2012 สิ้นโลก ?

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

2012 สิ้นโลก ?

ตั้งหัวข้อ  wincha on Fri Mar 05, 2010 9:29 pm

ทำไมต้อง 2012

12-21-12 คือ ตัวเลขเดือน (12) วัน (21) และปี (2012) อันเป็นต้นเหตุแห่งความเชื่อและคำทำนายต่างๆ

ประเดิมด้วยเรื่องของศาสตร์แห่งตัวเลข (Numerology) ที่ทุกหมายเลขมีตัวอักษรเกี่ยวข้อง เมื่อ 12-21-12 แทนตัวอักษรจะได้ ABBAAB และตามภาษาฮิบรูไม่ว่าจะอ่านจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็จะได้ BA ABBA ซึ่งแปลว่า “บิดากำลังมา” (ซึ่งหมายถึงพระเจ้า)

อย่างไรก็ดี ปี 2012 ถูกอ้างว่าเป็นปีที่ดีของการเปลี่ยนจิตวิญญาณ (ตามบันทึกทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียน) เช่นเดียวกับตามปฏิทินมายาที่นับได้ครบ 12 รอบในวันที่ 21 ธ.ค.ของปี 2012 ซึ่งหมายถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพื่อโลก โดยปฏิทินของชาวมายามีรอบทุกๆ 5,200 ปี โดยในรอบนี้ก็จะจบลงในปี 2012

อีกทั้งเคยมีการระบุว่ารอบ 5,200 ปีที่แล้ว ก็เกิดมหัตภัยใหญ่แก่โลก ถือเป็นคำทำนายของอาณาจักรที่ได้ล่มสลายไปแล้วเมื่อ 1,500 ปีก่อน

นอกจากนี้ หากนับจำนวนวันระหว่างวันที่ 20 มิ.ย.2007 ซึ่งเป็นวันครีษมายัน (ดวงอาทิตย์ทำมุมห่างขึ้นไปทางเหนือมากที่สุด) จนถึงวันที่ 21 ธ.ค.2012 ซึ่งเป็นวันเหมายัน (ดวงอาทิตย์ทำมุมห่างลงไปทางใต้มากที่สุด) มีจำนวนวัน 2,012 วันพอดี

ส่วนคำทำนายทางวิทยาศาสตร์ก็มีมากมายที่จะเกิดขึ้นในปี 2012 โดยเฉพาะการเรียงตัวของดาวเคราะห์ในแบบพิเศษ รวมทั้งการคาดการณ์ของนาซาที่บอกไว้ว่า ดวงอาทิตย์จะกลับขั้วแม่เหล็กในช่วงปี 2012 ซึ่งเป็นผลจากการสิ้นสุดวงจรจุดดับในรอบ 11 ปี ซึ่งทำให้บางคนเชื่อว่าจะส่งผลต่อสนามแม่เหล็กโลก โดยความร้อนจะเจาะเข้าชั้นบรรยากาศโลก และทำให้เรารับอันตรายจากแสงของดวงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ในปี 1899 ได้ค้นพบเสียงสะท้อน (Schumann Cavity Resonance) ที่เป็นเสมือนจังหวะหัวใจเต้นของโลก ที่ความถี่ 7.8 เฮิรตซ์ (ครั้งต่อวินาที) กระทั่งในปี 1998 พบว่าจังหวะดังกล่าวเต้นเร็วขึ้นเป็น 10 เฮิรตซ์ และเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสนามแม่เหล็กโลกกำลังอ่อนลง และเชื่อว่าจะมีค่าเป็นศูนย์ในปี 2012

แต่นั่นก็ไม่น่าจะทำให้โลกถึงการล่มสลาย อาจเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านสู่วงจรใหม่ของโลก

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: 2012 สิ้นโลก ?

ตั้งหัวข้อ  wincha on Fri Mar 05, 2010 9:30 pm

แม้จะลาโรงไปนานนับเดือนแล้ว แต่กระแสจากภาพยนตร์เรื่อง "2012 วันสิ้นโลก" ยังไม่จางลง ด้วยเรื่องราวของมหันตภัยล้างโลกที่ดูสมจริง ผูกโยงด้วยดาราศาสตร์ และปริศนาคำทำนายตั้งแต่อดีตกาลที่คล้ายกับจะบอกเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้นี้ ประกอบกับภัยพิบัติรุนแรงในปัจจุบัน เรื่องนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง จนหลายคนกังวลหรือสงสัยเหลือเกินว่าปี "2012" โลกจะสิ้นจริงหรือ?

เหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่อง "2012 วันสิ้นโลก" ระบุว่าโลกจะถึงกาลดับสิ้นในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 จากมหันตภัยนานาชนิดที่ถาโถม เกิดขึ้นในและทำลายล้างโลกในชั่วพริบตา ซึ่งตรงกับคำทำนายของชาวมายาเมื่อหลายพันปีก่อน และมีเหตุปัจจัยมาจากการที่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเรียงตัวเป็นแนวเดียวกัน จนทำให้สนามแม่เหล็กโลกปั่นป่วน

จริงหรือ ปฏิทินมายา ทำนายชะตาโลก?

ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ นักวิชาการจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ภาพยนตร์เรื่อง "2012 วันสิ้นโลก" ส่วนหนึ่งมีที่มาจากปฏิทินของชาวมายา ที่มีลักษณะเป็นวงรอบซ้อนกันหลายวง โดยมีวงรอบหนึ่งที่เรียกว่า บักตุง (Baktun) แต่ละรอบมีระยะเวลา 400 ปี และวงรอบใหญ่สุดประกอบด้วย 13 บักตุง รวมเป็นระยะเวลา 5,200 ปี และวันครบรอบ 13 บักตุง ครั้งถัดไปตรงกับวันที่ 21 ธ.ค. 2012

"ในอดีตที่ผ่านมา มักมีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นกับชาวมายาเมื่อครบรอบ 13 บักตุง และคาดว่าในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน จึงมีการนำเอาไปผูกโยงเข้ากับภาพยนตร์ โดยเป็นการทำนายว่าในปี 2012 จะเป็นวันสิ้นโลก" ดร.นำชัย กล่าวในระหว่างการเสวนาเรื่อง "2012 โลกจะสิ้นจริงหรือ" ภายในงานมหกรรมหนังสือ มหิดล-พญาไทบุ๊คแฟร์ ครั้งที่ 5 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 53 ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พญาไท

อย่างไรก็ดี ดร.นำชัย บอกอีกว่า ชาวมายาได้สร้างพีระมิดและเก็บรักษาพระศพของกษัตริย์พระองค์หนึ่งไว้ในนั้น ด้วย เพื่อว่าพระองค์จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในปี ค.ศ.4772 ซึ่งหากชาวมายามีการทำนายไว้ว่าปี 2012 เป็นปีสิ้นโลกจริงๆ ก็ไม่น่าจะมีการบันทึกไว้ว่าปี 4772 จะมีการฟื้นคืนชีพของกษัตริย์พระองค์ดังกล่าว เพราะถึงเวลานั้นโลกก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว

จริงหรือ ดาวเคราะห์เรียงกัน ถึงกาลสิ้นโลก?

ในภาพยนตร์ยังอ้างถึงว่า ในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจะเรียงตัวกันในแบบพิเศษ และส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกเกิดความปั่นป่วนและผิดปกติ จนเป็นเหตุให้เกิดมหันภัยรุนแรงและล้างโลกไปในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

"จากข้อมูลทางดาราศาสตร์บอกว่าในวันนั้นจะไม่เกิดปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัวกันเหมือนอย่างในภาพยนตร์แน่นอน แต่ในวันอื่นๆ ดาวเคราะห์อาจโคจรมาเรียงกันได้ แต่ก็เพียงแค่ 2-3 ดวงเท่านั้น และที่ผ่านมาไม่เคยมีหลักฐานบ่งบอกว่าโลกได้รับผลกระทบจากการที่ดาวเคราะห์ เรียงตัวกัน" ดร.นำชัย ชี้แจง

นักวิชาการจากไบโอเทคอธิบายต่อว่า ปกติแล้วโลกเราได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นหลัก ไม่ใช่อิทธิพลจากดาวเคราะห์ดังที่ปรากฏในภาพยนตร์ โดยจุดดำบนดวงอาทิตย์ หรือ ซันสปอต (Sunspot) ที่มีรอบการเกิดและดับเฉลี่ยทุกๆ 11 ปี ซึ่งทำให้เกิดพายุสุริยะ และเกิดการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสนามแม่เหล็กโลกได้ และอาจกระทบต่อดาวเทียมและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนสิ่งมีชีวิตไม่น่าจะได้รับผลกระทบด้วย ยกเว้นนกอพยพที่อาศัยสนามแม่เหล็กโลกในการเดินทาง

จริงหรือ แม่เหล็กโลกสลับขั้วในชั่วพริบตา หายนะมาเยือน?

ส่วนกรณีที่ภาพยนตร์กล่าวถึงการสลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกที่เกิด ขึ้นในวันเดียว จนแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่กลับตาลปัตรในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และตามมาด้วยหายนะภัยพิบัติรุนแรงต่างๆ ดร.นำชัย ยืนยันว่านักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้ ทว่าโอกาสที่แม่เหล็กโลกจะสลับขั้วกันนั้นมีแน่นอน แต่จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้เวลานานนับแสนนับล้านปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นแล้วจากการที่นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานการ เรียงตัวของสารแม่เหล็กอยู่ในฟอสซิลต่างๆ แต่ก็ไม่มีการบันทึกไว้ว่ามีผลต่อระบบทางชีววิทยาแต่อย่างใด

"สำหรับแผ่นเปลือกโลกนั้นมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ใช้เวลานานพอๆกัน จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ไม่ใช่เคลื่อนที่ไปได้นับหมื่นกิโลเมตรภายในไม่กี่ชั่วโมงเหมือนในภาพยนตร์" ดร.นำชัย เผย ซึ่งเขายืนยันชัดเจนหนักแน่นว่า ในความเป็นจริงในปี 2012 โลกจะไม่สูญสิ้นไปด้วยเหตุปัจจัยที่เหมือนในภาพยนตร์อย่างแน่นอน.

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: 2012 สิ้นโลก ?

ตั้งหัวข้อ  wincha on Fri Mar 05, 2010 9:30 pm

10 คำทำนาย “วันสิ้นโลก” (ที่ไม่เห็นจะเกิดขึ้นจริง)

อิทธิพลของภาพยนตร์ที่ว่าด้วยวันสิ้นโลกในปี 2012 ชวนให้หลายคนพูดถึงหายนะของมนุษยชาติที่จะจบสิ้นในอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างออกรสออกชาติ แต่นอกจากคำทำนายถึงวันสุดท้ายของโลกจากชนเผ่ามายาแล้ว ยังมีอีกหลายคำพยากรณ์ก่อนหน้านี้ซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง

- ปี 1806 สัญญาณสิ้นโลกจากแม่ไก่

ในประวัติศาสตร์มีผู้คนจำนวนมากที่อ้างว่า พระเยซูคริสต์กำลังจะกลับคืนสู่โลกอีกครั้ง และเหตุการณ์ที่ถือเป็นการส่งสัญญาณของการกลับคืนคือ ที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษมีแม่ไก่ออกไข่ที่เรียงเป็นประโยคว่า “พระคริสต์กำลังจะปรากฏ” และเมื่อข่าวเกี่ยวกับความน่าอัศจรรย์นี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนจำนวนมากก็เริ่มเชื่อว่า วาระสุดท้ายของโลกกำลังใกล้เข้ามา จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งเกิดกังขาได้สังเกตดูการวางไข่ จนพบว่ามีบางคนที่พยายามสร้างเรื่องหลอกลวงนี้ขึ้น

- 23 เม.ย.1843 กำหนดวันพระเจ้าทำลายโลก

ชาวนาผู้หนึ่งที่นิวอิงแลนด์นามว่า วิลเลียม มิลเลอร์ (William Miller) ได้ใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างจริงจัง และได้สรุปว่าพระเจ้าทรงเลือกวันที่จะทำลายล้างโลกว่า อยู่ระหว่างวันที่ 21 มี.ค.1843 - 31 มี.ค.1844

เขาสั่งสอนผู้คนมากมายพร้อมๆ กับการตีพิมพ์สิ่งที่เขาสอนเพื่อเผยแพร่ จนมีสาวกที่รู้จักกันในนาม “มิลเลอไรต์ส” (Millerites) อยู่หลายพันคน และเหล่าสาวกนี้ก็ตัดสินให้วันที่ 23 เม.ย.1843 เป็นวันสิ้นโลก หลายคนขายและมอบสิ่งของที่พวกเขาครอบครองด้วยคิดว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่เมื่อวันที่กำหนดมาถึงแล้วพระเยซูก็ไม่ได้กลับมา คนเหล่านี้ก็สลายกลุ่มกันไป แต่บางคนก็ออกไปตั้งกลุ่มใหม่ “เซเวนท์ เดย์ แอดเวนทิสต์” (Seventh Day Adventists) ที่ยังคงรอคอยการกลับมาของพระเยซูอีกครั้ง

- ปี 1891 วันสิ้นโลกของชาวมอร์มอน

โจเซฟ สมิธ (Joseph Smith) ผู้ก่อตั้งนิกายมอร์มอน (Mormon church) ได้เรียกประชุมผู้นำนิกายของเขาในปี 1835 เพื่อบอกว่า เขาเพิ่งสนทนากับพระผู้เป็นเจ้า และระหว่างการสนทนานั้นเขาได้รับรู้ว่า พระคริสต์จะกลับมาในอีก 56 ปีนับจากนั้น ซึ่งเป็นการเริ่มต้นจาก “วันสุดท้าย”

- ปี 1910 ดาวหางฮัลเลย์พาหายนะสู่โลก

ในปี 1881 นักดาราศาสตร์คนหนึ่งวิเคราะห์สเปกตรัมแล้วพบว่า หางของดาวหางนั้นมีก๊าซพิษนำความตายที่เรียกว่า “ไซยาโนเจน” (cyanogen) สิ่งที่เขาค้นพบนั้นไม่ได้รับความสนใจนัก จนกระทั่งบางคนตระหนักขึ้นได้ว่า โลกกำลังจะผ่านหางของดาวหางฮัลเลย์ในปี 1910 จึงเกิดคำถามว่าทุกๆ คนบนโลกจะถูกอาบด้วยก๊าซพิษดังกล่าวหรือไม่? จากนั้นมีการใคร่ครวญถึงเรื่องดังกล่าวซ้ำๆ บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ “เดอะ นิวยอร์กไทม์” และหนังสือพิมพ์อื่นๆ ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำได้ออกมาอธิบายว่า “ไม่มีอะไรต้องกลัว”

- ปี 1982 วันพิพากษา

ในเดือน พ.ค.ของปี 1980 แพต โรเบิร์ตสัน (Pat Robertson) ผู้สอนศาสนาคริสต์ที่ให้บริการทางสถานีโทรทัศน์และเป็นผู้ก่อตั้งพันธมิตร คริสเตียน (Christian Coalition) ได้ทำให้ผู้คนตื่นตกใจเมื่อเขาให้ข้อมูลแก่ผู้ชมรายการทีวี “700 คลับ” (700 Club) ทั่วโลกว่า เขารู้ว่าเมื่อใดที่โลกจะสิ้นสุด โดยประกาศก้องว่า “ผมรับรองได้ว่าพวกคุณจะจากไปก่อนสิ้นปี 1982 ซึ่งจะมีการพิพากษาโลก” แต่คำประกาศดังกล่าวก็ขัดแย้งกับคำสอนในพระคัมภีร์ที่ระบุว่าไม่มีใครรู้ถึง วันเวลาที่โลกจะสิ้นสุด แม้แต่เหล่าเทวดาบนสวรรค์

- ปี 1997 ประตูสวรรค์เปิด

เมื่อดาวหางเฮล์-บอปป์ (Hale-Bopp) ปรากฏในปี 1997 ก็มีข่าวลือว่ายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวจะติดตามดาวหางมาด้วย แต่ข้อมูลดังกล่าวถูกปิดบังไว้ แน่นอนว่าองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และเหล่านักดาราศาสตร์ตกเป็นจำเลยของข้อกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูลนี้

แม้ข่าวลือดังกล่าวจะถูกปฏิเสธจากนักดาราศาสตร์และใครก็ตามที่มี กล้องโทรทรรศน์ที่มีความละเอียดพอ แต่ข่าวลือนั้นก็ยังถูกเผยแพร่ผ่านสื่อวิทยุอยู่ดี และยังทำให้เกิดลัทธิ “ซานดิเอโกยูเอฟโอ” (San Diego UFO) ซึ่งระบุว่าประตูสวรรค์จะเปิดออก และกำหนดวันสิ้นโลกที่จะกำลังใกล้เข้ามา และสมาชิกของลัทธิ 39 คนก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายในวันที่ 26 มี.ค.1997

- เดือน 7 ปี 1999 คำทำนายแห่งนอสตราดามุส

ข้อความที่เขียนขึ้นด้วยภาษายากๆ และใช้การเปรียบเทียบของ มิเชล เดอ นอสตราดาม (Michel de Nostrdame) หรือนอสตราดามุส ก่อให้เกิดความสนใจจากผู้คนเป็นเวลากว่า 400 ปี โดยงานเขียนของเขาที่ตีความได้หลากหลายนั้น ถูกนำไปแปลแล้วแปลอีกในรูปแบบที่แตกต่างกันหลายสิบรูปแบบ และหนึ่งในการตีความที่โด่งดังที่สุดคือ “ปี 1999 เดือนที่ 7 เจ้าแห่งความสยองขวัญจะมาจากฟ้า” และผู้ที่ศรัทธาในนอสตราดามุสได้ขยายความตื่นตระหนกนี้ออกไปว่าเป็นวันสิ้น สุดของโลก

- “วายทูเค” โลกป่วน-คอมพ์รวนรับสหัสวรรษใหม่

ในช่วงที่ปลายศตวรรษก่อนใกล้จะสิ้นสุดลง ผู้คนจำนวนมากเริ่มวิตกกังวลว่า คอมพิวเตอร์อาจนำหายนะมาสู่โลก เป็นหายนะที่ทุกคนเรียกกันว่า “วายทูเค” (Y2K) ซึ่ง Y เป็นคำย่อมาจาก “Year” และ 2K เป็นสัญลักษณ์ของปี 2000 ที่ K หมายถึง “กิโล” (Kilo) ในภาษากรีกที่มีค่าเท่ากับ 1,000

ปัญหาของวายทูเค ถูกตั้งข้อสังเกตครั้งแรกเมื่อต้นทศวรรษ 1970 ว่า คอมพิวเตอร์จำนวนมากอาจไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างปี 2000 และ 1900 ได้ ไม่มีใครแน่ใจเลยว่านั่นจะเกิดอะไรขึ้น แต่หลายคนก็ชี้ให้เห็นหายนะใหญ่หลวงที่อาจจะเป็นได้ทั้งไฟดับครั้งใหญ่ ไปจนถึงหายนะทำลายโลกจากนิวเคลียร์ แต่สหัสวรรษใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยความขลุกขลักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

- 5 พ.ค.2000 น้ำแข็งแอนตาร์กติกถล่มโลก

แม้กรณี “วายทูเค” ไม่ได้แผลงฤทธิ์มากนัก แต่หนังสือ “น้ำแข็ง 5/5/2000 : ภัยพิบัติขั้นสูงสุด” (5/5/2000 Ice: the Ultimate Disaster) ที่เขียนขึ้นโดย ริชาร์ด นูน (Richard Noone) เมื่อปี 1997 ก็สร้างความตื่นตระหนกได้อีกครั้ง ซึ่งเขาระบุว่าน้ำแข็งจากทวีปแอนตาร์กติกปริมาณมหาศาลที่มีความหนาถึง 5 กิโลเมตรนั้นจะทำให้โลกถึงหายนะไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตามก่อนวันที่ 5 พ.ค.2000

- ปี 2008 ผู้หยั่งรู้ทำนายโลกสิ้นสุดก่อนฤดูใบไม้ร่วง

จากหนังสือ “2008: พยานรู้เห็นคนสุดท้ายของพระเจ้า” (2008: God's Final Witness) ของ โรนัลด์ ไวน์แลนด์ (Ronald Weinland) ผู้นำนิกายคริสตจักรแห่งพระผู้เป็นเจ้า (God's Church) ที่เขียนเมื่อปี 2006 ว่า วันสุดท้ายของโลกมาถึงเราอีกครั้ง โดยหนังสือดังกล่าวประกาศว่า ผู้คนหลายร้อยล้านคนจะต้องเสียชีวิตก่อนสิ้นปี 2006 ทั้งนี้ผู้คนมีเวลามากสุดเพียง 2 ปีที่เหลืออยู่ ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนไปสู่ช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษย์

“ก่อนฤดูใบไม้ร่วงในปี 2008 สหรัฐฯ จะพังทลายด้วยอำนาจทำลายล้างของโลก และจะไม่มีชนชาติใดเหลือรอด” ข้อความในหนังสือระบุ โดยที่โรนัลด์ ไวน์แลนด์ ยกตัวเองให้เป็นผู้หยั่งรู้ของพระเจ้า

คำทำนายทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่ง livescience.com ได้ รวบรวมและนำเสนอไว้ ก็หาได้เป็นจริงขึ้นมา ซึ่งยังคงเหลือคำทำนายเบื้องหน้าอันใกล้คือในปี 2012 ที่ดูเหมือนว่าจะรุนแรงร้ายกาจกว่าครั้งใดๆ และถ้าหากปี 2012 ผ่านไป โดยไม่เกิดอะไรร้ายแรง คงจะมีคำทำนายใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตามความเชื่อใน “วันสิ้นโลก”

ทว่า วัฏจักรของดวงอาทิตย์และโลกที่แท้จริงอาจจะยังอีกยาวนานกว่านี้หรือสั้นกว่า ที่คิดนัก ทั้งหมดเกินกว่าที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจะสามารถคาดคะเนได้อย่าง แม่นยำ

ที่มา
http://www.manager.co.th

wincha

จำนวนข้อความ : 107
Registration date : 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ