ประเทศไทย...ในวันหน้า

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Mar 03, 2010 4:05 pm

สถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนถูกกรอบความคิดจากสถานการณ์ที่ถูกสร้างขึ้น

โดยหารู้ไม่ว่า กรอบความคิดเหล่านั้นกำลังบ่อนทำลายประเทศไทยไปเรื่อยๆ

ในขณะที่รัฐบาลได้แสดงออกเป็นนัยยะถึงความมีอำนาจเบ็ดเสร็จ คลับคล้าย เผด็จการ(ย่อมๆ)

โดยคุมทั้งกำลังทั้งตำรวจ และทหารอยู่ในมือ

และใช้กำลังเหล่านั้นในการปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องกลุ่มตัวเอง

อีกทั้งยังมีการจัดตั้งองค์กรต่างๆภายใต้รัฐบาล โดยหาได้รับการโปรดเกล้าฯไม่

แถมยังมีการออกกฎ ออกนโยบายในการทำลายผู้ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของตัวเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Mar 03, 2010 4:14 pm

ในขณะที่รัฐบาลก็สร้างปัญหา ทำให้ประชาชนทั่วไปมองว่า ส.ส.ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ดี

เข้ามาก็สร้างปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติเดือดร้อน

สุดท้าย ก็จะกลายเป็นรัฐบาลแห่งชาติหรืออะไรก็ตามแต่จะเรียก

โดยบุคคลที่จะเข้ามา ได้มาจากการคัดเลือกบุคคลที่คาดว่าจะดีและเข้ามาบริหารประเทศได้

เวลาเดียวกัน ก็ทำลายภาพลักษณ์สถาบันทหาร โดยทำให้ประชาชนทั่วไปมองเห็นว่า

ทหารในกองทัพไร้ค่า ไร้ประโยชน์ เปลืองงบประมาณ

เพื่อให้เข้าสู่การโค่นล้มสถาบันทหาร

แต่ประชาชนทั่วไปหารู้ไม่ว่า เมื่อไหร่ที่โค่นสถาบันทหารล้ม เมื่อนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะกระเทือนไปด้วย

เพราะสถาบันทหารเปรียบเสมือนเกราะอย่างดี ที่คอยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

ที่สำคัญ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย

ทหารไทยลืมไปหรือเปล่าว่า

การป้องกันกองทัพ คือการป้องกันจอมทัพ

ในสถานการณ์ที่ประเทศลาว กองทัพไทยไปรบในลาว เวียดนามเหนือเข้าโจมตี

ทหารไทยในนามกองกำลังค้างคาวผี(Ghost Bat)

ถึงขนาดคว้านท้องเอาธงยัด เพื่อไม่ให้ศัตรูยึดธงไตรรงค์

อยากถามทหารไทยในปัจจุบัน ทำได้เช่นนี้หรือเปล่า


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Wed Mar 03, 2010 4:30 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Mar 03, 2010 4:29 pm

คนของประชาธิปัตย์ เป็นคนของวาติกัน

โดยเฉพาะ นายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ คาร์ดินัลประจำประเทศไทย

มีหน้าที่ในการสร้างภาระหนี้สินให้กับประเทศชาติ เพื่อให้เข้าแผนของ NWO ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยวาติกัน

NWO ของวาติกัน คือ การนำประชาคมโลกทั้งหลายเข้าสู่ภาวะของการเป็นทาส หรือการเป็นหนี้

การสร้างภาวะความเครียดและความกดดันให้กับประชาชน ก็เพื่อไม่ให้คิดที่จะกระทำอะไรที่เป็นการสร้างสรรค์

แต่ให้ดำรงชีวิตในลักษณะที่อยู่รอดไปวันๆ คิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ทิ้งเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมหรือประเทศชาติ

แม้กระทั่งการลงทุน ก็สนับสนุนการลงทุนของต่างประเทศ ไม่ใช่ของคนในชาติ

แต่ผู้ที่เป็นทาสในการดำเนินการต่างๆ กลับเป็นประชาชนในประเทศ

ไม่พอ แทนที่ผลกำไรที่ได้จากการลงทุนของคนต่างประเทศจะให้ถูกกักเก็บไว้ในประเทศไทย

แต่กลับอนุญาตให้หอบเงินกลับไปต่างประเทศได้ แล้วอยากถามว่า ประเทศชาติจะได้อะไร

นอกจากภาพลวงตา หลอกลวงประชาชน

รู้ไหมว่า ในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นหนี้เท่าไหร่แล้ว

4.4 ล้านล้านบาท และต้องใช้คืน 16 หมื่นล้านบาทต่อปียังไม่รวมต้น

แต่ยัง ยังไม่พอ ประชาธิปัตย์ต้องสร้างหนี้ให้ได้มากกว่านี้

เพื่อให้ประเทศไทยไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกในอนาคต

และไม่ว่าประชาธิปัตย์จะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่

แต่ก็ได้รับค่าเงินปากถุง(คอมมิชชั่น)ไปเรียบร้อยแล้ว( 5%ของจำนวนเงินกู้ทั้งหมด)

หากประเทศชาติ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพชนผู้กล้า บรรพบุรุษไทยผู้รักชาติคอยคุ้มครองและปกปักรักษาอยู่

คงจะมีกลุ่มคนผู้กล้า ที่คิดจะกระทำการเพื่อประเทศชาติจริงๆ

ออกมาหยุดกระบวนการทำลายประเทศชาติเสียที

ก็ได้แต่ภาวนา เพราะ ณ ปัจจุบัน มองไม่เห็นใครเลยจริงๆ

ทหารที่มักจะกล่าวว่า "พบกันอีกครั้งเมื่อชาติต้องการ"

ในวันนี้ขอเปลี่ยนใหม่เป็น "อย่าพบกันอีกเลย เพราะชาติไม่ต้องการพวกคุณ"

คำกล่าวข้างต้นนี้ มอบให้กับเหล่าทหารไทยที่คิดแต่จะรักษาสถานภาพของตนเอง

และมอบให้กับทหารไทย ที่กลัวการเสียสละเพื่อประเทศชาติ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Mar 03, 2010 7:39 pm

sunny พิมพ์ว่า:แต่ผู้ที่เป็นทาสในการดำเนินการต่างๆ กลับเป็นประชาชนในประเทศ


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  Neo on Wed Mar 03, 2010 9:58 pm

รัฐบาลยังรักและปกป้องสถาบันอยู่หรือเปล่า
หรือว่ารักและปกป้องสถาบันองค์มนตรีแค่นั้น (ทั้งๆที่องค์มนตรีก็ไม่ใช่สถาบัน)
ทำไมเรื่องที่ทำให้ระคายเคือง เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสนธิ กลับล่าช้า
แต่เรื่องบุกรุกบ้านสี่เสา หมิ่นพล.อ.เปรม กลับดำเนินการอย่างเร็ว หลักฐานยังไม่พออีกเหรอ
ให้คนอย่างสนธิมาพูดเรื่องที่หมิ่นพระเกียรติ แต่ป่านนี้ยังให้
อยู่ในสังคมแบบสบายๆ เป็นหนี้บุญคุณกันขนาดนี้เลยหรือ
เรื่องอะไรผิด อะไรถูกก็ว่ากันไป แต่เรื่องของในหลวงของคนไทย
ตั้งใจหน่อยเถอะครับ

Neo

จำนวนข้อความ : 213
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  satan_baby on Thu Mar 04, 2010 3:17 pm






satan_baby

จำนวนข้อความ : 192
Registration date : 08/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  wincha on Fri Mar 05, 2010 12:59 am

ลองเข้าไปอ่านบทความต่างๆในลิงค์นี้ดู

http://www.thaihypno.com/issue7.php

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Mar 05, 2010 1:50 pm

ในวันนี้ เกมการทำลายชนชาติและประเทศชาติ

ได้เริ่มรุนแรงไปตามสภาวะอากาศที่กำลังร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ

ในขณะสถาบันทหาร กำลังโดนซักฟอกทั้งนอกสภา และกำลังจะโดนในสภา

เพื่อที่จะเป็นเหตุให้ปลดระวางทหารและมีการจัดระเบียบใหม่

โดยนำพลเรือนขึ้นมาคุมแทน

ขณะเดียวกัน สถาบันพระพุทธศาสนา ก็โดนโจมตีเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะมีการจัดทำบัญชีดำพระสงฆ์ เพื่อเป็นการนำพระสงฆ์ออกมาเป็นแนวร่วม(ให้เป็นด่านหน้า ตายก่อน)

แต่หากมีการติดตามข่าวสถานการณ์ทั่วไป มีการจับพระสงฆ์สึกกันแทบจะรายวัน

หลายวันก่อน มีข่าวการจับพระสึก เนื่องจากพระสงฆ์ไปเรี่ยไรบุญจากหญิงคนหนึ่ง

หญิงคนนั้นเห็นว่าพระสงฆ์ประพฤติตนไม่เหมาะ จึงแจ้งตำรวจแล้วนำไปสึก

อีกหน่อย หากพระไปเดินบิณฑบาต ต้องมีการตามตำรวจมาจับอีกรึเปล่า

เฮ้อ...

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Mar 08, 2010 6:53 pm

ดูๆไป ประเทศไทยในวันนี้ กำลังเดินทางเดียวกับที่ประเทศยูโกสลาเวียเคยทำมาแล้ว

ผลสรุปสุดท้ายประเทศก็แตกเป็นเสี่ยงๆ

ทั้งๆที่เคยเป็นประเทศที่ใหญ่ และสวยงามมากๆ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Mon May 17, 2010 10:25 pm


เสร็จนา..ฆ่าโคถึก เสร็จศึก..ฆ่านายพล

ย้ายสนามรบของโลกมาไทย


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-50.htm

โครงการหน่วยผสม 333 (บก.333) กับความเปลี่ยนแปลงในลาว หน่วยผสม
บก ทหารไทยในลาว 333 หรือ "บก.333" ถูกผลักดันให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี 2504
ในปีเดียวกับที่ได้มีการก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยขึ้นอยู่กับ โครงการ 309
มีฐานบัญชาการอยู่ที่บริเวณถนนหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภารกิจ
ที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในลาว เนื่องจากลาวกำลังประสบภัย

5
คุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ และในขณะนั้นไทยมีความเชื่อในเรื่องทฤษฎีโดมิโน
จึงเกรงว่าหากลาวต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์เมื่อใด
ไทยก็คงหนีจากภัยคอมมิวนิสต์ไม่พ้น.333 ได้จัดกำลังเข้าปฏิบัติการ ประกอบด้วย
กำลังพลจาก 3 เหล่าทัพ ทหารบก-เรือ-อากาศ, ตำรวจ และอาสาสมัครพลเรือน
ในประเทศที่สามตั้งแต่เริ่มต้นของการจัดตั้ง บก.333 และได้เปลี่ยนเป็น บก.ผสม 333
แบ่งเป็นหน่วยขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตามภารกิจดังนี้ หน่วยข่าวทางการเมือง
ทีมการเมืองทำหน้าที่เกาะติดอำนวยความสะดวกผู้ใหญ่ของการเมืองชั้นสูงของ
ประเทศลาว หน่วยข่าวทั่วไป (PARU) ทีมการเมือง หน่วยเฝ้าตรวจตามเส้นทางโฮจีมินห์
และตามจุดต่างๆ ที่ต้องการหน่วยงานด้านสื่อสาร หน่วย SR (ปืนใหญ่)
หน่วยปฏิบัติการทางอากาศ (FIRE FLY) หน่วยปฏิบัติที่เป็นกำลังรบ (เสือพราน)
หน่วย FAG (Forward Air Guide) หน่วยงานต่างประเทศ สกาย (SKY) และหน่วยสนับสนุน
ทางอากาศ AIR AMERICA กำลังรบ B-52 และเครื่องบินโจมตี แฟนท่อม โดยใช้ฐานบิน
ที่สัตหีบ และอุดร และหน่วยงานหรือทีมงานต่างๆ อีกมากตามภารกิจที่ต้องการสนับสนุน
โดย CIA จากสหรัฐ
ได้ปฏิบัติงานหาข่าว และจัดครูฝึกในรูปการปฏิบัติการพิเศษ ทำการ
ฝึกประชาชนลาวในท้องถิ่นให้เป็นทหาร เพื่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ สนามรบในลาว
จัดเป็นส่วนสำคัญของสมรภูมิอินโดจีน แม้ในช่วงเหตุการณ์จะมิได้มีการนำมาพูดถึง
แต่โลกคงปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้ ปฏิบัติการที่ "บก.333" เป็นการทำงานร่วมสามฝ่าย
ระหว่าง ลาว ไทย และสหรัฐฯ
โดยทางฝ่ายลาวนั้นร่วม กับ เจ้าสุวรรณภูมา ฝ่ายเป็นกลาง
ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรลาวอยู่ในขณะนั้น มี "นายพลอ้วน"
เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทางด้านสหรัฐฯ ทำร่วมกับ "ซี.ไอ.เอ." ซึ่งมีภารกิจทำงาน
ใต้ดินเป็นหน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลอเมริกัน การรบในสมรภูมิลาว เป็นการรบ
นอกแบบและเป็นภารกิจลับที่สุด ทุกคนที่เข้าไปทำงานในลาว ต้องปกปิดตัวเอง
ไม่บอกให้ผู้ใด ได้รับรู้ถึงภารกิจที่ต้องปฏิบัติ แม้แต่ตัวผู้ปฏิบัติ ก็ได้รู้เฉพาะภารกิจ
ที่เกี่ยวกับหน้าที่ของตนเท่านั้น
ทั้งยังต้องพร้อมจะเผชิญกับภัยอันตรายทุกด้าน
ด้วยความอดทน เพื่อทำหน้าที่นักรบให้สมบูรณ์ จึงต้องยอมรับสภาพที่ต้องถูกตัดขาด
และตัดชื่อออกจากกองทัพไทย ทุกอย่างเต็มไปด้วยความยากลำบาก บุคคลที่อยู่
ในระดับนำ ต้องรู้จักที่จะผสมผสานงานการเมือง และการทหารเข้าเป็นงานเดียวกัน
และต้องรักษาทุกสิ่งไว้เป็นความลับทั้งสิ้น ส่วนด้านงบประมาณและผลประโยชน์
ตอบแทนที่ให้กับผู้ปฏิบัติงาน รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้รับผิดชอบ

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue May 18, 2010 12:50 pm

att พิมพ์ว่า:http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=44&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

พนักงานกฟผ.อึ้ง-เพิ่งรู้ตัว ถูก”สนธิ”เชิดเงิน 53 ล้าน
อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่จงเชื่อในสิ่งที่เป็น เราเคยเตือนคุณแล้ว และในที่สุดความจริง
ก็พิสูจน์ออกมาสู่สายตาคนไทย

""" บางกรวย.....15 มี.ค.49
พนักงาน กฟผ. อึ้ง เพิ่งรู้ข่าวกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ถูกสนธิ ลิ้มทองกุล
เบี้ยวหนี้เงินกู้ 53.68 ล้านบาท ที่เอาไปให้เดอะเอ็ม กรุ๊ปกู้ แล้วไม่ชดใช้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้
อาศัยข้ออ้างทางกฎหมายเป็นบุคคลล้มละลายไม่ต้องรับผิดชอบ เรียกร้องให้แสดงความจริงใจ
ที่จะช่วยกฟผ.ด้วยการคืนเงินกู้ เสียก่อน
.......
แหล่งข่าวระดับบริหารของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
เปิดเผยว่าหลังจากที่หนังสือพิมพ์กู้ชาติได้นำเสนอข้อมูลภาระหนี้สินของบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำนวนมากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายการหนี้สินที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
เป็นเจ้าหนี้อยู่ด้วย เป็นเงินจำนวนมากถึง 53.68 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายในหมู่พนักงาน
และได้สอบถามมาที่ฝ่ายบริหารกองทุนฯ ว่าหนี้จำนวน 53.68 ล้านบาทนั้น เป็นหนี้สูญแล้วหรือยัง
และมีโอกาสที่จะได้คืนหรือไม่ เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมาก และเป็นเงินของพนักงานทุกคน

...........“ที่จริงเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2543 แต่พนักงานส่วนใหญ่เพิ่งมารู้เมื่อได้เห็นข้อมูล
หนี้สินของบริษัทเดอะเอ็ม กรุ๊ป ตอนนี้มีถามกันเข้ามามากว่ากองทุนฯจะทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้
เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนพนักงาน กฟผ. และเงินจำนวนนี้
เป็นเงินที่ทุกคนเก็บออมไว้ใช้ในยามที่ปลดเกษียณไปแล้ว”

...........หนี้สินของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 6,000 ล้านบาท ที่เปิดเผยออกไปนั้น
เป็นหนี้ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ต่อมานายสนธิถูกฟ้องล้มละลาย จึงเป็นการเปิดช่อง
ให้นายสนธิไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ที่ค้ำประกันไว้ ทำให้หนี้ของเดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ทั้งหมดกลายเป็นหนี้เสียที่เจ้าหนี้ทุกรายต้องไปติดตามเรียกรับชำระหนี้กันเอง ซึ่งในส่วนของ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ต้องถือว่าได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก

........
การสูญเงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงาน กฟผ. เกิดขึ้นเนื่องจาก
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ทิสโก้ ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินกองทุน สำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ.
ได้นำเงินสะสมของกองทุนฯ ไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนายสนธิได้เร่งระดมทุนจำนวนมากไปลงทุน
ทำกิจการ ต่างๆ มากมายทั้งธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
และธุรกิจสัมปทานดาวเทียมในประเทศลาว ซึ่งธุรกิจทั้งหมดของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด เนื่องจากความไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจที่ลงทุน
และความผิดพลาดในการบริหารงานของนายสนธิทำให้บริษัทมีหนี้สินจำนวนมหาศาล

............อีกทั้งผู้บริหารคือนายสนธิ ยังถูก ก.ล.ต. ฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร
และฉ้อโกงประชาชนด้วย การปลอมมติผู้ถือหุ้นบริษัท เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
และบริษัท ไออีซี มาค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ด้วยเหตุ
ที่มีหนี้สินจำนวนมาก และผลประกอบการขาดทุนโดยตลอด ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้
ตลาดหลักทรัพย์จึงถอดถอนหุ้นเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกจากกระดานหลัก
ไม่ให้มีการซื้อขาย และจัดให้อยู่ในหมวดธุรกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้เงินของ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ที่บริษัททิสโก้นำไปลงทุน ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ต้องสูญไปด้วย

............อย่างไรก็ตาม มีการตรวจสอบในภายหลังพบว่านายสนธิ ได้นำเงินที่ได้จากการระดมทุน
ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นำไปใช้หาประโยชน์ส่วนตัวและไปลงทุนส่วนตัว
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนเป็นเหตุให้บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องขาดทุนในที่สุด

........... อย่างไรก็ตาม หนี้จำนวน 53.68 ล้านบาท ในขณะนี้ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้
เนื่องจากบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ชั้นต้น ไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้
ในขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ค้ำประกัน และนำเงินไปใช้ทั้งทำธุรกิจและส่วนตัว ก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายไปแล้ว ก็ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้จำนวนนี้อีก สภาวการณ์เช่นนี้
จึงทำให้เงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. มีความเสี่ยงสูงมาก
ที่จะสูญเงินที่นายสนธิ นักบุญใจบาป ที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงพนักงาน กฟผ.ที่น่าสงสารไปอย่างเลือดเย็น....
นี่น่ะหรือ คือคนที่ประกาศตัวเป็นผู้นำประชาชนขับไล่ คนโกงแผ่นดิน ...แล้วเราจะเชื่อใครได้อีก
ในแผ่นดินนี้... เราจะหันไปพึ่งใครดี บอกหน่อยซิ ประชาชนคนไทย...

........การปลุกระดมประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศ ด้วยสื่อแทบทุกแขนงครั้งนี้
ย่อมมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา สายสัมพันธ์ระหว่าง สนธิ กับ ทักษิณ รวมทั้ง "กลุ่มพันธมิตร"
ซึ่งมีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวเรือใหญ่ ไม่ผิดอะไรกับ การเล่นกลของคณะปาหี่
ที่หลอกคนไทยทั้งประเทศให้ตื่นเต้นไป แต่...อะไรล่ะ คือเป้าหมายของการดำเนินการ
ให้เกิดสถานการณ์ อันนำไปสู่ความแตกแยกของประชาชนในชาติ
เป้าหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไร ? ... ใครพอจะตอบให้กระจ่างได้บ้าง.... เมื่อถึงเวลานี้


จากคุณ ทายซิ ใครเอ่ย (17/3/2549 1:57:44)

ความคิดเห็นที่ 1

จขกท. ผม อยู่ที่ USA เรารู้ประวัติของสนธิ ก่อนทีจะมาเกลียดทักษิณ ดีได้อ่านกระทู้ของคุณ
ก็เลยอดไม่ได้ที่จะเสริมเรื่องนายสนธิ ให้คนในเมืองไทยได้รู้กันบ้าง นายสนธิ เป็นคนฉลาดแกมโกง
พูดเก่ง ความรู้สูง เป็นลูกน้องเก่าของนาย พอล สิทธิอำนวย ซึ่งโกงเงินธนาคาร ๒๐๐๐ พันล้านบาท
ก่อนที่จะหลบหนีมาอยู่อเมริกาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว นายสนธิเลยได้ผลประโยชน์โดยรับกิจการมีเดีย
ต่อจากนายพอล โดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว เพราะนายพอลโอนชื่อกิจการทั้งหมด
มาให้แก่นายสนธิ ก่อนจะหลบหนีมาเสบสุขในอเมริกา พร้อมกับเงินที่ปล้นมาได้
หลังจากนั้นนายสนธิก้ได้สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าแห่งมีเดียของ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้
(King of Media of Southeast Asia) กิจการมีเดียของนายสนธิก็เจริญขึ้นเรี่อยๆ มีทั้งหนังสือพิมพ์
แมกกาซีน รายการวิทยุและโทรทัศน์ท้งในและนอกประเทศ จนเป็นที่ประทับใจของนักธุรกิจ
ที่อยู่ในวงการมีเดียเป็นอย่างมาก เมื่อขอเงินผม้จากธนาคารก็มักจะไม่มีปัญหา
นายสนธิเลยซื้อกิจการทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่ามีเดียมีกำไรหรือขาดทุน ขอให้มีชี่อเป็นเจ้าของ
หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Publisher นายสนธิซื้อหมด ตัวอย่างที่ดังที่สุด ครั้งสุดท้าย คือ
การซื้อแมกกาซีนอเมริกันที่มีฐานใน นิวยอรค์และลอส แอนเจลสีส ชื่อ Buzz Magazine
ซี่งเป็นแมกกาซีนที่จะเจ้งอยู่แล้ว แต่ความกะสันของนายสนธิที่อยากจะเห็นชื่อของตัวเองว่า
Publisher: Sondhi Limthongkul เป็นเจ้าของแมกกาซีนฝร้งซึ่งลอบล้อมไปด้วยนักเขียนที่มีชื่อฝรั่งทั้งนั้น
และการที่อยากโก้อวดฉลาดเลยซื้อด้วยราคาที่สูงลิ่ว ในราคา ๑๖๐๐ล้านบาทหรือ ๔๐ ล้านเหรียญสหรัฐ
ซี่งคนขายก็ไม่เชื่อกับตาเพราะโฆษณาขายแมกกาซีนนี้แต่ไม่มีหน้าไหนกล้ามาซื้อแม้แตคนเดียว
ยังจำได้ว่าตอนเปิดตัวเจ้าของใหม่มีการกินเลี้ยงกันที่โรงแรมหรูใน Beverly Hills นายสนธิเดินชนแก้วน
บันรีไวน์กับนักหนังสือพิมพ์ไทยในแอลแอด้วยความโก้หรู นาย สนธิโก้อยู่ได้แค่ หนี่งปีสองเดือน Buzz
ก้ต้องปิดกิจการ เพราะไม่มีเงินจ่ายให้กับพนักงานฝร้งทั้งหลาย นายสนธิพยายามจะขายต่อให้คนอื่น
แตไม่มีใครอยากซื้อ เงิน ๑๖๐๐ล้านบาท ก็คือเงินผม้จากแบ๊งไทยนั่นเอง เงินเหล่านั้นที่แท้ก็คือ
เงินอมทรัพย์ที่มาจากพ่อแม่พี่น้องของพวกเรานั่นเอง ซึ่งมาจากการทำงานด้วยหยาดเหงื่อ
และลือดนึ้อและน้ำตา นายสนธิมักจะกล่าวว่าเป็นคนสนัสนุนและช่วยให้คุณทักษินเป็นนายก
เพราะฉะนั้นเขาก็คิดว่านายกทักษินคงจะตอบแทนบุญคุณ ด้วยการแต่งตั้งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวของ
ซึ่งบุคคลนี้เป็นคนสนิทของนายสนธิและคงจ่ะมีสิทธิ์ปรุงแต่งให้เป็นหนี้ลดลง จาก๖๐๐๐ล้านบาท
ให้เหลือแค่๓๐๐ล้านบาท นายกตอบปฎิเสททันทีและบอกว่า นั่นเป็นการกระทำที่ผิดกฐหมาย
ถ้าเป็นนายกบางคนในอดีตที่อยากได้เงินก็ไม่แน่ อาจจะมีการต่อลองกับนายสนธิก็ได้
หลังจากนั้นมานายสนธิก็สัญญากับตัวเองว่าจะทำทุกอย่างพื่อให้นายกทักษินออกจากตำแหน่งให้ได้
โดยหวังว่าผู้นำคนใหม่อาจจะมีส่วนช่วนให้หนี้ก้อนโตนี้ออกจากอกของนายสนธิ
ปัญหาของนายสนธเป็นปัญหาที่เขาสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่เกียวกับการกู้ชาติที่เขาเอามาอ้างกับ
ประชาชน แลเขารู้อยุ่แก่ใจว่า ถ้านายกทักษินได้กลับมาอีกครั้งหนั่ง นายสนธิจะไม่มีแผ่นดินอยู่
ในประเทศไทยอย่างแน่นอน และอาจจะต้องเผ่นหนีมาอยู่อเมริกา เฉกเช่นเจ้านายเก่าของเขา
เมี่อ ๓๐ ปีที่แล้ว น่าสงสารหลาย ๆ คนที่ไปนั่งตากแดดตากฝน ให้คนอย่างนายสนธิ
หลอกเช้าหลอกเย็น ตอนแรกมันบอกว่า " เราจะสู้เพื่อในหลวง จะคืนพระราชอำนาจ ใส่เสื้อสีเหลือง
(ทำเสื้อออกขาย)" พอได้คนออกมาเดินขบวนด้วย ตอนนี้คำขวัญที่ว่าไปอยู่ที่ไหน ?
แม้กระทั่งการขอนายกพระราชทาน กลุ่มพันธมิตรยังออกมาคัดค้าน แล้วยังงี้ ยังหน้าด้าน
หลอกประชาชนอีกต่อไปทำไม สนธิ... อายฟ้าดินบ้างเถอะนะ อย่าคิดว่าใครเขาไม่รู้



จากคุณ คนไทยไกลบ้าน(17/3/2549 2:21:41)

ความคิดเห็นที่ 2

คุณ Special Force หรือเปล่า? กรุณาบอกด้วยเถอะว่าพวกเค้ากำลังทำอะไรกับประเทศไทยของเรา
และคนอย่างเราๆ เนี้ย ควรที่จะต้องทำอย่างไร? และสถานการณ์ของประเทศจะดำเนินทิศทางไปทางไหน?



จากคุณ คนไทยคนหนึ่ง(17/3/2549 3:51:01)

ความคิดเห็นที่ 3

คุณจะเขียนยังไงก็เขียนไปเถอะ แต่ตอนนี้ทักษิณกำลังโฏงทั้งชาติไม่ได้โกงแค่สนธิ
อย่างที่คุณกล่าวหา มันจิ๊บจ๊อย แต่ทักษิณ สิ แงทั้งประเทศ โคตรโกงและโกงทั้งโคตร



จากคุณ คนรักชาติเหมือนกัน(17/3/2549 4:11:02)

ความคิดเห็นที่ 4

ประกาศจากม๊อบหน้าทำเนียบ โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง นายเพียร ยงหนู
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายภิภพ ธงชัย และนายสุริยะใส กตะศิลา เรา ขอเชิญชวนม๊อบกู้ชาติ
ให้ช่วยไปกู้ชาติที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำหน้าที่คนไทยที่แท้จริง
ไม่ใช่มากู้ชาติให้ตนเองและพรรคพวกที่เสียประโยชน์ คำประกาศนี้ ให้รวมถึงพันธมิตรต่าง ๆ
นักวิชาการ , สว., และกลุ่มคณะบุคคลที่ร่วมกันออกมาเรียกร้อง ทำลายประเทศชาติ
ทั้งนี้เพื่อความสงบร่มเย็นของคนใน 3 จังหวัดภาคใต้ ผู้ที่ประสงค์ที่จะลงไปกู้ชาติให้มาลงชื่อ
แสดงเจตจำนงกับม๊อบและจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ ทั้งนี้หากท่านแก้ไขปัญหา
ความไม่สงบในภาคใต้ได้แล้ว ค่อยมากู้ชาติต่อที่กรุงเทพฯ.



จากคุณ คนนราฯ(17/3/2549 5:15:49)

ความคิดเห็นที่ 5

ตอบ จขกท และ คห1 รู้แล้วโว้ย ถ้าจะให้ละเอียดอะนะ ไปอ่านหนังสือ "แพ้แล้วอย่างไร
ชนะแล้วอย่างไร" เขียนโดยสนธิ ลิ้มทองกุล แล้วคุณจะรู้ว่า ของจริงนะเป็นยังไง
แล้วคุณจะรู้ว่า คนจริงนะ กล้าทำ ก็กล้ารับ ตัวเองเลวก็บอกว่าเลว ไม่เหมือนกับลูกหมาแถวๆนี้
เอาแต่เห่าหอน กัดคนลับหลัง



จากคุณ ให้คนเหี้ยๆ(17/3/2549 5:35:00)

ความคิดเห็นที่ 6

มีคำถามว่าการนัดชุมนุมขับไล่นายกฯ แต่ละครั้งตั้งแต่ กพ จนถึงเวลานี้ดังนี้
1. นายกฯ หลบหลีกได้ทุกครั้ง เป็นเส้นยาแดงผ่าแปด ต้องมีจังหวะนำไป 1 ขั้นทุกทีไป
2. การนัดชุมนุมครั้งล่าสุดทำไมกำหนดวันที่ 14 มีค ซึ่งเป็นวันที่ deal shin/tms เสร็จสิ้นพอดี
ทำไมไม่นัดวันเสาร์ต่อเนื่องวันอาทิตย์เหมือนทุกคราว ต้องเป็นวันอังคาร เพราะกรณีที่
วันอังคาร นายกฯ ไม่มาประชุมอยู่แล้ว ก็เหมือนทุกครั้ง จะมีเปรียบ 1 ขั้นเสมอ เขียนในฐานะ
ที่เป็นคนหนึ่งที่ต้องเรียกว่า เป็น ม็อบปอด เพราะไปมาไม่กี่ครั้ง ในช่วง 26 กพ และ 5 มีค
ซึ่งตอนยังไม่มีการเคลื่อนขบวนและปักหลัก ทำตามที่แกนนำฯ บอกทุกอย่าง เพราะกลัวมีเรื่อง
ซึ่งหลายคนก็บอกว่าก็เลยไล่ไม่ได้สักทีเพราะมีมีนองเลือด ตอนนั้นฟังแล้วก็อยากให้คนพูด
ช่วยมาสละเลือดให้จังที่ไปไม่ใช่เพราะเชื่อคุณสนธิทุกคำพูด หรือยึดติดกับกลุ่มพันธมิตร
คนใดคนหนึ่ง แต่เริ่มจากฟังข้อมูลมาบ้าง และเริ่มเห็นความเลวร้ายก็วันที่ 23 มค 49
ใส่ไว้ในกระโหลกเลย ที่จำได้แม่น เพราะเป็นวันที่ shin/tms ประกาศการซื้อขายหุ้นกัน
สรุปเป็นการฟัง คิด หาข้อมูลประกอบ ดูร่วมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ฟังการอธิบายของ
ฝ่ายนายกฯ ว่ามีความน่าเชื่อถือได้ขนาดไหน ยอมรับว่าไม่ได้ไปทุกครั้ง
เนื่องจากความไม่สะดวกในการทำงานซึ่งเป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน
แต่จะพยายามมีส่วนร่วมด้านอื่นเท่าที่จะทำได้ เช่น การร่วมบอยคอต สินค้า S'PORE
ยกเลิกโทรศัพท์ AIS หันมาใช้ของ องค์การฯ แทน ช่วยกระจายข่าวสารข้อมูลให้เพื่อนๆ
ที่ยังปลื้มนายกฯ ไม่เสร็จ ฯลฯ เข้าใจว่าในบรรดาม็อบที่ไปขับไล่ก็มีความเห็นคล้ายๆ กันคือ
ต้องการไปไล่นายก ไม่ได้ไปทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ทำเพื่อชาติ เพื่อในเหลวง
เพื่อขับไล่คนเลวสันดานชั่วมาแต่เกิดที่ชอบจาบจ้วงในหลวง ให้ออกไปจากแผ่นดินนี้ทั้งโคตร
และผู้ร่วมชุมนุมฯ ที่ไปด้วยใจบริสุทธิ์ ก็คงไม่อยากเป็นเครื่องมือของใครเหมือนกัน เขียนตามที่คิด


จากคุณ สมาชิกใหม่(17/3/2549 5:52:23)

ความคิดเห็นที่ 7

สนธิ ปลุกกระแสม็อบ..........จำลองมาและกลุ่มพันธมิตรมาสานและรับลูกต่อ........
จะว่าอย่างนั้นใช่มั้ย......... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง........ทักษิณและพันธมิตรประมาณการ
ผลได้และผลเสียอย่างไร.........ได้คุ้มเสีย????????.......
เพราะมาถึงตรงนี้จะควบคุมและหยุดกระแสรักชาติของพลังบริสุทธิ์ประชาชนได้อย่างไร
................ตอนนี้พลังเงียบต่าง ๆ เริ่มออกมาสมทบกับผู้ชุมนุมมากขึ้น........
เราคิดว่า ถ้าเป็นปาหี่จริงการ contol พลังบริสุทธิ์ไม่ใช่เรื่องง่าย.............นอกจากนี้คนอื่น ๆ
ที่ร่วมกับพันธมิตร.....ที่มีคนแพลม ๆ ให้ฟัง เช่น ประสงค์ มนูญ เจ้าของแชร์ที่ไป UK แล้ว
คนเหล่านี้ร่วมกับปาหี่ ในตำแหน่งอะไร...............คน เขี้ยว ๆ มารวมกันมากขนาดนี้..........
เป้าหมายในใจของแต่ละคนไม่แอบพันกันอีรุงตุงนังจนอาจขัดขากันเองบ้างเลยรึ.....................
last but not least, .......แล้วจะให้ประชาชนทำอย่างไร.........ที่จะปกป้องชาติและเอกราชไว้ได้
..........ถ้าไม่ร่วมขับไล่........จะไปร่วมรบเพื่อกู้เอกราชสมรภูมิก็ไม่มี.........above all,........
.******การนิ่งเฉยคือการชมเชยอธรรม******
(รู้สึกเราจะเป็นแนวร่วมกับJelly fish เข้าไปทุกวัน).
ท่าน จขกท. ........ตอบคำถามในย่อหน้าสุดท้ายให้ด้วยนะคะ.......แล้วจะทายให้ว่า จขกท คือใคร



จากคุณ aaa(17/3/2549 6:02:44)

ความคิดเห็นที่ 8

ที่จริง ไม่ใช่ จขกท คนเดียวที่มาให้ข้อมูลอย่างนี้ ในเวบ SD คนก็เข้ามาแฉสนธิ บ่อย ๆ............
ประเด็นของผู้ร่วมชุมนุม ตอนนี้ มันเดินมาไกลกว่า .................สนธิกับทักษิณ ใครเลวกว่ากัน...........
หาก แต่เป็นประเด็นสำคัญที่จะเรียกให้คนไทยทุก ๆ คนพร้อมที่จะลุกฮือขึ้นมาได้
ถึงแม้จะไม่มีสนธิเป็นแกนนำนั่นคือ..........เอาประเทศไทยของเราคืนมา
......... ถ้า สองคนมันเลวพอ ๆ กัน ก็ตามเช็คบิลตามลำดับความเลว......เลิกม็อบแล้ว
สนธิมีโครงการจะหนีไป ตปท. ด้วยมั้ย เพราะเสร็จจากม็อบ คนที่บอยคอต AIS และ Sing
จะตามมาบอยคอต MGR เป็นลำดับต่อไปแน่ ๆ ไม่ต้องห่วง..................เพราะกว่าครึ่งของผู้ชุมนุม
เขารู้กันทั้งนั้นว่าสนธิเป็นอย่างไร............



จากคุณ aaa(17/3/2549 6:21:06)

ความคิดเห็นที่ 9

ทหารเป็นรั้วของชาติ ที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องชาติ รักษาเอกราชของชาติ.............
สงครามสมัยนี้.......มีหลายรูปแบบ.......... ศึกของประเทศครั้งนี้ ข้าศึกเดินเกมส์ล้ำลึกนัก........
สมกับที่ก้าวเข้าสู่ยุคไซเบอร์ ...............รบโดยไม่ต้องใช้สมรภูมิ.............ล่าอาณานิคมและ
แย่งชิงเอกราชโดยไม่ต้องใช้ทหารแบกปูนไปโบกตึก.....เอ้ย !! แบกปืนใหญ่ไปยิงกัน...........
ศึกครั้งนี้ เดิมพันคือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดูเหมือนทหารก็รู้ ๆ กันอยู่ ถ้าข้าศึกรบโดยไม่ใช้สมรภูมิ
ทหารไทยจะรอเป็นฝ่ายมองหาสมรภูมิที่เหมาะสมแล้วค่อยยกพลออกไป ตะโกนเย้ว ๆ ว่า เฮ้ย !!!
แน่จริงแบกปืนใหญ่มายิงสู้กันตรงนี้มา...........หรือ.อ.อ.อ. ค๊า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
สมาชิกใหม่, คนแปลกหน้า, special frost, specisl forces, jellyfish, และ ผบ.กลมฯ เสริมกำลังด่วน........
ทราบแล้วเปลี่ยน



จากคุณ aaa(17/3/2549 6:36:58)

ความคิดเห็นที่ 10

คุณ aaa มัน ไม่ใช่เรื่องที่จะนั่งนิ่งดูความพินาศของประเทศ แต่ประชาชนไทยจะต้องรู้ความจริง
(คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องปั่นกระแส) นั่นคือว่า อะไร หรือ เหตุใดที่ทั้งพันธมิตร สนธิ และ ทักษิณ
จึงต้องออกมาสร้างกระแสให้คนในชาติแตกแยกกันทางความคิด จนกระทั่งแสดงออกทาง
การแบ่งพรรคแบ่งพวกไปทั้งประเทศอย่างชัดเจนพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันทุกเมื่อ

ความฉิบหายที่เกิดขึ้นในภาคใต้นั้นยังไม่เพียงพออีกหรือสำหรับความบอบช้ำของประเทศไทย
ที่ไร้ทางแก้ ทำไมคนพวกนี้จึงต้องมาร่วมกันสร้างกระแสให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ
สิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องพูดถึง ดังนั้นการที่จะดึงคนมาฟังเหตุและผล ซึ่งหมายถึงเป้าประสงค์ของคนทั้งหมดนี้
ก็ต้องเอาเรื่องจริง ๆ(ส่วนเลวของคนเหล่านี้มาอธิบาย กันให้แจ่มแจ้งก่อน จะได้ไม่หลงในภาพ
ที่ดูดีเหมือนที่ผ่านมานั้น) เราเข้าสู่เป้า ประสงค์ของคนเหล่านี้เลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา
เพราะยังมีทางป้องกัน และยังทันต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย ถ้าข้อมูลนี้กระจายไปยังคนทั่วไป
ได้อย่างทั่วถึง แผนนี้เป็นแผน "สลายแกนหลัก แล้วยึดครองทั้งหมด" ซึ่งทั้งหมดนี้มาจาก
กลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นจำลอง กลุ่มพันธมิตร และ สนธิ รวมทั้งทักษิณ มีผู้บงการเดียวกัน
เป้าหมายเดียวกัน คือเข้าปกครองแบบเบ็ดเสร็จ ..... ปัญหาทางการเมือง และมวลชนของไทยรักไทย
เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าโดยการเลือกตั้ง ไทยรักไทย ไม่อาจที่ยึดครองพื้นที่ภาคใต้
ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งสิงคโปรต้องการจะขยายประเทศเข้ามาสู่เนื้อที่นี้ ซึ่งนั่นหมายถึง
พื้นที่ภาคใต้ นับแต่ชุมพรลงไป จะต้องเป็นผู้แทนฝ่าย ไทยรักไทยทั้งสิ้น
แต่มันเป็นไปไม่ได้ การแก้ไข.... ยุบสภาและประกาศเลือกตั้ง
(ซึ่งทั้งนี้ได้มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วระหว่างไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์
มาโดยตลอด เหมือนการส่งไม้ผลัด นับตั้งแต่นายชวนซึ่งออก พรก.ขายชาติ11ฉบับ
ให้ต่างชาติ ซึ่งไทยรักไทย ก็ได้สืบเจตนารมย์ขายชาติอย่างต่อเนื่องตลอดมา
โดยมิได้มีการแก้ไข การเอานายบัญญัติ ซึ่งมีผลงานจากการเลือกตั้งภาคใต้
ได้ยกทีมออกจากหัวหน้าพรรค และเอาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไร้ทั้งวุฒิภาวะ
ทั้งทางการเมืองและอาวุโสเข้ามาทำหน้าที่แทน(หากค้นข้อมูล และสายสัมพันธ์
โดยส่วนตัวของอภิสิทธิ์ กับทักษิณ รวมทั้งญาติของอภิสิทธิเอง ก็คงเป็นคำตอบได้ดี)

ดังนั้นการที่ประชาธิปัตย์ไม่ลงสมัครรับเรื่องตั้งเป็นเพียงเกมส์ที่เปิดทาง
ให้กับไทยรักไทย เพื่อยึดพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ......... เหตุผล ที่เชื่อได้ว่าเป็นการใช้
ทฤษฏีสมรู้ร่วมคิด เนื่องจาก การประกาศให้มีการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฏหมาย
ซึ่งสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความได้ และทั้งนี้ทางกลุ่มผู้ต่อต้านทักษิณ
อันได้แก่กลุ่มพันธมิตร ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้ออ้างให้ประชาชนเห็นในข้อนี้ และเอาเป็นประเด็นหลัก
ไม่ให้มีการเลือกตั้งในตอนนี้ก็ย่อมได้ แต่กลับไม่มีการปลุกกระแสล้มเลือกตั้ง ในทางตรงข้าม
ทั้งประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตร กลับสนับสนุนการเลือกตั้งแบบหัวชนฝา ....เพราะเหตุไร ?
อ้างว่าเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งผิด...ในกรณีนี้ ปชป.รู้ดีเพราะนักกฏหมายมีมาก
และจะไม่ยอมเสียเปรียบ เหตุใดจึงไม่มีการพูดถึง แต่กลับสร้างกระแสให้ยึดหลักรัฐธรรมนูญ
ในทางที่ผิดอีกต่างหาก เมื่อกล่าวถึงรัฐธรรมนูญ.... ในกรณีที่นายกทักษิณ ประกาศยุบสภา
เท่ากับหมดอำนาจในการบริหาร ไม่ว่าโดยประการใด ๆ ในทางกฏหมาย กลับสู่สถานภาพปกติ
ไม่สามารถลงนามทางราชการใด ๆ ที่ผูกพันต่อเนื่องภายหลังที่ประกาศยุบสภาได้
และจะต้องคืนอำนาจนั้นให้แก่ปวงชน ตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนตามมาตรา 3
ก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฏีกาให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มแรกเดินมาถูกทาง
แต่กลุ่มพันธมิตรเองโดยนักวิชาการ ครป.(มีนายพิภพ ธงชัย กลุ่ม ผกค.เดิม
นาย ส.ศิวรักษ์.. ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ นายประเวศ วสี...ตัวแทนองค์กร CIA
เป็นตัวคัดค้าน) และให้สนับสนุนการเลือกตั้ง...โดยประกาศว่า
หากการเลือกตั้งไทยรักไทยได้ ก็จะมีการเดินขบวนอีก...เพื่ออะไร ?

ทำไมไม่ดำเนินการดับไฟเสียแต่ต้นลม ทางกฏหมายก็ทำได้ แต่ไม่ทำและไม่มีแนวความคิดที่จะทำ
คำเฉลยในส่วนนี้ เนื่องจากการกระทำนี้เป็นขบวนการสลายมวลชน สิ่งที่คุณ aaa ได้เห็นมวลชนในขณะนี้
จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย จะไม่เกิดการรวมตัวเช่นนี้อีกต่อไป เนื่องจากการเข้าครอบงำ
แบบเบ็ดเสร็จทางความคิดจะเกิดขึ้นคือ ความเบื่อหน่าย หาคนจริงใจเป็นผู้นำไม่ได้
ออกไปก็เสียเวลาเปล่า ปล่อยมันไปตามเวรตามกรรม...ซึ่งผู้ที่วางแผนไว้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น


จากคุณ ทายซิ ใครเอ่ย(17/3/2549 6:56:32)

ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.
แกนนำ นปช.กับรัฐบาลอภิสิทธิ์=พวกเดียวกัน?
ระดับมืออาชีพออกโรง คนดูก็ได้แต่ฮา

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue May 18, 2010 2:22 pm

att พิมพ์ว่า:


ความคิดเห็นที่ 11

เมื่อคืน มีผุ้หญิงคนหนึ่งที่ไปร่วมชุมนุม เธอขึ้นไปพุดบนเวทีในช่วง people's voice เธอร้องให้
และเรียกร้องให้ผู้คนไปร่วมกับเธอแสดงพลังประชาชน........นี่คือหนึ่งในความรู้สึกของประชาชน
ที่รักชาติด้วยความจริงใจ และกำลังรู้สึกจะสูญสิ้น....................
************************************* ส่วนนี้ คัดลอกความรู้สึกของผู้หญิงที่กำลังรู้สึก
สูญสิ้นอีกคน มาจาก เวบ SD ................................... ชาย..เชื้อชาติชาญ ทหารบกไทย...
เก่งกาจใจฉกรรจ์ องอาจ ฟาดฟันรบรันปัจจา หากศัตรูจู่จะยกมา เฝ้าอาสาฟันฝ่ารักษาถิ่น
เราเกิดเป็นไทย สมใจอาจินต์ ปราบริปู อยู่บนพื้นดินจะประหารให้สิ้นพื้นดินไทย
ทัพบกปกป้องคุ้มครองชาติไทย จะไม่ยอมหมู่อมิตรใด เลือดและเนื้อพลีให้ยอมถวาย...
ต่างยอมอุทิศใจกาย ชีวาตย์ มลาย ยอมตายเพื่อชาติ เรารบจนใจขาดเพื่อชาติของไทย
ณรงค์การศึก เกียรติมีบันทึกประวัติศาสตร์ คุณความดี สามารถ ไพรี แพ้พินาจถอยไป
วีระชน สมชื่อ คือบางระจัน จำมั่นกันไว้ เราเกิดมารุ่นหลังทุกวัยไม่ยอมโดยง่าย
ขอตั้งใจว่าจะปฏิญาณ ร่วมรักษาไทยมั่น ใจไม่หวั่นรุกโรมประจันโหมที่มั่นทลาย
เราไม่ยอมถอยร่น เราคงรบจนเลือดหยาดสุดท้าย หากศัตรูมากน้อยสู้ตาย
ฝากลายไว้ให้ เกิดเป็นชาย เชื้อชาติชาญทหารบกไทย เก่งกาจ ชายฉกรรจ์
เหล่า…ทหาร เป็นสง่าท่าที อยู่เป็นศรี เฟื่องฟู คู่ไผท ปราบเสี้ยนหนามแผ่นดิน
จนหมดสิ้นไปให้ไตรรงค์ของไทย คงอยู่ เกียรติทหาร กองทัพบก ชาติไทย อยู่แห่งไหน
ภูมิใจ
ไม่อดสู เกียรติประวัติชี้ไว้ ใครๆย่อมรู้ ทั้งโลกเชิดชู ทัพบกชาติไทย
ไว้แน่
.............................................................................
คุณพ่อเป็นทหารบกไทยรุ่นเดียวกับ
ท่านพิจิตร กุลลวณิชย์ ท่านเป็นอัมพาต 7 ปี ก่อนเสียชีวิตเป็นวันคริสมาส ผ่านมา 4 ปีแล้ว
ที่บ้านกำลังมีงานร้องเพลงกันโดยวงของทหารบก ท่านเขียนบนมือฉันว่าของเพลงนี้
ท่านดูมีความสุขมากเมื่อได้ฟังลูกเมียและเพื่อนร้องเพลงนี้กัน แล้วท่านก็จากไปคืนนั้น .......................................
วันนี้ฉันร้องเพลงนี้ในใจขณะที่พิมพ์ น้ำตามันไหล
เพราะฉันไม่เห็นทหารอย่างรุ่นคุณพ่ออีกแล้ว
จากคุณ : ติดตาม วัน/เวลาที่ตั้งกระทู้ : 2549-03-17 02:24:51 [ 61.91.127.178 ]

************************************************* ส่วนนี่
เป็นความรู้สึกร่วมรับรู้ถึงหัวใจของคนไทยที่รักชาติด้วยความจริงใจ .................................................
คห.๑ คนไทยจำนวนไม่น้อยน้ำตาท่วมใจและกำลังร้องให้ร่วมกับคุณ.......
หัวใจคนไทยที่รักชาติหลาย ๆ คนมันกำลังรู้สึกอาดูรสูญสิ้น
.......ไร้ที่พึ่งพิง............
ฤารั้วของชาติที่แท้จริงตอนนี้ คือพลังบริสุทธิ์ของประชาชน ที่ถูกโดดเดี่ยว..........

จากคุณ : aaa วัน/เวลาที่ตั้งกระทู้ : 2549-03-17 06:24:19 [ 58.147.120.84 ] **************************************************



จากคุณ aaa(17/3/2549 7:12:18)

ความคิดเห็นที่ 12

ท่าน จขกท. ข้าศึกประชิด ขนาดนี้แล้ว เรายังวานแพลน* นิ่ง* กันอยู่มันจะทันการณ์หรือไม่
บอกให้นะ...ดิฉันแพลน *ไม่นิ่ง* ถึงขั้นเตรียมการณ์ย้ายถิ่นฐานกันเลย เพราะไม่อยากขอร่วมชาติกับ
สิ่งที่ไม่ชอบ



จากคุณ aaa(17/3/2549 7:16:53)

ความคิดเห็นที่ 13

หรือว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏ ที่ต้องเกิด จงทำใจให้ยอมรับสิ่งที่จะเกิด


จากคุณ aaa(17/3/2549 7:19:39)

ความคิดเห็นที่ 14

หนักแน่น..........หนักแน่น....................


จากคุณ aaa(17/3/2549 7:20:09)

ความคิดเห็นที่ 15

(ต่อ) เนื่องจากผลประโยชน์สิ่งที่ต่อเนื่อง และจะได้มาจากผลของการสร้างกระแสปั่นป่วนครั้งนี้
มากมายมหาศาล ดังพอจะกล่าวได้ดังนี้
1. ลากยาวให้ถึงสิ้นปี จุดประสงค์ของผู้บงการ ต้องการสร้างเหตุการณ์ความวุ่นวาย
และทำลายเสถียรภาพความมั่นคง ทั้งสภาพเศรษฐกิจสังคมของไทยไปจนถึงสิ้นปี
ไม่ต้องกล่าวถึงการเลือกตั้ง ซึ่งยังไงไทยรักไทยก็ต้องได้เข้าสภา และแน่นอนเป็นไปตามแผน
ที่วางไว้ คือ ฝ่ายพันธมิตรต้องออกมาต่อต้าน ให้เลือกตั้งใหม่เวลาผ่านไปอีก อย่างน้อย 2 เดือน
หลังจากนั้นเดินขบวนไม่ได้เพราะชนเดือน มิย. อันเป็นเดือนที่จะมีงานมหามงคลฉลองครบรอบ
ครองราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครบรอบ 60 ปี จากนั้นจะเป็นช่วงงานพระราชพิธีมากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเข้าพรรษา เฉลิมพระชนม์สมเด็จฯ ฯลฯ แน่นอนย่อมยาวไปถึง ต.ค.อันเป็นช่วงของ
การปิด บ/ช บริษัทจัดงบดุลย์ใหม่ เศรษฐกิจทั้งหมดจะปรับในช่วง 3 เดือนท้ายนี้
คำถามอยู่ที่ว่า ทำไมจึงลากยาว... คำตอบนี้จะพันไปถึงเรื่องการขายหุ้นShin และ บริษัทในเครือ
รวมถึงหุ้นต่าง ๆ ที่ถูกถืออยู่ในมือนักการเมืองด้วย เนื่องจากประชาชนไทยส่วนใหญ่
มักไม่ค่อยได้ศึกษาเศรษฐกิจระดับมหภาคของโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์โลกต่างรู้กันทั่วไปแล้ว
ล่วงหน้าว่า ในปี 2550 จะเป็นปีแห่งหายนะของเศรษฐกิจโลก ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเกิดตอนปี 2540
เนื่องจากระบบเงินของEU กับ เงินหยวน จะเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นประเทศมหาอำนาจ
ย่อมสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วนเศรษฐกิจ เพื่อรักษาเสถียรภาพเงินตราของตนให้คงอยู่
เท่าที่จะเป็นได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของการยุบสภา และสร้างสถานการณ์เพื่อช้อนซื้อหุ้นหลัก
อันได้แก่หุ้นธนาคาร รวมทั้งถ่ายเทเอาเงินหลวง อันได้แก่เงินกองทุนต่าง ๆ เช่น เงิน กบข.
เงินกองทุนวายุภักตร์ ออกมาซื้อหุ้นที่นักการเมืองถืออยู่ซึ่งเป็นเพียงตราสาร ให้กระดาษนั้น
เป็นเงินสดมาอยู่ในมือ เพื่อรอเวลาที่ตลาดล่มในปีหน้า(ขณะนี้ที่เห็นกระดานหุ้นเขียวหมด
ก็เพราะเอาเงินกองทุนมาซื้อนี่เอง) การทำให้ตลาดหุ้นตกได้ดีที่สุดก็คือ การสร้างสถานการ
ความไม่สงบให้เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้มากที่สุด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมือง
ก็จะส่งผลให้สามารถผ่องถ่ายหุ้นเน่าออกและเอาเงินสด ๆ ของประชาชนมาไว้ในมืออย่างง่ายดาย
โดยไม่มีใครสนใจเพราะทุกคนก็จะมุ่งไปแต่เรื่องม๊อบ และการเดินขบวน รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่
ที่จะต้องประท้วงเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน และ เมื่อถึงสิ้นปี เงินสดทั้งหมดก็จะถูกเก็บเข้าสู่ที่ปลอดภัย
โดยการแปรรูปเป็นที่ดิน หรือทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ และเมื่อเวลามาถึง(2550) ก็จะเป็นเวลา
ที่กลับมาซื้อทรัพย์สินของประเทศอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำปะปา ไฟฟ้า รถไฟ เครื่องบิน
ในราคาที่ถูกยิ่งกว่าให้เปล่า และเมื่อถึงเวลานั้น(ปลายปี) ไม่ต้องไล่คณะทักษิณ
เพราะยังไงพวกนี้ก็เตรียมตัวออกอยู่แล้ว การลงทุนครั้งนี้กำไร มากกว่าครั้งลดค่าเงินบาท
แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้น คือขบวนการโค่นล้ม..... ก็จะอ้างสถานการณ์นี้เป็นข้ออ้าง....
คงไม่ต้องอธิบายว่าอะไรจะเกิด และนั่นแหละระบบการปกครองของไทย
จะถูกเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติทันที แผนดังกล่าวนี้ได้ถูกวางไว้อย่างแยบยล
ดังนั้น กลุ่มพันธมิตร จึงไม่ยอมให้มี "นายกพระราชทาน" หรือ "การคืนพระราชอำนาจ"
เหมือนกับที่นายสนธิ ได้แอบอ้างเอาประชาชนไทยออกมาแต่แรก

และจะไม่มีประชาชนหน้าไหนที่จะรวมตัวกันออกมาอีกเพราะขาดผู้นำ จะเห็นได้ว่า
ทุกส่วนของขบวนการนี้ทำงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างนิ่มนวลและแนบเนียนยิ่ง
จึงปรากฏเป็นภาพให้เราเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน อันผิดหลักการบริหารงานปกครองของ
ผู้นำประเทศที่ยุยงส่งเสริมสร้างม๊อบนำประชาชนออกมาแสดงพลัง
ทั้งที่องค์พระประมุขได้ทรงมีพระราชดำรัส ชัดเจนว่าให้ประชาชนในชาติสามัคคี
ซึ่งนอกจากจะไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังย้อนกลับอย่างไม่เกรงกลัว พระราชอำนาจว่า
"ถ้าผมไม่จงรักภักดีแล้ว ผีที่ไหนจะจงรักภักดี" ถามว่า ถ้อยคำแบบนี้
คนที่มีวุฒิภาวะเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะกล้าพูดหรือไม่?
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในส่วนของต่างชาติ ที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนนี้ ก็จะได้รับอนุญาตให้ตั้ง
(ประเทศของตน) ลงในพื้นที่ประเทศไทยโดยอาศัย พรบ.เศรษฐกิจพิเศษฯ
ซึ่งได้ต่อยอดไปจาก กฏหมายที่ ปชป.ทำเป็นแม่แบบ ขายชาติไว้ล่วงหน้าให้แล้ว
และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ต้องคิดหรอกที่จะ "กู้ชาติ" เพราะไม่มีชาติเหลือให้พวกคุณกู้อีกต่อไป
เตรียมตัวเป็น "ทาสถาวร" ได้

เพราะเขาได้เตรียมพื้นที่การเกษตรให้พวกคุณได้ทำเป็น "คอมมูน" เพื่อได้เศษอาหาร
ประทังชีวิตรอดไว้แล้ว ................................................. หากท่านใดคิดว่ามีเหตุผล
ทั้งด้านกฏหมาย และ ข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ เครือข่าย องค์กร
ที่สนับสนุนพันธมิตร ว่า ไม่ได้มาจากสายเดียวกัน ก็ว่ามาเลย ยินดีรับฟัง



จากคุณ ทายซิ ใครเอ่ย(17/3/2549 7:25:56)

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue May 18, 2010 2:36 pm

ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5


พุทธศาสนาในเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม


รหัสสินค้า: 000640
ปกติ 220.00 บาท
ราคาพิเศษ 210.00 บาท

ประหยัด 10.00 บาท

รายละเอียด: รายละเอียด: ส.ศิวรักษ์
สำนักพิมพ์ศยาม
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2550, หนา 285 หน้า


หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า พุทธศาสนาในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยขวากหนาม เพื่อให้ถือว่าสืบเนื่องมาจากเล่มก่อน
(ค่อนศตวรรษฯ) ซึ่งเน้นไปที่สถาบันกษัตริย์ หากเล่มนี้เน้นไปที่สถาบันศาสนา ถ้าสองสถาบันนี้ปลาสนาการไป
หรือคงไว้แต่รูปแบบอย่างปราศจากเนื้อหาสาระ ย่อมจะให้โทษยิ่งกว่าให้คุณ ไม่แต่กับราษฎรส่วนใหญ่
หากกับอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายอีกด้วย ขอนำคำของยอช ออแวลมาให้อ่านประกอบในที่นี้ด้วยว่า
when the pirch comes, the common people will turn out to be more intelligent than the cleaver ones.
ที่สำคัญคือคนฉลาดในเมืองไทย ที่อยู่ในสถาบันหลักของบ้าน เมือง แลไม่เห็นคุณวิเศษของคนส่วนใหญ่
ซึ่งถึงแม้จะถูกเบียดเบียนบีฑาอย่างไร ก็ยังทรงไว้ซึ่งคุณธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างควรแก่การก้มหัวให้ยิ่งนัก

คำโบราณที่ว่า งัวเห็นแก่หญ้า ขี้ข้าเห็นแก่กินนั้น สมัยนี้ คงต้องปรับไปว่า เจ้าฟ้าก็เห็นแก่กินด้วยเหมือนกัน
ดังขอให้ดูที่ศูนย์ การค้าสยามพารากอนเป็นตัวอย่าง มิไยต้องเอ่ยถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ยังนายทุนต่างๆ รวมทั้งพวกศักดินาขัตติยาธิป-ไตยทั้งหลายก็เห็นแก่กินด้วยกันทั้งนั้น หากไม่ได้กินเพื่ออิ่ม
หากกินอย่างเก็บออมไว้อย่างเกินพอดี โดยการเอารัดเอาเปรียบมหาชนและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
อย่างปราศจากมนสิการ

เล่มที่แล้วภาคแรกว่าด้วยสถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ ภาคแรกเล่มนี้ว่าด้วยพุทธศาสนาในสยาม
ตามมาด้วยเรื่องอันเนื่องด้วยพุทธศาสนาดังกล่าว ภาคต่อไปว่าด้วยคนเป็นๆ และคนที่ตายแล้ว
โดยถือว่าบุคคลนั้นๆ มีอุปการคุณกับเรา ถ้าเรารู้จักเรียนรู้จากชีวิตของท่านนั้นๆ
ไม่ใช่มาเขียนสรรเสริญเยินยอกันตั้งแต่ยังไม่ตาย แม้ตายแล้วก็แสดงวาทกรรมในทางที่ไม่เป็นจริงแทบทั้งนั้น
หาไม่ก็กึ่งจริงกึ่งเท็จ ทั้งนี้รวมถึงธรรมกถึกเป็นจำนวนไม่น้อยที่เทศน์ถวายเจ้า และให้คนใหญ่คนโตฟัง
ดูท่านนั้นๆ จะไม่ละอายใจกันเอาเลย
ถัดไป เป็นปาฐกถาที่ว่าด้วยการเมือง การปกครองแทบทั้งนั้น
ถ้อยคำที่ว่าด้วยความดี ความงามก็มีรวมอยู่ด้วย ที่น่ายินดีก็ตรงที่ศิลปีสองคนมีแก่ใจให้ภาพมากับข้าพเจ้า
เพื่อใช้ทำปกหน้าปกหลังของฉบับนี้ นับว่าเป็นเกียรติเป็นศรีสำหรับข้าพเจ้าแท้ทีเดียว

จากคำปรารถในหนังสือ

20/12/2550 (update 03/02/2551)




http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&No=46713

เชิญอ่านบทความที่ "น่าจะ" โดน "แบน" ในหนังสือ "ค่อนศตวรรษ ประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม"


ตามที่ตำรวจได้แสดงความ "เปิ่น" ในการ"แบน" ในหนังสือ "ค่อนศตวรรษ ประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม
ดู อ้าง ก.ม.โบราณ ‘พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484’ ยึดหนังสือ ‘ส.ศิวรักษ์’

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9779&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

ในหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นการรวมข้อเขียนในรอบปี ของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่เดือน เมษายน 2550
และเกือบทุกชิ้นได้รับการตีพิมพ์แล้วก่อนหน้า แน่นอนว่าประเด็นที่นำไปสู่การโดนแบนนั้นไม่มีอะไรนอกจาก
การที่ตำรวจเห็นว่า มันจะนำไปสู่การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สำหรับผู้ที่ต้องการดูความ "เปิ่น" ของตำรวจไทยสามารถอ่านบทความที่"คาดว่า" จะมีปัญหาได้

................

ภาคที่ 1 สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ

1. ข้อคิดความเห็นเกี่ยวกับวชิรสมโภชสิริราชสมบัติ

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=229&Itemid=1

2. บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตย

ปาจารยสาร ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ตุลาคม –พฤศจิกายน 2549

3. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : สถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=3498&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

4. ก้าวให้ถึงประชาธิปไตย : ราษฎรไทยจะทำอย่างไรดี

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=267&Itemid=3

5. ‘ส.ศิวรักษ์’แนะคนไทยหลังปฏิรูป อย่าหวังผลเลิศอย่าหวังผลร้าย

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=260&Itemid=25

6. กถามุขเนื่องในโอกาส ๔ เดือนหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

http://midnightuniv.org/midnight2544/0009999788.html

ภาคผนวก

ติดอย่างไทย:สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกโพ้นสมัยเปรียบเทียบ ไทย กับ ภูฐาน

http://www.semsikkha.org/review/index.php?option=com_content&task=view&id=201&Itemid=15


att พิมพ์ว่า:http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=18&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://review.semsikkha.org/content/view/113/28/
เขียนโดย เทิดธรรม ทรงไทย

สำหรับข้าพเจ้านั้นไม่เห็นทางอื่นอีกแล้วนอกเสียจากว่า
ต้องช่วยกันทุ่มทักษิณลงจากอำนาจให้ได้

เมื่อจำลอง ศรีเมือง เป็นขวัญใจของประชาชนนั้น พรรคพลังธรรมก็ขึ้นเร็ว
จนมีมารมาอยู่ด้วยมากและแล้วพรรคนั้นก็ปลาสนาการไปเร็ว พรรคไทยรักไทย
ก็เช่นกัน แม้พรรคนี้จะมีเงินและอำนาจมากแต่ก็หาพ้นควมเป็นอนิจจัง
ของสังคมไปได้ไม่”


บ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์ (๒๖ ก.ย. ๔๗) ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์
ชายชราวัย ๗๒ ผู้มีบุคลิก อันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งจากชุดเสื้อผ้าชาวนา
...และฝีปากกรรไกรอันคมกริบ วิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไทย อย่างไม่เกรงกลัวใคร
มาแต่ไหนแต่ไร... จนแม้แต่นักการเมือง ที่เรียกกันว่า ฝีปากใบมีดโกนอย่าง
“ ชวน หลีกภัย” เองสมัยเป็นนายกฯ ก็ยังไม่กล้าตอแยกับเขาคนนี้
ซึ่งกำลังกล่าววิพากษ์วิจารณ์ “ พ.ต.ท.ทักษิณ” ให้ “ ผู้คน” ที่เข้าฟัง
อย่างตั้งอกตั้งใจด้วยลีลาดุดัน เผ็ดร้อน ...


“ ... เราเคยไล่“ ถนอม-ประภาส-ณรงค์” มาแล้ว
แม้พวกของมันจะหวนกลับมากัดเราอย่างเจ็บแสบ ในอีกสามปีให้หลัง
และเราก็เคยไล่ สุจินดา คราประยูร มาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ได้แล้ว
ทำไมเราจะไล่ทักษิณไม่ได้. (๒๖ ก.ย.๔๗)


ยังคงไว้ซึ่งความดุดัน ตรงไปตรงมา คมกริบ ใช่แล้ว...
เจ้าของประโยคข้างต้นไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่ คือ “ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์”
หรือ “ ส. ศิวรักษ์” “ นักคิดนักเขียน” “ ปัญญาชนสยาม” หรือ
“ ปัญญาชนนอกระบบ” ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศทุกวงการ


ในบรรดาเหล่า “ ขาประจำ” “ คนรู้ทัน” หรือจะเรียกว่าขบวนการ
คนไม่รัก ก็คือ “เกลียดทักษิณ” ... หากจะไม่เอ่ยถึงหรือยกนำเอา
“ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์” มาบรรจุไว้ในสารบบของเหล่าบรรดาผู้กล้าก็ดูจะเหมือน
ขาดไร้ซึ่งอรรรถ อันดุเด็ดเผ็ดมันไปโดยปริยาย


ก่อนจะมาเป็น “ ส.ศิวรักษ์ ”

กล่าวถึงประวัติโดยสังเขปที่มีการบันทึกไว้ในสื่อต่างๆ และจาก
บรรดาลูกศิษย์ลูกหา อาจารย์ “ ส.ศิวรักษ์” ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี สมรสกับนิลฉวี
มีบุตรเป็นชาย ๑ คน เป็นหญิง ๒ คน


“ ส.ศิวรักษ์” หรือ “ สุลักษณ์” เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕
ที่กรุงเทพมหานาคร มีชื่อเล่นว่า “ แป๊ะ” หรือ “ เหม” เป็นบุตรคนเดียวของ นายเฉลิมและนางสุพรรณ


บรรพบุรุษ เดินทางมาจากเมืองจีน ตั้งรกรากและแต่งงานกับคนไทย
ตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ พื้นฐานครอบครัวได้รับอิทธิพล
จากวัฒนธรรมจีนเป็นหลัก แต่ได้ผสมผสาน จนกลายเป็นครอบครัวไทย
ที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ตระกูลดั้งเดิมประกอบอาชีพทางการค้าเป็นส่วนใหญ่
มีเพียงส่วนน้อยที่รับราชการ


ในช่วงที่เกิดฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงตกต่ำเกือบถึงขีดสุด
จึงแยกครอบครัวมาอยู่ที่ ซอยสันติภาพ ถนนนเรศ ซึ่งเป็นบ้านที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน
ในช่วงมัธยมต้นบิดาได้ถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ต้องช่วยตัวเองและ
อยู่ในความอุปการะของมารดา จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา


การเรียน เริ่มหัดเขียนหนังสือจากบ้านครูซุ่ม ข้างวัดทองนพคุณ ธนบุรี
จากนั้นจึงเข้าโรงเรียนนเรศวิทยา เรียนได้ไม่นานโรงเรียนก็ถูกยุบจึงย้ายไป
เข้าโรงเรียนศิริศาสตร์และเซนต์แมรี หรือสตรีประชากร จนอายุ ๑๐ ขวบ


ฉายแววปัญญาชนคนกล้า

ในวัยเด็ก “ สุลักษณ์” เข้าเรียนชั้นประถม ๔ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิก ในปีพ.ศ. ๒๔๘๖

และต้องพักการเรียนไป ๓ ปี เพราะภัยจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงนี้
ได้บวชเรียนอยู่ที่ วัดทองนพคุณ จากนั้นจึงกลับมาเรียนต่อ ในชั้นมัธยม ๒
ในปีพ.ศง ๒๔๘๙


เมื่ออยู่ชั้นมัธยม ๖ แววของ “ ปัญญาชน คนกล้า” ปรากฏผ่าน
ข้อคิดข้อเขียนหนังสือพิมพ์ ในห้องเรียนชื่อ “ ยุววิทยา” อันเป็นเหตุให้ขัดแย้ง
กับคุณครู ต่อมาในชั้นมัธยม ๘ “ สุลักษณ์” ได้รับเลือกเป็นบรรณาธิการ
“ อุโฆษสาร” ซึ่งเป็นนิตยสารประจำโรงเรียน


ในปีพ.ศ. ๒๔๙๖ “ สุลักษณ์” มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาต่อที่อังกฤษ
ศึกษาอยู่ทีนั่นได้ประมาณห้าปี จึงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ประวัติศาสตร์
และวรรณคดี จากวิทยาลัยเซนต์เดวิด เมืองแลมปีเตอร์ แคว้นเวลล์


กลับจากนอกทำหนังสือ

หลังจากนั้น “ สุลักษณ์”ได้กลับมาทำงานที่เมืองไทยช่วงต้นปี ๒๕๐๕
โดยอยู่ที่แผนกข่าวของสถานทูตอังกฤษและสหรัฐอยู่ได้ระยะหนึ่ง

จากนั้นจึงมาทำงานเป็นบรรณาธิการ สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ ช่วงปี
พ.ศ.๒๕๐๕ – ๒๕๑๒ ทำ “ สังคมศาสตร์ปริทัศน์” นิตยสารรายเดือนชื่อดัง
ซึ่งถือเป็นเวทีทางปัญญาและแหล่งรวมปัญญาชนในยุคนั้น ถัดมาได้ทำงาน
ที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช แต่เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ในท้ายที่สุดออกมา
ทำงานมูลนิธิ ตั้งสำนักพิมพ์และร้านหนังสือทำงานเขียนหนังสือ เดินทางไป
บรรยายในที่ต่างๆ รับหน้าที่สอนบ้าง โดยเฉพาะช่วงหลังเน้นเรื่อง
Buddhism Engagement


โฟกัสบทบาทผลงานปัญญาชน

เพื่อทำความรู้จักปัญญาชนสยามนักคิดนักเขียนรายนี้มากขึ้น
ลองมาโฟกัสกันที่บทบาทผลงานของเขากัน


อย่างที่ว่าไว้ในตอนต้นว่า “ สุลักษณ์” เริ่มผลงานการคิดการเขียน
ของเขา มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน โดยขณะอยู่มัธยมปีที่ ๕ ก็ได้เขียนบทความ
เรื่องแรกชื่อ “ภายในดินแดนพุทธจักร” ลงตีพิมพ์ใน “หนังสือพุทธจักร”
รายเดือน
ซึ่งในส่วนนี้มีผู้ค้นพบว่า มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความประทับใจ
ขณะบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดทองนพคุณ เป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็น
ของเขาที่มีต่อสังคมในโรงเรียนฝ่ายคริสต์ศาสนา ที่มีความเข้มงวด
และให้การเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ตนเองสนใจ


“ยุววิทยา” เป็นหนังสือที่ “สุลักษณ์”และเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยกัน
ทำขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเวทีวิจารณ์ การเรียนการสอนในสมัยนั้น ตลอดจนเขียน
ลงตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับอื่นๆ ว่ากันว่าข้อเขียนในหนังสือดังกล่าว
ทำให้เกิดขัดแย้งกับผู้บริหารของโรงเรียนซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้าน
การปิดกั้นทางความคิดในสมัยนั้นของเขา


เมื่อเรียนในชั้นปีสุดท้าย “สุลักษณ์” ก็ได้เป็นบรรณาธิการ
“หนังสืออุโฆษสาร” ซึ่งเป็นวารสารของโรงเรียน จุดนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก
ของชาวอัสสัมชัญ ทั่วไป


เป็นที่รู้จักในหมู่นักเรียนไทยยุโรป

ในช่วงที่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษนั้น เขาก็เขียนบทความ
ใน “หนังสือสามัคคีสาร” ซึ่งเป็นหนังสือของ สมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษ
รวมทั้งในสมาคมนี้เป็นที่ฝึกทักษะทางด้านการพูด ต่อมาเขาเป็นที่รู้จักของ
หมู่นักเรียนไทยในยุโรป จากการเป็นสาราณียกรหนังสือสันนิบาตของนักเรียนไทย
ในยุโรปซึ่งประชุมกันเมื่อปี ๒๕๐๐ และ เมื่อสำเร็จการศึกษา ช่วงหนึ่งขณะที่
ยังอยู่ในอังกฤษ “สุลักษณ์” มีโอกาสได้เข้าทำงานเป็นผู้แปลและโฆษกของ
สถานีวิทยุบีบีซี และเป็นผู้บรรยายวิชาภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยลอนดอน
จนถึงปลายปี ๒๕๐๙ จึงกลับเมืองไทย
และภายในปีเดียวกันนี้ เขาก็ได้เขียน
หนังสือชื่อ เสด็จอังกฤษ เขียนเป็นกลอน เล่าเหตุการณ์การเสด็จประพาสยุโรป
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่เขาเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซี


กลับไทยประกาศ “นอกคอก”

เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว คุณสุลักษณ์ ได้เข้าทำงานที่สำนัก
แถลงข่าวอังกฤษ และสำนักข่าวสารอเมริกัน
ว่ากันว่าหลังจากกลับมาถึง
เมืองไทยเขาประกาศว่า “ไม่เข้าสู่ระบบ” และขอเป็น “คนนอกระบบ” ซึ่ง
หมายถึงการไม่เข้ารับราชการ ไม่เข้าสู่วงการธุรกิจชนิดที่จะกลายเป็นมืออาชีพ
และจะไม่เข้าสู่การเมือง (ในระบบ) แล้วสร้างความเคลื่อนไหวที่กระทบถึง
“ปัญญาชน” “สุลักษณ์” ยังให้เหตุผลที่ไม่เข้ารับราชการไว้อย่างน้อยสองอย่าง
คือ ราชการไม่มีสมรรถภาพ และไม่อยากรับใช้เผด็จการ


หลังจากนั้น “สุลักษณ์” ได้มาเป็นบรรณาธิการคนแรกของสำนักพิมพ์
สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ในปลายปี ๒๕๐๕ ซึ่งออกหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์
ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อกลางปี ๒๕๐๖ ตลอดจนสนับสนุน ให้มีการออกหนังสือ
สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษาขึ้น ซึ่งภายหลังนักศึกษาที่มาร่วมงานด้วย
ก็ได้ตั้ง “ชมรมปริทัศน์เสวนา” เพื่อถกเถียงปัญหาทางวิชาการและเป็นต้นแบบ
ของชมรม “ศึกษิตเสวนา” ที่ “สุลักษณ์” ตั้งขึ้นเพื่อถกเถียงปัญหาบ้านเมือง
ในเวลาต่อมา



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Tue May 18, 2010 3:01 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue May 18, 2010 2:53 pm

att พิมพ์ว่า:
ผลิตงานเขียนวิจารณ์การเมือง

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังมีงานเขียนออกมาคือ ปี ๒๕๐๕ พระตรีปิฎก (ประวัติพระถังซำจั๋ง)
๒๕๐๖ แปล ทะไลลามะแห่งทิเบต
๒๕๐๗ โสกราตีน
๒๕๐๘ ทฤษฎีแห่งความรัก
๒๕๐๙ มาพูดภาษาไทยกันดีกว่า
๒๕๑๐ ลายสือสยามและพระดีที่น่ารู้จัก และ
๒๕๑๑ ห้าปีจากปริทัศน์
ปี ๒๕๑๒ “สุลักษณ์” ได้เข้าเป็น “บรรณาธิการหนังสือวิทยาสาร และ วิทยาศาสตร์ปริทัศน์
แต่เกิดขัดแย้งกับนายทุนเจ้าของหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ เขาจึงลาออกมาเป็น “บรรณาธิการหนังสืออนาคต” ของสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมจนถึงปลายปี ๒๕๑๕


ในต้นปี ๒๕๑๖ – ๒๕๑๘ ได้ออก จดหมายเหตุรวม ๒๔ ฉบับ ซึ่งเป็นการวิเคราะห
์ปัญหาบ้านเมืองขณะนั้นและสะท้อนความคิดเห็นทางการเมืองของเขา อย่างไรก็ตาม
ก็ยังมีงานเขียนของเขาออกมาอีกเช่น
๒๕๑๒ ปัญญาชนสยาม
๒๕๑๓ ชีวิตการเป็นบรรณาธิการของ ส.ศิวรักษ์
๒๕๑๔ แปลปรัชญาการเมือง
๒๕๑๕ กินน้ำเห็นปลิง
๒๕๑๖ ตายประชดป่าช้า
๒๕๑๗ อดีตของอนาคต
๒๕๑๙ นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง และศาสนากับการพัฒนา
๒๕๒๐ นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง
และศาสนากับการพัฒนา
๒๕๒๐ อธิบายแนวคิด และปรัชญาการเมืองฝรั่ง
๒๕๒๑ พุทธศาสนิกกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน
๒๕๒๒ ศาสนากับสังคมไทย
๒๕๒๔ เจ้า-ข้าฟ้าเดียวกัน


เป็นครู ... สร้างเครือข่าย

นอกจากงานเขียนจำนวนมากแล้ว “สุลักษณ์” ยังมีบทบาทเป็นอาจารย์ โดยปี ๒๕๐๕ – ๒๕๐๗
เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาปรัชญาตะวันตก ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
๒๕๐๘ – ๒๕๑๙ วิชาปรัชญาการเมือง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๑๗ – ๒๕๑๘
วิชาปรัชญาการศึกษา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๒๐ วิชาเอเชียอาคเนย์
ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย และมหาวิทยาลัยมิชิแกน


นอกจาก “สุลักษณ์” จะมีบทบาทในฐานะนักพูด นักเขียน และอาจารย์พิเศษแล้ว
ยังมีบทบาทในสมาคม และมูลนิธิต่างๆ เช่น “ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย” “สยามสมาคม”
“มูลนิธิ สิทธิพร กฤดากร” “มูลนิธิ เสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป” และ “มูลนิธิโกมลคีมทอง”
สมาคม และมูลนิธิเหล่านี้บางแห่งยังมีบทบาทจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมในองค์การ
ทางศาสนา และองค์กรเอกชนที่มีบทบาทในด้านสิทธิมนุษยชน เช่น “กลุ่มประสานงาน
ศาสนาเพื่อสังคม (ก.ศ.ส.)” และ “คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา (ศพพ.)”


เครือข่าย “ศิษย์” สี่ทวีป

เกี่ยวกับเครือข่ายที่เป็นพลังของ “สุลักษณ์” นั่น “ มูลนิธิ เอียวศรีวงศ์” จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เคยกล่าวไว้ว่า “สุลักษณ์” เป็นปัญญาชนไทยที่สร้างเครือข่ายได้กว้างขวางมากที่สุดผ่านบรรดาลูกศิษย์ลูกหา
และใครต่อใครในองค์กรต่างๆ ยิ่งในด้านเครือข่ายต่างประเทศซึ่ง “สุลักษณ์” ก็มีกว้างขวางในสามทวีป
หรือสี่ทวีปเป็นอย่างน้อย ก็จะยิ่งเห็นว่า “สุลักษณ์” เป็นปัญญาชนไทย ที่โดดเด่นในแง่การสร้าง
เครือข่ายอย่างยิ่งทำให้อุปสรรคแก่ระบบของไทยที่จะใช้วิธีแนบเนียนในการขจัด “ สุลักษณ์”


“ผมคิดว่าอิทธิพลที่แท้จริงของ “คุณสุลักษณ์” ต่อสังคมไทยนั้น ผ่านเครือข่าย
เช่นนี้มากกว่าผ่านตัว “ คุณสุลักษณ์”โดยตรงเสียอีก
และถ้ามองการทำงานของเครือข่ายเหล่านี้ ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มที่เสนอทางเลือก แก่สังคมไทยกว้างขวาง และหลากหลายที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ถ้าไม่นับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ไม่ว่าจะเป็นบริโภคทางเลือก การศึกษาทางเลือก ฯลฯ


ม่ว่าจะพูดถึงทางเลือกอะไรในโลกสมัยปัจจุบัน ก็จะมีองค์กรอะไรสักองค์กรหนึ่ง
ที่เป็นเครือข่าย ของ “คุณสุลักษณ์” ทำกิจกรรมอยู่ด้วย
เหตุดังนั้น “คุณสุลักษณ์” เองจึงกลายเป็น
สัญลักษณ์ของทางเลือกในชีวิตของโลกปัจจุบัน ซึ่งเด่นที่สุดในสังคมไทย ความเป็นปัญญาชน
นอกระบบของ “คุณสุลักษณ์” จึงยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เพราะถ้าปัญญาชนไทยจะเสนอทางเลือก
ก็มักเป็นทางเลือกในระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ทางเลือกที่ “คุณสุลักษณ์”
และเครือข่ายเสนอนั้นล้วนเป็นทางเลือกนอกระบบเสียทั้งนั้น


มิตรสนิท ปธน.อินโด “วาฮิด”

ตอบรับกับข้อวิจารณ์ข้างต้น นอกจากบรรดา “ ศิษย์” ที่เป็นทั้งนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว
หรือบรรดาใครต่อใคร ที่เขาเรียกแทนว่า “ กัลยาณมิตร” อย่าง “ อัมมาร สยามวาลา”
“ ธีรยุทธ บุญมี” “ พิภพ ธงชัย” “ อังคาร กัลยาณพงศ์” “ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ”
“ นิวัติ กองเพียร”
แม้แต่ “ ชวน หลีกภัย” เอง สังคมก็เพิ่งจะรับรู้ว่า ๓๐ ปีก่อน

เมื่อครั้ง “ ชวน” เป็นส.ส. สมัยแรก “ ไขแสง สุกใส” เป็นผู้พามาพบกับ “ สุลักษณ์” ที่
จ.ระยอง ทั้ง “ ส.ศิวรักษ์” ยังแนะนำให้ทำงานกับองค์กรต่างประเทศ
ระหว่างที่ว่างงาน
ครั้งรัฐบาล “ จอมพลถนอม กิตติขจร” ยุบสภา ... เช่นกันกับเครือข่ายของ“ ส.ศิวรักษ์”
น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาเป็นมิตรสนิทของ อดีตประธานาธิบดีวาฮิตแห่งอินโดนีเซีย
ทั้งคู่รู้จักกันมานานเกือบ ๓๐ ปี ในฐานะนักพัฒนาสังคมและอยู่ฝ่ายศาสนาธรรมด้วยกัน
แม้คนหนึ่งจะเป็นพุทธ คนหนึ่งจะเป็นมุสลิม


“คนนอกคอก” ที่ยังไม่ถูกกำจัด

“ นิธิ เอียวศรีวงศ์” ยังบอกด้วยว่า ระบบของสังคมไทยมีวิธี “ ขจัด” ปัญญาชน
นอกระบบ (และนอกคอก) หลายอย่างหลายวิธี และมักทำได้อย่างแนบเนียนพอสมควรด้วย เช่น
กล่าวหาว่า “หัวรุนแรง” “อยากดัง” “วิปริต” และ “วิกลจริต” (อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อ่อนแก่
ผิดกันเท่านั้น แต่ทั้งหมดเกี่ยวกับลักษณะที่บกพร่องของบุคคลคนนั้น) หรือสัมพันธ์หรือเชื่อมโยง
กับคนที่ระบบได้ขจัดออกไปแล้ว เช่น เป็นสานุศิษย์ของคนนั้น “สูญเสียผลประโยชน์”
“รับเงินต่างชาติ” “มีแผนการลับ” “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” “กบฏภายในและ
ภายนอกราชอาณาจักร”
(อยู่ในของสังคมไทยสามารถทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย
เชื่อว่าเป็นอันตรายต่อชาติ)


ทั้งนี้ ไม่นับการขจัดที่ใช้วิธีซึ่งไม่แนบเนียนนัก เช่น จับติดคุกขังลืม ไปจนถึง
ลอบสังหาร “ตัดตอน” ให้ป.ป.ง.ยึดทรัพย์ หรือไล่เข้าป่า ฯลฯ (อันเป็นวิธีที่เมื่อพิจารณา
โดยรวมแล้ว ไม่อาจขจัดออกไปจากสังคมได้จริง ดังเช่นบุคคลที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์
ภูมิปัญญาไทยหลายคนได้เคยโดน กระทำมาแล้ว เช่น คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์
คุณจิตร ภูมิศักดิ์ คุณทองใบ ทองเปาด์ คุณอุดม สีสุวรรณ หรือแม้แต่คุณอารีย์ ลีวิระ
ก็กลายเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของสื่อมวลชนไทยไป)


ซึ่งในบรรดาวิธีที่แนบเนียนทั้งหลายนั้น “สุลักษณ์” ได้เผชิญมาแล้วหลายอย่าง
แม้ต้องระเหเร่ร่อน ออกไปจากบ้านเมืองเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่อาจขจัดคุณสุลักษณ์ออกไป
จากสังคมได้ ไม่แม้แต่เพียงความคิดความเห็น ที่นอกคอกของ “สุลักษณ์” ยังดำรงอยู่เท่านั้น
“สุลักษณ์” ยังมีพื้นที่ในการส่งความคิดความเห็นเช่นนั้น สืบมาได้อย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้


สู้รสช. จนต้องลี้ภัยนอกประเทศ

เส้นทางของ “ปัญญาชนสยาม” นอกคอก ผู้มีสัญลักษณ์เฉพาะตัวรายนี้ หลายครั้ง
ที่บรรดามิตรสานุศิษย์ แสดงความห่วงใย กับลีลาการเคลื่อนไหวที่ร้อนแรง รุนแรง ทั้งด้วยวาทกรรม
คำเปรียบเปรย “ผู้นำ” ในหลายๆ ยุคที่ผ่านมา แรงๆ ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัฐบาลเผด็จการทหาร
“จอมพลถนอม” “จอมพลประภาส” ฯลฯ ที่ปัญญาชนสยาม นักคิดนักเขียนรายนี้อยู่เบื้องหลัง
การขับเคลื่อนพลังความคิดปัญญาชนต่อสู้กับเผด็จการในยุค
“ตุลาทมิฬ” หากแต่ที่เด่นชัดอันเป็นเหต
ุให้ “ สุลักษณ์” ต้องระเห็จลี้ภัยไปต่างประเทศครั้งล่าสุด เกือบ ๒ ปี คือ การต่อสู้กับเผด็จการ รสช.


ปี ๒๕๓๔ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “สุลักษณ์”
อภิปรายโจมตีคณะ รสช. อย่างรุนแรง โดยพาดพิง “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ถึงเรื่องสถาบัน
จนถูกกองทัพบกแจ้งความดำเนินคดี ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและหมิ่นประมาท “พล.อ.สุจินดา”
ก่อนจะถูกออกหมายจับจากตำรวจยุค “พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์” ครั้งนั้น ด้วยสถานการณ์
ของบ้านเมืองภายใต้ รสช. ทำให้ “สุลักษณ์” ต้องเดินทางออกนอกประเทศไปเป็นเวลา ๑ ปี ๔ เดือน


ปี ๒๕๓๖ หลังจากที่บ้านเมืองผ่านเหตุการณ์ความบอบช้ำจากเหตุการณ
“พฤษภาทมิฬ” “สุลักษณ์” เดินทางกลับมาจากเยอรมัน มอบตัวกับตำรวจเพื่อต่อสู้คดี
ที่ต่อมามีการส่งฟ้องและใช้เวลาต่อสู้คดี ๔ ปี และฝ่าย “สุลักษณ์” ได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่ง
“ สุลักษณ์” ยอมรับว่าได้ขอให้รัฐบาล “ชวน หลีกภัย” ให้ความช่วยเหลือในคดีนี้


หัวรุนแรงต้านวัตถุนิยม

การต่อสู้ของ “สุลักษณ์” ไม่เคยหยุดนิ่งโดยเฉพาะกับการสื่อสารกับสังคมใน
ความ “ปกติ” และ “ไม่ปกติ” ของสังคม ซึ่งแน่นอนหลายครั้งหลายหนย่อมมีเผชิญหน้ากับ
ความขัดแย้งกับ “อำนาจรัฐ” แม้กระทั่ง สถาบันต่างๆ เขามองสิ่งที่ไทยเผชิญอยู่ กว้างกว่า
ประเทศไทย โดยมองว่า ศัตรูสำคัญของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ คือทุนข้ามชาติ และทุนนิยมสมัยใหม่
ซึ่งก่อให้เกิด ความพังทลายของชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อมไปทั่ว ด้วยเหตุดังนั้น
สาระที่ “สุลักษณ์” เสนอจึงมักถูกมองว่า “หัวรุนแรง” เสมอ เพราะเนื้อแท้คือ
การพลิกกลับ วัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของไทยไปเลย


ดังนั้น ในการต่อสู้คัดค้านโครงการเมกะเจ็กต์หลายโครงการของบรรดา NGO
อาทิ โครงการท่อก๊าซ ฯลฯ แม้กระทั่งปัญหาสิทธิมนุษยชน เราจะเห็นชายวัย ๗๒ ปีคนนี้ ปรากฎตนขึ้นเป็นแถวหน้าของการต่อสู้แทบทุกครั้ง ซึ่งแน่นอนในหลายครั้งที่พลังทางสังคม
เครือข่ายเหล่านี้ถูกกระทบ หรือ มีแนวทางความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของบ้านเมือง
“ สุลักษณ์” ก็มักปรากฏตนออกมาสื่อสารกับสังคมเสมอ


โผล่ร่วมไล่ทั้งที่เคยรัก

ดังนั้นการปรากฏตนของ “สุลักษณ์” หรือ “ส.ศิวรักษ์” ในสถานะที่ไม่พึงใจ
รัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”
โดยตัวตน แม้จะถูกจัดเข้ากลุ่ม “ขาประจำ”
แต่หากตามความเป็นจริง “ส.ศิวรักษ์” คือตัวตนของตน ที่มีจุดยืนชัด และมีเครือข่ายกว้างขวาง


ปรากฏตนอันชัดเจนของ “ส.ศิวรักษ์” ใน ความรู้สึกที่ “รับไม่ได้” และเรียกร้องให้
ทุกฝ่ายทุกเครือข่ายโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๗
อาจถือเป็นครั้งแรกในการแสดงทัศนะอันเด่นชัดที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้

แต่หากติดตามจะพบว่า “ส.ศิวรักษ์” ก็คล้ายกับ “นพ.ประเวศ วะสี” “นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว”
๒ บุคคลที่ได้รับความเชื่อถือ จากสังคม ในการที่เขาเคย “ให้โอกาส” กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ”
ในการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีตำหนิจาก “ คดีซุกหุ้น” ดังคำกล่าวที่ยอมรับว่าเคยสนับสนุน


“เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น
มีเมฆหมอกปกคลุมตัวเขา ในทางที่ไม่โปร่งใส โดยศาลรัฐธรรมนูญอาจลงโทษเขา
ให้ปลอดไปจากวิถีทางการเมืองได้ถึง ๕ ปีพวกเราบางคนเห็นว่า ควรให้โอกาสเขา
บริหารราชการบ้านเมือง แม้ความมัวหมองดังกล่าวอาจจะเป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ
ที่ปราศจากเจตนา ในการฉ้อฉลก็ได้ พวกเราในที่นี้รวมตัวข้าพเจ้าด้วย
ซึ่งช่วยทำแทบทุกอย่างให้เขาเป็นที่ยอมรับของมหาชน แม้จนหาทางสนับสนุนเขา
ในหลายๆ ทางเอาเลยก็ว่าได้”


ท่าทีการสนับสนุนให้โอกาสแก่ รัฐบาลทักษิณ ของ “ส.ศิวรักษ์” ยังมีอยู่จนแม้แต่
ปลายปี ๒๕๔๕ ขณะที่มีม๊อบเขื่อนปากมูลมาอยู่หน้าทำเนียบและมีปัญหาถูกรื้อถอนทำร้ายชาวบ้าน
และ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ลงมาพบชาวบ้าน ซึ่ง “ส.ศิวรักษ์” เดินทางไปภายหลัง ก็ยังพูดผ่านสื่อ
ในลักษณะว่า ควรให้โอกาส “พ.ต.ท.ทักษิณ” และก็เตือนให้รักษาสัจจะ เข้าใจประชาชน
ไม่เห็นแก่ กฟผ.หรือเทคโนแครต


ส่งสัญญาณทักษิณเริ่มไม่น่ารัก

ย้อนกลับไป ดูเหมือนว่าอารมณ์ของ “ส.ศิวรักษ์” หรือแม้แต่บรรดานักวิชาการ
เอ็นจีโอ. เครือข่ายสื่อ ฯลฯ
จะเริ่มขุ่นมัวกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ในปี ๒๕๔๖ โดยเฉพาะเมื่อ
“พ.ต.ท.ทักษิณ” ออกอาการ “ไม่ฟังใคร” แถมด่ากราดูถูกเหยียดหยามที่ใครต่อใครบอกว่า
เข้าข่าย “อหังการ” ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการอย่าง “ธีรยุทธ บุญมี” หรือใครต่อใคร และบรรดา
เอ็นจีโอ.ทั้งปลาย แม้กระนั้นวาทกรรมคำพูดของ “ส.ศิวรักษ์” ที่ส่งไปยัง “พ.ต.ท.ทักษิณ”
ก็ยังไม่ถึงขนาดตัดเยื่อใบไปทั้งหมด ดังกรณีที่พูดเรื่องที่นายกฯ ออกมาอัด “ ธีรยุทธ”


“ผมว่านายกฯ ต้องเปลี่ยนทัศนคติจะช่วยให้ท่านเป็นคนน่ารักมากขึ้น เวลานี้เรา
ต้องการคนที่น่ารักไม่ได้ ต้องการคนที่น่าเกลียด เพราะความสำเร็จของรัฐบุรุษที่นายกฯ
ยกย่องไม่ว่าจะเป็นมหาธีร์ หรือลีกวนยู
ทั้งสองคน เป็นคนที่น่าเกลียดทั้งคู่ เป็นคนที่คนของประเทศ
เขาเกลียดนายกฯ ต้องรู้ในข้อนี้ ขออย่าให้นายกฯ ของเรา เป็นคนที่คนเกลียดเลย ให้เขาเป็นคนที่ม
ีแต่คนรักดีกว่า” (๑๔ ก.ย. ๔๗)


ร่วมทัพ “คนเกลียดทักษิณ”

ถึงกระนั้นก็ตามหลังจากที่ “รัฐบาลทักษิณ” บริหารประเทศ มาจนถึงโค้งสุดท้าย หลายๆ เรื่อง
ที่ทำให้ ทั้ง “ส.ศิวรักษ์” และบรรดาใครต่อใคร “รับไม่ได้” มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดประทุ
เมื่อมีการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน นำร่องโดย “เอกยุทธ อัญชันบุตร” กลุ่มธุรกิจอย่าง
“อัมรินทร์ คอมันตร์” “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” ฯลฯ
และติดตามมาด้วยความเคลื่อนไหวของบรรดา
“ขาประจำ” ที่ “ส.ศิวรักษ์” ก็อยู่ในนั้นกับเขาด้วยในการ เปิดเวที “ปาฐกถา ๗๒ ปี อานันท์ ปันยารชุน”
ทำการถล่ม “รัฐบาลทักษิณ” (๑๘ ก.ย. ๔๗)


โดยบุคคลชั้นนำของสังคมจากหลายสาขาอาชีพ นักการเมืองฝ่ายค้าน และกลุ่มขาประจำ
รวมทั้งคนรู้ทันที่เคลื่อนไหวเปิดโปงการคอรัปชั่นในยุครัฐบาล ครั้งนั้น อาทิ “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล”
“ส.ศิวรักษ์” “วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์” “ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” “ดร.อัมมาร สยามวาลา”
“นายบัญญัติ บรรทัดฐาน" "นายไตรงค์ สุวรรณคีรี” “ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช”
“เอกยุทธ อัญชันบุตร” “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ” “นายประพันธ์ คูณมี”


การเปิดเวทีนี้ “ส.ศิวรักษ์” เริ่มชัดเจน กับคำด่ารัฐบาลโยระบุว่า เพราะขณะนี้วิธีการของ
“พ.ต.ท.ทักษิณ” คือการพูดโกหกอยู่ตลอดเวลา แล้วคนก็จับได้ตลอดเวลา “พ.ต.ท.ทักษิณ”
สะดุดขาตัวเองทุกครั้ง เป็นวิธีการทำงาน ที่เห็นแก่ตัว ทำมาค้าขายเพื่อประโยชน์ของบริษัทตัว
อยู่ตลอดเวลา คนเริ่มหัดเห็นชัด ไม่ว่าจะเป็นที่พม่า หรือเมืองจีน แม้แต่เรื่องของไข้หวัดนก
ก็มาจัดฉากกินไก่อะไรกัน


“คุณหลอกคนได้ชั่วคราว คุณอาจตบตาคนไทยได้ชั่วคราว
แต่คนไทยไม่ได้บัดซบถึงขนาดนั้น แม้คนไทยจะทนอะไรได้หลายอย่าง
แต่เขาจะทนความอวดวิเศษอยู่คนเดียว คนไทยรับไม่ได้ เวลานี้ไม่ใช่เฉพาะ
คนกรุงเทพฯ คนทั่วประเทศให้เขาเข้าใจผิดไป เขานึกว่าวิธีหลอกคน เอาเงินมาทุ่ม
ซื้อคนได้ คนนะไม่ใช่โสเภณี จะได้ซื้อได้ตลอดเวลา”


“สุลักษณ์” กล่าวด้วยว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่เคารพใครเลย เคารพเมียเขาคนเดียว
ซึ่งถึงเวลาต้องถีบออกไป นายกรัฐมนตรีไทยกำลังหลงอำนาจซึ่งหลงมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งหลง
หลงอำนาจ หลงตัวเอง ประเทศไทยกำลังจะเจอกับ การที่คนอ้างตำแหน่งเป็นผู้นำ ทำทุกอย่าง
เพื่อบริษัทพวกเขา เพื่อดาวเทียม เพื่อมือถือ”


ส่วนกรณีที่ “ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ออกมาระบุว่า การคอร์รัปชันกำลังแพร่กระจาย
จนเอาไว้ไม่อยู่นั้น “สุลักษณ์” กล่าวว่า “ ดร.สุเมธ” เตือนให้รู้ ทั้งที่ไม่เคยออกมาโดยตรง
ขนาดนี้เคยแสดงว่าเหลืออดแล้ว


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรเพื่อที่จะปราบปรามการคอร์รัปชันได้เด็ดขาด
“สุลักษณ์” กล่าวว่า ต้องปราบ “ พ.ต.ท.ทักษิณ” ก่อน เอา “ พ.ต.ท.ทักษิณ” ลงเสียก่อน
และเหตุผลของการประกาศสงครามการคอร์รัปชัน ของรัฐบาล ก็เป็นปราบการคอร์รัปชัน
ของขุนนางที่ไม่ใช่พวกเขา


นำเครือข่ายโค่นทักษิณ

หลังจากที่ร่วมทัพกับคนเกลียดทักษิณแล้ว “ส.ศิวรักษ์” เริ่มแสดงความเห็นของเขา
ในทุกเวที เพื่อขับไล่รัฐบาล โดยใช้ถ้อยคำอย่างรุนแรงตามสไตล์ โดยการอภิปรายโต๊ะกลม
เรื่อง “อนาคตประชาธิปตยไทย ในรัฐบาลธุรกิจการเมือง” ที่จัดขึ้นที่โรงแรมรัตนโกสินทร
(๒๖ ก.ย. ๔๗๗ งานนี้ เขาอภิปรายโจมตี “พ.ต.ท.ทักษิณ” อย่างเผ็ดร้อนรุนแรง
ว่าประชาชนได้ให้โอกาส กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ในการบริหารประเทศ แม้จะเคลือบแคลง
เรื่องซุกหุ้นหรือเส้นทางการร่ำรวย แต่ยังหวังว่าไม้คดจะเป็นไม้ตรงตอนปลายได้แต่
“พ.ต.ท.ทักษิณ” กลับแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับประเทศชาติประชาชนมากยิ่งขึ้น
มีการตระบัดสัตย์ฉ้อฉลทุกกรณีเพิ่มเงินเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ขยายอิทธิพลในภูมิภาคนานาชาต
คนที่เดือดร้อนแสนสาหัสคือ

คนยากจนถูกเบียดเบียนทุกทางและยังใช้วิธียุแยงให้ประชาชนกับองค์กรเอกชนแตกแยกกัน
ด้วยการใช้เงิน อำนาจ รุกราน รวมไปถึง ชนชั้นกลาง พ่อค้า นายธนาคาร ที่อยู่นอกแวดวง
บริษัทชินวัตร และบริวารของเขา แม้แต่รัฐวิสาหกิจก็ถูกแปรรูป เพื่อประโยชน์ของพวกเขา


“ขบวนการนี้ขยายไปจนถึงกับเอาเงินแผ่นดินไปใช้จ่าย
อย่างสุรุ่ยสุร่าย เพียงเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ของ บรรษัทตน
โดยจะไม่ขอพูดถึงความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย่ของรัฐมนตรีบางคน”


“สุลักษณ์” ยังกล่าวว่า ขณะนี้ไม่เห็นทางอื่นอีกแล้ว นอกเสียจากว่าต้องช่วยกัน
ทุ่ม “พ.ต.ท.ทักษิณ” ลงจากอำนาจให้ได้ เพราะเมื่อ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” เป็นขวัญใจของ
ประชาชนนั้น พรรคพลังธรรมก็ดีขึ้นเร็ว จนมีมารมาอยู่ด้วยมาก และแล้วพรรคนั้นก็ปลาสนาการไปเร็ว
พรรคไทยรักไทยก็เช่นกัน แม้พรรคนี้จะมีเงินและอำนาจมาก แต่ก็หาพ้นความเป็นอนิจจัง
ของสังคมไปได้ไม่ ส่วนจะร่วมกันเอาทักษิณออกจากอำนาจได้อย่างไร “สุลักษณ์” บอกว่า
ในเมื่อ “ทักษิณ” ใช้โครงสร้างทาง กลไลแห่งรัฐโดยมีธนาธิปไตยเป็นหลัก เราก็ต้องต่อสู้กับเขา
ด้วยกลไกทางสังคม ซึ่งมีธรรมาธิปไตยเป็นหลัก เขาใช้ความเท็จ เราใช้ความจริง เขาใช้ความรุนแรง
เราใช้สันติวิธี เขาคุมสื่อกระแสหลักเราใช้สื่อทางเลือก


“โรงเรียน ต่างๆ รวมทั้งราชภัฏต่างๆ ทางภาคอีสานจะรวมตัวกัน
ปลุกระดมครูอาจารย์ ให้เห็นคุณค่าของสัจจะ และประชาธิปไตย ด้วยการต่อต้าน
ทักษิณกันไปทุกสถาบันการศึกษา และขยายจากโรงเรียน และวิทยาลัยออกไปยัง
ประชาคมและขยายไปยังภาคอื่นๆ นี้ แลคือ การนำเอาธรรมะและสัจจะกลับมา”

ด้วยเครือข่ายอันกว้างไกล ๕ ทวีป และบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ
นี่คือความเป็น
“ส.ศิวรักษ์” ปฏิบัติการตามที่เขาพูดไว้ในการทุ่ม “พ.ต.ท.ทักษิณ” ลงจากเก้าอี้
นายกรัฐมนตรีจากอำนาจ การเมือง เมื่อผนวกเข้ากับสภาพการเคลื่อนไหวของคณะบุคคล
ขบวนการ “โค่นล้มทักษิณ” ที่ดำเนินมาอยู่แล้ว โดย “เอกยุทธ” และใครต่อใคร
จึงไม่ใช่ภาพร่างอนาคตที่ยากจะเป็น


ดังนั้น “ ปัญญาชนสยามคนกล้า” ที่ชื่อ “ ส.ศิวรักษ์” วัย ๗๒ คนนี้จึงเป็นอีกหนึ่ง
ในบรรดา “ คนรู้ทัน” ที่ใครต่อใครในรัฐบาลโดยเฉพาะ “ พ.ต.ท.ทักษิณ” มิอาจมองข้ามแน่นอน


...............................................

* นำมาจากหนังสือ ๑๐ ฅนโค่นทักษิณ โดยเทิดธรรม ทรงไทย,
สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน หน้า ๙๖ – ๑๑๕


ฉบับที่ ๔ ปีที่ ๑ : : มกราคม - กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
http://review.semsikkha.org/content/view/113/28/

ข้างบนคือ กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง
ความพินาศ ฉิบหาย ของไทยเวลานี้

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue May 18, 2010 11:39 pm



hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 26, 2010 10:28 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274791854&grpid=00&catid=



วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 08:30:50 น.
มติชนออนไลน์

ไขเบื้องหลัง "ออฟ-พงษ์พัฒน์" ขึ้นเวทีไล่ "เสื้อแดง"
ออกจากบ้าน โยงคอนเน็กชั่นลึกประชาธิปัตย์


บนเวทีประกาศรางวัล "นาฎราช" ครั้งที่ 1 ประจำปี 2552 ซึ่งจัดโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา "ออฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง"ในฐานะนักแสดงสมทบ
ชายยอดเยี่ยมจากละครเรื่อง "พระจันทร์สีรุ้ง" ได้กล่าวความในใจที่สะกดทุกคนในงาน
ให้เงียบกริบนั่นคือคำพูดที่ว่า

"เป็นรางวัลที่ได้รับบทบาทจากผู้ที่เป็นพ่อก็ขออนุญาตพูดถึงพ่อนิดนึงก็แล้วกันนะฮะ …
พ่อเป็นเสาหลักของบ้าน บ้านของผมหลังใหญ่นะฮะ ใหญ่มาก เราอยู่กันหลายคน
ผมอยู่บ้านหลังนี้ก็สวยงามมากนะ สวยงามและอบอุ่น แต่กว่าจะเป็นแบบนี้ได้นะครับ
บรรพบุรุษของพ่อ เสียเหงื่อ เสียเลือด เอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังนี้ขึ้นมานะครับ
จนมาถึงวันนี้ พ่อคนนี้ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้าน และก็ดูแลความสุขของทุกคนในบ้าน
ถ้ามีใครสักคน โกรธใครมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ
เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน ผมจะเดินไปบอกคน ๆ นั้นว่า ถ้าเกลียดพ่อ
ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ"

พลันที่คำกล่าวดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกไป "เจ๊ดา"ดารณี กฤตบุญญาลัย ไฮโซเสื้อแดง
ได้ขึ้นเวทีราชประสงค์ตอบโต้ว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมอย่างสันติ อหิงสา
และยังบอกอีกว่าเธอเคยเป็นดารามาก่อนมักจะได้ยินดาราด่าเสื้อแดงแล้วนำไปเผย
แพร่ต่อในอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ

แม้เธอไม่ได้เอ่ยชื่อพาดพิง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่านัยยะที่แท้จริงเธอกล่าวถึงใคร?

กระทั่งเกิดเหตุการณ์ช่อง 3 ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงเผาจนเกือบวอด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
จนต้องระงับการออกอากาศ 95 ชั่วโมงสูญรายได้ไปถึง 120 ล้านบาท

ว่ากันว่ามีหัวเชื้อมาจากกรณีการมอบรางวัลให้กับ"ออฟ"นั่นเอง

ทั้งๆที่การทำหน้าที่ข่าวของทีวีช่องนี้ถูกมองอย่างกังขามาตลอดด้วยซ้ำไป

"อ๊อฟ"มีชื่อเสียงจากการเป็นนักร้องในแนวร็อก สังกัดคีตา เอนเตอร์เทนเมนท์
ออกผลงานเพลงจำนวน 7 ชุด ก่อนจะพลิกบทบาทมาอยู่เบื้องหลังในฐานะผู้กำกับ
ละครและภาพยนตร์ ควบคู่กับงานแสดง และงานร้องเพลงตามที่ว่าจ้าง

ในห้วงวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย ปี 2548-2550 "ออฟ"โดดขึ้นเวทีพันธมิตร
ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยมีตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
เพื่อนนักแสดงร่วมอุดมการณ์ด้วย


หลังจบศึก"ตั้ว"มีตำแหน่งในพรรคการเมืองใหม่ แต่ "ออฟ" ยังทำธุรกิจและเป็นนักแสดงต่อไป

"ออฟ"เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด ก่อตั้งวันที่ 21 พฤษภาคม 2545
ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 120/1 ซอยพหลโยธิน 14 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน
เขตพญาไท กรุงเทพฯ รับบริหารงาน สถานีวิทยุ โทรทัศน์ น.ส.เนตรพนิต โพธารากุล 99.9%
โดยน.ส.เนตรพนิต โพธารากุล และ ตัวออฟเป็นกรรมการ ผลประกอบการ ปี 2551
รายได้ 37.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.7 ล้านบาท สินทรัพย์ 36.9 ล้านบาท

และเป็นเจ้าของ บริษัท ดู เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ก่อตั้งวันที่ 8 มีนาคม 2549
ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเดียวกัน ให้บริการผลิตรายการโทรทัศน์ ปี 2551
รายได้ 3.3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6 แสนบาทเศษ สินทรัพย์ 2.4 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ทำธุรกิจร้านอาหารร่วมกับ "เกรียงไกร อุณหะนันทน์" ในบริษัท ยู ทู จำกัด
ทุนจดทะเบียน 2 แสนบาท ที่ตั้งเลขที่ 491/33 ถนนสีลม (ศูนย์การค้าสีลมช็อปปิ้งพลาชาร์)
แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ ฯ เลิกกิจการ วันที่ 27 มกราคม 2538

"ออฟ"เกี่ยวโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ในแง่ที่ว่า

"แดง-ธัญญา" ภรรยาของออฟ เป็นญาตินายปารเมศ โพธารากุล ส.ส.กาญจนบุรี
พรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.เนตรพนิต ผู้ถือหุ้นบริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ก็เป็นน้องสาวนายปารเมศ


อีกทั้ง "สุมล โพธารากุล"เมียของนายปารเมศก็เป็นคนคุมบัญชีการเงินใน
บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น

คอนเนกชั่นลึกอย่างนี้กระมัง ถ้าหลายคนรู้ก็คงอดคิดว่าเป็นที่มาของการ
ไล่เสื้อแดงออกจากบ้าน รวมทั้งไฮโซหลุดโลกอย่าง "เจ๊ดา" ดารณี กฤตบุญญาลัย ?


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274791853&grpid=01&catid=

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:49:45 น.
มติชนออนไลน์

“อนาคตร่วมกัน”

โดย อานันท์ ปันยารชุน

ผมเชื่อมาตลอดว่า บทพิสูจน์ธาตุแท้ของแต่ละคนคือดูว่าเขาสามารถรับมือ
และฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากไปได้อย่างไร

ผลพวงจากเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะ
พิสูจน์กับตัวเองและชาวโลกให้เห็นถึงธาตุแท้ของ คนไทยที่มีความเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่น
ที่จะได้มาซึ่งความเป็นธรรม การส่งเสริมความปรองดองแห่งชาติและการสร้างสรรค์
สังคมที่รวมทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

ในความเป็นชาติ เราได้วนเวียนในวังวนแห่งความโกลาหลและสับสนวุ่นวายมานาน
บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันหายใจลึกๆ และเรียกสติกลับคืนมาให้มีความสมดุล
และความพอดี

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมาเน้นและส่งเสริมค่านิยมไทยที่สั่งสมมา แต่ช้านาน
ค่านิยมที่ว่านี้คือ ความอดทนอดกลั้น การยึดทางสายกลาง และความเมตตากรุณา
ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมประจำชาติของเราทั้งสิ้น

เราควรหยุดชี้นิ้วกล่าวหากันอย่างไม่มีสติ การโยนความผิดใส่กันอย่างที่กำลังนิยมทำกัน
ในขณะนี้ การมีอารมณ์อกุศลเช่นความโกรธแค้นและเกลียดชังมีแต่ความหายนะ

เราจะต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้และเหนือสิ่งอื่นใดคือ แสวงหาความจริงให้ได้
การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
รวมทั้งการดำเนินการตามครรลองของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ไป


นอกจากนั้น เรายังจำเป็นต้องเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติ
และสันติภาพที่ยั่งยืน คนไทยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมพูดคุยหารือกันโดยยอมรับ
และเคารพในจุดแตกต่าง ความสนใจ และค่านิยมของกันและกัน การยอมรับกันและ
การสำนึกผิดของทุกฝ่ายสามารถนำไปสู่การให้อภัย ซึ่งเป็นกุญแจที่แท้จริงที่นำไปสู่
การเยียวยาจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทุกคน

เราจำต้องพยายามรีบปิดช่องว่างทางสังคมที่นับวันมีแต่ลึกและกว้างขึ้นทุกที โดยต้องมุ่ง
แก้ไขความยากจนในโครงสร้าง การกีดกันทางสังคมและความไม่เท่าเทียมกัน
ไม่ว่าเราจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่พอใจของผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยมีน้ำหนัก

เราจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการให้ครบถ้วนเพื่อ จัดการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ต่อไปนี้
(1) ความไม่สมดุลของการกระจายรายได้
(2) ความสามารถที่ถูกลิดรอน และ
(3) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและโอกาส


หากเราเพิกเฉย ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไขข้อร้องเรียนเหล่านี้ บาดแผลที่กรีดลึกจาก
ความรุนแรงในประวัติศาสตร์ไทยบทนี้ก็จะกลายเป็นแผลเปื่อยเน่า
ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความแปลกแยกกลายเป็นหุบเหวที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
อันจะนำไปสู่ความโกลาหลและความรุนแรงต่อไปอีก

ประเทศของเราได้สูญเสียมากมายในครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการตื่นตัว
ทางการเมืองของประชาชนในห้วงที่ สำคัญยิ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศ ถ้าหาก
ในอนาคตเรามองย้อนหลังไป ก็อาจมองว่าการที่พี่น้องที่ยากจนในชนบทได้มีสิทธิ
มีเสียงทางการเมืองมากขึ้นนับเป็นก้าวที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการพัฒนา
ระบอบประชาธิปไตยของไทย

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมและรับฟังเสียงของ
กลุ่มสังคมเหล่านี้ ไม่ว่าในกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการตัดสินใจอื่นๆ

ในความเป็นชาติ เราได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียใน
อนาคตของประเทศชาติ และต้องมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์

ขอให้เราจงมาร่วมกันแปรวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาส เพื่อที่จะสร้างฉันทามติใหม่ทางการเมือง
ให้มี “วาระของประชาชน” เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่รวมทุกหมู่เหล่า สังคมที่มีความเท่าเทียมกัน
และสังคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับคนไทยทุกคน

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Jun 08, 2010 9:38 pm

พระเทพฯ ตรัส..... "พันธมิตร ทำเพื่อตัวเขาเอง"

http://www.talkystory.com/site/article.php?id=5381



ทักษิณ-สนธิ ลากคนไทยเข้าสู่สงคราม !

เส้นทางชีวิต"ทักษิณ ชินวัตร" และ "สนธิ ลิ้มทองกุล"ช่างบังเอิ๊น..บังเอิญ!
มีอะไรที่เหมือนกันและแตกต่างกันหลายประการ กระทั่งกลายมาเป็นศัตรูการเมือง
ทำคนไทยแบ่งขั้วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน " สนธิ ลิ้มทองกุล" หรือ โกตี๊บ คือ
หนึ่งในรายชื่อศัตรูทางการเมืองคนแรกๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
อยากเช็คบิลมากที่สุด เหตุก็เพราะ สนธิ คือหนึ่งในศัตรูทางการเมืองที่บีบให้ ทักษิณ
จนมุมและกลายเป็นคนไร้หลักแหล่ง ร่อนเร่ไปในหลายประเทศ จนถึงทุกวันนี้

เอาเข้าจริง บนเส้นทางชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ สนธิ ลิ้มทองกุล
มีอะไรที่เหมือนและแตกต่างกันหลายประการ กุนซือใหญ่ ผู้เคยทำงานให้ทั้งสนธิ
และ ทักษิณ กล่าวว่า พวกเขาอาจเคยทำกรรมร่วมกันมาในชาติก่อน ทำให้ต้องมาตามล้างกันในชาตินี้

"สนธิ เป็นคนศึกษาประวัติศาสตร์ มองเกมมองคนทะลุปรุโปร่ง ส่วนทักษิณ
เป็นคนฉลาด แต่พังเพราะบริวารเป็นพิษ" กุนซือใหญ่ กล่าว ยืนยัน

ถ้า ทักษิณ มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เป็นผนังทองแดง
สนธิ ก็มี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็น กำแพงเหล็ก

ถ้า ทักษิณ ใช้สโลแกน คิดใหม่ ทำใหม่ สนธิ ก็ใช้ การเมืองใหม่ เป็นธงนำความคิด

ถ้าทักษิณ มีมูลนิธิไทยคม เสริมภาพลักษณ์เชิงบวก
สนธิ ก็มี มูลนิธิ ไชย้ง ลิ้มทองกุล เป็นมูลนิธิเพื่อสังคม
ซึ่ง 2 มูลนิธิ ก่อตั้งขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน


ถ้า ทักษิณ มีทนายคู่บุญคือ ชานนท์ สุวสิน สนธิ ก็มีทนายคู่ใจชื่อ สุวัตร อภัยภักดิ์

ถ้าทักษิณ เป็นตัวแทนของระบอบประชาธิปไตยที่เน้นย้ำว่า "ผมมาจากการเลือกตั้ง"
สนธิ คือผู้ประกาศตัว พิทักษ์สถาบันกษัตริย์ ต่อต้านระบบประธานาธิบดี

ถ้า ทักษิณ เคยเฉียดล้มละลาย สนธิ ก็ผ่านการล้มละลายมาแล้ว

ถ้า ทักษิณ ต้องคำพิพากษาจำคุก คดีที่ดินรัชดาฯ
สนธิ ก็กำลังลุ้นระทึกกับคำพิพากษาศาลสูงในคดีหมิ่นประมาทที่มีโทษถึงคุกเช่นเดียวกัน

ถ้า ทักษิณ มีข่าวอื้อฉาวกับดารานักร้อง
สนธิ ก็มีตำนานเรื่องลับ สุดแสนพิศดาร
ที่หากเล่าออกมาจะต้องตาค้างไปทั้งวง

ระดับมืออาชีพออกโรง คนดูก็ได้แต่ฮา

ถ้า ทักษิณ มี ชินแซทเทลไลท์ สนธิ ก็เกือบมี ลาวสตาร์ ไว้เชยชม

ถ้าทักษิณ มีพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นที่ปรึกษาทางความคิดและไอเดียหลุดโลก
สนธิ ก็มี ชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นนักวิชาการผู้ขี่กระแสโลกาภิวัตน์เป็นคู่บารมี


ถ้า ทักษิณ ต้องหย่าขาดกับคุณหญิงพจมาน สนธิ กับ เมีย ก็ไม่ได้เดินร่วมทางกันนานแล้ว

ถ้าทักษิณ เคยมี 18 อรหันต์สื่อที่คอยพิทักษ์รอบกายในช่วงเรืองอำนาจ
สนธิ ก็เคยใช้บริการ สุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์
คอยพิทักษ์ด้านจริยธรรมอย่างมั่นใจ

ถ้า ทักษิณ ใช้บริการนอมินี ไม่ว่าจะเป็น ลูกสาวและลูกชายของตนเอง รวมถึงแก๊งค์คนรับใช้ เช่น
นางสาวบุญชู เหรียญประดับ นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี นายวิชัย ช่างเหล็ก
ถือหุ้นมูลค่าหลายหมื่นล้าน แทนตัวเอง หรือ ที่เรียกว่า นอมินี

"สนธิ" ก็มีพฤติกรรม คล้าย ๆ กัน เพราะจากการตรวจสอบบริษัทในเครือข่ายของ"โกตั๊บ"
นับร้อยบริษัท ที่ยังทำธุรกิจอยู่ และที่ปิดกิจการไปแล้ว จะพบคนชื่อซ้ำหลาย ๆ คน เช่น
นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายของสนธิ นายพชร สมุทวณิชลูกชายของชัยอนันต์
สมุทวณิช และยังมีอีกคนชื่อซ้ำและนามสกุลซ้ำกันอีกหลายคน

และที่สำคัญ ถ้า ทักษิณ มีบริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด อยู่บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น
แถบหมู่เกาะในทะเลคาริเบียน หรือ เกาะสวรรค์แห่งการเลี่ยงภาษี
เครือข่ายธุรกิจของ"สนธิ ลิ้มทองกุล" ก็มีบริษัทตั้งอยู่บนเกาะเคย์แมน เช่นกัน


สนธิ และ ทักษิณแทบไม่ต่างกันในสถานการณ์ที่ตนเองถูกตรวจสอบ พวกเขา มักจะโป้ยว่า
ศัตรูต้องการทำลายล้างตน แต่พวกเขาไม่เคยชี้แจงข้อมูลที่เป็นจริงต่อสาธารณชนได้สักครั้งเดียว

ตัวการที่ทำให้ ทักษิณ และ สนธิ ทะเลาะกันก็คือ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ
เมื่อครั้งนั่งเป็นผอ.อสมท.และมีเรื่องถอนรายการ เอเอสทีวี ออกจาก ช่อง 9

จากนั้นขัดแย้งเล็กๆ ได้พัฒนากลายเป็นความขัดแย้งและศึกใหญ่ระหว่างสองขั้ว
ซึ่งลากเอาคนไทยเข้าสู่สงครามแบ่งขั้วยาวนาน จนประโยชน์ส่วนรวมของ
คนทั้งประเทศ เสียหายยับเยิน อย่างยากที่จะเยียวยา


วันนี้สังคมแตกแยกแบ่งขั้ว อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
รัฐบาล สมัคร ต่อด้วยรัฐบาลสมชาย รัฐบาลที่มีรากมาจากระบอบทักษิณ แทบเอาตัวไม่รอด

เพราะกลุ่มเสื้อเหลือง ในนามพันธมิตรฯ ตามราวีด้วยมือตบ
เลวร้ายที่สุด ถึงขั้นยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบินดอนเมือง
และสุวรรณภูมิ เพิกเฉยหลักนิติรัฐ จนทำให้บ้านเมืองเสียหายใหญ่หลวง


วันนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาบริหารประเทศ กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มคนรักทักษิณ
เคลื่อนไหวต่อต้าน ใช้ตีนตบขับไล่รัฐบาล พร้อมขู่ว่าจะขัดขวางการประชุมอาเซียนซัมมิท
ที่ประเทศไทยป็นเจ้าภาพ

ภาพทุกภาพ ตลอด 2 ปี ตอกย้ำว่า การแบ่งขั้ว แยกข้างของชนชั้นนำไทย ไม่ว่าจะเป็น
ทักษิณและพวก หรือ สนธิและพวก ล้วนสร้างความเสียหายให้แก่ส่วนรวม อย่างประมาณค่ามิได้

คนที่ฝันอยากเห็นสังคมไทยสงบสุข อาจต้องฝันค้างไปอีกนาน เพราะชนชั้นนำไทย
มากไปด้วยอัตตา ....ตัวกู ของกู

http://news.sanook.com/politic/politic_318750.php



เจาะลึก!ชัยอนันต์ สมุทวณิชนั่งควบกรรมการมูลนิธิไทยคม-ไชย้ง
โซ่ข้อกลางเชื่อม สนธิ-ทักษิณ?


โดย มติชน วัน พฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 20:35 น.

คำถามก็คือ นายสนธิ เชื่อว่า โลกมีแค่ 2ขั้วคือ พวกนิยมทักษิณ กับพวกไม่เอาทักษิณเท่านั้น
ปัญหาก็คือ นายชัยอนันต์ กุนซือของนายสนธิและคอลัมน์นิสต์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนั่งควบ
กรรมการมูลนิธิทั้งไทยคมของพ.ต.ท.ทักษิณ และไชย้ง ของนายสนธิ อยู่ได้อย่างไร 15-16 ปีที่แล้ว
มูลนิธิไทยคม และ มูลนิธิไชย้งก่อตั้งขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน


มูลนิธิไทยคม ก่อตั้งขึ้นก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย 5 ปี ได้รับอนุญาต
ให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2536 และได้รับประกาศกำหนด
ให้เป็นองค์กรการกุศล เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2536 จากการตรวจสอบของ มติชนออนไลน์
พบว่า คนยื่นจดทะเบียน ก็คือนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิชุดแรกมีนายพารณ
เป็นประธาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองประธาน กรรมการอีก 2 คนคือนายนิยม ปุราคำ
กรรมการและเลขานุการ นายชานนท์ สุวสิน กรรมการและเหรัญญิก ทุนจดทะเบียนประเดิม
แค่ 2 แสนบาท ที่ทำการมูลนิธิ ยุคแรกคืออาคารเลขที่ 526 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต
อันเป็นที่ตั้ง บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่น ย่านราชวัตร ถัดมา 1 ปี
(มีนาคม 2537) นายพารณแจ้งย้ายมูลนิธิไปอยู่ที่ 414 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน
เขตพญาไท ปีเดียวกันนายชานนท์ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณจดทะเบียนแก้ไข
โลโก้ มูลนิธิใหม่ เป็นตัวอักษรภาษาไทย ท ตัวโปร่ง บนพื้นทึบและมีรัศมีวงรี ล้อมรอบตัวอักษร ท
7 ปีหลังเสริมบารมีตัวอักษร ท พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรี บทบาทของมูลนิธิไทยคม
ในช่วงรัฐบาลไทยรักไทย มูลนิธิไทยคมเป็นคู่สัญญากับกรมการศึกษานอกโรงเรียนในโครงการ
ส่งสัญญาณผ่าน ดาวเทียมเผยแพร่และประชาสัมพันธ์รายการเพื่อการศึกษา ได้รับงบประมาณ
จากรัฐบาล ปี 2537-2542 จำนวน 545.7 ล้าน ปี 2543-2545 จำนวน 344 ล้าน ปี 2543-2544 จำนวน 57 ล้าน
และปี 2545 จำนวน 97.5 ล้าน ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพียง 2 เดือน มีการแก้ไข
ข้อบังคับมูลนิธิโดยเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 500,200,000 บาท (ห้าร้อยล้านสองแสนบาท )
และย้ายที่ตั้งมูลนิธิไปอยู่ที่เลขที่ 444/1 ถนนนครสวรรค์ แขวงสี่แยกมหานาค 1 ปีหลังการ
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มูลนิธิไทยคมย้ายที่ทำการอีกครั้งไปตั้งอยู่เลขที่ 237/8 ถนนราชวิถี
แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต หรือ ที่ตั้งพรรคไทยรักไทยเดิม นอกจากนี้ยังแก้ไขใหม่ให้เลขานุการ
มูลนิธิมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละ 5 ล้าน ประธานหรือรองประธานมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละ
ไม่เกิน 10 ล้าน หรือ กรรมการ 2 คน ร่วมกันอนุมัติจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 50 ล้านบาท

ถ้าเกินกว่านั้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการเสียงข้างมาก คณะกรรมการมูลนิธิชุดปัจจุบัน
ประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประธานกรรมการ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร รองประธานกรรมการ
นายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการ นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองประธานกรรมการ
กรรมการที่เหลือประกอบด้วย นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายทรงศักดิ์ เปรมสุข นายพานทองแท้ ชินวัตร
นางสาวพินทองทา ชินวัตร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นางลัลธริมา หัสดินทร ณ อยุธยา กรรมการ
และเหรัญญิก นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรรมการและเลขานุการ จุดที่น่าสนใจก็คือ
หนึ่งในกรรมการ มูลนิธิมีชื่อ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช คนสนิทของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
และ นายชัยอนันต์ คนเดียวกันนี้ ยังเป็นกรรมการ มูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล

จุดที่น่าสนใจอีกประการ กรรมการของมูลนิธิไทยคม อย่างน้อย 3 คนลี้ภัยการเมืองอยู่ประเทศอังกฤษ

กรรมการอีกคนคือ นายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ซึ่งก็คือ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ตัวอย่างกิจกรรมของมูลนิธิในรอบปี 2551 ได้แก่ โครงการแมนฯซิตี้
ทำดีเพื่อแม่ โครงการประกวดกลอนสุภาพ เรียงความ แม่ของแผ่นดิน โครงการประกวดกลอนสุภาพ
และเรียงความ เทิดพระเกียรติ 76 พรรษา โครงการตักบาตรพระ 1,593 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล
แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นต้น กิจกรรมในช่วงหลังเกือบทั้งหมดกลายเป็น
บทบาทของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคม น้องสาวสุดเลิฟของ
อดีตนายกฯทักษิณ

ส่วนอีกมูลนิธิหนึ่งคือ มูลนิธิ ไชย้ง ลิ้มทองกุล (ชื่อของแม่ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล)
ก่อตั้งปี 2535 จากการตรวจสอบพบว่า คนไปยื่นขอจดทะเบียน ไม่ใช่ใครที่ไหน
หากแต่เป็น นายชัยอนันต์ สมุทวณิช คนสนิทของนายสนธิ นั่นเอง นายทะเบียนผู้รับ
จดทะเบียนก็คือ นายอนันต์ อนันตกูล ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะนายทะเบียนมูลนิธิ
กรุงเทพมหานคร (ปี 2535) ทุนเริ่มแรก ที่ถือเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิ แค่ 2 แสนบาทเท่านั้น
กรรมการมูลนิธิ ชุดแรกประกอบด้วย นายชัยอนันต์ สมุทวณิช (ประธาน) มี นายสนธิ ลิ้มทองกุล
เป็นรองประธาน กรรมการอื่นประกอบด้วย นายสมศักดิ์ ชูโต นายกุสุมา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นางจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร และน.ส.ปาริชาต โชติยะ
สำนักงานตั้งอยู่ที่ เลขที่ 1041 อาคารโค้วยู่ฮะ ถนนพหลโยธิน คำถามก็คือ นายสนธิ มักประณาม
พวกมีจุดยืนกลางๆ รวมถึงพวกแทงกั๊ก เพราะนายสนธิ เชื่อว่า โลกมีแค่ 2 ขั้วคือ พวก นิยมทักษิณ
กับพวก ไม่เอาทักษิณ เท่านั้น ปัญหาก็คือ นายชัยอนันต์ กุนซือของนายสนธิและ
คอลัมน์นิสต์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน นั่งควบกรรมการมูลนิธิทั้ง ไทยคม
ของพ.ต.ท.ทักษิณ และ ไชย้ง ลิ้มทองกุลของนายสนธิ อยู่ได้อย่างไร บทความ
ของนายชัยอนันต์บอกชัดว่า นายชัยอนันต์ยืนอยู่ข้างไหน หรือไปๆมาๆ
ตอนเป็นกรรมการทั้งสองมูลนิธิ ลืมดูสีข้างตัวเอง(ฮา)


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000066866

ท่านผู้ชมครับ พ่อแม่พี่น้องที่เคารพรัก วันนั้นที่ผมพูดคือ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2550 นับมาถึงวันนี้แล้ว
ก็เป็นเวลา 3 ปี กับอีกเกือบๆ 30 วัน สัจธรรม ตัวนี้ยังอยู่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชาติบ้านเมือง
เริ่มเปลี่ยนแปลงกันตอนไหน ถ้าถามผมว่ายุคไหนการปกครองของชาติบ้านเมืองดีที่สุด
ผมต้องบอกว่า ยุคที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ นำโดยหัวหอกคือ พรรคประชาธิปัตย์ เลือกท่านขึ้นมา
ทุกคนเลือกท่านขึ้นมา ท่านไม่มีพรรคไม่มีพวก ท่านมีแต่ชาติบ้านเมืองมีแต่ส่วนรวมเป็นตัวตั้ง
ท่านเอาความสงบสุขเป็นตัวตั้ง ท่านไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับการเงินการทอง แต่ท่านบริหารเศรษฐกิจ
ได้อย่างฉับไว เฉียบพลัน และเด็ดขาด

ท่านผู้ชมและพี่น้องที่โตไม่ทันยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ช่วงนั้นประเทศไทยกำลังประสบภาวะ
วิกฤตทางเศรษฐกิจ เราต้องลดค่าเงินบาท พล.อ.เปรม ท่านเรียกคุณสมหมาย ฮุนตระกูล
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาพบ พล.อ.เปรม ท่านถามบอกว่า มีความจำเป็นที่จะต้อง
ลดค่าเงินบาทหรือไม่ คุณสมหมายบอกจำเป็น จำเป็นมาก ลดค่าเงินบาทอาจจะทำให้ประเทศชาติ
ลำบากชั่วระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นแล้วจะดีขึ้น ท่านผู้ชมครับ ผมยังจำได้ ตอนนั้นผมทำหนังสือพิมพ์
นิตยสารผู้จัดการรายเดือนอยู่ คุณสมหมาย ฮุนตระกูล ประกาศลดค่าเงินบาท ไม่มีใครรู้เลย
แม้แต่คนเดียว มีแค่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และคุณสมหมาย ฮุนตระกูล เท่านั้นที่รู้ ตกใจกันทั้งวงการ
ไม่เหมือนสมัย คุณชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลดค่าเงินบาท คุณทักษิณ ก็รู้ ทนง พิทยะ ก็รู้ โภคิน พลกุล
ก็รู้ รู้กันไปหมด นักธุรกิจใหญ่ๆ ก็รู้ แค่นี้ก็มองเห็นถึงคุณภาพของผู้นำ เผอิญตอนที่ลดค่าเงินบาทนั้น
คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บริษัทปุ๋ยแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าผมจำชื่อไม่ผิด เจ้าของคือ คุณสว่าง เลาหทัย
คุณสว่าง เลาหทัยนั้น เป็นนักธุรกิจที่ผูกพันกับธนาคารกรุงเทพอย่างมหาศาล เรียกว่ามีอิทธิพลต่อการ
กู้ยืมเงินธนาคารกรุงเทพ หนี้สินคุณสว่าง เลาหทัย ก็เลยเพิ่ม จากดอลลาร์นึงประมาณ 20 บาท กลายเป็น
ดอลลาร์ 25 บาท 26 บาท เพิ่มอีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ คุณสว่างโกรธ เผอิญคุณสว่างสนิทสนมอย่างมากๆ
กับ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก ก็ไปฟ้อง พล.อ.อาทิตย์ พล.อ.อาทิตย์ ลืมในหน้าที่ตัวเอง
ว่าตัวเองนั้นคือ ผู้บัญชาการทหารบก ดูแลความมั่นคงของชาติบ้านเมือง พล.อ.อาทิตย์ เลยให้สัมภาษณ์
ในทำนองที่ไม่พอใจ ระบายความรู้สึกของตัวเองออกไป ท่านผู้ชมครับ พล.อ.เปรม ท่านไม่ว่าอะไรสักคำเลย
ท่านเงียบสนิทท่านไม่พูด ผมจำได้ว่าท่านบินลงไปทางใต้ไปตรวจราชการ
จังหวะที่ท่านเหยียบสงขลาปั๊บ มีพระบรมราชโองการ ปลด พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก
จากผู้บัญชาการทหารบกทันที


ทำไม พล.อ.เปรม ทำได้แล้วทำไมคนอื่นทำไม่ได้ ที่ พล.อ.เปรม ท่านทำได้เพราะท่านเอาส่วนรวม
เป็นตัวตั้ง ท่านไม่ได้เอาส่วนตัว ถ้ารัฐบาลทั้งหมดที่อยู่ในสภาตอนนั้นไม่พอใจ พล.อ.เปรม ไปปลด
พล.อ.อาทิตย์ หรือว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุน ของคุณสว่าง เลาหทัย ธนาคารกรุงเทพฯ ก็สามารถ
จะยกมือ แล้วก็ปลดเปลี่ยน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทันที แต่ พล.อ.เปรม ท่านไม่สนใจ ไปก็ไป
ท่านไม่ยึดติด เพราะว่าการบริหารชาติบ้านเมืองนั้น การเอาส่วนรวมเป็นตัวตั้ง คือการเอาธรรมนำหน้า
ต่อจากนั้นก็มี กระบวนการล่ารายชื่อนักวิชาการเพื่อกดดัน พล.อ.เปรม กลายเป็นว่า นักรัฐศาสตร์ก็บอกว่า
พล.อ.เปรม ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่มาถูกเลือกขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มันไม่ใช่ประชาธิปไตย
มันประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งประเดี๋ยวผมจะพูดให้พี่น้องฟัง ว่าพวกเราเนี่ยหลงผิดในอวิชชา ในมิจฉาทิฐิ
มานานแล้ว ในเรื่องคำว่า ประชาธิปไตย เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

พล.อ.เปรม ท่านก็เลยเบื่อ เขาก็เลยเลือก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
จากจุดที่ พล.อ.เปรม ลงแล้ว พล.อ.ชาติชาย ขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมของประเทศ
และเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมของกองทัพไทย ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น ถ้าเราเข้าใจคำว่าชาติ
เหมือนอย่างที่ผมพูดไปเมื่อกี้นี้ ชาตินั้นประกอบด้วยศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศาสนาเจริญรุ่งเรือง
พระสงฆ์องค์เจ้าอยู่ในศีล อยู่ในธรรม พระป่าเน้นในเรื่องของการปฏิบัติ พระในเมืองเน้นในเรื่องของ
ปริยัติ แต่ทั้งหมดนั้นยึดถือเอาพระไตรปิฎกเป็นที่ตั้ง เอาพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง สอนพุทธศาสนา
สอนให้คนทำคุณงามความดี สอนให้คนละอัตตา สอนให้คนเข้าใจหลักไตรลักษณ์ สอนให้รู้ว่า
การทำบุญนั้นอยู่ที่จิตเจตนา คนที่เจตนาบริสุทธิ์ มีเงินอยู่ 1 สลึง แล้วก็ทำบุญทั้งสลึง หรือว่าพ่อแก่แม่แก่
ที่มีแค่กล้วยน้ำว้า 1 หวี สำหรับกิน ยอมยกให้พระทั้งหวี แล้วตัวเองกินข้าวเหนียวเปล่าๆ กับเศรษฐี
ที่เอาหูฉลามไปถวาย หรือไปสร้างอุโบสถ แต่ไปสร้างเพื่อหวังมีชื่อเสียง มีชื่อติดในอุโบสถแล้ว
คนที่ถวายเงิน 1 สลึง กับคนที่ถวายกล้วย 1 หวี กลับจะได้บุญมากกว่าคนซึ่งไปสร้างอุโบสถ
แต่วันนี้ศาสนาเราเสื่อม เพราะมีลัทธิจานบิน มาบอกเราบอกว่า ยิ่งทำบุญมากเท่าไร ยิ่งขึ้นสวรรค์
ได้เร็วเท่านั้น เห็นหรือยังพี่น้อง

จาก 2520 มา 2553 สามสิบสามปี สามสิบสามปี ศาสนาตกต่ำลงมามาก มาจนวันนี้ จะให้ดูศาสนา
เอาภาพที่ 1 ของพระมาให้ดูซิ รูปที่พ่อแม่พี่น้องดู ที่เขียนว่าสมถะนั้น คือท่านพุทธทาส สมถะ
นั่นคือพระที่อยู่ในวงเสื้อแดง คือสมถ่อย รูปที่ 2 คงจะนั่งสวดโอวาทปาติโมกข์กัน รูปบน เขาเรียกว่
าแสงแห่งธรรม ข้างล่าง สวดสาปแช่ง ไฟแห่งกรรม รูปต่อไป รูปบนคือที่อยู่ของสงฆ์ที่ควรอยู่
รูปล่างก็คือที่สงฆ์ไม่ควรอยู่ รูปต่อไป รูปบนคือพระโปรดทหารที่ออกไปสู้รบ รูปล่างคือพระปราบทหาร
รูปต่อไป แผ่เมตตาจิต นี่คือพระห่มจีวรแดง เอาเลือดไปสาดที่อนุสาวรีย์แห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ สาปแช่ง
รูปต่อไป ละแล้วซึ่งกิเลส นั่งสมาธิ อยู่ในกุฎีเล็กๆ อีกอันคือล้อมด้วยกิเลส รูปต่อไป ปลีกวิเวก เดินจงกลม
อีกรูปหนึ่งคือไปวิวาท รูปต่อไป นักธรรมน้อย นักเลงใหญ่ พระเป็นนักเลง

ความลับ...ที่เสือกรั่ว
ไวรัสพระพุทธศาสนาหรือไม่?

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-25.htm?sid=b86be4efcd9ec277490c56ddb3db8931

สนธิรู้ตัว จะถูกอำมาตย์ยิง



สัจจะ แปลว่า ความจริง
ไม่มีความจริงในหมู่โจร


..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000051636

Republic of Thailand

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช

2 พฤษภาคม 2551 16:48 น.

มีข่าวสองข่าวที่ผมและคนทั่วไปไม่สบายใจ ข่าวแรกคือข่าวของนายอะไรคนหนึ่งที่ไม่ยืนเคารพในหลวงในโรงหนัง
อีกข่าวหนึ่งคือข่าวที่มีชื่อทักษิณไปอยู่ในธงชาติถึง 2 วาระ คือในการต้อนรับครั้งหนึ่ง และในการเชียร์
ตอนฟุตบอลแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง

ข่าวแรกนั้นไม่ใช่เรื่องของคนห่ามหรือคนบ้า แต่มีการทำเป็นขบวนการ และขบวนการนี้มีเป็นเครือข่าย
การไม่ยืนทำความเคารพในโรงหนังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการนี้เท่านั้น

ขบวนการนี้คือขบวนการ Republic of Thailand ซึ่งมีอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบสแกนดิเนเวีย ที่ฟินแลนด์
มี website ของ Republic of Thailand ด้วย ส่วนในประเทศไทยมีอยู่หลายแห่งคือ ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง
มีอาจารย์ที่มีความเห็นว่าประเทศไทยไม่จำเป็นจะต้องมี สถาบันพระมหากษัตริย์ และมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง
ที่เป็นฝ่ายซ้ายเก่า ทำหนังสือและใบปลิว ตลอดจนพูดคุยกับชาวบ้านในทำนองหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
อีกส่วนหนึ่งของขบวนการนี้ก็คือ การเคลื่อนไหวโจมตีประธานองคมนตรี

ขบวนการ Republic of Thailand นี้ ประสานกับกลุ่มที่เปิด website ในเมืองไทยหลายแห่ง และมีการออกวารสารด้วย
เมื่อมีการจับกุมผู้ไม่ยืนแสดงความเคารพ ขบวนการนี้ก็ได้ออกกระทู้ใน web และมีการทำเสื้อยืดแจก

จะเป็นการบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่กลุ่มผู้สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐนี้ก็สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย
และกลุ่มที่ไปประท้วงหน้าบ้านสี่เสาฯ ก็ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ในเนปาล ก็มีการนำเสนอข่าวต่างประเทศอย่างละเอียด

โดยสรุปก็คือ ขณะนี้มีปรากฏการณ์ในสังคมไทยที่แตกต่างไปจากในอดีต ในอดีตนั้นแม้จะมีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แต่ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ในเวลานี้มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบคือ

1. มีความคิด

2. มีการจัดตั้งองค์กร และเครือข่ายเพื่อเผยแพร่ความคิด

3. มีเงินทุนสนับสนุน

4. มีการใช้การสื่อสารผ่าน web และทางการจัดพิมพ์วารสารใบปลิว ตลอดจนหนังสือ

5. มีการส่งคนไปปลุกปั่นคนในชนบท และแท็กซี่ในกรุงเทพฯ


ผมไม่ทราบว่าหน่วยการข่าวของทางราชการจะติดตามดูขบวนการนี้มากน้อยเพียงใด
แต่เมื่อมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบแล้ว ในอนาคตขบวนการ Republic of Thailand ก็อาจจะออกมาจัดตั้งเป็นกลุ่มการเมือง
และเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยมากขึ้นก็ได้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปอยู่บนธงชาติไทย หากใครย้อนกลับไปดูทีวีสมัยที่ทักษิณยังมีอำนาจอยู่
ก็จะระลึกได้ว่ามีการนำธงชาติไปโบกต้อนรับทักษิณเช่นกัน จึงไม่น่าประหลาดใจที่ความคิดแบบนี้
จะทำให้มีการเอาชื่อทักษิณไปไว้บนธงชาติอีก การกระทำเช่นนี้ก็ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน หากไม่ระมัดระวังให้ดี
ก็อาจมีฝรั่งทะลึ่งเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็น Thaksinland ก็ได้ การนำชื่อไปไว้บนธงชาติก็เป็นสัญลักษณ์ว่า
ทักษิณกับชาติไทยนั้นเป็นของคู่กัน

การกระทำที่อุบาทว์นี้ จะอ้างว่าฝรั่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไม่น่าจะฟังขึ้น อย่างน้อยสโมสรก็ต้องรู้เห็น และจะต้องมีการคิด
การเตรียมการกัน การแข่งฟุตบอลก็ต้องมีการถ่ายทอดมาเมืองไทย ดังนั้น การกระทำเช่นนี้จึงอุกอาจ และท้าทายยิ่งนัก

แม้ตำรวจอาจเอาผิดไม่ได้ แต่ผมไม่รู้ว่าทหารจะรู้สึกอย่างไร เพราะทหารคือผู้ปกป้องชาติ
เมื่อชาติกับทักษิณถูกนำเสนอให้เป็นสิ่งที่คู่กันแล้ว ความหมายนี้จะเป็นอย่างไร จะเกี่ยวข้องกับ
ขบวนการ Republic of Thailand หรือเปล่า

มีคนมากระซิบผมว่าอีก 20 ปี ประเทศไทยจะเป็นสาธารณรัฐแน่นอน

คือ ขบวนการล้มเจ้า ถ้าทหารสนับสนุน
กลุ่มคนเหล่านี้ ทหาร ก็คือ
ส่วนหนึ่งของขบวนการล้มเจ้า

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed Jun 09, 2010 10:20 am

http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=6857



เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 6 ฉบับที่ 262 ประจำวัน จันทร์ ที่ 7 มิถุนายน 2010
โดย ทีมข่าวรายวัน
กฎหมา(ย)นิติรัฐยัดข้อหา?นิติธรรมอำมหิต?

“ผมมองทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม หลายวันที่ผ่านมาผมมองทหารอย่างมีสติ
มองทหารอย่างเข้าใจ มองคนตายอย่างมีสติ ทุกคืนผมจุดธูปว่าอย่าให้ใครเสียชีวิตกันเลย
ในแต่ละวันที่มีคนปลุกระดมว่าผม พาคนไปตาย แล้วใครฆ่าตายล่ะ พวกผมพามาแล้ว
ให้พวกท่านฆ่าอย่างนั้นหรือ การออกเฉพาะข่าวรัฐบาลด้านเดียวระวังจะเป็นเหมือนรวันดา

วันนี้เช้ามาก็บอกว่าคนเสื้อแดงก่อการร้าย ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง กลางวันก็ก่อการร้าย
ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง เย็นก็บอกก่อการร้าย ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง ในสมองของทหาร
ถูกยัดเยียด ทั้งที่คนที่มาชุมนุมเรียกร้องเขาเพียงแค่มาชุมนุมเพื่อยุบสภา ขอหีบเลือกตั้ง
แต่เขาก็ให้หีบศพ”นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วม
ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน อภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
กรณีมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจากการสั่งให้ทหารล้อมปราบคนเสื้อแดง
ทั้งยังกล่าวหาคนเสื้อแดงเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และล้มสถาบันอีก ซึ่งเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.
นายอภิสิทธิ์ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว แต่กลับปรากฏภาพ “ไอ้โม่งชุดดำ”
ขึ้นมาจึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านของรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
(ศอฉ.) ใช้ปลุกระดมว่า “ไอ้โม่งชุดดำ” เป็นคนฆ่าทหารและประชาชน และถ้า “ไอ้โม่งชุดดำ”
เป็นพวกคนเสื้อแดง แล้วใครฆ่าประชาชน“ชายชุด ดำจะเป็นใครก็ตาม มีถ่ายภาพให้เห็น
ประมาณ 4 คน แต่คนบาดเจ็บ 800 กว่าคน ตายอีก 28 ในวันที่ 10 เม.ย. ท่านเชื่อหรือมีคนชุดดำ 4 คน
ที่สังหารประชาชนและทหาร ชายชุดดำจะเป็นใครก็ตาม นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ ต้องจับกุม
รวมถึงคนลั่นกระสุนปืนใส่ประชาชน ความจริงวันนั้นถ้านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพหยุด
การเข่นฆ่าประชาชน ชายชุดดำมันจะโผล่มาได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่หรือที่ตำหนิ
รัฐบาลสมชายที่ทำให้มีคนเสียชีวิต
และยังยกย่องสารวัตรจ๊าบว่าเป็นประชาชนอันอาจหาญ

สภาพเหตุการณ์ 7 ตุลา--->อานุภาพ แก๊สน้ำตา แน่หรือ!!!???
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=787&forum=4&page=21&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1223476313&grpid=01&catid=01

ศพรถจี๊ปบึ้ม"สารวัตรจ๊าบ"หน.การ์ดพธม. ตร.อ้างขนระเบิดมาใช้แต่พลาด

"สุรพล "แถลงระเบิดรถจิ๊ปผู้ตายเป็นแกนนำพันธมิตร"บุรีรัมย์" "พ.ต.ต."น้องเขย"การุณ"
เชื่อว่าขนระเบิดมาปฏิบัติการจนเสียชีวิตเองกำลังตรวจสอบว่าเกิดระเบิดเอง
หรือขับพุ่งชนเพื่อให้ระเบิด และบรรจุระเบิดน้ำหนักเท่าใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แถลงผลการสอบสวนกรณีรถยนต์จี๊ป เชโรกี เกิดระเบิดที่หน้าพรรคชาติไทย ถนนพิชัย ในระหว่าง
การสลายผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 1 คนว่า ตรวจสอบแล้วผู้ตายชื่อ
พ.ต.ต.เมธี ชาติมนตรี เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.บุรีรัมย์ เป็น นรต.46
อดีตตำรวจ สวป.บุรีรัมย์ เป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม ผู้ประสานงานพันธมิตร

การตรวจสอบเบื้องต้นเชื่อว่ามีการขนเอาระเบิดมาปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด โชคดีผลกระทบนั้น
ไม่เกิดแก่ประชาชน แต่ผู้นำมาปฏิบัติการผิดพลาดเกิดระเบิดจนเสียชีวิตเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่า
เกิดระเบิดเองหรือขับพุ่งชนเพื่อให้ระเบิด และบรรจุระเบิดน้ำหนักเท่าใด แม้จะเป็นญาตินายการุณ
แต่ไม่ได้หมายความว่านายการุณมีส่วนเกี่ยวข้อง
ที่ สำนักงานเมธีการบัญชี เลขที่ 1/4-6 ต.ในเมือง
อ.เมืองบุรีรัมย์ ของ น.ส.เพ็ญพิมล ใสงาม ภรรยา พ.ต.ท.เมธี หรือสารวัตรจ๊าบ มีบรรดาญาติและเพื่อนสนิท
ของ พ.ต.ท.เมธีมาแสดงความเสียใจกับ น.ส.เพ็ญพิมลที่อยู่ในอาการโศกเศร้า น.ส.เพ็ญพิมลกล่าวว่า
สามีเป็นคนดีมาก เป็นที่รักของทุกคน เนื่องจากมีนิสัยทุ่มเททำงานและมีอุดมการณ์สูงและรู้สึกภาคภูมิใจ
กับการทำหน้าที่หัวหน้าการ์ดกลุ่มพันธมิตร ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอยู่บ้านที่ จ.บุรีรัมย์ จะไปร่วมชุมนุม
รวมทั้งฝึกและนำการ์ดไปรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมตลอด ล่าสุดไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา
และโทรศัพท์กลับมาคุยหลังเกิดเหตุตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม ประมาณ 4 โมงเย็นวันที่ 7 ตุลาคม
โทร.หาตนอีกครั้ง แต่ช่วงค่ำก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ขณะนี้ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าเป็นสามี
เพราะไม่ได้ติดต่อมาเลย นายการุณกำลังไปรับศพที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อนำกลับมาบำเพ็ญกุศล
ที่วัดกลางพระอารามหลวง จ.บุรีรัมย์


นายวีระพล โสภา ที่ปรึกษาเครือข่ายการเมืองภาคประชาชน กล่าวว่า
ไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่น่าจะเป็นความจงใจมากกว่า


ลืมบอกอีกอย่าง ตายคนเดียวดีกว่าตายหมู่นา
อย่าเล่นกับ ระเบิด ให้มากนัก มันจะระเบิดเข้าตัวเองแทน



เหมือนนายสุเทพบอกว่าคนที่เสียชีวิตมีชาวพม่า แล้วไม่บอกมีชาวแคนาดา ญี่ปุ่น อิตาลี
เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”

ปรองดองด้วย “เลือด”?


ขณะที่นายสุเทพยืนยันเสียงแข็งเช่นเดียวกับ นายอภิสิทธิ์ว่าไม่เคยสั่งฆ่า ประชาชน แต่กลับอ้างว่า
“ไอ้โม่งชุดดำ” มีความสัมพันธ์กับ หัวหน้าใหญ่ที่ออกทุนและปฏิบัติการคู่ขนานกับประชาชน
ที่บริสุทธิ์“เจ้าหน้าที่ของรัฐ นายกฯ และผมไม่ได้สร้างสถานการณ์เพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง
พวกผมไม่ใจบาปหยาบช้า ลงทุนเผาบ้านเมืองให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง คนใจดำอำมหิต
ที่ทำได้คือผู้ก่อการร้ายที่อยู่กับพวกคุณ เป้าหมายมีอย่างเดียวคือนายกฯและผมสั่งทหาร
ฆ่าประชาชน ผมจะทำไปทำไม

ทหารที่มาปฏิบัติภารกิจ 30,000-40,000 คนเป็นลูกชาวบ้านเหมือนกับเรา เขามีหัวใจรักพ่อแม่
รักญาติ คิดหรือว่าถ้าพวกผมไปสั่ง ผบ.ทบ. แล้ว จะฟังคำสั่งพวกผม”เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์
ที่วันนี้ยังเพิกเฉยต่อ เสียงเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบกับ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
จากการใช้กำลังทหารปราบล้อมคนเสื้อแดงโดยยืนยันว่า “ไอ้โม่งชุดดำ” เป็น “ผู้ก่อการร้าย”
ที่ฆ่าประชาชนและทหาร ทั้งที่รัฐบาลมีความจริงใจที่จะหาแนวทางแก้ปัญหา ให้คลี่คลาย
อย่างสันติตั้งแต่ต้น“อุปสรรคคือการชุมนุมเมื่อเกินเลย ขอบเขตรัฐธรรมนูญ สร้างความเสียหาย
ให้แก่คนจำนวนไม่น้อย และมีกองกำลังติดอาวุธ วินาศกรรม การดำเนินการจึงยากเป็นพิเศษ

แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้เกิดความ เสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินน้อยที่สุด และเลือกชีวิต
สำคัญกว่า เช่น วันที่ 19 พฤษภาคม”คำพูดของนาย อภิสิทธิ์จึงเห็นได้ชัดเจนว่าทำไมจึงไม่แสดง
ความรับผิดชอบกับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่กลับมองว่าคนเสื้อแดงทำผิดกฎหมายและ
มีกองกำลังติดอาวุธที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งสวนทางกับแผนปรองดองที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า
ยังคงเดินหน้าต่อไป เช่นเดียวกันยังคงใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไล่ล่า คนเสื้อแดง และฉวยโอกาส
กวาดล้างนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

มือถือสาก ปากถือศีล?


รัฐบาลจริงใจที่จะสร้างความปรองดอง หรือไม่ก็ดูได้จาก ศอฉ. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ซึ่งอธิบดีดีเอสไอเป็นกรรมการ ศอฉ. ด้วย และยังคงออกหมายจับบุคคลต่างๆในข้อหาผู้ก่อการร้าย
และล้มสถาบันไปกว่า 100 คนแล้ว ไม่ใช่แค่คนเสื้อแดง นักการเมือง และนักธุรกิจเท่านั้นแม้แต่
นักวิชาการที่ออกมาแสดงความคิดเห็น สนับสนุนคนเสื้อแดงก็กลายเป็นผู้ต้องหาไปด้วย
อย่างนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกลุ่มคณาจารย์ มหาวิทยาลัยต่างๆต้องออก
แถลงการณ์ประณามรัฐบาลว่าคุก คามเสรีภาพทางวิชาการโดยเฉพาะ กรณีนายสุธาชัย
ที่ไปมอบตัวและถูกควบคุมตัวไว้ถึง 7 วัน ทั้งที่ภรรยาของนายสุธาชัยเพิ่งเสียชีวิต
ซึ่งนายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ เตือนรัฐบาลที่อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ด้วยการใช้อำนาจลักษณะครอบจักรวาลนั้นเป็นการกระทำที่สวนทางกับการสร้างบรรยากาศ
ปรองดอง ซึ่งเหมือนการตบหน้านายอภิสิทธิ์ที่กล่าวว่ารัฐบาลไม่มองคนที่มีความเห็นต่างกันเป็นศัตรู
ทางการเมือง ไม่ได้ไล่ล่าและกวาดล้าง ทั้งที่ในข้อเท็จจริงยังคงให้ ศอฉ. และดีเอสไอใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
กล่าวหาและจับกุมบุคคลต่างๆที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลแม้แต่ ผู้เสียชีวิตก็ไม่มีการเปิดเผยการชันสูตร
พลิกศพให้ประชาชนทราบ อย่างที่นายจตุพรระบุว่า รัฐบาลและ ศอฉ. ต้องการบิดเบือนคดีคนตาย
โดยโยนไปให้ดีเอสไอ โดยไม่มีการไต่สวนในศาลชั้นต้น แม้แต่กรณี พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม
รอง เสธ.พล.ร.2 รอ. หรือทหารเกณฑ์ที่ถูกยิงตายที่สะพานวันชาติก็ไม่เปิดเผยการชันสูตรพลิกศพว่า
เสียชีวิตเพราะอะไร หรือการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นเตอร์วัน และสถานที่ต่างๆก็ไม่สามารถจับกุม
ผู้กระทำผิดได้เลยโดยเฉพาะผู้เสียชีวิตภาย ในวัดปทุมวนารามจำนวน 6 ศพเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
ทั้งที่เป็นเขตอภัยทาน และมีพยานยืนยันว่าทหารเป็นคนยิง ยังเป็นปริศนาว่ากลุ่มคนติดอาวุธ
บนสถานีรถไฟฟ้าในช่วงเกิดเหตุจลาจลเป็นใคร ซึ่งการชันสูตรพลิกศพระบุชัดเจนว่าทุกคนถูกยิง
โดยเฉพาะ น.ส. กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี ถูกยิงทะลุผิวหนังมากถึง 10 แห่ง

พ.ร.ก.ฉกฉวย?

แม้วันนี้นายอภิสิทธิ์จะยังเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในความรู้สึกของคนไทยหลายสิบล้านคน
และหลายประเทศในประชาคมโลกเห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
หรือไม่อาจปฏิเสธว่าเป็น “รัฐบาลมือเปื้อนเลือด” ที่หมดความชอบธรรมแล้ว แม้จะดื้อดึง
อยู่ในอำนาจต่อไปก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลเป็ดง่อย ซึ่งอยู่ได้เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่นายอภิสิทธิ์
และพวกพ้องพยายามนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง รวมถึงฉกฉวยโอกาส
ไล่ล่าและกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามและประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างหากนายอภิสิทธิ์มีความจริงใจ
จะสร้างความปรองดองจริง ไม่เพียงต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องยกเลิก
พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ
ไม่ใช่อำนาจจากกฎหมายเผด็จการ ซึ่งก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ก็คัดค้าน พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่าเป็น
กฎหมายเผด็จการเพราะไม่เช่นนั้นนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้นำเผด็จการที่ใช้กฎหมาย
อ้างความชอบธรรมเพื่อฆ่าและทำลาย ศัตรูฝ่ายตรงข้ามโดยไม่สะทกสะท้านกับเสียงประณามและ
ต่อต้านเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อจนทำให้คนไทย
สามารถฆ่าคนไทยด้วยกันได้ ทั้งที่นายอภิสิทธิ์เคยพูดไว้ว่ารัฐบาลของประชาชนต้องแสดง
ความรับผิดชอบ แม้คนตาย 1 คนก็ไม่ได้

นิติรัฐยัดข้อหา

นิติรัฐและ นิติธรรมยุคนายอภิสิทธิ์จึงเหมือน “นิติรัฐยัดข้อหา” หรือ “นิติธรรมอำมหิต” ที่ยิ่งกว่า
2 มาตรฐาน และยังฉวยโอกาสกวาดล้างและกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้ามหรือทุกคนที่สงสัย
ด้วยการกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายและเครือข่ายขบวนการล้มสถาบันแม้แต่ การค้นพบอาวุธสงคราม
จำนวนมากที่นำมาแถลงข่าวว่าซุกซ่อนอยู่ในบริเวณการชุมนุม ก็เป็นการนำมาแสดงหลัง
จากคนเสื้อแดงยุติการชุมนุมแล้วถึง 2 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลา ปลอดผู้คนจากการประกาศเคอร์ฟิว
ห้ามใครมายุ่มย่าม นอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีนักข่าวหรือผู้รู้เห็นเป็นพยานเลย
ทั้งที่นักข่าวของไทยและนักข่าวต่างประเทศอยู่ในพื้นที่ ตลอดการชุมนุมกว่า 2 เดือนยังไม่เคยพบเห็น
หรือถ้ามีจริงก็ต้องมีพิรุธ ซึ่งยากที่จะหลุดรอดสายตาของนักข่าวที่ไม่ใช่อยู่แค่บริเวณเวทีปราศรัย
แต่เดินทางเข้าออกและทำข่าวไปทั่วทุกพื้นที่ การชุมนุมการแถลงข่าวของ ศอฉ. และการนำอาวุธมากมาย
หรือหลักฐานรูปภาพและคลิปต่างๆ มากล่าวหาใส่ร้ายคนเสื้อแดงจึงกลับส่งผลทางลบต่อ ศอฉ. เอง
โดยเฉพาะข่าวที่เผยแพร่ออกไป ทั่วโลกยิ่งสร้างความสงสัยในรัฐบาลและ ศอฉ. เหมือนบรรดาทูต
ที่เข้าพบนายกฯต่างซักถาม เรื่องข้อกล่าวหา “ผู้ก่อการร้าย” ว่ามีหลักฐานอะไร และอาวุธมาจากที่ไหน
อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ตั้งคำถามนายสุเทพในการอภิปรายไม่วางใจว่า ศอฉ. มีการตั้งด่านตรวจ
และสกัดทุกพื้นที่ของ การชุมนุมอย่างแน่นหนารายรอบทั้ง กรุงเทพฯชั้นนอก ชั้นใน ทั้งชานเมือง
และต่างจังหวัด ชนิดแม้แต่แมลงวันยังไม่ยอมให้รอดเข้าไปได้ แต่ทำไมจึงปล่อยให้อาวุธร้ายแรง
เข้าไปได้ ทำไมหลังการชุมนุมจึงค้นพบมากมาย และมีการตรวจสอบอาวุธและหลักฐานต่างๆ
ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดหรือไม่ที่สำคัญการแถลงข่าวของรัฐบาลและ ศอฉ.
เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว เหมือนการอภิปรายของฝ่ายค้านที่นำภาพและคลิปวิดีโอทหาร
ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้ามาแสดง โดยนายสุเทพตอบว่าเป็นคนละสถานที่ ไม่ใช่หน้าวัดปทุมฯ

แต่พอเห็นด้านหลังของภาพเป็นฉากวัดปทุมฯ ก็เลี่ยงไปตอบว่าเป็นคนละวัน ไม่ใช่วันที่ 19 พฤษภาคม
แต่พอทราบว่าเป็นภาพจากคลิปที่ถ่ายต่อเนื่อง เห็นชัดว่าเป็นวันเดียวกับที่สยามสแควร์ไฟไหม้
คือวันที่ 19 พฤษภาคมอย่างแน่นอน นายสุเทพก็โยนไปให้ “ไอ้โม่ง” เป็นผู้ยิงประชาชนในวัด
โดยไม่มีคำตอบว่า ถ้าเช่นนั้น “ไอ้โม่ง” เป็นพวกใครกันแน่ โกหกซ้ำซาก?รัฐบาล และ ศอฉ.
ใช้สื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักกล่าวหาว่า แกนนำ นปช. ปลุกระดมและบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
จนประชาชนหลงผิด หลงเชื่อมาร่วมชุมนุม แต่รัฐบาลและ ศอฉ. กลับไม่รู้สึกละอายกับการปิดสื่อ
ปิดเว็บไซต์ ปิดกั้นการเสนอข้อมูลข่าวสารทุกด้านของคนเสื้อแดงและผู้ที่มีความเห็นขัดแย้ง
ไม่ละอายในการใช้สื่อปลุกระดมโฆษณาชวน เชื่อ หรือ ศอฉ. ที่แถลงข่าวกล่าวหาและข่มขู่ซ้ำๆซากๆ
ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แม้แต่ความเห็นของนักวิชาการก็ถูกกล่าวหาว่า
เป็นผู้ก่อการร้ายและขบวนการล้มเจ้ารัฐบาลยุคนายอภิสิทธิ์ไม่ได้แค่ครองแชมป์
“รัฐบาลมือเปื้อนเลือด”เท่านั้น ยังถือว่าเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจปิดกั้นสิทธิเสรีภาพสื่อมากกว่า
ยุคใดๆ แม้แต่รัฐบาลเผด็จการทหารหรือการรัฐประหารที่ผ่านมายังไม่ปิดกั้นและแทรกแซงสื่อ
เท่ากับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ทุกครั้งที่ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพกล่าวหาคนเสื้อแดงปลุกระดมและ
บิดเบือนข้อมูลข่าวสารผู้สื่อข่าว จึงได้แต่พยักหน้าและอมยิ้ม เพราะทั้งผู้แถลงและผู้ฟังต่างรู้ดีว่า
ฝ่ายใดที่ปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวให้กับประชาชนกว่า 2 เดือน
ที่ผ่านมาการอภิปรายไม่ไว้วางใจแค่ 2 วันของฝ่ายค้าน เมื่อเทียบกับการกรอกหูผ่านทีวีพูล
ของ ศอฉ. กว่า 2 เดือน แม้ไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ความจริงทั้งหมด แต่อย่างน้อย
ก็ได้รู้ข้อมูลและความจริงอีกด้านหนึ่งที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้

อย่างกรณีไอ้โม่งชุดดำ เรื่องสไนเปอร์ การสังหารโหด 6 ศพในวัดปทุมฯ ฯลฯโดยเฉพาะ
“ไอ้โม่งชุดดำ” ที่กลายเป็นตัวละครสำคัญของนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ที่นำมาใช้ฟอกตัวจาก
เหตุการณ์ 10 เมษายน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. นำมาแถลง
ตอกย้ำทุกครั้ง เพื่อกล่าวหาและใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ที่แฝงตัวอยู่กับคนเสื้อแดง
แต่ไม่เคยจับตัวได้แม้แต่คนเดียว ซึ่งโดยนัยก็คือการกล่าวหาและใส่ร้ายว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย
หรือเป็นเครือข่ายกลุ่มก่อการร้าย เหมือน การกล่าวหากรณี “เครือข่ายขบวนการล้มเจ้า” “ไอ้โม่งชุดดำ”
จึงไม่รู้ว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย แต่ที่ได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆก็คือฝ่ายรัฐบาล เพราะรัฐบาลใช้กล่าวหา
เป็นพวกเดียวกับคนเสื้อแดง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหาร ล้อมปราบคนเสื้อแดง
หรือแม้ การอ้างว่า “ไอ้โม่งชุดดำ” เป็นมือที่ 3 ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายใด

แต่รัฐบาลก็ยัดเยียดให้เป็นคนเสื้อแดงไปโดยปริยาย แม้บางครั้ง “ไอ้โม่ง” แต่งชุดลายพราง
เหมือนทหารก็จะถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่แต่งเลียนแบบทหาร ทั้งที่อาจเป็นคนของรัฐบาลก็ได้
ซึ่งสะ-ท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความไม่ยุติธรรมที่ยิ่งกว่า 2 มาตรฐาน

วาทกรรมนายกฯ 100 ศพ

เช่นเดียวกับวาทกรรมของนายอภิสิทธิ์ที่ประกาศจะเดินหน้าตามแผนความปรองดองจึงยัง ถูกมองว่า
เป็นแค่ลมปาก เพื่อพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไปมากกว่า
เพราะในทางปฏิบัตินายอภิสิทธิ์ก็ยังใช้อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้ ศอฉ. ออกมากล่าวหา ไล่ล่า
กวาดล้างคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่องแผน ปรองดองของนายอภิสิทธิ์จึงเหมือน
น้ำมันกับไฟมากกว่า ตราบใดที่ยังใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อฉวยโอกาสไล่ล่า
กวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ต่างกับเพลง “โรดแม็พความปรองดอง” หรือ เพลง “รักกันไว้เถิด”
ที่นำไปเปิดขณะที่รถถังและกำลังทหาร นับหมื่นนายกำลังเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง
จนตายและบาดเจ็บมากมายนาย อภิสิทธิ์ที่วันนี้ได้ฉายา “นายกฯ 100 ศพ” (หรืออาจจะเถียงว่า
ไม่ถึง 100 แค่ 89 ศพ เท่านั้น)

ในความรู้สึกของคนเสื้อแดงและประชาคมโลกจึงหมดความชอบธรรมล้านเปอร์เซ็นต์ เหมือนที่
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ในรายการ “ข่าวยามเช้า” ทางวิทยุ FM 101
ถึงเหตุการณ์ วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมเข้าประชุม
ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 443 รายว่าไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชน
จนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส แล้วยังพยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก
ซึ่งการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐโดยรัฐบาล
ที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ“สังคมไทย ต้องอยู่กับความถูกต้อง แล้วผมจะเตือน
คุณสมชายในฐานะนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีการแสดงความรับผิดชอบแบบอารยประเทศแล้ว
วัฒนธรรมทาง การเมืองในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงครับ จากนี้ไปจะมีแต่
ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นไปอีก ถึงท่านอยู่ ท่านก็ปกครองไม่ได้ บริหารไม่ได้แล้ว
อยู่ไปเพื่ออะไร
เพราะฉะนั้นกลับตัวกลับใจเสียเถอะครับ”

กฎหมา(ย)นิติธรรมอำมหิต

คำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่เคยเรียกร้องให้นายสมชายแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองจาก
การสลายกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บกว่า 400 ราย
หรือการเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช ยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองครั้งที่
กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมขับไล่และยึดทำเนียบรัฐบาล (อ่านได้ที่ปกหลังฉบับนี้)วันนี้ย้อนกลับมา
ที่ตัวนาย อภิสิทธิ์เช่นกันว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์จึงดื้อดึงและดื้อด้านไม่แสดงความรับผิดชอบ
ทางการเมืองกับการทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย และบาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย ทั้งยังกล่าวหา
ใส่ร้ายป้ายสีประชาชนและฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมืองอีกโดยเฉพาะ
การใช้อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศต่อต้านว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ

แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์กลับนำมาใช้เหมือนเป็น ดาบอาญาสิทธิ์ที่คิดจะกล่าวหา ไล่ล่า กวาดล้าง
หรือสั่งฆ่าใครก็ได้ พลอยให้แม้แต่ศาลยุติธรรม เองที่จะต้องพิพากษาคดีความด้วยหลักฐาน
และข้อเท็จจริง ก็ยังถูกมองว่าไร้ความยุติธรรม เพราะต้องตัดสินไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริง
ที่สร้างขึ้นโดยฝ่ายรัฐบาลแต่ ฝ่ายเดียวสังคมไทยทุกวันนี้จึงวิปริต และหายนะ เพราะการโกหกตอแหล
ของคนในสังคมนั่นเอง รวมถึงการเชิดชูยกย่องและ ยอมรับว่าใครโกหกตอแหลเก่งคือผู้นำศรีธนญชัย
ที่เก่งกล้า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ สื่อ หรือองค์กรภาค ประชาชน ก็ยังเต็มไปด้วย
ความ อคติและเกลียดชัง แม้แต่ผู้นำบ้านเมืองที่ต้องยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อเป็นหลักประกัน
ความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคยังถูก ประณามว่า 2 มาตรฐานกฎหมายประเทศไทย
วันนี้จึงเหมือนไม่มี “ย.ยักษ์” “นิติรัฐและนิติธรรม” กลายเป็น “นิติรัฐยัดข้อหา” หรือ “นิติ ธรรมอำมหิต”!
ผู้ก่อการร้ายตัวจริงจึงอาจ ไม่ใช่ “ไอ้โม่งชุดดำ”...แต่มันคือคนใส่สูท แต่งเครื่องแบบเต็มยศ
ให้พรรคร่วมงูเห่าปลาไหลที่กลัวอดอยากปากแห้งยกมือให้ครองเมืองกันต่อไป...
อนิจจาประชาชนไทย!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 262 วันที่ 5-11 มิถุนายน พ.ศ. 2553
หน้า 8 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed Jun 09, 2010 9:40 pm

ปอกเปลือก'ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์'

วันที่ 9 มิถุนายน 2553 10:17
โดย : ทีมข่าวจุดประกาย



อดีตรอง ผบ.ตร.คนนี้ ไม่ปฏิเสธว่าเห็นใจคนเสื้อแดง แต่หมวกอีกใบ-นายกสมาคมตำรวจ
เขาบอกเป็นนัยว่า อีกไม่นานมะเชือเทศก็เน่าแล้ว...แตงโมด้วย

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นใด ตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมไทยอีกครั้ง ภายหลังเหตุการณ์
ความไม่สงบที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเรื่อง "การปฏิรูปวงการตำรวจ" กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในเวลานี้

"จุดประกาย" นัดหมาย พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ อดีตรอง ผบ.ตร. เพื่อสนทนาถึง
แนวทางการปฏิรูปวงการตำรวจ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่จำต้องยุติลง เมื่อสิ้นสุดวาระของ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันนี้ การปัดฝุ่นเอกสารเก่าๆ เพื่อกลับมาดูแนวทางปฏิรูปที่เป็นไปได้
ในทางสร้างสรรค์ น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่สร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาราษฎร์ได้ในอนาคต

วันนี้คิดว่าภาพลักษณ์ตำรวจเป็นอย่างไร

ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาของประชาชนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว
ภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นอย่างนั้น เช่น มองว่าตำรวจเกียร์ว่างบ้าง เป็นตำรวจมะเขือเทศบ้าง มันก็มีที่มาที่ไป
ทำไมคนถึงมองว่าตำรวจเป็นพวกเสื้อแดงเสียมาก ซึ่งผมก็เคยเห็นตำรวจ แต่งเครื่องแบบมีผ้าผูกคอสีแดง
แต่มันเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์หรอกที่กล้าทำอย่างนั้น

ในความคิดของผม แม้ว่าตำรวจจะมีความเห็นอกเห็นใจเสื้อแดงอย่างที่เขาว่ากัน แต่ไม่ควรแสดงออก
ให้เป็นที่ขัดหูขัดตาประชาชน คือถ้าเป็นนักการเมืองก็ไปอย่าง แต่ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมาย
ควรวางตัวเป็นกลางให้ถึงที่สุด เขาคาดหวังตำรวจ เวลาเกิดคดีวางระเบิด ยิงระเบิด M79 บ้าง
แต่คดีไม่คืบหน้า แต่จริงๆ แล้ว ถ้าทำตำรวจจริงจัง ความร้าวฉานอาจมากกว่านี้
เพราะไม่รู้ฝ่ายใดอยู่เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้


ตัวอย่างก็เห็นอยู่เสมอว่า การกระทำบางอย่างไม่เป็นไปตามนโยบาย เขาเรียกว่า sub-concious จิตใต้สำนึก
เมื่อครั้ง 7 ตุลาคม ปี 51 ตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมในการใช้กำลัง
เข้าสลายฝูงชน ด้วยแก๊สน้ำตา จนมีผู้เสียชีวิต ก็เป็นความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ
ตำรวจถูกดูหมิ่นดูถูก เหยียดหยามและเกลียดชังในช่วงนั้น
เป็นจำเลยสังคม ตำรวจจึงมีความฝังใจ ไม่อยากทำอะไรเกิดขึ้นอีก เลยทำอะไรอย่างระมัดระวัง
เวลาเจอกับม็อบก็เจรจาก่อน แต่พอม็อบมาแรง ตำรวจก็ถอย เราเลยไม่เห็นการทำงานอย่างเคร่งครัด
และทำให้คลางแคลงใจ

แต่ผมคิดว่าตำรวจทำเท่าที่เขาทำได้นะ รักษาตัวเองด้วย เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทำให้
ภาพลักษณ์ของตำรวจเป็นอย่างที่วิจารณ์กัน แต่จริงๆ มันเกิดประโยชน์นะครับตรงที่สามารถ
เปิดช่องการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง มีการสื่อสาร เช่น ทหารถูกยึดรถ ถูกยึดปืนไป
ตำรวจไปตามเอาคืนมาได้ ผู้การแต้ม (พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ) ก็ไปวิ่งวุ่นเอามาคืน

อันนี้คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น แต่ผมว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเหมือนบทบาท Good Cop,
Bad Cop ในความหมายว่า ตำรวจมี 2 พวก ฝ่ายหนึ่งจะรุนแรงกับผู้ร้ายผู้ต้องหา แต่อีกฝ่ายหนึ่งจะเข้าไป
ปลอมประโลม วิธีนี้ก็เกิดผลดี ทำให้ลดความเสียหายไปเยอะ ถ้าเขาไม่ไว้วางใจตำรวจแล้ว
จนถึงวันสุดท้าย เด็ก ผู้หญิงและคนชรา อาจจะบาดเจ็บล้มตาย เพราะเค้าไม่ยอมออกไปไง
ตำรวจก็ผ่อนปรนให้พวกเขาออกไปอยู่ในเขตอภัยทาน

ขณะที่ท่านกำลังบอกว่านั่นเป็นข้อดีเรื่องการประสานการเจรจา ตร.กำลังกู้ภาพลักษณ์
แต่อีกกระแสระบุว่า ตร.บางกลุ่มก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการก่อเหตุของกลุ่มคนเสื้อแดง
(ยกตัวอย่างที่บ่อนไก่) คำถามคือ สิ่งที่ทำจะเพียงพอต่อการกู้ภาพลักษณ์หรือ


อันนี้อยู่ที่สายตามอง อาจจะเป็น bad apple ซึ่งก็คงมีไม่กี่ผล ซึ่งผมไม่เห็นด้วยที่จะนำผู้ชุมนุม
เพื่อให้ไปเผา แต่ถ้าเป็นการชี้ช่องทางหนี เมื่อรู้ว่าผู้ถืออาวุธจะมา ไปทางนี้สิ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งหากฟังเข้าใจนะ ก็ไม่เป็นไรหรอก แล้วเดี๋ยวค่อยไปตามจับเอา ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้การฆ่ากันเกิดขึ้น
แต่ถ้าคิดว่าการทำอย่างนี้ไม่ถูก มันก็ไม่ถูกเหมือนกัน

ถ้าเหนือไปจากความเชื่อทางการเมือง ไม่ว่าจะเสื้อสีไหนก็ตาม ตร.คือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ?

กฎหมายนั้นต้องพิจารณา เช่น กฎหมายเล็กน้อยต้องเอาไว้ให้ได้ แต่ถ้าเขาเกิดตายขึ้นมาจะว่าอย่างไร
มันต้องชั่งน้ำหนักพอดีๆ เกิดจากจิตสำนึก จะมองว่าพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ได้ ก็แล้วแต่จะมอง
เพราะยังมีข้อถกเถียงกัน หรือบางกรณีศาลไม่พิจารณาออกหมายจับก็ยังมี ดังนั้นจะให้ตอบ yes or no
มันก็ลำบากเหมือนกัน

ดูเหมือนท่านจะมองในข้อดีว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ด้วย ?

คือเราสูญเสียภาพลักษณ์ไปนะ ว่าตำรวจไม่เป็นกลาง เข้าข้างแดง หรือทำอะไรไม่เต็มที่ อย่างเข้าข้างแดง
คืออยู่ในหัว คือมะเขือเทศ มันมาจากความรู้สึกดั้งเดิม ความภูมิใจลึกๆ ว่าตำรวจเป็นนายกฯ สักคนหนึ่ง
เพราะตำรวจเป็นเบี้ยล่างในสังคมมาตลอด แต่ยังมีตำรวจเป็นนายกฯ ที่ brilliant คือบริหารงานเก่ง
แต่อย่างอื่นเราไม่รู้ ทักษิณต้องมีข้อบกพร่องแน่นอน นั่นทำให้เป็นมะเขือเทศ แต่ที่เกียร์ว่าง รีรอๆ
ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง เพราะกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

หากเราย้อยกลับไปก่อนเหตุการณ์ 7 ตุลา 51 มันมีรากมีมูลเหตุในเรื่องภาพลักษณ์ตำรวจอยู่แล้ว ?

มันมีคำพูดว่า ประชาชนอย่างไร ก็ได้รัฐบาลอย่างนั้น ผมเลยมองว่า ประชาชนอย่างไร ก็ได้ตำรวจอย่างนั้น
ประชาชนเป็นคนที่มีวินัย เคารพกฎหมายเสียเหลือเกิน เราก็ได้ตำรวจอย่างนั้น มันไม่ใช่เฉพาะ
ประเทศไทยว่าเราเป็นอย่างนี้ เขาให้ stereotype ตำรวจไว้ว่า เป็นคนเหี้ยมเกรียมหน่อย
ใช่ abuse power ชอบคุกคามสิทธิเสรีภาพ ตอดเล็กตอดน้อยจะมีเสมอ มีเล่ห์เหลี่ยมมาก
ซึ่งต่างประเทศก็เป็นอย่างนั้น

มีการพูดเรื่องปฏิรูปวงการตำรวจมานาน แล้วก็เงียบหายไปพอสมควร ถึงตอนนี้เป็นโอกาสดีหรือยัง?

ครับ stasus quo ของวงการตำรวจ คือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่สมควรที่จะได้มีปรับปรุง
ต้องมีการพัฒนา ทิ้งไว้อย่างนี้ไม่ได้เหมือนกัน เพื่อให้ทันโลกที่เจริญขึ้น

โอกาสที่จะทำได้ หลังการปฏิวัติปี 49 คณะรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีการตั้งคณะกรรมการ
พัฒนาข้าราชการตำรวจ ก็มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน ก็ทำไป มันออกมาอย่างไรไม่รู้
สิ่งที่ท่านอ.วสิษฐ ทำออกมา กับความเข้าใจของตำรวจ เป็นไปคนละทาง ว่ามีเนื้อหานำสมัย โด่งไปหน่อย
มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผัน ก็เป็นได้ ทำให้ได้รับการต่อต้าน จำได้ว่า ผบ.ตร.ยุคนั้น ทำอีกฉบับหนึ่ง
ซ้อนเข้าไปด้วยเช่นเดียวกัน

จนกระทั่งส่งเข้ากฤษฎีกา ที่มี อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ พิจารณาเฉพาะกฎหมายโครงสร้างตำรวจ ผมก็ได้เข้าไปร่วม
ตอนท้ายมีการเถียงกันว่ามาตรานี้ดีไม่ดีอย่างไร จะปรับอย่างไร มีอ.วสิษฐ ในส่วนของตำรวจนั้น
นอกจาก รอง ผบ.ตร.เวลานั้น ก็ยังมีอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ เป็นประธาน
ผมก็ไปด้วยในฐานะเลขาฯ ก็มีลักษณะประนีประนอมที่สุด เสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
แต่เนื่องจากว่าตั้งกรรมการพิจารณานานไปหน่อย ก็เลยไม่ทัน สนช.หมอวาระเสียก่อน เวลาคิดถึง
เรื่องนี้ขึ้นมา ก็สมควรจะมาคุยเรื่องการปฏิรูปกันอีกครั้ง ของอ.วสิษฐ ก็มีดีๆ อยู่หลายข้อ
น่าจะเอาฉบับนั้นมารื้อกันดูใหม่ดีมั้ย

ฉบับปฏิรูปตำรวจของ อ.วสิษฐ ทางตำรวจคงมองว่าลดทอนอำนาจของตำรวจอย่างมาก ?

ครับ ดูเหมือนในนั้น ตำรวจจะไม่ดีไปเสียหมด ไว้ใจไม่ได้เลย (หัวเราะ) แม้กระทั่งว่า
สำนักงานเลขาธิการฯ ของกตช. ก็เอาคนนอกหมดเลย ผมรู้สึกน้อยใจเหมือนกันนะ ตำรวจไม่มีคนดีเลย
มีคณะกรรมการตรวจสอบหรือรับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบ คือ police review board อยู่นอก
ตร.ไปเลย เอาแบบฝรั่ง ซึ่งเขาค่อยๆ พัฒนามา ยอมรับได้ แต่ตำรวจจะยอมรับได้เหรอ เอ๊ะ !

เราก็ถูกตรวจสอบจากผู้บังคับบัญชาอยู่แล้ว ประชาชนก็ตรวจสอบเราอยู่แล้ว จะเอาขนาดนี้เชียวหรือ
คิดแบบนั้น ตอนนั้น ก็เลยมาประนีประนอมกัน เอาจเรตำรวจเหล่านั้นมาได้มั้ย

การคิดตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะตอนนั้นจะให้มีการกระจายอำนาจออกเป็นภาคต่างๆ ตำแหน่ง
ผู้บัญชาการภาคเทียบเท่าอธิบดี จะให้ยศพล.ต.ท แต่จริงๆ แล้ว อธิบดีน่าจะเป็น พล.ต.อ. แต่ให้แล้ว
รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ ด้วย ยศจะเฟ้อมั้ย แล้วจะเป็นนิติบุคคลซ้อนนิติบุคคลมั้ย ภายหลังจึงแก้ว่า
ประหนึ่งนิติบุคคล เหมือนสำนักงานอัยการสูงสุด

มาถึงตอนนี้ คงอยู่ที่รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อไป ผมเองก็เคยคิดจะทำเสนอไว้ก่อนดีมั้ย
แต่กลัวจะไม่รอบคอบ ใจก็อยากให้หลายๆ ส่วนมาช่วยกันคิด โดยในฐานะสมาคมตำรวจ
และเป็นตำรวจเก่า ก็คิดว่าน่าจะพอ contribute อะไรให้ได้บ้าง

เห็นท่านพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ คิดว่าจะมีส่วนในการปฏิรูปวงการตำรวจอย่างไร

ครับ เราต้องแชร์อำนาจ ประชาชนก็มีส่วนร่วมด้วย ในภาคต่างๆ มีคณะกรรมการตรวจสอบฯ มีนักวิชาการ
มีตัวแทนจากองค์กรต่างๆ แต่จะบอกว่าไม่ใช่ประชาชนที่แท้จริงไม่ได้ ระบอบประชาธิปไตยยังต้อง
เลือกผู้แทนเลย เราถือว่าครูบาอาจารย์ นักวิชาการ ปลัดกระทรวง น่าจะเป็นตัวแทนที่มีทั้งสามัญสำนึก
วิชาการและประสบการณ์ด้วย และพวกนี้ไม่ใช่ตำรวจ ก็น่าจะถือว่าเป็นคนนอก

คือเราต้องกระจายอำนาจของตำรวจออกไป และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการ
หนึ่ง -มีกระจายอำนาจ สอง-มีการตรวจสอบจากประชาชนภายนอก อีกอย่างมีการเสนอให้มี
สมดุลยภาพระหว่างการเมืองกับข้าราชการประจำ อันนี้ก็มีความสำคัญ เพิ่งที่วุ่นวายกันมาเพราะไป
เกี่ยวข้องทั้งการเลือกตั้งและแต่งตั้ง พอเราตั้งคนของเราได้ มันก็มีผลไปถึงการเลือกตั้ง

เราจะหนีให้พ้นจากวรจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร
ครับ นี่คือเรื่องที่ตำรวจคุยกันทั้งปี คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย นี่คือหัวใจของตำรวจ
มันเป็นธรรมชาติคุยกันถึงขั้นว่าตำรวจไม่สนใจทำงาน เพราะคอยเฝ้าว่าคำสั่งจะออกมาอย่างไร
จนเกียร์ว่างไปเหมือนกัน

ดังนั้น ระบบการแต่งตั้งต้องเป็นธรรม ต้องใช้ระบบคุณธรรมเป็นหลัก ในกฎหมายก็ดีแต่ระบุไว้
กว้างๆ เท่านั้น ประกอบด้วย อาวุโส ประวัติรับราชการ ผลการปฎิบัติงาน ความประพฤติ
ความรู้ความสามารถ ประกอบกัน แล้วเขาก็ไปออกเป็นกฎ ก.ตร.(คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) ขึ้นมา

เรื่องการแต่งตั้งเป็นสาเหตุให้มีการวิ่งเต้น มีการนินทาว่ากล่าวเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งเป็น
ความอัปยศนะครับ เสือไม่กินเนื้อลูกเสือหรอก พยัคฆ์ไม่กินลูกพยัคฆ์ ผมเคยเขียนไว้อย่างนั้น
เราเป็นตำรวจเราจะเอาเงินพวกเรากันเองมาซื้อขายตำแหน่ง เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง ดังนั้น
การแต่งตั้ง นอกจากจะไม่ถูกก้าวก่ายจากภายนอกแล้ว ข้างในก็ต้องเป็นธรรมด้วย มีหลักเกณฑ์ที่ดี

เนื่องจากมีข้อสังเกตว่านักการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวมาก ก็เลยเสนอว่า ก.ต.ช. (คณะกรรมการ
นโยบายตำรวจแห่งชาติ) นายกฯ เสนอแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้คนเดียว ก็ต้องให้เขา เพราะถ้าไม่ให้เลย
รัฐบาลจะดูแลตำรวจเป็นฝ่ายบริหารที่จะตั้งนโยบาย ออกนโยบายได้อย่างไร เพราะฉะนั้น
จะมีต้องมีส่วนร่วมในการเลือก หัวหน้าตำรวจได้ แต่พอเข้าไปในขั้น ก.ตร.ก็มีรายละเอียดเยอะเลย

นอกจากแต่งตั้งนายพลทั้งหมดแล้ว ออกกฎระเบียบต่างๆ ที่มี effect ไปจนถึงข้างล่างเลย ก็เลยคิดว่า
ไม่ให้นักการเมืองยุ่งได้มั้ย กฎหมายที่เสนอไปก็ให้ พล.ต.อ. ต้องออกมาแล้วไม่เกินกว่า 2 ปี
เลือกตั้งจากตำรวจระดับ พ.ต.ต.ขึ้นไป ตอนนั้น นายกฯ สุรยุทธ์ ยอม แต่ผมไม่คิดว่าท่านอื่นจะยอม
เลยเสนอว่าเอาอย่างนี้ดีมั้ย ประธาน ก.ตร.ให้เขาคนส่งรองนายกฯ มาก็ได้ เป็นประธานในที่ประชุม
แต่โหวตไม่ได้ มันก็ลดอิทธิพล แต่ถ้าเกิดว่าเป็น dead lock ในเรื่องที่สองฝ่ายคะแนนเท่านั้น
เขาก็ออกเสียงชี้ขาดได้ นี่เขาจะเอาไม่เอาไม่รู้นะ เพราะรัฐบาลเป็นฝ่ายการเมือง เขาต้องการคุม
ข้าราชการประจำแน่นอน


จากนั้น ให้ตำรวจมี balance มากขึ้น อย่างเลือก ก.ตร. ยศ พ.ต.อ.ขึ้นไปมีส่วน ผมก็ว่าทำไมไม่ให้
เด็กข้างล่างยศ ร.ต.ต.หรือ พ.ต.ท. ไม่มีสิทธิ หรือกำลังพลส่วนใหญ่ของตำรวจ คือชั้นประทวนตั้ง
หนึ่งแสนแปดหมื่นคน ทำไมไม่มีสิทธิ ก็เลยคิดขึ้นมาว่า หากเลือกประธานไม่ได้ก็ให้แต่ระดับ
สามารถเลือกตัวแทนของตัวเองเข้าไปอยู่ในบอร์ดได้ แล้วแต่การให้น้ำหนัก ดูว่าแต่ละส่วนควรจะ
มีกี่คน อันนี้เป็นแนวคิดเท่านั้น ยังไม่ได้ตกผลึก ทำให้ไม่รู้สึกว่าพวกเขา ไม่ถูก left out

ภายใต้กฎหมายฉบับปัจจุบัน ทุกวันนี้ ยังมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งอยู่ ?

คงห้ามไม่ได้ แต่เราพยายามทำให้เป็นธรรมมากขึ้น ตอนนี้มันมีมากขึ้น สมัยก่อนเป็นการช่วยกัน
เอาไว้ใช้งานกัน สมัยก่อนนักการเมืองไม่เท่าไหร่ ทหารขอได้เยอะ ตอนนี้การเมืองเป็นใหญ่ เดี๋ยวนี้
ถ้าพี่จะขอคน เอาตั๋วการเมืองมาด้วยนะ คือเขาอยู่ในอำนาจการเมือง เพราะพวกผมทำอะไรให้เขาไม่ได้

ปัญหาชั้นประทวนที่มีอยู่หนึ่งแสนแปดหมื่นอัตรา
ผู้การแต้มเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า ให้ไปดูชีวิตตำรวจชั้นประทวน ?

ในกรุงเทพฯ ก็ใช่ว่าจะไม่แร้นแค้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะออกมายืนจับจราจรได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี
หน้าที่ในการปราบปรามอบายมุข ตำรวจบางส่วนต้องไปช่วยเมียขายขนมนะ แต่ก็มีว่าตำรวจ
ไปนั่งกินกาแฟ เขาไม่เอาตังค์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ตำรวจมะกันก็เป็น ซึ่งอาจจะช่วยให้ค่าใช้จ่าย
เล็กๆ น้อยๆ หมดไป

เราเห็นตำรวจมีรถมีรา เราจะให้ตำรวจไปยืนโบกรถ โดยที่ตัวเองเดินมา ขี่รถจักรยานมา
จะเป็นไปได้อย่างไร บางประเทศ อย่างอินเดีย เขาให้ตำรวจซื้อรถได้ ใช้ส่วนตัวกับครอบครัวได้
ใช้ทำงานได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีนะครับ ขนาดอินเดียยังคิดออกเลยนครับ ดังนั้น
เราก็ต้องดิ้นรนหา

ถ้าตำรวจบ้านนอก 3 ปีก่อน ผมเข้าไปเห็นคนหนึ่งจ้องทอดแหอยู่ บอกว่าทำอะไร เขาบอกว่ามาไม่ทัน
ปลาจะหมดแล้ว มัวแต่ไปเข้าเวรอยู่ นี่ครับตรง อ.จอมบึง ราชบุรีนี่เอง เห็นสภาพอย่างนั้น บางคนเลี้ยงหมู
บางคนช่วยภรรยา บางคนทำอะไรไม่เป็น ก็เก็บผักเก็บหญ้า ...ตำรวจที่แร้นแค้นน่าสงสารยังอยู่มี
ทั้งที่อำนาจหน้าที่เขามีมากมาย ถ้าเพียงเขาหันไปอีกทาง ปล่อยให้ผู้ร้ายหนีไปเขาก็ได้สตางค์แล้ว
เพราะฉะนั้น เป็นอาชีพที่ทั้งอาภัพและน่าเห็นใจ

แต่ผมไม่ได้เชียร์ตำรวจแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ว่าดีทั้งหมด ส่วนไม่ดีก็มี ต้องยอมรับ ต้องมีการปรับปรุง
สิ่งที่อยากปรับปรุงมากที่สุด คือจิตใจของเขา อยากให้มีวิญญาณของการเป็นตำรวจ ให้เขาสำนึก
ในจรรยาบรรณ มีความภาคภูมิใจในวิชาชีพของเขา

อีกอย่างผมอยากเห็นความเป็นลูกผู้ชาย บางคนเห็นว่าตำรวจต้องโกหกหลอกลวงเป็น ถึงจะล่อหลอก
กับอาชญกรรม เอาเขาอยู่ ต้องทันผู้ร้าย นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีความเป็นลูกผู้ชาย อย่างข้าราชการ
ชั้นผู้ใหญ่จะหลอกลูกน้องนั้นไม่ควร เช่นบอกไปว่าช่วยนะ แต่พอเขามารับสารภาพปุ๊ป จับเลย
ตั้งข้อหาหนักเลย

การสร้างมาตรฐานวิชาชีพ สร้างเกียรติยศเช่นที่ท่านกล่าวมา เกิดขึ้นได้จริงหรือ
อย่างที่คนภายนอกมองว่า คนดีๆ เข้าสู่วงการตำรวจ โอกาสจะรักษาความขาวสะอาดนั้นยาก

ครับ เพราะมันต้องคลุกคลีกับความขัดแย้ง ต้องอยู่กับความโสมมของสังคม โจรผู้ร้าย ใจของเขา
อาจจะกระด้างไป แต่เราต้องมีกระบวนการยึดเหยี่ยวยึดโยงเขาไว้ หากจะเซไปบ้างก็ให้น้อยหน่อย

ดังนั้น รัฐบาลควรดูแลเขาให้ดีนะ เราจะให้เงินเดือนเขาเหมือนข้าราชการทั่วไป คงไม่ถูกครับ
ตำรวจเอาชีวิตเสี่ยงภัย มีความเครียด ตกอยู่ในอันตราย สภาพครอบครัวแตกสลาย ไม่ค่อยมีเวลา
ดูแลลูก ก็สมควรให้เขาได้รับเงินเดือนอีกบัญชีหนึ่ง ซึ่งผมต่อสู้มาเป็น 10 ปี สังคมก็ต้องดูแลตำรวจ
ด้วยเหมือนกัน หากคาดหวังให้เขาทำงานนี้ โดยที่สภาพชีวิตเป็นแบบนี้ มันอาจจะเป็นการขอที่มากเกินไป
ในบางเรื่อง และในอีกด้านหนึ่ง ตำรวจเองก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยเช่นกัน

เมื่อภาพลักษณ์ถูกตีรวมว่าเป็นองค์กรมะเขือเทศเช่นนี้ อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป

ทางโน้นก็มีแตงโมนะ (หัวเราะ) ผมว่าเวลาและการปฏิบัติต่อกัน จะช่วยประสานให้ดีขึ้น
อย่างเวลาผ่านไป อย่าลืมว่า แตงโมอายุสั้น มะเขือเทศก็อายุสั้น เป็นพืชผักผลไม้ที่อายุสั้นนะ (หัวเราะ)
เพราะฉะนั้น ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งก็ดีขึ้น แต่การกระทำของชนชาติไทยกี่ฝ่ายในเวลานี้
ควรจะเห็นอกเห็นใจกัน มีความเมตตาต่อกันให้มาก ถึงใจจะไม่เมตตาเท่าไหร่
แต่ปากให้เมตตาหน่อยก็ยังดี

อย่างไรก็ตาม ผมถือว่าตำรวจต้องรักษาอุดมการณ์วิชาชีพไว้
อย่างที่ผมมักหยิบยกอุดมคติของตำรวจทั้ง 9 ข้อมาถามไถ่เพื่อนตำรวจเสมอๆ

Tags : พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประเทศไทย...ในวันหน้า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Jun 11, 2010 11:53 am

http://download.spiceday.com/redirect.php?tid=134096&goto=lastpost&sid=I06gG0

ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช

ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เกิดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2487
เป็นบุตรของ พล.ต.ต.ชนะ สมุทวณิช นามสกุล "สมุทวณิช" เป็นนามสกุลพระราชทาน ในสมัยรัชกาลที่ 6

ดาวน์โหลด (71.46 KB)
8-11-2009 11:47

ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมรสกับ นางสุภาธร สมุทวณิช (สกุลเดิม สาครบุตร) มีบุตร 3 คนคือ นายพชร สมุทวณิช
ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ,พลอย จริยะเวช นักเขียน นักแปล (สมรสกับ พันโทธีระ จริยะเวช
กรมยุทธบริการ กองบัญชาการทหารสูงสุด) และ นายพลาย สมุทวณิช

ศ.ดร.ชัยอนันต์ ไม่ใช่เด็กเรียนดีมาก่อน จบมัธยมศึกษาปีที่ 8 จากวชิราวุธวิทยาลัย ด้วยคะแนนเพียง
57.3% แต่พยายามจนสอบเข้า คณะรัฐศาสตร์ แผนกนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ สำเร็จ
เรียนอยู่ 1 ปีสามารถสอบชิง ทุนโคลัมโบ ไปเรียนปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ประเทศนิวซีแลนด์
ต่อมาสำเร็จปริญญาโท และ ปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา
ในปี พ.ศ. 2511

กลับมาเมืองไทยเข้าทำงานครั้งแรกที่กรมวิเทศสหการ จากนั้นสมัครเข้าเป็นอาจารย์
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และต่อมาได้โอนย้ายมาสอนที่
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ชัยอนันต์ มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด เป็นหนึ่งในผู้ลงชื่อเรียกร้อง
รัฐธรรมนูญ 100 คนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และ ในปี พ.ศ. 2531 ได้ร่วมกับนักวิชาการ
คนอื่นๆ เช่น ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ และ รศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รวบรวมนักวิชาการ 99 คน
ลงชื่อเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรณรงค์เรื่อง
นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

ล่าสุด ศ.ดร.ชัยอนันต์ เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทเคลื่อนไหวในการเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549

ดร.ชัยอนันต์ เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่มีบทความลงตีพิมพ์และเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต
อย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะมีบุตรสาวคือ พลอย จริยะเวช ที่เป็นนักเขียน ดร.ชัยอนันต์ยังมี
น้องชาย คือ ชัยศิริ สมุทวณิช บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน อดีตผู้บริหาร
บริษัทการบินไทย ที่มีงานเขียน เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน และ นายชัยศิริ ยังมีบุตรชาย
ที่เป็นนักเขียนคือ กล้า สมุทวณิช เจ้าของนามปากกา "บุญชิต ฟักมี" อีกด้วย

การศึกษา
* วชิราวุธวิทยาลัย
* แผนกนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
* ปริญญาตรี Victoria University of Wellington นิวซีแลนด์
* ปริญญาโท-เอก มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา

การทำงาน
* นายกราชบัณฑิตยสถาน
* พ.ศ. 2518 : อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่งสุดท้ายคือ
ศาสตราจารย์ระดับ 11 (พ.ศ. 2518-2538)
* พ.ศ. 2524 : ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
* พ.ศ. 2531 : ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
* พ.ศ. 2535 : ได้รับแต่งตั้งเป็น วุฒิสมาชิก (พ.ศ. 2535 - 2540)
* พ.ศ. 2539 : ผู้บังคับการ วชิราวุธวิทยาลัย (พ.ศ. 2539 - 2550)
* พ.ศ. 2541 : ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์
(11 เมษายน พ.ศ. 2541 - 30 มิถุนายน พ.ศ. 2543)
* พ.ศ. 2544 : กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (พ.ศ. 2544-2547)
* พ.ศ. 2547 : ประธานกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (พ.ศ. 2547)
(ลาออก 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549)
* ประธานคณะกรรมการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542
* พ.ศ. 2549 : สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

บทบาทในทางการเมืองในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2549

ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ขณะนั้นเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นผู้ที่เขียนฎีกา
เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการชุมนุมวัน เสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกทั้งยังเป็นวิทยากรในการอภิปรายในเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ที่
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ด้วย โดยเป็นผู้ทำนายว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น่าจะพ้นจากตำแหน่งไม่เกินเดือนกรกฎาคม หลังการรัฐประหาร
19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

อีกทั้งยังทำนายก่อนการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทยล่วงหน้า
หนึ่งวันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถูกยุบ แต่พรรคไทยรักไทยจะถูกยุบ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น

การดำรงตำแหน่งอื่นๆ
* ประธานมูลนิธิ ไชย้ง ลิ้มทองกุล

เกียรติคุณ
* นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2529 สาขา รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สภาวิจัยแห่งชาติ

http://www.oknation.net/blog/naitakeing/2007/06/21/entry-2

ความจริง “มูลนิธิไทยคม” คือ ที่ซุกเงิน “ทักษิณ”

Posted by นายตะเกียง

ความจริง “มูลนิธิไทยคม” คือ ที่ซุกเงิน “ทักษิณ”

หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อมูลนิธิไทยคมเป็นอย่างดี ซึ่งถูกพูดถึงบ่อยที่สุดในช่วงที่ ทักษิณ ชินวัตร
เป็นนายกรัฐมนตรี ในการออกแคมเปญต่างๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ ทักษิณ
ในการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะ ด้านการศึกษา แม้กระทั่งในช่วงที่ ทักษิณ โดนมรสุมอย่างหนัก
จากการขายหุ้นชินคอร์ป กวาดกำไรไปกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษีแม้แดงเดียว
ยังถูกนำมาหากินโดย ทักษิณ อ้างว่าจะนำเงินส่วนหนึ่งจากขายหุ้นล็อตนี้จำนวน 2 พันล้านบาท
บริจาค เพื่อมูลนิธิไทยคม ขนาดระเห็จในต่างประเทศหลังถูกยึดอำนาจ ทักษิณ
ยังอ้างผ่านเว็บไซต์ www.hi-thaksin.net ระบุว่า
"ที่ยังเป็นห่วงคือเมื่อเดินทางไปต่างประเทศได้เห็นลูกหลานที่ได้รับทุนการศึกษา
มาเรียนหนังสือในต่างประเทศจากโครงการหวยบนดิน บางคนเริ่มเดือดร้อน
แต่ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งที่พอมีกำลังจะช่วยเหลือใครได้ก็ช่วยได้ตามสภาพ
ซึ่งก็มีมูลนิธิไทยคม ซึ่งครอบครัวตนได้ก่อตั้งขึ้นแล้วก็บริจาคเงินเข้าไป
เพื่อที่จะช่วยเหลือด้านการศึกษาและความรู้ หากใครเดือดร้อนจริงๆ ก็ขอให้เข้าไป
ที่มูลนิธิไทยคมแล้วจะขอให้คณะกรรมการช่วยพิจารณาช่วยเหลือไป"

แต่วันนี้ความจริงได้ปรากฏขึ้นหลังจาก คตส.เข้ามาตรวจสอบการยักย้ายถ่ายโอนเงิน 7.3 หมื่นล้านบาท
ของกตระกูลชินวัตร-ดามาพงศ์ โดยพบว่ามีการโยกเงินจากบัญชี ของพิณทองทา ชินวัตร
บุตรสาวคนกลาง จำนวน 200 ล้านบาท เข้ามูลนิธิไทยคม จนต้องถูก คตส.ตามไปอายัดในที่สุด
ในบัญชีของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีย์ บัญชีเลขที่ 127-0-73845-1
ชื่อ บัญชี มูลนิธิไทยคม สุดท้ายความจริงก็ถูกเปิดเผยว่า สถานะที่แท้จริงของมูลนิธิไทยคม
คือ สถานที่ซุกเงิน ของทักษิณ นั่นเอง

"มูลนิธิไทยคม" ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 30 ธันวาคม 2536 โดย ทักษิณ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
บริหาร บมจ.ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น หลังจาก บริษัทชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)
โดยมีวัตถุประสงค์ อาทิ ส่งเสริมสนับสนุน เผยแพร่และพัฒนาการศึกษาในวิชาการด้านต่างๆ,
ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาการสื่อสารเพื่อการศึกษาในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสาร
เพื่อการศึกษาในชนบท, เป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์,
ให้การสนับสนุนช่วยเหลือด้านการเงิน และด้านอื่นๆ แก่โรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ
ในการพัฒนาทางด้านการสอน วิจัย สัมมนา บรรยายและโครงการอื่นที่เกี่ยวกับการศึกษา,
ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ และดำเนินการเพื่อสาธารณะประโยชน์หรือร่วมมือกับ
องค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยมีโครงการรูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียนต้นแบบ
การเรียนรู้ในแนวทางใหม่ แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน สื่ออุปกรณ์การเรียน เพื่อเป็นโครงการต้นแบบ
อาทิ ร่วมกับกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้ง "ศูนย์การศึกษาทางไกลไทยคม"
โดยบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) มอบเงินสนับสนุน 250 ล้านบาท และในปี 2545 ซึ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณได้เข้ามาบริหารประเทศในนามของรัฐบาลไทยรักไทย หลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
ทั่วไป 2544 "ชินแซทเทลไลท์" ก็ได้เริ่มโครงการ "iPSTAR ช่วยน้อง" มอบอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ
ไอพีสตาร์และการบริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ความเร็วสูง แก่โรงเรียนและหน่วยงานการศึกษา

ปัจจุบัน มูลนิธิไทยคม มีกรรมการจำนวน 9 คน โดยมี 4 ถูก คตส.สั่งอายัดบัญชีเงินฝาก
จากการขายหุ้นชินคอร์ป

1.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ประธานกรรมการ
2.ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการ
3.นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองประธานกรรมการ
4.ศ.ดร.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ กรรมการ
5.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช กรรมการ
6.นายพานทองแท้ ชินวัตร กรรมการ
7.น.ส.พิณทองทา ชินวัตร กรรมการ
8.นางลัลธริมา หัสดินทร ณ อยุธยา กรรมการและเหรัญญิก
9.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรรมการและเลขานุการ

http://www.singburi-local.go.th/index.php?options=news&mode=detail&id=214

สร้างภาพสุดฤทธิ์!"แม้ว"ฟาด400ล้านลงมูลนิธิ ตะแบงแปรหวยช่วยคนจน



แม้ว ซิเนตร้า” ตะแบงสร้างภาพนักบุญใจบาป ทุ่มงบการกุศลมูนิธิครอบครัว เรียกคะแนนเสียง
เพิ่มอีก 400 ล้าน กร้าวไม่หวั่นคดีหวยบนดินแค่ช่วยคนจน โต้ประสงค์อย่าวิตกแทนลี้ภัยประเทศที่สาม

วันนี้ (10 มี.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานมูลนิธิไทยคม ให้สัมภาษณ์
ภายหลังการประชุมวิสามัญคณะกรรมการมูลนิธิไทยคม ว่า เป็นการประชุมกรรมการมูลนิธิไทยคม
และตนได้เข้าไปเป็นประธานมูลนิธิ ตั้งแต่ตั้งมาเพราะเคยเป็นมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็กลับมาเป็น
ประธานมูลนิธิดังเดิม เนื่องจากว่า มีเวลาที่จะทำงานด้านการกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา
และการให้โอกาสเด็กไทย ในการได้รับการศึกษา พัฒนาตัวเองทั้งการศึกษาและการกีฬาแล้วก็
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของวิธีการเรียนการสอน ที่จะทำให้เด็กไทยคิดเป็นทำเป็นนั้นคือหัวใจ
ที่จะพยายามสร้างทุนการศึกษานี้ ไปในแนวเรื่องการจัดระบบการศึกษา ให้เด็กไทยคิดเป็นทำเป็น
ให้ทุนการศึกษาแก่เด็ก แก่ครู เพื่อให้ช่วยกันมาพัฒนาเด็ก นอกจากนั้นในอนาคตก็จะทำเรื่อง
ของการสร้างห้องสมุด เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับเด็กๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีตั้งเป้าการให้ทุนในปีนี้จะสักกี่ล้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ปีนี้บริจาคไปทำเพื่อ
เฉลิมพระเกียรติเพื่อใช้สำหรับการศึกษาแนวทางการศึกษา สมัยใหม่ 200 กว่าล้าน ให้ทุนไปอีก
100 กว่าล้าน คงจะให้ทุนการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเป็นการให้ทุนต่อเนื่อง เพื่อให้เด็ก
ได้เรียนหนังสือและมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ชั้นมัธยมจนถึง ปริญญา ก็จะดูตรงนั้น

เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าการเข้ามาทำงานมูลนิธิแล้วจะมีคนแปรเจตนาเป็นอย่างอื่นหรือ
โยงเข้ากับการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็เข้าใจได้ เขาอาจจะโยงได้ แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ที่ใจผม
ใจผมวันนี้มันอยากจะทำงานเพื่อส่วนรวมมากกว่า เพราะว่าเรื่องการเมืองนั้นพอแล้ว
ทำมาเยอะแล้ว ทำการเมืองมาเยอะ วันนี้ทำเรื่องที่มันเป็นประโยชน์ต่อเยาวชน ต่อบ้านเมืองดีกว่า

เมื่อถามว่าดูเหมือนว่าคนยังไม่เชื่อว่าท่านจะเลิกการเมืองจริงๆ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า
ความคิดของคนไม่เหมือนกัน คืออย่าไปคิดแทนผม เพราะผมไม่ใช่คนที่คิด และคนที่คิดก็ไม่ใช่ผม

เมื่อซักว่า น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ระบุว่า ไปอังกฤษแล้วจะไม่กลับมาเพราะเกรงเรื่องคดี
ยืนยันหรือไม่ว่าจะกลับมา พ.ต.ท.ทักษิณ ย้อนถามว่า ทำไมถึงไม่มา ไม่ได้ทำอะไรผิด อย่าไปกลัว

เมื่อถามว่ามีคดีเรื่อง คตส.เพิ่มเติมเรื่องหวย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด
อย่าไปกลัว เรื่องหวยเราทำเพื่อว่าเป็นเจตนาเอาเงินของคนจนทั้งหลายที่ถูกตัวมาเฟียยึดไป
เอามาคืนให้กับคนในสภาพของทุนการศึกษาให้ลูกให้หลาน แต่ว่าเงินที่หายไป เงินที่ขึ้นมาแล้ว
หายกลับไปใหม่ ตรงนี้ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไร อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า การเมืองมันเป็นการเมือง
จนผมมันเบื่อการเมืองแล้วงัย ผมเลยอยากทำงานการกุศล อะไรให้บ้านเมืองมากว่า
เรื่องการเมืองก็คงไม่สนใจ

เมื่อถามว่าจำนวนเงินที่หายไปถึงสามหมื่นกว่าล้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หายไปไหน
ก็หายไปให้ทุนการศึกษาเด็ก แต่ว่าตอนนี้มันหายไปไม่รู้ว่าหายไปอยู่กระเป๋าใคร
กระเป๋าพ่อค้าหวยหมด

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่กับ กับการทำงานของ คตส. ในคดีต่างๆ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า
ไม่หนักใจอะไรเลย ไม่ได้ทำอะไรผิดอย่าไปหนักใจ เราพิสูจน์ได้ทุกเรื่อง

เมื่อซักว่าเตรียมพร้อมชี้แจงที่จะขึ้นศาลในวันที่ 12 มีนาคม หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า
ไม่มีอะไร บอกแล้วงัยว่าไม่ได้ทำอะไรผิดอย่าไปตกใจ

เมื่อถามว่า แต่ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า อย่างที่คุณสมัครให้สัมภาษณ์ดีแล้ว

เมื่อถามว่าได้มีการยื่นเรื่องขออนุญาตศาลเพื่อเดินทางออกนอกประเทศแล้วหรือไม่
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยื่นไปแล้ว เมื่อซักว่าขออนุญาตกี่วัน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า
ประมาณ 3 อาทิตย์

ผู้สื่อข่าวถามว่า การกลับมาครั้งนี้เพื่อมาแก้ภาพการไม่จงรักภักดีเป็นพิเศษหรือไม่
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เป็นเรื่องกล่าวหากันเอง ของผมไม่ต้องห่วงเลย พ.ต.ท.ทักษิณ
กล่าวตัดบทว่า ตกลงจะถามการเมืองเหรอ ผมไม่ได้เข้าการเมืองนะ ถามเรื่องการกุศลดีกว่า
ผมไม่ได้อยู่การเมืองแล้ว ขอบคุณครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมวิสามัญคณะกรรมการมูลนิธิไทยคมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1/2551
โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา
นายโอฬาร ไชยประวัติ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมกรรมการมูลนิธิร่วมประชุมเพื่อหารือเรื่อง
แผนการดำเนินงานที่ผ่านมาใน ปี 2550 และโครงการที่จะทำต่อไปในอนาคต

โดยนายบรรณพจน์ กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้ขยายกิจกรรมทางสังคม
เพิ่มมากขึ้น และต้องการกรรมการผู้มีความรู้ ความสามารถและสามารถสละเวลาให้กับกิจกรรม
ทางสังคมได้ จึงเรียนเชิญ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานกรรมการ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
เป็นรองประธานกรรมการ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายทรงศักดิ์ เปรมสุข เข้ามาร่วมเป็น
กรรมการของมูลนิธิฯ เพื่อช่วยสาธารกุศลด้านการศึกษาของสังคมไทยให้เข้มแข็งต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รายงานถึงโครงการและกิจกรรมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มูลนิธิฯ
มุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา กีฬา และสังคม โดยเรื่องของการศึกษาปีที่แล้ว บริจาคเงิน
จำนวน 240 ล้านบาทให้กับ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อก่อสร้างอาคารสถาบันนวัตกรรม
การเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิไทยคม เพื่อใช้ในการต่อยอดเรื่องการเรียนการสอน
ตามแนวทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อสร้าง สรรค์ด้วยปัญญา โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา
สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 นอกจากนี้มูลนิธิฯ
ยังมีโครงการมอบทุนการศึกษา 2 โครงการ มูลค่ารวม 14.8 ล้าน ได้แก่ โครงการต่อทุน หนุนฝัน
โดยมอบทุนการศึกษาจำนวน 400 ทุน แก่นักเรียนที่เรียนดี ประพฤติดีแต่ขาดทุนทรัพย์ และโครงการ
ร้อยเรียงคำ ถวายพ่อ เพื่อต่อฝัน มอบทุนการศึกษา จำนวน 980 แก่เยาวชนที่มีความสามารถ
ทางด้านการแต่งกลอนสุภาพ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องกีฬานั้น ได้ใช้งบประมาณกว่า 20 ล้านบาท พาทีมชาติไทย
ไปเตรียมตัวสู่บอลโลก และทีมงานสต๊าฟโค้ช ไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่สโมสรแมนฯซิตี้ 2 ครั้ง
โดยครั้งแรกเพื่อเตรียมตัวสู้ศึกคิงส์คัพ ครั้งที่ 38 และครั้งที่ 2 เพื่อเตรียมคัดเลือกฟุตบอลโลก
รอบ 20 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย นอกจากนี้ยังมอบบ้านไทยคม จำนวน 395 หลัง ด้วยงบประมาณ
กว่า 100 ล้านบาท แก่ผู้ประสบภัยจากดินโคลนถล่มใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่อุตรดิตถ์ แพร่
สุโขทัย พิษณุโลก และในปีนี้มูลนิธิฯ ได้มีแผนที่จะสนับสนุนในโครงการด้านการศึกษาต่างๆ
อย่างต่อเนื่อง อาทิ เช่นการสอบสนับสนุนการสอน แบบ innovative learning การให้ทุนการศึกษา
แก่เยาวชนที่ด้อยโอกาส โครงการเปิดประสบการณ์ระดับโลก พาเยาวชนไปแมนซิตี้ จัดให้มีเวที
การท้าทายความคิดสร้างสรรค์ สำหรับเยาวชน และการนำนิทรรศการการเรียนรู้ที่มีชื่อเสียง
ระดับโลกเข้ามาจัดแสดงเพื่อให้ เยาวชนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ และก้าวทันโลกยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังมีการแจกเอกสาร THAICOM PROJECT 2007 ที่แสดงถึง
รายละเอียดโครงการและงบประมาณต่างๆ แบ่งแยกประเภทเป็น ทุนการศึกษา การศึกษา สังคม
กีฬา ดังต่อไปนี้ คือ โครงการต่อทุนหนุนฝัน /ร้อยเรียงคำถวายพ่อเพื่อต่อฝัน มูลค่า 14.8 ล้านบาท
อาคารสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิไทยคม 240 ล้านบาท
บ้านไทยคม 395 หลัง 80 ล้านบาท มูลนิธิไทยคมสานฝันฟุตบอลไทยสู่ระดับโลกครั้งที่ 1
และ 2 40 ล้านบาท กล้องผ่าตัดตา /ห้องเรียนภาษา / โรงเรียนพาทยกุล /วงดนตรี ดร.แซกเชมเบอร์
11 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นคิดเป็นมูลค่าของโครงการ 385.8 ล้านบาท

ทั้งนี้คณะกรรมการมูลนิธิไทยคม ตามมติ วันที่ 10 มีนาคม 2551 ประกอบด้วย
1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประธานกรรมการ
2. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร รองประธานกรรมการ
3.นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองประธานกรรมการ
4. นายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการ
5.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ กรรมการ
6.นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กรรมการ
7. นายพานทองแท้ ชินวัตร กรรมการ
8. พิณทองทา ชินวัตร กรรมการ
9.แพทองธาร ชินวัตร กรรมการ
10.ทรงศักดิ์ เปรมสุข กรรมการ
11.ลัลธริมา หัสดินทร ณ อยุธยา กรรมการและเหรัญญิก
12.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรรมการและเลขานุการ

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลา 14.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมายังมูลนิธิไทยคม เพื่อเข้าร่วมประชุม
กับคณะกรรมการมูลนิธิ ทั้งนี้นายประทุม เกิดศรี ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16
ได้มาพบพ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมกับมอบพวงมาลัย 1 พวง ขนมสังขยา และเป็ดพะโล้ นอกจากนี้
นายประทุม ยังกล่าวทักทายกับพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าอยากให้กลับมาดังเร็วๆ พ.ต.ท.ทักษิณ
กล่าวตอบว่า ไม่ไหวแล้ว แก่แล้ว ให้คนหนุ่มทำงานดีกว่า นายประทุม ยังกล่าวอีกว่า
อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณ ทำสโมสรแมนซิตี้ฯ ติดในอันดับพรีเมียร์ลีก พ.ต.ท.ทักษิณ
จึงตอบกลับว่า เดี๋ยวจะกลับไปดูแลแล้ว

นายชัยอนันต์ สมุทวณิช เปิดเผยถึงสาเหตุที่มีรายชื่อเป็นกรรมการมูลนิธิไทยคม ว่า
เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมานายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่
ได้มาชวนไปทำงาน ซึ่งในขณะนั้นมีนายเชาวน์ ณ ศีลวันต์ เป็นประธานมูลนิธ

จึงตอบตกลงเพราะเป็นมูลนิธิที่ทำงานด้านการศึกษา แต่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับ
มูลนิธิมานานแล้ว และไม่มีบทบาทสำคัญใดๆในมูลนิธิ

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:_po4pf_mUq0J:thaienews.blogspot.com/2007/07/blog-post_6860.html+%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%8C+%E0%B8%93+%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C+,%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C+%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A&cd=9&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

๑๙ กรกฏาคม ๒๕๕๐
ฉบับที่ ๖

แก๊งค์องคมนตรี


หลักฐานเกี่ยวกับตำแหน่งองคมนตรี ผมได้พยายามสืบค้นตามแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่ปรากฏ
เป็นที่ชัดเจนว่าได้เกิดขึ้นเมื่อไรในประเทศสยาม จะมีก็แต่หลักฐานอ้างอิงชิ้นเล็กๆ พอที่จะอนุมาน
ได้ว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมี “ที่ปฤกษาในพระองค์” แต่ในเวลานั้น
จะใช้คำว่า “ปรีวีเคาน์ซิล” (Privy council) จนกระทั่งมาพบรายงานการประชุมเสนาบดี
เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๓๕ (รศ ๑๑๑) จึงปรากฏมีคำว่า องคมนตรี เกิดขึ้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีประเพณีการแต่งตั้งองคมนตรีทุกปี
ในวันที่ ๔ เมษายน เนื่องในพระราชพิธีศรีสัจปานกาล โดยไม่มีการกำหนดจำนวนองคมนตรี
แล้วองคมนตรีต้องอยู่บนตำแหน่งจนสิ้นแผ่นดิน จึงปรากฏว่าตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น มีจำนวนองคมนตรีมากถึง ๒๓๓ คน และการมีองคมนตรีมากมาย
นับร้อยคนนี้ ส่งผลให้ไม่สะดวกต่อการเรียกประชุม

ครั้นพอถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งสภากรรมการองคมนตรีขึ้นตามพระราชบัญญัติองคมนตรี พ.ศ.๒๔๗๐ และทรงเลือก
ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการองคมนตรี จำนวน ๔๐ คน ทำหน้าที่ปรึกษาข้าราชการ
สภากรรมการองคมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่ จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ส่งผลให้สภาฯ ต้องถูกยุบ คณะองคมนตรีจึงต้องพ้นจากตำแหน่งไปโดยปริยาย

ครั้นปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ในรัชการปัจจุบันได้มีประกาศแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งในรายละเอียดผมจะไม่ขอกล่าวถึง แต่จะขอข้าม
มาพูดถึงคณะองคมนตรี ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.๒๕๔๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง
และองคมนตรีอื่นๆ ไม่เกิน ๑๘ คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี (มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง)
การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรี พ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตาม
พระราชอัธยาศัย (มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง)

องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ดำรงตำแหน่ง
ในองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นต้น

ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ
เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและ
ต้องไม่แสดงการฝักไฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ
(มาตรา ๑๔) ก่อนเข้ารับหน้าที่
องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง)

องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากอดีตถึงปัจจุบันรวม ๔๕ ท่าน โดยองค์มนตรีท่านแรก
ทรงมีพระนามว่า พล.อ.พระวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฏ กรมหมื่นอดิศรอุดมศักดิ์
(หม่อมเจ้าอลงกฏ สุขสวัสดิ์ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๙๒-๑๙ ธันวาคม ๒๔๙๕ สิ้นพระชนม์
ในตำแหน่งส่วนองคมนตรีที่ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งอันดับที่ ๔๕ คือ พล.ร.อ.ชุมพล ปัจจุลานนท์
๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘-ปัจจุบัน สำหรับคณะองคมนตรีที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธาน
มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๘ ท่าน (ไม่รวมประธานองคมนตรี) แต่ได้ถึงแก่อสัญกรรมไป ๓ ท่าน

ในที่นี้ ผมจะนำเสนอรายนามทั้ง ๑๘ ท่าน โดยไม่ตัดทอน ซึ่งมีดังต่อไปนี้
    ๑. นายเชาวน์ศีลวันต์ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๘ - ปัจจุบัน
    ๒. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ - ปัจจุบัน (เป็นครั้งที่สอง
    ภายหลังจากที่เคยลาออกไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๑๙)
    ๓. พล.ร.ต.หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช ๓ มีนาคม ๒๕๒๗ - ปัจจุบัน
    ๔. พล.อ.ต.กำธน สินธวานนท์ ๒๘ พฤษจิกายน ๒๕๓๐ - ปัจจุบัน
    ๕. พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ - ปัจจุบัน
    ๖. นายจุลนภ สนิทวงค์ .อยุธยา ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ - ปัจจุบัน
    ๗. พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ๑๓ กรกฏาคม ๒๕๓๖ - ปัจจุบัน
    ๘. นายอำพล เสนาณรงค์ ๙ กันยายน ๒๕๓๖ - ปัจจุบัน
    ๙. นายจำรัส เขมะจารุ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ - ปัจจุบัน
    ๑๐. หม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ ๓ ตุลาคม ๒๕๓๗ - ๗ เมษายน ๒๕๔๙ ถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่ง
    ๑๑. หม่อมราชวงค์เทพกมล กาวกุล ๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ - ปัจจุบัน
    ๑๒. นายศักดา โมกขมรรคกุล ๖ มกราคม ๒๕๔๒ - ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่ง
    ๑๓. นายเกษม วัฒนชัย ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๔๔-ปัจจุบัน
    ๑๔. นายพลากร สุวรรณรัฐ ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๔๕ - ปัจจุบัน
    ๑๕. นายสวัสดิ์ วัฒนายากร ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๔๕ - ปัจจุบัน
    ๑๖. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ - ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙
    กราบบังคมทูลลาออกไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
    ๑๗. นายสันติ ทักราล ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ - ปัจจุบัน
    ๑๘. พล.ร.อ.ชุมพล ปัจจุลานนท์ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ - ปัจจุบัน

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ