื่อนไปหมดในเอกสารโบราณของชน รุ่นหลังๆ
เช่น อัคเคเดียน เฮอร์เรียน ฮิตไทต์ และชนชาติอื่นๆในแถบนั้น

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารบางอย่าง หลักฐานบางชิ้น ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ฉบับที่เป็น
ออริจินอลของชาวสุเมเรียนโดยตรง แต่เป็นของชนชาติรุ่นหลัง(ที่ผมได้เอ่ยนามมาแล้ว)
ซึ่งก็ไปเอามาจากต้นฉบับของชาวสุเมเรียนอีกต่อหนึ่ง เรื่องของการตกทอดเอกสารนี่ปัญหาใหญ่ของมัน
คือความคลาดเคลื่อนครับ โดยเฉพาะหากต้องมีการแปลจากภาษาต้นฉบับไปสู่อีกภาษาหนึ่ง คำ ความ
และบริบทที่ถูกแปลไปมีสิทธิเพี้ยนเอาได้ง่ายๆ ซึ่งตรงนี้จะก่อให้เกิดปัญหากับผู้ศึกษาตีความเอามากๆ

อย่างไรก็ตามแต่ เอกสารโบราณจำนวนกว่า 25,000 ชิ้น ที่ถูกค้นพบในตะวันออกกลางส่วนใหญ่
กล่าวถึงหลักดาราศาสตร์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ หลักการบางอย่างสอดคล้องต้องตรงกับวิชาดาราศาสตร์
ของเราในปัจจุบัน แต่หลักการบางอย่างก็ไม่ตรง อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่า เกิดจากความผิดพลาด
ของคนโบราณหรือว่าเป็นเพราะศาสตร์ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ยังไปไม่ถึงกันแน่

หลักฐานชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นเอกสารโบราณของชาวบาบิโลเนียนชื่อ The Day Of Lord ซึ่งถูกจัดทำ
ในสมัยของพระเจ้าซาร์กอนแห่งอัคเคดเมื่อประมาณ 3 พันปีก่อนคริสตกาล ส่วนอีกชิ้นมาจาก
สมัยราชวงศ์ที่ 3 แห่งนครรัฐเออร์(Ur) เป็นเอกสารที่รวบรวมรายชื่อของกลุ่มดาวบนท้องฟ้าเอาไว้
เจ้าเอกสารสำคัญชิ้นนี้แหละครับที่ทำเอานักโบราณคดีปวดหัวเกือบตายกว่าจะแกะออกมาได้ว่า
มันเป็นงานเขียนที่ว่าด้วยรายชื่อของกลุ่มดาวบนท้องฟ้า

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=83&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


PAGAN SUN WORSHIP AND CATHOLICISM
THE MONSTRANCE and the WAFER GOD



Exo 20:4 Thou shalt not make unto thee any graven image, or any likeness of
any thing that is in heaven above, or that is in the earth beneath, or
that is in the water under the earth:
Exo 20:5 Thou shalt not bow down thyself to them, nor serve them: ...

Acts 19:26 Moreover ye see and hear, that not alone at Ephesus, but almost
throughout all Asia, this Paul hath persuaded and turned away much
people, saying that they be no gods, which are made with hands:
Note that the commandment of God forbids making and bowing down to images.
Among pagans, perhaps the most common form of idolatry is sun worship,
and the above prohibition would clearly exclude bowing down before
images of the sun or moon (things in the heaven above). But then God
gets even more explicit:

Deu 17:2 If there be found among you, within any of thy gates which the
LORD thy God giveth thee, man or woman, that hath wrought wickedness in
the sight of the LORD thy God, in transgressing his covenant,
Deu 17:3 And hath gone and served other gods, and worshipped them, either
the sun, or moon, or any of the host of heaven, which I have not commanded;
Deu 17:4 And it be told thee, and thou hast heard of it,
and inquired diligently, and, behold, it be true, and the thing
certain, that such abomination is wrought in Israel:
Deu 17:5 Then shalt thou bring forth that man or that woman, which have committed
that wicked thing, unto thy gates, even that man or that woman, and
shalt stone them with stones, till they die.

Jer 8:1 At that time, saith the LORD, they shall bring out the bones of the
kings of Judah, and the bones of his princes, and the bones of the
priests, and the bones of the prophets, and the bones of the
inhabitants of Jerusalem, out of their graves:
Jer 8:2 And they shall spread them before the sun, and the moon, and all the host of
heaven, whom they have loved, and whom they have served, and after whom
they have walked, and whom they have sought, and whom they have
worshipped: they shall not be gathered, nor be buried; they shall be
for dung upon the face of the earth.
Jer 8:3 And death shall be chosen rather than life by all the residue of them that remain of this
evil family, which remain in all the places whither I have driven them, saith the LORD of hosts.
With that in mind, lets look at solar and lunar images directly associated with the Catholic Mass.
Here is Pope John Paul II holding what is called a Monstrance or Ostensorium. It is used to display a round wafer of bread, called the host, which is used in what is called the Mass, Lord's Supper, Communion or Eucharistic meal. The Catholic believes this wafer of bread turns into the actual body of Christ when consecrated during the Mass.
From the "Be Not Afraid" series of videos, Copyright © 1992,
Apostolate for Family Consecration
The Roman Catholic Church even admits the Monstrance to be a sunburst:
"During the baroque period, it took on a rayed form of a sun-monstrance with a
circular window surrounded by a silver or gold frame with rays."
Source: The Dictionary of the Liturgy by Rev. Jovian P. Lang, OFM., published and copyrighted © 1989 by
Catholic Book Publishing Co., New York, ISBN 0-89942-273-X, page 436.
Photo of a Monstrance in the Vatican Museum
From the book "The New Illustrated Great Controversy"
Copyright © LLT Productions - Used by Permission
In fact, according to the 1913 edition of the Catholic Encyclopedia-
The most appropriate form (for the monstrance) is that of the sun emitting
its rays to all sides (Instructio Clement., 5). [See Altar Vessels: Ostensorium]
Notice the letters SFS in the small sunburst blaze on the large close up of a Monstrance above? Each of the letters is a universal symbol for the number 6 in the pagan mysteries, so to the pagan it reads 666! The number 666 is also associated with what is called the "magic square of the sun". The practice of equating names and letters with numbers is called gematria.
The letter F: The Hebrew letter Vau (V) has a value of 6. The English letter F is a descendant of Vau and retains the same value. The letter F is also the 6th letter of the English alphabet. In pagan numerology the letters F, O, and X have the value of 6.The Greek symbol Digamma also looks like the letter F and has a value of 6.
The letter S: The Greek equivalent of Vau is the letter Stau, which looks like an S, and it also has the value of 6.
Sources: The Modern Numerology by John King, published by Blandford, Copyright © 1996, ISBN 0-7137-2560-5, page 121 / Behind Numerology, by Shirley Blackwell Lawrence, published by Newcastle Publishing Co., Inc., Copyright © 1989, ISBN 0-87877-145-X, page 93 / Jesus Christ Sun of God, by David Fideler, Copyright © 1993, published by Quest Books of Wheaton Illinois and Madras India, ISBN 0-8356-0696-1, page 27.
And the flaming Sacred Heart located just below the SFS is actually symbolic of Baal / Tammuz!
(See Consecration to Flaming Sacred Hearts)
The priest (here the Pope) sometimes holds up the sunburst monstrance with the host encased for the congregation to adore and venerate. Virtually any time the monstrance, a pagan sun symbol, is viewed by the congregation, they kneel in submission. A Catholic cannot walk past this sun symbol without acknowledging it by kneeling and or making the sign of the cross with their hands.


From the "Be Not Afraid" series of videos, Copyright © 1992,
Apostolate for Family Consecration

Remember God's commandment forbidding bowing down to images? How can the Catholic justify bowing down before a sun image in veneration? They will tell you that they are paying homage to the host, bread they believe has actually turned into the actual body and blood of Jesus after being consecrated by a priest. Since the wafer, they believe, has been transformed into God Himself, it is the round wafer god inside the sunburst monstrance that they bow down to in worship, not the sunburst monstrance. However, the round wafer of bread itself is also a sun symbol, which is sometimes made quite obvious in Catholic
representations of the host in various forms of artwork.


Above is the huge processional monstrance of the Cathedral of Toledo,
Spain, made of gilded solid silver and solid gold, being paraded through the streets for public display on the festival of Corpus Christi. It is said to contain 18 kg (40 pounds) of gold, and 183 kg (400 pounds) of silver, for a total weight nearing 1/4 ton of precious metals.

The great monstrance of the cathedral of Toledo, which is more than twelve feet high, and the construction of which occupied in all more than 100 years, is adorned with 260 statuettes, one of the largest of which is said to be made of the gold brought by Columbus from the New World.
Source: Catholic Encyclopedia Online, Ostensorium (Monstrance).
Another very large monstrance has recently been made for St. Stanislaus Kostka Church in Chicago that stands 9 feet tall. It depicts the Ark of the Covenant, 2 Cherubim on either side with wings overspread, and [u]Mary as the woman of Revelation 12 in place on the Ark's mercy seat! On her chest is the sunburst symbol that contains a one foot wide wafer host.
The Sanctuary of the Divine Mercy.
At right is the general sunburst pattern used to symbolize the host, the supposed "true body" of Christ. This design has also been adopted by the Jesuits as their symbol. The IHS is thought by some to represent the first letters of each word in the Latin phrase Iesus Hominum Salvator (Jesus Saviour of Men), although according to the Catholics themselves they actually represent the first three letters of the name "Jesus" in Greek (spelled in Greek iota-eta-sigma-omicron-upsilon-sigma). The pagan though, would quickly see the same sun disk symbol associated with many pagan deities of Egypt, among them Isis, Horus, and Seb. In Egyptian mythology Seb (Geb) was the father of the goddess Isis (Aset), the mother and protectress of her divine son Horus (Harpocrates). Horus (the younger) is frequently depicted on Egyptian temples as a winged sun disk, representing the rays of the rising sun.

At left is a statuette of the Egyptian goddess Isis. Her headdress shows
the sun disk within the horns of an Apis bull, symbology which is
virtually identical to that of the sunburst monstrance. Also of note,
in Isis lap is her infant son, Horus. In this one image you have the
symbology of the Catholic monstrance and Mother / child worship which is so prominent in Catholicism.
The Egyptian pharaoh also claimed to be the embodiment of Horus on earth, much like the pope claims to be the infallible Vicar of Christ on earth.

The British Museum.


The Apis bull, as depicted in this Egyptian statuette, is likely to be the pattern used for the golden calf the Israelites made at Mount Sinai (Exo. 32), since they were undoubtedly quite familiar with it as a result of their long captivity in Egypt. Note that in front of the sun disk and horns, which looks virtually identical to some Catholic monstrances, there is the serpent poised to strike. In scripture the serpent is symbolic of Satan. (Gen 3, Rev. 12:9)


The British Museum.


At left is the reverse side of a medal commemorating the Catholic Eucharistic Congress held in Chicago in 1926 (On the front there is a bust of Pope Pius XI). Note that the round wafer host above the golden
cup is portrayed as a radiant sunburst.

UBI PETRUS - IBI ECCLESIA
Where Peter is, there is the Church


The Worship of Baal is Sun WorshipBelow is an artifact unearthed in the holy of holies of the pagan temple in the Canaanite city of Hatzor / Hazor, in northern Israel. It is described as follows:
"Of special interest is a square basalt altar for burning incense. On one of its sides, a circle with a cross in the center – the divine symbol of the Canaanite storm god – is carved in low relief." "...a basalt offering table, pillar-shaped, with a carved symbol of the storm god Baal on its side. That symbol was a circle with a cross in the center"

Sources:
Israel Ministry of Foreign Affairs, Hatzor: "The Head of all those Kingdoms"
University of Illinois, Religious Studies, Hazor (archived page)

2 Ki 23:3 And the king [Josiah] stood by a pillar, and made a covenant
before the LORD, to walk after the LORD, and to keep his commandments
and his testimonies and his statutes with all their heart and all their
soul, to perform the words of this covenant that were written in this
book. And all the people stood to the covenant.
2 Ki 23:4 And the king commanded Hilkiah the high priest, and the priests of the second
order, and the keepers of the door, to bring forth out of the temple of
the LORD all the vessels that were made for Baal, and for the grove,
and for all the host of heaven: and he burned them without Jerusalem in
the fields of Kidron, and carried the ashes of them unto Bethel.
2 Ki 23:5 And he put down the idolatrous priests, whom the kings of Judah
had ordained to burn incense in the high places in the cities of Judah,
and in the places round about Jerusalem; them also that burned incense
unto Baal, to the sun, and to the moon, and to the planets, and to all
the host of heaven.
2 Ki 23:6 And he brought out the grove from the house of the LORD, without Jerusalem, unto the brook Kidron, and burned it at the brook Kidron, and stamped it small to powder, and cast the
powder thereof upon the graves of the children of the people.
Baal Worship in Canaan
Baal worship revolved around two themes that represented the conception
of Baal his worshipers held. Baal was both the sun-god and storm-god.
He was worshiped as sun-god when the people wished to express thanks
and gratitude for light and warmth and fertility.
Source: Holman Bible Dictionary, Computer version, entry on Baal by James Newell.
BAAL AS A DEITY
... in many Chanaanite, Phoenician, or Palmyrene shrines, the sun was the Baal worshipped, ...Source: The Catholic Encyclopedia Online, entry on Baal, Baalim.

Catholic Sunburst Eucharist Host
Here the Eucharistic host, as Catholics call it, has actually been made as a
sunburst (note the flames around the edge). This sun symbol, after consecration, is called the true body of God, to be adored and bowed down to and worshipped by the laity, especially when displayed inside a
sunburst monstrance.
Note the similarity to the symbol of Baal from Hatzor: a cross within a circle.

From the video "This is my Body, This is my Blood, Miracles of the Holy Eucharist" by Bob and Penny Lord
Copyright © 1988.

At
left is a pagan Canaanite cultic pillar or "matstsebah", also found in excavations of the city of Hatzor, showing hands raised in praise to the sun disk, portrayed within the crescent moon.
Deu 16:22 Neither shalt thou set thee up any image (matstsebah); which the LORD thy God hateth.On the cover of the Jan/Feb 2000 edition of
Envoy Magazine,
a Catholic publication, an elevated consecrated host of the Eucharist is unmistakably depicted as a bright yellow sun disk against the background of a cloudy blue sky!

Above photo by Richard Lannoy


At left is pope John Paul II celebrating Mass, elevating a large host for adoration. Note the similarity with the pagan Canaanite pillar!

Image from the "Be Not Afraid" series of ideos, Copyright © 1993, Apostolate for Family Consecration, P.O. Box 151, Bloomingdale Ohio, 43910.


eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 4:22 pm

Do you think this is what Jesus had in mind at the Last Supper? No, when He "broke bread" He handed His disciples a torn fragment of unleavened bread, that symbolized His sinless broken body on the cross, but this is NOT what is conveyed with a pressed, round, intact and unbroken wafer that has been so commonly used.Now, a Catholic might respond: the manna that fell from heaven was ROUND:
Exo 16:14 And when the dew that lay was gone up, behold, upon the face of the wilderness there lay a small round thing, as small as the hoar frost on the ground.
Voila! The round disk-like wafer host of the Mass is a copy of God's manna!No. Not, so fast. Note that scripture give us a description of manna in size, shape, color and taste:
Exo 16:14 And when the layer of dew lifted, there, on the surface of the wilderness, was a small round substance, as fine as frost on the ground. [NKJV]
Exo 16:31 And the house of Israel called the name thereof Manna: and it was like coriander seed [in size and shape], white [color]; and the taste of it was like wafers made with honey. [KJV]

Num 11:7 And the manna was as coriander seed [in size and shape], and the colour thereof as the colour of bdellium [white].
Num 11:8 And the people went about, and gathered it, and ground it in mills, or beat it in a mortar, and baked it in pans, and made cakes of it: and the taste of it was as the taste of fresh oil. [KJV]
Psa 78:24 he rained down manna for the people to eat, he gave them the grain of heaven. [NIV]
Psa 78:24 And had rained down manna upon them to eat, and had given them of the corn of heaven. [KJV]
The size and shape of manna
Exodus 16:14 tells us manna was small, small like the frost on the ground. We are also told in Exodus and Numbers that manna was like Coriander seed. Coriander is common today, and is used in brewing beer. It is round like a ball, and quite small. Eight to ten Coriander seeds might fit in the space of a pea. A picture of one ounce (hundreds) of Coriander Seeds.So Coriander is a miniscule round seed.In Psalm 78 manna is further described as the grain or corn of heaven. In Strong's the word in Psalm 78 is:
H1715. dagan, daw-gawn'; from H1711; prop. increase, i.e. grain:--corn ([floor]), wheat.
Manna, therefore, was small and round like a ball, similar to a small seed grain.The color of manna
The meaning of bdellium is somewhat uncertain, however, similar words in other languages favor identification with a resinous gum. In droplet form, the gum may have the appearance of a pearl, white.
Exodus 16:31 confirms that manna was white in color by plainly stating it.
The taste of manna
Exo 16:31 ... the taste of it was like wafers made with honey.Num 11:8 ... the taste of it was as the taste of fresh oil.
As described in the Bible, manna resembled Coriander in size and shape: it was like a grain, like a small white round ball-like seed which was collected, ground up, and baked to make cakes, like wheat is ground to make bread. So, no, the Catholic wafer host does not imitate manna in either size or shape.
Here is a Catholic Web page advocating that churches begin a program of perpetual 24 hour adoration (worship), of the wafer host: Apostolate for Perpetual Adoration.You might call this the perpetual worshipping of "God in (of ?) the Sunburst Monstrance".
Here are additional pictures of monstrances online- Museum of Monte Cassino, Italy. The Eucharistic Miracle of Lanciano. The last item is quite extraordinary. In the 8th century, it is alleged that the host and wine turned into actual living flesh and blood during a Mass, which it is said, remain well preserved in a monstrance in Italy to this day.Here at Eucharistic Phenomena they attempt to explain and elaborate on such "inexplicable miracles".

On the right is a photo of a stele from Ur of the Chaldees, with the symbol of the Babylonian sun god Shamash within the crescent of the moon goddess Nanna.

Stele of Ur-Nammu, detail
At right is a close-up of a monstrance, and inside the glass enclosure is a crescent, upon which the round wafer god host is placed, a virtual duplication of the symbology of the Canaanite and Chaldean stele shown above. Many monstrances use this crescent, which is officially called a
"lunette" or "luna" (moon), to hold the round wafer host. The sun disk in the crescent moon is a quite common symbol for pagan religions, to include Babylon, Syria, and India.



From the video "666 and the Mark" by James Arrabito, Copyright ©LLT Productions - Used by Permission

Worshipping the Eucharist as God

Images from the video "666 and the Mark" by James Arrabito,
Copyright ©
LLT Productions - Used by Permission
Above on the left you see the pagan sunburst wafer god, inscribed with IHS and the cross, is portrayed above the cup of wine. This is the door to a place where the wine and wafers are stored. Above on the right, you see a similar carving depicting angels kneeling in idolatrous adoration or worship of the wafer god and wine.In case you think the word "worship" is an exaggeration on my part, please note this paragraph from the new Vatican Catechism of the Catholic Church: (Italics present in the original text)
378 Worship of the Eucharist.
In the liturgy of the Mass we express our faith in the real presence of Christ under the species of bread and wine by, among other ways, genuflecting or bowing deeply as a sign of adoration of the Lord. "The Catholic church has always offered and still offers to the sacrament of the Eucharist the cult of adoration, not only during Mass, but also outside of it, reserving the consecrated host with the utmost care, exposing them to the solemn veneration of the faithful, and carrying
them in procession."
Source: Catechism of the Catholic Church, published by Ligouri Publications, English translation © 1994 by the
United States Catholic Conference, Inc.--Libreria Editrice Vaticana, bearing the Imprimi Potest of Joseph Cardinal Ratzinger, page 347.
And note this decree concerning the Most Holy Sacrament of the Eucharist from the thirteenth session of the Council of Trent, October 11th, 1551:

Chapter V THE WORSHIP AND VENERATION TO BE SHOWN TO THIS MOST HOLY SACRAMENTThere is, therefore, no room for doubt that all the faithful of Christ may,
in accordance with a custom always received in the Catholic Church, give to this most holy sacrament in veneration the worship of latria, which is due to the true God.
Source: The Canons and Decrees of the Council of Trent, Translated and introduced by Rev. H. J. Schroeder, O.P., Published by Tan Books and Publishers, INC., Rockford Illinois, 61105, © 1978, ISBN: 0-89555-074-1, page 76.Here is the Thirteenth Session of Trent online. See Chapter V. Dominicae Cenae -
On the Mystery and Worship of the Eucharist, promulgated by John Paul
II On February 24, 1980 To All the Bishops of the Church.

Conclusion
So the Catholic Church describes itself in its documents as engaged in the act of worshipping
the Eucharist, which is also called adoration or veneration. Isn't it
amazing how the Catholic Church justifies bowing down before images of
the sun, as depicted by the monstrance and a round wafer, by claiming
the bread has actually become God! God's commandment is cleverly made of no effect by the Traditions of men, by mixing error and truth.
Note these 100 Lire coins issued by the Vatican for nearly 10 years. (Click on a coin for a closer look.)

Pope Pius the 12th - 1958

Pope John the 23rd - 1959
CITTÁ DEL VATICANO - CITY OF PROPHECY

Pope Paul the 6th - 1963
Incredibly enough, the woman representing faith (the Catholic Church) on the reverse side of the coins holds up a cup in her right hand, in which you see pagan sunburst wafer god, which recalls these verses in Revelation:
Rev 17:4 And the woman was arrayed in purple and scarlet colour, and decked with gold and precious stones and pearls, having a golden cup in her hand full of abominations and filthiness of her fornication:
Rev 18:3 For all nations have drunk of the wine of the wrath of her fornication, and the kings of the earth have committed fornication with her, and the merchants of the earth are waxed rich through the abundance of her delicacies.

The cup of wine of the apostate woman (church) represents spiritual and doctrinal fornication, a mixing of truth and error, Christianity and paganism, which she has taught to the world (made the nations drink).
Rev 17:5 And upon her forehead was a name written, MYSTERY, BABYLON THE
GREAT, THE MOTHER OF HARLOTS AND ABOMINATIONS OF THE EARTH.
There is only one self-proclaimed "Mother" church, The Universal (Catholic) Church.
Rev 18:4 And I heard another voice from heaven, saying, Come out of her, my people, that ye be not partakers of her sins, and that ye receive not of her plagues.
Rev 18:5 For her sins have reached unto heaven, and God hath remembered her iniquities.

http://newmannabaptist.com/default.aspx
http://www.belongtothetruth.com/index.html




http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=89&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


11 is the lucky number for Islam
MohamMAD had many wives and concubines. Hers is a list of his 11 wives:
1. Khadija 2. Sawda 3. Ayesha 4. Omm Salama 5. Hafsa 6. Zainab (of Jahsh)
7. Juwariya 8. Omm Habiba 9. Safia 10. Maymuna (of Hareth) 11.
Fatima.

Narrated Qatada:
"Anas bin Malik said, "The Prophet used to visit all his wives in a round, during the day and night and they were eleven in number." I asked Anas, "Had the Prophet the strength for it?" Anas replied, "We used to say that the Prophet was given the strength of thirty (men)." And Sa'id said on the authority of Qatada that Anas had told him about nine wives only (not eleven)." (Hadith, Volume 1, Book 5, Number 268)
The Moors invaded Spain in 711 and of course the collision of the 2 cultures produced the fanatical Catholicism of the Portuguese and Spanish Inquisition:


711The Moors first invaded Spain in the year 711. They named a small town in Spain after FATIMA—the 11th wife of Mohammad.


Surrender of the Moors to Ferdinand and Isabella in Jan. 1492, after occupying Spain for 781 years.....What a coincidence!!!!
This allowed for the redeployment of the Spanish army to the New World just in time to block the English and French colonization!!
Cybele or Allah made an appearance in Fatima in 1917!!

Fatima statue on parade. The Fatima cult is derived from the alleged appearance of the Virgin Mary to three sickly children at Fatima, Portugal, in 1917. With the appearance of Bolshevik Russia and world communism, the cult soon was transformed into an ideological crusade.
It was used extensively in the anti-Russian ideological war carried out by Pius XII, Cardinal Spellman and John Foster Dulles. The statue of the Virgin was sent on a global pilgrimage to the capitals of the world to rouse religious fervor. One of the capitals she visited was Moscow itself, under the veiled sponsorship of Western embassies led by the U.S.
Cybele or Allah made an appearance in Fatima, Portugal, on October 13, 1917.Allah's apparition was accompanied by a strange miracle: "The sun became pale, three times it turned speedily on itself, like a Catherine wheel . . . At the end of these convulsive revolutions it seemed to jump out of its orbit and come forward towards the people on a zigzag course, stopped, and returned again to its normal position.
This was seen by a large crowd near the children and lasted twelve minutes.
The fact that the other two thousand million human beings the world over
never noticed the sun agitate, rotate and jump out of its orbit did not bother the Catholic Church in the least." (Manhattan,
Vietnam Why Did We Go?, p. 27).The Fatima Crusade had to do with the conversion of Russia to Roman Catholicism!!
The 3 Secrets of Fatima

  1. The first was a vision of Hell (something well known to the modern world).
  2. The second was more to the point: a reiteration that Soviet Russia would be converted to the Catholic Church.
  3. The third was sealed in an envelope and put in custody of the ecclesiastical authority not to be revealed until 1960.

Pope John Paul II kneeling in prayer before the image of Our Lady of Fatima."And what concord hath Christ with Belial? (Baal) or what part hath he that believeth with an infidel?
And what agreement hath the temple of God with
IMAGES?" (II Cor 6: 15-16).

In July 2001, President Bush met with the Pope. The Pope reminded him that time was running out to fulfill Fatima!!
911
World Trade Center bombing on Sept 11, 2001. Immediately after this fake terror, the Pentagon rushed to establish bases in Afghanistan, Uzbekistan, Pakistan, Georgia, etc.,etc. All encircling Russia!!
http://www.belongtothetruth.com/Science_and_God/fatima01.htm







เมื่อผมได้อ่านความลับแห่งฟาติมา
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช C..Ss.R.


ความลับส่วนที่หนึ่งและที่สอง


ความลับอะไรหรือ?
ฉันรู้สึกว่าฉันเปิดเผยความลับนี้ได้เพราะฉันได้รับอนุญาตจากสวรรค์แล้ว
ผู้แทนของพระเจ้าบนโลกนี้ได้อนุญาตฉันให้เปิดเผยหลายครั้งแล้ว
ในจดหลายหลายๆครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับที่ท่านเองได้เก็บไว้...

"ในตอนที่สองฉันได้อธิบายไว้แล้วอย่างละเอียดถึงเรื่องความสงสัย
ที่ทรมานฉันมากจากวันที่ 13 มิถุนายน มาจนถึงวันที่ 13 กรกฏาคม
และได้อธิบายด้วยว่าความทรมานนั้นหายไปได้อย่างไรเมื่อฉันได้เห็น
การประจักษ์ในวันนั้น เอาล่ะ...ความลับนั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนต่างกัน
สองส่วนแรกนั้นฉันจะเปิดเผยดังต่อไปนี้คือ"

"ภาคแรกนั้นเป็นภาพนิมิตของนรก แม่พระได้ทำให้เราเห็นทะเลเพลิง
อันกว้างใหญ่ ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ใต้โลก ปีศาจและวิญญาณในรูปมนุษย์มากมายตกลงไปในไฟนี้ ดั่งถ่านไฟที่กำลังลุกโชน บางร่างนั้นถูกเผาจนดำสนิท บางร่างก็เป็นสีตะกั่ว ลอยคออยู่ในทะเลเพลิงดังกล่าว บางร่างก็ถูกแรงไฟ
ที่กำลังเผาร่างของตนอยู่นั้นผลักให้ลอยขึ้นไปในอากาศ
พร้อมกับกลุ่มควัน แล้วก็ตกกระจายลงมาไปคนละทิศคนละทาง
ดั่งสะเก็ดไฟที่แตกกระจายจากการปะทุของกองไฟใหญ่
ร่างเหล่านั้นไม่สามารถจะควบคุมน้ำหนักตัวเองให้เกิดความสมดุลได้
ท่ามกลางเสียงร้องโอดครวญ โหยหวนด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง
ซึ่งเราเห็นแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นกันทุกคน
"


"เจ้าปีศาจนั้นมองจากรูปร่างที่คล้ายสัตว์ร้ายน่ากลัวแต่ก็ไม่เหมือนสัตว์
ชนิดใดที่เราเคยรู้จักมาก่อน ทุกร่างนั้นดำทมึนแต่ก็โปร่งมองทะลุได้...
เราเห็นภาพนิมิตนี้เพียงชั่วขณะ เราจะขอบคุณพระแม่ด้วยความกตัญญูเพียงใด
ถึงจะเหมาะสมพอเพียง เพราะพระนางได้ทรงเตรียมใจเราแล้วโดยสัญญา
ในการประจักษ์ครั้งแรกว่าจะพาเราไปชมสวรรค์ อย่างไรก็ตาม
ฉันคิดว่าเราคงจะตายเพราะความกลัวและภาพอันสยองขวัญเสียก่อนเป็นแน่
จากนั้นเราได้เงยหน้าขึ้นไปยังแม่พระผู้ตรัสกับเราด้วยความอ่อนหวาน
แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าว่า
....พวกเธอได้เห็นนรกที่บรรดาวิญญาณที่น่าสงสารทั้งหลายตกลงไปแล้ว
เพื่อที่จะช่วยวิญญาณเหล่านั้นพระเป็นเจ้าทรงปรารถนาที่จะก่อตั้งความศรัทธา
ต่อดวงใจบริสุทธิ์ของเรา ถ้าสิ่งที่เราได้บอกพวกเธอนั้นสำเร็จลุล่วงไปแล้ว
วิญญาณมากมายจะรอดและเมื่อนั้นล่ะสันติจะกลับคืนมา"

"สงครามจะสิ้นสุดในเร็ววัน แต่ถ้าหากมนุษย์ไม่หยุดทำ
ขัดเคืองพระทัยพระเจ้า สิ่งที่เลวร้ายกว่าก็จะเกิดขึ้นในช่วงสมัยของ
พระสันตะปาปาปีโอที่ 11


"เมื่อพวกเธอเห็นค่ำคืนที่สว่างไสวด้วยแสงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ขอให้รู้ไว้เถิดว่านั่นคือเครื่องหมายอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงบอกให้พวกเธอ
ทราบว่าพระองค์กำลังจะลงโทษโลกเนื่องด้วยความผิดมหันต์ที่โลกกระทำ
พระองค์จะลงโทษด้วยสงคราม ความอดอยากและ
การเบียดเบียนพระศาสนจักร
และการเบียดเบียนพระสันตะบิดา


"เพื่อที่จะป้องกันสิ่งดังกล่าวนี้ เราจะมาเพื่อขอให้มอบถวายรัสเซียต่อดวงใจ
อันบริสุทธิ์ของเรา และขอให้รับศีลมหาสนิทเพื่อเป็นการชดเชยโทษนั้น

ในวันเสาร์ต้นเดือน

"หากคำขอของเราได้รับการตอบสนอง รัสเซียจะกลับใจและจะเกิดสันติ
หาไม่แล้วรัสเซียจะแพร่ขยายความผิดพลาดของตนไปทั่วโลก
ทำให้เกิดสงครามและการเบียดเบียนพระศาสนจักร
คนดีมากมาย
จะต้องสิ้นชีพเป็นมรณสักขี พระสันตะบิดรจะต้องทรมานอย่างมาก
ชาติต่างๆจะถูกทำลาย แต่ในที่สุดแล้วดวงใจบริสุทธิ์ของเราจะมีชัย
พระสันตะบิดรจะมอบถวายรัสเซียแก่เรา และรัสเซียจะกลับใจ
และช่วงเวลาแห่งสันติภาพจะเกิดขึ้นในโลก"







http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=86&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm













http://archives.cnn.com/2001/WORLD/europe/07/23/bush.pope/

July 23, 2001 Posted: 8:45 AM EDT (1245 GMT)

The text of the statement by Pope John Paul II to U.S. President George W. Bush:


File:John Paul II George W. Bush July 2001.jpg

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-140.htm?sid=56de04b18cc1ba4d65a3d6f5a48b0bd7

att พิมพ์ว่า:
Jesuit Papal Assassins Unmasked at Last!!




A hand holding a gun aims from the crowd at Pope John Paul II as he rides
through St. Peter's Square at the Vatican on May 13, 1981, the Feast Day of our Lady of Fatima.
An instant later he was shot.


Jesuit General Pedro Arrupe—the Assassin of Pope John Paul II

Spanish Inquisition Don Pedro Arrupe was the 31st Black Pope to be elected for LIFE:



Don Pedro Arrupe (1907-1991) was the Black Pope or Jesuit General from 1965 to 1981.


Meanwhile back in Washington DeCeit

Meanwhile back in the District of Columbia,
the Fatima Crusade began in earnest. Just weeks before the Pope's shooting,
President Ronald Reagan was shot by another Jesuit assassin named John Hinckley.
Like the Pope, the stricken President became greatly debilitated.
Vice President George Bush (former CIA head) assumed the duties of President
while the acting was left to President Reagan.



President Ronald Reagan is hit by a bullet
as he enters his limousine in Washington City.


On March 31,
1981,
"lone gunman" John Hinckley fired 6 shots at President Ronald Reagan as
he entered his limousine in Washington City.
His Vice President George Bush (father of George W. Bush) became de-facto President as Ronald Reagan became the acting President. The family of the assassin John Hinckley, Jr., had close ties with skull and bonesman George Bush. After the shooting of the Pope, Reagan and the Pope had something in common and they became good friends. This led to the establishment of diplomatic relation between the U.S. and the Vatican in 1984.




ขบวนการยิวไซออนิสต์สากล


Fidel Castro (right) in a Masonic grip with Vatican Secretary of State,
Cardinal Angelo Sodano.
The Cuban dictator is a lifelong Freemason and is also
a member of the secret order known as the Odd Fellows.


Almost all the Vatican curia are Masons and cabalists and many are also Rosicrucians.
(Photo: The Catholic World Report, January 1997)



The WHO tell the world there is going to be an epidemic of something or other and its controllers,
the pharmaceutical corporations, provide the vaccine. Another problem-reaction-solution and
the vaccines are causing untold harm to the physical and spiritual well being of billions.


The UN Population Fund uses ‘population control’ for a policy of eugenics
against people with black faces and those with white faces who are not up to the genetic ‘purity’
(reptilian bloodline)
demanded by these deeply imbalanced people.
The UN Environment Programme
uses the environment as an excuse to create international laws,
take control of great swathes of land, and steal land from developing countries under the heading of
‘debt for nature’ swaps.


UNESCO, the science and culture operation, advances the Agenda across many areas of life.
Now the United Nations, which was set up to stop war, according to the propaganda,
is actually going to war.

This happened in the Gulf when American, British and French soldiers and pilots
killed untold thousands of Iraqi civilians under the banner of the UN flag.


Today the latest of the stooges wheeled in to be UN Secretary-general is Kofi Annan,
a black man who ought to be disgusted at what his organization is doing to his African continent.
An advisor is Maurice Strong, the Canadian oil tycoon, Rockefeller clone, and manipulator extraordinaire,
not least of the environment movement. The United Nations is there for the good of the world?
Yes, sure it is. Oh look, another pig goes flying by.



แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Sat Mar 06, 2010 10:18 pm, ทั้งหมด 6 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 5:07 pm
























http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=84&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.crystalinks.com/moses.html

Moses




Facts about the life of Moses, as with others in ancient times, may or may not be entirely accurate.
The dates of Moses's birth and death are hard to establish. Many contemporary authorities
believe that the exodus took place in the 13th century BC.
As the story goes ...
Moses was the son of Amram and his wife, Jochebed, a Levite. He is known as the legendary
Hebrew liberator, leader, lawgiver, prophet, historian, and founder of Israel, or the Jewish people.
According to the Hebrew Bible, Moses led the Israelites out of slavery in Egypt and into the desert,
and received the Torah of Judaism from God on Mount Sinai. The Torah contains the life story
of Moses and his people until his death at the age of 120 years, according to Jewish count was
in the year 2488, or 1272 BCE. Arising in part from his age, but also because 120 is elsewhere
stated as the maximum age for Noah's descendants (Genesis 6:3), "may you live to 120" has become
a common blessing among Jews.


Moses's greatest legacy was probably expounding the doctrine of monotheism, which was not
widely accepted at the time, codifying it in Jewish religion with the 1st Commandment,
and punishing polytheists. He is considered a prophet in Judaism, Christianity, and Islam.
The birth of Moses occurred at a time when the current Egyptian Pharaoh had commanded that
all male children born to Hebrew slaves should be killed by drowning in the Nile river.
The Torah leaves the identity of this Pharaoh unstated. But he is believed by some to be Ramses II;
other, earlier pharaohs have also been suggested including a Hyksos pharaoh or one shortly
after the Hyksos had been expelled.
Jochebed, the wife of the Levite Amram, bore a son, and kept him
concealed for three months. When she could keep him hidden no longer, rather than deliver him
to be killed, she set him adrift on the Nile river in a small craft of bulrushes coated in pitch.
The daughter of Pharaoh discovered the baby and adopted him as her son, and named him "Moses"
(considered to mean "to draw out"). By Biblical account, Moses' sister Miriam observed the progress
of the tiny boat. Miriam then asked Pharaoh's daughter if she would like a Hebrew woman
to nurse the baby.


Thereafter, Jochebed was employed as the child's nurse, and he grew and was brought to
Pharaoh's daughter and became her son.When Moses reached adulthood, he went one day
to see how his brethren, slaves to the Egyptians, fared. Seeing an Egyptian mistreating a Hebrew,
he killed the Egyptian and hid his body in the sand, supposing that no one who would be disposed
to reveal the matter knew of it.
The next day, seeing two Hebrews quarreling, he endeavored to
separate them, whereupon the Hebrew who was wronging the other taunted Moses for slaying
the Egyptian. Moses soon discovered from a higher source that the affair was known,
and that Pharaoh was likely to put him to death for it; he therefore made his escape to the Sinai peninsula
and settled with Hobab, or Jethro, priest of Midian, whose daughter Zipporah he in due time married.


There he sojourned forty years, following the occupation of a shepherd, during which time his son
Gershom was born. Moses is also said to have had an Ethiopian wife, according to Numbers 12:1.
(However, the 11th century Talmudic commentator Rashi stated that this is merely a reference to
the beauty of Zipporah.




One day, as Moses led his flock to Mount Horeb, he saw a bush burning without being consumed.
When he turned aside to look more closely at the marvel, God spoke to him from the bush revealing
his name to Moses.
In the time of Emperor Constantine, Mount Horeb was identified with Mount Sinai,
but scholars think it was located much farther north.
God also commissioned him to go to Egypt
and deliver his fellow Hebrews from their bondage. He then returned to Egypt.

Moses was met on his arrival in Egypt by his elder brother, Aaron, and gained a hearing with
his oppressed brethren. It was a more difficult matter, however, to persuade Pharaoh to let
the Hebrews depart. This was not accomplished until God sent ten plagues upon the Egyptians.

These plagues culminated in the slaying of the Egyptian first-borns whereupon such terror seized
the Egyptians that they ordered the Hebrews to leave.
The long procession moved slowly,
and found it necessary to encamp three times before passing the Egyptian frontier - some believe
at the Great Bitter Lake, while others propose sites as far south as the northern tip of the Red Sea.

Meanwhile, Pharaoh had a change of heart, and was in pursuit of them with a large army.
Shut in between this army and the sea, the Israelites despaired, but God divided the waters
so that they passed safely across on dry ground. When the Egyptian army attempted to follow,
God permitted the waters to return upon them and drown them.

The Day After Tomorrow : 2012




Following this, according to the last chapters of Exodus, the Tabernacle was constructed,
the priestly law ordained, the plan of encampment arranged both for the Levites and
the non-priestly tribes, and the Tabernacle consecrated.


As the Bible next describes, Moses then led the Israelites to Mount Sinai,
where God gave them the Ten Commandments and other laws contained in the Torah.




Through these laws, God is said to have established a covenant with the Israelite people.
The Israelites pledged to follow God's laws, and God promised to be their God forever.
These laws were intended to establish the moral principles by which the new Israelite nation
would govern itself and through which it would manifest God's hope for just and
right relationships among people.

When Moses first came down from Mount Sinai he saw that many of the Israelites had made
an image of a calf out of gold, which they were worshiping. In his anger,
Moses smashed the tablets containing the Ten Commandments.




God was prepared to abandon the people for the sin of idolatry, but Moses interceded
on their behalf. Soon after, he went back up Mount Sinai and was given a second set of
the Ten Commandments.

Moses next prepared to lead the people from Mount Sinai to the promised land of Israel.
However, the Israelite people, accustomed to slavery and uncertain of freedom,
soon rebelled against God.
They became convinced that they could not conquer the new land, and they constantly
questioned Moses' leadership and their own faith in God.
As a consequence,
the generation that left Egypt was not allowed to enter the promised land.
The Bible describes Moses as once losing patience with the people and seeming
to doubt God: rather than speaking to a rock to get water as God commanded,
Moses struck the rock with his staff. For this, Moses was also destined not to enter
the new land.
Near the end of his life, Moses taught the laws of the Torah to
the new generation that had grown up in the desert. He then transferred leadership to Joshua.

The Torah ends with Moses' final blessing to the people, after which he ascended Mount Nebo,
which is identified with Mount Pisgah, on the eastern edge of the Jordan River.
Moses died there, able to see, but not to enter, the promised land.
Moses in Jewish thought
There is a wealth of stories and additional information about Moses in the Jewish genre of
rabbinical exegesis known as Midrash, as well as in the primary works of the Jewish oral law,
the Mishnah and the Talmud.
Moses in Christian thought For Christians, Moses --
mentioned more often in the New Testament than any other Old Testament figure --
is often a symbol of the contrast between traditional Judaism and the teachings of Jesus.
New Testament writers often made comparison of Jesus' words and deeds with
Moses' in order to explain Jesus' mission. In the book of Acts, for example,
the rejection of Moses by the Jews when they worshipped the golden calf is likened to
the rejection of Jesus, also by the Jews.


Moses also figures into several of Jesus' messages. When he met the Pharisee Nicodemus
at night in the third chapter of John, he compares Moses' lifting up of the bronze serpent
in the wilderness, which any Israelite could look upon and be healed, to his own lifting up
(by his death and resurrection)
for the people to look upon and be healed. In the sixth chapter,
Jesus responds to the people's claim that Moses provided them manna in the wilderness by
saying that it was not Moses, but God, who provided. Calling himself the "bread of life",
Jesus states that he is now provided to feed God's people.


Moses is also regarded as a symbol of the law, and so he is presented in all three Gospel
accounts of the Transfiguration in Matthew 17, Mark 9, and Luke 9, respectively.
Moses in Mormon thought Members of the Church of Jesus Christ of Latter-Day Saints
acknowledge Moses as a prophet and as the great law-giver for Israel. Latter-Day Saints
believe that in 1836 Moses appeared to Joseph Smith, Jr. at the Kirtland Temple in Kirtland,
Ohio and gave him the keys for the gathering of the Twelve Tribes of Israel.

Doctrine and Covenants, Section 110; Verse 11: "After this vision closed, the heavens were
again opened unto us; and Moses appeared before us, and committed unto us the keys of
the gathering of Israel from the four parts of the earth, and the leading of the ten tribes from
he land of the north."
Moses in the Baha'i Faith Baha'i's believe that Moses was
a "Manifestation of God," or one in a line of prophets who have revealed the Word of God
progressively for a gradually maturing humanity.

In this way, Moses shares an exalted station with Abraham, Krishna, Buddha, Zoroaster,
Jesus, Muhammad, the Bab, and the founder of the Baha'i Faith, Baha'u'llah.

Baha'i scripture often refers to Moses using the traditional Islamic designation
"He who conversed with God."
Textual origin of the Torah It has been traditionally assumed that
Moses received from God and subsequently transcribed all, or almost all, of the Torah,
and this is still the view of most Christians and most of Orthodox Judaism.

However, many liberal scholars, following the practice of higher criticism have become
convinced that this work, in the form we know it today, was edited together from
several earlier sources. This idea is discussed in the entry on the documentary hypothesis.


Moses in history Skeptical historians, generally called "Biblical minimalists", suggest that
Moses never actually existed as a historical figure, and that the Exodus is mythical.
On the other hand, historical records are so fragmentary that extra-biblical records of Moses
may have been long lost.
For example, if the Exodus occurred during the end of the Hyksos era
in Egypt (16th century BC), as some scholars believe, then any Hyksos records of Moses
would have been deliberately destroyed by victorious Egyptians as they drove the Hyksos
out of Egypt.
Destruction of unfavorable records by unsympathetic Pharaohs, and even mass
obliteration of cartouches from monuments, is known to have occurred at several epochs
in Ancient Egyptian history.


Known extra-biblical references to Moses date from many centuries after his supposed lifetime.
Whether or not they are reliant on Jewish tradition or also have access to additional sources
is unknown. Polyhistor, Flavius Josephus, Philo, and Manetho refer to him, as do others.
Also, of course, there are the above-mentioned stories in the Mishna and Qur'an.


In the 3rd century BC, Manetho, a Hellenistic Egyptian chronicler and priest, alleged that
Moses was not a Jew, but an Egyptian renegade priest, called Osarseph, and portrayed the Exodus
as the expulsion of a leper colony. A similar assertion is made by the Roman historian Tacitus
in the Book 5 of his Histories.
Even if Moses is accepted as a historical figure, various aspects of
the Biblical tale can be re-interpreted. Manetho's claim that Moses was an Egyptian is quite plausible.

It has been suggested that he may have been an Egyptian nobleman or prince influenced by
the religion of Aten, or simply sympathetic to Hebrew culture. Moses is an Egyptian name-element
meaning "-gave birth to him" or "-formed him" and was usually combined with a theophoric element,
as in "Ramose" which had the meaning "child of Ra" or "Ra formed him".
The Hebrews might have
fabricated the "bulrushes" story along the lines of the tales of Sargon of Akkad (Mesopotamian)
or Oedipus (Greek) to legitimize his position. On the other hand, infants were sometimes
abandoned by the lower classes in ancient times, and "Moshe" is a Hebrew word (meaning
"one who draws water").
Dating the Exodus has also proved challenging. Views include:

  • it occurred around the end of the Hyksos era, as expressed above;
  • it occurred about 1420 BC, since records exist of "Habiru" invasions of
    Canaan forty years later - this theory fits well the modern idea that
    the historical persona of Moses was the early 15th century BC Crown
    Prince of Egypt called Ramose, who also disappeared from Egyptian
    records around the time of Queen Hatshepsut's death;

  • or it occurred during the 13th century BC, as the pharaoh during most of
    that time, Rameses II, is commonly considered to be a pharaoh with whom
    Moses squabbled - either as the 'Pharaoh of the Exodus' himself, or the
    preceding 'Pharaoh of the Oppression' who is said to have commissioned
    the Hebrews to "(build) for Pharaoh treasure cities, Pithom and
    Raamses." These cities are known to have been built under both Seti I
    and Rameses II, possibly making his successor Merneptah 'Pharaoh of the
    Exodus.' This is considered plausible by those who view the famed stele
    of Merneptah's 5th year (ca. 1208 BC), claiming that "Israel is wasted,
    bare of seed", as propaganda covering up his own loss of an army in the
    sea.

  • A more recent and controversial view places Moses as a noble in the court
    of the Pharaoh Akhenaten. Many scholars from Sigmund Freud to Joseph
    Campbell suggest that Moses may have fled Egypt after
    Akhenaten's
    death (ca. 1358 BC) when much of the pharaoh's monotheistic reforms
    were being violently reversed. The principal ideas behind this theory
    are: the monotheistic religion of Akhenaten being a possible
    predecessor to Moses' monotheism, and a contemporaneous collection of
    "Amarna Letters" written by nobles to Akhenaten (Amarna was Akhenaten's
    capital city) which describe raiding bands of "Habiru" attacking the
    Egyptian territories in Mesopotamia. (Transformations of Myth Through Time, Joseph Campbell, p. 87-90, Harper & Row)

Finally, there is the challenge of interpreting the many miracles in the Moses story.
Most of them are simply dismissed by scholars as legends, but some can be explained.
For example, some of the plagues strongly resemble exaggerated versions of actual pestilences
common in the ancient world, the famous Red Sea crossing may have been a marsh (the "Reed Sea")
through which the Egyptian chariots could not penetrate, the manna which God bestowed
on the hungry Israelites may have been the secretion of the hammada shrub, and the swallowing of Korah
(Numbers 16) could have been an earthquake.
There is also a psychoanalytical interpretation of Moses' life,
put forward by Sigmund Freud in his last book, Moses and Monotheism, in 1937. Freud postulated that
Moses was an Egyptian nobleman who adhered to the monotheism of Akhenaten. Freud also believed that
Moses was murdered in the wilderness, producing a collective sense of patricidal guilt which has been
at the heart of Judaism ever since. "Judaism had been a religion of the father, Christianity became
a religion of the son," he wrote.
A recent alternative suggestion resulting from interpreting Biblical and
Egyptian history (by Egyptologist Ahmed Osman) proposes that Moses and Akhenaten are the same person
(Moses and Akhenaten, Dec. 2002). Opponents of this view point to the fact that the religion of the Torah
seems very different to Atenism in everything except the central feature of devotion to a single god.

Several professors of archaeology claim that many stories in the Old Testament,
including important chronicles about Moses, Solomon, and others, were actually
made up for the first time by scribes hired by King Josiah (7th century BC)
in order to rationalize monotheistic belief in Yahweh; and that no surviving
written records from Egypt, Assyria, etc., refer to the stories of the Bible
or its main characters before 650 BC.


Such claims are detailed in Who Were the Early Israelites?
by William G. Dever (William B. Eerdmans Publishing Co., Grand Rapids, MI, 2003).
Another such book by Neil A. Silberman and colleagues is The Bible Unearthed
(Simon and Schuster, New York, 2001).
Traditionalists point out that many of the details of
the Pentateuch are consistent with the time period, such as the price of a slave (30 shekels
as opposed to around 60 at the time of the Babylonian captivity), the practice of blood
covenants and the discovery of what appear to be chariot wheels on the bottom of
the Red Sea. Skeptics view most of these as inconclusive or otherwise consequential.





The Seal of Sargon อันโด่งดัง

แนวแบ่งแห่งฟากฟ้า

หลังจากศึกษาวิจัยร่วมกันมาอย่างยาวนาน สมาคมนักดาราศาสตร์โลกได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
ในการแบ่งจุดสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้า(เมื่อมองจากโลก)ในปี 1925 ออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ
ได้แก่ ท้องฟ้าทางทิศเหนือ ส่วนกลาง และทิศใต้ นอกจากนี้พวกเขายังได้แบ่งกลุ่มดาวออกเป็น 88 กลุ่ม
ตามเซ็นต์ของอาธีนาทั้ง 88 คน เอ๊ย... เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตและจดจำ

มันเป็นเรื่องใหม่ สำหรับพวกเราแต่ไม่ใหม่เลยสำหรับชาวสุเมเรียนเมื่อค่อนหมื่นกว่าปีก่อน
พวกเขาแบ่งสวรรค์(ท้องฟ้า)ออกเป็น 3 เส้นหรือ 3 วิถี(ways)

วิถีด้านเหนือถูกตั้งชื่อตามเทพ Enlil, ด้านใต้เป็นของ Enki ส่วนวิถีที่อยู่ตรงกลางถูกตั้งตามชื่อของ
บิดรเทพ Anu นอกจากนั้นชาวสุเมเรียนยังรู้จักที่จะแบ่งดาวบนท้องฟ้าออกเป็นกลุ่มดาว
ซึ่งใน The Way of Anu นั้นชาวสุเมเรียนเขาแบ่งกลุ่มดาวออกเป็น Zodiac หรือจักรราศีทั้งหมด 12 ราศี
แบบเดียวกับที่พวกเราแบ่งในปัจจุบันเด๊ะ

หลักการก็คือ พวกเขาแบ่งวงโคจรรอบดวงอาทิตย์(ของโลก)ออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน
แต่ละส่วนมี 30 ดีกรีจาก 360 องศาของวงโคจร ดวงดาวที่ปรากฏแก่สายตาในแต่ละส่วนแบ่งนั้น
จะถูกนำมาจัดเป็นหมู่ดาว พร้อมตั้งชื่อให้กับหมู่ดาวเหล่านั้นตามรูปทรงที่คนโบราณอย่างพวกเขา
จะมองเห็นเป็นอะไร

คำว่าจักรราศีนั้นเรามาจากคำว่า Zodiac อันมาจากคำภาษากรีกว่า ZodiakosKyklos หรือ Animal Circle
รูปลักษณ์ของกลุ่มดาวจะถูกแทนที่ด้วยสัตว์เช่น สิงโต ปลา หรืออื่นๆที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
ทราบกันไหมครับว่า Zodiac ของชาวกรีกนั้นเอามาจากพื้นฐานทางดาราศาสตร์ของชาวสุเมเรียนโบราณ
พวกเขาเรียกมันว่า UL.HE หรือ The Shiny Herd ครับ และนี่คือรายชื่อของ Zodiac ในภาษาสุเมเรียนครับ

1. GU.AN.NA (Heavenly Bull) Taurus
2. MASH.TAB.BA (Twins) or Gemini
3. DUB (Pinchers or Tongs) the crab, or Cancer
4. UR.GULA (Lion) Leo
5. AB.SIN (Her father was Sin), the maiden, Virgo
6. ZI.BA.AN.NA (Heavenly fate), the scales of Libra
7. GIR.TAB (Which claws and cuts), Scorpio
8. PA.BIL (Defender), the Archer, Sagittarius
9. SURHUR.MASH (Goat fish), Capricorn
10. GU (Lord of Waters), the water bearer, Aquarius
11. SIM.MAH (Fishes), Pisces
12. KU.MAL (Field Dweller) the ram, Aries






Zodiac Sign ในแบบฉบับของชาวสุเมเรียน1





Zodiac Sign ในแบบฉบับของชาวสุเมเรียน2





Zodiac Sign ในแบบฉบับของชาวสุเมเรียน3





ว่าด้วยระบบสุริยะ

ผ่านตากันไปแล้วนะครับกับจักรราศีของชาวสุเมเรียน คราวนี้ก็มาถึงหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง
ซึ่งยืนยันกับเราได้เป็นอย่างดีว่า คนโบราณเหล่านี้รู้จักปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์พอๆกับที่
พวกเรารู้จักกัน ชาวสุเมเรียนมีคำๆหนึ่งซึ่งใช้เรียกระบบสุริยะหรือ Solar System ของเราว่า MUL.MUL
ผมคงไม่สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำด้วยการไล่รายละเอียดของระบบสุริยะ ให้คุณๆฟังกันหรอกนะครับ
ว่าระบบนี้ประกอบด้วยศูนย์กลางและดาวเคราะห์บริวารกี่ดวง ได้แก่ดาวอะไรบ้าง
เพราะทุกๆคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว

โครงสร้างระบบสุริยะของชาวสุเมเรียนก็ไม่ต่างกันเลยกับโครงสร้างที่พวกเรารู้จัก ยกเว้นจำนวนของ
ดาวเคราะห์บริวารซึ่งรายชื่อที่คนโบราณเหล่านี้ระบุไว้นั้น มันมากกว่าที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันบอกเราเอาไว้
ชาร์ลส์ ไวโรลีออด นักภาษาศาสตร์ได้ทำการแปลเอกสารโบราณอันอธิบายถึง MUL.MUL หรือ
KAKABU / KUKKABU เอาไว้อย่างละเอียด แต่ส่วนที่น่าสนใจอยู่ที่สามบรรทัดสุดท้ายอันมีใจความว่า

The number of its celestial bodies is 12.
The stations of its celestial bodies 12.
The complete months of the moon, is 12.

เอาล่ะสิครับ ชนชาติที่เจริญด้วยวิทยาการซึ่งพวกเราได้ซึมทราบกันดีอย่างชาวสุเมเรียนนี้
ได้ให้หลักฐานชิ้นสำคัญไว้กับอนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเราเสียแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า MUL.MUL
อันหมายถึงระบบสุริยะในแนวคิดของพวกเขานั้นประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 12 ดวง
(ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์อื่นๆ) ในบทแรกๆผมได้กล่าวถึงความสำคัญของ
หมายเลขสิบสองในสายตาของคนโบราณไปแล้ว ดังนั้นผมไม่ย้ำรายละเอียดเรื่องเลข 12 อีกแล้วนะครับ
นอกจากจะเพิ่มเติมให้ว่าชาวสุเมเรียนโบราณถือว่ามหาจักร (The Great circle of Gods) ของพวกเขา
ประกอบไปด้วยเทพ 12 องค์ เทพอายุเยาว์จะเข้ามาแทนที่ในลำดับมหาจักรนี้ได้ก็ต่อเมื่อเทพอาวุโส
ที่เคยอยู่มาก่อนได้สิ้นชีพไปแล้วเท่านั้น

ต่อเรื่องเลข 12 อีกหน่อยดีกว่า โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของอารยธรรมมนุษย์กับเลขดังกล่าวนี้นั้น
ปัจจุบันยังตกทอดมาสู่พวกเรา เช่น ในปีหนึ่งเรามี 12 เดือน, ในหนึ่งวันเรามี 2 คาบ คาบละ 12 ชั่วโมง
อันเป็นการแบ่งกลางวันและกลางคืน

ไม่ประหลาดใจกันหรือครับว่า เลขฐานที่พวกเราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นฐานสิบก็จริง แต่เมื่อไหร่
ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อทางศาสนาแล้ว คนโบราณมักเลือกใช้เลข 12 เป็นหลัก เช่น
การแบ่งส่วนสวรรค์ของชนชาติโบราณต่างๆมักลงตัวด้วยเลข 12, เทพโบราณของชาวกรีกก่อนหน้า
ราชวงศ์โอลิมปัสก็มีอยู่ 12 องค์, ชาวอิสราเอลโบราณ 12 เผ่า, ส่วนประกอบเกราะของ High Priest
ของชาวอิสราเอลโบราณมีทั้งหมด 12 ชิ้นตามสัดส่วนแห่งสวรรค์, อัครสาวกทั้ง 12 ของพระเยซู ฯลฯ


ภาพแสดงระบบสุริยะของชาวสุเมเรียนนั้น นอกจากดาวเคราะห์ดวงที่พวกเรารู้จักกันยังมีดาวเคราะห์ลึกลับ
อยู่อีกดวงหนึ่ง ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์อันหมายถึงการส่องสว่างอย่างเจิดจ้า เป็นที่พำนักของ
The Anunnaki เทพเจ้าที่เสด็จลงมาจากห้วงฟ้าของพวกเขา และเป็นสัญลักษณ์แทนบิดรเทพ Anu
เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของชาวสุเมเรียนโบราณ

ก็ประหลาดดีเหมือนกัน(ในสายตาของคนปัจจุบัน) ที่คนโบราณที่มีอารยธรรมย้อนหลังไปนับหมื่นปีเหล่านี้
จะรู้เรื่องของระบบสุริยะ รู้ว่ามีดาวเคราะห์อีกหลายดวงอยู่ถัดจากดาวเสาร์ออกไป ดาวเหล่านั้นมองไม่เห็น
ด้วยตาเปล่า ถึงพวกเราเองก็เถอะครับ เราเพิ่งค้นพบดาวเหล่านี้โดยพึ่งอุปกรณ์อันทันสมัยและวิชาการ
คำนวณยุคใหม่มา เมื่อไม่นานนี้เอง หากหั่นทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศทิ้งไป เราคงได้แต่งุนงงสงสัย
เพราะหาคำอธิบายในความรู้อันนี้ของคนโบราณไม่ได้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าทฤษฎีนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด
อยู่พอสมควร นักวิชาการผู้ข้าม field มาศึกษาในสาขาวิชาแขนงนี้ก็ไม่ได้คิดกันไปเองอย่างเลื่อนลอย
พวกเขาอาศัยคำยืนยันจากเอกสารโบราณหรือหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ทั้งนั้น

โดยเฉพาะชาวสุเมเรียนโบราณที่ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า The Anunnaki (Nefilim ตามไบเบิล)
เทพเจ้าของพวกเขานั้นเดินทางมาจากดาวเคราะห์ยักษ์ใหญ่ซึ่งอยู่โพ้นดาวเสาร์ออกไป

ดาวดวงนั้นมีชื่อว่า Marduk หรือ Nibiru ครับ...



เด๋วค่อยกลับมาต่อนะคะ หิวข้าวแล้วอ่ะ
โดย sunny [19 ก.ย. 2550 , 20:30:04 น.]


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Sat Mar 06, 2010 1:33 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 9:34 pm

Chapter Seven: The Epic of Creation

Enuma Elish

เรื่องราวทั้งหลายเริ่มต้นจากการพยายามอ่านจารึกของชาวอัคเคเดียนที่มีอายุประมาณ 3000 ปี
ก่อนคริสตกาล จารึกดังกล่าวปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Vorderasiatische Abteilung ในเบอร์ลินตะวันออก
(ถ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยียนล่ะก็ลองถามหาแคตตาล็อกหมายเลข VA/243 จากภัณฑารักษ์เค้าดูนะครับ
นายโซนิคเองคาดว่าคงไม่มีวาสนา) ตัวผนึก(Seal)มีรูปของวัตถุทรงกลม 11 ดวงรายล้อมทรงกลมดวงใหญ่
ที่เปล่งรัศมีเจิดจ้า ภาพลักษณะนี้เป็นที่คุ้นตานักโบราณคดีเป็นอย่างดีครับ ว่ามันคือตัวแทนของ
ระบบสุริยะตามความเชื่อของชาวสุเมเรียนโบราณ...

...ระบบสุริยะที่ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 12 ดวง

หนังสือชุด 12th Planet ของ Zecharia Sitchin กล่าวถึงมหากาพย์แห่งการสร้าง Enuma Elish ว่า
มหากาพย์นี้หาใช่เทพตำนานตามที่ชนรุ่นหลังอย่างพวกเราเข้าใจไม่ หากแต่เป็นประวัติศาสตร์
การก่อกำเนิดของโลกราหูใบนี้ซึ่งถูกเล่าเอาไว้ในรูปของเทพตำนาน ผู้ตีความต้องมีความเข้าใจ
ทั้งในด้านโบราณคดีและวิทยาศาสตร์จึงจะจับจุดและตีความมันออกมาได้ (จริงไม่จริง
พิจารณาเอานะครับ อย่าเผลอเป็นเนื้อชิ้นโตให้ผมตุ๋นเอาล่ะ ^^) มหากาพย์เรื่องนี้ซุกซ่อนความลับ
ของดาวเคราะห์สีฟ้ากับบริวารที่มีนามว่าดวงจันทร์เอาไว้อย่างมิดชิด ความลับที่กล่าวถึงการชนกัน
อย่างมโหฬารของดาวเคราะห์สองดวง หนึ่งในนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่เรารู้จักกันในนามของ
โลกหรือ Planet Earth...

ต่อไปนี้คือเนื้อหาที่ถอดความมาจาก Seven Tablets of Creation ของดินแดนเมโสโปเตเมีย
ชื่อของมันได้มาจากคำขึ้นต้นคำแรกของเรื่องคือคำว่า Enuma Elish ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษ
ได้ว่า When in the heights

When in the heights…heaven had not been named…
And below, firm ground (Earth) had not been called.

เรื่องราวต่อจากนั้นของมหากาพย์ได้กล่าวถึงเทพเจ้าแห่งสวรรค์ผู้ร่วมกันให้กำเนิดเทพองค์อื่น
เพิ่มขึ้นเป็นลำดับจำนวนของเทพเจ้าบนท้องฟ้าได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เทพรุ่นเยาว์เหล่านี้สร้างเสียงดัง
และความโกลาหลอยู่ไม่หยุดหย่อนยังความรำคาญให้แก่บิดรเทพผู้ให้กำเนิดเป็นยิ่งนัก


Some of The Seven Tablets of Creation



เนื้อหาในส่วนนี้กล่าวถึงกำเนิดของระบบสุริยะ ในความว่างเปล่าอันมหาไพศาลของห้วงอวกาศ
เทพเจ้า(The Gods - The Planets)ได้ถือกำเนิดขึ้น เทพเหล่านี้ถูกตั้งชื่อและกำหนดชะตากรรม
(Destinies - อาจหมายถึงวงโคจร) ให้ดำรงอยู่เยี่ยงนั้นตลอดกาล น่าประหลาดใจมากครับที่
ตำนานของชาวสุเมเรียนดันไปตรงกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ข้อหนึ่ง กล่าวคือในมหากาพย์
อิลนูมา เอลลิช ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเทพเจ้า(หรือดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ)ออกมาว่า
เทพเจ้าถือกำเนิดจากละอองหมอก ซึ่งตรงกับทฤษฎีการกำเนิดดวงดาวที่ว่า
ดวงดาวในอวกาศเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มก๊าซที่ร้อนจัด ดาวเคราะห์บริวาร
ในระบบใดๆจะมีวงโคจรรอบดาวแม่อยู่เช่นนั้นนิรันดรซึ่งก็ตรงกันกับข้อความที่ว่า
ชะตากรรมและตำแหน่งของเทพเจ้าบนสวรรค์ จะดำรงอยู่เช่นนั้นโดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


ผู้มีบทบาทสำคัญในตอนต้นของ The Epic of Creation นี้ประกอบไปด้วย Apsu
(ผู้ถือกำเนิดก่อน), MUM.MU (ผู้กำเนิดขึ้น), และ Tiamat (สตรีแห่งชีวิต)

Apsu หมายถึงดวงอาทิตย์ และใกล้ๆตัวของ Apsu จะมีเทพนาม MUM.MU คอยสนองโองการอยู่ไม่ห่าง
นอกจากนั้นยังทรงคอยทำหน้าที่คอยเป็นทูตส่งข่าวจาก Apsu ไปยังเทพองค์อื่นๆ คงพอจะเดาออกนะครับ
ว่า MUM.MU หมายถึงดาวพุทธนั่นเอง ถ้าคุณยังจำเทพนิยายของกรีกและโรมันที่กล่าวถึงบทบาทของ
เทพ Mercury ได้ คุณก็คงพอจะนึกออกว่าแนวคิดเรื่องความไวและบทบาทของเทพแห่งการสื่อสารของ
Mercury นี้ชาวกรีกโบราณเค้ารับการถ่ายทอดมาจากไหน

ถัดออกไปก็เป็น Tiamat นางเป็นอสูรร้ายในตำนานที่ถูกเทพมาร์ดุค(Marduk)สับร่างกายขาดเป็นชิ้นๆ
ในเวลาต่อมา นางเป็นดวงดาวที่หายไปากสารบบดาวของชาวสุเมเรียน ถึงกระนั้นบทบาทของ Tiamat
ก็นับว่ามีความสำคัญยิ่งครับ เพราะนางเป็นถึง 1 ใน 3 องค์ประกอบหลักของจักรวาล
(ตามที่มหากาพย์กล่าวเอาไว้) เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของน้ำแห่งชีวิต(ชาวสุเมเรียนเชื่อว่า
สรรพชีวิตบนโลก ถือกำเนิดมาจากน้ำ ซึ่งก็ตรงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่ว่า
ชีวิตถือกำเนิดมาจากท้องทะเลอีก) และที่สำคัญคือเป็นต้นกำเนิดของเทพเจ้าคู่หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมา
ณ ห้วงอวกาศที่อยู่ระหว่าง Apsu และ Tiamat

Their waters were mingled together… Gods were formed in their midst:
God "LAH.MU" and God "LAHA.MU" were brought forth, By name they were called....

ชื่อของเทพเจ้าทั้งสองที่กำเนิดขึ้นมานั้นมาจากรากศัพท์คำว่า LHM (ผู้ก่อสงคราม)
ถ้าเราพิจารณาดีๆแล้วจะเห็นว่า บทบาทของเทพแห่งสงความของคนโบราณถูกยกให้แก่
เทพเจ้าชายหญิงคู่หนึ่ง ผู้ก่อสงครามฝ่ายชายได้แก่พระอังคารหรือ Mars อันนี้คง
ไม่ต้องอธิบายกันมากเพราะแนวคิดเรื่องเทพเจ้าแห่งสงครามองค์นี้ตรงกัน
ในหลายๆวัฒนธรรม
ส่วนเทพฝ่ายหญิงนั้น คุณๆคงนึกถึงเทวีพัลลัสอาธีนาของกรีก ซึ่งผิดครับ
เทพผู้ก่อสงครามของชาวเมโสโปเตเมีย หมายถึงดาวศุกร์ (Venus) ซึ่งรับควบไป
สองตำแหน่งคือ เป็นทั้งเทวีแห่งความรักและสงคราม


ในมหากาพย์เรียกเทพเจ้าหรือดวงดาวคู่นี้ว่า LAH.MU และ LAHA.MU อันเป็นชื่อของชายหญิงคู่หนึ่ง
แหละหมายความถึงดาวอังคารและดาวศุกร์ตามลำดับ ซึ่งนอกจากจะให้ความหมายตรงตามตำนาน
เทพปกรณัมแล้ว ยังเป็นความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันว่าผู้ชายมาจากดาวอังคาร
-ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์อีกด้วย


สองสามย่อหน้าก่อนผมกล่าวถึงเทพเจ้า(ดาวเคราะห์)ผู้อยู่ถัดจากดาวอังคารที่ได้ หายไปจากสารบบ
ใช่ไหมครับ มหากาพย์นี้ทำให้เราฉุกคิดถึงข้อสันนิษฐานทางดาราศาสตร์ข้อหนึ่งที่ว่า
เคยมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งอยู่ตรงนั้น และจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ดาวดวงนั้นได้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
คงเหลือแต่แถบดาวเคราะห์น้อยหรือ Asteriods Belt อยู่บริเวณนั้น ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกันในข้อที่ว่า
มหากาพย์โบราณเรื่องนี้ที่ดูเผินๆเหมือนนิทานนั้น กลับมีข้อเท็จจริงตรงกับทฤษฎีทางดาราศาสตร์
หลายข้อในปัจจุบันอย่างที่สุด อืมห์... ก็คงจะบังเอิญนั่นแหละครับ เพียงแต่มันบังเอิญบ่อยไปหน่อย
เท่านั้นเอง ฮ่า ฮ่า...

Before they had grown in age, And in stature to an appointed size…
God "AN.SHAR" and God "KI.SHAR" were formed, Surpassing them in size.
As lengthened the days and multiplied the years,
God "ANU" became their son….of his ancestors, a rival. The "AN.SHAR’S" first-born "ANU",
As his equal and in his image begot "NU.DIM.MUD".

มหากาพย์บอกกับเราต่อไปว่า ขณะที่ดาวอังคารและดาวศุกร์กำลังก่อตัวเพื่อที่จะเป็นดาวเคราะห์
ขนาดจำกัดนั้น มีดาวอีกคู่หนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้น เป็นดาวที่มีความสำคัญทั้งขนาดและศักดิ์ศรีในระบบสุริยะ
(และรวมไปถึงความสำคัญในฐานะประมุขแห่งเทพเจ้าในเทพปกรณัมของหลายๆวัฒนธรรมอีกด้วย)
ดาวคู่นั้นมีนามว่า AN.SHAR (มกุฏราชกุมาร ผู้มีความสำคัญที่สุดแห่งสรวงสวรรค์) และ KI.SHAR
(ผู้เกิดก่อนดินแดนใดๆ) ซึ่งเมื่อดูจากสัญรูปที่ปรากฏในจารึกแล้วเทพเจ้าคู่นี้หมายถึงดาวเสาร์และ
ดาวพฤหัสอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

เมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง เทพเจ้าอีกสามองค์ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เทพองค์แรกได้แก่ ANU
เทพ ANU นี้มีขนาดเล็กกว่า AN.SHAR และ KI.SHAR แต่มีขนาดใหญ่กว่าเทพองค์แรกคือ
ดาวพุทธ(หรือ MUM.MU) ถัดจากนั้น ANU ได้ให้กำเนิดดาวเคราะห์ซึ่งมีขนาดและรูปลักษณ์ใกล้เคียง
กับตนคือ NU.DIM.MUD หรือ EA/ENKI ที่ผมกล่าวถึงบทบาทของเทพองค์นี้ไปแล้วในบทแรกๆนั่นเอง

ถ้าให้คุณเดาต่อว่าเทพ ANU กับ ENKI นี่หมายถึงดาวเคราะห์คู่ไหน คุณก็คงบอกผมได้ไม่ยากนะครับว่า
คือดาวยูเรนัส (Uranus) กับดาวเนปจูน (Neptune) นั่นเอง (ของกล้วยๆใช่มะ ^^)



แล้วถัดจากนั้นล่ะครับ ดาวเคราะห์ขนาดเล็กจิ๋วที่เรารู้จักกันในนามของดาวพลูโต (Pluto)
มหากาพย์ Enuma Elish ได้กล่าวถึงหรือไม่


ไม่มีดาวพลูโตครับ... ตรงกับข้อถกเถียงกันในวงการดาราศาสตร์ปัจจุบันว่า
ดาวเคราะห์สองดวงอันได้แก่ พลูโตและเซดน่านั้นควรหรือไม่ที่จะจัดให้อยู่
ในสารบบดาวเคราะห์ในสุริยะจักรวาลของเรา

(อันเนื่องมาจากขนาด พฤติกรรมและนิยามของคำว่าดาวเคราะห์ในทฤษฎีทางดาราศาสตร์นั่นแหละครับ)
ถึงกระนั้นมหากาพย์เรื่องนี้ก็ยังมีบทของดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งซึ่งมีนามว่า GA.GA ผู้ถือกำเนิดมาจาก
เทพ AN.SHAR หรือดาวเสาร์

แผนผังจักรวาลของชาวสุเมเรียนโบราณได้ให้ขนาดและความสำคัญของ GA.GA ให้เทียบชั้นได้กับ
MUM.MU หรือดาวพุทธ ซึ่งในทางดาราศาสตร์แล้วดาวทั้งสองดวงนี้มีอะไรที่ออกจะคล้ายๆกันอยู่
แต่มันก็น่าแปลกตรงที่ว่า ถ้าคนโบราณใช้สัญลักษณ์ของ GA.GA แทนดาวพลูโตจริงๆแล้วล่ะก็
เหตุไฉนพวกเขาจึงเอาตำแหน่งของดาวดวงนี้ไปวางถัดจากดาวเสาร์ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันควรจะอยู่
ถัดจากดาวเนปจูนล่ะครับ เป็นไปได้ไหมว่าเทพ GA.GA ของชาวสุเมเรียนมีความหมายแทนดวงจันทร์
ดวงใดดวงหนึ่งของดาวเสาร์ ซึ่งจัดว่ามีความสำคัญจนถึงขั้นถูกยกให้เป็นเทพเจ้าในสารบบแห่งสวรรค์
ของพวกเขาในทำนองเดียวกับดวงจันทร์ของโลก ที่ถูกนับให้เป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งไปด้วย

เพื่อกันไม่ให้คุณสับสน เดี๋ยวเราจะมาไล่ลำดับของเทพเจ้าเปรียบเทียบกับลำดับของดาวเคราะห์ใน
ระบบสุริยะกันใหม่ เทพแห่งระบบสุริยะของชาวสุเมเรียนที่เราได้ทำความรู้จักกันไปแล้วได้แก่

Sun-APSU
Mercury-MUMMU
Venus-LAHAMU
Mars-LAHMU
TIAMAT
Jupiter-KISHAR
Saturn-ANSHAR
Pluto-GAGA
Uranus-ANU
Neptune-NUDIMMUD (EA)

ไล่ดูนะครับว่ายังขาดดาวเคราะห์ดวงไหนในระบบสุริยะไปอีก เท่าที่ดูๆแล้วก็น่าจะครบน่ะนะครับ
ปฐมสมาชิกแห่งระบบสุริยะของชาวสุเมเรียนในยุคปฐมกำเนิดก็ดูจะมีเพียงเท่านี้ เมื่อเทียบกับ
แผนผังระบบสุริยะในปัจจุบันแล้วก็นับว่าเกือบครบจะขาดไปก็เพียงแต่โลกของเราเท่านั้น...

เฮ้ย! แล้วโลก(รวมไปถึงดวงจันทร์)ของเราล่ะครับไปอยู่ซะที่ไหน โลกของเราไม่ใช่สมาชิก
ในช่วงปฐมกำเนิดของระบบสุริยะหรอกรึ?

Earth an The Moon

ตามตำนานของชาวสุเมเรียนกล่าวไว้ว่า โลกและดวงจันทร์อันเป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบสุริยะ
(ตามความเชื่อของพวกเขา) นั้นถูกสร้างขึ้นมาหลังสุดครับ แต่เป็นการสร้างที่ค่อนข้างน่าหวาดเสียว
อยู่สักหน่อย คือสร้างการจากชนกันของดาวเคราะห์สองดวง

ระบบสุริยะในช่วงนั้นขาดความเสถียรเป็นอย่างมาก เทพเจ้า(ดาวเคราะห์)แต่ละองค์ตกอยู่
ในความโกลาหล โดยเฉพาะเมื่อเทพเจ้าองค์ใหม่แห่งระบบปรากฏตัวขึ้น พลังอำนาจและแรงดึงดูด
ที่กระทำต่อกันของเทพเจ้าในแต่ละวงโคจรจึงเริ่มปั่นป่วนเกินจะควบคุมได้ ความรุนแรงของเหตุการณ์นี้
สร้างความตระหนกให้กับสุริยเทพ Apsu เป็นยิ่งนัก มากไปกว่านั้นบทหนักของการถูกรบกวนจาก
แรงดึงดูดล้วนไปตกอยู่ที่ Tiamat หนึ่งในเทพผู้สร้างดั้งเดิมทั้งสาม

เพื่อไม่ให้สถานการณ์ร้ายแรงไปกว่านั้น เหล่าเทพจึงได้เรียกเทพองค์ใหม่มาสร้างความสันติให้บังเกิด
แก่ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ขนาดยักษ์ผู้มีเทวานุภาพเป็นรองเพียงแต่สุริยเทพ Apsu เทพองค์นี้
ก่อตัวขึ้นในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ตามปกติแล้วเทพองค์นี้มีชะตากรรม(หมายถึงวงโคจร)
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร แต่เมื่อระบบสุริยะเกิดความปั่นป่วนเสียสมดุลย์ เทพองค์นี้จึงถูกแรงดึงดูด
ดึงเข้ามายังระบบสุริยะ และตามตำนานกล่าวไว้ว่าเทพ(ดาวเคราะห์)ที่ส่งผลในการดึงเทพองค์ใหม่
เข้ามานี้คือดาวเนปจูน (NUDIMMUD) ถ้าคุณได้อ่าน Enuma Elish ฉบับการ์ตูนที่ผมเอาไปโพสต์ไว้
ในเว็บบอร์ด คุณก็คงรู้แล้วนะครับว่านามของเทพองค์นี้ก็คือ Marduk หรือ Nibiru นั่นเอง

In the Chamber of Fates, the place of Destinies…
A God was engendered…..most able and wisest of the Gods…
In the heart of the deep…..was "MARDUK" created…

ด้วยการปรากฏกายจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น Marduk ยังอยู่ในฐานะของเทพที่เพิ่งกำเนิดใหม่
ทรงเพ่นความร้อนแรงจากเปลวไฟและรังสีไปรอบทิศ ตามตำนานกล่าวว่า อาภรณ์อันทรงรัศมีของ
Marduk เกิดจากการประทานของเทพทั้งสิบแห่งระบบสุริยะ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าตรงนี้
เป็นเรื่องของภาษาพาไปหรือว่าหมายถึงความปั่นป่วนของสนามแม่เหล็ก ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลาย
ได้กระทำแก่กันในช่วงเกิดกลียุค แต่ผลสรุปก็คือ Marduk ถูกดึงเข้าสู่แกนกลางของระบบสุริยะ
อย่างช้าๆ โดยมีดวงอาทิตย์เป็นจุดหมายปลายทาง



ภาพแสดงการเข้าสู่ระบบสุริยะของ Marduk/Nibiru

การเข้าสู่ระบบสุริยะของเทพองค์นี้นับว่าสร้างความครื้นเครงจนสวรรค์แทบถล่ม เมื่อ Marduk
โคจรผ่านดาวเนปจูน(NUDIMMUD) สนามแม่เหล็กระหว่างสองดาวเคราะห์ได้เกิดแรงกระทำ
ระหว่างกันขึ้น ฤทธิ์ของเนปจูนทำให้ร่างของ Marduk ร้าวปูดออกมาแต่ก็ไม่ถึงกับหลุดแยกออก
จากร่างกายหลัก แต่พอเฉียดเข้าใกล้ยูเรนัส (เทพบิดร Anu) เท่านั้นแหละครับ แผลที่เดิมที่เกิด
ก็ฉีกควากออกทันที ผลก็คือส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ยักษ์ดวงนี้ได้หลุดออกทั้งกระบิ
และแยกตัวออกเป็นสี่ส่วนโคจรรอบดาวแม่ในลักษณะของดาวบริวารไปเลย

ตามตำนานกล่าวว่า ANU/Uranus เป็นผู้บันดาลพลังให้กับ Marduk โดยเสกลมทั้งสี่ทิศห่อหุ้ม
เทพองค์ใหม่เอาไว้ ลมทั้งสี่ต่างพากันหมุนวนเป็นวงโคจรรอบกายของ Marduk อย่างรวดเร็ว
ประหนึ่งวรกายของ Marduk สวมใส่อาภรณ์ที่ถักทอจากพายุหมุนอันบ้าคลั่ง

เอาล่ะครับ เรามาไล่ลำดับที่ Marduk ทรงโคจรผ่านกันอีกทีหนึ่งดีกว่า เริ่มจาก Neptune/NUDIMMUD
จากนั้นก็เป็น ANU/Uranus เป็นลำดับที่สอง มีข้อสังเกตจากตำนานอีกอย่างหนึ่งคือ Marduk
ไม่ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้านซ้ายหรือทวนเข็มนาฬิกา หากแต่โคจรหมุนขวาตามเข็ม
ซึ่งนับว่าพิศดารผิดจารีตของดาวเคราะหบริวาร์ทุกดวง!

...อย่างเชื่องช้า Marduk โคจรผ่านสองยักษ์ใหญ่แห่งระบบสุริยะ ANSHAR/Saturn และ KISHAR/Jupiter
ตามลำดับ และตรงดิ่งสู่แกนกลางของระบบเข้าไปเรื่อยๆ หากวิถีของเทพองค์นี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
แล้วล่ะก็ Marduk จะไปชนกับดาวเคราะห์ Tiamat อย่างไม่ต้องสงสัย


TIAMAT และ KINGU

การมาถึงของ Marduk สร้างความปั่นป่วนให้กับห้วงอวกาศรอบ Tiamat และดาวเคราะห์ชั้นในอีกสามดวง
อันได้แก่ ดาวพุทธ ดาวศุกร์ และดาวอังคาร แรงกระทำที่เกิดขึ้นรุนแรงราวกับจะฉีกห้วงอวกาศ
รายรอบออกเป็นชิ้นๆ Tiamat โดนรบกวนอย่างหนักและเริ่มเสียเสถียรภาพราวกับตกอยู่ในวังวนของพายุ

ตามตำนานแล้ว Tiamat ป้องกันการโจมตีของ Marduk ด้วยการสร้างมอนสเตอร์จาก
ชิ้นส่วนของตนเองจำนวน 11 ตน
จากนั้นจึงบัญชาให้มอนสเตอร์เหล่านั้นเข้าโรมรันกับ
เทพองค์ใหม่ Marduk ระหว่างที่เทพทั้งสองโคจรเข้าใกล้กัน เปลวเพลิงอันโชติช่วงได้ลุกไหม้
แผ่รังสีไปรอบอาณาบริเวณ ซึ่งตรงนี้นะครับ หากมองอย่างหนังวิทยาศาสตร์แล้วล่ะก็ มอนสเตอร์
ที่ถูกสร้างจากร่างกายของ Tiamat ก็น่าจะหมายถึงดวงจันทร์บริวารหรือไม่ก็ชิ้นส่วนของดาวเคราะห์
Tiamat ซึ่งแยกตัวออกจากดาวแม่เนื่องจากความรุนแรงของสนามแม่เหล็ก



Tiamat เทวีผู้รับบทมังกรร้ายในเทพนิยายและอีกหลายๆเกมส์ในยุคนี้

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้นี่เองครับ ในบรรดาดวงจันทร์บริวารของ Tiamat นั้นมีอยู่ดวงหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า
KINGU ซึ่งเจ้า Kingu นี้ตามตำนานกล่าวว่าเป็นเทพอีกองค์หนึ่งซึ่ง Tiamat ได้สร้างขึ้นจาก
ร่างกายของนางเอง

She exalted KINGU, In their midst, she made him great….
The High command of the battle, She entrusted into his hand….

ด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาลที่ดาวเคราะห์สองดวงกระทำต่อกัน ดวงจันทร์บริวารขนาดใหญ่ดวงนี้
เลยเคลื่อนตัวเข้าหาดาวเคราะห์ Marduk อย่างไม่มีอะไรจะหยุดได้ ซึ่งนี่เป็นการเปลี่ยนฐานะ
ของ KINGU จากเดิมที่เป็นเพียงดาวเคราะห์บริวารมาเป็น tablet of destinies แน่นอนครับว่า
เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้แก่เทพเจ้า(ดาวเคราะห์)ดวงอื่นๆในระบบ


เทพ Marduk โปรดสังเกตสัญลักษณ์กางเขนของ planet of the Cross

เมื่อดาวเคราะห์ดวงใหม่(KINGU)ถือกำเนิดขึ้นในลำดับที่สี่ของระบบความเสถียรที่เคยมีอยู่เดิม
ก็เริ่มปั่นป่วนสิครับ เหล่าเทพเจ้าถกเถียงกันว่าใครกันที่ให้สิทธิ์แก่ TIAMAT ในการถือกำเนิด
ดาวเคราะห์ดวงใหม่แบบนี้ เทพ Neptune/NIMMUDUD รู้สึกร้อนใจเป็นกำลัง เลยตัดสินใจนำปัญหานี้
ไปปรึกษากับ Saturn/ANSHAR รายละเอียดของการหารือนี้ไม่เป็นที่ปรากฏเนื่องจากแผ่นจารึก
ที่กล่าวถึงตอนนี้ชำรุดครับ เลยได้แต่เดาๆกันไปเองว่าทั้งคู่ปรึกษาอะไรกันบ้าง แต่ผลสรุปของ
การหารือในครั้งนี้ก็คือจะต้องมีใครทำอะไรซักอย่างกับ KINGU และ TIAMAT ม่ายอย่างนั้น
ระบบสุริยะมีปัญหาแน่

ถ้าอ่านแล้วงงก็ทำใจหน่อยนะครับ เพราะบทนี้ผมจะพูดปนๆกันไประหว่างตำนานและการตีความ
โดยจะสรุปเอา ไม่เล่าแบบการแปลบรรทัดต่อบรรทัด(ซึ่งแน่นอนว่าให้รายละเอียดที่ครบถ้วน
มากกว่า แต่ผมไม่สะดวกเรื่องเวลาที่จะทำแบบนั้น ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย^^)

ว่าแต่ใครกันล่ะที่จะยอมเผชิญหน้ากับ TIAMAT? แม้แต่บิดรเทพ Uranus/ANU เองก็ยังส่ายหัว
ไม่เอาด้วย พระองค์ให้เหตุผลว่า TIAMAT น่ะจะเข้าไปพบนางเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไปแล้วกลับไม่ได้
นี่สิ...ที่เป็นปัญหา ก็เห็นจะจริงล่ะครับ ขืนพุ่งเข้าไปเป็นมีปัญหากับดวงอาทิตย์แน่ๆ
แล้วทีนี้จะทำอย่างไรกันล่ะ?


Earth an The Moon

เมื่อMarduk โคจรผ่านดาวเนปจูนและยูเรนัสไปและเข้าใกล้วงแหวนของ ANSHAR/Saturn
(ถึงบอกไงว่ามันเป็นตำนานที่น่าทึ่ง เพราะต่อให้ตัดเรื่องของพระเจ้าจากอวกาศออกไป
คนโบราณเหล่านี้ก็ยังมหัศจรรย์อยู่ดีที่พวกเขารู้ว่าดาวเสาร์มีวงแหวน) ANSHAR/Saturn
จึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันทีครับว่าจะจัดการกับ TIAMAT ซึ่งกำลังสร้างปัญหานี้อย่างไรดี
กุญแจสำคัญของการนี้อยู่ที่ดาวเคราะห์ยักษ์ที่ชื่อ MARDUK/NIBIRU นี่แหละ

ตามปกติแล้ว MARDUK กับ TIAMAT จะไม่มีวันจ๊ะเอ๋กันได้เลย เนื่องจากวงโคจรรอบดวงอาทิตย์
ของ Marduk นั้นกินรัศมีกว้างมาก กว้างกว่าดาวเคราะห์บริวารดวงใดๆในระบบสุริยะ ทว่าด้วยแผนของ
ANSHAR/Saturn วงโคจรของ Marduk เลยเบี่ยงไปจากเดิมเล็กน้อย

ผมเข้าใจว่าแผนดังกล่าวเป็นเพียงการต่อเติมของคนโบราณครับ เรื่องของเรื่องคือเมื่อสนามแม่เหล็ก
เกิดผันผวนวงโคจรของ Marduk ก็เลยเบี่ยงไปอย่างที่กล่าวไปแล้ว หลังจากผ่านดาวยูเรนัสกับเนปจูนมาได้
Marduk ก็มาเฉียดยักษ์ใหญ่อย่างดาวเสาร์(ANSHAR)เข้าให้ ยังผลให้ดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ดวงหนึ่ง
เกิดการเปลี่ยนแปลง และหลุดออกไปเป็นดาวเคราะห์อิสระอีกดวงคือ Pluto/GAGA ในที่สุด
...
แต่ตรงนี้ก็มีคนแย้งขึ้นมาเยอะเหมือนกันครับว่า Zecharia Sitchin ให้คำอธิบายการกำเนิดดาวพลูโต
แบบตีขลุมเกินไป เพราะในแผนผังระบบสุริยะของชาวสุเมเรียนโบราณนั้นไม่ได้ระบุถึงดาวพลูโต
ณ ตำแหน่งปัจจุบันของมันเลยแม้แต่น้อย...

เป็นไปได้ไหมว่า ชาวสุเมเรียนโบราณไม่ได้นับพลูโตเป็นดาวเคราะห์อย่างที่พวกเรานับกัน
ว่ากันตามตรงนักดาราศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังเถียงกันอยู่เลยครับว่าพลูโต (รวมทั้งน้องใหม่อย่าเซดนา)
ควรได้รับการนิยามว่าเป็นดาวเคราะห์หรือไม่ เนื่องจากในตอนค้นพบพลูโตนั้นวงการดาราศาสตร์
กระหายอยู่แล้วที่จะค้นหาดาวบริวารดวงถัดๆไปของดวงอาทิตย์ อีกทั้งเลข 9 ก็เป้นเลขที่สวยงาม
ตามความเชื่อของมนุษย์อยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าพลูโตจะเข้าข่ายของดาวเคราะห์หรือไม่
พลูโตก็ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธตำแหน่งบริวารหมายเลข 9 ของดวงอาทิตย์อย่างแน่นอน

...และที่ Sitchin ตีความตำนานการกำเนิดของ Pluto ออกมาอย่างนี้ก็เพื่อให้สอดคล้อง
กับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์(ในสมัยที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้) หรืออีกนัยหนึ่ง
พยายามหาดาวเคราะห์มาให้ครบ 9 ดวงเท่านั้นเอง
แต่นี่เป้นเพียงข้อสันนิษฐานของ
นายโซนิคเท่านั้นนะครับ เท็จจริงอย่างไรไม่ขอยืนยัน



การเผชิญหน้าระหว่าง Marduk กับ Tiamat

โม้อยู่ตั้งนานมาเข้าเรื่องของเราดีกว่าครับ...

GAGA ชักนำเทพอื่นๆเพื่อกระตุ้นให้ Marduk เบี่ยงวงโคจร เทพทั้งหลายลงมติเห็นชอบและเชียร์ Marduk
กันอย่างอื้ออึง เสียงตะโกนร้องดังกึกก้องไปทั่วระบบสุริยะ Marduk ผู้ถูกยกให้เป็นจอมราชันย์องค์ใหม่
เริ่มเปลี่ยนเส้นทางเดิมของตน และมุ่งหน้าอย่างฮึกเหิมเพื่อปลิดชีพของ TIAMAT ผู้กำลังสร้างความปั่นป่วน
อยู่ในขณะนี้ ดาวเคราะห์ทั้งหลายต่างผนึกกำลังส่งแรงดึงดูดเพื่อกำหนดวงโคจรใหม่ของ Marduk
วงโคจรที่จะสร้างความสะเทือนไปทั่วระบบสุริยะ เพราะปลายสุดของการเดินทางนั้นอยู่ที่การโรมรัน
(หรืออีกนัยหนึ่งการชน)กับ อสูรร้าย TIAMAT!

ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงเริ่มปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่กัน แรงดึงดูดอันมหาศาลที่กระทำต่อกัน
เริ่มแผ่เป็นตาข่ายมหึมาและทั้งคู่ก็เคลื่อนที่เข้าใกล้กันทีละน้อยละน้อย...

ตำนานกล่าวเอาไว้ว่าอาวุธหลักที่ Marduk ใช้โรมรันกับ TIAMAT คือดาวบริวารของพระองค์อันเป็น
สายลมทั้งสี่ที่ได้รับการประทานมาจาก Uranus/ANU คือ ลมใต้ ลมเหนือ ลมตะวันออกและ
ลมตะวันตกตามลำดับ (คงหมายถึงชื่อของดวงจันทร์ ไม่ใช่สายลมจริงๆ) แถมตอนที่ Marduk
โคจรผ่านยักษ์ใหญ่อย่างดาวเสาร์และดาวพฤหัสมานั้น Marduk ทรงได้รับอาวุธอันเปนดวงจันทร์
เพิ่มมาอีกสามดวง ดวงจันทร์ทั้งสามที่กลายมาเป็นบริวารใหม่ของ Marduk อันเนื่องมาจากแรงดึงดูดนั้น
ได้แก่ ลมร้าย ลมหมุน และลมไร้พ่าย(Matchless wind)




เมื่อลมเหนือ(Northwind)ชน TIAMAT เข้า เทหวัตถุ 2 ชนิดก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
หนึ่งคือโลก อีกหนึ่งคือ Asteroid Belt


กล่าวโดยสรุป เมื่อระบบสุริยะเกิดไม่เสถียรขึ้นทำให้ดวงอาทิตย์และดาวบริวารทั้งเก้า ต้องเผชิญกับ
ดาวเคราะห์ยักษ์ใหญ่ซึ่งมีวิถีการโคจรคล้ายดาวหาง ดาวดวงนี้มาจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น
มุ่งหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ในตอนแรกดาวดวงนี้นี้โคจรผ่านดาวเนปจูน จากนั้นจึงเป็นดาวยูเรนัส
ดาวเสาร์และดาวพฤหัส จากแรงกระทำต่างๆทำให้ดาวยักษ์ดวงนี้มีบริวารเพิ่มขึ้นมาอีก 7 ดวง
และอย่างไม่มีทางเลือก ดาวยักษ์ดวงนี้ต้องชนกับดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า TIAMAT ซึ่งบังเอิญ
มาขวางวงโคจรของมันเข้า

บังเอิญว่าดาวเคราะห์ สองดวงนั้นไม่ได้ชนกันครับ (ถ้าชนจริง ป่านนี้ก็ไม่มีเราแล้วแหละ ^^)
แม้ตำนานจะว่าอย่างนั้นแตในความเป็นจริงแล้วดวงจันทร์ของ Marduk ต่างหากครับที่ชนไม่ใช่ตัว
ของ Marduk เองอย่างที่ตำนานกล่าวเอาไว้ การเผชิญหน้ากันครั้งแรกของ Marduk และ TIAMAT
ทำให้ตัวเธอปริแตกอย่างน่ากลัว เนื้อเรื่องส่วนนี้กลับมาตรงกับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์
ซึ่งผมจะกล่าวถึงในภายหลังครับ

ตามปกติแล้ววงโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์จะมี ลักษณะเกือบเป็นวงกลม (ยกเว้นพลูโต)
ส่วนวงโคจรของดาวหาง(ซึ่งก็เป็นบริวารของดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน)กับยืดออก ในลักษณะคล้ายวงรี
ดาวหางเกือบทั้งหมดมีวงโคจรที่ยาวมากๆ จนหลายครั้งที่ดาวหางเหล่านั้นจะโคจรผ่านจุดที่เรา
ไม่อาจสังเกตเห็นได้นับ ร้อยนับพันปี จนกว่ามันจะโคจรกลับเข้ามาเฉียดโลกอีกครั้ง




The Comets...

อย่างที่กล่าวไปแล้วนะครับว่าดาวเคราะห์ทุกดวงยกเว้นพลูโตนั้น มีวงโคจรในลักษณะเดียวกัน
และเกือบอยู่ในระนาบเดียวกันทั้งสิ้น แต่ดาวหางกลับมีระนาบการโคจรที่แตกต่างกันไปในแต่ละดวง
ที่น่าสังเกตก็คือ ในขณะที่ดาวเคราะห์โคจรเป็นวงกลมรอบดวงอาทิตย์ในทิศทวนเข็มนาฬิกา
ดาวหางกลับโคจรในทิศทางที่สวนกับดาวเคราะห์ ทั้งที่มันก็โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนๆกัน
คำถามก็คือทำไม

นักดาราศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีพลังงานบางอย่าง หรืออุบัติกาลอันรุนแรงบางประการ
ที่สร้างดาวหางเหล่านี้ขึ้นและเหวี่ยงมันเข้าสู่วงโคจรอันแปลกประหลาดนี้ เป็นไปได้ไหมครับว่า
ต้นกำเนิดของดาวหางบริวารผู้งดงามแห่งระบบสุริยะนั้นคือ Marduk

มันก็เป็นไปได้เหมือนกันนะครับ เพราะพี่แกโคจรแบบสวนทางกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ด้วยขนาดอันมหึมา
และแรงดึงดูดอันมหาศาล เมื่อผ่านบริเวณใด Marduk กว่ากวาดเทหวัตถุใหญ่น้อยตามรายทางเสียราบเรียบ
จนกระทั่งร้าวและแตกออกเมื่อชนกับ TIAMAT เข้า เศษชิ้นส่วนจาก Marduk จึงกลายมาเป็นดาวหาง
แรงกระทำของ Marduk ยังคงมีผลกับเศษดาวเหล่านี้ ทำให้วงโคจรของพวกมันแปลกประหลาดไป
จากดาวเคราะห์อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี่แหละครับ

ตำนานกล่าวต่อไปว่าหลังจากการต่อสู้จบลง Marduk ได้กลายเป็นเทพเหนือเทพ และคงสถิตย์อยู่
บนสวรรค์ตราบนานเท่านาน ซึ่งเราพอจะอนุมานได้ว่า Marduk/Nibiru ชนะศึก TIAMAT
แต่พ่ายต่อแรงดึงดูดของ APSU หรือดวงอาทิตย์ ทำให้ Marduk ต้องแปรสภาพจากดาวจรมาเป็น
บริวารของดวงอาทิตย์อีกดวงหนึ่ง และยังคงโคจรรอบดวงอาทิตย์มาจนถึงทุกวันนี้


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Sat Mar 06, 2010 1:32 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 9:37 pm




ข้อมูลจาก Genesis

หลังจากปราบ TIAMAT ลงได้ เทพ Marduk ก็ได้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์...อวกาศชั้นนอก
โคจรรอบ APSU หรือดวงอาทิตย์ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นอุบัติเหตุทางแรงดึงดูดโดยแท้

หลังจากปรากฏการณ์อันสะเทือนจักรวาลนี้มีอะไรต่อ? ท่านที่คุ้นเคยกับ Epic of Creation
ก็คงจะตอบได้นะครับ ว่าเป็นตำนานการสร้างโลกของ Marduk เช่นการสร้างมนุษย์ สัตว์ และ
สรรพสิ่งตามสไตล์ Mythology โบราณเขาล่ะ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่ทำให้หลายคนได้เค้าเงื่อนสำคัญ
เพราะถ้าว่าถึงตำนานแห่งการสร้างแล้ว คงไม่มีตำนานไหนตรึงใจและได้รายละเอียดเท่ากับ
บทบาทการสร้างโลกของพระยะโฮวา ในบท Genesis ของไบเบิล

ปัจจุบันนักวิชาการหลายคนยอมรับแล้วครับ ว่า Genesis มีส่วนคล้ายคลึงกับตำนานการสร้างของ
ชาวสุเมเรียนอยู่ไม่น้อยและเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตกลงใครเอามาจากใคร ฮีบรูว์หรือสุเมเรียน
เพราะถ้านับอายุแล้วสุเมเรียนเก่ากว่าเห็นๆ ประเด็นนี้เอาไว้ถกกันทีหลังเถิดครับ ทราบกันแต่ว่า
หลังจาก Enuma Elish จบลง Genesis ก็เข้ามาสานต่อเรื่องราวได้พอดิบพอดีราวกับเป็นภาคต่อกัน
ยังไงยังงั้นเลย^^

ตำนานกล่าวต่อไปว่า ชิ้นส่วนของ TIAMAT ได้กลายมาเป็นโลกที่เราอยู่อาศัยในปัจจุบัน
นั่นหมายถึงแรงปะทะระหว่างดาวเคราะห์ทั้งสอง Marduk - TIAMAT (จริงๆแล้วที่ชนคือ
ดวงจันทร์ของ Marduk นามว่า North Wind) ทำให้ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของ TIAMAT
ส่วนหนึ่งถูกผลักเข้าไปยังวงโคจรซึ่งไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดโคจรอยู่ในตอนนั้น และในที่สุด
ก็กลายมาเป็นดาวเคราะห์บิดๆเบี้ยวนามว่าโลกดังปัจจุบัน ดังที่ตำนานว่าไว้ว่า
"destined to become the Earth"…

กำเนิดของ Asteroid Belt

การชนของ Marduk ยังก่อให้เกิดปรากฏการณ์อื่นๆอีก ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรอบที่สองนั้น
Marduk เป็นฝ่ายชนเศษส่วนที่เหลือของ TIAMAT ด้วยตนเอง ชิ้นส่วนเหล่านั้นกระจัดกระจาย
กลายมาเป็นกำไลอันสวยงามแห่งสรวงสวรรค์ กำลังดังกล่าวทำหน้าที่เป็นฉากกั้นกลางระหว่าง
หมู่เทพเจ้าที่อยู่ชั้นในและชั้นนอกของสรวงสวรรค์...

...กำไลสวรรค์ตามตำนานจะเป็นอะไรไปได้ล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ Asteroid Belt หรือกลุ่มดาวเคราะห์น้อย
ในปัจจุบัน (เคยมีนักวิทยาศาสตร์บางท่านตั้งสมมติฐานว่า ต้นกำเนิดของดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้น
น่าจะมาจากการระเบิดของดาวเคราะห์บางดวง ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อมันเอาไว้สวยหรูว่าเฟอีธอน
สมมติฐานดังกล่าวใกล้เคียงกับเรื่องเล่าเก่าเก็บของเมโสโปเตเมียเมื่อเกือบหมื่นปีก่อนมากๆ
รายละเอียดอ่านได้จากลิงค์นี้ครับ
http://www.thai.net/myth/mytpln/mytpln_1.htm

ไม่ว่าคุณจะเลือกเชื่อนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันหรือตำนานของคนโบราณ (หรือไม่เชื่อฝ่ายใดเลย
รับฟังเฉยๆอย่างผม ^^) ข้อสรุปที่พ้องต้องตรงกันก็คือ ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่แบ่งดาวเคราะห์
บริวารของดวงอาทิตย์ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่เราเรียกว่าดาวเคราะห์ชั้นในได้แก่
ดาวพุทธ, ดาวศุกร์, โลกกับดวงจันทร์ และดาวอังคาร ส่วนกลุ่มที่สองเรียกว่าดาวเคราะห์ชั้นนอก
ซึ่งนับจากดาวพฤหัสเป็นต้นไป ดาวเคราะห์ทั้งสองกลุ่มถูกกั้นด้วยฉากตามธรรมชาติที่
ชาวเมโสโปเตเมียโบราณ เรียกว่ากำไลสวรรค์ ในขณะที่พวกเราปัจจุบันรู้จักมันในนามของ
Asteroid Belt ครับ



กำไลแห่งสวรรค์ Asteroid Belt ที่เป็นเส้นกั้นระหว่างดาวเคราะห์ชั้นในและชั้นนอก

จากมหากาพย์โบราณนี้ทำให้เราได้แนวทางของปริศนาหลายอย่าง ที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
ยังขบไม่แตก ผมบอกว่าแนวทางนะครับ ไม่ใช่คำตอบ หึ หึ...

เริ่มจากทฤษฎีที่ว่าเคยมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งเป็นบริวารของดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน ดาวเคราะห์ดวงนี้
หายไปจากระบบสุริยะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่อมาก็เป็นพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของดาวเคราะห์พลูโต
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นผลมาจากแรงดึงดูดของอะไรบางอย่าง (ส่วนจะเป็นอะไรนั้นปัจจุบัน
เรายังไม่ทราบ ที่แน่ๆไม่ใช่เซดนาครับ) ปริศนาอีกประการคือกำเนิดของแถบดาวเคราะห์น้อย
(Asteroid Belt) และข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวกับพวกเราทุกคนโดยตรง กำเนิดของโลกและดวงจันทร์

สำหรับบุตรชายคุณนายช่างฝันทั้งหลายคงหา คำตอบได้ไม่ยากจาก Epic of Creation ที่ผมเล่ามา
และมากไปกว่านั้น คุณอาจจะได้คำตอบที่ว่าทำไมสันฐานของโลกเราจึงไม่กลมดิกอย่างที่ควรเป็น
หากแต่มีทวีปสูงต่ำอยู่ที่ซีกหนึ่ง ส่วนซีกตรงข้าม(มหาสมุทรแปซิฟิก)กลับแหว่งเว้าเป็นหลุมมหึมา
คำถามนี้ย้อนให้เรากลับไปพิจารณาถึงตำนานที่เกี่ยวกับน้ำของอสูรร้าย TIAMAT อีกครั้ง
อสูรร้ายนางถูกคนโบราณเรียกว่า Watery Monster ครับ ดังนั้นเราไม่ต้องสงสัยอะไรเลยว่า
น้ำบนโลกของเรา(ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่แตกออกมาจาก TIAMAT)นั้นมาจากไหน

นักวิชาการในปัจจุบันมักเรียกโลกของเรา ว่า Planet Ocean เนื่องจากโลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียว
ในระบบสุริยะที่มีมหาสมุทรอันเป็นต้น กำเนิดแห่งชีวิต(เท่าที่ทราบในปัจจุบัน) แต่ก็มีหลายกระแส
สันนิษฐานว่าดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ชั้นนอกบางดวง เช่น ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส
และดาวเนปจูนก็อาจมีมหาสมุทรอยู่ด้วยเช่นกัน ข้อสันนิษฐานนี้คงกระจ่างในเร็ววันนี้แหละครับ ^^

ย้อนกลับมาที่ไบเบิลกันสักนิด มีศัพท์คำหนึ่งใน Genesis ที่น่าสนใจคือ
คำว่า Tehom(watery deep)
ซึ่งดูแล้วน่าจะแผลงมาากคำว่า TIAMAT ครับ และ
Tehom-Raba ในไบเบิลก็แปลว่า Great TIAMAT อีกด้วย
ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรใช่ไหมล่ะครับ ถ้าเรายังยึดสมมติฐานเดิมของเราอยู่ว่า
เนื้อหาในไบเบิลฉบับ Old testament นั้นส่วนหนึ่งมาจากตำนานของชาวสุเมเรียนโบราณ

ลองมาดูตรงนี้อีกนิดกับตำนานที่กล่าวถึงรายละเอียดการสร้างโลกของ the Lord เช่น
สายลมของพระองค์ที่พัดครอบคลุม Tehom เอาไว้ สายฟ้าของพระองค์ที่ปรากฏขึ้น
ท่ามกลางความมืดมิดของจักรวาล (และผ่า TIAMAT ออกเป็นส่วนๆในเวอร์ชั่นบาบิโลเนียน)
สายฟ้านี้ก่อให้เกิดโลกและ Rakia (แปลว่ากำไลที่ถูกสร้างขึ้นจากฆ้อนยักษ์) แถบแห่งสวรรค์...
แต่ความหมายของไบเบิลฉบับแปลกลับหมายความถึงท้องฟ้าทั้งหมดครับ
ไม่เหมือนฉบับของสุเมเรียนที่ชี้ชัดลงไปเลยว่า แถบแห่งสวรรค์หรือกำไลที่ถุกสร้างขึ้นนั้น
อยู่ตรงจุดที่เป็น Asteroid Belt ในปัจจุบัน

หลังจากที่ลมหนือของ Marduk พัดเอาโลกไปอยู่ในตำแหน่งของมัน โลกก็เริ่มโคจรรอบดวงอาทิตย์
ก่อให้เกิดฤดูกาลขึ้น เมื่อแกนของโลกเริ่มหมุนเวลาอันเป็นกลางวันและกลางคืนก็ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ
กันในตอนนั้นเอง...




ลำดับการสร้างโลกตาม The book of Genesis

จารึกเมโสโปเตเมียโบราณกล่าวถึงกิจของ Marduk หลังจากที่สร้างโลกขึ้นมาแล้วว่า
พระองค์ทำให้โลกมีเวลากลางวันและกลางคืนตามกฏแห่งธรรมชาติ (เห็นไหมว่าพระเจ้าอย่าง Marduk
ไม่ได้ทรงมีอภินิหารเหนือกาลเวลาอันเป็นกฏสากลแห่งจักรวาลเลย) จากนั้นเมฆและน้ำของโลก
ก็ก่อตัวขึ้นเป็นมหาสมุทร (คนโบราณพวกนี้รู้วัฏจักรของ น้ำ-เมฆ-ฝน ด้วยแฮะ ^^)
มหาสมุทรได้แบ่งโลกออกเป็นส่วนและเป็นทวีป...

เมื่อทวีปผุดตัวขึ้น Marduk ทรงก่อให้เกิดความเย็นอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนและหมอก
ฝนตกลงสู่พิภพเบื้องล่างก่อให้เกิดสายธารกัดเซาะตามทวีป ก่อให้เกิดภูเขา แม่น้ำ น้ำพุ และหุบเหว
ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้คนโบราณเชื่อว่าเป็นการรังสรรค์ของเทพเจ้าผู้ยิ่ง ใหญ่จากโพ้นอวกาศ Marduk...

มาถึงตรงนี้ Book of Genesis และ Enuma Elish (รวมถึงตำนานการสร้างโลกในอีกหลายชนชาติ)
ก้ได้กล่าวอย่างตรงกันแล้วครับว่า สถานที่ที่ชีวิตบนโลกได้ก่อกำเนิดขึ้นมาก่อนใครเพื่อนนั้นคือ
มหาสมุทร ตามมาด้วยสิ่งมีชิวิตที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างเป็นกลุ่มก้อน พวกมันอพยพขึ้นมาอยู่บนบก
จากนั้นก็เริ่มบิน...

ชีวิตกลุ่มต่อมาก็ คือบรรดาสัตว์กินพืชที่ปัจจุบันเป็นสัตว์เลี้ยงของพวกเรา นอกจากนั้นสัตว์รูปร่าง
น่าเกลียดเช่นสัตว์มีพิษและอสูรร้ายก็ได้ถือกำเนิด ขึ้น พัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ตามประสงค์ของ Marduk จนกระทั่งขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างโลกมาถึง กำเนิดของมนุษยชาติ...
ซึ่งเป็นตอนท้ายสุดของ Epic of Creation พอดี๊ พอดี...
เมื่อดวงจันทร์ถือกำเนิด

จากนั้นเทพองค์ใหม่ที่โคจรรอบโลกก้ได้กำเนิดขึ้น Marduk ทรงสร้างดวงจันทร์อันศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
เพื่อให้ดวงจันทร์เป็นเครื่องหมายอันแสดงถึงกลางคืน แหละเป็นสิ่งที่ให้มนุษย์ใช้เป็นตัวนับ
จำนวนวันในแต่ละเดือน

จารึกโบราณเรียกดวงจันทร์ว่า SHES.KI เทพผู้พิทักษ์โลก แต่ SHES.KI มาจากไหนล่ะครับ
ในเมื่อ Epic of Creation ที่เราฟังมาเมื่อตอนที่แล้วนั้นไม่ได้กล่าวถึงนามของเทพองค์นี้เลย
บทบาทของ SHES.KI มีแต่เพียงว่าคอยวนเวียนเพื่อพิทักษ์องค์เทวีซึ่งน่าจะหมายถึงโลกนั่นแหละ
แต่เป็นโลกไหนครับ โลกเมื่อครั้งยังเป็น TIAMAT หรือว่าโลกที่เรียกกันว่า Planet Earth ในปัจจุบัน?

จาก Enuma Elish มหากาพย์แห่งการสร้างนั้น TIAMAT และ Earth เป็นดาวดวงเดียวกันหากแต่
ถูกเรียกต่างชื่อ ต่างเวลา ในเมื่อ TIAMAT กลายมาเป็นโลกปัจจุบันได้ KINGU บริวารดวงสำคัญ
ของ TIAMAT ซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์นางจากการราวีของ Marduk ก็ไม่น่าจะไปไหนไกลเสีย

สรุปง่ายๆถ้า TIAMAT = Earth แล้ว KINGU ก็น่าจะเป็น SHES.KI เทพปริศนาผู้ไร้ชาติกำเนิด
ใน The Epic of Creation นั่นล่ะครับ




Earth and SHES.KI or Tiamat and Kingu
Pluto เทพผู้ไม่ปรากฏในสารบบเทพของสุเมเรียน

ตำนานกล่าวว่า หลังเกิดวิกฤตการณ์เทียแมตและคิงกูแล้ว เทพเจ้ามาร์ดุคได้เดินทางข้ามขอบสวรรค์
อีกครั้งเพื่อเยือนดินแดนอันไกลโพ้น ในการเดินทางครั้งนี้เทพมาร์ดุคมีจุดประสงค์เพื่อจัดแจงชะตากรรม
(destiny-หมายถึงวงโคจร)ของเทพองค์หนึ่งที่ชื่อ GAGA ให้เรียบร้อย ถ้าลืมไปแล้วผมทวนความจำ
ให้นิดนึงละกันนะครับว่า GAGA ทรงทำหน้าที่เป็นทูตคนสนิทให้กับดาวเสาร์(ANSHAR/Saturn)
เทพเจ้าผู้ทรงวงแหวนอันงดงาม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ GAGA คือดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์

มาร์ดุคจัดแจงให้เทพองค์นี้มีที่สถิตใหม่อันซ่อนเร้น ซึ่งอาจหมายถึงวงโคจรรอบนอกซึ่งไกลกว่าเดิม
และยากจะสังเกตเห็น และมาร์ดุคได้เปลี่ยนนามของ GAGA เป็น US.MI (แปลว่าผู้ชี้ทาง)
ดาวเคราะห์ดวงที่เก้าตามสารบบดาราศาสตร์ในปัจจุบัน... พลูโต

แค่เข้าสู่ระบบสุริยะได้รอบเดียวมาร์ดุคนำโลก(อดีตเทียแมต)เข้าสู่วงโคจรใหม่ที่ใกล้กับ
ดวงอาทิตย์มากขึ้น ทรงตีกำไลมือแห่งสวรรค์ (หรือ Asteroid Belt นั่นแหละ) ที่กลายเป็น
เส้นแบ่งแดนระหว่างดาวเคราะห์ชั้นในกับชั้นนอก ทรงแปรสภาพดาวบริวารของเทียแมต
เกือบทุกดวงให้เป็นดาวหาง บริวารดวงใหญ่ที่สุดของเทียแมตนามคิงกูกลายเป็นดวงจันทร์
เทพพิทักษ์ของโลกไป ชะตากรรมลักษณะคล้ายๆกันเกิดขึ้นกับดวงจันทร์บริวารของ
ดาวเสาร์นาม GAGA ที่ถูกแรงดึงดูดเจ้ากรรมเล่นงานให้กระเด็นจากวงโคจรเดิม
กลายเป็นดาวเคราะห์ Pluto และพลานุภาพที่มาร์ดุคทำกับพลูโตยังส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้
คือวงโคจรอันแสนประหลาดผิดไปจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆนั่นเอง

เมื่อตำแหน่งดาวเคราะห์แต่ละดวงในวงโคจรใหม่ลงตัวแล้ว มาร์ดุคได้วางตำแหน่งของตนเองบ้าง
ในฐานะของ Planet of the Cross: Nibiru เดินทางสัญจรไปรอบแอปซู (APSU/Sun)
ในฐานะของเทพเจ้าองค์ที่สิบสองของมหาวงจรศักดิ์สิทธิ์

...ซึ่งทั้งหมดทั้งเพที่กล่าวมาแล้วนั้นคือที่มาของชื่อ the Twelve Planet
หรือ Twelve Celestial bodies ครับ




กึ่งกลางของสรวงสวรรค์และปวงเทพ งั้นก็ดาวพฤหัสน่ะสิ...

Marduk / Nibiru

แรกทีเดียวนักสุเมเรียนวิทยาเชื่อกันว่า MARDUK หมายถึงดาวเหนือ (North Star) หรือไม่ก็
ดาวฤกษ์ซักดวงที่สว่างเอามากๆที่ชาวสุเมเรียนโบราณสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงฤดูร้อน
ทั้งนี้เพราะในตำนานเน้นเหลือเกินว่าวรกายของจอมเทพมาร์ดุคเปล่งแสงเจิดจ้ากลางสรวงสวรรค์
แต่เทพเจ้าองค์นี้จะทรงเป็นดาวเหนือหรือดาวฤกษ์ได้อย่างไรเล่าครับ ในเมื่อตำนานระบุไว้
อย่างชัดเจนว่ามาร์ดุคทรงเป็นสมาชิกดวงหนึ่งของระบบสุริยะด้วย

อันเนื่องมาจากจารึกบางชิ้นพรรณนาถึง MARDUK ว่าเป็นดาวที่มีขนาดใหญ่โตกว่าดวงอื่นๆ
แถมมีแสงสว่างเจิดจ้ากว่าใครเพื่อน ดังนั้นนักโบราณคดีบางคนจึงสงสัยว่า MARDUK ที่ปรากฏ
ในตำนานของบาบิโลเนียน(ที่ถ้าเทียบบทบาทกันฉากต่อฉากแล้ว ก็เทียบได้กับสุริยเทพ Ra
ของอียิปต์)อาจหมายถึงดวงอาทิตย์ก็เป็นได้ นักโบราณคดีบางคนมั่นใจจนถึงกับยกข้อความสรรเสริญ
MRADUK ในจารึกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ว่า MARDUK ทรง "สาดส่องทั่วห้วงสรวงสวรรค์จากเบื้องสูง
ทรงรัศมีเจิดจ้าเป็นอาภรณ์ ให้แสงสว่างอันอบอุ่นจรรโลงใจ" ไอ้ข้อความทำนองนี้น่ะมันบทสวด
สรรเสริญสุริยะเทพชัดๆ ท่านว่าอย่างอย่างนั้นน่ะนะ...

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรครับ ที่หนังสืออารยธรรมบางเล่มที่คุณจับกล่าวถึง MARDUK ในบทบาทของ
สุริยเทพ บางเล่มเอาไปรวมกับ Shamash ซึ่งเป็นคนละองค์กัน ทำไมถึงว่าอย่างนั้นน่ะหรือครับ
ก็บทสรรเสริญเจ้ากรรมที่ยกตัวอย่างมานั้นยังมีข้อความต่ออีกน่ะซีครับว่า
MARDUK ทรง"สัญจรไปทั่วดินแดนต่างๆประหนึ่ง SHAMASH"

SHAMASH หรือ UTU เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่ผมเคยเล่าไปในตอนก่อนๆ ยังจำได้ใช่ไหมครับ?

ดังนั้น ถ้า MARDUK เปรียบประหนึ่งดวงอาทิตย์ทั้งรูปลักษณ์และพฤติกรรม ก็ย่อมหมายความว่า
เทพเจ้าองค์นี้เพียงแต่"คล้ายกับ"ดวงอาทิตย์เท่านั้น ไม่ได้ทรงเป็นดวงอาทิตย์เสียเองอย่างที่
นักโบราณคดีบางคนเชื่อ และที่พวกเขาเลือกเชื่อหรือเสนอทฤษฎีอย่างนั้นขึ้นมาก็เพราะ
MARDUK เป็นตัวแทนของดาวเคราะห์บางดวงที่ไม่มีในสารบบดาวสมัยใหม่ของพวกเรา
เรื่องนี้จึงอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่

นักวิชาการผู้พะอืดพะอมกับทฤษฎี Planet X จึงได้เริ่มมองหาดาวเคราะห์ดวงอื่นที่พอจะเป็น
ตัวแทนของ MARDUK ได้ (เพราะผลสรุปออกมาแล้วนี่ครับว่าบ่ใช่ดวงอาทิตย์) ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่า
แม้จะรับไม่ได้กับเรื่องของดาวเคราะห์อันไม่ปรากฏในสารบบดาราศาสตร์ปัจจุบัน เพียงไรก็ตาม
ความรู้ความสามารถของบรรพชนแห่งตะวันออกกลางกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามเสียง่ายๆ
เพราะเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าความรู้ของคนโบราณเหล่านี้เที่ยงตรงไม่โมเม
ดังนั้นนักวิชาการบางกลุ่มเสนอว่า MARDUK อาจหมายถึงดาวเสาร์ ส่วนอีกกลุ่มคิดว่าเป็นดาวอังคาร

เป็นตัวเลือกที่ดีครับน่าเสียดายที่ไม่ใช่ เพราะจารึกโบราณระบุตำแหน่งของ MARDUK ว่า
อยู่กึ่งกลางของสวรรค์ ตัวเลือกใหม่ของนักวิชาการผู้ไม่เชื่อทฤษฎี Planet X จึงเกิดขึ้น
ตัวเลือกดังกล่าวคือดาวพฤหัสยักษ์ใหญ่ของระบบสุริยะ โดยมีสองเหตุผลยกมาสนับสนุน
อันได้แก่ ขนาดอันใหญ่โตของ MARDUK ซึ่งสอดคล้องกับขนาดของดาวพฤหัส
และอีกเหตุผลคือถ้ามองตามอันดับก่อนหลังของดาวเคราะห์แล้ว ดาวพฤหัสจะอยู่กึ่งกลาง
ไม่ว่าจะมองมาจากดาวพุทธหรือดาวพลูโต ก็นับว่าเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าคิดครับ

แต่เราต้องไม่ลืมว่า Epic of Creation กล่าวถึงวงโคจรของ MARDUK ที่ผ่านดาวยักษ์สองดวง
อย่าง ANSHAR และ KISHAR มาจนถึง TIAMAT ณ จุดที่ตำนานเรียกว่า Planet of the Cross
ลงถ้าโคจรผ่าน ANSHAR กับ KISHAR (ดาวเสาร์กับดาวพฤหัส) มาได้ล่ะก็ MARDUK
จะหมายถึงดาวเคราะห์สองดวงนี้ได้อย่างไรล่ะครับ จริงไหม?

สรุปแล้ว MARDUK น่าจะเป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ซึ่งเราไม่รู้ว่าคือดาวดวงไหน

ถ้าเราเชื่อตาม Enuma Elish ว่า MARDUK เป็นดาวเคราะห์ยักษ์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์โดยทิศทาง
ในการเข้าต้องผ่านระหว่าง ดาวอังคารกับดาวพฤหัสล่ะก็ ทำไมเราจึงไม่เคยดาวเคราะห์ดวงนี้เลย
นับตั้งแต่อารยธรรมโมเดิร์นแมนของพวกเราถือกำเนิดขึ้น ดาว MARDUK ไม่ใช่ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ
แถมยังสว่างออกปานนั้น ถ้ามันมีอยู่จริงนักดาราศาสตร์ก็น่าจะค้นพบไปนานแล้วสิน่า

คำตอบอยู่ในจารึกโบราณอีกเช่นกันครับ เนื่องจาก MARDUK มีวิถีการเดินทางที่ยาวไกลมาก
ท้าวเธอโคจรผ่านห้วงลึกของอวกาศที่ไม่เคยมีดาวเคราะห์ดวงไหนโคจรไปถึง แถมย้ำอย่างชัดเจนครับ
ว่าวงโคจรของ MARDUK กว้างและไกลกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบอย่าทาบกันไม่ติด อย่าลืมเสีย
ว่าอารยธรรมโมเดิร์นของพวกเราเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่ถึงหมื่นปี หาก MARDUK ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์
เป็นเวลาหลายหมื่นปีพวกเราจะไปเห็นได้อย่างไรล่ะครับ

เพื่อให้คุณมองภาพได้ชัดเจนขึ้น ขอให้เปรียบเทียบ MARDUK/NIBIRU กับดาวหางสักดวง
แล้วจะเข้าใจเองว่าทำไมตลอดเวลาหลายร้อยปีของมนุษย์ยุคใหม่
จึงไม่มีใครสังเกตเห็นดาวเคราะห์ยักษ์ดวงนี้เลย




หรือ Marduk / Nibiru จะเป็นดาวหางมิใช่ดาวเคราะห์?

ที่พูดแบบนี้ก็เพราะพฤติกรรมตลอดจนวงโคจของ MARDUK ที่กล่าวถึงใน Epic of Creation นั้น
มีลักษณะคล้ายดาวหางจริงๆครับ

ทำไมจึงว่าแบบนั้น? ผมจะแสดงให้เห็นเดี๋ยวนี้แหละครับ ขอให้ทุกคนหยิบกระดาษขึ้นมาสักแผ่น
แล้ววาดภาพตามผม โดยอันดับแรกให้กำหนดจุดศูนย์กลางของระบบสุริยะเป็นดวงอาทิตย์เสียก่อน
จากนั้นแทนตำแหน่งดาวเคราะห์แต่ละดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นลักษณะคล้ายวงกลม
ทีนี้คุณก็แทนที่ดาวนิบิรุลงไปในที่ว่างระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัส วงโคจรของดาวดวงนี้
จะมีลักษณะเป็นวงรีทวนเข็มนาฬิกาและคุณจะได้จุดสมมติสำคัญขึ้นมาสองจุดด้วยกันครับ
คือจุดที่ดาวดวงนี้อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดและจุดที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด
ลักษณะดังภาพ

MARDUK เป็นภาษาบาบิโลเนียนส่วน NIBIRU เป็นภาษาสุเมเรียนครับ ที่เค้าเอา MARDUK
กับ NIBIRU มาเชื่อมโยงกันก็เพราะชาวบาบิโลเนียนรับสืบทอดความรู้ทางดาราศาสตร์จาก
ชาวสุเมเรียนเป็นส่วนใหญ่ ในบันทึกของชาวสุเมเรียนกล่าวถึงดาวเคราะห์ขนาดยักษ์ดวงหนึ่ง
ซึ่งเดินทางมาจาก AN.UR (Heaven's base) อันหมายถึงห้วงอวกาศอันไกลโพ้นไปยัง E.NUN
(Lordly Abode) ซึ่งหมายถึงดินแดนแถบกำไลสวรรค์




อันกำไลสวรรค์นี้ท่านที่อ่านบทที่แล้วคงอ๋อกันได้ว่ามันคือ Asteroid Belt ที่อยู่ระหว่างดาวอังคาร
กับดาวพฤหัส คนโบราณเรียกดาวเคราะห์ดวงนี้ว่า Planet of the Cross โปรดสังเกตว่าสัญลักษณ์
ของมันถูกแทนด้วยกางเขนหรือกากบาท อันเป็นเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ในหลายๆศาสนาของคนโบราณ
ทีนี้เมื่อดูจากภาพจะเห็นว่าตำแหน่งที่ดาวเคราะห์โคจรมาอยู่ในจุดที่ใกล้โลกที่สุด(Perigee)นั้น
เทียบได้กับ E.NUN ส่วนจุดที่ดาวเคราะห์มาร์ดุคโคจรออกห่างโลกมากที่สุด (Apogee) จะเทียบได้กับ
AN.UR อย่างพอดิบพอดี และวงโคจรของดาวเคราะห์ก็แทบจะเป็นวงรียาวเหยียด
ซึ่งผ่านเข้ามาใกล้โลกในพื้นที่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส ดังภาพ

มากไปกว่านั้น ชาวเมโสโปเตเมียโบราณถือเอาปรากฏการณ์ใหญ่ๆบนท้องฟ้า
เป็นลางของ การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย บอกเหตุการณ์สำคัญๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
(โดยเฉพาะชะตาเมือง) การพบเห็น Nibiru สำหรับคนโบราณก็เข้าข่ายเดียวกันครับ

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 11:10 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=86&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

Norway shows underground prep. for Planet X / Nibiru..

It's time we all face the fact that Planet X / Nibiru is going to visit us
between May 15, 2009 and 12/21/2012. Our government and other governments
are actively preparing - building deep underground bases, hardened bunkers, etc.,
designed to survive the cataclysms which are predicted to occur.
This video shows what Norway is doing to prepare.
It also shows Bill Gates "Seed Pod" as just one small piece
of those much more extensive preparations.

Would they go to all this underground tunneling trouble
without justifiable cause and rational reasons for doing so?











http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/5094450.stm

http://www.globalresearch.ca/index.php?context=va&aid=7529

"Doomsday Seed Vault" in the Arctic
Bill Gates, Rockefeller and the GMO giants know something we don’t

by F. William Engdahl

Global Research, December 4, 2007

One thing Microsoft founder Bill Gates can’t be accused of is sloth. He was already
programming at 14, founded Microsoft at age 20 while still a student at Harvard.
By 1995 he had been listed by Forbes as the world’s richest man from being the largest
shareholder in his Microsoft, a company which his relentless drive built into
a de facto monopoly in software systems for personal computers.


In 2006 when most people in such a situation might think of retiring to a quiet Pacific island,
Bill Gates decided to devote his energies to his Bill and Melinda Gates Foundation,
the world’s largest ‘transparent’ private foundation as it says, with a whopping $34.6 billion
endowment and a legal necessity to spend $1.5 billion a year on charitable projects
around the world to maintain its tax free charitable status. A gift from friend and
business associate, mega-investor Warren Buffett in 2006, of some $30 billion
worth of shares in Buffet’s Berkshire Hathaway put the Gates’ foundation into
the league where it spends almost the amount of the entire annual budget
of the United Nations’ World Health Organization.


So when Bill Gates decides through the Gates Foundation to invest some $30 million
of their hard earned money in a project, it is worth looking at.

No project is more interesting at the moment than a curious project in one of
the world’s most remote spots, Svalbard.
Bill Gates is investing millions in a seed bank on the Barents Sea
near the Arctic Ocean, some 1,100 kilometers from the North Pole.
Svalbard is a barren piece of rock claimed by Norway and ceded in 1925
by international treaty (see map).



On this God-forsaken island Bill Gates is investing tens of his millions along with
the Rockefeller Foundation, Monsanto Corporation, Syngenta Foundation and
the Government of Norway, among others, in what is called the ‘doomsday seed bank.’

Officially the project is named the Svalbard Global Seed Vault on the Norwegian island
of Spitsbergen, part of the Svalbard island group.



Doomsday Seed Vault

The seed bank is being built inside a mountain on Spitsbergen Island near the small village
of Longyearbyen. It’s almost ready for ‘business’ according to their releases.
The bank will have dual blast-proof doors with motion sensors, two airlocks,
and walls of steel-reinforced concrete one meter thick. It will contain up to
three million different varieties of seeds from the entire world, ‘so that crop diversity
can be conserved for the future,’ according to the Norwegian government.
Seeds will be specially wrapped to exclude moisture.
There will be no full-time staff, but the vault's relative inaccessibility
will facilitate monitoring any possible human activity.


Did we miss something here? Their press release stated, ‘so that crop diversity
can be conserved for the future.’ What future do the seed bank’s sponsors foresee,
that would threaten the global availability of current seeds, almost all of which are
already well protected in designated seed banks around the world?


Anytime Bill Gates, the Rockefeller Foundation, Monsanto and Syngenta
get together on a common project, it’s worth digging a bit deeper behind
the rocks on Spitsbergen. When we do we find some fascinating things.


The first notable point is who is sponsoring the doomsday seed vault.
Here joining the Norwegians are, as noted, the Bill & Melinda Gates Foundation;
the US agribusiness giant DuPont/Pioneer Hi-Bred, one of the world’s largest
owners of patented genetically-modified (GMO) plant seeds and related
agrichemicals; Syngenta, the Swiss-based major GMO seed and
agrichemicals company through its Syngenta Foundation;
the Rockefeller Foundation, the private group who created
the “gene revolution with over $100 million of seed money since the 1970’s;

CGIAR, the global network created by the Rockefeller Foundation to promote its
ideal of genetic purity through agriculture change.


CGIAR and ‘The Project’

As I detailled in the book, Seeds of Destruction, in 1960 the Rockefeller Foundation,
John D. Rockefeller III’s Agriculture Development Council and the Ford Foundation
joined forces to create the International Rice Research Institute (IRRI) in Los Baños,
the Philippines.1 By 1971, the Rockefeller Foundation’s IRRI, along with their
Mexico-based International Maize and Wheat Improvement Center and
two other Rockefeller and Ford Foundation-created international research centers
,
the IITA for tropical agriculture, Nigeria, and IRRI for rice, Philippines, combined to
form a global Consultative Group on International Agriculture Research (CGIAR).


CGIAR was shaped at a series of private conferences held at
the Rockefeller Foundation’s conference center in Bellagio, Italy.
Key participants at the Bellagio talks were the Rockefeller Foundation’s
George Harrar, Ford Foundation’s Forrest Hill, Robert McNamara of
the World Bank and Maurice Strong, the Rockefeller family’s
international environmental organizer, who, as a Rockefeller Foundation Trustee,
organized the UN Earth Summit in Stockholm in 1972.
It was part of the foundation’s
decades long focus to turn science to the service of eugenics, a hideous version
of racial purity, what has been called The Project.


To ensure maximum impact, CGIAR drew in the United Nations’ Food and
Agriculture Organization, the UN Development Program and the World Bank.
Thus, through a carefully-planned leverage of its initial funds, the Rockefeller Foundation
by the beginning of the 1970’s was in a position to shape global agriculture policy.
And shape it did.


Financed by generous Rockefeller and Ford Foundation study grants, CGIAR saw to it
that leading Third World agriculture scientists and agronomists were brought to
the US to ‘master’ the concepts of modern agribusiness production, in order to
carry it back to their homeland. In the process they created an invaluable network
of influence for US agribusiness promotion in those countries, most especially
promotion of the GMO ‘Gene Revolution’ in developing countries,
all in the name of science and efficient, free market agriculture.


Genetically engineering a master race?

Now the Svalbard Seed Bank begins to become interesting. But it gets better.
‘The Project’ I referred to is the project of the Rockefeller Foundation and
powerful financial interests since the 1920’s to use eugenics, later renamed
genetics, to justify creation of a genetically-engineered Master Race.
Hitler and the Nazis called it the Ayran Master Race.


The eugenics of Hitler were financed to a major extent by the same Rockefeller Foundation
which today is building a doomsday seed vault to preserve samples of every seed on
our planet. Now this is getting really intriguing. The same Rockefeller Foundation created
the pseudo-science discipline of molecular biology in their relentless pursuit of reducing
human life down to the ‘defining gene sequence’ which, they hoped, could then be
modified in order to change human
traits at will. Hitler’s eugenics scientists,
many of whom were quietly brought to the United States after the War to
continue their biological eugenics research, laid much of the groundwork
of genetic engineering of various life forms, much of it supported openly
until well into the Third Reich by Rockefeller Foundation generous grants.2


The same Rockefeller Foundation created the so-called Green Revolution, out of a trip
to Mexico in 1946 by Nelson Rockefeller and former New Deal Secretary of Agriculture
and founder of the Pioneer Hi-Bred Seed Company, Henry Wallace.


The Green Revolution purported to solve the world hunger problem to a major degree
in Mexico, India and other select countries where Rockefeller worked.
Rockefeller Foundation agronomist, Norman Borlaug, won a Nobel Peace Prize
for his work, hardly something to boast about with the likes of Henry Kissinger
sharing the same.


In reality, as it years later emerged, the Green Revolution was a brilliant Rockefeller family
scheme to develop a globalized agribusiness which they then could monopolize just as
they had done in the world oil industry beginning a half century before.
As Henry Kissinger declared in the 1970’s, ‘If you control the oil you control
the country; if you control food, you control the population.’


Agribusiness and the Rockefeller Green Revolution went hand-in-hand. They were part of
a grand strategy which included Rockefeller Foundation financing of research for
the development of genetic engineering of plants and animals a few years later.


John H. Davis had been Assistant Agriculture Secretary under President Dwight Eisenhower
in the early 1950’s. He left Washington in 1955 and went to the Harvard Graduate
School of Business, an unusual place for an agriculture expert in those days.
He had a clear strategy. In 1956, Davis wrote an article in the Harvard Business Review
in which he declared that “the only way to solve the so-called farm problem once
and for all, and avoid cumbersome government programs, is to progress from agriculture
to agribusiness.” He knew precisely what he had in mind, though few others had
a clue back then--- a revolution in agriculture production that would concentrate control
of the food chain in corporate multinational hands, away from the traditional family farmer.3


A crucial aspect driving the interest of the Rockefeller Foundation and US agribusiness
companies was the fact that the Green Revolution was based on proliferation of new hybrid
seeds in developing markets. One vital aspect of hybrid seeds was their lack of reproductive
capacity. Hybrids had a built in protection against multiplication. Unlike normal open
pollinated species whose seed gave yields similar to its parents, the yield of the seed borne
by hybrid plants was significantly lower than that of the first generation.


That declining yield characteristic of hybrids meant farmers must normally buy seed
every year in order to obtain high yields. Moreover, the lower yield of the second generation
eliminated the trade in seed that was often done by seed producers without the breeder’s
authorization. It prevented the redistribution of the commercial crop seed by middlemen.
If the large multinational seed


companies were able to control the parental seed lines in house, no competitor or farmer
would be able to produce the hybrid. The global concentration of hybrid seed patents
into a handful of giant seed companies, led by DuPont’s Pioneer Hi-Bred and
Monsanto’s Dekalb laid the ground for the later GMO seed revolution.4


In effect, the introduction of modern American agricultural technology, chemical fertilizers
and commercial hybrid seeds all made local farmers in developing countries, particularly
the larger more established ones, dependent on foreign, mostly US agribusiness and
petro-chemical company inputs. It was a first step in what was to be a decades-long,
carefully planned process.


Under the Green Revolution Agribusiness was making major inroads into markets
which were previously of limited access to US exporters. The trend was later dubbed
“market-oriented agriculture.” In reality it was agribusiness-controlled agriculture.


Through the Green Revolution, the Rockefeller Foundation
and later Ford Foundation worked hand-in-hand shaping and
supporting the foreign policy goals of the United States Agency
for International Development (USAID) and of the CIA.


One major effect of the Green Revolution was to depopulate the countryside of peasants
who were forced to flee into shantytown slums around the cities in desperate search for work.
That was no accident; it was part of the plan to create cheap labor pools for forthcoming
US multinational manufactures, the ‘globalization’ of recent years.


When the self-promotion around the Green Revolution died down, the results were quite
different from what had been promised. Problems had arisen from indiscriminate use of
the new chemical pesticides, often with serious health consequences. The mono-culture
cultivation of new hybrid seed varieties decreased soil fertility and yields over time.
The first results were impressive: double or even triple yields for some crops such as
wheat and later corn in Mexico. That soon faded.


The Green Revolution was typically accompanied by large irrigation projects
which often included World Bank loans to construct huge new dams,
and flood previously settled areas and fertile farmland in the process.
Also, super-wheat produced greater yields by saturating the soil with huge
amounts of fertilizer per acre, the fertilizer being the product of nitrates and petroleum,
commodities controlled by the Rockefeller-dominated Seven Sisters major oil companies.


Huge quantities of herbicides and pesticides were also used, creating additional markets
for the oil and chemical giants. As one analyst put it, in effect, the Green Revolution
was merely a chemical revolution. At no point could developing nations pay for
the huge amounts of chemical fertilizers and pesticides. They would get the credit courtesy
of the World Bank and special loans by Chase Bank and other large New York banks,
backed by US Government guarantees.


Applied in a large number of developing countries, those loans went mostly to
the large landowners. For the smaller peasants the situation worked differently.
Small peasant farmers could not afford the chemical and other modern inputs
and had to borrow money.


Initially various government programs tried to provide some loans to farmers
so that they could purchase seeds and fertilizers. Farmers who could not participate
in this kind of program had to borrow from the private sector. Because of the exorbitant
interest rates for informal loans, many small farmers did not even get the benefits of
the initial higher yields. After harvest, they had to sell most if not all of their produce
to pay off loans and interest. They became dependent on money-lenders and traders
and often lost their land. Even with soft loans from government agencies,
growing subsistence crops gave way to the production of cash crops.5


Since decades the same interests including the Rockefeller Foundation which backed
the initial Green Revolution, have worked to promote a second ‘Gene Revolution’
as Rockefeller Foundation President Gordon Conway termed it several years ago,
the spread of industrial agriculture and commercial inputs including GMO patented seeds.


Gates, Rockefeller and a Green Revolution in Africa

With the true background of the 1950’s Rockefeller Foundation Green Revolution
clear in mind, it becomes especially curious that the same Rockefeller Foundation
along with the Gates Foundation which are now investing millions of dollars in
preserving every seed against a possible “doomsday” scenario are also investing
millions in a project called The Alliance for a Green Revolution in Africa.


AGRA, as it calls itself, is an alliance again with the same Rockefeller Foundation
which created the “Gene Revolution.” A look at the AGRA Board of Directors confirms this.

It includes none other than former UN Secretary General Kofi Annan as chairman.
In his acceptance speech in a World Economic Forum event in Cape Town South Africa
in June 2007, Kofi Annan stated, ‘I accept this challenge with gratitude to
the Rockefeller Foundation, the Bill & Melinda Gates Foundation, and all others
who support our African campaign.’


In addition the AGRA board numbers a South African, Strive Masiyiwa who is a Trustee of
the Rockefeller Foundation. It includes Sylvia M. Mathews of the Bill & Melinda Gates Foundation;
Mamphela Ramphele, former Managing Director of the World Bank (2000 – 2006); Rajiv J. Shah of
the Gates Foundation; Nadya K. Shmavonian of the Rockefeller Foundation; Roy Steiner of
the Gates Foundation. In addition, an Alliance for AGRA includes Gary Toenniessen
the Managing Director of the Rockefeller Foundation and Akinwumi Adesina,
Associate Director, Rockefeller Foundation.


To fill out the lineup, the Programmes for AGRA includes Peter Matlon, Managing Director,
Rockefeller Foundation; Joseph De Vries, Director of the Programme for Africa’s Seed Systems
and Associate Director, Rockefeller foundation; Akinwumi Adesina, Associate Director,
Rockefeller Foundation. Like the old failed Green Revolution in India and Mexico,
the new Africa Green Revolution is clearly a high priority of the Rockefeller Foundation.


While to date they are keeping a low profile, Monsanto and the major GMO
agribusiness giants are believed at the heart of using Kofi Annan’s AGRA to spread their
patented GMO seeds across Africa under the deceptive label, ‘bio-technology,’
the new euphemism for genetically engineered patented seeds. To date South Africa
is the only African country permitting legal planting of GMO crops. In 2003 Burkina Faso
authorized GMO trials. In 2005 Kofi Annan’s Ghana drafted bio-safety legislation
and key officials expressed their intentions to pursue research into GMO crops.


Africa is the next target in the US-government campaign to spread GMO worldwide.
Its rich soils make it an ideal candidate. Not surprisingly many African governments
suspect the worst from the GMO sponsors as a multitude of genetic engineering and
biosafety projects have been initiated in Africa, with the aim of introducing GMOs
into Africa’s agricultural systems. These include sponsorships offered by
the US government to train African scientists in genetic engineering in the US,
biosafety projects funded by the United States Agency for International Development
(USAID) and the World Bank; GMO research involving African indigenous food crops.


The Rockefeller Foundation has been working for years to promote, largely without success,
projects to introduce GMOs into the fields of Africa. They have backed research that
supports the applicability of GMO cotton in the Makhathini Flats in South Africa.


Monsanto, who has a strong foothold in South Africa’s seed industry, both GMO
and hybrid, has conceived of an ingenious smallholders’ programme known as
the ‘Seeds of Hope’ Campaign,
which is introducing a green revolution package
to small scale poor farmers, followed, of course, by Monsanto’s patented GMO seeds. 6


Syngenta AG of Switzerland, one of the ‘Four Horsemen of the GMO Apocalypse’ is
pouring millions of dollars into a new greenhouse facility in Nairobi,
to develop GMO insect resistant maize. Syngenta is a part of CGIAR as well.7


Move on to Svalbard

Now is it simply philosophical sloppiness?
What leads the Gates and Rockefeller foundations to at one and the same time
to back proliferation of patented and soon-to-be Terminator patented seeds
across Africa, a process which, as it has in every other place on earth, destroys
the plant seed varieties as monoculture industrialized agribusiness is introduced?

At the same time they invest tens of millions of dollars to preserve every seed variety
known in a bomb-proof doomsday vault near the remote Arctic Circle ‘so that crop diversity
can be conserved for the future’ to restate their official release?


It is no accident that the Rockefeller and Gates foundations are teaming up to push
a GMO-style Green Revolution in Africa at the same time they are quietly financing
the ‘doomsday seed vault’ on Svalbard. The GMO agribusiness giants are up to
their ears in the Svalbard project.


Indeed, the entire Svalbard enterprise and the people involved call up the worst
catastrophe images of the Michael Crichton bestseller, Andromeda Strain, a sci-fi thriller
where a deadly disease of extraterrestrial origin causes rapid, fatal clotting of the blood
threatening the entire human species. In Svalbard, the future world’s most secure seed
repository will be guarded by the policemen of the GMO Green Revolution--
the Rockefeller and Gates Foundations, Syngenta, DuPont and CGIAR.


The Svalbard project will be run by an organization called the Global Crop Diversity Trust
(GCDT). Who are they to hold such an awesome trust over the planet’s entire seed varieties?
The GCDT was founded by the United Nations Food and Agriculture Organisation (FAO)
and Bioversity International (formerly the International Plant Genetic Research Institute),
an offshoot of the CGIAR


The Global Crop Diversity Trust is based in Rome. Its Board is chaired by Margaret
Catley-Carlson a Canadian also on the advisory board of Group Suez Lyonnaise des Eaux,
one of the world’s largest private water companies. Catley-Carlson was also president
until 1998 of the New York-based Population Council, John D. Rockefeller’s
population reduction organization, set up in 1952 to advance the Rockefeller
family’s eugenics program under the cover of promoting “family planning,”
birth control devices, sterilization and “population control” in developing countries.


Other GCDT board members include former Bank of America executive presently
head of the Hollywood DreamWorks Animation, Lewis Coleman. Coleman is also
the lead Board Director of Northrup Grumman Corporation, one of America’s largest
military industry Pentagon contractors.


Jorio Dauster (Brazil) is also Board Chairman of Brasil Ecodiesel. He is a former
Ambassador of Brazil to the European Union, and Chief Negotiator of Brazil’s foreign debt
for the Ministry of Finance. Dauster has also served as President of the Brazilian Coffee
Institute and as Coordinator of the Project for the Modernization of Brazil’s Patent System,
which involves legalizing patents on seeds which are genetically modified, something
until recently forbidden by Brazil’s laws.

Cary Fowler is the Trust’s Executive Director. Fowler was Professor and Director of
Research in the Department for International Environment & Development Studies
at the Norwegian University of Life Sciences. He was also a Senior Advisor to
the Director General of Bioversity International. There he represented the Future
Harvest Centres of the Consultative Group on International Agricultural Research (CGIAR)
in negotiations on the International Treaty on Plant Genetic Resources. In the 1990s,
he headed the International Program on Plant Genetic Resources at the FAO.
He drafted and supervised negotiations of FAO’s Global Plan of Action for Plant Genetic
Resources, adopted by 150 countries in 1996. He is a past-member of the National Plant
Genetic Resources Board of the US and the Board of Trustees of the International Maize
and Wheat Improvement Center in Mexico, another Rockefeller Foundation and CGIAR project.

GCDT board member Dr. Mangala Rai of India is the Secretary of India’s Department of
Agricultural Research and Education (DARE), and Director General of the Indian Council
for Agricultural Research (ICAR). He is also a Board Member of
the Rockefeller Foundation’s International Rice Research Institute (IRRI)
,
which promoted the world’s first major GMO experiment, the much-hyped
‘Golden Rice’ which proved a failure.
Rai has served as Board Member for CIMMYT
(International Maize and Wheat Improvement Center), and a Member of
the Executive Council of the CGIAR.


Global Crop Diversity Trust Donors or financial angels include as well, in the words of
the Humphrey Bogart Casablanca classic, ‘all the usual suspects.’ As well as the Rockefeller
and Gates Foundations, the Donors include GMO giants DuPont-Pioneer Hi-Bred,
Syngenta of Basle Switzerland, CGIAR and the State Department’s energetically pro-GMO agency
for development aid, USAID. Indeed it seems we have the GMO and population reduction foxes
guarding the hen-house of mankind, the global seed diversity store in Svalbard. 8


Why now Svalbard?

We can legitimately ask why Bill Gates and the Rockefeller Foundation along with
the major genetic engineering agribusiness giants such as DuPont and Syngenta,
along with CGIAR are building the Doomsday Seed Vault in the Arctic.


Who uses such a seed bank in the first place? Plant breeders and researchers are
the major users of gene banks. Today’s largest plant breeders are Monsanto, DuPont,
Syngenta and Dow Chemical, the global plant-patenting GMO giants
. Since early in 2007
Monsanto holds world patent rights together with the United States Government for plant
so-called ‘Terminator’ or Genetic Use Restriction Technology (GURT). Terminator is
an ominous technology by which a patented commercial seed commits ‘suicide’
after one harvest. Control by private seed companies is total. Such control and
power over the food chain has never before in the history of mankind existed.


This clever genetically engineered terminator trait forces farmers to return every year
to Monsanto or other GMO seed suppliers to get new seeds for rice, soybeans, corn,
wheat whatever major crops they need to feed their population. If broadly introduced
around the world, it could within perhaps a decade or so make the world’s majority of
food producers new feudal serfs in bondage to three or four giant seed companies
such as Monsanto or DuPont or Dow Chemical.

เปิดโปง...ขบวนการ CIA ทำลายประเทศไทย
http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t280-160.htm


That, of course, could also open the door to have those private companies,
perhaps under orders from their host government, Washington, deny seeds
to one or another developing country whose politics happened to go against
Washington’s. Those who say ‘It can’t happen here’ should look more closely
at current global events. The mere existence of that concentration of power
in three or four private US-based agribusiness giants is grounds for legally
banning all GMO crops even were their harvest gains real, which they manifestly are not.


These private companies, Monsanto, DuPont, Dow Chemical hardly have an unsullied
record in terms of stewardship of human life. They developed and proliferated such
innovations as dioxin, PCBs, Agent Orange. They covered up for decades clear evidence
of carcinogenic and other severe human health consequences of use of the toxic chemicals.
They have buried serious scientific reports that the world’s most widespread herbicide,
glyphosate, the essential ingredient in Monsanto’s Roundup herbicide that is tied to
purchase of most Monsanto genetically engineered seeds, is toxic when it seeps
into drinking water.9 Denmark banned glyphosate in 2003 when it confirmed it has
contaminated the country’s groundwater.10


The diversity stored in seed gene banks is the raw material for plant breeding and
for a great deal of basic biological research. Several hundred thousand samples are
distributed annually for such purposes. The UN’s FAO lists some 1400 seed banks
around the world, the largest being held by the United States Government.
Other large banks are held by China, Russia, Japan, India, South Korea, Germany
and Canada in descending order of size. In addition, CGIAR operates a chain of
seed banks in select centers around the world.


CGIAR, set up in 1972 by the Rockefeller Foundation and Ford Foundation to spread
their Green Revolution agribusiness model, controls most of the private seed banks from
the Philippines to Syria to Kenya. In all these present seed banks hold more than six
and a half million seed varieties, almost two million of which are ‘distinct.
’ Svalbard’s Doomsday Vault will have a capacity to house four and a half million different seeds.


GMO as a weapon of biowarfare?

Now we come to the heart of the danger and the potential for misuse inherent in
the Svalbard project of Bill Gates and the Rockefeller foundation.
Can the development of patented seeds for most of the world’s major sustenance crops
such as rice, corn, wheat, and feed grains such as soybeans ultimately be used
in a horrible form of biological warfare?

The explicit aim of the eugenics lobby funded by wealthy elite families such as Rockefeller,
Carnegie, Harriman and others since the 1920’s, has embodied what they termed
‘negative eugenics,’ the systematic killing off of undesired bloodlines. Margaret Sanger,
a rapid eugenicist, the founder of Planned Parenthood International and an intimate
of the Rockefeller family, created something called The Negro Project in 1939,
based in Harlem, which as she confided in a letter to a friend, was all about the fact that,
as she put it, ‘we want to exterminate the Negro population.’ 11


A small California biotech company, Epicyte, in 2001 announced the development of
genetically engineered corn which contained a spermicide which made the semen of men
who ate it sterile. At the time Epicyte had a joint venture agreement to spread its technology
with DuPont and Syngenta, two of the sponsors of the Svalbard Doomsday Seed Vault.
Epicyte was since acquired by a North Carolina biotech company. Astonishing to learn
was that Epicyte had developed its spermicidal GMO corn with research funds from
the US Department of Agriculture, the same USDA which, despite worldwide opposition,
continued to finance the development of Terminator technology, now held by Monsanto.


In the 1990’s the UN’s World Health Organization launched a campaign to vaccinate
millions of women in Nicaragua, Mexico and the Philippines between the ages of 15 and 45,
allegedly against Tentanus, a sickness arising from such things as stepping on a rusty nail.
The vaccine was not given to men or boys, despite the fact they are presumably
equally liable to step on rusty nails as women.


Because of that curious anomaly, Comite Pro Vida de Mexico, a Roman Catholic
lay organization became suspicious and had vaccine samples tested.

The tests revealed that the Tetanus vaccine being spread by the WHO only to
women of child-bearing age contained human Chorionic Gonadotrophin or hCG,
a natural hormone which when combined with a tetanus toxoid carrier stimulated
antibodies rendering a woman incapable of maintaining a pregnancy.
None of the women vaccinated were told.


It later came out that the Rockefeller Foundation along with the Rockefeller’s
Population Council, the World Bank (home to CGIAR), and the United States’
National Institutes of Health had been involved in a 20-year-long project begun in 1972
to develop the concealed abortion vaccine with a tetanus carrier for WHO.
In addition, the Government of Norway, the host to the Svalbard Doomsday Seed Vault,
donated $41 million to develop the special abortive Tetanus vaccine. 12


Is it a coincidence that these same organizations, from Norway to the Rockefeller Foundation
to the World Bank are also involved in the Svalbard seed bank project?
According to Prof. Francis Boyle who drafted the Biological Weapons Anti-Terrorism Act of 1989
enacted by the US Congress, the Pentagon is ‘now gearing up to fight and win biological warfare’
as part of two Bush national strategy directives adopted, he notes, ‘without public knowledge
and review’ in 2002. Boyle adds that in 2001-2004 alone the US Federal Government spent
$14.5 billion for civilian bio-warfare-related work, a staggering sum.


Rutgers University biologist Richard Ebright estimates that over 300 scientific institutions
and some 12,000 individuals in the USA today have access to pathogens suitable for
biowarfare. Alone there are 497 US Government NIH grants for research into infectious
diseases with biowarfare potential. Of course this is being justified under the rubric
of defending against possible terror attack as so much is today.


Many of the US Government dollars spent on biowarfare research involve genetic engineering.
MIT biology professor Jonathan King says that the ‘growing bio-terror programs represent
a significant emerging danger to our own population.’ King adds, ‘while such programs
are always called defensive, with biological weapons, defensive and offensive
programs overlap almost completely.’ 13


Time will tell whether, God Forbid, the Svalbard Doomsday Seed Bank of Bill Gates
and the Rockefeller Foundation is part of another Final Solution, this involving
the extinction of the Late, Great Planet Earth.

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sun Feb 28, 2010 2:00 am



Chapter Eight: Kingship of Heaven

The Great Planet


Oh the great planet As his apprearance, dark red... The Heaven he devides in half,
And stands as Nibiru.

นี่คือบทนำในจารึกโบราณ (ที่ตามมาด้วยคำพรรณนาอีกยาวยืด แต่ผมไม่ยกมา) ที่กล่าวถึง
ความผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว อุทกภัยและวาตภัยใหญ่โตที่เกิดขึ้น
เมื่อดาวเคราะห์นิบิรุ ปรากฏบนท้องฟ้า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าว
โดยเฉพาะน้ำท่วมและพายุเป็นปรากฏการณ์ที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ปัจจุบันครับ

ว่าเมื่อดาวเคราะห์สองดวงโคจรมาใกล้กันมากๆ(แต่ไม่ชนนะ) ผลจากแรงดึงดูด
จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น

ภาพวาดโบราณที่ขุดพบที่นิปเปอร์ แสดงให้เห็นเกษตรกรกลุ่มหนึ่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
เพื่อสังเกตการขึ้นของดาวเคราะห์ดวงที่ 12 (ในภาพใช้สัญลักษณ์กางเขน)
เอ... ลงแหงนหน้ามองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแบบนี้เนี่ย เป็นไปได้ไหมว่าดาวเคราะห์ดวงนี้
หนึ่ง..จะมีขนาดที่ใหญ่เอามากๆ
สอง..มีแสงสว่างในตัวเอามากๆ หรือ
สาม...ทั้งสองข้อมารวมกัน

ในบท เอไสยะห์, อาโมส และจ็อบของคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเก่าก็กล่าวถึงดาวดวงนี้ด้วยเช่นกัน
ในส่วนของรายละเอียดขอก็บไว้เล่าในเล่มหลังๆละกันนะครับ เพราะเกี่ยวกับเนื้อหาในคัมภีร์
ฉบับพันธสัญญาเก่าโดยตรงเลย

นักวิชาการหลายคนวิเคราะห์ภาพนี้แล้วลงความเห็นว่า น่าจะเป็นภาพการสังเกตดาวหางของ
คนโบราณมากกว่าการดูดาวเคราะห์ ในขณะที่อีกกลุ่มระบุว่าถ้าเป็นดาวหางสัญลักษณ์ที่ใช้แทน
ก็น่าจะมีหางสิ เพราะคนโบราณเหล่านี้ก็คุ้นเคยกับดาวหางดีอยู่ เอาเป็นว่าอย่าไปฟังเค้าเถียงกันเลยครับ
เรามาสรุปเอาเองดีกว่าว่ามันคือภาพของดาวเคราะห์ที่มีพฤติกรรมคล้ายดาวหางต่างหากเล่า ฮา ฮา...

นอกจากลักษณะของวงโคจรแล้ว MARDUK / NIBIRU ยังมีส่วนที่คล้ายกับดาวหางอีกกล่าวคือ
ดาวหางบางดวงที่พวกเรารู้จักเช่น ดาวหางฮัลเลย์นั้นจะปรากฏให้พวกเราเห็นทุกๆ 75 ปี
และหายไปอีกเป็นระยะเวลายาวนานจนกว่าจะวนกลับมาอีกครั้ง สำหรับนักดาราศาสตร์ใช่ว่า
พวกเขาจะมีโอกาสพบเห็นดาวหางดวงเดิมซ้ำอีกครั้ง เพราะดาวหางบางดวงสามารถมองเห็นได้
เพียงครั้งเดียวในชั่วชีวิตหนึ่งของผู้สังเกต (เช่น ดาวหางฮัลเลย์) บางดวงหนักไปกว่านั้น
เพราะหนึ่งรอบวงโคจรของมันกินเวลานับเป็นพันๆปี

ตัวอย่างก็คือดาวหาง Kohoutek ที่ถูกค้นพบในปี 1973 ดาวหางดวงนี้โคจรใกล้โลกที่สุดเมื่อปี 1974
ด้วยระยะห่าง 75,000,000 ไมล์ มันหายไปสู่ด้านหลังของดวงอาทิตย์หลังจากนั้นไม่นานนัก
นักดาราศาสตร์ทำนายว่ามนุษยชาติจะเห็นดาวหางดวงนี้อีกครั้งราวๆ 7,500 - 75,000 ปีข้างหน้า
เกิดแล้วตายอีกกี่ชาติล่ะครับเนี่ยถึงจะเห็น -_-'


วงโคจรของ Planet X

แล้ววงโคจรของนิบิรุจะยาวเท่ากับดาวหาง Kohoutek ไหม? คำตอบคือไม่
ส่วนจะยาวเท่าไหร่ยังไม่มีใครกล้ายืนยัน

จริงๆ แล้วนักดาราศาสตร์ปัจจุบันก็ตั้งความหวังเอาไว้เหมือนกันครับว่า น่าจะมีดาวเคราะห์
ขนาดใหญ่อีกดวง(ที่ไม่ใช่เซดนา)รอการค้นพบของพวกเขาอยู่ สาเหตุที่ทำให้นักดาราศาสตร์
พากันคาดการณ์เช่นนั้นก็เพราะ พฤติกรรมอันแสนประหลาดของดาวเคราะห์รอบนอกหลายๆดวง
ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังโดนรบกวนจากแรงดึงดูดของเทหวัตถุขนาดใหญ่
ซึ่งเรายังไม่ทราบว่ามันเป็นอะไรในปัจจุบันนี้

จารึกเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ของชาวสุเมเรียนกล่าวว่า หนึ่งวงโคจรหรือหนึ่งคาบของดาวดวงนี้
กินเวลา 3,600 ปี โดยตัวเลข 3,600 นี้ถูกเขียนเป็นสัญลักษณ์ของวงกลมขนาดใหญ่
วงกลมอันสมบูรณ์แบบที่เรียกกันว่าชาร์ (Shar) ซึ่งตีความได้สามความหมายคือ ดาวเคราะห์/วงโคจร/3600

บันทึกของนักบวชเบรอสซัสแห่งบาบิโลเนียน ได้กล่าวถึงผู้ปกครองแผ่นดินทั้ง 10
ก่อนยุคน้ำท่วมโลก (สากลเหลือเกินนะครับ ชาติไหนตำนานใดก็ล้วนแล้วแต่มีเรื่องของ
น้ำท่วมโลกแทบทั้งสิ้น) หรือที่รู้จักกันในนามของ 10 Kings of Chaldeans ที่นอกจากจะระบุ
พระนามของกษัตริย์ผู้ปกครองทั้งสิบพระองค์แล้ว ยังมีช่วงปีที่แต่ละพระองค์ขึ้นครองราชย์
ก่อนผลัดแผ่นดินอีกด้วย ที่น่าแปลกใจก็คือเวลารวมทั้งหมดจากกษัตริย์องค์แรกจนถึง
องค์ที่ 10 กินเวลา 120 ชาร์ หรือ 432,000 ปี

ส่วนรายนามกษัตริย์สุเมเรียนฉบับหนึ่งกล่าวถึงผู้ปกครองแผ่นดินแห่งราชวงศ์เทพทำการปกครอง
นครรัฐแรกของโลกคือเอริดู (Eridu) กษัตริย์สองพระองค์มีคำนำหน้านามว่า อา(A)
อันหมายถึงแหล่งกำเนิดหรือต้นตระกูล

A.LULIM ปกครองแผ่นดิน 28,800 ปี
A.LAL.GAR ปกครองแผ่นดิน 36,000 ปี
สองกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน 64,800 ปี

คนหรือเปล่าครับนั่น! ทำไมถึงได้อายุยืนปานนั้น จากชื่อของเมืองและกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองดังกล่าว
แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอันน่าพิศวง ประการแรกคืออายุขัยของกษัตริย์เหล่านั้น
ประการที่สองก็คือช่วงเวลาในแต่ละรัชกาลหารด้วย 3600 ได้อย่างลงตัว




ข้อสังเกตดังกล่าวนำไปสู่บทสรุปบางประการครับ กล่าวคือแต่ละยุคของกษัตริย์เหล่านั้น
ไปมีส่วนสัมพันธ์กับวงคาบของมหาวงจรศักดิ์สิทธิ์หรือ Shar อันกินเวลา 3600 ปับนโลก
ถ้าสมมติ(สมมตินะครับเพราะเอกสารโบราณกล่าวไว้เช่นนั้น)ว่ากษัตริย์โบราณยุคก่อนน้ำท่วมโลก
เป็นเชื้อสายของ Nefilim (หรือ Anunnaki) ตามที่เอกสารโบราณกล่าวอ้างและเดินทางมาจาก
ดาวเคราะห์ดวงที่ 12 จริง มันก็ไม่น่าแปลกที่อายุขัยและช่วงรัชกาลของกษัตริย์โบราณจะใช้หน่วยนับ
จากดาวเคราะห์ดวงที่ 12 คือรอบละหนึ่งชาร์หรือ 3600 ปี อนึ่ง... ดาวเคราะห์ MARDUK / NIBIRU
มักถูกคนโบราณนำมาเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า Winged disc ซึ่งบางครั้งถูกแทนด้วย
สัญลักษณ์กากบาทหรือกางเขน ซึ่งเข้ากับชื่อ Planet of Crossing พอดี๊ พอดี...
เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว... บางท่านอาจทักท้วงขึ้น

สมมติว่า Anunnaki หรือ Nefilim เดินทางมายังโลกในฐานะผู้ปกครองแผ่นดินจริง รวมทั้งครองราชย์
เป็นระยะเวลา 28,800 หรือ 36,000 ปีจริง อะไรหมายถึงปีที่ว่า ปีของโลกมนุษย์หรือปีของ Planet X?

เป็นคำถามที่น่าคิดมากครับ ปีในความหมายของพวกเราคือคาบเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
ครบหนึ่งรอบ ซึ่งเราใช้เป็นหน่วยนับอายุขัยของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนี้
ดังนั้นคำว่าปีของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงใดๆก็ตาม จึงน่าจะวัดตามคาบเวลาหนึ่งรอบที่ดาวดวงนั้น
โคจรรอบดาวแม่ของตนด้วย โอ้โหเฮะ... เวลา 28,800 ปีบนโลกนับว่ายาวนานพออยู่แล้ว
ถ้าสองหมื่นกว่าปีที่ว่าเป็นปีของดาวเคราะห์นิบิรุล่ะครับมันจะยาวนานขนาด ไหนสำหรับพวกเรา?

บังเอิญว่าในจารึกโบราณค่อนข้างชี้ชัดว่าปีใน เนื้อความหมายถึงปีของโลกมนุษย์ นั่นหมายถึง
บางครั้งการเทียบอายุของ Anunnaki จำเป็นต้องดูบริบทประกอบให้ดีๆว่าจารึกกำลังกล่าวถึงปี
บนดาวดวงใดอยู่ อย่าลืมว่า Anunnaki ผู้มีอายุ 10 ปีนิบิรุจะมีอายุถึง 36,000 ปีโลก! ฟังแล้วก็อดนึกถึง
เรื่องในพุทธศาสนาไม่ได้ ในข้อที่ว่านอกจากชมพูทวีปอันหมายถึง
โลกมนุษย์ของเราแล้วในสากลจักรวาลยังประกอบด้วยทวีปอื่นๆ
ที่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่ หนึ่งวันของพวกเขา
กับหนึ่งวันของเรายาวไม่เท่ากัน ซึ่งก็นับว่าสอดคล้องกับเรื่องราว
ในจารึกโบราณของตะวันออกกลางอยู่ว่าไหมครับ?


นอกจากนั้น วลีที่ว่า พันปีโลกเท่ากับหนึ่งปีสวรรค์ยังเป็นแนวความเชื่อสากลในหลายๆศาสนาอีกด้วย...



Chapter Eight: Kingship of Heaven

ข้อสังเกตอีกอย่างจากนักโบราณคดีก็คือ อารยธรรมของมนุษย์ก้าวกระโดดไปในช่วง
ที่บรรจบกับการมาเยือนของเทพเจ้าตามจารึกโบราณอย่างน่าพิศวง กล่าวคือ
มนุษย์เริ่มเข้าสู่ยุคนิโอธีลิค เมื่อประมาณ 11,000 BC, ยุคเครื่องปั้นดินเผา 7,400 BC
และอารยธรรมแบบปุบปับที่โผล่ขึ้น แบบไม่รู้ที่มาของชาวสุเมเรียนเมื่อประมาณ 3,800 BC


จากข้อนี้แสดงให้เห็นว่าเหล่าผู้ปกครองจากห้วงอวกาศลงมาเยือนโลก และช่วยเร่งพัฒนาของ
มนุษยชาติอยู่เป็นช่วงๆ นั่นอาจจะหมายถึงพวกเขาเดินทางไปกลับระหว่างดาวแม่และโลก
ได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากข้อจำกัดของระยะทาง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยคาบเวลาที่ดาวแม่
โคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดเป็นช่วงเวลาของการเดินทาง ซึ่งช่วงดังกล่าวจะเวียนมาบรรจบ
ทุก 3600 ปีเท่านั้น แหม... ยังกะอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เลยครับ สารภาพตรงๆว่าผมเอง
ก็ยังไม่ค่อยจะศรัทธาเท่าไหร่ ^^

ย้อนกลับมากล่าวถึงดาวเคราะห์ปริศนาที่ได้ชื่อว่า Kingship of Heaven กันอีกที คำพรรณนา
เกี่ยวกับ MARDUK/NIBIRU ที่ว่าทรงอาภรณ์เป็นรัศมีน่าจะเป็นรายละเอียดของดาวเคราะห์
มากกว่าสำนวนกวีพาไป กล่าวคือดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวคงมีแสงสว่างเอามากๆ ควรมีความร้อน
อันเกิดจากแกนกลางของตัวมันเองและมีบรรยากาศหนาแน่นซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่กักความร้อนแล้ว
ยังสามารถทำปฏิกิริยากับความร้อนภายในและแผ่รังสีออกสู่ห้วงอวกาศได้

ใน Enuma Elish คุณได้ทราบแล้วถึงการเฉี่ยวชนดาวดวงอื่นๆของ MARDUK/NIBIRU ก่อนที่
จะมาชนกับ TIAMAT เข้าโครมเบ้อเริ่ม ตรงนี้แหละครับที่นักคิดนักเขียนหลายๆคนสงสัยกันว่า
ปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตอาจจะเริ่มขึ้นตอนนี้เพียงแต่ว่ายังไม่พบสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
การเฉี่ยวชนที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีกับดาวดวงต่างๆนั้นมีส่วนเป็นไปได้ อย่าลืมว่า
ดาวเคราะห์ดวงต่างๆ เช่น ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ยูเรนัส หรือเนปจูนนั้นแม้มีสภาพแวดล้อม
ที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต แต่อย่างน้อยดาวเคราะห์ที่ผมเอ่ยนามมาทั้งหมดก็ล้วนอุดมไปด้วย
แร่ธาตุอันเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของชีวิต

ปฏิกิริยาอันเกิดจากการเฉี่ยวชนได้ฟอร์มรูปแบบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ จนกระทั่ง
เมื่อมาชนเอาจังๆกับดาวเคราะห์เทียแมท จุดอุบัติของสิ่งมีชีวิตโบราณในรูปอินทรีย์สาร
จึงถือกำเนิดขึ้น เนื่องจากดาวเคราะห์คู่กรณีทั้งสองมีองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ตรงกันคือ น้ำ
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต(อย่างน้อยก็ในรูปแบบที่พวกเรารู้จัก) โดยเฉพาะ
เมื่อตำนานโบราณย้ำนักย้ำหนาเกี่ยวกับการมีมหาสมุทรและแหล่งน้ำของดาวเคราะห์สองดวงนี้

นี่ไม่ใช่แนวคิดอันเลื่อนลอยนาคุณ แม้แต่วงการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเองก็ยังยอมรับว่า
เป็นไปได้ที่กุญแจสำคัญของการอุบัติสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรานั้นมาจากห้วงอวกาศ
เจ้ากุญแจดังกล่าวอาจเป็นก้อนอุกกาบาต ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง หรืออะไรก็ตามที่
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่กล้าระบุ ถ้าคุณเคยอ่านแนวคิดของซุปดึกดำบรรพ์ (Primeval soup)
คุณจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก แถมจะคล้อยตามทฤษฎีนี้เอาได้ง่ายๆด้วยสิครับ ฮา ฮา...




ป.ล. ถ้ามีเวลาเดินแผงหนังสือโปรดมองหา เอกภพ สรรพสิ่ง และมนุษยชาติ ที่แปลโดย
คุณรอฮีม ปรามาท มาอ่านเสีย ใครที่เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ก็ให้ไปยืมจากห้องสมุด(ผมเชื่อว่ามี)
ลองอ่านบทที่ 5 จากธุลีสู่ชีวิต แล้วคุณจะเข้าใจเนื้อหาของ 12th Planet
ในบทที่เจ็ดและแปดนี้มากขึ้น




MARDUK/NIBIRU ทรงโรมรันกับ TIAMAT จนสะท้านทั่วระบบสุริยะ เศษชิ้นส่วนของดวงจันทร์บริวาร
แห่งเทียแมทกลายเป็นดาวเคราะห์น้อยบ้าง ดาวหางบ้างอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ กระนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย
ที่สะเก็ดดาวเหล่านั้นถูกแรงดึงดูดของเทียแมทดึงเข้าถล่มตัวเองในลักษณะของห่าอุกกาบาต

...เทหวัตถุนับไม่ถ้วนที่โหมลงมา อาจมีสักชิ้นที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในการสร้างอินทรีย์สาร
ขึ้นมาอย่างช้าๆ โดยกินเวลานับพันล้านปี

ในปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่มั่นใจว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรา เกิดขึ้นได้เพราะ
วัตถุจากห้วงอวกาศ เพียงแต่ยังไม่มีใครบอกได้เท่านั้นเองว่าวัตถุเจ้ากรรมดังกล่าวเป็นอะไรและ
มาจากไหน นี่เป็นคำถามที่ยังค้างคาใจใครหลายๆคนและรอวันให้คำตอบนั้นมาถึงโดยเร็ว

Enuma Elish: the Epic of Creation ของเมโสโปเตเมียโบราณกลับอธิบายคำตอบส่วนหนึ่ง
ซึ่งวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายได้ ก็นับว่าสมชื่อ Epic of Creation อยู่หรอก
จริงไหมครับ

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=86&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

Does Planet X Exist? Is Nibiru Inhabited and Inbound?

Robert Sepehr's effort to inform and make public information
that has been witheld or forgotten by the masses for millennia.






Nibiru and Planet X

In 1843, John Couch Adams (a British mathematician and astronomer)
studied the orbital perturbations of
Uranus and deduced that through gravitational interactions,
there must be an eighth planet, tugging at the gas giant. This led to the discovery of Neptune,
orbiting at a distance of 30AU from
the Sun. There have been numerous occasions
where this method has been used to deduce the existence of other bodies in the Solar System
before they were directly observed.
Neptune was also experiencing orbital perturbations,
and on the discovery of
Pluto in 1930, it was thought that the aptly named "Planet X"
had been discovered. Alas, Pluto's mass was tiny, and once the orbit of
Charon (Pluto's moon)
was analysed it was found that the mass of the
Pluto-Charon system was far too small
to affect the orbit of Neptune. The hunt for Planet X continued…

After years of speculation and historic research, it was believed that a huge body
astronomers were looking for was a huge planet or a small star, possibly a companion
to our Sun (making the Solar System a binary system). The name "Nibiru" was unearthed
by the author Zecharia Sitchin, on researching the possible intervention of extraterrestrials
in the early history of mankind. Nibiru is a hypothetical planet as taught in ancient Sumerian culture
(the Sumerians existed from around 6,000BC to 3,000BC, predating Babylon, in the current geographic
location of Iraq). There is very little archaeological evidence to suggest this mythical planet
has anything to do with Planet X. But since this dubious connection, Planet X and Nibiru
are now thought by doomsayers to be the same thing, an ancient astronomical body that has
returned after a long orbit beyond the Solar System.
OK, so the Nibiru/Planet X connection
might be a bit ropey already, but is there any solid evidence for the modern-day Planet X?




Infrared observations = Planet X

There is much emphasis placed on the 1983 "discovery" of a mysterious heavenly body
by
NASA's Infrared Astronomical Satellite (IRAS) on the outskirts of the Solar system,
some 50 billion miles (540 AU) away. Naturally the world's media will have been very excited
by such a discovery and began making noises that perhaps this was Planet X
(the most popular accessible resources for Planet X advocates is the Washington Post article
published on December 31st 1983 titled "
Mystery Heavenly Body Discovered").

In actuality, astronomers weren't sure what the infrared object was (the clue is in the word
"mystery"). Initial media reports postulated that it could be a long-period comet, or a planet,
or a far-off young galaxy or a protostar (i.e. a brown dwarf). As soon as the last possibility
is mentioned, suddenly this became the "discovery" that Planet X was in fact a brown dwarf
orbiting in the outer reaches of our Solar System.
"So mysterious is the object that astronomers do not know if it is a planet,
a giant comet, a nearby "protostar" that never got hot enough to become a star,
a distant galaxy so young that it is still in the process of forming its first stars or
a galaxy so shrouded in dust that none of the light cast by its stars ever gets through
."
- Thomas O'Toole, Washington Post Staff Writer, December 30th 1983
(from text on the
Planet X and Pole Shift website)
So where did the Washington Post get its story? The story was published in response
to the research printed a paper titled "Unidentified point sources in the IRAS minisurvey"
(by Houck et al, published in Astrophysical Journal Letters, 278:L63, 1984).
Dr. Gerry Neugebauer, co-investigator in the IRAS project, was interviewed and
strongly stated that what IRAS had seen was not "incoming mail" (i.e. the results did not suggest
there was an object approaching Earth). On reading this interesting research,
I was especially drawn to the paper's conclusion:
"A number of candidate identifications have been considered including
near-solar system, galactic, and extragalactic objects. Further observations
at infrared and other wavelengths may provide additional information
in support of one of these conjectures, or perhaps these objects will require
entirely different interpretations
." -

Houck et al, Astrophysical Journal Letters, 278:L63, 1984
Although these IRAS observations were seeing mysterious objects, at this stage,
there was no indication that there was an object (let alone a brown dwarf) powering
its way toward us. But the rumours had already begun to flow. When follow-up papers
were published in 1985 (Unidentified IRAS sources - Ultrahigh-luminosity galaxies,
Houck et al., 1985) and 1987 (The IRAS View of the Extragalactic Sky, Soifer et al., 1987),
there was little if any media interest in their findings. According to these publications,
most of the IRAS observations in the 1984 paper were distant, ultra-luminous young galaxies
and one was a filamentary structure known as "infrared cirrus" floating in intergalactic space.
IRAS never observed any astronomical body in the outer reaches of the Solar System.




Orbital perturbations = Planet X


In addition to the 1983 "discovery" of the Planet X brown dwarf, the
1992 Planet X claim
goes something like this: "Unexplained deviations in the orbits of Uranus and Neptune
point to a large outer solar system body of 4 to 8 Earth masses, on a highly tilted orbit,
beyond 7 billion miles from the sun,
" - text from an un-cited NASA source on the "
Planet X Forecast and 2012 Survival Guide" video Pulling up the discovery of planets using
orbital perturbation measurements, Planet X advocates point to a NASA announcement that
in 1992, there were indirect measurements of a planet some 7 billion miles from Earth.
Alas, I cannot find the original source for this claim. The only huge discovery NASA
announced along these lines was the discovery of the first major
trans-Neptunian object
(TNO) called 1992 QB1 (full details of the discovery of this "cubewano-class" object
can be found in the
original announcement transcript).
It has a diameter of 200km and is confined to the Kuiper Belt, a zone of minor planets
(where Pluto lives) and asteroids from 30AU to 55AU, just outside Neptune's orbit.
Some of these bodies (like Pluto) cross the path of Neptune's orbit and there therefore
designated as a TNO. These TNO's pose no threat to the Earth (in as much as they
wont be leaving the Kuiper Belt to pay us a visit in 2012).
Since then, any Neptune orbital
perturbations have been put down to observational error and have since not been observed…
so there doesn't appear to be any obvious object any bigger than the largest Kuiper Belt
objects out there. Still, to keep an open mind, there could be more large bodies to be
discovered (that
might explain why there is such a steep drop-off of Kuiper Belt objects
at the "Kuiper Cliff", the jury is out on that idea), but there is no evidence for a massive body
approaching from the vicinity of the Kuiper Belt.
Even the strange
Pioneer anomaly that the Pioneer and Voyager probes are experiencing
cannot be attributed to Planet X. This anomaly appears to be a Sun-ward acceleration,
if there was a massive planet out there, there should be some gravitational effect beyond
what has been predicted by the other known objects in the Solar System.




4-8 Earth masses = a brown dwarf? It must be Planet X.


Probably the most glaring inconsistency in the Planet X hypothesis is the Planet X advocates
assertion that the 1984 IRAS object and the 1992 body are one of the same thing.
As announced on many websites and
online videos about Planet X, the 1984 IRAS observation
saw Planet X at 50 billion miles from Earth. The 1992 NASA "announcement" put Planet X
at a distance of about 7 billion miles from Earth. Therefore, the logic goes, Planet X had travelled
43 billion miles in the course of only eight years (from 1984 to 1992). After some dubious
mathematics, Planet X is therefore expected to reach the core of the Solar System in 2012.
(Although many believed it should arrive in 2003… they were obviously wrong about that prediction.)

Well, I think we might be clutching at straws here. For starters, for the 1984 object to be the same as
the 1992 object, surely they should be the same mass? If Planet X was a brown dwarf (as we are led to
believe in the IRAS observations), how can it possibly weigh in at only 4 to 8 Earth masses
eight years later? Brown dwarfs have a
mass of around 15-80 Jupiter masses.
As Jupiter is about 318 Earth masses, surely the object hurtling toward us should have a mass
of somewhere between 4,770 and 25,440 Earth masses? So I am going to go out on a limb here
and say that I reckon the 1984 object and the 1992 object (if either object actually existed that is)
are not the same thing. Not by a very long shot.
If there is no evidence supporting Planet X,
it must be a conspiracy If it can be this easy to cast the fundamental "scientific" theory
behind Planet X into doubt, I see little point in discussing the historical reasons
(mass extinctions, volcanic activity, earthquakes etc.)
as to why the doomsayers believe
Planet X should exist. If there is no renegade planet out there of significant mass,
how can Nibiru be a threat to us in 2012?
They will have us believe there is
a global conspiracy of international governments hiding the facts from us.

NASA is involved in the cover-up, hence the lack of evidence. In my opinion,
simply because there is no evidence, doesn't mean there is a conspiracy to hide
the truth from the public. So why would governments want to hide a "discovery"
as historic as a doomsday planet approaching the inner Solar System anyway?
To avoid mass panic and pursue their own, greedy agendas (obviously).

As it turns out, this is the only strength behind the Planet X myth. When confronted with
scientific facts, the Planet X advocates reply with "…governments are sending out
disinformation and covering up the true observations of Nibiru."

Although I enjoy a good conspiracy theory, I will not support anything in the name of
Planet X. If the basic science behind what we are led to believe are the foundation of
Planet X existing is wrong, it seems a poor argument to say "the government did it".
Therefore, the story that Planet X will arrive in 2012 is, in my view, total bunkum
(but it helps to sell doomsday books and DVDs by scaring people).
Nibiru will remain in the realms of Sumerian myth.


Sources:
No Tenth Planet Yet From IRAS, Surviving 2012 and Planet X (Video),
The SAO/NASA Astrophysics Data System, New Scientist, IRAS, Planet X and Pole Shift
Leading image credits:
MIT (supernova simulation), NASA/JPL (extrasolar planet).
Effects and editing: myself.




Nibiru

Sumerian Artifacts Planet X Nibiru 2012

http://www.need2know.eu/?p=754

U.S. Professor Zechariah Sitchin’s Planet X: The Nefilim and Nibiru


Source: The Canadian National Newspaper by Al Smith, Retired U.S. college professor Giants
roamed the Earth in bygone days. The Old Testament refers to a race of giants as
the Anakeim, Nefilim, Elohim; Egyptians called them Neter.During the Sumerian civilization,
they were the Annunaki. The Hebrew ‘Nefilim’ meant “violent”, or “causing to fall” (Gen. 6:4);
violent tyrants of those days; those who fell upon others. Hebrew ‘Rephaim” (Deut. 3:11)
lived east of Jordan. They may have been the original inhabitants of the land before
the Canaanite immigration. In Deuteronomy and Joshua, the Hebrew Anakim refers to
a nomad race of giants descended from Arba, the father of Anak. They resided in Southern Palestine,
near Hebron. Goliath, the giant that battled David, originated from this race.
Zechariah Sitchin’s book
“The 12th Planet” states an advanced civilization entered our solar system in the Persian Gulf area
around 432,000 years ago. They colonized the planet, mined gold and exploited natural resources.
The Anunaki mixed their genetic material with Homo Erectus, creating the hybrid race —
Homo Sapiens. Further tinkering enabled Homo Sapiens to reproduce. Eventually,
a prolific human race rebelled against their dictators.
Just how gigantic were the giants?
As incredible as it sounds, archaeological evidence has unearthed humanoid skeletons
that soared to the height of 36 feet. In 1577 A.D., a 19′6″ human skeleton was found
under an oak tree in the Canton of Lucerne. A 23 foot skeleton was discovered in 1456 A.D.
beside a river in Valence, France. Deuteronomy 3:11 states the bed of Og, king of Bashan,
was 9 cubits by 4 cubits, or approximately 14 feet long by 6 feet wide. Other historical data
about giants can be found on the web at biblioprobe.com/nephilim.
The Nephilim are associated
with Nibiru, also known as Planet X, the Planet of the Crossing, the Red Dragon, Nemesis,
Thunderbird, The Destroyer, and other titles.
Is PX a planet or is it a starship?
The rogue orbit of PX defies astronomical facts about the fixed orbits of planets within
our solar system. PX makes a periodic passage by Earth every 3600 years. It is presently
near Mercury, on its way towards Earth.
‘Earthlings’only recently ventured into outer space.
We are mere babes-in-the-woods as we take our first exploratory steps into the vast and
mysterious universe. Advanced space beings are likely to be far more technologically
sophisticated than we can presently imagine.


http://video.google.co.uk/videosearch?q=Planet+X+Debate+2008&hl=en&emb=0#

http://video.google.com/videoplay?docid=-2063317191083011265

NIBIRU - Truth about NibiruShock2012 Photos

Surviving 2012 and Planet X - Part 1 of 5: The Threat

Surviving 2012 and Planet X - Part 2 of 5: Scientific Proof

Surviving 2012 and Planet X - Part 3 of 5: Historical Proof

Surviving 2012 and Planet X - Part 4 of 5: Surviving the Flyby

Surviving 2012 and Planet X - Part 5 of 5: Beyond 2012



http://www.universetoday.com/2008/05/25/2012-no-planet-x/

May 25th, 2008


2012: No Planet X

Written by Ian O'Neill

Apparently, Planet X (a.k.a. Nibiru) was spotted by astronomers in the early 1980's in
the outermost reaches of
the Solar System It has been tracked by infrared observatories;
seen lurking around in the Kuiper Belt and now it is speeding right toward us and will
enter the
inner Solar System in 2012. So what does this mean to us? Well, the effects of
the approach of Planet X on our planet will be biblical, and what's more the effects are
being felt right now. Millions, even billions of people will die, global warming will increase;
earthquakes, drought, famine, wars, social collapse, even killer
solar flares will be caused
by Nibiru blasting through the core of the Solar System. All of this will happen in 2012,
and we must begin preparing for our demise right now…
As investigated in my previous article
"
No Doomsday in 2012", a lot of weight had been placed on the end of an ancient Mayan calendar,
the "Long Count". According to this calendar and Mayan myth, something is going to happen
on December 21st, 2012. Now the world's Planet X supporters seem to have calculated that this
hypothetical, deadly planet will arrive from a highly eccentric orbit to wreak gravitational havoc on
Earth, sparking geological, social, economic and environmental damage,
killing a high proportion of life… in 2012.
Related 2012 articles:

  • 2012: No Geomagnetic Reversal (posted October 3rd 2008)
  • 2012: No Killer Solar Flare (posted June 21st 2008)
  • 2012: Planet X Is Not Nibiru (posted June 19th 2008)
  • 2012: No Planet X (posted May 25th 2008)
  • No Doomsday in 2012 (posted May 19th 2008)
I'm sorry, but the "facts" behind the Planet X/Nibiru myth simply do not add up.
Don't worry, Planet X will not be knocking on our door in 2012 and here's why…

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sun Feb 28, 2010 3:37 am

Chapter Nine: Landing on Planet Earth

Aeronautics and Space Administration of the Nefilim

ลองมาดูกันนะครับว่าปูมการเดินทางของนักบินอวกาศยุคโบราณเหล่านี้มีเรื่องราวของ
การเดินทางสู่ระบบสุริยะ กว่าจะมาถึงโลกของเราอย่างไรบ้าง

Nefilim แบ่งโซนเป้าหมายของพวกเขาออกเป็นสองโซนใหญ่ๆ โดยเรียกว่าโซนแห่งความสับสน
และโซนแห่งการเดินทางตามลำดับ ภาพจากต้นฉบับโบราณแสดงการแบ่งภาพของห้วงอวกาศ
ออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆด้วยกัน ส่วนแรกประกอบด้วยสัญลักษณ์แทนดาวเคราะห์เจ็ดดวง
จากพลูโตเรียงมาจนถึงโลก ส่วนที่สองเนฟิลิมใช้เป็นจุดชี้เส้นทางของพวกเขา ประกอบด้วย
สัญลักษณ์ของดวงจันทร์ ดาวศุกร์ ดาวพุทธ และดวงอาทิตย์ตามลำดับ ทั้งสองส่วน
(หรือโซน-เขตแดน)ถูกคั่นกลางด้วยสัญลักษณ์รูปแท่งในรูปแบบ 7 ต่อ 4 ครับ

มากล่าวถึงโซนชี้ทางกันก่อน สัญลักษณ์ของดวงจันทร์ ดาวศุกร์ ดาวพุทธ ดวงอาทิตย์ถูกเรียกรวมกัน
ว่า GIR.HE.A อันหมายถึง celestial waters where rockets are confused, MU.HE (confusion of spacecraft -
ยังจำความหมายของ MU และ SHEM ในบทแรกๆได้อยู่ใช่ไหมครับ ^^) หรือ UL.HE (band of confusion)
ก็แปลกดีเหมือนกันว่าทำไมเนฟิลิมจึงระบุเขตแดนเหล่านี้ว่าเป็นโซนแห่งความสับสน

บางทีเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับดาวเทียมของโลกเราอย่างสดๆร้อนๆน่าจะให้คำตอบได้...

เมื่อเร็วๆนี้วิศวกรของ Comsat (Communication Satellite Corporation) ได้ค้นพบปรากฏการณ์
ทางธรรมชาตที่เล่นตลกกับดาวเทียมของพวกเขา ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้รบกวนจนดาวเทียม
หลายดวงเกิดอาการรวนหรือไม่ก็ปิดวงจรของตัวไป สาเหตุเกิดการการรบกวนของอนุภาค
จาก Solar flares และแสงสะท้อนจากดวงจันทร์ซึ่งเป็นแสงอินฟราเรด คาดว่าอาการลักษณะเดียวกัน
คงเกิดขึ้นกับยานอวกาศของเนฟิลิมด้วย พวกเขาจึงระบุเขตอันตรายต่อวงจรของระบบขับเคลื่อนว่า
เป็น zone of confusion เมื่อเดินทางเข้ามาใกล้โลกและต้องผ่านไปยัง ดาวศุกร์ ดาวพุทธ และดวงอาทิตย์


พลูโตและดวงจันทร์คารอน


ดาวเสาร์ เทพผู้ลงทัณฑ์

ในบทที่เจ็ด Enuma Elish คุณได้เรียนศัพท์ภาษาบาบิโลเนียนที่ใช้เรียกดาวเคราะห์ไปหลายคำแล้ว
ในบทนี้ผมจะสอนศัพท์ภาษาสุเมเรียนอีกหลายคำให้คุณด้วยเช่นกันครับ

สู่ระบบสุริยะ

...ดาวเคราะห์ดวงแรกที่เนฟิลิมต้องเดินทางผ่านคือดาวพลูโต ชื่อพลูโตในภาษาสุเมเรียนคือ
SHU.PA (supervisor of SHU) ซึ่งตามความเชื่อของพวกเขานั้นดาวพลูโตจะทำหน้าที่ประหนึ่ง รปภ. เอ๊ย...
องครักษ์คอยปกป้องทางเข้าสู่แกนกลางของระบบสุริยะ ต่อจากพลูโตก็จะเป็น IRU (loop-ดาวเนปจูน)
ยานอวกาศของเนฟิลิมใช้เนปจูนเป็นจุดสังเกตในการตีวงโค้งหรือลูปเพื่อปรับเป้าหมายของยาน
ให้ตรงทิศทาง ในบางครั้งเนปจูนถูกเรียกว่า HUM.BA (swampland vegetation) สักวันหนึ่งหากมนุษย์
มีโอกาสเยือนเนปจูน เราคงจะได้ทราบกันแหละครับว่าดาวเนปจูนจะมีแหล่งน้ำสมกับชื่อ swampland
อย่างที่เนฟิลิมเรียกขานกันไหม

...ดาวยูเรนัสถูกเรียกว่า Kakkab Shanamma (planet is the double) ซึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์ภูมิความรู้
ทางดาราศาสตร์ของคนโบราณ(ที่ได้รับการถ่ายทอดจากเนฟิลิม)อีกเช่นเคย พวกเขารู้ในสิ่งที่
วิทยาศาสตร์ศตวรรษที่ยี่สิบเพิ่งจะรู้เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ว่ายูเรนัสเปรียบเหมือนฝาแฝดของเนปจูน
อย่างแท้จริงทั้งขนาดและรูปร่างในตำราว่าด้วยรายชื่อดาวเคราะห์ของสุเมเรียนเล่มหนึ่งเรียกยูเรนัส
ว่า EN.TI.MASH.SIG หรือดาวผู้นำสรรพชีวิตสีเขียว หรือว่าภายใต้บรรยากาศและพื้นผิวของดาวยูเรนัส
มีแหล่งน้ำอยู่ด้วยเช่นกันครับ?

ต่อจากยูเรนัสเนฟิลิมต้องผ่านดาวเสาร์ ดาวยักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกเป็นสิบเท่า ใครๆก็ประทับใจ
วงแหวนอันสวยงามของดาวพระเคราะห์ดวงนี้ แต่ภายใต้ความงามเหล่าเนฟิลิมได้ระบุถึง ความน่าเกรงขาม
แห่งอันตรายที่มีต่อยานอวกาศของพวกเขา เราไม่อาจแน่ใจได้ครับว่าอันตรายที่ว่า มาจากแรงดึงดูด
ของดาวเสาร์ซึ่งแน่ล่ะ ว่าดาวดวงบะเฮิ่มขนาดนั้นต้องมีแรงดึงดูดอันมหาศาลหรือมาจากวงแหวน
อันประกอบด้วยวัตถุธาตุที่สามารถทำอันตรายกับยานที่เดินทางมาด้วยความเร็วสูงกันแน่



ดาวพฤหัสและดวงจันทร์บริวาร



เมฆหมอกบนดาวเนปจูน สามมุม ถ่ายโดยกล้องฮับเบิล 1994

ก็เป็นอันว่าการเดินทางของเนฟิลิมในเที่ยวนี้เกิดอาการพระเสาร์แทรกโดยพระศุกร์ไม่จำเป็นต้องเข้า
เนฟิลิมจึงเรียกดาวเสาร์ว่า TAR.GALLU (the great destroyer) ความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จากดาวเสาร์นี้สะท้อนออกอย่างชัดเจนในวัฒนธรรมของโลกยุคหลังโดยเฉพาะตะวันออกกลาง
ที่ให้บทบาทของดาวเสาร์เป็นดาวประจำองค์ของเทพแห่งการลงทัณฑ์

มีรายละเอียดกล่าวถึงในจารึกโบราณที่พบที่ Akitu ดังนี้

It has been created like a weapon; It has charged forward like death
The Anunnaki who are fifty, it has smitten...
The flying, birdlike SHU.SAR it has smitten on the breast

จารึกไม่ได้ระบุเอาไว้ครับว่ามัน(it)ที่ทำลาย SHU.SAR (ชื่อของพาหนะที่แปลว่า the flyingsupreme chaser)
และนักบินทั้งห้าสิบคนนั้นเป็นอะไร นอกจากบ่งเป็นนัยๆว่าเป็นผลอันเกิดจากดาวเคราะห์ดวงใหญ่
เทพแห่งการลงทัณฑ์ที่มีนามว่าดาวเสาร์

...เนฟิลิมเรียกดาวเคราะห์ ดวงที่ห้าว่าบาบูรู(Barburu) - the bright one ในบางครั้งก็เรียกว่า
SAG.ME.GAR (great one, where the space are fastend) นอกจากนั้นยังมีฉายาเพิ่มเติมว่า
SIB.AN.NA-ผู้นำทางแห่งสวรรค์ และอธิบายถึงบทบาทของดาวพฤหัสในการใช้กำหนดเส้นทาง
ของยานอวกาศ เนฟิลิมต้องระวังจนตัวลีบเมื่อยานเดินทางผ่านเขตอoัตรายอย่าง Asteroid belt
ที่คั่นระหว่างดาวพฤหัสและดาวอังคาร

UTU.KA.GAB.A (light established at the gate of the waters) เป็นชื่อเรียกของดาวอังคาร ความหมาย
ของชื่อดาวดังกล่าวผูกติดกับกำไลสวรรค์ (celestial bracelet) อันเป็นชื่อที่ชาวสุเมเรียนโบราณและ
ไบเบิลใช้เรียก Asteroid belt อย่างลึกซึ้ง แสงสว่างแห่งประตูน้ำ(UTU.KA.GAB.A)หมายถึงจุดที่ตั้งอยู่
ณ ประตูซึ่งกั้นกางระหว่าง upper waters และ lower waters ของระบบสุริยะ ประตูนี้เป็นคำอธิบาย
Asteroid belt ในสไตล์สุเมเรียนที่กั้นดาวเคราะห์ชั้นในกับชั้นนอกออกจากกัน ในบางครั้งดาวอังคาร
ถูกเรียกว่า Shelibbu -ผู้ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลาง(ของระบบสุริยะ)


ยานอวกาศ

ภาพประหลาดที่ปรากฏบนผนึกโบราณแสดงให้เห็นถึงวัตถุบางอย่างลอยผ่านดาวอังคารไป
นั่นเป็นภาพของยานอวกาศที่เนฟิลิมโดยสารมาและกำลังทำการติดต่อกับสถานีสื่อสารบนโลก
อยู่ Zecharia Sitchin กล่าวเอาไว้ในหนังสือของเขาว่า

"ภาพวัตถุที่ปรากฏในงานเขียนโบราณชิ้นนี้ที่จริงคือภาพสัญลักษณ์ของดาวเคราะห์ดวงที่สิบสอง,
the Winged Globe แต่รายละเอียดของมันดูต่างออกไป มันดูคล้ายเครื่องจักรมากกว่าสัญลักษณ์ตามปกติ
ดูที่ปีกของ winged globe สิครับ คล้ายกับแผงสุริยะที่ยานอวกาศอเมริกันใช้แปลงพลังงานจากดวงอาทิตย์
เป็นไฟฟ้าหรือเปล่า เสาอากาศสองเส้นนั่นก็ด้วย...

...ยานรูปวงกลมที่มีมงกุฏครอบอยู่ด้านบน ด้านข้างประกอบด้วยปีกและเสาอากาศ ตำแหน่งของยาน
ถูกระบุว่าลอยอยู่บนสวรรค์กึ่งกลางระหว่างดาวอังคาร(สัญลักษณ์ดาวหกแฉก) โลกแล้วก็ดวงจันทร์
เห็นแล้วคุณคิดว่ามันเป็นอะไรล่ะครับ?"

บนโลกเทพเจ้ากลุ่มหนึ่ง กำลังทักทายนักบินซึ่งยังอยู่บนสวรรค์ใกล้กับดาวอังคาร ภาพของนักบิน
(เนฟิลิม)สวมชุดเต็มยศที่ทำเอาท่อนล่างกลายเป็นมนุษย์ปลาไปเลย นี่อาจจะเป็นต้นตอแห่งตำนาน
มนุษย์มัจฉาของชาวโดกอนแห่งอาฟริกา แต่ที่แน่ๆเนฟิลิมเหล่านี้คือบรรดามนุษย์มัจฉาของเทพเจ้าอีอา(EA)
หรือ ENKI เทพและนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสภาเทพนั่นเองครับ

...และแล้วพวกเขาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ด




ภาพไม่ค่อยชัดแฮะ ขยายก็แตก ทำไงดีเนี่ย T.T
โดย sunny [20 ก.ย. 2550 , 20:50:42 น.]


ภาพไม่ค่อยชัดแฮะ ขยายก็แตก ทำไงดีเนี่ย T.T
------------------------------------------------------
ทำใจไง 555+

โดย att [23 ก.ย. 2550 , 01:06:56 น.]


ขอฟังเพลง the planets......



http://www.youtube.com/watch?v=BnW-uI9Ze-g

Solar System Song





http://www.nineplanets.org/musiclist.html

http://waendber.exteen.com/20070514/the-planets-symphony-gustav-von-holst

1. Mars, the bringer of War

http://suppiya.wordpress.com/holst_planets/

2. Venus, the Bringer of Peace




[size=12]This amazing video footage is alleged to have been leaked from
the Area 51 secret military base in Nevada, by a high ranking Military source
who worked within the complex. The UFO was allegedly captured on Military cameras
and shows the mysterious object to change shape and move around erratically.
At one point,the object is seen to cover 13 miles in just 6 seconds, making extensive
changes in velocity and performing maneuvres that no aircraft, that we know of
on this planet, are capable of doing even with today's technology. For more UFO videos
and proof visit:
http://members.datafast.net.au/~3135/






eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sun Feb 28, 2010 9:32 pm

*29th JULY 2008!* EVIDENCE THAT UFO'S ARE MANMADE

EVIDENCE THAT GERMANY AND BRAZIL ARE MAKING
UFOS AND FLYING THEM AROUND



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=106&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

Hitler appeared to live in perpetual fear of the ‘supermen’. Rauschning told how Hitler
suffered from terrible nightmares and would wake in terror screaming about entities
who were invisible to all but him. Hitler once said to his aide:

“What will the social order of the future be like? Comrade, I will tell you.
There will be a class of overlords, after them the rank and file of the party members
in hierarchical order, and then the great mass of anonymous followers, servants and
workers in perpetuity, and beneath them again all the conquered foreign races,
the modern slaves. And over and above all these will reign a new and exalted nobility
of whom I cannot speak... but of all these plans the militant members will know nothing.
The new man is living amongst us now! He is here. Isn’t that enough for you?
I will tell you a secret. I have seen the new man. He is intrepid and cruel.
I was afraid of him.”7
This is the society planned by the reptilians and their reptile-Aryan master race
if we allow the New World Order to be introduced in the next few years. Hitler’s ‘secret





http://en.wikipedia.org/wiki/Vrilhttp://www.crystalinks.com/vril.html

http://www.whale.to/b/vril.html

http://www.youtube.com/watch?v=RewnMIYkugk

nazi ufos and the vril society pt03 top secret Whoever becomes master of the vril will be
the master of himself, of others round him and of the world. [Reich's "orgone"...? -B:.B:.]
This should be the only object of our desires, and all our efforts should be directed to that end.
The SS E-IV (Entwicklungsstelle 4), a development unit of the SS occult "Order of the Black Sun"
was tasked with researching alternative energies to make the Third Reich independent of
scarce fuel oil for war production. Their work included developing alternative energies and fuels.

This group developed by 1939 a revolutionary electro-magnetic-gravitic engine which improved
Hans Coler's free energy machine into an energy Konverter coupled to a Van De Graaf
band generator and Marconi vortex dynamo (a spherical tank of mercury) to create
powerful rotating electromagnetic fields that affected gravity and reduced mass.
It was designated the Thule Triebwerk (Thrustwork, a.ka. Tachyonator-7 drive)
and was to be installed into a Thule designed disc.

Since 1935 the Thule Gesellschaft (Society) had been scouting for a remote, inconspicuous,
underdeveloped testing ground for such a craft. Thule found a location in Northwest Germany
that was known as (or possibly designated as) Hauneburg. At the establishment of this
testing ground and facilities the SS E-IV unit simply referred to the new Thule disc as
a war product- the "H-Gerat" (Hauneburg Device). For wartime security reasons the name
was shortened to Haunebu in 1939 and was briefly designated RFZ-5 along with Vril's machines
once the Hauneburg site was abandoned in favor of the more suitable Vril Arado Brandenburg
aircraft testing grounds. The early Haunebu I craft of which two prototypes were constructed
were 25 meters in diameter, had a crew of eight and could achieve the incredible initial velocity
of 4,800 km/h, but at low altitude. Further enhancement enabled the machine to reach 17,000 km/h.
Flight endurance was 18 hours. To resist the incredible temperatures of these velocities
a special armor called Victalen { Frozen Smoke } was pioneered by SS metallurgists specifically
for both the Haunebu and Vril series of disc craft. The Haunebu I had a double hull of Victalen.
{Frozen Smoke developed in the 30's} The Experimental KSK Gun The early models also attempted
to test out a rather large experimental gun installation- the twin 60 mm KSK (KraftStrahlKanone,
Strong Ray Cannon) which operated off the Triebwerk for power. It has been suggested that
the ray from this weapon made it a laser, but it was not. The Germans called it an "anachronism"
gun- not belonging to that time period or out of place. When a Vril 7 was downed by
the Russians in 1945 a similar underbelly mounted KSK gun was destroyed with debris recovered
from the battle site. Postwar the strange metal balls and tungsten spirals that made up the weapon
could not be identified. But recently it has been speculated that the Triebwerk-connected balls
formed cascade oscillators that were connected to a long barrel-shrouded transmission rod wrapped
in a precision tungsten spiral, or coil to transmit a powerful energy burst suitable to pierce up to
4 in (100 mm) of enemy armor. The heavy gun installation, however, badly destabilized the disc
and in subsequent Haunebu models lighter MG and MK cannon were supposedly installed.

The Series Prototypes The Haunebu I first flew in 1939 and both prototypes made 52 test
flights. In 1942, the enlarged Haunebu II of 26 meters diameter was ready for flight testing.
This disc had a crew of nine and could also achieve supersonic flight of 6,000 to 21,000 km/h
with a flight endurance of 55 hours. Both it and the further developed 32 meter diameter
Haunebu II Do-Stra had heat shielding of two hulls of Victalen. The craft were constructed
and tested between 1943-44. The craft made 106 test flights.

By 1944, the perfected war model, the Haunebu II Do-Stra (Dornier STRAtospharen
Flugzeug/Stratospheric Aircraft) was tested. Two prototypes were built. These massive machines,
several stories tall, were crewed by 20 men. They were also capable of hypersonic speed beyond
21,000 km/h. The SS had intended to produce the machines with tenders for both Junkers and
Dornier but in late 1944/early 1945 Dornier was chosen. The close of the war, however,
prevented Dornier from building any production models. Yet larger still was the 71 meter diameter
Haunebu III. A lone prototype was constructed before the close of the war. It was crewed
by 32 and could achieve speeds of 7,000 to 40,000 km/h. It had a triple Victalen hull.
It is said to have had a flight endurance of 7 to 8 weeks. The craft made 19 test flights.
This craft was to be used for evacuation work for Thule and Vril in March 1945.




http://www.bibliotecapleyades.net/esp_sociopol_vril.htm

http://www.echoesofenoch.com/Musium13%20vril_society.htm

http://www.channel4.com/history/microsites/H/history/n-s/nazimyths.html

http://greyfalcon.us/restored/The%20Vril%20Society.htm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=107&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

The Nazi flying saucers

Stories also abound of ‘flying saucer’ craft built by the Nazis before and during the war
under programmes controlled by the Thule and Vril Society. German researcher, Jan van Helsing,
and many others, have detailed some of
the technology which was produced after 1934,
including the Vril-1 fighter, Vril-7 (see picture section), and the Haunebu 1, 2 and 3.20 These
and others were known collectively by the Allies as the Foo Fighters.


Wendelle C. Stevens, a US airforce pilot in the Second World War and now a UFO investigator,
says that the Foo Fighters were sometimes grey-green, sometimes red-orange.
They approached his aircraft as close as five metres and then just stayed there, he said.
They could not be shaken off or shot down and caused many squadrons to either turn back
or land.21 Helsing includes photographs of these craft and other researchers support
this information.


I am always very wary of photographs of this kind because they can easily be faked
and circulated until they become accepted as fact, but there is a documentary video,
UFO - The Secrets Of The Third Reich
, and the researcher and lecturer, Vladomir Terziski,
also includes a wealth of material on this subject. The German flying saucers, apparently,
had many technical problems and limitations which were ironed out after the war.


In 1938, according to a number of researchers into these subjects, a German expedition to
the Antarctic, was led by the aircraft carrier, Schwabenland, and a 600,000 kilometer
region of ice-free mountains and lakes were declared Germany territory.22
It was called Neuschwabenland (New Swabia) and became a massive Nazi military base.


In 1947 there is said to have been a strange naval mission to the Antarctic by Admiral E. Byrd,
the man who flew into the inner Earth at both the North and South Poles. He took with him
4,000 soldiers and a fully equipped aircraft carrier. After eight weeks and high casualties,
they pulled out, some researchers claim. What happened remains a mystery,
but Byrd would later say publicly that it was the bitter reality that in the case of a new war,
one had to expect attacks by planes that could fly from pole to pole.


He added that there was an advanced civilization in Antarctica, and together with
the SS, they used advanced systems of technology.23


So why didn’t the Nazis win the war? Well firstly, it seems there was conflict between
the Nazi secret societies and secondly, the ‘flying saucer’ technology was still far from perfected.
But the simple answer to why the Germans did not win the war is that they were not meant to.
The reptilians of the lower fourth dimension were manipulating them, yes, but they were working
through the other sides also. They wanted a war and so they manipulated all parties to achieve it.


As I document and source at length in .. And The Truth Shall Set You Free, the Nazis were funded
by the classic bloodline families who were also funding the Allies ‘opposing’ Hitler.
The Rothschilds
were at the heart of this, once again working through their vehicles in England,
the United States and Germany.


Standard Oil, controlled by the Rockefellers, was, in effect, the same company as
I. G. Farben, Hitler’s chemical giant which operated the concentration camp at Auchwitz.
I. G. Farben
was the heart of the Nazi war machine and it was technological knowledge
transferred to them by Standard Oil which allowed Hitler to fight the war. This included

the know-how necessary to turn the vast German coal reserves into oil.

Other oil supplies were provided for Germany by Standard Oil through the Brotherhood
financial centre and stronghold, Switzerland. The President of Standard Oil, New Jersey (now Exxon),
was William Stamps Farish, a close friend of Hermann Schmitz, the chairman of I. G. Farben.
Farish’s grandson, William Farish III, is one of the inner circle around George Bush and
also entertains the Queen of England and Prince Philip at his home.


Farish and the Queen breed their horses together. Bush’s father,
Prescott Bush, the stalwart of the Skull and Bones Society, was one of the funders of Hitler.
This was done through a subsidiary company called the United Banking Corporation (UBC)
of which Prescott Bush was a director and leading light. The UBC connected
the W. A. Harriman Company of New York (Brown Brothers, Harriman, after 1933) with
the business network of Fritz Thyssen, the German steel entrepreneur and banker,
who funded Hitler from the 1920s. The Harriman operation, like the J. P. Morgan and
Rockefeller empires, was bankrolled by the Payseurs and the Rothschilds. Meanwhile,
the Rothschilds were also in control of Hitler’s I. G. Farben.


Among those on the board of Farben’s US subsidiary, American I. G., was Paul Warburg,
the Payseur/Rothschild trustee and agent who was sent to the United States to introduce
the Federal Reserve banking scam that came to fruition in 1913. His brother, Max Warburg,
was Hitler’s banker until he left Germany without a problem in 1938 and settled in the United States.


Other funders of Hitler included General Electric, which had close financial connections to
Franklin Delano Roosevelt, the President who ‘opposed’ Hitler; the Ford Motor Company
under Henry Ford who was awarded Germany’s highest honour conferred on non-Germans,
the Grand Cross of the German Eagle; and International Telephone and Telegraph (ITT) ,
which, in collusion with Hitler’s personal banker and SS officer, Baron Kurt von Schroder,
also bankrolled the Nazi war effort.


Master-minding this coordinated support was Montagu Norman (Comm 300), the governor of
the Rothschild-controlled Bank of England. Norman was an associate of Hjalmar Schact,
who would become Hitler’s financial advisor and president of the German Reichsbank.
These two were so close that Schact named one of his grandsons after Norman.
When the Nazis invaded Czechoslovakia, Norman released six million pounds worth of Czech
gold to Hitler which was deposited in London.


Incidentally, the two signatures on the document confirming Schact’s appointment as president of
the Reichsbank on March 17th 1933, were Adolph Hitler and the Rothschild frontman, Max Warburg.
Most ‘Jewish’ people think that families like the Rothschilds and the Warburgs,
who both claim to be Jewish, are on their side. Nothing could be further from the truth.
As I mentioned earlier, the trail of the gold and money stolen by Swiss banks from
German Jews during the war also leads back to the Rothschilds.


The Rothschilds and their associates the Rockefellers, Harrimans, and Bushs, were also behind
the Nazi race purity programme. Of course they were. Hitler’s race purity expert was Dr Ernst Rudin,
a psychiatrist at the Kaiser Wilhelm Institute for Genealogy and Demography in Berlin.


There he occupied an entire floor with his research and it

was all made possible by funds provided by... the Rockefellers.24 It was these same families
who funded the eugenics movement which is pledged to remove the lower genetic blood streams
and leave only those of superior stock. Eugenics
today often goes under the title of ‘population control’.
The best known of the population control organizations is Planned Parenthood which began life
under another name at the London offices of the British Eugenics Society.


No wonder George Bush has taken every opportunity to pump vast amounts of American and
United Nations money into that organization. Bush and Henry Kissinger are advocates of
Thomas Malthus, the Freemason of the Darwin bloodline, who died in 1834. Malthus called for
the culling of non-white peoples and for those white people of ‘lesser’ stock. Malthus
and his economist friend, the Freemason, John Stuart Mill, said that the Aryan race,
the blond-haired, blue-eyed people, was God’s gift to the world.


The gods’ gift, more like. The higher stock of the white race had to control the ‘ignorant’
dark skinned races, this pair said. Now that is no different from the Nazi philosophy or that of
the British and American establishment because they are from the same stream.
Why have policies been introduced in Africa, Central and South America, and Asia,
which have caused such disease, death and destruction?
It is part of an ongoing plan.


You can read the detailed background to the funding of Hitler, the role of the Rothschilds,
and the master race-population control programme in ..And The Truth Shall Set You Free.


Yet more confirmation that the same force controlled all sides in the Second World War came with
the British-American Intelligence operation called
Project Paperclip which sprung the main
Nazi leaders, scientists, engineers and mind control experts out of Germany before
the allied armies arrived. They were transported to South America and the United States
to continue their work for the reptilian Agenda.
The Nazis who were tried and hanged at
the Nuremberg Trials were merely the pawns paraded before a show trial to placate public anger.


The kings, queens, bishops, and knights of the Nazi regime escaped to continue their campaign
against humanity via the networks arranged by their ‘opposition’, the United Kingdom
and the United States.
Among the Nazis who escaped in Project Paperdip was the mass murderer
and torturer, Josef Mengele. The CIA was the creation of British Intelligence and particularly its
Elite inner circle known as the Special Operations Executive (SOE).


The CIA replaced the wartime US intelligence organization, the Office of Strategic Services (OSS),
which was born out of the Payseur empire intelligence operation. The OSS was headed
by Bill Donovan, a puppet of the Payseur-Rothschild-Rockefeller circle, and a former classmate of
Franklin Delano Roosevelt. Donovan’s law tutor at the Brotherhood owned Columbia University was
Professor Harland E Stone, who would later become US Attorney General.


Another of Stone’s protégés was J. Edgar Hoover, the 33rd degree Freemason and infamous head of
the FBI at the time of the Kennedy assassination. Significantly, as I highlight at length in
...And The Truth Shall Set You Free, a number of key operatives in the murder of President Kennedy
were former OSS agents posted to the British Intelligence headquarters in London during
the Second World War.




http://www.bibliotecapleyades.net/ufo_aleman/esp_ufoaleman_gallery.htm



















The 40 foot stone owl beside the sacrificial fire at Bohemian Grove in Northern California during
a Summer Camp for the Babylonian Brotherhood Elite. The owl is symbolic of Moloch,
the deity to which children in the ancient world were sacrificially burned alive - and still are today.

The obelisk and the dome again. An artist’s impression of the Canary Wharf building beside
the River Thames, the tallest building in Europe, and opposite is the new Millennium Dome.
The zero time meridian of Greenwich Meantime runs close to this point and that is no coincidence.

Extraterrestrial invasion? No, Brotherhood manipulation.


This is claimed to be the VRlL-7, one of the Nazi ‘flying saucer’ craft developed during
the Second World War and later perfected in the United States and elsewhere.

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Mar 06, 2010 11:44 pm

http://www.alienresearchcorp.com/technology/anti-gravity/emdrive/china/

China Confirms the Development of Anti-Gravity Technology,
Based on 'EmDrive' Device


posted by Mr. Schwabe November 8, 2009

Its not hard to imagine that an advanced civilization, in their progress towards
efficient space travel, would one day have the have technology capable of manipulating
gravity itself. And indeed, the most interesting UFO sightings that occur here on
our own planet - exhibit characteristics of advanced spacecraft that is capable of
controlling gravity. Making right angle turns at impossible speeds and performing
other gravity defying maneuvers. Alien hardware aside, an independent UK inventor
has successfully created an anti-gravity device that could one day power human spacecraft.
Dubbed the 'EmDrive' it is an electromagnetic propulsion engine that uses microwave technology
to convert electrical energy into thrust. It uses no propellant. Roger Shawyer's experimental Emdrive
could ultimately prove to be a breakthrough in propulsion technology. For starters, it makes possible
vertical takeoffs with slow ascents and using very little acceleration. In a military context this is
a huge benefit because currently ballistic missiles launched from anywhere on Earth can be
immediately spotted from orbiting satellites. An undetected, silent delivery of a deadly nuclear payload
is an obvious military advantage.


Above: Roger Shawyer's EmDrive

Other applications would undoubtedly be revolutionary for civilian transport.
The flying cars that aeronautical engineers have been dreaming of could be soon realized.
According to Shawyer, "the technology is firmly anchored in the basic laws of physics.
" The key to the anti-gravity functionality of the EmDrive involves a resonate cavity filled
with microwaves.

The Emdrive perked the interest of the scientific community just a few years ago
when Roger Shawyer, the UK inventor, first came forward with his revolutionary idea.
China Confirms the Technology

His theory of microwave propulsion, which was first widely publicized in a New Scientist article
back in 2006, was not surprisingly met with large scale criticism. "Outrageous" and "impossible"
were the common themes of EmDrive proponents.
Now, only a few years later - Chinese researchers claimed they have validated the math,
and are building an EmDrive of their own.


The Northwestern Polytechnical University (NPU) in Xi'an is currently manufacturing
a thruster based on the Shawyer's microwave propulsion theory. "NPU started their
research program in June 2007, under the supervision of Professor Yang Juan.
They have independently developed a mathematical simulation which shows unequivocally
that a net force can be produced from a simple resonant tapered cavity," said Shawyer in
an interview with Wired Magazine. "The thrust levels predicted by this simulation are similar
to those resulting from the SPR design software, and the SPR test results." The NPU has
confirmed that they have reproduced Shawyer's theory and are building a prototype.


Above: an EmDrive prototype in action

The amount of thrust produced by the current EmDrive is relatively small, but very significant.
The biggest difference between the EmDrive and a traditional combustion tech thruster is that
the Emdrive uses no propellant. As long as it has an electricity supply the Emdrive can keep going,
perhaps one day traveling into deep space. In fact, Shawyer calculates that a solar-powered Emdrive
could take a manned mission to Mars in just over a month. Claims of anti-gravity, free energy,
and over unity devices are often met with harsh skepticism by the so called "mainstream".
What makes Shawyer's theory exciting is that these initial skeptics have at least been partially
put to rest as a result of the confirmation of the technology by the Chinese. The Emdrive has
passed scientific analysis. Despite not fully understanding how it works they were able
to measure the fact that it does indeed work.



The big question is this: will Shawyer be allowed to continue the development of his technology.
There is indeed a cartel of oil & energy corporations that are not about to let their multi trillion dollar
energy business model, a model which based on the production of fossil fuels and non-renewable energy,
be interrupted by a breakthrough idea. And this cartel is notorious for stifling, intimidating, and
destroying the lives of inventors who would otherwise be able to share their technology with the world.
Only time will tell - in the meantime the ARC is following the development of anti gravity technology
in a quest for a deeper understanding - for the benefit of our website visitors, customers and private clients.

http://www.examiner.com/x-2383-Honolulu-Exopolitics-Examiner~y2009m2d4-Obamas-Chief-Technology-Officer-and-the-XFiles

Obama’s Chief Technology Officer and the X-Files


February 4, 4:24 AM

Honolulu Exopolitics ExaminerMichael Salla, Ph.D.


Astronaut with Propulsion Backpack. Photo: NASA

Technology enthusiasts were among Barack Obama’s biggest supporters during
his Presidential campaign and were rewarded by his pledge to appoint a cabinet level,
national Chief Technology Officer (CTO) when elected. According Obama’s campaign webpage,
a CTO would be responsible for technological innovation “to ensure that our government and
all its agencies have the right infrastructure, policies and services for the 21st century.”
Obama’s first Presidential actions indicate that he intends to give his CTO broad powers that
will challenge many vested interests over the extent to which technology is declassified and
shared with the public sector. This makes Obama’s CTO a key figure in accessing
and sharing technologies buried in government and corporate X-Files.


During his first full day in office, Obama not only signaled that he was committed to create
a CTO for technological innovation, but also the importance of such a position for promoting
Open Government in his administration. In his Memorandum on Open Government and Transparency,
Obama declared:
I direct the Chief Technology Officer … to coordinate the development by appropriate
executive departments and agencies, within 120 days, of recommendations for
an Open Government Directive, to be issued by the Director of OMB, that instructs
executive departments and agencies to take specific actions implementing the principles
set forth in this memorandum.
Obama’s Memorandum reveals that the CTO will be responsible for ensuring that
all branches of government are committed to implementing principles of Open Government
and transparency. By making his CTO responsible for coordinating the development and
subsequent implementation of a Directive on Open Government, President Obama has
ensured that technological innovation will be used to achieve Open Government.
The contrast couldn’t be greater with the Bush administration which used technological
innovation for enhanced surveillance of private citizens, and promoting greater government secrecy.

Obama’s Memorandum stated that the CTO has 120 days to ensure that government agencies
participate in giving recommendations for an Open Government Directive. The Directive would
instruct government agencies and executive departments to implement principles of
Open Government and transparency. The surprising fact here is that Obama has still not named
his candidate for CTO though two individuals are on his short list.

Most importantly, the U.S. Congress has yet to draft a bill for a CTO. The CTO’s key role
in his January 21 Memorandum, however, signals Obama’s intent to create the powers and
responsibilities of the nation’s first CTO by Presidential Executive Order.
Several issues will quickly emerge for the CTO in promoting technological innovation
to take U.S. government and society into the 21st century, while simultaneously promoting
principles of Open Government and transparency.


The first will be how to deal with classified technologies contained in the X-Files
of different government agencies and military departments that could produce
the kind of technological innovation sought by a national CTO.
Obama’s CTO will require need-to-know access to classified technologies.

In many cases, these lie hidden in heavily compartmentalized Special Access Programs
in various military departments, and their equivalents in other government agencies.
Ben Rich, former Head of Lockheed Skunk Works explained the situation best:
We already have the means to travel among the stars, but these technologies
are locked up in black projects and it would take an act of God to ever get them out
to benefit humanity... anything you can imagine we already know how to do.
A second issue will be how to deal with corporations that have been given classified technologies
from government and military X-files that have been subsequently re-categorized as trade secrets.
Government and military entities regularly use private contractors for classified projects and
hand over information and technology for research and development purposes.
These then become trade secrets that are very difficult for any government agency
or military department to gain access.



Video: Nick Cook from Jane's Defense Weekly interviews retired Lockheed Martin
scientist about antigravity Finally, how will the CTO deal with vested interest groups opposed
to releasing classified technologies that can lead to rapid innovations in industries such as
transportation and health? Powerful interest groups have benefited from preventing
the commercial development of, for example, antigravity technologies that have only been used
in classified military projects such as the B-2 bomber.

The ultimate success of a national CTO in promoting technological innovation in U.S. government
and society rests on how well principles of Open Government and transparency are implemented.

This will require that a cabinet level CTO gains “need-to-know” access to government and
corporate X-Files. President Obama in his anticipated Executive Order for the creation
of Chief Technology Officer needs to give “need-to-know” access to any and
all government-military-corporate projects.

http://www.voltairenet.org/article159381.html

19 March 2009

Presidential Directive opens door for release of antigravity technology


Prior to his current appointment as Obama’s National Security Advisor, General James Jones
was involved in a secretive Boeing Corporation effort to declassify antigravity technology
for commercial application. Classified antigravity technologies have been kept from
the public realm for over six decades while being secretly developed by military-corporate entities.
The door may now be open for the release of such technology.


by Michael Salla, Ph.D.

On February 13, 2009, President Obama released his first National Security Directive. Titled
Presidential Policy Directive -1, it greatly expands the power of the National Security Council (NSC)
to oversee all executive departments and agencies. The Directive introduces new members into
top level NSC meetings including the Energy Secretary and the U.S. representative to the United Nations.
Most significant is that Obama’s National Security Advisor, General James Jones (ret.),
was given direct authority to develop and implement policy throughout the NSC system.
Under previous Presidential administrations, a number of interagency committees were not chaired
or controlled by the NSC. “Under Obama”, according to one Foreign Policy analyst,
“the NSC chairs everything, though some committees can and will be cochaired.”
Prior to his current appointment, General Jones was involved in a secretive Boeing Corporation
effort to declassify antigravity technology for commercial application. Boeing’s declassification
efforts were denied.

Obama’s Directive now gives General Jones a second opportunity to have antigravity technology
declassified for commercial development.

Classified antigravity technologies have been kept from the public realm for over six decades
while secretly developed by military-corporate entities. It was revealed in 1992, for example,
that the B-2 Bomber used electrostatic charges on its leading wings and exhaust.
According to aerospace experts, this was confirmation that the B-2 used
electrogravitic principles based on the Biefeld-Brown Effect.


The Biefeld-Brown Effect is based on the research of Thomas Townsend Brown
who in 1928 gained a patent for his practical application of how high voltage electrostatic charges
can reduce the weight of objects.The B-2 bomber employs sufficiently high voltages to
significantly reduce its weight. This enables the B-2 and other classified antigravity vehicles
to display flight characteristics that appear to defy conventional laws of physics.
The idea that advanced antigravity technologies exist and have been developed by
military-corporate entities is supported by the former CEO for Lockheed Skunk works. Ben Rich said:

“We already have the means to travel among the stars, but these technologies are locked up
in black projects
and it would take an act of God to ever get them out to benefit humanity..
anything you can imagine we already know how to do. “




While a Presidential Directive is not quite an “act of God”, it may be enough to open
the door for the release of antigravity technology. Especially so given the background of
the man given the responsibility to run the NSC - former Marine Commandant, General Jim Jones.

After retiring from the Marines on February 1, 2007, General Jones served on the Board of Directors
of the Boeing Corporation from June 21, 2007 to December 15, 2008. Boeing had been active
at least since the early 1990’s in studies to apply antigravity technology for commercial use.
In 2002, an internal Boeing project called “Gravity Research for Advanced Space Propulsion”
(GRASP) had been disclosed to the aerospace industry. A GRASP briefing document obtained
by Jane’s Defense Weekly stated Boeing’s position:

“If gravity modification is real, it will alter the entire aerospace business.”

According to a 2008 book by Dr Paul LaViolette, Secrets of Antigravity Technology,
Boeing completed a separate classified study for the U.S. military of electrogravitic propulsion
recently before October 2007. Boeing was rebuffed in its efforts to have such technology declassified
and released into the public sector. As a Board Director and member of Boeing’s Finance Committee
at the time of the 2007 classified study, General Jones was privy to and supported Boeing’s efforts
in antigravity research and development. The governmental entity that rebuffed Boeing efforts
was very likely an interagency committee that was not under the direct control of the NSC
at the time of the Bush administration. This has been part of a historic trend in which antigravity
and other highly advanced technologies have been increasingly placed under the control of corporate
entities as trade secrets.The most practical way of reversing this historic trend is to increase
the power of the NSC and ensure it has direct oversight over all interagency committees.
This is precisely what Presidential Policy Directive -1 makes possible.

General Jones’ authority under Obama’s first Presidential Directive, places him in a strong position
to ensure that new energy ideas such as antigravity propulsion become integrated into
a comprehensive national security policy. He can now ensure that the NSC takes direct oversight
over all parts of the NSC system. Jones will then be able to exercize his authority over corporate
entities involved in joint research and development projects with government agencies and
military departments. This could not come at a better time given the present economic difficulties
in the U.S. and the world. The release of antigravity and other advanced technologies will
spur financial investment and development in ways that can greatly stimulate the global economy.
This may lead to a signficant behind the scenes power struggle between Obama’s enhanced
NSC and elements of the corporate sector. Jones appears to be the right person to succesfully
head Obama’s NSC during such a struggle. The first 100 days of the Obama administration promises
much progress towards the commercial release and development of antigravity technologies.

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Mar 06, 2010 11:51 pm









แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun Mar 07, 2010 5:47 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Mar 07, 2010 12:09 am








http://www.livevideo.com/video/urnow/5EA77806D7394E159650534F077784F0/people-of-the-world-please-.aspx






เรื่องไม่ลับ ...กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง=ปล่อย ผู้ค้าอาวุธสงคราม ??



http://www.bibliotecapleyades.net/exopolitica/exopolitics_reagan04.htm



Photo of United States Air Force tunnel boring machine at Little Skull Mountain, Nevada, USA,
December 1982. There are many rumors of secret military tunnels in the United States.
If the rumors are true, machines such as the one shown here are used to make the tunnels.
(Source: U.S. Department of Energy.)


This is a $13 million tunnel boring machine (TBM) used for tunneling at the Nevada Test Site.
(Remember that Area 51 is part of the test site.) Many other types of TBMs are used by
many govt. agencies, including the "nuclear powered TBM" that melts solid rock and
leaves behind glass-like walls. Most tunneling activity is under military installations and
all information is highly restricted. Former employees of said facilities have surfaced
over the years to talk of massive underground installations in places like Area 51,
Northrop Facility in Antelope Valley, Ca.(rumored to have 42 levels),
and the Lockheed installation near Edwards, Ca.


Possible Magneto-leviton tube shuttle tunnel. The Mag Lev tubes travel at mach 2.7
and faster and are connected to a global network of tunnels. There is also an underground highway
connecting the many the DUMBS. One of my NSA contacts who worked at the Los Alamos DUMB
claims he was chased on foot along the highway by three tall and muscular 'Nordics' after
he walked past an office and overheard them talking about some piece of high technology.
They grabbed him and threatened to kill him. He claimed they were human/reptilian hybrids
because their eyes would 'shift' into having vertical slits for pupils.
According to another NSA
contact who worked at the Pine gap DUMB in Australia, the Mag Lev tubes are known
as 'Terradrive' and only travel in one direction around the world. One must be a very high ranking
Mason (33rd degree of Zion or higher), corporate-intelligence agent or
an ET to gain access to Terradrive















แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun Mar 07, 2010 12:16 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 15 Previous  1, 2, 3 ... 8 ... 15  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ