แบบนี้สิเจ๋งจริง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

แบบนี้สิเจ๋งจริง

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Tue Mar 16, 2010 12:04 pm

เป็นเรื่องสมัยพุทธกาล ของพระภิกษุ ชื่อท่านปุณณะ

ในตอนนั้นท่านปุณณะ ได้กราบลาพระพุทธองค์ เพื่อนำพระธรรมไปเผยแผ่ ยังเมือง สุนาปรันตะ

พระพุทธองค์ ทรงพิจารณาว่า ท่านปุณณะ อาจยังไม่พร้อมในการเดินทางตามลำพัง จึงทรงมีคำถามว่า

" ปุณณะ พวกชาวสุนาปรันตชนบท เป็นคนดุร้ายนัก เป็นคนหยาบคายนัก หากเขาทำร้าย ประหารเธอ
ด้วยก้อนดิน ในเรื่องนี้เธอจักคิดอย่างไร "

ท่านปุณณะ ตอบว่า

" ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ หากเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์คิดว่า ก็ยังดีที่เขาไม่ประหารด้วยท่อนไม้ "

" แล้วหากเขาประหารด้วยท่อนไม้ ล่ะ "

" ข้าพระองค์จักคิดอย่างนี้ว่า ก็ยังดีที่เขาไม่ใช้ศัตรา "

" หากเขาใช้ศัตราเล่า "

" ข้าพระองค์ก็ยังว่าดีนั่นแหละ ที่เขาไม่ปลงชีวิตของข้าพระองค์ด้วยศัตราที่คม "

" หากเขาใช้ศัตราที่มีคม แล้วเธอจะคิดอย่างไร "

" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษชาวสุนาปรันตชนบทจักปลงชีวิตข้าพระองค์ด้วย
ศัตราที่คม ในเรื่องนี้ข้าพระองค์จักคิดอย่างนี้ว่า พระสาวกทั้งหลาย ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
อึดอัด ระอา รังเกียจ อยู่ด้วยร่างกาย และชีวิต แสวงหาศํตราเครื่องปลงชีวิตก็มีอยู่ เรากลับได้
ศัตราเครื่องปลงชีวิตโดยมิต้องแสวงหา...ก็ยังนับมีดีอยู่ พระเจ้าข้า "

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

โรค ติดดี

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Tue Mar 16, 2010 12:04 pm

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เล่าถึงอาการ "ติดดี" เป็นเรื่อง ในประเทศเกาหลี มีหญิงคนหนึ่งจูงสุนัขไปเดินเล่น แต่ว่าสุนัขเกิด ถ่ายตามทาง แล้วก็มีคนเก็บภาพของเธอ นำไปประจานในเว็บไซด์ จากนั้น เธอก็โดนขุดประวัติ แล้วก็ประจานในเว็บทุกวัน จนต้องออกจากงาน กลายเป็นเสียศูนย์ไปเลย

จริงอยู่ที่ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องร้ายแรง สำหรับกฎหมายของเขา หรือ การถือปฏิบัติ ไม่ควรทำแบบนั้น

แต่ว่าหากคิดอีกมุมหนึ่ง ความผิดนั้นมันแรงจนจะทำให้ชีวิตคนหนึ่ง เสียไปเลยหรือ ?

ตรงนี้ก็ต้องเป็นแต่ละคน แต่ละมุมอีกนั่นแหละ

การติดดีมันก็ดี แต่หากติดดี แล้วจะทำให้คนอื่นดีตามที่เราต้องการ หรือ มาตรฐานสังคมบอกไว้ด้วยวิธีการรุนแรง มันดูแปร่งๆ และ แปลก ไม่น้อย

เหมือนกับบอกว่า จะสร้างสันติภาพ ได้ต้องทำสงครามเสียก่อน เป็นต้น

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ค่าของเงินยังไม่เท่ากันเลย นับประสาอะไรจะหามาตรฐานเดียว ...เฮอะ...

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Tue Mar 16, 2010 12:05 pm

คนเรามักจะโกรธมาก เมื่อถูกโกง บางคนบอกว่า รับไม่ได้ถ้ามีการโกหก แม้แต่เรื่องเล็กๆ ก็ไม่ได้

บางคนโกรธที่โดนเพื่อนหักหลังแย่งคู่รักไป บางคนก็โกรธที่โตนคนแย่งผลงานไป ฯลฯ

เมื่อคิดเรื่องนั้นขึ้นมาคราใด มันให้จี๊ดขึ้นมาทุกทีเลย ใครเคยเป็นบ้าง

ท่านก็เลยสอนว่า การรู้สึกว่าโกรธ เกลียด รัก ฯลฯ รู้สึกได้ แต่เมื่อรู้แล้วให้รู้เท่าทันมันด้วย

อย่าปล่อยให้เจ้าพวกนี้กำกับชีวิตของเราได้ ตอนนี้ใช้แง่คิดนี้กับตัวเอง

เพราะกลัวว่าขณะที่กำลังมีอารมณ์ใดๆ เต้นเร่าไปตามกิเลสตัณหา หรือ อัตตาส่วนตัว (ซึ่งยังมีมาก)
แล้วเกิด ตายในขณะนั้น จะทำให้ไปในที่ที่ไม่ชอบ คือ ที่ที่ไม่ดี ที่แย่กว่านั้น คือ จะต้องมา
เวียนว่ายตายเกิดใหม่

การให้อภัย ก็ถือเป็นกุศลที่สูง แล้วไม่ก่อโทษกับตัวเรา รวมทั้งไม่เกิดเวรกรรมผูกพันกับผู้รับด้วย
การที่ย้อนคิดไปยังเรื่องเดิมๆ ท่านเปรียบว่า เหมือนกับเราขับรถถอนหลังไปตกหล่ม ที่เพิ่งผ่านมา
แล้วก็ตกลงไปซ้ำๆ เหมือนกับแผ่นเสียงตกร่อง นั่นคือการทำร้ายตัวเอง ซ้ำซาก

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แบบนี้สิเจ๋งจริง

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Tue Mar 16, 2010 12:06 pm

จากเรื่องข้างต้น ในที่สุด พระปุณณะท่านก็ได้ไปเผยแผ่พระธรรมที่เมืองนั้นจริง และท่านมิได้ถูกทำร้ายแต่อย่างไร หากยังสามารถทำให้ชาวเมือง เคารพและปฏิบัติตามคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ได้ด้วย


สิ่งที่ขอยากที่สุด คือขอโทษ
สิ่งที่ให้ยากที่สุดคือ การให้อภัย

คำถามที่มักพบบ่อย เวลาเรามีความทุกข์ ก็คือ ทำไมต้องเป็นเรา ฉัน ข้าฯ ฯลฯ
หากในเวลาที่มีความสุข หรือ ได้รับสิ่งที่สมหวัง ลืมไปที่จะถามว่า ทำไมต้องเป็นเราที่ได้รับ กลับมักจะมีคำว่า
สมควรแล้วที่สิ่งนี้เป็นของเรา

หากจะคิดในแง่บวก ในเรื่องที่ปลงให้ตกกับธรรมชาติ หรือ ธรรมะ ก็คือ สรรพสิ่งล้วนสมมติ
มุมมองที่มองความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ก็จะต้องพยายามปรับสายตาให้
เหมือนกัน เพื่อให้เราอยู่กับสิ่งที่เป็นอนิจจังได้อย่างไม่ต้องทุกข์ร้อนจนเกินไป

อาจจะเริ่มคิดใหม่ว่า ทำไมเรื่องทุกข์ร้อนจะเกิดกับเราไม่ได้ ในยามทุกข์ด้วยเหตุใดก็ตามที่ขัดข้องในใจเท่านั้น
เราทุรนทุรายปางตาย แต่ลืมมองไปว่า บางคนเขามีชีวิตอยู่แบบรอวันตาย อยู่บนความเสี่ยงกับการเสียชีวิต
ด้วยวิธีไม่ธรรมชาติ ท่ามกลางระเบิด สงคราม ภัยพิบัติ บางที่ก็ยังประสบเคราะห์อยู่ในเวลานี้ จะคิดได้ว่า
ทุกข์ของเรามันเล็กมาก มันแค่เรื่องใจของเราเท่านั้น แบบที่ท่านสอนว่า การตั้งจิตในที่ที่ผิด ย่อมนำความทุกข์
มาให้

บางครั้งเราคิดว่าทำไมผู้อื่นไม่เข้าใจเราเลย แต่ก็ลืมที่จะคิดกลับกันว่า แล้วทำไมเราไม่พยายาม
ทำความเข้าใจกับเขาบ้าง

เมื่อเรามีปัญหา ในด้านใด เราก็จะหาเหตุผลอธิบายให้กับตัวเองร้อยแปด ในขณะที่คนอื่นมีปัญหาบ้าง
เรากลับตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม ทำไม ทำไม และ ทำไม ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ .... กดแป้นไม้ยมกจนเพลินเลย

จำนวนเงินที่เท่ากัน เวลาได้รับ กับ เวลาที่เสียไปยังให้ความรู้สึกต่างกัน

เช่น หากเราได้รับรางวัล ๒๐๐ บาท เรารู้สึกว่าทำไมน้อยจัง
แต่หากเราทำเงินหายไป ๒๐๐ บาท เรารู้สึกว่าทำไมมากจัง

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เลขผา นาที

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Mar 17, 2010 7:49 am

ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องบังเอิญ หรือจงใจ ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว แกนนำเสื้อแดง เลือกช่วงปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ ทำกิจกรรมทางการเมือง แล้วผลก็ออกมาเป็นแบบที่รู้กัน

ปีนี้ กลุ่มเดิม เลือกช่วงเวลา ตรุษไทย คือ

....วันตรุษไทย ถือเป็นวันปีใหม่ในสมัยโบราณ ตรงกับวันแรม 13 - 15 ค่ำเดือน 4 และวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 รวม 3 วัน โดยถือเอาวันแรก คือวันแรม 14 ค่ำเป็นวันจ่าย เพื่อตระเตรียมสิ่งของไว้ทำบุญ วันกลาง คือวันแรม 15 ค่ำ เป็นวันทำบุญตักบาตร และมีการละเล่นสนุกสนานตาม ประเพณีท้องถิ่น ซึ่งจะเล่นกับจนถึงวันที่ 3 คือวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 4 .....

นั่นคือ ช่วงตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ถึง ๑๖ มีนาคม ที่ผ่านมา

ช่วงเวลาดังกล่าว ควรเป็นเวลาแห่งการทำบุญ ก่อกุศลกรรม ก็เหมือนกับปีก่อน เทศกาลสงกรานต์
เป็นเวลาของครอบครัว แทนที่จะอยู่กับครอบครัวด้วยความอบอุ่น กลับระอุด้วยภาพ ที่ดุดัน ซึ่งแกนนำก็ยังบอกว่า ภาพเหล่านั้นเกิดจากการที่สื่อไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนเสื้อแดง เป็นภาพของแดงเทียม

สำหรับปีนี้ ในที่สุดก็อาจมีคำอ้างแบบนั้นอีกว่า ไม่ใช่แดงจริง รวมทั้งการสูบเลือดจากร่างกายในช่วงสองสามวันนี้ด้วย

....คำว่า "ตรุษ" แปลว่า ตัด หรือ ขาด ซึ่งหมายความ ว่า ตัดปีเก่าที่ล่วงมาแล้วให้ขาดไป ประเพณีตรุษนี้แต่เดิมเป็นของพวกอินเดียฝ่ายใต้ เมื่อพวกทมิฬได้มาครองเมืองลังกา ได้นำพิธี ตรุษซึ่งเป็นลัทธิศาสนาของตนเข้ามาปฎิบั ติ จึงกลายเป็นงานนักขัตฤกษ์ใหญ่ นิมนต์พระสงฆ์ มาเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรม 14 ค่ำ วัน แรม 15 ค่ำเดือน 4 และขึ้น 1 ค่ำ เพื่อให้ เป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองของตน ขนมที่จัดทำขึ้นในวันตรุษที่จะขาดไม่ได้คือ ข้าวเหนียวแดง และกะละแม มีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระตามประเพณี บางวัดก็จัดให้มีสวดภาณยักษ์ ประเพณีตรุษนี้คนในหมู่บ้าน ตามท้องถิ่นต่างๆ ได้ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรที่วัด และมีการละเล่นต่าง ๆ ตามความนิยมแต่ละยุคสมัยในท้องถิ่น ....

ในการชุมนุมมีผู้ที่ระบุสถานะจากเครื่องห่มว่า เป็นสมมติสงฆ์ มาด้วย น่าจะทำการสอนให้นั่งสมาธิ สวดมนต์เช้า กลางวัน เย็น และ อาจจัดสวดภาณยักษ์ แทนที่จะกรีดเลือดแล้วละเลงพื้น

เช้านี้คงแย่หน่อย( วันที่ ๑๖ มีนาคม) เพราะฝนเริ่มจะตกประปราย เพราะอากาศร้อนจัดมาหลายวันติดต่อ มันเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่ควรถูกอุตริใช้เป็นตัวอ้างอิงหน้าตาเฉยว่าฟ้ารับรู้ ที่ว่าแย่ก็คือ จะต้องมีการพิสูจน์ว่า เลือด ย่อมข้นกว่าน้ำ แต่ถ้าเจอน้ำฝนเทกระหน่ำ คงต้องใช้เลือดสาดสู้ไม่น้อยทีเดียว

ชาวบ้านอย่าไปร่วมด้วยเลย แค่ดูอยู่ห่างๆ ว่าเลือดแกนนำนั้นจะข้นกว่าน้ำสักเท่าไหร่กัน (หรือว่าเลือดหมูก็ไม่รู้)

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เลือดจริง หรือ เลือดเทียม

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Mar 17, 2010 7:54 am

หนังเรื่อง Blade 2 เป็นภาคต่อของ Blade เฉยๆ ภาคนี้เน้นๆ ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของ แวมไพร์กลายพันธุ์ ซึ่งเริ่มคิดว่า การกินเลือดสดๆ มันไม่ค่อยจะมีอารยะเท่าไหร่ ก็เลยมีการประดิษฐ์เลือดเทียม ขึ้นมาเพื่อใช้แทนเลือดสด แม้แต่แวมไพร์ก็ยังคิดว่า หมดเวลาสำหรับการทำบาป การฆ่า ทำลายชีวิตอื่น

เลือดเทียมในหนังจะทำจากอะไรก็ไม่ทราบ แต่ว่าใครที่เคยทำเยลลี่กิน ก็จะเห็นว่า เยลลี่ที่เป็นรสสตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ที่มีสีแดงสด มีความคล้ายเลือดเป็นยิ่งนัก

แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามแค่คิดก็สยอง แล้วภาพก็ยิ่งไม่ชวนมองเอาเสียเลย

พวกนักคิดที่เป็นอุตริ แล้วคิดว่า ความคิดตัวเองนั้นเสรีไร้ขอบจำกัด ก็พึงระวังไว้ด้วย

วันที่ ๑๘ จะมีดาวเคลื่อน หนึ่งดวง .....

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ